ใบไม้ที่หายไปกับสิบปีงานเขียนเรื่องสั้นในรวมเรื่องสั้น

ใบไม้ที่หายไปกับสิบปีงานเขียนเรื่องสั้นในรวมเรื่องสั้น

1.
ผมแวะมาธุระลำพูน งานเดียวกับงานที่ลำปาง ระหว่างที่เน็ตยังเชื่อมต่อใช้ได้ดี โพสต์รูปไว้ภาพลำปางกับลำพูน ได้เพียงถ้อยความ ที่มีเล่าสั้นๆ ครับ

2.
มุมมองของการถ่ายภาพ และผมนึกถึงเพลงประโยคบอกเล่า…เมื่อทุกๆ การขยับเคลื่อนไป ของช่วงเวลาที่อาจขาดหายไป หากไม่มีการเชื่อมต่อของสิ่งใด..
พี่Wathinee เกิดทัน เพราะเพลงประโยคบอกเล่าออกแนวอินดี้ๆ ซึ่งเสียงร้องโดย เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร GREASY CAFÉ กับเพลง “ประโยคบอกเล่า” เพลงประกอบภาพยนตร์ ชัมบาลา 2012 คำร้อง ทำนอง ขับร้อง Greasy Cafe’เรียบเรียง รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ , Greasy Cafe’…เรานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เธอฉันเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เป็น…เมื่อทุกๆ การขยับเคลื่อนไปของช่วงเวลาที่อาจขาดหายไป หากไม่มีการเชื่อมต่อของสิ่งใด…
ประโยคบอกเล่า Ost.ชัมบาลา (Official Audio)

…คนแต่ละคนออกเดินทางด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่สำหรับผู้ชาย 2คน ที่ต่างมีมุมมอง..คนหนึ่งออกเดินทางพร้อมความหลัง ส่วนอีกคนหนึ่งออกเดินทางด้วยความหวัง…
-ขอบคุณ พี่Khunya ครับ^^

3.
ตำนานน่าสนใจของลำพูน1.ตำนานลำพูนเรื่องรอยเท้าสัตว์ 2.น้ำท่วมเมืองลำพูน
1.ตำนานความเชื่อเรื่องการถือกำเนิดของมนุษย์ในแถบลุ่มแม่น้ำปิงหรือน้ำแม่ระมิงค์ก่อนยุคสร้างอาณาจักรหริภุญไชยราวพันหกร้อยปีที่ผ่านมานั้นกลับมีการระบุถึงคำว่า “รอยเท้าสัตว์” คือ คนพื้นเมืองเกิดมาจากรอยเท้าสัตว์ ได้แก่ ตระกูลช้าง แรด และวัว
โดยเหล่าฤษีได้ถ่ายคูถถ่ายมูตรไว้ในรอยเท้าสัตว์สามจำพวก ต่อมานางช้าง นางแรด นางโคได้ไปดื่มกินอุจจาระ-ปัสสาวะที่ฤษีถ่ายไว้ ให้เผอิญว่ามีเชื้ออสุจิของฤษีปะปน บรรดานางสัตว์เหล่านั้นเกิดตั้งครรภ์ จึงคลอดทารกชาย-หญิงในรอยเท้าของพวกตน ฤษียินดีรับเลี้ยงไว้เป็นลูก และเมื่อเด็กเหล่านั้นเติบใหญ่ ฤษีให้อยู่กินฉันผัวเมียกันเป็นคู่เป็นคู่ แล้วให้ปกครองหมู่บ้านแต่ละหมู่…(ดูข้อมูลเพิ่มเติมการตีความเพิ่มเติม)
2.ตำนานเมืองเหนือเล่าว่า ก่อนสมัย ๑๒๐๐ ปี มีกษัตริย์องค์หนึ่งครองเมืองลำพูน มีนิสัยโลเล มิอยู่ใน ทศพิธราชธรรม เสวยแต่น้ำจันทร์มัวเมาด้วยอิสสตรี ไม่มีศีลธรรม ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหง เสนาข้าราชการบริพาสล้วนแต่ประจบสอพลอ เทพยดารักษาเมืองก็พิโรธ ก็เกิดโรคภัยพลเมืองล้มตายและแล้วพระพิรุณก็กระหน่ำ จึงมีอุทกภัยเกิดขึ้น น้ำนองท่วมท้น มนุษย์และสัตว์หนีมิทันล้มตายไปกับแม่น้ำคงคา ครั้งเมื่อน้ำลดลงแล้วเมือง หริภุญชัยก็เป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว สาเหตุที่ทำให้เมืองลำพูนร้าง น้ำท่วมตาย เพราะเจ้าเมืององค์นี้ได้มีแม่หม้ายไปร้องทุกข์กล่าวหาว่าลูกได้ตีแม่จึงนำความไปฟ้องเจ้าเมืองเพื่อให้ตัดสินคดีที่ลูกตีแม่ครั้งนี้ เจ้าเมืองฟังแล้วกลับตรัสตอบว่า เด็งดัง เพราะลูก “เพราะฉะนั้นการที่ลูกตีแม่จึงไม่มีความผิดใดๆ” ทำให้แม่หม้ายคนนั้นเสียอกเสียใจอย่างมาก จึงนั่งลงกราบแม่ธรณี อธิษฐานสาปแช่งเจ้าเมืองให้มีอันเป็นไป ในทันใดนั้นดินฟ้าอากาศก็เกิดวิปริตเกิดน้ำท่วมบ้านเมืองอย่างฉับพลัน ราษฎรจมน้ำตายเจ้าเมืองก็ตายตามไปด้วย คงเหลือแต่คนมีบุญมีศีลธรรม คนใจบาปหยาบช้าถูกน้ำพลัดจมน้ำตายหมด บ้านเมืองก็ว่างเปล่าไม่มีผู้นำมาเป็นเวลานานปี
http://www.konmeungbua.com/nithan/haripumchai.html

3.
ผมทดลองถ่ายภาพตลาดจตุจักรลำพูน โดยกล้องแคนนอน 700 D กับบรรยากาศของการสัมมนาเกษตรกรรายย่อย ที่ลำพูน โดยกล้องมือถือ สะท้อนภาพสัญลักษณ์
ด้วย ครับ

4.
แม่โพสพ บ้างเรียก โพสี ภาษาถิ่นพายัพว่า แม่โคสก ภาษากะเหรี่ยงว่า ผีบือโย ปรากฏใน โคลงทวาทศมาส ว่า “พระไพศภ” “พระไพศพ” หรือ “พระไพสพ” เป็นเทพเจ้าแห่งข้าวตามคติความเชื่อของไทย โพสพตามความเชื่อแต่เดิมเป็นเทวสตรี แต่ภายหลังได้มีคติปรากฏเป็นบุรุษเพศคู่กัน มีปลาเป็นพาหนะ ครับ
…แม่โพสพเป็นหนึ่งในกลวิธีแปลงนามธรรมเป็นรูปธรรมที่แยบยล เช่นเดียวกันกับแม่ธรณี เช่นเดียวกับพญามารและธิดาพญามาร ฯลฯ เป็นบุคลาธิษฐาน (personification)
สร้างขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เพื่อให้คนเชื่อมโยงตนเองกับธรรมชาติได้ เพื่อให้คนเรียนรู้หรือรับรู้อำนาจของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในจิตใจของตนได้ง่ายขึ้น…
…การที่มีช่างศิลปะประดิษฐ์รูปแม่โพสพขึ้นหลายหลากมากแบบแต่โบร่ำโบราณมา น่าจะเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของ “เทวดาพื้นเมือง” องค์นี้ต่อชีวิตของคนไทยเราได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่ง และเราอาจกล่าวอย่างขำ ๆ ได้ว่าเป็นความสำคัญที่รัฐรับรองแล้วเมื่อประเทศไทยส่งรูปปั้นแม่โพสพไปตั้งไว้ในศาลาไทยในงานนิทรรศการโลก (World Exhibition) ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%9E
http://lit.hum.ku.ac.th/Book/_16_7.htm
^^แม่โพสพเป็นภาพสัญลักษณ์สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
และลอยกระทงเป็นประเพณีบูชาพระแม่คงคา พระองค์ทรงปลาใหญ่หรือจระเข้เป็นพาหนะ พระองค์เป็นเทวีผู้ให้กำเนิดสายน้ำคงคา
***ภาพประกอบพระแม่โพสพทางเน็ตกับผลงานถ่ายภาพที่ประตูช้างเผือกกับยี่เป็ง ลอยกระทงของผม ครับ
ครับพี่Wathinee โฟกัสขำขำ กับสาวPondsเข้าใจ ครับ^^ แม่โพสพเป็นเทวดาพื้นเมือง”มีปลาเป็นพาหนะ หนึ่งในกลวิธีแปลงนามธรรมเป็นรูปธรรมที่แยบยล เช่นเดียวกันกับแม่ธรณี พระแม่คงคา พระองค์ทรงปลาใหญ่หรือจระเข้เป็นพาหนะ พระองค์เป็นเทวีผู้ให้กำเนิดสายน้ำคงคาเป็นบุคลาธิษฐาน แล้วภาพประกอบพระแม่โพสพทางเน็ตกับผลงานถ่ายภาพที่ประตูช้างเผือกกับยี่เป็ง ลอยกระทงของผม ครับ
ปล.ภาพพระแม่โพสพเวอร์ชั่นใหม่ของไทย ในเน็ต ก็มีอย่างรูปประกอบตามเว็บที่เขาเอามาด้วย ครับ^^
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=4164
พี่khunya ภาพวาดพระแม่โพสพ ดูศักดิ์สิทธิ์ ครับ

