Positive and negative,Subject and Method,Objective-ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

Positive and negative,Subject and Method,Objective-ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
ตรวจหวย
งวดวันที่ 1 มิถุนายน 2555
ตรวจหวย รางวัลที่ 1
รางวัลละ 2,000,000 บาท
ตรวจหวย เลขท้าย 3 ตัว
4 รางวัลๆละ 2,000 บาท
ตรวจหวย เลขท้าย 2 ตัว
1 รางวัลๆละ 1,000 บาท
882727 606 576 895 399 38

Google Doodle: ครบรอบวันเกิด 166 ปี Peter Carl Faberge ช่างทองชื่อดัง
หน้าค้นหา Google.co.th แสดงภาพ Doodle เปลี่ยนไปอีกแล้วครับ มีลักษณะเป็นของล้ำค่ารูปไข่พร้อมฝาเปิดอย่างงดงาม สังเกตตัวอักษร Google จะถูกซ่อนไว้ในไข่ ถ้าคลิกภาพจะเกิดคำค้น “Peter Carl Faberge” เขาคือ ช่างทอง ช่างอัญมณี ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิด 166 ปี ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้
ปีเตอร์ คาร์ล แฟเบอร์เช (Peter Carl Faberge) เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1846 ในประเทศรัสเซีย เดิมทีเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในรัสเซีย เขาเกิดมาในครอบครัวช่างทอง และเขาได้ศึกษาและรับการถ่ายทอดการเป็นช่างทองอย่างเชี่ยวชาญ หลังจากจบการศึกษา เขาได้เปิดร้านจิลเวลลี่ในรัสเซีย จุดนี้เองที่เขาได้มีโอกาสได้สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ โดยเฉพาะ
มรดกสมบัติที่เก็บสะสมของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียจากแคตาล็อกประเมินราคา
หลังจากนั้นเขาก็ได้สร้างผลงานศิลปะอัญมณีล้ำค่าออกมามากมาย จนมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น โดยเฉพาะงานไข่อีสเทอร์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักดังรูป Google ที่แสดงในวันนี้
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia
http://www.imaicafe.com/2012/05/30/google-doodle-peter-carl-faberge/
ห้ามพลาด!ชมดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์6มิ.ย.นี้
‘สถาบันวิจัยดาราศาสตร์’เพิ่มศักยภาพเว็บไซต์หน่วยงาน รองรับการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ 6 มิ.ย.นี้ พลาดรอชมอีกที 105 ปีข้างหน้า
4 มิ.ย.55 รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) องค์การมหาชน เปิดเผยว่า วันที่ 6 มิ.ย.นี้ เวลา 05.49-11.49 น. คนไทยมีโอกาสรับชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์แห่งศตวรรษ “ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์” ที่หาดูได้ยาก โดยเห็นได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากวงโคจรของดาวศุกร์และดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่ระนาบเดียวกัน และเอียงทำมุมประมาณ 3 องศา ดังนั้น การที่ดาวศุกร์จะโครงจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยในรอบ 100 ปีจะพบปรากฏการณ์ 2 ครั้ง ห่างกัน 8 ปี ส่วนครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอีก 105 ปีข้างหน้า หรือ 11 ธ.ค. 2660
นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สดร. กล่าวเสริมว่า ขณะที่ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์จะมีขนาดที่เล็กมาก หรือ 1 ใน 30 ของดวงอาทิตย์ เทียบเท่าลูกบาสเก็ตบอลกับเมล็ดถั่วเขียว แม้จะสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เนื่องจากการมองดูดวงอาทิตย์มีความเสี่ยงทำให้ตาบอด จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แผ่นกรองแสง แว่นตาช่างเชื่อมที่กรองแสงได้ 99.99% หรือดูผ่านกล้อง
สองตาที่มีฉากรับภาพ
“ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่สัมผัสที่ 1 ซึ่งดาวศุกร์เริ่มโคจรเข้าดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิค และตะวันออกของออสเตรเลีย สำหรับประเทศไทยมีโอกาสเห็นปรากฏการณ์นี้จากทุกภูมิภาค แต่จะเห็นชัดเจนในสัมผัสที่ 3 ซึ่งดาวศุกร์เริ่มโคจรออกจากดวงอาทิตย์ ไปจนเสร็จสิ้นปรากฏการณ์” นายศรัณย์ กล่าว
อีกทั้ง สดร.ร่วมกับเครือข่ายตั้งกล้องสังเกตการณ์จาก 50 จุดทั่วประเทศ และเพื่อไม่ให้พลาดชมปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ในฤดูฝน จึงเตรียมความพร้อมในการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ http://www.narit.or.th จากจุดสังเกตการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ สงขลา ฉะเชิงเทราและกรุงเทพฯ ตลอดจนความร่วมมือในการถ่ายทอดสัญญาณภาพผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกับสถาบันดาราศาสตร์เกาหลี ซึ่งอยู่ในพิกัด
ที่รับชมได้ตลอดทั้งปรากฏการณ์ โดยได้ปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับผู้เข้าชมได้ถึง 1 แสนคน
ผู้อำนวยการ สดร. ย้ำว่า ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ถือว่ามีความสำคัญในทางดาราศาสตร์ เนื่องจากในอดีตปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การคำนวณระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ค้นพบตำแหน่งของเส้นรุ้ง-เส้นแวง ก่อนที่จะพัฒนาเป็นระบบวัดพิกัดจากดาวเทียมจีพีเอสในปัจจุบัน จึงเชื่อว่าจะช่วยสร้างความตระหนักด้านดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทยมากขึ้น
http://www.komchadluek.net/detail/20120604/131923/%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94!%E0%B8%8A
%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AD
%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C6%E0%B8%A1%E0%B8%B4.%E0%B8%A2.%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89.html

—————–
สนธิ ลิ้มทองกุล นัดชุมนุม 30 พ.ค. เป็นนัดสุดท้าย
http://prachatai3.info/journal/2012/05/40700
—-
ต่อต้านทักษิณ โดยไม่ต่อต้านประชาธิปไตย เป็นไปได้ไหม?และต้องทำอย่างไร?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336134328&grpid=01&catid=01
แน่นอน กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวอื่น เช่น กลุ่มสมัชชาคนจนรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยต้องงกินได้ (ชุมนุมต่อเนื่อง ร้อง “ยิ่งลักษณ์” เปิดเจรจาแก้ปัญหา “สมัชชาคนจน”
Tue, 2012-05-22 03:18http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40616) หรือขบวนการเคลื่อนไหวฯลฯหรือปัญหาสำคัญเรื่องเรื่อง…ข้อถกเถียงระหว่างทั้งสองเป็นเรื่องอัตวิสัยในการพิจารณาความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย….อัตวิสัยกับภาวะวิสัย และเราจะเน้นตัวบ่งชี้วัดว่า ภาวะวิสัยคืออะไร ถ้าภาวะวิสัย คือ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเพื่อไทย เพราะทักษณ แล้วเราต้องยอมรับการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย ใช่ไหม?

ประมวลข่าว : พันธมิตรฯ ชุมนุมต้าน พ.ร.บ.ปรองดองล้างผิด-คืนเงิน”แม้ว”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2555 16:25 น.
เกาะติดสถานการณ์ การยื่น พ.ร.บ.ปรองดองของ “พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่จะนำไปสู่การล้างความผิดของ “นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร” ผู้ต้องหาหนีคดีอาญาแผ่นดิน พร้อมกับได้รับเงินคืน
http://www.manager.co.th/lite/ViewNews.aspx?NewsID=9550000066046
http://pics.manager.co.th/ShowImage.html?Image=/Images/555000006998103.JPEG&Width=350&Height=145

30 พ.ค. 2012 – เป็นกระแสฮิต ตอนนี้ เมื่อ ส.ส รังสิมา และส.ส.ขัตติยา เกิดการยื้อแย่งเก้าอี้ประธานรัฐสภากัน กลางสภา ว่าด้วยการร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ชม คลิปป่วนกลางสภา ได้ที่นี่.
รวบคลิป สภาป่วน จากทุกมุมโลก | ข่าว ข่าวรายวัน ข่าววันนี้ ข่าวการเมืองnews.mthai.com/news-clips/168302.html – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
5 วันก่อน – ตอบข่าว:รวบคลิป สภาป่วน จากทุกมุมโลก. อนุญาติให้ทุกท่านพกมีดเข้าสภาได้คนละเล่ม แล้วปิดประตูขังไว้ ให้มันฆ่ากันตายให้หมด หากเหลือคนสุดท้าย …
สภาป่วนซ้ำรอย ปชป.ไม่พอใจประธานรวบรัดลงมติ ขว้างเอกสารวุ่น | ข่าว ข่าว …news.mthai.com/headline-news/168242.html – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
6 วันก่อน – สภาป่วนซ้ำรอย ปชป.ไม่พอใจประธานรวบรัดลงมติ ขว้างเอกสารวุ่น. ข่าว » ข่าวการเมือง, ข่าวพาดหัว, คลิป » สภาป่วนซ้ำรอย ปชป.ไม่พอใจประธานรวบรัดลงมติ …
สภาป่วน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์www.thairath.co.th/content/newspaper/264700 – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
6 วันก่อน – Pic_264700. สภาฯไทยป่วนหนักระหว่างพิจารณาญัตติเลื่อนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง โดย 3 ส. ส.พรรคประชาธิปัตย์ บุกขึ้นไปกระชากแขนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ …
สภาป่วนหนักบุกฉุด ปธ.ลงจากบัลลังก์ – สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7www.ch7.com/news/news_thailand_detail.aspx?c=2&p=3… – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
6 วันก่อน – ข่าวในประเทศ ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ภูมิภาค เกษตร อาชญากรรม สภาป่วนหนักบุก ฉุด ปธ.ลงจากบัลลังก์.
—————–
(บริบทตอบเรื่องวิจารณ์ปรีดี)ในฐานะคนอยู่ธรรมศาสตร์มาหลายปี ตอบได้ว่ามีครับ เป็นปกติในทางวิชาการ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างวิชาการเมืองการปกครองไทย ที่ผมสอนในคณะรัฐศาสตร์ หัวข้อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ มีการวิเคราะห์และวิจารณ์ข้อจำกัดทางความคิดและการปฏิบัติของอาจารย์ปรีดี อาทิ
-ปรีดีในฐานะนักคิด เป็นทั้งนักชาตินิยม-นักประชาธิปไตย-นักสังคมนิยม อันเป็นไตรลักษณ์ทางความคิดของปรีดี
-บริบทการเมืองโลกและในประเทศในการก่อตัวของความคิดของปรีดี
-ปรีดีในทางปฏิบัติ เป็นนักอภิวัฒน์ประชาธิปไตยแห่งระบบราชการไทย โดยระบบราชการนั้นเองเป็นฐานที่มา ขุมกำลัง และในที่สุดขีดจำกัดแห่งปฏิบัติการปฏิวัติของปรีดี
-ขีดจำกัดของปรีดี ปรีดีไม่เห็นระบบราชการไทยเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตย เพราะระบบราชการไทยใกล้ตัวท่านเกินไป
-ขีดจำกัดของปรีดี ปรีดีไม่เห็นพลังและพลวัตประชาธิปไตย ของทุนนิยมไทยยุคใหม่ เพราะท่านต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ จึงไม่เห็น
-มรดกความคิดก่อนกาลของปรีดี สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ที่เป็นประชาธิปไตย
ในประเด็นความคิดของปรีดี ผมยังได้ชี้ให้เห็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ “เสรีนิยม” ของปรีดีด้วย โดยท่านยึดถือความคิด “ภราดรภาพนิยม” มากกว่า
ผู้สนใจนับถือเสรีนิยม สมควรศึกษาว่าปรีดีวิพากษ์วิจารณ์ขีดจำกัดของเสรีนิยม และนับถือแนวคิดภราดรภาพนิยม ด้วยเหตุผลใด…
จากเฟซบุ๊คของอ.เกษียร ทำให้ผมรำลึกถึงลุงสุพจน์ โดยดูเพิ่มเติม
รวบรวมงานเขียนของสุพจน์ ด่านตระกูล ที่ปรากฏในโลกไซเบอร์
โดย คุณปิยบุตร
ที่มา เวบไซต์ sameskybooks
13 กุมภาพันธ์ 2552
ผมในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์มือสมัครเล่น ไม่มีอะไรจะอุทิศให้กับลุงสุพจน์ ด่านตระกูล (ผู้ไม่มีปริญญาบัตร เพียงจบการศึกษาในระดับที่ “อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น” แต่กลับเขียนงานได้ดีกว่าผู้แบกปริญญาติดตัวเต็มไปหมด) นอกจากรวบรวมงานของลุงสุพจน์ ที่ปรากฏในโลกไซเบอร์ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลัง ได้ทราบความคิดและ “สัจจะ” ในประวัติศาสตร์ ที่ลุงสุพจน์พยายามเสนอมาตลอดชีวิต
อนึ่ง ด้วยสถานการณ์ที่ผมอยู่ต่างประเทศ คงทำได้เพียงรวบรวมงานของลุงสุพจน์ในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เชื่อว่าอีกไม่กี่วัน สนพ มิตรสหาย ลูกศิษย์ทางตัวอักษรของลุงสุพจน์ คงได้รวบรวมงานของลุงสุพจน์ (ซึ่งมีจำนวนมาก มากกว่า ศาสตราจารย์ ดร. หลายๆคน) ให้แพร่หลายต่อไป
ขอขอบคุณเว็บไซต์ที่รวบรวมงานของลุงสุพจน์ ด่านตระกูล โดยเฉพาะ เว็บไซต์ของบุคคลที่ใช้ชื่อ “แด่บรรพชนผู้อภิวัตน์ ๒๔๗๕”
………………………………………
แด่ สุพจน์ ด่านตระกูล (๒๔๖๖ – ๒๕๕๒) ผู้อุทิศตนให้กับ “สัจจะ” ในประวัติศาสตร์ และความคิด “วิทยาศาสตร์สังคม”
๑. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เล่าเรื่องของ สุพจน์ ด่านตระกูล ใน คำนำหนังสือ “๘๐ ปี สุพจน์ ด่านตระกูล” ลิงก์1
๒. ปาฐกถาของสุพจน์ ด่านตระกูล เนื่องใน ๗๕ ปีอภิวัตน์ ๒๔๗๕ ลิงก์2
๓. ปรีดี พนมยงค์กับสถาบันกษัตริย์ และกรณีสวรรคต ลิงก์3
๔. ตุลาแดงรำลึก เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์4 , ลิงก์5 , ลิงก์6 , ลิงก์7 , ลิงก์8 , ลิงก์9 , ลิงก์10 , ลิงก์11 , ลิงก์12
๕. สัจจะที่ถูกบิดเบือน เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์13
๖. วันชาติที่หายไป เรียบเรียงจากหนังสือ ประวัติรัฐธรรมนูญ ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์14
๗. การต่อสู้ทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์15 , ลิงก์16
๘. ต้องช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเพื่อเข้าสู่อำนาจเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์17
๙ ก้าวหน้า เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์18
๑๐. ก้าวกระโดด เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์19
๑๑. ขูดรีด เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์20
๑๒. ข้าราชการ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์21
๑๓. ความคิดทางชนชั้น เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์22 , ลิงก์23
๑๔. ชีวทรรศน์ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์24
๑๕. สังคมศักดินา เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์25 , ลิงก์26
๑๖. ปฏิวัติ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์27 , ลิงก์28
๑๗. ประวัติศาสตร์ เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์29 , ลิงก์30
๑๘. กฎุมพี เรียบเรียงจากปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน ของสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์31 , ลิงก์32
๑๙. ผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง จากหนังสือ ปฏิวัติประชาธิปไตย ลิงก์33
๒๐. การเปลี่ยนแปลงอำนาจมิอาจปราศจากอำนาจ จากหนังสือ ปฏิวัติประชาธิปไตย ลิงก์34
๒๑. อธิปไตยพระราชทาน จากหนังสือ “โต้ประมวล รุจนเสรี เรื่องพระราชอำนาจ”
ลิงก์35 , ลิงก์36 , ลิงก์37 , ลิงก์38 , ลิงก์39 , ลิงก์40 , ลิงก์41 , ลิงก์42 , ลิงก์43
๒๒. จดหมายจากสุพจน์ ด่านตระกูล โต้ระพี สาคริก ลิงก์44 , ลิงก์45
๒๓. จดหมายจากปรีดี พนมยงค์ ถึงสุพจน์ ด่านตระกูล ลิงก์46
๒๔. รบทำไม และรบเพื่อใคร ลิงก์47 , ลิงก์48 , ลิงก์49
๒๕. โต้กระแสทวนประวัติศาสตร์ ลิงก์50
๒๖. อภิปราย องคมนตรี อำนาจเหนือการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ลิงก์51
๒๗. สุพจน์ ด่านตระกูล รวมอภิปราย “เบื้องหลังการอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕” เมื่อวันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๐ ลิงก์52
๒๘. ข่าวจากไทยอีนิวส์ มีพูดถึงความเห็นของสุพจน์ ด่านตระกูล เกี่ยวกับรัฐประหาร ๑๙ กันยา ลิงก์53
๒๙. รายงานของสารคดี มีความเห็นของสุพจน์ ด่านตระกูล เกี่ยวกับธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ๒๗ มิ.ย. ๒๔๗๕
http://thaienews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6591.html

เมื่อจริงๆ มีคนเขียนประวัติของสุพจน์ ด่านตระกูลในฟ้าเดียวกัน และแง่มุมเรื่องอัตวิสัยและภาวะวิสัย ว่าคุณลุงสุพจน์ เขียนอะไรไม่ใช่อารมณ์ตามอัตวิสัย แต่ใช้หลักฐานเป็นภาวะวิสัย แต่ถ้าจะเขียนเรื่องประเด็นข้อถกเถียงเรื่องอัตวิสัยกับภาวะวิสัยให้ซับซ้อน และขยายความ ก็มีเรื่องการมองแบบภววิสัย(Objectivity) เพราะทฤษฎีกระบวนระบบ(System Theoryต่างจากวิธีคิดเป็น
เส้นตรงเหตุเป็นอย่างนี้ผลเป็นอย่างนี้)เชื่อว่าการรับรู้ปรากฏการณ์ทุกอย่างล้วนเป็นอัตวิสัย(Subjectivity) ที่ตัวตนของเราไปทำความเข้าใจและอธิบายมันด้วยทั้งสิ้น เสมือนเป็นการมองของสิ่งเดียวกันจากหลายๆมุมมองหรือตาบอดคลำช้าง

แต่เราอาจจะดูพจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลเป็นไทย(อินคำพูดวสันต์ฯ ประธาน ตลก รธน.ในฐานะศาลรัฐธรรมนูญขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญที่เป็นภาษาอังกฤษจะชัดเจน(ลัดเจน..บอกถึงดิกฯอังกฤษ) คำว่าObjectivity แปลว่า ความเป็นจริง;การเพ่งเล็งถึงสิ่งนอกกาย หรือคำนิยามจากเว็บแปลภาษาอังกฤษ คำว่าobject (ออบ’เจคทฺ) {objected, objecting, objects} n. สิ่งของ, วัตถุ,

สิ่งที่เข้าใจได้, เรื่อง, เรื่องราว, จดหมาย, เป้าหมาย, วัตถุประสงค์,
กรรมของกริยาหรือบุพบท, ภาวะวิสัย. vi. (ออบเจคทฺ’)
คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย, รังเกียจ, ไม่ยอม. vt. คัดค้าน.
http://th.w3dictionary.org/index.php?q=object
ภาวะวิสัย —
(Objectivity บางทีเรียก วัตถุวิสัย) คือการดำรงอยู่ตามสภาวะที่เป็นจริงของสรรพสิ่ง ไม่ได้เป็นไปตามจิตสำนึกของใคร ยกตัวอย่างเช่นนางสาวเอ๋อยู่ในเกณฑ์
อ้วน เพราะเส้นรอบเอว = 120 ซม. นี่คือความจริงตามนี้
อัตวิสัย —
(Subjectivity อัต + วิสัย อัต = ตัวเอง) อัตวิสัยจึงหมายถึง ความคิดเห็นของตนหรือของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เห็นนางสาวเอ๋อ้วน แต่นาย ข. เห็นนางสาวเอ๋เพรียวงามกำลังดี อัตวิสัยจึงเป็นเรื่องนานาจิตตัง
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=599ec8e16074de43
อัตตวิสัยความหมาย ภววิสัย ต่างกันอย่างไรในทางปรัชญา? – 10 ส.ค. 2011
อัตวิสัย ความหมาย ภววิสัย ต่างกันอย่างไร? – 8 ส.ค. 2011
ผลการค้นหาเพิ่มเติมจาก guru.google.co.th ?
Yahoo! รู้รอบ – ความหมายของคำ ภววิสัย หมายถิึง?th.answers.yahoo.com ? … ? Arts & Humanities ? Philosophy – แคชใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
5 คำตอบ – 4 มิ.ย. 2010
คำตอบยอดฮิต: ภววิสัย คือ ความเป็นอิสระจากเจตจำนงของ เราไม่สามารถกำหนดบังคับหรือฝืนได้ เช่นการเกิดแก่เจ็บตาย หรือหลักอนิจจังทุกขังอนัตตา ตรงกับ คำว่า objective …
ดูผลการสนทนาเพิ่มเติม
ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษwww.firelamtung.com/index.php?option=com…id… – แคชใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
สรุปได้ว่า ความคิดจิตสำนึกของคน เป็นการกระทำของสมองคน เป็นการสะท้อนกลับของวัตถุ เนื้อหาของจิตสำนึกก็คือการสะท้อนกลับ ของ ภาวะวิสัย “ทางธรรมชาติ” กับ “ทางสังคม” …
ทฤษฎีความรับผิดในทางภาวะวิสัย – E-magazine : for-rsu-lawforrsulaw.blogspot.com/2009/08/blog-post_06.html – แคชใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
6 ส.ค. 2009 – ทฤษฎีความรับผิดในทางภาวะวิสัย (๑) … ( Aeaequanztheorie) ทฤษฎีเหตุที่สำคัญ ( Relavanztheorie) และ ทฤษฎีความรับผิดทางภาวะวิสัย (Die Lehre von …
อัตวิสัย – วิกิพีเดียth.wikipedia.org/wiki/อัตวิสัย – แคชใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา. อัตวิสัย หรือ จิตวิสัย (อังกฤษ: subjectivity) หมายถึงมุมมองหรือ ความคิดเห็นของบุคคล โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความเชื่อ หรือความต้องการ …
[PDF]
ลักษณะส าคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพrlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=738
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
รูปแบบไฟล์: PDF/Adobe Acrobat – ดูในรูปแบบ HTML
มีมิติเชิงภาวะวิสัย และเชิงอัตตวิสัย ต้องพิจารณาทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลข. และไม่ใช่ตัวเลข จึง เข้าใจความซับซ้อนและเป็นองค์รวม ได้. 4. มีทั้งเป็นแบบแผน และไม่เป็นแบบแผนตามตัว …
[PDF]
ภาวะวิสัยของจิตกับสภาวะกดดันwww.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/bachelor/…/Fulltext.pdfใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
รูปแบบไฟล์: PDF/Adobe Acrobat
Page 1. Page 2. Page 3. Page 4. Page 5. Page 6. Page 7. Page 8. Page 9. Page 10. Page 11. Page 12. Page 13. Page 14. Page 15. Page 16. Page 17 …
ภววิสัย หรือ วัตถุวิสัยwww.gotoknow.org/questions/8997 – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
แต่ก็มีการใช้คำว่า ภววิสัย และ วัตถุวิสัย แทน objectivity ทั้งคู่. ผมจึงมาเรียนถามหลวงพี่ครับ ว่า ทั้งสองคำนี้เป็นมาอย่างไรถึงนำมาใช้ในความหมายเดียวกับ objectivity ได้. คำสำคัญ …
ความเป็นภาวะวิสัยในคดีวิสามัญฆาตกรรม: ศึกษากระบวนการค้นหาความจริงใน …www.research.rmutt.ac.th/archives/5535 – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
ความเป็นภาวะวิสัยในคดีวิสามัญฆาตกรรม: ศึกษากระบวนการค้นหาความจริงในชั้น … มีความ เป็นภาวะวิสัยของกระบวนการตรวจสอบโดยทุกหน่วยงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติงาน …
[PDF]
ความเป็นภาวะวิสัยในคดีวิสามัญฆาตกรรม: ศึกษากwww.research.rmutt.ac.th/…/ความเป็นภาวะวิสัยในคดีวิสามัญฆาต…
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
รูปแบบไฟล์: PDF/Adobe Acrobat – มุมมองด่วน
เรียกว่า มีความเป็นภาวะวิสัยของกระบวนการตรวจสอบ … ไทยยังไม่มีความเป็นภาวะวิสัย เพียงพอ เพราะยังคง …. อำานาจจะต้องเป็นไปอย่างมีความเป็นภาวะวิสัย (Objec- …
(ลองดูแนวเพิ่่มเติมที่เป็นภาวะวิสัยหรือวัตถุนิยมวิภาษวิธี-วัตถุนิยมประวัติสาตร์)

โดยกรณีเชิงเปรียบเทียบในความคิดของ Foucault “The order of thing” ในฐานะของsubject มองรูปภาพสะท้อนเรามองไม่เห็นองค์รวมทั้งหมด….(ดูเพิ่มเติมรูปป้นลุงนวมทองฯhttp://thaienews.blogspot.com/2010/10/53_31.html)และปัญหาsubject ก็เป็นเรื่องที่โพสต์โมเดริน์สนใจไม่ว่าจะเป็นsubject คือ ประสบการณ์ด้านในทั้งหมดของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดของคน แต่ปัญหานิยามของsubject คือ ตัวตนจริง ถ้านิยามแบบซิเซก (จะเล่าต่อในครั้งหน้า) หรือปัญหาระหว่างsubject กับObjective sense of place คือ ตัวตนกับความรู้สึก ในภาวะวิสัยของสถานที่ เช่น โรงงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย บ้าน ฯลฯ และถ้าsubject ยังเกี่ยวข้องอคติของคน ซึ่งแตกต่างจากobjective(ความเป็นกลางหรือภาวะวิสัย) ซึ่งปัญหาการเมืองไทย ทำไมsubject บางคนตาสว่าง แต่บางคนไม่สามารถตาสว่างจากการมองเห็นได้ หรือบางคนเป็นตาบอดคลำช้าง แต่นั่นแหละความซับซ้อนของแง่มุมอัตวิสัย ที่มีปรากฏของลุงสุพจน์ คือ การโต้สองนักวิชาการ

