Waking Dream : Alienation Miss misery Bakuman และลับลวงพรางในศรีปิงเมือง-Origin-logic of Love

Waking Dream : Alienation Miss misery Bakuman และลับลวงพรางในศรีปิงเมือง-Origin-logic of Love

วันที่ 4 สิงหาคม
วันเกิด
พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) – บารัก โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) – พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีของวงการเพลงลูกทุ่ง (ถึงแก่กรรม 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันสื่อสารแห่งชาติ
วันสัตวแพทย์ไทย
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
เดือนที่แล้วมีวันมรดกไทย ด้วยครับ
ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 1 กันยายน 2555
329997 148 598 639 736 07
http://news.sanook.com/lotto/

วันที่ 3 ก.ย. ถือเป็นวันแรงงานของสหรัฐฯ และวันที่3 กันยา 2012 มีข่าวคนร้ายวางระเบิดที่หน้าโรงแรมเมอร์เคียวเชียงใหม่
http://www.prachatai3.info/journal/2012/09/42427

4 กันยายน
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันแรงงานของประเทศแคนาดา
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

7 กันยายน
พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) – สงครามโลกครั้งที่สอง: เดอะบลิตซ์ การโจมตีลอนดอนด้วยระเบิดแบบสายฟ้าแลบโดยกองทัพอากาศของนาซีเยอรมนี เริ่มขึ้นเป็นคืนแรกจาก 57 คืนติดต่อกัน
พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) – อีเอสพีเอ็น (ESPN) แพร่ภาพครั้งแรก
พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) – กูเกิล Google Inc. เปิดตัวที่ Menlo Park รัฐ California
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลบราซิล – วันประกาศเอกราช
http://th.wikipedia.org/wiki/7_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
ช่วงวันที่7กันยา55 กระแสข่าวอุบัติเหตุกรณีเรดบูล-พายุดีเปรชั่นเข้าไทย

8 กันยายน
เหตุการณ์พ.ศ. 2047 (ค.ศ. 1504) – รูปปั้นเดวิด ประติมากรรมหินอ่อนโดย มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี เปิดแสดงครั้งแรก ณ ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) – พายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8,000 คน
พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) – โจเซอิ โทดะ นายกสมาคมโซคา งัคไก ท่านที่2 ออกแถลงการณ์ต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์
พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) – ทหารยิงผู้ชุมนุมประท้วงหลายร้อยคนเสียชีวิตในเตหะราน เป็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติอิหร่าน เปลี่ยนการปกครองในประเทศอิหร่านจากราชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการ
วันเกิด8 ปี ก่อน พ.ศ. (551 ปี ก่อน ค.ศ.) – ขงจื๊อ นักปรัชญาชาวจีน (เสียชีวิต พ.ศ. 65)
พ.ศ. 2384 (ค.ศ. 1841) – แอนโทนิน โวรัก คีตกวีชาวเชก (เสียชีวิต พ.ศ. 2447)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันการศึกษานอกโรงเรียน
International Literacy Day
วันต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์
http://th.wikipedia.org/wiki/8_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

Google doodles 46th anniversary of Star Trek: The Original Series
กูเกิ้ลทำภาพฉลอง46 ปี หนังเรื่องสตาร์เทค ซึ่งเป็นต้นกำเนิดซีรี่ส์ เกี่ยวกับหนังวิยาศาสตร์ไซไฟเดินทางไปต่างดาว ดูข้อมูลเรื่องFirst episode: September 8, 1966 ตามกูเกิ้ลได้ ครับ

หนังก็คือหนัง…วันยังค่ำ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การดูหนังหรือภาพยนตร์นั้นเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป แถมยังสนุกและมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว สำหรับท่านที่ดูหนังมากๆ และสม่ำเสมอ คงจะเริ่มสังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างที่หนังยอดนิยมมีร่วมกัน โดยที่ปัจจัยบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยด้วย
เอาละครับ…เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าหนังยอดนิยมทั้งหลาย มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไรบ้าง ซึ่งผมคิดว่าถ้าหนังขาดเอกลักษณ์เหล่านี้ไปแล้ว ก็อาจจะทำให้ดูไม่ค่อยเหมือน”หนัง”สักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ถ้าหนังเหล่านี้มีความเป็น”หนัง”มากเกินไปแล้ว ก็คงจะทำให้น่าเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน
๑. พระเอกกับนางเอกมักจะมีฐานะแตกต่างกัน เช่น พระเอกเป็นลูกชายประธานบริษัท และนางเอกมาสมัครงานเป็นลูกจ้างบริษัท เป็นต้น(หนังไทย)
๒. ถ้าเป็นหนังที่พระเอกมีฐานะต่ำต้อย และมารู้จักกับนางเอก แล้วในฉากสุดท้ายของเรื่อง พระเอกมักจะเปิดเผยตัวจริง ว่าตนเองเป็นตำรวจปลอมตัวมา และมักจะมียศอย่างต่ำเป็นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป(หนังไทย)
๓. หนังมักจะเริ่มต้นด้วยการที่นางเอกและพระเอกไม่ชอบหน้ากัน และจบลงด้วยการหลงรักและแต่งงานอยู่ร่ำไป(หนังไทยและฝรั่ง)
๔. ในฉากการต่อสู้ในตอนท้ายๆของเรื่อง ไม่ว่าพระเอกกับผู้ร้ายจะมีอาวุธในมือกันมากมายเพียงใดก็ตาม แต่ในที่สุดก็จะทิ้งอาวุธทั้งหมด และใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันทุกที โดยไม่ทราบสาเหตุว่า โยนอาวุธทิ้งไปทำไม?(หนังทุกประเทศ)
๕. หัวหน้าผู้ร้ายมักจะตายยากกว่าลูกน้อง และมักจะตายหลังลูกน้องคนอื่นๆ ซึ่งจริงๆแล้ว ในบางครั้ง การต่อสู้กันด้วยปืนในช่วงชุลมุนนั้น หัวหน้าผู้ร้ายอาจถูกลูกหลงและตายไปก่อนที่ลูกน้องจะตายกันหมดก็เป็นได้ แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน และหัวหน้าผู้ร้ายมักจะถูกพระเอกยิงหลายนัด ถึงจะยอมตายกันได้ ไม่รู้ว่าจะหนังเหนียวไปถึงไหน(หนังทุกประเทศ)
๖. ถ้าเป็นเรื่องของคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ซึ่งเรามักจะคาดเดาลำบากว่า ใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่ แต่แล้ว…เมื่อถึงช่วงสถานการณ์สุกงอมเข้าขั้นวิกฤต ฆาตกรก็มักจะออกมาสารภาพต่อหน้าพระเอก หรือนางเอกเสียเอง แถมยังเล่าเหตุการณ์โดยละเอียดว่า เหตุการณ์เป็นอย่างไรมาอย่างไรบ้าง คงเป็นเพราะเกรงว่า พระเอก หรือนางเอกจะไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเล่า(หนังฝรั่ง)
๗. ผู้ร้ายในหนังมักจะประมาท สังเกตุได้จาก เวลาที่มีฉากยิงต่อสู้กัน ผู้ร้ายมักจะโผล่ออกมาจากที่กำบัง และยืนจังก้ายิงต่อสู้อย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ยอมนอนราบยิงอย่างที่ควรจะทำ สุดท้ายก็เลยได้ตายสมใจ ซึ่งเป็นการตายที่ง่ายเกินไป(หนังทุกประเทศ)
๘. ในหนังที่มี”สัตว์ประหลาด”(รวมทั้งปีศาจและมนุษย์ต่างดาว) พระเอก หรือนางเอกมักจะสะเพร่าเลินเล่อในการกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้ให้สิ้นซากจริงๆ ทำให้มีสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ตายหลงเหลืออยู่เพื่อไปอาละวาดในหนังภาคต่อไป(หนังฝรั่ง)
๙. รสนิยมของพระเอก หรือนางเอกในเรื่องรถยนต์นั้น จะวนเวียนอยู่แค่รถสปอร์ตเปิดประทุน กับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ(SUV)เป็นส่วนใหญ่(หนังฝรั่ง)
๑๐.พระเอก หรือนางเอกมักเป็นคนไม่รักทรัพย์สมบัติของตัวเอง ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาลงจากรถทีไรไม่เคยล็อคประตูรถเลย(หนังฝรั่ง)
๑๑.ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่เพียงใด พระเอก หรือนางเอกก็มักจะ”รอดตัว”ได้เสมอ(หนังทุกประเทศ)
๑๒.ตัวละครหลายตัวมักตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างขาดเหตุผลที่เหมาะสม เช่น ทีมค้นหาไดโนเสาร์ในเรื่อง THE LOST WORLD ประสบปัญหารถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ตกเหว และแก้ปัญหาด้วยการเอารถMercedes Benz M-classคันเล็กๆไปพยายามลากรถคอนเทนเนอร์ขึ้นมา…สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ(หนังฝรั่ง)
๑๓.ในหนังผี ตุ่มน้ำมักจะมีปริมาตรมากกว่าปกติ สังเกตได้จากคนไม่น้อยกว่า ๑๐ คนวิ่งหนีผี(โดยเฉพาะผีปอบ)ไปลงในตุ่มใบเดียวกันได้หมด(หนังไทย)
๑๔.เวลาตัวละครที่แสดงเป็นสามีกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน มักมาเจอภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ทุกทีไป และมักจะมีการกอดจูบกันจนถึงขั้นเต้นรำด้วยกัน ทำให้สงสัยว่า ภรรยาคงมัวแต่ทำกับข้าวทั้งวัน(หนังฝรั่ง)
๑๕.พระเอกมักจะขับขี่ยานพาหนะได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถแทรกเตอร์ เรือยนต์ เจทสกี เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินไอพ่น…จนกระทั่ง…ยานอวกาศ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปฝึกมาจากไหน นอกจากนั้นยังสามารถใช้อาวุธทุกประเภท อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ และคอมพิวเตอร์ได้ชำนาญอย่างไม่มีที่ติ(หนังฝรั่ง)
๑๖.ตัวละครสำคัญที่รู้ความลับว่า ผู้ร้ายคือใคร มักจะถูกทำร้ายจนปางตาย และก็มักจะเหลือลมหายใจรวยรินในเวลาที่พระเอก หรือนางเอกไปพบเข้า จากนั้น พระเอก หรือนางเอกก็จะพยายามถามว่า ใครคือผู้ร้าย เขาผู้นั้นก็ไม่ยอมปริปากบอกเสียที ได้แต่ส่งเสียงอึกอักเหมือนกำลังจะขาดใจ และสุดท้าย เขาก็ไม่เคยบอกได้ทันเลยว่า ใครคือผู้ร้าย เพราะจะขาดใจตายไปก่อนทุกที(หนังทุกประเทศ)
๑๗.คุณหมอมักไม่ค่อยใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมาก ส่วนใหญ่จะจัดให้แค่หน้ากากออกซิเจนเท่านั้น(หนังไทยและหนังฝรั่งบางเรื่อง)
๑๘.ตัวละครที่ถูกยิงมักจะมีเลือดออกทางปาก รวมทั้งจอมยุทธ์ที่ถูกพลังฝ่ามือกระแทกบริเวณหน้าอกหรือหน้าท้องด้วย ซึ่งชวนให้สงสัยเหมือนกันว่า เลือดออกมาจากเส้นเลือดเส้นไหน?(หนังทุกประเทศ)
๑๙.พระเอกกับนางเอกมักมีรสนิยมชอบวิ่งไล่กันบนเนินเขาที่มีทุ่งหญ้า รวมทั้งชอบวิ่งหลอกล่อกันตามต้นไม้ใหญ่(หนังอินเดีย)
๒๐.ไม่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรังที่อยู่ของผู้ร้ายจะแน่นหนามากเพียงใดก็ตาม พระเอกก็มักจะมีช่องทางแอบบุกเข้าไปในรังของผู้ร้ายได้สำเร็จทุกทีไป(หนังฝรั่ง)
๒๑.ผู้ที่แสดงเป็น”หมอ”ในสมัยก่อนมักจะ”อาวุโส”และ”อ้วนลงพุง” แต่ในหนังยุคหลังๆมานี้ หมอมักจะดู”หนุ่มและผอม”กว่าเดิม ก็เลยทำให้สงสัยว่า หมออาวุโสและอ้วนไปอยู่ที่ไหนกันหมด(หนังไทย)
๒๒.ตัวละครในหนังมักจะมีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาที่เจ็บป่วยมักจะได้นอนพักรักษาตัวที่”ห้องพิเศษ”ของโรงพยาบาลเอกชนทุกทีไป(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๓.ในหนังสมัยก่อน บ้านพระเอก หรือนางเอกมักจะใหญ่โตเหมือนปราสาทราชวัง และมีคนรับใช้นับสิบคน แต่ในยุคหลังๆมานี้ บ้านมักจะมีขนาดเล็กลง และมีคนรับใช้แค่ ๑ คน หรือไม่มีเลย(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๔.ละครมักจะมีฉากหลักอยู่แค่ ๓ ฉาก คือ ฉากเจ้านายกินข้าว ฉากคนรับใช้จับกลุ่มนินทาเจ้านาย และฉากไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๕.นางเอกมักจะดื่มนมสดก่อนนอน และมักจะดื่มน้ำส้มคั้นเวลารับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้าน(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๖.ถ้ามีฉากงานเลี้ยงสังสรรค์ใกล้สระว่ายน้ำแล้วมักจะมีคนอย่างน้อย ๑ คนพลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำ ซึ่งมักเป็น”ตัวอิจฉา”(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๗.”ตัวอิจฉา”มักจะใจร้อน พูดเสียงดัง และสวยน้อยกว่านางเอก(ละครโทรทัศน์ไทย)
๒๘.ในการแข่งขันกีฬา ฝ่ายพระเอก หรือนางเอกมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อนในช่วงแรกของเกมส์ แต่ในที่สุดก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้แม้กระทั่งในนาทีสุดท้าย จากนั้น พระเอก หรือนางเอก หรือโคช ก็จะถูกกลุ่มนักกีฬาพากันจับโยนขึ้นลงๆด้วยความดีใจ(หนังทุกประเทศ)
๒๙.พระเอกมักจะยิงปืนแม่นกว่าผู้ร้าย ในขณะที่ผู้ร้ายยิงกี่นัดๆก็ไม่ค่อยจะโดนพระเอกเลย(หนังทุกประเทศ)
๓๐.ในหนังประเภทเขย่าขวัญสั่นประสาท เมื่อตัวละครที่เป็น”เหยื่อ”เดินเข้าไปในสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฆ่า หนังมักจะกระตุกอารมณ์คนดูด้วยการหาคนอื่น หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฆาตรกรเข้าไปประชิดตัว”เหยื่อ”เสียก่อนพอเป็นออร์เดิฟ เช่น ให้เพื่อนของเหยื่อเอามือตะปบไหล่ของเหยื่อ ให้แมวกระโดดผ่านหน้าเหยื่อ เป็นต้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่”เหยื่อ”จะถูกฆ่าจริงๆ(หนังฝรั่ง)
๓๑.เวลาที่ตัวละครในบ้านทะเลาะกันรุนแรง ตัวละครอาวุโสที่มักแสดงเป็นพ่อแม่ของพระเอก หรือนางเอก มักจะเกิดความเครียดอย่างรุนแรงจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก หรือเป็นลมหมดสติ จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล…ประมาณว่าโรคหัวใจกำเริบ(ละครโทรทัศน์ไทย)
๓๒.ในหนังมักจะมีชาวอเมริกัน-เอเชียมาร่วมแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานใหญ่ๆอย่างน้อย ๑ คน(หนังฝรั่ง)
๓๓.ถ้ามีเหตุการณ์วิกฤติ เช่น ระเบิดเวลากำลังจะระเบิด พระเอก หรือนางเอกมักจะไม่สามารถถอดสลักระเบิดได้ภายในเวลาอันรวดเร็วนัก แต่มักจะถอดสลักระเบิดได้สำเร็จในเวลาที่”จวนเจียน”จริงๆทุกทีไป ซึ่งก็คือ ไม่เกิน ๕ วินาทีก่อนระเบิด(หนังฝรั่ง)
๓๔.ในหนังแอคชั่นที่มีปฏิบัติการชั่วร้ายที่สำคัญ และมีการนัดพบกันในสถานที่ลับสุดยอด ในช่วงเวลาที่พบกันมักจะเป็นเวลาที่ฝนตกหนักทุกทีไป…ทำไมไม่รอให้ฝนหยุดก่อนก็ไม่ทราบเหมือนกัน(หนังฝรั่ง)
๓๕.พระเอก หรือนางเอก…รวมทั้งผู้ร้ายด้วยนั่นแหละ มักใช้รถไม่ค่อยทะนุถนอม ออกรถเร็ว เลี้ยวรถด้วยความเร็วสูงจนท้ายรถปัดไปปัดมา(หนังฝรั่งและจีน)
๓๖.พระเอกคนเดียวมักจะสู้กับผู้ร้ายได้ทั้งฝูง(หนังฝรั่งและจีน)
๓๗.ผีไทยมักจะมีหน้าตาที่อัปลักษณ์กว่าผีประเทศอื่นๆ ส่วนผีสัตว์เป็นผีที่หาดูยากมากทั้งๆที่ในแต่ละวันมีสุนัขถูกรถชนตายเป็นเบือ
๓๘.ถ้าผู้ร้ายอยู่ใกล้หน้าต่าง หรืออยู่ริมแม่น้ำ แล้วถูกพระเอกยิง ร่างกายของผู้ร้ายมักจะกระเด็นกระดอนไปไกลจนหลุดออกจากหน้าต่าง หรือตกจากราวสะพานลงไปในแม่น้ำ(หนังทุกประเทศ)
๓๙.ตำรวจมักจะมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากการต่อสู้ได้ยุติลงไปแล้ว(หนังทุกประเทศ)
๔๐.ตำรวจทางหลวงที่เรียกรถของผู้ร้ายให้หยุด มักจะถูกผู้ร้ายฆ่าตายเป็นประจำ(หนังฝรั่ง)
๔๑.เวลาที่พระเอก หรือนางเอก หรือ”เหยื่อ”วิ่งหนีผู้ร้ายในอาคารต่างๆ มักจะวิ่งหนีไปเจอแต่ประตูที่ล็อคไว้อยู่เรื่อยเลย หรือพอจะหนีไปทางลิฟต์ ลิฟต์ก็ดันไม่มาสักที(หนังทุกประเทศ)
๔๒.เหตุการณ์สำคัญในหนังมักเกิดในอเมริกา และวีรบุรุษที่ช่วยกู้สถานการณ์อันวิกฤติมักจะเป็นชาวอเมริกันซึ่งจะเห็นได้ชัดจากเรื่อง ID4,MARS ATTACKS เป็นต้น(หนังฮอลลีวูด)
๔๓.ในหนังชีวิต หรือDRAMAมักจะมีเหตุการณ์ที่พระเอก หรือนางเอกมายืนพูดคำคม หรือสุนทรพจน์ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากในแง่ของความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งมักจะเป็นฉากที่ซาบซึ้งกินใจ หรือเรียกน้ำตาผู้ชมได้มาก และสุดท้ายก็จบลงด้วยชัยชนะของความถูกต้อง ซึ่งจะพบฉากนี้ได้ใน A TIME TO KILL,SCENT OF A WOMEN,PATCH ADAM เป็นต้น(หนังฝรั่ง)
๔๔.พระเอก หรือนางเอกตายยากจริงๆ(หนังทุกประเทศ)
๔๕.ยังมีอีกเยอะเลย…
ดูๆแล้ว จะเห็นว่า การทำภาพยนตร์ หรือหนังก็มีสูตรสำเร็จที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งมีทั้งสูตรสำเร็จประจำชาติ และสูตรสำเร็จสากลที่หลายๆชาติใช้เหมือนๆกัน สำหรับ”คนทำหนัง”ที่ต้องการให้หนัง”ขายได้”ก็คงต้องย่ำตามรอยเดิมกันต่อไปตามสูตรสำเร็จพวกนี้ แต่สำหรับคนทำหนังที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงสูตรสำเร็จเหล่านี้ และคงต้องยอมเจ็บตัวกันสักหน่อยนะครับ สวัสดีครับ
http://alphaandtheta.blogspot.com/2011/10/blog-post.html

หนังสั้นเรื่องศรีปิงเมือง ฉบับเวอร์ชั่นUntitled

หนังสั้นเรื่องศรีปิงเมือง ฉบับเวอร์ชั่นUntitled ของเพื่อนไมค์ตัดต่อ ยังไม่มีซับอังกฤษ น่าจะอัพโหลดได้สมบูรณ์ เป็นฉบับที่ไม่ได้ฉายในเทศกาลหนังบินข้ามลวดหนาม ตอนก่อนผมจะเผยแพร่ลงยูทิว กะจะเอาฉบับผมตัดต่อใหม่เพิ่มเติม โดยจะตัดต่อเอาเวอร์ชั่น 6-8 ตัดต่อก่อนหน้ามารวมใหม่ แต่ไม่มีเวลา ต้องย่อไฟล์ต่างๆ นานา ทำธุระอื่นอาจจะมาเลือกเผยแพร่บางเวอรชั่น ที่เสียดาย น่ะครับ

โดยผมเล่าซ้ำสั้นๆ ว่าศรีปิงเมืองเป็นเรื่องแรงงานไทใหญ่ในเชียงใหม่ ในแง่ชาตินิยม ซึ่งบางเวอรชั่นหายไปแล้ว ที่ผมบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัว คือ ผมเคยส่งหนังเรื่องนี้เวอรชั่นเพลงประกอบน้อยก็หนึ่งของอารักษ์ อาภากาศ และผมถ้าจำไม่ผิดอีกเพลงเกี่ยวกับเพลงคนไทยหรือเปล่าของแอ๊ด คาราบาว ซึ่งเพื่อนตัดต่อให้ครูเบน แอนเดอร์สัน ผู้เขียนหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ( Imagined Communities Reflections on the Origin and Spread of Nationlism) เป็นทฤษฎีที่ถูกใช้ศึกษาชาตินิยม ในภาพยนนตร์ด้วย ครับ

Imagined Communities, Benedict Anderson’s brilliant book on nationalism, forged a new field of study when it first appeared in 1983. Since then it has sold over a quarter of a million copies and is widely considered the most important book on the subject. In this greatly anticipated revised edition, Anderson updates and elaborates on the core question: what makes people live and die for nations, as well as hate and kill in their name?

