Listen to the rain และมองดูเดือนเตือนให้ใจคิดถึงMoon Lovers(คู่รักพระจันทร์),Higgs boson- “อนุภาคพระเจ้า หรือ God particle”-fallen in love!; with metaphysics

Listen to the rain และมองดูเดือนเตือนให้ใจคิดถึงMoon Lovers(คู่รักพระจันทร์),Higgs boson- “อนุภาคพระเจ้า หรือ God particle”-fallen in love!; with metaphysics
ว่่ากันว่านิยามวันที่7 ก.ค.คือ เทศกาลคืนวันที่ 7 เดือน 7มีอิทธิพลของจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นเป็นตำนานทานาบาตะ ลองหาดูเพิ่มเติม ครับ
http://lovemorningmusume.tripod.com/n2m/tanabata.htm

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) – หนังสือพิมพ์ในรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา รายงานเหตุการณ์ยูเอฟโอตกที่รอสเวลล์
http://th.wikipedia.org/wiki/8_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

ผมเดินทางกลับบ้าน และแวะทำงานเก็บข้อมูล มีหลายเรื่องอยากเล่ามากมาย แวะมาร้านเพื่อนตรงป้ายเล็กๆ นั่นแหละร้านเพื่อนซี้เพื่อนสนิท(โฆษณาให้เพื่อน)
โดยผมถ่ายรูปต่างๆ เช่น ห้องเรียนหนังสือในสมัยเรียนมอปลาย แวะเยี่ยมเฮียต๊ะป่วย และต่อมาผมพาพ่อกับแม่ไปนวดเนื่องจากป่วยกันเป็นโรคกระดูกทับเส้น ก็อธิบายง่ายๆ สั้นๆ น่ะครับ

รวมถึงหนังสือที่อ่าน หนังที่ดู พร้อมคอลัมภ์ที่ยังเขียนไม่เสร็จเกี่ยวกับเชียงตุง โดยมีหลายเรื่องไม่อยากเล่า เพราะผมไม่มีเวลาอะไรมากด้วย ครับ
-เนื่องด้วยปี 2012 นี้เป็นปีแห่งการครบรอบร้อยปีชาตกาลของ Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์ (วันที่ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 100 ของ ?Alan Turing พอดี)
http://jusci.net/node/2645
http://www.google.co.th/#q=Alan+Turing&oi=ddle&ct=turing-doodle-static&bav=on.2,or.r_gc.r_pw.r_qf.,cf.osb&fp=e42e941829e29d6c&biw=1366&bih=536

-เมื่อผมต้องคิดใช้เวลาเป็นเดือนๆ เขียนคอลัมภ์การเดินทางในเชียงตุงฟื้นความทรงจำ และค้นเอกสาร เช่น หนังสือ และวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จากแง่มุมผู้คนของเชียงตุง ที่มีชาวไทเขิน และถ้าโฟกัสภาพเฉพาะชาวไทใหญ่อพยพจากจีนมาพม่า และความสัมพันธ์ไทใหญ่ในเชียงตุงกับล้านนาถึงสยามเป็นประเทศไทย เป็นต้นทุนการเขียนคอลัมภ์ เพื่อมีแรงบันดาลใจเขียนให้เสร็จสูงมาก เช่น อด
อาหารเย็น ออกกำลังกาย หรือรวบรวมสมาธิโดยการอ่านหนังสือ ดูหนังต่างๆ นานา เป็นจำนวนมากมายแล้วก็ตามยังเขียนไม่ง่าย
ซึ่งผมนึกถึงเรื่องที่คารล์ จุง นักจิตวิทยาอธิบายเรื่องเฟาสท์ของเกอเธ่ ว่าเกอเธ่ ไม่ได้เขียนเฟาสท์ แต่เฟาสท์เป็นคนสร้างเกอเธ่ให้เขียนเรื่องเฟาสท์ หรือพูดง่ายๆ ตีความว่า เฟาสท์มาสิงสู่เหมือนปิศาจให้พลังงานแก่เกอเธ่
-เฟาสต์ (เยอรมัน: Faust) หรือ เฟาสตุส (เยอรมัน: Faustus) เป็นตัวเอกในตำนานโศกนาฏกรรมของเยอรมัน เกี่ยวกับชายที่ขายวิญญาณให้ปิศาจเมฟิสโตฟิลีส (Mephistopheles) เพื่อแลกกับความรู้ ได้รับการดัดแปลงเป็นวรรณกรรม บทละคร ภาพเขียน และงานดนตรี เป็นจำนวนมาก
ที่มาของตัวละครเฟาสต์ สันนิษฐานว่ามาจากเรื่องราวของโยฮันน์ จอร์จ เฟาสต์ (ค.ศ. 1480–1540) นักเล่นแร่แปรธาตุและนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน หรืออาจมาจากเรื่องราวของโยฮันน์ ฟุสต์ (ค.ศ. 1400-1466) จิตรกรเยอรมัน เพื่อนสนิทของโยฮันน์ กูเทนแบร์ก (ค.ศ. 1398–1468) นักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียง
ตำนานของเฟาสต์นั้นบันทึกเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1587 ตีพิมพ์ในหนังสือภาษาเยอรมันชื่อ Historia von D. Johann Fausten กล่าวถึงนายแพทย์ชื่อ โยฮันน์ เฟาสต์ และนำมาเขียนใหม่อีกหลายครั้ง ฉบับที่มีชื่อเสียง คือฉบับบทละครภาษาอังกฤษของคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ “The Tragical History of Doctor
Faustus” ตีพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1604 และฉบับภาษาเยอรมันของโยฮันน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเธอ แบ่งออกเป็นสองตอน คือ “Faust. Der Trag?die erster Teil” (โศกนาฏกรรมของเฟาสต์ ตอนที่ 1 ตีพิมพ์ ค.ศ. 1808) และ “Faust. Der Trag?die zweiter Teil” (โศกนาฏกรรมของเฟาสต์ ตอนที่ 2 ตีพิมพ์
ค.ศ. 1832)….http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C

แต่ว่าเรื่องเฟาสท์เกือบแต่งไม่เสร็จใช้เวลาทั้งชีวิต โดยเรื่องเฟาสท์ มีความใกล้ชิดกับเกอเธ่มากจากแต่งอายุ20กว่าๆ จนแต่งเสร็จหลังจากนั้นอีกหกสิบปีต่อมา แต่งหยุดๆ จนกระทั่งแต่งเสร็จ อาจจะกล่าวว่าเกอเธ่ เลี้ยงเฟาสท์ไว้ใกล้ตัว หรืออารมณ์ความรู้สึก ผิดหวัง สมหวัง ผิดพลาดของเฟาทส็ ก็คืออารมณ์ความรู้สึกทุกแง่มุมเป็นกระจกส่องเกอเธ่
โดยตรงกันข้ามกับนิยายเรื่องแวร์เทอร์ของเกอเธ่ ซึ่งนิยายเป็นเรื่องความรัก มีแปลเป็นไทยแล้วชื่อแวร์เทอร์ระทม”The Sorrows of Young Werther” ตีพิมพ์ออกมาและก่อให้เกิดกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบขึ้นทั่วภาคพื้นยุโรป โดยผู้ตายจะใส่ชุดเลียนแบบตัวละครที่ตายแล้วใช้วิธีการจบชีวิตเหมือนกับตัวละคร หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Werther
effect”นี้ขึ้น ทำให้ประเทศในแถบยุโรปหลายประเทศทำการแบนหนังสือเล่มนี้ในประเทศของตนไป และต่อมามีการขนานนามว่า A copycat suicide และเกอเธ่ใช้เวลาแต่งเสร็จแค่สองสัปดาห์ทำให้มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรป
-ที่มาบางส่วนจากหนังสือ:ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์
Faust Trailer

…ว่ากันว่าเกอเธ่แต่งเรื่องเฟาสท์เสร็จ ขณะนั่งแต่งเรื่องนี้นั่งสิ้นลมไปกับโต๊ะเขียนในอายุ82 ปี (มันเป็นหน้าที่ของนักเขียนใช้แรงงานจนใช้พลังลมหายใจสุดท้ายขนาดนั้น) เกอเธ่เป็นเพื่อนกับฟรีดริก วอน ชิลเลอร์ (Friedrich von Schiller) เคยเก็บลูกแอปเปิลเน่าไว้ในลิ้นชักโต๊ะ คอยเปิดสูดดมขณะแต่งบทกวี หรือที่ว่าเขาทำสมาธิผ่านการดมแอบเปี้ล
GOETHE’S DEATH
This document was originally published in The Drama: Its History, Literature and Influence on Civilization, vol. 11. ed. Alfred Bates. London: Historical Publishing
Company, 1906. pp. 89-90.
On Friday, March 16th, 1832, Goethe awoke with a chill, from which he gradually recovered, and was so much better by Monday that he designed to begin his regular work
on the following day. But in the middle of the night he woke up with a deathly coldness, which extended from his hands over his body, and which it took many hours to
overcome. It then appeared that the lungs were attacked and that there was no possible hope of recovery. Goethe did not anticipate death. He sat fully clothed in his
arm-chair, made attempts to reach his study, spoke confidently of his recovery, and of the walks he would take in the fine April days. His daughter-in-law, Ottilie,
tended him faithfully. On the morning of the 22nd his strength gradually left him, and he sat slumbering in his arm-chair, holding Ottilie’s hand. Her name was
constantly on his lips, though his mind occasionally wandered, at one time to his beloved Schiller, at another to a fair female head, with black curls, some passion of
his youth. His last words were an order to a servant to open another shutter to let in more light. After this he traced with his forefinger letters in the air. At
half-past eleven in the forenoon he drew himself, without any sign of pain, into the left corner of his arm-chair, and went so peacefully to sleep that it was long
before the watchers knew that his spirit was fled. He was buried in the grand-ducal vault, where the bones of Schiller were laid, and where Duke Karl August had
directed his body be placed, though the request was disregarded as contrary to the etiquette of German courts.
http://www.theatrehistory.com/german/goethe006.html
Goethe! trailer english subs

-จากการปกครองภายใต้ข้อยกเว้น สู่การทำให้ข้อยกเว้นเป็นเหตุผลในการปกครอง (ฉบับปรับปรุงครั้งที่หนึ่ง – ใช้อ่านได้ในทุกพื้นที่)
Thu, 16/04/2009 – 12:02 —
http://www.onopen.com/madpitch/09-04-16/4710
A state of exception is a concept in the legal theory of Carl Schmitt, similar to a state of emergency, but based in the sovereign’s ability to transcend the rule of
law in the name of the public good. This concept is developed in a work of Giorgio Agamben, “State of Exception”.
-มันเป็นเรื่องการพัฒนาทฤษฎีข้อยกเว้นของAgamben ที่ผมเคยเล่าถึงเรื่องคลิปการบรรยายเรื่องparadigmของเขา และงานทฤษฎีอันเป็นแนวคิดเป็นงานยากที่พัฒนาจากความคิดของคารล ชมิท มาเป็นทฤษฎี ที่ส่งผลในเรื่องรัฐ และระบบกฏหมายของรัฐด้วย น่ะครับ

-ข่าวการเมืองอันเข้มข้นรอดูผลของตุลาการภิวัตน์ (judicial review)หรือJudicial review is the doctrine under which legislative and executive actions are subject to review (and possible invalidation)
by the judiciary. Specific courts with judicial review power must annul the acts of the state when it finds them incompatible with a higher authority (such as the
terms of a written constitution). Judicial review is an example of the separation of powers in a modern governmental system (where the judiciary is one of three
branches of government). This principle is interpreted differently in different jurisdictions, which also have differing views on the different hierarchy of
governmental norms. As a result, the procedure and scope of judicial review differs from country to country and state to state.

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ในการแถลงรายงานของ CERN ที่ที่ประชุม ICHEP ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ตัวแทนของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานกับเครื่องตรวจจับ CMS และ ATLAS ของเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ร่วมกันประกาศการค้นพบอนุภาคที่ดูเหมือนจะเป็น Higgs boson อย่างเป็น
ทางการ อันสร้างความตื่นเต้นให้กับนักฟิสิกส์และผู้สนใจทั่วทั้งโลก

Higgs boson หรือชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันว่า “อนุภาคพระเจ้า” (God Particle) คืออนุภาคที่นักฟิสิกส์ตามหากันมานานแสนนานเกือบ 5 ทศวรรษ ซึ่งชื่อเล่น “อนุภาคพระเจ้า” นี้ก็มาจากความลึกลับหายากและความสำคัญของมันนั่นเอง

Standard Model – ทฤษฎีของอนุภาคมูลฐาน
สิ่งแรกที่ต้องทำความรู้จักก่อนจะพูดถึง Higgs boson คือ สิ่งที่เรียกว่า “Standard Model” และประวัติความเป็นมาของมัน

ย้อนไปในยุคก่อนที่จะมีเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงแบบในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เชื่อว่าจักรวาลประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน (fundamental particle) เพียงแค่ 3 ตัว คือ โปรตอน (proton), นิวตรอน (neutron) และอิเล็กตรอน (electron) ซึ่งเป็นองค์ประกอบในอะตอมของธาตุทุกชนิด อนุภาคมูลฐานทั้งสามนี้เป็นอนุภาคมูลฐานก็เพราะว่า
มันไม่สามารถแบ่งย่อยลงต่อไปได้อีกแล้ว

แต่ต่อมาในยุคของการศึกษารังสีคอสมิคและเครื่องเร่งอนุภาค นักฟิสิกส์ก็ค้นพบอนุภาคใหม่ๆ อีกมากมาย ตอนแรกนักฟิสิกส์ก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ เอาตัวอักษรกรีกมาตั้งชื่อให้อนุภาคเหล่านี้ไปเรื่อย เช่น sigma, pi, lambda ฯลฯ จนมีชื่ออนุภาคประหลาดๆ โผล่มาเต็มไปหมด จนกระทั่งเหลือตัวอักษรไม่พอจะมาให้นักฟิสิกส์ตั้งชื่อแล้ว นักฟิสิกส์ถึงได้หันกลับมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น
และพบว่าอนุภาคใหม่เหล่านี้มีมากนับกันแทบไม่หวาดไม่ไหว ถึงขนาดที่มีคนเรียกว่าเป็น “สวนสัตว์ Particle Zoo” กันเลยทีเดียว

หากเป็นนักเคมีหรือนักชีววิทยาที่ชอบงานสะสมแสตมป์อยู่แล้ว คงจะดีใจที่ได้มี Particle Zoo เป็นของตัวเอง แต่นักฟิสิกส์กลับกังวลใจว่าถ้ามัวแต่มานั่งจัดชื่อหรือจัดระเบียบอนุภาคพวกนี้ คงจะต้องเปลี่ยนแนวทางอาชีพไปศึกษางานสะสมแสตมป์กับนักเคมีและนักชีววิทยาเป็นแน่ นักฟิสิกส์จึงได้เริ่มมองหาทฤษฎีที่จะมาอธิบายความสัมพันธ์ของอนุภาค

ทฤษฎีที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบ Particle Zoo คือ ทฤษฎี Electroweak theory ของ Sheldon Glashow ซึ่งรวมเอาแรงมูลฐานสองแรง คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (eletromagnetic force) กับแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (weak force) เข้ามาไว้เป็นแรงชุดเดียวกันเรียกว่า electroweak
force

นักฟิสิกส์เห็นว่า Electroweak theory ที่เสนอมาตั้งแต่ปี 1960 อธิบายความสัมพันธ์ของแรงมูลฐานสองแรงกับอนุภาคต่างๆ ได้ เลยพยายามเอาความสัมพันธ์นี้มาจับมัดรวมชุดเข้ากับทฤษฎี quantum chromodynamics (QCD) ซึ่งเป็นทฤษฎีของแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (strong force) อันเป็นแรงมูลฐานชนิดที่สาม เกิดเป็นชุดของ
ทฤษฎีที่ได้ชื่อในเวลาต่อมาว่า “Standard Model” เนื่องจากมันเป็นชุดทฤษฎีที่มีผลการทดลองยืนยันและได้รับการยอมรับมากที่สุดในการอธิบายอนุภาคมูลฐาน

อนุภาคมูลฐานที่อยู่ Standard Model แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ fermion และ gauge boson ดังที่แสดงในแผนภาพตาราง
ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia

fermion (สามคอลัมน์ทางซ้ายของแผนภาพ) คืออนุภาคประพฤติตัวตามหลักการกีดกันของเพาลี (Pauli’s Exclusion Principle) อิเล็กตรอนที่เรารู้จักกันดีก็เป็น fermion ชนิดหนึ่ง และก็จะเห็นว่าโปรตอนและนิวตรอนไม่ได้เป็นอนุภาคมูลฐานอีกต่อไป แต่เป็นอนุภาคเชิงประกอบ (composite particle) ที่มี up
quark และ down quark อยู่ภายใน

ส่วน gauge boson (คอลัมน์ขวาสุดของแผนภาพ) คืออนุภาคที่ทำหน้าที่ส่งแรงมูลฐาน (force-carrier particle) ในทางฟิสิกส์ควอนตัม แรงที่อนุภาคกระทำต่อกันเกิดจากการแลกเปลี่ยนอนุภาคส่งแรงไปมาระหว่าง เช่น photon หรืออนุภาคแสงเป็นตัวส่งแรงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
Higgs boson คืออะไร
สิ่งหนึ่งที่นักฟิสิกส์ข้องใจกันเป็นเวลานาน นับย้อนไปตั้งแต่ก่อนเริ่มมี Standard Model ด้วยซ้ำ คือ มวลของอนุภาคมูลฐาน โดยเฉพาะมวลของ gauge boson ที่แตกต่างกันเหลือเกิน มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไม photon และ gluon ซึ่งเป็น force-carrier paritcle ของแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (ตามลำดับ) ถึงไม่มี
มวล ขณะที่ W และ Z boson ของ weak force ถึงมีมวล แถมมีมวลมากเสียด้วย (W boson มีมวล 80 GeV/c2 และ Z boson มีมวล 91 GeV/c2 ซึ่งหนักกว่านิวเคลียสของธาตุหนักๆ อย่างตะกั่วเสียอีก)

ในปี 1964 Peter Higgs ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักฟิสิกส์หนุ่มอายุ 35 ปี ได้เสนอคำอธิบายทางทฤษฎีที่ช่วยแก้ปัญหาว่ามวลนิ่ง (rest mass) ของอนุภาคมูลฐานที่เป็นอนุภาคส่งแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งกระบวนการที่ทำให้อนุภาคมูลฐานเกิดมวลขึ้นมานั้นได้ชื่อต่อมาว่า “Higgs mechanism” (ชื่อนี้ตั้งขึ้นในภายหลังเพื่อเป็นเกียรติแก่ Peter Higgs
คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้าหลงตัวเองมากพอขนาดตั้งชื่อทุกอย่างเป็นชื่อตัวเองส่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการหรอก -ยกเว้นนักชีววิทยาซึ่งทำเป็นประจำเวลาตั้งชื่อสปีชีส์ใหม่ๆ- นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ 1960 นักวิทยาศาสตร์อีกสองกลุ่มก็เสนอกระบวนการที่เหมือนๆ กันขึ้นมาในเวลาที่เกือบจะพร้อมๆ กันด้วย)

ตามทฤษฎีนั้น อธิบายว่าในตอนแรกกำเนิดจักรวาล อนุภาคแรกเริ่มที่โผล่ขึ้นมาจากการระเบิด Big Bang ยังไม่มีมวลเป็นของตัวเอง จนกระทั่งเอกภพให้กำเนิดสนามพลังที่เรียกว่า “Higgs field” ขึ้น Higgs field เป็นสนามของพลังที่มองไม่เห็นและกระจายอยู่ทั่วจักรวาล อันตรกิริยาที่อนุภาคมูลฐานทำกับ Higgs field จะกลายเป็นมวลของอนุภาค
นั้นๆ อนุภาคที่ทำอันตรกิริยากับ Higgs field มากก็จะมีมวลมาก ทำน้อยก็มวลน้อย ไม่ทำเลยก็ไม่มีมวล

และ Higgs boson ก็คืออนุภาคส่งแรง (force-carrier paritcle) ของ Higgs field เหมือนกับที่ photon หรืออนุภาคแสงเป็นอนุภาคส่งแรงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic field) นั่นเอง

คำอธิบายเปรียบเทียบการทำงานของ Higgs mechanism ฉบับที่คนทั่วไปเข้าใจได้ดีที่สุดน่าจะเป็นคำอธิบายที่คิดโดย David Miller (เพื่อส่งเข้าชิงชัยในการแข่งขันที่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของสหราชอาณาจักรจัดขึ้นในปี 1993) ซึ่งเปรียบเทียบว่าจักรวาลเป็นห้องโถงจัดงานห้องหนึ่ง ในห้องมีนักข่าวยืนอย่างเป็นระเบียบเต็มไปหมดทั่วทั้งห้อง นักข่าวเหล่านี้เปรียบ
เสมือน Higgs boson ที่อยู่ใน Higgs field พอมีคนเดินเข้ามา ถ้าเป็นนักการเมืองคนดัง (อย่างเช่น คุณทักษิณ หรือ คุณอภิสิทธิ์) นักข่าวก็จะเข้าไปมะรุมมะตุ้มห้อมล้อมเป็นก้อน ทำให้คนดังนั้นจะเคลื่อนที่ก็ลำบาก จะหยุดก็ลำบาก เปรียบเสมือนมี “มวล” เยอะ (มวลมีคุณสมบัติในการสร้างความลำบากต่อการเคลื่อนที่ ในทางฟิสิกส์ มวลและน้ำหนักคือสิ่งที่แตกต่างกัน น้ำหนักเกิด
จากผลที่แรงโน้มถ่วงกระทำต่อมวล) แต่หากเป็นพวกมนุษย์โนเนม ก็จะเคลื่อนที่ได้สะดวกโยธินเพราะไม่มีนักข่าวคนไหนสนใจ คนดังที่นักข่าว Higgs boson ให้ความสนใจเยอะก็คืออนุภาคที่มีมวลมาก พวกโนเนมก็คืออนุภาคที่ไม่มีมวลหรือมีมวลน้อย
Higgs boson – จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของ Standard Model
ในปี 1967 Steven Weinberg และ Abdus Salam เห็น Higgs mechanism สามารถอธิบายมวลของอนุภาคมูลฐานตัวอื่นๆ นอกจาก gauge boson ได้ด้วย เลยเอามันเข้าไปรวมกับ Standard Model ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในขั้นแบเบาะ แทบไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรนัก

แต่หลังจากที่ Standard Model ถูกเสนอขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบอนุภาคมูลฐานที่ทำนายไว้ใน Standard Model เพิ่มขึ้นๆ เช่น การค้นพบ bottom quark (ปี 1977), top quark (ปี 1995), และ tau neutrino (ปี 2000) เป็นต้น ทุกคนจึงมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว ในที่สุดอนุภาคมูลฐานในตารางของ
Standard Model ก็ถูกค้นพบจนหมดครบทุกตัว…

…ยกเว้นเพียงตัวเดียว

เหลือเพียงตัวเดียวที่ค้นพบยากเย็นเสียเหลือเกิน จนได้ชื่อว่า “อนุภาคพระเจ้า หรือ God particle” ซึ่งเป็นชื่อจากหนังสือ The God Particle: If the Universe Is the Answer, What Is the Question? ของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล Leon Lederman (ความจริง Leon
Lederman จงใจจะตั้งชื่อว่า Goddamn particle ให้สมกับที่มันค้นพบยากเย็นชิบหาย แต่ว่าสำนักพิมพ์กลัวว่ามันจะหนักไป เลยขอให้ Leon Lederman เปลี่ยนชื่อ)

อนุภาคตัวนั้นก็คือพระเอกของเรา Higgs boson นั่นเอง

การค้นพบ Higgs boson เป็นหลักฐานที่จะยืนยันถึงการมีอยู่ของ Higgs field เนื่องจาก Higgs field เป็นสนามพลังที่ไม่มีอะไรให้สังเกตตรวจวัดได้โดยตรงนอกจากจะรบกวนสนามพลังด้วยพลังงานสูงๆ ให้อนุภาค Higgs boson กระเด็นโผล่ตัวหลุดออกมาจากสนามพลัง (เหมือนกับที่เมื่อเราใส่พลังงานเข้าไปในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ก็จะมี
photon หลุดออกมา)

สิ่งที่ทำให้การค้นพบ Higgs boson ทำได้ยากเย็นเข็ญใจนัก คือ เพราะมันมีมวลมากถึงระดับร้อย GeV/c2 ซึ่งการสร้างอนุภาคที่มีมวลสูงขนาดนี้ต้องใช้พลังงานมหาศาล ตัวทฤษฎีเองก็ไม่ได้ทำนายช่วงมวลของ Higgs boson เอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้การค้นหา Higgs boson ต้องทำในช่วงมวลที่กว้างมาก เราจึงเห็นข่าวการค้นหา Higgs boson
ในช่วงแรกๆ มีแต่ข่าวการ “ตัด” ช่วงมวลที่ไม่น่าจะใช่หรือไม่พบสัญญาณของ Higgs boson ออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อจำกัดการค้นหาให้แคบลง

ต้องเข้าใจว่า Higgs boson ไม่ได้กระเด็นออกมาในทุกครั้งที่โปรตอนหรืออนุภาคมากระแทกกันในเครื่องเร่งอนุภาค แม้แต่ในเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงมหาโหดอย่าง LHC โอกาสที่จะเกิด Higgs boson ก็มีน้อยมาก (ประมาณหนึ่งในพันหรือหมื่นล้าน) อีกทั้ง Higgs boson ที่เกิดขึ้นก็มีอายุสั้นจุ๊ดจู๋ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอนุภาคมูลฐานที่มีมวลสูงๆ) มันจะสลาย
ตัวเปลี่ยนเป็นอนุภาคอื่นแทบจะในทันทีที่มันเกิดมาเลยทีเดียว นักวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยสัญญาณที่ตรวจวัดได้จากอนุภาคที่สลายออกมานี้ไปคำนวณย้อนกลับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการสลายตัวคืออะไร สัญญาณที่คำนวณออกมานี้จึงปรากฏในรูปของเส้นกราฟที่พุ่งกระโดดเป็นส่วนเกิน (excess) เมื่อเทียบกับเส้นกราฟพลังงานเบื้องหลัง (backgroud)
ภาพกราฟแสดงสัญญาณ excess ที่คาดว่าจะเป็นของ Higgs boson จาก ATLAS ของ CERN (สังเกตกราฟที่นูนกระโดดขึ้นมาตรงประมาณ 126 GeV)

ภารกิจตามล่า Higgs boson นั้นย้อนความขึ้นไปได้ถึงสมัยของ Large Electron–Positron Collider (LEP) ซึ่งทำงานอยู่ระหว่างปี 1989-2000 นักฟิสิกส์ของ CERN ที่ทำงานใน LEP เจอสัญญาณ excess ในช่วงมวลประมาณ 114.4 GeV/c2 แต่ว่าไม่ทันที่จะเก็บข้อมูลได้มากพอ LEP ก็ต้องปิดตัวลงเพื่อเปิดทาง
ให้กับ LHC เครื่องเร่งอนุภาครุ่นน้องที่ทรงพลังกว่า

เครื่องเร่งอนุภาค Tevatron ของ Fermilab ซึ่งเป็นคู่แข่งของ LHC ก็รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการค้นหา Higgs boson อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะหยุดการทำงานลงไปเมื่อเดือนกันยายน 2011 แต่เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2012 ที่ผ่านมา ทีม D0 และ CDF ของ Tevatron ก็แถลงรายงานผลเป็นครั้งสุดท้ายว่าพบสัญญาณ excess ในช่วงมวล
115–140 GeV/c2 ที่ระดับความเชื่อมั่น 2.9 sigma (Higgs boson สามารถสลายตัวได้หลายทางและให้ผลลัพธ์ออกมาต่างกัน เครื่องตรวจจับอนุภาคจะถูกตั้งช่องสัญญาณให้เล็งคอยตรวจวัดอนุภาคเหล่านี้ เครื่องตรวจจับของ Tevatron เน้นไปที่การตรวจจับในช่องสัญญาณของอนุภาค top quark ขณะที่ของ LHC เน้นที่ช่องสัญญาณ
photon-photon และช่องสัญญาณ 4 leptons)

สัญญาณระดับความเชื่อมั่น 5 sigma ที่ทีม CMS และ ATLAS แห่ง CERN เจอล่าสุดนั้น แม้มันจะมีช่วงมวลและพฤติกรรมการสลายตัวที่สอดคล้องกับ Higgs boson ที่ทำนายไว้ใน Standard Model แต่การค้นหาก็ยังไม่สิ้นสุด นักฟิสิกส์ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม (เช่น มันเป็น scalar boson หรือ vector boson) เพื่อมายืนยัน
อีกทีว่ามันใช่ Higgs boson ของ Standard จริงหรือไม่ หรือว่าเป็นอะไรอย่างอื่นที่เราไม่รู้จัก เป็นไปได้ว่าเราอาจจะต้องรอจนถึงปี 2014-2015 ให้ LHC เดินเครื่องเต็มกำลัง ถึงจะได้รู้กันแน่นอน

(อ่านสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการค้นหา Higgs boson ได้จาก Wikipedia)

Higgs boson ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของจักรวาล
ไม่ว่าเราจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจกับการค้นพบ Higgs boson (หรือสัญญาณที่คาดว่าจะเป็นมัน) แค่ไหนก็ตาม การค้นพบ Higgs boson ก็ไม่ได้แปลว่าเราไขความลับของจักรวาลเสร็จสมบูรณ์แล้ว อันที่จริงไม่ได้ใกล้เคียงเลย ตัว Standard Model ไม่ได้อธิบายถึงแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นหนึ่งในแรงมูลฐานทั้งสี่แรงเลยแม้แต่นิดเดียว

Higgs mechanism อธิบายเพียงมวลของอนุภาคมูลฐานใน Standard Model เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงมวลของสสารที่เรารู้จักทั้งหมด ตัวอย่างเช่น Higgs mechanism อธิบายเกี่ยวข้องแค่มวลของ quark ซึ่งเป็นอนุภาคมูลฐานที่ประกอบกันเป็นโปรตอน แต่มวลส่วนใหญ่ของโปรตอนเกิดจากการที่ quark ข้างในมีอันตรกิริยาของแรง
นิวเคลียร์อย่างเข้มระหว่างกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ Higgs mechanism

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องลึกลับ อย่างเช่น สสารมืดหรือพลังงานมืด ฯลฯ ด้วยซ้ำ ซึ่ง Standard Model ไม่มีคำตอบให้แน่ๆ

อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าการค้นพบ Higgs boson คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทศวรรษนี้ (ที่แน่ๆ คือ ข่าวการรายงานผลของ CERN ในวันที่ 4 กรกฎาคม คงเป็นข่าวฟิสิกส์ที่ดังที่สุดของปี 2012 ผมนึกไม่ออกแล้วว่าจะมีข่าวไหนใหญ่กว่าข่าวนี้ได้อีก)

การค้นพบ Higgs boson ไม่ใช่เพียงแค่การพิสูจน์ Higgs mechanism แต่มันเติมเต็มให้ Standard Model สมบูรณ์สักที และนักฟิสิกส์ก็จะมีฐานที่มั่นคงในการไขความลับจักรวาลที่สูงขึ้นต่อไป

เริ่มต้นจากที่ตัว Higgs boson เองก่อนเลย ใน Standard Model เรามี Higgs boson แค่ตัวเดียว ซึ่งนักฟิสิกส์เกือบทั้งหมดค่อนข้างมั่นใจว่าตัวที่โผล่ขึ้นมาเป็นสัญญาณ excess ใน LHC ของ CERN ได้รายงานในวันที่ 4 กรกฏาคมที่ผ่านมา ก็คือ Higgs boson ของ Standard Model นี่แหละ แต่ในทฤษฎี
Supersymmetry (หรือชื่อเล่น SUSY) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายจักรวาลขยายต่อลึกซึ้งไปมากกว่า Standard Model (ลึกซะจนยังไม่มีหลักฐานจากผลการทดลองมาพิสูจน์ยืนยัน) ทำนายไว้ว่า มี Higgs boson ถึง 5 แบบ (flavor) หรือมากกว่า หากทฤษฎี Supersymmetry เป็นของจริง Higgs boson ใน LHC ก็
น่าจะเป็นตัวที่มีมวลต่ำที่สุดในทั้งห้าแบบ การศึกษา Higgs boson อย่างละเอียดอาจช่วยเฉลยข้อข้องใจที่นักฟิสิกส์มีต่อทฤษฎี Supersymmetry ได้ (นักฟิสิกส์หลายคนตั้งความหวังไว้ด้วยว่า Supersymmetry จะให้คำตอบเกี่ยว dark matter หรือ สสารมืด ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวจริงของมันสักที มีเพียงแต่ผลจากแรงโน้มถ่วงของมันให้
สังเกตอย่างอ้อมๆ เท่านั้น)

หรือถึงต่อให้ Higgs boson ไม่ช่วยให้เราเจออะไรต่อไปอีก ความดีอย่างน้อยที่สุดของมันก็คือ เป็นการแสดงให้โลกเห็นว่า LHC นั้นมีผลตอบแทนที่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการสร้างแล้ว เงินที่ลงทุนไปเกือบหมื่นล้านยูโรนั้นคุ้มค่า

แต่ก่อนจะพูดถึงอนาคตของการไขความลับจักรวาล วินาทีนี้นักฟิสิกส์ทั่วโลกต่างลุ้นกันว่า Peter Higgs จะได้รางวัลโนเบลหรือไม่ และคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลจะตัดสินมอบรางวัลโนเบลให้กับใครบ้าง เพราะตามกฏของรางวัลโนเบลอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์เข้ารับรางวัลร่วมกันได้เพียง 3 คนเท่านั้น แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เสนอ Higgs mechanism ในปี 1964 มีด้วย
กันถึง 6 คน ได้แก่ Fran?ois Englert, Robert Brout, Peter Higgs, Gerald Guralnik, C. R. Hagen, และ Tom Kibble ซึ่งทั้งหกคนนี้ก็ได้รับรางวัล J. J. Sakurai Prize for Theoretical Particle Physics ร่วมกันทั้งหมดมา
แล้วในปี 2010 (สงสัยบางทีต้องรอให้มีใครในหกคนนี้แก่ตายไปก่อนจนเหลือแค่ 3 คน เพราะรางวัลโนเบลมอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่ยังมีชีวิตเท่านั้น คนที่ตายไปแล้วก็จะถูกตัดสิทธิ์รางวัลโนเบลโดยอัตโนมัติ)

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Higgs boson เพิ่มเติมได้จาก:

Wikipedia, CMS Publlic Website, CERN exploratorium, Live Science, PhysOrg, COSMOS Magazine, COSMOS Magazine

Topics: Higgs BosonPhysics
http://jusci.net/node/2668

กองทัพสับ’ปู’สอบตกแก้น้ำท่วม
กองทัพสับ “ยิ่งลักษณ์” สอบตกแก้น้ำท่วม แจงยิบ 12 ข้อ ไร้ภาวะผู้นำ สั่งใครไม่ได้-การเมืองครอบ “บ้านเลขที่ 111” เขย่า “ปู” ซ้ำ จี้ปลดก่อนพรรคพัง ดัน “เฉลิม-ประชา” คั่วนายกฯ ขัดตาทัพ
http://www.komchadluek.net/detail/20111107/114192/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%AA
%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1.html