5.
เจ้าฟ้าเชียงใหม่และสุนัข ตอนที่1 ตำนานจากการสร้างเมืองเชียงใหม่…ชนปกาเกอะญอเล่าขานกันว่าเจ้าฟ้าเชียงใหม่และสุนัขของท่านได้ไล่เลียงผาตัวหนึ่งจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวินเข้ามายังฝั่งตะวันออก จนกระทั่งไล่มาถึงที่ราบแห่งหนึ่ง เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงทอดพระเนตรสุนัขของพระองค์กินอาหารที่นั่นเนื่องจากหิวโซ พอเจ้าฟ้าทรงตามมาทันจึงทำเสียงดุและด่าตะเพิดด้วยความไม่สุภาพว่า

“เจ้าไล่เลียงผามิใช่หรือ ทำไมมัวกินและกลืนอะไรอยู่” ด้วยเหตุดังกล่าวที่ราบแห่งนี้จึงมีชื่อว่า “หมื่อ อยู่ ปู” ซึ่งแปลว่า “เมืองกลืน” (ปัจจุบันคือแม่สะเรียง) มาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากกินอาหารแล้วเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็ทรงไล่สุนัขของพระองค์ให้ล่าเลียงผาต่อไป ระหว่างทางสุนัขได้ปัสสาวะลงที่ลำธารหนึ่ง จึงถูกเรียกชื่อภายหลังว่า “ห้วยสุนัขเยี่ยว” (อยู่ระหว่างอำเภอแม่สะเรียงและอำเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้
จากนั้นสุนัขก็ล่าเลียงผาต่อไป จนกระทั่งถึงที่ราบอีกแห่งหนึ่ง ณ ที่ราบแห่งนี้สุนัขก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงตามหาอย่างไรก็ไม่ทรงพบ ถึงกับทรงกรรแสง ดังนั้นที่ราบแห่งนี้จึงถูกเรียกชื่อภายหลังว่า “มือ ฮอ ปู” แปลว่า “เมืองร้องให้” ซึ่งต่อมาได้เพี้ยนไปเป็น “เมืองฮอด” (ปัจจุบันคืออำเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้

เจ้าฟ้าเชียงใหม่และสุนัขของท่าน ออกเดินทางล่าเลียงผา การเดินทางมุ่งสู่ทิศตะวันออก แล้วก็ไปถึงถ้ำแห่งหนึ่งและทรงนั่งพักผ่อนในถ้ำแห่งนั้น ถ้ำแห่งนี้และบริเวณที่ราบรอบ ๆ ถูกเรียกว่า “เมืองเหล่อปู” แปลว่า “เมืองถ้ำ” และต่อมาได้เพี้ยนไปเป็น “เมืองลำพูน” (ปัจจุบันคือจังหวัดลำพูน) มาจนถึงทุกวันนี้
**ภาพประกอบถ่ายต้นไม้ ที่สารภี
6.
เจ้าฟ้าเชียงใหม่และสุนัข ตอนจบ
หลังจากหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มล่าเลียงผาต่อไป จนกระทั่งมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง สุนัขตามล่าเลียงผาตามซอกผาซอกหินแต่ก็ไม่พบ ณ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า “เมืองเลปา” แปลว่า “เมืองหน้าผา” ซึ่งทีหลังเพี้ยนไปเป็น “เมืองลำปาง” (ปัจจุบันคือจังหวัดลำปาง) จนถึงทุกวันนี้
การล่าเลียงผาไม่ได้ผลสำเร็จเพราะร่องรอยหายไป ณ ผาแห่งนี้
เมื่อเจ้าฟ้าเชียงใหม่ จับเลียงผาไม่ได้ จึงหันกลับมุ่งหน้าขึ้นสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น สุนัขตัวเก่งของเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็สิ้นลมหายใจ ณ ที่แห่งนี้ เล่าขานกันว่าก่อนสุนัขตัวนั้นจะสิ้นใจตาย เท้าสี่ข้างเหยียบลงบนหลังเต่าข้างละหนึ่งตัว หางสอดเจ้ารูลิ่ม ปากคาบตะกวด ตาเหลือบไปยังรังผึ้ง เจ้าฟ้าเชียงใหม่ได้ฝังศพของสุนัขของท่านตัวนี้ ณ บริเวณที่ตั้งวัดเจดีย์หลวงในปัจจุบัน

จากนั้นเจ้าฟ้าเชียงใหม่ก็ทรงสร้างบ้านเรือนที่นั่น ภายหลังมีผู้คนเข้ามาตั้งรกรากสมทบมากขึ้นจนกลายเป็นเมืองใหญ่ เจ้าฟ้าเชียงใหม่ทรงตั้งชื่อเมืองว่า “เหว่กี่แม” แปลว่า “เมืองหม่าย” ต่อมามีคนต่างแดนซึ่งเป็นพวกคนจีน (เจ๊ก) เข้ามาค้าขายและสามารถยึดครองที่ดินอย่างกว้างขวางและกลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจอย่างสูง ถึงกับเปลี่ยนชื่อเมืองจาก “เหว่กี่แม” ไปเป็น “เมืองเจ๊กใหม่” ซึ่งต่อมาเพี้ยนไปเป็น “เมืองเชียงใหม่” มาจนถึงปัจจุบัน
**ภาพประกอบภาพวาดสุนัข ที่พวกผมเคยร่วมกันเลี้ยงในหอพัก

7.
เมื่อวานผมผมจุดผางประทีป(ส) นึกถึงชาวล้านนาจุดผางประทีส เพื่อเป็นพุทธบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ตามตำนานแม่กาเผือก และจุดบูชาเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ ชาวล้านนา จึงนิยมจุดผางประทีสบูชา เพื่อสักการะต่อสิ่งต่างๆที่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น ประตูบ้าน ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังเป็นการบูชาแสงสว่าง เชื่อว่าจะทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีแสงสว่างนำทางชีวิตให้โชติช่วงชัชวาลดั่งแสงจากผางประทีส ด้วยเหตุนี้ช่วงประเพณียี่เป็งจึงสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงผางประทีส
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/yeepeng-pangpratis.php
…“ย่ำค่ำคืนเพ็ญ ประทีบเด่นแสง จุดไว้แสดง เป็นพุทธบูชา แสงสว่างต้อง ดั่งดาวบนฟ้า จุดเพื่อบูชา พระแม่ธรณี”….

*ง่วนกับการตัดต่อหนังสั้นส่งประกวดบูชาแสงสว่างไว้ ครับ^^

พี่Khunya ขอบคุณที่ชม จริงๆแล้วผมตามดูประวัติและการทำผางประทีปแล้วคิดถึงแรงบันดาลใจสร้างหนังสั้นเรื่อง FARM RAK ฟาร์มรัก : an organic love story by SC ASSET

7.
นายกฯ พูดเรื่องลอยกระทง ในวันศุกร์ ‘ทำให้นึกถึงกรณีพิเศษนายกฯนายพล ยังอยู่กับกฏอัยการศึก ในแง่นี้ประเมินจากกฎอัยการศึก-ข่าวททท. ได้เตรียมกลยุทธ์(ยุทธวิธี/Tactics) “24 Hours Enjoy Thailand” เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยภายใต้กฎอัยการศึก.. ซึ่งจะเริ่มดำเนินการต้นปี 2558 ควบคู่ไปกับการเริ่มต้นปีการท่องเที่ยววิถีไทยที่จะเริ่มเปิดฉากต้นเดือน ม.ค. 2558…(รวมทั้งเรื่องประสานงานท่องเที่ยวในท้องถิ่นกับอบต.ฯลฯ)
แต่ถ้าตอนนั้นคอร์ฟิวนานเท่ากฏอัยการศึก ผลกระทบทั่วบ้านทั่วเมืองทางเศรษฐกิจ ตามร้านเหล้าพวกอยากเที่ยวไปร้านเหล้ากินเหล้าคงออกมาประท้วงเพียบแล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป(ฮร่า) ครับ^^( รธน.ชั่วคราว2557มาตรา 44’ไม่กระทบกับนักท่องเที่ยว)
ทั้งนี้ ผมอ่านข่าวเจอวิจารณ์ขรม! “โคมล้านนา” ยี่เป็งเชียงใหม่ ตระการตาแต่ไร้จิตวิญญาณท้องถิ่น ในเรื่องว่าจัดงานใช้โคมจีน ฯลฯ โยงใยไปหลายเรื่องที่ตลกร้าย สำหรับผม คือ คนแสดงความคิดเห็นมั่วโยงการเมืองว่าอยากเอาใจเจ๊กแม้ว,เมืองควายแดง..อีกสรุปได้ดังนี้ ลองหาดูว่าสะท้อนความขัดแย้ง คนละมุมมองกับพื้นที่-ความทรงจำด้วย ครับ
ซึ่งผมเที่ยวไปถ่ายรูปเล่นเหมือนกับทุกปีเป็นภาพประกอบเลือกจากจุดพื้นที่เคยเป็นน้ำพุและรื้อไปแล้ว(ปวศ.ความทรงจำผม) ต่อมากลายเป็นจุดชุมนุมเสื้อแดง และผมออกไปถ่ายภาพจุดที่ทหารอยู่ตรงประตูช้างเผือก รอบๆนักท่องเที่ยว โดยทหารเหล่ผมตอนถ่ายภาพ แต่สุดท้ายเขาไปถ่ายเซลฟี่ กับสัญลักษณ์สิบสองนักษัตร ประเพณียี่เป็ง^^ ครับ
**ภาพประกอบสัญลักษณ์สิบสองนักษัตร ประเพณียี่เป็งตรงประตูช้างเผือก ซึ่งว่ากันว่าพญามังรายให้ลั๊วะจูงสุนัขมาที่นี่
พี่Wathinee ผมเข้าใจเรื่องมุขตลกแม่โพสพpond ครับ^^ และยินดีที่พี่มาแลกเปลี่ยนเรื่องโคมกับน้ำพุฯ ต้องติดต่อนายกเชียงใหม่ ครับ^^

