Initiate,imitating,inception เสื่อผืนหมอนใบกับlong and short life, People Help the People

Initiate,imitating,inception เสื่อผืนหมอนใบกับlong and short life, People Help the People
1 ตุลาคม
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลไนจีเรีย – วันชาติ
ตูวาลู– วันประกาศเอกราช (วันชาติ)
สาธารณรัฐประชาชนจีน – วันชาติ
วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons – International Day of Ageing)
http://th.wikipedia.org/wiki/1_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
2 ตุลาคม
World Habitat Day
http://th.wikipedia.org/wiki/2_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
3 ตุลาคม
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี – วันรวมชาติเยอรมัน
http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
4 ตุลาคม
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลเลโซโท – วันประกาศเอกราช
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

สมเด็จนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชาสวรรคตแล้วที่กรุงปักกิ่ง
วันที่ 15 ต.ค. สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า เวลา 02.00 น. สมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาหลายสมัยเสด็จสวรรคต ด้วยวัย 89 พรรษา ที่กรุงปักกิ่งของจีน หลังประชวรด้วยหลายโรค รวมทั้งมะเร็ง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา ทรงเป็นที่เคารพรักของชาวกัมพูชาอย่างมาก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งแต่ปี 2484-2498 และในปี 2536-2547 จากนั้นทรงสละราชบัลลังก์แก่พระราชโอรส นโรดม สีหมุนี กษัตริย์องค์ปัจจุบันของกัมพูชา จากปัญหาพระพลานามัย
นับเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดพระองค์หนึ่งในภูมิภาคเอเชีย พระองค์เดินทางเยือนจีนอยู่เป็นประจำเพื่อรักษาพระอาการประชวร ก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค. พระองค์ทรงแสดงความประสงค์จะประกอบพระราชพิธีศพด้วยการเผา และต้องการให้เก็บพระอัฐิไว้ในพระราชวัง
รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ยืนยันกับสำนักข่าวซินหัวว่า สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ ได้เสด็จสวรรคตแล้วอย่างสงบ และนี่ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของกัมพูชา พวกเรารู้สึกเศร้ามาก พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเราเคารพรักท่านมาก โดยจะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อรับพระศพของสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ กลับไปยังกัมพูชาเพื่อประกอบพระราชพิธีศพ
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU1ESTJNVGszTVE9PQ==

In the Mood for Love – Angkor Wat Finale

ต้นฉบับที่เลือนหายไป./ อรวรรณ พรรณพิจิตรา
ผลงานเก่าเก็บของนักเขียนผู้มีชื่อเสียง ที่โผล่ออกมาทีหลัง มักเป็นเรื่องตื่นเต้นฮือฮาในแวดวงวรรณกรรม โดยเฉพาะยามเมื่อนักเขียนจากไปสู่สุขคติแล้ว ญาติมิตรเปิดกรุไปเจองานที่เขียนไม่จบ(แต่ขลัง) หรือเขียนจบแต่ถูกสำนักพิมพ์ปฎิเสธ(หลายครั้ง) ไม่ว่าท่านจะเก็บต้นฉบับขึ้นหิ้งใส่ลิ้นชักไว้ด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที นำผลงานปัดฝุ่นของท่านมาเล็งดูกันใหม่แล้ว กลับยิ่งเป็นงานคุณภาพทอประกายเจิดจ้าทั้งนั้น งานยุคแรกเริ่มครั้งที่นักเขียนยังไม่โด่งดังเป็นที่รู้จัก สะท้อนตัวตนเข้มข้นของนักเขียนผู้นั้น มากน้อยจริงแท้อย่างไร เห็นทีจะต้องเก็บไว้ให้พิจารณาในชั้นเรียนวรรณกรรมที่เคร่งเครียดจริงจัง ส่วนเรื่องเบื้องหลังเบาๆ ซุบซิบซอกแซก เชิญมาเกร่คุยกันสนุกๆเพลินๆนอกห้องค่ะ
บทเริ่มต้นอันขรุขระของนักเขียนรางวัลโนเบล
เมื่อปี ค.ศ. 1953 โฮเซ ซารามาโก (Jose Saramago) นักเขียนชาวโปรตุเกสส่งต้นฉบับ Claraboya นวนิยายเรื่องแรกของเขา ให้สำนักพิมพ์พิจารณา แล้วก็… หายต๋อมเข้ากลีบเมฆ เขาไม่เคยรับคำตอบใดๆจากสำนักพิมพ์ ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายปฏิเสธ นักเขียนหนุ่มวัย ๓๑ หัวใจหุบเหี่ยวแห้งฝ่อที่ถูกเมิน ว่าแล้วก็ผันตัวสู่วงการนักข่าวหนังสือพิมพ์ดีกว่า ตลอด ๒๐ ปีต่อมาเขาเป็นผู้สื่อข่าว ทำข่าวสัพเพเหระ อะไรต่ออะไรก๊อกแก๊ก จนกระทั่งยุค70 ต้นๆนั่นแหละ หนังสือสองเล่มของเขา The World and the other และ The Traveler’s Baggage จึงออกมาแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้าง
นักข่าวโนเนมกลายเป็นนักเขียนขายดีจนได้ ชื่อเสียงและเงินทองก็ไหลมาตามสมควร เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1998 จากผลงานชื่อ Blindness
ในช่วงที่ประสบความสำเร็จแล้วนี้เอง สำนักพิมพ์เจ้าแรกที่เมินไม่มองเขานั้น ก็ติดต่อกลับมา เพื่อขอพิมพ์ Claraboya แน่นอนโฮเซ่ (ได้ที!) ปฏิเสธ (สะใจจิ๊ง!) จวบจนสองปีหลังการเสียชีวิตของเขา นวนิยายในก้นกรุจึงได้คลอดออกมาสู่วงการ พิลาร์ เดล ริโอ (Pilar del Rio) ผู้เป็นภรรยา มอบต้นฉบับเก่าเก็บเล่มนี้ ให้แก่สำนักพิมพ์ แรนดอม เฮาส์ (Random House) ของอังกฤษตีพิมพ์ ในฉบับภาษาสเปน และจะตามด้วยฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษต่อไป
“คลาราโบยา” หรือ The Clairvoyant ในภาษาอังกฤษ หมายถึง หมอดูตาทิพย์ ผู้สื่อสารข้ามภพข้ามมิติ เนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตชาวอพาร์ทเมนต์ย่านชุมชนแออัดแห่งกรุงลิสบอน รสชาติสีสันจัดจ้าน อิงแฝงสารการเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในงานของนักเขียนรางวัลโนเบลผู้นี้
นิยายเก่าเก็บในกรุได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อตีพิมพ์ ๕๙ ปีภายหลังเขียนจบ
ลองคิดดู… ลองคิดดู…
ความลับความหลังของเจน ออสติน
พูดถึงชีวิตอันหดหู่ลำเค็ญแล้ว นักเขียนเรืองนามอีกท่านหนึ่งนำเรื่องเบื้องหลังกำพืดเก่าในครอบครัวมาเขียนเล่าเป็นนวนิยาย ท่วงทำนองชีวประวัติส่วนตัว กระเทาะเปลือกสังคมอุดมชนชั้น มีความลำบากลำบนในการหาคู่เพื่อดำรงสถานะ (และฐานะ) สวนกระแสคำในอย่านำออก คำนอกอย่านำเข้าก็ว่าได้
ในปี ค.ศ. 1803 แปดปีก่อนที่ เจน ออสติน (Jane Austen) จะประสบความสำเร็จจากเรื่องโรมานซ์สุดคลาสสิค Sense and Sensibility นั้น เธอเริ่มต้นเขียน “ครอบครัววัตสัน” ไว้แล้ว หากแต่มันเป็นนวนิยายเรื่องยาวที่เธอเขียนไม่จบ เขียนไปได้เพียง ๕ บท เธอก็พับโครงการขึ้นหิ้งไปเสียงั้น งานเก่าเล่มนี้หาได้จับฝุ่นแล้วล้มหายตายจากหรอก เพียงแต่มันเดินทางรอนแรมแบบสุดมาราธอนหน่อย มาเผยตัวโผล่หน้าออกสู่สายตานักอ่าน ให้ได้รู้จักกับนางเอกชื่อ เอ็มมา วัตสัน กันก็เมื่อล่วงเข้ายุคปี 1970s นี้เข้าไปแล้ว เรื่องราวของหญิงสาวที่คุณป้าผู้ร่ำรวยนำไปเลี้ยง คุ้นเคยอยู่ในสังคมผู้น้ำผู้ดี วันหนึ่งเธอเดินทางกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมที่บ้านนอก ขณะพ่อล้มป่วยกำลังจะเสียชีวิต คบหาแลกเปลี่ยนกับบรรดาพี่สาวที่ไม่ได้โตมาด้วยกัน (มองหาเนื้อคู่สไตล์ไฮโซบ้านนอกนิดส์นึง)
เจน ออสติน เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องนี้ขณะที่ในชีวิตจริง พ่อของเธอกำลังป่วยหนัก ดังเช่น เอ็มมา วัตสัน นี้แหละ หลังจากพ่อเสียชีวิต เธอก็ไม่จับต้องงานชิ้นนี้อีก
มีผู้พยายามเขียน “ครอบครัววัตสัน” ต่อให้จบสมบูรณ์หลายครั้ง แคธเธอรีน ฮับแบ็ค (Catherine Hubback) หลานสาวคนหนึ่งของเจน ออสติน นำต้นฉบับขึ้นหิ้งชิ้นนี้มาปัดฝุ่น ตีพิมพ์ออกมาในยุคต้นๆของช่วงปี 1900 ให้ชื่อเรื่องใหม่ว่า “น้องสาว” (The Younger Sister) ต่อมาก็มี “ครอบครัววัตสัน” ฉบับสมบูรณ์โดย แอล. ออลตัน (L. Oulton) ออกมาในปี 1923 ตามมาด้วยฉบับสมบูรณ์อีกฉบับโดย จอห์น โคทส์ (John Coates) ในปี 1957 และอีกนานนน… ต่อมา เกือบข้ามศตวรรษในปี 1996 “เอ็มมา วัตสันและครอบครัว” ฉบับบรรณาธิการโดยโจน ไอคิน (Joan Aiken) จึงได้ฤกษ์ออกมาเปิดโฉมสคราญ ให้แฟนๆชื่นชมกันอย่างสุดสมบูรณ์จริงๆ (ใช้เวลาเดินทางลงจากหิ้งแค่เกือบๆร้อยปีเอง)
สำนึกสังคมในเล่มแรกของ อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์
สำหรับแฟนพันธุ์แท้นิยายสืบสวนสอบสวนแล้วล่ะก็ ใครบ้างจะไม่รู้จักยอดนักสืบ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ กับ ด็อกเตอร์วัตสัน (ซึ่งไม่ได้เป็นญาติกันกับ เอ็มมา วัตสัน เธอหรอก) คู่นักสืบบรรลือโลกที่แสนเก่งกาจ บังเกิดจากฝีปากกาของท่านเซอร์ อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์
แรกเริ่มเดิมที อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ เป็นแพทย์หนุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จนักคนหนึ่ง ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มเขียนหนังสือ มีเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์หลายที่หลายแห่ง แต่เขาก็ยังไม่ถือตนว่าเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จกระไรนักเช่นกัน มันควรต้องมีผลงานหนังสือเป็นเล่มๆ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนนักประพันธ์กับเขาอื่น คิดเช่นนั้นแล้ว เขาใช้เวลาที่ว่างวายจากการรักษาคนไข้มาจรดปากกาเขียน “บรรยายความจากจอห์น สมิธ” (The Narrative of John Smith) เรื่องเล่าของตัวละครชายวัยห้าสิบ ผู้นอนป่วยเป็นโรคเกาท์ ท่านเซอร์ของเราเขียนงานก้นกรุฉบับนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1883 อายุได้เพียง 23 ขวบ รำพึงของจอห์น สมิธ เพิ่งได้ตีพิมพ์ครั้งแรกจริงๆในปี 2011 นี้เอง ผู้รู้กล่าวว่าผลงานนวนิยายเรื่องแรกของท่านนี้ เด่นชัดด้วยปรัชญา ศาสนา และการเมือง สำนึกทางสังคมที่ไม่เคยปรากฏชัดในงานรหัสคดีชิ้นหลังๆมากนัก
(เรื่องปรัชญงปรัชญา การมุ้งการเมือง เขียนๆไปน่ากลัวชีวิตจะลำบากเป็นแน่!)
ผู้อยากอ่านความคิดคำนึงดังว่า ของกระทาชายนายจอห์น สมิธ เล่มนี้ละก็ มีวางขายในอเมซอน ด็อท คอม นั่นแน่ะ สนนราคาเล่มละ 9.95 ปอนด์
จูลส์ เวิร์น ช่วงปีที่’รมณ์บ่จอย
นักเขียนจากฝรั่งเศสท่านนี้ได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์อีกผู้หนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ว่างานเขียนยุคต้นๆของเขา โดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธมาแล้วเหมือนกัน ในปี ค.ศ. 1863 เมื่อ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) อายุ ๓๕ เขาเขียน “ปารีส ศตวรรษยี่สิบ” หรือ Paris in the Twentieth Century สมมุติเหตุการณ์โลกอนาคตแห่งปี 1960 เรื่องล้ำยุคของจูลส์ เวิร์นชิ้นนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่สมจริงเลย แล้วต้นฉบับก็ลอยละล่องลงตระกร้ากรุงปารีสไปตามระเบียบ
เนื้อเรื่องของปารีสฯ เล่าถึงบัณฑิตหนุ่มสาขาวรรณกรรมนาม มิเชล เหนื่อยหน่ายเคว้งคว้างอยู่ในสังคมที่เปี่ยมล้นด้วยเทคโนโลยีและธุรกิจอันแสนจะวุ่นวาย ว่ากันว่าสาเหตุที่บรรณาธิการแห่งกรุงปารีสไม่ถูกใจต้นฉบับ ก็คงด้วยเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ขาดความสวยๆงามๆมีรสนิยมประสาปารีสนั่นเอง
(ใครจะไปรู้ล่ะว่า เวลาผ่านไปไม่นานกระไร แค่ 50 ปีหลัง1960 ปีในจินตนาการของท่าน โลกมันจะตาลปัตร ไม่ว่าจะเป็นกรุงปารีส หรือกรุงแอ็ดดิส อบาบา ต่างแวดล้อมไปด้วยเครือข่ายไฮเทค สามจีสี่จี เครื่องแผดเครื่องเผา ธุรกิจธุรกรรม อะไรต่ออะไรวุ่นไปหมด)
ดีที่ท่านจูลส์ เวิร์น ไม่ละไม่ถอย มานะพยายามเขียนเรื่องต่อไป เราจึงมีสุดยอดแห่งนิยายไซไฟเป็นหลักเขตหมายวงการไว้ อาทิ ผจญภัยบนเส้นทางทะลุโลก (Journey to the Center of the Earth) และ สองหมื่นโยชน์ใต้ทะเลลึก (Twenty Thousand Leagues under the Sea)
ส่วนเรื่องของหนุ่มหน่ายปารีสยุคไฮเทคนั่นหรือ มันนอนนิ่งอยู่ในตู้เซฟนานถึง 130 ปีค่ะ ถึงได้แจ้งเกิด เหลนชายของท่านจูลส์ เวิร์น ค้นพบต้นฉบับเมื่อปี1989 แล้วก็มาตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยออกสู่สายตาประชาชีในปี 1994
เรื่องเคล้าเหล้ายา(และปลาปิ้ง)
งานจับฝุ่นอยู่ในลิ้นชักอีกชิ้นเป็นแนวบันทึกของน้ำพุก็ว่าได้ ฮันเตอร์ เอส. ทอมสัน (Hunter S. Thompson) นักเขียนที่ยังไม่ล่วงลับไปไหน เพียงแต่งานเพิ่งได้รับความสนใจเมื่อเวลาผ่านไปหลายขวบปี นักเขียนหนุ่มน้อยกลายเป็นหนุ่มเหลือน้อย แต่ยังรักษาต้นฉบับเก่าชื่อเก๋ของตัวเองไว้อย่างดี The Rum Diary เรื่องราวของหนุ่มนักข่าวภาคสนาม ผู้รายงานทุกอย่างยกเว้นข่าวที่ได้รับมอบหมายให้ทำ เขาพยายามเสนอผลงานสุดแนวเล่มเล็กๆนี้ในยุคหกสิบ ขณะที่อายุได้ ๒๒ ขวบ แต่ก็ถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธหลายครั้งหลายครา (งานอินดี้สำลักควันมากไปหน่อยมังเนาะ) มาวันนี้ผู้เขียนแก่กล้าหายมึนเมา แต่ยังเชื่อมั่นว่างานนี้มีจุดเสน่ห์ ทำการล้างลิ้นชักขัดเกลาต้นฉบับ แล้วขายออกจนได้ในที่สุด