เมื่อการเมืองระยะยาวเช่นนี้ ย้อนให้ผมคิดเรื่องการเมืองรัสเซีย ในงานเช่น สัญชัย สุวังบุตร.ชื่อเรื่อง ปัญญาหลังม่านเหล็กประวัติศาสตร์วรรณกรรมโซเวียต ค.ศ. 1917-1991จากเลนินถึงกอร์บาชอฟ
วรรณกรรมโซเวียตในมิติแห่งประวัติศาสตร์ ค.ศ.1917-1991
รศ.สัญชัย สุวังบุตร
วารสารยุโรปศึกษา, ปีที่ 8 เล่มที่ 2, 2000
…กดที่นี่ (in PDF; size A4; in Thai; full text)

http://www.ces.in.th/online_article_thai2.html

หนังสือน่าอ่าน ก็Let the Living Remember: Soviet War Poetry.
Compiled by L. Lazarev
Bookseller: North Country Books (Winooski, VT, U.S.A
http://www.abebooks.com/Living-Remember-Soviet-Poetry-Compiled-Lazarev/2252671406/bd

17 Jul 2008, 03:45 The web pages listed below are auto-generated from ASCII text. If you link to a book?€?s index.html, please send an email to webmaster@… about
your link. Click ?€?T*?€ at left to get a list of all titles including ones not online (yet?€”donations needed).
http://www.leninist.biz/en/HTML

1972 HTML Critique of Mao Tse-Tung?€?s Theoretical Conceptions., A
1972 HTML Economic Geography of the World Popular Outline), A
1972 HTML Destructive Policy, A This is a collection of articles from the Soviet press, exposing the policy of the Chinese leadership for what it is?€”a policy harmful
to the cause of socialism, and the world revolutionary and liberation movements.
1972 HTML Following Lenin?€?s Course: Speeches and articles
1972 HTML On The Art and Craft of Writing
1972 HTML Leninism and the Battle of Ideas.
1972 HTML Leninism and Contemporary Problems of the Transition from Capitalism to Socialism.
1972 HTML Marxism-Leninism on War and Army.
1972 HTML Profession of the Stage-Director, The
1972 HTML Scientific and Technological Revolution: Social Effects and Prospects, The
1972 HTML Secrets of the Second World War.
1972 HTML Health Protection in the USSR.
1972 HTML World Socialist System:, The Main problems, states of development.
1971 HTML Development of Revolutionary Theory by the CPSU.
1971 HTML Finance and Credit in the USSR
1971 HTML Lenin and Books
1971 HTML Re-reading Dostoyevsky
1971 HTML Socialism and Capitalism: Score and Prospects
1971 HTML Socialist Society: Scientific Principles of Development. Scientific principles of development.
1971 HTML Young Communist International and Its Origins, The
1971 HTML Leninism and the World Revolutionary Working-Class Movement. Problems of the Stuggle for the Unity of the Proletariat, of All Anti-Imperialist Forces.
1965 HTML Letters From the Dead: Last letters from Soviet men and women who died fighting the Nazis (1941?€“1945)
1973 HTML U.S. Labour Unions Today: Basic problems and trends.
1973 HTML Sholokhov: A critical appreciation
1973 HTML Problems of the History of Philosophy.
1973 HTML Soviet Court, The
1973 HTML U. S. Budget and Economic Policy.
1973 HTML War of Ideas in Contemporary International Relations:, The imperialist doctrine, methods and organisation of foreign political propaganda., The
1973 HTML History of Realism, A
1973 HTML At the Bidding of the Heart: Essays, sketches, speeches, papers.
1973 HTML Future of Society:, The critique of modern bourgeois philosophical and socio-political conceptions., A
0000 HTML Monism and Pluralism in Ideology and in Politics (Abridged).
2000 HTML What If Everything You Thought You Knew About AIDS Was Wrong?
1966 HTML Psychological Research in USSR: Volume 1
2007 HTML
1993 HTML Contemporary World Situation and Validity of Marxism
1967 HTML Lenin In Our Life.
1967 HTML Scientific Communism: Popular Outline)., A
1968 HTML Soviet Socialist Democracy
1969 HTML Fifty Soviet Poets
1969 HTML Sociology: Problems of theory and method.
1969 HTML Problems of Modern Aesthetics: Collection of articles.
1969 HTML Millionaires & Managers.
1970 HTML Lenin: The Great Theoretician.
1970 HTML Leninist Theory of Revolution and Social Psychology
1970 HTML Petty-Bourgeois Revolutionism (Anarchism, Trotskyism and Maoism)
1970 HTML Soviet Literature: Problems and People
1974 HTML October Storm and After:, The Stories and Reminiscences.
1974 HTML Lenin?€?s Ideas and Modern International Relations
1974 HTML USA: Militarism and the Economy
1974 HTML Short History of the World in Two Volumes, A Volume II.
1974 HTML Short History of the World in Two Volumes, A Volume I.
1974 HTML Riddles of Three Oceans, The
1974 HTML New Scramble for Africa, The
1974 HTML Soviet Youth and Socialism.
1975 HTML Planning of Manpower in the Soviet Union
1975 HTML Philosophy & Sociology.
1975 HTML Man After Work: Social problems of daily life and leisure time. Based on the surveys of workers?€? time budgets in major cities of the European part of the
USSR
1975 HTML Science and Morality
1975 HTML CMEA Today: From economic co-operation to economic integration
1975 HTML Leninist Theory of Socialist Revolution and the Contemporary World.
1975 HTML Present-Day China: Socio-economic problems, collected articles.
1975 HTML International Solidarity with the Spanish Republic 1936?€“1939: detailed account of the activities of the International Brigades, A
1975 HTML Women Today
1975 HTML ?€?Cultural Revolution?€: A Close-Up, The Eyewitness Account), An
1975 HTML Fundamentals of Political Science: Textbook for primary political education.
1976 HTML Theory and Practice of Proletarian Internationalism, The
1976 HTML This Nation and Socialism Are One Selected writings of Le Duan, First Secretary, Central Committee, Vietnam Workers Party
1976 HTML 20th Century American Literature: Soviet view., A
1976 HTML Life and Work of Walt Whitman: Soviet view, A
1976 HTML History of the USA Since World War I
1976 HTML Contemporary Anti-Communism: Policy and ideology.
1976 HTML Georgi Plekhanov Selected Philosophical Works (Volume II): In Five Volumes
1976 HTML Georgi Plekhanov Selected Philosophical Works (Volume III): In Five Volumes
1976 HTML Hague Congress of the First International, September 2?€“7, 1872:, The Minutes and Documents
1976 HTML Humanism of Art., The
1976 HTML USSR: For Peace Against Aggression: 1933?€“1941.
1976 HTML Marxist-Leninist Aesthetics and Life: collection of articles, A
1977 HTML Revolutionary Vanguard:, The Battle of ideologies.
1977 HTML Nihilism Today.
1977 HTML USSR State Industry During the Transition Period
1977 HTML Georgi Plekhanov Selected Philosophical Works (Volume I): In Five Volumes
1977 HTML Sukhomlinsky on Education, V.
1977 HTML Military-Industrial Complex of the USA, The
1977 HTML Teaching
1978 HTML Theory of Population:, The Essays in Marxist Research
1978 HTML Triumph of Lenin?€?s Ideas Proceedings of Plenary Session
1978 HTML Marxist-Leninist Philosophy
1978 HTML Man and Sea Warfare Training of Soviet Navy Personnel), The
1979 HTML Kampuchea: From Tragedy to Rebirth
1979 HTML USA: Imperialists and Anti-Imperialists: great foreign policy debate at the turn of the Century, The
1979 HTML Semantic Philosophy of Art.
1979 HTML Recent History of the Labor Movement in the United States 1939?€“1965
1980 HTML Georgi Plekhanov Selected Philosophical Works (Volume IV): In Five Volumes
1980 HTML Komsomol: Questions and Answers, The
1980 HTML Of Human Values
1980 HTML Where Human Rights Are Real.
1980 HTML Peking Reaches Out: Study of Chinese Expansionism, A
1980 HTML Crisis of Capitalism and the Conditions of the Working People., The
1980 HTML Fundamentals of Political Economy
1980 HTML Agony of a Dictatorship:, The Nicaraguan Chronicle
1980 HTML Marxist Philosophy
1980 HTML History of Old Russian Literature, A
1980 HTML Working Class and its Allies, The
1980 HTML Truth About Afghanistan:, The Documents, Facts, Eyewitness Reports
1980 HTML USSR and Countries of Africa (Friendship, Cooperation, Support for the Anti-Imperialist Struggle)
1980 HTML Development of the Monist View of History., The
1981 HTML International Working-Class Movement:, The Problems of History and Theory in Seven Volumes: Volume 2, The Working-Class Movement in the Period of Transition
to Imperialism (1871?€“1904).
1981 HTML Priorities of Soviet Foreign Policy Today, The
1981 HTML Georgi Plekhanov Selected Philosophical Works (Volume V): In Five Volumes
1981 HTML Ultras in the USA., The
1981 HTML History of the USSR in three parts: PART I: From the earliest times to the Great October Socialist Revolution.
1981 HTML History of the USSR in three parts: PART II: From the October Socialist Revolution to the Beginning of the Great Patriotic War.
1981 HTML Problems of the Communist Movement. Some Questions of Theory and Method.
1981 HTML Workers in Society Polemical essays.
1981 HTML Disarmament and the Economy
1982 HTML Right of the Accused to Defence in the USSR, The
1982 HTML One Is Not Born a Personality.
1982 HTML State and Nations in the USSR, The
1982 HTML History of the USSR in three parts: PART III: From the Beginning of the Great Patriotic War to the Present Day.
1982 HTML Socialist Internationalism: Theory and practice of international relations of a new type.
1982 HTML World Capitalist Economy:, The Structural changes: Trends and problems.
1982 HTML Soviet Legislation on Children?€?s Rights.
1982 HTML Diplomatic Battles Before World War II
1982 HTML CIA Target: The USSR
1982 HTML Trade Among Capitalist Countries
1983 HTML Freedom of Conscience in the USSR
1983 HTML Lenin: A Biography
1983 HTML History in the Making: Memoirs of World War II Diplomacy
1984 HTML Dictionary of Scientific Communism., A
1984 HTML Alternatives to Positivism.
1984 HTML Terrorism and International Law
1984 HTML Behind the Scenes of Third Reich Diplomacy.
1984 HTML World War II: Myths and the Realities.
1984 HTML Political Consciousness in the U.S.A.: Traditions and evolutions.
1984 HTML Subject, Object, Cognition.
1985 HTML Genocide
1985 HTML India: Spotlight on Population demographic outline, A
1985 HTML Witness to War: American doctor in El Salvador, An
1985 HTML Blacks in United States History
1985 HTML Dictionary of Political Economy., A
1986 HTML Soviet Constitution: A dictionary, The
1987 HTML What Is Dialectical Materialism?
1987 HTML What is Historical Materialism?
1987 HTML International Working-Class Movement:, The Problems of History and Theory in Seven Volumes: Volume 6, The Working-Class Movement in the Developed Capitalist
Countries After the Second World War (1945?€“1979)
1988 HTML Felix Dzerzhinsky: biography., A
1988 HTML Teaching: Calling and skills.
1989 HTML Ho Chi Minh.
1990 HTML Meaning and Conceptual Systems.
1939 HTML HISTORY OF THE COMMUNIST PARTY OF THE SOVIET UNION / BOLSHEVIKS /
1926 HTML Moscow Diary, A
2004 HTML Erotica Kamran Heissheiss93 [+-] Soviet cogitations: 471
Defected to the U.S.S.R.: 28 Jan 2008, 19:10
Komsomol
14 Jun 2009, 18:10 Fundamentals of Marxism-Leninism 1963, was recently uploaded. It is THE textbook on Marxism covering the entire system from dialectics to upper
communism.

http://www.leninist.biz/en/1963/FML734/index.html

Otto Kuusinen, a friend of Lenin’s and one of the founders of the Finnish Communist Party, wrote “of all the organizations created by the working class, only a
political party can give proper expression to the basic interests of the working class and lead it to victory. With the aid of trade unions, mutual aid societies and
other similar organizations alone the workers will never be able to put an end to capitalism and build a socialist society. For this the workers need an organization
of a higher type, an organization that does not confine itself to the struggle for the satisfaction of the current needs of the working people but aims at bringing the
working class to power in order to effect a revolutionary transformation of society. Such an organization is the Communist Party.” (Otto Kuusien, et al., Fundamentals
of Marxism-Leninism, Foreign Languages Publishing House, Moscow)

Our group stands firmly against the revisionist and liquidationist trend in the Communist movement. The book, Fundamentals of Marxism-Leninism, authored primarily by
Otto Kuusinen, shares these words: “Modern revisionism seeks to smear the great teaching of Marxism-Leninism, declared that it is ’outmoded’ and alleges that it has
lost its significance for social progress. The revisionists try to kill the revolutionary spirit of Marxism, to undermine faith in socialism among the working class
and the working people in general. They deny the historical necessity for a proletarian revolution and the dictatorship of the proletariat during the period from
capitalism to socialism, deny the leading role of the Marxist-Leninist Party, reject the principles of proletarian internationalism and call for rejection of Leninist
principles of Party organization and, above all, democratic centralism, for transforming the Communist Party from a militant revolutionary organization into some kind
of debating society.” (“Declaration, Meeting of Representatives of the Communist and Workers’ Parties of the Socialist Countries held in Moscow,” Nov. 14, 1957,
Moscow, Foreign Languages Publishing House)

We are Marxist-Leninists, not revisionists, fake leftists or Trotskyites. Our world outlook is scientific socialism, or Marxism-Leninism as it is commonly called after
Karl Marx and V.I. Lenin, its foremost originators and exponents. Marxism-Leninism is the science of social change. We realize that noone was born with a Karl Marx
book and a picket sign in their hands and we are dedicated to educating one another in the principles of Marxism-Leninism. The book Fundamentals of Marxism-Leninism
points out that: “Thorough mastery of Marxism-Leninism gives one a profound conviction not only of the correctness of the workers’ cause, but of the historical
inevitablity of the coming triumph of socialism throughout the world. Marxism-Leninism is a source of strength, even to the weak; a source of steadfast political
principle. It instills the unshakeable ideological conviction that enables one to withstand all trials and ordeals.” (Otto Kuusinen, Fundamentals of Marxism-Leninism,
Foreign Languages Publishing House, Moscow) Kamran Heissheiss93 [+-] Soviet cogitations: 471
Defected to the U.S.S.R.: 28 Jan 2008, 19:10
Komsomol
27 Jul 2009, 05:58 If anyone is interested, there has recently been a major update and many interesting books have been added, they are now pdfs eventually html
Kamran Heiss

http://www.soviet-empire.com/ussr/viewtopic.php?f=118&t=44498
นี่เป็นการรวบรวมรายชื่อหนังสือของสำนักพิมพ์ProgressของMoscow ในฐานะProgress Publishers Ebooks
———————————-
Tsuki no Koibito / Moon Lovers รักเรา..สามสี่คน

อยากดูซีรีย์แนวความรัก ชื่อก็บอกอยู่แล้ว Moon Lovers และชื่อนักแสดงนำ “ทาคุยะ คิมูระ” บ่งบอกคุณภาพจากประสบการณ์ คือ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง
แต่ถึงกระนั้น คงจะยังเล่นตัว ไม่ยอมดูกันง่ายๆ หรอกนะเรื่องนี้ เพราะปกติเรื่องของ รักสามเส้าของเราสามคนก็ไม่ค่อยชอบอยู่แล้ว อ่านเรื่องย่อในเน็ตเรื่องนี้ดันมีมากกว่าสาม

เพราะมีนักแสดงนำหญิงที่เข้ามาพัวพัน ผูกสมัครรักเดียวกับคุณพระเอกด้วยกันถึงสามคน เป็นวังวนของชายหนึ่งหญิงสามรวมเป็นสี่

จะไม่มากไปหรือนั่น ในเรื่องมีคนที่สมควรถูกรักอยู่คนเดียวหรือไง?

นี่ยังไม่นับรวมความรักของชายอีกหนึ่ง คือ “มัตสึดะ โชตะ” เนื่องจากเห็นว่าเป็นรักที่ไม่อยู่ในลูพ หากนับรวมขึ้นมา จากรักเราสามสี่คน ก็จะกลายเป็นรักเราสี่ห้าคน

ไม่ชอบ “ชิโนฮาระ เรียวโกะ” เป็นทุนเดิม และเข้าใจเอาเองว่าเธอคือนางเอกตัวจริงของเรื่องนี้ ยิ่งทำให้ Moon Lovers ถูกตัดไปเป็นตัวเลือกท้ายๆ

อ่านคำวิจารณ์ในอินเทอร์เน็ต เจอบางคนบอกว่ามันไม่โดนและน่าเบื่อ คิวรับชมยิ่งหายไปอยู่หลังๆ

ยิ่งกว่านั้นมีเสียงบ่นไม่น้อยจากผู้ที่รับชมไปแล้วในสามสี่ตอนแรก เกี่ยวกับบทบาทของเจ๊ชิโนฮาระที่โดดเด่นน้อยกว่าหญิงสาวอีกคนผู้เป็นดาราอิมพอร์ตมาจากแดนไต้หวัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอเหล่านั้นเป็นแฟนซีรีย์ญี่ปุ่นแบบชาตินิยม หรือเป็นเพราะเป็นสาวกแฟนคลับของชิโนฮาระที่ฝากผลงานไว้ไม่น้อย (แต่ตัวเองเคยดูไปเรื่องเดียวแล้วไม่ปลื้ม)

เหล่านี้ รวมเป็นสาเหตุให้เรื่องนี้ถูกลดทอนความน่าสนใจลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นหลังสุด ต่อให้ไม่ชอบเจ๊ชิโนฮาระ แต่เป็นนักดูแบบชาตินิยมเหมือนกัน ในซีรีย์ญี่ปุ่น ต้องคนญี่ปุ่นสิเป็นนางเอก จะให้สาวต่างชาติมาเป็นได้อย่างไร เหมือนกันกับที่ ไม่ว่ายังไง แอ๊ฟ ทักษอร ดาราหน้าหวานอย่างไทยๆ ย่อมได้ใจกว่านางเอกไทยเชื้อสายครึ่งเทศ เหมือนอย่างที่ Hard to say I love
you มี แจจุง นักร้องดังจากวงดงบังชินกิของเกาหลีร่วมแสดง ตอนแรกคิดว่าความดังของเขาจะทำให้ได้รับบทนำซะอีก แต่เข้าไปดูแล้วหนึ่งตอน … หุหุ สมใจนึก บทพระเอกน่ะหรือ ไม่มีทางได้กินเอตะหรอกจ้า

เมื่อเห็นหน้าหนุ่มคนนี้ มัตสึดะ โชตะ ขวัญใจจาก Liar game

Moon Lovers จึงถูกเลื่อนคิวแซงขึ้นหน้ามาเร็วกว่าปกติ ดูเรื่องนี้ก่อน
เรื่องย่อ
ฮาซูกิ เรนสึเกะ ( ทาคุยะ คิมูระ) เริ่มร้านเฟอร์นิเจอร์ ด้วยความปรารถนาแรงกล้าที่จะมอบเฟอร์นิเจอร์ดีๆ ให้กับทุกๆ คน เขาได้สร้างบริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่ชื่อว่า “Regolith” ด้วยแรงกระตุ้นที่จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมด้านนี้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน เป้าหมายต่อไปของเรนสึเกะก็คือ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนเขามุ่งหน้าไปเซี่ยงไฮ้เพื่อเปิดร้าน “Regolith” เป็นร้านแรกในเมืองนั้น
ในเซี่ยงไฮ้คนงานชาวจีนในโรงงานแห่งนึง กำลังถูกบีบให้ปิดตัวลงเพราะร้าน “Regolith” เข้ามาแทนที่ และในระหว่างนั้น กำลังเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น(ที่มา – Series-8.blogspot.com )
เปิดจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเรนสึเกะไปเยือนโรงงานแห่งหนึ่ง เขาได้พบ หลิวซึ่อเมย ในสภาพของสาวโรงงานที่สกปรกมอมแมม เมื่อรู้ว่าเรนสึเกะเป็นคนญี่ปุ่นเธอได้พยายามใช้ภาษาญี่ปุ่นอันกระท่อนกระแท่นบอกให้เรนสึเกะออกไปจากจากพื้นที่โรงงานแห่งนี้ เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่นและคนงานจีนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธแค้นดังที่ทำการประท้วงกันอยู่ ถ้าพวกเขาพบคนญี่ปุ่นเรนสึเกะอาจเป็น
อันตราย แม้เธอจะเกลียด Regolith แต่เธอไม่ได้เกลียดคนญี่ปุ่น จึงแสดงน้ำใจบอกกล่าวกับเขาด้วยความหวังดี
เรนสึเกะกำลังมองหานางแบบที่จะมาสร้างภาพลักษณ์ให้กับ Regolith ในเซี่ยงไฮ้ มีนางแบบชื่อดังเป็นตัวเลือกหลายคน แต่เรนสึเกะพบว่าซื่อเมยหญิงสาวมอมแมมที่เขาได้พบ เคยถ่ายโปสเตอร์ให้กับโรงงานเดิม และเธอเป็นขวัญใจของผู้คนในโรงงานด้วย เรนสึเกะจึงทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ซื่อเมยมาเป็นนางแบบของ Regolith เพื่อซื้อใจชาวจีนและหวังให้การประท้วงลดความรุนแรงลง
ซื่อเมย (หลินจื้ออิง) เกลียด Regolith ความลำบากยากจนและแม่ที่กำลังป่วย ไม่ได้ทำให้เธออ่อนข้อรับข้อเสนอ แต่เป็นเพราะคำมั่นสัญญาที่เรนสึเกะรับปากจะช่วยเหลือคนงานทุกคนด้วยการจ้างให้ทำงานในโรงงานของ Regolith นั่นต่างหาก เธอจึงยอมเชื่อใจและกลายมาเป็นนางแบบให้ Regolith
โอนุกิ ยูซูกิ (คิตากาวะ เคย์โกะ ) นางแบบสาวที่หลงรักเรนสึเกะมานาน เธอเป็นลูกสาวของประธานบริษัท Mastpole บริษัทตกแต่งภายในอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมด้านนี้
บริษัท Mastpole กำลังหวั่นเกรงการเติบโตในตลาดของ Regolith ตัวท่านประธานบริษัทจึงหวังจะควบกิจการและกลืนกิน Regolith แต่การเจรจาไม่เป็นผล ส่วนตัวคุณหนูลูกสาวท่านประธานหวังจะรวบหัวรวบหางประธานฯ Regolith คือเรนสึเกะ เธอติดตามไล่ตื๊อเขามาถึงยังเซี่ยงไฮ้ และเป็นคู่ที่ถูกสื่อจับตามอง
เรื่องนี้เคย์โกะ มีอาชีพเป็นนางแบบค่ะ แต่งตัวออกมาแต่ละฉากจึงสวยเริ่ดมาก แต่รูปนี้เธอกำลังเป็นแจ๋วอยู่ ช่วยไม่ได้ที่มีอารมณ์อยากจะแคปรูปออกมาตอนนั้นพอดี คาแรคเตอร์ของเธอคือบทคุณหนูเอาแต่ใจ และมีนิสัยเหมือนเด็ก แต่บทนี้ใช้นักแสดงประกอบหญิงทั่วๆ ไปก็น่าจะใช้ได้แล้วนะ พอให้เคย์โกะมาแสดง บอกตามตรงว่าเสียดายของ
นิโนมิยะ มาเอมิ (ชิโนฮาระ เรียวโกะ) นักออกแบบตกแต่งภายในและอยู่ในตำแหน่งนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของ Regolith เธอเป็นเพื่อนของของเรนสึเกะมาตั้งแต่สมัยเรียน เป็นคนที่เรนสึเกะเชื่อในฝีมือและเชื่อใจ จึงเป็นคนเดียวที่ให้ความคิดเห็นกับเขาได้ มาเอมิ มาออกแบบตกแต่งภายในร้านสาขาที่กำลังจะถึงกำหนดเปิดตัวในเซี่ยงไฮ้ด้วยเช่นกัน เธอจึงรู้จักกับซื่อเมยและกลายเป็นเพื่อนที่
เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลซื่อเมยตั้งแต่นั้นมา
เรนสึเกะเปิดตัวในเซี่ยงไฮ้ได้ในที่สุด เมื่อกลับมายังโตเกียวเขาได้นำตัวซื่อเมยที่อยู่ในฐานะนางแบบของบริษัทติดตามมาด้วย เพื่อทำการโปรโมตเปิดตัวสินค้าในญี่ปุ่น
เรนสึเกะเป็นคนประเภทเย็นชา หน้าตาย และไม่เปิดหัวใจให้ใคร ในการบริหารบริษัทเขาจึงใช้การบริหารในรูปแบบ One man show คิดเอง เออเอง ไม่ฟังความเห็นใคร และนอกจากจะไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น ยังไม่เห็นแก่มนุษยธรรมใดๆ ด้วย สัญญาที่เคยให้ไว้กับซื่อเมย จึงกลายเป็นแค่ลมปาก

หนึ่งชาย สามหญิงพัวพัน
ซื่อเมย – รู้ความจริงเรื่องที่คนงานจีนไม่ได้รับการช่วยเหลือเหมือนที่เรนสึเกะเคยพูดไว้ ทั้งยังถูกเรนสึเกะหักหลังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็ตกหลุมรักเขา และจิตใจอันใสสะอาดของซื่อเมยยังจับห้วใจที่ด้านชาของเรนสึเกะ พวกเขาต่างรักกัน
ยูซูกิ – คือ ผู้หญิงที่รักเรนสึเกะหมดหัวใจ ไม่เคยได้รับการตอบสนองหรือการปฏิบัติแบบดีๆ ด้วย แต่เธอก็ยังรักและพยายามช่วยเหลือเรนสึเกะในแบบที่เธอสามารถทำได้
มาเอมิ – เธออยู่ในฐานะเพื่อน และสัมพันธภาพนั้นไม่เคยเปลี่ยน 15 ปีที่ผ่านมาเคยเป็นเช่นไร ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างเดิม

นี่แหละ คือความทรมานจิตใจในการดู เพราะไม่รู้เรนสึเกะจะลงเอยกับใครกันแน่ ยูซูกิเธอเป็นตัวรองอยู่แล้ว ในภาพแบรนด์ละคร เธอก็ยืนอยู่ห่างจากคุณพระเอก มาเอมิเธอยืนอยู่ด้านขวา และจากการแนะนำตัวละครชื่อของเธอก็มาก่อนสาวจีน (ต้องพิจารณากันถึงขั้นนี้) จึงไม่แปลกใจถ้าแฟนๆ ของเจ๊ชิโนฮาระจะหงุดหงิดกับบทบาทของสาวจีนที่นอกจากจะโดดเด่นแล้ว จากประสบการณ์การดูซีรีย์บทของซื่อ
เมยคือบทนางเอกชัดๆ เลย
แต่ เพื่อน ความผูกพันและความเคยชินก็ควรเป็นคนที่สมควรถูกรักด้วยเหตุด้วยผลทุกประการเช่นกัน
และเนื้อเรื่องความเป็นไป ยังทำได้ “ไม่ชัด” ดีจริงๆ เรนสึเกะรักซื่อเมย แต่ความฝันของเขา และของเธอไม่เหมือนกัน เหตุผลของเรนสึเกะที่ว่า “ฉันอยากทำให้เธอมีความสุข แต่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองได้” ช่วยทำให้ใจชื้นว่าเรนสึเกะอาจไม่เลือกซื่อเมย แต่ก็ไม่กล้าฟันธง เพราะเธอคือคนที่สอนให้เขาเรียนรู้ ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าเงินและการนำธุรกิจทะยานไปสู่ความฝันที่ตั้งไว้
กับมาเอมิ เธอเป็นเพื่อน และไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เพราะในวิถีที่เป็นคนโดดเดี่ยว เข้ากับคนไม่ค่อยได้ เธอเป็นเพื่อน “คนเดียว” ในชีวิตที่เรนสึเกะมี เป็นคนที่รู้จักและเข้าใจตัวตนของเขาดีที่สุด เป็นทั้งเพื่อน เป็นผู้ช่วย เป็นผู้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้มีส่วนในความสำเร็จของเรนสึเกะมากที่สุด ไม่ว่าอะไรที่เรนสึเกะต้องการจากมาเอมิ เธอไม่เคยปฏิเสธลง และทำให้เขาได้
สิ่งสำคัญคือ ในยามตกอับไม่เหลือใคร มาเอมิยังคงอยู่เป็นเพื่อนของเรนสึเกะ เธอไม่เคยถอดใจทอดทิ้งเขา จากจุดเริ่มต้น จากดินสู่ดาว และจากดาวตกร่วงสู่ดิน เธอก็ยังอยู่ และในยามลำบากนี่เอง เรนสึเกะเริ่มมองเห็นมาเอมิ และความจริงที่ว่า ..ที่ผ่านมาสิ่งเดียวที่เขาปฏิบัติต่อมาเอมิ คือการแสวงหาผลประโยชน์จากความใจดีของเธอ
นี่ก็นางเอกชัดๆ คุณว่ามั้ยล่ะ แต่ปัญหาคือ เรนสึเกะรักซื่อเมย
หนึ่งคือคนที่รัก และอีกหนึ่งคือคนที่เรียกหายามต้องการความช่วยเหลือ
โอ๊ย จะบ้าตาย ดูกี่ตอนๆ จนจะจบเรื่อง ก็มิอาจฟันธงได้ว่าเรนสึเกะจะเลือกใครกันแน่
ของเขาทำได้ไม่ชัดจริงๆ
ในส่วนของคาแร็คเตอร์ผู้หญิงทั้งสามคน
ชอบมาเอมิมากที่สุดค่ะ ทั้งที่เคยไม่ชอบนักแสดงคนนี้มาก่อน แต่บทบาทของเธอในเรื่องนี้ ขอบอกว่า “เท่ขาดใจ” ทั้งมาดนักออกแบบ ทั้งสไตล์การแต่งตัว วิธีการพูดจา นิสัยที่ยังยิ้มได้แม้ใจจะเจ็บปวด ดูใจเย็นและมีจิตใจเข้มแข็ง
ทั้งที่ประกาศว่าเธอไม่ชอบวิธีการทำงานและการมุ่งไปสู่จุดหมายของเรนสึเกะ
แต่ 15 ปีอันยาวนาน ไม่ใช่แค่การเป็นห่วงหรือความเป็นเพื่อนที่ทำให้ทิ้งกันไม่ลง
เพราะลึกๆ แล้วมันเป็นความรักและการรอคอยอย่างอดทนด้วย
แทนที่จะดูเป็นคนโง่ เธอกลับดูเป็นคนแข็งแกร่ง (จะมั่นคงอะไรกันขนาดนั้น)
แทนที่วันหนึ่งเพื่อนจะหันกลับมามองเห็น เขากลับไปรักคนอื่นที่เพิ่งผ่านเข้ามาซะนี่ อะโหย .. ดูแล้วแสนจะปวดใจ เข้าใจหรอกนะว่าซื่อเมยน่ะ หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เชิดชูคุณธรรมและมีจิตใจดีงามสมเป็นนางเอกทุกประการ แต่มาเอมิก็ทำงานให้งกๆ หามรุ่งหามค่ำ ทำไมไม่เห็นความดีกันบ้าง
นอกจากบทบาทที่ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่าพระเอกจะเลือกใคร คาแร็คเตอร์ของตัวละครที่ต่างเป็น “นางเอก” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แม้จะเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ต้องมาเอมิสิ ผูกพันกันมา 15 ปี จะหันหน้าไปหาคนอื่นจริงๆ เหรอ แต่ซื่อเมยก็ทั้งเด่นและแสนดี เธอรักเรนสึเกะและหวังไว้ “ฉันจะทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นขึ้นมาเอง”
ก็อีกนั่นแหละ ใช่แต่มาเอมิจะรู้จักเรนสึเกะดี เรนสึเกะก็รู้จักมาเอมิเช่นกัน แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าต้องมีอะไรผิดปกติ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น และสายตาที่มองเธอด้วยความรู้สึกของคนตกยาก แต่ยังเหลือใครคนหนึ่งอยู่ข้างๆ คอยเป็นกำลังใจ นั่นไม่ใช่ตวามซาบซึ้งในน้ำใจและกลายเป็นความรักหรือ ?
ต่อให้ไม่ใช่รัก คนรัก กับ คนผูกพัน คนไหนสำคัญกว่ากัน
อย่าว่าแต่เรนสึเกะเลย ขนาดเป็นคนดูที่เกิดรักเจ๊ชิโนฮาระขึ้นมาสุดหัวใจ ยังไม่กล้าจะบอกได้ว่าต้องเป็นเธอเท่านั้น
จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่าดูแล้วไม่เข้าใจนักว่าเรื่องนี้ต้องการนำเสนออะไร ประเด็นความฝัน หรือความรัก หรือการมองเห็นคุณค่าในสิ่งสำคัญบางอย่าง ไม่ใช่การทะยานไปถึงฝันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของวิธีที่จะไปถึงฝันอย่างเอาใจใส่ในหัวใจของคนที่เดินทางร่วมกันด้วย ซึ่งคิดว่าประเด็นไหนก็ไม่ชัดไม่จับอะไรให้แน่สักอย่าง
แต่ถ้าเป็นประเด็น “เขาจะเลือกใคร” หากจุดประสงค์คือไม่อยากให้ฟันธงได้ นี่คงเป็นจุดที่ทำได้ดีแล้วมั้งคะ เพราะถึงจะมีบางสายตาของพระเอกทำให้เชื่อว่าที่คิดไว้จะไม่ผิด ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจกับคำตอบ..เขาจะเลือกใคร
ถ้าให้ผู้เชียร์ทั้งสองฝ่ายมานั่งถกกัน คงตกลงกันยากและขัดเคืองกันไปในที่สุด
เพราะหนึ่งคือเพื่อนสนิทที่สมควรคิดไม่ซื่อ และอีกหนึ่งก็ทั้งสวยและแสนดีจึงไม่แปลกใจ กับ ความเห็น ทำไมเลือกอย่างนั้น ไม่ควรเลือกอย่างนี้หรอกหรือ ??
( เออสิ ..มันผิดธรรมเนียมละครไปหรือเปล่า )และไม่แปลกใจอีกเช่นกัน กับ ความเห็นอีกด้านที่แสดงความรู้สึก Thanks Goshhhhhh!!!!