พี่Khunya ขอบคุณที่รายงานจากที่กรุงเทพฯ^^ ครับ
เนื่องจากเมื่อวานวันลอยกระทงผมยุ่งถ่ายหนังสั้นกับตัดต่อหนัง จึงผ่านไปช่วงก่อนเย็นๆ กับค่ำนิดๆ แค่ๆขอบๆรอบเมืองไม่เข้าเขตศูนย์กลาง เพราะรถขบวนแห่คนเยอะ ครับ
Wathinee Khumsaeng ฮ่า ๆๆๆ พี่รอคำตอบว่ากระทงไหนชนะเลิศที่หอค่ะ ไม่ต้องเบียดแต่ก็รู้สึกได้ด้วยว่า อยู่ท่ามกลางสงคราม เพราะแถวหอนี่ก็ไม่แพ้ในเมืองเลย

อรรคพล สาตุ้ม ใช่พี่ไม่ต้องเบียดคน ท่ามกลางประทัดอย่างกับสงคราม ครับ^^

Wathinee Khumsaeng พี่ไปงานกระทงแค่ปี 1 ปีเดียวตอนเรียน มช.เพราะไม่เคยเห็นงานกระทงเชียงใหม่ ปีนั้นแทบเอาชีวิตไม่รอดกลับมาหอ อีก 3 ปี ต่อมาไม่ไปอีกเลยค่ะ

อรรคพล สาตุ้ม ผมเข้าใจพี่ ตอนผมมาเชียงใหม่ร่วมงานลอยกระทงปี1 อย่างกับสงครามปีนั้นต้องไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่โรงพยาบาลอีกต่างหาก เนื่องจากพี่เค้าเล่นประทัดแรงระเบิด นิ้วขาด ครับ

Wathinee Khumsaeng เศร้านะ คนเล่นไม่เล่นกับสิ่งของแต่เล่นกับคน พี่เดินไปมันปาใส่เรา แล้วจากไป หลบแทบไม่ทันโดยเฉพาะแถวสะพานนวรัฐ ค่ะ ศูนย์กลางวงล้อมเลย อยากบอกคนที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่นะว่าจะมาดูอะไร

อรรคพล สาตุ้ม ใช่พี่ ตรงสะพานฯนั้นเป็นจุดศูนย์กลางโดนระเบิดประทัดลูกหลงไม่สนุกเลย ครับ

Wathinee Khumsaeng ช่วงมาทำงานที่นี่ระยะหลังเลยเลือกไปลอยกระทงที่วัด ค่ะ ปลอดภัยดี แต่ปีนี้ไปลอยใต้สะพานหน้าวัดป่าตันแทน

อรรคพล สาตุ้ม ครับพี่ เน้นความปลอดภัยเห็นด้วย ครับ
พี่wathinee ใช่พี่ภาพน้ำพุ เป็นภาพเก่านั่นแหละ ส่วนเรื่องประตูช้างเผือกที่พระยามังราย เข้าเมืองน่าจะใช่มั้งครับ
พอดีผมไม่ได้เปิดดูตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พวกนี้ เนื่องจากวันก่อนรุ่นน้องเรียนป.เอก เล่าให้ฟังเรื่องพระยามังรายเข้าประตูนี้แหละครับ

8.
เมื่อวานออกกองหนังสั้น และวันนี้ผมทำหลายเรื่องงาน รวมทั้งคอมพิวเตอร์ต้องตัดต่อหนังสั้นอีก จึงเป็นเหตุให้โพสต์ภาพขำขำ ละกันฮร่า ตาลายไปนอนแล้ว ครับ^^

9.
ครบรอบ10 ปีกับการทำหนังสือรวมเรื่องสั้นทำมือหลายคนเขียนรวมทั้งผม ในเดือนตุลาคม2547 วันเวลาที่ผ่านไปและรุ่นพี่ส่งหนังสือรวมเรื่องสั้นในสมัยผมฝึกฝนเขียนใช้จินตนาการสร้างงาน ซึ่งแจ้งเกิดร่วมกลุ่มวรรณกรรมรุ่นใหม่ในแมดเมน สร้างนิตยสารMad-men ทำมือกับนิตยสารHappinessพิมพ์ขาย ครับ
อย่างไรก็ดี หลังจากวันเวลาผ่านไปร่วมงานเขียนต่างๆ และบก.เคยเขียนเล่าจากหนังสือทำมือถึงที่มาของเว็บไซด์กลุ่มวรรณกรรมแมดเมน ซึ่งชื่อก็พอจะเดาออกว่า การเขียนงานฟรีอย่างเอาจริงเอาจัง ให้คนอ่านกันฟรีๆ ถ้าไม่ “บ้า” จริง ทำไม่ได้แน่…(ฮร่า)
http://www.madmenwriter.com/No20/index.html
(เว็บไซด์แมดเมน 2556)
***ภาพประกอบหนังสือรวมเรื่องสั้นของรุ่นพี่ พร้อมกล่องทางไปรษณีย์ ที่มีกองหนังสือรวมเรื่องสั้น(10ปี) แน่ละ ผมกลับมาอ่านงานเก่ามีเรื่องสั้นของผมโดยพระเอกชื่อสันติ ครับ^^

10
เมื่อผมทำหนังสั้นเสร็จส่งไปทันกำหนดส่งงานแล้วโรงเรียนไทยรอวัดดวง(ดี)โชคชะตา ที่แน่ๆ พระเอกเรื่องนี้ชื่อเจษฎา คนละคนกับเจษฎาภรณ์ ผลดี( ที่แสดงเป็นแดง ไบร์เลย์ มีปุ๊ ระเบิดขวดในหนัง2499อันธพาลครองเมือง)ครับ^^ เมื่อผมทำงานเขียนแนวอินดี้ (เล่นเฟซฯยังออกแนวอินดี้ นี่คิดขึ้นมาเอง) เริ่มแก่ตัวตามสภาพของผม บางคนบอกผมจะเหมือนพระเอกหนังอินดี้เรื่องนี้แหละน่ะครับ^^
ปล.ผมทำเอกสารการสมัคร และโปรแกรมยุ่งเรื่องการตัดต่อหนังสั้นเสร็จอยากอัพยูทูป แต่กติกาติดที่เงื่อนไขประกวด น่ะครับ^^
พี่Yutthadet ภาพตัวอย่าง คือ ภาพจริงชัด และพี่เจษฎามักกล่าวว่า อย่าเอารูปผมไปลงเฟซฯ น่ะ นี่แหละดารานักแสดง พระเอกอินดี้ต้องภาพไม่ค่อยชัด ฮร่า ครับ
พระเอกในเรื่องชื่อตะวัน จะได้คู่กับใบไม้ เป็นแสงสว่างส่องใบไม้ แหม่ แค่ชื่อก็ความหมายยิ่งใหญ่เหมือนความหมายชื่อเจษฎา ๑[เจดสะดา] น. ผู้เป็นใหญ่ที่สุด พี่. (ป. เชฏ? เชฺยษฺ?).[เจดสะดา] น. การเคลื่อนไหวอวัยวะ การไหวมือและเท้า ท่ารํา
กรรม การทําด้วยตั้งใจ การประพฤติ การตั้งใจทํา เช่น ภูบาลทุกทวี- ปก็มาด้วยเจษฎา. (สมุทรโฆษ). (ส. เจษฺฏา).
http://dictionary.sanook.com/…/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A9%…
พระเอกชื่อเล่นจริงๆ คือ โป๊ะ แปลว่า ที่สำหรับดักปลาทะเล
http://dictionary.sanook.com/…/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%8A%…

11
ความรักข้ามพรมแดนชาติพันธุ์ หลังยุคพระเจ้าตาก ที่กู้เอกราชจากพม่าช่วยล้านนา ต่อมาสมัยหลังยุคธนบุรีถึงต้นรัตนโกสินทร์ เจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อ พ่อเมืองทลาง ได้จัดพิธีร่วมน้ำสาบานเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ตามธรรมเนียมของเขาระหว่างเมืองกะเหรี่ยงและเมืองเชียงใหม่ขึ้น โดยได้ปลูกประรำพิธีขึ้นหลังหนึ่งที่ท่าน้ำเมืองทลางเรียกว่า ท่าสะยา พิธีได้เริ่มขึ้นโดยเจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อได้สั่งให้ล้มกระบือตัวใหญ่ที่สุด อ้วนพีสมบูรณ์ที่สุด ที่มีในเมือง 1 ตัวเพื่อเข้าพิธี ได้ชำแหละตัดเขากระบือผ่าออกเป็น 2 ซีกด้วยกัน แล้วยื่นซีกหนึ่งให้เจ้าอุปราชธรรมลังกาถือเอาไว้ซีกหนึ่ง เพื่อแทนชาวเชียงใหม่ทั้งมวล เจ้าฟ้าระภาผ่อได้ขอให้เจ้าอุปราชธรรมลังกา และที่ประชุมได้กล่าวสัจจะปฏิญาณต่อกันไว้ว่า
“ตราบใดแม่น้ำคงไม่หาย เขาควายไม่ซื่อ ถ้ำช้างเผือกไม่ยุบ เมืองยางแดงกับเมืองเชียงใหม่ ยังเป็นไมตรีกันตราบนั้น…”
ทั้งสองฝ่ายได้กล่าวเป็นภาษาของตนและต่างเก็บเขากระบือรักษาไว้ ถือเป็นวาจาสัตย์ที่มีต่อกันสืบต่อไปในภายภาคหน้า ต่อมาเจ้ารัตนเมืองแก้วคำผั้น อนุชาของเจ้าอุปราชธรรมลังกา ซึ่งได้เดินทางไปในครั้งนี้ได้เกิดมีใจสมัครผูกพันธ์รักใคร่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเจ้านางตาเวยบุตรีของเจ้าฟ้าน้อยระภาผ่อและต่างตกลงปลงใจเป็นคู่ชีวิตต่อกัน หลังจากเสร็จพิธีการแล้วได้เดินทางกลับเมืองเชียงใหม่
http://www.pgazkoenyau.com/content/view/14/6/