ที่แจ่มแจ๋วชุ่มหัวใจขึ้นอีกก็คือ งานปัดฝุ่นชิ้นนี้ ได้ปรับทำเป็นบทหนัง มี จอห์นนี่ เดปป์ (Johnny Depp) แสดงนำซะด้วย แถมผลงานเก่าอีกชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับหนุ่มสำนักพิมพ์ในหมู่บ้านฮัดสัน เขียนไว้ในเวลาไล่ๆกัน ก็พลอยได้รับการพิจารณาตีพิมพ์อีกด้วย
อย่างนี้เรียกว่า It never rains (in California), it pours!!!
ในที่แห้งแล้งแบบแคลิฟอร์เนียนั้น เขาว่าบทฝนจะตกขึ้นมา มันไม่ธรรมดาๆ แต่มันตกแบบไม่ลืมหูลืมตาทีเดียว
โชคดีจริงๆเหล่างานเก่าเข้ากรุที่เล่ามาทั้งหลาย ไม่ถูกมอดปลวกกัดแทะ หรือน้ำท่วมให้สูญหายผุพังไปเสียก่อน พูดถึงต้นฉบับสูญๆหายๆ อย่าเพิ่งหนีไปไหน ยังมีเรื่อง ‘เดอะ อินวิซิเบิ้ล แมนูสคริปต์’ มาเล่าปิดท้ายค่ะ
ต้นฉบับที่เลือนหายไป…
ทริช วิคเกอร์ (Trish Vickers) กวีสตรีแห่งเมืองดอร์เซ็ทวัย ๕๙ ประสบปัญหาทางสายตาจากโรคเบาหวาน จนนัยน์ตาบอดมืดลงไป แต่เธอมิได้เลิกล้มความพยายามจะเขียนหนังสือหรอก เธอเริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่ โดยใช้ปากกาผูกโยงกับสายอีลาสติก พล็อตเรื่องเข้มข้นเกี่ยวกับชีวิตอันผันเปลี่ยนของหญิงผู้หนึ่ง เมื่อเริ่มออกตัวลงมือเขียน เนื้อเรื่องก็ประทุประทัง ไหลพรืดไม่ติดขัด
จนเมื่อบุตรชายมาเยี่ยม เธอก็อวดต้นฉบับแสนรักนี้แก่เขา นักเขียนสายตาเสื่อมใจหายหล่นตุ้บ เมื่อลูกชายบอกว่า แม่จ๋า… ต้นฉบับเป็นปึกตรงหน้าแม่นั้น มันล้วนเป็นแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่านะแม่ ด้วยปากกาแท่งลื่นไหลของแม่นั้น น้ำหมึกมันแห้งขอดไปนานแล้ว ก่อนที่แม่จะเริ่มต้นเขียนด้วยซ้ำจ้ะแม่ (รายงานนี้มาจากทั้งนิวยอร์คไทมส์และฮัฟฟิงตันโพสต์ สื่อน่าเชื่อถือ… ยังไงอย่าว่ากัน)
เดชะบุญ ที่เมืองดอร์เซ็ทนี้ เขามีผู้เชี่ยวชาญนิติเวชวิทยาประจำอยู่ สองแม่ลูกจึงนำปึกต้นฉบับที่ว่างเปล่านี้ เข้าหาผู้เชี่ยวชาญแห่งกรมตำรวจ ห้าเดือนต่อมา เคอร์รี ซาเวจ นักฟอเรนซิคสาวแห่งดอร์เซ็ท ก็พิมพ์ต้นฉบับชุดใหม่มาส่งให้นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญเธอสามารถแกะอ่านต้นฉบับได้ โดยใช้เทคนิคส่องไฟหลายมุม เอียงดูน้ำหนักปลายปากกาที่กดบนกระดาษ แบบที่เขาใช้ในการสืบค้นคดี เรามักเคยเห็นกันในหนังจารกรรมสืบสวนนั่นเอง
เรื่องของคุณแม่คงเขียนดีชวนติดตามเป็นแน่ เพราะผู้เชี่ยวชาญฟอเรนซิคเธอบอกว่า แกะต้นฉบับไป ก็ติดใจอยากรู้เรื่องราวต่อๆไป แกะไปพิมพ์ไปไม่เหนื่อยหน่าย ดีใจที่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคนิคนี้ในทางที่แปลกจากปกติไป ตีโจทย์แตกบรรทัดเดียวก็จับคนขึ้นศาลหรือเข้าคุกได้แล้ว แต่ครานี้ผลออกมาเป็นต้นฉบับนิยายหลายหน้า อ่านสนุกเสียด้วยนี่สิ
ต้องบอกว่าแฮ็ปปี้เอนด์ดิ้งจริงๆ อ่านแล้วอดไม่ได้ต้องนำมาเล่าต่อค่ะ

นักเขียนนักอ่านยุคใหม่ผู้มีไฟทั้งหลาย เร่งกันขีดเขียนตวัดปากกาไปให้เข้าท่าสมเหตุสมผลเถอะ บรรณาธิการท่านรออ่านต้นฉบับอยู่ค่ะ ยังไง้ ยังไง มันไม่นานเกินรอหรอกน่า ที่เรื่องของท่านจะได้ตีพิมพ์!
อย่าลืมแบ๊คอัพไฟล์ไว้ด้วยละกัน วันดีคืนร้ายคอมเจ๊งกู้ไฟล์ไม่ได้ อย่าหาว่าหล่อไม่เตือน!!!
ที่มา :
What ‘Lost Works’ Say about Their Authors http://www.huffingtonpost.com
Dorset Police Solve Mystery of Invisible Manuscript http://www.nytimes.com
http://www.tuaytoon.com/story.php?type=N&id=116

เล่าประวัติแสงนภา บุญราศรี
หากวัดจากหลักกิโลเมตรทางประวัติศาสตร์สังคมไทย………. พุทธศักราช 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบบประชาธิปไตย พุทธศักราช 2476 กำเนิดเพลง “กล้วยไม้” เพลงไทยสากลเต็มรูปแบบเพลงแรก

แสงนภา บุญราศรี ก็นับเป็น “ผู้บุกเบิก” เพลงไทยสากลในแนว “เพลงชีวิต” คนแรกของเมืองไทย เพราะบทเพลง “คนจรหมอนหมิ่น” ของเขา กำเนิดขึ้นในราวพุทธศักราช 2483 และได้รับความนิยมสูงเด่นเกือบตลอดช่วงทศวรรษ 2480
ทว่า หากวัดจากผลงานและความมุ่งมั่นยืนหยัดสร้างผลงานเพลงชีวิต โดยไม่คำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจ บทเพลงสะท้อนชีวิตชนชั้นล่างของสังคมกว่า 20 เพลง ที่แต่ละเพลงยาวกว่า 4 นาทีขึ้นไป จนไม่สามารถบรรจุในแผ่นเสียงชนิด “แผ่นครั่ง” ในยุคนั้นได้ เช่น ………..

คนจรหมอนหมิ่น คนปาดตาล คนลากรถขยะ ลูกศิษย์วัด กุลีท่าเรือ ชีวิตนักหนังสือพิมพ์ ชีวิตศิลปิน ชีวิตนักมวย ชีวิตตำรวจ นักโทษประหาร ทหารกองหนุน ฯลฯ
ก็ไม่น่าจะเกินเลย หากจะกล่าวว่าแสงนภา บุญราศรี คือ “บิดาแห่งเพลงชีวิต” ที่พัฒนาสู่การเป็น “เพลงเพื่อชีวิต” ในยุคปัจจบัน

มีรายละเอียดในประวัติชีวิตของนักร้อง ผู้ได้รับสมญานามว่า “ผู้แทนคนยาก” คนนี้อยู่ไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะ แสงนภา บุญราศรี จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 36 ปี ช่วงชีวิตของเขาคาบเกี่ยวกับหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองการปกครองไทย คือเกิดในปี พ.ศ. 2461 ผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 , มหาสงครามโลกครั้งที่สอง 2485 และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2496
ช่วงเวลาการเป็นนักร้อง “เพลงชีวิต” ที่โดดเด่น อยู่ในราว 2483 – 2491 ไม่ถึงสิบปี แต่มีผลงานและมีลีลาการร้องเป็นแบบฉบับของตนเอง ติดตรึงในความทรงจำของผู้คนเนิ่นนาน

แม้ว่าบัดนี้ เราจะไม่สามารถได้ยินเสียงร้องของเขา จากเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใด ๆ ได้แล้วก็ตาม
ชื่อจริงของแสงนภา คือ นายฉะอ้อน บุญราศรี เกิดที่ย่านปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 4 ของขุนวิจิตรราชการ (ตาด บุญราศรี) กับนางชุบ บุญราศรี มีพี่ชายและพี่สาวชื่อ ฉวี , ไสว , เฉวียน และน้องชายชื่อ ชะเอม บุญราศรี ซึ่งต่อมา พี่สาวคนโตคือคุณฉวีได้แต่งงานกับนายวรการบัญชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งเป็น “คุณหญิงวรการบัญชา”
ฉะอ้อน บุญราศรี จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนหอวัง จากนั้นมาเป็นดาราละครร้องคณะ “ปรีดาลัย” ของพระนางเธอลักษมีลาวัณ พระมเหสีองค์ที่ 2 ในล้นเกล้ารัชการที่ 6 ก่อนจะย้ายมาอยู่กับคณะละคร “บรรทมศิลป์” ของพระยาอนิรุธเทวา จึงได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าคุณตั้งชื่อให้เพื่อใช้ในการแสดงว่า “แสงนภา” เช่นเดียวกับดาราละครคนอื่น ๆ ของคณะที่จะมีคำว่า “แสง” นำหน้าชื่อ เช่น แสงไสว , แสงแดง รวมถึงคุณชะเอม บุญราศรี น้องชายของแสงนภา ก็ได้ชื่อในการแสดงว่า “แสงดารา บุญราศรี”

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 วงการเพลงไทยสากลเริ่มคึกคักขึ้น แสงนภาหันเหเข้าสู่วงการเพลงด้วยการสมัครเข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัดต่าง ๆ ซึ่งประสบการณ์จากเวทีละคร ก็หนุนส่งให้เขาคว้ารางวัลจากการประกวดอยู่เนือง ๆ
จากเวทีงานวัด แสงนภาก้าวสู่เวทีละครอีกครั้ง แต่ในฐานะ “นักร้องสลับฉาก” ในช่วงที่สงครามมหาเอเชียบูรพกำลังประทุขึ้นราวปี 2485 อันเป็นช่วงที่ภาพยนต์จากต่างประเทศขาดตลาด ละครร้องกลับมาได้รับความนิยม และนักร้องสลับฉากละครมีบทบาทสำคัญในการเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาชมละคร หรือดูหนังเก่าที่เอามาพากษ์ใหม่ โดยแสงนภาร่วมร้องเพลงกับวงดนตรีดุริยโยธินของกองดุริยางค์กองทัพบก ในฐานะนักร้องรับเชิญ มิได้เข้ารับราชการทหารเหมือนนักร้องคนอื่น ๆ เช่น สมยศ ทัศนพันธ์ เสน่ห์ โกมารชุน ที่เป็นนักร้องนักแต่งเพลงประจำวงดุริยางค์ทหารเรือและมียศทางทหารด้วย
กล่าวได้ว่า ครูจำปา เล้มสำราญ หัวหน้าวงดุริยโยธิน คือผู้ชักนำแสงนภา เข้าสู่วงการเพลง

แสงนภาเริ่มมีชื่อเสียงจากเพลง “คนจรหมอนหมิ่น” และ “คนปาดตาล” ซึ่งเขาประพันธ์คำร้อง , ทำนอง และขับร้องเอง อีกทั้งยังอาศัยความจัดเจนจากละครเวที ในการออกแบบลีลาท่าทางและเครื่องแต่งกายเอง จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เช่น ร้องเพลงคนปาดตาลก็นุ่งผ้าขาวม้าหิ้วกระบอกตาล ร้องเพลงคนลากรถขยะก็ลงทุนลากรถขยะจริง ๆ ขึ้นมาบนเวทีด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด จุดที่ทำให้ผู้คนจดจำเพลงของเขาได้คือ เนื้อหาเพลงที่ฉีกจากแนวเพลงรักประโลมโลกในยุคนั้น โดยหันมาจับแนวเพลงพรรณนาชีวิตชนชั้นล่างของสังคมอย่างลึกซึ้งกินใจ และมีลูกเล่นคำซ้ำ คำสัมผัสและคำผวน ที่ทำให้เพลงมีความไพเราะอย่างลุ่มลึกเช่น………….
“..หยดหนึ่งน้ำตาลไหลมาจากงวง น้ำตาแทบร่วง น้ำตาลแทบหลุดจากมือ……….” (เพลงคนปาดตาล)
“..พวกศิลปินร้องเพลงอับโชค ดีกว่าเศรษฐีสงคราม ค้าขายลวนลามเดือดร้อนระงม……..เขามั่งมีเขานั่งรถยนต์เราย๊อกต้ำ คนจน ๆ อย่างเราต้องย่ำต๊อกไปและมา……..” (เพลงคนลากรถขยะ)

จากปากคำของคนใกล้ชิดอย่างคุณชาญ เย็นแข ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญ แสงนภามีฐานะค่อนข้างยากจน แม้วงศ์ตระกูลของเขาจะมีหน้าทีตาในวงสังคม มีข้อสันนิษฐานว่าแสงนภาเลือกที่จะคลุคลีอยู่กับชนชั้นล่างในอาชีพต่าง ๆ รวมถึงการออกตระเวณร้องเพลงตามต่างจังหวัด เขาจึงมีข้อมูลที่เจาะลึกและมีแรงบันดาลใจในการเขียนบทเพลงสะท้อนชีวิตได้อย่างลุ่มลึก อย่างที่ไม่มีนักร้องคนไหนในยุคนั้นทำได้

เมื่อเลือกที่จะแต่งเพลงยาว ๆ จนบันทึกลงแผ่นเสียงไม่ได้ แสงนภา ก็หาหนทางเผยแพร่งานเพลงของเขา ด้วยการร้องเพลงสด ๆ ออกอากาศทางสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการ และสัญจรไปร้องเพลงตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ “ชุมนุมเพลงร้อง แสงนภา บุญราศรี” ออกจำหน่ายถึง 3 เล่ม แต่ละเล่มต้องพิมพ์ซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง ตามคำเรียกร้องของแฟนเพลง ที่เคยได้ชมได้ฟังแสงนภาร้องเพลงสลับฉากละคร และบอกต่อกันไปแบบ “ปากต่อปาก”
ในคำนำหนังสือรวมเพลงเล่มที่หนึ่ง แสงนภากล่าวกับแฟนเพลงของเขาว่า…….

“….หนังสือชุมนุมเพลงร้องเล่มที่ 1 พิมพ์ครั้งที่ 2 ของผม ได้ถึงมือท่านผู้มีอุปการะคุณโดยสมบูรณ์แล้ว ผมได้จัดทำขึ้นจากเสียงของการเรียกร้องจากท่าน อันเป็นเกียรติคุณสำคัญและพิเศษ ที่ผมถือว่าเป็นบุญคุณอันหนึ่งที่ผมจะระลึกถึงอยู่มิรู้ลืม เพราะหนังสือเพลงเล่ม 1 พิมพ์ครั้งแรกของผม หยั่งคะแนนให้ผมรู้ว่าความเป็นศิลปินผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมของผม ยังผลให้ผมมีความมานะก้าวหน้าต่อไป พี่น้องหัวเมืองยังน้อยในการได้รับหนังสือเพลงของผม เพราะขายหมดเสียในกรุงเทพ ฯ เพียงเวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น ถึงกับมีจดหมายมาต่อว่าต่อขานผมกันยกใหญ่ถึงมันจะเป็นงานหนักมิใช่น้อยในการสร้างหนังสือเพลงหรือสร้างเพลงและร้องเพลงเช่นนี้ สำหรับผม มันก็พอจะทำให้ผมภูมิใจในการเป็นศิลปินของผมขึ้นมาบ้าง…..”

แสงนภายังได้เล่าให้แฟนเพลงของเขาฟังอีกว่า รู้สึกดีใจที่เพลงของเขาทำรายได้เลี้ยงชีวิตให้ขอทานริมถนน
“…..เขาหาเลี้ยงตนด้วยการร้องเพลงคนจนๆ ของผม ที่ผมได้ประพันธ์ขี้นมาด้วยการลำบากยากแค้น ปากแกร้อง ตาแกก็มองไม่เห็นเพลงยาจกของผมเป็นสตางค์ใส่กะลาให้แกได้นั่นแหละผมพอใจแล้ว ที่ผมเกิดมาเป็นศิลปินไม่เสียหลาย ผมยังได้ช่วยคนพิการได้ขอทานเลี้ยงตนประทังชีพด้วยเพลงที่กลั่นมาจากสมองของผมเอง และยังได้เป็นปากเสียงให้ชีวิตคนอีกหลายชีวิต และจนกระทั่งเดี๋ยวนี้บางชีวิตสุขสบายไปแล้วดีกว่าผมตั้งหลายพันเท่า
ผมขออนุโมทนาด้วยเมื่อชีวิตนั้น ๆ ได้สุขสบายไปแล้ว ส่วนผมเองถึงลำบากลำบนผมทนได้ ขอแต่เพียงว่าหนังสือเพลงของผมที่สร้างมาผิดพลั้งไปบ้างคงได้รับอภัย………”

นอกจากนั้นข้อความในท้ายเล่มหนังสือรวมเพลง เล่ม 1 ยังทำให้เราทราบว่าจากการตระเวณไปร้องเพลงตามจังหวัดต่างๆ ทำให้บริษัทโอสถสภา (เต็กเฮงหยู) ว่าจ้างแสงนภาเป็นพนักงานแผนกปลูกนิยม ซึ่งน่าจะหมายถึงแผนกส่งเสริมการตลาดในปัจจุบัน โดยให้เขาออกตระเวณไปทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แสงนภาจึงแจ้งข่าวกับแฟนเพลงของเขาว่า……..
“พี่น้องชาวอีสานที่เคารพ เพลงคนปาดตาลที่ท่านชอบ ผมเตรียมพร้อมแล้ว โอกาสเป็นของท่าน และเมื่อเดินทางไปเมื่อใด คนปาดตาลของผมจะพยายามร้องเพลงให้เป็นที่พอใจของท่าน……..”