Anderson examines the creation and global spread of the ‘imagined communities’ of nationality, and explores the processes that created these communities: the territorialization of religious faiths, the decline of antique kinship, the interaction between capitalism and print, the development of secular languages-of-state, and changing conceptions of time and space.

He shows how an originary nationalism born in the Americas was adopted by popular movements in Europe, by imperialist powers, and by the movements of anti-imperialist resistance in Asia and Africa.
In a new afterword, Anderson examines the extraordinary influence of Imagined Communities, and the book’s international publication and reception, from the end of the Cold War era to the present day.

ซึ่งประวัติครูเบน ยังสนใจหนังไทย โดยตอนนี้ผมมีไอเดียจะแต่งเพลงให้อ.เบน เหมือนกับที่มีคนแต่งเพลงอ.สมศักดิ์ เจียมฯ น่ะครับ

Benedict Anderson
Born (1936-08-26) August 26, 1936 (age 76)
Kunming, China
Citizenship Irish
Fields Political science, Historical science
Institutions Cornell University (Professor Emeritus)
Alma mater B.A., Cambridge University
Ph.D., Cornell University
Doctoral advisor George McTurnan Kahin

Benedict Richard O’Gorman Anderson (born August 26, 1936) is Aaron L. Binenkorb Professor Emeritus of International Studies, Government & Asian Studies at Cornell University, and is best known for his celebrated book Imagined Communities, first published in 1983. Anderson was born in Kunming, China to James O’Gorman Anderson and Veronica Beatrice Bigham, and in 1941 the family moved to California.[1] In 1957, Anderson received a Bachelor of Arts in Classics from Cambridge University, and he later earned a Ph.D. from Cornell’s Department of Government, where he studied modern Indonesia under the guidance of George Kahin. He is the brother of historian Perry Anderson.
http://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson

Selected works
Some Aspects of Indonesian Politics under the Japanese Occupation: 1944-1945 (1961)
Mythology and the Tolerance of the Javanese (1965)
A Preliminary Analysis of the October 1, 1965, Coup in Indonesia (1966)
Java in a Time of Revolution; Occupation and Resistance, 1944-1946 (1972)
Religion and Social Ethos in Indonesia (1977)
Interpreting Indonesian Politics: Thirteen Contributions to the Debate (1982)
Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (1983)

In the Mirror: Literature and Politics in Siam in the American Era (1985)
Language and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia (1990)
The Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia, and the World (1998)
Violence and the State in Suharto’s Indonesia (2001)
Debating World Literature (2004)
Under Three Flags: Anarchism and the Anti-Colonial Imagination (2005)
The Fate of Rural Hell: Asceticism and Desire in Buddhist Thailand (2012)
http://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson

จากวันหนึ่งหวนคิดถึงตอนกลางคืน มีแสงหิ่งห้อยน้อยแสงสีเขียว พุ่งเข้ามาหามือ และบางคืนไฟฟ้าดับทั่วบริเวณที่พักแถวนี้ เป็นเรื่องผมคิดถึงหอเก่าเทียบหอใหม่ ในบางบรรยากาศ แต่ชีวิตของผม ก็บางครั้งอารมณ์ที่ผมรู้สึกโง่ๆ ในอาการรถมอเตอร์ไซด์ยางรั่ว เปลี่ยนยางใน ค่าซ่อมรถการส่งงาน เจอคนกวนๆ … และความบังเอิญ เรื่องดีๆ มีบ้างไหม? การติดต่อผู้คน รุ่นพี่… แวะไปธุระแถวดอยสะเก็ด ร่วมรับฟังการอบรมเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ ร่วมกิจกรรมฟังเสวนา พร้อมมีงานประชุมกับองค์กรต่างๆ และการทำงาน แวะหารุ่นพี่ต่างๆ และผมนึกถึงการนิยามเรื่องความโง่ คือความไม่ฉลาด ไม่รู้ ไม่มีเหตุผล ไม่มีปัญญา หรือ ไม่มีสติสัมปชัญญะhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%87%E0%B9%88

เมื่อผมรู้ว่าผมโง่ ก็ช่วยให้อยากทบทวนเรื่องเก่าๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นะครับ

-คนเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ขณะหลับSubmitted by terminus on Wed, 29/08/2012 – 04:48
คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าการนอนหลับคือเวลาที่สมองพักการทำงาน แต่ในความเป็นจริง งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นชี้ให้เห็นตรงกันว่าในขณะหลับ สมองของเราไม่ได้หยุดทำงานเลย อย่างน้อยสมองส่วนใหญ่ก็ทำงานเท่าๆ กับขณะตื่น (แม้แต่สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวก็ไม่ได้หยุดทำงาน เพียงแต่เมื่อเราหลับ สารสื่อประสาทเฉพาะจะยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อเอาไว้ การทำงานที่ผิดพลาดของสารสื่อประสาทขณะหลับจะทำให้เกิดอาการเดินละเมอหรืออาการผีอำได้)

ทีมวิจัยที่นำโดย Anat Arzi แห่ง Weizmann Institute of Science ในอิสราเอล ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพปรกติ 55 คน โดยระหว่างที่กลุ่มตัวอย่างกำลังนอนหลับ นักวิจัยจะแอบปล่อยกลิ่นหอมๆ และกลิ่นเหม็นๆ พร้อมกับเปิดเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เพื่อให้สมองของกลุ่มตัวอย่างจับคู่กลิ่นกับเสียง เช่น กลิ่นหอมแชมพูก็คู่กับเสียงอันนี้ กลิ่นเหม็นปลาเน่าคู่กับเสียงอีกอัน เป็นต้น เป็นการวางเงื่อนไขแบบ classical conditioning
เมื่อถูกวางเงื่อนไขให้จับคู่กลิ่นกับเสียงเรียบร้อยแล้ว กลุ่มตัวอย่างที่นอนหลับอยู่ก็จะสูดจมูกฟืดๆ มากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่เคยมาคู่กับกลิ่นหอมๆ และพยายามกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงที่คู่กับกลิ่นเหม็น

ผลจากการสังเกตแสดงให้เห็นว่า เงื่อนไขที่วางไว้ในขณะหลับยังคงอยู่เมื่อกลุ่มตัวอย่างตื่นนอน แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างจะไม่รู้ตัวว่าตอนหลับโดนนักวิจัยเอากลิ่นอะไรให้ดมบ้าง แต่เมื่อนักวิจัยแอบเปิดเสียงที่วางเงื่อนไขไว้ขึ้นมา กลุ่มตัวอย่างก็ตอบสนองโดยการสูดจมูกหรือกลั้นหายใจอย่างอัตโนมัติ

การเรียนรู้เงื่อนไขระหว่างกลิ่นกับเสียงในขณะหลับนี้เกิดขึ้นได้ไม่ว่านักวิจัยจะวางเงื่อนไขในช่วงใดของวัฏจักรการนอน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มตัวอย่างที่ถูกวางเงื่อนไขในช่วง rapid eye movement (REM) ซึ่งมักตรงกับช่วงครึ่งหลังของการนอน แสดงออกถึงการเรียนรู้เงื่อนไขได้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม Anat Arzi แอบส่งคำเตือนมาว่า หากใครคิดจะหลับคาหนังสือในคืนก่อนสอบ อันนี้อาจไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก การเรียนรู้ในขณะนอนหลับน่าจะมีขีดจำกัดของมันอยู่ (ทางที่ดี คืนก่อนสอบควรนอนให้เต็มอิ่ม มีงานวิจัยระบุว่าการนอนเป็นการจัดระเบียบข้อมูลในสมองเรา ช่วยให้ความจำดีขึ้น)
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน Nature Neuroscience doi:10.1038/nn.3193
ที่มา – Nature News

Submitted by terminus on Wed, 29/08/2012 – 15:29 #11647 อาการผีอำ เกิดจากเราขยับกล้ามเนื้อไม่ได้ตามที่สมองสั่งการ เป็นอาการที่เกิดขณะที่เราตื่นอยู่ (อาจจะเกือบหลับแต่ยังไม่หลับ) สาเหตุก็มาจากสารสื่อประสาทที่ยับยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมันหลั่งออกมาก่อนที่เราจะหลับหรือช่องรับสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ
หากเป็นตอนที่หลับแล้ว แต่สารสื่อประสาทที่ยับยั้งการเคลื่อนไหวไม่ได้หลั่งออกมาหรือไม่ทำงานตามปกติ ร่างกายก็จะเคลื่อนไหวได้เหมือนกับตอนตื่น เราเรียกว่า การเดินละเมอ หรือ sleepwalking นั่นเอง
ความจริงเราฝันขณะที่ยังตื่นก็ได้นะครับ ส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงที่กำลังจะใกล้หลับแต่ยังไม่หลับ

Submitted by terminus on Wed, 29/08/2012 – 20:01 #11650 รู้สึกกระตุกและเสียวๆ เหมือนกำลังตกจากที่สูงใช่มั้ยครับ อาการปกติครับ ผมก็เพิ่งรู้ว่ามีชื่อเรียกด้วยนะ Hypnic jerk มันเกิดจากขณะที่เรากำลังจะหลับ กล้ามเนื้อผ่อนคลายตัว สมองนึกว่าสัญญาณการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อนี้เป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อที่คลายตัวขณะเรากำลังตกจากที่สูง เพราะกล้ามเนื้อมันคลายตัวคล้ายๆ กันในทั้งสองกรณี สมองเลยส่งสัญญาณประสาทไปปรับสมดุลทรงตัวใหม่ เราเลยกระตุก แต่ถ้าเราจงใจผ่อนคลายกล้ามเนื้อขณะที่เรากำลังตื่นรู้สึกตัวดีนั้น ตามปรกติเราจะไม่เกิดความรู้สึกและการกระตุกแบบนี้ เพราะว่าสมองรู้ดีว่าเรากำลังจะทำอะไร และปรับการแปลผลไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว

Submitted by zipper on Thu, 30/08/2012 – 14:21 #11653 ถ้าผมจำไม่ผิด เคยมีใครบอกไว้ว่าขณะหลับให้เราเปิดวิทยุหรือทีวีที่เป็นภาษาอังกฤษทิ้งไว้สมองเราก็สามารถเรียนรู้ภาษาได้ในขณะหลับ อันนี้ก็อาจจะเป็นกรณีเดียวกัน
http://jusci.net/node/2767

แล้วผมไม่มีเวลาอะไรมาก มีธุระต้องไปต่างอำเภอ ณ เชียงดาว ในฐานะผู้ช่วยเก็บข้อมูลเรื่องไทใหญ่ และอย่าไปตีความบันทึกของผมมากมาย โดยผมต้องหาข้อมูลหัดเขียนไปเรื่อยๆ และผมกลับมาเตรียมอ่านหนังสือเป็นประสบการณ์ของข้อมูล+ประสบการณ์ของการเดินทางมาเขียนคอลัมภ์เพิ่มเติม เป็นแง่มุมของการเขียนเหมือนบทความต่างๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งใช้ประสบการณ์การอ่านเยอะมากๆ ก็ปิดท้ายเปลี่ยนอารมณ์จากหนังศรีปิงเมือง ที่ฝากไว้เป็นเพลง แต่อย่าตีความอะไรน่ะครับ55555
เพลง… Waking Dream
“Natalie Walker Waking Dream lyrics”
Pinch me
Is this real
This feeling of release
I’m floating in your heaven
In the corners of my dreams
Tasting life
Numb again
Close my eyes
It begins…
I cannot stumble here
I am safe inside my head
When I wake up Ill forget
I’ll come back to my mess
I will not leave
Stay asleep
Slip further in
My ecstasy
Safe inside my mind I hide…
__________
disclaimer: i do not own the song or the image, i have no association with the artist. for entertainment purposes only.

9-10 กันยายน
9 กันยายน
พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) – เหมาเจ๋อตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 82 ปี
พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) – เกิด กบฏ 9 กันยา นำโดย พันเอกมนูญ รูปขจร ขณะที่นายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และ ผบ.ทบ. พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เดินทางไปต่างประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
http://th.wikipedia.org/wiki/9_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
10 กันยายน
•วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)
http://th.wikipedia.org/wiki/10_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

Bakuman:ชีวิตสานฝันสู่เส้นทางคน(เขียน)การ์ตูน
ผู้แต่ง ทสึงุมิ โอบะ (เนื้อเรื่อง)
ทาเคชิ โอบาตะ (ภาพ)
ประเภท ดราม่า
สำนักพิมพ์ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนต์
ในชีวิตตอนเด็กของแต่ละคนนั้น ย่อมที่จะมีความฝันในเรื่องอนาคตของตนที่แตกต่างกันไป บ้างก็อยากจะศึกษาต่อในโรงเรียน มหาวิทยาลัยดีๆ,อยากจะทำงานดีๆไปพร้อมๆกับการไต่เต้าในสายงานให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้นๆ พร้อมกับได้เงินเดือนสูงๆ พอที่จะ เลี้ยงตนได้ แต่ก็มีบ้างที่ไม่เลือกเดินตามความฝัน แต่กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ โดยที่ขาดความมุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ก็มีบางส่วนเลือกที่จะฝันอยากลองทำงานที่ตนเองรัก ทั้งๆที่อาชีพนั้น กลับไม่ได้เป็นงานที่คนส่วนใหญ่ยกย่อง มิหนำซ้ำ กลับเป็นงานที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่น่าจะไปรอด
ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า สำหรับคนอ่านการ์ตูนอย่างเราๆ บางท่านนั้น ตอนเด็กๆก็เคยคิดฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ความฝันการเป็นนักเขียนการ์ตูนมักจะหยุดลงตรงนั้น เมื่อผู้ใหญ่มองว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคง ไม่น่าจะหาเลี้ยงชีพตนได้ เหมือนกับ ข้าราชการ,แพทย์,วิศวกร ฯลฯ

แต่อย่างน้อย เพราะความใจรักในการ์ตูน ก็มีคนที่จะท้าทายกับสายอาชีพอันไม่มั่นคงนี้ เพื่อมุ่งมั่นที่จะตามความฝันสู่จุดสูงสุดในสายอาชีพคนเขียนการ์ตูน ซึ่งการ์ตูนเรื่องที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ จะทำให้เราได้เห็นถึงความฝันของตัวละครไปพร้อมๆกับได้รู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของนักเขียนการ์ตูน ที่มีหลากหลายอารมณ์ ซึ่งการ์ตูนเรื่องที่ว่านี้ก็คือ Bakuman วัยซนคนการ์ตูน นั่นเอง

Bakuman วัยซนคนการ์ตูน เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ อ.ทสึงุมิ โอบะ กับ อ.ทาเคชิ โอบาตะ ผู้ซึ่งเคยมีผลงานดังอันคุ้นตาอย่าง เดธโน้ต ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์ของญี่ปุ่นเมื่อปี 2008 และ ในปลายปีเดียวกัน ก็ลงตีพิมพ์ในนิตยสารบูมของบ้านเรา ซึ่งเรื่องนี้ได้ลดโทนเรื่องอันตึงเครียด มืดมน หลอน ไปเป็นแนวชีวิตวัยรุ่นธรรมดาๆ ที่อิงโลกแห่งความจริงเป็นหลัก และเรื่องนี้ก็เหมือนกับผลงานเรื่องที่แล้ว คือ อ.โอบะ เป็นคนแต่ง ส่วน อ.โอบาตะ เป็นผู้สร้างสรรค์ลายเส้นเหมือนเคย

สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Bakuman นั้น ก็ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเอก 2 คน คือ มาชิโระ โมริทากะ กับ อาคิโตะ ทาคากิ ซึ่งทั้งสองคนนั้นต่างก็มีนิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้วในช่วงแรกของเรื่อง นั่นคือ มาชิโระ หรือ ไซโค เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ไม่มีจุดหมายในชีวิต ในขณะที่ ทาคากิ หรือ ชูจิน นั้น เป็นคนเรียนเก่งระดับท็อปของห้อง หากดูจากนิสัยดูเหมือนว่าทั้งสองน่าจะไปด้วยกันไม่ได้ แต่ทว่าด้วยความที่ชูจินสนใจในเรื่องราวของการ์ตูนอยู่แล้ว แถมเขานั้นก็ได้พบกับพรสวรรค์ด้านการวาดภาพของไซโค

จากการที่เขาเก็บสมุดของไซโค ที่มีรูปสเก็ตช์ของ อาซึกิ มิโฮะ เด็กสาวที่ไซโคหลงรัก จึงทำให้ชูจินพยายามที่จะทาบทามไซโคให้สานฝันอาชีพนักเขียนการ์ตูนด้วยกัน แต่ไซโคกลับเอาแต่ปฏิเสธท่าเดียว อย่างไรก็ตาม ในคืนวันหนึ่ง ชูจินได้โทรไปชวนไซโคให้ไปที่บ้านของอาซึกิ ซึ่งที่นั่นก็ทำให้ไซโคได้รับรู้ความจริงว่า ตัวของอาซึกิเองนั้นก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักพากย์มืออาชีพ ตรงจุดนี้เองทำให้ ไซโค กับ อาซึกิ ได้สัญญาร่วมกันว่า เขาและเธอจะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง นั่นคือ ไซโค จะทำผลงานการ์ตูนของตัวเองให้ได้เป็นอนิเมชั่น (ซึ่งภายหลังทั้งชูจิน-ไซโค ตั้งใจที่จะให้ผลงานตัวเองเป็นอนิเมก่อนอายุ 18 ปี) ซึ่งอนิเมชั่นของเขานั้นจะให้อาซึกิร่วมพากย์ด้วย และสุดท้ายหากความฝันของสองคนนี้เป็นจริงก็จะลงเอยด้วยการแต่งงาน!!!!

เพียงแต่ว่า ในระหว่างนี้ ทั้งไซโค กับ อาซึกิ จะไม่มีการพูดคุยกัน จนกว่าทั้งสองจะทำความฝันของตนเองเป็นจริง ….และจากคำมั่นสัญญาของไซโคที่มีต่อสาวคนรักนั่นเอง ก็เป็นการจุดประกายทำให้ ไซโค กับ ชูจิน มีไฟที่จะทำงานสานฝันอาชีพนักเขียนการ์ตูน และด้วยความมุ่งมั่นของพวกเขาจะช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่เส้นทางนักเขียนการ์ตูนไปจนถึงจุดสูงสุดดังที่หวังหรือไม่?………..