12
เรื่องเล่าความรักข้ามพรมแดนชาติพันธุ์ และการดื่มน้ำสาบาน โดยเขาควายสะท้อนการกำหนดเส้นพรมแดนตะวันออกแม่น้ำสาละวิน(แม่น้ำคงชื่อเรียกแม่น้ำสาละวินในภาษาไทยใหญ่/กะเหรี่ยง) ระหว่างยุคที่เชียงใหม่ กำลังผจญภัยอังกฤษยึดพม่า เกรงว่ามาล้านนา และสยาม ได้ ปรากฏบางส่วนของกะเหรี่ยงในพงศาวดารโยนก ก่อนเกิดแผนที่สยาม
เมื่อเจ้าคำฝั้นเษกสมรสกับ แม่เจ้าตาเวยราชเทวี ราชธิดาในเจ้าฟ้าเมืองยางแดง อันเป็นดินแดนกะเหรี่ยงที่รุ่งเรืองและร่ำรวยมากไปด้วยไม้ขอนสักอันล้ำค่า ได้รับมรดกส่วนพระองค์ ในฐานะราชธิดาเจ้าฟ้าเมืองยางแดง เป็นที่ดินป่าไม้ขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เจ้าคำฝั่น ความขัดแย้งตอนขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ ได้เกิดการทะเลาะวิวาทกับเจ้าราชวงศ์สุวัณคำมูน ทำให้บรรดาขุนนางได้ไปเชิญเจ้าดวงทิพย์ และเจ้าบุญมา มาประนีประนอมการวิวาทครั้งนี้ โดยแนะนำให้พระยาคำฝั้น เสด็จออกผนวชวัดเชียงมั่น แล้วไปจำพรรษาที่วัดสวนดอก จากนั้นได้มีการปล่อยรถม้าเสี่ยงทายหาเจ้าหลวงองค์ใหม่ แต่รถม้าดังกล่าวกลับมาหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าวัดสวนดอก ซึ่งเป็นที่ประทับของพระยาคำฝั้น เหล่าบรรดาเจ้านาย และขุนนาง จึงได้อัญเชิญพระยาคำฝั้น ให้ลาสิขาบทกลับมาเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่อีกครั้งด้วย
ต่อมายุคพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาคำฟั่นกับแม่เจ้าเนตรนารีไวยตาเวย รวมทั้งเป็นพระราชบิดาในเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมัยร.5 เปลี่ยนผ่านเส้นพรมแดนเดิมแบบเขาควาย หรือแผนที่จาริกบุญของล้านนาเดิม-แผนที่ไตรภูมิ เป็นแผนที่สยามตามเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ใหม่ ครับ
*ผลงานศึกษาสะท้อนเรื่องเส้นพรมแดนและพรมแดนชาติพันธุ์อย่างชารล์ส คาย์ส
http://www.baanjomyut.com/library/karen/history3.html
**ข้อมูลเพิ่มเติมภาพประกอบ:กะเหรี่ยงในจิตรกรรมไทย ที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน นี่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพิ่มเติมของประวัติศาสตร์บอกเล่า ตำนาน และท้องถิ่นของชุมชน ภาพสะท้อนก่อนเสียฝั่งขวาของแม่น้ำโขง(ของ) ณ น่าน รวมทั้งเชียงของ เชียงรายเคยขึ้นอยู่กับน่าน เส้นทางแม่น้ำโขง เป็นต้นสาขาแม่น้ำสาย ในปัจจุบันแม่น้ำสาละวิน เขตประเทศไทย นับตั้งแต่ทางเหนือของชายแดนไทย แม่น้ำสาย และน้ำกก ไหลจากเทือกเขาสูงในรัฐฉานลงสู่จังหวัดเชียงราย และเติมน้ำให้แก่แม่น้ำโขง เรื่อยมาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำแทบทั้งหมดในจังหวัดนี้ล้วนเป็นลูกน้อยของแม่น้ำสาละวิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำปาย น้ำเงา…
http://www.watkadarin.com/index.php/2011-08-02-02-17-14/2013-10-05-02-13-54
http://www.sarakadee.com/m-boran/2003/10-12/watphumin.htm
http://salweennews.org/home/?p=3499

13
วันพรุ่งนี้จะออกกองถ่ายหนังสั้น น่าจะปิดกล้องได้แล้ว ทำให้ผมนึกถึงผู้กำกับหนังสั้น ทำหนังเกี่ยวกับไทใหญ่ (ลุ่มน้ำคง) โดยเขาพูดจริงๆจังๆ กับผมให้ผมร้องเพลงประกอบหนังสั้น”วงแหวนรอบนอก” ซึ่งผมไม่คิดร้องเพลง แล้วเคยเป็นนักร้องของโรงเรียนสมัยม.ปลาย ร่วมวงกับเพื่อนตอนนั้นเรียบร้อยโรงเรียนไทย(จีน)
เมื่อผมเริ่มแก่ตัวตามสภาพของผม คิดเล่นๆอยากแก่ไปอายุห้าสิบปีถึงหกสิบปีหน้าตาอย่างกับดาราแนวแมส(Mass:มวลชน)หนังใหญ่ เฉินหลง(60 ปี)โจว เหวินฟะ(59 ปี)หลิว เต๋อหัว(53 ปี)เหลียง เฉาเหว่ย(52 ปี)โจว ซิงฉือ52 ปี) อันนี้ยังไม่นับดาราฝรั่งอายุห้าสิบอัพ หรือพี่เบริด์ ธงไชย(อายุ 55) นึกถึงเพลงพี่เบริด์ พูดเล่นเล่น เล่นเล่น แกล้งพูดเล่นเล่น พูดเล่นเล่น เรื่อยเรื่อยนะ พูดเรื่อยเรื่อย เรื่อยเรื่อย ชอบพูดเรื่อยเรื่อย พูดเล่นเล่น ไม่ต้องเชื่อนะ…เอ้า! ผมเริ่มแก่ดูแลสุขภาพ ครับ
*ภาพประกอบอัลบั้มของผู้กำกับหนังสั้นแจกอภินันทนาการให้ทีมงานและนักแสดง กับบรรยากาศกองถ่าย โดยผู้กำกับอินดี้ ครับ^^
พี่Jeab รู้สึกผมจะทำอะไรหลายอย่างเกิ๊น ขอฟังเพลงพี่เบริ์ด เขียนคำว่ารัก แล้วขอตัวไปนอนฝันก่อน ละกัน ฮร่าๆ ครับ^^ http://www.youtube.com/watch?v=qXji_FykSKc
Asเห็นด้วยกับเพลงของ ผกก เล็กกวี .^^ โดยสรุปแนวเพลงสำหรับเพลงเพื่อชีวิตร้องเพลงไปคนฟังร้องไห้ได้ ส่วนผมหัดร้องเพลงเป็นเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟ อินดี้ ร็อค ป็อบ ตอนนี้อยากจะร้องแนวแบบเบริด์ๆ พี่เบริด์ในมิวสิคเขียนคำว่ารัก มีแซวว่าโลกมันเร็วไป..คุๆคิๆฟุๆฟิๆจุบุๆ ครับ^^ฮร่าๆ
ปิดท้ายเนิร์สเซอรี่ซาวด์ กับเพลง หวาน อัลบั้มในปี2539-40 – อนุบาลโปรเจกต์เต็ม 54-52-54 อย่ากอดหนู (ฉลองยอดขายไม่ถึงล้านชุด/ข้อมูลขำๆจากวิกีพีเดีย)