Finally …. มันก็จบเช่นนี้ (ตามหลักการแล้วมันก็ควรเป็นเช่นนี้แหละ)

มัวแต่เอ่ยถึงสาวๆ จึงไม่ได้พูดถึง ทาคุยะ เลย ก็ไม่มีอะไรจะให้พูดนี่คะ ป๋าก็ยังเป็นป๋าคนเดิม แต่หน้าอูมขึ้นนิดหน่อยเพราะสูงวัย บทบาทเช่นนี้ก็น่าจะเป็นของถนัดของป๋าอยู่แล้ว แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่ทาคุยะ ใครสักคนที่นึกถึงคือยามะพี แต่นั่นคงต้องเปลี่ยนนักแสดงที่เหลือทั้งยวงยกเว้นเคย์โกะ เพราะมะพีอ่อนวัยกว่า

และเกือบลืม ชายหนุ่มผู้ดึงดูดให้ลัดคิวเรื่องอื่นมาดูซีรีย์เรื่องนี้

มัตสึดะ โชตะ ผู้รับบท ไฉ่เฟิงเจียน คนจีนที่เกิดและเติบโตในญี่ปุ่น แรกๆ เห็นเป็นมือขวาที่ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเบ๊ของป๋า แล้วไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง บทแค่นี้ต้องให้ถึงมือโชตะด้วยหรือ ทำไมโชตะต้องมาเป็นเบ๊ด้วยคะ แต่ไม่นานก็เริ่มโอเค เพราะทาคุยะเขาเป็นรุ่นพี่และบทนี้ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แถมยังเป็นบทที่โชตะน่าจะถนัดด้วยเช่นกัน

ดูเรื่องนี้เพราะโชตะ แต่ที่ช่วยให้ฝ่าฝันความอึดอัดดูเรื่องนี้ต่อไปได้จนจบเพราะ ชิโนฮาระ เรียวโกะ ที่จากไม่ชอบ กลายเป็นชอบมากมาย

เรื่องราววนเวียนอยู่กับชายหนึ่งหญิงสามที่บางครั้งมันก็น่าเบื่อ ถ้าไม่เป็นเพราะแรงจูงใจที่ต้องการพิสูจน์ “มันต้องเป็นอย่างที่ฉันคิดสิ!” ก็คงเลิกดูไปตั้งแต่สองสามตอนแรกแล้วล่ะ

โดยส่วนตัวแล้วเรื่องนี้ไม่ทำให้รู้สึกถึงความโรแมนติกหรือความซาบซึ้งใด

ดูจบแล้ว ต้องบอกเลยว่า Thank goshhhhh ที่สร้างมาทรมานใจกันแค่ 8 ตอนจบ

ชื่อหนัง (ญี่ปุ่น) : ????
ชื่อหนังอื่นๆ : Tsuki no Koibito / Moon Lovers
กำกับโดย : นิชิทานิ ฮิโรชิ ::: ฮิราโนะ ชิน ::: อิชิอิ ยูสุเกะ
ประเภท : Romantic Drama
ผลิตโดย : โกโตะ ฮิโรยูกิ ::: มูราเสะ เคน
Written By : มิจิโอะ ชูซุเกะ
ออกอากาศ : 10 พฤษภาคม 2010 ทุกวันจันทร์ เวลา 21:00 ทาง Fuji TV

ขอบพระคุณแหล่งข้อมูลซีรีย์
http://www.blike.net
http://series-8.blogspot.com

Create Date : 07 สิงหาคม 2553
Last Update : 22 มิถุนายน 2555 12:22:44 น. 13 comments
Counter : 2106 Pageviews. Add to

Big thanks for your comment # 1
… แต่เหตุที่เป็น 8 ตอนจบ มีข่าวเกี่ยวกับที่มาดังนี้ค่ะ …

“หลินจื่อหลิง” (Lin Chi Ling) ถูกวิจารณ์ถ่วง “ทาคุยะ” (Takuya) ฉุดเรตติ้ง “Moonlight Lovers” ( ที่มา BLike.net : เขียนโดย canjamm เมื่อ 23 มิถุนายน, 2010 – 15:54 )

นางเอกดังไต้หวัน “หลินจื่อหลิง” (Lin Chi Ling) ถูกวิจารณ์หนักเป็นตัวถ่วงซูเปอร์สตาร์ “ทาคุยะ คิมูระ” (Takuya Kimura) ฉุดเรตติ้งซีรีส์ Moonlight Lovers ตกต่ำ ด้านเจ้าตัวออกปากยอมรับผิดหวังเช่นกันและพร้อมเรียนการแสดงเพิ่ม

ถูกพูดถึงไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Moonlight Lovers ซีรีส์ฟอร์มใหญ่จาก ฟูจิ ทีวี ที่ได้ซูเปอร์สตาร์แดนปลาดิบอย่าง “ทาคุยะ คิมูระ” มานำแสดงร่วมกับนางเอกชื่อดังถึง 3 คน ได้แก่ เคย์โกะ คิตากาว่า (Keiko Kitagawa), ชิโนฮาร่า เรียวโกะ (Shinohara Ryoko) และ หลินจื่อหลิง นางเอกสาวจากไต้หวัน

โดยหลังจากเปิดตัวด้วยเรตติ้ง 22.4 ผลปรากฏว่าตัวเลขดังกล่าวกลับตกต่ำลงมาเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงหนึ่งเคยเหลือเพียงแค่ 13.4 จุดเท่านั้น กระทั่งกลายเป็นตัวเลขระดับกลางๆ ของละครชุดทั่วๆ ไป และแย่กว่ารายการของอีกสถานีที่ฉายในช่วงเวลาเดียวกัน แตกต่างจากผลงานเก่าๆ ของ ทาคุยะ คิมูระ ที่มีเรตติ้งเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ขึ้นไปเท่านั้น และเป็นรายการยอดฮิตของแต่ละปี

มีรายงานว่า ฟูจิทีวี ผู้ผลิตซีรีส์ชุดนี้แสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน จนมีข่าวลือว่า Moonlight Lovers อาจจะถูกตัดจบในตอนที่ 8 ซึ่งจะออกอากาศในวันที่ 5 ก.ค. แทนที่จะมีครบ 10 ตอนเหมือนละครชุดในช่วงไพร์มไทม์โดยทั่วๆ ไปในญี่ปุ่น

ทั้งนี้เสียงวิจารณ์โดยส่วนใหญ่นั้นได้ตกอยู่กับบทโทรทัศน์ที่หลายๆ คนมองว่าเขียนออกมาได้ไม่ดีนัก ผิดกับผลงานสองเรื่องก่อนหน้าของ ทาคุยะ อย่าง Mr.Brain และ Change

นอกจากนี้ในส่วนของนักแสดงสาวชาวต่างชาติ อย่าง หลินจื่อหลิง เองในบทบาทของสาวจากสลัมผู้ทำงานในโรงงานเพื่อเลี้ยงชีพตัวก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อยทีเดียว ว่ามีการแสดงไม่ถึงขั้น มีการกล่าวหากระทั่งว่าเธอเป็นตัวถ่วง ทำให้ความโด่งดังและสถิติโกยเรตติ้งของ ทาคุยะ คิมูระ ที่หันมารับบทรักโรแมนติกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องแรกในรอบสิบปีนับจาก Beautiful Life เมื่อปี 2000 ต้องมัวหมอง

“ฉันจะพยายามต่อไปค่ะ จะพัฒนาในจุดอ่อนของตัวเอง และทำให้ทุกๆ คนพอใจให้ได้” นางเอกสาววัย 35 เคยให้แสดงความคิดเห็นต่อเสียงวิจารณ์อย่างกว้างๆ

โอ้ หลินจื้ออิงช่างน่าสงสารเหมือนในละคร อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสดงให้ ยังมาโทษกันได้ โทษคนเขียนบทนั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว

โดย: prysang วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:14:12:47 น.

Big thanks for your comment # 2
เรื่องนี้อ่านไปก็เหนื่อยไปค่ะ
กับปัญหาการนำเสนอประเด็นที่ไม่ชัดเจนของละคร
ที่เหมือนละครไม่รู้จะจับประเด็นไหนให้เด่นกันแน่
ซึ่งคงทำให้คนที่ได้ดูหงุดหงิดพอสมควร
เรื่องนี้เป็นเพราะว่าคนเขียนบทมือไม่ถึงอย่างนั้นหรือเปล่าคะ
อย่างที่คุณprysangคาดคะเนน่ะค่ะ
แต่ในเมื่อไม่รู้จะโทษใคร
ก็โทษคนที่ไม่ใช่พวกตัวเองก็แล้วกัน
ส่วนถ้าเป็นเพราะป๋าอยู่ในช่วงขาลง
คงรับกันไม่ได้แน่นอนค่ะ
แต่ดูแล้วบทแบบนี้ ป๋าน่าจะแสดงได้สบายมาก
น่าจะมีปัญหาที่การดำเนินเรื่องนั่นล่ะค่ะ
ที่ทำให้คนติดตรึงไม่ได้
แต่พอรู้ว่ามีการหั่นตอนลงจาก10 ตอนเหลือ8 ตอน
สงสารป๋าจับใจ คงเสียเซลฟ์น่าดู
ที่เป็นเจ้าพ่อRatingแต่ละครโดนหั่นตอน
แค่คิดก็เจ็บแทนแล้วค่ะ
ยังไงก็คงต้องไปหามาดูค่ะ
เพื่อเป็นกำลังใจให้ป๋า สงสารป๋าจัง
จะขอเป็นกำลังใจให้ป๋าอยู่ห่างๆนะคะ
เรื่องหน้าเอาRating 30กว่าเลยนะคะป๋า
อ่านที่รีวิวแล้วสงสารมาเอมิจับใจ
15 ปีที่รักและรอคอยอย่างอดทน
โอ้!อะไรจะปานนั้น
มั่นคงเกินเหตุไปหรือเปล่าคะมาเอมิ

โดย: มะนาวเพคะ IP: 118.172.80.96 วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:20:20:24 น.

Big thanks for your comment # 3
สุดท้ายท่าน Prysang ก็บรรยาย
Moon Lover แบบชนิดอิ่มเอิบก่อนใคร
ไล่ได้ทุกตัวละคร ได้ยินว่าปัญหา
ที่ทำให้เรือ่งนี้ประสบความสำเร็จน้อย
เพราะตัวละครที่ทาคุยะได้รับ
ไม่อาจสร้างความรู้สึกเอาใจลุ้นได้เหมือนกัน
เรือ่งก่อนๆ ประกอบความสัมพันธ์ไม่ยอมชัดเจน
ว่าจะรักใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องหรือใครเป็นเพื่อน
อย่างว่าอะนะ ตัวละคร
ความที่เรื่องดูจริงจัง เข้มข้น
แต่ไปใส่ความเป็นตัวร้ายให้กับพระเอก
อีกทั้งพล็อกเรือ่ง ที่ดูไม่สมสมัย
ที่ว่าด้วยธุรกิจ ความรักและความไว้ใจ
ถ้าเป็นสักสิบปีก่อน อาจจะเรตติ้งกระฉูด
แต่พอมาสมัยนี้เข้า โลกมันเปลี่ยนไป
ซึ่งคิดว่า คงต้องมีการรับเลือกบทให้หนักขึ้น
แนวขนบเดิมให้มากขึ้น
แต่ก็ไม่ทำให้ป๋าแกเสียศูนย์ไปเท่าไรนักหรอก

ทำเอาหนูเคย์โกะ เรียวโกะ และเจ๊หลิน
แย่ตามไปด้วย แต่ทว่า ก็เล่นได้สมบทบาทดีออก
เพียงแต่ความลงตัว อาจจะทำให้หลายคน
ใจสลาย เฉพาะกระผมที่มักรักพี่แต่เสียดายน้องมาแต่ไหนแต่ไร

โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 9 สิงหาคม 2553 เวลา:0:43:22 น.

Big thanks for your comment # 4
5555+ อ่านแล้วฮาบันทัดสุดท้ายมาก..

..
..
ความเห็นส่วนตัวนะคะ ถ้าเป็นเรา..
วิเคราะห์จากการอ่านบุคลิกของตัวละครอย่างเดียว
บทคนที่เป็นเพื่อนพระเอกน่ะค่ะ..ส่วนมากมักเป็นนางรองทั้งนั้น
แต่ก็ดีค่ะ เรื่องนี้ เธอได้เป็นนางเอก เป็นคนที่พระเอกเลือกบ้าง
เพราะหลายเรื่องหลายหนที่ได้ดูซีรี่ย์…มักกังขาและเสียความรู้สึก
ว่าทำไม นางเอก คนที่พระเอกรักนั้น มักมาทีหลัง..และเป็นรักแท้ทุกทีไป

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=prysang&month=07-08-2010&group=19&gblog=10

สปอยล์ Moon Lover คิดเห็นอย่างไรในมุมมองของความรัก???
ตอนจบ
ที่เรนซุเกะ แต่งงานกับเพื่อนสนิท
คิดว่าเพราะรักหรือเพราะว่า เพื่อนสนิทเข้าใจเรนซุเกะที่สุด

ในความคิดเรา
เราคิดว่า เรนซุเกะคงเลือกที่จะรักคนที่เขารักและเข้าใจเรา
เพราะยังไงเรนซุเกะก็เปลี่ยนตัวเองไปจากที่เป็นอยู่ไม่ได้
มาเอมิ เป็นคนสำคัญที่อยู่เคียงข้างเรน มาตลอดเข้าใจและยอมรับ
ตัวเรนได้ ความผูกพันของเรนซุเกะกับมาเอมิ คงเป็นเหมือนคู่รัก
ที่พัฒนามาจากความเป็นเพื่อน

ส่วนซิ่วเหมย ตอนแรกเหมือนจะไปกันได้ด้วยดี
แต่เรามานั่งนึกๆ ดูซิ่วเหมยมีความฝันและทัศนคติเรื่องครอบครัว
การใช้ชีวิตค่อนข้างแตกต่างกับ เรนซุเกะมาก (ซิ่วเหมยอยากกลับจีนตลอด)
ทำให้เรนซุเกะเลือกที่จะไม่กลับไปทำให้ ซิ่วเหมยเจ็บอีก
ทั้งที่ซิ่วเหมยเป็นคนที่เรนรักมากที่สุด

ส่วนสาวลูกประธานคิดว่าความรักของสองคนนี้ชัดเจนมาก
คือเป็นน้องสาวที่ปลื้มพี่ชาย เป็นรักแรกแต่เรนซุเกะมอบให้ได้แค่ความเป็นพี่ชายมานานแล้ว ดูตั้งแต่ต้นก็ไม่สามารถพัฒนาไปไกลได้กว่านั้น
และถ้ามาโอมิ ไม่กล้าบอกคำว่ารักออกไป จะเป็นไงนะ
ละครจบ คนไม่จบ
ส่วนเรื่องการทำงานชอบมากทุกอย่างตอบได้เคลียร์มาก
ทุกอย่างมีที่มา มีเหตุและผลในตัวมัน
ไม่โกรธ ไฉ่เฟิงเจียนวางแผนปลดเรนซุเกะ เป็นละครอีกเรื่องที่ดูจบแล้ว
ไม่เกลียดตัวละครตัวไหนเลย

http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2010/11/A9876405/A9876405.html
————
เมื่อซีรีย์ละครเรื่องMoon Lovers รักแบบไหนก็ใช่เธอ ฉายเป็นตอนจบ 5 ก.ค.55 ที่ผ่านมาและผมบังเอิญได้ดูแว่บๆ และต่อมาตามดูผ่านเน็ต โดยผมนึกถึงMoon Lovers ในชื่อภาษาอังกฤษ และชื่อของบริษัท “Regolith” สื่อความหมายถึงผงพระจันทร์และอนาคตของการออกแบบข้ามพ้นสัญชาติญี่ปุ่นสู่โลกถึงแสงสว่างของดวงจันทร์
โดยส่วนตัวทัศนะของผมหนังเปิดประเด็นแรงงานในจีน ถึงเรื่องคนจนไม่มีวันมีอนาคต? นับเป็นประเด็นคำถามน่าสนใจจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในระบบทุนนิยม ที่มีประชากรบนแผ่นดินใหญ่อาจจะพันล้านคนปัจจุบันนี้
เมื่อเธอเป็นแรงงานหญิง ที่เหมือนถูกปั้นจากดินเป็นดาว หรือเธอเหมือนเรื่องซินเดอเรลลา โยงใยอารมณ์ความรู้สึกราวกับแสงสวยงามของพระจันทร์ และคนจีนจากสาวโรงงานมาพลัดถิ่นอยู่ญี่ปุ่น
เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น โดยสื่อโฆษณาที่ปั้นให้เธอเป็นนางแบบ และการสื่อถึงมีเสน่ห์ที่คนญี่ปุ่นไม่มีนั่นเป็นกระบวนการสร้างความหมายใหม่ ให้ทุนนิยมดูมีภาพคุณธรรมร่วมเป็นคู่กับเธอ
แต่เขาเป็นเหมือนวันแมนโชว์ ขาดลูกน้องที่ไว้ใจได้ ก็คู่หูยังหักหลัง และคนเชื่อใจ จริงใจ ทีมงาน โดยเพื่อน ไม่ได้ตัวคนเดียวกับลูกน้อง หรือเพื่อน อันไหนสำคัญกว่ากัน ในที่สุดการเป็นคนดีจะช่วยเราไหม?
แล้วจุดวิกฤติก็มาถึงจุดที่มีข่าวออกมาว่าเก้าอี้เสียหายระเบิด เพราะแก๊สในข้อต่อของวัสดุผลิตเก้าอี้ ที่เด็กกระโดดเล่น แล้วเกิดระเบิด ผลกระทบถึงขั้นครอบครัวของเด็กจะฟ้องบริษัท จนมีการปลดประธานบริษัท
และโลกการแข่งขันในระบบทุนนิยม แม้แต่ตอนท้ายของเรื่องก็ชัดเจนว่ามีแข่งขันประกวดออกแบบเก้าอี้ด้วยว่าการแข่งขันของอดีตบริษัทกับเรนโนสุเกะ นำไปสู่บทสรุปเหมือนที่หลายคนมีแสดงความคิดเห็นที่เล่าพล็อตมาในอินเตอร์เน็ตแหละครับ

เมื่อผมดูซีรีย์ละครไม่ได้ทั้งหมด แต่เดาสรุปแก่นแกนของเรื่องMoon Loverยังเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจของคู่รักในตอนแรก ซือเหมยเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้บริษัท มีภาพลักษณ์ดีในการทำงานร่วมกับแรงงานในโรงงาน-ขายสินค้า เป็นแรงบันดาลใจให้ประธานบริษัทในแง่ความงดงามอันเป็นใบหน้าสวยแสดงออกถึงคู่รัก แต่ความสำเร็จก็เกี่ยวพันกับเพื่อนพระเอกช่วยในการออกแบบโฆษณามา
ถึงความสัมพันธ์ในการออกแบบเก้าอี้ ที่มีสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ติดต่อของคนทั้งสี่ในคู่รักและชูเหมย ก็ไปประสบความสำเร็จเป็นนักแสดง แต่ว่ามันก็เกือบจะเป็นซินเดอเรลล่าในแง่มุมหนึ่งว่าอดีตชนชั้นแรงงานจะแต่งงานกับนายทุน แล้วบทซีรีย์ละครก็ให้ลุ้นตลอดมาเฉลยว่าความจริงกับความฝัน คือ ใครเป็นซินเดอเรลล่ากันแน่ เมื่อเพื่อนนางเอกได้แต่งงานตอนท้ายของเรื่องพูดว่าเหมือนความฝันเลยด้วย

อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์เป็นการถอดรหัสของความรักของผู้ทำงานออกแบบมีรหัส คือ ถ้าตีความนัยของสัญลักษณ์เชิงลึกจากบทสนทนาของภาพยนตร์ คือ หนังเปลี่ยนระดับความสัมพันธ์ของคู่รักเป็นระดับจิตใจไม่ได้ใกล้ชิดกันทางกายภาพ คือ คู่ของซือเหมยกับเรน ที่ซือเหมยขอเป็นดวงจันทร์ส่องแสงสว่างให้เรน เพราะพระเอกชอบดูดวงจันทร์ และเรน คือชื่อของพระเอก ที่พ้องกับฝน
Only Hope
There’s a song that inside of my soul.
It’s the one that I’ve tried to write over and over again.
I’m awake in
the infinite cold, but you sing to me over and over and over again.
So I lay my head back down,
and I lift my hands and pray to be only yours
I pray to be only yours.
I know now you’re my
only hope.
Sing to me the song of the stars.
Of your galaxy dancing and laughing and laughing again.
When it feels like my dreams are
so far, sing to me of the plans that you have for me over again.
So I lay my head back down,
and I lift my hands and pray to be only yours
I pray to be only yours.
I know now you’re my
only hope.
I give you my destiny.
I’m giving you all of me.
I want your symphony.
Singing in all that I am.
At the top of my lungs,
I’m giving it back.
So I lay my head back down,
and I lift my hands and pray to be only yours
I pray to be only yours.
I know now you’re my
only hope.
Hmmm Hmmmmm, Oooooooooooooh.
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.phtml?mode=view&artist=Mandy%20Moore&song=Only%20Hope

——
Moon loversเรื่องนี้ก็ทำให้ผมนกถึงเพลงเก่าๆ เช่น ร้องไห้กับเดือน..

มองดูเดือน เหมือนเตือน ให้ใจคิดถึง
ที่รักรักจ๋า หนุ่มนารำพึง คิดถึงนงคราญบ้านนา
พอไกลลืมกันสาบาน ก็ลืมสัญญา
ปล่อยให้หลง คอยท่า ลับลาไม่กลับแม้เงา
เคยเคลียคลอ พนอ เดินเล่นกับน้อง
ครั้งเมื่องาน เดือนเพ็ญสิบสอง
เมื่อตอนลมล่องข้าวเบา
เพื่อนฮาเราเฮ สรวลเสรักกันหนุ่มสาว
อุ่นไอรัก รวงข้าว โถเจ้า ไม่น่าหน่ายหนี
พอเดือนแรม รักก็แรมร้างเลื่อน
โถดาวขาดเดือน ฉันก็เพื่อนไม่มี
แต่เดือนยังมา ให้ดาวเห็นหน้าทุกที
แต่คนรักข้าซิ เป็นปี มิเคยเห็นหน้า
คงมีใคร เขาคอยเอาใจเก่งนัก
เจ้าถึงลืม ลืมชายที่รัก
ให้คอย เหงาหงอยอยู่นา
ยิ่งมองดูเดือน เหมือนเตือนให้ใจผวา
ยิ่งคืนนี้ เดือนจ้า ฉันมาร้องไห้กับเดือน….

http://board.palungjit.com/f189/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A
%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-178823.html

แน่นอนว่า ความสำเร็จจากแรงบันดาลใจไม่ได้มาโดยง่าย และองค์ประกอบของพรสวรรค์ โชคชะตามาแต่กำเนิด ถ้านึกถึงกรณีเปรียบเทียบละครไทย ที่มีเรื่องราวชีวิตดารา คือ เรื่องมารยาริษยา กลับมาทำซ้ำใหม่ ก็จะเห็นภาพบางด้านคล้ายคลึงกัน กรณีคนเป็นดารามีความสำเร็จ ชื่อเสียงก็จะโดนตรวจสอบจากสื่อ นสพ. ทีวี สื่อออนไลน์ ประชาชน และสังคม
บางครั้งผมก็นึกถึงคนอย่างเด็กชายหม่อง เป็นเชื้อชาติไทใหญ่? แข่งขันพับกระดาษเป็นข่าวดัง โดยผมแวะไปหาถ่ายรูปได้แค่ป้ายหน้าโรงเรียน และเคอิโงะ ที่เป็นข่าวดังตามหาพ่อที่ญี่ปุ่น 12 เม.ย. 2012 – “เคอิโงะ” เศร้าพ่อชาวญี่ปุ่นมาหาช่วงสงกรานต์เหมือนทุกปีไม่ได้ … เคอิโงะ ซึ่งกำลังขาย อาหารปลาให้กับนักท่องเที่ยวที่บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดท่าหลวง …
โดยเคอิโงะ ได้มีชื่อเสียง รายการทีวีมาถ่ายทำอย่างกับดารา นางแบบ นักแสดง ดูเพิ่มเติมที่ผมไปถ่ายทำคลิปสั้นๆ
http://www.youtube.com/watch?v=UO7UcPXt03g

กรณีที่ผมนึกถึงบอลยูโรฯ ที่ผ่านไปนึกถึงPaul William Gallico (July 26, 1897 – July 15, 1976) was a successful American novelist, short story and sports writer. Many of his works were adapted
for motion pictures. He is perhaps best remembered for The Snow Goose, his only real critical success, and for the novel The Poseidon Adventure, primarily through the
1972 film adaptation.
โดยพอล เป็นนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จ และก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นนักข่าวกีฬา เป็นนักเขียนเรื่องสั้น ซึ่งงานเขียนที่น่าสนใจของเขา คือ The snow Goose งานเขียนขนาดไม่่ยาว ที่มีออร่าของฤดูกาลปรากฏ และโครงเรื่องศิลปินไปหลบอยู่ที่ประภาคารชายทะเลแห่งหนึ่ง และเขาพบรักกับเด็กหญิง ที่นับวันในแต่่ละปีที่่มีฤดูห่านบินมาแถวชายทะเล ยิ่งหญิงสาวโตขึ้น และศิลปิน
ท่ี่ผูกพันทางอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น ในความต่างกับความต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวของเขาเอง ท่ามกลางบรรยากาศของความสวยงามของธรรมชาติแถวชายทะเล เหมาะกับอารมณ์ติสท์ๆ และความงดงามอันบริสุทธิ์ของความรักทั้งสองคน(ผมไม่เคยอ่านจบหรอกแค่่เอามาจากไอเดียที่อ่านการ์ตูนเรื่องสาววรรณกรรมกับปริศนาตัวตลกผู้สิ้นหวัง หรือa literary girl and a
clown who dreamed to die)
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Snow_Goose

เมื้อผมค้นหาแรงยันดาลใจอ่านบทกวีของโรบินสัน ที่มีเรื่องแสงสว่าง และThe Children of the Night ในRichard Cory

เมื่อพิจารณาเพียงผิวเผิน ชายหนุ่มผู้นี้คือแรงบันดาลใจของคนโดยทั่วไปพยายามกระเสือกกระสนที่จะเป็นอย่างนั้นบ้าง ที่จะมีอย่างนั้นบ้าง แต่ในฉับพลัน โรบินสันก็ได้บอกกล่าวให้พวกเราต้องตื่นตระหนกว่า ชายหนุ่มผู้โชคดีอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนั้นได้ลุกขึ้นมาทำลายชีวิต ที่ทุกคนลงความคิดกันว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างไม่อาลัยไยดี

Whenever Richard Cory went down town,
We people on the pavement looked at him:
He was a gentleman from sole to crown,
Clean favored, and imperially slim.

And he was always quietly arrayed,
And he was always human when he talked;
But still he fluttered pulses when he said,
“Good-morning,” and he glittered when he walked.

And he was rich – yes, richer than a king –
And admirably schooled in every grace:
In fine, we thought that he was everything
To make us wish that we were in his place.

So on we worked, and waited for the light,
And went without the meat, and cursed the bread;
And Richard Cory, one calm summer night,
Went home and put a bullet through his head.
http://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Cory

ถ้าเรานึกถึงแง่่การเมือง-เศรฐกิจคนจน ก็ Carl sandburg กวียุคใหม่ ผู้ตอบสนองคำร้องขอของ “กวีประชาธิปไตย”วอลท์ วิทแมน
ในความมืดที่มีแต่ความทุกข์
ฝูงชนยังก้าวเดิน
ในความมืดที่ท้องฟ้ามีแต่ดวงดารา
ผู้คนยังคงเดิน ขณะในใจเฝ้าร้องถาม
จะไปที่ไหนล่ะ มีอะไรข้างหน้านะ
จากThe people,Yes และวรรณคดีอเมริกัน ศตวรรษที่ยี่สิบระยะต้น ประวัติและวิเคราะห์(ภาคที่เจ็ด-บทที่หนึ่ง)โดยผมเคยโพสต์บทกวีฉบับภาษาอังกฤษจากThe people,yesในDay,Different,Dictonary,Dream:either/or”things in life”-Ashes of Time …

Enya – Listen to the rain
Everytime the rain comes down
Close my eyes and listen
I can hear the lonesome sound
Of THE sky as it cries

Listen to the rain
Here it comes again
Hear it in the rain

Feel the touch of tears that fall
They won’t fall forever
In the way the day will flow
All things come, all things go

Listen to the rain… the rain
Here it comes again… again
Hear it in the rain… the rain

Late at night I drift away
I can hear you calling
And my name is in the rain
Leaves on trees whispering
Deep blue seas, mysteries

Even when this moment ends
Can’t let go this feeling
Everything will come on again
In the sound falling down
Of the sky as it cries
Hear my name in the rain
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/It’s-In-The-Rain-lyrics-Enya/08B71F9ED0E687F3482570A000066C12

วันที่ 14 ก.ค.55
เหตุการณ์
พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) – ฝูงชนในกรุงปารีสบุกโจมตีคุกบาสตีย์ ในเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส
พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) – ทหารอาสาของไทย ร่วมสวนสนามฉลองชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ผ่านประตูชัยที่ปารีส
พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) – พรรคการเมืองทุกพรรคในประเทศเยอรมนีล้วนกลายเป็นพรรคนอกกฎหมาย ยกเว้นพรรคนาซี
พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) – ประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาในวันเพ็ญเดือน 8 เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้น
พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) – การปฏิวัติอิรัก : อับดุล คาริม คัซเซ็ม เป็นผู้นำในการล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศอิรัก และขึ้นเป็นผู้นำอิรักคนใหม่
พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) – ก่อตั้งภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) – ยานมาริเนอร์ 4 ผ่านใกล้ดาวอังคาร และถ่ายภาพระยะใกล้ภาพแรกของพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงอื่นนอกจากโลก
พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) – ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรกของไทยที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว
พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) – ที่ประชุมยูเนสโกประกาศให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ภายใต้ชื่อ “ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่”
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี : พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นหนังสือชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ที่หน้าสถานทูตสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

วันเกิด
พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) – กุสตาฟ คลิมต์ จิตรกรชาวออสเตรีย (ถึงแก่กรรม 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1918))
พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) – เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรลาว (สวรรคต 29 ตุลาคม พ.ศ. 2502)
พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) – จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย (ถึงแก่อสัญกรรม 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507)
พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) – เจอรัล อาร์. ฟอร์ด ประธานาธิบดีคนที่ 38 แห่งสหรัฐอเมริกา (ถึงแก่กรรม 26 ธันวาคม พ.ศ. 2549)
พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) – อิงมาร์ เบิร์กแมน ผู้กำกับการแสดงชาวสวีเดน
พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) – สุวัฒน์ วรดิลก นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ชาวไทย (ถึงแก่กรรม 15 เมษายน พ.ศ. 2550)

วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
14 กรกฎาคม วันชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส(เกิดปฎิวัตฝรั่งเศส มีอยู่ช่วงหนึ่งผมเคยคิดจะเขียนเรื่องคารล์ มารกซ์ วิเคราะห์เรื่องทหาร-นโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นครองเป็นกษัตริย์ หลังจากปฏิวัติฝรั่งเศสสำเร็จ และล้มลงกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์สมัยที่นโปเลียน อันเป็นสามัญชนขึ้นมาเป็นกษัตริย์ แล้วจนกระทั่งช่วงของกษัตย์อีกLong Time ไม่มีกษัตริย์อีกเลย)
http://th.wikipedia.org/wiki/14_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

วันนี้เข้า Google มาก็เห็นโลโก้แปลกๆ สงสัยว่ามันคืออะไร? วันนี้ JThai.com ได้ไปหาข้อมมูลมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้ว ว่าเป็นผลงานศิลปะของ Gustav Klimt รูปภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของ “Klimt” คือ The Kiss
http://www.jthai.com/internet-website-6754/
Klimt โลโก้ของ Google วันนี้ สงสัยหรือเปล่า ว่าที่มา คืออะไร
Gustav Klimt (กุสตาฟ คลิมต์) เกิด 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ถึงแก่กรรม 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2461 จิตรกรชาวออสเตรียและมัณฑนากรหัวก้าวหน้าแห่งออสเตรียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะแนวใหม่ หรือ Art Nouveau กำลังงอกงามในยุโรป ผลงานของ Klimt แสดงให้เห็นถึงจุดเหลื่อมระหว่างศิลปะประยุกต์ ที่สร้างเพื่อการตกแต่ง กับ
งานวิจิตรศิลป์ที่ศิลปินสร้างขึ้นเพื่อเสนอสาระและคุณค่าในตัวงาน
ในภาพ “ความตายและชีวิต” นั้น Klimt ได้ใช้รูปร่างแบบ 2 มิติเน้นการเปลี่ยนแปลงเส้นแสดงรูปทรง และลายที่จัดแบบนามธรรมอย่างกล้าหาญชาญชัย โดยอยู่บนรากฐานแม่แบบรูปพืช และรูปเรขาคณิต เพื่อความมุ่งหมายทางสัญลักษณ์เป็นสำคัญ ศิลปกรรมของเขาสามารถดูได้ในฐานะเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มทางสัญลักษณ์ และทางการคิดคำนึงถึงตนเองที่มีแพร่หลายอยู่ในสมัย
พุทธศตวรรษที่ 25 และเป็นส่วนสนับสนุนที่สำคัญแก่แนวโน้มทางแบบอย่างศิลปะ ของศิลปะนูโวอีกด้วย
http://www.oknation.net/blog/nookieland/2012/07/14/entry-1
(วันนี้ที่เชียงใหม่มีงานขึ้นดอยของนศ.มช.)

-หนังเรื่องคลิมป์เป็นหนังดี การแสดงดี แต่เสียที่ผมไม่มีเวลาดูอย่างตั้งใจ กลับกันตอนที่ได้แผ่นหนังมาดูฟรีๆผมดูแก้ง่วง เบื่อ เซ็ง ฆ่าเวลายังรู้สึกได้แรงบันดาลใจจากคลิมป์ เป็นจิตรกรชาวออสเตรียและมัณฑนากร ก็คือ จุดเชื่อมของการวาดภาพกับพวกนักออกแบบตกแต่งภายใน พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ทำให้นึกนัยยะของMoon Loversเลย555ผมอ่านนิตยสารฉบับหนึ่งบอกว่านักออกแบบไทย ผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มจากประสบการณ์ต่างๆ เช่น ทำปลอกหมอนขาย เริ่มตั้งบริษัท หาโรงงาน และมีคนช่วยการตลาด หาที่เปิดบู้ทขายของงานเอ็กโปร์แต่งร้านสวยๆ และโรงงานกระบวนการผลิตจากชาวบ้านต่างๆ ที่มีความรู้ด้านตกแต่งภายใน และผลิตภัณฑ์

ด้านเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เล่าว่า ในสมัยหนึ่งบอกว่าสิงคโปร์แย่กว่าประเทศไทยอีก ไม่มีดีไซเนอร์ต้องนำเข้าจากประเทศไทย แต่สมัยปัจจุบัน ตลาดจีนเปิดมาสินค้าราคาถูกเป็นคู่แข่งขัน และสิงคโปร์ดีไซนเนอร์เต็มไปหมด ครับ

-พธม.เหนือผนึกกำลัง-ขึ้น “เชียงใหม่” เปิดเวทีปลุกพลังเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กรกฎาคม 2555 16:27 น.
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – เครือข่ายพันธมิตร 17 จังหวัดภาคเหนือ ผนึกกำลังเตรียมเปิดเวที “เสวนารวมพลัง 17 จังหวัดภาคเหนือเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” เสาร์ที่ 14 กรกฎาฯนี้ ดึงแกนนำทั้ง “พล.ต.จำลอง – พิภพ ธงไชย -สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ – พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พร้อมปานเทพ”ขึ้นเวที
รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า หลังการประชุมตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 7 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 40 คนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีมติร่วมกันว่า จะรวมพลังกันจัดเวทีเสวนาขึ้นที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันเสาร์ที่ 14 ก.ค.55 ที่จะถึงนี้ในหัวข้อ “เสวนารวมพลัง 17 จังหวัดภาคเหนือเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย”
http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000081984

เม่ื่อผมต้องทำอะไรหลายอย่างเดินทางพบผู้คน และผมมีโอกาสได้ร้องเพลงแนวคาราโอเกะ โดยนึกถึงการร่วมเดินทางกับแม่ มาเชียงใหม่ ฯลฯ ด้วย ครับ
โดยเหตุการณ์ทางการเมืองสงบไม่มีปฏิวัติเหมือนปฎิวัติฝรั่งเศส และหลายเรื่องราวที่ผมครุ่นคิดไปบ้านญาติ ติดต่อผู้คนต่างๆนานา และผมพบผู้คนใหม่ๆ รู้จักคนใหม่ๆ ไปบ้าน และติดต่่อดูงานธุรกิจ ส่งคอลัมภ์ไปได้บางส่วน อื่นๆ และรอคอยอะไรบางอย่างดูว่าอนาคตจะเป้นอย่างไร เช่น ข่าววิกฤติฟองสบู่จะเกิดขึ้นไหม?