และสำหรับงานจากคู่หูผู้สร้างเดธโน้ตคู่นี้ ก็ยังคงเส้นคงวาในเรื่องของคำพูด ตัวหนังสือ ที่ให้คนอ่านอย่างเราๆได้เหนื่อยกันอีกรอบ แต่พออ่านๆไปก็พบว่า เรื่องนี้กลับไม่มีความตึงเครียด มืดมน ชวนงง เหมือนผลงานก่อนหน้า (แน่ล่ะ) ทำให้มีความรู้สึกอ่านได้เรื่อยๆ และได้อรรถรสเต็มเปี่ยม รู้สึกเพลิดเพลินสำหรับคนที่สนใจ หรือ ชื่นชอบในเรื่องราวของการ์ตูนอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็คอยตีแผ่เบื้องหลังของคนที่ทำอาชีพนี้เป็นหลักและในเล่มต่อๆไปนั้น เราจะได้เห็นถึง แนวคิด วิธีการทำงานของนักเขียนการ์ตูนแต่ละคน ไม่เพียงแค่ชูจิน กับ ไซโค เท่านั้น

ยังรวมถึงนักเขียนคู่แข่ง(แต่เป็นมิตร)คนอื่นๆด้วย อีกทั้งยังได้ทำความรู้จักกับการทำงานของผู้คนในกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์การ์ตูน โดยเฉพาะกับกองบก.นิตยสารจัมป์ ที่ตีแผ่เจาะลึกกันให้ทุกซอกทุกมุม รวมไปถึงทำให้ได้เรียนรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำงาน ที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างนักเขียนและบก. ที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอเป็นปกติ

แม้กระทั่งการแก้ปัญหาที่จะทำให้ผลงานการ์ตูนของตนออกมาดีเยี่ยม ได้รับความนิยมจากคนอ่านได้เยอะๆ เพียงพอที่จะทำให้ซีรี่ย์ของตนไม่โดนตัดจบได้ จากที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราได้รู้ว่า กว่าจะได้การ์ตูน 1 ตอนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องยอมเสียเวลาในการแก้เนม หรือ สตอรี่บอร์ด หลายต่อหลายครั้ง ให้บก.หรือผู้ดูแลให้พอใจมากที่สุด ต่อจากนั้นก็ไปวัดความนิยมจากคนอ่านกันอีกที ซึ่งถึงแม้ว่าโดยรวมเรื่องนี้อ่านๆไปอาจคล้ายกับสารคดีเจาะลึกนักเขียนการ์ตูนของนิตยสารจัมป์ซะจนคนที่รักความตื่นเต้นแบบเดธโน้ตอาจรู้สึกเบื่อๆไปบ้าง แต่รับรองว่าอ่านแล้วไม่เบื่อแน่

เพราะนอกจากจะได้ตามลุ้นไปกับสถานการณ์ของคู่ดูโอไฟแรงที่มีทั้ง ความเป็นความตายของซีรี่ย์ตนเอง รวมถึงชีวิตการทำงานของตนเองแล้ว ยังคอยมีมุขตลกคอยเบรกคั่น รวมถึงเรื่องราวอันโรแมนติคนิดๆระหว่างคู่หนุ่มสาวเรื่องนี้ไปด้วย และที่สำคัญยังได้สาระน่ารู้แฝงด้วย เรียกได้ว่า อ่านเรื่องนี้ได้อารมณ์ราวกับกำลังชมละครดราม่าชวนไพรม์ไทม์เลย
แต่สำหรับลายเส้นของเรื่องนี้ อาจดูดร็อปลงไปจากงานก่อนในความรู้สึกของบางคน แต่ลายเส้นแบบในบาคุแมนเนี่ย ก็ดูเข้ากันดีกับธีมเรื่องที่เน้นเรื่องราวของการใช้ชีวิตของบรรดานักเขียนการ์ตูน รวมไปถึงการใช้ชีวิตของวัยรุ่น ที่มีอยู่หลากอารมณ์ หลากสีสัน ทั้งเฮฮา ทำหน้าเหวอ ตลก อาย เศร้า โรแมนติก แตกต่างกันไป แต่ที่แน่ๆ ถึงแม้ว่า 2 คู่หูอาจมีหน้าตาไม่ดึงดูดเท่าไหร่ แต่ยังได้ อาซึกิ ที่ออกแบบตัวละครได้ถูกใจเหลือหลาย จนอาจเป็นสาวน้อยในฝันของหนุ่มๆที่อ่านเรื่องนี้ไปบางส่วน(ฮา)

นอกจากนี้ เรื่องนี้ก็เด่นในแง่ของการเชื่อมโยงผูกเรื่องราวได้อย่างลงตัว ทำให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการผูกเรื่องราวของไซโค กับ อาซึกิ ที่ได้ให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับความฝันของตนเอง ซึ่งก็ไปโยงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างคุณอาของไซโคที่เป็นนักเขียนการ์ตูน กับ คุณแม่ของอาซึกิ ….. ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็เคยหลงรักกัน แม้ว่าความรักของคุณอาไซโคนั้นจบลงด้วยความไม่สมหวัง แต่ก็ช่วยเพิ่มความน่าลุ้นมากขึ้นว่าในรุ่นหลานที่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกัน จะมีความรักที่สมหวังหรือไม่
และสิ่งที่สำคัญที่เราพบเจอในเรื่องนี้ จนต้องบอกว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง ก็คงจะหนีไม่พ้น แนวคิด การสร้างแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆของแต่ละคน จนทำให้เกิดความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำสิ่งๆนั้นให้เป็นความจริงอย่างที่ตนหวัง ซึ่งตรงจุดนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ไซโค ในช่วงแรกๆ ที่มีท่าทางซังกะตาย ใช้ชีวิตไปแบบวันๆ อย่างเฉื่อยแฉะ ทั้งๆที่ตนเองมีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพ แถมตัวไซโคเองก็ได้รับรู้เรื่องราว(แบบผิดๆ)ของคุณอาตัวเอง จนเลิกคิดเป็นนักเขียนการ์ตูน ซึ่งผิดกับ ชูจิน ที่เรียนเก่งมากซะจนมีทางเลือกในอนาคตอยู่หลากหลายทาง

แต่ด้วยการที่ชูจินชื่นชอบในการ์ตูนมาก เขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะเสี่ยงดวงกับสิ่งที่เขารัก แม้ว่างานที่เขาเลือกนั้นจะเป็นงานที่ไม่มั่นคงในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่พอไซโค ได้รับแรงกระตุ้นจากชูจิน ,ได้รับรู้เรื่องราวความฝันของอาซึกิ รวมถึง ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของคุณอาของตนในภายหลัง จึงทำให้ไซโค เกิดความมุ่งมั่น อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน อยากมีผลงานการ์ตูนที่มีคนยอมรับและให้ได้ทำเป็นอนิเมก่อนอายุ 18 ปี ดั่งที่ตนหวัง ซึ่งรวมไปถึงความรักที่สมหวังกับอาซึกิอีกด้วย………..ถึงแม้ว่าคำมั่นสัญญาระหว่าง ไซโค กับ อาซึกิ ฟังๆแล้ว อาจดูเหมือนเป็นการฝันเฟื่อง เพ้อฝัน ไปซักหน่อย แต่ถ้าเราตั้งใจทำสิ่งนั้นให้มันเป็นจริงได้ เรื่องความฝัน คำมั่นสัญญานั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอย่างแน่นอน!!!……ซึ่งเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนเองได้ หากรู้ว่า ความฝัน หรือ อนาคตของตนเองนั้นคืออะไร?
สุดท้ายนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก หากใครเปิดอ่านในฉบับรวมเล่ม คุณก็จะเห็นหน้าพิเศษซึ่งเป็นเนมของอ.ผู้แต่งทั้งสองท่านนี้ หากใครได้เห็นเนมของอ.โอบะ ก็คงไม่ต้องบอกล่ะครับว่า อ.โอบะ กับ อ.ฮิโรชิ กาโม่ ผู้แต่ง ลัคกี้แมน นั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?!!!!!!!!
ลายเส้น 8/10
เนื้อเรื่อง 9/10
ความสนุกประทับใจ 8.5/10
พิเศษ 9.5/10
quote:เพลิดเพลินสำหรับคนที่สนใจ ในเรื่องราววงการการ์ตูนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อาจน่าเบื่อหน่อยสำหรับคนที่ชื่นชอบอะไรที่มันโลดโผน…..โดยรวมคนที่ชื่นชอบผลงานจากคู่หูผู้แต่งเดธโน้ต ไม่ควรพลาด!!!
http://www.kartoon-discovery.com/aboutcomic/review200908.html

…ชื่อการ์ตูน Bakuman เรื่องนี้มาจากคำว่า “ระเบิด”(บะคุฮัตสึ) เสี่ยงโชค(บะคุฉิ) และสมเสร็จ(บะคุ) สัตว์ช้ำตำนานที่ว่ากันว่ากินความฝันเป็นอาหาร It means explosion gamble and tapir an animal believed to eat dreams..
ครับ..

ตอนที่ผมรู้จักเรื่องการ์ตูนBakuman เพราะผมอ่านเรื่องกินทามะ เป็นการ์ตูน ที่เล่าถึงว่า ความคมคายเรื่องงานของทุกชนชั้นกับสังคม ในการทำงานทุกคนต้องเจอความยากลำบากเจียนตายแทบทุกคน แต่การเจองานที่ลำบาก สู้ทำงานในสิ่งที่ชอบจะได้ทุ่มเทไปในการทำงานนั้น แล้วไม่ใช่ทุกคนจะได้งานที่ชอบ ไม่เสียเวลาหางาน สิ่งที่หายไปในเวลาของการทำงานที่ชอบ มีเวลาอยู่กับงานนั้นๆ (แต่คนที่ไม่ชอบงานที่ตนทำอย่างยากลำบาก แต่ทำได้ดีก็เก่งน่ะครับ)

จากอุดมคติของความรัก-การจะเอาทั้งความฝันนักเขียนการ์ตูน และความรักด้วยทั้งสองอย่างไม่ง่าย คือ ผมไม่เห็นว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่จะทำสิ่งที่ฝันไว้ตอนเด็กล้มเลิกกลางคัน แล้วอายุมากแก่ชราไม่มีโอกาส นั่นเป็นการมองโลกแง่ลบ ในข้อเสียของการ์ตูนเรื่องนี้ คือ เชียร์วัยฝันช่วงวัยรุ่นมากเกินไปหน่อย ถึงแม้จัละครพระเอก จะป่วยทำงานหนัก และเพื่อนร่วมคิดเครียดกับการ์ตูนถูกเลียนแบบเป็นคดีความ(ไม่ได้ฆ่าตัวตายเลียนแบบ)ทำจริง เข้าไปในธนาคาร แกล้งธนาคาร เหมือนการ์ตูนที่พวกเขาเขียนเรื่องPCP (Perfect Crime Party)โดยเป็นข่าวให้คิดมากพล็อตการ์ตูน ในตอนCopycat and subconscious แต่ผมชอบตัวละคร บางตัวที่ไม่ใช่พระเอก เช่น

ตัวละครอายุ33 เป็นผู้ช่วยนักเขียนการ์ตูน ไม่ฉลาด ไม่ขยัน โดนคนเด็กกว่าไซโค แถมอ้วน เพราะหมดไฟฝัน มีโอกาสรักกับเพื่อนร่วมงานนักเขียนสาวแต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงาน และความรัก คือ ตัวละครนี้ ทำให้ผมลุ้นในชีวิตมากกว่า แม้ตัวเอกจะเป็นพวกขยันก็ตาม เพราะการ์ตูนเล่าเรื่องการเขียนสองแบบ คือ แบบที่ตัวละครการ์ตูนเคลื่อนไหวเอง กับแบบที่วางแผนเขียนแบบเหมือนไม่ได้วางแผนเขียน คือ กล่าวง่ายๆ อัจฉริยะสองแบบ ในด้านขยันวางแผนคิดมาก กับพวกเขียนโดยไม่ได้คิดมากไหลไปตามประสบการณ์ของจินตนาการตัวเอง

ด้านหนึ่งกองบก. ก็มีข้อดี ข้อเสีย โดยการ์ตูนบรรยายให้รู้ว่านักเขียนการ์ตูน บางคน ก็ไม่เชื่อกองบก. และกองบก.นำนักเขียนการ์ตูน ไปสู่การหลงทางไม่มีแนวทางว่าฝีมือ จะพัฒนาเรื่องได้รับความนิยม ก็มีจากกองบก. ซึ่งเรียนอย่างเดียวขาดประสบการณ์เขียนการ์ตูน พูดเหมือนตำราทฤษฎีการ์ตูนเป๊ะ แต่ตัวละครที่น่าสนใจ ก็มีที่ตัวละครเยอะเรื่องของการเป็นนักเขียนการ์ตูน ก็เห็นด้านเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย คนหลายแบบ หลายประเภท ในการทำงาน ที่เป็นอัจฉริยะวัยเด็ก วัยรุ่น กับคนประเภท อายุ26 แทบไม่เคยอ่านการ์ตูน ตอนขึ้นรถไฟไปทำงานหยิบจั้มป์ขึ้นมาอ่านแล้วก็คิดว่าแบบนี้เราก็เขียนได้ ก็เลยลาออกจากงาน

แล้วเริ่มเขียนการ์ตูน อีกเดือนให้หลังส่งต้นฉบับมาไม่คิดว่าสุดยอด เหรอ ครับ ปกติคนทั่วไปจะเริ่มลอกลายเส้นจากการ์ตูนที่ชอบตอนอายุ 10 กว่าขวบ เรียนรู้จากคู่มือการสอนเขียนการ์ตูน ผ่านโรงเรียนหัดเขียนการ์ตูนตามรูปแบบที่มีการเรียน(ผมเคยเห็นหนังสือเด็กไทยไปเรียนเขียนการ์ตูนมอปลาย) และเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองลองผิดลองถูก จากหนังสือจั๊มป์เล่มเดียวไม่ถือเป็นอัจฉริยะ หรือ ครับ(ความคิดเห็นมุมมองจากกองบก.ต่อนักเขียนการ์ตูน)
อนึ่ง เรื่องราวของการ์ตูน มีมาก ก็ผมไม่มีเวลาเขียน ฮาๆ แต่ผมชอบตัวละครการ์ตูนอายุ26 ที่มีความพอใจในเรื่องงานไม่ชอบแข่งขันเขียนการ์ตูน และการมองโลกแง่ลบ เขียนการ์ตูนบู๊ ทั้งที่ไม่ชอบทำงานเขียนการ์ตูนบ่นๆ ตลอดเวลามารเข้าแทรก ทำให้เขียนการ์ตูน ถูกกองบก.ป้อยอเป็นอัจฉริยะมีความสามารถ บ่นพลาดไม่อยากทำงาน อยากเกิดเป็นหมีแพนด้ากินๆแล้วก็นอน

แต่ด้วยความเพี้ยนยังเขียนงานออกมาได้ ด้วยแรงกระตุ้นจากกองบก. และตัวเขาเอง ก็เป็นพวกมีพรสวรรค์ อัจฉริยะ แบบเขียนโดยไม่วางแผน ไอเดียพรั่งพรูมาพร้อมความทุกข์ยากจากการเขียนเรื่องได้สนุก ขำขันแบบแก๊กซีเรียส ที่ถูกกดดันเรื่องความรัก มีคนรักคนเดียวกับอดีตผู้ช่วยอายุ33 ปีคนนั้น แล้วหลายปีต่อมาเรื่องงาน-ความรักลำบาก แต่เขาก็ทำมันการ์ตูนให้สนุกคลายเครียดได้!

อย่างไรก็ดี ผมยกยอดเผื่อเขียนอะไรคราวหน้า คือ เดือนสิงหาที่ผ่านมาคาเมนไรเดอร์ มาแสดงที่เชียงใหม่อยากย้อนเวลาไปเป็นพวกเด็กๆ ชอบไรเดอร์คิก…คิกๆ ฮา

The Origin Of Love – Hedwig And The Angry Inch
When the earth was still flat,
And the clouds made of fire,
And mountains stretched up to the sky,
Sometimes higher,
Folks roamed the earth
Like big rolling kegs.
They had two sets of arms.
They had two sets of legs.
They had two faces peering
Out of one giant head
So they could watch all around them
As they talked; while they read.
And they never knew nothing of love.
It was before the origin of love.
The origin of love
And there were three sexes then,
One that looked like two men
Glued up back to back,
Called the children of the sun.
And similar in shape and girth
Were the children of the earth.
They looked like two girls
Rolled up in one.
And the children of the moon
Were like a fork shoved on a spoon.
They were part sun, part earth
Part daughter, part son.
The origin of love
Now the gods grew quite scared
Of our strength and defiance
And Thor said,
“I’m gonna kill them all
With my hammer,
Like I killed the giants.”
And Zeus said, “No,
You better let me
Use my lightening, like scissors,
Like I cut the legs off the whales
And dinosaurs into lizards.”
Then he grabbed up some bolts
And he let out a laugh,
Said, “I’ll split them right down the middle.
Gonna cut them right up in half.”
And then storm clouds gathered above
Into great balls of fire
And then fire shot down
From the sky in bolts
Like shining blades
Of a knife.
And it ripped
Right through the flesh
Of the children of the sun
And the moon
And the earth.
And some Indian god
Sewed the wound up into a hole,
Pulled it round to our belly
To remind us of the price we pay.
And Osiris and the gods of the Nile
Gathered up a big storm
To blow a hurricane,
To scatter us away,
In a flood of wind and rain,
And a sea of tidal waves,
To wash us all away,
And if we don’t behave
They’ll cut us down again
And we’ll be hopping round on one foot
And looking through one eye.
Last time I saw you
We had just split in two.
You were looking at me.
I was looking at you.
You had a way so familiar,
But I could not recognize,
Cause you had blood on your face;
I had blood in my eyes.
But I could swear by your expression
That the pain down in your soul
Was the same as the one down in mine.
That’s the pain,
Cuts a straight line
Down through the heart;
We called it love.
So we wrapped our arms around each other,
Trying to shove ourselves back together.
We were making love,
Making love.
It was a cold dark evening,
Such a long time ago,
When by the mighty hand of Jove,
It was the sad story
How we became
Lonely two-legged creatures,
It’s the story of
The origin of love.
That’s the origin of love.
http://www.stlyrics.com/lyrics/hedwigandtheangryinch/originoflove.htm

“The Origin of Love” is a song from the stage show Hedwig and the Angry Inch and subsequent film written by John Cameron Mitchell and Stephen Trask. Stephen Trask wrote the song, which is based on a story from Plato’s Symposium.

โดยมีคนเขียนเล่าเรื่องของหนังสือเพลโตเรื่องซิมโพเซี่ยม เป็นเรื่องของความรักว่าคนเรามีสองร่าง ในชายและหญิง ต่อมาถูกแยกออกจากกัน ก็น่าจะแปลได้ว่า นั่นแหละ คือ กำเนิดของคู่แท้ เนื้อคู่จากการตีความเพลงดังกล่าว และผมนำมาแปะเล่าให้อ่านกันเพิ่มเติม(แต่ผมไม่เคยดูเรื่องนี้น่ะครับ)
Origins of Love–Soul Mates
http://www.cybercauldron.co.uk/origins-of-love–soul-mates

มิวสิควิดิโอ ที่ทำเองแรงบันดาลใจจากเพลง ก็วาดรูปลงหนังสือไอเดียน่าสนใจ น่ะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=1BgvD00lnmU

11 กันยายน
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) – วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544: ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสาร 3 ลำ เพื่อโจมตีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อาคารแฝดในนครนิวยอร์ก และอาคารเพนทากอน ที่ตั้งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในวอชิงตัน ดี.ซี. เครื่องบินลำที่ 4 ตกในรัฐเพนซิลเวเนีย มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เกือบ 3,000 คน
พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) – กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลาทูสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก
วันถึงแก่กรรมพ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) – นิกิตา ครุชชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต (เกิด พ.ศ. 2437)
http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

—–รำลึกเหตุการณ์ 9/11 ผ่านวอลเตอร์ เบนจามิน โดยแนวคิดปรัชญาทางประวัติศาสตร์ และภาวะฉุกเฉินของรัฐ….
to the “real state of emergency”. – Historical Materialismwww.historicalmaterialism.org › … › Submissions – Cached
You +1’d this publicly. Undo
The real danger, which the “state of emergency” represents, is not the historical contingency of … “The current amazement that the things we are experiencing are ‘still’ possible in the twentieth century is not philosophical. … of knowledge— unless it is the knowledge that the view of history which gives rise to it is untenable”.
The Frankfurt School: Its History, Theories, and Political … – Page 327 – Google Books Resultbooks.google.co.th/books?isbn=0262731134
Rolf Wiggershaus – 1995 – Philosophy – 787 pages
But a passage from Benjamin’s ‘Theses on the Philosophy of History’ seemed to
have become … of their inquiry:’ ‘The current amazement that the things we are
experiencing are “still” possible in the twentieth century is not philosophical. …
unless it is the knowledge that the view of history which gives rise to it is
untenable.Chapter 19. Ireland After History – Blackwell Reference Onlinewww.blackwellreference.com › … › Postcolonial History
You +1’d this publicly. Undo
The current amazement that the things we are experiencing are “still” possible in the twentieth century is not philosophical. This amazement is not the beginning …
Walter Benjamin On the Concept of History /Theses on the …www.sfu.ca/~andrewf/CONCEPT2.html – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
One can imagine a philosophical counterpart to this device. …. The current amazement that the things we are experiencing are ‘still’ possible in the twentieth century is not philosophical. This amazement is not the beginning of knowledge —unless it is the knowledge that the view of history which gives rise to it is untenable.
walterbenjamin.htmlwww.wbenjamin.org/walterbenjamin.html – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
We must attain to a conception of history that is in keeping with this insight. … The current amazement that the things we are experiencing are ‘still’ possible in the twentieth century is not philosophical. … is not the beginning of knowledge– unless it is the knowledge that the view of history which gives rise to it is untenable.” …

Bakuman
เมื่อเด็กๆ คิดว่าชีวิตสั้น หรือยาว ก็น่าสนใจ ในเรื่องตัวละครพระเอก มีความฝันคล้ายของอาเป็นนักเขียนการ์ตูนใสซื่อ ติดต่อกับหญิงสาวทางจดหมาย(พระเอกติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ ส่งข้อความ) เพื่อให้หญิงยอมรับความยิ่งใหญ่ของนักเขียนการ์ตูนดีกว่าเป็นพนักงานบริษัทระดับกลาง ไม่ใช่บริษัทแนวหน้า และอาของหลาน เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย ที่มีความฝัน แต่ความเป็นนักเขียนการ์ตูนอัจฉริยะ จริงๆ ก็มีแค่หยิบมือ ที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด ที่เหลือเป็นพวกเสี่ยงดวง ยากจะเลี้ยงชีพโดยการเขียนหนังสือ จากการประเมินของนักอ่าน และบก.จะช่วยพัฒนาฝีมือนักเขียนจากแรงบันดาลใจให้เขาได้ด้วย

โดยการเขียนการ์ตูน ต้องมี1.มั่นใจในตัวเอง 2.อุตสาหะ 3.ดวง และห้าเงื่อนไขนักเขียนการ์ตูน 1.อย่าเขียนงานกระจอกๆ เด็ดขาดให้ทุ่มทั้งสายเลือดลงน้ำหมึก 2.อย่าหวังความนิยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ควรพลิกฟื้นผืนดินให้ถึงราก 3.ถึงจะได้ตำแหน่งชั่วครั้งชั่วคราว ก็อย่ายึดติด หากมีตัวเลือกระหว่างพายุกับความสงบ จงเลือกพายุ 4.บางครั้งอาจจะแพ้ และล้มเหลวเอามารดาความล้มเหลวเป็นบทเรียน 5.ถึงทำได้สี่ข้อก็อย่าถือว่าตัวเองถูกต้องทั้งหมด เอาทุกคนเป็นครูยกเว้นตัวเอง

การ์ตูนเล่าว่าคู่หูนักเขียนการ์ตูน เป็นพวกเด็กไปเสนองาน ซึ่งกองบก.บอกว่า ยิ่งเด็กยิ่งพัฒนาได้เร็ว นักเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จ มีสองแบบ แบบหนึ่งเป็นฝ่ายไม่ได้วางแผน คือ พวกอัจฉริยะ เขียนขวานผ่าซาก อีกฝ่ายคำนวณความนิยมจากแบบสอบถามของคนอ่านการ์ตูน ที่ส่งมาให้ทางกองบก.นิตยสาร และความนิยมจากการให้คะแนน ข้อมูลและการสร้างความฮิตของการ์ตูน คือ โชค เมื่อกองบก.บอกว่าสิบคนอ่าน สิบคนความคิดเห็น และการให้คะแนน จงใจให้คะแนนไม่มากเพื่อพัฒนาฝีมือ และกองบก. ก็บอกว่าคนสองคนต่างดึงจุดเด่นของแต่ละคนออกมา และกองบก.ช่วยเสนอไอเดียที่เราไม่มีให้เติมเต็ม พล็อตเข้าใจง่าย