kingpecha ผู้กำกับ555 มุขนี้ สอนอไหน เป็นการเล่นคำได้555

14
ปัญหาการปฏิรูปประเทศยาวนาน ย้อนดูอดีตความเจริญของสยาม เคยร่วมงานเอ็กซ์โปมหกรรมสินค้าและเทคโนโลยีโดยเอเชียมีแค่สยามกับญี่ปุ่น โดยเข้าใจง่ายว่าไทยกับญี่ปุ่นสมัยนั้นเจริญเท่ากันในสมัยร.4 ต่อมา สยามภายใต้ปัจจัยภายนอกอิทธิพลโลกาภิวัตน์ด้านการค้ากับอังกฤษ และร.5กับรัสเซีย ต่างๆ ที่มีผู้เคยศึกษากันแล้ว ต่อมาเกิดปัญหาการปฏิรูปประเทศไทยเหมือนญี่ปุ่น ร.ศ.103(130 ปีในปีนี้) กลุ่มเรียกร้องปฏิรูปเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และข้อเสนอหลายอย่างกรณีไทยจะมีฐานะเป็นรัฐกันชนระหว่างพม่า กับอินโดจีนเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม ต้องปรับปรุงการปกครองภายในให้ดีด้วย
กระนั้น ปัจจัยภายในร.5 รัฐบาลกลางได้ดำเนินนโยบายรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามหรือไทย นับตั้งแต่ส่งข้าหลวงขึ้นมาประจำการที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรก และปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ(เมืองนครเชียงใหม่ – ครอบคลุมพื้นที่เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอนและเชียงราย)ภาคใต้ มณฑลปัตตานี(2449/ปัญหาภาคใต้2547:10ปี) เป็นต้น อีกด้วย
ดังนั้น ประเด็นความรักน่าสนใจกรณีเจ้าดารารัศมีกับร.5 ในการรวมล้านนากับสยาม ต่างจากทางน่านด้านนี้ ซึ่งภาพสะท้อนจิตรกรรม ในการที่เลือกเขียนเรื่องคันทนกุมาร เป็นเรื่องลูกกำพร้า ดังจะเห็นว่าในพงศาวดารเมืองน่านจากไข่ปลาสองฟอง จนกลายเป็นขุนนุ่นและขุนฟองแยกกันมาปกครองเมืองน่านและเวียงจันท์ ต่อมาภายใต้การปกครองของเชียงใหม่หรือพม่า เมืองน่านไม่ได้ถูกสนใจมากนัก หลังจากตกเป็นประเทศราชของสยามแล้ว ในที่สุดเสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ลาว ส่วนหนี่งของน่าน) ครับ
*ตัวอย่างเรื่องเล่าปัญหาการปฏิรูปประเทศสำหรับท่านประยุทธ์ ครับท่าน”นายกฯชมญี่ปุ่นมีส่วนผลักดันศก.อาเซียน” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2557
**ผมทบทวนความทรงจำบริบทปวศ. ที่ผมเคยเขียนบทความเรื่องจิตรกรรมวัดภูมินทร์กับแม่น้ำของในการอ่านภาษาภาพจิตรกรรม กับอักษรธรรมล้านนา:ชื่อของพื้นทีศักดิ์สิทธิ์แม่น้ำโขง ซึ่งอยากต่อยอดเพิ่มเติม จึงโน้ตไว้จากยุคเจ้าคำฝั้นเษกสมรสกับ แม่เจ้าตาเวยราชเทวี(กะเหรี่ยง)สืบต่อมาพระเจ้าอินทวิชยานนท์-เจ้าดารารัศมี เปรียบเทียบกับน่าน ครับ
***ภาพประกอบผลงานรูปวาดสมัยผมเรียนวาดรูปเลียนแบบวัดภูมินทร์เรื่องคันทกุมารชาดก ครับ
ขอบคุณที่พี่Khunya ชมภาพ ครับ ที่มาของภาพพระมารดาชี้ให้เจ้าชายคัทธกุมารดูรอยเท้าของพญาช้างสารที่เป็นพระบิดาของพระองค์ เพราะพระอินทร์ลงมาแปลงเป็นช้างสารเข้ามาเหยียบเรือกสวนไร่ฝ้ายของพระนาง พระนางน้อยก็ออกมาไล่ ไล่ไปไล่มาก็เหนื่อยเห็นมีน้ำขังในรอยเท้าพญาช้างนั้นดื่มกินแก้กระหาย ต่อมาพระนางจึงตั้งครรภ์ให้กำเนิดแก่เจ้าชายคัทธกุมาร เมื่อผมมีโอกาสอยากวาดภาพปู่ม่าน ย่าม่าน หรือภาพกระซิบรักของวัดภูมินทร์

15
กรณีที่ผมได้รับข้อมูลฝากแชร์ ครับ^^
https://www.change.org/p/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99?utm_campaign=responsive_friend_inviter_chat&utm_medium=facebook&utm_source=share_petition&recruiter=179280589

15
งานกลางวันสองวันมานี้ร่วมเวทีงานหนึ่ง ซึ่งใช้พลังสมองครุ่นคิดร่วมแสดงความคิดเห็น และต่อมาเสร็จงานผมรู้สึกตัวเริ่มลงพุง เสียดายไม่สามารถกินอาหารเยอะได้ นานๆไปโรงแรมอย่างดี ทำให้ผมอยากเล่าเรื่องเล็กน้อยขำขำ ที่จริงผมต้องออกกำลังกายดูแลสุขภาพ! ฟิตๆ ออกกำลังกายเผื่อจะกลับไปลงสนามฟุตบอลอย่างที่เพื่อนมาชวนสองอาทิตย์แล้ว แต่มนุษย์แว่นเริ่มแก่อย่างผมไม่ค่อยพร้อม..(ฮร่า)@@
ส่วนผลงานที่ผู้กำกับถ่ายภาพรูปผม ที่ผมมาปรับแสงเล่น ครับ^^
ปล.อินเตอร์เน็คเกิดช้าขึ้นมาอีก จึงราตรีสวัสดิ์พรุ่งนี้เช้ามีธุระงานแต่เช้า ครับ^^

16
เดินทางไกล มาทำงานสุดท้ายย่อมต้องพักผ่อน:) ครับ

17
ผมเดินทางเหนื่อย ลืมหนังสือไว้หนึ่งเล่มด้วย ตอนนี้เพลียหลับก่อนหละกันครับ^^
ป่าสนวัดจันทร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผืนป่าสนธรรมชาติแห่งสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอลำดับที่ 25 ของเชียงใหม่ และอยู่อันดับที่ 878 ของประเทศไทย โดยเป็นทั้งที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอและศูนย์กลางของกลุ่มเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอกัลยาณิวัฒนา
ซึ่งมีกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านวัดจันทร์เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

18
วันที่ผมออกพื้นที่งานจ็อบถ่ายภาพ ทำให้ผมได้เจอรุ่นพี่นักเขียนแป๊บนึง คือ นักเขียนนามปากกาโถ่เรบอ (ภาษาปกาเก่อญอ แปลว่า นกกระเต็นสีเหลือง) บันทึกเรื่องราวของชนเผ่าปกาเกอญอ โดยนักเขียนชาวปกาเกอญอ สะท้อนออกมาเป็นเรื่องสั้น อาศัยฐานความรู้ความรู้สึกจากใจคนเขียน ทั้งในเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม และความรักโรแมนติค…
เมื่อฝนเม็ดน้อยๆ ค่อยๆ ซาลงไปไอดินและกลิ่นสนก็โชยแผ่วมาจางๆ หมอกหลังฝน ก็สยายตัว ระฟ้าขึ้นตามยอดทิวสนบนภูเขา…นี่ลีลาสไตล์ในการเขียนเรื่องความรัก..เนื้อเรื่องของเด็กผู้หญิงชาวปกาเกอญอที่เข้ามาเรียนในเมือง และหลงรักชายหนุ่มคนเมือง ..คอยชายคนรักกลับมา จะนานสักแค่ไหน เธอก็ยังรอ…
อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตจากอ่านข้อมูลในเน็ต คำว่า”ก็”ยังรอ…ในแง่มีความหวัง ลองติดตามอ่านตอนจบ กัน น่ะครับ^^
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=l2_30052007_01
***เฟซฯช้าอีกส่งท้ายด้วยภาพประกอบจากกล้องแคนนอน700D โบสถ์บ้านหนองเจ็ดหน่วย บรรยากาศหมู่บ้าน และภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตหนังสือเชวาตัวสุดท้าย โดยภาพไม่ได้เหมือนวันที่16-17เป็นภาพจากกล้องมือถือปรับแต่งภาพ ครับ
พี่wathinee ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวกับพี่โถ่เรบอ ไม่เจอกันนาน จึงมีโอกาสได้พบกัน ซึ่งผมเคยมีหนังสือเชวาตัวสุดท้าย แต่หายไประหว่างการเดินทางที่มักเป็นนิสัยรักการอ่านหนังสือ แล้วพกพาไปด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม สัมภาษณ์ ‘โถ่เรบอ’
http://www.hilltribe.org/autopage/show_page.php?h=39&s_id=76&d_id=73
Bow ถ้าแม่กับโบว์ขึ้นมาเชียงใหม่จะพาไปเที่ยวแม่แจ่ม-กัลยาณิวัฒนา-ปาย ครับ

19
ผมเล่าเรื่องบ้านหนองเจ็ดหน่วย ต่อยอดเรื่องเชวาตัวสุดท้าย ผ่านภาพสะท้อนในหมู่บ้าน โดยตั้งชื่อภาษากะเหรี่ยงชื่อว่าทีแหม่เก่อลา ซึ่งแปลว่า กระจกที่ส่องตนเอง ในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีหนองน้ำอยู่ 7 แห่ง จึงเรียกเป็นภาษาไทยว่า บ้านหนองเจ็ดหน่วยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้หนองน้ำดังกล่าวเหลือแค่ไม่กี่แห่ง ด้านการตั้งกฎระเบียบของหมู่บ้านขึ้นกันเอง โดยใช้หลักความเชื่อเดิม ๆ โดยมีความเชื่อว่าผู้ที่กระทำความผิดแล้ว ถ้าไม่บอกก็จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น หญิงสาวคนไหนที่ท้องโดยที่ยังไม่แต่งงาน จะมีเสือหรือสัตว์ป่าเข้ามาในหมู่บ้าน และคนไม่สบายโดยไม่มีสาเหตุ…
ข้อมูลที่มาhttp://ichpakayaw.org/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2-138
ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่รุกเข้าไปในดินแดนชุมชนปกาเกอญอ ในแง่การต่อสู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมhttp://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2550/writing-03.html
*ภาพประกอบผมถ่ายภาพโรงเรียนสหมิตรวิทยา ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ พร้อมบรรยากาศหมู่บ้าน ในลมหนาวสายหมอกและราตรีสวัสดิ์สำหรับรอรับอรุณสวัสดิ์ ครับ