กรณีที่อาจจะมีวิกฤติฟองสบู่แตก อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นปรากฏการณ์ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ และบ้านจัดสรรราคาตกต่ำ แต่ตอนนี้เท่าที่ผมสำรวจยังมีการปล่อยสินเชื่อ และธนาคารยังเป็นปกติ ในแง่นี้คงยังไม่เกิดง่ายๆ ละมั้ง เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ยังขยับตัว แต่ไม่แน่ เพราะผมยังไม่เชี่ยวชาญ รู้เล่ห์เหลี่ยมการปั่นราคาเท่าไหร่ ที่ชัดเจนที่สุดจากรอบมหาวิทยาลัยจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจากพวกอสังหาริมทรัพย์ แต่ผมไม่ได้เล่นเรื่องที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์เป็นทุน เหมือนพระเครื่อง น่ะครับ

เนื่องจากเท่าที่ผมสำรวจหอพัก คอนโด แมนชั่น โรงแรม ที่พักอาศัยโครงการในเชียงใหม่ขึ้นเป็นดอกเห็ดในรอบสิบปีที่ผมอยู่ที่นี่และรายการเชียงใหม่มุมใหม่ เคยส่งงบขอสปอนเซอร์ไปยังกลุ่มเป้าหมายพวกโครงการเหล่านี้ แต่เงียบหายไป ทั้งที่มีการโฆษณาว่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ช่วงขาขึ้น หรือสรุปว่าไม่เอาการโฆษณาของรายการเราก็ได้(ฮา) และผมเคยคุยกับเพื่อนนักเขียน ร่วมรายการ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าอสังหาริมทรัพย์แพงเว่อร์ โดยเพื่อนเล็งเห็นว่าน่าจะขอสปอนเซอร์ได้ น่ะครับ

เมื่อผมค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ต่อมาการขายอาคารพาณิชย์ เช่น แถวหลังมอชอ มีสองห้องแพงเวอร์ คือ 22 ล้าน และหอพัก ทั้งราคา 25-165 ล้าน มีขาย ซึ่งปัญหาที่ดิน มีจำกัด แต่มีคนต้องการเก็งกำไรเยอะ

แล้วเธอคนนั้น หรือ งานต่างๆ วางแผน น่ะครับ
วันที่ผมคิดถึงนักเขียนฝรั่งเศส…ศาลตัดสินให้เขาเป็นฆาตรกร แต่คณะลูกขุนถูกโน้มน้าวจิตใจให้เอาเขาไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับแม่ ที่เขาไม่สนใจแม่ ปล่อยให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชรา ไม่แสดงออกความเสียใจในงานศพของแม่ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขาฆ่าคนตาย ที่เป็นชายอาหรับ(?) นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าคิดในแง่เรื่องการตีความเกินเลยของคณะลูกขุน และปัญหาต่อผู้อ่านในการตีความนิยายเรื่อง “
คนนอก” โดยผมจับใจความสรุปในแง่มุมเล็กๆ ที่ได้จากอ่านรายละเอียดบางส่วนของทัศนะต่อเรื่องของกามูร์ของเจตนา นาควัชระ
ที่มา:ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์

ถ้าเรานึกถึงนักกฏหมาย หรือพวกทนายความกลับผิดเป็นถูก หรือพวกเขา สามารถว่าความให้คนฆ่าคนตายเป็นไม่ได้ฆ่าคนได้ด้วย

ตอนนี้ผมกำลังระลึกถึงเรื่องMetaphysics on Power of Love and Falling in Love
http://www.circlesoflight.com/relate/relate14.shtml – แคช – แปลหน้านี้
A relationship article sharing spiritual metaphysical truth and advice of emotions, infatuation and the power of love.
——————
ปรัชญาวิทยาศาสตร์
ปรัชญาวิทยาศาสตร์ หมายถึง การค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโลก ทั้งปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่างก็ใช้วิธีการไตร่ตรอง (Methods of reflection) ในการค้นหาความจริงของโลกและชีวิต เช่น วิทยาศาสตร์เป็นแหล่งข้อมูลของปรัชญา ดังนั้นปรัชญาในแต่ละยุคสมัยก็จะสะท้อนให้เห็นทัศนคติวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยนั้น ปรัชญามีส่วนทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า
ขึ้น เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าก็ทำให้ปรัชญามีความก้าวหน้าขึ้น
ลักษณะของปรัชญาวิทยาศาสตร์
ปรัชญาวิทยาศาสตร์ครอบคลุมสิ่งใดบ้างจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเราอาจได้ภาพรวมที่แจ่มชัดขึ้นโดยจัดรวบรวมลำดับของเนื้อหาซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นปรัชญาวิทยาศาสตร์ วิธีหนึ่งในการจัดรวบรวมดังกล่าว คือ แยกรายละเอียดในรูปของการเปรียบเทียบความแตกต่างขององค์ประกอบต่าง ๆ (Nidditch,1977) เช่น
1. ตรรกของวิทยาศาสตร์กับญาณวิทยาของวิทยาศาสตร์
2. ปรัชญาของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกับปรัชญาของวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์ปรัชญาวิทยาศาสตร์จัดเป็นปรัชญาประยุกต์ คือ เป็นการนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของการดำเนินการและผลงานทางวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ไม่ใช้การค้นหาข้อเท็จจริงใหม่ ๆ เกี่ยวกับโลก แต่เป็นหน้าที่ในการมองอย่งวิพากษ์ในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริง สิ่งที่นัก
ปรัชญาเกี่ยวข้องจึงไม่ใช้การสังเกตและการทดลอง แตเกี่ยวกับความสำคัญของการสังเกตและการทดลองในการแปลความหมาย ซึ่งเราทราบกันอยู่ว่าการแปลความหมายของการสังเกตจะนำไปสู่ความรู้ ดังนั้นนักปรัชญาจึงมุ่งสนใจในโครงสร้างของข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงต่าง ๆ ลองพิจารณาข้อความที่ว่า “กาซทุกชนิดประกอบด้วยโมเลกุลซึ่งเคลื่อนไหวไปทุกทิศทางในขอบเขตที่ว่าง
เปล่า”ข้อความนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นทฤษฎี Kinetic พื้นฐานของกาซ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะกล่าวอ้างว่านี่คือข้อเท็จจริง แต่เขาจะอ้างต่อว่าข้อความต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงด้วย คือ “ปริมาตรของกาซทุกชนิดจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งถ้าเพิ่มความดันเป็น 2 เท่า”และ “ปริมาตรของกาซชนิดนี้จะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง ถ้าเพิ่มความดันเป็น 2 เท่า”สิ่งที่นักปรัชญาสนใจไม่ใช่พฤติกรรมของกาซ
แต่สนใจว่าอะไรเป็นตรรก (logic) ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กล่าวอ้างได้ว่าข้อความแรกอธิบาย 2 ข้อความหลังหรือกล่าวอ้างว่าข้อความ 2 ประโยคหลังสนับสนุนข้อความแรก ข้อความเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดของตรรกประเภทเดียวกันหรือไม่ ? และถ้าไม่ใช่ อะไรคือข้อแตกต่าง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของปัญหาที่นักปรัชญาที่นักปรัชญาเกี่ยวข้องอยู่ (Theobald ,1968)

ขอบเขตของปรัชญาวิทยาศาสตร์
ขอบเขตของปรัชญาวิทยาศาสตร์ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เรียบง่ายหรือมีแบบฉบับเดียว หากประกอบไปด้วยขอบเขตอันไพศาลของกิจกรรมการค้นพบ และแบบของความคิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองก็เปลี่ยนแปรไปอย่างหลากหลายและมีแนวโน้มที่จะเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นถ้าจะระบุว่าไม่มีการแบ่งประเภทที่สั้นและรวบรัด
นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ปรัชญาวิทยาศาสตร์หันมาเน้นความสนใจในเรื่อง ตรรก (logic) ของวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาให้ความหมายวิทยาศาสตร์ว่าเป็นองค์ความรู้ของข้อยืนยัน (asserttions) ที่เป็นระบบซึ่งได้มาโดยวิธีการนิรนัย (deductive) หรือกึ่งนิรนัย
( qussideductive) ระบบและองค์ประกอบของระบบเหล่านี้ถูกวิเคราะห์และตัดสินโดยใช้มโนมติและกฎเกี่ยวกับการศึกษาแบบแผนของการสรุปอ้างอิงและการแสดงนัย เช่น แคลคูลัส ความน่าจะเป็น หรือวิเคราะห์สิ่งที่ถือเป็นแบบอย่างมาจากการศึกษาดังกล่าว เช่น ทฤษฎี แม้ว่าการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ตามแนวนิรนัยจะเป็นแบบแผนที่รู้จักกันดี นักปรัชญายังใช้ตรรกอื่น ๆ อีก
เช่น การวิเคราะห์ทางภาษา การแสวงหาความแตกต่างของความหมาย (meaning) เป็นต้น

ปัจจุบันงานหลังอันหนึ่งในทางปรัชญาวิทยาศาสตร์คือ การหาข้อกำหนดสำหรับอธิบายวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทั้งในแง่ลักษณะ – ประวัติ – พร้อมด้วยเหตุผลในเชิงตรรก (Nidditch,1977) ซึ่งหมายถึง
1. การจำแนกแยกแยะรูปแบบทั่วไปของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (scientific discovery)
2. การบัญญัติหลักสากลโดยสรุปในการตรวจสอบความเทียงตรง (validation) ของสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์

ทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในทัศนะของนักปรัชญา
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มประจักษ์นิยม – ปฏิฐานนิยม (empiricism – positivism)เชื่อว่า ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นพบจากประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มานั้นเป็นความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด วิธีค้นหาความจริงที่ว่าย รวดเร็วและน่าเชื่อถือที่สุด คือ วิธีการอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นหลักใน
การตัดสินความรู้ว่าจริงหรือไม่ เมื่อมนุษย์สัมผัสพิสูจน์ได้ตรงกันก็หมายความว่าเรื่องนั้นจริง (เตือน คำดี , 2526) ปรัชญากลุ่มนี้ได้แก่
Francis Bacon (1561 – 1626) เชื่อว่า วิธีการนิรนัย (deduction) ไม่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ แต่เขาได้เสนอวิธีอุปนัย (induction) และวิธีอุปนัยที่เขาเสนอก็คือ วิธีอุปนัยโดยการคัดออก (induction by elimination) คือในตอนแรกให้ตั้งสมมุตฐานมาให้มากที่สุดเท่าที่
จะทำได้ จากนั้นก็คัดสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ออก จนกระทั่งเหลือเพียงสมมุติฐานเดียวซึ่งเป็นทฤษฎีแท้
John Locke (1632 – 1704) เชื่อว่า ความรู้จึงเกิดจากประสบการณ์ กล่าวคือ จิตมนุษย์เหมือนกระดาษว่าง จะเกิดความคิดภายหลังเมื่อมีการับรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ

2. เหตุผลนิยม (rationalism)เชื่อว่า ความรู้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด กล่าวคือ มนุษย์สามารถค้นพบความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติได้แต่ความรู้ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องผ่านประสาทสัมผัส นักปรัชญากลุ่มนี้ได้แก่

Rene Decartes (1596 – 1650) เฃื่อว่า มนุษย์มีความรู้อยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่ต้องอาศัยการศึกษาจากประสบการณ์จึงจะเกิดสำนึกว่าตนรู้ ประสบการณ์ไม่ใช่บ่อเกิดของความรู้แต่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยให้ความรู้ที่แฝงอยู่ปรากฎเป็นจริง
Immanuel Kant (1724 – 1804) กล่าวว่า “มโนมติซึ่งปราศจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเป็นความว่างเปล่า การรับรู้ทางประสาทสัมผัสซึ่งปราศจากมโนมติก็กลายเป็นความบอด” (Conception without perception is empty : perception without
conception is blind)

3. การสร้างสรรค์ความรู้นิยม (constructivism)เชื่อว่า ทฤษฎีเป็นตัวชี้นำการสังเกต ทฤษฎีในที่นี้คือ การเดา (speculations) ที่เกิดขึ้นมาจากจิตสร้างสรรค์ (creative minds) ของมนุษย์ คือ การรับรู้ของมนุษย์จะถูกกำหนดโดยความรู้เดิม ความเชื่อ ทฤษฎีและความคาดหวังของแต่ละบุคคล กระทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์หนึ่ง ๆ
จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับการแบ่งความหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์นั้น ๆ ของบุคคลด้วย (west and pines , 1985)

นักปรัชญากลุ่มนี้ได้แก่ Popper , Lakatos , Toulmin ,และ Kuhn

นักปรัชญากลุ่มสร้างสรรค์ความรู้นิยมทุกคนเชื่อว่า ความรู้เป็นการสร้างสรรค์ของมนุษย์ และทฤษฎีเป็นการคาดคะเนซึ่งเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แต่นักปรัชญากลุ่มนี้ก็มีความเห็นแตกต่างกันในแง่ที่ว่า การคัดเลือก ทฤษฎีที่ดีว่านั้นทำได้อย่างไร บางคนเชื่อว่าการคัดเลือกดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของเกณฑ์ภายในสาขาวิชา (inner desciplinary criteria)
เช่น ความเป็นเหตุเป็นผล ตรรก และความเป็นประจักษ์ นักปรัชญาที่เสนอแนวคิดนี้คือ poperในปี ค.ศ. 1934 โดยระบุกฎในการเลือกสรรบนพื้นฐานของตรรกในเชิงนิรนัย (deductive logic) ในขณะที่นักปรัชญาบางคนเชื่อว่า การเลือกสรรทฤาฎีเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของปัจจัยภายนอกสาขาวิชา (outterdesciplianary
factors) พอ ๆ พับปัจจัยภายในสาขาวิชา เช่น บุคลิกลักษณะของนักวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางจิตวิทยาสังคมของกลุ่มชนนักวิทยาศาสตร์ การรับรู้ในมติที่แพร่หลายของสังคม สถานการณ์ทางสถาบันและแรงผลักดันทางการเมือง เป็นต้น แนวคิดนี้จึงเชื่อว่าไม่มีเกณฑ์ที่เป็นแบบฉบับ (normative criteria) ในการเลือกสรรทฤษฎี นักปรัชญาที่มีความเชื่อ
เช่นนี้คือ Kuhn (1970) ส่วน Lakatos (1970) และ Toulmin (1972) มีแนวคิดกึ่งกลางระหว่าง 2 แนวนี้

Karl Poper (1963) เสนอว่าในขณะที่ไม่มีหลักการทั่ว ๆไปอันใดที่บรรลุถึงสถานะของความแน่นอน การพิสูจน์ว่าผิด (falsification) จึงเป็ฯวิธีการที่สามารถให้ความเชื่อถือแก่หลักการทั่วไปข้อนั้นได้ ความล้มเหลวในการพิสูจน์กรณีขัดแย้ง ซึ่งหมายถึงความล้มเหลวในการพิสูจน์ข้อผิดพลาด จึงทำให้หลักการทั่วไปนั้น ๆ เชื่อถือขึ้นได้เรื่อย ๆ Poper
เชื่อว่า ทฤษฎีเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าผิด ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็ฯการง่ายที่จะหาข้อสนับสนุนสำหรับแนวคิดหนึ่ง ถ้าเรามองหาเฉพาะข้อสนับสนุน เป็นการง่ายที่จะเลือกพยานหลักฐานที่สอดคล้องและแปลความหมายใหม่ให้กับสิ่งที่ไม่สอดคล้องโดยไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของพยานหลักฐานซึ่งอาจท้าทายแนวคิดดังกล่าว (Harien,1992) Poperยกตัวอย่างทฤษฎี
สัมพันธภาพของ Einstein ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ว่าผิดโดยพยานหลักฐาน ทฤษฎีของ Einstein ใช้พยากรณ์ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในตำแหน่งปรากฏของดวงดาวเมื่อแสงจากดาวเหล่านั้นส่องผ่านไปใกล้ดวงอาทิตย์ ถ้าเราพบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็จะเป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎี แต่ถ้าไม่พบพยานหลักฐานก็จะปฏิเสธทฤษฎี เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าหลักฐาน
ที่พบอาจสนับสนุนหรือปฏิเสธได้โดยพยานหลักฐาน
https://sites.google.com/site/titiyabiology/kickrrm-3
—————————————————-
ส่วนการโพสต์ของผมก็เวริด์เพลสบอกว่าGoal of 130 Posts Completed. Congratulations!100%
The best way to become acquainted with a subject is to write a book about it.
Benjamin Disraeli
—————–
ที่มาของผมเล่าเรื่อง The snow Goos ในครั้งที่แล้วเล่าว่าเอามาจากไอเดียที่อ่านการ์ตูนเรื่องสาววรรณกรรมกับปริศนาตัวตลกผู้สิ้นหวัง หรือa literary girl and a clown who dreamed to die) จึงขอเล่าเรื่องการ์ตูน คือ
โคโนฮะ อิโนอุเอะ เคยได้รับรางวัลนักเขียนดีเด่นเมื่อตอนอยู่ม.ต้น ในฐานะของนักเขียนหญิงที่ไม่เปิดเผยตัว เพราะสำนวนที่เขาเขียนเป็นมุมมองแบบเด็กผู้หญิง แต่หลังจากงานเขียนได้รับความนิยม เขากลับต้องจมกับความรู้สึกผิดต่อความหวังที่ใครๆ ต่างก็คาดหวังกับตัวจริงของนักเขียนสาวผู้ไม่เผยตัวตนในนาม “สาวนักประพันธ์” ความเครียดที่ลุมเร้าทำให้เขาต้องถูกห้ามส่งโรงพยาบาล ทั้งยังคร่ำครวญ
ว่าตนเองไม่อาจเขียนนิยายได้อีกแล้ว ทำให้ “สาวนักประพันธ์” ได้หายสาบสูญไป โดยทิ้งผลงานไว้เพียงเล่มเดียวเท่านั้น
จนกระทั่งตัวเขานั้นได้มาพานพบกับ “สาววรรณกรรม” ที่มีชื่อว่า “อามาโนะ โทโกะ” ซึ่งเป็นสาวประหลาดที่ลิ้มรสหนังสือวรรณกรรม และเป็นผู้ที่ทำให้เขาต้องมาจับพลัดจับพูลเข้าร่วมใน “ชมรมวรรณศิลป์” และงานหลักของเขาคือ “เขียนของว่าง” ใช่แล้วมันคือการสร้างสรรค์งานเขียนให้กับสัตว์ประหลาดผู้ลิ้มรสชาติของวรรณกรรม อามาโนะ โทโกะยังไงล่ะ! ด้วยเหตุนั้นทำให้เขาต้องมาจับปากกาเริ่มเขียน
สิ่งที่เขาคิดว่าจะไม่เขียนมันแล้วอีกครั้ง! และไม่นานชมรมวรรณศิลป์ที่ร้างมานานก็ได้มีงานเข้ามา ซึ่งนั่นคือ “การเขียนจดหมายรัก” ให้กับสาวน้อยม.4 นาม “ทาเคดะ จิอะ” ที่แอบหลงรักรุ่นพี่ชมรมยิงธนู “คาตาโอกะ ชูจิ”
“ตัวฉันเปรียบดั่งแกะดำที่เกิดมาในฝูงแกะขาวโพลน ผู้ที่ไม่สามารถมีความสุขในสิ่งเดียวกับเพื่อนพ้อง
ไม่สามารถรู้สึกเศร้าในสิ่งเดียวกัน ไม่สามารถบริโภคสิ่งเดียวกัน สิ่งที่เพื่อนพ้องรู้สึกสบายใจเช่นความรัก ความอ่อนโยน และความมีน้ำใจ
แกะดำที่น่าสมเพชตัวนี้ มิสามารถเข้าใจได้ จึงทำได้เพียงโรยผงขาวลงบนขนสีดำและแสร้งทำตัวเป็นแกะขาวเท่านั้น”
“เมื่อใดที่เพื่อนพ้องรู้แล้วว่าฉันเป็นแกะดำ ฉันคงถูกขวิดด้วยเขาและถูกเหยียบย่ำอย่างแน่นอน ได้โปรดขออย่าให้ความลับนี้ถูกเปิดเผย
อา… ได้โปรดขออย่าให้ใครจับได้ว่าฉันเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่เข้าใจในจิตใจของผู้คน ขอให้ฉันได้ใช้ชีวิตต่อไปโดยแสร้งทำเป็นบ้าๆ บอๆ
ที่ทุกคนสมเพช หัวเราะ และให้อภัยด้วยเถิด”
“ด้วยเหตุนั้น ฉันจึงสวมหน้ากากและแสดงเป็นตัวตลกอยู่เรื่อยมาตราบจนบัดนี้”
จิอะกับรุ่นพี่ชูจิจึงได้เริ่มแลกจดหมายกันโดยที่โคโนฮะเป็นคนเขียนจดหมายให้จิอะ แล้วเธอจะเป็นคนไปมอบให้กับรุ่นพี่ชูจิด้วยตนเอง ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ฝนพร่ำ โคโนฮะได้พบกับจิอะที่วิ่งมาจากหลังตึกทั้งน้ำตาพร้อมกับเอ่ยชื่อชื่อนึงขึ้นมา “รุ่นพี่… ชูจิ”
“ฉันตอบไปว่าจะยอมคบกับเธอก็ได้นะ แล้วเด็กคนนั้นก็ยิ้มอย่างไร้เดียงสาราวกับลูกสุนัข”
“ว่ากันว่าคนเราจะเปลี่ยนไปเมื่อมีความรัก หากเป็นเช่นนั้นเด็กคนนั้นอาจช่วยฉันก็ได้ ฉันอาจกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่ไร้ซึ่งความรักและความอ่อนโยน อา.. ได้โปรดเถิด ได้โปรดช่วยลูกด้วยแสงสว่างอันบริสุทธิ์ด้วยเถิด
แต่เมื่อเด็กคนนั้นรู้ว่าฉันเคยฆ่าคนแล้วจะยังรักได้มั้ย จะยังคิดว่าฉันเป็นคนสุภาพอ่อนโยนอยู่อีกหรือเปล่า ฉันเป็นสัตว์ประหลาด
วันนั้นฉันได้มองเนื้อที่ดูอ่อนนุ่มถูกบดขยี้ ได้มองดูเลือดสีแดงที่มีกลิ่นหอมหวานรินไหลไปตามพื้นยางมะตอยสีดำ มองดูมันด้วยจิตใจอันว่างเปล่า”
“ฉันได้ฆ่ามนุษย์ไปแล้ว”
เป็นการ์ตูนแนวปรัญากึ่งๆลึกลับอีกเรื่องที่ขอแนะนำให้หลายๆ คนได้ลองอ่านดู ตัวเนื้อเรื่องมีทั้งที่สบายๆ อ่านแล้วอมยิ้มกับตัวเรื่องหลักที่แฝงด้วยกลิ่นไอชวนหดหู่ ที่ถึงสะท้อนก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์สองคนที่มีนามว่า “โคโนฮะ อิโนะอุเอะ” และ “คาตาโอกะ ชูจิ”
คิดว่าใครหลายคนคงจะรู้จักเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะมีทั้งฉบับนิยาย มังงะ และภาพยนตร์แอนิเมชั่นด้วย จนถึงตอนนี้ฉบับนิยายได้ตีพิมพ์(ในญี่ปุ่น) 16 เล่มด้วยกันและฉบับมังงะหรือหนังสือการ์ตูนถ้าเข้าใจไม่ผิด ภาคนี้มี 3 เล่มจบ และในไทยตอนนี้เล่มหนึ่งก็ได้ออกวางแผงแล้ว!! ได้แต่หวังว่าคงจะเอาภาคอื่นๆ รวมทั้งฉบับนิยายเข้ามาด้วยนะ!
http://fangel-fs.com/board/topics/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB
%E0%B8%A1%E0%B9%88+%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B
%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA
%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87-2598-1-1.html

http://manga.animea.net/-bungaku-shoujo-to-shi-ni-tagari-no-douke-chapter-1-page-25.html
http://manga.animea.net/-bungaku-shoujo-to-shi-ni-tagari-no-douke-chapter-1-page-24.html
http://manga.animea.net/-bungaku-shoujo-to-shi-ni-tagari-no-douke-chapter-1-page-26.html

-50 การ์ตูนญี่ปุ่นที่ดีที่สุดตลอดกาล และ 50 การ์ตูนญี่ปุ่นยอดเยี่ยม

ชื่อเรื่องเดิมในภาษาญี่ปุ่น: Mezon Ikkoku
ผู้แต่ง: ทาคาฮาชิ รูมิโกะ
สำนักพิมพ์: Shogakukan
รายละเอียด:
“อิคโคคุ” หอพักให้เช่าเก่าคร่ำที่เต็มไปด้วยคนเช่าอุปนิสัยเพี้ยน ๆ
“โกได ยูซากุ” นักเรียนหนุ่มผู้ทุ่มเท (เป็นพัก ๆ) ให้กับการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่กรรมบันดาลให้ต้องมีอุปสรรคสำคัญก่อนวันสอบทุกทีไป
“อาเคมิ” สาวติดเหล้าผู้ดูกรึ่ม ๆ และเกือบ ๆ จะเปลือยอยู่ตลอดเวลา
“โยะสุยะ” เพื่อนข้างห้อง “โกได” ผู้ชอบทะลายกำแพงห้องโดยไม่มีเหตุผล
…ฯลฯ
คนที่ดูเป็นปกติที่สุดน่าจะเป็น “เคียวโกะ” ผู้จัดการหอพักคนใหม่ซึ่งเป็นที่ติดตาต้องใจของหนุ่ม ๆ หลายคน และเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ “โกได” ยังทนพักอยู่ในหอพักเพี้ยน ๆ นี้ต่อไป…

การ์ตูนที่เริ่มต้นด้วยเรื่องตลกชวนหัวแต่ลงเอยด้วยเรื่องรักโรแมนติคชุดนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Big Comic Spirits ระหว่าง ค.ศ.1980 – 1987 ก่อนจะรวมพิมพ์เป็นเล่มจำนวน 15 เล่มจบ โดยสำนักพิมพ์ Shogakukan และได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดและลงตัวที่สุดในบรรดาผลงานทั้ง หมดของ อ.รูมิโกะ
http://www.thairetro.com/forum/index.php?topic=5853.0

Short Song เป็นการ์ตูนแปลไทยแล้ว เรื่องของหนุ่มบริสุทธิ์ ไม่เคยมีแฟน และมีเซ็กซ์ กับใคร โดยเรื่องราวดำเนินเหมือนว่าเขาเป็นหนุ่มเวอร์จิ้น ผู้มีพรสวรรค์ในการแต่งกลอนสั้น ทังคะ กับหญิงสาวแวดวงวรรณกรรมวนเวียนมารอบตัวของเขาเอง
Description
“Baren” is the name of a gathering of writers of tanka, a form of Japanese short poetry. Under the impression he’s going on a date with his crush, Maiko, 19-year-old
Kunitomo Katsuo finds himself pulled into the group.

Surprisingly, Katsuo’s first tanka is well-received, especially by the popular published tanka poet Iga Kansuke, who also happens to be Maiko’s lover. Katsuo and
Kansuke couldn’t be more different; Kansuke is jaded, cruel, and sophisticated, while Katsuo is a modest, friendly virgin. Kansuke, darkly obsessed with his innocent
young rival, takes Katsuo under his wing. Will Katsuo be able to retain both his skill with words and his good-natured heart as he gets pulled deeper into the drama of
the tanka community?
http://www.mangaupdates.com/series.html?id=13328

-หนัง Golden Chicken ( 2003 )
ข้อมูลหนัง
ชื่ออื่นๆ : Gam gai
ชื่อไทย : นางสาวกำไก่
ผู้กำกับ : แซมสัน ชิว
ผู้แต่ง : แซมสัน ชิว
วันเข้าฉาย : 18/08/2003
ประเภท : Comedy, Drama
ความยาว : 106 นาที
เรท : เรท R
สถานที่ถ่ายทำ : United States
ภาษา : จีน

เนื้อเรื่องย่อ Golden Chicken เล่าเรื่องราวของโสเภณีหญิงคนหนึ่ง ที่ผจญชีวิตสารพันเรื่องเซ็กซ์กับอาชีพนี้อยู่กว่า 20 ปีในฮ่องกง ประเทศซึ่งเรียกโสเภณีว่า Chicken แต่ถึงจะถูกเรียกอย่างนั้น เธอก็ขอเป็น “Golden Chicken”
กำ (อู๋จินหยู) ในวัย 40 ปี ออกมากด ATM ในคืนที่มีพายุมืดครึ้ม แล้วจู่ๆ ก็มีมีดมาจ่อคอหอยของเธอ บอง (เจิ้งจือเหว่ย) หัวขโมยตกอับ ที่ชีวิตต้องอับปางเพราะตลาดหุ้น เขาเห็นเธอเป็นที่พึ่งสุดท้าย ในการดูแลกระเพาะของเขา แต่แล้วบองก็ต้องผิดหวัง เมื่อเงินในบัญชีของกำมีเหลือแค่ 98.20 เหรียญฮ่องกงเท่านั้น แต่เธอก็ยินดียกเงินในบัญชีทั้งหมดนี้ให้เขา แต่ก่อนอื่น เขาจะต้องฝากเงินเข้าบัญชีเพิ่มให้
เธออีก 1.80 เหรียญฮ่องกงเสียก่อน เพราะถ้ามีเงินในบัญชีไม่ถึง 100 เหรียญ เธอก็ถอนออกมาไม่ได้เช่นกัน
บองผิดหวังและกำลังจะจากไป แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อพายุรุนแรงขึ้นทำให้ไฟดับ บองจึงติดอยู่ในตู้ ATM กับกำที่นั่น ด้วยหน้าตาที่แสนหมดอาลัยตายอยากของเขา กำได้เล่าเรื่องราวชีวิต ตัณหา และความทะยานอยากที่มาของเธอให้ฟัง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า ความสุขความเศร้าที่แท้จริงแล้ว มันอยู่ที่เราจะมองอย่างไรให้มันเป็น…
http://www.nangdee.com/title/?movie_id=1007/

หนังอ้างถึงการเสียชีวิตของคนแซ่เติ้งที่สำคัญ คือ
เติ้ง ลี่จวิน หรือ เทเรซา เติ้ง (จีนตัวเต็ม: ???; จีนตัวย่อ: ???; พินอิน: D?ng L?j?n, ญี่ปุ่น: ??????, 29 มกราคม พ.ศ. 2496 – 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538) นักร้องเพลงจีนสากลชาวไต้หวันชื่อดังและมีอิทธิพลอย่างสูง เธอเกิดที่ เมืองเป่าจง มณฑลหยุนหลิน สาธารณรัฐจีน โดยบรรพบุรุษของเธอมาจากมณฑลเหอเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เสียงและเพลงของเธอเป็นที่จดจำทั่วทั้งเอเชีย
ตะวันออกและในหมู่ชาวจีนทั้งในประเทศจีน ไต้หวัน และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก จนมีคำกล่าวว่า “มีชาวจีนอยู่ที่ไหน ก็จะได้ยินเพลงของเติ้ง ลี่จวินที่นั่น
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87_%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99

เติ้ง เสี่ยวผิง (จีนตัวเต็ม: ???; จีนตัวย่อ: ???; พินอิน: D?ng Xi?op?ng; เวด-ไจลส์: Teng Hsiao-p’ing) (22 สิงหาคม พ.ศ. 2447 – 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540) เป็นผู้เปลี่ยนแปลงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ถึง พ.ศ. 2540 นับเป็นชนชั้นผู้นำรุ่นที่สองของพรรค
คอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87_%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%87

-หนุ่มจีนปิ๊งรักสาวบ้า พากลับบ้านเอาเป็นเมีย
นายหวังซงซาน ชายโสดวัย 43 ปี ฐานะยากจน พบรักสาวจรจัดสติไม่สมประกอบ ก่อนพากลับบ้านให้เป็นภรรยา อยู่ร่วมกันมา 8 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน ต่อมาส่งภรรยาไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วหายตัวไป
หวังซงซาน เล่าว่า เมื่อปี 2003 ช่วงฤดูหนาว หวังซงซานพบหญิงสาววัยรุ่นจรจัดที่ตลาด ในนครเซินเจิ้น ประเทศจีน เนื่องจากหญิงสาวมีปัญหาทางจิต จำไม่ได้ว่าตนเองบ้านอยู่ที่ไหน หรือพ่อแม่เป็นใคร รู้แค่เพียงว่าชื่อเฉินเซี๋ย มาจากมณฑลเจียงซี ด้วยความที่ยังไม่แต่งงานและเกิดถูกใจ จึงพาหญิงสาวคนนั้นกลับบ้านไปเป็นภรรยา
และในปี 2004 เฉินเซี๋ยได้ให้กำเนิดลูกสาว แต่หวังซงซาน ได้ส่งให้พี่สาวช่วยเลี้ยง ต่อมาให้กำเนิดบุตรชายอีก 2 คน คนโต 7 ขวบ คนเล็ก 5 ขวบ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 8 ปี
เนื่องจากอาการป่วยของภรรยา และฐานะทางบ้านที่ยากจน หวังซงเซียน ร้องขอความช่วยเหลือให้ภรรยาของเขาได้รับการรักษาหลายครั้ง ในที่สุดภรรยาของเขาได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
แต่หลังจากนั้นภรรยาเขาได้หายตัวไปนานนับปี ซึ่งเขาพยายามร้องเรียนการหายตัวไปของภรรยา แต่ก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งไม่นานมานี้ ตำรวจได้ทราบเบาะแสของเฉินเซี๋ย ว่าเธอรักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลคังหนิงเป็นเวลา 10 กว่าวัน จากนั้นเธอสามารถจำที่อยู่ของเธอได้ จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ให้ติดต่อคนทางบ้านมารับตัวเธอกลับไป โดยเธอไม่ยอมกลับมาใช้ชีวิตกับหวังซงซานอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้หวังซงซาน กล่าวว่า หากเธอไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วยกัน เขาก็จะหาทางเลี้ยงลูกของเขาเพียงลำพังต่อไป
ข้อมูลโดย : http://www.talkystory.com/
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=494194&ch=hn