ในหนังสือรวมเพลง เล่ม 1 ซึ่งระบุปีที่พิมพ์ใน พ.ศ. 2491 มีข้อความโฆษณา “ขิงดอง” ปรุงพิเศษของโรงงาน “นภาประยุร” ย่านคลองบางพรหม ธนบุรี และยังมีข้อความโฆษณา “บริษัท ทหารกองหนุน จำกัด” จำหน่ายปลีกและส่งสินค้าเสื้อผ้า สุรา บุหรี่ ไม้ขีดไฟ โดยระบุตอนท้ายว่า “แสงนภา – ประยูร บุญราศรี เจ้าของและผู้จัดการ ตลอดจนเป็นคนงานในตัวเสร็จ”
อันเป็นหลักฐานว่าหลังปี 2490 แสงนภาได้แต่งงานอยู่กินกับนางปรยูร บุญราศรี หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสัญจรไปในหลายๆ ที่ ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของคุณชาญ เย็นแข ว่าชีวิตช่วงนี้ของแสงนภามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการมีคู่ชีวิตที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร แต่กระนั้น เขาก็ยังออกตระเวณร้องเพลงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้แฟนเพลงในต่างจังหวัดที่ซื้อหนังสือเพลงไปแล้ว สามารถร้องเพลงของเขาได้

การออกตระเวณต่างจังหวัด จึงเท่ากับการไป “ต่อเพลง” ให้แฟน ๆ ร้อง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้วงดนตรีแสงนภา บญราศรี ที่เขาตั้งขึ้นมาในระยะหลังได้มีงานแสดง ผลงานเพลงที่ปรากฏในหนังสือรวมเพลงเล่มที่ 2 และ 3 จึงมีเพลงในแนวรักกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่น ขมิ้นกับปูน , ลูกสาวกำนัน , แรกรู้เรียนรัก ฯลฯ ซึงแสงนภาแต่งให้ลูกวงของเขาขับร้อง โดยที่ตนเองยังยืนยันที่จะรักษาเอกลักษณ์ในการแต่งและร้องเพลงชีวิตต่อไป
เป็นที่น่าสนใจว่าในหนังสือรวมเพลงเล่ม 2 ยังมีคอลัมน์ “สภานักเพลง” ที่แสงนภาได้ตอบจดหมายแฟนเพลงของเขาอย่างเป็นกันเองเช่น……

“…คุณชุบ ธูปทอง รถราง – เก่งมาก ร้องเพลง “ลูกศิษย์วัด” ได้รางวัลตั้งห้าสิบบาท หมั่นพยายามเถิด วันหนึ่งต้องเป็นนักร้องเสียงทองกับเขาบ้าง เอาเถิด แล้วจะแต่งเพลง “ชีวิตรถราง” ให้……..”
หรือ “…..คุณพะเยาว์ สามเสน – ถูกแล้ว แม่คนขอทานคนนั้น แกจำ (เพลงของแสงนภา) จากคนอื่นเขามา ผมไม่ได้ต่อ (เพลง) ให้ด้วยตนเองหรอก ถ้าคุณเห็นแกร้องเพลงขอทานด้วยเพลงของผม ก็ให้สตางค์แกบ้างเถิด สงสารแก…”
เป็นที่น่าสังเกตว่าเพลงชีวิของแสงนภา บุญราศรีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีเนื้อหาเสียดสีนักการเมืองที่ซื้อเสียงและโกงกิน อย่างเด่นชัด เช่นในเพลง “พรานกระแช่” หรือเพลง “แป๊ะเจี๊ยะ” ซึ่งเป็นปากเสียงแทนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ในการประท้วงรัฐบาลถึงขั้น “….อีกไม่ช้าคนไทยต้องไปอยู่ป่า……”

แต่ไม่ปรากฎว่านักร้องผู้แทนคนยากคนนี้จะเคยถูกเพ่งเล็ง , ตักเตือนหรือถูกห้ามปรามจากรัฐบาลอย่างไร กลับมีหลักฐานว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 แสงนภา ได้เข้าไปคลุกคลีกับสมาคมกรรมกรไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตั้งขึ้นมาคานอำนาจกับสหบาลกรรมกร ที่เป็นองค์กรปีกซ้ายของสังคมไทยเวลานั้น จนกระทั่งเขาได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมกรรมกรไทยในปี 2492

จึงปรากฏว่าในหนังสือชุมนุมเพลงร้องของ แสงนภา บุญราศรี เล่มที่ 3 พิมพ์ในปี พ.ศ. 2493 แทบจะเป็นเสมือนกระบอกเสียงของสมาคมกรรมกรไทย เพราะมีโฆษณาเชิญชวนให้สมัครสมาชิกสมาคมฯ รวมไปถึงโฆษณาของสหพันธ์กรรมกรหญิง สหพันธ์กรรมกรสามล้อ กรรมกรสามัคคี ที่แสงนภาแต่งให้เป็นเพลงประจำสมาคมฯ จนกระทั่งมีหนังสือตอบขอบคุณจากจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งแสงนภาก็ได้นำสำเนาจดหมาย มาตีพิมพ์ไว้ในหนังสือรวมเพลงของเขาอย่างภาคภูมิใจ
ในตอนหนึ่งของคำนำหนังสือรวมเพลงเล่มที่ 3 แสงนภากล่าวไว้ว่า………

“…เมื่อท่านได้เนื้อร้องไปแล้ว ผมก็เห็นใจว่าทำไมท่านจึงจะร้องเพลงได้ ผมจึงได้พาตนของผมพเนจรไปตามที่ต่าง ๆ ในตำแหน่งหน้าที่ศิลปินแห่งสมาคมกรรมกรไทย ไปร้องเพลงให้ท่านผู้อุปการะคุณฟังตามจังหวัดที่มี (สาขา) สมาคมฯ จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ช้าไป

ด้วยเวลาอันมีจำกัดเต็มทน ผมจึงหวั่นใจว่าหนังสือเพลงเล่มนี้อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ภาระที่ผมรับอยู่เวลานี้ ใช่แต่จะมีหน้าที่ร้องเพลงเท่านั้น ยังเป็นผู้รับใช้ให้แก่พี่น้องกรรมกรสามล้อ ในหน้าที่เลขานุการสหพันธ์สามล้ออีก จึงมั่นใจในเมตตาของท่านซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน คงจะให้อภัยในการผิดพลาดของหนังสือเล่มนี้เช่นเคย………..”

ช่วงหลังปี 2493 ข่าวคราวของแสงนภา บุญราศรี ผู้บุกเบิกเพลงชีวิตของเมืองไทยก็ค่อย ๆ ขาดหายไป มีเพียงคุณชาญ เย็นแข ที่จำได้ว่าพบกับแสงนภาโดยบังเอิญในซอยวัดราชาธิวาส ในปี 2495 และมาทราบข่าวอีกครั้งในปี 2496 เมื่อแสงนภา บุญราศรี ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัยเพียง 36 ปี อันเป็นเวลาเดียวกับที่คำรณ สัมบุณณานนท์ นักร้องผู้สืบทอดแบบฉบับเพลงชีวิตของแสงนภา กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในฐานะ “ราชาเพลงชีวิตแห่งทศวรรษ 2490” และยังเป็นดาราภาพยนต์ดาราละครเวทีที่ฟูเฟื่องในยุคนั้น………

ในขณะที่ “นักบุกเบิก” ผู้เป็นต้นแบบ กำลังอำลาโลกไปอย่างเงียบๆ เช่นกัน
http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=98
ตื่นเถิดกรรมกร ประพันธ์ เนื้อร้องทำนอง ขับร้องโดยแสงนภา บุญราศรี(คนแต่งเพลงคนจรหมอนหมิ่นผมพิมพ์เนื้อไม่จบน่ะครับ) แสงนภา ยังเป็นนายกสมาคมกรรมกรไทย ในสมัยที่รัฐบาลจอมพลป.เป็นฝ่ายตั้งสมาคมนี้ และแสงนภา ร้องเพลงตามสถานีวิทยุต่างๆ โดยอายุสั้น แค่36 ปีก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย ไม่ทันเทคโนโลยีบันทึกเสียง ที่มีความยาวเกินสี่นาที ทำให้เพลงของเขา ทั้งหมดเพลงยาวเกินสี่นาที ไม่เคยได้รับการบันทึกเสียง ไม่มีเสียงเพลงของเขา มีแค่สมุดเนื้อเพลง…

เมื่อผมกลับมาจากลาว และไม่มีเวลาเขียนเล่าเรื่องการพบกับผู้คน รวมถึงการเดินทางกลับมาไทย ทำธุระเรื่องราวต่างๆ นานา กรณีติดต่อผู้คน ร่วมพูดคุยเรื่องงาน ต่างๆ ร่วมดื่ม และคิดถึงอดีตที่เคยอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องนักเขียน ที่มีการเขียนถึงชีวิตของคนเขียนเรื่องวิมานลอย หรือGone with the windว่าคนเขียนทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่ภายหลังผลของมันกลับสร้างประโยชน์ให้อย่างเหลือคณานับ ผิดกับบางเรื่องที่เราทุ่มเทตั้งใจอย่างจริงจัง แต่ผลที่ได้กลับไม่เคยเท่าใจหวัง ก็ผลงานเรื่องวิมานลอย ที่ได้รางวัลพูลิเซอร์และนิยายขายดี นั่นแหละครับ

แต่ว่าผมไม่ได้แต่งเพลงใดๆ และผมยังไม่ได้เขียนคอลัมภ์ท่องเที่ยวเสร็จ และการเดินทางมาลาวครั้งที่ 4 หรือ 5 ครั้งนี้แปลกมาก คือ
1.คนชวนเอาสาวลาว บ่อยมาก(เอาภาษาลาวเป็นความหมายสุภาพน่ะครับ)
2.คนชวนกินเหล้ายาดอง เบียร์ บ่อยมาก
3.ช่วงวันหยุด วันสำคัญของที่นี่
4.ไฟฟ้าดับ(มอด) สลับกับฝน
5.ผมไม่เกี่ยวกับซีไอเอ สายลับ และเคลื่อนไหวทางการเมือง

ตอนอยู่เกสต์เฮาวส์กับความรู้สึกตอนอยู่คนเดียว เมื่อนักเดินทางจากไปแล้ว คือ วันแรกที่มา มีนักปั่นจักรยานชาวไทยวัย71ปีกับเพื่อนต่างวัยมากัน รวมสามคน ส่วนวันต่อมาก็เห็นพวกนศ.ลาวมากัน8คน ผมทักทายพูดคุยบ้างเหมือนกับคนไทย และวันที่ 6 ตุลา สาวเกาหลี ฉีหยูก็มาที่นี่ และฝรั่งแก่ๆ ที่ทักทายผมดูเฟรนด์ลี่ น่าจะเป็นผัวเมีย แล้วเราก็จากกันไป

จึงนึกถึงการเดินทางต่างๆ เหตุการณ์ในลาว เรื่องราวเคยไปกัมพูชา หนังเรื่องIn the mood for love และข่าวเจ้านโรดม สีหนุ รวมทั้งเพลงต่างๆ นานา ในเรื่องราวของแสงนภา เป็นต้น แล้วปิดท้ายเพลงPeople Help The People
Birdy – People Help The People
…เพลง people help the people นี้ จริงๆ แล้วมันเป็นเพลงเก่า ที่เธอนำเอามาร้องใหม่และมันก็เพราะมากๆเลยนะ …
God knows what is hiding in those weak and drunken heart
I guess you kissed the girls and made them cry
those hard faced Queens of misadventure
พระเจ้ารู้ดี ว่าอะไรที่ซ่อนอยู่ในจิตใจที่เปราะบางและมึนเมาเหล่านั้น
ฉันเดาว่าคุณคงไปจูบกับผู้หญิง และทำให้พวกเธอต้องร้องไห้
จากหน้าตาที่แข็งกระด้างของเทพีแห่งความโชคร้ายเหล่านั้น
God knows what is hiding in those weak and sunken eyes
A Fiery throng of muted angels
Giving love and getting nothing back
พระเจ้ารู้ดีว่าอะไรที่ซ่อนอยู่ในนัยน์ตาที่อ่อนแอและแสนจะอิดโรยเหล่านั้น
การรวมตัวที่เปรียบดังไฟอันเร่าร้อน ของเหล่านางฟ้าผู้แสนเงียบงัน
มอบความรักให้ แต่ไม่ได้อะไรกลับมา
People help the people
And if your homesick, give me your hand and I’ll hold it
People help the people
And nothing will drag you down
ผู้คนต่างก็ช่วยเหลือกัน
และถ้าคุณรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมา ยื่นมือมาให้ฉันนะ และฉันจะจับมันไว้อย่างดี
ผู้คนต่างก็ช่วยเหลือกัน
และไม่มีอะไรจะมาฉุดให้คุณตกต่ำลงไปได้
Oh and if I had a brain, Oh and if I had a brain
I’d be cold as a stone and rich as the fool
That turned, all those good hearts away
โอ้ นี่ถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนที่มีมันสมอง โอ้ ถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนที่มีปัญญาเฉียบแหลม
ฉันคงจะเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกดั่งก้อนหิน และคงจะร่ำรวยแต่โง่งม
และกลายเป็นว่า จิตใจที่ดีงามทั้งหลายเหล่านั้น คงจะค่อยๆหายไป
God knows what is hiding, in this world of little consequence
Behind the tears, inside the lies
A thousand slowly dying sunsets
พระเจ้ารู้ดีว่าอะไรที่ซ่อนอยู่ในผลสรุปเล็กๆน้อยๆของโลกใบนี้
ที่แฝงอยู่ในน้ำตา ข้างในคำโกหกหลอกลวง
พระอาทิตย์ที่ถูกแต้มด้วยสีทองจำนวนมากกำลังตกดินอย่างช้าๆ
God knows what is hiding in those weak and drunken hearts
I guess the loneliness came knocking
No one needs to be alone, oh save me
พระเจ้ารู้ดีว่าอะไรที่ซ่อนอยู่ในจิตใจที่เปราะบางและมึนเมาเหล่านั้น
ฉันคิดว่าความเงียบเหงากำลังจะกลับมาเล่นงานฉันซะแล้วหล่ะ
ไม่มีใครต้องการอยู่เพียงลำพังหรอกนะ โอ้ ช่วยฉันที
People help the people
And if your homesick, give me your hand and I’ll hold it
People help the people
And nothing will drag you down
ผู้คนต่างก็ช่วยเหลือกัน
และถ้าคุณรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมา ยื่นมือมาให้ฉันนะ และฉันจะจับมันไว้อย่างดี
ผู้คนต่างก็ช่วยเหลือกัน
และไม่มีอะไรจะมาฉุดให้คุณตกต่ำลงไปได้
Oh and if I had a brain, Oh and if I had a brain
I’d be cold as a stone and rich as the fool
That turned, all those good hearts away
โอ้ นี่ถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนที่มีมันสมอง โอ้ ถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนที่มีปัญญาเฉียบแหลม
ฉันคงจะเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกดั่งก้อนหิน และคงจะร่ำรวยแต่โง่งม
และกลายเป็นว่า จิตใจที่ดีงามทั้งหลายเหล่านั้น คงจะค่อยๆหายไป
http://touyfoo.exteen.com/20120314/people-help-the-people-birdy

วันที่ 16-17 ตุลาคม
17 ตุลาคม
พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) – กรมตำรวจได้รับการยกฐานะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(พร้อมเปลี่ยนตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจเป็นผบ.ตร.หรือเปล่า?)

อุทกภัยในประเทศไทย พ.ศ. 2554: น้ำท่วมทะลักถึงนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ในเวลาประมาณ 12.00 น.
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันเพื่อการขจัดความยากจนระหว่างประเทศ (International Day for the Eradication of Poverty) ของสหประชาชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/17_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวยงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2555
124025 940 554 291 873 58
ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 16 ตุลาคม 2555
281343 089 152 396 868 28
Winsor McCay’s Little Nemo cartoon celebrated in Google Doodle
Telegraph.co.uk‎ – 4 hours ago
Winsor McCay, the American cartoonist and animator who created the comic strip Little Nemo, has been remembered with a Google Doodle.
Winsor McCay – Wikipedia, the free encyclopediaen.wikipedia.org/wiki/Winsor_McCay – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
Winsor Zenic McCay (September 26, 1869 – July 26, 1934) was an American cartoonist and animator, best known for the comic strip Little Nemo (begun 1905) …

-ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตลองค้นหาแหล่งอ้างอิงเรื่องของความสำเร็จของแนวความคิดแบบเสรีนิยมกัน ถ้าใครชอบแนวคิดเสรีนิยม น่ะครับ
เรื่องราวของความสำเร็จ
ในไม่ช้า แนวความคิดแบบเสรีนิยมก็กลายเป็นแนวความคิดทางการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลังจากปฏิวัติอเมริกาในปี ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติฝรั่งเศสในค.ศ. 1789 ศตวรรษที่ 19 คือช่วงที่แนวคิดเสรีนิยมได้พัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั่วโลก มีการนำแนวคิดเรื่องนิติรัฐไปใช้จริงอย่างแพร่หลาย เสรีภาพในการแสดงออกได้รับการรับประกัน แม้ในที่ที่ลัทธิเสรีนิยมดูเหมือนจะล้มเหลว เช่นในการปฏิวัติปีค.ศ. 1848 ก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นไปไม่ได้ที่การเมืองตามแนวคิดแบบเสรีนิยมจะถูกขัดขวางอีกต่อไป

ในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว แนวความคิดแบบเสรีนิยมซึ่่งเชื่อในระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับปวงชนได้

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่มนุษย์ อย่างน้อยก็ในยุโรป สามารถเอาชนะความโหดร้ายจากความอดอยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากได้ หลังจากปีค.ศ. 1847 เป็นต้นมาความอดอยากไม่เกิดขึ้นอีกเลยในยุโรปในช่วงที่มีสันติภาพ

“สภาพความเป็นอยู่ที่ดี อันเป็นผลมาจากการใช้แนวความคิดแบบเสรีนิยมทำให้อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการเสียชีวิตนี้เคยถือได้ว่าเป็นความหายนะทีเดียวในยุคก่อนหน้านี้ และ ด้วยผลจากคุณภาพชีวิตทีพัฒนาขึ้น อายุเฉลี่ยของคนก็เพิ่มขึ้นด้วย และใช่ว่าความรุ่งเรืองนี้จะจำกัดอยู่ที่ชนชั้นที่เป็นอภิสิทธ์ชนเท่านั้น”

ลุดวิค ฟอน มิซ (ค.ศ. 1927)
อาจเป็นไปได้ว่า การที่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแนวความคิดแบบเสรีนิยม นักวิจารณ์ทั้งหลายจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบเสรีนิยมต่างดาหน้ากันต่อต้าน เช่น ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens) (แม้จะเป็นผู้สนับสนุนการมีทาส แต่ก็น่าแปลกใจที่ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักมานุษยนิยมกลับไม่กระทบกระเทือน) หรือ พวกที่อ้างว่าเป็นพวก “หัวก้าวหน้า” เช่นคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) อย่างไรก็ดี คำทำนายทั้งหลายถึงความพินาศย่อยยับของระบบเสรีนิยมก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง
ไม่มีที่ไหนเลยที่ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี นี่เป็นวิถีทางเดียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ช่วงตกต่ำและช่วงรุ่งเรือง
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและสังคมนิยมเริ่มเข้ามาแทนที่แนวความคิดแบบเสรีนิยม พวกเขาเรียนรู้วิธีการขับเคลื่อนมวลชนด้วยแนวทางแบบประชาธิปไตยจากฝ่ายเสรีนิยม และนำมาเชื่อมกับข้อเรียกร้องที่มีรากฐานความคิดที่เป็นอนุรักษ์นิยมและเพื่อผลประโยชน์พิเศษบางอย่างของตน
“เสรีนิยมเป็นแนวความคิดทางการเมืองที่อำนาจรัฐแม้จะเป็นอำนาจของเสียงข้างมากและเป็นอำนาจที่แข็งแกร่งแต่ก็จะจำกัดอำนาจของตนและปล่อยให้คนที่มีความคิด และ ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากตนจะยังมีพื้นที่ที่จะยื่นอยู่ได้”
โฆเซ่ ออร์เตก้า อี กาเซต์, 1930
แม้เสรีนิยมจะพยายามที่จะปรับตนเองเพื่อความอยู่รอด เช่น ปรับเป็นเสรีนิยมแบบสังคมนิยม แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งขาลงของกระแสความคิดนี้ได้
การที่ยุโรปปฏิเสธหลักการการค้าเสรีตามแนวคิดเสรีนิยมไม่ใช่เป็นเพียงต้นเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเท่านั้น แต่ยังทำให้นักเสรีนิยมต้องถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไปเรื่อยๆอีกด้้วย ในการเผชิญหน้ากับเผด็จการในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เสรีนิยมแทบจะไม่มีทางสู้เลย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วเท่านั้น ที่โลกตะวันตกได้เริ่มมีการฟื้นฟูแนวความคิดเสรีนิยมอันนำมาซึ่งความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและสันติภาพอีกครั้งหนึ่ง
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1989 มีความหวังที่ี่่ว่าแนวความคิดเสรีนิยมจะกลับมาเป็นกระแสแนวความคิดทางการเมืองหลักอีกครั้ง ทั้งนี้ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเสรีภาพยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ความเสี่ยงดังกล่าวจะยังคงเป็นความท้าทายของแนวคิดเสรีนิยมตลอดไป………….