20
ผมเริ่มโดนทวงงานตัดต่อหนังสั้น”วงแหวนรอบนอก”แล้วจากผู้กำกับหนังสั้นและนางเอกว่าแฟนคลับรอดูอยู่ด้วย 555 ผมนึกถึงบรรยากาศเบื้องหลังกองถ่ายแบกกล้องถ่ายหนังสั้นได้! แข็งแรงๆ นี่เป็นรูปประกอบบรรยากาศทางสู่ถนนวงแหวนรอบนอก อุปกรณ์ประดิษฐ์DIYขึ้นสำหรับถ่ายหนังสั้น
โดยผมรวบรวมไฟล์หนังสั้น เห็นรูปผู้กำกับหนังสั้น ถ่ายรูปเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นวงแหวนรอบนอก และพระเอก ใส่แว่นมาแล้ว ผมแซวเล่นเรื่องส่วนใหญ่แรงงานเขาไม่ใส่แว่นกัน! ถ้ายุคกัมพูชาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขาเห็นคนใส่แว่น เป็นปัญญาชนฆ่าตายกวาดล้างเลย ดีที่พม่าไม่เลียนแบบ อ่ะน่ะ ครับ^^
หนังสั้นเกี่ยวกับไทใหญ่ ที่สามารถจินตนาการว่าเหตุเกิดกับคนไทย ก็ได้ เพราะพระเอกกับนางเอก เป็นคนไทย

พี่ป.เข็กน้อย หนังน่าจะได้ดูเร็วๆนี้ ทำการตัดต่อทำเพลงประกอบ แล้วหนังเสร็จ โม้ไว้ก่อนอาจจะมีขายตั๋วฉายโรงหนังเปิดตัวเลย 555 ผู้กำกับจะเอาหนังผู้กำกับร่วมไปฉาย 555 ล่าสุดพระเอกดังแล้วเป็นข่าว
ทหารเชียงใหม่บุกคุมตัวบรรณาธิการสนพ.บุราคุมิน หลังชูสามนิ้วที่ประตูท่าแพ

http://prachatai.com/journal/2014/11/56622
พี่ป.เข็กน้อย แล้วพระเอกดังอย่างนี้ เวลาฉายหนังสั้น จะมีทหารมาคุ้มครองด้วยละมั้ง 555

21
ผลกระทบการปฏิรูปประเทศรวมศูนย์เป็นสยาม ซึ่งพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าประเทศราชองค์สุดท้าย ในแง่ที่อิทธิพลอังกฤษทางพม่าเข้าล้านนาในสมัยร.4-ร.5 และพระเจ้าอินทวิชยานนท์(ที่มาชื่อดอยอินทนนท์) เป็นบุตรเขยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์( “เจ้าชีวิตอ้าว”) ด้วย
โดย ผมเล่าย่อ ด้านพรมแดนสยามรวมล้านนา สมัยร.5 จากแผนที่ไตรภูมิ เป็นการเปลี่ยนผ่านโลกทัศน์แบบไตรภูมิอยู่ในวัฒนธรรมชาวบ้าน ไปสู่ภูมิศาสตร์สมัยใหม่ยุคทำแผนที่ ในสมัยร.4-ร.5 ซึ่งแมคาร์ธี ทำแผนที่ร่วมกับการทหารยุคปราบฮ่อ เป็นยุทธศาสตร์ และกล่าวโดยย่อผลกระทบของเหตุการณ์สู้รบร.ศ.112เรื่องแย่งชิงดินแดนของเกี่ยวกับแม่นำโขง-สยามกับฝรั่งเศสในสมัยร.5 (บริบทเกิดกฎอัยการศึกได้รับต้นแบบฝรั่งเศส) ต่อมาเกิดการเรียกร้องให้ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเหมือนญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี การสร้างทางรถไฟในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ในขณะที่ญี่ปุ่นก็เริ่มสร้างในสมัยเมจิ อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน และการเปลี่ยนผ่านการค้าขายทางเรือของภาคเหนือสู่เส้นทางการขนส่งสินค้าทางรถไฟได้เริ่มต้น
เมื่อเส้นทางการค้าทางรถไฟมาเส้นทางการค้าโดยเรือ เปลี่ยนจากเดิมตั้งถิ่นฐานของคนจีน ย้ายจากท่าน้ำย่านวัดเกต ไปที่ใกล้ทางรถไฟ ณ ศาลเจ้าจีนย่านสันป่าข่อย (ผมไม่มีเวลาเขียนยาวอธิบายเรื่องเส้นทางการค้ารถไฟกับตลาด-วัด และค่ายทหารหรือค่ายกาวิละจากบทความเก่าสู่แนวเขียนเพิ่มเติมบทความใหม่)ครับ
ดังนั้น ปัญหาการปฏิรูปประเทศรวมศูนย์ด้านหนึ่ง ส่งผลกระทบเกิดกบฏพญาผาบต้านกลุ่มเจ้าภาษี พ่อค้าจีน โดยกบฏเงี้ยว (ไทใหญ่ฯลฯ) เมืองแพร่ หรือกรณีครูบาศรีวิชัย ฯลฯ รวมทั้งปัญหาปฏิรูปประเทศให้เจริญทั้งเศรษฐกิจการเมืองกลุ่มชนชั้นกลางเป็นลูกจีนในทหาร(ร.ศ.130) ตั้งใจให้ประเทศดีเจริญเหมือนญี่ปุ่น ที่มีอิทธิพลจากจีนแบบซุนยัดเซ็น เช่น หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ และปัจจัยนอกระบบราชการไม่เป็นทางการ กลายเป็นคลื่นใต้น้ำการเมือง ด้วย

*ภาพประกอบรูปซุนยัดเซ็น สัญลักษณ์การปฏิวัติซินไฮ่ ที่มีดร.ซุน ยัดเซ็น เป็นผู้นำ ในหนัง“1911” (ชื่อไทย “ใหญ่ผ่าใหญ่”เฉินหลงรับบท หวงซิง สมาชิกฝ่ายบู๊) ณ ร้านเชียงใหม่กาแฟ แบบบ้านเก่าเคยคุยกับเจ้าของร้านเก็บของสะสมมรดกไว้ ย่านชุมชนวัดเกต ริมน้ำปิง ที่มีชุมชนคนจีน และพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า ฯลฯ ซึ่งผมเห็นรูปซุนฯมีขายตามเว็บของเก่า
** คนจีน สัมพันธ์ยุคพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นบทความประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ชาวจีนกับผู้ปกครองความเชื่อพิธีกรรมในศาลเจ้าจีนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพัฒนาจากงานตัวจบตอนป.ตรี ทีนี้ลิ๊งค์บทความศาลเจ้าจีนฯดังกล่าวหายไปแล้ว หลังผ่านไปสิบสองปีและผมเคยคุยกับรุ่นน้องป.เอกปวศ.เขายุบอกให้เขียนปรับปรุงใหม่ ซึ่งผมเขียนสั้นๆ เพิ่มเติมซุนยัดเซ็นแค่นี้ก่อน ปวศ.ที่เพิ่งเขียนตามเวลาจำกัด ครับ^^
ข้อมูลเพิ่มเติมภาคต่อจากปัญหาปฏิรูปประเทศยาวนาน https://www.facebook.com/photo.php?fbid=948375335191695&set=a.103468286349075.7792.100000577118415&type=1

***แรงบันดาลใจเขียนเรื่องปัญหาปฏิรูปของนักวิชาการด้านทหารอย่างสุรชาติ บำรุงสุขในรำลึก 130 ปี ร.ศ.103 : 11 ผู้กล้าแห่งการปฏิรูปสยาม ซึ่งผมเขียนเพิ่มเติมเปรียบเทียบกับปัจจุบันปฏิรูปประเทศอยู่ระหว่างสร้างรัฐธรรมนูญ ที่เปรียบ รธน.ชั่วคราว 2557 เป็นแม่น้ำ 5 สายของโรดแม็ป ท่ามกลางปัญหาคลื่นใต้น้ำในปัจจุบัน ครับ

22
วิหารแว่นตาดำ(วิหารเรย์ แบนด์) ในวัดบ้านจันทร์ เป็นวัดที่สันนิฐานว่ามีอายุเก่าแก่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยละว้า (ลั๊วะ) ที่อพยพมาจากเชียงใหม่ ประมาณ 300 ปี ก่อน ต่อมาได้รับการค้นพบและบูรณะครั้งแรกในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยธุดงค์ผ่านมาในบริเวณวัดจันทร์ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนนี้เป็นป่าขึ้นรกร้าง แล้วแรงศรัทธาจากชาวบ้านช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุใหม่ โดยการสร้างซ่อมแซมหุ้มทับพระธาตุองค์เดิม เป็นวัดที่สำคัญของชุมชนชาวกะเหรี่ยงพุทธ
เมื่อเกร็ดเรื่องเล่าที่มาวิหารแว่นตาดำ(วิหารเรย์ แบนด์) น่าสนใจตรงห่วงทรัพย์สินในวิหาร ที่มีพระประธานเป็นพระสิงห์ 3 อายุกว่า 300 ปี และพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกจำนวนมาก กลัวว่าจะสูญหาย โดยวิหารแว่นตาดำ วิหาร ที่มีลักษณะเหมือนสวมแว่นตาดำอยู่หน้าวิหาร สร้างมาประมาณ 80 ปี โดยช่างชาวกะเหรี่ยงหรือชาวปกาเกอญอ ครับ^^
ค้นหาดูข้อมูลเพิ่มเติม กันได้ ครับ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C
*สองศาสนาอยู่ร่วมกัน ในคริสต์ กับพุทธ ณ เขตแดนแถวป่าสนวัดจันทร์ ครับ^^
ราตรีสวัสดิ์ เน็ตอืด ครับ
Thakrit Taotanu บ้านวัดจันทร์ เคยไปนานมาก