ปิ่นอนงค์ ก็นึกถึงเรื่องคล้ายซินเดอเรลล่า และผสมเหมือนจินตนิยาย นิทานหลายเรื่องในโครงสร้างของละคร ที่มีโครงเรื่องอย่างหนึ่งละครของไทย ซึ่งฉายทางทีวีตอนนี้ และแม่ผมชอบดู ก็คือ นางเอกได้แต่งงานกับพระเอก ซึ่งดูมีภาพลักษณ์ไม่ใช่พระเอกแบบดูดี แมน แต่สะท้อนความเป็นนักเลง เจ้าของที่ดินจำนวนมาก โม้ว่าที่ดินภูเขาหลายลูกอยู่ชนบทต่างจังหวัด ในระดับรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี กับนางเอก เป็นลูกคนใช้ โปรดดูเรื่องย่อ เพิ่มเติม คร้าบ
ปิ่นอนงค์
เรื่องย่อ
เพียงเพราะคำว่าบุญคุณ ทำให้เธอต้องยอมทำทุกอย่าง เพื่อตอบแทนผู้ชุบเลี้ยง ด้วยการยอมมอบกายและหัวใจ ให้กับชายแปลกหน้าที่ร้ายกว่าซาตาน

ภายใน “ไร่ไพศาล” หรือ “ไพศาลรีสอร์ต แอนด์ ฟาร์ม” อาณาจักรฟาร์มวัวนมอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยแห่งนี้ คือบ้านที่ให้กำเนิดทารกน้อยผู้มีชาติกำเนิดต้อยต่ำนามว่า “ปิ่นอนงค์” (พีชญา วัฒนามนตรี)

ปิ่นอนงค์เป็นเพียงลูกสาวของ นางอุ่นเรือน (สินิทรา บุญยศักดิ์) แม่บ้านของ คุณนายครองสุข (อภิรดี ภวภูตานนท์) ผู้ได้รับการขนานนามจากชาวบ้านละแวกนั้นว่าเป็นแม่มดร้ายแห่งไร่ไพศาล เพราะคุณนายมีนิสัยเอารัดเอาเปรียบเรื่องค่าแรง เห็นแก่ตัว และร้ายกาจกับคนงานลูกน้องในไร่ รวมไปถึงชอบจิกใช้ปิ่นอนงค์และอุ่นเรือนเหมือนทาสในเรือนเบี้ย ด้วยถือว่าพ่อของตัวเองชุบเลี้ยงนางอุ่นเรือนมาแต่เด็ก หนำซ้ำครองสุขก็ยังช่วยส่งเสียปิ่นอนงค์ให้เรียนจนจบปริญญาตรี จนกระทั่งครองสุขเข้ามาอยู่เป็นภรรยาใหม่ของคุณไพศาล ธำรงรัตน์ (สมภพ เบญจาธิกุล) เจ้าของไพศาลรีสอร์ตแอนด์ฟาร์ม ครองสุขก็ยังหนีบเอาอุ่นเรือนติดสอยห้อยตามมาอยู่ด้วยกัน

อุ่นเรือนจึงจงรักภักดีต่อคุณนายเป็นอย่างมาก และสั่งสอนให้ปิ่นอนงค์ ลูกสาวให้เชื่อฟังคุณนายทุกเรื่อง และคอยรับใช้ ทรรศนะ (ศุภกิจ บัวงาม) หลานชาย และ ทัศนีย์ (ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล) หลานสาวของคุณนาย ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นลูกติดจาก นายผา (วิทิต แลต) สามีเก่าที่ติดคุกอยู่

ตั้งแต่เด็กทรรศนะเอ็นดูปิ่นอนงค์มาก คอยดูแลเอาใจใส่ปิ่นอนงค์ตั้งแต่เด็กจนโต และได้ให้คำสัญญาว่าจะแต่งงานกับปิ่นอนงค์เพียงคนเดียว เมื่อทรรศนะต้องจากไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ปิ่นอนงค์จึงเฝ้านับวันรออย่างเหงาหงอย โดยมีจินตนา (อรัชมน รัตนวราหะ) เพื่อนสนิทสมัยเรียนวิทยาลัยเกษตรที่ทำงานเป็นปศุสัตว์อำเภอคอยปลอบใจ

แต่แล้ววันหนึ่ง ชายแปลกหน้าก็ได้หลงเข้ามาในชีวิตหญิงสาว จนทำให้ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ในคืนนั้นปิ่นอนงค์เฝ้าบ้านอยู่เพียงคนเดียว เพราะแม่ป่วยต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนคุณนายครองสุขก็เดินทางไปต่างจังหวัดกับเพื่อน จู่ๆ ก็มีผู้ชายรูปร่างล่ำสัน หน้าตาคมคายปีนเข้ามาในห้อง และบังคับข่มขู่ให้ปิ่นรักษาแผลถูกยิง ด้วยความเป็นคนเมตตาหญิงสาวจึงยินยอมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แต่โดยดี ระหว่างนั้นคนสวนและตำรวจตามหาคนร้ายมาเคาะประตูเรียก ปิ่นอนงค์แม้จะรู้จากตำรวจว่ามีเหตุฆ่าชิงทรัพย์ในละแวกใกล้ฟาร์ม แต่หญิงสาวก็ตั้งใจช่วยปกปิดให้ชายแปลกหน้าหนีรอดการจับกุมของตำรวจไปได้ แต่ก่อนจากไปชายลึกลับผู้นั้นกลับฝากรอยจูบแรกไว้ให้กับปิ่นอนงค์เป็นการตอบแทน

วันรุ่งขึ้น เมื่อปิ่นอนงค์ขึ้นไปพบครองสุข ก็ถึงกับตกตะลึง เพราะชายแปลกหน้าที่เธอช่วยไว้คือ คุณชาลิต หรือใหญ่ (ศุกลวัฒน์ คณารศ) ทายาทคนเดียวของคุณไพศาล เจ้าของไร่ไพศาล ซึ่งหายสาบสูญไปนานนับสิบปี จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าใหญ่ได้ตายไปจากโลกนี้แล้ว

การปรากฏตัวของใหญ่ทำให้คุณนายครองสุขแทบหัวใจวาย เพราะนั่นหมายถึงว่ามรดกทั้งหมดที่ตัวเองครอบครองอยู่ ต้องตกเป็นของทายาทตัวจริงทั้งหมดตามที่พินัยกรรมระบุไว้อย่างชัดเจนก่อนที่พ่อของใหญ่จะเสียชีวิต ซึ่งคุณนายและหลานชาย หลานสาว ซึ่งแท้จริงเป็นลูกชายและลูกสาวแต่คุณนายปกปิดความจริงไว้ จะกลายเป็นเพียงผู้อาศัยทันที

ครองสุขจึงต้องหาช่องทางที่จะกำจัดใหญ่ให้หลุดจากกองมรดกให้ได้ คุณนายครองสุขจึงให้ธีระ (อรุชา โตสวัสดิ์) ผู้จัดการไร่ ชู้รักคนล่าสุดที่คุณนายไว้เนื้อเชื่อใจที่สุดไปแจ้งความจับใหญ่ในข้อหาฆ่าคนตาย

ย้อนกลับไปในอดีต ใหญ่ในวัย 16 ปี แอบเห็นครองสุขทะเลาะกับผา สามีเก่าซึ่งออกจากคุกมารีดไถเงินอยู่บ่อยๆ ใหญ่ไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร และไม่รู้ว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ใหญ่เห็นผู้ชายคนนั้นเอามีดออกมาขู่คุณนาย ใหญ่จึงคิดเข้าไปช่วยเหลือ เกิดการยื้อแย่งมีดกัน จนมีดแทงท้องผู้ชายคนนั้นล้มลง ใหญ่ตกใจมาก คุณนายกลัวความแตกเลยบอกให้ใหญ่หนีไปให้ไกลๆ โดยอ้างว่าใหญ่ฆ่าคนตาย แล้วอย่ากลับมาอีกไม่อย่างนั้นติดคุกแน่ ใหญ่หลงเชื่อ จึงหลบหนีไป

ผาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และให้การว่าตัวเองมาสมัครเป็นคนงานกับคุณนาย แต่โดนใหญ่หาว่าเป็นโจรและทำร้ายผาจนบาดเจ็บ คุณนายกลัวว่าความลับเรื่องผาและตัวเองจะถูกเปิดเผย จึงล่อผาออกมาแล้วเอารถไล่ชนจนตาย ส่วนใหญ่ด้วยความเป็นเด็กคิดว่าผู้ชายคนนั้นตายแล้ว กลัวติดคุกไม่กล้ากลับบ้าน จึงหนีเตลิดไปซ่อนตัวอยู่กับปลอด (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) ลูกน้องเก่าของไพศาลที่ไปเป็นนายเหมืองทางใต้ และเมื่อใหญ่โตเป็นหนุ่มจึงขอให้ปานเทพ (ภาณุ สุวรรโณ) หรือปั่น ลูกชายของปลอดซึ่งเรียนจบทนายความลงไปสืบเรื่องคดีเก่า จนได้ความจริงมาว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตายเพราะโดนแทง แต่ตายจากการโดนรถชน ด้วยเหตุนี้ใหญ่จึงตัดสินใจกลับมาที่บ้านพ่ออีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อ

คุณนายครองสุขเองก็หวาดกลัวความจริงตรงนี้เช่นกัน เพราะตัวเองแอบใส่ยาให้สามีวันละนิด จนคุณไพศาลร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ หากใหญ่มาล่วงรู้เข้า คุณนายก็จะเดือดร้อน เหตุนี้คุณนายจึงแสร้งทำดีเอาใจใหญ่สารพัดด้วยการอาสาหาเมียให้ใหญ่ โดยออกอุบายให้ทัศนีย์หลานสาวหว่านเสน่ห์เพื่อแต่งงานกับใหญ่ ทุกคนจะได้อยู่กันอย่างสุขสบายเหมือนเดิม แต่ทัศนีย์เป็นผู้หญิงไม่มีสมอง ชอบผู้ชายหล่อและดูดีจึงรังเกียจที่ใหญ่หนวดเคราครึ้ม พูดจาดุดันเหมือนคนบ้านป่าเมืองเถื่อน เลยไม่ยอมทำตามที่คุณนายสั่ง

คุณนายเปลี่ยนเป้าหมายใหม่คิดยกปิ่นอนงค์ให้เป็นเมียใหญ่ เพราะเคยเห็นใหญ่เคยแอบมองปิ่นอนงค์ด้วยสายตาพึงพอใจ แรกทีเดียวปิ่นอนงค์ไม่ยินยอมเพราะยังเฝ้ารอการกลับมาของทรรศนะหลานชายคุณนาย แต่พอรู้ข่าวว่าทรรศนะกำลังจะกลับมาเมืองไทยพร้อมอรสอางค์ (อรลีฬห์ โสตถิวันวงศ์) คนรักใหม่ โดยมีแผนจะแต่งงานกันในทันทีที่ถึงเมืองไทย ก็ทำให้ปิ่นอนงค์หัวใจแหลกสลาย ประกอบกับแม่อุ่นเรือนขอร้องลูกสาวให้ทำตามคุณนายสั่งเพื่อตอบแทนบุญคุณของครอบครัวคุณนาย

ปิ่นอนงค์ไม่มีความหวังอะไรหลงเหลืออยู่เมื่อไม่มีทรรศนะ เธอจึงยอมตกลงแต่งงานกับใหญ่ แต่แอบเซ็นเงื่อนไขกับใหญ่ไว้ว่าตนเองจะยอมจดทะเบียนแค่ในนามและต้องหย่าให้ภายใน 3 เดือน หลังจากนั้นปิ่นอนงค์จะไปจากที่นี่เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ขอเป็นทาสคุณนายอีกต่อไป ใหญ่ซึ่งแอบมีใจกับ

ปิ่นอนงค์ตั้งแต่แรกเห็นตอนแอบมางานศพพ่อ จึงยอมตกลงอย่างง่ายดาย แต่เป้าหมายสำคัญของเขาคือต้องการทวงคืนสมบัติของพ่อกลับคืนมา และถ้าเขาเป็นเจ้าของฟาร์มก็จะสามารถค้นหาหลักฐานต่างๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น แต่ใหญ่ก็แอบผิดหวังในตัวปิ่นอนงค์ เพราะคิดว่าหญิงสาวเป็นพวกเดียวกับคุณนายครองสุข ก็คงหวังช่วยเหลือคุณนายและเห็นแก่เงินของเขา

จากความรู้สึกดีๆ ที่คิดว่าปิ่นอนงค์เป็นคนจิตใจดีงามกลายกลับเป็นความเกลียดชัง ไม่ไว้วางใจปิ่นอนงค์ ประกอบกับปิ่นอนงค์ให้ความสนิทสนมกับจอม (โดย เหมวรรษ นิตยารส) ลูกชายนายถวิล (ศักราช ฤกษ์ธํารงค์) หัวหน้าคนงานเป็นพิเศษ จอมเองซึ่งแอบรักปิ่นมาตลอดก็คอยมาดูแลปิ่น เพราะกลัวปิ่นจะถูกใหญ่รังแก ทำให้ใหญ่ยิ่งเข้าใจผิดว่าปิ่นชอบยั่วยวนผู้ชาย

ทรรศนะพาแฟนใหม่กลับมาในวันแต่งงานของปิ่นอนงค์พอดิบพอดี ทรรศนะเกิดอาการเสียดายปิ่นอนงค์เพราะหญิงสาวอยู่ในชุดเจ้าสาวที่สวยงามที่สุด ส่วนทัศนีย์น้องสาวของทรรศนะก็แทบอยากวิ่งเข้าไปแย่งตัวใหญ่คืนมา เพราะใหญ่โกนหนวดเคราตัดผมจนหล่อเหลา เหมือนเป็นคนละคนกับใหญ่ในวันก่อน

คุณนายครองสุขสมน้ำหน้าหลานสาวที่ไม่ยอมเชื่อฟังแต่ต้น อรสอางค์เห็นทรรศนะจ้องมองเจ้าสาวตาไม่กะพริบ จึงเกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ อรสอางค์แอบถามทัศนีย์ ทัศนีย์เป็นคนปากพล่อยอยู่แล้วจึงบอกอรสอางค์ว่าสองคนเคยรักกัน และใส่สีตีไข่ให้อรสอางค์เห็นว่าปิ่นอนงค์เป็นผู้หญิงร้ายกาจและชอบยั่วยวนผู้ชาย ถึงจะแต่งงานแล้วก็ให้ระวังปิ่นอนงค์จะงาบทรรศนะไปอีกคน ทำให้อรสอางค์หึงหวงและมองปิ่นอนงค์เป็นศัตรูในทันที แต่ด้วยความเป็นผู้หญิงฉลาดทันเกม อรสอางค์จึงแกล้งทำเป็นญาติดีกับปิ่นอนงค์ไปก่อน

ใหญ่เข้ามาดูแลกิจการไพศาลรีสอร์ตแอนด์ฟาร์มเต็มตัว โดยเอาปานเทพเข้ามาช่วย คุณนายครองสุขไม่พอใจที่ถูกลดทอนอำนาจลง โดยใหญ่โอนหน้าที่การดูแลบ้านและเด็กๆ บนเรือนใหญ่ให้ปิ่นอนงค์ดูแลในฐานะคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้าน แถมยังปลดธีระลงไปเป็นคนงานรีดนมวัวในข้อหายักยอกเงินบริษัท คุณนายครองสุขไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้างัดข้อกับใหญ่ จึงหันไปเล่นงานปิ่นอนงค์ด้วยการยึดเครื่องประดับซึ่งเป็นของหมั้นในงานแต่งไปจนหมด และยังบีบบังคับให้ปิ่นอนงค์คอยรายงานพฤติกรรมใหญ่ทุกฝีก้าว

ปิ่นอนงค์ไม่อยากทำแต่ก็ต้องจำใจ เพราะคุณนายอ้างแต่เรื่องหนี้บุญคุณ ใหญ่รู้ว่าปิ่นอนงค์คอยจับตาเขาขณะที่เขาเข้าไปห้องนอนเก่าของพ่อ และคอยสะกดรอยตามเขาไปหลายแห่งของฟาร์ม ใหญ่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอสบโอกาสก็วางแผนล่อปิ่นอนงค์ให้ตามไปที่เรือนไม้สวยๆ ในฟาร์มแล้วแอบกอดจูบปิ่นอนงค์โดยหลอกว่าจะปล้ำปิ่นอนงค์เป็นเมีย ปิ่นอนงค์กลัวมากไม่กล้าที่จะสะกดรอยตามใหญ่อีก แต่คนที่ทำหน้าที่แทนคือจอม ที่ปักใจว่าใหญ่เป็นวายร้าย

ด้านทรรศนะจิตใจโลเลคิดแย่งปิ่นอนงค์คืนจากใหญ่ ทำให้เกิดทะเลาะกับอรสอางค์จนทรรศนะบอกขอเลิก อรสอางค์เจ็บใจมากประกาศไม่ยอมเลิกกับทรรศนะ ใหญ่เองก็เริ่มไม่พอใจที่ทรรศนะคอยวนเวียนวุ่นวายกับปิ่นอนงค์ไม่เลิกรา ส่วนทัศนีย์ก็อยากเป็นเมียน้อยใหญ่พยายามยั่วยวนทุกวิถีทางแต่ทำไม่เคยสำเร็จเพราะปานเทพคอยขัดขวางกวนประสาทอยู่ สุดท้ายทัศนีย์โดนใหญ่แกล้งทำเป็นจะจับรัดโซ่แล้วใช้เข็มขัดฟาด เล่นเอาทัศนีย์วิ่งหนีแทบไม่ทัน แต่ปิ่นอนงค์เห็นทัศนีย์ออกมาจากห้องใหญ่กลางดึกจึงเข้าใจผิดคิดว่าทั้งคู่มีอะไรกัน ปิ่นอนงค์รู้สึกหึงหวงโดยไม่รู้ตัวว่าเริ่มรักใหญ่เข้าให้แล้ว อรสอางค์ขอให้ใหญ่ควบคุมเมียตัวเองให้ดีอย่ามายุ่งเกี่ยวกับทรรศนะอีก ใหญ่สั่งห้ามปิ่นอนงค์ไม่ให้เข้าไปในฟาร์มเพราะกลัวจะไปเจอกับทรรศนะซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดการท่องเที่ยว

ทรรศนะคิดรวบหัวรวบหางปิ่นอนงค์ เพราะรู้ว่าปิ่นอนงค์แต่งงานกับใหญ่ตามคำสั่งคุณนายครองสุข จึงแกล้งทำทีว่าได้รับบาดเจ็บโดนวัวชน แล้วให้ทัศนีย์มาตามปิ่นอนงค์ไปช่วยดู ปิ่นอนงค์หลงกลขึ้นไปหาทรรศนะที่บ้านพักของเขาในฟาร์ม ทรรศนะอ้อนวอนขอคืนดี จะแต่งงานกับปิ่นอนงค์ทันทีที่หญิงสาวยอมเลิกกับใหญ่ แต่ปิ่นอนงค์สารภาพว่าไม่ได้รักทรรศนะแล้วเธอมีใหญ่อยู่ในหัวใจเพียงคนเดียว

เมื่อถูกปฏิเสธทรรศนะผิดหวังอย่างรุนแรง จึงเข้าปลุกปล้ำปิ่นอนงค์แต่ใหญ่เข้ามาช่วยได้ทัน ใหญ่ชกหน้าทรรศนะ ประกาศห้ามข้องเกี่ยวกับปิ่นอนงค์อีก ส่วนทัศนีย์เมื่อทำตามแผนเสร็จพอจะเดินกลับเรือนใหญ่ก็ถูกธีระที่เมามายอยู่กับพวกคนงานฉุดไปข่มขืน ปานเทพเข้าช่วยไว้ได้ทัน ทำให้พวกธีระหนีกระเจิงไปจากไร่

คุณนายครองสุขเริ่มทนไม่ไหวที่ทรรศนะโดนรังแก แถมตัวเองก็ถูกตัดค่าใช้จ่ายโน่นนี่หลายอย่างเพราะใหญ่หาว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

คุณนายคิดฆ่าใหญ่เหมือนที่เคยทำกับพ่อใหญ่โดยสั่งให้ปิ่นอนงค์ใส่ยาให้ใหญ่กินทุกวัน ปิ่นอนงค์ทำไม่ลง แต่หากจะปฏิเสธคุณนาย ด้วยนิสัยคุณนายต้องหาทางทำให้สำเร็จจนได้ ปิ่นอนงค์จึงเลือกที่จะช่วยคุ้มครองใหญ่ด้วยการแกล้งยอมทำตามคำสั่งคุณนาย แต่แทนที่จะใส่ยาพิษก็เปลี่ยนเป็นใส่ยาบำรุงให้แทน โชคช่วยปิ่นอนงค์เมื่อใหญ่ไปดูแลฟาร์มจนเปียกฝนทำให้เป็นไข้ล้มป่วย คุณนายคิดว่าเป็นผลจากยาพิษของตน จึงเชื่อใจปิ่นอนงค์ว่าทำตามคำสั่งจริง

ปิ่นอนงค์เฝ้าดูแลอาการป่วยใหญ่ ใหญ่อ้อนปิ่นอนงค์สารพัดจนปิ่นอนงค์ยอมให้ใหญ่นอนกอดทั้งคืนจนเผลอใจตกเป็นเมียใหญ่ด้วยความเต็มใจ ความรักของคนทั้งคู่เริ่มพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังปกปิดความรู้สึกไม่กล้าแสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ตรงๆ

ด้านอรสอางค์ยังไม่ยอมแพ้ปิ่นอนงค์ง่ายๆ เมื่อรู้ว่าคุณนายครองสุขกำลังตกที่นั่งลำบาก พลาดพลั้งไปติดหนี้การพนันเป็นล้าน อรสอางค์จึงยื่นขอเสนอชดใช้หนี้ให้เพื่อแลกกับการได้แต่งงานกับทรรศนะ คุณนายตกลง ไปบังคับให้ทรรศนะยอมแต่งกับอรสอางค์จนสำเร็จ ทรรศนะต้องอยู่กับอรสอางค์อย่างฝืนความรู้สึกเพราะไม่อาจหักใจจากปิ่นอนงค์ได้ เขาจึงดื่มหนักทุกวันจนติดเหล้า ปิ่นอนงค์ทนเห็นคนที่เคยรักกลายเป็นคนหมดอนาคตไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยดูแลทรรศะตอนเมามายหมดสติ แต่อรสอางค์และใหญ่มาเห็นเข้า เกิดความเข้าใจผิดว่าทั้งคู่ยังมีเยื่อใยต่อกัน ใหญ่ลากปิ่นอนงค์กลับห้องด้วยความโกรธ กล่าวหาว่าปิ่นอนงค์คิดมีชู้ ต่างคนต่างถือศักดิ์ศรีไม่ยอมพูดจากัน ความมึนตึงของปิ่นอนงค์ยิ่งทำให้ใหญ่ปักใจเชื่อว่าปิ่นอนงค์รักทรรศนะ ส่วนอรสอางค์ก็ทุกข์ระทมที่ไม่สามารถครอบครองหัวใจของทรรศนะได้ ยิ่งแค้นใจปิ่นอนงค์หนักขึ้นร่วมมือกับธีระที่วนเวียนเข้ามาขอเงินครองสุขจ้างคนมาฉุดปิ่นอนงค์ไปโยนหน้าผา แต่คนที่รับเคราะห์คืออุ่นเรือน ปิ่นอนงค์กับจอมตามหาอุ่นเรือนแต่ไม่พบจึงยังไม่รู้ว่าอุ่นเรือนตายแล้ว

คุณนายครองสุขเอาเรื่องนี้ที่อรสอางค์สั่งฆ่าปิ่นอนงค์ คอยบีบอรสอางค์เพื่อขอเงินไปเล่นการพนัน อรสอางค์เก็บความแค้นไว้เพื่อรอเอาคืนกับคุณนาย ขณะเดียวกันก็บังเอิญไปเห็นปิ่นอนงค์ใส่ยาบำรุงในกาแฟให้ใหญ่ จึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใหญ่ฟังกล่าวหาปิ่นอนงค์ว่าคิดฆ่าใหญ่เพื่อตัวเองจะได้สมหวังกับทรรศนะ เพื่อหวังให้ปิ่นอนงค์เข้าไปอยู่ในคุก ใหญ่ไม่เชื่อว่าปิ่นอนงค์จะร้ายกาจถึงขั้นฆ่าคน จึงแก้ตัวแทนภรรยา แต่อีกใจก็ยังคลางแคลงใจอยู่ จึงรอดักดู พบว่าปิ่นอนงค์ใส่ยาลงในกาแฟให้เขากินจริงๆ ใหญ่ผิดหวังอย่างรุนแรงเข้าไปแย่งยาจากมือปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์พยายามจะอธิบายว่าไม่ใช่ยาพิษแต่ก็พูดไม่ออก ทัศนีย์สะใจเชียร์ให้ใหญ่แจ้งตำรวจจับปิ่นอนงค์ แต่ใหญ่ทำไม่ลง ได้แต่ตัดใจขอหย่ากับปิ่นอนงค์เพื่อปล่อยให้หญิงสาวเป็นอิสระ

หลังการหย่า ปิ่นอนงค์พาแม่ออกจากฟาร์มไพศาลไปเช่าบ้านเล็กๆ อยู่ด้วยกันโดยจอมเป็นคนพาไป หญิงสาวต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะต้องหาเงินมาจ่ายค่ายาค่ารักษานางอุ่นเรือนที่ป่วยหนักขึ้น แม้จอมจะช่วยทำงานแต่รายได้ก็ไม่พอ จินตนาตามหาจนเจอจอมแต่จอมก็ไม่ยอมบอกว่าอยู่กับปิ่น ในที่สุดปิ่นอนงค์ได้งานรับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ในร้านอาหารชื่อดัง ทัศนีย์ควงใหญ่มากินข้าวพอดี ใหญ่ถึงกับอึ้งที่เห็นปิ่นอนงค์ในสภาพนี้ ส่วนทัศนีย์ก็เยาะเย้ยถากถางปิ่นอนงค์ให้ได้อายคนในร้านอาหาร ใหญ่สงสารปิ่นอนงค์จับใจแต่ก็ต้องวางท่าหยิ่งใส่อดีตภรรยา แต่พอลับหลังทุกคนใหญ่ก็อดห่วงใยปิ่นอนงค์ไม่ได้ จึงหาทางช่วยเหลือให้ปิ่นอนงค์ได้ไปทำงานในบริษัทเพื่อนของเขา และแอบจ่ายเงินค่ารักษาแม่ของปิ่นอนงค์โดยที่หญิงสาวไม่รู้ว่าใครคือผู้มีพระคุณที่แม่พูดถึง เพราะนางอุ่นเรือนรับปากใหญ่ให้ช่วยปิดเป็นความลับ
ปานเทพทนไม่ไหวที่ทัศนีย์คอยยุแยงใหญ่จึงปลอมตัวเป็นโจรฉุดทัศนีย์ไปไว้ที่เหมือง แล้วให้เพ็ญ (ปิยะดา เพ็ญจินดา) เมียใหม่ของปลอดผู้เป็นพ่อดัดนิสัยทัศนีย์ ระหว่างอยู่ที่เหมือง ความสัมพันธ์ระหว่างปานเทพกับทัศนีย์ก็ใกล้ชิดจนกลายเป็นความรัก ทัศนีย์เล่าถึงแผนต่างๆ ที่ร่วมกับครองสุขให้ปานเทพฟัง ปานเทพจึงรีบมาบอกใหญ่ ใหญ่จึงเอายาพิษที่แย่งไปจากมือปิ่นอนงค์ ฝากให้ปานเทพนำไปตรวจสอบ ผลปรากฏว่ามันคือยาบำรุง ใหญ่เสียใจที่เข้าใจปิ่นอนงค์ผิด และคิดแก้ตัวด้วยการหาหลักฐานเอาผิดคุณนาย จนกระทั่งไปพบความจริงว่าคุณนายใส่ยาพิษให้พ่อเขากินจนเสียชีวิต เหมือนที่ตั้งใจให้ปิ่นอนงค์ทำกับเขาอีกคน คุณนายกลัวโดนตำรวจจับจึงหนีไปจากฟาร์มแต่ระหว่างทางกลับถูกธีระดักฆ่าตาย ส่วนอรสอางค์ถูกตำรวจจับข้อหาจ้างวานฆ่าปิ่นอนงค์ ตามคำซัดทอดของธีระที่ตำรวจตามจับตัวมาได้ ทำให้ปิ่นอนงค์รู้ว่าอุ่นเรือนเสียชีวิตแล้ว ขณะที่ทรรศนะติดเหล้าจนคลุ้มคลั่งจนต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล

ปิ่นอนงค์รู้ข่าวตามไปคอยดูแลทรรศนะจนอาการดีขึ้น เพราะทรรศนะเกิดกำลังใจและมีความหวังว่าจะได้กลับมาคืนดีกับปิ่นอนงค์อีกครั้ง ใหญ่ตามง้องอนปิ่นอนงค์แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งเห็นปิ่นอนงค์ไปสนิทสนมกับทรรศนะ ใหญ่เกิดความน้อยใจจะทิ้งฟาร์มกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบทางภาคใต้ ระหว่างนั้นปิ่นอนงค์รู้ความจริงจากแม่ว่าคนที่คอยดูแลจ่ายค่ารักษาให้และช่วยเหลือปิ่นอนงค์ตลอดเวลาก็คือใหญ่นั่นเอง ปิ่นอนงค์รีบไปหาใหญ่ที่ฟาร์มเพื่อบอกหัวใจตนเองให้ใหญ่รับรู้ แต่ก็ไม่พบใหญ่เสียแล้ว แถมทนายความยังแจ้งให้หญิงสาวรับรู้ว่าใหญ่ได้ยกฟาร์มนี้ให้กับปิ่นอนงค์เพียงผู้เดียว ปิ่นอนงค์ช็อกและยอมดูแลฟาร์มเพื่อรอการกลับมาของใหญ่ มีจินตนาเข้ามาเป็นผู้ช่วยจนได้พบรักกับจอม ส่วนปานเทพก็ตกลงใจแต่งงานกับทัศนีย์ซึ่งกลับตัวเป็นแม่ศรีเรือน ด้วยฝีมือของเพ็ญ

เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน ในห้องนอนของปิ่นอนงค์ มีชายแปลกหน้าปีนหน้าต่างเข้ามาปลุกปล้ำปิ่นอนงค์ หญิงสาวตกใจต่อสู้สุดชีวิต พอกระชากผ้าปิดหน้าชายคนนั้นออก กลับกลายเป็นใหญ่ผู้ที่ปิ่นอนงค์เฝ้ารอคอย

ปิ่นอนงค์กอดใหญ่ไว้แนบแน่นและจะไม่ยอมชายหนุ่มคนนี้ให้หลุดลอยไปจากชีวิตของเธออีกตลอดกาล
(ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต)

หากใครสนใจงานวิชาการของGiorgio Agamben. The State of Exception. 2003

เมื่อผมนึกถึงเรื่อง2046 with soundtrack เป็นหนังที่มีนักแสดง คือ พระเอกของMoon lovers มาเล่นเรื่อง2046 การจินตนาการรถไฟของอนาคตย้อนเวลาสู่อดีต ที่ไม่มีใครเคยกลับจากอดีต ยกเว้นผม(except me. หรือเขา)

บทความ: จาก2475 ถึงความขัดแย้ง และแก้ไขการต่อสู้ยืดเยื้อในปัจจุบัน
โดย เพื่อน
25 มิถุนายน 2555
http://thaienews.blogspot.com/2012/06/2475.html

เมื่อผมมีคนบอกว่าเขาถ่ายแรูปบบโลโม คือ แนวนี้ ครับ…
แนวคิด “ถ่ายเลย ไม่ต้องคิด” (Don’t think, be fast)
แนวคิดหลักที่สำคัญ ก็คือ “ถ่ายเลย ไม่ต้องคิด” มันช่าง
ตรงกันข้ามกับแบบเดิม แบบชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ภาพถ่าย
ที่ได้ แสง สี เงา คมจัดชัดเจน บางครั้งสัดส่วนผิดเพี้ยน แม้กระทั่ง
ความเบลอ กลับกลายเป็นจุดเด่นของกล้องโลโม่ไปได้ในที่สุด ทำให้
โดนใจใครต่อใครหลายคน เพราะสื่อให้เห็นถึง

ความอาร์ต
ความดิบ
ความแปลก
ความมีเอกลักษณ์
ความมีอิสระ
ความโดนใจ
ความจ๊าบ
และอื่น ๆ อีกมากมายสุดจะพรรณนา

นี่ล่ะ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการถ่ายภาพแบบโลโม่ (Lomo)]

แล้วคุณล่ะ ! มันโดนใจคุณหรือปล่าว หากมันโดนใจคุณ
ก็มาทำความรู้จักกันต่อไป
…..
ลักษณะเด่นของภาพแนว Lomo

1. คอนทราสต์จัดจ้าน สีสันเข้มข้น
2. เป็นภาพที่ถ่ายโดยไม่ต้องเล็งกล้อง ปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติกับกล้อง
3. ขอบและมุมภาพจะเป็นสีมืด สีดำ
4. ไม่เน้นโฟกัส เพราะปรับโฟกัสไม่ได้

*+*+*+*+*

เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะรู้จักกับการถ่ายภาพแบบโลโม่
( Lomography) บ้างหรือยังครับ ผมคิดว่า พอจะเข้าใจอะไรเป็นอะไร
บ้างแล้วนะครับ

—-
หากผมมีกล้อง Digital อยู่แล้ว จะมีวิธีอื่นใดที่จะทำให้ผมมีภาพแบบ
โลโม่บ้างได้ไหม

หากคุณมีกล้อง Digital อยู่แล้ว ก็ง่ายครับ ก็ไปถ่ายรูปแบบสไตล์โลโม่
ข้างต้นนี้ซะ แล้วใช้โปรแกรมตกแต่งภาพมาทำให้เป็นรูปลักษณะ Lomo
ผมก็ว่าไม่ยากครับ

เช่น ใช้โปรแกรม Ulead Photo Express ทำให้เป็นเงาดำทั้ง ๔ มุม
ทำภาพเบลอ, โปรแกรม Photomatrix ใช้ทำให้ภาพมีแสงจัดจ้านกว่าปกติ และโปรแกรม Microsoft Office Picture Manager สำหรับ crop ตัดส่วน
ของภาพที่ไม่ต้องการทิ้ง แต่งสีสัน เป็นต้น

หรือจะใช้โปรแกรมอะไรก็ได้ ที่คุณมีอยู่มาทำ เพื่อให้ภาพของคุณมีลักษณะ เป็นแบบภาพโลโม่ ก็ได้ทั้งนั้นครับ
http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/01/12/entry-1

ตอนนี้ผมไม่่ค่อยมีเวลาอะไรเขียนมากมาย ทั้งเรื่องความลับ มีงานค้างคา และก็มีแต่่เพลงให้หายคิดถึงต่างๆ น่ะครับ
Slipknot – Before I Forget
Go!