…การอภิวัฒน์ก็ไม่เคยมีสูตรสำเร็จไม่ใช่หรือ ก็เห็นมีแต่พวกลูกแมวพึ่งลืมตานี่แหละที่พยายามจะตั้งสูตรสำเร็จขึ้นมา…(ดูมีอารมณ์ น่ะครับ)

นี่เป็นตัวอย่างประโยคที่โต้เกษียร ในเรื่องอันเนื่องมาจากบทความเรื่องปรีดี พนมยงค์นักอภิวัฒน์ประชาธิปไตยแห่งระบบราชการไทย และโปรดดูเพิ่มเติมอันเนื่องจากบทความเรื่องความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์ของสมศักดิ์ ในหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทย ยุค2475 ที่ถูกบิดเบือน ส่วนบริบทของ2475 ในหนังสือดังกล่าวถูกอ้างในงานของผม ที่มีปรากฏบางส่วนในเรื่องพระเจ้าช้างเผือกฯ ครับ
ย้อนดูภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม (ตอนที่ 1)
Tue, 2007-12-25 01:17
http://prachatai.com/journal/2007/12/15265
แต่ผมค้นพบข่าวการเมือง ที่น่าสนใจอ่านง่าย โดยประเด็นต่อเนื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ระงับแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากกรณีดังกล่าว ก็ผมคิดต่อเนื่องเป็นเรื่องศาลใช้อัตวิสัย ในการวินิจฉัย หรือว่าภาวะวิสัย เอาอะไรง่ายๆ ตามอารมณ์อัตวิสัย หรือเปล่า
นิติราษฎร์” ออกแถลงการณ์แย้งศาลรธน.กรณีรับคำร้องตามม.68-สั่งระงับการ …www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid…grpid… – แคช
ศาล รธน.รับ 5 คำร้องกรณีแก้ รธน.ล้มล้างการปกครอง แจ้งสภาระงับไว้ก่อน …www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid…grpid… – แคช
“เรืองไกร” อ้างมาตรา 68 ร้องศาล รธน.ยุบพรรค ปชป.โหวต “มาร์ค” เป็นนายกฯ มิชอบ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338892214&grpid=03&catid&subcatid
เรียนประธานศาลรัฐธรรมนูญ “และ/หรือ” เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
http://www.prachatai3.info/journal/2012/06/40834
ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย
http://prachatai.com/journal/2010/12/32184
—————
จากการเล่าเรื่องหลักการพิสูจน์ผิดของคาร์ล ปอปเปอร์ ที่มีการอ้างถึงกรณีคุณสมิทธิ์ ธรรมสโรช เลยทำให้ผมสนใจในแง่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติค้นหาประวัติเพิ่มเติมหน่อย คือ
สมิทธ ธรรมสโรช
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมิทธ ธรรมสโรช
เกิด 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 (74 ปี)
กรุงเทพมหานคร
ที่อยู่ กรุงเทพมหานคร
สัญชาติ ไทย
รู้จักในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
อาชีพ ข้าราชการบำนาญ
คู่สมรส เนาวรัชต์ ธรรมสโรช
บุตร ไม่มี
บิดา มารดา รองอำมาตย์โทสอาด ธรรมสโรช
นางมะลิ ธรรมสโรช
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
เนื้อหา [ซ่อน]
1 ประวัติ
2 ประวัติการทำงาน
3 บทบาทด้านการเตือนภัยพิบัติ
4 เครื่องราชอิสริยาภรณ์
5 อ้างอิง
[แก้]ประวัติ
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ รองอำมาตย์โท (สอาด ธรรมสโรช) และนางมะลิ ธรรมสโรช มัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, มัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ Wilbraham Academy สหรัฐอเมริกา ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาไฟฟ้า และอีเลคโทรนิคส์ มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา
ชีวิตครอบครัวสมรสกับ นาง เนาวรัชต์ ธรรมสโรช (นามสกุลเดิม ธนานันท์) โดยที่ไม่มีบุตรด้วยกัน มีบุตร-ธิดา 2 คน (นายสิทธิพร ธรรมสโรช)(นางสาวสุปรีย์ ธรรมสโรช)
[แก้]ประวัติการทำงาน
รับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ในกรมอุตุนิยมวิทยามาโดยตลอด จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคมเมื่อปี พ.ศ. 2541 นอกจากตำแหน่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อปี พ.ศ. 2535 และมีตำแหน่งอื่น ๆ อีก อาทิ กรรมการการบินพลเรือน, กรรมการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และ ประธานกรรมการบริษัท ท่า
อากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (สนามบินสุวรรณภูมิ) เป็นต้น[1]
[แก้]บทบาทด้านการเตือนภัยพิบัติ
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากเหตุการณ์สึนามิในปลายปี พ.ศ. 2547 จากการที่เป็นผู้ที่เคยเตือนภัยมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทยมีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ แต่ทว่าในขณะนั้นยังไม่มีใครเชื่อ[2]
จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[3] ในรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร หลังจากการที่ ดร.สมิทธ ได้มีคำเตือนเกี่ยวกับเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ถล่มภาคใต้ของประเทศไทย และต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนยเตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้น ทำให้ ดร.สมิทธ ได้รับหน้าที่เป็นประธานกรรมการอำนวยการ
ในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีการแต่งตั้งให้ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายสิทธิชัย โภไคยอุดม) ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภารกิจการกำกับดูแลศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ [4]
ต่อมาภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ดร.สมิทธ จึงถูกลดบทบาทดังกล่าวลงไป แต่ก็ได้ร่วมกับนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน จัดตั้งมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ [5] เพื่อกระตุ้นเตือนรัฐบาลในการดำเนินการเกี่ยวกับการเตือนภัยพิบัติของประเทศไทย
นอกจากนี้แล้วบทบาทและตัวตนของ ดร.สมิทธ ยังได้ถูกดัดแปลงมาเป็นตัวละครชื่อ ดร.สยาม ในภาพยนตร์เรื่อง 2022 สึนามิ วันโลกสังหาร ออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยมี สุเชาว์ พงษ์วิไล มารับบทตัวละครตัวนี้[6]
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98_%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%8A
“สมิทธ ธรรมสโรช” ล็อกเป้าถล่ม(ไร้)แผนแก้ท่วม
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:00:47 น.
(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 ม.ค.2555)
“ด้วยความสัตย์จริง ผมยังไม่เห็นว่าจะทำฟลัดเวย์จุดใด ที่ไหน ทำทางน้ำไหลไปทางไหน….ยังไม่เห็นแผน และไม่เข้าใจว่าทำไมมีการอนุมัติเงินออกมาก่อน….”
หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้บรรยายพิเศษเรื่องการรับมือภัยพิบัติแบบไทยๆ ในการประชุมถอดบทเรียนเหตุการณ์มหาอุทกภัย สานพลังเครือข่าย รับภัยพิบัติ 2555 ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดขึ้นที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี ขณะเดียวกันนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ออกมายืนยันแผนบริหารจัดการน้ำ ภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานค
สมิทธ ธรรมสโรช
ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่มา:
ได้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในช่วงน้ำท่วมมาตลอด ติรัฐบาลหลายครั้ง จนถูกกล่าวหาว่าเป็นนักวิชาการที่พูดมาก ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วง รัฐบาลคงอยากปิดปากจึงเชิญให้ผมไปร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว 5 ครั้ง
แต่ 2 ครั้งสุดท้าย ผมไม่ได้เข้าประชุม ผมมีเหตุผลส่วนตัว เพราะมีความรู้สึกว่าการนำเสนอข้อมูลของรัฐบาลยังไม่เป็นรูปธรรม รัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาอุกทกภัยประมาณ 350,000 ล้านบาท ซึ่งอนุมัติในเวลาไม่กี่นาที และโครงการที่นักวิชาการต่างๆ นำเสนอกลับไม่ได้อยู่ในแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความสัตย์จริงผมยังไม่เห็นว่าจะทำฟลัดเวย์จุดใด ที่ไหน ทำทางน้ำไหลไปทาง
ไหน ไปทางฝั่งตะวันออก ตะวันตก ผ่านกรุงเทพมหานครหรือไม่ หรือไปยังแม่น้ำบางปะกง ก็ยังไม่เห็นแผน และไม่เข้าใจว่าทำไมมีการอนุมัติเงินออกมาก่อน
ดังนั้น จึงต้องติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ผมคิดว่าที่รัฐบาลออกมาแถลงแผนงานต่างๆ ในขณะนี้นั้น ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้น
ประเทศไทยต้องประสบภัยน้ำท่วมแน่นอนในฤดูฝนครั้งหน้า แต่อาจจะน้อยกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากลักษณะภูมิอากาศที่ห่อหุ้มโลกในขณะนี้เป็นลักษณะของปรากฏการณ์ลานิญา ที่ครอบคลุมประเทศไทยและตามแนวเส้นศูนย์สูตร ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การระเหยของน้ำทะเลจะมากขึ้นด้วย ได้มีการคำนวณแล้วว่าอุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะมีผลต่อการระเหยของน้ำทะเลในมหาสมุทร
แปซิฟิกหลายล้านลูกบาศก์เมตร
เมื่อไอน้ำในบรรยากาศเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ก็จะมีผลต่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ ไทย จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม อินเดีย ออสเตรเลีย มีปริมานฝนตกสูงขึ้น คาดว่าในปีนี้จะมีปริมาณฝนตกไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว
แล้วเราจะรับมือได้อย่างไร? ในเมื่อยังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจนว่าจะระบายน้ำออกไปทางไหน ทั้งๆ ที่มีเงินพร้อมแล้ว เรื่องแผนงานยังไม่พร้อม แต่รัฐบาลคิดเรื่องเงินเร็วมาก อีกทั้งน้ำในเขื่อนใหญ่ที่กักเก็บไว้ก็ไม่มีการปล่อยออกมา อาทิ เขื่อนภูมิพล ที่ยังมีความจุกว่าร้อยละ 90 รวมทั้งเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็ยังไม่มีการปล่อยน้ำ หากฝนตกก่อนฤดูกาล เราจะทำอย่างไร เพราะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นส่วน
หนึ่งก็มาจากการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในปีที่แล้ว ที่ไม่มีการประสานงานอย่างบูรณาการระหว่างเขื่อนต่างๆ ซึ่งปล่อยน้ำออกมาพร้อมกันทีละมากๆ
เรื่องนี้ผมวิตกกังวลมาก เพราะที่ผ่านมาการทำงานอย่างบูรณาการของหน่วยงานไทยใช้ไม่ได้ ไม่มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ล่วงหน้า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนภัยล่วงหน้า แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการนำข้อมูลนั้นมาใช้ หรือนำมาบูรณาการเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่บริหารน้ำของประเทศไทยมีมากที่สุดในโลก มากกว่า 20 หน่วยงาน แต่ว่าสังกัดคนละที่ อยู่ภายใต้อำนาจที่ต่างกัน เมื่อ
เกิดปัญหาก็ไม่มีการติดต่อประสานงานเพื่อหารือร่วมกัน ถือเป็นปัญหาที่ต้องมีการแก้ไข มิเช่นนั้นจะต้องประสบปัญหาอีก
มีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์หรือไม่? ในอนาคตภัยพิบัติจะเกิดถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลต้องเตรียมตัว เตรียมระบบเตือนภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมไว้เสมอ แต่ถ้ายังบริหารอย่างนี้ ผมสิ้นหวังมากในฐานะประชาชน ซึ่งไม่ควรมีผู้เสียชีวิตมากมายอย่างนี้
วันนี้ปัญหาของประเทศไทย คือการบูรณาการการทำงานระหว่างกันของหน่วยงานต่างๆ และควรมีการให้ความรู้กับประชาชนว่าในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จะเกิดภัยธรรมชาติอะไรบ้าง ควรเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ว่าหากเกิดฝนตกหนัก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อุณหภูมิร้อนมาก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือ และหน่วยงานท้องถิ่นจะได้เตรียมการรองรับปัญหา อาทิ หน่วยงานการแพทย์ เตรียม
พร้อมรักษาพยาบาล ฝ่ายการปกครอง ต้องเตรียมพร้อมศูนย์พักพิง
ตั้งแต่เกิดสึนามิผมได้ไปพูดไว้หลายจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนก็ทำตาม บางคนก็ไม่อยากต้อนรับผม อย่างเช่น เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ให้ผมเข้าพื้นที่ เพราะบอกว่าผมมาทำลายเศรษฐกิจในจังหวัด ทำให้คนแตกตื่น ไม่กล้าไปเที่ยว แต่ที่จริงแล้วผมไปเพื่ออธิบายให้ประชาชนรับทราบ จะได้เตรียมตัวกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น
ส่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น เท่าที่ทราบนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ กทม.ขุดลอกคูคลองให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน ก็ยังไม่เห็นมีการขุดลอกคูคลอง หรือซ่อมประตูระบายน้ำที่ไหน การที่ กทม.ระบุว่าได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ก็ต้องนำมาให้ชี้แจงหรือเสนอให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่ามีการขุดลอกคูคลองที่ใด มีการเก็บผักตบชวา หรือขยะหมดแล้ว
หรือไม่ อีกทั้งบ้านของประชาชนที่รุกล้ำแม่น้ำลำคลอง มีการเคลื่อนย้ายหรือขยายคลองให้กว้างขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ต้องทำให้ชัดเจน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327633980&grpid=01&catid=01
โหรดังทักดวงเมืองมรณะอาเพศตลอดปี
วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555 เวลา 12:50 น.
http://www.dailynews.co.th/thailand/22023

เมื่อผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก  แถมเป็นหวัด และต้องทำธุระหลายอย่างส่งหนังสั้น มีคนให้ช่วยขนของ ไปงานศพ หลายเรื่องเป็นแค่การตามข่าวกรณีที่ดิน ในฐานะคนรู้จักสองคนโดนดดี ฯลฯ และธุระเก็บข้อมูลต่างอำเภอ หลังผจญรถเสีย มาถึงร่วมเดินทางกับแม่ แวะหาญาติในเชียงใหม่ฯลฯ โดยมีงานเขียนต้องรวบรวมสมาธิด้วย น่ะครับ
————————–
สิ่งนี้ผมโพสต์ในเฟซฯ ช่วงสถานการณ์ขับคัน คือ ผมมีธุระส่วนตัวมากมาย และงานซ้อนงาน ต้องไปต่างอำเภอ โดยผมโพสต์เกี่ยวกับการเมืองด้วยเพลงlet it be…
When I find myself in times of trouble
Mother Mary comes to me
Speaking words of wisdom, let it be.
And in my hour of darkness
She is standing right in front of me
Speaking words of wisdom, let it be.
Let it be, let it be.
Whisper words of wisdom, let it be.

And when the broken hearted people
Living in the world agree,
There will be an answer, let it be.
For though they may be parted there is
Still a chance that they will see
There will be an answer, let it be.
Let it be, let it be. Yeah
There will be an answer, let it be.

And when the night is cloudy,
There is still a light that shines on me,
Shine on until tomorrow, let it be.
I wake up to the sound of music

ส่วนเรื่องเพลงอย่าไปตีความอะไร น่ะ คือ ผมย้ำเหมือนเดิมฟังเล่นๆ ก็วงนี้แปลกดีสมัย่ก่อนผมสนใจตอนเรียนมหา’ลัย นานแล้ว น่่ะ

Slipknot – Psychosocial
I Did My Time, And I Want Out!
So Abusive Faith
It Doesn’t Cut, This Soul Is Not So Vibrant.
The Reckoning, The Sickening.
Back At Your Subversion
Pseudo-sick But Sick Perversion
Go Drill Your Desserts, Go Dig Your Graves!
Then Fill Your Mouth With All The Money You Will Save.
Sinking In, Getting Smaller Again.
I’m Done! It Has Begun, I’m Not The Only One!

And The Rain Will Kill Us All.
Throw Ourselves Against The Wall.
But No-one Else Can See.
The Preservation Of The Martyr In Me.

Psychosocial, Psychosocial, Psychosocial.
Psychosocial, Psychosocial, Psychosocial.

Ooooo
There Are Cracks In The Road We Lay.
But We’re The Devil Feud, The Secret Death Gone Mad.
This Is Nothing New, But Would We Kill It All
The Hate Was All We Had!
Who Needs Another Mess? We Could Start Over!
Just Look Me In The Eyes And Say I’m Wrong!
Now There’s Only Emptiness, But A Message To Bring
I Think We’re Done, I’m Not The Only One!

And The Rain Will Kill Us All.
Throw Ourselves Against The Wall.
But No-one Else Can See.
The Preservation Of The Martyr In Me.

Psychosocial, Psychosocial, Psychosocial.
Psychosocial, Psychosocial, Psychosocial.

Fate! Cannot Catch This Lie.i Tried To Tell You First!
Your Hurtful Lies Are Giving Out!
Can’t Stop The Killing, I Can’t Help It.
Is There Something Psycho?
Is This What You Want? I’m Not The Only One!

And The Rain Will Kill Us All.
Throw Ourselves Against The Wall.
But No-one Else Can See.
The Preservation Of The Martyr In Me.

And The Rain Will Kill Us All.
Throw Ourselves Against The Wall.
But No-one Else Can See.
The Preservation Of The Martyr In Me.
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Slipknot&song=Psychosocial

10 มิถุนายน55
10 มิถุนายนเหตุการณ์ในอดีต
พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) –
การไฟฟ้านครหลวงเปิดบริการแก่ประชาชนวันนี้
แบ่งแยกเมืองเชียงแขงเป็นสองส่วนตามแนวแม่น้ำโขง ฝั่งซ้ายเป็นของฝรั่งเศส ฝั่งขวาเป็นของอังกฤษ
http://th.wikipedia.org/wiki/10_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

เมื่อหลายวันมานี้ การติดต่อกับผู้คน และการร่วมกิจกรรม รวมถึงงานต่างๆ เจอคนที่ต้องการเจอแว๊บๆ ฯลฯ หลายเรื่องราวมากกว่าจะเขียนสั้นๆ แต่ที่เอามาตัดแปะเขียนอะไรนิดหน่อย ก็ตามสมควร กับสภาพลมฟ้าอากาศ ฝนตก(กรณีฝนตกไล่ช้าง) และผมโดนแมลงสัตว์กัดต่อยโดยบังเอิญทั้งที่ยังไม่หายหวัดฮาๆ

แต่เมื่อวานก่อนผมโพสต์แล้วwordpress ก็ปรากฏข้อความขึ้นมาว่า…The best way to become acquainted with a subject is to write a book about it.
Benjamin Disraeli
——-

หัวข้อข่าวที่น่าสนใจลองค้นหาดู…

bringing search data right to you+David Pogue

Rio+20 and the future we want
—–
Landmark election in Egypt(หริอปัญหาต่างประเทศในการเลือกตั้งของอียิปต์ และนึกถึงอดีตที่มีกษัตริย์กับกลุ่มสู้รบเหมาอิสม์ อิทธิพลมาร์กซิสม์ในเนปาล)

Power with purpose+Thomas L. Friedman
—–

The Crisis of European Democracy
IF proof were needed of the maxim that the road to hell is paved with good intentions, the economic crisis in Europe provides it. The worthy but narrow intentions of the European Union’s policy makers have been inadequate for a sound European economy and have produced instead a world of misery, chaos and confusion.

There are two reasons for this.

First, intentions can be respectable without being clearheaded, and the foundations of the current austerity policy, combined with the rigidities of Europe’s monetary union (in the absence of fiscal union), have hardly been a model of cogency and sagacity. Second, an intention that is fine on its own can conflict with a more urgent priority — in this case, the preservation of a democratic Europe that is concerned about societal well-being. These are values for which Europe has fought, over many decades.

Certainly, some European countries have long needed better economic accountability and more responsible economic management. However, timing is crucial; reform on a well-thought-out timetable must be distinguished from reform done in extreme haste. Greece, for all of its accountability problems, was not in an economic crisis before the global recession in 2008. (In fact, its economy grew by 4.6 percent in 2006 and 3 percent in 2007 before beginning its continuing shrinkage.)

The cause of reform, no matter how urgent, is not well served by the unilateral imposition of sudden and savage cuts in public services. Such indiscriminate cutting slashes demand — a counterproductive strategy, given huge unemployment and idle productive enterprises that have been decimated by the lack of market demand. In Greece, one of the countries left behind by productivity increases elsewhere, economic stimulation through monetary policy (currency devaluation) has been precluded by the existence of the European monetary union, while the fiscal package demanded by the Continent’s leaders is severely anti-growth. Economic output in the euro zone continued to decline in the fourth quarter of last year, and the outlook has been so grim that a recent report finding zero growth in the first quarter of this year was widely greeted as good news.

There is, in fact, plenty of historical evidence that the most effective way to cut deficits is to combine deficit reduction with rapid economic growth, which generates more revenue. The huge deficits after World War II largely disappeared with fast economic growth, and something similar happened during Bill Clinton’s presidency. The much praised reduction of the Swedish budget deficit from 1994 to 1998 occurred alongside fairly rapid growth. In contrast, European countries today are being asked to cut their deficits while remaining trapped in zero or negative economic growth.

There are surely lessons here from John Maynard Keynes, who understood that the state and the market are interdependent. But Keynes had little to say about social justice, including the political commitments with which Europe emerged after World War II. These led to the birth of the modern welfare state and national health services — not to support a market economy but to protect human well-being.

Though these social issues did not engage Keynes deeply, there is an old tradition in economics of combining efficient markets with the provision of public services that the market may not be able to deliver. As Adam Smith (often seen simplistically as the first guru of free-market economics) wrote in “The Wealth of Nations,” there are “two distinct objects” of an economy: “first, to provide a plentiful revenue or subsistence for the people, or, more properly, to enable them to provide such a revenue or subsistence for themselves; and secondly, to supply the state or commonwealth with a revenue sufficient for the public services.”

Perhaps the most troubling aspect of Europe’s current malaise is the replacement of democratic commitments by financial dictates — from leaders of the European Union and the European Central Bank, and indirectly from credit-rating agencies, whose judgments have been notoriously unsound.

Participatory public discussion — the “government by discussion” expounded by democratic theorists like John Stuart Mill and Walter Bagehot — could have identified appropriate reforms over a reasonable span of time, without threatening the foundations of Europe’s system of social justice. In contrast, drastic cuts in public services with very little general discussion of their necessity, efficacy or balance have been revolting to a large section of the European population and have played into the hands of extremists on both ends of the political spectrum.

Europe cannot revive itself without addressing two areas of political legitimacy. First, Europe cannot hand itself over to the unilateral views — or good intentions — of experts without public reasoning and informed consent of its citizens. Given the transparent disdain for the public, it is no surprise that in election after election the public has shown its dissatisfaction by voting out incumbents.

Second, both democracy and the chance of creating good policy are undermined when ineffective and blatantly unjust policies are dictated by leaders. The obvious failure of the austerity mandates imposed so far has undermined not only public participation — a value in itself — but also the possibility of arriving at a sensible, and sensibly timed, solution.

This is a surely a far cry from the “united democratic Europe” that the pioneers of European unity sought.
Amartya Sen, a Nobel laureate and a professor of economics and philosophy at Harvard, is the author, most recently, of “The Idea of Justice.”
http://www.nytimes.com/2012/05/23/opinion/the-crisis-of-european-democracy.html

เมื่อผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก แต่อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบ คือ “นิติรัฐ” (Rechtsstaat, Etat de droit) ไม่เหมือนกับ “นิติธรรม” (Rule of Law …
http://www.onopen.com ? Blogs ? piyabutr_s’s blog – แคช9 เม.ย. 2009 – รัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นมรดกตกทอดจากคณะรัฐประหารได้บรรจุคำว่า “นิติธรรม” อย่างชัดเจนที่สุดในมาตรา 3 วรรคสองว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา …
หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม : นิติราษฎร์
http://www.enlightened-jurists.com ? บทความ ? วรเจตน์ ภาคีรัตน์ – แคชรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ วรรคสองว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา … นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการบัญญัติคำว่า “หลักนิติธรรม” ไว้ในรัฐธรรมนูญ …
มันเป็นเรื่องที่ผมคิดเรื่องแง่มุมนิติรัฐ(Legal State) นิติธรรม และข้อถกเถียง (รวมถึงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในฐานะมืออาชีพ หรือถูกมือที่มองไม่เห็นบงการ หรือไม่่ในข่่าว)ที่มีปรากฏต่อรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าการนำคำว่านิติธรรม(Rule of Law) มันจะเข้ากับรัฐไทย หรือต่างจากอังกฤษ และประเด็นรายละเอียดถึงความยุติธรรมทางเนื้อหา ความยุติธรรมทางสังคม(ถ้าเกิดวิกฤติจิตวิปริตของสังคมไทย เพราะไม่ยุติธรรม)

ซึ่งJohn Rawls ในทฤษฎีของความยุติธรรม(ผมเคยเขียนเรื่องพวกนี้ไปบ้างแล้วในแง่ความอิจฉาริษยาไม่เกิดความยุติธรรม และการดื้อแพ่งทางกฏหมายฯลฯ)) เป็นอาจารย์ของamartya sen ผู้เขียนเรื่องความคิดของความยุติธรรม-ประชาธิปไตย และผมคิดเปรียบเทียบยุโรปมาถึงไทย

ซึ่งมันมีเรื่องเกี่ยวพันนอกเหนือจากรูปแบบประชาธิปไตยไปถึงเนื้อหาเกี่ยวข้องเรื่องunderstanding state welfare: social justice…อันยาว แต่่ในแง่ประชาธิปไตยไทยกำลังพัฒนาจากสามสิบบาทรักษาทุกโรคเป็นประกันสุขภาพทั่วหน้า

แต่่จะก้าวไปถึงประเทศรัฐสวัสดิการในยุโรปก็ต้องเดินทางต่อไป แต่ตอนนี้ก็มีอุปสรรคพรรคประชาธิปัตย์เริ่มเคลื่อนไหวบนท้องถนนแถวสีลม จัดเวทีวงเวียนใหญ่่ ทำให้น่าคิดว่าประชาธิปไตยจะไปทางไหน จากบทความของผมหลังยุบพรรคพลังประชาชน ในแง่ความเหมือน และความแตกต่าง นี่เป็นเรื่องการก่อตัวจากฟักไข่่เป็นกำเนิดของประชาธิปัตย์หลังจากพรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตรไม่ประสบความสำเร็จ บวกกับรอยต่อที่มีเรื่อง14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทยhttp://prachatai.com/journal/2008/12/19490 เป็นคำถามต่อไป? น่ะครับ


Antonio Gramsci

The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.
Antonio Gramsci (23 January 1891 – 27 April 1937) was an Italian writer, politician and political theorist. A founding member and onetime leader of the Communist Party of Italy, he was imprisoned by Mussolini’s Fascist regime.