ถ้าไล่ตามความฝันแล้วเสียใจที่หลัง ฉันยอมรับได้ เพราะฉันไม่อยากเสียใจทีหลังว่าไม่ได้ไล่ตามฝันของตัวเอง และเงื่อนไขความสัมพันธ์ใสซื่อสวยงาม รูปถ่ายยังไม่มีเก็บไว้ เส้นทางโรแมนติคของคนขี้อาย (ขายแรงแต่งงาน) เพราะอยากแต่งงานกับสาว ด้วยความพยายามตลอดเวลา แม้หญิงสาวแต่งงานไปกับคนอื่น แต่เชื่อว่าเธอจะเฝ้าดูเป็นกำลังใจให้เขาอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้

……ผมไม่มีเวลาเขียนต่อยกไปโอกาสหน้า มีหลายเรื่องเดินทางไปต่างอำเภอ……กลับมาชม.ธุระฯลฯ………………………
นักเขียนชื่อดังจากแดนอาทิตย์อุทัย ฮารูกิ มูราคามิ ขึ้นเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะคว้ารางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปีนี้
แลดโบรกส์ บริษัทรับพนันรายใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ตั้งอัตราการคว้ารางวัล โดยประกาศให้ นักเขียนชาวญี่ปุ่น ฮารูกิ มูราคามิ เจ้าของผลงาน ผลงาน Norwegian Wood, The Wind-Up Bird Chronicle และ ล่าสุด IQ84 คือตัวเต็งอันดับที่ 1 ด้วยอัตราต่อรอง 10/1 ตามมาด้วย กวีและนักเขียนชาวดัชต์ เซส โนทาโบม และ โม่เหยียน ของจีน ที่มีอัตราต่อรอง 12/1
ปีที่แล้ว รางวัลโนเบลสาขานี้ ตกเป็นของ กวีชาวสวีเดน โทมัส ทรานส์โทรมเมอร์ ซึ่งตามโผอัตราต่อรองของแลดโบรกส์ เขามาเป็นอันดับ 2 ด้วยอัตราต่อรอง 9/2 เป็นรอง กวีซีเรีย อโดนิส ที่มาพร้อมอัตราต่อรอง 4/1 มาปีนี้ อโดนิส กลับหลุดโผ โดยมีกวีเกาหลี โก อุน และ นักเขียนจากอัลแบเนีย อิสมาลี กาแดร์ เข้ามาอยู่ในโผแทน
ต้นปีที่ผ่านมา ประธานแห่ง Swedish Academy ปีเตอร์ อิงลันด์ เผยรายชื่อ 46 นักเขียนที่เข้ารอบแรก จากรายชื่อที่เข้าชิงทั้งหมด 210 คน โดยรางวัลโนเบลจะประกาศเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งปีที่แล้ว มูราคามิ เป็นตัวเต็งอันดับ 3 ตามโผของแลดโบรกส์
http://waymagazine.org/news-update/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-1/

อ่านนิยายชิงซีไรต์ 2555 ทั้ง 7 เล่มไปพร้อมๆ กับกรรมการ .
เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง’ โดย แดนอรัญ แสงทอง
มีข่าวไม่ได้กรอง แต่ก็หลุดรอดออกมาให้เป็นที่เม้าท์กันสนั่นเมืองว่าในการประกวดรางวัลซีไรต์รอบนวนิยายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นวนิยายเรื่อง ‘เงาสีขาว’ ของ แดนอรัญ แสงทอง เป็นหนึ่งในงานที่ส่งเข้าร่วมชิงชัย และถึงแม้ว่ากรรมการคัดเลือกหลายท่านจะถูกอกถูกใจพร้อมจะส่งให้เข้ารอบสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล แต่ดันมีกรรมการบางท่านที่ทนรับกับเนื้อหาสุดหมิ่นเหม่ก่อกวนศีลธรรมถึงขั้นหยาบระยำของมันไม่ได้ จนสุดท้ายก็ต้องใช้วิทยายุทธ์กำลังภายในเบียดดันให้มันต้องตกรอบไปเหลือไว้แต่นิยายที่มีเนื้อหาแสนสะอาดจรรโลงอย่าง ‘ชะบน’ ของ ธีระยุทธ ดาวจันทึก / ‘ปีกความฝัน’ ของ ‘นิพพานฯ’ / ‘ผ้าทอง’ ของ ‘แก้วเก้า’ / ‘เวลา’ ของ ชาติ กอบจิตติ และ ‘หมู่บ้านท่าเข็น’ ของ อุดม วิเศษสาธร เข้าชิงไปในที่สุด หากข่าวที่ว่านี้เป็นความจริง ผู้เขียนก็คงต้อง ‘ปลงสังเวช’ ไปกับรสนิยมของกรรมการท่านนั้นที่เห็น ‘ศีลธรรม’ เป็นเรื่องสำคัญกว่าพลังสร้างสรรค์ในทางศิลปะ

ส่วนเหตุผลนั้นก็คงไม่ต้องจาระไนความใด ๆ เพียงแค่ได้อ่านนิยายเรื่อง ‘เงาสีขาว’ เทียบกับเล่มที่เข้ารอบทั้งหลายแล้วก็คงจะสัมผัสรู้กันได้ทันที จริง ๆ การประกวดรางวัลซีไรต์เหมือนจะเป็นการประกวดวรรณกรรมเพียงเวทีเดียวที่ไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณากันแสนจะคับแคบว่า เนื้อหาของงานจะต้อง ‘ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี และไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศชาติ’ หรือต้องมีเนื้อหาที่ ‘จรรโลงสังคม’ อย่างเวทีอื่น ๆ ที่จัดประกวดกัน ที่ผ่านมาจึงพอจะมีผลงานในทำนองหม่นมืดหลุดเข้าสู่รอบสุดท้ายแม้จะไม่ได้รางวัลไปก็ตาม ความเปิดกว้างในด้านเนื้อหานับเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมงานสร้างสรรค์ และการปิดกั้นก็รังแต่จะทำให้ตัวรางวัลเสื่อมความมนต์ขลังลงไป ไม่เท่าทันกับความเป็นไปอันสลับซับซ้อนของโลก

เมื่อนวนิยายเล่มใหม่ ‘เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง’ ของ แดนอรัญ แสงทอง ซึ่งมีเนื้อหาเชิงพุทธบูชาหันหน้าเข้าหาความล้ำลึกแยบคาบของหลักธรรมะ ได้รับการต้อนรับอย่างกระดี้กระด้าจากคณะกรรมการคัดเลือกในปีนี้ มันจึงกลายเป็นเรื่องย้อนหยันอยู่ในที ที่พอตัวนิยายมีเนื้อหาจรรโลงแบบนี้ คุณพี่ก็โบกธงเปิดทางให้ แดนอรัญ แสงทอง ได้ผ่านฉลุย!
http://www.siamintelligence.com/seawrite-2012/

ขอเป็นตัวละครอย่างน้อย ก็ในเรื่องPinball 1973 โดยมูราคามิ ที่ผมมีหนังสือนิยายเล่มนี้ เพราะเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งให้มาเขียนไว้หน้าแผ่นลองปกเล่มว่าให้ผมปี2546 จากอำเภอเชียงของเกือบสิบปีแล้วครับ ซึ่งตัวละครชอบนอนอ่านหนังสือเหตุผลของปรัชญาบริสุทธิ์ของค้านท์ และคู่นอนเป็นสาวฝาแฝด…

แต่ตัวละครนี้ ก็มีการเล่าเรื่องการอ่านหนังสือบ้าง เช่น อ่านประวัติของทร็อตสกี้ และน่าสนใจ คือ การกวนโอ้ยของห้วงคะนึงตัวละครว่า ขณะเล่นเครื่องพินบอล แต่บางคนอาจจะอ่านหนังสือนิยายของพรูสต์ กับอีกคนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงหญิงสาวบนรถยนต์ ซึ่งคนหนึ่งอาจจะกลายเป็นนักเขียน และอีกคนหนึ่งอาจจะกลายเป็นพ่อคน

เมื่อความต่างของความจริงๆ จังๆ นักเขียนญี่ปุ่น ที่ได้รางวัลโนเบล ก็มีประวัติฆ่าตัวตาย หรือนักเขียนญี่ปุ่น ซีเรียสจริงจังเยอะกว่าไทย แต่พี่ไทย ตอนสมัยหนึ่งน่าเสียดายเรื่องผลงานเงาสีขาว ที่มีชายเกือบบ้าเขียนงานสารภาพความเลวของตัวเอง พาผู้หญิงไปทำแท้ง ซึ่งผมเคยเล่าเรื่องนิยายเงาสีขาวไว้หลายครั้ง แต่ไม่มีบริบทเรื่องรางวัลซีไรต์โดยคราวนี้บวกบริบทกระแสซีไรต์หน่อยๆ คือ เราก็เป็นอย่างนี้แหละคร้าบ แค่ซีไรต์ ก็ดูดีสำหรับอาเซียน ในกระแสแล้ว มองโลกแง่บวก แหะๆ ตอนนี้ผมเป็นนักเขียน หรือไม่ก็เป็นพ่อคน คร้าบ 555

เชียงใหม่ มุมใหม่ : ปีใหม่ 2555
สภาพแวดล้อมของห้อง ในการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ผ่านความทรงจำเล่าเรื่องการทำงานของรายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ด้วยยครับ

ข่าวน้ำท่วมในไทยและข่าวต่างๆ ซึ่งผมติดตามบ้างน่ะ ครับ
จับตา 2 มหาอำนาจผลัดแผ่นดินลุ้นผ่าทางตันเศรษฐกิจโลก
http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=32328&ch=227
NASA ขอแรงเด็กและเยาวชนทั่วโลก “ช่วยตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยให้หน่อย”
http://jusci.net/node/2774
เว็บไซด์นิวมันดาลา แนะนำหนังสือที่มีเรื่องราวกลุ่มวลัญชทัศน์ เป็นอดีตนศ.เชียงใหม่ ช่วงก่อน14 ตุลา และฯลฯ ลองดูเพิ่มเติม คือ Review of Revolution Interrupted Farmers, Students, Law, and Violence in Northern Thailand
Nidhi Eoseewong. “Introduction”. His Name is Tongkwao: Writings of Young Men in the Flats at the Edge of the Mountains, ed. Young men in the Flats at the Edge of the Mountains. Chiangmai: Chiangmai University, 1970. [In Thai].
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2012/07/24/review-of-revolution-interrupted-tlcnmrev-xli/
Not so Happy Birthdays
มหาดไทย สั่งงดใช้ FB เวลาราชการ
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=500595&ch=hn
ปฎิรูประบบราชการทหาร และองค์กรอิสระเพื่อกระจายอำนาจ
http://thaienews.blogspot.com/2012/09/blog-post_9.html
ทองคำปรับขึ้น 50 บาท แท่ง 25,050 รูปพรรณ 25,450
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5qa3dNREF6TUE9PQ==
วิกฤติ! โพลชี้คนไทยรับได้มากขึ้นหากรัฐโกงแล้วตนได้ประโยชน์
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=500531&ch=hn
สหภาพครูในชิคาโก้นัดหยุดงานครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี
My Love by Sia
มิวสิควิดิโอ ใช้ภาพนิ่งประกอบ และดัดแปลงกระดาษแผนที่ทำเป็นรูปหัวใจน่ารักดี ครับ
My Love lyrics
Songwriters: Furler, Sia; Kraus, Oliver;
My love, leave yourself behind
Beat inside me, leave you blind
My love, you have found peace
You were searching for release
You gave it all into the call
You took a chance and
You took the fall for us
You came thoughtfully
Loved me faithfully
You taught me honor
You did it for me
Tonight you will sleep for good
You will wait for me, my love
Now I am strong, you gave me all
You gave all you had
And now I am home
My love, leave yourself behind
Beat inside me, leave you blind
My love, look what you can do
I am mending, I’ll be with you
You took my hand and added a plan
You gave me your heart
I asked you to dance with me
You loved honestly
Did what you could release
Ah, ooh
I know you’re pleased to go
I won’t relieve this love
Now I am strong, you gave me all
You gave all you had
And now I am home
My love, leave yourself behind
Beat inside me, I’ll be with you
[ From: http://www.elyrics.net/read/s/sia-lyrics/my-love-lyrics.html%5D

12-19 กันยา55
15 กันยา 55
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลประเทศไทย – วันศิลป์ พีระศรี, วันราชมงคล
วันประกาศเอกราชใน คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว
วันประชาธิปไตยสากล – สหประชาชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/15_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

งวดวันที่ 16 ก.ย. 2555
รางวัลที่ 1
540143
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
123 242 752 770

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
79
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=501569&ch=hn

การเดินทางไม่ง่าย ก็เล่าเรื่องไม่เป็นความลับ คือ นับตั้งแต่รถทัวร์เปลี่ยนตั๋ว กระทันหัน ไปขึ้นรถอีกคัน ก็เข้าห้องน้ำ ระหว่างจะขึ้นรถไม่ทัน เกือบตกรถทัวร์ และผมลองนั่งรถทัวร์ ที่มีบริการเครื่องเล่นเกมส์ยิงกันเหมือนสงครามสนามรบของทหารอะไรสักอย่าง(แต่มันคงไม่ง่ายคำนวณเหมือนสงครามชีวิตจริงน่ะครับ) ฯลฯ และดูหนังฟังเพลง ติดเบาะดู ก็ดี ในแง่ดูหนังสบายๆ เช่น under world(เหมือนดูซ้ำอีกรอบจากการนั่งรถทัวร์บางทีก็หลับ) ,Avatar(เหมือนดูซ้ำอีกรอบจากการนั่งตามร้าน), Terminator Salvation คนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก โดยเรื่องย่อ
เรื่องราวในปี 2018 คริสเตียน เบล รับบทเป็น จอห์น คอนเนอร์ ชายผู้มีชะตาเป็นผู้นำเหล่ามนุษย์ในการต่อต้านองค์กร “สกายเน็ต” และเหล่าทหารหุ่นยนต์สังหารของมัน

ใน Terminator Salvation : The Future Begins คอนเนอร์ได้พบกับมาร์คัส ไรท์ (แซม เวิร์ทธิงตัน) ชายหนุ่มลึกลับผู้ที่ความทรงจำครั้งสุดท้ายของเขาก็คือการอยู่ในแดนประหารนักโทษ แล้วความเชื่อของคอนเนอร์ ก็ต้องถูกท้าทาย เมื่อพบว่าแซม คือผู้ที่ถูกส่งตัวข้ามกาลเวลามาช่วยเขา แต่จากเวลาช่วงไหนล่ะ อดีตหรืออนาคตกันแน่ และเมื่อสกายเน็ตเตรียมการที่จะกวาดล้างมนุษย์ครั้งสุดท้าย คอนเนอร์กับมาร์คัสต้องผนึกกำลังกันเดินทางฝ่าอันตรายสู่ใจกลางของสกายเน็ต ที่ซึ่งพวกเขาได้ค้นพบความลับอันน่ากลัวที่อยู่เบื้องหลังการทำลายล้างมนุษยชาติ
http://series-center.blogspot.com/2011/01/terminator-salvation-4.html

Terminator 4 Official Trailer

หนังมีประเด็นเรื่องโอกาสครั้งที่สองของชีวิต ซึ่งผมเดินทางไปที่กทม.มีสองเรื่องสำคัญ แต่เรื่องหนึ่ง ที่ผมจะเล่า คือ ผมไปอบรมเรื่องหุ้น ทั้งหุ้นทอง และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ง่ายเรียนวันนั้นได้แค่20% เพราะสอนกันเร่งรัดแค่ชั่วโมงสองชม.ตามไม่ทัน และผมเจอฝน เดินเปียกอย่างกับนึกถึงคำในนิยายเรื่องเดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง ท่ามกลางสายฟ้าแล่บๆ ต้องหลบฝน ต่อมาน้ำท่วมขังด้วย โดยกทม.ตื่นเต้นกันใหญ่ ฝนยังตกอยู่ที่กทม.ไหม เน้อ?

.เนื่องจากมึน หลังตื่นจากฝัน ในความทรงจำ คือ แวะพบเพื่อนฝูงโดยบังเอิญไม่เจอกันสิบกว่าปี และผู้คนเพื่อนใหม่เพื่อนเก่า รุ่นพี่ ชาวคณะนัดคุยกันต่างนานา.พอดีกลับมาผมก็ป่วย ต้องนอนพักเยอะๆ หน่อย หลังจากคุยงานรุ่นน้อง ฯลฯ แล้วก็ตาม น่ะครับ

กระนั้น ขากลับมาเชียงใหม่ ก็ผมได้ดูหนังบนรถทัวร์เรื่องThe Avengers ที่มีคำคมว่าสงครามดงกระสุนปืนยากจะคาดถึได้ และผมไม่มีเวลาเล่าเรื่องBakuman ต่อเท่าไหร่ คือ กรณีตัวละครบางตัวเป็นพวกเด็กติดเกมส์+ฮิโคโมริ อยู่แต่ในห้องใช้เกมส์เป็นทักษะในการแก้ปัญหาเร็ว มาเป็นพล็อตเรื่องการต่อสู้เร็วๆ ในงานด้านมืดของการ์ตูน์ ส่วนตัวละครชูจิน ที่แม่กดดันสอนหนังสือให้ตั้งแต่เด็ก

เพราะพ่อถูกบีบในหน้าที่การงาน แม่เลยมาลงที่ลูก ทำให้ลูก มีผลเรียนเก่งมากซะจนมีทางเลือกในอนาคตอยู่หลากหลายทาง กลับกัน ถ้าเกิดเขาทำงานเก่งหลายอย่าง ก็มีทางเลือกในอนาคตหลายทาง และการทำงานการ์ตูน ตั้งแต่วัยรุ่นเด็กๆ เป็นการทำงาน ในสิ่งที่ชอบอย่างเดียว ทำให้ช่วงเวลาของวัยรุ่นหายไป ไม่มีเพื่อน ที่ไม่เป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมห้องเรียนหายไปด้วย ข้อเสียทำงานสิ่งที่ตัวเองชอบ จนไม่มีเวลาอิสระเป็นตัวของตัวเอง นอกเหนือจากงาน ก็เขาเอาแต่วาดรูป มือเปื้อนหมึก นิ้วด้าน แต่เขาไม่ได้สนุกกับชีวิตปกติ ไปเล่นสกี ร้องคาราโอเกะ น่ะครับ

ทีนี้ การ์ตูนเล่าถึงตัวละครฝึกงานกับอัจฉริยะ การคุยงาน เขียนสตอรี่บอร์ด แต่อัฉจริยะคนนี้เป็นเด็กวัยรุ่นบ้านนอก(ผู้อ้างว่าตัวเองเป็นเด็กตลอดกาล เพราะเขียนการ์ตูน์ให้วัยรุ่น) ก็เป็นพวกวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก มีเยอะที่อยากเขียนการ์ตูนก็มีตัวละครที่สร้างไว้เอง มาเป็นสไตล์ของการวาดการ์ตูน แต่นักเขียนการ์ตูนธรรมดาๆ ต้องทำงานหนักกว่าอัจฉริยะอย่างเห็นได้ชัด โดยต้องกินเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นภาพตรงกันข้ามกับอัจฉริยะ และเล่มฉบับแปลไทยของBakuman ยังมีไม่ถึงตอนที่อดีตผู้ช่วยของอา ที่เป็นตัวเอก มีปรากฏตัวอายุ50 ปีพยายามกลับมาเขียนการ์ตูนเด็กวัยรุ่น นั่นแหละนึกถึงคำว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น…

ส่วนสรุปคำคมบางส่วนของความรักมีหลายรูปแบบ จุดทีเหมือนกัน คือ ทุ่มเทความรักให้คนรักและใจตรงเป๊ะ ถึงห่างกันสุดขอบฟ้าแต่ใกล้กันแค่ตา(ปล.ไม่มีเวลาเขียน5555)

เนื่องจากผมมีปัญหายุ่งยากหลายเรื่องของผม ไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก ก็ลองดูหนังสือน่าอ่าน และเกร็ดความรู้-ข่าวต่างๆ
เพิ่มพลังความจำแบบอัจฉริยะ ลุงไอน์สไตน์ ผู้เขียน(ลองหาอ่านดูหรือดูหนังสือเกี่ยวกับพลังสมองเพิ่มเติม)

หนังสือเพิ่มพลังสมอง…Building mental muscle
Amazon.com: Building Mental Muscle : Conditioning Exercises for …www.amazon.com › … › Schools & Teaching – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
Building Mental Muscle : Conditioning Exercises for the Six Intelligence Zones [ David Gamon,Allen D. Bragdon] on Amazon.com. *FREE* super saver shipping …
Building a better brain: Strengthening your mental muscle …www.psychologytoday.com/…/building-better-brain-strengthe… – CachedSimilar
You +1’d this publicly. Undo
6 Apr 2010 – The scaffolding theory of aging shows how we can build a better brain. By Susan Krauss Whitbourne, Ph.D….
Brainwaves Books: Building Mental Musclewww.brainwaves.com/book_BuildingMentalMuscle.html – Cached
You +1’d this publicly. Undo
“This book — Building Mental Muscle — is chock-a-block full of puzzles, games … “Building Mental Muscle has made me aware of the necessity for improving …
Shambhala Sun – Building Your Mental Muscleswww.shambhalasun.com/index.php?option=com… – Cached
You +1’d this publicly. Undo
Meditators and musclemen don’t seem to have much in common, but THANISSARO BHIKKHU says meditators can learn a lot from the techniques of strength …
[PDF]
TRAIN YOUR BRAIN!www.findlawrence.com/pdf/TrainTheBrain.pdfSimilar
You +1’d this publicly. Undo
File Format: PDF/Adobe Acrobat – Quick View
(building mental muscle). Lawrence Biscontini, MA,. Reebok University Master Trainer, Golden Door Fitness Manager. I. INTRODUCTIONS. 1. Nämaste!
Environmental History(ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำหรับผู้สนใจแนวนี้)
Congratulations to Gregory Rosenthal, whose article “Life and Labor in a Seabird Colony: Hawaiian Guano Workers, 1857-1870″ has been accepted for publication in the journal Environmental History. Environmental History is the world’s leading scholarly journal in environmental history and the journal of record in the field. Gregory prepared and wrote the first versions of this paper last year, in the department’s core seminar for entering graduate students.Congratulations to Gregory Rosenthal, whose article “Life and Labor in a Seabird Colony: Hawaiian Guano Workers, 1857-1870″ has been accepted for publication in the journal Environmental History. Environmental History is the world’s leading scholarly journal in environmental history and the journal of record in the field. Gregory prepared and wrote the first versions of this paper last year, in the department’s core seminar for entering graduate students.
http://history.sunysb.edu/2012/05/14/environmental-history/

Nation-State, Civil Society, & Popular Politics(รัฐ-ชาติ,ประชาสังคม,และการเมืองประชานิยม สำหรับผู้สนใจแนวนี้)
The nation-state comprises what has become a near universal form of imagined community and political organization in the modern world.
http://history.sunysb.edu/research/nationstate/

In 1975 Benedict Anderson first visited the extensive monastery of Wat Phai Rong Wua, one of dozens in central Thailand; he returned in the 1990s and again a few years ago. Any wat is an imagined community, and this one, a Buddhist Disneyland, presents a special case for Anderson, whose curious book, The Fate of Rural Hell: Asceticism and Desire in Buddhist Thailand, enlivened with startlingly brash photographic evidence, is about currents in the national imagination, about modernity and about forms of religious practice (Seagull, £6). In the abbot’s private museum, for example, next to a skeleton in a vitrine, there used to be a replica of Michelangelo’s David, exposing himself, scarlet Y-fronts fashionably dropped, to show a sea cucumber-like penis quite unlike the original.
http://www.lrb.co.uk/v34/n17/marina-warner/in-hell

-Alienation หรือความแปลกแยก
Entfremdung (estrangement) is Karl Marx’s theory of alienation,which describes the separation of things that naturally belong together; and the placement of antagonism between things that are properly in harmony. Theoretically, Entfremdung describes the social alienation (estrangement) of people from aspects of their human nature (Gattungswesen, “species-essence”) as a consequence of living in a society stratified into social classes; Marx had earlier expressed the entfremdung theory in the Economic and Philosophic Manuscripts of 1844 (1927). Philosophically, the Entfremdung theory relies upon The Essence of Christianity (1841), by Ludwig Feuerbach, which argues that the supernatural idea of “God” has alienated the natural characteristics of the human being. Moreover, in The Ego and its Own (1845), Max Stirner extends the Feurbach analysis by arguing that even the idea of “humanity” is an alienating concept for the individual man and woman to intellectually consider; Marx and Engels responded to these philosophic propositions in The German Ideology (1845).