Stapled shut, inside an outside world and I’m
Sealed in tight, bizarre but right at home
Claustrophobic, closing in and I’m
Catastrophic, not again
I’m smeared across the page, and doused in gasoline
I wear you like a stain, yet I’m the one who’s obscene
Catch me up on all your sordid little insurrections,
I’ve got no time to lose, and I’m just caught up in all the cattle

Fray the strings
Throw the shapes
Hold your breath
Listen!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

I’m ripped across the ditch, and settled in the dirt and I’m
I wear you like a stitch, yet I’m the one who’s hurt
Pay attention to your twisted little indiscretions
I’ve got no right to win, I’m just caught up all the battles

Locked in clutch
Pushed in place
Hold your breath
Listen!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

My end
It justifies my means
All I ever do is delay
My every attempt to evade
The end of the road and my end
It justifies my means
All I ever do is delay
My every attempt to evade
THE END OF THE ROAD!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

I am a world before I am a man
I was a creature before I could stand
I will remember before I forget
BEFORE I FORGET THAT!

Yeah, yeah, yeah, yeah
Yeah, yeah, yeah, OH!

Marilyn Manson – Working Class Hero
As soon as you’re born they make you feel small
By giving you no time instead of it all
Till the pain is so big you feel nothing at all
A working class hero is something to be
A working class hero is something to be

They hurt you at home and they hit you at school
They hate you if you’re clever and they despise a fool
Till you’re so fucking crazy you can’t follow their rules
A working class hero is something to be
A working class hero is something to be

When they’ve tortured and scared you for twenty odd years
Then they expect you to pick a career
When you can’t really function you’re so full of fear
A working class hero is something to be
A working class hero is something to be

Keep you doped with religion and sex and TV
And you think you’re so clever and classless and free
But you’re still fucking peasants as far as I can see
A working class hero is something to be
A working class hero is something to be

There’s room at the top they are telling you still
But first you must learn how to smile as you kill
If you want to be like the folks on the hill
A working class hero is something to be
A working class hero is something to be

If you want to be a hero well just follow me
If you want to be a hero well just follow me

Aerosmith – Don’t Want To Miss A Thing Lyrics
I could stay awake just to hear your breathing
Watch you smile while you are sleeping
While you’re far away dreaming
I could spend my life in this sweet surrender
I could stay lost in this moment forever
Every moment spent with you is a moment I treasure

Don’t want to close my eyes
I don’t want to fall asleep
Cause I’d miss you baby
And I don’t want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream will never do
I’d still miss you baby
And I don’t want to miss a thing

Lyingclose to you feeling your heart beating
And I’m wondering what you’re dreaming
Wondering if it’s me you’re seeing
Then I kiss your eyes
And thank God we’re together
I just want to stay with you in this moment forever
Forever and ever
Don’t want to close my eyes
I don’t want to fall asleep
Cause I’d miss you baby
And I don’t want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream will never do
I ‘d still miss you baby
And I don’t want to miss a thing

I don’t want to miss one smile
I don’t want to miss one kiss
I just want to be with you
Right here with you , just like this
I just want to hold you close
Feel your heart so close to mine
And Just stay here in this moment
For all the rest of the time

Don’t want to close my eyes
I don’t want to fall asleep
Cause I ‘d miss you baby
And I don’t want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream willl never do
I ‘d still miss you baby
And I don’t want to miss a thing

Don’t want to close my eyes
I don’t want to fall asleep
I don’t want tomiss a thing
http://www.youtube.com/watch?v=0sbQ0hqH9ZU

Sweet November – Far Away

เนื้อเพลง Far Away
ศิลปิน: Nickelback

This time, This place
Misused, Mistakes
Too long, Too late
Who was I to make you wait
Just one chance
Just one breath
Just in case there’s just one left
‘Cause you know,
you know, you know

[CHORUS]
That I love you
I have loved you all along
And I miss you
Been far away for far too long
I keep dreaming you’ll be with me
and you’ll never go
Stop breathing if
I don’t see you anymore

One my knees, I’ll ask
Last chance for one last dance
‘Cause with you, I’d withstand
All of hell to hold your hand
I’d give it all
I’d give for us
Give anything but I won’t give up
‘Cause you know,
you know, you know

[CHORUS]

So far away
Been far away for far too long
So far away
Been far away for far too long
But you know, you know, you know

I wanted
I wanted you to stay
‘Cause I needed
I need to hear you say
That I love you
I have loved you all along
And I forgive you
For being away for far too long
So keep breathing
‘Cause I’m not leaving
Hold on to me and, never let me go
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Nickelback&song=Far%20Away

——————-15-16-20 ก.ค.55
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 16 ก.ค. 2555
รางวัลที่ 1
904050
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
042 159 224 897
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
11
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 29 เลขที่ 904050
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 58 เลขที่ 904050
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=494602&ch=hn
20 กรกฎาคม และเหตุการณ์ในอดีต…
พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) – ส่วนลงดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 ลงจอดบนทะเลแห่งความสงบ นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกบนพื้นผิวดวงจันทร์ ตามมาด้วยเอ็ดวิน อัลดริน
พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) – ยานไวกิง 1 เป็นยานอวกาศลำแรกที่ประสบความสำเร็จ ในการลงจอดบนพื้นผิว
http://th.wikipedia.org/wiki/20_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

เนื่องจากผมไม่มีเวลาเขียนบันทึกอีกแหละ ครับ ท่ามกลางสายฝนสลับตกบ้างไม่ตกบ้าง อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยดูแลสุขภาพกัน ในคืนที่นอนหลับไม่หลับบ้าง เรื่องที่ผมอยากจำสลับลืมเรือนจำของสมอง ขณะนอนก่ายหน้าผาก ในห้องนอน และถ้าคนเราส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันอยู่ในห้องนอนแค่8 ชั่วโมง อีกหลายชั่วโมงอยู่ที่ทำงาน ใน24 ชั่วโมง แล้วทั้งชีวิตหละ? อาจจะไม่จำเป็นต้องอะไรมากมายกับบ้าน เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และคนที่บ้านเป็นที่ทำงาน นะสิ

เมื่อสมองคิดอะไรไปหลายอย่าง เช่น คนข้างห้องอยู่มาเกือบสองปีย้ายไปโดยเรียนจบ ส่วนผมยังควบคุมสมองให้คิดจบในหลายเรื่องไม่ได้ นึกถึงเรื่องหลวงวิจิตรวาทการเคยเล่าเรื่องนโปเลียน สามารถควบคุมสมองเป็นเหมือนลิ้นชักโต๊ะ คือ ทำงานเปิดลิ้นชักทำงาน จะให้นอนหลับก็เหมือนชักลิ้นชักนอนหลับและปิดลิ้นชัก แต่ผมหลายวันมานี้มีเรื่องบังเอิญหลายอย่าง เช่น รุ่นน้องไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี มีลูกสองคน และกลายเป็น ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้นึกถึงรุ่นพี่ไม่ได้เจอกันสองปี มีลูกหนึ่งคน และเค้าถามว่าคาดไม่ถึงหรือ? อะไรอย่างนี้มั้ง ครับ

นี่แหละบางครั้งผมไม่ได้อยู่ในLoop(รูปบ่วง)หรือวงแหวน-แวดวงของกลุ่มๆ ต่างๆ แต่บางครั้งเฟซบุ๊ค ก็เชื่อมโยงไปทำให้บังเอิญพบข่าวว่ารุ่นน้องที่หอเก่าเพิ่งแต่งงานไป หรือเครื่องมือสื่อสารสำหรับทำวิจัย ก็เป็นเฟซบุ๊ค ก็มีในตอนนี้ และมันอาจจะทำให้เรื่องที่ไม่เกี่ยวกลายเป็นเชื่อมโยงมั่วไปก็ได้ เพราะเฟซบุ๊คกลายเป็นLoop-hole(ช่องยิงข้าศึก) เป็นต้น
โดยผมทำงานหลายอย่าง แต่ความมั่นคงเป็นเงินเดือนประจำไม่มีในการมีสินเชื่อกับธนาคารง่ายๆ และผมติดต่อผู้คน(เล่าสงวนนามไม่เอ่ยชื่อไว้) พร้อมทั้งเจอะเจอเพื่อนพ้องน้องพี่ช่วยเหลือจากการซ่อมรถ…โดนตำรวจจับรถ…ต่างๆนานา เอาสรุปง่ายๆ ว่าผมมีเพื่อนในแง่คำนิยามใดๆ และเตรียมตัวเดินทางสำหรับโครงการหนังสั้น…เล่าสั้นๆ เพราะความลับส่วนตัวหลายโครงการ ฯลฯ คือ โครงการก่อนหน้าขอทุนไปญี่ปุ่นและเยอรมันได้แต่กินแห้ว…ต่อมานอกเรื่อง คือ มีคนให้ลำไยมากิน(ฮา)

ซึ่งผมครุ่นคิดเขียนคอลัมภ์ ก็ยังไม่เสร็จ!.. Oh,นี่เป็นเรื่องเล่าหลายเรื่องเป็นไอเดียไปต้องเตรียมความคิดสร้างสรรค์ กรณีผมนึกถึงธรรมชาติ หรือการทำความดี สะสมช่วยเอาของที่คนลืมไว้ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ดูแล โดยผมทำตัวให้บริสุทธิ์ เช่น การถือศีลของช่างศิลปกรรม เป็นแรงบันดาลใจงานสร้างสรรค์ศิลป์ทางพุทธศาสนา และผมนึกถึงหนังสือCREATIVITY เช่น CREATIVITY The Magic Synthesis เป็นประเด็นสำหรับคิดเบาๆ

ทั้งนี้ ผมเตรียมเขียนบทหนังสั้น ที่มีอยู่ในใจ เรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็มีคนทำงานเป็นนายหน้าขายบ้าน เป็นไอเดียของเพื่อนนักเขียน ที่มีประเด็นน่าจะเอามาพัฒนาเป็นหนังสั้นจากประสบการณ์สำรวจเรื่องอสังหาริมทรัพย์ของผมเองด้วย หรือบทหนังสั้นเก่าๆ-เรื่องสั้นเก่าๆ ดัดแปลงเป็นหนังสั้น-คนอื่นๆ ที่มีช่วยเขียนบทหนังสั้นสำหรับเผื่อไว้ น่ะครับ
Metaphysics on Power of Love and Falling in Love
http://www.circlesoflight.com/relate/relate14.shtml
Remembering the Truth – Infatuation and the Power of LoveAn important issue to touch on in single relationship counseling is how we can give credit for the love we feel in a new relationship to the other person. And at the same time a remarkable thing occurs when we first fall in love. We become capable of a special perception, that of seeing the spiritual truth of the loved one. We can view their highest, most Divine qualities, perhaps qualities which no else is aware of. There are plenty of jokes and cliches about this phenomenon, which may cause us to discount this perception. Don’t.
Love opens up a level of perceptiveness which cuts through the usual garbage of acquired personality traits, conditioned responses and the wounds of mortal life. These are appearances, not the reality of the individual. The reality of our loved one, is what we see through the eyes of love. We can lose this special vision through familiarity or hurt. That doesn’t alter the facts.

We can allow ourselves to remember this special perception and treat our partner accordingly. We can encourage them to do the same. This is an active faith in the power of love. In metaphysics, we are always interested in uncovering the spiritual truth of any situation. This is no different. As we allow the Truth of our higher level perceptions to take over, we magnetize reality to conform to this perception.

It can be amazing how this works. If you are truly in love with this person and not just in love with love, or in love with the security of a relationship, magical things can occur. Acting from the perception of love attracts benevolence and grace into your lives as a couple.

Allow yourself to remember the special qualities of your partner as you first perceived them. This is so valuable to sustain a long term relationship. Let yourself respond to him/her from this perception. This is a lot of fun as well as being spiritually therapeutic. Enjoy!

Famous Quote: REALITY

“People normally cut reality into compartments, and so are unable to see the interdependence of all phenomena. To see one in all and all in one is to break through the great barrier which narrows one’s perception of reality.”

–Thich Nhat Hanh(พระติชนันท์ฮันท์ ชาวเวียดนาม ผู้เขียนหนังสือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ)

โดยผมยังคิดถึงสไตล์การประยุกต์สัญลักษณ์ในการออกแบบของคลิมป์เลย คร้าบ
Klimt 2012. A kiss changes the world

ความรักเป็นพลัง ทำให้ย้อนกลับมาขยายความเรื่องภาพจูบถึงอภิปรัชญาว่าด้วยอำนาจของความรักและตกหลุมรักนั้นเอง..
his fate to have fallen in love!; with metaphysics
—Immanuel Kant, his life and doctrine. / Paulsen, Friedrich, 1846-1908
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:3aWR65gq89YJ:infomotions.com/etexts/id/immanuelkant00pauluoft+Immanuel+Kant+quotes+on+fate+to+falling+in+love+of+philosophy&cd=7&hl=th&ct=clnk&gl=th

ความรักไม่สมหวังของค้านท์ จึงเขียนเรื่องคำคม ที่ผมจำไว้ และค้นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับพัฒนาการIntellectualของค้านท์ 1746-1781… คือ I have had the fate to be in love with metaphysic…
ที่มาCritique of Pure Reason (The Cambridge Edition of the Works of Immanuel Kant) Immanuel Kant, Paul Guyer, Allen W. Wood
http://pgi8t67j.blog.com/2012/05/11/critique-of-pure-reason-the-cambridge-edition-of-the-works-of-immanuel-kant-9780521657297-immanuel-kant-paul-guyer-allen-w-wood/

ปล.ผมดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้มาอ่านไม่จบ และบางครั้งผมชอบเข้าไปหยิบหนังสือเล่มนี้ที่หอสมุดมาอ่านผ่านๆ ———–ในแง่หนึ่งก็นึกถึงความเป็นโสดของค้านท์ ….น่ะครับ

Critique of Pure Reason and Prolegomena to Any Future Metaphysics

Summary
Kant published the Critique of Pure Reason in 1781. It is very long and almost unreadable due to its dry prose and complex terminology. Kant tried to ease his readers’ confusion by publishing the Prolegomena to Any Future Metaphysics two years later. While it is hardly a page-turner, the Prolegomena is much briefer than the Critique and much more accessible in style, making it a valuable entry point to Kant’s metaphysics and epistemology.
Kant’s primary aim is to determine the limits and scope of pure reason. That is, he wants to know what reason alone can determine without the help of the senses or any other faculties. Metaphysicians make grand claims about the nature of reality based on pure reason alone, but these claims often conflict with one another. Furthermore, Kant is prompted by Hume’s skepticism to doubt the very possibility of metaphysics.

Kant draws two important distinctions: between a priori and a posteriori knowledge and between analytic and synthetic judgments. A posteriori knowledge is the particular knowledge we gain from experience, and a priori knowledge is the necessary and universal knowledge we have independent of experience, such as our knowledge of mathematics. In an analytic judgment, the concept in the predicate is contained in the concept in the subject, as, for instance, in the judgment, “a bachelor is an unmarried man.” (In this context, predicate refers to whatever is being said about the subject of the sentence—for instance, “is an unmarried man.”) In a synthetic judgment, the predicate concept contains information not contained in the subject concept, and so a synthetic judgment is informative rather than just definitional.

Typically, we associate a posteriori knowledge with synthetic judgments and a priori knowledge with analytic judgments. For instance, the judgment “all swans are white” is synthetic because whiteness is not a part of the concept of “swan” (a black swan would still be a swan even though it isn’t white), but it is also a posteriori because we can only find out if all swans are white from experience.
Kant argues that mathematics and the principles of science contain synthetic a priori knowledge. For example, “7 + 5 = 12” is a priori because it is a necessary and universal truth we know independent of experience, and it is synthetic because the concept of “12” is not contained in the concept of “7 + 5.” Kant argues that the same is true for scientific principles such as, “for every action there is an equal an opposite reaction”: because it is universally applicable, it must be a priori knowledge, since a posteriori knowledge only tells us about particular experiences.

The fact that we are capable of synthetic a priori knowledge suggests that pure reason is capable of knowing important truths. However, Kant does not follow rationalist metaphysics in asserting that pure reason has the power to grasp the mysteries of the universe. Instead, he suggests that much of what we consider to be reality is shaped by the perceiving mind. The mind, according to Kant, does not passively receive information provided by the senses. Rather, it actively shapes and makes sense of that information.

If all the events in our experience take place in time, that is because our mind arranges sensory experience in a temporal progression, and if we perceive that some events cause other events, that is because our mind makes sense of events in terms of cause and effect. Kant’s argument has a certain parallel to the fact that a person wearing blue-tinted sunglasses sees everything in a bluish light: according to Kant, the mind wears unremovable time-tinted and causation-tinted sunglasses, so that all our experience necessarily takes place in time and obeys the laws of causation.
Time and space, Kant argues, are pure intuitions of our faculty of sensibility, and concepts of physics such as causation and inertia are pure intuitions of our faculty of understanding. Sensory experience only makes sense because our faculty of sensibility processes it, organizing it according to our intuitions of time and space. These intuitions are the source of mathematics: our number sense comes from our intuition of successive moments in time, and geometry comes from our intuition of space. Events that take place in space and time would still be a meaningless jumble if it were not for our faculty of understanding, which organizes experience according to the concepts, like causation, which form the principles of natural science.
If time and space, among other things, are constructs of the mind, we might wonder what is actually “out there,” independent of our minds. Kant answers that we cannot know for certain. Our senses react to stimuli that come from outside the mind, but we only have knowledge of how they appear to us once they have been processed by our faculties of sensibility and understanding. Kant calls the stimuli “things-in-themselves” and says we can have no certain knowledge about their nature. He distinguishes sharply between the world of noumena, which is the world of things-in-themselves, and the world of phenomena, which is the world as it appears to our minds.
After giving what he considers a satisfactory account of how synthetic a priori knowledge makes mathematics and science possible, Kant turns to metaphysics. Metaphysics relies on the faculty of reason, which does not shape our experience in the way that our faculties of sensibility and understanding do, but rather it helps us reason independent of experience. The mistake metaphysicians typically make is to apply reason to things in themselves and try to understand matters beyond reason’s grasp. Such attempts tend to lead reason into contradiction and confusion. Kant redefines the role of metaphysics as a critique of pure reason. That is, the role of reason is to understand itself, to explore the powers and the limits of reason. We are incapable of knowing anything certain about things-in-themselves, but we can develop a clearer sense of what and how we can know by examining intensively the various faculties and activities of the mind.

Analysis
In the Critique of Pure Reason, Kant achieves a synthesis between the competing traditions of rationalism and empiricism. From rationalism, he draws the idea that pure reason is capable of significant knowledge but rejects the idea that pure reason can tell us anything about things-in-themselves. From empiricism, he draws the idea that knowledge is essentially knowledge from experience but rejects the idea that we can infer no necessary and universal truths from experience, which is Hume’s conclusion. As a result, he avoids the metaphysical speculations of the rationalists, for which any definite proof seems unattainable but maintains the rationalists’ ambitious agenda, which attempts to give some answer to the sorts of questions that inevitably occur when we think philosophically. By locating the answers to metaphysical questions not in the external world but in a critique of human reason, Kant provides clear boundaries for metaphysical speculation and maintains a sensible, empirical approach to our knowledge of the external world.
Kant achieves what he calls a Copernican revolution in philosophy by turning the focus of philosophy from metaphysical speculation about the nature of reality to a critical examination of the nature of the thinking and perceiving mind. In effect, Kant tells us that reality is a joint creation of external reality and the human mind and that it is only regarding the latter that we can acquire any certain knowledge. Kant challenges the assumption that the mind is a blank slate or a neutral receptor of stimuli from the surrounding world. The mind does not simply receive information, according to Kant; it also gives that information shape. Knowledge, then, is not something that exists in the outside world and is then poured into an open mind like milk into a cup. Rather, knowledge is something created by the mind by filtering sensations through our various mental faculties. Because these faculties determine the shape that all knowledge takes, we can only grasp what knowledge, and hence truth, is in its most general form if we grasp how these faculties inform our experience.
The lynchpin to Kant’s critical philosophy is his category of the synthetic a priori. Although distinctions similar to Kant’s a priori–a posteriori distinction and his synthetic–analytic distinction have been made by thinkers such as Hume and Leibniz, Kant is the first to apply two such distinctions to generate a third category for knowledge. Hume, for instance, does not distinguish between what Kant calls the analytic and the a priori and what he calls the synthetic and the a posteriori, so that, for Hume, all synthetic judgments are necessarily a posteriori. Since only a priori truths have the important qualities of being universal and necessary, all general truths about reality—as opposed to particular observations about unconnected events—must be a priori. If our a priori knowledge is limited to definitional analytic judgments, then Hume is right in concluding that rationally justified knowledge of universal and necessary truths is impossible. Kant’s coup comes in determining that synthetic judgments can also be a priori. He shows that mathematics and scientific principles are neither analytic nor a posteriori, and he provides an explanation for the category of the synthetic a priori by arguing that our mental faculties shape our experience.
Kant differs from his rationalist predecessors by claiming that pure reason can discern the form, but not the content, of reality. Rationalists, such as Descartes, Spinoza, and Leibniz, speculated about the nature of time, space, causation, God, and the universe, and they believed at least on some level that they could come up with relatively confident answers through the exercise of pure reason. Kant, who was educated in this tradition, argues that his predecessors have not given any clear grounding for their metaphysical speculation, but that is because they assume that time, space, causation, and the like are the content of an external reality that the mind must reach out and grasp. Kant turns this assumption on its head, suggesting that time, space, and causation are not found in experience but are instead the form the mind gives to experience. We can grasp the nature of time, space, and causation not because pure reason has some insight into the nature of reality but because pure reason has some insight into the nature of our own mental faculties.
Kant has earned the great compliment of having detractors who criticize him with great insight and ingenuity. German idealism, which dominated nineteenth-century philosophy, finds its footing by attacking Kant’s conception of things-in-themselves. Idealists such as Hegel argue that there is something deeply suspicious about these mysterious entities, which Kant claims are the source of our sensations while claiming we can have no direct knowledge of them. Idealism jettisons things-in-themselves and the whole noumenal realm, arguing instead that reality consists primarily of mental phenomena. Analytic philosophy, which is one of the leading schools of twentieth-century philosophy, also gets its start through an attack on Kant. The logician Gottlob Frege criticizes Kant for basing the analytic–synthetic distinction on the subject-predicate form of grammar, which is not a necessary feature of the logical structure of language or reality. Frege argues that we should base the analytic–synthetic distinction on whether we justify a given judgment by appealing to its logical form or to empirical investigation and that, according to this distinction, the category of the synthetic a priori becomes unnecessary. Kant is only able to argue that geometry, for instance, relies on synthetic a priori knowledge because he fails to distinguish between pure geometry—the stuff of mathematical axioms and proofs—and empirical geometry—the application of geometrical principles to science. Pure geometry is a priori, but it is also analytic, since it is justified according to logical principles alone. Empirical geometry is synthetic, but it is also a posteriori, since we only learn from experience what sort of geometry applies to the real world.
http://www.sparknotes.com/philosophy/kant/section1.html

แหม ดูเหมือนผมจะเอาเรื่องอภิปรัชญามาเล่ายากไป ในแง่ความรับรู้ และการสร้างสรรค์ต่อยอดจากที่เล่าครั้งที่แล้ว ส่วนเรื่องโลกแห่งผลประโยชน์ และอรรถประโยชน์ใช้สอยอย่างกับเฟอร์นิเจอร์ ในแง่หนึ่งโลกแห่งอรรถประโยชน์ ก็ดีมีผลประโยชน์ชัดเจนไม่คลุมเครือ ในแง่นี้ ก็นึกขำๆ สำหรับงานออกแบบตลกๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ในเฟซฯของไอเดีย หรือความรู้จากนิตยสารออกแบบตกแต่งต่างๆ-กรณียกตัวอย่างMoon Lovers…
โดยผมกลับมาเรื่องหนัง Chungking Express หละกัน ซึ่งฉากที่ผมเพิ่งเคยเห็นในหนังโปรดของผมเล่าซ้ำผสมใหม่ ที่มีฉากถูกตัดไปเอามาเผยแพร่ระดับหนังอารมณ์สะท้อนการเปลี่ยนผ่านฮ่องกงกลับสู่อ้อมอกจีน ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิง เป็นผู้นำ(ระดับผู้นำโซเวียตหรือรัสเซีย ก็น่าสนใจทั้งนั้นแหละ เพราะความสัมพันธ์จีนกับโซเวียตในตอนนั้นก็ซับซ้อน เช่น Louis Althusser กล่าวว่าการปฏิวัติจีนเป็นการวิพากษ์สตาลินที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การวิพากษ์ของครุสซอฟ คนที่ไม่รู้จักพวกเขาเหล่านี้ รวมทั้งประวัติศาสตร์บริบทนี้ลองค้นหาเพิ่มเติม และเขาว่าชาติชาย ดัดแปลงความคิดเติ้งฯ คือ วลีเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า)

โดยเติ้งฯ เป็นผู้นำคลื่นกระแสความคิด “แมวดำ แมวขาว ไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ ก็ใช้ได้” เป็นคำพูดสั้นๆ แต่คนตีความกันมากมายเชิงปรัชญา สิ่งที่เติ้งฯ สะท้อนออกมาเป็นการรวมฮ่องกงเข้ากับจีน โดยยังคง 2 เศรษฐกิจแต่1ระบอบ คือมีทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม จากสงครามกับการปฏิวัติมาเป็นสันติกับการพัฒนา แต่หนังChungkingฯ สะท้อนเรื่องโชคชะตาและSpace-time…ในความรัก..ฯลฯ…
Chungking Express Deleted Scenes (The Blonde and Cop 223)

—————-Immanuel Kant quotes (showing 1-50 of 78)
“Rules for Happiness:
something to do,
someone to love,
something to hope for.”
― Immanuel Kant
tags: happiness, inspirational 1,058 people liked it like
“We are not rich by what we possess but by what we can do without.”
― Immanuel Kant
http://www.goodreads.com/author/quotes/11038.Immanuel_Kant
ขขขขขขขขขขขขขขขขข
ข่าวสารหลายด้านมุม:-
-จดหมายเปิดผนึกพนักงาน TPBS (ภาคชำแหละ เละ!)
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41619
-จดหมายเปิดผนึกพนักงาน TPBS เรียกร้องให้สรรหาผู้บริหารโปร่งใส ละเว้นการสืบทอดอำนาจพวกพ้อง
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41618
-ธ.กสิกรไทย: ฟรี!! งานสัมมนาออนไลน์สด สูตรสำเร็จรอบทิศ พิชิติธุรกิจ SME หัวข้อ ถอดรหัสคน ผ่านพฤติกรรรม นำธุรกิจสู่ความสำเร็จ โดย อาจารย์ ดร….. นักจิตวิทยา แนวหน้าของเมืองไทย
-ตร.แจ้งข้อหาหมิ่นสถาบัน “ป้าบุกศาล รธน.”-อายัดตัวตรวจสุขภาพจิต
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41597
-องค์กร Climate Central ชี้ น้ำท่วมปีที่แล้วเกิดจากมนุษย์ไม่ใช่ธรรมชาติ
http://thaienews.blogspot.com/2012/07/climate-central.html
-ทบ.แจงติดป้าย “เขตการใช้กระสุนจริง” เพื่อไม่ให้ปชช.เข้ามา แม้แต่ทหารยังถูกโต้ด้วยกระสุนจริง
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41607

มะเร็งคร่า’สถาพร’สส.ลำพูน
http://www.ryt9.com/s/tpd/1445583
– ลำพูน * “สถาพร มณีรัตน์” ส.ส. หาบลำไยเข้าสภาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหารายการสินค้าเกษตรตกต่ำ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคมะเร็ง

-อัยการแจงเหตุไม่ฟ้อง ‘โชติศักดิ์’ ไม่ยืนในโรงหนัง ไม่เข้าข่าย “อาฆาตมาดร้าย”
Fri, 2012-07-20 01:58
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41650

-ตำรวจเบิกความคดีขายซีดี ABC – สำนักข่าวออสเตรเลียปฏิเสธออกคำแถลง
17 ก.ค.55 ห้องพิจารณาคดี 802 ศาลอาญารัชดา มีการสืบพยานคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเอกชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ในความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 54 ขายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เนื่องจากขายซีดีสารคดีเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และขายสำเนาเอกสารวิกิลีกส์ฉบับแปลภาษาไทย โดยในวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ ………..
ทั้งนี้ เอกชัย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค.53 และถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนถึงวันที่ 18 มี.ค.53 จึงได้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 500,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ที่ฝ่ายจำเลยขอให้ศาลออกหมายเรียก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, อานันท์ ปันยารชุน และพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา มาเป็นพยานเนื่องจากปรากฏชื่อในเอกสารวิกิลีกส์นั้น …………………
http://prachatai3.info/journal/2012/07/41603

ผมนึกถึงเรื่องปิยบุตร อธิบายThe State of Exceptionในฟ้าเดียวกัน ที่มีเปรียบเทียบไทยแลนด์จาก2475มาถึงกรณีประเวศๆๆๆ เป็นต้น แต่บริบทที่ผมสนใจ คือ การนำแนวคิดในหนังสือThe State of Exception ที่มีการเชื่อมโยงความคิดของวอลเตอร์ เบนจามินกับคาฟคา ในประเด็นประตูสู่ความยุติธรรม  ทำไมประเด็นเชื่อมโยง The State of Exception อย่างไร ควรอ่านเพิ่มเติม
เพราะส่วนตัวของผมสนใจวอลเตอร์ เบนจามิน นักวิจารณ์วรรณกรรม ผู้เขียนเรื่องIllumination

โดยผมอ้างวอลเตอร์ เบนจามินกับคาฟคาบ่อยๆ ในบันทึกที่แล้วมาผมเคยเขียนเรื่องกับคาฟคา คือ นักเขียนนิยายแปลเป็นไทยหลายเรื่อง เช่น กลาย,แดนลงทัณฑ์ ฯลฯ และเขาเรียนจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย ซึ่งผมเคยเขียนถึงคาฟคาไปแล้ว
แต่ผมขยายความคิดของผมเอง จากเรื่องสรุปโดยย่อนึกถึงเรื่องหนังสือโลกในมือนักอ่าน (A history of reading) ซึ่งวอลเตอร์ เบนจามิน บันทึกไว้ในความเรียงที่โด่งดังบทหนึ่งว่าในการเข้าใจมุมมองของคาฟคาที่มีต่อโลก “เราต้องให้ความสนใจกับวิธีการอ่านของคาฟกา ซึ่งเบนจามินเปรียบว่าเหมือนผู้สอบสวนชั้นสูงสุดของดอฟโตเยฟกีในนิทานเปรียบเทียบ ซึ่งอยู่ในเรื่อง The Brother Karamazov สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา ผู้สอบสวนกล่าวต่อพระเยซู

ซึ่งเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ คือ ความลี้ลับ ซึ่งไม่สามารถครอบครองได้… และนี่เป็นประเด็นตัวอย่างของการเปรียบเทียบกรณีความยุติธรรมจากคาฟคา มาดอสโตเยสกี้(นักเขียนชาวรัสเซียหรือโซเวียต) และถ้าเรานึกถึงกามูร์ในเรื่อง “คนนอก” …ศาลตัดสินให้เขาเป็นฆาตรกร แต่คณะลูกขุนถูกโน้มน้าวจิตใจให้เอาเขาไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับแม่ ที่เขาไม่สนใจแม่ ปล่อยให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชรา ไม่แสดงออกความเสียใจในงานศพของแม่ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขาฆ่าคนตาย ที่เป็นชายอาหรับ(?)

นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าคิดในแง่เรื่องการตีความเกินเลยของคณะลูกขุน และปัญหาต่อผู้อ่านในการตีความนิยายเรื่อง “คนนอก” โดยผมจับใจความสรุปในแง่มุมเล็กๆ ที่ได้จากอ่านรายละเอียดบางส่วนของทัศนะต่อเรื่องของกามูร์ของเจตนา นาควัชระ(ที่มา:ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์)

ถ้าเรานึกถึงนักกฏหมาย หรือพวกทนายความกลับผิดเป็นถูก หรือพวกเขา สามารถว่าความให้คนฆ่าคนตายเป็นไม่ได้ฆ่าคนได้ด้วยซ้ำกล่าวซ้ำๆ (ฮา)

แต่การดูข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ที่มีการวิเคราะห์วิกฤติฟองสบู่แตก ก็รอดูต่อไป เช่นเดียวกับบางครั้ง ก็ผมไม่รู้ และผมได้ดูเคบิลทีวีช่องเอเอสทีวีโดยบังเอิญได้ดูตอนที่ พิภพ ธงชัย พูดเรื่องกรณีซีเรีย-เขาพระวิหาร(ชาตินิยม) และการปฏิรูปประเทศ ให้มีการกระจายโดยที่จังหวัดอุดรฯ เคยเป็นพื้นที่ต่อสู้เรื่องเหมืองโปแตส ฯลฯ แต่เชียงใหม่ผมไม่รู้ ด้วย ครับ

โดยผมนึกถึงหนังทดลองของผม : LifeisMovie

ขขขขขขขขขขขขอเบาๆ ด้วยเรื่องการ์ตูนดีก่าๆๆ

50 การ์ตูนญี่ปุ่นที่ดีที่สุดตลอดกาล
อันดับ 30. Touch*
ผู้แต่ง: อาดาจิ มิซึรุ
สำนักพิมพ์: Shogakukan
รายละเอียด: การ์ตูนแนว Sport Manga + Romantic Comedy ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จและเป็นเสมือนต้นแบบลายเซ็นของ อ.อาดาจิ มิซึรุ มาตราบเท่าปัจจุบัน อีกหนึ่งการ์ตูนในตำนานที่เป็นการ์ตูนในดวงใจของใครหลายคนตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Shounen Sunday ระหว่างปี ค.ศ.1981-1987 ก่อนจะรวมพิมพ์เป็นเล่มจำนวน 26 เล่มจบ โดยสำนักพิมพ์ Shogakukanภาคภาษาไทย รวมเล่มพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ
อันดับ 37. Those Obnoxious Aliens(การ์ตูนเรื่องนี้ผมชอบเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวตลกดี)
ชื่อเรื่องเดิมในภาษาญี่ปุ่น: Urusei Yatsura
ผู้แต่ง: อ.ทาคาฮาชิ รูมิโกะ
สำนักพิมพ์: Shogakukan
รายละเอียด:เรื่องราวของ “อาตารุ โมโรโบชิ” นักเรียนหนุ่มจอมเจ้าชู้ กับคู่หมั้นสาว “ลามู” เจ้าหญิงจากต่างดาว ร่วมด้วยบรรดาผองเพื่อนในโรงเรียนมัธยมที่ทั้งแสบทั้งเพี้ยนได้ระดับ กลายเป็นบ่อเกิดของเรื่องราวสับสนอลหม่านไปทั่วทั้งจักรวาล ..การ์ตูนที่เป็นผลงานสร้างชื่อเรื่องแรกของ อ.รูมิโกะ เรื่องนี้ ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในนิตยสาร Shounen Sunday ซึ่งเป็นนิตยสารการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย ระหว่างปี ค.ศ.1978 – 1987 รวมพิมพ์เป็นเล่มจำนวน 34 เล่มจบ โดยสำนักพิมพ์ Shogakukan
ภาคภาษาไทย จัดพิมพ์ครบสมบูรณ์ครั้งแรกแบบไม่มีลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ จำนวน 34 เล่มจบ
http://www.thairetro.com/forum/index.php?topic=5853.0
-รสนิยมของผมเป็นพวกรักๆหวานๆเจือตลกๆ และผมกินยา+แก้ปวดหัวเป็นไข้+ท้องไส้ปั่นป่วน โดยบางครั้งก็ฝันถึงการตามหาหนังสือนิยาย หรือฝันหญิงสาวที่ไม่จัก(ฮา)

เนื้อเพลง : ติดปีกความคิดถึง
ศิลปิน : เวสป้า อาร์ สยาม
คำร้อง / ทำนอง / เรียบเรียง : เวสป้า
ไม่ว่าเธอจะอยู่แสนไกล ตรงไหนของโลกใบนี้ จะมีความรู้สึกดี ดี ของฉันนั้นลอยไปหา
อาจจะมองไม่เห็นด้วยตา ฮา ฮา ฮา… แต่จะชัดเจนทุกเวลา ข้างในหัวใจ
* ติดปีกให้ความคิดถึง ไปหาคนที่ห่างไกล ผูกโบว์ให้ความห่วงใย ส่งไปยังที่แห่งหนึ่ง
จะมีถ้อยคำมากมาย ที่ใช้แทนความคิดถึง แต่ก็คงไม่มีสักคำหนึ่ง จะเอ่ยแทนความลึกซึ้ง ข้างในหัวใจ

31 ก.ค.55

หลังจากเว้นว่างเกือบสิบวัน เมื่อไม่มีเวลาเขียน และตอนแรกผมกลับที่เฃียงใหม่มาว่าจะไม่เขียนอะไร เตรียมวันเข้าพรรษา
เพราะป่วยไข้ท้องไส้ปั่นป่วน ร้อนในเป็นแผลที่ปาก รวมทั้งต้องเดินทางต่อกับแม่ จับมือกับแม่ นึกถึงคำคมของกามูร์ว่า รักแม่มากกว่าความยุติธรรมโดยจับต้องได้ แวะบ้านรุ่นพี่ที่ดูกีฬาโอลิมปิค แต่ผมยังไม่ได้ดูกีฬา และผมต้องดูที่อื่น ก็ห้องมีทีวีไม่ได้เสียบปลั๊กมาครึ่งปีแล้ว ครับ
จากหลายเรื่องราวบนรถทัวร์
ตอนที่ระลึกถึงนั่งดูหนังบนรถทัวร์ขาไป-กลับเจอหญิงสาวตาบอดทั้งสองคนขาไป-กลับ แล้วน้องตาบอดนั่งข้างใกล้ผมไม่เห็นหนังทางทีวีจะงงไหม ก็ฟังแต่เสียง?
แล้วผมนึกถึงการอบรมหนังสั้น และงานค้างคา
รุ่นพี่ติดต่อหาเรื่องงาน และการพบกับคนที่ไม่เจอกันนานทั้งรุ่นพี่
เพื่อนบางคนที่เราต่างก็แก่อ้วนกันไป
ก็ทราบข่าวบางคนมีครอบครัวไปแล้วด้วย
เนื่องจากตอนอบรมหนังสั้น โดยหนังที่ผมเอาไปส่วนตัว ก็มี
เช่นหนังเรื่อง2012 และRosemary’s Babyโดยโรมัน โปลันสกี
เจ้าพ่อหนังHorror Film แต่มีเวลาเปิดดูผ่านๆ เท่านั้น น่ะครับ
ส่วนตัวก็มีเรื่องผิดแผนอย่างไม่ตั้งใจในเรื่องงาน แต่ผมยังมีเพื่อน
และเรื่องอื่นๆ สลับกับเรื่องความสุขสนานตลกจากซิทคอม
สลับกับนึกถึงหนังในงานอบรม และเรื่องราวต่างๆ
เพื่อนที่เคยเขียนบทหนังสั้น
และหนังบนรถทัวร์ เช่น ปัญญาเรณู2 หนังฝรั่ง สาระแนโชว์
และซิทคอมสุดยอด,เป็นข่าว ฯลฯ(ย้อนภาพในสมองก่อนหน้าดูเฮง
เฮงบนรถทัวร์)และดูแก๊งตบผี(ตลกฮา ซึ่งผมหัวเราะตลกหนัง เป็นครั้งแรกที่กลับมาสังเกตว่าตัวผมร่วมดูหนังกับคนมองไม่เห็นบนรถทัวร์) รวมทั้งหนังเรื่องรักเลี้ยว..เฟี้ยวอ่ะ
จนกระทั่งการฝากรถ…ครั้งแรกกลับมาจากบ้านที่พิจิตรมาถึงเชียงใหม่  ตอนที่อยู่พิจิตรเปิดดูหนังแผ่นเรื่องOliver Twist และผมนึกถึงข่าวดังช่วงก่อนหน้ามีข่าวว่าคนทำตัวเลียนแบบเป็นตัวละครโจ๊กเกอร์ ในเรื่องแบทแมน ภาคใหม่ คือ ดาร์คคไนท์ฯ เข้าไปยิงคนในโรงหนัง ที่อเมริกา และผมค้นหาเพลงของElliott Smithฟังเลยนึกถึงหนังเรื่องGood will Hunting โดยขอยืมมาก็อปปี้เปิดประเด็นไปก่อน ครับ..

Good Will Hunting (1997) :Some people can never believe in themselves,until someone believes in them

ดูหนังเรื่องนี้ กะชอบอีกเหมือนกัน ในมุมมอง ของคนที่มี gift ลึกๆๆเค้าเป็นคนดีที่จิตแพทย์มองเห็น (โรบิน วิลเลี่ยม) แต่วิล จะเปิดใจและตัวตนของตัวเองออกมา ก็ใช้เวลาเหมือนกัน และ โรบิน วิลเลี่ยม อยากให้เค้าใช้ชีวิตที่เค้าอยากจะเป็น ไม่ใช่เครื่องมือง gift เอามาใช้ผลประโยชน์ของใคร

janitor (แจน’นิเทอร์) n. ภารโรง,คนดูแลอาคาร, S. . janitorial adj. ดูjanitor

insult [N] การดูถูก, See also: การประชดประชัน, การสบประมาท, การเย้ยหยัน, Syn. abuse, affront, insolence, offense

และตอนท้ายของเรื่อง วิลพูดได้ สะจายยม๊ากกก

I have to go see about a girl.” กะตูไม่เอาอะไรแหละ ไปหาแฟนตูที่แคลิฟอร์เนียดีก่า

Sean also leaves to travel the world โรบิน วิลเลี่ยมกะไปเที่ยวรอบโลกแหละ

อ่าที่นี้เห็นบทความรีวิวหนังเรื่องนี้ ในแง่ของการแพทย์อะ กะรีวิวไว้ดีม๊ากกเลย อีกมุมมองหนึ่ง กะเลยขอก๊อบมาอะ แฮะ แฮะ รีวิวเร็วที่สุด แหละเรื่องนี้ ก๊อป เพจ ก๊อบ เพจ แฮะ แฮะ ขออนุญาติ เอาบทความมารีวิวน๊ะค่ะ เพราะเป็นมุมมองด้านจิตวิทยาค่ะ

จิตเวชบนแผ่นฟิล์ม : จิตบำบัดใน “Good Will Hunting”

เธียรชัย งามทิพย์วัฒนา พ.บ.*

*ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร 10700

บทคัดย่อ

จิตแพทย์เป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในภาพยนตร์ต่างประเทศ เป็นตัวละครที่ถูกหยิบยกมาใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในภาพยนตร์ เพื่อสร้างความสมจริงให้กับพฤติกรรมที่อาจจะดูเหมือนว่าไม่สมจริงในสายตาของผู้ชม โดยจิตแพทย์ในภาพยนตร์มักจะเป็นผู้ไขปริศนาเงื่อนปมต่างๆ ในภาพยนตร์ รวมถึงการเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน

Good Will Hunting เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ดำเนินไปในทิศทางนี้ ตัวภาพยนตร์นอกจากจะดำเนินเรื่องในแนวที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมกัน คือ ปัญหาบุคลิกภาพมีผลมาจากการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก (child abuse) ภาพยนตร์ยังสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของนักจิตบำบัด สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วโมงของการรักษา เช่น ปัญหา transference, countertransference, resistance, silence anxiety รวมถึง working through ผู้เขียนมีความเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ภาพยนตร์ยังให้รายละเอียดของการทำจิตบำบัดเป็นสิ่งซึ่งมีประโยชน์กับแพทย์ประจำบ้าน และผู้สนใจ วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย 2542; 44(4):370-382.

คำสำคัญ จิตแพทย์ ภาพยนตร์ การถูกทำร้ายในวัยเด็ก

Psychiatry in the Movie

Thienchai Ngamthipwatthana, M.D.*

* Department of Psychiatry, Faculty of Medicine Siriraj Hospital, Bangkok 10700.

Abstract

In Western movies a psychiatrist is created to play an important role in the movies. His role is to justify and explain the unrational behaviors of the leading characters to make it more sensible for audiences.

“Good Will Hunting” is one of good examples of this. It tells the story in the popular theme (of western psychiatry) about how our personalities may be affected by child abuse in early period. It also shows how the psychiatrist treats his patient in the therapy session, the interaction, and how the patient works through his conflict. This film is recommended to psychiatric residents and those who are interested in psychiatry and psychotherapy. J Psychiatr Assoc Thailand 1999; 44(4):370-382.

Key words : psychotherapy, child abuse, movie about psychiatry.

บทบาทของจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาปรากฎในภาพยนตร์ต่างประเทศมานาน แล้ว อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ.2449 ในภาพยนตร์เรื่อง Dr. Dippy’s Sanitarium แต่บทบาทที่ชัดเจนจะอยู่ในเรื่อง The Criminal Hypnotist ที่กล่าวถึงนักสะกดจิตและอาชญากรรม1 ภาพของจิตเวชศาสตร์ในสายตาของคนทั่วไปซึ่งสื่อออกมาโดยภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย2,4 ภาพของจิตแพทย์เองบนจอภาพยนตร์อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ Dr. Dippy (ลักษณะเหมือนตัวตลก และมักจะไม่ค่อยฉลาด หรือโง่กว่าผู้ป่วยของเขา) Dr.Wonderful (มีความอบอุ่น เป็นมิตร และอุทิศตัวให้กับคนไข้โดยไม่มีข้อแม้) และ Dr. Evil (ป่วย บ้าคลั่งมีลักษณะใช้อำนาจ และแสวงประโยชน์จากผู้ป่วย) 1,3,4 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เป็น melodrama ซึ่งมักจะเจาะลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น ผู้เขียนบทมักจะพยายามสอดแทรกแนวคิดทางด้านจิตวิทยา หรือจิตเวชศาสตร์ลงไป เพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำให้เรื่องราวดูมีเหตุมีผล และเกิดความสมจริง แม้ว่าภาพที่เกิดขึ้นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงก็ตาม5 ตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัด เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “As Good As it Get”
ภาพยนตร์บางเรื่องนอกจากจะมีเนื้อหาทางด้านจิตวิทยาแล้ว บางครั้งภาพยนตร์ประเภทนี้อาศัยบทบาทของจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการดำเนินเรื่อง2 ทั้งในการอธิบายพฤติกรรมของตัวเอกให้ผู้ชมเข้าใจ รวมถึงการช่วยให้ตัวเอกเกิดความตระหนักรู้ในปัญหา และบรรลุถึงความรู้ความเข้าใจในตัวเองมากขึ้น6 เช่นภาพยนตร์เรื่อง “Ordinary People” ซึ่งสามารถให้ภาพที่ดีและถึงการทำงานของจิตแพทย์ แม้ว่าบางอย่างจะไม่ตรงกับความจริงก็ตาม1

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนมีโอกาสชมภาพยนตร์ เรื่อง “Good Will Hunting” ซึ่งเมื่อได้ชมแล้วผู้เขียนเกิดความรู้สึกว่า นี่เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งซึ่งนอกจากจะสะท้อนภาพที่ดีของงานจิตเวชแล้ว ยังให้ภาพที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาสำหรับแพทย์ประจำบ้าน และผู้สนใจในการทำจิตบำบัด อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนของนักจิตบำบัด ซึ่งตัวเองก็ได้เรียนรู้จากผู้ป่วยเช่นกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลตุ๊กตาทอง (Oscar award) สาขาเขียนบทยอดเยี่ยม

เนื้อเรื่อง

Will Hunting เป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยกและถูก physical abuse ทั้งจากมารดาและบิดาเลี้ยง วิลล์ถูกส่งไปอยู่ในสถานดูแลเด็กหลายแห่ง เขาเติบโตมาท่ามกลางชีวิตที่ชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และเคยถูกตัดสินลงโทษในขณะเป็นเยาวชนเนื่องจากการกระทำผิดกฎหมายหลายครั้ง ในระยะหลังภาพยนตร์แนวจิตวิทยามักจะอิงงานวิจัยทางจิตเวชศาสตร์ โดยเฉพาะอย่าง ปัญหา child abuse7,8 มักจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาจิตเวชอื่นๆ ที่เกิดตามมา

ภาพยนตร์เปิดเรื่องให้เราเห็นถึงการทำงานของวิลล์ในฐานะของภารโรงในสถาบัน MIT ซึ่งมีแลมเบอร์ โปรเฟสเซอร์ทางด้านคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงสอนอยู่ วิลล์มีเพื่อนสนิท 3 คน ชัคเพื่อนสนิทคนหนึ่งอาชีพเป็นคนงานก่อสร้างจะเป็นคนขับรถรับเพื่อนอีกสองคนมารับวิลล์ที่บ้านเพื่อไปทำงาน เพื่อนสนิท 4 คนนี้จะมีกิจกรรมเฮฮาร่วมกัน รวมไปถึงการทะเลาะวิวาทกับคู่อริของวิลล์ในวันหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การถูกจับกุมและรอคำพิพากษาจากศาล จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาเกิดขึ้นเมื่อเขาแอบเขียนคำตอบของสมการทางคณิตศาสตร์ที่โปรเฟสเซอร์ให้เป็นการบ้านสำหรับนักศึกษาในชั้นเรียนซึ่งไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้บนกระดานดำหน้าห้องเลคเชอร์ แน่นอนว่าคำตอบที่วิลล์ให้เป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทำให้โปรเฟสเซอร์พยายามค้นหาให้ได้ว่าใครคือคนคนนั้น

ในช่วงต่อจากนั้นภาพยนตร์กล่าวถึงการที่กลุ่มเพื่อนของวิลล์และตัวเขาไปเที่ยวผับแถบฮาร์วาร์ด ชัคพยายามจีบนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นชนวนให้ถูกเพื่อนชายพูดบลั๊ฟเรื่องการศึกษา สุดท้ายวิลล์ต้องเข้ามาแก้สถานการณ์ ในฉากนี้ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความสามารถของวิลล์และประสบการณ์ชีวิตของเขาที่ได้จากหนังสือ รวมไปถึงความฉลาดของผู้เขียนบทในการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความรักพวกพ้องในกลุ่ม ที่ฌอนกล่าวถึง loyalty กับแลมเบอร์ในตอนท้าย

หลังเหตุการณ์วิลล์ได้เพื่อนหญิงคือสกายลาร์ เธอเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นปัญหาปัจจุบันในตัววิลล์ชัดเจนมากขึ้น นอกจากจะมีลักษณะของการต่อต้าน authority และกฎเกณฑ์แล้ว ความสัมพันธ์กับสกายลาร์ที่ตึงเครียดในช่วงต้น และช่วงท้ายทำให้เราเห็นถึงปัญหาของการไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและยั่งยืนของวิลล์กับคนอื่นได้นอกเหนือจากเพื่อนสนิททั้งสามคนได้ วิลล์กลัวที่จะเจ็บปวดและผิดหวังจากความสัมพันธ์ เขาไม่ไว้วางใจคนอื่นและกลัวการถูกทอดทิ้ง จึงเลือกที่จะไม่คบคนอื่น หรือหากคบกันก็เลือกที่จะทิ้งคนอื่น และยุติความสัมพันธ์ก่อนที่ตัวเองจะถูกทิ้ง

แลมเบอร์พบในที่สุดว่าเด็กหนุ่มภารโรงซึ่งความรู้ของเขาเกิดจากการศึกษาด้วยตนเอง และการแอบฟังการสอนเป็นผู้เฉลยสมการคณิตศาสตร์ที่นักศึกษาทั้งชั้นเรียนของเขาไม่สามารถให้คำตอบได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้ามาอุ้มชูและปลุกปั้นภารโรงอัจฉริยะคนนี้ให้เป็นนักวิชาการที่สามารถในอนาคต

เขาจึงยื่นคำร้องต่อศาลให้วิลล์เข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของเขา และเข้ารับการบำบัดทางจิตเพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย วิลล์ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวพร้อมกับการท้าทาย หลอกล่อ และพยายามเอาชนะผู้รักษา 5 คนที่เขาพบ โดยการศึกษาถึงงานเขียนของแต่ละคนเพื่อเข้าถึงบุคลิกของผู้รักษา และแสดงการต่อต้านในชั่วโมงของการรักษา เช่นการกล่าววิเคราะห์ผู้รักษาคนหนึ่งซึ่งเป็นเกย์ หรือแกล้งพูดถึงเนื้อหาในจิตใต้สำนึกในขณะถูกสะกดจิตให้ดูเหมือนว่าเขาเคยถูกกระทำทารุณทางเพศในวัยเด็ก เขาท้าทายผู้รักษาทุกคนที่แลมเบอร์พาไปพบ และทำให้ผู้รักษาแต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวตลก นี่ก็เป็นการสะท้อนภาพที่คนทั่วไปมีต่อจิตแพทย์ คือ เป็นตัวตลก หรือ มีปัญหาในตัวเอง1

นักจิตบำบัดรายสุดท้ายที่วิลล์ได้พบ และกลายเป็นจุดหักเหครั้งที่สองในชีวิตเขา คือ จิตแพทย์ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของโปรเฟสเซอร์แลมเบอร์ ภาพยนตร์เปิดโอกาสให้ผู้ชมเห็นถึงความไม่ลงรอยระหว่างเพื่อนเก่า 2 คนนี้ ในขณะที่โปรเฟสเซอร์มองว่า ฌอนเพื่อนเก่าเป็นคนที่ล้มเหลวและอิจฉาในความสำเร็จของตน ฌอนกลับมองว่าเพื่อนเก่าคนนี้หยิ่งยโส ขาดประสบการณ์ชีวิตที่เป็นจริง (ประโยคที่ฌอนถามถึง Kaczynski แต่บาร์เทนเดอร์ในร้านสามารถบอกได้ว่า Kaczynski คือ unabomber อดีตนักคณิตศาสตร์ที่ส่งระเบิดพัศดุไปตามบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม) และชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่น

ภาพยนตร์เปิดตัวฌอนในห้องเลคเชอร์ของเขา โดยจบลงด้วยการพูดถึงความสำคัญของ Trust 8,9ที่ผู้รักษาต้องสร้างให้เกิดขึ้นในการทำจิตบำบัด ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็เป็นการอธิบายไปในตัวถึงความล้มเหลวของจิตแพทย์ 5 คนที่ผ่านมา และภาพยนตร์ก็บอกเป็นนัยกับเราต่อไปถึงงานที่ฌอนจะต้องทำในการทำจิตบำบัดกับวิลล์ รวมถึงการบอกให้เราทราบในตอนท้ายว่า ความไม่ไว้วางใจเป็น core conflict หนึ่งของวิลล์

ฌอนซึ่งเคยเป็นนักจิตบำบัดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง (วิลล์เป็นคนบอกกับผู้ดู ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาได้ทำ”การบ้าน”เกี่ยวกับผู้รักษามามาก) เขาเลิกทำจิตบำบัดมาได้ 6 ปีตั้งแต่ภรรยาของเขาเริ่มป่วยจากมะเร็ง และชีวิตของเขาดูจะปราศจากการท้าทาย หรือความมีชีวิตชีวาหลังจากภรรยาตายมาได้ 2 ปี ฌอนพบการท้าทายจากวิลล์ในครั้งแรกที่พบกัน วิลล์พยายามที่จะข่มและยั่วฌอนด้วยการพูดวิจารณ์ฌอนโดยการคาดเดาถึงบุคลิกของฌอนจากหนังสือ รูบถ่ายและภาพวาดของฌอน ซึ่งทีแรกดูจะไม่ได้ผล ฌอนควบคุมตัวเองได้ดี จนกระทั่งวิลล์พูดถึงภาพวาด และวิจารณ์สไตล์การวาดว่าเกือบจะถึงขั้นตัดหูตัวเอง ซึ่งหมายความว่าวิลล์ยั่วว่าฌอนใกล้จะวิกลจริตเหมือนแวนโก๊ะ ตรงจุดนี้มีนัยยะที่จะอวดตัวเองว่าวิลล์รู้จักภาพวาดสไตล์ expressionism และรู้จักประวัติของแวนโก๊ะ ฌอนก็โต้กลับอย่างคมคายว่าเขาน่าจะย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็นวินเซนต์ แต่ในท้ายสุดวิลล์ก็หาจุดอ่อนของฌอนพบเมื่อเขาพูดว่ารูปนั้นแสดงถึงความรู้สึกกลัวและหมดหนทาง อาจจะเนื่องจากฌอนแต่งงานกับผู้หญิงผิดคน หรือถูกภรรยาทิ้งไป ตรงจุดนี้เองที่ไปแตะกับความทุกข์ที่ฌอนมีอยู่ ภรรยาของเขาเสียชีวิตไปซึ่งในเชิงสัญญลักษณ์ก็คือการถูกทิ้ง ฌอนโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็จบ session แรกโดยฌอนเป็นฝ่ายกล่าวว่าหมดเวลา

ภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าในค่ำคืนหนึ่งฌอนใช้เวลาครุ่นคิด ดูเหมือนฌอนเองก็อาจจะเริ่มเห็นว่าการรับบำบัดวิลล์อาจจะเป็นทางที่เขาจะไม่ต้องล่องลอยอยู่ในทะเลต่อไปเหมือนดังภาพที่เขาวาด
Session ต่อมาเริ่มต้นที่บริเวณสระน้ำในสวนสาธารณะ วิลล์เป็นฝ่ายยั่วยุฌอนด้วยคำพูดอีกเช่นเคย คราวนี้ฌอนไม่หลงตามและโต้กลับด้วยการชี้ให้วิลล์เห็นถึงสิ่งหนึ่งที่วิลล์ไม่มีเลยในชีวิต นั่นคือประสบการณ์ที่เป็นจริง ประสบการณ์จากหนังสือได้เพียงความรู้ แต่ไม่มีทางที่จะเข้าถึงความรู้และความรู้สึกที่แท้จริง สิ่งที่เขาเห็นในตัววิลล์คืออัจฉริยะ ซึ่งที่แท้จริงแล้วมีความไม่มั่นใจและขลาดกลัว แต่พยามยามที่จะปกปิดด้วยการโอ่ถึงความรู้ของตัวเอง ฌอนสรุปได้อย่างคมคายว่า วิลล์พยายามวิเคราะห์และเข้าใจถึงความเจ็บปวดของเขาโดยการอ่านจากภาพเขียน ในขณะที่ตัวเขาเองทราบว่าวิลล์เป็นเด็กกำพร้า สีหน้าของวิลล์ในขณะนั้นแสดงถึงความไม่สบายใจและอึดอัด ฌอนกล่าวต่อไปว่า แต่เขาก็จะไม่เสแสร้งว่าเขาเข้าใจความทุกข์ในชีวิตของวิลล์ด้วยการอ่าน Oliver Twist เขาจะเข้าใจความทุกข์ของวิลล์ก็ต่อเมื่อวิลล์เล่าถึงสิ่งที่วิลล์เห็น ความรู้สึกที่วิลล์มีต่อสิ่งนั้น แต่ฌอนคิดว่าวิลล์ไม่ต้องการพูดถึงอดีตที่ผ่านมา เพราะเขาอาจกลัวและทุกข์มากที่จะรำลึกถึงมัน ใน session นี้ฌอนสามารถแสดง empathy ออกมา โดยเขาแสดงให้วิลล์เห็นว่า เขารู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่วิลล์มีและได้รับจากประสบการณ์ในวัยเด็ก แต่เขาจะเข้าใจวิลล์ได้อย่างที่วิลล์เป็นก็ต่อเมื่อวิลล์ยอมไว้ใจและเปิดเผยตัวเองกับเขา ฌอนจบการพูดคุยด้วยประโยคว่า Your move, chief. ในครั้งนี้วิลล์นั่งฟังเป็นส่วนใหญ่

ภาพเหตุการณ์ตัดไปที่วิลล์ไปโทรศัพท์หาสกายลาร์กลางสายฝนเพียงเพื่อจะรู้ว่าตัวเองไม่กล้าที่จะดำเนินความสัมพันธ์ต่อ แสดงถึงสิ่งที่ฌอนกล่าวใน session ที่ผ่านมา

Session ถัดมา คราวนี้เป็น session ที่ทั้งสองคนคุยเพียงไม่กี่คำ ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างดูชั้นเชิงก่อน ฌอนดูเครียด จนดูเหมือนว่าความเงียบก่อให้เกิด silence anxiety จนจบชั่วโมงการรักษา แลมเบอร์ถามฌอนว่าทำไมไม่คุยกัน (แล้วอย่างนี้จะเป็นการรักษาได้อย่างไร) ฌอนตอบว่าเขาจำเป็นต้องทำเช่นนี้ (คือไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ให้วิลล์เห็นว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูด หากเขายังไม่พร้อมที่จะพูด จุดนี้เป็นการย้อนกลับไปพูดถึงปัญหาของวิลล์อีกครั้งหนึ่งในเรื่องของการต่อต้านกฎเกณฑ์ และ authority figures ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงเทคนิค และคุณสมบัติของนักจิตบำบัด คือ การยอมรับผู้ป่วยอย่างที่เขาเป็น (uncondition positive regards)

Sessionที่สี่ คราวนี้ฌอนกลับเป็นฝ่ายผ่อนคลายมากกว่าจนหลับ และวิลล์ทน silence anxiety10 ไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายเล่าเรื่องก่อน โดยเล่าเรื่องตลกว่าเขาอยู่ในเครื่องบินลำหนึ่ง ฌอนจึงถามในตอนท้ายว่าเขาเคยขึ้นเครื่องบินหรือไม่ วิลล์ปฏิเสธ จุดนี้ก็เป็นการย้ำกับวิลล์อีกครั้งหนึ่ง โดยฌอนต้องการ confront กับวิลล์ว่า ถึงที่สุดวิลล์ก็ยังคงเล่าเรื่องประสบการณ์ของเขาจากการอ่าน ไม่ใช่จากชีวิตจริงๆ

จุดนี้เราอาจมองได้ว่าวิลล์แสดงถึงสิ่งที่เราเรียกว่า การ guard หรืออาจรวมถึงภาวะของ resistance ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้รับการรักษาปฏิเสธ หรือพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยถึงสิ่งที่ตัวเองทุกข์ อาจเนื่องจาก therapeutic relationship ยังไม่เกิดขึ้นหากเป็นช่วงต้นของการรักษา หรือ หากเกิดในช่วงกลางของการรักษาอาจหมายถึงการที่ผู้ป่วยไม่อยากเผชิญกับอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกกดเก็บไว้ซึ่งอันนี้เป็นกลไกทางจิตเพื่อปกป้อง ego8-10

ในที่สุดวิลล์พูดถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังสนทนากันอยู่ ซึ่งใน session ของการบำบัด สิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องมักจะเป็นสิ่งที่สำคัญและติดค้างอยู่ในใจของผู้ป่วย9,11 วิลล์พูดถึงสกายลาร์ว่า เขากำลังคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง คนนี้พิเศษกว่าหลายๆ คนที่เขาเคยคบมา (ตรงนี้ส่วนหนึ่งวิลล์อาจต้องการแสดงว่าเขาก็มีประสบการณ์โดยตรงเหมือนกัน หรืออีกส่วนหนึ่งเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ใจหนึ่งอยากที่จะสานความสัมพันธ์ต่อ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้า กลัวว่าตนเองจะผิดหวัง เป็นภาวะที่เราอาจเรียกว่า ambivalence) ฌอนจึงถามว่าจะนัดไปเทื่ยวกันอีกเมื่อไหร่ คราวนี้วิลล์เริ่มเปิดมากขึ้น เขาพูดว่าสกายลาร์ดีกว่าทุกคนและเขากลัวว่าความสัมพันธ์ในครั้งนี้จะจบลงเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ฌอนจึงกระตุ้นด้วยการบอกให้เขาโทรศัพท์ไปนัด คราวนี้วิลล์เริ่มมีอารมณ์พร้อมกับกล่าวว่าการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เขาเห็นความไม่สมบูรณ์ในตัวเธอ และจบลงด้วยการเลิกคบหากันเหมือนรายอื่นๆ ที่ผ่านมา ฌอนใช้วิธีการตั้งข้อสังเกตกลับไปว่า หรือการดำเนินความสัมพันธ์ต่อไปอาจทำให้วิลล์เห็นปัญหาและความไม่สมบูรณ์ในตัวของเขาเอง พูดอีกอย่างคือ ฌอนกำลังพยายามจัดการกับอุปสรรคประการแรกที่วิลล์มีกับทุกคน คือความไม่ไว้วางใจที่จะเปิดเผยตัวเองเพื่อมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนอื่น แต่วิธีการ confront ค่อนข้างจะนิ่มนวล คือถามความเป็นไปได้มากกว่าการบังคับให้วิลล์ยอมรับ

ฌอนตั้งข้อสังเกตต่อไปว่ามันเป็นความคิดเชิงปรัชญาซึ่งเป็นไปไม่ได้ หากคิดว่าเราสามารถดำเนินชีวิตของเราได้โดยปราศจากการเรียนรู้และรู้จักคนอื่น เขายกตัวอย่างถึงข้อบกพร่องของภรรยาของเขาให้วิลล์ฟัง จากนั้นฌอนก็ให้ทัศนะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงว่าไม่มีใครที่สมบูรณ์เพียบพร้อม แต่ละฝ่ายจะต้องรู้จักยอมรับความไม่สมบูรณ์หรือความบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งแต่ละฝ่ายก็ต้องพร้อมที่จะเปิดเผยจุดบกพร่องในตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ และนั่นคือที่มาของความใกล้ชิดและผูกพัน (intimacy) ซึ่ง intimacy จะเกิดขึ้นได้ก็จากการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงในความสัมพันธ์นั้น ฌอนให้ความมั่นใจ (reassure) กับวิลล์ว่า วิลล์เองมีจุดอ่อน และสาวคนที่วิลล์กำลังคบอยู่ก็มีจุดบกพร่องเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการมีสัมพันธภาพ วิลล์สามารถเรียนรู้ชีวิตได้ก็ต่อเมื่อวิลล์ยอมลงไปใช้ชีวิตจริงๆ จุดนี้ในแง่ของเทคนิคการรักษา เราอาจมองว่าเป็นความจริงใจของผู้รักษา (genuinity) แสดงถึงความเป็นมนุษย์ปถุชน ไม่เสแสร้ง และไม่แสดงตัวเหนือกว่าผู้ป่วย (one up) ของฌอน12

วิลล์ยอมรับว่าฌอนเป็น shrink (แสลงที่ใช้เรียกจิตแพทย์) ที่พูดมากที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา (และแน่นอนว่าเวลาเราชมภาพยนตร์เรื่องนี้เราก็อาจเกิดความรู้สึกว่านักจิตบำบัดคนนี้พูดมากเกินไปหรือไม่) วิลล์ถามถึงการแต่งงานใหม่ ฌอนตอบสั้นๆ ว่า “My wife is dead” เมื่อวิลล์พยายามถามซ้ำอีกครั้ง ฌอนก็ยังคงย้ำคำตอบเดิมว่า “She’s dead” ดูเหมือนว่าในอีกด้านหนึ่งของการจริงใจกับผู้ป่วย ฌอนก็ต้องเผชิญกับปัญหาของการที่ผู้ป่วยรู้เกี่ยวกับตัวเขามากเกินไป โดยวิลล์พยักหน้าเข้าใจพร้อมกับสวนกลับมาด้วยประโยคเดียวกับสิ่งที่ฌอนเพิ่งจะกล่าวกับเขาไปว่า มันเป็น superphilosophy ที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ (หลังจากภรรยาตาย) โดยไม่ยอมที่จะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (อีกครั้งหนึ่ง) ฌอนอึ้งไปพร้อมกับเอ่ยว่า “Time’s up”

เหตุการณ์นอก session การรักษาดำเนินไปคู่กับการรักษา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัววิลล์ซึ่งเกิดจากการบำบัด วิลล์ตัดสินใจที่จะสานความสัมพันธ์กับสกายลาร์ให้ลึกซึ้งขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ยังคงเห็นความไม่มั่นใจและลังเลใจที่จะเปิดเผยตัวเองให้สกายลาร์รู้จัก

ใน session ก่อนนี้ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใจฌอนมากขึ้น ฌอนยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียภรรยาและภาพยนตร์แสดงให้เห็นชัดเจนขึ้นใน session ถัดมา ใน session นี้เริ่มต้นจากการที่วิลล์เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน (ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า therapeutic relationship มีความแข็งแรงมากขึ้น) วิลล์บอกกับฌอนว่าเขาอ่านหนังสือของฌอน และทราบว่าฌอนเป็นนักจิตบำบัดที่มีชื่อเสียง ฌอนเล่าให้วิลล์ฟังว่า เขาเลิกการเป็นนักจิตบำบัดเมื่อภรรยาเขาป่วยเมื่อ 6 ปีก่อน วิลล์จึงถามฌอนกลับไปว่าเขาเคยสงสัยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหรือไม่ หากเขาไม่ได้พบกับภรรยา (และแต่งงานกัน) ตรงจุดนี้ฌอนเองก็คงจะรู้สึกว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม เขาจึงถามวิลล์กลับไปว่า วิลล์คงจะสงสัยว่าชีวิตเขาน่าจะดีกว่านี้หากไม่ได้แต่งงานกับภรรยา (แล้วภรรยาตาย) วิลล์เองก็รู้สึกได้ว่าเขาถามในเรื่องที่อ่อนไหวมากกับฌอน เขารีบปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะหมายความว่าชีวิตของฌอนแย่ลงเป็นเพราะภรรยา เราอาจตั้งข้อสังเกตตรงจุดนี้ได้อีกครั้งหนึ่งว่า therapeutic relationship เกิดขึ้น จากการที่คนไข้ที่แต่เดิมมีลักษณะท้าทาย และพยายามเอาชนะผู้รักษา กลับแสดงความรู้สึกกังวลว่าตัวเองอาจพูดอะไรที่ทำให้ผู้รักษาไม่สบายใจ9,11 ฌอนยอมที่จะเปิดเผยตัวเองกับคนไข้ของเขามากขึ้น เขายอมรับว่าเขาทำใจได้ยากกับการสูญเสีย แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้เขาได้เห็นความสุขความงดงามในบางแง่มุมของชีวิตที่เรามักจะมองข้ามและไม่เคยให้ความสนใจ จุดนี้อาจจะใช้มุมมองแบบ cognitive therapy ก็ได้ว่า ปัญหาหรือความทุกข์ในชีวิตคนเราในหลายๆ กรณีเกิดจากการตีความ การให้คุณค่าประสบการณ์นั้นๆ ในเชิงบวก หรือลบ13 ขณะเดียวกัน ฌอนพยายามแตะไปที่ประเด็นที่เป็นปัญหามากที่สุดของวิลล์ และเป็นประเด็นพื้นฐานของความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของการรักษา คือ การสร้างสัมพันธภาพ วิลล์ถามต่อไปว่าแล้วฌอนเคยนึกเสียใจหรือไม่ที่พบภรรยา (ภรรยาของฌอนน่าจะมีความหมายในเชิงความสัมพันธ์ที่ยาวนาน วิลล์กำลังหมายความว่าเขาจะต้องเสียใจหรือผิดหวังกับการที่จะมี long lasting relationship กับสกายลาร์ แล้วสูญเสียเธอไปในที่สุดหรือไม่) ฌอนตอบไปว่า “Why? ‘cause the pain I feel now?” “Oh, I get regrets; But I don’t regret a single day I spent with her”