(ตอนนี้มีข่าวการดีเบตของผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา ในฐานะตัวแทนประเทศทุนนิยมเสรีน่ะครับ)

การเงิน – การลงทุน
วันที่ 6 ตุลาคม 2555 11:02’ฟาเบอร์’ส่งซิกหุ้น-อสังหาฯไทยก่อฟองสบู่
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นายมาร์ค ฟาเบอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมาร์ค ฟาเบอร์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญการลงทุนในตลาดโลก กล่าวแสดงความเห็น ภายหลังให้ข้อมูลเรื่อง “การลงทุนในยุคแห่งความผันผวน: ประสบการณ์จากสหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย และนัยยะต่อประเทศไทย” ในงานประชุมซีเอฟเอ อินสทิทิว ครั้งที่66 วานนี้(5ต.ค.)ว่า ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยอาจมีพัฒนาการฟองสบู่เกิดขึ้นให้เห็น อย่างอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่นั้น ปรับขึ้นมามากแล้วอาจเป็นฟองสบู่ได้ แต่ในกรุงเทพฯตอนนี้เขาอาจยังไม่เห็น
“คิดว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยมีอยู่หลายส่วนมาก ตลาดอสังหาฯในไทยอาจเป็นอย่างสหรัฐ คือบางตลาดเป็นฟองสบู่แต่บางตลาดไม่มีฟองสบู่ แต่ตอนนี้ผมมองเห็นราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบางภูมิภาคอย่างภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ปรับขึ้นมาก เป็นสัญญาณบอกว่าอาจเป็นฟองสบู่ แต่ไม่ใช่ฟองสบู่แตกทันทีทันทันใด” นายฟาเบอร์กล่าว
ทั้งนี้นายฟาเบอร์ ผู้มีประวัติความแม่นยำในการพยากรณ์ประวัติศาสตร์การเงินโลกอย่างแบล็คมันเดย์ในสหรัฐเมื่อปี2530 และคาดการณ์วิกฤตเอเชียช่วงปี2540ได้แม่นยำ ยังกล่าวเปรียบเทียบเรื่องฟองสบู่กำลังก่อตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์บางภูมิภาคของไทยว่าคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นไทย มีการเก็งกำไรให้เห็นอยู่บ้าง ฟองสบู่กำลังโตจากราคาหุ้นอาจปรับขึ้นอีกในช่วง6เดือนหรืออีก1ปีข้างหน้า

เขาอธิบายว่า การก่อฟองสบู่ในตลาดหุ้นไทยนั้น อยู่ในระยะเริ่มต้นไม่ใช่ระยะสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ที่คิดว่าฟองสบู่อาจเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย เพราะเห็นว่ามีกิจกรรมที่นักเก็งกำไรหลายคนเข้าไปดันราคาหุ้นที่ต่ำอยู่ให้ปรับสูงขึ้น การเก็งกำไรก็ทำจากหุ้นตัวหนึ่งก่อนโยกไปหาหุ้นถูกตัวอื่นๆอีก การเก็งกำไรอย่างนี้ทำให้มีสัญญาณบอกว่าเกิดฟองสบู่ในหุ้นจากการเก็งกำไร
“ผมลงทุนในตลาดหุ้นไทย2ครั้งแล้ว ครั้งแรกช่วงเกิดวิกฤตการเงิน2540 และอีกครั้งช่วงปี2552 ช่วงนั้นราคาหุ้นถูกจริง ราคาหุ้นลงมาถึง85% แต่ตอนนี้ราคาหุ้นไทยไม่ถูกอีกต่อไปแล้วแม้ว่าราคาจะไม่แพงก็ตาม ผมไม่ได้บอกว่าถึงเวลาขายหุ้น แต่คิดว่าตลาดกลายเป็นตลาดมีการเก็งกำไร คิดว่าหุ้นจะปรับขึ้นอีก10%-20% หรือมีศักยภาพปรับขึ้นได้อีก10เท่า แต่หากดูจากฐานต่ำของหุ้นไทยบางตัวตอนนี้ราคาขึ้นมามาก ขึ้นถึง50เท่าแล้ว เลยคิดว่าหุ้นบางตัวไม่ถูกอีกต่อไป” นายฟาเบอร์ อธิบาย
กูรูการลงทุน ยอมรับว่า ตอนนี้เขาค่อยๆลดการถือครองหลักทรัพย์ในตลาดไทยบ้างแล้ว และบอกว่าเขายังชื่นชอบธุรกิจโรงพยาบาลถือหุ้นบริษัททำธุรกิจโรงพยาบาลไว้บางตัว และยังสนใจภาคบริการการแพทย์และธุรกิจเพื่อสุขภาพของไทยเพราะคิดว่าเป็นภาคธุรกิจยังไปได้ดีอยู่

จีนโตต่ำมากฉุดอาเซียน
นายฟาเบอร์มองเศรษฐกิจจีนมีโอกาสชะลอตัวลงมาก บนสมมุติฐานคาดการณ์ให้อัตราโตของจีนอยู่ระหว่าง1%-4% เพราะจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินมากไปในบางอุตสาหกรรม จีนก็ยังเป็นเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกอยู่มาก พอส่งออกจีนลดลงมากย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นที่ส่งออกวัตถุดิบไปให้จีนใช้ผลิตในการส่งออก ก่อเกิดวัฎจักรเลวร้าย
เขาอธิบายว่าวงจรเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นในจีนเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจส่วนอื่นของโลกแน่นอน หากเศรษฐกิจจีนลดลงแค่2%-3%ย่อมส่งผลต่อดีมานด์ความต้องการวัตถุดิบจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นรวมไทย
ทั้งนี้เขาเชื่อว่าไม่มีประเทศใดอยู่ได้โดยลำพัง ทุกส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก ที่อยู่ใต้อิทธิพลของการไหลเวียนของเงินทุนกับกิจกรรมเศรษฐกิจโลก ดังนั้นเมื่อจีนชะลอตัวเป็นธรรมชาติที่เศรษฐกิจอื่นอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพึ่งพาการส่งออกไปจีนเผชิญปัญหาดีมานด์ลดลง จีนตอนนี้ชะลอตัวลงมาก และการชะลอตัวดังกล่าวหมายถึงอุปสงค์โภคภัณฑ์ลดลง ย่อมทำให้เศรษฐกิจอาเซียนที่เป็นแหล่งป้อนโภคภัณฑ์วัตถุดิบให้จีนแย่ลงเช่นกัน

ชี้รัฐแทรกแซงหนุนศก.ไทยโต
นายฟาเบอร์ให้ความเห็นถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ โดยเขาไม่คิดว่าไทยขยายตัวได้ดี แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมาก เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง เช่น โครงการรับจำนำข้าวและการคืนภาษีรถยนต์คันแรกช่วยกระตุ้นยอดขายรถเพิ่มขึ้น

เขาชี้ว่าการส่งออกของไทยยังอ่อนแออยู่ และยังไม่ขยายตัวมากนัก เพราะบางตลาดสำคัญอย่างยุโรปอยู่ในภาวะตกต่ำผู้คนเดินทางมาเที่ยวน้อยลง และไทยเจอการแข่งขันสูงจากพม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยยากลำบากมากขึ้น ในการทำให้ประเทศเกิดกิจกรรมเศรษฐกิจที่ช่วยให้อัตราเติบโตสูงได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาคาดว่าช่วง10-20ปีข้างหน้าจีดีพีไทยเฉลี่ยอยู่ที่4%
อย่างไรก็ตามนายฟาเบอร์เชื่อว่า บริษัทไทยหลายแห่งที่มีการบริหารงานดีสามารถใช้ความได้เปรียบจากการที่รอบประเทศรายรอบไปด้วยตลาดชั้นแนวหน้า อย่างพม่า กัมพูชา และลาว ทำให้บริษัทไทยเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจในตลาดเพื่อนบ้านได้มาก
“อย่างกัมพูชากำลังพัฒนาเศรษฐกิจตัวเองอย่างที่จีนเคยเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจตัวเองเมื่อ20ปีก่อน ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาในกัมพูชาก็เหมือนเวียดนามอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนกัน จากนี้ไปการเติบโตในเอเชียเพียง3%-4% ย่อมดีกว่าการไม่เห็นการเติบโตเลยในสหรัฐ ยุโรปหรือญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐมผมองว่าช่วง10ปีข้างหน้าขยายได้อย่างมากแค่2%” นายฟาเบอร์ กล่าว
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20121006/472891/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AF%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B9%88.html#.UG-yTbGHNaM.facebook

เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการบ้านจัดสรรฯ เสนาฯเล่าว่า คือ เมื่อก่อนเคยเป็นเจ้าของร้านขายลอดช่อง โดยมีลูกมาเล่าเรื่องธุรกิจกับCSR ว่าพ่อเป็นนักสู้ และสังคมที่ดี จึงคิดโครงการคืนสู่สังคมโดยกล่าวถึงแนวคิดการทำธุรกิจ ต้องเก็บมาร์จิ้นหนาๆ(กำไร) และทำธุรกิจต้องรักษาสมดุล คือ ผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ถ้าไม่เข้าตลาดฯ ก็ต้องห่วงบริษัทตัวเอง ห่วงลูกน้อง และลูกค้า ต้องWinหมด ประเด็นทางธุรกิจซื้อบ้านมาขายได้กำไร ไม่ใช่โชค แต่เป็นเรื่องที่คิดก่อนล่วงหน้าได้ว่าproperty ที่เราซื้อมันจะมีกำไรแค่ไหนตอนเราขาย หรือประเมินว่าราคามันจะเพิ่มขึ้นได้หรือเปล่า ภาษาธุรกิจมันจะติดดอย เพราะต้นทุนแพง

คุณพ่อขายลอดช่องที่ตลาดบางรัก อย่างเก่งทำได้แค่ลอดช่องติดแอร์ หน้าร้านก็แบ่งให้เช่า คือ ให้เขียงหมูมาเช่า ตอนหลังพ่อเปลี่ยนเป็นเซลล์ขายไม้ แล้วส่งไม้ให้กับพวกทำพัฒนาที่ดิน แล้วเจ้าแรกที่ท่านส่งให้คือเจ้าของสวนสยาม หรือช.อมรพันธุ์ นี่คือ 50ปีที่แล้ว ท่านก็เริ่มคิดว่าขายไม้นี่ไม่รวยเท่าเป็นdeveloper ก็เริ่มทำบ้าง แรกๆ ทำทาวน์เฮาส์ขายอยู่7 หลัง เอง น่ะ เพราะไม่มีทุนมากพอทำๆ ไปเริ่มเข้าใจ เริ่มได้กำไร ก็เอาทุนไปทำโครงการบ้านอีก
ลูกตอบคำถามว่าเรียนรู้อะไรจากพ่อได้บ้าง เราไปเรียนเมืองนอกมาได้ปริญญาเอก อีกสิบใบก็ทำอย่างคุณพ่อไม่ได้ เพราะมันยากมากๆ แล้วคนไม่มีทุนด้วย ไปขอกู้เงินแบงก์ก็ไม่ใช่ง่ายๆ ถึงได้บอกว่ามีความรู้อย่างเดียวจะถือว่าเป็นคนเก่งที่สุดได้ยังไง มันต้องอาศัยแรงอึด หลักคิด นิสัยอะไรอีกหลายๆอย่าง ประกอบกัน

จากการเรียบเรียงเองของผม ต่อเรื่องเล่าชีวิตของคนข้อมูลจากA Day บูลินตินฯ และผมนึกถึงธุรกิจคนไทยมาเปิดร้านthe terrace ที่วังเวียงจากที่มีคนไทยพักข้างห้องของผมเล่าให้ฟัง ก็เกสต์เฮาส์ ที่มีคนไทยมาพักที่ผมอยู่ก็มีคนไทยเป็นคนเชียงใหม่ แต่งงานกับคนลาวเป็นเจ้าของร่วมกันด้วย ครับ

เมื่อผมเข้าไปเก็บข้อมูลท่องเที่ยว นะครับ กรณีรู้สึกเหมือนเฟซฯ โดนHackในลาว ซึ่งผมมีรายชื่อถูกล่าแม่มดทางการเมือง ก็ผมไม่มีเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นี่ ไม่ต้องสนใจประกาศไว้ว่าผมไม่เขียนเรื่องการเมืองอะไรเด่นๆ ย้ำเด่นๆ หรอก น่ะครับ มีนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) ทำหน้าที่เป็นไกด์ ก็มีเสียงแซวๆ นายบ้านเป็นไกด์ คือ ผมไม่รู้ว่าตอนแรกคนที่นำผมไปเป็นนายบ้าน คิดว่าชาวบ้านธรรมดาๆ ที่พระแนะนำ เพราะเวลาเก็บข้อมูลไม่ได้ ก็พึ่งวัดวาอาราม แหละครับ แหะๆ และผมไม่เหมือนพระเอกเรื่องสบายดีหลวงพระบาง ที่มีนางเอกเป็นสาวไกด์ น่ะครับ
แต่การเมืองมาใกล้ตัวเล่านิดว่าจริงด้วย วันที่ไปคุยกับห้องฝ่ายกานเมือง ก็ผมไม่ได้ชวนคุยเรื่องการเมืองเลย เขาคุยมาเองถึงเรื่องการเมืองต่างๆ..

ผมคิดว่าคนแถวนี้ ไม่บอกว่าเขาเป็นเหลือง เป็นแดง แต่ผมบังเอิญได้ยินเขาถามว่าคนไทย คนนี้เป็นเหลือง เป็นแดง และเขาก็พาลงบ้าน ก็เอ่ยเรื่องการจัดตั้ง และบางบ้านบอกแนะนำเลขาพรรคคอมมิวนิสต์ว่าเป็นผู้ชี้นำ และผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ตัดสินใจ(นายบ้าน-ตัวแทนรัฐ) ปฏิวัติ 555 แล้วใครเป็นเสื้อแดงนี่จะโดนป่ะ เพราะบางที่มีสัญลักษณ์สติ๊กเกอร์ของวันอาทิตย์สีแดง555
ปล.1.ขอเป็นแบบพระเอกหนังพบรักที่วังเวียงแทนก็ได้ น่ะ ฮาๆ
ปล.2.แม่โทรหาผมได้ โดยผมใช้DTAC โปรอินเตอร์ฯ โทรเข้าเครื่องผมได้(คิดถึงข่าวประมูล3Gไทยสำเร็จ แต่ที่ผมใช้ในลาวเป็นเบยลาวBeeline โฆษณา3G+4G)
ปล.3 ผมไม่ได้โพสต์รูปเพิ่มตอนขากลับไทย และงบประมาณงานวิจัยจำกัด ขากลับตังค์เริ่มหมดนั่งรถทัวร์กลับมาไทยจากวังเวียง-หนองคาย-อุดรฯ-เชียงใหม่ ต่างจากขาไปนั่งเครื่องบินเชียงใหม่ไปหลวงพระบาง555

เนื่องจากตอนไปที่ลาว ก็บังเอิญเจอรุ่นพี่ ที่ไม่ได้เจอมานานคนไทย ดีที่ไม่ป่วย ขณะเดินทางนั่งรถ ก็มีมึนเบลอบ้าง ลืมทำกุญแจห้องเกสต์เฮาวส์หาย..และคนลาว ที่เล่าย่อๆ เหมือนมีFamily มีน้องสาว ฯลฯ คือ พ่อเฒ่า อายุ80กว่าทำกาแฟลาวให้ผมกินก่อนขึ้นรถ และแม่เฒ่า อายุ60 กว่าๆ ซึ่งชอบดูละครทีวีไทย ที่ผมไปพักมีเลี้ยงข้าวก่อนจากลาเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน..