I’m a pessimist because of intelligence, but an optimist because of will.
Letter from Prison (19 December 1929); also attributed to Romain Rolland.
All men are intellectuals: but not all men have in society the function of intellectuals.
Selections from the Prison Notebooks (1971)
The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.
Selections from the Prison Notebooks (1971)
Economy and ideology. The claim (presented as an essential postulate of historical materialism) that every fluctuation of politics and ideology can be presented and expounded as an immediate expression of the structure, must be contested in theory as primitive infantilism, and combated in practice with the authentic testimony of Marx, the author of concrete political and historical works.
Selections from the Prison Notebooks (1971)
History is at once freedom and necessity.
Selections from the Prison Notebooks (1971)
We can see that in putting the question “what is man?” what we mean is: what can man become? That is, can man dominate his own destiny, can he “make himself,” can he create his own life? We maintain therefore that man is a process and, more exactly, the process of his actions. If you think about it, the question itself “what is man?” is not an abstract or “objective” question. It is born of our reflection about ourselves and about others, and we want to know, in relation to what we have thought and seen, what we are and what we can become; whether we really are, and if so to what extent, “makers of our own selves,” of our life and of our destiny. And we want to know this “today,” in the given conditions of today, the conditions of our daily life, not of any life or any man
Selections from the Prison Notebooks (1971)
Revolutionaries see history as a creation of their own spirit, as being made up of a continuous series of violent tugs at the other forces of society – both active and passive, and they prepare the maximum of favourable conditions for the definitive tug (revolution).
Selections from the Prison Notebooks (1971)
My practicality consists in this: in the knowledge that if you beat your head against the wall it is your head which breaks and not the wall … that is my strength, my only strength.
The Modern Prince and other Writings, quoting a letter to his sister
http://en.wikiquote.org/wiki/Antonio_Gramsci
———-
…ชูศักดิ์ กล่าวต่อมาว่า เหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 และปฏิกิริยาของนักเขียนจำนวนหนึ่ง เป็นหมุดหมายสำคัญของการแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งก็เป็นความท้าทายของกวีและนักเขียนไทยว่าจะสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไปในทิศทางใด ตามคำนิยามของ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักคิดชาวอิตาเลียน ได้อธิบายเรื่อง “ภาวะเปลี่ยนผ่านของสังคม” ไว้ว่าเมื่อใดที่อำนาจนำที่ได้รับการยอมรับโดยดุษฏีจากชนทุกชั้นของสังคมเริ่มคลายมนต์ขลัง และสูญเสียสถานะความเป็นอำนาจนำ เมื่อนั้นสังคมจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่กับการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งขยายความเพิ่มเติมโดยให้ภาพเปรียบเปรยที่กลายเป็นวรรคทองที่คนนิยมนำมาใช้กล่าวอ้างกัน คือ “แท้จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา” “The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.” อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971) และ “เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย เมื่อนั้นอสูรกายจะปรากฏตัว” “The old world is dying away, and the new world struggles to come forth: now is the time of monsters.”

อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971) กรัมชี่มองว่าการเปลี่ยนผ่านที่เกิดอาการวิปลาสทั้งปวงเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะชะงักงันของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่เดินมาจนถึงจุดหัก เมื่อพลังฝ่ายจารีตนิยมอ่อนเปลี้ย ใกล้ตาย และพลังฝ่ายก้าวหน้าก็ยังไม่สามารถเผด็จศึกได้โดยเด็ดขาด ชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวัฒนธรรมไทยเองก็มีการมองเรื่องยุคเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน แต่จะอิงอยู่กับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในมหาสุบินชาดก ที่คุ้นเคยกันดีในรูปของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา โดยแจกแจงเหตุอาเพศ 16 ประการ และระบุไว้ชัดเจนว่าเหตุปัจจัยของอาเพศเหล่านี้เกิดขึ้นมาด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา วิธีการมองเหตุอาเพศของไทยอธิบายด้วยกรอบชนชั้นของสังคมอย่างไม่อ้อมค้อม เริ่มด้วยอธิบายอาเพศโดยธรรมชาติ โยงเข้ากับความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วนำสู่ข้อสรุปว่าความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในสังคมเป็นอาเพศ เป็นความวิปริต แต่หากนำกรอบความคิดสมัยใหม่เข้าไปมอง จะเห็นว่าความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การเป็นผู้ใหญ่-ผู้น้อย สถานะในสังคมจะเท่าเทียมกันตามกรอบประชาธิปไตย แต่การมองอาเพศในแบบของไทยเป็นการมองโดยชนชั้นนำในอดีตที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน “ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม” ทั้งนี้ ในทัศนะของไทย “การเปลี่ยนผ่าน” และ “อาเพศ” แตกต่างจากทัศนะของกรัมชี่อยู่มากพอสมควร

โดยกรัมชี่ใช้คำว่า “วิปลาส” มาเป็นคำอุปมาเพื่อบรรยายถึงภาวะวิปริต อาการแปรปรวนภายใน เพื่ออธิบายถึงวิกฤติในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ช่วยเตือนสติว่า “อาการวิปลาส” ที่มันเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งอยู่ภายในสังคม อยู่ในตัวเรา รวมทั้งอาจอยู่ในคนที่อยู่ใกล้ตัวเราเอง โดยในภาวะปกติอาจแฝงตัวอยู่ในสถานะผู้รักเพื่อนมนุษย์ รักสันติ รักประชาธิปไตย อยู่ในภาพที่สูงส่งและดีงาม แต่ในภาวะวิกฤติของการเปลี่ยนแปลง ผู้คนก็จะแสดงความวิปลาสที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมา กวีเพื่อประชาชนที่ผู้คนเคยยกย่อง ท่าทีต่อการสังหารหมู่ เม.ย.-พ.ค.53….
http://prachatai.com/journal/2011/05/34441

——-
ผมอยากเขียนเรื่องขยำกระดาษ ทำนายกรรม หรือ สเก็ตกรรม เป็นตำแหน่งรองจ้าวการทำนายแห่งประเทศไทย,ริวจิตสัมผัส,หูทิพย์ ทำนายฯลฯ แต่ไม่มีเวลา และไม่มีเวลาเขียนฮา) อีกหลายอย่าง ในแง่ทำนายอนาคตของปัจเจกถึงสังคมไทย และการเมืองไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป และโหรวารินทร์ ที่ทำนายให้คมช.หายไปไหน

ก็”พล.อ.สนธิ” ไม่ตอบ “ใครอยู่เบื้องหลังรปห.19 กันยา?”
Thu, 2012-03-22 01:20″เสธ.หนั่น” ถามกลางวงเสวนาศึกษาแนวทางปรองดอง ใครอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร- “พล.อ.เปรม” พาเข้าเฝ้าฯ ใช่หรือไม่-พล.อ.เปรมรู้เห็นด้วยใช่หรือไม่ ด้าน “พล.อ.สนธิ” ไม่ยอมตอบอ้างไม่อยากฟื้นฝอย ถ้าต้องการปรองดองต้องให้อภัย-ลืมอดีตบ้าง ไม่เช่นนั้นสังคมจะยิ่งขัดแย้ง บางคำถามตายแล้วก็ตอบไม่ได้ เรื่องบางเรื่องเมื่อถึงเวลาจะปรากฏขึ้นมาเองhttp://prachatai.com/journal/2012/03/39764

(จริงๆ ก็ยังสงสัยเรื่องชายชุดดำในเหตุการณ์การเมืองไทยในช่วงเมษา-พฤษา53 ถ้ายึดหลักคารล์ ป็อบเปอร์ คือ พิสูจน์ผิดไม่ได้ก็คือ มีจริง ไม่ว่าจะแง่มือที่สาม ฯลฯ)แล้วความจริงกับปัญหาวิกฤติของอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ ฯลฯ

——–
เมื่อผมกำลังอ่านเรื่่องthe subject of semiotics ของkaja silverman …This provocative book undertakes a new and challenging reading of recent semiotic and structuralist theory, arguing that films, novels, and poems cannot be studied in isolation from their viewers and readers.

แต่ว่าไม่มีเวลาอ่านเท่าไหร่ อและผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก ก็อยากเขียนเรื่องPositive and Negative Identify of Thainess.(เขียนไปบ้างคราวที่แล้วนิดหน่อยเลยดัดแปลงมาเป็นPositive and
Negative) และSubject and Method เป็นประเด็นส่วนหนึ่งของวิธีวิทยาของหนังสือSIAM MAPPEDD…น่าสนใจดี.. จบ..น่ะครับ
——–

มิติเชิงภาวะวิสัย และเชิงอัตตวิสัย ต้องพิจารณาทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลข. และไม่ใช่ตัวเลข จึงเข้าใจความซับซ้อนและเป็นองค์รวม ได้

http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=738
—-
เกี่ยวกับลัทธิอัตวิสัย
ลัทธิอัตวิสัยมีอยู่อย่างหนาแน่นในหมู่สมาชิกพรรคบางคน, ทั้งนี้ไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองและการชี้นำการงาน. เพราะว่าการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองแบบลัทธิอัตวิสัยและการชี้นำการงานแบบลัทธิอัตวิสัยนั้น ผลอันแน่นอนที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่ใช่ลัทธิฉวยโอกาสก็เป็นลัทธิสุ่มเสี่ยง ส่วนการวิจารณ์แบบลัทธิอัตวิสัยภายในพรรค, การพูดพล่อย ๆ โดยไม่ต้องมีหลักฐาน หรือ
การระแวงสงสัยกันนั้น มักจะก่อให้เกิดการวิวาทบาดหมางที่ปราศจากหลักการขึ้นภายในพรรค และทำลายองค์การจัดตั้งของพรรค.
ปัญหาเกี่ยวกับการวิจารณ์ภายในพรรคนั้น ยังมีอีกข้อหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึง นั่นคือการวิจารณ์ของสหายบางคน แทนที่จะสนใจในเรื่องใหญ่กลับสนใจแต่เรื่องเล็ก. พวกเขาไม่เข้าใจว่า ภาระหน้าที่สำคัญในการวิจารณ์นั้น คือชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดทางการเมืองและความผิดพลาดทางการจัดตั้ง ส่วนข้อบกพร่องส่วนตัวนั้น ถ้าไม่เกี่ยวพันกับความผิดพลาดทางการเมืองและทางการจัดตั้งแล้ว ก็ไม่จำเป็น
ต้องตำหนิให้มากนัก, จนทำให้สหายทั้งหลายไม่รู้ว่าจะวางตนอย่างไรดี ยิ่งกว่านั้น, เมื่อใดที่การวิจารณ์ชนิดนี้ขยายออกไป จิตใจของสมาชิกพรรคจดจ่ออยู่ที่ข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อยๆ เสียหมดแล้ว ทุกคนต่างกลายเป็นสุภาพบุรุษที่ระมัดระวังจนตัวลีบ ก็จะลืมภาระหน้าที่ทางการเมืองของพรรคเสีย ทั้งนี้เป็นอันตรายอันใหญ่หลวง.
วิธีแก้: ที่สำคัญคือ ให้การศึกษาแก่สมาชิกพรรค แปรความคิดของสมาชิกพรรคและชีวิตภายในพรรคให้เป็นแบบการเมืองและเป็นวิทยาศาสตร์ การที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายข้อนี้ได้ก็ต้อง: (๑) ให้การศึกษาแก่สมาชิกพรรคให้ใช้วิธีลัทธิมาร์กซ-เลนินไปวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองและประเมินกำลังทางชนชั้นแทนการวิเคราะห์และการประเมินแบบลัทธิอัตวิสัย (๒) ให้สมาชิกพรรคสนใจในการสำรวจค้นคว้า
เศรษฐกิจสังคม เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานในการกำหนดยุทธวิธีการต่อสู้และวิธีการทำงาน และทั้งจะต้องให้สหายทั้งหลายเข้าใจว่า ถ้าปราศจากการสำรวจสภาพที่เป็นจริงแล้ว, ก็จะตกลงไปในปลักลึกแห่งความเพ้อฝันและการสุ่มเสี่ยง (๓) การวิจารณ์ภายในพรรคจะต้องป้องกันมิให้วิจารณ์อย่างอัตวิสัยและวินิจฉัยตามใจชอบ และมิให้การวิจารณ์กลายเป็นสิ่งสามานย์ไป การพูดต้องมีหลักฐาน การวิจารณ์ต้องสนใจใน
การเมือง.
http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=1454:2012-05-24-10-36-45&catid=135:mao11&Itemid=144

ผมแถมสรรนิพนธ์ของเหมาเจอตุง…

สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง เล่ม ๑ (ตอนปลาย)
ปัญหายุทธศาสตร์ ในสงครามปฏิวัติของจีน* บทที่ ๑ ตอนที่ ๑ กฎแห่งสงครามเป็นกฎที่พัฒนา
ตอนที่ ๒ จุดมุ่งหมายของสงครามอยู่ที่ทำลายสงคราม
ตอนที่ ๓ ปัญหายุทธศาสตร์คือสิ่งที่ค้นคว้า กฎแห่งส่วนทั้งหมดของสงคราม
ตอนที่ ๔ ปัญหาสำคัญอยู่ที่สันทัดในการศึกษา
บทที่ ๒ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับสงครามปฏิวัติของจีน
บทที่ ๓ ลักษณะพิเศษแห่งสงครามปฏิวัติของจีน ตอนที่ ๑ ความสำคัญของปัญหานี้
ตอนที่ ๒ ลักษณะพิเศษแห่งสงครามปฏิวัติของจีนคืออะไร
ตอนที่ ๓ ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของเราเกิดจากลักษณะพิเศษดังกล่าว
บทที่ ๔ “การล้อมปราบ” กับการต้าน “การล้อมปราบ” รูปแบบหลักแห่งสงครามกลางเมืองของจีน
บทที่ ๕ การรับทางยุทธศาสตร์ ตอนที่ ๑ การรับอย่างเป็นฝ่ายกระทำ กับการรับอย่างเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ตอนที่ ๒ การเตรียมต้าน “การล้อมปราบ”
ตอนที่ ๓ การถอยทางยุทธศาสตร์
บทที่ ๔ การรุกโต้ตอบทางยุทธศาสตร์
ตอนที่ ๕ ปัญหาการเริ่มรุกโต้ตอบ
ตอนที่ ๖ ปัญหาการรวมศูนย์กำลังทหาร
ตอนที่ ๗ การรบเคลื่อนที่
ตอนที่ ๘ การรบแตกหักรวดเร็ว
ตอนที่ ๙ การรบทำลายล้าง
หมายเหตุ
คำแถลงเกี่ยวกับคำแถลงของเจียงไคเช็ค
หมายเหตุ
ภาระหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสมัยต่อต้านญี่ปุ่น *
ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพ
ความรับผิดชอบในการนำของเรา
หมายเหตุ
ต่อสู้เพื่อช่วงชิงมวลชนเรือนแสนเรือนล้านให้เข้าสู่แนวร่วมประชาชาติต่อต้านญี่ปุ่น
ปัญหาประชาธิปไตย
ปัญหาอนาคตของการปฏิวัติ
ปัญหาผู้ปฏิบัติงาน
ปัญหาประชาธิปไตยภายในพรรค
ความสามัคคีในที่ประชุมใหญ่และความสามัคคีในพรรคทั้งพรรค
ต่อสู้เพื่อช่วงชิงมวลชนเรือนแสนเรือนล้านให้เข้าสู่แนวร่วมประชาชาติต่อต้านญี่ปุ่น
หมายเหตุ

http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=1361&Itemid=145

—————-
ทำไมต้องสนใจนิทเช่ ในฐานะนักปรัชญา ผู้ให้อิทธิพลแก่ฟูโกต์ ในเรื่องมโนทัศน์ และฟูโกต์ ผู้พัฒนาเรืองsubjectได้ตั้งคำถามกับภัยพิบัติทางวัฒนธรรมเยอรมัน ที่ต้องแก้ไขปรับปรงไว้ด้วย(เขียนสั้นแค่นี้) น่ะครับ
——–
ทำไมจึงต้องศึกษาปรัชญา
เราเคยกล่าวว่าโลกทัศน์ของวัตถุนิยมวิภาษเป็นโลกทัศน์ที่ถูกต้อง วัตถุประสงค์ของการศึกษาปรัชญาวัถตุนิยมวิภาษก็คือ จะนำโลกทัศน์ วัถตุนิยมวิภาษไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่างๆ โลกทัศน์วัตถุนิยมวิภาษเห็นว่าธาตุแท้ของโลก ตั้งแต่ไหน แต่ไรมามันเป็นวัตถุ สรรพสิ่งทั้งหลายของโลกเรานี้ล้วนมีการเคลื่อนไหว ที่เปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น วัตถุจะดำรงอยู่ตาม ภาวะวิสัย จะวิวัฒนาการไป
ตามกฎภาวะวิสัยของมันโดยไม่หันเหไปตามความ ต้องการทางอัตวิสัยของคนเรา ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานชนิดใด ต้องไม่เริ่มจากเจตจำนงหรือความต้องการ ทางอัตวิสัยของเรา เพราะจะมีโอกาสล้มเหลวง่ายมาก หากต้องการจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องเริ่มต้นจากการศึกษาเพื่อ รับรู้สภาวะความเป็นจริงทางภาวะวิสัยในการดำรงอยู่ของสิ่งนั้นให้แจ่มชัดเสียก่อน ทำความเข้าใจเงื่อนไขของ
ภาวะวิสัยให้ได้แล้วอาศัย สภาพความเป็นจริงกับเงื่อนไขที่ดำรงอยู่ นำมาสร้างแผนการหรือ โครงการตามความต้องการทางอัตวิสัยของเรา จึงจะสามารถหลีกเลี่ยง ความผิดพลาด หรือเกิดความผิดพลาดได้น้อยที่สุด เมื่อจะสรุปงานก็ สามารถสรุปเอาหลักการ ทั่วไปที่เหมาะสมมาใช้กับสรรพสิ่งได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ทางภาวะวิสัยต้องมาก่อนจิตสำนึกอัตวิสัยของเรา นี่คือหลักการปรัชญา
โลกทัศน์พื้นฐานที่สุดของปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ
ตัวอย่างที่ 1 การทำงานเคลื่อนไหวให้การศึกษาและยกระดับ คุณภาพของกรรมกร
เราต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงทางภาวะสัยของชีวิตความเป็น อยู่ที่แท้จริงของกรรมกร ความคิดและวัฒนธรรมของกรรมกร ตลอดจน ความเดือดร้อนต้องการของกรรมกรทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร เช่น แต่เดิม กรรมกรมาจากครอบครัวยากจนหรือค่อนข้างยากจนที่เป็นชาวนาในชนบท ความจำเป็นในการแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ จึงต้องจากพ่อแม่พี่น้องหรือ ลูกเมียในชนบทออกมาขายแรงงานในเมือง ดังนั้น
จึงไม่สามารถได้ รับวัฒนธรรม การศึกษาตามระบบโรงเรียนจนมีความรู้สูง อย่างมากก็จบ เพียงชั้น ป. 6 หรือ ม. 3 ที่จบได้ถึงชั้น ม. 6 หรือมหาวิทยาลัยนั้นมีน้อย สภาวะความเป็นจริงเช่นนี้ ความรู้ของกรรมกรจึงอยู่ในวงจำกัด หาก จะให้การศึกษาปรัชญาหรือ เศรษฐศาสตร์การเมืองกับกรรมกรด้วยศัพท์ ภาษาอังกฤษหรือศัพท์สูงทางมหาวิทยาลัยแบบเดียวกับที่นักวิชาการ ทั่วไปนำมาใช้ ก็ไม่สามารถจะให้
ความรู้ทางด้านปรัชญาวัตถุนิยม วิภาษหรือเศรษฐศาสตร์การเมือง ลัทธิมาร์กซกับกรรมกรจนนำไปใช้ได้ เพราะกรรมกรทั่วไปมีความคิดหรือการศึกษาน้อย มีวัฒนธรรม การศึกษาต่ำ ฟังการอธิบายของนักวิชาการ ที่ใช้ทับศัพท์หรือศัพท์สูง ต่างๆ แล้วอาจจะสับสนไม่เข้าใจ การขยายทฤษฎีลัทธิมาร์กซไปสู่ กรรมกรผู้ใช้แรงงานก็จะเกิดปัญหาไม่สามารถขยายให้กว้างขวาง ได้ แต่หากเราเริ่มต้นด้วยการศึกษากฎ
ทางภาวะวิสัยของกรรมกรให้เข้าใจ เสียก่อน เมื่อเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่และความคิดวัฒนธรรมมตาม ความเป็นจริงแล้ว ก็สามารถจัดการศึกษาที่ใช้คำพูดและภาษาที่ เหมาะสมให้กรรมกรผู้ใช้แรงงานเข้าใจได้ง่าย การขยายงานจะเกิดปัญหา น้อยลง
ตัวอย่างที่ 2 การให้การศึกษากรรมกร
50 ปีที่ผ่านมา ความคิดของกรรมกรผู้ใช้แรงงานล้วนถูกครอบงำจากชนชั้นปกครอง ที่มีทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ การโฆษณาชวนเชื่อว่าลัทธิมาร์กซเป็นลัทธิอุบาทว์ พวกคอมมิวนิสต์ เป็นพวกปีศาจมารร้ายที่เที่ยวไล่กินคน ทำให้ประชาชนไทยหวาดกลัวลัทธิมาร์กซมาตลอด นี่คือสภาวะความเป็นจริงทางภาวะวิสัยที่ดำรงอยู่

หากเราคิดจะเข้าไปขยายงานให้การศึกษากับกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ก็จำเป็นต้องศึกษาความเป็นจริงทางภาวะวิสัยข้างต้นให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงกำหนดแผนการหรือโครงการให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพการณ์นั้น เช่นดัดแปลงตนเอง ไม่ทำให้กรรมกรรู้สึกว่ามีความแตกต่างกันมากนัก เปลี่ยนแปลงศัพท์แสงให้เป็นคำธรรมดาสามัญที่เรียบๆ ง่ายๆ ที่กรรมกรฟังแล้วเข้าใจได้ ไม่เกิดความหวาดกลัว เช่น
ใช้คำว่า “สมบัติส่วนรวม” มาแทนคำว่าคอมมิวนิสต์ ใช้คำว่า “ทฤษฎีมาร์กซิสม์” แทนคำว่า ลัทธิมาร์กซ เป็นต้น
ตัวอย่างที่ 3 การชี้นำการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกรรมกร
กรรมกรผู้ใช้แรงงานล้วนถูกกดดันจากสภาพความเป็นจริง กลัวถูกเลิกจ้างและเดือดร้อนจากค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีการต่อสู้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายเช่นต่อสู้ด้านสวัสดิการโดยผ่านสหภาพแรงงาน เป็นต้น การต่อสู้ เช่นนี้ที่ผ่านมาล้วนไม่สามารถแก้ไขปัญหารากฐานที่แท้จริงของกรรมผู้ใช้แรงงานได้ เราจึงต้องการเข้าไปชี้นำให้กรรมกรพัฒนาเปลี่ยนแปลงทิศทางไปสู่การต่อสู้ทางการเมือง ชี้นำการ
เคลื่อนไหวของกรรมกรให้เป็นเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง ทำให้กรรมกรเข้าใจความสามัคคี ในหมู่ชนผู้ใช้แรงงาน และการจัดขบวนของกรรมกรอย่างกว้างขวาง และลงลึกนั้น ต้องศึกษาภาวะวิสัยที่เป็นจริงดังกล่าวข้างต้นให้ ถ่องแท้เสียก่อน จะต้องไม่เริ่มต้นจากความต้องการทางอัตวิสัยของเราเองเช่น หากกรรมกรยังไม่ตื่นตัวทางการเมือง ไม่ควรเสนอข้อเรียกร้องที่รุนแรงจนเกินไป เช่น ใช้วิธียึดโรงงาน
เป็นต้น เพราะยึดแล้วก็ไม่สามารถจะทำอะไรต่อได้ เนื่องจากความเป็นจริงทาง ภาวะวิสัยนั้น สภาพการณ์ทั้งหมดยังไม่สุกงอม อำนาจรัฐยังเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุน การเสนอให้กรรมกรต่อสู้ในรูปแบบการยึดโรงงาน จึงมีแต่ทำให้กรรมกรถูกปราบปราม ต้องสูญเสียทั้งผลประโยชน์และเกิด ความท้อแท้ ควรเริ่ม จากรูปแบบที่ง่ายและสอดคล้องกับความตื่นตัวของ กรรมกรในแต่ละโรงงาน รูปแบบการยึด
โรงงานอาจจะเป็นเพียงยุทธวิธี ที่นำมาใช้ในบางครั้ง เพื่อสร้างการตื่นตัวทางการเมืองให้กับกรรมกร ชี้ให้เห็นว่ากรรมกรจะต้องสามัคคีกัน จัดขบวนให้เข้มแข็งทำการต่อสู้ ทางการเมือง จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานของกรรมกรได้
http://www.firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=13&catid=1&Itemid=19


เมื่อจริงๆ มันก็มีเรื่องหลายอย่าง ในแง่การเขียนอยากเขียนเรื่องการสะสมทุนทางการเงิน และทุนทางความรู้ ฯลฯ

ว่าด้วยZiZek ผสมผสานทฤษฎีหลายอย่างจากมารกซ์ แนวจิตวิทยา สนใจทางวัฒนธรรมวิจารณ์ และภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นหลังมารก์ซิสมก็ว่ากันไปในการอธิบายงานของเขา(มีเวลาเขียนน้อย เล่าต่อแค่นี้จบ) ลองดููเพิ่มเติมนี่เป็นบทสัมภาษณ์…
ZiZek Featured in The Onion —We Fill in the Blanks
By Ryan Healey Rebecca Nathanson / 25 May 2012
The Onion Weekender recently featured our in-house champion of castration anxiety:

The answers are here. We interns scoured our ?i?ek backlist to uncover his hints for YOU.