วิลล์ถามถึงครั้งแรกที่ฌอนพบภรรยา ซึ่งฌอนสามารถตอบได้อย่างแม่นยำเพราะเป็นวันที่มีการแข่งขันเบสบอลล์นัดสำคัญ ผู้เขียนบทคือ Matt Daemon และ Ben Affleck ฉลาดมากในการเปรียบเปรย (analogy) ปฏิสัมพันธ์ในชั่วโมงของการรักษาระหว่างวิลล์กับฌอน กับปฏิสัมพันธ์ในสังคมภายนอกระหว่างวิลล์กับคนรอบข้างของเขา หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างฌอนกับภรรยาของเขา เทียบเคียงและเป็นแบบให้วิลล์ตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสกายลาร์ ฌอนเปรียบเทียบสถานการณ์สองสถานการณ์ที่เดินคู่กันไป คือการที่จะต้องเลือกเอาระหว่างการทำความรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเพิ่งพบในบาร์ กับการเข้าชมเบสบอล์ซึ่งทุกคนเชื่อว่ามันจะเป็นเกมส์การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่มาก (และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ) วิลล์ตื่นเต้นและแปลกใจมากที่ฌอนยอมทิ้งเพื่อน และบัตรเข้าชมที่กว่าจะได้มายากลำบากมาก ยอมทิ้งการแข่งขันนัดที่ยิ่งใหญ่มากเพียงเพื่อนั่งดื่มกับผู้หญิงคนหนึ่ง (“You missed Pudge Fish’s home run to have a fuckin’ drink with some lady you never meet?”) ฌอนชี้ให้วิลล์เห็นว่าในความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อเรารู้สึกว่า ”มันใช่” เราต้องยอมที่จะ ”เสี่ยง” เพื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลังว่าทำไมเราจึงไม่ทำตามความรู้สึกความต้องการในขณะนั้น (Yeah, but you should have seen her, she was a stunner. …She lit up the room)

ฌอนให้เหตุผลกับเพื่อนๆ ว่าเขาไปดูเบสบอลไม่ได้เพราะ “I gotta see about a girl” เหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของฌอน และนี่ก็เป็นเหตุผลง่ายๆ สั้นๆ เช่นกันที่วิลล์เลือกในตอนท้ายของเรื่อง และเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาทั้งชีวิต เป็นการตัดสินใจตามอารมณ์ความรู้สึกที่เขาต้องการจริงๆ

สิ่งที่วิลล์ได้รับฟังในครั้งนี้ คือ การที่ฌอนพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีตในชีวิตของเขา 2 เหตุการณ์ ที่เราต่างรู้ผลลัพธ์ของมันเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์แรกคือ เกมส์เบสบอลล์ที่ยิ่งใหญ่ที่ก่อนการแข่งขันทุกคนก็รู้ว่ามันจะต้องยิ่งใหญ่ ขนาดฌอนกว่าจะได้บัตรมายังต้องไปเข้าแถวรอ และเกมส์ก็จบลงอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ จนกลายเป็นตำนาน ขนาดวิลล์ซึ่งยังไม่เกิดก็ยังทราบถึงรายละเอียดของเกมส์นี้ เหตุการณ์ที่สองคือ การที่ฌอนได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็รู้ว่า “คนคนนี้ใช่แน่” แต่เขาไม่มีทางรู้ว่าความสัมพันธ์จะจบลงอย่างไร สุขหรือทุกข์ แต่ที่สุดมันก็จบลงแบบทุกข์ในช่วง 6 ปีหลังที่ผู้หญิงคนนี้ป่วย ฌอนต้องทิ้งอาชีพที่รุ่งเรือง และอยู่กับความเจ็บปวดของการสูญเสียจนถึงปัจจุบัน ฌอนชี้ให้วิลล์เห็นว่า ถึงที่สุดแล้ว เมื่อเราเลือกทางหนึ่ง เราไม่มีทางรู้ว่าอีกทางหนึ่งที่เราเลือกจะดีกว่าหรือแย่กว่า เหมือนเกมส์เบสบอลในคืนนั้นอาจจะออกมาแย่ก็ได้ แต่เราต้องเลือก และฌอนเลือกอันหลัง ถ้าหากเขาจะมานั่งเสียใจในปัจจุบัน ก็คงจะเกิดจากการละโอกาสที่จะได้รู้จักผู้หญิงคนนั้น คนที่วิลล์ไม่ยอมทิ้งเกมส์เบสบอลเพื่อแลกกับการรู้จัก เขากล่าวว่า “I don’t care if Helen of Troy walks into the room” การไม่เลือกก็คือการเลือกแบบหนึ่ง

เหตุการณ์นอก session ตัดไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างวิลล์กับสกายลาร์ เธออยากจะรู้จักวิลล์มากขึ้น วิลล์ตัดสินใจที่จะเปิดตัวเองมากขึ้น จุดนี้อาจเทียบเคียงให้เห็นได้ว่าในกระบวนการของการบำบัดชีวิตทั้งในและนอกชั่วโมงการรักษาจะดำเนินเคียงคู่กันไป กระบวนการรักษาเริ่มก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเรียนรู้จากใน session ว่า การที่เขาเสี่ยงที่จะไว้ใจผู้รักษา แล้วผลไม่ได้ออกมาในแง่ลบ เขาเป็นที่ยอมรับในชีวิตนอก session ของการรักษา เขาก็อาจจะเป็นที่ยอมรับเช่นกัน การเรียนรู้ และการเลียนแบบผู้รักษา (identification) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลง และเติบโตในจิตบำบัด9-12

แลมเบอร์พยายามหางานที่มั่นคงและก้าวหน้าให้วิลล์ แต่เขาก็ทราบว่าวิลล์คงจะปฏิเสธ เขาขอร้องให้ฌอนช่วยพูด ฌอนปฏิเสธโดยมองว่าการตัดสินใจเลือกทิศทางของชีวิตขึ้นกับความต้องการของวิลล์ เป็นการทำเพื่อตัวของเขาเอง แลมเบอร์มองว่าฌอนเอาความอิจฉาส่วนตัวมาเป็นอารมณ์ในเรื่องนี้

วิลล์ส่งเพื่อนไปสัมภาษณ์งานแทนในขณะที่เขาไปกับสกายลาร์ ในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถึงจุดแตกหัก สกายลาร์ต้องการให้วิลล์เปิดโลกของเขามากขึ้น และชวนวิลล์ไปแคลิฟอเนียกับเธอ วิลล์ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า สกายลาร์ไม่รู้ว่าตัวเธอทำอะไรลงไป หากไปอยู่ด้วยกันจริงๆ เธออาจจะรู้จักบางสิ่งในตัววิลล์ที่เธอไม่ชอบ แล้วเธออาจจะต้องมานั่งเสียใจว่าเธอน่าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ เธออาจต้องการเพียงความสัมพันธ์แบบชั่วคราวมากกว่าการอยู่ด้วยกัน

วิลล์ให้เหตุผลว่าเขาอยากอยู่ที่บอสตันต่อเพราะที่นี่เขามีงานและเพื่อน สกายลาร์ตั้งคำถามกลับไปว่า วิลล์กลัวอะไรจึงไม่กล้าตัดสินใจไปกับเธอ เราจะเห็นว่าสีหน้าของวิลล์แสดงความโกรธออกมา เขาถามกลับไปว่า แล้วเธอคิดว่าเขากลัวอะไร สกายลาร์จี้ไปตรงความกลัวของวิลล์ว่า เธอคิดว่าเขากลัวและไม่มั่นใจที่จะก้าวออกไปข้างนอก (“Well, what aren’t you scared of? You live in this safe little world when no one challenges you.”) คราวนี้วิลล์โกรธมาก (Don’t tell me about my world.) เขาคิดว่าสกายลาร์ไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรกับเขา เธอต้องการเพียงคู่นอนชั่วคราว เมื่อเธอไป Standford เธอก็คงจะพบและแต่งงานกับหนุ่มรวยๆ สักคนหนึ่งที่พ่อแม่ของเธอพอใจ สกายลาร์ปฏิเสธ พร้อมกับว่าวิลล์ว่า ตัวเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องเงินทอง ตัววิลล์เองต่างหากที่กลัวอะไรบางอย่างแต่กลับมาโทษว่าเป็นปัญหาของเธอ (“Don’t put your shit on me when you‘re the one that’s afraid.”) วิลล์ถามกลับไปว่าเธอคิดว่าเขากลัวอะไร (“You’re afraid of me, you ‘re afraid that I won’t love you back.”) เธอบอกกับวิลล์ว่า วิลล์อย่าคิดว่าเขากลัวคนเดียว เธอก็กลัวว่าเขาจะไม่รักเธอเช่นกัน เธอคิดว่าเขาปิดบังเธอเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของเขา เธอและผู้ชมจึงได้ทราบความจริงในตอนนี้ว่าวิลล์เป็นเด็กกำพร้าเคยถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก สกายลาร์บอกว่าเธอรักเขาและต้องการช่วย จุดที่เปราะบางที่สุดของวิลล์ถูกเร้า เขาระเบิดอารมณ์ออกมาว่าเขาไม่ต้องการให้ใครช่วย และยุติความสัมพันธ์กับสกายลาร์ (“I won’t call you and I won’t be in your life, if you say you don’t love me.”) วิลล์ตอบ (“I don’t love you.”)

วิลล์แสดงถึงความรู้สึก inferior และ insecure ในความสัมพันธ์กับสกายลาร์ เขาไม่กล้าที่จะดำเนินความสัมพันธ์ต่อไปให้ลึกซึ้งขึ้น เขากลัวการ commitment กลัวในส่วนลึกว่าในที่สุดเขาจะไม่เป็นที่ต้องการของเธอ เหมือนกับที่เขาไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ รวมไปถึงการถูกทำร้ายจากพ่อแม่เลี้ยงในวัยเด็ก ตรงนี้อาจมองได้ว่า วิลล์ถูกรุกเข้าไปในความส่วนตัวของเขามากและเร็วเกินไป การปฏิเสธและการยุติความสัมพันธ์คือการหนี เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดในภายหลังจากการถูกทิ้ง ตรงนี้อาจเปรียบสกายลาร์เหมือนนักจิตบำบัดที่จับทางถูกว่าวิลล์กลัวอะไรบางอย่างในการมีสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง แล้วพยายามที่จะ ”ขุด” ออกมาให้ได้ในครั้งเดียวอย่างที่บรรดา “นักจิตบำบัดมือใหม่” ทั้งหลายชอบทำ ว่ามันคืออะไร และมีจุดกำเนิดมาอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นคือ antitherapeutic technique การ interpretation conflict ที่ถูกต้อง จะต้องมี timing ที่เหมาะสม มีวิธีการที่ถูกต้อง และปริมาณที่ไม่มากเกินไป12 ผลที่ตามมาคือ วิลล์หนีออกจากความสัมพันธ์เหมือนที่ฌอนกล่าวกับแลมเบอร์ว่า การสร้างความกดดัน หรือการบังคับให้วิลล์ ”ต้องเลือก” จะเป็นผลเสียกับการรักษา และเป็นการทำลาย rapport นี่คือความต่างกันของการช่วยเหลือโดยเพื่อน หรือผู้รักษาที่ขาดประสบการณ์กับ veteran9

ใน session ต่อมา ฌอนเริ่มต้นด้วยการถามถึงความรู้สึกเหงาในตัววิลล์ (“You feel like you’re alone. Do you have a soul mate, somebody who challenges you.”) ชัคกี้ คือคำตอบที่วิลล์ให้ ฌอนไม่ยอมรับคำตอบนี้ “I’m talking about someone who opens up things for you, touches your soul.” คราวนี้วิลล์แสดงความรู้สึกอึดอัด แต่ก็ตอบว่ามี โดยบอกว่ามีมากและพยายามเลี่ยงที่จะให้รายละเอียด เมื่อถูกรุกมากขึ้นโดยฌอนให้บอกว่าเป็นใครบ้าง วิลล์ก็ยกบรรดานักเขียนทั้งหลาย Shakespear, Lock, Neiztche, Frost, Kant ฌอนแย้งไปว่า “They’re all dead” “Not to me” วิลล์แย้ง แต่ฌอนก็พูดต่อไปว่า “You don’t have a lot of dialogues with them. You can’t give back to them.”

เราเห็นว่าวิลล์ guard อีกเขาใช้ intellectualization และ rationalization

คราวนี้ฌอนเริ่มลงลึกขึ้นเมื่อเขามั่นใจว่า therapeutic relationship มั่นคง ฌอน clarify ถึงปัญหา interpersonal relationship ของวิลล์โดยเริ่มจากการที่วิลล์ไม่สามารถบอกชื่อคนเป็นๆ ที่เขาคบหาอย่างลึกซึ้งและกล้าที่จะเปิดเผยความในใจ “You’ll never have that kind of relationship in a world where you’re always afraid to take the first step. Because all you see is very negative thing ten miles down the road” วิลล์หนีจากประเด็นนี้ โดยเปลี่ยนไปพูดเรื่องงาน ว่าเขาไม่ต้องการงานที่แลมเบอร์หาให้

คราวนี้ดูเหมือนฌอนจะหลงตามวิลล์ไปคุยเรื่องงานแทน ฌอนกล่าวว่า มันไม่สำคัญว่าวิลล์จะทำงานกับรัฐบาลหรือไม่ วิลล์สามารถทำอะไรตามที่เขาต้องการก็ได้ อะไรที่เขาอยากทำ เพราะไม่มีใครบังคับเขาได้ (นอกจากตัวเขาเอง) สีหน้าของวิลล์มีแววครุ่นคิด แต่เมื่อฌอนกล่าวต่อว่ามีคนจำนวนมากที่ทำงานก่อสร้างตลอดชีวิตเพียงเพื่อให้ลูกมีโอกาสเลือกเหมือนอย่างที่วิลล์มี วิลล์ก็แย้งไปว่าเขาไม่ได้ร้องขอ และมันก็ไม่ได้ผิดตรงไหนที่เขาทำงานก่อสร้างและมันเป็นงานที่มีเกียรติเหมือนงานอื่นๆ วิลล์พยายามเอาชนะฌอนด้วยตรรกะ จนสุดท้ายฌอนต้องย้อนถามถึงการหลบๆ ซ่อนๆ ในการแก้โจทย์สมการบนกระดานที่มีเพียงไม่กี่คนในโลกทำได้ แล้วโกหกว่าไม่ได้ทำนั้นเป็นสิ่งที่มีเกียรติและเหมาะสมอย่างที่เขาว่าจริงหรือ และการที่ต้องนั่งรถไฟมาไกลถึง 45 นาทีเพียงเพื่อมาทำงานที่ MIT ทั้งๆ ที่งานภารโรงที่ทำอยู่หาที่ไหนก็ได้ การ confrontation ที่ฌอนทำอีกครั้งหนึ่ง เป็นการชี้ให้วิลล์เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของการดำเนินชีวิตของเขา คราวนี้วิลล์อึ้งไม่พูดอะไร

ฌอนถามวิลล์อีกว่าวิลล์อยากทำอะไร วิลล์ตอบกวนว่าอยากเป็นคนเลี้ยงแกะ เพื่อที่จะได้มี sex กับมัน จุดนี้อาจเป็นการแสดง resistance ความไม่พอใจ และไม่ยอมรับ clarification เรื่องสัมพันธภาพกับคน และ confrontation เรื่องงาน ซึ่งหากปล่อยให้ฌอน ”ขุด” ต่อไป conflict และความเจ็บปวดในอดีตที่วิลล์กดเก็บไว้ก็จะกลับขึ้นมาทำร้ายเขาอีก

ฌอนลุกไปเปิดประตูและให้วิลล์กลับ วิลล์ปฏิเสธโดยแย้งว่ายังไม่หมดเวลา ฌอนว่าวิลล์ไม่ได้ตั้งใจที่จะตอบคำถาม มันไม่ได้ประโยชน์ที่จะคุยกันต่อ

วิลล์กล่าวว่าเขาคิดว่าฌอนเป็นเพื่อนเขา แต่ทำไมฌอนกลับไล่เขาไป วิลล์โกรธ และทำร้ายฌอนเหมือนอย่างที่เขามักจะทำเวลาโกรธ แต่คราวนี้ไม่ใช่กำลัง แต่ด้วยคำพูด (verbal attack) “You’re lecturing me on life? Look at you! Your fuckin’ burnt out. What mind your clock?” ฌอนตอบ “Working with you” “Where’s your soul mate? You wanna talk about soul mates? Where is she?” ฌอนตอบสั้นๆ “Dead” วิลล์จึงวิจารณ์กลับถึงความไม่สมเหตุผลของฌอนบ้าง วิลล์เปรียบเทียบว่าพอภรรยาตาย ฌอนก็ขึ้นเงินและเลิกพนัน (ความหมายว่าหมดความหวังในชีวิต) ฌอนแย้งว่า อย่างน้อยเขาก็เคยลองที่จะสู้มาก่อน (ไม่เหมือนวิลล์ที่ไม่เคยพนัน ไม่เคยกล้าที่จะมี real relationship) วิลล์ confront บ้างว่า ใช่ที่ฌอนเคยสู้ แต่ฌอนก็แพ้และแพ้แบบหมดรูปไม่คิดที่จะลุกขึ้นมาสู้อีก ในขณะที่บางคนแพ้ขนาดนั้น (สูญเสียภรรยา) ก็ยังมีใจลุกขึ้นมาสู้ได้อีก

ฌอนสงบไม่โกรธ แล้วถามวิลล์กลับไปว่า “Look at me. What do you wanna do?” วิลล์อึ้ง

ฌอนจึงพูดต่อไปว่า “You got a bullshit answer for everybody but when I ask you a very simple question and you can’t give me a straight answer because you don’t know” ฌอนเปิดประตู และวิลล์เดินก้มหน้าออกไป

ใน session นี้ เราจะเห็นการแสดงออกของ transference ที่วิลล์มีต่อฌอน เมื่อวิลล์ทำผิด (โดยการตอบกวนๆ) ผู้รักษา (ฌอน) ไม่อดทนยอมรับความผิดนั้นและแสดงออกโดยการไล่ (อาจจะหมายถึงการลงโทษ หรือการยุติความสัมพันธ์) วิลล์รู้สึกถูกปฏิเสธและไม่ยอมรับจากบุคคลที่เขาคิดว่าเป็นเพื่อน สิ่งนี้อาจทำให้เขาหวนระลึกไปถึงสิ่งที่เขาถูกกระทำในวัยเด็ก เขาจึงมีปฏิกิริยาที่รุนแรงออกมา (acting out) ทางคำพูด9-11
ฌอนไล่วิลล์ออกจากการรักษาโดยบอกว่าหมดความอดทน จุดนี้เป็นความรู้สึกจริงๆ เทคนิคหรือ countertransference9,14 ในแง่ของ countertransference (ความรู้สึกเหมือนผู้ป่วยเป็นบุคคลสำคัญในอดีตของผู้รักษา) คงจะบอกไม่ได้เพราะในเรื่องไม่ได้ให้ภูมิหลังของฌอนไว้มากนัก แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้ต้องคิดถึงเสมอหากผู้รักษามีปฏิกิริยาผิดไปจากที่ควรจะเป็น ถ้าหากมองในเชิงเทคนิค การกระทำดังกล่าวค่อนข้างเสี่ยงในแง่ของ case ที่มีปัญหาในเรื่องของการกลัวการ rejection อาจทำให้ผู้ป่วยคิดว่าผู้รักษาจะทิ้งเขาเหมือนกับอีกหลายๆ คนที่ผ่านมา แต่อาจมองได้ว่าผู้รักษามั่นใจใน therapeutic relationship การไล่อาจทำให้ผู้ป่วยมองเห็นว่าในสัมพันธภาพที่mature เรามีสิทธิที่จะแสดงความโกรธกับเพื่อนหรือคนที่เรารัก และนั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกหรือยุติความสัมพันธ์ คราวหน้าก็มาคุยกันใหม่ มองในแง่ของความรู้สึกจริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยบางรายอาจเร้าความรู้สึกบางอย่างให้เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนที่มีสัมพันธภาพกับเขา ฌอนอาจจะรู้สึกเหมือนหลายคนว่าถูกท้าทาย และไม่ให้เกียรติ การไล่ก็อาจเป็นปฏิกิริยาจริงๆ ที่เกิดขึ้น หากเราถูกใครบางคนแสดงความไม่ให้เกียรติออกมา อาจจะดูเป็นการเสแสร้งด้วยซ้ำหากฌอนเฉยๆ เพราะปฏิกิริยาดังกล่าวเป็นสิ่งที่วิลล์น่าจะคาดเดาว่ามันจะเกิดขึ้น เมื่อเขาท้าทายฌอน

วิลล์โทรไปหาสกายลาร์บอกกับเธอว่าเขาสมัครงานใหม่ สกายลาร์ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอสนใจ เธอรักเขา วิลล์ยิ้มเมื่อเธอบอกรักเขา ดูเหมือนว่าวิลล์จะเริ่มมั่นใจว่าเขายังเป็นที่ต้องการของใครบางคน แต่เขาปฏิเสธที่จะบอกสกายลาร์ว่าเขารักเธอ โดยการเงียบ

Session ถัดมาวิลล์ไม่มาหาฌอนตามนัด วิลล์คุยกับชัค ชัคบอกให้วิลล์ตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นตัวของเขาเอง ไม่ใช่เกาะติดกับเพื่อน เราเห็นว่าวิลล์หลบอยู่ในเกราะ ในหมู่เพื่อนสนิทที่รักเขา และยอมตายแทนกัน (ตอนต้นเรื่องที่เพื่อนทั้งสามคนลงไปลุยกับอริเก่าของวิลล์) วิลล์ลังเลที่จะออกไปเผชิญโลกข้างนอก และซ่อนตัวอยู่ในโลกเล็กๆ ที่ปลอดภัยของเขาดังที่สกายลาร์รู้สึก

แลมเบอร์มาคุยกับฌอนอีก ฌอนวิเคราะห์ conflict ของวิลล์ การกลัวการถูกทอดทิ้ง จากประสบการณ์การถูกทำร้ายจากคนที่ควรจะรักเขา (fostered home) และวิลล์จะผลักคนออกไป ก่อนที่คนเหล่านั้นจะมีโอกาสทิ้งเขา แลมเบอร์ไม่ยอมให้ฌอนปล่อยวิลล์ให้เป็นอิสระในการเลือกทางเดินชีวิตของตน แต่ฌอนรู้ว่านี่เป็นช่วงสำคัญที่สุด เขาจะช่วยวิลล์ได้หากเขาไม่เร่งร้อนที่จะทำตามความต้องการของเขาหรือแลมเบอร์ แต่ให้วิลล์ค่อยๆ คิด และสำนึกถึงความต้องการที่แท้จริงของเขา จุดนี้ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายที่สำคัญของการทำจิตบำบัด คือ การให้ผู้ป่วยมี “อิสระ” ที่จะเลือกทางแก้ปัญหา และเลือกหนทางชีวิตที่เขาคิดว่าเหมาะสมกับตัวเขา อิสระในที่นี้นอกจากจะหมายถึงอิสระจากคนรอบข้างแล้ว ยังรวมถึงอิสระจากความขัดแย้งทางจิตใจในอดีต อิสระจากความกลัวที่เกิดจาก traumatic experience9

แลมเบอร์ดูถูกว่าฌอนล้มเหลว แต่ฌอนรู้จักตัวเขาดี เขารู้ว่าตัวเองทำอะไร และเขามีความภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ เขาจะไม่ยอมให้แลมเบอร์ทำกับวิลล์ เหมือนกับที่แลมเบอร์ทำกับเขา ตรงนี้เราสามารถมองได้ในสองระนาบ ระนาบแรก คือ แลมเบอร์ทำให้ฌอนรู้สึกล้มเหลว และแลมเบอร์ก็กำลังจะทำอย่างนี้กับวิลล์เช่นกัน (ตามความเข้าใจของฌอน) ในอีกระนาบหนึ่ง แลมเบอร์กำลังจะบังคับให้ฌอนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ (คือการทำให้วิลล์ทำตามความต้องการของแลมเบอร์ในเรื่องงาน) พร้อมๆ กับการที่แลมเบอร์ต้องการ (หรือบังคับ) ให้วิลล์ทำตามความต้องการของแลมเบอร์ ซึ่งทั้งสองระนาบนี้สัมพันธ์กับระนาบที่สาม ซึ่งเป็นระนาบในอดีตของทั้งวิลล์และฌอนคือ การตกอยู่ภายใต้การคุกคามบังคับของ tyrant, dominant และ abusive parents นั่นคือแลมเบอร์เปรียบเสมือน dominant abusive father figure ของทั้งสองคน การที่ฌอนพยายามปกป้องวิลล์นั้น ในส่วนหนึ่งเป็นการทำตาม countertransference ที่เขามีต่อวิลล์ เขาปกป้องวิลล์จาก abusive father เหมือนการที่เขาเคยปกป้องน้องชายและมารดาจาก alcoholic father ของเขา

วิลล์มาขัดจังหวะ ฌอนเอาแฟ้มรายงานของวิลล์ให้เขาดู ทั้งสองคุยกันถึงประสบการณ์การถูก abuse ในวัยเด็กของทั้งคู่ ของวิลล์จาก foster home และของฌอนจากพ่อขี้เมาของเขา จุดนี้ยิ่งเป็นการย้ำและทำให้เราทราบว่าฌอนซึ่งเลิกทำจิตบำบัดมาได้ 8 ปี รับทำจิตบำบัดวิลล์เพราะอะไร อาจจะเนื่องจาก rescue fantasy ที่เขามีต่อวิลล์ในลักษณะของ countertransference วิลล์เดาว่าในแฟ้มฉบับนั้นวิเคราะห์ว่าเขามีปัญหา attachment disorder และกลัวการถูกทอดทิ้ง นั่นจึงทำให้เขาจึงเลิกกับสกายลาร์ ในตอนนี้ฌอนพยายามให้วิลล์เข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของวิลล์เลย ครั้งแรกวิลล์รับแบบผ่านๆ เหมือนไม่ต้องการจะพูดถึง แต่ฌอนพยายามให้วิลล์เผชิญหน้ากับมันจริงจังโดยการกล่าวซ้ำ จนวิลล์เกิด abreaction8-12 ออกมาโดยการร้องไห้ และพูดว่าเสียใจ ฌอนกอดวิลล์ไว้และปลอบใจ แต่เราจะเห็นได้ว่าในสายตาของฌอนมีรอยยิ้ม เขาทำงานของเขาสำเร็จแล้วเขาไปถึงจุดที่ทำให้วิลล์เข้าใจ แสดงอารมณ์ความรู้สึกและยอมรับตัวเองได้

วิลล์ไปสมัครงานใหม่ ใน session ต่อมาเขาคุยให้ฌอนฟัง ฌอนถามว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ วิลล์รับและเสริมว่าฌอนก็รู้ เมื่อถึงตอนจบการรักษาฌอนบอกกับวิลล์ว่าหมดเวลาแล้ว วิลล์ทราบว่านี่เป็น session สุดท้าย ท่าทางของวิลล์อึดอัด “So that’s it, so we’ve done?”

ฌอนตอบ “Yeah, that’s it, you’ve done, you’re free man” ฌอนยืนยันว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความสำเร็จที่วิลล์กระทำด้วยตัวเขา เขาปลดปล่อยตัวเองออกจากอดีต และเป็นอิสระที่จะเลือกทางเดินชีวิต และสัมพันธภาพกับคนอื่น

วิลล์ขอบคุณฌอน และหวังว่าจะมีโอกาสแวะมาหาฌอนบ้าง ฌอนให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ พร้อมกับบอกว่าเขาจะลองกลับไปพนันดูใหม่ พร้อมกับอวยพรวิลล์ว่า “You do what ‘s in your heart, you’ll be fine”

ตรงนี้เราคงเห็นว่าในการรักษานี้วิลล์ก็ช่วยรักษาฌอนด้วย ดังที่ฌอนตอบวิลล์ว่าสิ่งที่ไขลานให้เขากลับมามีชีวิตชีวาภายหลังการสูญเสียภรรยา มีความกระตือรือล้นในงานคือ “working with you” และเมื่อการรักษาสิ้นสุด ฌอนก็อยากที่จะเข้าสู่ ”โต๊ะพนัน” อีกครั้งหนึ่ง (หมายความว่าฌอนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีสัมพันธภาพใหม่)

เพื่อนๆ ทั้งสามคนให้ของขวัญวันเกิดเป็นรถยนต์เก่าๆ คันหนึ่ง ในวันรุ่งขึ้นวิลล์ก็ไปทิ้งจดหมายลาฌอน โดยบอกกับฌอนว่าเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่หัวใจเขาเรียกร้อง โดยปฎิเสธงานที่สมัครไว้เพราะ “I gotta see about a girl”

ชัคและเพื่อนอีกสองคนไปรับวิลล์ที่บ้าน ครั้งนี้ชัครอเหมือนปกติ แต่ 10 วินาทีต่อมาเขาก็รู้ได้ว่าวิลล์ได้ทำในสิ่งที่เขาเคยบอกว่า วินาทีที่เขามีความสุขมากที่สุดคือ การไปรับวิลล์ไปทำงานในตอนเช้า แล้วพบว่าวิลล์จากไปเฉยๆ โดยไม่มีการร่ำลา วิลล์เป็นอิสระชนจากอดีตแล้ว เขาไม่ต้องกลัวการถูกทิ้ง หรือการทำร้ายจิตใจจากคนที่เขารัก เขาสามารถเดินออกจากโลกใบเล็กๆ ที่เขารู้สึกปลอดภัย แวดล้อมไปด้วยเพื่อนรัก ไปใช้ชีวิตในโลกกว้างที่เขาสามารถทำตามใจปรารถนาได้ รถยนต์ที่เป็นของขวัญจากเพื่อนจึงเป็นเสมือนสัญญลักษณ์ที่กล่าวย้ำถึงการเติบโตป็นผู้ใหญ่ (maturity) และการก้าวออกไปแสวงหาความสัมพันธ์ในแง่มุมอื่น

ฉากสุดท้ายจึงเป็นฉากที่วิลล์ขับรถออกจากบอสตัน ทิ้งอดีตอันเจ็บปวดเพื่อเดินทางไปหาหญิงที่ไม่ใช่ Helen of Troy แต่เป็นคนที่เขาสามารถแบ่งปันความสุขและความทุกข์ หญิงคนที่เขากล้าเปิดเผยความไม่สมบูรณ์ในตัวให้เธอทราบ เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต และเป็นคนที่ทำให้เขาเห็นด้านบวก ด้านลบ ด้านทุกข์ และด้านที่เป็นสุขของชีวิต

ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์

เขียนบทโดย Matt Daemon และ Ben Affleck

กำกับการแสดงโดย Gus Van Saunt

นำแสดงโดย Robin William

Matt Daemon

Mini Driver

Ben Affleck

รางวัล Oscar เขียนบทยอดเยี่ยม และรางวัลดาราประกอบชายยอดเยี่ยม (Robin William) ปีพ.ศ. 2541

บรรณานุกรม

Schneider I. The theory and practice of movie psychiatry. Am J Psychiatry 1987; 144:996-1002.
Schneider I. Images of the mind: psychiatry in the commercial film. Am J Psychiatry 1977; 134:613-20 .
Clara A. The image of the psychiatrist in motion pictures. Acta Psychiatr Belg 1995; 95:7-15
Dudley M. Images of psychiatry in recent Australian and New Zealand fiction. Aust NZ J Psychiatry 1994; 28:574-90.
Sancho-Aldridge J, Gunter B. Effects of a TV drama series upon public impressions about psychiatrists. Psychol Rep 1994; 74:163-78 .
Herschkopf IS. Dr. know-it-all in movie psychiatry. Am J Psychiatry 1988; 145:391.
Carter-lourensz JH, Johnson-Powell G. Physical abuse, sexual abuse, and neglect of child. In: Kaplan HI, Sadock BJ, eds. Comprehensive textbook of psychiatry. 6th ed. Baltimore: Williams & Wilkins, 1995.
Gabbard GO. Psychodynamic psychiatry in clinical practice. The DSM-IV edition. Washington: American Psychiatric Press, 1994.
Wolberg L. The technique of psychotherapy. 3rd ed. Grune & Stration, 1977.
Karasu TB. Wisdom in the practice of psychotherapy . Basic Book,1992.
Dewald PA. Psychotherapy: A dynamic approach. Oxford: Blackwell Scientific,1969.
สมพร บุษราทิจ. จิตบำบัดแบบอิงทฤษีจิตวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: โครงการตำราศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 2525.
Beck AT, Rush JA, Shaw BF, Emery G. Cognitive therapy of depression. New York: The Guilford Press, 1979.
Klar H, Frances A. Countertransference in focal psychotherapy. Psychother Psychosom 1984; 41:38-41 .

Source :จิตเวชบนแผ่นฟิล์ม : จิตบำบัดใน “Good Will Hunting”

เธียรชัย งามทิพย์วัฒนา พ.บ.*

*ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร 10700

http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapc/v4449.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Good_Will_Hunting

http://movies.yahoo.com/movie/1800022106/photo/stills
Create Date : 20 กันยายน 2550
Last Update : 20 กันยายน 2550 13:59:53 น.

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=soubirous&month=20-09-2007&group=1&gblog=89

I gott see about a girl จับตาดูRead the lines my hand and Ring+Loop-จับใจความ จับต้องได้ จับลมหายใจ

Elliott Smith Miss Misery Lyrics

I’ll fake it through the day
With some help from johnny walker red
Send the poison rain down the drain
To put bad thoughts in my head
Two tickets torn in half
And a lot of nothing to do
Do you miss me, miss misery
Like you say you do?

A man in the park
Read the lines in my hand
Told me I’m strong
Hardly ever wrong I said man you mean

You had plans for both of us
That involved a trip out of town
To a place I’ve seen in a magazine
That you left lying around
I don’t have you with me but
I keep a good attitude
Do you miss me, miss misery
Like you say you do?

I know you’d rather see me gone
Than to see me the way that I am
But I am in the life anyway

Next door the tv’s flashing
Blue frames on the wall
It’s a comedy of errors, you see
It’s about taking a fall
To vanish into oblivion
Is easy to do
And I try to be but you know me
I come back when you want me to
Do you miss me miss misery
Like you say you do?
http://www.lyricsfreak.com/e/elliott+smith/miss+misery_20046025.html

Elliott Smith – Miss Misery (Good Will Hunting)

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s