เมื่อผมพบรุ่นพี่คนลาว ที่รู้จักกัน ซึ่งเขาเรียนต่อป.เอก อยู่ที่ญี่ปุ่น บังเอิญมาพบกันในที่แห่งหนึ่งหลังจากไม่เจอกันเกือบสิบปี และเราอยู่คนละประเทศ แต่เรามาพบกันที่ลาวข่อยเซ็งหลาย คือ เพิ่งฮู้ว่า น้องของรุ่นพี่คนลาว ที่บ่ปะกันนาน แต่งงานมีลูกไปแล้ว ไวๆ จริงๆ แต้ๆ นอนดีก่า 5555

หลังจากเขียนเล่นๆ ในเฟซฯ หลายวันต่อมา จากรถทัวร์ที่อุดรฯ คือ ผมมีฝรั่งสองคน มาจากวังเวียงนั่งคันเดียวกับผม และบังเอิญเจอคนเชื้อสายเวียดนาม แม่เวียดนามrefugee เข้าลาว มาพบรักพ่อที่หนองคาย เป็นลูกครึ่งไทย ต่อมาแม่ไปอยู่ฝรั่งเศส ก็เขากลายเป็นสัญชาติฝรั่งเศส นั่งคุยกันบนรถทัวร์ แยกกันตอนมาถึงเชียงใหม่ แต่ว่าผมเห็นคนบนรถทัวร์คันเดียวกับผม ที่หน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่น ก็ชอบเดินคนเดียวที่อุดรฯ มาเดินคนเดียวต่อที่เชียงใหม่ โดยผมบังเอิญเจอสองหน น่ะครับ

จากหลายวันผ่านมา รถเสียซ่อม โดยต้องเตรียมงาน เตรียมจ็อบสอนฯ และผมทำการติดต่อผู้คนต่างๆนานา บังเอิญพบอาจารย์ต่างๆ นานา และผมเล่าสรุปสั้นๆ ด้วยเคารพ จึงบันทึกไว้เป็นความลับ และอารมณ์ความรู้สึกคิดถึงหญิงสาวที่เจอกัน และเมื่อชีวิตของเราสั้นนัก บางคนต้องปั่นจักรยานรักษาสุขภาพ หรือออกเดินทาง ส่วนผมรู้สึกป่วยๆ จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินเสียเงิน5,200 บาท ส่วนหนึ่งจากเงินการวิจัยฯ ก็ชีวิตสั้น ในระบบทุนนิยมเสรีต้องใช้เงินก่อนจะไม่ได้ใช้เงิน และกานบินลาวอาจจะรักคุณเท่าฟ้าเหมือนการบินไทย น่ะครับ

-นักวิชาการเบลเยี่ยมทำแสบ… ส่งบทความแหกตาเข้าวารสารการประชุมเทววิทยาSubmitted by terminus on Tue, 25/09/2012 – 23:13
วันนี้ (25 กันยายน 2012) Jerry Coyne นักชีววิทยาและนักเขียนชื่อดังได้โพสต์เรื่องราวกวนๆ ลงในบล็อกส่วนตัวของเขา Why Evolution is True ว่า เพื่อนของเขาที่ชื่อ ดร. Maarten Boudry ได้ส่งบทคัดย่อ (abstract) ปลอมๆ เข้าไปยังวารสารรายงานการประชุมวิชาการ (Proceedings of Conference) ของสาขาเทววิทยา (Theology) และก็ได้รับตีพิมพ์เสียด้วยโดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องระแคะระคายอะไรเลย
Maarten Boudry เป็นเมธีวิจัยของ Department of Philosopy & Moral Sciences ที่ Ghent University ในเบลเยียม เขามีความเห็นว่าวิทยาศาสตร์และศาสนาเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้ และมักจะวิจารณ์โต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนกับนักวิชาการหรือนักเทววิทยาที่เห็นว่าศาสนาไม่มีความขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ในปี 2011 ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเขานึกสนุกอะไรขึ้นมา ถึงได้ลองเลียนแบบ “Sokal Hoax” เขียนบทคัดย่อภายใต้ชื่อหัวข้อ “The Paradoxes of Darwinian Disorder. Towards an Ontological Reaffirmation of Order and Transcendence.” ส่งเข้าไปยังในงานประชุมวิชาการครบรอบ 57 ปี ของ Association of Reformational Philosophy Philosophy ที่จัดขึ้น ณ VU University ประเทศเนเธอร์แลนด์
บทความของ Maarten Boudry (ซึ่งใช้ชื่อปลอมว่า Robert A. Maundy จาก College of the Holy Cross — ซึ่งก็เป็นวิทยาลัยที่ไม่มีจริงอีกเช่นกัน) เต็มไปด้วยคำศัพท์หรูๆ แบบที่พวกนักเทววิทยาชอบใช้และเรียบเรียงให้ซับซ้อนเกินกว่าที่คนจะอ่านเข้าใจ (อนึ่ง มันก็ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นอ่านเข้าใจอยู่แล้ว) โดยมีใจความสำคัญโจมตีว่าแนวคิดวัตถุนิยมของทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินนั้นนำไปสู่ข้อสรุปของความไม่เป็นระเบียบสับสน ไร้ความหมาย ขัดกับความเป็นจริงอันเป็นระเบียบที่สามารถสัมผัสรับรู้ได้โดยทุกคน
…Jerry Coyne ซึ่งได้รับรู้เรื่องนี้จาก Maarten Boudry โดยตรงผ่านทางอีเมล ก็เขียนประชดพวกนักวิชาการเทววิทยาอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะนักวิชาการประเภทที่ชอบพูดจาใช้คำศัพท์หรูๆ ในการโต้เถียงแต่ไม่เข้าใจหรือแม้แต่คิดจะสนใจอ่านตรวจสอบงานวิชาการให้ทะลุถึงแก่นแท้จริงๆ….
บทคัดย่อสุดเกรียนของ Maarten Boudry สามารถอ่านได้จาก http://cpc.ziltsysteem.nl/customers/cpc.ziltsysteem.nl/documents/Program%20Book%20CPC%202011.pdf หน้าที่ 21 หรือลิงค์ที่มาข้างล่าง
ที่มา – บล็อก Why Evolution is True
ป.ล. ชาวพุทธศาสนิกชนไม่ต้องรีบหัวเราะเยาะพวกนักเทววิทยานะครับ บทความ April Fool’s สไตล์ Sokal Hoax ของ @akedemo ก็มีคนพุทธแชร์กันอย่างหน้ามืดตามัวไปเป็นร้อยคน
http://jusci.net/node/2805

บทความ: ทดลองจับผิดสื่อเสื้อเหลือง
โดย Indy
9 ตุลาคม 2555
http://thaienews.blogspot.com/2012/10/blog-post_9.html

ศาลปกครองกลางสั่ง “สตช.-สำนักนายกฯ” ชดใช้ผู้ชุมนุม พธม. กรณี 7 ตุลา
Sat, 2012-10-06 00:08
ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ สตช.และสำนักนายกฯ ชดใช้ให้กับผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 250 ราย จากกรณีตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่ม พธม.ที่ล้อมสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
….เมื่อพิเคราะห์ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และความเห็นของคณะกรรมการป้องกันละปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเห็นว่าการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นการกระทำโดยจงใจ กระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายต่อผู้ชุมนุม…
ที่มา: มติชนออนไลน์
http://prachatai.com/journal/2012/10/43013
ข่าวยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91
ข่าวจำนำข้าว
—-ปัญหาของกกต. ชุดนายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน ถ้ามองในแง่ระบบอาจมองว่า เป็นการออกแบบที่ผิดพลาดที่ให้กกต.เพียง 5 คนต้องรับผิดชอบดูแลการเลือกตั้งทั้งระดับชาติ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
ถ้าจำกันได้คนเกือบทั้งประเทศเอาใจช่วย คุณหญิงจารุวรรณ โดยไม่มีคำถาม เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่าถูกระบอบทักษิณกลั่นแกล้ง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าอำนาจที่คุณหญิงจารุวรรณ เดินทางไปพบพลเอกสนธิ บุญฯ ประธานคปค.จนเป็นที่มาของประกาศคปค.ให้คุณหญิงจารุวรรณ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และใช้อำนาจในฐานะคณะกรรมการตรวจเงินแนดิน เท่ากับคนคนเดียวมีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในส่วของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และอำนาจที่ควรจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วย(โละคตง.ชุดเดิมที่มีปัญหากับคุณหญิงจารุวรรณ) ผิดหลักการที่ปรากในพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
บทความ: ปรับโครงสร้างตำรวจกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
โดยโครงการประกายแสงดาว
21 ตุลาคม 2555
วันตำรวจในประเทศไทย คือ วันที่13 ตุลา ที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์รำลึกอดีต ต่างๆ ที่สำคัญทางการเมือง มีอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งการขุดค้นของความจริง เพราะคนเราย่อมบิดเบือนเรื่องพูดความจริงกันได้ แม้แต่มีเครื่องมือจับเท็จ ใช้เทคนิควิทยาศาสตร์ ก็ยากจับเท็จได้ เนื่องจากบางคนไม่สามารถจับเท็จทางการสอบสวนอย่างตำรวจได้
ส่วนประวัติศาสตร์ของความย้อนแย้ง มักปรากฏบทเรียน ให้เรียนรู้จำนวนมาก และสมองของคน มีขีดจำกัดของความทรงจำ และหลงลืม โดยอาจจะไม่ตั้งใจลืม ก็ลืมได้ ในจำนวนเหตุการณ์,ข่าวสารต่างๆนานา แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จำได้มากที่สุด จากเรื่องเจ็บแค้นเจ็บปวดทางอารมณ์ ทำให้ไม่ลืม โดยแยกแยะต่างจากกรณีอารมณ์กับเหตุผล
เมื่อเอ่ยถึงตรรกะของเหตุผล สามารถพิสูจน์ความจริงได้ถูกต้อง กรณีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์………..
http://thaienews.blogspot.com/2012/10/blog-post_21.html

ปิดท้ายด้วยเพลงของNorah Jones, Come away with me
Lyrics to Come Away With Me :
Come away with me in the night Come away with me
And I will write you a song
Come away with me on a bus Come away where they cant tempt us
With their lies
I want to walk with you On a cloudy day
In fields where the yellow grass grows knee-high….
Come away with me

18-19-20-21-22-25 ตุลา 55

19 ตุลาคม
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันเทคโนโลยีของไทย
วันรัฐธรรมนูญในนีอูเอ (พ.ศ. 2517)
วันแม่ชีเทเรซาในแอลเบเนีย
http://th.wikipedia.org/wiki/19_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

21 ตุลาคม
วันรักต้นไม้แห่งชาติ – กำหนดตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2533 ตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า เนื่องจากพระองค์ทรงรักการปลูกต้นไม้ และส่งเสริมการปลูกต้นไม้มาโดยตลอด
http://th.wikipedia.org/wiki/21_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
23 ตุลา 52 วันที่เอื้อ สุนทรสนาน หรือครูเอื้อ วงสุนทราภรณ์ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
24 ตุลา 2446 วันเกิดมล.ปิ่น มาลากุล บุคคลสำคัญของโลก และศิลปินแห่งชาติ อดีตรมต.ศึกษาฯ อดีตอธิการบดีศิลปากร และผู้ก่อตั้งรร.เตรียมอุดมศึกษา
25 ตุลา 2424 วันเกิดปิกาสโซ
พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) – ความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย: เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมหลายร้อยคน หน้า สภ.อ.ตากใบ ตำบลตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส หลังสลายการชุมนุมแล้ว มีผู้เสียชีวิต เป็นจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้ชุมนุมจำนวนมากขึ้นรถบรรทุก หลังจากนั้นพบว่ามีผู้ชุมนุมอีก 78 คน เสียชีวิตบนรถเนื่องจากขาดอากาศหายใจ
http://th.wikipedia.org/wiki/25_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
To honour Herman Melville on the 161st anniversary of the publication … But who was Herman Melville and why his landmark novel Moby-Dick …

Herman Melville – Wikipedia, the free encyclopediaen.wikipedia.org/wiki/Herman_Melville – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
Herman Melville (August 1, 1819 – September 28, 1891) was an American novelist, short story writer, essayist, and poet. He is best known for his novel …
Category:Novels by Herman …en.wikipedia.org/wiki/Category:Novels_by_Herman_Melville
Pages in category “Novels by Herman Melville”. The following …
Billy Budden.wikipedia.org/wiki/Billy_Budd
Billy Budd is a novella begun in November 1888 by American …

Herman Melville books a Google doodle slot in celebration of Moby Dick
นิยายเรื่องMoby Dick เป็นนิยายเกี่ยวกับท้องทะเล และปลาวาฬอันน่าสนใจ แม้ว่าHerman Melville จะไม่ได้รางวัลโนเบล ถ้าจำไม่ผิด และตอนนี้มีข่าวรางวัลโนเบลเป็นนักเขียนจีน ส่วนรางวัลซีไรต์ ก็ประกาศผลเรียบร้อยแล้วน่ะครับ
เมื่อเทศกาลถือศีลกินเจ ก็มีการงดเว้นกินเนื้อสัต์ว์ เช่น ปลา และผมมีธุระเรื่องงานเกี่ยวกับหนัง ก็นึกถึงตอนไปร่วมเรียนรู้รับการอบรมเกี่ยวกับหนัง ซึ่งเขาเปิดหนังเรื่องThe Child เป็นหนังที่ได้รางวัลคานส์ ซึ่งการถ่ายภาพดูเป็นภาพดูไม่นิ่ง เคลื่อนไหว แต่ประเด็นเรื่องลูกของคนอยู่ในรัฐสวัสดิการ ก็คมน่าสนใจเน้นเรื่องวัยรุ่นเลี้ยงลูกไม่ไหวของผู้ชายเอาลูกไปขายหาเงิน เพราะเราอยู่ในโลกของระบบทุนนิยม ที่มีการเปรียบเปรยว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก คือ คนมีเงินมาก มีอำนาจเหนือกว่าหากินได้ง่ายกว่าคนเงินน้อยกว่าด้วย น่ะครับ
L’Enfant (film)From Wikipedia, the free encyclopediaJump to: navigation, search L’Enfant
Theatrical poster
Directed by Jean-Pierre Dardenne
Luc Dardenne
Produced by Jean-Pierre Dardenne
Luc Dardenne
Denis Freyd
Written by Jean-Pierre Dardenne
Luc Dardenne
Starring Jérémie Renier
Déborah François
Distributed by Sony Pictures Classics
Release date(s) 17 May 2005 (2005-05-17) (Cannes)
02005-09-1414 September 2005
Running time 91 minutes
Country Belgium
Language French

L’Enfant (English: The Child) is a 2005 Belgian film directed by Jean-Pierre and Luc Dardenne. The film was released under its French title in the English-speaking world.

Contents [hide]
1 Plot
2 Cast
3 Awards and recognition
4 See also
5 References
6 External links
-โครงเรื่อง:Plot คือ Bruno, 20, and Sonia, 18, are surviving on her welfare checks and Bruno’s petty crimes when Sonia becomes pregnant. Bruno sells their baby to a black market adoption ring to make some quick cash. Faced with Sonia’s shock, he regrets his mistake and buys the child back at a premium — but, after being turned away by Sonia, his mounting debts and desperation lead Bruno down a quick path to prison.
CastJérémie Renier as Bruno
Déborah François as Sonia
Jérémie Segard as Steve
Fabrizio Rongione
Olivier Gourmet
Awards and recognitionL’Enfant won the “Palme d’Or” award in 2005 Cannes Film Festival,[3] making directors Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne twice winners of the Palme d’Or, having won the award previously in 1999 with Rosetta. It was also nominated for Best Film and Best Actor (for Jérémie Renier) at the European Film Awards.

The film was chosen as Belgium’s official entry for the Academy Award for Best Foreign Language Film at the 78th Academy Awards, but it failed to secure a nomination.
Cannes Film Festival (France)
Won: Golden Palm[3]
César Awards (France)
Nominated: Best Director (Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne)
Nominated: Best Film
Nominated: Best Writing – Original (Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne)
Nominated: Most Promising Actress (Déborah François)
David di Donatello Awards (Italy)
Nominated: Best European Film
Joseph Plateau Awards (Belgium)
Won: Best Actor (Jérémie Renier)
Won: Best Actress (Déborah François)
Won: Best Director (Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne)
Won: Best Film
Won: Best Screenplay (Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne)
London Film Critics (UK)
Nominated: Foreign Language Film of the Year
Online Film Critics (USA)
Nominated: Best Foreign Film
Toronto Film Critics (Canada)
Won: Best Director (Jean-Pierre Dardenne and Luc Dardenne)
Won: Best Foreign Language Film
[edit] See alsoList of Belgian submissions for Academy Award for Best Foreign Language Film
http://en.wikipedia.org/wiki/L’Enfant_(film)
โดยหนังพระเอก อาจจะคล้ายอารมณ์เสื่อผืนหมอนใบ ในแง่ร่วมสมัย คือ พระเอกนอนอย่างยากจนในกล่องกระดาษ….
L’Enfant (The Child)