10. Build up anticipation before the night. From The Plague of Fantasies:

Let us consider virtual sex: when I play sex games with a partner on the screen, exchanging ‘mere’ written messages, it is not only that the games can really arouse me or my partner and provide us with a ‘real’ orgasmic experience; it is not only that, beyond mere sexual arousal, my partner and I can ‘really’ fall in love without meeting in RL.

9. Kink. From Living in the End Times:

The entanglement of lust (sin) and law resides not only in the fact that the prohibition of sexuality makes lust desirable; one should also add that the pain and guilt we feel when, against our will, we are dragged into sexual lust, are themselves sexualized. Not only do we feel pain and guilt at sexual enjoyment, we enjoy this very pain and guilt.

8. Don’t be intimidated by his past history.

“The Elvis of cultural theory”; “unafraid of confrontation”; “often breathtaking in his scope and acuity”; “master of counterintuitive observation”; “?i?ek is consistently penetrating”; “never ceases to dazzle”; “To witness ?i?ek in full flight is a wonderful and at times alarming experience, part philosophical tightrope walk, part performance-art marathon, part intellectual roller-coaster ride.”

7. Cheer him up. From Keith Gessen:
You know who else is from Slovenia? Slavoj ?i?ek, the philosopher, author most recently of a book on Hegel called Less than Nothing. This is Kopitar’s philosophy, perhaps: He wants the other team to score less than nothing. The impossibility of this causes him to stay up nights, developing dark circles under his eyes, causing him to look depressed.6. Get ahistorical.

And, since the basic inconsistency constitutive of human being as such is the discord (the “impossibility”) of the sexual relationship, no wonder that one of the key elements in our fascination with the animal kingdom is represented by its perfectly regulated mating rituals—animals do not need to worry themselves with all the complex fantsies and stimulants needed to sustain sexual lust, they are able to “have sex ahistorically.”

5. Be discreet, unlike flowers:

4. Fidelity is indispensable. ?i?ek in Occupy!:

The only thing I’m afraid of is that we will someday just go home and then we will meet once a year, drinking beer and nostalgically remembering “what a nice time we had here.”

3. Get creative, as the bar is high. From Occupy!:

What do we perceive today as possible? Just follow the media. On the one hand, in technology and sexuality, everything seems to be possible.

2. Mix it up—the man likes variety. From The Plague of Fantasies:

In this precise sense, fist-fucking is Edenic; it is the closest we can get to what sex was like before the Fall: what enters me is not the phallus, but a pre-phallic partial object, a hand—we are back in a pre-lapsarian Edenic state.

1. But still keep it simple—it’s classic for a reason. From Less Than Nothing:

One can thus imagine a couple reducing their sexual activity to a minimal level, depriving it of all excess, only to find that the minimalism itself becomes invested with an excessive sexual jouissance (along the lines of those partners who, to spice up their sex life, treat it as a disciplinary measure, dress up in uniforms, follow strict rules, etc).

?i?ek’s newest from Verso, Less Than Nothing, comes in four parts: The Drink Before, The Thing Itself: Hegel, The Thing Itself: Lacan, The Cigarette After. But before the cigarette, a drink:
An old Slovene joke: a young schoolboy has to write a short composition with the title “There is only one mother!” in which he is expected to illustrate, apropos a singular experience, the love which links him to his mother; here is what he writes: “One day I returned home earlier than expected, because the teacher was ill; I looked for my mother and found her naked in bed with another man who was not my father. My mother angrily shouted at me: ‘What are you staring at, you idiot? Why don’t you run to the refrigerator and get us two cold beers!’ I ran to the kitchen, opened the refrigerator, looked into it and shouted back to the bedroom: ‘There is only one, mother!’”
http://www.versobooks.com/blogs/1021-zizek-featured-in-the-onion-we-fill-in-the-blanks

ประวัติ Slavoj Žižek (pronounced [ˈslavoj ˈʒiʒɛk]; born 21 March 1949) is a Slovenian philosopher and cultural critic[1] working in the traditions of Hegelianism, Marxism and Lacanian psychoanalysis. He has made contributions to political theory, film theory and theoretical psychoanalysis.
Žižek is a senior researcher at the Institute of Sociology University of Ljubljana, Slovenia, and a professor at the European Graduate School.[2] He has been a visiting professor at, among others, the University of Chicago, Columbia University, London Consortium, Princeton University, New York University, The New School, the University of Minnesota, the University of California, Irvine and the University of Michigan. He is currently the International Director of the Birkbeck Institute for the Humanities at Birkbeck, University of London and president of the Society for Theoretical Psychoanalysis, Ljubljana.[3]
Žižek uses examples from popular culture to explain the theory of Jacques Lacan and uses Lacanian psychoanalysis, Hegelian philosophy and Marxist economic criticism to interpret and speak extensively on immediately current social phenomena, including the current ongoing global financial crisis. In a 2008 interview with Amy Goodman on the New York City radio show Democracy Now! he described himself as a “communist in a qualified sense” and in another appearance on the show in October 2009 he described himself as a “radical leftist”.[4][5]
It was not until the 1989 publication of his first book written in English, The Sublime Object of Ideology, that Žižek achieved international recognition as a social theorist. Since then, he has continued to develop his status as a confrontational intellectual.
He writes on many topics including subjectivity, ideology, capitalism, fundamentalism, racism, tolerance, multiculturalism, human rights, ecology, globalization, the Iraq War, revolution, utopianism, totalitarianism, postmodernism, pop culture, opera, cinema, political theology, and religion.(หรือเราลองค้นดูจากกูเกิลเรื่องซิเซก ที่มีคนไทยเขียนกัน น่ะครับ)
รูปประกอบซิเซค ในข้อมูลวิกิพีเดียที่โปแลนด์(เผื่อใครจะอินกับบอลยูโร ที่โปแลนด์ฮา) คือ การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 (อังกฤษ: 2012 UEFA European Football Championship) หรือที่นิยมเรียกทั่วไปว่า ยูโร 2012 (อังกฤษ: EURO 2012) เป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 14 จัดโดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) โดยการแข่งขันรอบสุดท้าย จะจัดขึ้นที่สาธารณรัฐโปแลนด์ และประเทศยูเครน ระหว่างวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012)และผมกำลังรอดูว่าช้างทำนายผลบอลแม่นหรือเปล่า คร้าบ


ถ้าใครว่างๆ ไปดูหนังของเราได้ ผมส่งไปแล้วที่มูลนิธิหนังไทยจัดฉายฯ
http://www.thaifilm.com/shortFilmDetail.asp?id=177

แจ้งรายชื่อภาพยนตร์สั้นที่มาถึงเราแล้ว เรียงตามชื่อผู้กำกับค่ะ
07/06/12
รายชื่อ ภาพยนตร์ที่มาถึงเราและข้อมูลออนไลน์เรียบร้อยดีแล้ว
ภาพยนตร์อีก 26 เรื่อง มาถึงเราแล้ว แต่ยังไม่มีรายชื่อขึ้น แสดงว่า ข้อมูลไม่เรียบร้อยหรือยังไม่ได้ลงทะเบียนออนไลน์ค่ะ รบกวนติดต่อเราที่ thaishortfilmfestival@gmail.com
สำหรับผู้ที่ส่งมาแล้ว หลังวันจันทร์แต่ยังไม่มีรายชื่อรบกวนรอนะคะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ thaishortfilmfestival@gmail.com หรือ 0816975976 , 0849146950 และ 028002716

หากท่านต้องดูหนังสั้นกว่า 500 เรื่อง ให้จบภายใน 30 วัน ท่านจะทำอย่างไร?
06/06/12
หากท่านต้องดูหนังสั้นกว่า 500 เรื่อง ให้จบภายใน 30 วัน ท่านจะทำอย่างไร?
ก. ดูไปเรื่อยๆ จนจบแต่ละเรื่อง เหนื่อยก็พัก
ข. เลือกดูเฉพาะชื่อเรื่องที่น่าสนใจ หรือ ผู้กำกับที่รู้จัก
ค. ทำไมกูต้องดูด้วยว่ะ? ไม่ดูโว้ย
หากคุณเลือกข้อ ก. เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะ เทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยมูลนิธิหนังไทย และหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้จัดงาน หนังสั้นมาราธอน โดยจะจัดฉายภาพยนตร์สั้นของไทยทั้งหมดที่ส่งเข้าร่วมประกวดงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 ซึ่งจะมีหนังหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นหนังเล่าเรื่อง หนังทดลอง หนังสารคดี หนังอนิเมชั่น หลากหลายแนว ตลก ชีวิต รัก ผี ผสมผสานกันไปตลอดงานมาราธอน
หนังสั้นมาราธอนปีนี้ จะมีขึ้นตั้งแต่วันอังคารที่ 19 มิถุนายน – วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม ศกนี้ ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์ และ วันที่ 10 – 15 กรกฎาคม) โดยวันอังคาร – ศุกร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 17.30 – 20.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มเวลา 11.00 – 20.30 น. (แบ่งเป็น 5 รอบ) ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร งานนี้ดูฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไรครับ
หากคุณเลือกข้อ ข. คุณสามารถติดตามดูรายชื่อภาพยนตร์สั้นที่จะฉาย พร้อมตารางฉาย และ ชื่อผู้กำกับ ได้ที่ http://www.thaifilm.com/
หรือ Facebook Fan Page : 16th Thai Short Film and Video Festival สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0816975976 , 0849146950 และ 028002716
หากคุณเลือกข้อ ค. เสียใจด้วยครับ คุณไม่เหมาะกับงานหนังสั้นมาราธอน ของเรา แต่คุณอาจจะเหมาะกับงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 ที่จะมีขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 16 – วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม ศกนี้ ก็ได้นะ
http://www.thaifilm.com/shortFilmDetail.asp?id=174
—-
เน็ตเกือบล่ม “ท่านมุ้ย” ถูกศาลสั่งล้มละลาย?
ภาพ ? สนุกดอทคอม
ท่านมุ้ยหรือหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจเพียบ
ตามรายงานข่าว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีประกาศจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เกี่ยวกับเรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในฐานะลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลาง ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 14519/2550 โดยมีราชกิจจานุเบกษา ได้ออกมาเผยแพร่ตามฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 129 ตอน 58 ง ท่านมุ้ยหรือหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้สร้างภาพยนตร์มีชื่อเสียงมากมาย อาทิ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, ความรักครั้งสุดท้าย, สุริโยไท, กล่อง, เสียดาย, น้องเมีย, คนเลี้ยงช้าง และครูสมศรี เป็นต้น
หลังมีข่าวนี้แพร่กระจายออกไป โลกออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่จะเป็นข้อความให้กำลังใจ
ที่มา: มติชนออนไลน์

นักวิเคราะห์คาด “เฟซบุ๊ก” จะตายภายในปี 2020
Thu, 2012-06-07 00:23
เว็บไซต์ blognone รายงานว่า เอริค แจ็คสัน ผู้ก่อตั้งสถาบัน Ironfire Capital ได้ออกมาพูดในรายการ Squawk on the Street ช่อง CNBC ว่า “ในอนาคตนี้ Facebook จะหายไปจากโลกอินเทอร์เน็ตเหมือนที่ Yahoo ได้หายไป” … “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม Yahoo ก็ยังสามารถทำเงินได้และก็ยังมีพนักงานกว่า 13,000 คน ถึงแม้ว่ามันจะมีมูลค่าเพียงแค่ 10% จากราคาตลาดสมัยที่ Yahoo รุ่งที่สุดเมื่อปี 2000”
สำหรับสาเหตุที่เขาเชื่อว่า Facebook จะหายไปนั้น เขาบอกว่าบนตลาดมือถือ Facebook ยังไม่สามารถปรับตัวได้ และโลกเราก็หมุนเร็วกว่าเดิม การแข่งขันก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่เคยครองตลาดในโลกเทคโนโลยีในเจอเนอเรชั่นก่อนหน้า มักจะมีปัญหาในการก้าวข้ามไปเจอเนอเรชั่นต่อไปเสมอ
หลังจาก Facebook ได้เข้าไปขายหุ้นของตัวเองในตลาดหุ้น ทุกอย่างก็ดูแย่ไปหมด รวมถึงความสงสัยในความสามารถในการทำเงินของ Facebook ทำให้ล่าสุดหุ้นของ Facebook มีราคาปิดตลาดอยู่ที่ 26.90 ดอลลาร์เท่านั้น จากที่เข้าตลาดหุ้น (เปิด IPO) ที่ราคา 38 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Jackson ยังบอกอีกว่า เราสามารถแบ่งบริษัทอินเทอร์เน็ตออกเป็นสามยุค ยุคแรกคือยุคที่เว็บอย่าง Google และ Yahoo เกิดขึ้นมา โดยในยุคนี้เว็บเหล่านี้มีหน้าที่เป็น Portal ที่คอยจัดการข้อมูลต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ยุคที่สองคือเว็บอย่าง Facebook ที่เก็บข้อมูลจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ส่วนยุคที่สามคือบริษัทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำรายได้จากผู้ใช้งานผ่านทางมือถือ
และจากที่สังเกตมา จนถึงทุกวันนี้ใครที่เป็นเจ้าตลาดในยุคใดยุคหนึ่ง จะมีปัญหาในการสร้างความสำเร็จในตลาดของอีกยุคหนึ่งเสมอ (ยกตัวอย่าง Google+) ไม่ว่าบริษัทเหล่านี้จะมีเงินมากมายในธนาคารแค่ไหนก็ตาม หรือไม่ว่าบริษัทจ้างอัจฉริยะมาร่วมงานด้วยมากมายแค่ไหนก็ตาม
เช่นกัน Facebook เองก็จะมีปัญหาในการก้าวเข้ามาสู่ยุคที่สาม นั่นคือยุคการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ
ที่มา: นักวิเคราะห์: Facebook น่าจะตายภายในปี 2020
http://www.prachatai3.info/journal/2012/06/40900

เรย์ แบรดบิวรี ผู้แต่ง “ฟาเรนไฮต์ 451” เสียชีวิตแล้ว
Thu, 2012-06-07 02:36
เรย์ แบรดบิวรี (Ray Bradbury) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน เจ้าของผลงาน “Fahrenheit 451” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 91 ปี ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันอังคาร (5 มิ.ย.) ที่ผ่านมา
แบรดบิวรี เขียนนิยาย เรื่องสั้น บทละคร บทโทรทัศน์และบทภาพยนตร์มาแล้วหลายร้อยเรื่อง นับแต่ยุค 1940 เป็นต้นมา
สำหรับ Fahrenheit 451 ตีพิมพ์ในปี 1953 เล่าถึงโลกอนาคตที่หนังสือเป็นของต้องห้าม โดยชื่อหนังสือหมายถึงอุณหภูมิที่หนังสือจะติดไฟจนมอดไหม้ ต่อมา Fahrenheit 451 ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์โดย ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ ผู้กำกับชื่อดังชาวฝรั่งเศสในปี 1966
แบรดบิวรีเคยห้ามแปลง Fahrenheit 451 เป็นอี-บุ๊ก เพราะเขามองว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นั้นมีกลิ่นเหมือน “เชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้” เขาบอกว่า “มันดูไม่มีค่า ไม่จริง มันเป็นสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ”
อย่างไรก็ตาม ในปี 2011 เมื่อสัญญาตีพิมพ์หนังสือของเขาหมดลง ตัวแทนจำหน่ายได้อธิบายว่า ไม่อาจจะต่อสัญญาใหม่ได้หากไม่ได้สิทธิแปลงเป็นอีบุ๊กด้วย ซึ่งที่สุด เขาก็เข้าใจและให้อนุญาต
สำหรับฉบับภาษาไทย มีการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2529 ในชื่อ “ฟาเรนไฮต์ 451 อุณหภูมิเผาหนังสือ” แปลเป็นไทยโดย ชาญ คำไพรัช สำนักพิมพ์ทศวรรษ
ที่มา: Author Ray Bradbury dies, aged 91
http://www.bbc.co.uk/news/entertainment-arts-18345350
http://www.prachatai3.info/journal/2012/06/40904
—-
วันที่5 มิถุนาฯ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ-วันสิ่งแวดล้อมโลก โดยวันที่6 มิถุนาฯ เป็นวันคล้ายวันถึงแก่กรรมของครูมารุต ผู้ประพันธ์เพลง ชั่วฟ้าดินสลายภาพยนตร์เรื่องนี้มีเพลงประกอบ ชื่อ ชั่วฟ้าดินสลาย ประพันธ์คำร้องโดย ครูมารุต ผู้กำกับภาพยนตร์ ทำนองโดย แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ขับร้องโดย พูลศรี เจริญพงษ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงเงินพระราชทาน
ต่อมา มีผู้นำมาร้องใหม่ เช่น ศรีไศล สุชาติวุฒิ, ธงไชย แมคอินไตย์, ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์, เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นต้น
ชั่วดินฟ้า รักเธอ เสมอใจ
ที่ฉันรำพัน ทุกวัน ฝันไป ถึงเธอ
อยากให้เธอ หวานใจ อยู่ใกล้ พรอดรัก
ร้อยเรียง ร่วมเคล้าเคียงฉันและเธอ
ก่อนเข้านอน ฉัน วอน ฝันไป เพ้อครวญ
ภาพรักหลอน ให้ชวน ละเมอ
อยากให้เป็น ของเธอ ชั่วฟ้า ดินได้
อย่ามี อันใดพรากไป ไกลกัน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2
Slipknot – Dead Memories
Sitting In The Dark, I Can’t Forget. Even Now, I Realize The Time I’ll Never Get.
Another Story Of The Bitter Pills Of Fate. I Can’t Go Back Again. I Can’t Go Back
Again…
But You Asked Me To Love You And I Did. Traded My Emotions For A Contract To

Commit. And When I Got Away, I Only Got So Far. The Other Me Is Dead.
I Hear His Voice Inside My Head…
We Were Never Alive, And We Won’t Be Born Again.
But I’ll Never Survive With Dead Memories In My Heart.
You Told Me To Love You And I Did. Tied My Soul Into A Knot And Got Me To Submit.

So When I Got Away, I Only Kept My Scars. The Other Me Is Gone.
Now I Don’t Know Where I Belong…
We Were Never Alive, And We Won’t Be Born Again.
But I’ll Never Survive With Dead Memories In My Heart.
Dead Visions In Your Name.
Dead Fingers In My Veins.
Dead Memories In My Heart

ลองหาดูที่แปลไว้ ก็ได้ แต่่่ส่วนตัวของผมฟังเพลงปลุกใจคึกคักมันส์ไม่เอาเนื้อหา อะไรน่ะครับ (ฮา)น่ะครับ
http://www.educatepark.com/english-songs/dead-memories-slipknot.php?id=1339
—–
เพลง / MV / Title / เนื้อเพลง: กำลังก่อสร้าง
ศิลปิน/Artist: ไมค์ ภิรมย์พร
อัลบั้ม/Album:

ต้องขออภัยในความไม่ค่อยสะดวก
ยังคบความจนเป็นพวกทางเดินจึงไม่รื่นรมย์
งานการที่ทำใครเห็นก็ไม่ชื่นชม
ฝนตกมีฟ้าเป็นร่มยืมดมฝุ่นควันทั้งวัน

ต้องขออภัยในความไม่ค่อยสะอาด
เข้าใกล้ไร้บรรยากาศประสาคนใช้แรงงาน
ถึงตัวหม่นหมองแต่ใจยกน้องเป็นคนสำคัญ
บนฟูกเรือนพักคนงานแอบเขียนชื่อเธอใต้หมอน

* กำลังก่อสร้าง กำลังก่อร่างสร้างตัว
ทางฝันจึงยังหม่นมัวอย่าถอนตัวทิ้งกันไปก่อน
จะสร้างความพร้อมให้พอก่อนขอเธอมาร่วมหมอน
ไม่อยากลุ่มๆ ดอนๆ อยู่กันก่อนแล้วกัดก้อนเกลือกิน

** ต้องขออภัยในความไม่ค่อยสวีท
สิ่งอำนวยความหวานยังติดเพราะชีวิตยังติดดิน
แต่ไม่ต้องกลัววันไหนพี่สร้างตัวเสร็จสิ้น
จะเปลี่ยนเสื้อยืดเปื้อนดินสวมชุดหล่อขอเธอแต่งงาน

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=piwat&month=24-02-2008&group=15&gblog=97

http://music.gmember.com/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3…/MV-0701522401
—-

วันที่16 มิถุนายน2555

ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 16 มิถุนายน 2555
รางวัลที่ 1
159373
เลขท้าย 3 ตัว
238 479 547 790
เลขท้าย 2 ตัว
51
http://news.sanook.com/lotto/
วันที่15-16 มิถุนาฯ ถือว่าเป็นวันชาติของอังกฤษ
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันชาติประเทศอังกฤษ
http://th.wikipedia.org/wiki/16_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

การวางแผนครุ่นคิดไม่ง่ายตามแผนของสิ่งๆต่างๆ โดยผมยังไม่หายหวัด ซึ่งอาการนอนไม่ค่อยหลับ-ฝันไปเรื่อยเปื่อย มีหลายเรื่องยังเคลียร์งานค้างคาไม่เสร็จ และผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก แต่ผมกำลังเก็บข้อมูลเรียนรู้เรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เผื่อเอาไปเขียนบทหนังเรื่องโกง ที่ดิน และการหลอกลวงต่างๆ นานา เป็นเรื่องสั้นสักเรื่องก็ได้ แต่ตอนนี้ ใจของผมย้อนเวลาไปทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
ของปีที่แล้ว โดยดูบันทึกเก่าๆ พร้อมบันทึกเรื่องใหม่ๆ ในหลายเรื่องราวสลับกัน น่ะ ครับ…..

—-
นักเขียนบางคน ก็จิบกาแฟ ชา เหล้า และผมคิดถึงฉลากของแพ็คขวดเบียร์ลีโอ อ้างถึงคุณจะมองเห็นความสุขที่ซ่อนอยู่ทุกที่(วงเล็บถ้าคุณดื่มเบียร์ลีโอ..555 ) ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่ 6(555ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด

เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน

กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง..The river… แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป

น่ะครับ

All Together Separate – The river
Dry thoughts of a better day My hope like stones in the dust lay Fast pace to escape My search for living water Cool breeze on the water top Smooth shine on a silver
rock Lord please let Your current see
Through to the inside Chorus: Lose myself Cover me over Find my life Down at the river Cut deep into shallow ground Through me You can flow now Winding to the blue sea
off in the distance
And Sundays always come around
Down at the river

http://www.lyrics007.com/All%20Together%20Separate%20Lyrics/The%20River%20Lyrics.html
——————————————————————————————————————————–
วันที่ 26 ก.ค.54
จากช่วงต้นเดือน คือ 7 ก.ค.54 ไฟฟ้าแถวหลังมอ ต้องซ่อมบำรุง ทำให้ไฟฟ้าดับยาวนาน สัมพันธ์ต่ออุปสรรคใช้อินเตอร์เน็ต และแถวหอพัก ก็มีการก่อสร้างหอพักใหม่ เจาะขุดดินลึกราวหลุมอุกาบาต และวันที่26 ก็มีสัมนาน ฤาโลกถึงคราวดับของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ซึ่งหลายเรื่องราวการเดินทาง และทำงานต่างๆ รวมทั้งผมพบผู้คนมากมาย โดยการเขียนเรื่องฮ่องกง หลายด้านผมก็ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ฝึกฝนพลังออร่า(Aura หรือ “ฮา”หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส)และดูละครไทยเรื่องหนึ่งแป๊บๆ ที่เกี่ยวกับฮ่องกง และฉายอยู่ในปัจจุบัน คือ ลิลลี่

สีกุหลาบ…
…เถ้าแก่จาง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง เจ้าของบริษัทเงินทุนชื่อโด่งดัง มีบ้านใหญ่โต มีฟาร์มเลี้ยงม้า และเป็นผู้มีอิทธิพล มีลูกสาวคนเดียวชื่อ หลีฮั้ว หรือ ลิลลี่ เป็นคนสวยเอาแต่ใจตัวเอง เถ้าแก่จางจะให้ลิลลี่แต่งงานกับลูกชายของเพื่อนสนิทชื่อ ปีเตอร์ แต่ลิลลี่ไม่รักเขา จึงหนีการแต่งงานมา

เมืองไทย เพราะมีเพื่อนคนไทยชื่อ ศุภนภา และศุภนภาสอนภาษาไทยแก่ลิลลี่จนสามารถพูดได้ แต่เมื่อลิลลี่บินมาถึงเมืองไทย ปรากฏว่าศุภนภาย้ายบ้านไปแล้ว หล่อนจึงต้องไปอาศัยโรงแรมดังนอนชั่วคราวเพื่อสืบหาตัวศุภนภา…

http://www.google.co.th/url?q=http://drama.kapook.com/view27354.html&sa=U&ei=vJopTsm4GqfLmAWl1aT2Dg&ved=0CBEQFjAA&usg=AFQjCNFF_9Q1TpydOksPo_w2TltFlpMRZA