Alienation (Entfremdung) is the systemic result of living in a socially stratified society, because being a mechanistic part of a social class alienates a person from his and her humanity. The theoretic basis of alienation within the capitalist mode of production is that the worker invariably loses the ability to determine his or her life and destiny, when deprived of the right to think (conceive) of himself as the director of his actions; to determine the character of said actions; to define his relationship with other people; and to own the things and use the value of the goods and services, produced with his labour. Although the worker is an autonomous, self-realised human being, as an economic entity, he or she is directed to goals and diverted to activities that are dictated by the bourgeoisie, who own the means of production, in order to extract from the worker the maximal amount of surplus value, in the course of business competition among industrialists.
http://en.wikipedia.org/wiki/Marx%27s_theory_of_alienation

-ปรัชญาว่าด้วยความแปลกแยก(ของ คาร์ล มาร์คซ์)
หนังสือที่เรียบเรียงทฤษฎีความแปลกแยกอย่างเป็นระบบและละเอียดลออที่สุดในพากษ์ไทย รูซโซ เป็นคนแรกที่พูดเรื่องความแปลกแยก ต่อมา เฮเกล ได้พัฒนาขึ้นเป็นทฤษฎีอย่างเป็นระบบ หลังจากนั้น คาร์ล มาร์คซ์ได้พัฒนาต่อไปอีก โดยเฉพาะการนำมาวิเคราะห์สภาพสังคมทุนนิยม ทฤษฎีนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามในแวดวงต่างๆ แม้ฟรันซ์ คาฟกาและนักจิตวิเคราะห์อย่างอีริก ฟอร์ม ก็ได้ใช้ทฤษฎีความแปลกแยกเป็นแกนกลางในการวิเคราะห์และอธิบายสภาวะของมนุษย์สมัยใหม่ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจตนเอง มีแต่ความกลัดกลุ้มกังวล เบื่อหน่ายสิ้นหวังและท้อแท้ เรียบเรียงโดย ทวีป วรดิลก
http://kosit.tarad.com/product.detail_4536_th_3848215

-ปัญหาศักดินา มาถึงCut the Gordian Knot(แก้ปมเงื่อน) และอ้างค้านท์ คือ Critique of Pure Reason ที่สมศักดิ์ เจียมฯ เคยพูดถึงไว้ในนิตยสารฟ้าเดียวกัน น่ะครับ

บทความ: คิดผิดคิดรัฐประหาร
โดย เพื่อน
18 กันยายน 2555
http://thaienews.blogspot.com/2012/09/blog-post_509.html

-การกระจายอำนาจและการปฏิรูปการเมืองในเกาหลีของประเสริฐ จิตติวัฒนพงศ์

-ทำไมเราต้องเรียนรู้ชีวิตที่เจ็บปวดเพื่อเปรียบเทียบว่ายังมีคนทุกข์กว่าคุณอีกมาก ถ้าคุณสนใจดอสโตเยสสกี้ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัส รวมกับผสมผสานด้วยภาพยนต์น้ำเน่าสะเทือนใจเป็นสิบเรื่อง แม่ตายอายุ16 ปี พ่อถูกฆาตกรรม ส่วนเขาเองเคยเป็นพยานเห็นวัยรุ่นถูกข่มขืน ต่อมาเล่าเรียนด้านวิศวกรรม ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเปริก์ เมื่อพุชกิ้น นักเขียนในดวงใจของเขา ถูกฆ่าตาย ทำให้เขาเสียใจ ต่อมาดอสฯ พัวพันการเมืองในงานเขียนโดยเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการปฏิวัติ เขาถูกจับขังคุกเงียบ เกือบถูกประหาร แล้วรอดต่อมาติดการพนัน ฯลฯ กลายเป็นวัตถุดิบของการเขียนอย่างเรื่องCrime and Punishment(ฉบับแปลไทย..ชื่อว่าอาชญากรรมและการลงทัณฑ์)…

-นิทเช่ ผู้เขียนซาราทุสตรา ในท่ามกลางความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างรุนแรง ตามด้วยเรื่องราวความรักต่อลู…ปรากฏในบุคลิกภาพของซาราทุสตรา ชายโดดเดี่ยวที่เดินไปไหนก็ได้ ไปพบคนที่พร้อมจะพบพูดคุยกับเขา ในฐานะพระเมซีอาร์ห เหมือนผู้พยากรณ์…

-จอหน์ แนชกับทฤษฎีเกม และคนนำประยุกต์ไปใช้เชิงเศรษฐศาสตร์ การทหารสงคราม ฯลฯ แม้แต่เรื่องเรียนหุ้นจากหนัง: A Beautiful Mind ~ cway-investmentwww.cway-investment.com/…/beautiful-mi… – Cached – Translate this page
ปล.คราวที่แล้วเขียนถึงจอหน์ แนชว่าชีวิตจริงต่างจากหนัง ลืมขยายความไปหน่อย ที่ถูกเมียทิ้งไว้ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาป่วย จนกว่าจะหายดีกลับมาอยู่กับภรรยา พร้อมครอบครัว

เกร็ดความรู้ทางการพิสูจน์โดยวิทยาศาสตร์-(อย่าตีความอะไร น่ะครับ)พืชบางอย่างก็มีคุณค่า แม้พระเจ้าไม่ได้สร้างขึ้น น่ะครับ

-ความห่วยของ RuBisCO = หลักฐานที่บอกว่าพืชไม่ได้ถูกสร้างโดยพระเจ้าSubmitted by terminus on Wed, 18/07/2012 – 23:11

RuBisCO เป็นหลักฐานที่ผมคิดว่าแสดงความ imperfect ของกระบวนการวิวัฒนาการได้ดีที่สุด ไม่มีทางเลยที่จะมีใครออกแบบเอนไซม์ตัวนี้ขึ้นมาให้พืชใช้ ยกเว้นแต่ว่ามันเกิดขึ้นมาเองจากกระบวนการทางเคมีที่ไม่มีใครกำหนดและถูกเก็บรักษาไว้โดย natural selection

แต่น่าแปลกที่พวก evolutionist ไม่ค่อยยกมันเอามาเป็นตัวอย่างเวลา public debate เลย ส่วนใหญ่จะไปยกตัวอย่างในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เส้นประสาทเส้นหนึ่งตรงคอที่วกอ้อมไปวนตรงยอดอก, หรือตาที่มีเส้นเลือดเส้นประสาทมาบังหน้าเรตินา ฯลฯ (จะว่าไปเรื่องพืชหรือสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็ไม่ค่อยถูกยกเป็นตัวอย่างนะ โดยเฉพาะบทเรียน Evolution นี่แทบไม่มีพูดถึงพืชเลย เรื่องความสำคัญของ RuBisCO ผมก็รู้จากวิชา Botany)
RuBisCO (ตอนผมเรียน อาจารย์เน้นมากครับว่าคำนี้ต้องเขียนตัวใหญ่ตัวเล็กให้ถูก เขียนผิดโดนหักคะแนน T_T เรื่องจริงนะครับ

สำหรับผมวิธีจำที่ง่ายที่สุดคือชื่อเต็มของมัน Ribulose-1,5-bisphosphate carboxylase oxygenase ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน พอมองจากชื่อเต็มแล้ว ตัวเล็กตัวใหญ่ในชื่อย่อดู make sense ดี) เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เร่งการตรึง CO2 เป็นตัวแรกในกระบวนการสังเคราะห์แสง สิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้บนโลกนี้ (น่าจะทุกตัว) ไม่ว่าจะพืช, cyanobacteria, bacteria ต้องใช้เอนไซม์ตัวนี้ ว่ากันว่ามันเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในโลก
ปัญหาคือ RuBisCO มันห่วย เน้น ห่วยโคตรๆ ครับ จับ CO2 ก็ช้า ยิ่งในสภาวะที่มี CO2 เข้มข้นน้อยยิ่งช้า หนักไปกว่านั้นถ้ามี O2 เยอะๆ กับมีแสง มันจะเร่งให้สารที่มันจับ CO2 เอาไว้เกิดกระบวนการ photorespiration อีก ซึ่งเป็นการสิ้นเปลือง เพราะให้ผลผลิตที่ให้พลังงานต่ำและใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แทนที่จะเก็บสารตัวนั้นไปเข้า Calvin cycle ของกระบวนการสังเคราะห์แสง

ความห่วยของ RuBisCO นี่แหละที่ทำให้พืชหลายชนิดต้องพัฒนาเทคโนโลยีวิธีจับ CO2 ขึ้นมา เช่น พืช C4 และ CAM หลักการก็คือจับ CO2 มากองไว้เยอะๆ เพื่อให้เจ้า RuBisCO จอมเรื่องมากยอมทำงานดีๆ
ถ้าใครดูกระบวนการในวิธีของพืช C4 และ CAM แล้วไม่ติดใจว่ามันทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร แสดงว่า common sense ของคุณมีปัญหาแน่ๆ เพราะแทนที่มันจะเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นหรือใช้เอนไซม์ที่จับ CO2 ได้ดีกว่า (ตัวที่มันใช้จับ CO2 มากองให้ RuBisCO) มาจับ CO2 เข้า Calvin Cycle โดยตรงให้สิ้นเรื่อง มันกลับทนความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวง ทำทุกอย่างเพื่อให้ RuBisCO ตัวเดิมทำงานได้อย่างราบลื่น

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าที่ RuBisCO มันห่วยขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่าสมัยก่อนยุคแรกๆ บรรยากาศของโลกมี CO2 เข้มข้นกว่าในปัจจุบันมาก และไม่มี O2 ให้ต้องกังวลเรื่อง photorespiration พอสิ่งมีชีวิตเริ่มสร้าง RuBisCO ขึ้นมาได้ ก็ใช้มันมาตั้งแต่นั้นเพราะกระบวนการสังเคราะห์แสงมันซับซ้อน หากเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่น ก็ต้องเริ่มตั้งกระบวนการใหม่หมดตั้งแต่ต้น ซึ่งโอกาสที่ mutation จะทำให้เกิดรูปแบบใหม่ทั้งกระบวนการและต้องออกมาดีกว่าหรือเท่าๆ กับของเดิมนั้นมันน้อยมากๆ

ตรงนี้โต้ข้อแย้งได้ทั้ง creationism และ intelligent design เลย
พระเจ้าที่สร้าง RuBisCO ขึ้นมา ต้องโง่มากๆ ถึงได้สร้างอะไรที่สุดห่วยขนาดนี้ออกมาได้
แม้แต่ Intelligent design ที่บอกว่าพระเจ้าตั้งทิศทางให้วิวัฒนาการดำเนินไปของมันเองพระเจ้าในแบบนี้ก็ต้องถือว่าโง่ ที่ปล่อยให้เส้นทางมันมาติดหล่มที่ RuBisCO และยังไม่แก้ไข
อย่างน้อยที่สุด RuBisCO เป็นหลักฐานที่บอกว่าพืชไม่ได้ถูกสร้างจากพระเจ้าที่ omniscient และ omnipotent แน่ๆ
http://jusci.net/node/2698

ข่าว…
-นายกหญิงคนแรกของไทยกับรางวัลขงจื้อ…
-ชาวบ้านริมน้ำโขง….
http://www.prachatai3.info/journal/2012/09/42693
-“ป๋าเปรม”ห่วงเยาวชนฝากผู้ใหญ่ปลูกฝังไม่โกงกิน
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2555 เวลา 13:22 น.
http://www.dailynews.co.th/thailand/155460

-ข่าวคอป.
-แฉสาวนมสลบ-มอมยาที่ตราด
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXlNREEwTURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1pMHdPUzB3TkE9PQ==

-รู้จัก “ไฮเน็กกี้” เสื่อผืนหมอนใบ… สไตล์อเมริกันวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 12:13:01 น.
ในบรรดาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับ 40 มหาเศรษฐีไทยคนหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะเขาไม่ใช่คนไทย หน้าตาเป็นฝรั่งแท้ๆ มีเส้นทางการเติบโตด้วยมันสมองและสองมือเปล่า เขาคนนั้นคือ “วิลเลี่ยม อี. ไฮเน็กกี้” เด็กหนุ่มชาวอเมริกัน ปัจจุบันเป็น “บิ๊กบอส” บริษัทในเครือ ไมเนอร์กรุ๊ป เจ้าของอาณาจักรธุรกิจมากมายตั้งแต่ธุรกิจอาหาร โรงแรม เสื้อผ้าอีกสารพัดธุรกิจ
เขาเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งจากถังพลาสติกและไม้ถูพื้นราคาถูกๆ เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง ตำนานการสร้างตัวเองของ “ไฮเน็กกี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดของเมืองไทยและได้รับยกย่องว่าเป็นนักการตลาดที่เฉียบคมคนหนึ่งของเอเชีย
ตำนานชีวิตของเขาคล้ายๆ กับการสร้างตัวของเจ้าสัวยุคเสื่อผืนหมอนใบ เพียงแต่ “ไฮเน็กกี้” มาจากอเมริกา ตำนานเสื่อผืนหมอนใบของเขาจึงเป็นเวอร์ชั่นอเมริกัน
“ไมเคิล บอลล์” ผู้บริหารโอกิลวี่ เคยเป็นเจ้านายเขาบอกว่า ไฮเน็กกี้มีคุณสมบัติ 5 ประการ คือ ทะเยอทะยาน จับประเด็นเก่ง มุ่งมั่น ขยันเรียนรู้ และปราศจากความกลัว
เขาเริ่มธุรกิจใหม่ๆ จากความชอบและสิ่งต่างๆ เกิดจากนิสัยชอบเรียนรู้จากจุดเด่นแต่ละคน จุดเด่นแต่ละอาชีพอยู่เสมอ หลายๆ คนจึงเป็น “ครู” และเป็นแบบแผนของเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ธุรกิจเล็กๆ เขาก็ยกให้เป็นครู ธุรกิจใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญแต่ความสำคัญอยู่ที่มีจุดขาย

เขาบอกว่าทำธุรกิจเหมือนเล่นกีฬา ต้องศึกษาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีก่อนลงสนาม สอนให้ระมัดระวัง ยิ่งเป็นกีฬาอันตรายยิ่งต้องระมัดระวัง เมื่อไหร่คิดจะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด เมื่อไหร่หยุดเรียนรู้เท่ากับหยุดเติบโต

หลายครั้งที่เขาลงมือทำอะไรจึงถูกที่ถูกทางอยู่เสมอ เหมือนเมื่อสามสิบปีที่แล้วเขาคิดจะนำพิซซ่าเข้ามาเมืองไทยซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าคนไทยคงไม่มีใครกินพิซซ่า แต่เขากลับมองต่างมุมและเห็นโอกาสว่านี่คือเวลาที่เหมาะเจาะที่คนไทยจะเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 18 ปี เปิดแล้ว 200 สาขา …..
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347685274&grpid=03&catid=03&subcatid=0305

Linkin Park – Burning In The Skies (International Video)
I used the deadwood to make the fire rise
The blood of innocence burning in the skies
I filled my cup with the rising of the sea
I poured it out in an ocean of debris
Ooooooooh!
(Chorus)
I’m swimming in the smoke
Of bridges I have burned
So don’t apologize
I’m losing what I don’t deserve
What I don’t deserve
We held our breath when the clouds began to form
But you were lost in the beating of the storm
And in the end we were made to be apart
The seperate chambers of the human heart
Nooooooo!
(Chorus)
I’m swimming in the smoke
Of bridges I have burned
So don’t apologize
I’m losing what I don’t deserve
It’s in the blackened bones
Of bridges I have burned
So don’t apologize
I’m losing what I don’t deserve
What I don’t deserve
(Solo)
(Chorus)
I’m swimming in the smoke
Of bridges I have burned
So don’t apologize
I’m losing what I don’t deserve
The blame is mine alone
For bridges I have burned
So don’t apologize
I’m losing what I don’t deserve
What I don’t deserve
What I don’t deserve
What I don’t deserve
I used the deadwood to make the fire rise
The blood of innocence burning in the skies
http://www.lyricsmode.com/lyrics/l/linkin_park/burning_in_the_skies.html#

Everything’s okay
Walks along the dock
With some sailor’s pay
Shoved down in his sock
Everything’s okay
With some little boy in blue
Who don’t know you like I do
Everything’s okay
Took him back to town
Well, I didn’t get paid today
So I’m in the lost and found
And I wonder if that clown
Knows just what to do
What to say and what not to
The pretty words that you whispered
Maybe I misunderstood
Somebody’s not paying attention
What they promised and their word isn’t good
Everything’s okay
I’m looking for you now
Down here by the bay
Where the water pounds
Up against the wall
That I’m coming to
Because I can’t stay away from you
I don’t need no satisfaction
And I don’t take just because I can
Sometimes I get a strong impression
That you just don’t understand
That kind of man
Everything’s okay
I can see your face
Don’t there in the waves
Painted and erased
But I’m told it’s just
The reflection of the moon
A big fake resembling you
I’m going to go down in the water
And fill my mouth up full of sand
And I’ll be waiting still impatient
With my dead imagination
While you’re with some other man
Everything’s okay
I’ll be with you soon
I’m walking out to place
My arms around the moon
Yeah, I’ll be with you soon
Just as soon as I pay
I’ll walk across the water
Everything’s okay
Walk on the water
Everything’s okay

20-21-22-23 กันยายน
20 กันยายน
เหตุการณ์พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) – สงครามไครเมียเริ่มต้นขึ้นด้วยชัยชนะของทหารฝรั่งเศสกับอังกฤษเหนือกองกำลังของจักรวรรดิรัสเซีย ในสมรภูมิแอลมา
พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จัดขึ้นเป็นปีแรก มีภาพยนตร์ 11 เรื่องที่ได้รับรางวัล ปาล์มทองคำ ในปีนั้น
พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) – ตำรวจมาเลเซียจับกุม อันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการคลังมาเลเซีย ที่บ้านพักชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตั้งข้อหาประพฤติผิดทางเพศ ละเมิดกฎหมายความมั่นคงภายในประเทศ เป็นผู้นำก่อความไม่สงบในที่สาธารณะ ชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย และก่อเหตุจลาจล รวมทั้งข้อหาอื่น ๆ
พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดสะพานพระราม 8 เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006)
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เปิดหอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแก่คณะทูตานุทูต ข้าราชการประจำ และสื่อมวลชนตามลำดับ หลังจากเกิดเหตุปฏิรูปการปกครองเมื่อคืนวานที่ผ่านมา (19 กันยายน)
วันเปิดใช้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอย่างไม่เป็นทางการวันแรก

วันถึงแก่กรรม วันมรณภาพพ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1819) – หลวงปู่เงิน พุทธโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน (เกิด 16 กันยายน พ.ศ. 2348)
พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – พระครูวรเวทมุนี (อี๋ พุทธสโร) (ไม่ทราบวันเกิดที่แน่ชัด)
พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – พอล แอร์ดิช นักคณิตศาสตร์ชาวฮังการี (เกิด พ.ศ. 2456)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลประเทศไทย – วันเยาวชนแห่งชาติ, วันอนุรักษ์รักษาคูคลองแห่งชาติ, วันรัฐวิสาหกิจไทย
http://th.wikipedia.org/wiki/20_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

วันเยาวชนแห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 เป็นปีเยาวชนสากล ดังนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Datebook/20%20September/dayyoy.html