ทำไมประเทศต่างๆในโลกจึงล่มละลา ย?
สาเหตุหลักจริงๆคือ นโยบายที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองใช้ในการบริหารประเทศ เรามาดูกันว่านโยบายแบบไหนที่ทำให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยหรือทำให้ประเทศล่มละลาย
1.สหรัฐอเมริกา นโยบาย ทุนนิยมสุดขั้ว ผลที่เกิดขึ้น เกิดภาวะหนี้ท่วมประเทศเนื่องจากประชาชนมุ่งแต่บริโภคแต่ไม่ผลิต ทรัพย์สินที่สหรัฐอเมริกาหาได้มากจากการบุกเข้าปล้นแย่งชิงทรัพยากรจากประเทศอื่นๆ ค่าใช้จ่ายในการปล้นทรัพยากรมากกว่าทรัพยากรที่ได้ หนี้สินสะสมเป็นดินพอกหางหมู กำลังเดินหน้าไปสู่การล่มละลาย
2.บราซิล เดิมใช้นโยบายเสรีทุนนิยม จึงทำให้บราซิลล่มละลาย แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้นโยบายสังคมนิยม บราซิลดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้นเข้มแข็งขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวบราซิลดีขึ้นอย่างมาก
3.เวเนซูเอลลา เดิมใช้นโยบายเสรีทุนนิยมจึงทำให้คนเวเนซูเอลลายากจน ทรัพยากรถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียวและเป็นชาวต่างชาติเรียกว่า”รวยกระจุกจนกระจาย”แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้นโยบายสังคมนิยมบวกชาตินิยม เวเนซูเอลลากับเข้มแข็งขึ้น ทรัพยากรกลับมาเป็นของชาวเวเนซูเอลลา คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสวัสดิการ เศรษฐกิจดีติดอันดับต้นๆของอเมริการใต้
4.โบลิเวีย เดิมใช้นโยบายเสรีทุนนิยม โบลิเวียเต็มไปด้วยความยากจนเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ทรัพยากรเป็นของชาวต่างชาติ แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้นโยบายสังคมนิยมบวกชาตินิยม ชีวิตของชาวโบลิเวียดีขึ้น มีสวัสดิการให้กับประชาชน รายได้จากทรัพยากรจำนวนมากตกเป็นของชาวโบลิเวีย เศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
5.อาเจนติน่า เดิมใช้นโยบายประชานิยม ผลที่เกิดขึ้นอาเจนติน่าล้มละลายแล้วล่มละลายอีก ต้องขายทรัพย์สินของอาเจนติน่าให้กับต่างชาติ ชีวิตประชาชนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี เต็มไปด้วยคนจน คนไม่ทำงานแต่จะคอยแบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้นโยบายชาตินิยมบวกสังคมนิยม เศรษฐกิจของอาเจนติน่าเริ่มฟื้นตัว ประชาชนเริ่มกลับมาทำงานไม่คอยแบมือขอจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว คาดว่าอาเจนติน่าจะยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อีกไม่นาน
และประเทศอื่นๆในทวีปอเมริกาใต้กำลังเปลี่ยนนโยบายแบบเสรีทุนนิยมมาใช้นโยบายชาตินิยมบวกกับสังคมนิยมเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศของตนล่มละลาย
ยุโรป
…………….(ดูเพิ่มเติม)……….
http://onknow.blogspot.com/2012/05/blog-post_06.html
เนื่องจากผมค้นหาคำว่าเบลเยี่ยม+รัฐสวัสดิการ เพราะแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องThe child หรือ L’Enfant ก็เลยมีข้อมูลเรื่องรัฐสวัสดิการ นิดๆ รวมถึงรายการรักพ่อ และกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติด้วย ครับ
รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ (2552) ได้จำแนกความเป็นรัฐสวัสดิการตามลำดับพัฒนาการ เป็น 3 ช่วง ดังนี้ 1.ช่วงแรก ยุคแห่งการทดลอง (ค.ศ. 1880 – 1914) เป็นยุคที่แต่ละประเทศในยุโรปมีความคิดหันเหไปจากแนวคิดเสรีนิยมในแบบฉบับของศตวรรษที่ 19 และเริ่มยอมรับความเป็นจริงที่ว่าสังคมในชนบทและ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันภายใต้ระบบครอบครัวประเพณีดั้งเดิมได้ล่มสลายไป เนื่องจากแนวคิดทุนนิยม จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงแบบใหม่ในการทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อน (new risk)
ดังนั้น การเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองของคนทำงาน จึงเป็นสิ่งชอบธรรม ในช่วงปฏิบัติทดลองนี้ ความเสี่ยงภัยชนิดต่างๆที่เกิดขึ้นการทำงานภาคอุตสาหกรรมจะได้รับการคุ้มครองและการจัดเงินอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ในลำดับแรกคือการให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเพราะเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง ต่อมาได้ขยายการคุ้มครองไปสู่การประกันชราภาพและทุพพลภาพ และท้ายสุดคือการประกันการเจ็บป่วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการว่างงานยังไม่ได้เป็นประเด็นหลักในการพิจารณา ดังนั้น การให้การปกป้องจะขึ้นอยู่กับสาขาอาชีพมากกว่าจะเป็นการให้การประกับแบบถ้วนหน้า การประกันจะใช้วิธีการหักเงินสมทบจากนายจ้างหรือลูกจ้าง และเงินอุดหนุนจากภาษี เป็นรูปแบบประกันสังคมแบบบังคับโดยรับเป็นผู้ดำเนินการ ในปี ค.ศ. 1914 ในอังกฤษมีประชากรไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ได้รับการคุ้มครองจากระบบนี้
แต่ในสวีเดนและเยอรมนีมีประมาณร้อยละ 40 2. ช่วงที่สอง ยุคของการพัฒนาให้เป็นระบบ (ค.ศ. 1920 – 1940) มีการพัฒนาโครงสร้างสวัสดิการให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีการขยายสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเฉพาะคนทำงานไปสู่ชนชั้นกลางและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก (The Great Depression) เมื่อปี ค.ศ. 1930 ได้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงชนิดใหม่ในสังคมการทำงานที่สามารถจะเกิดขึ้นได้คือ สภาวะการว่างงาน เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประกันสังคมแบบบังคับ
ซึ่งในปี ค.ศ. 1940 พบว่า โดยเฉลี่ย คนงาน 1 ใน 2 คนในยุโรปจะได้สิทธิประโยชน์จากการประกันชราภาพและประกันการว่างงาน 3.ช่วงที่สาม ยุคของการกลายเป็นระบบทั่วไป (ค.ศ. 1945 – 1985) รัฐสวัสดิการแบบใหม่เน้นการป้องกันความเสี่ยงภัยทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วทั้งยุโรป ในสหรัฐอเมริกาก็มีการนำหลักการบางอย่างของรัฐสวัสดิการไปใช้ ทั้งนี้
รัฐสวัสดิการในปัจจุบันประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมนี ประเทศสวีเดน ประเทศนอร์เวย์ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศฟินแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเบลเยียม ประเทศฝรั่งเศส ประเทศแคนาดา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศกรีซ ประเทศเสปน ประเทศโปรตุเกส ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศฮังการี ประเทศกาตาร์ ประเทศคูเวต ประเทศโปแลนด์ ประเทศอิสราเอล
เมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จของประเทศเหล่านี้จากข้อมูล Human Development Report 2011 ของสหประชาชาติ (UN) พบว่า เกือบทุกประเทศมีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ระดับสูงมากทั้งหมด (Very High Human Development) คือมากกว่า 0.8 ทุกประเทศมีเพียงประเทศคูเวตที่มีค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่ที่ 0.76(High Human Development) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบอัตราความยากจนก่อนและหลังของการปฏิรูปเป็นรัฐสวัสดิการในปี ค.ศ. 1970 ถึง 1997พบว่า มีอัตราความยากจนที่ลดลงอย่างมาก ดังจะเห็นจากงานวิจัยของ Lane Kenworthy แสดงให้เห็นถึงอัตราความยากจนของก่อนและหลังการปฏิรูปของประเทศต่างๆเข้าสู่รัฐสวัสดิการโดยแสดงตัวอย่างทั้งสิ้น 14 ประเทศ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/488290
(ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมรัฐสวัสดิการ ฯลฯ หรือดูจากที่ผมเคยเขียนเล่าไว้บ้าง น่ะครับ)
การเมืองการปกครองเบลเยียมมีระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งพระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีอาลแบร์ที่ 2ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การปกครองของเบลเยียมนั้นมีเน้นไปทางอำนาจปกครองตนเองของสองชุมชนหลัก ซึ่งมีมีปัญหาความแตกแยกจากความแตกต่างทางภาษาในปีพ.ศ. 2536 ได้มีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ โดยบัญญัติให้เบลเยียมเป็นสหพันธรัฐ หลังจากเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่พ.ศ. 2513

รัฐสภากลางของเบลเยียมนั้นใช้ระบบสภาคู่ โดยประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ดัตช์: de Kamer van Volksvertegenwoordigers; ฝรั่งเศส: la Chambre des Représentants) และวุฒิสภา (ดัตช์: de Senaat; ฝรั่งเศส: le Sénat) วุฒิสภานั้นประกอบด้วยนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง 40 คน และอีก 21 คนแต่งตั้งโดยสภาชุมชนสามสภา สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 150 คนจากเขตเลือกตั้ง 11 เขต เบลเยียมนั้นมีการกำหนดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2435

พรรคการเมืองพรรคการเมืองของเบลเยียมนั้น มีลักษณะแบ่งตามกลุ่มภาษาอย่างชัดเจน พรรคการเมืองของเบลเยียมอยู่ในสามกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มพรรคคริสเตียนเดโมแครต แบ่งเป็น Centre démocrate humaniste (CDH) และ Christen-Democratisch & Vlaams (CD&V) กลุ่มพรรคสังคมนิยม ประกอบด้วย Parti Socialiste (PS) และ Socialistische Partij – Anders (SP.A) และกลุ่มพรรคเสรีนิยม ได้แก่ Mouvement Réformateur (MR) และ Vlaamse Liberalen en Democraten (VLD) นอกจากสามกลุ่มหลักนี้แล้ว ยังมีกลุ่มพรรคกรีน ได้แก่ พรรค Ecolo และ Groen! ซึ่งเป็นพรรคของผู้พูดภาษาฝรั่งเศสและฟลามส์ตามลำดับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1
ประเด็นหนังซับซ้อนเรื่องThe child มากกว่าหนึ่งประเด็นในกรณีเรื่องรัฐสวัสดิการ นึกถึงนัยยะของบทความเรื่องกษัตริย์ไม่อาจครองราชย์เครื่องมือแก้ไขปัญหากรณีกษัตริย์เบลเยี่ยมไม่ยอมลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการทำแท้ง…โดยบทความของปิยบุตร ในฟ้าเดียวกัน
นี่อาจจะสะท้อนภาพประเด็นสังคมของเบลเยี่ยม ที่น่าสนใจในอีกแง่มุมหนึ่งจากเรื่องกฏหมาย+รัฐธรรมนูญลองไปหาดูเพิ่มเติม น่ะครับ
กระนั้น ผมเปลี่ยนบรรยากาศภาพยนตร์ และผมนึกถึงหนังเก่าดูใหม่ สนุกๆ ตลกๆ ในเรื่องคนตัดเซียน (อังกฤษ: All for the Winner; จีน: 賭聖) ภาพยนตร์ตลกสัญชาติฮ่องกง ในปี ค.ศ. 1990
เนื้อเรื่อง
อาซิง ชายหนุ่มจากกวางเจาเดินทางมาฮ่องกง เพื่อตามหาตัวลุงต้า ลุงแท้ ๆ ของตัวเองที่อาศัยอยู่ที่นี่ ขณะที่อาศัยอยู่กับลุงและเพื่อน ๆ ในอพาร์ตเมนต์ ลุงต้าค้นพบว่า อาซิง มีพลังจิตสามารถมองทะลุสิ่งของ และยังสามารถเปลี่ยนไพ่ด้วยการลูบไล้ได้
ลุงต้าหวังโกยเงินมหาศาล จึงผลักดันให้ อาซิง เข้าสู่วงการการพนัน อาซิงจึงได้โอกาสลับคมฝีมือกับนักพนันระดับล่างมากมาย ต่อมา อาซิงได้พบกับสาวสวยชื่อ หวีม่ง ที่เก่งกาจเรื่องศิลปะการต่อสู้เป็นอย่างมาก และตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง ปัญหาก็คือเธอเป็นลูกน้องของ อาฟ่ง เจ้าพ่อโคตรเซียนการพนัน
เหตุการณ์ผลักดันให้ อาซิงเป็นปรปักษ์กับอาฟ่ง หวีม่งก็ถูกจับเป็นตัวประกัน อาซิงต้องเอาชนะอาฟ่งในการแข่งขันไพ่ระดับโลกให้ได้ เพื่อพิสูจน์ฝีมือของตัวเองให้โลกได้เห็น
นักแสดง
•โจว ซิงฉือ…อาซิง
•อู๋ ม่งต๊ะ…ลุงต้า
•จาง เหมี่ยน…หวีม่ง
•อู๋ จวินหรู…อาผิง
•ฉิน เพ่ย…อาฟ่ง[2]
เบื้องหลังและความสำเร็จ
All for the Winner เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จของโจว ซิงฉือ เป็นภาพยนตร์ที่ล้อเลียนเรื่อง God of Gamblers หรือ คนตัดคน ที่แสดงโดย โจว เหวินฟะ เมื่อปี ค.ศ. 1989[1]
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99

คนตัดเเซียน

ภาพแรกในรอบหลายปี “จางเหมี่ยน” หรือ “ฉีม่ง” แห่ง “คนตัดเซียน”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 สิงหาคม 2555 14:07 น.
http://www.manager.co.th/entertainment/viewnews.aspx?NewsID=9550000103802
–เมื่อผมบังเอิญได้ดูหนังเรื่องคนตัดเซียน และผมนึกถึงงานเขียนเรื่องท่องเที่ยวของผมในนิตยสารVote ที่ยังเขียนไม่เสร็จ และนิตยสารฉบับเก่าๆ ที่มีข้อมูลเหตุการณ์อันน่าสนใจ เช่น 7ตุลา มีตชด.เกี่ยวข้องเรื่องกทม.ฯลฯ และเรื่องปู ยิ่งลักษณ์ฉบับส.ค. 52 และเรื่องราวชีวิตของเจ๊แดง เคยเป็นพยาบาลมาเป็นนายหน้าที่ ต่อมาขายตึกแถว และรวย เป็นตระกูลชินวัตร ก็อาชีพนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งผมมีญาติเป็นคนทำงานประเมินราคาที่ดิน มีญาติเคยทำงานแลนด์ แอนด์เฮาวส์ และชีวิตแต่ละคนยากจะลอกเลียนแบบเส้นทางชีวิตของแต่ละคนได้ และชีวิตแต่ละคนก็ต้องออกแบบกันเอง ทำให้ผมนึกถึงญาติที่เรียนสูงถึงป.โท ในอเมริกา โดยมานะ และเมียของญาติ เรียนจบวิทย์มช.รุ่นเก๋า ทำงานใกล้เกษียณแล้วด้านปรมาณูสันติ ที่กทม.
ตอนที่ผมอยู่ลาว ในวันที่ไฟฟ้าดับมอด ก็ปั้มน้ำมันเติมไม่ได้ ใช้ระบบไฟฟ้า และบางคนก็บอกนึกถึงพลังงานปรมาณูฯ หรือบางคนใช้น้ำมันแบบปั้มหลอด-น้ำมันใส่ขวดมาถึงเรื่องปัญหาน้ำมันจะยกเลิกเบนซิน91 กระนั้นปัญหาทดแทนเป็นเรื่องยาก มีการสัมภาษณ์แบรนด์ ENERGY REFORMเป็นบริษัทติดตั้งแก๊สรถยนต์ ซึ่งสรุปความสำเร็จของบริษัทว่า “ผมว่าถ้าเราไม่บ้าพอ เราคงไม่มีวันนี้”…ผมต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ งต้องมีความรู้เรื่องช่าง รู้เรื่องเครื่องยนต์ ผมไม่ได้เรียนจบช่าง หรือจบวิศวกรรมเครื่องกลเลย แต่สิ่งที่ผมคิด ก็คือ อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ คิดเสียว่าทำยังไงให้มันมีแล้วกันเหมือนเรียนรู้ใหม่จากศูนย์
เพราะเรามองเห็นว่าทำธุรกิจด้านนี้จะได้มากกว่าเงินเดือนของเราสองคนบวกกัน.. (โดยผมที่สรุปว่าคนหนึ่งเป็นนักกฎหมายเป๊ะตามประมวลกฎหมายว่าตามหนังสืออย่างเป็นระบบเส้นตรง ส่วนอีกคนเป็นพวกนอกกรอบ สร้างสรรค์)… ส่วนผมคิดถึงเรื่องการพูดคุยงานบันทึกเรื่องเล่าเล็กๆ ประสบความสำเร็จงานเก็บข้อมูลวิจัย
1.เนื่องจากตอนนี้ ผมเก็บข้อมูลสอบถามนักท่องเที่ยวไทย ได้สองคน …
2.ผมสอบถามตัวแทนชาวบ้าน ได้
3.ผมสอบถามรองผู้ใหญ่บ้านด้านเศรษฐกิจได้ และผู้ใหญ่บ้านได้ โดยเล่าถึงการชี้นำโดยเลขาของพรรคฯ และการตัดสินใจโดยตัวแทนของรัฐ คือ นายบ้าน
โดยผมกลับจากลาว ผ่านทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และก่อนหน้าจะมาลาว ก็ผจญภัยปัญหาการโกหกของคน จนเหนื่อยใจ+กาย ดีที่มาที่นี่ เหมือนพักผ่อนไปในตัวเอง ส่วนช่วงเวลาที่มีแม่มาเที่ยวเชียงใหม่ ในเดือนนี้ มีผู้คนติดต่อเรื่องนั้นๆ เรื่องนี้อื่นๆ น่ะครับ
แต่ว่าชีวิตของผม มีงานจ็อบต่างๆ ไม่ค่อยว่างเขียนอะไร ซึ่งเรื่องราวมากมาย กรณีร่วมพบปะผู้คนโดยบังเอิญ รับฟังเรื่องเล่าทรยศ หักหลังของการทำงาน และเวลาส่วนหนึ่งของผมไปร่วมงานกับคนงานต่างๆนานา ผู้คนนัดพบเจอ ติดต่อโทรศัพท์พูดคุย หรือผมนึกถึงเพื่อนที่เคยทำงานศิลปะที่มาเก๊า กลับมาอยู่เมืองไทยโทรมาหาตอนผมอยู่ลาว คุยกันหาโอกาสกลับไปมาเก๊าและฮ่องกงอารมณ์หนังคนตัดเซียน555 และเวลาต่อมาตอนนี้ผมกำลังเตรียมการสอน ที่แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านั้น ผมสอนเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ที่มหา’ลัยแห่งหนึ่ง และผมกำลังเตรียมสอนเรื่องการวาดเส้นทัศนศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งผมอ่านหนังสือเรื่องจิตรกรรมไทย,Reading Thai Murals,The TRUTH IN PAINTINGฯลฯ เป็นต้นด้วยครับ
ถ้านึกถึงคำคมของศิลป์ พีระศรี ที่ว่า ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว ก็ผมฉายหนังเรื่องModigliani ที่เป็นอัจฉริยะคู่แข่งของปิกาสโซ่ ซึ่งเป็นศิลปินประสบความสำเร็จ ขายรูปรวยโดยไม่ตายก่อน แตกต่างจากชีวิตของModigliani ผู้มีชีวิตลำบากรันทดยากจน ในแง่หนึ่งคิดถึงInitiate,imitating และชีวิตสั้น….short life
Modigliani-ขีดชีวิตจิตรกรอัจฉริยะ (All/Pal) (พากย์ไทย)
สร้างจากชีวิตจริงของ จิตรกรเอกระดับโลก โมดิกลิอานี่.(แอนดี้ การ์เซีย).คู่ปรับคนสำคัญของ
พิกัสโซ่ เรื่องราวในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ พิกัสโซ่ เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากการขายภาพวาดราคามหาศาล แต่โมดิกลิอานี่ เป็นแค่จิตรกรตกยาก ผู้ทะนงในศักดิ์ศรี กระทั่งเขาตัดสินใจสมัครประกวดภาพเขียนระดับชาติของปารีส เพื่อนำเงินรางวัลมารักษาลูก
จิตรกรดังอย่างพิกัสโซ่ จึงลงชื่อสมัครด้วย เพื่อหวังประชันฝีมือกับเขา การแข่งขันอันดุเดือดนี้ จะลงเอยเช่นไร…
http://www.amornmovie.com/shop/home/product-details.php?get_idproduct=00000003612