-จริงๆแล้วนักเขียนไทยแนวสร้างสรรค์อย่างผม จะมีสิทธิได้รับบทประพันธ์เป็นละครโทรทัศน์บ้างไหม?(ฮา) และหลายคน อาจจะไม่รู้จัก นักเขียนที่ชื่อคิปลิง ก็ผมเคยอ่านงานเขาผ่านๆ เหมือนกัน เขียนแนวสารคดีท่องเที่ยวด้วยน่ะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราน่าจะได้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์จากบทความนี้กันบ้างครับ ฉะนั้น เรามาต่อตอนจบ กันครับ
Trial and error
When you’ve got the daemonic, muse-based understanding firmly developed, and when you’re really starting to cultivate both the general idea of your creativity as an
external force and the specific understanding of

what your particular creative demon is like, that’s when you can begin to make good, productive use of all the self-accounts you’ll hear from writers and artists about
their idiosyncratic work habits.
Some writers have to stand while they write. Others have to sit. Still others write in bed. Some need silence and solitude. Others need noise and company. Some play
music in the background. Others find this a

deadly distraction. Some find mornings more congenial to creative flow. Others find nights or another time of day to be just the thing. Some write by hand, with a
specific type of instrument, while others need a

typewriter or computer. And so on. For an excellent compendium of writer’s habits, see, for example, the appropriate chapter full of interview excerpts about this
subject in editor George Plimpton’s The Writer’s

Chapbook. Anchored by your understanding of the muse, you can conduct mental or practical trial runs of any number of tricks and techniques, and not have to worry that
you’re just distracting yourself and tooling

around on the surface with changes that are merely cosmetic, because you’ll know that what you’re doing is feeling out your muse’s eccentricities..
This is important. The only way to find out your daemon’s habits is by trial and error. It will definitely let you know. Just pay attention to that electric flow
feeling, that heightened sense of creative aliveness — or to its

conspicuous absence.
Don’t abuse your muse
Nick Cave
Still speaking of concrete matters, but going beyond the subject of work habits as such, your demon muse can also provide specific guidance on a career-level basis.
Remember when Nick Cave turned down the

MTV Award in 1996 and refused any such awards in the future, citing his innate sense that his music “exists beyond the realm inhabited by those who would reduce things
to mere measuring,” and stating, “I am in

competition with no one”? Do you remember the rest of what he said in that letter to MTV? It’s worth quoting, since it displays a profound understanding of everything
we’re talking about:
My relationship with my muse is a delicate one at the best of times and I feel that it is my duty to protect her from influences that may offend her fragile nature.
She comes to me with the gift of song and in return I treat her with the respect I feel she deserves — in this case this means not subjecting her to the indignities of
judgment and competition. My muse is not a horse and I

am in no horse race and if indeed she was, still I would not harness her to this tumbrel — this bloody cart of severed heads and glittering prizes. My muse may spook!
May bolt! May abandon me completely!
Now there’s somebody who takes the idea of the muse and her needs with the utmost seriousness.
Drift, wait, obey
Which all brings us back to Kipling. In a review of biographer Harry Rickets’ Rudyard Kipling: A Life (2000) for Arts and Letters, William B. Dillingham describes
Kipling’s decision not to accept money for poems about

important national subjects that he submitted to the London Times. This feeling, says Dillingham (quoting Rickets), was based on Kipling’s feelings about his daemon:
“Kipling felt that if he took money in payment for

such works, he might lose his creative inspiration — that is, his ‘daemon’ might consider him unworthy and desert him. Terrified of losing his ability to create, he
therefore made a deal with his daemon and with fate to

forego monetary reward for poems like ‘Recessional.’
Is it actually possible for your demon muse to desert you? Rudyard Kipling apparently believed it, and so does Nick Cave. Both of them made concrete, real-world
decisions to forestall that possibility, decisions that

affected their careers. And they made these in deference to, and in honor of, their respective creative demons.
Based on this, but of course not just this, I urge you to take Kipling seriously when he offers what still stands as one of the most valuable pieces of daemon-oriented
instruction ever given to creative artists: “When your

Daemon is in charge, do not try to think consciously. Drift, wait, and obey.”
Just remember while you’re drifting and waiting to experiment — casually, relaxedly, even playfully, with an open mind — in order to find out exactly how and with what
tools and under what circumstances your demon

muse wants to work.

http://www.demonmuse.com/stoking-your-creative-fire-part-1-identify-your-daemons-work-habits/

เรามาดู…อารมณ์ศิลปินของนักเขียน
เออเนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ชอบยืนเขียนหนังสือหน้าเครื่องพิมพ์ดีด และจะชอบมากถ้าได้ใส่รองเท้าอยู่บ้านคู่หลวม เขาเริ่มเขียนตั้งแต่ ๗ โมงเช้า ตั้งกฎเพียงว่าวันหนึ่งต้องเขียนได้ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คำ (๕๐๐ คำประมาณค่อนหน้ากระดาษหนังสือ) เฮมิงเวย์จะหยุดเขียน

ตอนกำลังเขียนได้ลื่นไหล เพราะจะได้เขียนต่อได้ว่องไวในวันรุ่งขึ้น เฮมิงเวย์เชื่อว่าการเขียนที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนกำลังมีความรัก
แกรห์ม กรีน (Graham Greene) เขียนหนังสือวันละ ๕๐๐ คำ เมื่อถึงเป้าหมายแล้วจะหยุดทันที แม้จะยังเขียนไม่จบประโยค
ลูอิส แครอลล์ (Lewis Carroll) เขียนหนังสือเกือบทุกเรื่องด้วยการยืนเขียน รวมถึง การผจญภัยของอลิซในแดนมหัศจรรย์
โทมัส วูล์ฟ (Thomas Wolfe) ยืนเขียนหนังสือในครัว โดยใช้หลังคาตู้เย็นต่างโต๊ะ
วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) ชอบยืนเขียนหนังสือลงในบัตรคำขนาด ๓ x ๕ นิ้ว โดยเขียนบางประโยคหรือบางฉากลงไป แล้วค่อย ๆ เติมให้สมบูรณ์ โดยการเติมนั้นไม่เป็นไปตามลำดับ นาโบคอฟเป็นคนหลับยากจึงเก็บบัตรคำไว้ใต้หมอน เผื่อตื่นดึก ๆ จะได้เอามาเขียน

ต่อ
สตีเฟน คิง (Stephen King) เขียนหนังสืออย่างต่ำวันละ ๑๐ หน้าทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด
แดน บราวน์ (Dan Brown) ตื่นมาเขียนหนังสือตั้งแต่ตีสี่ ตั้งนาฬิกาทรายกำหนดเวลาหนึ่งชั่วโมงไว้บนโต๊ะ พอครบชั่วโมงจะพักจากการเขียนไปยืดเส้นยืดสายและวิดพื้น เพื่อให้เลือดและความคิดแล่น
จอห์น สไตน์เบก (John Steinbeck) ชอบเขียนหนังสือด้วยดินสอยี่ห้ออีเบอฮาร์ด เฟเบอร์ รุ่นแบล็กวิง ๐๖๒ เขาว่าเป็นดินสอดีที่สุดแม้จะแพงกว่าดินสอทั่วไปสามเท่า
ดอน เดอลิลโล (Don DeLillo) คิดค้นวิธีใหม่ในการเขียนคือขึ้นหน้าใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นย่อหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นย่อหน้าสั้นเพียงใด วิธีนี้ช่วยให้เขาเห็นประโยคชัดเจนขึ้น แก้ต้นฉบับง่ายขึ้น และทำให้มีสมาธิกับสิ่งที่เขียนมากยิ่งขึ้น
เคิร์ต วอนนิกัต (Kurt Vonnegut) เขียนทีละหน้า จากนั้นจะแก้แล้วแก้อีกจนกว่าพอใจ ทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะเขียนจบเล่ม
มาร์เซล พรูสต์ (Marcel Proust) เขียนหนังสือส่วนใหญ่ตอนกลางคืน โดยเขียนบนเตียง
โรเบิร์ต ฟรอสต์ (Robert Frost) ชอบเขียนงานบนเก้าอี้ โดยเอาแผ่นไม้วางบนที่วางแขนเก้าอี้ต่างโต๊ะ
ทรูแมน คาโพที (Truman Capote) จะเขียนโดยใช้กระดาษสีเหลืองเท่านั้น
บัลซัก (Balzac) ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่าสิบแก้ว เชื่อว่าการจะเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมขึ้นได้ จำเป็นที่ตัวเขาต้องคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกายเอาไว้ ทุกครั้งที่ไปนอนกับผู้หญิงมา เขาจะบอกตัวเองว่า “สูญงานมาสเตอร์พีซไปอีกเล่ม”
กุสตาฟ โฟลแบรต์ (Gustave Flaubert) เก็บรองเท้าแตะของคนรักเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะ
เอมิลี ดิกกินสัน (Emily Dickinson) เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งและไม่ออกจากบ้านไปไหน
จอห์น ชีเวอร์ (John Cheever) สมัยพักที่นิวยอร์กตอนหนุ่ม ๆ ทุกเช้าจะใส่ชุดทำงานลงลิฟต์มากับผู้ชายร่วมตึกที่ออกไปทำงาน ลงลิฟต์แล้วเขาจะเดินลงบันไดต่อไปชั้นใต้ดินของอาคาร ไปเขียนหนังสือในห้องเก็บของไร้หน้าต่าง ห้องนั้นร้อนมากจนเขาต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดเหลือ

แต่กางเกงชั้นใน เขียนจนเที่ยงก็ใส่เสื้อผ้าขึ้นลิฟต์มากินข้าวบ้าน พอกินข้าวเสร็จก็กลับลงไปถอดเสื้อผ้าเขียนต่อ
ฟรีดริก วอน ชิลเลอร์ (Friedrich von Schiller) เคยเก็บลูกแอปเปิลเน่าไว้ในลิ้นชักโต๊ะ คอยเปิดสูดดมขณะแต่งบทกวี
http://www.faylicity.com/porch/porch94.html (ผมเคยเอามาลงแล้วผลิตซ้ำบางส่วน และดูต่อตอน2 ครับ)

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5+%E0%B8%AA
%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1&hl=th&prmd=imvns&ei=qQbaT-jOK9HQrQenxdXhBw&start=10&sa=N&biw=1366&bih=536#hl=th&sclient=psy-ab&q=akkaphoncyber
%2Bwordpress%2Bwriter&oq=akkaphoncyber%2Bwordpress
%2Bwriter&aq=f&aqi=&aql=&gs_l=serp.3…21591.21591.3.21825.1.1.0.0.0.0.0.0..0.0…0.0.naM9f3LVXDs&pbx=1&bav=on.2,or.r_gc.r_pw.r_qf.,cf.osb&fp=6a056dc8c3b144cd&biw=1366
&bih=536
Schiller liked to have a smell of rotten apples,concealed beneath the lid of his desk, under his nose when he was composing poetry
กาารเปรียบเทียบกับหนังสือกระบวนการคิดสร้างสรรค์ ก็อ้างเรื่องชิลเลอร์ เหมือนกัน แต่มันเป็นแง่มุมสมาธิ ในconcentrationของหนังสือThe creative process edited by Brewster ghiselin(แน่นอนว่า นักเขียนบางคนใช้สมาธิผ่านการสูบบุหรี่ตลอดเวลาเขียนหนังสือด้วย)

This unique anthology brings together material from 38 well-known writers, artists, and scientists who attempt to describe the process by which original ideas come to them. Contributors include Albert Einstein, Wolfgang Amadeus Mozart, Amy Lowell, Rudyard Kipling, Max Ernst, Katherine Anne Porter, Henry Miller, Carl Gustav Jung, Mary Wigman, Yasuo Kuniyoshi, Henri Poincaré and many others.
ถ้าเรานึกถึงนักปรัชญา ในแง่ทำสมาธิกับบุหรี่ ที่ผมเคยอ้างถึงไปแล้ว เช่น Kant would drink one or two cups of tea — weak tea. With that, he smoked a pipe of tobacco. The time he needed for smoking it “was
devoted to meditation.”. (เวลาผมคิดถึงปรัชญาของค้านท์ ในความจำคำคมๆ อย่างเช่นโชคชะตาทำให้เขาตกหลุมรักปรัชญามักกลับมาหา ให้คิดถึงImmanuel Kant ในแง่ชีวิตง่ายๆ แต่ยากในชีวิตประจำวันของนักปรัชญา)
—–
ร้านทองเปลี่ยนไป๋ ตู้แดงผนึกตั้งบลจ.ทองคำ
ตลาดทองถึงจุดเปลี่ยน! ตู้แดงผนึกตั้งบลจ.ทองคำ “ชุมพล”มองการแข่งขันไม่ต่าง “โชห่วย” สู้ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติ ดึงลูกหลานร้านทองเป็นตัวแทนขาย

“เราต้องรวมตัวกันต่อสู้ ตลาดทองในขณะนี้เริ่มเปลี่ยน ภาวะการแข่งขันสูง ไม่ต่างจากธุรกิจโชห่วย ที่ต้องต่อสู้กับค้าปลีกรายใหญ่ บิ๊กซี โลตัส”ชุมพล พิทยานนท์ ประธานบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน ทองคำแเอสเซท ให้ความเห็น

บลจ.ทองคำเกิดขึ้นจากการรวมตัวของบรรดาร้านทองต่างจังหวัดและกลุ่มผู้ค้าปลีกทอง 10 ราย ประกอบด้วย ได้แก่ 1) ห้างทองมาลัยทอง 2) ห้างทองแม่ทองคำเยาวราช 3) ห้างทองเพชรรัชนี 4) ห้างทองเยาวราชทองคำ 5) ห้างทองสุวรรณหงส์ 6) ห้างทองจองกาญจนา 7) ห้างทองแม่กิมล้วน 8) ห้างทองแก้วมณี 9) ห้างทองเยาวราชมังกรคู่ และ 10) ห้างทองมังกรเยาวราช

โดยบรรดาร้านทองภูธรได้เข้าซื้อกิจการ บลจ.พรีมาเวสท์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น “บลจ.ทองคำ แอสเซท” เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 54 ที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนใน”ทองคำ”เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ราคาทองที่ถีบตัวสูง ทำให้”ทองคำ”ที่เดิมถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กลับกลายมาเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลปัญหาเศรษฐกิจโลก ไล่มาตั้งแต่วิกฤติซัพไพร์ม เมื่อปี 2554 ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุน ธนาคารกลางทั่วโลกลงทุนในทองคำต่อเนื่อง ทำให้ราคาทะยาน จนมาถึงวิกฤติหนี้ยุโรป ซึ่งทำให้ราคาทองคำขึ้นไปทดสอบนิวไฮที่ 1,900 ดอลลาร์/ออนซ์ ในเดือนก.ย.54 ทองแท่งในประเทศทะลุบาทละ 27,000 บาท ก่อนที่จะ
ร่วงลงมาบริเวณ 1,500 ดอลลาร์/ออนซ์

แต่…ก็มีการมองว่าแนวโน้มราคาทองคำน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะวิกฤติหนี้ยุโรป น่าจะลากยาว แน่นอนว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เพราะแน่นอนว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ดอกเบี้ยยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และ “เงินเฟ้อ” มีแนวโน้มปรับตัวสูง ตามราคาน้ำมัน

ชุมพล มองว่า การรวมตัวของบรรดาค้าปลีกทองคำ เพื่อต่อสู้ในตลาดทองคำ ถือเป็นจุดเริ่มต้น และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบรรดาร้านทองตู้แดง เพราะต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการลงทุนทองคำของคนเปลี่ยนไป มีการเก็งไรทองคำมากขึ้น ขณะเดียวกันราคาทองคำก็ปรับตัวสูงเช่นกัน

นอกเหนือจากต้องสู้กับร้านทองเยาวราช ในกรุงเทพฯแล้ว พวกเขายังต่อสู้กับบรรดาบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ที่เข้ามาทำตลาดลงทุนทองผ่านกองทุน โดยปัจจุบัน มี 13 บลจ. ทำตลาดกองทุนทองคำประมาณ 18 กองทุน มูลค่าการลงทุนกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

นั่นหมายความว่า…ส่วนแบ่งตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์ ที่มีอยู่น้อยอยู่แล้ว และเริ่มลดน้อยถอยลงตามพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยน… เปลี่ยนจากซื้อทองรูปพรรณ เพื่อสวมใส่เป็นเครื่องประดับ ปรับเปลี่ยนมาเป็นซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุน ซื้อหน่วยลงทุนทองคำเพื่อลงทุนระยะยาว หรือแม้แต่ การเก็งกำไรทองคำผ่านตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า

แล้วอนาคต…ตู้แดงภูธรจะเป็นอย่างไร…นี่ละคือ ที่มาของการรวมตัวของ บรรดาร้านทองภูธร ที่ออกมาต่อสู้ในเวทีการแข่งขันธุรกิจจัดการกองทุนรวม ซึ่งต้องอาศัยความไว้วางใจจากนักลงทุน

หลังการจัดตั้ง บลจ.ทองคำ “ชุมพล” คาดหวังว่า บรรดาลูกหลานร้านทองคำ ที่เป็นวัยรุ่นจะให้ความสนใจมาเป็นตัวแทนขายอิสระ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็มีการตระเวนไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับบรรดาเถ้าแก่ร้านทอง ให้เข้าใจถึงสภาพตลาด และพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนไป และคาดหวังว่าจะถึงเอาบรรดาลูกหลานร้านทองเข้ามาเป็นตัวแทนขาย

เพราะต้องยอมรับว่าธุรกิจร้านทอง การขายหน่วยลงทุนผ่านร้านทอง ต้องอาศัยความเชื่อมั่น และถือเป็นทางออกในการประกอบอาชีพ ค้าทอง ของบรรดาร้านทองตู้แดง ที่ในอนาคต เราอาจได้เห็นการซื้อหน่วยลงทุนทอง แทนการซื้อทองรูปพรรณ หรือทองคำแท่ง

“เราคาดหวังว่าภายใน 3 ปี เราน่าจะถึงจุดคุ้มทุน และเชื่อมั่นว่า ด้วยความชำนาญของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการลงทุนในทองคำ และต้องการให้ประชาชนมีโอกาสออมทองผ่านกองทุนรวม รวมถึงเปิดโอกาสให้ร้านค้าปลีกทองคำทั่วประเทศสามารถจะมีที่ยืนในธุรกิจค้าทองต่อไปในอนาคตได้”

มองไปข้างหน้า นอกเหนือจากการลุกขึ้นสู้ในธุรกิจค้าทอง การเพิ่มโอกาสในการเป็นตัวแทนขายอิสระ ให้บรรดาลูกหลานร้านทอง บลจ.ทองคำ ยังคาดหวังว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการออม หรือเจาะตลาดลูกค้า สาวฉันทนา กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่ต้องการมีทอง แต่ด้วยสนนราคาที่แพงในขณะนี้ บาทละ 2.4 หมื่นบาท บลจ.ทองคำจะเข้ามาเติมเต็มในจุดนี้ได้ ผ่านไอพีอิสระ ที่จะเข้าไปไดเร็คเซลถึงโรง
งาน พร้อมอำนวยความสะดวกในการเข้าไปขายหน่วยลงทุน ให้กับพนักงานโรงงานที่ออมผ่านบลจ.ทองคำ จะเป็นรายวีค หรือรายเดือน ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก…

ปัจจุบัน บลจ.ทองคำ มีช่องทางการจัดจำหน่าย 3 ช่องทาง ทั้งผ่าน บริษัท ตัวแทนจำหน่าย และตัวแทนขายอิสระ

กฤษณา วิเศษสินธุ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทองคำ แอสเซท กล่าวว่า บริษัทกำลังจะเสนอขาย “กองทุนเปิดทีซี ทองคำแท่ง (TC-GB)” ระหว่างวันที่ 18 – 30 พ.ค. 55 นี้ โดยกองทุนมีนโยบายจะลงทุนในทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ซึ่งถือเป็นกองทุนรวมกองที่ 2 ของบริษัท แต่จะเป็นกองแรกของอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง
และนักลงทุนสามารถมั่นใจได้ เพราะทองคำที่ลงทุนจะผ่านการตรวจสอบน้ำหนักและค่าความบริสุทธิ์จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมผู้ค้าทองคำในประเทศไทย

โดยราคาทองคำจะอ้างอิงจากราคาทองคำแท่ง London Gold A.M. Fixing ก่อนที่จะปรับให้เป็นราคาทอง 96.5% ของไทย ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุน TC-GB นักลงทุนจะเข้าใจได้ง่าย ถ้าทองคำบาทละ 23,000 บาท ราคาหน่วยก็จะประมาณ 2.3 บาท ดังนั้นถ้านักลงทุนได้ลงทุน 10,000 หน่วย ก็จะเหมือนลงทุนในทองคำหนัก 1 บาทพอดี

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อลงทุนครั้งแรกเพียง 5,000 บาท และซื้อขั้นต่ำครั้งต่อไปเพียง 100 บาท เท่านั้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการจะออมทองจริงๆ เพราะใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่ามากและหน่วยลงทุนนี้ก็ไปลงทุนในทองคำแท่ง 96.5% จริงๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงนักลงทุนที่อยากจะกระจายการลงทุนบางส่วนมาในทองคำ ตลอดจนร้านค้าทองก็สามารถที่จะลงทุนในกองทุน TC-GB เพื่อเป็นสต็อก
ทองคำของตัวเองบางส่วนได้ด้วยเช่นกัน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20120515/451708/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B
%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%8B-%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%9C
%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%88.%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3.html
———-
(ภาพ) “ห้องพัก” วิมานแห่งชีวิตชาวฮ่องกง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2555 10:34 น.
เอเยนซี – สื่อออนไลน์ จีนเผยภาพชุดของช่างภาพเยอรมนี “สถาปัตยกรรมแห่งความหนาแน่น” ซึ่งถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2550 แสดงหมู่อาคารในฮ่องกงในมุมอาคารภายนอก และภาพชีวิตอันเป็นสุขของชาวฮ่องกง

ด้วยความที่ ฮ่องกงเป็นเมืองมีประชากรแออัดถึง 7.07 ล้านคน ขณะที่มีพื้นที่เพียง 1,108 ตร.กม. จึงเป็นเมืองตึกระฟ้าเบียดชิดติดกันจำนวนมาก โดยมีตึกสูงมากกว่า 6,588 ตึก มากกว่านิวยอร์ค (มีราว 5,818 ตึก) ตึกสูงเหล่านี้ในฮ่องกง กลายเป็นภาพติดตาเมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงฮ่องกงเสมอๆ

รายงานข่าวกล่าวว่า ประชากรในเกาะฮ่องกงกว่าร้อยละ 47.7 อาศัยอยู่ในการเคหะฯ ที่ได้รับการสนับสนุนของรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถจะซื้อบ้านส่วนตัวได้ และโดยเฉลี่ยแล้วพื้นที่ห้องพักเหล่านี้จะมีขนาดประมาณ 12.8 ตร.ม.

โดยจุดเริ่มต้นของการอยู่อาศัยในอพาร์ทเมนต์ นั้นเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2493 กว่า 60 ปีก่อน เมื่อบ้านพักแบบดั้งเดิมของชาวฮ่องกง เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บนเกาะฮ่องกง ทำให้ประชาชนราว 53,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย ทางรัฐบาลฮ่องกงได้เร่งสร้างอาคารที่พักสาธารณะ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเคหะฯ ของฮ่องกง และรูปแบบชีวิตปัจจัย 4 ของชาวฮ่องกงในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2550 ไมเคิล วอฟ ช่างภาพชาวเยอรมนี ได้ทราบว่า การเคหะแห่งแรกที่สร้างเมื่อกว่า 60 ปีก่อน กำลังจะถูกทุบทิ้งสร้างใหม่ เขาจึงได้ใช้เวลา 4 วันเดินเคาะประตูห้องผู้พักอาศัยบางคนที่ยังอาศัยอยู่ เพื่อสัมภาษณ์และถามถึงความต้องการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย รวมทั้งถ่ายภาพเป็นที่ระลึกฯ ก่อนที่จะย้ายออกไป อันเป็นที่มาของภาพชุดนี้

ไมเคิล วอฟ ได้ถ่ายภาพชีวิตอันเป็นสุขของชาวฮ่องกง ที่อยู่ภายในห้องขนาดราว 9.3 ตร.ม. เหล่านี้ เขายังคงมีความสุข และอยู่ร่วมกัน โดยหลายๆ คนไม่มีความต้องการอะไรมากมาย และว่ามีความสุขกายใจดีตามอัตภาพ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าตนไม่ได้ไปเปรียบเทียบชีวิตกับใคร
ยายชุงยิ่ง วัย 84 ปี อาศัยอยู่ที่นี่นาน 12 ปี เป็นแม่บ้าน และสิ่งที่ต้องการจากการเคหะฯ คือ “สิ่งแวดล้อมที่ดี” (ภาพไมเคิล วอฟ)
นางหลิว กัมฉุย วัย 70 ปี (ซ้าย) และ นายชุงฟัต วัย 81 ปี อาศัยในห้องพักนี้มานานกว่า 17 ปี ในอดีตมีอาชีพรับจ้างทำความสะอาดและเร่ขายของ สิ่งที่ต้องการคือ การคมนาคมสะดวก เพื่อนบ้านที่ดี (ภาพไมเคิล วอฟ)
คณยายทัมโหว วัย 99 ปี อาศัยในห้องพักนี้นานไม่ต่ำกว่า 26 ปี เคยเป็นคนงานก่อสร้าง และสิ่งที่ต้องการคือ “ค่าเช่าบ้านถูก เพื่อนบ้านที่ดีเช่นทุกวันนี้ ที่ช่วยดูแลความเป็นอยู่ของเธอ” (ภาพไมเคิล วอฟ)
นายชอย ถิงโซว (ขวา) วัย 69 ปี อาศัยอยู่ในห้องพักมากกว่า 27 ปี อาชีพยามรักษาความปลอดภัยสถานที่ฯ สิ่งที่ต้องการคือ เพื่อนบ้านดีๆ (ภาพไมเคิล วอฟ)
คุณยาย ลัม แซม มุ่ย วัย 93 ปี อาศัยอยู่ในห้องพักมากกว่า 30 ปี มีอาชีพเร่ขายของ (ภาพไมเคิล วอฟ ปีพ.ศ. 2549)
คุณตา โซ เซิ่ง วัย 94 ปี อาศัยอยู่ในห้องพักมากว่า 25 ปี มีอาชีพรับจ้างส่งอาหาร กล่าวถึงความต้องการของตนว่า “ให้ค่าเช่าบ้านถูกๆ ไว้” (ภาพไมเคิล วอฟ
โย่วก่ายั่น วัย 11 ปี อยู่อาศัยในห้องนี้มาแล้ว 6 ปี สิ่งที่ต้องการจากการเคหะของรัฐ คือ “เพื่อนบ้านที่น่ารัก เล่นกันสนุก” (ภาพไมเคิล วอฟ)
นายถัมกิง วัย 82 ปี อาศัยอยู่ที่นี่นาน 25 ปี เคยมีอาชีพคนงานในโรงงานเหล็ก สิ่งที่ต้องการคือ “การคมนาคมสะดวก” (ภาพไมเคิล วอฟ)
ซัง กิงหว่า วัย 11 ปี อยู่ที่นี่มาแล้ว 7 ปี เป็นนักเรียน และสิ่งที่ต้องการคือ การคมนาคมสะดวก (ภาพไมเคิล วอฟ)
นายหม่ากุ้ย วัย 68 ปี อาศัยอยู่ในห้องของการเคหะฯ นี้มาแล้ว 13 ปี มีอาชีพเป็นคนงานโรงงานทอผ้า สิ่งที่ต้องการจากการเคหะฯ เขากล่าวว่า “ไม่มี” (ภาพไมเคิล วอฟ)
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000064882