อรรคพล สาตุ้ม บ้านวัดจันทร์สวย ครับ^^

Pawinee Jeab อยากไปจังฮู้

อรรคพล สาตุ้ม พี่Jeab แล้วไปเจอความงามครับ^^
23
วันที่เดินทางไปอ.กัลยาณิวัฒนา หรืออ.แม่แจ่ม ในอดีต ถ่ายภาพภูเขางดงาม ทำให้หวนนึกถึงบรรยากาศเรื่องงานทอผ้าแม่แจ่ม และผมได้เห็นผลงานทอผ้าสตรีปะกากอเญอ ซึ่งพี่เค้าเชียร์ให้ผมซื้อผ้าไปฝากเมีย(ฮร่า) พอดีผมยังไม่มีเมียไม่เสียเงินซื้อผ้า(ฮร่า)
ส่วนประเด็นเรื่องสาระความงามของผ้าต่างๆ ถ้าเราเคยเห็นเรื่องผ้าซิ่นตีนจก เปรียบเทียบกับเรื่องเล่าผ้าลุนตยาเป็นชื่อเรียกย่อของคำว่า “ลุนตยาอะฉิก” ชาวพม่าออกเสียง “โลนตะหย่า” แปลว่า ร้อยกระสวย เนื่องจากเป็นผ้าทอเทคนิคพิเศษที่ต้องใช้กระสวยบรรจุเส้นไหมสีต่างๆ นับร้อยๆ กระสวย ส่วน “อะฉิก” แปลว่าลายคลื่น เรียกตามลวดลายลูกคลื่นที่ปรากฏบนผ้าทอ…ซ่อนสัญลักษณ์คติจักรวาลทางพุทธศาสนา…
เนื่องจากลายลูกคลื่นนี้ทำซ้อนขดตัวกันถึงเจ็ดชั้นไล่โทนสีกันไป หมายถึงเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ดที่ตั้งรายล้อมเขาพระสุเมรุอันเป็นแกนกลางของโลก…แต่ละช่วงภูเขาถูกคั่นด้วยมหานทีสีทันดร เกลียวคลื่นทะเลนี้ถ่ายทอดบนผืนผ้าด้วยลายโค้งมนตอนล่างรองรับเขาสัตตบริภัณฑ์ ซึ่งเวลาทอช่างต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งด้วยเทคนิคการล้วงแบบพิเศษ เพราะไม่ใช่ลายเรขาคณิตเหมือนผ้าทอประเภทอื่นๆ
ปิดท้าย ข้อสังเกตของผม บางด้านเจ้าดารารัศมี กับผ้าลุนตยา-ชุดผ้ากะเหรี่ยง ดูข้อมูลเพิ่มเติม ครับ
http://botkwamdee.blogspot.com/search?updated-min=2011-01-01T00:00:00%2B07:00&updated-max=2012-01-01T00:00:00%2B07:00&max-results=50
http://krubomjung.blogspot.com/2012/10/blog-post_19.html
ตะวันสว่าง สว่างอีก อยากไป ต้องขับรถไปเที่ยวมั่งแล้ว

อรรคพล สาตุ้ม พี่ตะวันฯ ผมอยากไปกับพี่ด้วย ครับ^^

24
ความทรงจำกับผ้า คือ ผมเป็นพวกไม่สะสมผ้าทอไว้ครอบครอง ส่วนตัวต้องศึกษารู้เรื่องผ้าไว้บ้าง โดยข้อมูลบ้านหนองเจ็ดหน่วย เช่น ผ้าลายใบไม้
-ข้อมูลเพิ่มเติม
http://ichpakayaw.org/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-138-259-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2-#right
ฤาผ้าซิ่นตีนจกของแม่แจ่ม ลวดลายสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา คติจักรวาล ดูข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.qsds.go.th/silkcotton/k_21.php
โดยผมเคยดูละครรอยไหมบ้าง ทำให้นึกถึงเคยค้นประวัติสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ส่งเสริมให้ใช้ผ้าไหม ส่วนการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
*ภาพประกอบบรรยากาศธรรมชาติของหมู่บ้าน กับร้านผ้า ครับ^^
พี่Khunya เรื่องผ้าเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยรู้เคยคุยกับพวกขายผ้าทอเก่า ราคาแพง เก็งกำไร ทั้งเรื่องประวัติ และของจริงของปลอมไม่รู้ด้วย ทำให้ผมสนใจค้นข้อมูลประวัติกลุ่มทอผ้าไหมยกดอกแห่งเมืองลำพูน ที่มีอิทธิพลสมัยต้นแบบเจ้าดารารัศมี
http://www.gisilklamphun.go.th/src/web/Default.aspx
แล้วความน่าสนใจอย่างประวัติด้านการค้าผ้าไหม ก็ตระกูลแซ่คู(เชื้อจีน)เดิมเป็นตระกูลชินวัตร เคยขายผ้าไหม(ชินวัตร) จากยุควัวต่างม้าต่าง…ทางเรือมาทางรถไฟ รวมทั้งแง่การทำขาย ที่มุมเศรษฐกิจชุมชนอย่างกลุ่มทอผ้าไหมยกทองจันทรโสมาจะทอผ้าไหมทีเป็นลายราชสำนัก ลายเทพพนม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายราชวัตร สมัยก่อนนั้นลายผ้าไหมราชสำนักต่างๆ ถูกสงวนไว้เฉพาะผู้ที่เป็นเจ้านายในราชวังเท่านั้นที่จะมีสิทธิสวมใส่ แต่ปัจจุบันไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ประชาชนทั่วไปสามารถสวมใส่ผ้าไหมลายราชสำนักต่างๆ ได้.. ถ้ากระเป๋ามีตังค์นะ หุหุ
http://www.welcomemagazineforfree.com/main/th/magazine-th/25-magazine-th/494-2014may-th.html
สรุปแล้ว เล่าเรื่องผ้า หลายเรื่องในแง่เป็นวัฒนธรรม ที่เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆกับผ้า เท่าที่ผมเคยเห็นงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องทอผ้า เป็นต้น ครับ
Khunya Chukorn ผ้าใหมของชินวัตรต้องยอมรับว่าดีใส่สบายสวยดว้ย
แต่ที่พี่ซื้อทุกครั้งที่ไปเขาเรียกผ้าฝ้ายไม่แพงเพราะใม่ใช่ของจริงแต่สวยค่ะ

อรรคพล สาตุ้ม พี่Khunya ใช่เห็นด้วย ซื้อของไม่แพงแต่สวย ครับ^^
25
ผมดูละครทีวีตอนจบ ตามที่แม่แนะนำ โทรมาคุยสนุกๆไว้ เผื่อถ่ายภาพทำหนังสั้น ทำให้ผมดูจบ แล้วผมอยากเขียนผ่านภาพของการเดินทาง ชวนให้นึกถึงเรื่องสุขภาพร่างกายของคน ที่มีธรรมชาติเป็นสิ่งแวดล้อม และอาหารการกินอย่างดีไม่ขี้ลืมแบบผม คือ รูปปู่คนหนึ่ง ที่บ้านหนองเจ็ดหน่วย สุขภาพแข็งแรง เล่นไวโอลีนโชว์พวกเรา แถมจับมืออย่างรู้สึกถึงแรงจับ ที่มีพลังชีวิต
โดยส่วนตัวผมทำงานถ่ายภาพเพลิน ซึ่งคิดถึงงานจิตรกรรมฝาผนัง ในวัดแม่แจ่ม ที่เคยไปเยือน จนลืมหนังสือจิตรกรรมไทยไว้ ทำให้นึกถึงเรื่องชื่อข้าวเหนียวลืมผัวนั้น ทราบว่า นายสมเดช ท้าววัฒนากุล ประธานสภา อบต.คีรีราษฎร์ ได้ตั้งชื่อขึ้นมา โดยได้ไอเดียจากเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับสามีภรรยาชาวม้งคู่หนึ่ง นั่นคือ เมื่อสามีชาวม้งได้ออกไปทำธุระนอกบ้าน โดยให้ภรรยาหุงข้าวไว้
แต่ระหว่างที่รอสามีกลับบ้าน ภรรยาได้หยิบข้าวที่สุกแล้วมาปั้นกินเล่น ด้วยความที่ข้าวดังกล่าวมีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เคี้ยวเพลิน ภรรยา จึงกินข้าวหมดโดยไม่รู้ตัว ไม่เหลือเก็บไว้ให้สามี หรือก็คือ อร่อยจนลืมผัว นั่นเอง
http://health.kapook.com/view62282.html
ปล.ผมเขียน เพราะไม่ลืมข้าวของแม่ และราตรีสวัสดิ์ ครับ^^

26
ผมเริ่มลำดับความคิด1.ดาวน์โหลดโปรแกรมตัดต่อเสร็จ หลังจากโปรแกรมหายไป ทำให้ผมเริ่มกำลังตัดต่อหนังสั้น ต่อมาความคิดที่2.ความคิดถึงหนังสือ และธรรมชาติ สมุนไพร วิถีชีวิต บ้านหนองเจ็ดหน่วย และแล้วนึกถึงการบรรยายฉากชีวิตธรรมชาติป่าเขา วิถีการใช้ชีวิต การทำมาหากินพึ่งพิง อาศัยอยู่กับป่า สีสันชีวิต เนื้อหาของเรื่องถ่ายทอดจิตวิญญาณคนบนพื้นที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒธรรมการลงมือเกี่ยวข้าวเป็นคนแรก ธรรมเนียมการให้เกียรติแขกผู้มาเยือน