21กันยายน
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันสันติภาพสากล (International Day of Peace)
วันประกาศเอกราชใน มอลตา เบลีซ และอาร์เมเนีย
วันประมงแห่งชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/21_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

22 กันยายน
เหตุการณ์พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) – รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศห้ามไม่ให้ผู้ชายบวชเณรหรือเถรระหว่างอายุ 24 – 70 ปี ให้บวชเป็นพระภิกษุเท่านั้น
พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858) – ฝรั่งเศสเข้ายึดป้อมตุรน เริ่มทำสงครามกับเวียดนาม
พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) – รัชกาลที่ 4 ทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) – สงครามปราบฮ่อครั้งที่ 1 มีเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์เป็นแม่ทัพ ยกทัพออกไปทางหนองคายในวันนี้
พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1887) – เริ่มเดินรถรางในสยามโดยใช้ม้าเทียมในวันนี้ จากหลักเมืองถึงบางคอแหลม
พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1776) – กัปตัน นาธาน เฮล สายลับจากกองทัพแห่งทวีปถูกแขวนคอโดยกองกำลังจักรวรรดิอังกฤษ
พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1961) – วันสถาปนาหน่วยสันติภาพ ภายใน 2 ปี มีผู้อาสาสมัครเป็นหน่วยสันติภาพมากกว่า 7,300 คน ปฏิบัติงานใน 44 ประเทศ
พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) – อิรักเริ่มแผนรุกรานอิหร่าน เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอิรัก-อิหร่าน
พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) – ชิงร้อยชิงล้าน Top Secret ออกอากาศเป็นครั้งแรก (ออกอากาศถึงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2537)
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) – รัฐบาลจัดโครงการ “22 กันยา จอดรถไว้บ้าน ช่วยกันประหยัดน้ำมัน” (Car Free Day) เพื่อเป็นการประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อม นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมรณรงค์ด้วยการขี่รถจักรยานจากบ้านพิษณุโลกไปยังทำเนียบรัฐบาล
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) – คดีซุกหุ้น: ร.ต. เสงี่ยม บุษบาบาน ยื่นหนังสือต่อปปช. ร้องทุกข์กล่าวโทษพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ว่าอาจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จขณะเป็นรองนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ใน 3 ประเทศที่รับรองรัฐบาลของตาลีบัน ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอัฟกานิสถาน
พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) – เกิดการลอบโจมตีสำนักงานใหญ่สหประชาชาติในอิรักเป็นครั้งที่ 2 ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 : พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้รับโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลประมาณวันที่ 22-23 กันยายนของทุกปี เป็นวันศารทวิษุวัต
วันปลอดรถ (World Car Free Day)
บัลแกเรีย – วันประกาศเอกราช
มาลี – วันประกาศเอกราช
(ข้อมูลวิกิพีเดียบางครั้งก็ต้องตรวจสอบว่าถูก หรือผิด ด้วยน่ะครับ)
http://th.wikipedia.org/wiki/22_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

23 กันยายน
เหตุการณ์พ.ศ. 2388 (ค.ศ. 1845) – อเล็กซานเดอร์ คาร์ตไรต์ จัดตั้งทีมเบสบอลทีมแรกในชื่อ New York Knickerbockers
พ.ศ. 2389 (ค.ศ. 1846) – นักดาราศาสตร์ประกอบด้วย อูแบง เลอเวรีเย, โยฮันน์ กอทท์ฟรีด กัลเลอ และ จอห์น คูช แอดัมส์ มีส่วนร่วมในการค้นพบดาวเนปจูน ดาวเคราะห์ดวงที่ 8
พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) – สถาปนาราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยมีริยาดเป็นเมืองหลวง
พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) – สะพานพระราม 7 เปิดการจราจร
พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – นายอารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งถึงอธิบดีกรมตำรวจ ดำเนินการสอบสวนนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายค้านได้กล่าวหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 1 ที่ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) – รายการเมืองไทยรายสัปดาห์จัดสัญจรครั้งแรกที่ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันถึงแก่กรรมพ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่น (เกิด 1 ธันวาคม พ.ศ. 2476)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลประมาณวันที่ 22-23 กันยายนของทุกปี เป็นวันศารทวิษุวัต
ซาอุดีอาระเบีย – วันชาติ (พ.ศ. 2475)
http://th.wikipedia.org/wiki/23_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

การ์ตูนBakuman โชว์ภาพของนักเขียนการ์ตูน บางครั้งเอามือแทนเท้ากลับหัวคิด Plotเรื่องสำหรับการ์ตูน และคนเขียนเรื่องBakuman ก็เป็นคนเขียนเรื่องเดธโน้ต ซึ่งผมนึกถึงการ์ตูนเรื่องเดธโน้ต ขึ้นมาได้ คือ ตัวละครL ในเรื่องที่ไอคิว สูงเป็นอัจฉริยะสุดยอดนักสืบ แต่เขาคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบพ่ายแพ้ในแก่พระเอกตัวร้าย แต่ว่าLคนใหม่ ที่เป็นผู้สืบทอดLคนเก่า มีสองคน ร่วมพลังไอเดีย+สมองของสองคน ที่มีจุดเด่นเอาชนะศัตรูคนเดียวกันได้ น่ะครับ

เมื่อเรื่องราวว่าการจะเอาทั้งความฝันนักเขียนการ์ตูน และความรักด้วยทั้งสองอย่างไม่ง่าย น่ะ ถ้ายกตัวอย่างนอกบริบทของการ์ตูน คือ คิดดูคนที่ทำอย่างเดียวสอนหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ ก็จำได้ดี ทำซ้ำกับเรื่องที่ตัวเองสอนเสมอๆ อย่างเดียว ไม่ทำหลายอย่างก็เป็นข้อดี ในแง่มุมมันต่างคล้ายนัยยะกับคำว่า อย่าจับปลาสองมือ แต่ผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก ก็มีร่วมกิจกรรม มามีเพื่อนๆ รุ่นน้อง ติดต่อผม ทั้งเมล์ เฟซฯ โทรศัพท์ฯลฯ และผมเห็นอุบัติเหตุ วันก่อนที่ผ่านมา ไม่รู้เมาแล้วขับฯ หรือหลับในแล้วขับ(อาจจะทำให้คนพิการ ตายฯลฯ) ส่วนตัวผมยังมี อาการมึนๆหัว กำลังเคลียร์งานอื่นๆ แก้ไขปมเงื่อนปัญหายุ่งยาก แม้เสียดายอยากเล่าเรื่องหนังที่ดูไปหลายเรื่อง เช่น Avatar ทหารชายหนุ่มขาเดี้ยง กับอีกร่างหนึ่ง….

อวตาร (/อะวะตาน/[4]; อังกฤษ: Avatar) เป็นภาพยนตร์สามมิติแนวมหากาพย์วิทยาศาสตร์โดย เจมส์ คาเมรอน เข้าฉายในประเทศไทย วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 และขึ้นแท่นอันดับภาพยนตร์ทั่วโลกที่ทำเงินได้มากที่สุดตลอดกาล แทนที่ไททานิกของผู้กำกับคนเดียวกัน เจมส์ คาเมรอน ที่ทำสถิติเดิมไว้และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำรายได้เกิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Avatar – Trailer

เนื้อเรื่องเจค อดีตนาวิกโยธินหนุ่มที่เป็นอัมพาตครึ่งตัว ที่ถูกเรียกมาปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจพิเศษที่จะต้องเปลี่ยนร่างกายของเขา (อวตาร) ให้กลายเป็นชาวมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่ที่ดาวแพนดอร่า โดยเจคต้องเข้าไปสอดแนมในกลุ่มของนาวี เพื่อนำทางให้มนุษย์เข้าไปตักตวงแร่อันมีค่าของที่นั่น แต่ยิ่งเจคได้สัมผัสชีวิตบนดาวแพนดอร่ามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหลงใหลในความงามของที่นี่มากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดเขาต้องเลือกระหว่างภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายจากโลกและความรักความผูกพันที่มีต่อชาวนาวี ในสงครามที่มีอนาคตของโลกมนุษย์เป็นเดิมพัน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3_(%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C)

จึงมีเวลาจำกัด ก็ผมเล่าเรื่องตัดแปะสนุกๆ สมรสสมรัก ขำขำ แต่ดูดีมีหลักการด้วย น่ะครับ
“องค์การส่งเสริมการสมรส”
ผมเพิ่งทราบจากข้อเขียนของคุณ “โรม บุนนาค” ในนิตยสาร In Love ของค่ายสยามสปอร์ตเล่มล่าสุด ประจำเดือนสิงหาคม นี่แหละครับ ว่าประเทศไทยเราเคยมีองค์การระดับชาติองค์การหนึ่ง สำหรับทำหน้าที่ส่งเสริมประชาชนให้แต่งงานกันมากขึ้น
มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “องค์การส่งเสริมการสมรส” จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2485 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในยุคที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
เหตุผลของ จอมพล ป. ก็คือประเทศไทยของเรามีประชากรน้อยเกินไป คือมีเพียง 18 ล้านคน ใน พ.ศ. ดังกล่าว จึงไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจได้
เพราะการจะเป็นประเทศมหาอำนาจได้นั้น จะต้องมีประชากร (สมัยโน้นใช้คำว่าพลเมือง) 30-40 ล้านคน ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
จอมพล ป. ซึ่งมีความประสงค์อย่างยิ่งยวดที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจจึงสั่งการให้มีการจัดตั้งองค์การนี้ขึ้น เพื่อชักชวนประชาชน ให้แต่งงานกันมากขึ้น อันจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มจำนวนพลเมืองไทยให้ก้าวไปสู่หลัก 30-40 ล้านได้อย่างรวดเร็ว
องค์การส่งเสริมการสมรส มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน อธิบดีกรมสาธารณสุขเป็นรองประธาน อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรม ประชาสงเคราะห์ ฯลฯ เป็นกรรมการ
ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมมีความเห็นว่าในการเพิ่มพลเมืองนั้นจะต้องให้มีคนเกิดมาก แต่ตายน้อยและการที่จะให้คนเกิดมากก็ต้อง ส่งเสริมให้คนแต่งงานกันมากขึ้น
ที่ประชุมพบว่าอุปสรรคของการแต่งงานที่สำคัญก็คือการเรียกสินสอดทองหมั้น ฉะนั้นควรหาทางแนะให้เลิกประเพณีนี้เสีย
อีกประการหนึ่งการแต่งงานต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ควรจัดรวมกัน หลายๆคู่เพื่อการประหยัด เช่นการสมรสหมู่ เป็นต้น
นอกนั้นยังพบอีกว่าชายหญิงในยุค พ.ศ.2485 ยังขาดการสมาคมระหว่างเพศ ควรจัดให้หนุ่มสาวพบปะสมาคมกัน
ที่ประชุมยังมีมติให้ส่งเสริมการจัดงานให้เห็นประโยชน์ของการแต่งงาน ด้วยการโฆษณาทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ เพลง ละคร และโปสเตอร์ ทำแบบเดียว กับแผนประชาสัมพันธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในยุคนี้เป๊ะเลย
นพ.พูน ไวทยการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานองค์การได้เขียนบทความออกเผยแพร่ชักชวนประชาชนให้ทำการสมรสยาวเหยียดมีการอ้างอิงตัวเลข อ้างอิงหลักวิชาการ คล้ายๆกับบทความทางวิชาการในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว
กลุ่มเป้าหมายที่องค์การส่งเสริมการสมรสจะส่งเสริมชักชวนได้แก่ คนโสดทั่วราชอาณาจักรทั้ง 2 เพศที่มีถึง 1,895,675 คน จากการสำรวจ สำมะโนครัวเมื่อ พ.ศ.2480
ท่านประธานองค์การระบุด้วยว่า เมื่อทำการสมรสหรือมีเรือนแล้ว แต่ละคู่ควรมีลูก 4 คน เพื่อให้ ดำรงชาติ แทนคนโสด แทนคนเป็นหมัน หรือคนมีบุตรคนเดียวและแทนผู้มีอายุสั้น ฯลฯ
ท่านระบุไว้ในบทความด้วยว่า “ผู้ที่มีลัทธิเห็นแก่ตัวโดยมีบุตรคนเดียว หรือ 2 คนนั้น ชาวเราไม่ควรรับพิจารณาและยึดถือ”
นอกจากบทความที่ว่าแล้ว องค์การยังทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งโดย การจัดตั้ง สำนักงานสื่อสมรส ขึ้นตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงาน
จากนั้นก็เชิญผู้ลงทะเบียนมาพบกันในงานที่จังหวัดจัดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสมัครรักใคร่และสมรสกันต่อไป ดังเช่นในกรุงเทพฯ มีการจัดงาน ตักบาตรข้าวสารที่วัดสุทัศนเทพวราราม ในวันที่ 19 ธันวาคม 2486 เพื่อให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบกันตามวัตถุประสงค์นี้
เนื้อที่ของผมหมดเสียแล้วคงต้องจบเพียงเท่านี้ ทั้งๆที่ความจริงยังมีมาตรการที่น่าสนใจที่องค์การนี้ได้จัดทำเพื่อส่งเสริมการสมรสอีกมาก
เอาเป็นว่าองค์การของจอมพล ป.ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ประเทศไทยก้าวสู่ยุค “เบบี้บูม” มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนเกิดความวิตกว่าจะเร็วเกินไปแล้ว ต้องมาวางแผนครอบครัวเพื่อลดอัตราเพิ่มประชากรกันอย่างขนานใหญ่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2514 หรือ 30 ปีให้หลัง (ปลายแผนพัฒนาฉบับที่ 2) เป็นต้นมา
อะไรไม่อะไร ทฤษฎีของจอมพล ป.นั้น ผิดถนัดเลย เพราะหลังจากที่ประชากรไทยเพิ่มมากขึ้นแล้วประเทศไทยก็มิได้เป็นมหาอำนาจดังที่หวังไว้ แม้จนเดี๋ยวนี้มีถึง 66-67 ล้านคน ก็ยังไม่ใช่มหาอำนาจอยู่ดี
คุณ “โรม บุนนาค” คนนำเรื่องนี้มาเปิดเผยก็เลยสรุปไว้ว่า “นอกจากไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจแล้ว คนไทยที่เกิดมากๆเหล่านี้ยังมา ทะเลาะกันเองเสียอีก ทะเลาะตั้งแต่ยุคจอมพล ป.จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังไม่หยุดเสียที”.
m.thairath.co.th/content/pol/287081

ฤาจะต้องรื้อฟื้น…องค์การส่งเสริมสมรส?
ผมขออนุญาตเขียนเรื่อง “องค์การส่งเสริมการสมรส” ของจอมพล ป.พิบูลสงครามต่ออีกสักวันนะครับ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณ “โรม บุนนาค” อีกครั้ง ที่ใช้ความอุตสาหะ วิริยะ
กลับไปค้นคว้าเรื่องนี้มาให้อ่านในนิตยสาร In Love ที่ผมเขียนเล่าไว้เมื่อวาน
แม้ว่าผมจะเคยได้ยินข่าวเรื่องการสมรสหมู่
หรือเคยเห็นภาพถ่ายการสมรสหมู่มาบ้างในสมัยเด็กๆ ว่าเป็นผลงานของ จอมพล ป.
และท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงคราม เพื่อจะเพิ่มพลเมืองไทย
แต่ก็ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า
มีการจัดตั้งองค์การเพื่อปฏิบัติงานและมีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นขั้นตอนและกว้างขวางทั่วประเทศ
กระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานหลักในนโยบายเพิ่มพลเมืองของท่านจอมพล ป.นั้น
เป็นกระทรวงที่เข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร
มีการทำงานที่เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพสูง จึงสามารถรับนโยบายของจอมพล
ป.ไปปฏิบัติจนบังเกิดผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว
สำหรับมาตรการอื่นๆ รัฐบาลจอมพล ป. ก็ได้กำหนดขึ้นมาเสริมอีก หลายๆมาตรการ
โดยนำมาใช้ในระบบราชการเป็นตัวอย่างแก่เอกชนก่อน
เช่น ในการพิจารณาความดีความชอบประจำปี
จะให้โอกาสแก่ข้าราชการสมรสแล้วมากกว่าข้าราชการโสด
โดยให้สนับสนุนข้าราชการมีบุตรแล้วเป็นอันดับ 1 ข้าราชการสมรสแล้ว
แต่ยังไม่มีบุตรเป็นอันดับ 2 และข้าราชการโสดเป็นอันดับ 3
รายงานของคุณ โรม บุนนาค มิได้กล่าวถึงงบประมาณที่รัฐบาล ใช้จ่ายในโครงการนี้ไว้
แต่ได้ระบุว่า ส่วนหนึ่งได้มาจากการระดมทุนด้วยการจัดฉายภาพยนตร์ ที่ ศาลาเฉลิมกรุง
โรงภาพยนตร์ โอเดียน โดยมีนาย จุลินทร์ ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการจัดหาทุน
นี่ก็เข้ากับหลักการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ ที่เรียกกันว่าจัด “อีเวนต์”
ได้เงินเข้ากองทุนแล้วยังได้โอกาสประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักนโยบายนี้มากขึ้น
รวมทั้งการจัดงาน “สมรสหมู่” ก็เป็นการประชาสัมพันธ์นโยบายอย่างดีเช่นกัน
มีการเผยแพร่ภาพสมรสหมู่ที่จัดขึ้นโดยจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ
มากที่สุดก็คือการจัดที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า จอมพล ป.เป็นประธานด้วยตนเอง
มีคู่สมรสถึง 73 คู่ เมื่อ 29 มีนาคม 2486
ด้วยขบวนการขับเคลื่อนเช่นนี้เอง ทำให้นโยบายเพิ่มประชากรของ จอมพล
ป.ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ส่งผลให้ประชากรของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในอัตราร้อยละ 3 เศษๆต่อปี ซึ่งเป็นอัตรา ที่ค่อนข้างสูงมากในช่วงหลัง
ประกอบกับแนวโน้มของประชากรทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ได้เกิดภาวะ “เบบี้บูม” ขึ้นทั่วโลก จนทำให้เกิดความตระหนกตกใจว่าประชากรจะล้นโลก
อาหารจะไม่พอกิน
จึงเริ่มมีการรณรงค์นโยบายวางแผนครอบครัวในระดับโลกผ่านองค์กรของโลกต่างๆ
และเผยแพร่มาถึงไทย
ในที่สุดก็ประกาศนโยบายลดอัตราเพิ่มประชากร ตามสโลแกน “ลูกมากยากจน” ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) 30ปีหลัง
นโยบายเพิ่มประชากรเพื่อเป็นประเทศมหาอำนาจของจอมพล ป.
มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นพระเอกอีกหน แต่ทำงานคนละเป้าหมาย นั่นก็คือ
ท่านปลัดสาธารณสุขในยุคจอมพล ป.ทำหน้าที่เพิ่มพลเมือง แต่ปลัดสาธารณสุขยุคจอมพล
ถนอม กิตติขจร (ต้นๆแผนฯ3) ต้องมาทำหน้าที่ลดอัตราการเพิ่มพลเมือง
โดยมีคุณ มีชัย วีระไวทยะ
ลาออกจากสภาพัฒน์ไปตั้งองค์กรทางภาคเอกชนเป็นตัวช่วยที่สำคัญจนเกิดตำนานถุงยาง
“มีชัย” นับแต่นั้น
ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ลดอัตราการเพิ่มประชากรได้จนเดี๋ยวนี้อัตราเพิ่มน่าจะร้อยละ 1
ส่งผลให้ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงและส่งผลให้เมืองไทยเรากลายเป็นเมืองของ สว.
คือมีผู้สูงวัยมากขึ้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างที่กำลังกล่าวขานกันอยู่ขณะนี้
อาจจะต้องตั้ง “องค์การส่งเสริมการสมรส”
ขึ้นมาใหม่เพื่อส่งเสริมการสมรสให้ประเทศไทยมีประชากรเกิดใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่คงต้องฝากท่านนายกฯ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้พิจารณาด้วยละกัน
ที่สำคัญยุคนี้ เขาว่าชายโสดก็มากหญิงโสดก็มาก
โดยเฉพาะหญิงโสดที่มีความรู้สูงมีฐานะดี มีจำนวนมากจริงๆ
อาจจะต้องมีองค์การส่งเสริมการสมรสขึ้นมาใหม่เพื่อช่วยหาคู่ให้กับชายโสดหญิงโสด
ที่มีฐานะดีมีการศึกษาดีแบบสิงคโปร์เสียละกระมัง
นาดีๆต้องใช้ข้าวปลูกพันธุ์ดี…ทุกวันนี้นาดี
(หมายถึงสุภาพสตรีความรู้สูงและมีฐานะดีรายได้ดี) จำนวนมาก มิได้ทำการเพาะปลูก
เลย…ต่อไปข้าวดีๆ (หมายถึงพลเมืองพันธุ์ดี) จะน้อยลงไหมเนี่ย?
http://www.thairath.co.th/column/pol/hehapatee/287375

เนื่องจากความสำคัญของข้าว ทำให้นึกถึงคำไทยหลายคำ เช่น ทุบหม้อข้าว แต่เรื่องของเรื่อง คือ ยุคสงครามโลกครั้งที่2 ยุคช่วงเวลาลำดับไล่เรียงเดียวกับจอมพล ป. โตชิบาประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้นจากการวางจำหน่ายหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยประหยัดเวลาสำหรับคุณแม่บ้าน ที่ต้องใช้แรงงานในยุคสงคราม(ที่มานิตยสารคิด) และยุคสมัยการรณรงค์ที่โรงภาพยนตร์ ทำให้ผมนึกถึงอาจจะต้องดูหนังของWong Kar Wai – The Hand ไม่มีการเกิดของลูก แน่ๆ แนวนี้555