…..การเปรียบเทียบฮ่องกง กับประเทศไทย เนื่องจากผมกำลังเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจผ่านทอง-อสังหาริมทรัพย์ ด้วยน่ะครับ……

บ้านหลังแรก ขยายสินเชื่อ ธอส. 0% ไปสิ้นสุดปี 56 ขยับวงเงินเป็น 2 ล้านบาท |thinkofliving.com/2012/04/24/บ้านหลังแรก-2-ล้านบาท/ – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
24 เม.ย. 2012 – กล่าวว่า จะให้ธอส.ขยายเวลาโครงการบ้านหลังแรกที่ให้สินเชื่อบ้าน 0% เป็นเวลา 3 ปี … นาย วิรุฬกล่าวอีกว่า จะเร่งดาเนินการขยายโครงการบ้านหลังแรกให้เร็วที่สุด …
ก.คลังชงขยายเวลาโครงการ”บ้านหลังแรก”ออกไปอีก 1 ปี แถมเพิ่มวงเงินซื้อ …www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid…grpid=00… – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
ก.คลังชงขยายเวลาโครงการ”บ้านหลังแรก”ออกไปอีก 1 ปี แถมเพิ่มวงเงินซื้อบ้านได้ 2 ล้าน บาท. วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 16:45:57 น. Tweet ? Share …
แบบบ้านยื่นกู้โครงการบ้านหลังแรก พิมพ์เขียว 1500 บาทสวยมากwww.banpatan.com/firsthome/ – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
[4 ตุลาคม 2554] คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว โครงการบ้านหลังแรก 3 ปีดอกเบี้ย 0% คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บ้านหลังแรกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งแรกไม่เกิน 0% …
ก.คลังชงขยายเวลาโครงการ”บ้านหลังแรก”ออกไปอีก 1 ปี แถมเพิ่มวงเงินซื้อ …news.mthai.com/breaking-news/162896.html – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
23 เม.ย. 2012 – ข่าว ? ข่าวต้นชั่วโมง ? ก.คลังชงขยายเวลาโครงการ”บ้านหลังแรก”ออกไปอีก 1 ปี แถมเพิ่ม วงเงินซื้อบ้านได้ 2 ล้านบาท. เขียนโดย admin โพสต์เมื่อ วันจันทร์ที่ 23 …
บ้านหลังแรก งานบ้านและคอนโดเงียบ คนเมินหักภาษี … – Hilight – Kapookhilight.kapook.com/view/58511 – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
ดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี … ให้ กระทรวงการคลังกลับไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ โครงการบ้านหลังแรกขณะนี้มี 2 …
บ้านหลังแรกอืด!เข็นโครงการสินเชื่อไม่มีสลิป – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์www.bangkokbiznews.com/…/ … – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
17 พ.ค. 2012 – โครงการบ้านหลังแรกอืด ธอส.ปล่อยกู้ได้แค่ 3 พันล้านบาท เล็งจับมืออสังหาฯรายใหญ่ป้อน ลูกค้าสินเชื่อให้ พร้อมเข็นโครงการสินเชื่อไม่มีสลิป …
โครงการบ้านหลังแรกnews.sanook.com/tag/โครงการบ้านหลังแรก/ – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
เกาะติดข่าวร้อน ข่าวใหม่ ทันเหตุการณ์ เกี่ยวกับ โครงการบ้านหลังแรก จากทุกสำนักข่าวใน ประเทศ.
PANTIP.COM : U12181564 สอบถามเรื่องโครงการบ้านหลังแรก [กฎหมาย]www.pantip.com/cafe/social/topic/U12181564/U12181564.html – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
2 มิ.ย. 2012 – กำลังคิดจะซื้อบ้านครับ ทราบมาว่า โครงการลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกให้ล้านละแสน ไม่ เกินสองล้าน มีข้อสงสัยครับว่าจะมีข้อแตกต่างมั้ยถ้าชื่อผู้ซื้อ เป็นชื่อร่วม …
PANTIP.COM : R12162324 “โครงการบ้านหลังแรก”…มีรายละเอียดอย่าวไร …www.pantip.com/cafe/home/topic/R12162324/R12162324.html – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
29 พ.ค. 2012 – เป็นอสังหาริมทรัพย์อย่างแรกที่ซื้อค่ะ เลยคิดจะเข้าโครงการ “บ้านหลังแรก” ใครพอทราบบ้าง ไหมค่ะว่าโครงการนี้ต้องไปติดต่อได้ที่ไหน เงื่อนไขอย่างไรบ้าง …
โครงการบ้านหลังแรกอืด ธอส.ปล่อยกู้ได้แค่ 3000 ล้านบาท | เดลินิวส์www.dailynews.co.th/businesss/115058 – แคช
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
17 พ.ค. 2012 – ค.) นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอ ส.ตั้งเป้าหมายจะเร่งปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านหลังแรกให้ได้ 10000 …

“โครงการบ้านหลังแรก”…มีรายละเอียดอย่าวไรค่ะ !??
พอดีว่าตอนนี้กำลังผ่อนดาวน์คอนโดอยู่ค่ะ (คอนโดพึ่งลงเสาเข็มค่ะ)
เป็นอสังหาริมทรัพย์อย่างแรกที่ซื้อค่ะ เลยคิดจะเข้าโครงการ “บ้านหลังแรก”
ใครพอทราบบ้างไหมค่ะว่าโครงการนี้ต้องไปติดต่อได้ที่ไหน เงื่อนไขอย่างไรบ้าง
ขอบคุณค่ะ
*** แก้ไข–พิมพ์ชื่อหัวข้อผิดขอโทษด้วยค่ะ “อย่างไร” ไม่ใช่ “อย่าวไร”
แก้ไขเมื่อ 29 พ.ค. 55 15:16:39
จากคุณ : Peter_panda
เขียนเมื่อ : 29 พ.ค. 55 15:15:24
ถูกใจ : โลมาลายจุด
——————————————————————————–

——————————————————————————–
ความคิดเห็นที่ 1
http://www.rd.go.th/publish/45799.0.html
รายละเอียดตามนี้ค่ะ ต้องโอนภายในสิ้นปีนี้นะคะ เห็นว่าลงเสาอยู่ คาดว่าจะเสร็จทันหรือเปล่าคะ
จากคุณ : ปลวกน้อยบนหน้าหนั’งสือ
ความคิดเห็นที่ 3
ของเราใช้สิทธิบ้านหลังแรกค่ะ กู้กับ ธอส เงื่อนไขที่ได้คือ
ดอกเบี้ย 0% 3ปี ปีที่ 4-7 MRR -0.5 ถ้าโปะภายใน 7 ปีแรก จะโดนคิดดอกเบี้ย ประมาณ 5% คร่าว ๆ เท่าที่จำได้นะคะ จะ refinance ได้เมื่อหมดปีที่ 7 ค่ะ

จากคุณ : marnoi
เขียนเมื่อ : 30 พ.ค. 55 14:09:29
ความคิดเห็นที่ 4
เคลียร์ก่อนนะคะ ว่าที่จขกท.ถามคือโครงการลดภาษีบ้านหลังแรกของรัฐบาล หรือว่าโครงการดอกเบี้ยเงินกู้บ้านหลังแรกของธอส.

ถ้าเป็นของรัฐบาล ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้าน โอนภายในสิ้นปีนี้ (ยังไม่มีข่าวว่าจะยืดระยะเวลานะคะ) สามารถเอาราคาบ้าน 10% ไปลดภาษีได้ 5 ปีภาษี (หรือตกปีภาษีละ 2% ของราคาบ้าน) เช่น ซื้อบ้านราคา 2ล้าน สามารถเอาไปลดภาษีได้ปีละ 40,000 บาท (2,000,000×10%/5) ถ้าเสียภาษีไม่ถึงปีละ 40,000 ก็ลดภาษีได้ตามจริงค่ะ (อันนี้ศึกษารายละเอียดได้จาก
http://www.rd.go.th/publish/45799.0.html )

ถ้าเป็นโครงการดอกเบี้ยบ้านหลังแรกของธอส. บ้านต้องราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้ดอกเบี้ย 0% 3ปีแรก เงื่อนไขก็ตามคคห.ที่ 3 ค่ะ ศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ http://www.ghbank.co.th/th/services_loan_detail.php?cms_id=69&cms_cate_id=5&parent=services_loan.php?
cms_cate_id=5

จากคุณ : ปลวกน้อยบนหน้าหนังสือ
เขียนเมื่อ : 30 พ.ค. 55 14:23:11
ถูกใจ : Lady..Online, poompinky, auau_py, noo_pizza, AnniverZani

ความคิดเห็นที่ 5

เข้ามาแจกกิ๊ฟ คุณปลวกน้อยบนหน้าหนังสือ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ

จากคุณ : Lady..Online
เขียนเมื่อ : 30 พ.ค. 55 14:41:40

ความคิดเห็นที่ 6
ขอบคุณทุกความคิดเห็นนะค่ะ

@ปลวกน้อยบนหน้าหนังสือ : ตอนแรกเข้าใจผิดคิดว่าโครงการบ้านหลังแรกของรัฐบาล กับของ ธอส. เป็นอันเดียวกันน่ะค่ะ // ของดิฉันปีนี้คงเสร็จไม่ทันโอนแน่เลย สงสัยต้องไปดูของ ธอส.

จากคุณ : จขกท (Peter_panda)
เขียนเมื่อ : 31 พ.ค. 55 16:13:23

ความคิดเห็นที่ 7

ของธอส.ก็หมดโปรโมชั่นปีนี้นะคะ ต้องยื่นเรื่องภายในเดือนกันยา และนำนิติกรรมให้เสร็จภายใน 31 ธันวาเหมือนกันค่ะ

จากคุณ : ปลวกน้อยบนหน้าหนังสือ
เขียนเมื่อ : 1 มิ.ย. 55 11:12:12

ความคิดเห็นที่ 8
ผมเข้าไปอ่านตาม link ที่คุณปลวกน้อยบนหน้าหนังสือ เรื่องมาตรการภาษีบ้านหลังแรก แล้วผมไม่แน่ใจว่าบ้าน/คอนโดมือสองนั้นเข้าข่ายมาตรการนี้หรือไม่ครับ

เพราะในส่วนของเงื่อนไขการใช้สิทธิที่บอกว่า “มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดที่ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย (ไม่รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน และทำสัญญาจ้างปลูกสร้างอาคารแยกจากกัน) เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และอสังหาริมทรัพย์ฯ นั้น ต้องไม่เคยมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อน ไม่ว่าทั้ง
หมดหรือบางส่วน” ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอะไร

รบกวนผู้รู้ช่วยตอบด้วย ขอบคุณครับ

จากคุณ : champbua (champbua)
เขียนเมื่อ : 3 มิ.ย. 55 21:59:56
http://www.pantip.com/cafe/home/topic/R12162324/R12162324.html

-มาตรการภาษีบ้านหลังแรก
กรมสรรพากรได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๔ และ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 213) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป โดยเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน
5,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน
รายการ
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข

1. การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ยกเว้นเท่ากับภาษีเงินได้ที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ หรือที่ต้องชำระก่อนการคำนวณเครดิตภาษี แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ฯ

2. ผู้มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

3. การจ่ายค่าซื้อบ้านหลังแรก และ การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555

4. การใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และวิธีคำนวณสิทธิยกเว้นภาษีฯ
? ยกเว้นภาษีครั้งแรก ภายใน 5 ปีภาษี นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ฯ และต้องใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปีภาษี ต่อเนื่องกันโดยให้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่าๆ กันในแต่ละปีภาษี ดังนี้

? สิทธิยกเว้นภาษีต่อปีภาษี =

( ค่าซื้อฯ ไม่เกิน 5,000,000 x 10% )

5 ปี

ตัวอย่าง

1.นาย ก. ซื้อบ้านหลังแรก 15 ธันวาคม 2554 และโอนกรรมสิทธิ์ 15 มกราคม 2555 ราคา

5,000,000 บาท

ดังนั้น นาย ก. สามารถเริ่มต้นใช้สิทธิยกเว้นฯครั้งแรกได้ภายใน 5 ปีภาษี

โดยเริ่ม ตั้งแต่ปีภาษี 2555 – 2559 เป็นจำนวนเท่ากับ 100,000 บาทต่อปี เท่า ๆ

กันในแต่ละปีภาษี เป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน

5. เงื่อนไขการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา

? มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดที่ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย (ไม่รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน และทำสัญญาจ้างปลูกสร้างอาคารแยกจากกัน) เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และอสังหาริมทรัพย์ฯ นั้น ต้องไม่เคยมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

?ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ฯ มาก่อน

?ไม่เคยใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือ สร้างอาคารอยู่อาศัย

?ไม่เคยใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัยเดิม และซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 241 (พ.ศ.2546) และไม่เคยใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552)

6. กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันซื้ออสังหาริมทรัพย์ฯ

ยกเว้นภาษีได้ทุกคน โดยเฉลี่ยตามส่วนของกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน แต่รวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง และไม่เกินร้อยละ 10ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ
7. กรณีผู้มีเงินได้มีสามีหรือภริยา
ยกเว้นภาษีได้เพียงแห่งเดียว

7.1 สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับ

ยกเว้นภาษี ดังนี้

(1) กรณีภริยาไม่แยกยื่นแบบฯ ยกเว้นภาษีรวมกันเท่าจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริงแต่รวมกันไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ

(2) กรณีภริยาแยกยื่นแบบฯ ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีได้กึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง แต่รวมกันไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ ทั้งนี้ การใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ครั้งแรกของสามีและภริยา จะต้องกระทำในปีภาษีเดียวกัน

(3) กรณีต่างฝ่ายต่างมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้อยู่ก่อนแล้ว ให้ได้รับยกเว้นภาษีรวมกันไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ เพียงแห่งเดียว

7.2 สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ซึ่งต้องแยกยื่นแบบฯ ดังนี้

(1) กรณีมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีอยู่ก่อนแล้ว ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างยังคงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ

(2) กรณีผู้มีเงินได้สมรสกัน ต่อมามีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง แต่รวมกันไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ
8. กรณีการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสังหาริมทรัพย์ฯ ร่วมกัน

ผู้กู้ร่วมมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตนเอง หรือเคยใช้สิทธิหักลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีมาแล้ว ผู้กู้ร่วมจะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีในส่วนของเงินได้ที่ใช้กู้ร่วม
9. ตัวอย่างการคำนวณภาษี
ตัวอย่างที่ 1 กรณีไม่มีภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ

ปีภาษี 2554 นาย ก. มีเงินได้ทั้งปีจากเงินเดือน 240,000 บาท ซื้อบ้าน
หลังแรกราคา 3,900,000 บาท คำนวณภาษี ดังนี้

เงินได้พึงประเมิน
240,000
บาท

หัก ค่าใช้จ่าย
60,000
บาท

หัก ค่าลดหย่อน
30,000
บาท

คงเหลือเงินได้สุทธิ
150,000
บาท

ภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ

บาท

ภาษีที่ได้รับยกเว้นจากบ้านหลังแรก
* –
บาท

* เนื่องจากไม่มีภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีจาก
บ้านหลังแรก

ตัวอย่างที่ 2 กรณีภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิน้อยกว่าค่าซื้อบ้านหลังแรก

1. ปีภาษี 2554 นาย ก มีเงินได้ทั้งปีจากเงินเดือน 340,000 บาท ซื้อบ้าน
หลังแรกราคา 3,900,000 บาท คำนวณภาษี ดังนี้

เงินได้พึงประเมิน
340,000
บาท

หัก ค่าใช้จ่าย
60,000
บาท

หัก ค่าลดหย่อน
30,000
บาท

คงเหลือเงินได้สุทธิ
250,000
บาท

ภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ
10,000
บาท

ภาษีที่ได้รับยกเว้นจากบ้านหลังแรก
** 10,000
บาท
** ได้รับยกเว้นภาษีจากบ้านหลังแรกไม่เกินภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ

(3,900,000 x 10% = 78,000 บาทต่อปีภาษี)

5 ปี
9. ตัวอย่างการคำนวณภาษี (ต่อ)
ตัวอย่างที่ 3 กรณีภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิมากกว่าค่าซื้อบ้านหลังแรก

1. ปีภาษี 2554 นาย ก. มีเงินได้ทั้งปีจากเงินเดือน 1,000,000 บาท ซื้อบ้านหลังแรก ราคา 3,900,000 บาท คำนวณภาษี ดังนี้

เงินได้พึงประเมิน
1,000,000
บาท

หัก ค่าใช้จ่าย
60,000
บาท

หัก ค่าลดหย่อน
30,000
บาท

คงเหลือเงินได้สุทธิ
910,000
บาท

ภาษีที่คำนวณจากเงินได้สุทธิ
117,000
บาท

ภาษีที่ได้รับยกเว้นจากบ้านหลังแรก
*** 78,000
บาท
*** ได้รับยกเว้นภาษีจากบ้านหลังแรกตามจำนวนค่าซื้อฯ ที่จ่ายจริงเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิน 5,000,000 บาท

(3,900,000 x 10% = 78,000 บาทต่อปีภาษี)

5 ปี

10. กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ฯ
สิ้นสุดสิทธิที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตั้งแต่ปีภาษีแรกที่ได้ใช้สิทธิฯ และให้ถือว่าไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา และให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง สำหรับภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมาแล้วด้วย

11. หลักฐานประกอบการยกเว้น

ภาษีเงินได้
? หนังสือรับรองจากผู้ขายที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์

? หนังสือรับรองตนเองว่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรก

? สำเนาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

? สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (กรณีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน)
http://www.rd.go.th/publish/45799.0.html

โครงการบ้าน ธอส. เพื่อพนักงานส่วนท้องถิ่น
Download แบบฟอร์ม “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อพนักงานส่วนท้องถิ่น”
•แบบฟอร์มคำแนะนำการส่งเงินชำระหนี้
•แบบฟอร์มหนังสือรับรองและยินยอมหักเงินเดือนนำส่งชำระหนี้เงินกู้
•แบบฟอร์มหนังสือแสดงความยินยอมให้หักเงินเดือนส่งชำระหนี้เงินกู้
http://www.ghbank.co.th/th/services_loan_detail.php?cms_id=84&cms_cate_id=5&parent=services_loan.php?cms_cate_id=5

ส่วนเรื่องเพลงอย่าไปตีความอะไร น่ะ คือ ผมย้ำเหมือนเดิมฟังเล่นๆ น่่ะ
SARAH MCLACHLAN – ANGEL
There’s always some reason
To feel not good enough,
And it’s hard, at the end of the day.

I need some distraction,
Oh, beautiful release.
Memories seep from my veins.

Let me be empty,
Oh, and weightless,
And maybe I’ll find some peace tonight.

[Chorus]

In the arms of the angel,
Fly away from here,
From this dark, cold hotel room,
And the endlessness that you fear.
You are pulled from the wreckage,
Of your silent reverie.
You’re in the arms of the angel,
May you find some comfort here.

So tired of the straight line,
And everywhere you turn,
There’s vultures and thieves at your back.

The storm keeps on twisting.
Keep on building the lies
That you make up for all that you lack.

It don’t make no difference,
Escape one last time.
It’s easier to believe in this sweet madness,
Oh, this glorious sadness,
That brings me to my knees.

[Chorus]

You’re in the arms of the angel,
May you find some comfort here.
http://www.lyrics007.com/Sarah%20McLachlan%20Lyrics/Angel%20Lyrics.html

————–
>> เพลง ละครชีวิต
>> นักร้อง ไมค์ ภิรมย์พร
จากแดนอีสาน
บ้านเกิดเมืองนอน มาเล่นละคร บทชีวิตหนัก
จากพ่อแม่มา พบพาคนไม่รู้จัก จากคนที่รัก จำลามาหางานทำ
อาบเหงื่อต่างน้ำ คร่ำอยู่กับงาน ขยันทุกวัน ด้วยความรู้ต่ำ
เหนื่อยยากเท่าใด ใช้แรง แลกเงินเช้าค่ำ
แต่มันต้องช้ำ ทำมาหาได้ไม่พอ หมดแรงอ่อนล้า นี่แหละหนาคนจน
สู้และดิ้นรน บางครั้งก็โดน ผู้คนลวงล่อ
ตกงานบ่อยครั้ง เงินซื้อ ข้าวยังไม่พอ
มันท้อ มันตรมเพียงใด ช้ำใจ ปวดร้าว
กลับแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน
ลาแล้วละคร บทชีวิตเศร้า ทุ่มเทเท่าไร
ได้มา แค่ความว่างเปล่า กลับมาบ้านเรา
ยังมีพ่อแม่เฝ้ารอ
หมดแรงอ่อนล้า นี่แหละหนาคนจน
สู้และดิ้นรน บางครั้งก็โดน ผู้คนลวงล่อ
ตกงานบ่อยครั้ง เงินซื้อ ข้าวยังไม่พอ
มันท้อ มันตรมเพียงใด ช้ำใจ ปวดร้าว
กลับแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน
ลาแล้วละคร บทชีวิตเศร้า ทุ่มเทเท่าไร
ได้มา แค่ความว่างเปล่า กลับมาบ้านเรา
ยังมีพ่อแม่เฝ้ารอ
http://www.songontour.com/song_detail.php?song=7724

วันที่ 20-24-30 มิ มิ.ย.55

เหตุการณ์สำคัญในอดีตของวันที่ 20 มิถุนาฯ
พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) – ตัวแทนฐานันดรที่ 3 (สามัญชน) ประชุมร่วมกันที่สนามเทนนิสหลวง เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส
พ.ศ. 2369 (ค.ศ. 1826) – รัฐบาลสยามลงนามในสนธิสัญญาเบอร์นี สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ฉบับแรกที่ไทยได้ทำกับประเทศตะวันตกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) – พระราชินีวิกตอเรีย เสด็จขึ้นครองราชย์
พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) – อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ได้ให้บริการโทรศัพท์ในแง่พาณิชย์เป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) – รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 : เกิดการรัฐประหาร โดยหลวงพิบูลสงคราม (จอมพลป. พิบูลสงคราม) และ พระยาพหลพลพยุหเสนา ปลด พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งและเนรเทศไปปีนัง จากนั้นพระยาพหล ฯ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) – หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์
พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) – การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนย้ายที่ชุมนุมจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ฝ่าแนวกั้นของตำรวจล้อมทำเนียบรัฐบาลบริเวณตั้งแต่สี่แยกมิกสกวันจนถึงสี่แยกยมราชได้ตลอดทั้งสาย
วันเกิด
พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) – พรชิตา ณ สงขลา นักแสดงหญิงชาวไทย
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันผู้ลี้ภัยโลกของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/20_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

ถ้าเรามองย้อนหลังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์…มองในแง่ “ภววิสัย” ผมเห็นว่า การนำเสนอไอเดีย “แอนตี้การเลือกตั้ง” ของนิธิ, เกษียร ฯลฯ เป็นการแสดงบทบาทปฏิกิริยาทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย การที่พวกเขาแอนตี้โจมตีการเลือกตั้ง และผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่บ่อยครังกลับแสดงท่าทีอ่อนต่อ อำนาจที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เป็นอะไรบางอย่างที่ผมเห็นว่า วิปริต, และน่าขยะแขยง อย่างยิ่ง
http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/1-2-per-se-22-2549-1-3-14-nlr-1.html

แต่่่ผมคิดถึงชาวบ้านกรณีทักษิณ ทำให้ประชาธิปไตยกินได้ ซึ่งผมมีหลายเรื่องและคิดถึงอะไรบางอย่าง ทั้งความคาดหวัง และไม่คาดหวังในท่ามกลางสายฝน ติดต่อผู้คนหลายอย่าง แวะพบคนหลายคน ทำอะไรหลาอย่าง นึกถึงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันหลายปี โดยบังเอิญ และมีเรื่องอันน่าสนใจของชีวิต ที่เราจะเอามาเผยแพร่เรื่องต่างๆ แต่ผมยกเว้นไม่กล่าวถึงเนื่องจากไม่่มีเวลาเขียน และผมในแง่ความคิด…

ผมมีหลายเรื่องและคิดถึงอะไรบางอย่าง ทั้งความคาดหวัง และไม่คาดหวังในท่ามกลางสายฝน ติดต่อผู้คนหลายอย่าง แวะพบคนหลายคน ทำอะไรหลาอย่าง นึกถึงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันหลายปี โดยบังเอิญ และมีเรื่องอันน่าสนใจของชีวิต ที่เราจะเอามาเผยแพร่เรื่องต่างๆ ในแง่ความคิด…
“ความคิดเชิงลบ” เราจะพัฒนาให้เป็นพลังสร้างสรรค์เชิงบวกได้อย่างไร
1. คิดให้ช้าลง

ความคิดเชิงลบ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดโดยตัวเอง เพราะตราบใดที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การระแวดระวังเตือนภัยก็ยังคงคุณค่าสำคัญ

สิ่งที่เป็นปัญหา ก็คือ ความคิดเชิงลบที่มากล้นเกินกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะการนำเสนอของสื่อมวลชน ที่ข่าวร้ายเพียง 1 ชิ้น ก็สามารถเวียนซ้ำไปเผยแพร่ได้ในหลายช่องทาง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และอินเทอร์เน็ต แม้ว่ามันสมองและสติปัญญาของเราจะเข้าใจว่ามันเป็นข่าวชิ้นเดียวกัน แต่สัญชาติญาณระวังภัยที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของเราก็ได้สะสมความเครียดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ตามจำนวนครั้งที่ได้
รับข่าวสารเลวร้ายนั้น