…ในส่วนของชุมชนก็จะลุกขึ้นต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เข้ามา แม้นส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้เพราะความไม่เท่าทันกับระบบสังคมเมือง อย่างไรก็ตาม ชุมชนปกาเกอญอยังคงความบริสุทธิ์สวยงามอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง..ที่มาของหนังสือ เชวาตัวสุดท้าย ครับ^^

http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2550/writing-03.html

เมื่อความคิดที่ 3.มาถึงหัวสมองกลายเป็นนอนดีที่สุดในฝัน (ฮร่า) ครับ^^

27
การเดินทางเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ ที่ผ่านมาผมไปต่างจังหวัด แล้วต่อเนื่องกับภารกิจงานอื่น จึงเริ่มกลับมาตัดต่อ “วงแหวนรอบนอก”ตามชื่อหนังสั้น แล้วครับ
*แท็กรายงานสามคน ที่ทวงถามหาหนังสั้น ครับ^^

28
ผลกระทบหลังการปฏิรูปประเทศ ต่อคนจีน โดยการเปลี่ยนแปลงของชาวจีน ในล้านนา จากกลุ่มสมาคมลับ ที่มีปรากฏในศาลเจ้าจีนหรือศาลเจ้าบู้เบี้ย(กวนอู) ต่อมาอิทธิพลของความเป็นคนเมืองผสมกลมกลืนกับคนจีน โดยผมเห็นจุดเด่นกรณีภาพวาดหลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง ในวิหารวัดอุปคุต

เมื่อผมเน้นเล่าจุดสำคัญของผ่านภาพวาดดังกล่าว เป็นตัวอย่างตระกูลนิมมานเหมินทร์ ที่มีธุรกิจค้าผ้าฝ้าย รวมทั้งด้านวัฒนธรรม(ไกรศรี-ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมต.นักการเมือง) ด้านตระกูลแซ่คู(เชื้อจีน)เดิมเป็นตระกูลชินวัตร เคยขายผ้าไหม(ชินวัตร) จากยุควัวต่างม้าต่าง…ทางเรือมาทางรถไฟ รวมทั้งแง่การทำขาย(ต่อมาทำโรงหนัง-การเมืองมาถึงยุคทักษิณ ชินวัตร ฯลฯ) ในสมัยร.5-ร.6 (ต้นตระกูลอพยพเสื่อผืนหมอนใบตามสำนวนคนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันอย่างเจ้าสัวซีพี)

ต่อมาความสัมพันธ์สมัยร.5 ย้อนมองปัญหาปฏิรูปประเทศ -เรียกร้องรัฐธรรมนูญของกลุ่มต่างๆ และจัดระเบียบมณฑลพายัพ ฯลฯ ซึ่งคลื่นใต้น้ำอย่างผู้มาก่อนกาลอย่างรศ.130 ถึง สมัยร.6(จีนเป็นยิวแห่งบูรพาทิศ) สู่ทฤษฎี ที่สืบต่อชะตาเป็นการสืบทอดโดยอ้อมของพลังระบบราชการเป็นหลัก มากกว่าพลังนอกระบบราชการทหาร(กลุ่มพ่อค้า นักเขียน นักนสพ.ฯลฯ) ซึ่งอาศัยปัจจัยของมวลชนจำนวนมากเท่ากับแนวทางปฏิวัติซินไฮ่(ซุนยัดเซ็น) แม้ว่ากระแสของเก็กเหม็ง อนาคิช เข้ามาสยาม ก็ตาม โดยผมมาเล่าย่อวิธีการกลุ่มบางประการ 1.นัดกลุ่มเมาเหล้าคุยกัน 2.ชวนคนไม่คัดเลือกคนเป็นข้อผิดพลาดเกิดคนทรยศหักหลัง และผมอยากเล่าต่อเรื่องความฝัน ความหวังหลังจากพ่ายแพ้
ซึ่งกล่าวถึงกบฏว่าเป็นพวกลูกจีน บางคนฆ่าตัวตายก่อนเข้าคุก และตอนติดคุกบางคนตายในคุก ต่อมาหลายคนก็คิดฝันออกไปประกอบอาชีพนอกคุก เช่น ว่าที่นายร้อยตรีทวนกับนายร้อยตรีม.ร.ว.แช่ ฝันจะออกไปเป็นช่างถ่ายรูป นายร้อยเอกขุนทวยหารพิทักษ์ กับนายร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ น้องชายคิดจะออกไปทำยาขาย นายร้อยตรีบุญกับนายร้อยตรีเขียน ไปทำไร่ทำสวน นายร้อยโทจือจะปลูกนุ่นและเลี้ยงไก่ นายร้อยตรีวาสเตรียมจะแจวเรือจ้าง ส่วนนายร้อยโทรจรูญ ปรารภว่า คงต้องไปขอทานเขากิน จึงขะมักเขม้นฝึกร้องเพลงและหัดสีซอ
แต่ว่า พวกเขายังโชคดี ที่อยู่ในคุกได้เขียนหนังสือ นายร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ แปลนวนิยายภาษาต่างประเทศ เรื่อง “เด็กกำพร้า” ใช้นามปากกาว่า “ไทยใต้” และบางคนออกจากคุกไม่ต้องขอทาน ยังได้เขียนหนังสือต่อไปสู่ยุค2475 ……
*ข้อมูลส่วนใหญ่ประกอบการเขียนย่อมาจากงานเขียนแถมสุข นุ่มนนท์“ยังเติร์กรุ่นแรก กบฏร.ศ.๑๓๐”เป็นลูกร้อยตรีถัด ซึ่งเคยมาเชียงใหม่เป็นข้อสังเกตหลังออกจากคุก ข้อมูลที่ยังไม่เคยเขียน ก่อนการปฏิวัติกลุ่มทหาร เพิ่งผ่านยุคการปราบกบฏเงี้ยว ในมณฑลพายัพ มาก่อน โดยไม่มีข้อมูลเรื่องความร่วมมือจากทหารมณฑลพายัพอย่างเชียงใหม่ หรือคนจีนทางภาคเหนือ “ล้านนา” ทำไม อิทธิพลกลุ่มรศ.130 ไม่แพร่กระจายมาล้านนา ขีดจำกัดเส้นพรมแดนบทบาทกลุ่มรศ.130ออกจากคุกอันน่าสนใจมีคนเขียนแล้ว
**ภาพประกอบ การค้นหาของผมเขียนต่อยอดเรื่องศาลเจ้าจีนฯ บังเอิญมีข้อมูลว่าผมเคยเขียนเรื่องซุนยัดเซน แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยเขียน(ฮร่า) และภาพประกอบหนังสือตำราเสน่หาฯว่าด้วยวิทยาศาสตร์แห่งความรักของหมอเหล็ง(ผู้นำกลุ่มร.ศ.130) ซึ่งเคยเขียนตำราวัฒนายุ ที่แนะแนวการปฏิบัติให้อายุยืน ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกลุ่มรศ.130 ได้เขียนหนังสือหลายคน เช่น อุทัย เทพหัสดิน เขียนเรื่อง ตำราลับสมอง นามแฝงนายเทพ และต่อมาบางคน ทำงานหนังสือพิมพ์ เช่น ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ เป็นนักเขียนเรื่องเริงรมย์ทางสวาทชั้นยอด ร.ต.บ๋วยทำงานอยู่โรงพิมพ์ศรีกรุง ฯลฯ เป็นต้น ครับ

Khunya Chukorn ได้ความรู้อีกแหละ.ขอบคุณจ้ะ
อรรคพล สาตุ้ม ครับผม ถือว่าเป็นเค้าโครงร่างงานเขียน โฟกัสที่่ภาพกับเรื่องจีนๆมาๆไทย ครับ^^

29
วันนี้My job แถวดอยแม่วิน ซึ่งต้องยืมเน็ตเค้าใช้ อากาศเย็นๆ เล่าสั้นๆ กับภาพผ่านมือถือแค่นี้ น่ะ ครับ
Khunya Chukorn ทำไมสวยจังเลยน้อง
อรรคพล สาตุ้ม พี่Khunya ธรรมชาติสร้างสรรค์ความงาม แล้วผมถือโอกาสเก็บภาพไว้ชีวิตสั้นศิลปะยืนยาว ตามคำพูดและงานเขียนแนวนี้ ครับ^^

30
การเดินทาง ทำให้ผมได้ผ่านพบผู้คนมากมาย และผมพูดคุยสนทนาต่างๆนานา รวมทั้งฟังชีวิตเรื่องชาวเกาะ คือ รุ่นพี่คนหนึ่งเกิดที่เกาะภูเก็ต สู่ยอดดอย ผ่านเรื่องราวต่างๆ ถ้าทำเป็นเรื่องโรแมนติคด้วยสรุปอย่างสั้นๆ เป็นภาพแห่งความหนาวเย็น จารึกไว้ ณ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ในที่สุดนอนหลับฝันดีทีสุด ครับ^^

Khunya Chukorn ยังมีภูเขามีต้นไม้มีหลายๆอย่างให้เห็นก็ทำให้มีครามสุขได้ในยามที่หลายเรื่องหลายราวทำให้หดหู่และทุกข์.
ขอบคุณน้องที่ถ่ายภาพสวยและเป็นธรรมชาติจริงๆ.
อรรคพล สาตุ้ม พี่Khunya เห็นด้วย ธรรมชาติสวยงาม และผมถ่อมตัวไว้ขอบคุณในคำชมของพี่ ถือสุขนิยมในยามคืนความสุขได้ไว้ก่อน ครับ^^
Kingpechara Panta นึกถึงเพลงกระท่อมบนดอยขึ้นมาทันทีเลยครับ
อรรคพล สาตุ้ม บรรยากาศพบผู้คน ในงานมากมาย แลกเปลี่ยนเรื่องเล่าวิถีชีวิต ร่วมร้องเพลงกระท่อมบนดอยน่าสนใจยิ่งนัก ครับ^^

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s