Modigliani – ศิลปินใต้ถุนสังคมผู้จมทุกข์ และคู่ปรับตลอดกาลปิกัสโซ่
….ผมยังไม่วาดคุณ ไม่ใช่เพราะว่าคุณไม่สวยหรอกมาดาม แต่คุณสวยมากจนผมเกรงว่าฝีมือของผมจะไม่ถึงขั้นพอ”
โดยแท้แล้วโมดิกลิอานี่ เป็นอัจฉริยะ แต่ก็เช่นศิลปินอัจฉริยะหลาย ๆ คน โมดี้เป็นคนอารมณ์ไม่มั่นคง อ่อนไหวง่าย แสดงออกรุนแรง ขณะเดียวกันก็อีโก้สูงจนทำให้เขาพลาดการอุปถัมภ์จากเศรษฐีมี(หรือไร้) รสนิยมไปหลายครั้ง บางครั้งก็วาดภาพโดยไม่คิดเงินเพราะความพอใจของตน จนทำให้ขณะที่ปิกัสโซ่อยู่ดีกินดี แต่โมดี้กลับเป็นศิลปินที่ขลุกอยู่กับชนชั้นใต้ถุนสังคม ขโมยไก่และไวน์กินไปวัน ๆ
ในหนังมีการเล่าย้อนไปยังตัวโมดี้สมัยเด็ก เขามีอดีตทรงจำที่เลวร้าย ครอบครัวเขายากจน เป็นหนี้รัฐ โดนทางการบุกเข้ายึดทรัพย์สิน ทั้ง ๆ ที่แม่เขายังนอนท้องแก่อยู่บนเตียง ในบ้านของเขาว่างเปล่า ขณะที่ภายนอก บทท้องถนนหน้าบ้านเขานั้นมีขบวนพาเหรดรื่นเริง ไม่ต่างจากชีวิตของโมดิกลิอานี่ เลย คนรอบข้างมักเห็นเขาเป็นศิลปินผู้เริงสำราญ เต้นรำกับขวดไวน์ไปรอบรูปปั้น แต่กลางคืนเขานอนฝันร้าย
ภาพหลอนของทหารทางการที่เข้ายึดทรัพย์บ้านเขายังคงติดตามบนท้องถนนพร้อมกับขบวนพาเหรด มีภาพของตัวเขาเองตอนวัยเด็กเป็นเหมือนเงาที่คอยบอกหรือห้ามไม่ให้เขาทำอะไร
….
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=shadowservant&month=19-11-2005&group=2&gblog=8

Modigliani – AVE MARIA (I colori dell’anima) คือ ผมชอบฉากนี้ ในหนัง เพราะมันสะท้อนภาพศิลปินทุ่มเท ทำงานศิลปะส่งประกวดกัน ครับ

เมื่อผมฉายหนังเป็นตัวอย่างทั้งเรื่องThe Davinci code และModigliani โดยผมกลับมาคิดย้อนดูบทความเก่าๆ อันมีรุ่นน้องเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ตอนที่เราทำนิตยสารร่วมกัน และปิดท้ายด้วยเพลงของElliott Smith – Tomorrow Tomorrow ต่างจากเสียงร้องเพลงสตรีอย่าง Birdy – People Help The People อันเป็นเพลงของCherry Ghost are an indie rock band วงดนตรีร็อคอินดี้ ร้องเพลงมาก่อน และ Norah Jones ผู้ร้องเพลง Come away with me ซึ่งต่อมาNorah Jones มาแสดงหนังของหว่องกาไว ผู้กำกับที่ออกแนวยังกับอินดี้ เป็นคนทำหนังเรื่องกระแสหลักหนังบู๊ หรือหนังนักพนันเป็นหนังรักสไตล์หว่องฯ ในเรื่องIn the mood for Love-2046…

แม้ว่าหลายวันก่อนจะบังเอิญได้นั่งรถมอเตอร์ไซด์ชมวิว ในเรื่องธุระของเมืองเชียงใหม่ หวนระลึกถึงนั่งรถสามล้อพ่วงในอุดรธานี และรถสองแถวในอุดรธานี มีป้ายโฆษณาการจัดงานรักกันไว้เถิดชาวอุดรฯ ฟังเพลงสุนทราภรณ์….
“Tomorrow Tomorrow”
Everybody knows which way you go, straight to over
No one wants to see you inside of me, straight to over
I heard the hammer at the lock
Say you’re deaf and dumb and done
Give yourself another talk
This time make it sound like someone
The noise is coming out, and if it’s not out now
Then tomorrow, tomorrow
They took your life apart and called you failure’s art
They were wrong though, they won’t know
‘Til tomorrow
I got static in my head
The reflected sound of everything
Tried to go to where it led
But it didn’t lead to anything
The noise is coming out, but if it’s not out now
I know it’s just about to drown tomorrow out

26-28-31 ตุลาคม
26 ตุลาคม มีการตั้งวันนี้ให้เป็นวันหนังบ้าน นำเอาหนังฟิลม์ที่ยุคหนึ่งคนถ่ายเก็บไว้ในบ้าน มาฉายกัน
28 ตุลาคม
เหตุการณ์พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) – ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ เป็นประธานในพิธีมอบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ที่เป็นของกำนัลจากฝรั่งเศส ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผ่านไปแล้ว 10 ปี
พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) – เชกโกสโลวาเกียได้รับเอกราชจากออสเตรีย-ฮังการี
พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2539
พ.ศ. 2544 – มือปืนสวมหน้ากาก 6 คนกราดยิงเข้าไปในโบสถ์คริสต์ในเมืองบาฮาวาลเทอร์ ประเทศปากีสถาน มีผู้เสียชีวิต 15 คน
พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) – นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายสมสวาท เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำเหือง บ้านนากระเซ็ง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย
พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) – รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เปลี่ยนสถานที่จัดรายการจากหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นที่เวทีลีลาศ สวนลุมพินี ในการจัดรายการครั้งที่ 6
วันถึงแก่กรรมพ.ศ. 2247 (ค.ศ. 1704) – จอห์น ล็อก นักปรัชญาชาวอังกฤษ (เกิด 29 สิงหาคม พ.ศ. 2175)
http://th.wikipedia.org/wiki/28_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

30 ตุลาคม 2555 วันออกพรรษา

31 ตุลาคม แด่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะอาชีพคนขับแท็กซี่ และวันปล่อยผี ฯลฯ
วันเกิดพ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) – จอห์น คีตส์ กวีชาวอังกฤษ (ถึงแก่กรรม 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2363)
พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) – เจียงไคเช็ค ประธานาธิบดีไต้หวันคนแรก (ถึงแก่กรรม 5 เมษายน พ.ศ. 2518)
พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) – เจ้านโรดมสีหนุ พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา (สวรรคต 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันออมแห่งชาติ
เทศกาลวันฮาโลวีน
http://th.wikipedia.org/wiki/31_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

พวกคุณทำงานอาชีพอะไร? หรือคุณเป็นฟรีแลนซ์ และนักเขียน ที่อยู่ภายใต้จำกัดความอย่างผม ก็ยังเขียนไม่เสร็จ เพราะผมหยุดพักการเขียนเรื่องท่องเที่ยว …และเตรียมงานสอนฟรีแลนซ์แทนไปก่อน …A freelancer, freelance worker, or freelance is somebody who is self-employed and is not committed to a particular employer long term. These workers are often represented by a company or an agency that resells their labor and that of others to its clients with or without project management and labor contributed by its regular employees. Others are completely independent. “Independent contractor” would be the term used in a higher register of English.
Fields where freelancing is common include; music, journalism, publishing, screenwriting, filmmaking, acting, photojournalism, cosmetics, fragrances, editing, event planning, event management, copy editing, proofreading, indexing, copywriting, computer programming, web design, graphic design, website development, consulting, tour guiding, video editing, video production and translating.

เปิดโมเดล “เสธ.อ้าย” เสนอแช่แข็งประเทศ 5 ปี ตั้งรัฐบาลจากภาค ปชช.
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2555 00:35 น.
“เสธ.อ้าย” เผยแม้ซี้ ปชป.หลายคน แต่ไม่ใช่คนของพรรค ยันไม่เอานักการเมืองทั้งนั้น เสนอแช่แข็งประเทศ 5 ปี ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ จากประชาชนภาคส่วนต่างๆ โดยระหว่างนี้เร่งเดินหน้า 4 ภารกิจ “แก้รัฐธรรมนูญ-เพิ่มการศึกษา-เพิ่มความรู้เกี่ยวกับสถาบันฯให้ประชาชน-เอาทักษิณมารับโทษ” มั่นใจไม่ทำประเทศชะงัก
วันที่ 28 ต.ค. เมื่อเวลา 12.58 น.เว็บไซต์ http://www.posttoday.com ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ถึงเหตุผลในการชุมนุมวันที่ 28 ต.ค.ที่สนามม้านางเลิ้ง ….
…อดีต เสธ.อ้าย กบฏ 26 มี.ค. 2520
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000131810

ขณะที่กระแสข่าวการชุมนุมวันที่28 ตุลา แถลงการณ์ กล่าวคำปฏิญาณพลีชีพเพื่อชาติ ทำสงครามกับ- ขบวนการล้มเจ้า- ทวงคืน ปตท. แก้ปัญหาข้าวยากหมากแพง- หยุดการทุจริต คอร์รัปชั่น ****** VTR รับจำนำข้าว************** VTR ขบวนการล้มเจ้า…ถึงกระแสละครทีวีเรื่องแรงเงา ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ ละครทีวีเก่ามาเล่าใหม่ และผมบังเอิญได้รับฟังเรื่องสาวหลอกแดก หรือสาวอยากได้ผัวรวย-ผอ.(ผัวคนอื่น) ก็ว่ากันไป แต่ถ้าดูหนังเก่า ซึ่งผมดูใหม่อีกรอบจากการนั่งกินข้าว คือ ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต King Of Beggars …

ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต King Of Beggars – 6/8

ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต เดิมทีเป็นลูกเศรษฐี แต่เพราะความไม่เอาไหนของตนเองทำให้ต้องกลายมาเป็นขอทาน อาซูถือว่าตนเป็นคนรวย จึงใช้ชีวิตอย่างสำราญ ไปวันๆเแม้จะเก่งในทักษะการต่อสู้ แต่ก็อ่านหนังสือไม่ออก อาซูไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งถึงขั้นขอนางแต่งงาน แต่นางมีเงื่อนไขว่าเขาต้องเป็นผู้ชนะ ในการสอบแข่งขันชิงตำแหน่งจอหงวนบู๊ ซึ่งอาซูก็ทำสำเร็จแต่โดนจับได้ว่า โกงการสอบข้อเขียน ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก จึงมีรับสั่งให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมด ตระกูลขอลอาซูจึงต้องกลายมาเป็นยาจก อาซูได้เป็นสมาชิกพรรคกระยาจกจึงเริ่มต้นเรียนหนังสือ ทำให้ต่อมาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคกระยาจกอีกทั้งยังได้ช่วยเหลือฮ่องเต้ให้ พ้นเงื้อมมือกบฎจนได้รับความดีความชอบ ฮ่องเต้พระราชทานเกียรติยศและ.เงินทองคืนแก่อาซู
แต่เขากลับเลือกที่จะเป็นยาจกซูเหมือนเดิม ทำให้ผมนึกถึงเรื่องระบบทุนนิยม เปรียบเสมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก และธุรกิจ ที่เราต้องอยู่กับมัน และระบบรัฐสวัสดิการ เป็นทางเลือกหนึ่งของระบบรองรับคนยากจน ซึ่งผมคิดถึงเรื่องคนจีนอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ จากฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า ฯลฯ มาประเทศต่างๆ โดยพวกคนจีนเป็นพวกเสื่อผืนหมอนใบมาก่อน ต่อมาเราได้รู้จักอาหารบะหมี่จับกัง แถวเยาวราช หรือ บางรัก นี่แหละที่ผมได้ลิ้มรสของอาหารกรรมกร น่ะครับ

-Inception
—ผมเคยเล่าเรื่องหนังInceptionไปแล้ว นี่เป็นการเล่าแบบเก็บตกเอาคำคม+ข้อสังเกตต่อหนังเพิ่มเติมจากผมเขียนผสมกับหนัง คือ การสร้างฝันซ้อนฝัน เมื่อพวกเขาพยายามปลูกจิตสำนึก ให้ตัวเอกสร้างบริษัท ที่ยิ่งใหญ่กว่าพ่อ เป็นประเด็นส่วนหนึ่งของหนังInception สื่อเรื่องการไม่เดินตามพ่อ อันเป็นมรดกของพ่อ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน เป็นการสร้างจิตสำนึกในความฝัน
…“พ่อผิดหวัง ที่แกอยากเป็นเหมือนพ่อ หรือพ่อผิดหวังที่ผมเหมือนพ่อไม่ได้Disspointment คือ จงเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่ตัวแทนพ่อ”….
…“ท้าทายชะตากรรม หรือจะรอเป็นตาแก่นอนเดียวดายคนเดียวรอความตาย”….
…“พระเอกเดินทางอยู่ในต่างประเทศ พลัดถิ่นหาหนทางกลับบ้าน หาทีมงาน คนเก่ง เรียนรู้เร็ว คิดเป็น Idea แพร่กระจาย”….
…“อาชีพผิดกฎหมาย ขโมยข้อมูลทางความคิด หรือโอกาสสร้างมหาวิหาร Pure creation”….
…“ในความฝัน จิต ความคิด สร้างมันโลกของเราไปพร้อมกัน”….
…“ปลูกฝังความคิดที่ง่าย ที่สุด ให้มันเติบโต ลองทำโดยจินตนาการ เริ่มจากความสัมพันธ์ของเขากับพ่อ”….
…“สร้างความคิดด้านบวก Positive thinking จิตใต้สำนึกเกิดขึ้นจากอารมณ์ สร้างทางบวก ไม่ใช่เดินตามรอยเท้าของพ่อ (My father acception ….not footsteps) ”…ดูเพิ่มเติมบทสนทนาภาษาอังกฤษ…
[The team devises the strategy for the inception]
Cobb: “I will split up my father’s empire.” Now, this is obviously an idea that Robert himself will choose to reject. Which is why we need to plant it deep in his subconscious. The subconscious is motivated by emotion, right? Not reason. Which is why we need to find a way to translate this into an emotional concept.
Arthur: How do you translate a business strategy into an emotion?
Cobb: That’s what we’re going to figure out. Fischer’s relationship with his father is stressed, to say the least.
Eames: Can we run with that? We could suggest breaking up the company as a “screw you” to the old man.
Cobb: No, because I think positive emotion trumps negative emotion every time. We all yearn for reconciliation, for catharsis. We need Robert Fischer to have a positive emotional reaction to all this.
Eames: Well, why don’t we try this? “My father accepts that I want to create for myself, not follow in his footsteps.”
http://en.wikiquote.org/wiki/Inception_(film)

การตั้งคำถามต่อคำว่า Paradox ใน INCEPTION ……..PANTIP.COM : A9489254 คำว่า Paradox ใน INCEPTION มันคืออะไรคะ …
topicstock.pantip.com/…/A9489254.html – Cached – Translate this page
Paradox เอาความหมายโดยกว้างๆ แปลว่า สิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเองครับ … คิดว่า paradox ในเรื่อง คือสิ่งก่อสร้างที่สถาปนิกสร้างให้ซับซ้อน ลวงตา เป็นเขาวงกต …
โดยมีข้อสังเกตการตีความเรื่องInception, Limbo is a deep subconscious level, far beyond false awakening, and a state in which the …ที่มีคำว่าInception มีปรากฏในหนังสือชุมชนจินตกรรม…เกี่ยวกับชาตินิยม และSIAM MAPPEDD คือ การปลูกฝังจิตสำนึก(Inception)
เมื่อผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก แต่เรื่องฝันซ้อนฝัน สามชั้น ในแง่แรงโน้มถ่วง แรงดึงดูดของหนังสร้างฉาก อันชวนน่าเล่าเรื่องราวของพวกเขามาเพื่อฝัน หรือพวกเขามาเพื่อตื่น เพราะความฝันเป็นจริงของเขา

Inception – Official Trailer [HD]

อย่างไรก็ตาม ความรักหลับใหลเหมือนฝันสั้นๆ เป็นคำคมจากหนังเรื่องAcross in the universe น่าจะนำมาใช้ในแง่หนึ่งความซับซ้อนของหนังเรื่องInception ในแง่พระเอกกับอดีตเมีย ส่วนปัญหาของการผูกขาดของบริษัทพลังงาน ในแง่ของหนังInception ก็สะท้อนมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งสร้างความเจ็บป่วยทุกข์ทนของการทำงาน ในโลกนี้ตลอด ทั้งการบิดเบือนบางด้านของเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้แข่งขันกันอย่างเสรีจริงๆ หรือประเด็นของการต่อสู้ดิ้นรนของแรงงาน ถึงการต่อสู้ทางเศรษฐกิจการเมืองในทัศนะของMarxในเรื่องต่างๆ ดูเพิ่มเติม
» Economics» Political Theory» Marx’s theory on value- a contradiction?
http://mises.org/Community/forums/p/30249/482263.aspx#482263
•Labor Unions and the Minimum Wage: A Debate by Walter Block
http://mises.org/media/2092/Labor-Unions-and-the-Minimum-Wage-A-Debate
Raw Communism
August 16 • Murray N. Rothbard
Karl Marx portrayed a horrifying but allegedly necessary stage of society immediately after the necessary violent world revolution of the proletariat.
http://mises.org/daily/6047/Raw-Communism
» Economics» Political Theory» Marx’s theory on value- a contradiction?
http://mises.org/Community/forums/p/30249/482263.aspx#482263
•Labor Unions and the Minimum Wage: A Debate by Walter Block
http://mises.org/media/2092/Labor-Unions-and-the-Minimum-Wage-A-Debate
ประเด็นเศรษฐกิจ ในแง่มุมของเสรีนิยม แรงงาน ต่างๆ เป็นปัญหาใหญ่ของโครงสร้างครอบงำทางเศรษฐกิจทุนนิยม ขณะนี้…ข่าวมีความกังวลค่าเงินฮ่องกง ถูกโจมตี กลัวจะกระทบค่าเงินไทย ทำให้ตลาดหุ้นผันผวน เกิดภาวะเงินเฟ้อ

…ย้อนกลับดูเรื่องเศรษฐกิจการเมืองในช่วง2554 คือ เกร็ดเรื่อง “วันกองทัพไทย” และ .. สู่อนาคต “ทหารไทยนี้รักสงบ”

…เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.มีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างกองทัพใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจเฉพาะหน้า อย่างเช่น ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งใกล้ปี 2012 ที่ภัยพิบัติทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นไปตามคำทำนายของโหราศาสตร์ที่ทำนายไว้ว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักในช่วงเดือน ต.ค.และจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น [4]
อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างของกองทัพเคยมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในยุคใหม่ที่เรียกว่า “ยุคโลกาภิวัตน์” ที่ทุกอย่างจะต้องปรับให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพของกองทัพ ทำให้กองทัพจำเป็นต้องทบทวนและปรับตัวเองพร้อมทั้งเหตุและผลเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าประเด็นใหญ่ ในความซับซ้อนของกองทัพและทหาร ที่มีตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญและทหาร ภายใต้โครงสร้างซึ่งปรับตามอเมริกา โดยรูปแบบการบังคับบัญชาแบบเสนาธิการเหล่าทัพ ลดอำนาจกองทัพ ในเรื่องงบลับ และสร้างปฏิทินแห่งความหวังจากรัฐสวัสดิการ โดยลดงบประมาณของกองทัพ มาเพิ่มงบจัดทำรัฐสวัสดิการให้ประชาชน เพราะยุคสมัยของการไม่มีสงครามภายนอก และบทบาทของการควบคุมทหารโดยพลเรือน จึงมีความหมายโดยตรงในงานด้านนโยบายในระดับทางยุทธศาสตร์ (Strategy) และในระดับยุทธ์ศิลป์ (Operational art) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดทำนโยบายและกระบวนการทางด้านงบประมาณ ซึ่งพลเรือนได้เข้ามามีส่วนร่วมนั่นเอง

ดังนั้นยุคโลกาภิวัตน์ของข้อมูลข่าวสารนั้น ประชาชนจะต้องรู้เรื่องทหาร และต้องร่วมกันกำกับและสร้างกลไกผ่านระบบประชาธิปไตย ให้ทหารปรับตัวเป็นมิตรต่อประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้วลีที่ว่า “ทหารไทยนี้รักสงบ” เป็นจริง ไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนโดยทหารในอนาคตอีกต่อไป
http://prachatai.com/journal/2011/01/32710

ส่วนผมคิดถึงเรื่องชีวิต ต้องแยกระหว่างอาชีพ ที่กินไม่ค่อยได้ คือ อาชีพนักเขียนโดยตอนนั้นเราทำนิตยสารกันแล้วไม่รอด ไม่อยากเป็นภาระของคนอื่น ก็เป็นภาระกันอยู่แล้วไม่อยากติดคุก
จึงเลิกทำนิตยสารฯ แนวอินดี้กัน รวมถึงการทำการซีร็อก นิตยสารทำมือ ซีร็อกบรรเทาอาการผูกขาดของตลาดหนังสือโดยพวกนายทุน ซึ่งนิตยสารที่พิมพ์ ไม่ใช่ทำมือแนวซีร็อก…Progressก้าวหน้าออกมาขาย… ต่อมามีบางคนที่เขียนในนิตยสารของเรา บางคนลี้ภัย(ไม่งั้นติดคุกอย่างที่เป็นข่าว…Now..New)ไปต่างประเทศยังไม่ได้กลับบ้านเมืองไทยในปัจจุบัน และบางคนได้รางวัลซีไรต์!!