วิวัฒนาการของมนุษย์หลายแสนปี ที่ต้องต่อสู้และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติซึ่งโหดร้าย ได้ส่งมอบมรดกของการตอบสนองกับข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ข่าวอาชญากรรมจะขายดีเป็นที่สุด แม้แต่ข่าวดาราและการบันเทิงก็ต้องเป็นเรื่องฉาวโฉ่คาวโลกีย์

การรับมือกับความคิดเชิงลบที่ผ่านเข้ามาจากสื่อที่หลากหลาย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้แข่งขันในชีวิตจริงที่โหดร้าย จึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้พยายามมองทุกอย่างในแง่บวกไปทั้งหมด หากเป็นการปล่อยให้ข้อมูลที่ได้รับมานั้นมีเวลาย่อยสลาย มีเวลาใคร่ครวญทั้งด้านดีและร้าย เพื่อให้เกิดการตกผลึกเป็นความจริงของโลก ไม่ใช่ความจริงในสิ่งที่เชื่อตามกันมา หรือความจริงที่เราต้องการให้เป็น หรือแม้กระทั่งความ
จริงที่เราไม่อยากให้เป็น

การคิดให้ช้าลง ทำให้น้อยลง แต่ลุ่มลึกมากขึ้น พูดให้น้อยลง แต่ไตร่ตรองมากขึ้น ย่อมช่วยให้เราสามารถเก็บรายละเอียดของชีวิตได้ลึกล้ำกว่าเดิม หยั่งเห็นสิ่งละอันพันละน้อยที่เคยละเลยไป ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพสูงส่งกว่าเดิม

ในศตวรรษที่ 21 ที่โลกหมุนเร็วเช่นนี้ เราอาจจะรู้สึกว่าการคิดและทำอย่างสุขุมนุ่มลึกเป็นเรื่องที่ล้าสมัย เพราะจะไม่ทันเวลา หากเรากลับลืมนึกไปว่า เราได้ใช้เวลาสูญเสียไปกับเรื่องราวไร้สาระมากมายเพียงใดในแต่ละวัน ดังนั้น การคิดและทำให้ช้าลง จะเป็นเครื่องมือคัดกรองสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป เพื่อจะได้ทุ่มเทให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ให้เวลากับมันอย่างเต็มที่ และทำออกมาให้ประณีตรุ่มรวยที่สุด

2. อย่าปิดกั้นความคิดทั้งบวกและลบ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สร้างสรรค์

การพยายามหลีกหนีความคิดทั้งบวกและลบ หรือพยายามบังคับฝืนใจตนเองให้ต้องคิดในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์อย่างที่สุด ดังนั้น จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในการขจัดความเครียดที่เป็นผลมาจากการคิดลบซึ่งเรากำลังเผชิญอยู่

เมื่อใดที่เรามองเรื่องราวหนึ่งในเชิงบวก จงพยายามหาแง่มุมที่เป็นลบมาประกอบด้วย หรือเมื่อใดที่เรามองเชิงลบ จงพยายามหาแง่มุมที่เป็นบวกเข้ามาประกอบด้วย ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในโลกความจริงมีความซับซ้อนกว่านั้น บางทีไม่ใช่มีเพียงมุมลบหรือบวกเท่านั้น หากยังมีมุมมองที่ 3 และ 4 มุมมองที่พิจารณาตามบริบท เวลา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองในขณะนั้น

การเปิดใจเพื่อสัมผัสประสบการณ์และความรู้ที่หลากหลายซึ่งผ่านเข้ามา จึงเป็นช่องทางหนึ่งในการวิเคราะห์ความจริงได้ลึกล้ำกว่าเดิม ความจริงที่ไปพ้นจากด้านบวกและลบซึ่งเป็นเพียงผิวเผินฉาบฉวยเท่านั้น

Steve Jobs เคยไปฝึกฝนกับนักบวชและอาจารย์ Zen ซึ่งก็บ่มเพาะให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple มีความโดดเด่นแบบเรียบง่าย แม้แต่เรื่องการซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน Steve Jobs ก็ยังต้องถกเถียงกับภรรยาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบและดีไซน์ นี่จึงเป็นที่มาความคิดสร้างสรรค์ซึ่งไม่มีวันหยุดนิ่ง

จงอย่าปล่อยให้ความคิดของเราติดกับแค่ความคิดบวกหรือลบเท่านั้น หากยังต้องขยายมุมมองออกไปเรียนรู้ในสิ่งที่กว้างขว้าง ไม่ติดจำกัดกับสาขาอาชีพ ไม่ติดในกรอบคิดที่ชอบตัดสินอะไรล่วงหน้า

มนุษย์มีเวลาและความสามารถที่จำกัด การจะไปเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การเลือกที่จะตอบสนองกับเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

กลยุทธ์ในการเลือกจึงเป็นสิ่งที่จะตัดสินชะตาชีวิตเรา หากทว่าถึงที่สุดก็ไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรจะดีที่สุด แม้กระทั่งตัวเราเองที่เป็นเจ้าของชีวิตก็ตาม

เราอาจต้องลองทำตามหัวใจของตัวเราบ้าง ทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อค้นหาในสิ่งที่ใช่ หากทว่าเมื่อชีวิตพาเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเบื่อหน่าย ก็อย่าพึ่งปฏิเสธด้วยกลยุทธ์ “คิดเร็ว” ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 บางทีอาจจะมีสิ่งที่ดีซุกซ่อนอยู่ หรือแม้กระทั่งเป็นลายแทงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก็ได้

ชีวิตไม่เคยเดินทางเป็นเส้นตรง การเดินทางเข้าหาสิ่งที่รักโดยทันที อาจไม่มีวันไปถึงได้ หากต้องผ่านสิ่งที่เกลียด สิ่งที่เลวร้าย สิ่งที่มัวเมาลุ่มหลง สิ่งที่ออกนอกเส้นทางไปไกล เพื่อจะกลับมาใหม่อย่างมีวุฒิภาวะ

แต่เมื่อไม่ค้นพบเหตุผลที่จำต้องทนแล้ว ก็จงรีบละทิ้งโดยเร็ว เพราะยังมีเรื่องตื่นเต้นเร้าใจมากมายซึ่งรอให้เราไปกระทำ

หากสิ่งใดทำแล้วได้ผลดี ทำแล้วมีความสุข แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสาขาที่เราร่ำเรียนมาหรือเชี่ยวชาญเลย ก็จงทำต่อไป เพราะมันอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่ก็ได้

สิ่งสำคัญคือ ต้นทุนเวลาและต้นทุนทรัพยากร เราต้องรู้จักบริหารจัดการให้เหมาะสม อย่าได้เสียเวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป เพราะสำหรับสิ่งที่ใช่แล้วนั้น เราจะสัมผัสได้จากหัวใจว่า การทุ่มเททำงานของเราจะมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ทำน้อยแต่ได้ผลงานมาก นั่นคือ สิ่งที่ธรรมชาติได้ประทานให้เราแล้ว

นอกจากการฟังเสียงหัวใจของเราแล้ว ยังต้องพยายามปล่อยวางตัวตนเพื่อที่จะได้ยินเสียงที่ไพเราะที่สุดของธรรมชาติอีกด้วย

3. คิดในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศสร้างสรรค์ ท่ามกลางมิตรสหายที่ดีเลิศ

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน ไม่เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ป้อนข้อมูลเข้ามาแล้วจะได้คำตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ดังนั้น การเปลี่ยนสถานที่ในการคิด เปลี่ยนบรรยากาศในการใคร่ครวญ ก็อาจทำให้ปัญหาที่ดูเหมือนตีบตันนั้นได้คลี่คลายออกมา จนกระทั่งค้นพบคำตอบที่ยิ่งใหญ่

นอกจากสถานที่แล้ว บุคคลที่แวดล้อมเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งคนรัก ก็ยังมีอิทธิพลกับความคิดของเราได้ ดังนั้น การจะเป็นคนที่สร้างสรรค์ คนที่ฉลาดเฉียบแหลม ก็ย่อมต้องรู้จักเลือกเฟ้นบุคคลรอบข้างให้หลากหลาย ให้เป็นพลังเสริมประสานเราในการพัฒนาศักยภาพตัวเองไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต

หากยังรู้สึกว่าชีวิตมืดมิดอยู่ ก็จงจุดเทียนเล่มน้อยขึ้นอ่านหนังสือดีๆสักเล่ม

เพราะบางทีวิธีโบราณแบบนี้ ก็อาจให้คำตอบตัวเราได้ดียิ่งกว่าเทคโนโลยีล้ำยุค
http://www.siamintelligence.com/transcend-negative-think/

——————————
ว่าด้วยทุน : เล่ม 1 ภาคที่ 7 กระบวนการสะสมทุน

http://turnleftthai.blogspot.com/2012/06/1-7.html
—————————–
“ออมเงิน (Saving)” อย่างไรให้เติบโตและเบิกบานใจ
ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยแห่งโอกาสและความหวัง โดยเฉพาะในเรื่องนำเงินออมไปลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น คนธรรมดาทั่วไปจึงไม่ต้องทำงานเพื่อแลกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เงินให้ทำงานได้อีกด้วย

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ที่ลึกซึ้งในการจัดการเงิน จึงทำให้เงินออมที่สะสมไว้ไม่สามารถขยับขยายไปเพิ่มผลตอบแทนได้

1. เข้าใจเรื่อง “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ที่เราเข้าไปลงทุน

ทองคำเป็นตัวอย่างที่ดีของสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง จึงเกิดความเชื่อฝังหัวว่าทองคำมีแต่ขึ้นไม่มีลง โดยไม่ได้ดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังให้ยาวไกลเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงปี 1980-1990 ยิ่งไม่ต้องเอ่ยอ้างถึงการรู้จักเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นว่าอะไรจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน

ทองคำมีแนวโน้มจะขึ้น 10 ปี วิ่งลงไปเซื่องซึมอยู่ 20 ปี แล้วจึงได้เวลากลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้ง

หากคิดเฉลี่ยทั้งปีที่รุ่งเรืองและซึมเศร้า กินเวลารอบละ 30 ปี ผลตอบแทนของทองคำ ก็อาจใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งไม่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ประการใด

การที่ราคาทองคำขึ้นไปเป็นเวลา 10 ปี ให้คนเกิดความตื่นเต้น ขึ้นไปเกินระดับราคาพื้นฐานที่เป็นจริง ก่อนจะตกลงมาชดเชยแน่นิ่งเป็นเวลา 20 ปี ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจให้รายย่อยเข้ามาลงทุน เพราะถ้าค่อยๆเพิ่มอย่างเชื่องเช้าเท่ากันเป็นเวลา 30 ปี คนส่วนใหญ่ก็จะรู้ความจริงและรับไม่ได้กับอัตราเติบโตที่น้อยนิดนี้

ทองคำในฐานะเครื่องมือลงทุนก็จะไม่มีใครสนใจ

นักลงทุนที่ดีจะต้องอ่านปัจจัยพื้นฐานและจิตวิทยาให้กระจ่าง ไม่ใช่ติดแต่ภาพที่เห็นเฉพาะหน้า

“กองทุนหุ้น” ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าก็คงไม่แตกต่างจากการที่เราไปเลือกซื้อหุ้นเอง แถมยังดียิ่งกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนมีความเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ และยังมีเวลาว่างมากกว่าเรา

สิ่งที่ลืมนึกไปก็คือ กองทุนหุ้นก็มีข้อจำกัดมากมายในการลงทุน ไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่นักลงทุนธรรมดาสามารถกระทำได้ ผลตอบแทนของกองทุนจึงไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET

เมืองไทยยังไม่มีนโยบายที่เอื้ออำนวยให้เกิดกองทุนที่มีอิสระมากมายแบบในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะทำให้นักลงทุนบางส่วนโดนหลอกไปบ้าง แต่สำหรับนักลงทุนที่ฉลาดเฉลียว ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ก็จะได้พบเจอกับผลตอบแทนที่โดดเด่นกับผู้จัดการกองทุนแบบ Peter Lynch

โดยเฉพาะเมื่อคนไทยส่วนใหญ่ ยังคงเสพติดการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบรายวัน อ่อนไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายโดยไม่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ยากที่กองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต (Growh Stock) จะได้รับความนิยม

เมื่อเข้าใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับเงินออมอย่างยั่งยืนได้ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวพอควร แต่โอกาสสำเร็จย่อมมีมากกว่า

การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ตามแนวทางของ Fisher ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งแบบ Buffett หรือลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีแบบรอบด้านของ Peter Lynch ก็คือ การมอบเงินออมให้กับผู้บริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ให้ช่วยดูแลผลกำไรแทนเรา

การเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ หรือเลือกหุ้นที่มีผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ ก็อาจให้ผลตอบแทนที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน

ถ้าคุณยังไม่เชื่อใจตนเองว่าจะเลือกหุ้นสุดยอดได้ ก็จงมองหาคนเก่งที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลเงินของคุณ

แต่จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเขาเก่ง จะรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่โกง สุดท้ายก็ต้องใช้ความรู้ลึกซึ้ง

ถ้าอยากรวย ก็ต้องหาความรู้

2. เข้าใจเรื่องจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะทฤษฎีของ Soros และกลยุทธ์การซื้อขายแบบจูงแพะติดมือ

จังหวะการลงทุนของ “ทองคำ” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะครบกำหนด 10 ปี

ทำไมต้อง 10 ปี เพราะมันจะได้ยาวนานเกินพอที่ทำให้นักลงทุนหลงลืมความเจ็บปวดของทศวรรษ 1980 ที่ทองคำได้ไหลลงอย่างรุนแรง แล้วมั่นใจว่าทองคำจะขึ้นไม่มีวันลง

นี่คือ จังหวะขายที่ดีที่สุด โดยแม้จะมีข่าวร้ายมาผสมบ้าง คนก็ยังเชื่อมั่นและเข้าไปรับอย่างเต็มที่

หากจะลงทุนในทองคำ อย่างน้อยต้องเริ่มตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว และค่อยมาเลิกในช่วงนี้

เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของ AEC และประเทศไทยว่าจะเติบโตในช่วง 5-10 ปีนี้ ก็ยังไม่พอสำหรับการลงทุน เพราะนี่ไม่ใช่ตำราคณิตศาสตร์ หากเป็นสงครามระหว่างรายใหญ่และรายย่อย

เราจึงต้องเข้าใจว่าในระยะสั้น จะต้องทุบหุ้นลงมาให้นักลงทุนรายย่อยเทขาย ก่อนที่จะปล่อยข่าวดีและลากหุ้นขึ้นไปสู่ปัจจัยพื้นฐานในอนาคต ตั้งแต่ 1400-2000 จุด

บางทีหุ้นไทยอาจต้องหลุด 1000 จุด รายย่อยจึงจะกลัวและเทขาย

แต่จะลงเมื่อไรก็ไม่รู้ และจะดีดกลับเมื่อไรก็ไม่ทราบ

ใครที่อยากจะได้กำไรก็ต้องกล้าเสี่ยง แต่จะเสี่ยงอย่างไรให้ได้เปรียบ

ก็ต้องใช้กลยุทธ์จูงแพะติดมือ ทะยอยซื้อเฉลี่ย เมื่อราคาลดลง 5-10 % จึงค่อยซื้อ 1 ครั้ง แล้วเมื่อราคาหุ้นเด้งขึ้นมา ก็ให้ทะยอยขายไปบ้าง เพือทำกำไรระยะสั้น

แต่ก็ต้องเก็บหุ้นไว้ 50 % ของจำนวนเงินที่ตั้งใจจะลงทุน เพื่อว่าเมื่อหุ้นกลับไปเป็นขาขึ้น เราจะได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ

สิ่งสำคัญคือ จะต้องเลือกซื้อสินทรัพย์ที่เติบโตดี ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

หุ้นเติบโตบางตัว ที่ราคาได้ขึ้นมาแล้ว 3-5 เท่า ภายในเวลา 3-5 ปี ในทางทฤษฎี ก็อาจจะโตต่อไปได้อีก แต่ในทางปฏิบัติ มีน้อยตัวนักที่ราคาจะขึ้นไปได้ต่อ

ส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อบริษัทเติบโตถึงระดับหนึ่ง ก็จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้รองรับการเติบโตต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี

ที่สำคัญ หุ้นเติบโตเมื่อสร้างราคาขึ้นมา 3-5 เท่า ก็ย่อมทำให้ชื่อเสียงหอมหวน นักลงทุนรายย่อยก็อยากเข้ามาจับจอง จึงทำให้นักลงทุนรายใหญ่ต้องขายให้ก่อน แล้วกดราคาลงมาให้หนักหน่วง เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยคายของออกมาให้หมด ก่อนที่จะเติบโตต่อไป

3. กระจายความเสี่ยง ตั้งแต่การมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ไปจนถึงแหล่งลงทุนที่แตกต่าง

หลักข้อแรกของการกระจายความเสี่ยง คือ อย่าทำให้ตัวเองเสี่ยงมากขึ้น เพราะกระจายเงินไปในสินทรัพย์ที่ดี แต่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ดี แต่เมื่อได้ขึ้นมา 10 ปีแล้ว และกำลังมีแนวโน้มขาลง ก็ยังไม่ควรเข้าไปลงทุน

ในศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกของการออมเงินให้มากมาย ดังนั้น จงเลือกกระจายความเสี่ยง เฉพาะสินทรัพย์ที่ดี และอยู่ในช่วงขาขึ้นเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกอย่าง แต่เลือกสินทรัพย์ที่ดีและแตกต่างกัน 5-10 ชนิดก็พอแล้ว

บางคนให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของเงินออม แต่ลืมนึกถึงเรื่องรายได้

การออมเงินที่ดี คือ มีเงินสดให้น้อยที่สุด ดังนั้น เมื่อเรามีแหล่งรายได้แค่ทางเดียว เราก็ต้องเหลือเงินสดสำรองไว้มากพอ เผื่อว่ารายได้มีการสะดุดลง จะได้ถอนเงินออกมาใช้ได้

ดังนั้น หากเรามีแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะสามารถนำเงินออมไปลงทุนได้เต็มที่ ไม่ต้องสำรองเงินสดไว้จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีระดับลดลง

สรุปแล้ว การสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสมากมายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ลึกซึ้ง และหลากหลายรอบด้าน ตั้งแต่การวิเคราะห์คน วิเคราะห์ธุรกิจ ไปจนกระทั่งถึงจิตวิทยามวลชน

การแสวงหาความรู้ อาจทำให้เราเหน็ดเหนื่อย

แต่มันก็คุ้มค่า หากว่าเงินออมสามารถทำงานแทนเราได้

เราก็จะสามารถมีเวลาไปเสพสุขกับชีวิตและความมั่งคั่งได้ อย่างที่ใจปรารถนามานาน

—————-

การกระจายความเสี่ยงในมุมของผมคงเป็นการลงทุนอย่างอื่นที่ไม่ใช่หุ้นบ้าง เช่น อสังหา ทอง สินค้าโภคภัณฑ์

ส่วนการลงทุนในหุ้นผมไม่ลงทุนในหุ้นหลายตัว ผมโฟกัสหุ้นเพียงไม่กี่ตัว แล้วท่านอื่นมีแนวทาง ลงทุนยังไงบ้างครับ

http://www.siamintelligence.com/saving-to-growth/
————-
คาร์ล ยุง นักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียง เป็นโรคซึมเศร้าตอนอายุ 38 ปี

เขาหายจากอาการนี้ด้วยการนั่งนึกถึงความสุขในวัยเด็ก จากการสร้างปราสาทด้วยหินและโคลน แล้วเขาก็เริ่มเล่นแบบนั้นอีกครั้ง

ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้ทฤษฎีใหม่ จากการเล่นเป็นเด็กครั้งนี้

————
ทองคำปรับขึ้น 50 บาท
ทองคำเปิดตลาดปรับขึ้น50บ.แท่งซื้อ24,050ขาย24,150รูปพรรณซื้อ23,695.08ขาย24,550

ราคาทอง (ทองคำ 96.5%) ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ตามประกาศ ของสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 24,050.00 ขายบาทละ 24,150.00 ราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 23,695.08 ขายบาทละ 24,550.00 ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับขึ้น 50 บาท เมื่อเทียบกับราคาวานนี้ ( 13 มิ.ย.)
http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=31316&ch=227

———————–

———————–
รำลึก24 มิถุนา 2475 เปลี่ยนNetwork Monarchy
…ในการสัมมนาที่เชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน ที่ ฟ้าเดียวกัน นำมาตีพิมพ์ในฉบับ “โครงการเปลี่ยนประเทศไทย” เกษียร ได้กล่าวประเมินถึงท่าทีทางการเมืองของตัวเขาเองและของนิธิในระยะเวลาที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิ่งที่ McCargo เรียกว่า Network Monarchy ข้อสังเกตตอนนี้ของเกษียร เป็นข้อสังเกตที่ผมเห็นว่าแหลมคมยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง…
นี่คือคำพูดของเกษียร (เน้นคำของผม) :ผมคิดว่าพันธมิตรระหว่างขบวนการประชาชนกับสถาบันกษัตริย์ก่อตัวในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 …[ note นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านที่ค้านกับการที่ธงชัยพยายามเน้นย้อนหลังกลับไปที่ 14 ตุลา – สมศักดิ์] ….สิ่งที่เรียกว่า monarchical network หรืออาจแปลเป็นไทยเพื่อความเข้าใจได้ว่า “เครือข่ายในหลวง” เครือข่ายนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 คือปรากฏปีกเสรีนิยมที่รวมตัวกันเข้มข้นขึ้นมา
ถ้าพูดถึงตัวบุคคลคือ คุณอานันท์ ปัญญารชุน หมอประเวศ วะสี พออ่านมาถึงตอนนี้ผมก็ฉุกคิดว่าอาจครอบคลุมถึง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าความรับรู้หรือเจตนาสำนึกทางอัตวิสัยจะเป็นเช่นใด ทว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ทางภววิสัยได้พ่วงพาเข้ามาอยู่ใน liberal monarchical network ด้วย…. ดังนั้น พันธมิตรดังกล่าวไม่ได้เพิ่งมาก่อตัวเมื่อจัดตั้ง ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ต้นปีนี้นะครับ หากมีการปูพื้นมานานกว่าที่จะเดินมาถึงจุดนี้ และเมื่อมาย้อนคิดดู พูดตรงๆ ถ้าสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปร่วมกลุ่มนี้แล้ว จะให้ไปร่วมกลุ่มไหน?….(

http://thaienews.blogspot.com/2012/06/24-2475-network-monarchy.html

บทความ: “ทำไมราษฎรอาวุโสแนะทักษิณดูปรีดี ไม่กลับไทย ห่วงชาติขัดแย้ง” และ “การกระจายอำนาจโดยเครือข่ายของราษฎรอาวุโส แต่ทำไม รัฐธรรมนูญ2550ไม่ปฎิรูป?”
http://thaienews.blogspot.com/2012/06/2550.html
Is a military coup in Thailand imminent?
By Bangkok Pundit Jun 11, 2012 6:00AM UTC
NOTE: This blog will only look at a military coup. There is the so-called judicial coup option, but BP will look at that in a separate post.

Joshua Kurlantzick of the Council on Foreign Relations in May 2012 blogged a post entitled “Another Coup Looming in Thailand?”. An excerpt:

In an interesting piece in Asia Times, two retired U.S. army officers who frequently write on the Thai military note that the Thai armed forces are currently beefing
up their strength, working to promote closer intra-army unity, and essentially preparing for a potential conflict with the elected government should Thaksin return to
the country, or should the elected government try to carve into the army’s political independence.

Though these two writers can be at times hyperbolic and incredibly pro-army in their writings, the news they detail echoes stories from other army sources, and
suggests that another coup in Thailand is hardly out of the question after Thaksin’s imminent return. U.S. policymakers should be prepared for such a possibility —and
should be prepared with extremely harsh measures should the Thai military stage a coup.
http://asiancorrespondent.com/84024/is-a-military-coup-in-thailand-imminent/

————————————–
Why has the Thai Constitution Court changed its interpretation of the law?
By Bangkok Pundit Jun 13, 2012 10:25PM UTC

……Translation of subject is: Surapong Tovichakchaikul [BP: Yes, the current Foreign Minister] asking the Constitution Court to order the dissolution of the
Democrats under Section 63 due to their acts to acquire power through means not under the constitution.

For the underlined text in red, BP has translated it below:

The Constitution Court considered and views that Section 63 of the Constitution does not provide that the petitioner has the right to directly petition the
Constitution Court to dissolve a political party, but must proceed in accordance with Section 63, paragraph 2 [and] submit the matter to the Attorney-General to
investigate the facts and file the petition to the Constitution Court.

Below is Section 63 of the 1997 Constitution:

No person shall exercise the rights and liberties prescribed in the Constitution to overthrow the democratic regime of government with the King as Head of the State
under this Constitution or to acquire the power to rule the country by any means which is not in accordance with the modes provided in this Constitution.

In the case where a person or a political party has committed the act under paragraph one, the person knowing of such act [ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าว] shall have the right to request
the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act without, however, prejudice to the
institution of a criminal action against such person.

In the case where the Constitutional Court makes a decision compelling the political party to cease to commit the act under paragraph two, the Constitutional Court may
order the dissolution of such political party.

Below is Section 68 of the 2007 Constitution:

No person shall exercise the rights and liberties prescribed in the Constitution to overthrow the democratic regime of government with the King as Head of State under
this Constitution or to acquire the power to rule the country by any means which is not in accordance with the modes provided in this Constitution.

In the case where a person or a political party has committed the act under paragraph one, the person who knows [ ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว] of such act shall have the right to
request the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act without, however, prejudice
to the institution of a criminal action against such person.

In the case where the Constitutional Court makes a decision compelling the political party to cease to commit the act under paragraph two, the Constitutional Court may
order the dissolution of such political party.