“The Hand” from the movie Erosเป็นหนังสั้นเอามาฉายซ้ำเรื่องรักของช่างเย็บผ้ากับสาวโสเภฯ ที่ผมเคยเล่าญ.ใช้มือสำเร็จความใคร่ให้ชาย… ครับ

ยุคนั้น ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เคยมอบหมายให้ “องค์การส่งเสริมการสมรส กะซวงการสาธารนสุข” พิมพ์หนังสือชื่อ คู่มือสมรส แจกในวันแม่ วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อแนะนำให้ประชาชนได้รู้ว่าการสมรสคืออะไร ควรครองรักอย่างไร และควรเลี้ยงดูบุตรธิดาอย่างไร
ท่านว่าการสร้างชาติต้องอาศัยทั้งกำลังคน และกำลังทรัพย์ การสมรสเป็นการสร้าง “แม่” และสร้างกำลังคนให้แก่ประเทศชาติ
ขณะนั้นไทยมีพลเมืองแค่ ๑๘ ล้านคน ซึ่งนับว่ายังน้อย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวเราจะต้องกระตือรือร้น “ไนการสร้างชาติโดยเพิ่มพลเมืองไห้มาก” แม้การประกวดและให้รางวัลแม่ลูกดกก็มีจัดอยู่หลายปี
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=265

ปิดท้ายโดยเล่าเรื่องการฟังเพลงอย่างเพลง “The Origin of Love” หนังสือเพลโตเรื่องซิมโพเซี่ยม ทำให้นึกถึงนักปรัชญาอย่างเพลโต เป็นลูกศิษย์ของโสเครติส ผู้ชอบตั้งคำถามมากกว่าคำตอบ…เปลี่ยนเรื่องเล่ากลางคืนหอพักใหม่ของผม ประกอบด้วยเสียงดนตรีธรรมชาติจากอึ่งอ่างร้องอบๆ มาเปลี่ยนบรรยากาศภาพของเพลงที่คนเล่นเปียโน ในยามคิดถึงความหลัง ตอนนั้นผมเรียนป.โท รวมกลุ่มกับเพื่อน ฯลฯ มีบ้านเช่าใกล้ติดกับคนเล่นเปียโน สาวน้อยม.ปลาย เวลาผ่านไปสิบปีแล้วเธอ เรียนจบมหา’ลัย ซึ่งเธอแต่งงานเป็นแม่ของลูก ต่อมาผมก็แก่ แต่แวดวงนักเขียนนิยมเรียกพี่ มากกว่าลุง เพราะนักเขียนเป็นหนุ่มตลอดกาล 555 555

BIRDY – Skinny Love (คำว่าSkinny คนละความหมายกับคำว่าSkin นี่นึกถึงหนังสือพวกสักยันต์หนังเหนียวในแง่หนึ่ง น่ะ 555)
(originally by Bon Iver)
Come on skinny love just last the year,
Pour a little salt we were never here,
My my my, my my my, my-my my-my…
Staring at the sink of blood and crushed veneer.
I tell my love to wreck it all,
Cut out all the ropes and let me fall,
My my my, my my my, my-my my-my…
Right in the moment this order’s tall.
And I told you to be patient,
And I told you to be fine,
And I told you to be balanced,
And I told you to be kind,
And in the morning I’ll be with you,
But it will be a different kind,
‘Cause I’ll be holding all the tickets,
And you’ll be owning all the fines.
Come on skinny love, what happened here?
Suckle on the hope in light brassieres,
My my my, my my my, my-my my-my…
Sullen load is full, so slow on the split.
And I told you to be patient,
And I told you to be fine,
And I told you to be balanced,
And I told you to be kind,
And now all your love is wasted,
Then who the hell was I?
‘Cause now I’m breaking at the bridges,
And at the end of all your lines.
Who will love you?
Who will fight?
And who will fall far behind?
Come on skinny love,
My my my, my my my, my-my my-my…
My my my, my my my, my-my my-my.
http://www.azlyrics.com/lyrics/birdy/skinnylove.html

วันที่24-29-30 กันยา55
25 กันยายน
วันเกิดของจิตร ภูมิศักดิ์

26 กันยายน
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) – คดีซุกหุ้น: ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน ร่วมกันทำหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากร ขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีของบุคคลที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งประกอบด้วยคนรับใช้ แม่บ้าน คนขับรถ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
http://th.wikipedia.org/wiki/26_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

28 กันยายน
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) –
ศาลปกครองพิพากษาคดีที่นายสรัล สินุธก กับพวก ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยมหิดล ฐานออกกฎโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กำหนดให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยตัดสินให้ยกเลิกกฎดังกล่าว
ชุดคอมมานโดของสหรัฐเดินทางถึงปากีสถานเพื่อออกปฏิบัติการตามล่าอุซามะห์ บิน ลาดินอย่างลับๆในอัฟกานิสถาน
พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) – ทหารไทยชุดที่ 2 ออกเดินทางไปประเทศอิรัก ปฏิบัติหน้าที่บูรณะฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนชาวอิรัก ณ เมืองคาบารา
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดใช้อย่างเป็นทางการ
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันครูในสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
วันแห่งการถามคำถามไร้สาระ
http://th.wikipedia.org/wiki/28_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

29 กันยายน
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันนักประดิษฐ์ หรือ Inventors’ Day
วันกาแฟสากล หรือ International Coffee Day
วันฉลองคริสตชน หรือ Christian Feast Day
วันชนะศึกโบเควรอน หรือ Boqueron Battle Victory Day ใน ประเทศปารากวัย
http://th.wikipedia.org/wiki/29_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

30 กันยายน
ลุงนวมทองขับแท็กซี่ชนรถถัง 2549
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาลวันประกาศเอกราชในบอตสวานา
วันเดินเรือโลก
วันอะลีแห่งโลก
http://th.wikipedia.org/wiki/30_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

Bakuman 1 : Dreams and Reality 07/29/2009
Bakuman 2 : The Fool and the Wiseman 07/29/2009
Bakuman 3 : Pens and Names 07/29/2009
Bakuman 4 : Parent and Child 07/29/2009
Bakuman 5 : Time and the Key 07/29/2009
Bakuman 6 : Best and Worst 07/29/2009
Bakuman 7 : A Smile and a Blush 07/29/2009
Bakuman 8 : The Carrot and the Stick 07/29/2009
Bakuman 9 : Conditions and Moving to Tokyo 07/29/2009
Bakuman 10 : Anxiety and Anticipation 07/29/2009
Bakuman 11 : Regret and Understanding 07/29/2009
Bakuman 12 : 10 and 2 07/29/2009
Bakuman 13 : Chocolate and Akamaru 07/29/2009
Bakuman 14 : Dinner and Graduation 07/29/2009
Bakuman 15 : Send and Reply 07/29/2009
Bakuman 16 : Early Results and the Real Deal 07/29/2009
Bakuman 17 : Battles and Copying 07/29/2009
Bakuman 18 : Friends and Rivals 07/29/2009
Bakuman 19 : Debut and Impatience 07/29/2009
Bakuman 20 : The Future and the Stairway 07/29/2009
Bakuman 21 : A Wall and a Kiss 07/29/2009
Bakuman 22 : Nuisance and Youth 07/29/2009
Bakuman 23 : Conceit and Kindness 07/29/2009
Bakuman 24 : Notebook and Characters 07/29/2009
Bakuman 25 : Love and Jealousy 07/29/2009
Bakuman 26 : Two and One 07/29/2009
Bakuman 27 : The Schemer and the Deceit 07/29/2009
Bakuman 28 : Cooperation and Conditions 07/29/2009
Bakuman 29 : Literature and Music 07/29/2009
Bakuman 30 : Union And Disagreement 07/29/2009
Bakuman 31 : Tuesday and Friday 07/29/2009
Bakuman 32 : Phonecall and the Night Before 07/29/2009
Bakuman 33 : Yes and No 07/29/2009
Bakuman 34 : The Chaser and the Chased 07/29/2009
Bakuman 35 : Happiness and Sadness 07/29/2009
Bakuman 36 : Silence and a Party 07/29/2009
Bakuman 37 : Board Members and Birds 07/29/2009
Bakuman 38 : The Window and the Snow 07/29/2009
Bakuman 39 : Anthologies and Photo Books 07/29/2009
Bakuman 40 : The Ocean and Up and Downs 07/29/2009
Bakuman 41 : Fixes and Patience 07/29/2009
Bakuman 42 : Laughter and Lines 07/29/2009
Bakuman 43 : Humor and News 07/29/2009
Bakuman 44 : Returning Favors and Turning Things Inside Out 07/29/2009
Bakuman 45 : Sickness and Motivation 07/29/2009
Bakuman 46 : Strong Eyes and Hard Work 07/29/2009
Bakuman 47 : Contradictions and Reasons 07/29/2009
Bakuman 48 : Life and Death and Repose 08/01/2009
Bakuman 49 : Recall and Call 08/07/2009
Bakuman 50 : Unreasonableness and Guts 08/21/2009
Bakuman 51 : Resumption and Low Rank 08/28/2009
Bakuman 52 : Impressions and Headlong Dashes 09/04/2009
Bakuman 53 : 18 and 40 09/11/2009
Bakuman 54 : Gag and Serious 09/18/2009
Bakuman 55 : 3 Illustrations and 3 Stories 09/26/2009
Bakuman 56 : Adults and Children 10/02/2009
Bakuman 57 : Division and a Tie 10/09/2009
Bakuman 58 : Single and Double Digits 10/16/2009
Bakuman 59 : Experience and Data 10/23/2009
Bakuman 60 : Men And Women 10/31/2009
Bakuman 61 : Alliances and Classmates 11/07/2009
Bakuman 62 : Novel and Letter 11/14/2009
Bakuman 63 : Doubt and Trust 11/20/2009
Bakuman 64 : Truth and Secrets 11/28/2009
Bakuman 65 : Stubbornness and Meekness 12/04/2009
Bakuman 66 : Monkeys and Marriage 12/12/2009
Bakuman 67 : Panchira And The Savior 12/18/2009
Bakuman 68 : Toilet and Bath 12/27/2009
Bakuman 69 : Home and a Special Relationship 01/15/2010
Bakuman 70 : The 3rd Time and 2nd Title 01/22/2010
Bakuman 71 : Genius and Pride 01/28/2010
Bakuman 72 : Complaints and a Roar 02/06/2010
Bakuman 73 : Fate and Stars 02/12/2010
Bakuman 74 : Classmates and Conflict 02/19/2010
Bakuman 75 : A New Home and a New Series 02/26/2010
Bakuman 76 : A Gag and a Message 03/06/2010
Bakuman 77 : Love and Rejection 03/12/2010
Bakuman 78 : To Quit or Not to Quit 03/19/2010
Bakuman 79 : Selfishness And Advice 03/25/2010
Bakuman 80 : Appearance and Greetings 04/02/2010
Bakuman 81 : Adventure and Persuasion 04/09/2010
Bakuman 82 : Hints and Best 04/16/2010
Bakuman 83 : Spies and Next Time 04/23/2010
Bakuman 84 : One Piece and Surprise 05/08/2010
Bakuman 85 : The Perfect Crime and First Hurdle 05/14/2010
Bakuman 86 : Win And Lose 05/21/2010
Bakuman 87 : Cake and Formidable Enemies 05/28/2010
Bakuman 88 : Presentation and Imagination 06/04/2010
Bakuman 89 : Title and Character Design 06/11/2010
Bakuman 90 : Art and Product 06/18/2010
Bakuman 91 : Votes and Graphs 06/25/2010
Bakuman 92 : Stubborness and Determination 07/02/2010
Bakuman 93 : The Middle and the Best 07/09/2010
Bakuman 94 : Tea and Chiaroscuro 07/16/2010
Bakuman 95 : Every Night and Fusion 07/23/2010
Bakuman 96 : 4th Place Votes And Arcs 08/06/2010
Bakuman 97 : Last And Code 08/20/2010
Bakuman 98 : Handshake And Adjustents 08/28/2010
Bakuman 99 : Tears of Disappoinment And Tears of Joy 09/03/2010
Bakuman 100 : Leeway And Pitfalls 09/11/2010
Bakuman 101 : A Shocking Announcement 09/18/2010
Bakuman 102 : Artist And Mangaka 09/25/2010
Bakuman 103 : Futility And a Challange 10/02/2010
Bakuman 104 : Step And Watch 10/08/2010
Bakuman 105 : Defects And Outlines 10/15/2010
Bakuman 106 : Match And Fest 10/22/2010
Bakuman 107 : Suitable Things and Favourite Things 10/30/2010
Bakuman 108 : Avid Readers And Love At First Sight 11/05/2010
Bakuman 109 : Romeo And One Year Anniversary 11/12/2010
Bakuman 110 : Together And Seperate 11/19/2010
Bakuman 111 : Interference And Trust 11/25/2010
Bakuman 112 : A Punch And A Single Stance 12/04/2010
Bakuman 113 : Weak Points And Dedication 12/10/2010
Bakuman 114 : Love’s Path And Footbridge 12/17/2010
Bakuman 115 : Commemorative Photoshoot And Classroom 12/30/2010
Bakuman 116 : The Opposite 01/14/2011
Bakuman 117 : Fan Letter And Blog 01/22/2011
Bakuman 118 : Back And Front 01/29/2011
Bakuman 119 : Overconfidence And Publicity 02/05/2011
Bakuman 120 : The Internet And Faces 02/12/2011
Bakuman 121 : Confidence And Resolve 02/19/2011
Bakuman 122 : 02/27/2011
Bakuman 123 : Pizza And Tea 03/04/2011
Bakuman 124 : Examination And Provacation 03/12/2011
Bakuman 125 : 03/20/2011
Bakuman 126 : 04/02/2011
Bakuman 127 : Hot Blood And Utter Defeat 04/09/2011
Bakuman 128 : Portraits And Jeering 04/17/2011
Bakuman 129 : Youth And Destiny 04/23/2011
Bakuman 130 : Fever And Ashes 05/06/2011
Bakuman 131 : Copycat And Subconscious 05/16/2011
Bakuman 132 : Headstands And Reorganizing 05/22/2011
Bakuman 133 : Encouragement And Feelings 05/26/2011
Bakuman 134 : Running Solo And Slow Footedness 06/02/2011
Bakuman 135 : Succession And Interference 06/11/2011
Bakuman 136 : Extentions And Countermeasures 06/17/2011
Bakuman 137 : Lead Color And Center Color 06/24/2011
Bakuman 138 : Power And Idea 07/01/2011
Bakuman 139 : Final Chaper And Comments 07/08/2011
Bakuman 140 : Limits And The Phoenix 07/14/2011
Bakuman 141 : Age And Achievements 07/22/2011
Bakuman 142 : Newcomers And Veterans 07/30/2011
Bakuman 143 : Money And Recycling 08/07/2011
Bakuman 144 : Companies And The Desperate Plan For The Victory 08/21/2011
Bakuman 145 : Offers And Suspension 08/28/2011
Bakuman 146 : The Real Fight And Desires 09/12/2011
Bakuman 147 : Disposables And Fighting Spirit 09/16/2011
Bakuman 148 : One-Hit Battle And Stand-Alone Story 09/25/2011
Bakuman 149 : Unique Flavor And Theme
Bakuman 150 : Selfishness And Favored 10/09/2011
Bakuman 151 : Zombies And Demons 10/16/2011
Bakuman 152 : Synergy Effect And A New Record 10/23/2011
Bakuman 153 : The World And His Opponent 10/30/2011
Bakuman 154 : Weekly And Monthly 11/07/2011
Bakuman 155 : Studio And Notebook 11/13/2011
Bakuman 156 : Smooth Sailing And Pandemonium 11/20/2011
Bakuman 157 : Antagonists And Switching 11/26/2011
Bakuman 158 : Drawn Out and in One Go 12/05/2011
Bakuman 159 : Tempo And Ferris Wheel 12/13/2011
Bakuman 160 : Doing Your Best And Nine Hundred Thousand 12/20/2011
Bakuman 161 : Breather And Party 12/28/2011
Bakuman 162 : Hot Spring And Two Nights 01/14/2012
Bakuman 163 : Confirmation And Consent 01/22/2012
Bakuman 164 : Decision and Delight 01/29/2012
Bakuman 165 : Practicing And Charging Up 02/06/2012
Bakuman 166 : Rumors And Articles 02/14/2012
Bakuman 167 : Foolish Words And A Word 02/20/2012
Bakuman 168 : Correction and Declaration 02/25/2012
Bakuman 169 : Voices And Responses 03/02/2012
Bakuman 170 : Publicity And Popularity 03/10/2012
Bakuman 171 : Microphone And Script 03/17/2012
Bakuman 172 : Miho And Naho 03/23/2012
Bakuman 173 : Moment And Last Volume 03/31/2012
Bakuman 174 : How It Should Be And How It Ends 04/07/2012
Bakuman 175 : Release Date And The Might Before 04/13/2012
Bakuman 176 : Dreams And Reality – END04/19/2012

—–ครบรอบ100 ปีโดเรมอน สองผู้วาดการ์ตูน ทั้งเรื่องและภาพร่วมกันของฟูจิโอะฯ เมื่อผมเจอเรื่องนี้ จึงนึกถึงBakuman เล่าเรื่องแวดวงของนักเขียนการ์ตูน ที่มีทีมผู้ช่วย บางคนพอใจในการทำงานเป็นผู้ช่วย และความสามารถของการเป็นผู้ช่วยของเขา สามารถจัดระเบียบให้กองทีมงานของนักเขียนการ์ตูน

โดยคนเป็นผู้ช่วยด้วยกันเอง ก็รู้สึกคุยกันยาก และคนมีความสามารถเป็นผู้ช่วย ก็มองภาพออก แต่เรื่องไม่ได้ และนักเขียนการ์ตูน สามารถรวมกลุ่มเป็นทีม มีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนที่ดี สามารถประท้วงกองบก.ได้ และนักเขียนการ์ตูน บางคนก็บอกกองบก.บางคนประสบการณ์ยังน้อย และมองโลกในแง่ดีเกินไป ทำให้งานของนักเขียนการ์ตูนไม่พัฒนา เพราะกองบก.บางคน ก็เออออไปกับนักเขียนการ์ตูน ซึ่งพวกนักเขียนการ์ตูน หวังผลป็อบปูล่าร์มากกว่านี้ ในแง่มีให้คะแนนของผลงานการ์ตูน ที่Original ฯลฯ

กรณีวิธีการเขียนการ์ตูน ต้องกุมหัวเขียน โดยคิดมากเรื่องหลายอย่าง เช่น กรณีโครงเรื่อง กับบทพูดต้องกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน งานต้องมีเอกลักษณ์ ไม่ควรเป็นงานรวมๆ ไอเดียอย่างนักเขียนการ์ตูนคนหนึ่ง รวบรวมไอเดียคน50 คนจากอินเตอร์เน็ตคุยแชทมาทำการ์ตูน ก็มั่วเยอะเกิน น่าจะเป็นPlotไอเดียเดียวง่ายๆ มาเป็นหนึ่งไอเดียขยายกรณีไอเดียเรื่องโกหกถูกฆ่า ในห้องเรียนแห่งความสัจจะ Themeแน่นคนเราต้องร่วมมือกันถึงรอดชีวิต และพวกอีโก้สูงๆ จะตายไปเรื่อยๆ โชว์ไอเดียความจริงใจ
เมื่อผลงานผ่านต้องพลังกาย พลังใจ ใจสู้(เหมือนแข่งกีฬา)

เขาตัดสินคนที่มุมานะไปสู่เป้าหมาย นี่เป็นเรื่องเล่าของการ์ตูนที่มีเกร็ดเรื่องsenseคนเขียน มุขตลกบวกกับทฤษฎี ประสบการณ์ชีวิต บวกกับวรรณกรรมการอ่านหนังสือ โดยความสามารถรับมือปัญหา วิธีแก้ไขปัญหาตามกลยุทธ์ คำนวณ คาดเดา ต่างๆนานา

การ์ตูนคนอ่านเป็นล้านคน ผลิตล้านเล่ม จึงมีกลยุทธ์รวบรวมผลงานที่ผ่านการประกวด ได้รางวัล มาศึกษาเพื่อดูแนวทางการ์ตูนประสบความสำเร็จ ก็การ์ตูนกีฬาชื่อเรื่องชัดเจน เช่น กัปตันสึบาสะ ส่วนการ์ตูนแฝงเรื่องความรักเบสบอล ในเรื่องทัช และการ์ตูนสายหลัก(Main stream) เป็นการ์ตูนบู๊ ไม่มีอะไรง่ายแบบสูตรสำเร็จเป็นคู่มือการเขียนการ์ตูนและกลยุทธ์ในความพยายาม เตรียมต้นฉบับและปั้น การพิสูจน์ตนเขียนสตอรี่บอร์ดไว้ล่วงหน้า และบก ก็ต้องประทับใจกับความมุ่งมั่น เร่าร้อนแบบนั้น จากเด็กปั้นของผู้ดูแล กองบก.แนะนำทำขนาดนั้นได้ก็สุดยอด

ฉะนั้น ผมเล่าเรื่องสำคัญๆ แต่มันก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสนุกๆ จากunc l eมาถึงรุ่นหลานเป็นวัยรุ่น คือ ความฝัน และเพื่อนในห้องเรียน จากคนนั่งท้ายห้องเรียน เหมือนจะเห็นภาพรวม ในความเป็นไปของเพื่อนร่วมห้องมาเป็นเพื่อนร่วมงาน คู่หูเขียนการ์ตูน ตั้งแต่วัยรุ่นไม่เอาเรื่องตัวเลือก มาเป็นตัวหลัก โดยเลือกตัวหลักเป็นนักเขียนการ์ตูนพยายามอย่างเต็มที่ อัพเลเวลเข้าขั้นคู่แข่งอัจฉริยะนักเขียนการ์ตูนได้สำเร็จ