จากหลายปีผ่านไป ชีวิตแต่ละคนยากจะลอกเลียนแบบเส้นทางชีวิตของแต่ละคนได้ กรณีตัวอย่างเรื่องแรงโบต์ ซึ่งมิลเลอร์บอกว่าเพื่อนของเขา พยายามลอกเลียนแบบแรงโบต์ ก็ไม่เป็นผล…และชีวิตแต่ละคนก็ต้องออกแบบกันเอง
นักเขียน-ชีวิตสำคัญกว่าวรรณกรรมไหม? ก็มีข้อถกเถียงมาตลอด เช่น ผมเคยอ่านงานของกวีแรมโบด์…กลอนเปิดของบทกวีฤดูกาลในนรก(A SEASON IN HELL)…ครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว หากว่าข้าจดจำได้มิผิดเพี้ยน ชีวิตของข้าเคยเป็นเช่นงานเลี้ยง ซึ่งทั่วทุกดวงใจเบิกบานกระจ่างแจ้ง แลไวน์ทุกหยดหยาดหลั่งไหลมิขาดสาย…

….โดยงานเขียนถูกจำกัดความผีร้ายอัจฉริยะเถื่อนถ่อย ซึ่งก่อนหน้างานเขียนฤดูกาลในนรก ก็มีงานเขียนยังไม่เสร็จ คือ illuminations(มีคนแปลว่ากระจ่างแจ้ง..) และผมเคยสนใจงานเขียนของเฮนรี่ มิลเลอร์ ซึ่งมิลเลอร์ เคยเล่าถึงแรงโบต์ว่าตอนนั้นผมรู้จักชื่อแรงโบต์ครั้งแรก เมื่ออายุ35 ปี และกำลังจมดิ่งอยู่ใต้สภาวะแบบฤดูกาลในนรกของตัวเองอยู่พอดี…

….ผมลืมเลือนความทุกข์ทรมานของตนเองไป เพราะมันช่างเบาบางเหลือเกน เมื่อเทียบกับตัวเขาอายุ36ปีลาจากโลกไป จากจุดนั้นแรงโบด์หันหน้าจากวรรณคดีไปหาชีวิตจริง แรงโบด์ฟื้นวรรณกรรมให้มีชีวิต ส่วนผมฟื้นชีวิตด้วยวรรณกรรม….
แน่นอนว่า ผมสรุปเล่าย่อเรื่องราววงวรรณกรรม เป็นอาชีพ แตกต่างกับอาชีพพ่อค้า แม่ค้าอสังหาริมทรัพย์ ก็แง่หนึ่งนึกถึงรุ่นพี่นักเขียนไทย ที่ฆ่าตัวตาย และมีรุ่นพี่ออกรวมเรื่องสั้นล่าสุดด้วย ครับ

ตอนที่อยู่ลาว ก็ผมเอาแผ่นหนังInceptionไปดูเป็นรอบที่สองด้วย และผมระลึกถึงการจับมือทักทายของคนลาว เรื่องเล่าวัฒนธรรมแตกต่างจากฝรั่งในลาว การพบเจอจูบกันของฝรั่งมาเที่ยว เสรีเกินโดยแก้ผ้าเล่นน้ำ และการแก้ปัญหาติดป้าย ห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ และการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเรื่องท่องเที่ยว มีข้อมูลอยู่ที่ป้ายอธิบายประวัติต่างๆ ..ระลึกถึงเรื่องสายลมที่วังเวียงเย็นสบาย เป็นบ้านเมืองเล็กๆ ..Small Town โดยคนเดินวนเวียนเจอกันได้ และสาวเกาหลีใต้…ไม่ใช่เกาหลีเหนือ ที่เคยทำงานเป็นเลขาฯ ในสถาบันAerospaceของกองทัพ ชอบขึ้นบอลลูนดูทิวทัศน์วังเวียง และที่นี่เชียงใหม่ก็มีเช่นเดียวกัน

เมื่อผมออกจากวังเวียง แวะอุดรธานี ในความทรงจำเป็นครั้งที่สอง ในชีวิต ที่เคยไปที่นั่น และเจอค่ารถสามล้อพ่วงแพง ไม่ได้นั่งรถพ่วงฟรี ต่อมาบังเอิญเจอป้าใส่เสื้อเหลืองคอยช่วยชี้นำ แนะนำนั่งรถสองแถว เส้นทางสนามบิน และสถานีรถไฟ ที่ป้า ชวนขึ้นรถไฟฟรีไปลงกทม.เหมือนป้า แต่ผมเลือกกลับรถทัวร์ไม่ได้ขึ้นรถไฟ หรือเครื่องบินสายการบินนกแอร์จากอุดรฯ-เชียงใหม่ และผมมานั่งกินข้าวบางร้านเจอคนรู้จัก หรืออ่านนิตยสารท้องถิ่น กล่าวถึงเรื่องสัมภาษณ์อดีตนศ.วิจิตรศิลป์รุ่น 7 ทำงานหนักสร้างชื่อเสียง-ข่าวนสพ.ท้องถิ่น เห็นภาพเพื่อนร่วมรุ่นเรียนศิลปะทำงานOrganizeจัดงานแต่งงาน…

ต่อมาหลายวันก่อน บังเอิญเห็นอ.เทพศิริ ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเข้าใจทางศิลปะฯ ก็เดินผ่านพวกเรา ซึ่งเห็นทักทายตอนกลางคืน ถือไฟฉายส่องทางกลับบ้าน…กลับมาสอนศิลปะในการวาดรูป ก็ระลึกถึงการอ่านเรื่องสุนทรียศาสตร์ ทฤษฎีว่าด้วยความงามจากการลอกเลียน(imitation)แบบธรรมชาติโดยทัศนะของเพลโตมาสู่เรื่องรสนิยมและความอัจฉริยะในทัศนะของค้านท์ ต่อมาอ่านเรื่อง The TRUTH IN PAINTING โดยแดริดา ที่มีภาพวาดและการอธิบายเรื่องวอลเตอร์ เบนจามิน เกี่ยวกับIllumination ในแง่ความกระจ่างแจ้ง… Initiate…ผู้บุกเบิกริเริ่ม

กรณีมีการวิจัยฝุ่นในขณะขับรถมอเตอร์ไซด์ ที่ลาว บนถนนขุรขระของวันเวลา นับเวลาการเดินทางที่ดีกว่าเดินไปไหนต่อไหนเทียบเวลาเดินทางไทย ลาว กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ตอนผมใช้จ่ายค่าเช่ารถมอเตอร์ไซด์ และค่าเกสต์เฮาวส์อื่นในลาว ก็คิดถึงเรื่องว่าคนลาวพูดกับคนเกาหลี มาเที่ยวว่ากัมนังสไตล์ จากความดังในยูทูบ ทำให้คนร้องเพลง กัมนัมสไตล์ จบเมืองนอก และแต่งเพลงประชดประชัดคนรวย เพราะ ย่านกังนัม เป็นย่านที่ค่าเช่าอาคารแพงที่สุดในโลก รวมย่านแพง และคนร้องเพลงบอกว่าเขาโชคดี ไม่ได้คิดดัง ในระดับตลาดระหว่างประเทศด้วย (คนทำล้อเลียนแบบเมืองไทยเป็นกำนันสไตล์)
บอกรุ่นพี่ในเฟซฯ ที่ชื่อสมรักษ์ว่า ซ้อมไว้เต้นที่สนามม้านางเลิ้ง 555

PSY – GANGNAM STYLE (강남스타일) M/V

เนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 28 คือ ผมระลึกความหลังจากการตำรวจดักจับคนขับมอเตอร์ไซด์ ขณะผมกำลังขับรถ และรถมอเตอร์ไซด์คันหน้าไม่ยอมจะหนี ตำรวจทำท่าชักปืนตอนกลางคืนหนึ่งในเชียงใหม่ หวนระลึกถึงตำรวจสายลับดักจับคน มาบนรถทัวร์ ที่ผมนั่งออกมาจากลาว ก็วังเวียง เวียงจันทน์ หนองคาย อุดรฯ แต่ตำรวจบอกว่าผิดคัน จากข่าวไทยรัฐ ที่มีข่าวว่าอาจารย์สอนศิลปะโดนเด็กแว๊นซ์ ขับรถมอเตอร์ไซด์ฟันคอขาด ในกทม. ก็คิดถึงตัวของผม คือ สอนภาคค่ำ

ทั้งนี้ ผมนึกถึงเรื่องวอลเตอร์ เบนจามิน ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับIllumination ในแง่ความกระจ่างแจ้ง… Initiate…ผู้บุกเบิกริเริ่ม และผู้ลี้ภัยทางการเมืองข้ามพรมแดน จนกระทั่งฆ่าตัวตายหนีนาซี…

German-Juif Marxist intellectual Walter Benjamin was, like Derrida, concerned with borders, especially the border separating the supposedly pure realm and politics.Adami’s Ritratto di Walter Benjamin(1973) depicts Benjamin’shead cut by a line representing a political border, the Franco-Spanish border where he, seeking refuge from German forces, was denied passage and committed suicide. และเดือนที่แล้วบังเอิญเจองู ที่หอพัก และคนขายล็อตเตอรี่ ที่มีขาไม่ดี เหมือนพระเอกหนังเรื่องAvatar ก็มาดูหอพักที่ผมอยู่อาศัย และป้า-เจ้าของหอ ก็เล่าว่าเขาขับรถมอเตอร์ไซด์ล้ม เลยต้องขับรถพ่วงนั่งรถเข็น และเมียทิ้ง ก็ขายล็อตเตอรี่ มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง มาดูชอบธรรมชาติไม่เหมือนอยู่ในเมือง….

ปิดท้ายโดยเพลงภาษาไทย…
…หลอกฝัน เคลิ้ม(ผมติดต่องานคนหนึ่งริงโทนของเพลงประจำโทรศัพท์มือถือ)55555 มันน่าจะเข้ากับเรื่องInceptionฮาๆกึ่งฝันๆ
รอคนที่รักจริง รอคนไม่ทิ้งกัน
รอคนในฝันฉันยังไม่เจอ
เมื่อคืนมีคนหนึ่ง
ในคืนนี้มีอีกคนหนึ่ง
ที่เขาเข้ามาก็เหมือนเคย
ก็เลยต้องเหงาต่อไป
กลางวันก็ค่อยนอน
ตอนเย็นก็ค่อยตื่น
กลางคืนค่อยฟื้นขึ้นมานะเรา
ต้องเข้าไปวนเวียน
เพื่อเรียนรู้รักกับใครๆ
เท่าไหร่ไม่เคยเจอสักคน กี่ที่กี่หนที่ช้ำ
เพราะรักแค่คั่นเวลา จะต้องหาอีกกี่คครั้ง
ฉันคงมีแค่ชีวิตกลางคืน
คนเขาตื่นเรานอน จะเรียกร้องอะไร
ที่จะหวังเจอใคร คนที่เขาจริงใจ
ฝัน เขาหลอกฝันทั้งนั้น
แค่ชีวิตกลางคืน อยู่จนเช้าเขาก็ลืม
เช้าก็จบลงแค่นั้น แค่คืนสั้นๆ ไว้แก้เหงา
ไม่มีใครเขารักจริง
กลางวันก็ค่อยนอน
ตอนเย็นก็ค่อยตื่น
กลางคืนค่อยฟื้นขึ้นมานะเรา
ต้องเข้าไปวนเวียน
เพื่อเรียนรู้รักกับใครๆ
เท่าไหร่ไม่เคยเจอสักคน กี่ที่กี่หนที่ช้ำ
เพราะรักแค่คั่นเวลา จะต้องหาอีกกี่คครั้ง
ฉันคงมีแค่ชีวิตกลางคืน
คนเขาตื่นเรานอน จะเรียกร้องอะไร
ที่จะหวังเจอใคร คนที่เขาจริงใจ
ฝัน เขาหลอกฝันทั้งนั้น
แค่ชีวิตกลางคืน อยู่จนเช้าเขาก็ลืม
เช้าก็จบลงแค่นั้น แค่คืนสั้นๆ ไว้แก้เหงา
ไม่มีใครเขารักจริง
ฉันคงมีแค่ชีวิตกลางคืน
คนเขาตื่นเรานอน จะเรียกร้องอะไร
ที่จะหวังเจอใคร คนที่เขาจริงใจ
ฝัน เขาหลอกฝันทั้งนั้น
แค่ชีวิตกลางคืน อยู่จนเช้าเขาก็ลืม
เช้าก็จบลงแค่นั้น แค่คืนสั้นๆ ไว้แก้เหงา
ฉันคงมีแค่ชีวิตกลางคืน
คนเขาตื่นเรานอน จะเรียกร้องอะไร
แค่ชีวิตกลางคืน อยู่จนเช้าเขาก็ลืม
เช้าก็จบลงแค่นั้น แค่คืนสั้นๆ ไว้แก้เหงา
ไม่มีใครเขารักจริง

…ที่ว่าง -โจ้ วงพอส
เนื้อเพลง: ที่ว่าง
ศิลปิน: Pause (พอส)
อัลบั้ม: Push (Me) Again
วันที่เวียนเปลี่ยน วันที่เลยผ่าน รักคงมั่น
เราไม่เคยห่าง เคียงคู่ชิดใกล้ ทุกเวลา
ยอมทิ้งความฝัน ยอมทุกๆอย่าง ให้กันและกัน
เพียงได้เคียงข้าง เพียงได้ร่วมทาง โอ้รักนิรันดร์
ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด
เติบโตจึงได้รู้ความจริง
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝัน ของเธอ
เรียนรู้รักอย่าง รู้คุณค่า ฝันไม่ไกล
บินไปตามทาง หาดวงตะวัน ที่เธอต้องการ
ไม่มีฉุดรั้ง ไม่มีดึงดัน เราเข้าใจ
รักยังแสนหวาน รักยังไม่เปลี่ยน เคียงคู่กัน
ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด
เติบโตจึงได้รู้ความจริง
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝัน
วันเวลาที่เราห่างไกล ความเข้าใจจะทำให้เราใกล้กัน
กลับกลายเปลี่ยนเป็นพลัง โว…
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน ร่วมกัน

แสงจันทร์- มาลีฮวนน่า
แสงจันทร์กระจ่าง ส่องนำทางสัญจร คิดถึงนางฟ้าอรชร ป่านนี้นางนอนหลับแล้วหรือยัง
แสงจันทร์นวลใย ข้ายังจ่อมจมอยู่ในภวังค์ เรไรเสียงไพรแว่วดังยิ่งฟังยิ่งเหงาจับใจ….คิดถึง
เดินทางกลางคืน กลางหมู่เดือนและหมู่ดาว แหงนมองฟ้าดั่งมองหาเงา ของเยาวมานอยู่ในสายลม
ผู้ใดสอนเจ้า นำทางเหน็บหนาว และ ขื่นขม น้ำตาหยดหยดทุกข์ระทม พร่างพรมอยู่ในสายตา… หวั่นไหว
*เอาใจและร่าง ออกมาวางเดิมพัน เดินทางไกลอยู่ใต้แสงจันทร์คิดถึงทุกวัน คิดถึงทุกคืน
คิดถึงคนรักชุ่มชูใจให้เกินฝืน โอ้ฝันอยู่ทุกค่ำคืน ในคืนที่มีแสงจันทร์…..อ่อนหวาน
เอาความฝันใฝ่ สองเราไว้ที่ปลายฟ้า เดินทางผ่านสายธารเวลา ขอให้ศรัทธา อย่าลืมลางเลือน
รอแสงสว่าง อรุณรุ่งรางมาเยือน ฝากใจไว้กับแสงดาวเดือน ขอให้มาเยือนอยู่ในนิทรา….หลับฝัน
(ซ้ำ*)
รอแสงสว่าง อรุณรุ่งรางมาเยือน ฝากใจไว้กับแสงดาวเดือน ขอให้มาเยือนเธอในนิทรา

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s