In the case where the Constitutional Court makes the dissolution order under paragraph three, the right to vote of the President and the executive board of directors
of the dissolved political party at the time the act under paragraph one has been committed shall be suspended for the period of five years as from the date the
Constitutional Court makes such order.

BP: Between Section 63 of the 1997 Constitution and Section 68 of the 2007 Constitution, there is a slight difference in paragraph 2 and there is the addition of
paragraph 4 although this doesn’t affect the process for filing a motion/petition. The Court clearly states that they won’t accept petitions directly in 2006, but they
do now when the procedure set out is the same. So far BP has seen no explanation on why the change of interpretation by the Court…

There is still one out for the Court. The Court may order the cessation of the constitutional amendments in their current form, but state that the actions were not
done by a party and were done by parliament so there is no need to dissolve any party. Hence, it is only when a matter requires the dissolving of a political party
that the Attorney-General needs to investigate first so the court can argue there is no contradiction.*

*Although, the Court accepting a new petition today seemingly nullifies this……
http://asiancorrespondent.com/84027/why-has-the-thai-constitution-court-changed-its-interpretation-of-the-law/

———–

Thai Attorney-General: Constitutional amendments are legal
http://asiancorrespondent.com/83916/thai-attorney-general-constitutional-amendments-are-legal/
————————————
Thailand: How the meaning of ‘and’ starts a constitutional crisis – Updated By Siam Voices Jun 07, 2012 10:52PM UTC
….The Thai Constitution Court may try to be “creative” in its interpretation of the language of the law and its role and authority because it believes itself to be
righteous. Unelected judges, especially righteous ones, may have a goal of advancing the best interest of the nation but the question must be asked—what if the
majority of people who vote disagree with their view?…

Kaewmala is a writer, a blogger and an avid twitterer. She blogs at thaiwomantalks.com and is a provocateur of Thai language, culture and politics @thai_talk.
http://asiancorrespondent.com/83904/thailand-how-the-meaning-of-and-starts-a-constitutional-crisis/

Sex Talk: In Search of Love and Romance has 10 chapters. Click to see excerpts and sample sex talk.

1 Sexually Speaking (An introduction – see excerpt)

2 The Thai Sexual Jungle (Get introduced to an eclectic cast of sexual animals in Thai metaphors and find out what your inner sexual animal might be – meet some of
them)

3 The Battle Between Love and Lust (Find out how attraction starts, how love and lust develops and sometimes gets out of control, in Thai style – get a glimpse of love
and lust in action)

4 Looking for Love (Get to know the personalities and styles of potential lovers in the Thai love jungle – meet a few personalities)

5 The Art of Flirting (Learn the Thai art of flirting, the do’s and the don’ts – see how it works)

6 Traditional Courtship Rituals (Find out about the old Thai courtship tradition and styles, how Thai attitudes toward sex and sexual tensions between Thai men and
women have evolved, and important sayings and proverbs about courtship and marriage – see excerpts and some proverbs)

7 Modern Courtship and Dating (Learn about how contemporary Thai lovers date and mate as well as the history and current situation of Thai-farang(Western)
relationships – see excerpts)

8 Lovers and Bedmates (Find out the kinds of love and romance Thais have and identify yourself in a line-up of the usual and not-so-usual suspects of lovers and
bedmates – Take a peek)

9 In the Eye of the (Thai) Beholder (Understand the Thai perspective on beauty and agreeableness and the national obsession of fair skin – Get a feel)

10 Sexy (or Not), Thai Style (Find out what makes Thai people tick, what they find sexy (or not) – Learn a couple of words for hotness)
http://www.thaisextalk.com/book1.htm

Thailand’s Democrat Party to hawkishly monitor media like it’s 2009
By Siam Voices Jun 06, 2012 10:30AM UTC
http://asiancorrespondent.com/83758/thailands-democrat-party-to-monitor-media/
————————————————–
ASEAN Defense: Yingluck takes Thailand on a “Gun Control” binge with no new guns allowed Justice: Local press urges Thailand’s anti-corruption unit to “Unfreeze”
Democrat Party’s US$10 billion corruption case
http://thaiintelligentnews.wordpress.com/2012/06/13/asean-defense-yingluck-takes-thailand-on-a-gun-control-binge-with-no-new-guns-allowed/
————————————————–
Economics: Yingluck orders “All” Thai economic related units to be prepared for potential “Euro Crisis” deterioration
http://thaiintelligentnews.wordpress.com/2012/06/13/economics-yingluck-orders-all-thai-economic-related-units-to-be-prepared-for-potential-euro-crisis-deterioration/
——————————————-
พ่อแม่วัยรุ่น ตั้งครรภ์ teenage ที่ผมไปฟังการอบรมว่า มีจำนวนเป็นห้าหมื่นต่อหนึ่งปี อาจจะมีคนเป็นลุงทั้งที่อายุยังน้อย และผมนึกถึงthe death of “Uncle SMS”
————————————
Sweet November
review
เรื่องย่อ

เนลสัน มอส (คีอนู รีฟส์) คือหนุ่มนักบริหารงานโฆษณาผู้ใช้ชีวิตในนิวยอร์คซิตี้อย่างหรูหรา เขาคือหนุ่มไฟแรงที่บ้างานจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว แล้วเขาก็มีโอกาสได้รู้จักกับ ซาร่า ดีเวอร์ (ชาลิซ เธรอน) สาวเจ้าเสน่ห์ผู้รักอิสระและยึดถือการ เปลี่ยนคู่รักเดือนละคน เธอช่วยชายแต่ละคนให้ผ่านพ้นวิกฤตทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ไม่ยอมให้ความ ปรารถนาทางอารมณ์ของตัวเอง ได้รับการเติมเต็มจากหนุ่มผู้
มั่งคั่งคนนี้ แม้จะตกหลุมรักเขา แต่ก็ไม่ต้องการผูกมัดด้วยพันธะใดๆ เพราะชีวิตของ ซาร่ากำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า ด้วยเหตุนี้ เนลสันกับซาร่าจึงตัดสินใจเปิดฉากความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา โดยให้ระยะเวลาทดสอบ 1 เดือน ก่อนจะแยกย้ายไปทางใครทางมัน ด้วยความหวังว่า ความเกี่ยวข้องหวือหวาครั้งนี้จะไม่นำมาซึ่งความคาดหวัง และความผูกพันที่ชวนเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

หนังให้ความรู้สึกอบอุ่น และตื้นตันใจ เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งรู้ว่าชีวิตของตน จะอยู่ได้ไม่นาน แต่แทนที่จะเข้ารักษาตัว กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตที่เหลือแบบที่ใจต้องการ ครอบครัวของเธอไม่เข้าใจและรับไม่ได้กับทางเลือกนั้น เธอจึงหนีออกจากบ้านโดยไม่แคร์เงิน ตำแหน่งและฐานะใดๆที่เคยมี โชคดีที่เพื่อนเข้าใจเธออย่างลึกซึ้ง ใครที่เป็นคนรักเพื่อนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องชอบ และจะรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมากที่เห็นสิ่งที่
เพื่อนทำเพื่อเพื่อน

เมื่อเนลสันรู้ว่าเธอป่วยหนักก็ไม่เข้าใจที่ซาร่าไม่ยอมไปรักษาตัว
จนกระทั่งเพื่อนของเธอบอกว่า “คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือไง ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักชีวิต แต่เธอกำลังใช้ชีวิต!”
ที่จริงแล้วซาร่ากำลังใช้ชีวิตที่เหลือในแบบที่เธอต้องการ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดมันก็คุ้มค่าสำหรับเธอ

…ซาร่าวางกฏเหล็กไว้ปกป้องตนเองและคนรัก ด้วยการมีสัมพันธ์กับผู้ชายเพียง 1 เดือนเพราะเห็นว่า 1 เดือนนานพอสำหรับความรู้สึกดีๆ แต่สั้นเกินที่จะเกิดปัญหาตามมา ….ความซาบซึ้งใจอยู่ที่ ซาร่าเก็บซ่อนความทุกข์ไว้ และเลือกที่จะแบ่งปันความสุขให้คนรอบข้าง โดยคาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนสุดท้ายของเธอจะทำให้เธออยากอยู่ด้วยไปชั่วชีวิต เมื่อวันที่เธอพบเขา เธอหวังเพียงจะให้ ชายหนุ่มผู้มีชีวิตที่ยุ่ง
เหยิงบ้างานได้รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า …เพราะเธอรู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตได้ดีที่สุด แต่ที่สุดแล้วเธอคาดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มผู้นี้ได้ตอบแทนสิ่งที่ดีที่สุดแก่เธอเช่นกัน ชีวิตของซาร่าอยู่ไม่ถึงวันคริสต์มาสต์ แต่เนลสันจัดงานวันคริสมาสต์ให้กับเธออย่างที่ไม่คาดคิด นี่เป็นฉากแห่งความทรงจำจริงๆ เป็นหนังที่สร้างได้ประณีต ละมุนละไมต่อความรู้สึก คำพูดในเรื่องนี้คม กินใจ และซึ้งมากๆ

….Sweet November อาจไม่ถึงกับทำให้คุณต้องรู้สึกเสียดายอะไรถ้าไม่ได้ดู แต่ถ้าคุณได้ดูแล้วจะรู้สึกเลยว่าถ้าพลาดไปจะน่าเสียดายเพียงใด แม้จะไม่ถึงกับทำให้ร้องไห้ แต่มากเพียงพอที่จะสร้างความอบอุ่น และความรู้สึกดีๆที่ได้ชม และอาจทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
ข้อเขียนและบทวิจารณ์ของคุณที่ใช้นามปากกาว่า คุณ art .,เขียนเมื่อ 14/08/2001 —
ผู้เขียนขอสารภาพว่า มีความหลังฝังใจกับหนังเรื่องนี้มาก เมื่อตอนที่ไปดูหนังเรื่องนี้กับแฟนคนนึงในอดีต เมื่อตอนที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในบ้านเราก็ไม่ได้เข้าฉายในช่วงเดือนพฤศจิกายน เหมือนชื่อเรื่อง รู้สึกว่าจะเป็นช่วงกลางปีด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นหนี่งในภาพยนตร์ที่เคยดูกับแฟนคนนี้ ในจำนวนหลายเรื่องก็ตาม แต่จำได้ว่า ดูเรื่องนี้จบแล้วเรานั่งจับมือกันในโรงหนังโดยที่ยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้
ไป จนคนออกจนหมดโรงแล้ว จึงค่อยเดินออกมา เหตุเพราะความประทับใจในเนื้อหานั่นเอง แต่ที่มันบาดใจมากจนไม่กล้าที่จะหวนกลับไปดูหนังเรื่องนี้อีกตอนที่มันเป็น vcd หรือ dvd แล้ว ก็เพราะว่าจุดจบของความรักระหว่างผมกับแฟนคนนี้ของผมก็คล้ายกับตัวละครในเรื่องมาก แม้ว่าเธอคนนั้นของผม เธอไม่ได้เสียชีวิตไปเหมือนนางเอกในเรื่อง แต่เธอก็ตายไปจากความทรงจำของผมไปนานแล้ว
แต่ช่วงเวลาที่เราคบกันแค่เพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 3-4 เดือน ผมรู้สึกว่ามีความสุขเหลือเกิน ผมรักเขาเหลือเกิน เธอทำให้ผมเข้าใจคำว่าโลกทั้งใบมีเธอเพียงแค่คนเดียวจริงๆ ความจริงแล้วเราเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้ง 7-8 ปี ก่อนจะมาคบกันอย่างจริงจังเป็นแฟนกันเพียงแค่ 3-4 เดือน เป็นช่วงเวลาที่เราแคร์กัน ดูแลกัน ห่วงใยกัน และสุดท้ายก็รักกัน แม้เราจะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันก็ตาม เพราะผมคิดว่ามัน
ยังไม่ถึงเวลา แต่นี่อาจเป็นจุดผิดพลาดของผมจุดแรกก็เป็นได้ ที่ทำให้ความรักของเรากระท่อนกระแท่นกันมาตลอดในช่วงหลัง เราเริ่มคุยกันไม่ถูกคอ คุยกันไม่รู้เรื่อง เถียงกันคนละประเด็นอย่างไม่เข้าใจ งอนกันบ้าง เอาเหตุผลค้างๆ คูๆ เพื่อมาเอาชนะคะคานกันบ้าง อย่างไร้เหตุผล ส่วนใหญ่ผมจะเป็นฝ่ายยอมเธอตลอด และงอนง้อเธอตลอด ช่วงท้ายๆ ของชีวิตรักระหว่างเราทั้ง 2 คน ผมได้เป็นฝ่ายขอคุยเปิด
ใจกับเธอว่าระหว่างเรามีสิ่งใดที่ยังค้างคาใจที่ต้องเคลียร์กันหรือไม่ และเป็นเรื่องอะไร อะไรที่ผมควรจะต้องแก้ไข และเธอก็ต้องปรับปรุง เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังสามารถไปต่อกันได้ หรือยังมีสิ่งใดที่เรายังจูนกันไม่ติด เพื่อให้ความรักของเรายังคงอยู่ต่อไป แต่เธอกับปฏิเสธ ขอหยุดความสัมพันธ์ระหว่างเราลงเพียงแค่นั้น ผมถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น แรกๆ เธอก็ไม่ยอมให้คำตอบผมในเรื่องนี้ จนวันนึง
ผมคะยั้นคะยอให้เธอพูดจนได้ ผมก็เลยทราบสาเหตุที่เธอทำเช่ นนั้นกับผม เธอบอกว่าเธอมีทัศนคติที่แอนตี้ผู้ชายในโลกนี้ เธอไม่อยากมีชีวิตคู่ เธออยากครองความเป็นโสดเพราะเธอคิดว่าเธอสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีแฟน ผมถามว่าอะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น เธอบอกว่าเธอมีประสบการณ์ที่เห็นคนในครอบครัวเธอไม่รับผิดชอบต่อผู้หญิง ตั้งแต่พ่อของเธอ มาถึงพี่ชายก็ทิ้งพี่สะใภ้เธอไป ทิ้งลูกไว้ให้เป็นภาระ
ให้เธอต้องเลี้ยงดู เสมือนเป็นแม่บุญธรรม เธอจึงรู้ซึ้งถึงคำว่าแม่ เธอมีลูกแล้วที่เกิดจากพี่ชายและพี่สะใภ้ ซึ่งเธอรับภาระเลี้ยงดูเสมือนลูกจริงๆ เธอไม่ปรารถนาจะมีครอบครัวอีก ผมถามว่าคุณคิดว่าผมจะเหมือนพ่อกับพี่ชายคุณงั้นหรือ เขาบอกไม่รู้ แล้วคุณจะตัดสินผมโดยดูจากประสบการณ์คนรอบข้างในชีวิตคุณ แล้วอนุมานว่าผู้ชายในโลกนี้คงน่าจะเหมือนกันงั้นหรือ เธอบอกว่าเธอกลัวที่จะเจอแบบนั้นเหมือน
กันอีก แต่สิ่งนึงที่เธอบอกผม แล้วทำให้ผมอึ้งก็คือ เธอบอกว่าเธอเคยผ่าตัดเอามดลูกข้างนึงออกไป ทำให้เธอไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต ผมถามเธอว่าแล้วเธอไปผ่าตัดมันออกทำไม เธอบอกว่าเธอเคยปวดเมน(ประจำเดือน)ชนิดว่าทรมานมาก เหมือนคนติดยาแล้วลงแดงแบบนั้น แล้วไปปรึกษาแพทย์ แพทย์บอกว่าถ้าไม่อยากเจ็บทรมานก็ต้องผ่าตัดเอาปีกมดลูกด้านนึงออก เพราะเธอมีสรีระในส่วนนั้นแคบ
มาก เธอบอกว่าพอทราบข้อมูลนี้แล้วเธอยังอยากจะเป็นแฟนกับฉันอีกมั๊ย พอผมฟังแล้วก็อึ้งไปพักนึง ในช่วงเวลานั้นเรายังรักเขามาก และเพิ่งจะขอเธอแต่งงานไปไม่นาน แต่เธอกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธ แล้วผมก็เพิ่งมารู้สาเหตุจากเธอก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณแม่ที่บ้าน คุณแม่บอกกับผมว่าให้เลิกกับผู้หญิงคนนี้ซะ และตั้งแต่นั้นมาคุณแม่ผมก็คอยกีดกัน ไม่ให้คบกับผู้หญิงคนนี้ ช่วงเวลา
นั้นผมยังมีความรู้สึกรักเขา และสงสารเธอด้วย ผมบอกว่าเรื่องมีลูกได้หรือไม่ได้ มันไม่ใช่ประเด็น ถ้าเรายังรักกันก็สามารถแต่งงานด้วยกันได้ และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ ส่วนประเด็นเรื่องการมีลูกผมยังไม่ได้คิดไปถึง แต่ถ้าหากอยากมีขึ้นมาจริงๆ ก็สามารถหาหนทางอื่นได้ หรือถึงเวลานั้น เราอาจไม่คิดจะมีก็ได้เพราะภาระมันเยอะ เธอก็พูดตรงประเด็นที่ทิ่มแทงเข้ามาถึงใจกลางหัวใจผมเลยก็คือ ยังไงเสียพ่อแม่
คุณก็ต้องการสะใภ้ที่สามารถมีลูกให้คุณได้ ถ้าเขารู้ภายหลังว่าฉันไม่สามารถมีลูกให้คุณได้ เขาคงโกรธเกลียดฉันอยู่ดี สู้ให้เขารู้ไปก่อนเลยดีกว่า ว่ายังต้องการฉันอยู่หรือเปล่า พอได้ยินเช่นนั้นผมก็เสียใจมาก ผมจึงถามเธอกลับไปว่าแล้วคุณมาคบกับผมทำไม ถ้าตัวคุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าคุณไม่อยากมีชีวิตคู่ ไม่สามารถมีบุตรได้ คุณมาให้ความหวังกับผมทำไม เธอบอกว่าเธอเห็นถึงความพยายามในการตามตื๊อตามจีบ
ของผม เธอประทับใจ และรักชอบผมจริงๆ แต่เธอบอกว่าเธอได้ให้ความสุขแก่ผมไปอย่างคุ้มค่ามากพอแล้ว เหมือนกับนางเอกในเรื่อง sweet November ที่ให้ความสุขแก่พระเอกไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ขอสานสัมพันธ์ต่อ เพราะรู้ตัวเองว่ามีโรคร้ายรออยู่ ใกล้จะต้องตาย ไม่อยากให้พระเอกต้องเสียใจ แต่งานนี้ยังไงๆ ก็ต้องรู้ภายหลังและเสียใจอยู่ดี ความรักในลักษณะนี้มันจึงเหมือนน้ำตาลไหม้ มี
ช่วงเวลาแห่งความหวานอยู่เพียงสั้น ๆ จากนั้นก็จะขม เนื่องจากน้ำตาลไหม้ เสมือนช่วงเวลาฮันนีมูนสวีท ก่อนจะพบว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันขมขื่นเสียยิ่งกว่าบอระเพ็ด หรือกาแฟเอสเปรสโซ่ที่ไม่ใส่น้ำตาล ความรักของผมกับเธอแม้ว่าเราจะไม่ได้จากกันไปแบบฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตเหมือนในภาพยนตร์ แต่เราก็จากกันด้วยดี ด้วยความเข้าใจ แต่เธอได้ตายจากความทรงจำของผมไปนานแล้ว เพียงแต่ เมื่อวันนึง
ผมเดินผ่านไปที่ร้านวีซีดี/ดีวีดีแห่งหนึ่ง บังเอิญเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้า ก็เลยสะกิดใจให้ต้องนำมาเขียนเล่าความหลัง เพราะมันมีประเด็นให้ค้างคาใจอยู่นั่นเอง จนยากที่จะลืม พอถึงเดือนนี้ทีไร ชื่อหนังเรื่องนี้มันก็เข้ามาวนเวียนอยู่ในความทรงจำทุกทีไป ผมลืมบอกไปว่าที่เราเลิกกันไปคราวนั้น จริงๆ แล้วสาเหตุที่แท้จริงก็คือทัศนคติเราไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ ช่วงหลังๆ เราทะเลาะกันบ่อยมาก
พูดจาไม่รู้เรื่อง เธอกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล ดื่มสุรา ชอบเที่ยวราตรี เธอเป็น working woman ที่ทำงานเลิกดึก และต้องมีสังสรรค์กับเพื่อนและลูกค้าบ่อย ในขณะตอนที่ผมมาคบเธอเป็นแฟนแล้วนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผมอิ่มตัวกับการเที่ยวกลางคืนแล้ว คือเบื่อและไม่ชอบสถานบันเทิงยามราตรีแล้ว ทำให้เราจูนกันไม่ติด เธอมักจะชวนผมไปเที่ยวกับเธอ แต่ผมไม่อยากไป ผมเริ่มแสวงหาสัจจธรรม และ
ชอบเข้าวัด แต่เธอชอบเข้าผับ เราจึงเดินไปบนเส้นขนานที่ไม่อาจจะบรรจบกันได้ ผมเสียใจด้วยนะที่เอาเรื่องนี้มาเล่าอย่างหมดเปลือก แต่ทุกอย่างมันคือเรื่องจริง หากคุณคนนั้น ได้มาอ่านเจอ คุณก็คงจะทราบเองว่าผมคนที่เขียนนี้เป็นใครกัน แต่ผมอยากจะขอขอบคุณ คุณมากนะที่ทำให้เด็กหนุ่มที่อ่อนต่อโลกคนนี้ ได้เรียนรู้ รู้จักคำว่ารัก กับเขาบ้าง เหมือนกัน ขอบคุณ Sweet November ที่ทำ
ให้เราได้มารักกัน และขอบคุณความบริสุทธิ์ใจที่จะทำให้ช่วงเวลาที่เราได้มีความสัมพันธ์กันนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่คุณไม่ปิดกั้นมันไป ปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ แม้ว่าตัวคุณเองก็รู้บทสรุป จุดจบของเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ว่ามันจะจบลงอย่างไร แต่ก็ไม่ยอมที่จะขีดฆ่า หรือลบมันออกไปเสียตั้งแต่ทีแรก นี่แหละคือความงดงามของคำว่า ความรัก
http://yikgamyok.blogspot.com/2010/11/sweet-november.html
ตอนที่ผมแวะเฟซฯ เพื่อคุยทักทายอ.สมศักดิ์ ชอบหนังเรื่อง “คาซาบลังก้า” แต่ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนี้จบสักทีเป็นหนังหายาก ตามดูจากยูทิว ที่โพสต์ฯ และผมนึกถึงคนตีความหนังฯกันเยอะแยะจากข้อมูลวิกิพีเดีย และผมแลกเปลี่ยนความรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ซึ่งเมื่อวานผมอารมณ์ดูหนังเศร้าเหมือนกัน คือ หนังเรื่องSweet November ในแง่ที่เธอ ก็ทิ้งเราไปเหลือแต่ความทรงจำสูญหายจากสายตา
แต่ว่าความทรงจำเป็นความหวัง แม้แสงสว่างแว่บในความมืดแป๊บเดียว ก็สวยงาม แล้วเมื่อหนังพูดถึงเรื่องของการตกหลุมรัก ซึ่งกันและกันฯลฯ

รวมทั้งแง่มุมธุรกิจนำเรื่องการศึกสงครามมาพูดถึงประโยคสุดท้ายของซุนวู ในศิลปะการรบ คือ ผมพูดเสมอว่ายนายจ้างไม่่ควรจ้างคนผิดเท่ากับส่งเสริมศัตรู และนายพลที่ดีต้องไม่หนุนศัตรู ฯลฯ อีกด้วย ครับ

ดูหนังเรื่องขอสะกดใจเธอชั่วนิรันดร์ Sweet November

http://www.donung.net/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20Sweet%20November%20-401-part3-2441.html?number=3

Slipknot-The Nameless Lyrics
Pathetic (benign)
Accept it (undermined)
Your opinion (my justification)
Happy (safe)
Servent (caged)
Malice (utter weakness)
No toleration
Invade (kill me)
Enraged (admit it)
Don’t condescend (don’t even disagree)
Desire(decay)
Dissapoint(delay)
You suffered then, now suffer unto me
Obsession, take another look.
Remember, every chance you took.
Decide – either live with me
Or give up – any thought you have of being free

(Don’t go) i never wanted anybody more than i wanted you
(I know) the only thing i ever really loved, was hate.

Anyone(no) anything,(yes)
Anyway(fall)anybody(will), anybody(kill me)
I want(you)i need(you)i love(you)
I won’t(let anybody have you)
Obey(me)believe(me)just trust(me)
Worship(me)live for(me)
Be grateful(now)be honest(now)
Be precious(now)be mine(just love me)

Possesion(feed my only vice)
Confession(i won’t tell you twice)
Decide(either die for me)
Or give up – any thought you had of being free

(don’t go)i never wanted anybody more than i wanted you
(i know)the only thing i ever really loved,was hurting you.
(dont go)i never wanted anybody more than i wanted you
(i know)the only thing i ever really loved,was hate.

Stay inside the hole,let me take control.(dominate)
You were nothing more,you were something less(innocent)
Something had to give,something had to break(omnipresent)
Fingers on your skin,let my savage in.(you deserve it)

YOU DESERVE IT

(don’t go)i never wanted anybody more than i wanted you(i wanted you)
(i know)the only thing i ever really loved,was hurting you.(was hurting you)
(dont go)i never wanted anybody more than i wanted you(i wanted you)
(i know)the only thing i ever really loved,was hate.

You’re mine(i know who you are)
You’re mine(i know who you are)
You’re mine
YOU’RE MINE
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/The-Nameless-lyrics-Slipknot/61319C55A7F0EA8948256E9A000BF5C5

—————————–

Enya – Only Time (Tradu??o) 

Who can say
Where the road goes,
Where the day flows?
Only time
And who can say if your love grows
As your heart chose?
Only time
Who can say why your heart sighs
As your love flies?
Only time
And who can say
Why your heart cries when your love lies?
Only time
Who can say
When the roads meet
That love might be
In your heart?
And who can say
When the day sleeps
If the night keeps
All your heart?

Night keeps all your heart

Who can say if your love grows
As your heart chose?
Only time
And who can say where the road goes,
Where the day flows?
Only time

Who knows? Only time
Who knows? Only time

http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Enya&song=Only%20Time

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s