การคิดและเขียนอะไรไม่ง่าย จะอัพเลเวลความฉลาด ติดตามวิทยาศาสตร์น่ารู้ 25 วิธี เพิ่มความฉลาด
ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงอยากจะถูกชมว่าเป็นคนฉลาดด้วยกันทั้งนั้น
หลายคนเชื่อว่า ความฉลาดเป็นสิ่งที่ติดมากับตัว ถ้าโตแล้วก็คงหมดโอกาสที่จะทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น …หลายคนเลยปักใจเชื่อว่าตัวเองเป็นคนไม่ฉลาดจนยากจะเยียวยา
แต่ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ใช้สมองไม่เต็มศักยภาพที่ตัวเองมี ทั้งเพราะความเคยชินและต้องการความสะดวกสบาย
ถ้าหากเมื่อไหร่ที่สมองส่วนที่ถูกละเลย ได้รับการบริหารด้วยการคิดแบบมีระบบ ก็จะช่วยให้คนๆ นั้นกลับมาเป็นคนที่ใช้สมองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือที่หลายคนเรียกว่า ฉลาดขึ้นนั่นเอง
แต่วิธีไหนบ้างล่ะที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างที่ว่า เราไปดูข้อมูลจาก “นิตยสารนิวส์วีค” กัน
1. เล่นทายปัญหากับเพื่อนๆ
การเล่นทายปัญหาอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของเด็กๆ และเสียเวลา แต่จริงๆ แล้วมีผลการวิจัยออกมารองรับว่าการทายปัญหาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลง … การเล่นเกมทางโทรศัพท์ก็ใช้ได้เช่นกัน เพราะช่วยบริหารสมองได้อีกทางหนึ่ง
2. กินขมิ้นให้บ่อย
ขมิ้นในที่นี้ก็หมายถึงขมิ้นที่อยู่ในอาหารไทยของเรานี่แหละ เชื่อกันว่าขมิ้นมีสารประกอบบางอย่างที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลง
3. เล่นสควอชหรือเต้นรำ
กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำให้หัวใจเต้นแรงแล้ว ก็ยังบังคับให้เราต้องใช้สมองไปในเวลาเดียว
4. ดูข่าวจากสำนักข่าวอัล จาซีร่า
จากการศึกษาในปี 2009 พบว่า ผู้ที่ชมข่าวจากอัล จาซีร่า ภาคภาษาอังกฤษ จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าคนที่ดูข่าวจาก ซีเอ็นเอ็น หรือ บีบีซี ซึ่งการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ก็ย่อมจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
5. โยนโทรศัพท์ทิ้งบ้าง
แม้ปัจจุบันจะเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร แต่การปิดโทรศัพท์หรือปิดอินเตอร์เน็ตในบางช่วง ก็ทำให้เรามีสมาธิกับงานที่ทำมากขึ้น
6. นอนให้เยอะ
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า แม้เราจะหลับไปแล้วแต่สมองของคนเราจะยังคงพัฒนาในด้านความจำต่อไป และการพักผ่อนให้เต็มที่จะช่วยให้เราเรียกเอาความจำเหล่านั้นกลับมาได้ดีขึ้นในภายหลัง
7. หาเวลาไปงานเทศกาลหนังสือ
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าหนังสือเป็นคลังของความรู้อยู่แล้ว
8. สร้างกล่องความทรงจำขึ้นด้วยตัวเอง
เทคนิคที่จะทำให้เราจำเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น ก็คือการจำเรื่องต่างๆ โดยนำไปเชื่อมโยงกับภาพ เช่น เห็นภาพๆ หนึ่ง ทำให้นึกถึงเรื่องราวหนึ่งขึ้นมาได้
9. เรียนภาษาที่ 2 ที่ 3
การเรียนภาษาที่ 2 หรือที่ 3 จะช่วยให้สมองในส่วนของ Prefrontal cortex ซึ่งส่งผลต่อการใช้เหตุผลใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ-ทำงานได้ดีมากขึ้น
10. กินดาร์กช็อกโกแลต
ดาร์กช็อกโกแลตอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มความฉลาดให้เรา แต่มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระและจะส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด
11. ถักนิตติ้ง
การถักนิตติ้งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกระบวนการจัดลำดับความคิด
12. ไม่ยิ้มบ้างก็ได้
จากการวิจัยพบว่าการทำหน้าตาสงสัยเป็นการแสดงออกที่ง่ายที่สุดว่าคุณกำลังใช้ความคิดอยู่
13. เล่นเกมที่โหดๆ
หมายถึงการเล่นบ้างเป็นครั้งคราว เพราะการเล่นเกมที่โหดๆ บ้างจะช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดจากการทำงานหรือเรื่องต่างๆ ของคุณลงได้
14. ฟอลโลว์ทวิตเตอร์คนดังที่น่าสนใจ
จะช่วยให้คุณได้มุมมองในการดำเนินชีวิตแบบใหม่มาใช้ ยกตัวอย่างเช่น นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์แห่งคณะบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
15. กินโยเกิร์ต
ในโยเกิร์ตมีโพรไบโอติก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ซึ่งก็รวมไปถึงช่วยให้มีความจำดีอีกด้วย
16. โหลดโปรแกรมช่วยจำอย่าง SuperMemo มาใช้
การจำอะไรได้เองก็เป็นเรื่องดี แต่บางทีเราอาจมีเรื่องที่ต้องจดจำมากเกินไป ดังนั้น หากมีโปรแกรมดีๆ ช่วยจดจำตารางงานอีกทางหนึ่ง ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
17. ตรวจสอบระบบการทำงานของสมอง
เดเนี่ยล คาห์เนมัน กล่าวเอาไว้ว่า รูปแบบความคิดของเรามี 2 ลักษณะคือ คิดเร็วและเป็นไปแบบอัตโนมัติ กับคิดช้าและต้องใช้ความพยายามมากหน่อย การเรียนรู้การทำงานของสมองจะช่วยให้เราตรวจสอบตัวเองได้ว่า ขณะนั้นระบบความคิดของเราเป็นไปในลักษณะใด
18. ดื่มน้ำให้มาก
การขาดน้ำจะทำให้สมองทำงานหนักและอาจลดความสามารถในการวางแผนลงไป
19. เล่นดนตรี
การจดจำตัวโน้ต เพื่อเล่นดนตรีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในด้านความจำและการจัดลำดับความคิด
20. เขียนสิ่งต่างๆด้วยมือ
การพิมพ์อาจจะทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าก็จริง แต่การเขียนจะทำให้สมองได้ทำงานมากกว่า เพราะกลไกของการเขียนมีความซับซ้อนมากกว่าการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์
21. ปล่อยให้สมองได้คิดในเรื่องต่างๆบ้าง
การตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ เพื่อให้สมองได้คิดบ้าง เป็นการบริหารสมองอย่างหนึ่ง
22. ดื่มกาแฟ
มีการสำรวจว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกกว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อสัปดาห์
23. รู้จักเก็บความรู้สึกพึงพอใจ
มีการศึกษาว่า เด็กที่มีความต้านทานต่อการกินขนมหวานได้นานกว่า จะมีคะแนนสอบที่ดีกว่าเด็กที่หยิบมันขึ้นมากินเลยในทันที
24. เขียนรีวิวเรื่องต่างๆ ลงบล็อก
การลงมือเขียนสิ่งต่างๆ ลงบล็อกส่วนตัว จะทำให้สมองของเราทำงานเป็นระบบโดยอัตโนมัติ เพราะเราต้องเริ่มตั้งแต่การลำดับความคิด การเรียบเรียงสิ่งที่จะเขียน การเลือกภาษามาใช้เขียนและสร้างสรรเรื่องราวต่างๆ ออกมา
25. ออกนอกเมืองบ้าง
การออกไปเปิดหูเปิดตานอกเมือง จะช่วยให้สมองได้รับมือกับสิ่งเร้าที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ถือเป็นการพัฒนาสมองในอีกทางหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูลเรื่อง ความฉลาด จากมติชนออนไลน์
http://blog.eduzones.com/snowytest/88033

เนื่องจากความเชื่อต่อวิทยาศาสตร์ ในเรื่องความฉลาด ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอย่างคราวที่บอกว่าตอนนอนเปิดการพูดคุยภาษาอังกฤษไปจะทำให้พัฒนาสมองด้านภาษาอังกฤษ ก็ผมไม่เชื่อเท่าไหร่ เหมือนเคยทดลองกับตัวเอง ซึ่งนิสัยการนอนของผมไม่ชอบมีเสียงรบกวน และแสงไฟ น่ะครับ

โดยผมเดินทาง ก็คิดเรื่องมีเสื่อผืนหมอนใบ ก็ต้องไปทำงานแบบคนจีนในอดีตมาไทย อ่ะนะ และผมเคยเล่าเรื่องความสำคัญของข้าว ทำให้นึกถึงคำไทยหลายคำ เช่น นาผืนน้อย ,ตีหม้อ อาจจะดูหยาบคาย แต่คำมันสื่อถึงเรื่องราวชีวิตประจำวันอย่างคมคาย คือ ตีหม้อหุงข้าว หรือเปล่า? ที่นัยยะกินข้าวทุกวัน ในชีวิตประจำวันความรัก เซ็กส์ ต้องกินอาหาร ฮาๆ
สองแง่สองง่าม ว. มีความหมายตีได้เป็น ๒ นัย ทั้งความหมายธรรมดา และความหมายที่ส่อไปในทางหยาบโลน (มักใช้ในปริศนาคำทาย) เช่นนอนสูงให้นอนคว่ำ นอนต่ำให้นอนหงาย.
http://dict.longdo.com/mobile.php?search=%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1

แต่ระวังมีลูกมากยากจน จากยุคเบบี้บูม(มีถุงยางมีชัย ต่อมาคนชื่อมีชัยตั้งโรงเรียนแนวทางเลือกชื่อรร.ไม้ไผ่ของมีชัย)ตอนนี้ประชากรโลก เจ็ดพันล้านคน แล้วคนกังวลปัญหาอาหารไม่พอเลี้ยงคน เกิดมากขึ้น แม้คนไม่มีลูกกันมากก็ตาม ในนิตยสารคิด มีเรื่องSuper Food สุดยอดนวัตกรรมเลี้ยงโลก ผืนดิน การเพาะปลูก และอาหาร ห่วงโซ่ชีวิตที่ตรง ไปตรงมาจากยุคเกษตรกรรม …

เมื่อผมฝันเป็นจริงอย่างหนึ่ง และผมไม่มีเวลาอะไรสำหรับเขียนมาก มีธุระไปศาลากลางจังหวัดบ่อยในรอบสองสามเดือน และผมแวะพิจิตรไม่นาน ผ่านไปจังหวัดตาก แวะไหว้หลวงพ่อทันใจ กับครอบครัวแม่+ญาติ และผมนึกถึงการเดินทางไม่นานที่ไปกทม. และชีวิตของผม มีธุระเรื่องเทศบาลเมือง การเงิน ฯลฯ ก็นึกถึงเรื่องนาฬิกาชีวิต คือ หนังสือวิทยาศาสตร์ ที่เขียนเรื่องเวลาเล่มหนึ่ง กล่าวถึงว่าร่างกายของเรา มีเวลาของมัน เช่น เวลาในสมอง ลำดับเวลาการทำงานต่างๆ และเวลาในเซลล์ แต่ละเซลล์ย่อมเสื่อมตามสภาพ ถ้าผมคิดต่อยอดร่างกายเซลล์เรา ไม่ใช่เครื่องจักรกล เป็นหุ่นยนต์ ก็อดนึกถึงเรื่อง2046 ที่มีหุ่นยนต์แอนดอรย์ด และมนุษย์หลงรักหุ่นยนต์

ซึ่งเอาหละเล่าเรื่องเกี่ยวกับเชื่อมโยงเรื่อง2046 อาจจะไม่ใช่วรรณกรรมบริสุทธิ์ แต่ถ้าเราคิดถึงความรักบริสุทธิ์ กรณีคนแสดงความคิดเห็นต่อฉากที่ถูกลบในหนัง In The Mood For Love…Bcoz if they had sex , it means game over , the story can’t continue
โดยคั่นโฆษณาเข้ากับเรื่องสมรสสมรัก คือ หนัง In The Mood For Love …Secret Of Room 2046
In The Mood For Love – Deleted Scenes – 1 – Secret Of Room 2046

-คนแสดงความคิดเห็นต่อฉากที่ถูกลบในหนัง In The Mood For Love…
The vast majority of the footage never made it to the final cut. The director actually rewrote the film as it progressed. His rewrites were based on how the actors inprov inspired him.
กรณีตัวอย่างเป็นคำถามต่อความรัก ต่อมาเรื่อง”logic of love”,
What is the “logic of love”, If there is?
http://answers.yahoo.com/question/index?qid=20100309004722AAUuVT9

Real-Time Relationships (The Logic of Love) | Stefan Molyneux and …www.fdrliberated.com/stefan-molyneux-real-time-relationship…
Amazon.com: The Logic of Love (9780915801343): Swami …
Amazon.com: Chance, Love, and Logic: Philosophical Essays …
Love and Logic Frequently Asked Questions
http://www.loveandlogic.com/faq.html
“We loved with a love that was more than love.”
― Edgar Allan Poe

“What does the brain matter compared with the heart?”
― Virginia Woolf, Mrs. Dalloway
http://www.goodreads.com/quotes/tag/logic

-ข่าว
-ป.ป.ช.ฟันคดีอาญา ‘สรยุทธ’นักเล่าข่าว ปมค่าโฆษณา อสมท
เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการและโฆษก ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมของ ป.ป.ช.ในกรณีบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ สน.ห้วยขวาง ให้ดำเนินคดีกับพนักงานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และบริษัท ไร่ส้ม จำกัด …
http://www.thairath.co.th/content/pol/292590

-เหลือง-แดง ปะทะหน้ากองปราบฯยุติแล้ว ผลเจ็บนับ 10
เหตุกลุ่มผู้ชุมนุม เสื้อเหลือง-แดงยกพลให้กำลังใจ หญิงหมิ่นฯ เจ๊ “ดารณี” แกนนำแดง ปะทะกันหน้ากองปราบปราม ยุติแล้ว ผลเจ็บนับ 10 ราย ด้านตำรวจส่งกำลัง 2 กองร้อย ระงับเหตุ จราจรเริ่มคลี่คลาย
วันที่ 25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง และกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ยังปักหลักบริเวณหน้ากองบังคับการกองปราบปราม ถนนพหลโยธิน และยังคงมีการยกพวกนับร้อยคน เข้าปะทะกันเป็นระยะ โดยเมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. ที่บริเวณหน้ากองบังคับการกองปราบปราม กลุ่มคนเสื้อแดงยังมีการเพิ่มจำนวนคนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกพวกข้ามถนนพหลโยธิน เข้าปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแหลืองเป็นรอบที่ 3
http://www.thairath.co.th/content/pol/293666

-‘ยงยุทธ’ ไขก๊อกรองนายกฯ-มท.1 เผยคุยผู้ใหญ่แล้ว ลั่นยังเป็นหัวหน้าพท.-ส.ส.
วันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย (อ.ก.พ.) มีมติให้ไล่ออกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลฐานกระทำความผิดวินัยร้ายแรง ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ สมัยดำรงตำแหน่งรองปลัดมท. รักษาราชการแทนปลัดมท. กรณีที่ดินสนามกอล์อัลไพน์
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9EYzVOelU0TXc9PQ==

ธรณีสงฆ์ “อัลไพน์” ความผิดที่ไม่อาจล้างมลทิน “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ”
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 29 กันยายน 2555 07:12 น.
….สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ เมื่อนายยงยุทธและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยดึงดันที่จะใช้กฎหมายล้างมลทินก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาทางข้อกฎหมายตามมา และสุดท้ายเรื่องก็จะไปจบลงตรงที่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีคำวินิจฉัย ซึ่งขณะนี้มีหลายองค์กรดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยสามารถดำเนินการได้สามช่องทาง คือ
หนึ่ง-ส.ส.เข้าชื่อ 1 ใน 10 ประมาณ 49 คนร้องประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ
สอง-ยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการในเรื่องนี้
และสาม-ยื่นให้ กกต.ดำเนินการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ
เพราะต้องไม่ลืมว่า การที่คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทยมีมติไล่ออกนายยงยุทธ ทำให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยของนายยงยุทธสิ้นสุดตามข้อบังคับพรรค อีกทั้งถ้าพิจารณาคำสั่งของ อ.ก.พ.ที่ให้ไล่ออกนายยงยุทธโดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่ 30 ก.ย. 45 นั้น ก็เท่ากับว่าสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยของนายยงยุทธ สิ้นสุดไปก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 3 ก.ค. 2554
เมื่อนายยงยุทธขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่มีสิทธิเซ็นอนุมัติการส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.แบบแบ่งเขต แต่นายยงยุทธกลับเซ็นอนุมัติการส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.แบ่งเขต จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพ.ร.ป.ว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.
และนั่นสามารถนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยได้
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000119521

แหล่งข่าวชี้ ผู้กำกับหนังดูหมิ่นอิสลามกำลังซ่อนตัว
นายแซม เบไซล์ วัย 56 ปี ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Innocences of Muslims (อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์) ซึ่งเป็นภาพยนตร์บ่อเกิดความขัดแย้งในอียิปต์และลิเบีย ….
ทั้งนี้ นายสตีฟ ไคลน์ ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์ นิวส์ ว่า เขาเป็นผู้ให้คำปรึกษากับนายเบไซล์ ในช่วงที่กำลังสร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว แต่เขาเคยเตือนนายเบไซล์แล้วว่า นายเบไซล์อาจต้องพบจุดจบเหมือนกับธีโอ แวน โก๊ะ ผู้กำกับหนังชาวเบลเยี่ยม ที่สุดท้าย ถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสังหาร เพราะสร้างภาพยนตร์ดูหมิ่นศาสนาอิสลาม
http://news.voicetv.co.th/global/50292.html

วันศุกร์ชายแดนใต้ร้าง ร้านตลาดปิดเงียบผวาคำขู่
Sat, 2012-09-29 18:57
http://www.prachatai3.info/journal/2012/09/42897

จากเรื่องราวความรัก ความลับของหนัง วรรณกรรมต่างๆ ก็ปิดท้ายด้วยเพลงเก่าเป็นเพลงไทย ตื่นเถิดกรรมกร และเพลงหนึ่งน้องนางเดียว
-ตื่นเถิดกรรมกร ประพันธ์ เนื้อร้องทำนอง ขับร้องโดยแสงนภา บุญราศรี(คนแต่งเพลงคนจรหมอนหมิ่นผมพิมพ์เนื้อไม่จบน่ะครับ)

…แต่ก่อนยุคจิตร ภูมิศักดิ์ ยังมีผลงานเพลงสะท้อนสังคมของคำรณ สัมบุญณานนท์ ทว่า..ก่อนยุคคำรณ ยังมีเพลงชีวิตของแสงนภา บุญราศรี และเสน่ห์ โกมารชุน อันเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างเด่นชัด และยังเป็นรากฐานของเพลงลูกทุ่งอย่างคาดไม่ถึง จนดูราวกับอาจจะถูกหลงลืม..(ปฐมบทเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตไทย พ.ศ.๒๔๘๐-๒๕๐๐โดยธีระภาพ โลหิตกุล)

ตื่นเถิดพี่น้องกรรมกร อย่ามัวนอนทำทองไม่รู้ร้อน
ตื่นเถิดพี่น้องกรรมกร ตื่นขึ้นจากที่นอนอย่าปล่อยให้หมอนเหม็นเลย
กรุงเทพฯมันเต็มไปด้วยบ้านใคร น้ำตาจะไหลเสียแล้วละพี่น้องเอย
เพราะกรรมกรมัวนิ่งมัวนอนเฉยเมย ทำเป็นเอ้อระเหยเขาถึงได้เสยไปก่อน
อย่าไปคิดว่าบ้านของใครๆอยู่ หรือว่าอู่ของกูก็กูจะนอน
เราต้องช่วยกันและอุ้มกันไปก่อน หากชาติจะล่มเดือดร้อน หรือท่านพ้นเป็นทาสได้
เขามาเสื่อผืนหมอนใบเขายังมีห้างใหญ่ เราเอาอย่างเขาไว้ จงคิดดูบ้างเพราะอย่างไร?…

เพลงหนึ่งน้องนางเดียว คือ เจตนา นาควัชระ(นึกถึงการเดินเดียวดายคนเดียวในเชียงใหม่ของวันนี้ คือ หนังสือ:ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์) เจตนาเคยสัมภาษณ์ เอื้อ สุนทรสนาน ว่าแต่งทำนองเพลงเป็นพันเพลงไม่ซ้ำได้ไง ก็เอื้อ ตอบว่าแต่เดิมเป็นนักไวโอลินทำนองเพลงหลักแนววงดนตรีสากลของพระเจนดุริยางค์(คนแต่งทำนองเพลงชาติ)อยู่ถึง16ปี และเล่นดนตรีของแทบทุกชาติทุกยุคทุกสมัย ทำนองเพลงสะสมเป็นเวลานานเหล่านี้ติดตัวอยู่ แต่งเพลงก็ง่าย ทั้งที่มิใช่การลอกเลียนใคร แต่เป็นการถ่ายประสบการณ์มาแรมปีเป็นคีตนิพนธ์

-เพลงหนึ่งน้องนางเดียว- เอื้อ สุนทรสนาน
ยล พักตร์ชวนพิศน่าเชยชิดชม แม้ได้สมดั่งใจนึกปอง พี่คอย ประคอง เฝ้าแต่จะปองแนบนาง หวังเพียงเธอแต่เพียงน้องนวล รัก ชื่นชวนยั่วยวนพะวง ความรักคงไม่จืดชืดจาง รักแล้ว ไม่ร้าง น้องนางนั้นเป็นคู่ใจ รักแต่น้องนั้นแน่แท้ มิได้แปรไปจากใจ สุด จะผลักหักฤทัย ขอฝาก ดวงใจ มอบไว้เพียงนางเดียว ใจรัก แต่น้องเฝ้าปองภิรมย์ ขอ ชิดชมด้วยใจแน่นเหนียว รักแท้ แน่เชียว รักเดียวไม่ขอห่างไกล

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s