บ้านเกิดเมืองนอน-soldier song / love และการแพทย์ไทย

บ้านเกิดเมืองนอน-soldier song / love และการแพทย์ไทย

วันสตรีสากล ในวันที่8 มีนา เปิดประเด็นหนังเรื่องต่อไป ซึ่งผมอยากทำหนังเกี่ยวกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่่มาดูเบื้องหลังหนังสั้นก่อน คือ เบื้องหลังหนังสั้นศรีปิงเมือง เป็นความหมายของการถ่ายทำหนังสั้น ที่มีความสำคัญผ่านภาพเพื่อบ่งชี้การทำงาน บรรยากาศ และเรื่องย่อบางส่วนของหนังสั้น รวมทั้งเบื้องหลังฉากจบ ที่ผู้กำกับอย่างอรรคพล สาตุ้ม ตั้งใจถ่ายฉากเพิ่ม เป็นฉากใหม่ สะท้อนภาพของโลกและจักรวาล ดวงดาวไปไกล
แต่ฉากนี้จะไม่เผยแพร่รวมอยู่ในหนังสั้น เก็บไว้ก่อน ครับ ทั้งนี้ การระดมพลเข้ามาร่วมทำงาน ก็ทำให้หนังมีรสชาติ เสน่ห์บางแบบ แม้ว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนกระทั่งต้องเอาหน้าผมไปเล่นหนังสั้นด้วย ครับ แล้วอาจจะมีเบื้องหลังหนังสั้นศรีปิงเมือง5(555ฮา)
http://www.youtube.com/watch?v=vYOLKqlULao&context=C33682d7ADOEgsToPDskJT70UI-1EDKHkajfZvCR3M

เมื่อผมจะเล่าเรื่องเพลงของหทาร….
1. เพื่อผืนดินไทย (ดย.ทบ.)
2. เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (สสส.)
3. ความฝันอันสูงสุด (สันติ)
4. ขวานทอง
5. จากยอดดอย
6. เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (ดย.ทบ.)
7. สายโลหิต (ดย.ทบ.)
8. สุดแผ่นดิน (ดย.ทบ.)
9. เทียนคุณธรรม
10. ชายชาญทหารไทย
11. เสียแผ่นดิน 14 ครั้ง ยังอาลัย (ดย.ทบ.)
12. ดุจบิดรมารดา (ดย.ทบ.)
13. สยามมานุสติ
14. ดุจบิดรมารดา
15. ทหารของชาติ
16. แด่ ตชด.
17. มาร์ชราชวัลลภ
18. แด่ทหารหาญในสมรภูมิ
19. ต้นตระกูลไทย (ดย.ทบ.)
20. ใต้ร่วมธงไทย
21. ต้นตระกูลไทย
22. เพื่อไทย
23. รักชาติ
24. ตื่นเถิดชาวไทย (ดย.ทบ.)
25. ตื่นเถิดชาวไทย  เพลงนี้ที่คุณกำลังฟัง…
26. ตื่นเถิดไทย (ดย.ทบ.)
27. ใต้ร่มธงไทย (ดย.ทบ.)
28. ถิ่นของเรา
29. ถิ่นเมืองไทย (ดย.ทบ.)
30. ทหารพระนเรศวร
31. ทหารเสือราชินี
32. ไทยรวมกำลัง (ดย.ทบ.)
33. นักรบไทย
34. บ้านเกิดเมืองนอน
35. แผ่นดินของเรา
36. พรุ่งนี้ต้องดีกว่า (ดย.ทบ.)
37. มาร์ชกองทัพบก
38. เมืองกังวล (ดย.ทบ.)
39. ยอดนักรบกล้า
40. รวมไทย
41. รักกันไวเถิด (ดย.ทบ.)
42. รักกันไว้เถิด (ยุคกลาง)
43. รักกันไว้เถิด (ยุคเก่า)
44. รักชาติ (ดย.ทบ.)
45. รักไทย
46. รักบ้านเกิด (ดย.ทบ.)
47. รักเมืองไทย (ดย.ทบ.)
48. รักเมืองไทย
49. รู้รักสามัคคี (ดย.ทบ.)
50. รู้รักสามัคคี ทำความดีถวายในหลวง (ดย.ทบ.)
51. รู้รักสามัคคี ทำความดีเพื่อแผ่นดิน (ดย.ทบ.)
52. รู้รักสามัคคี
53. เราสู้ (ดย.ทบ.)
54. เราสู้
55. เลือดไทย
56. วิญญาณ นปพ
57. ศึกบางระจัน
58. สดุดีมหาราชา
59. สยามานุสติ (ดย.ทบ.)
60. สายโลหิต
61. หกทศวรรษกษัตริย์นักพัฒนา (ดย.ทบ.)
62. หนักแผ่นดิน (ดย.ทบ.)
63. อนุสติไทย
64. อยุธยารำลึก
65. อุดมการณ์กองทัพบก (ดย.ทบ.)
66. อุดมการณ์ทหารบก
67. สามัคคี 4 เหล่า
68. หลั่งมาเองเหมือนฝน
69. 80 พรรษามหามงคล (สสส.)
70. เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (สสส.)
71. คุณธรรมสี่ประการ (สสส.)
72. เดิน เดิน เดิน (สสส.)
73. ไทต้องเป็นไท (สสส.)
74. พลังแผ่นดิน (สสส.)
75. พ่อแห่งชาติ (สสส.)
76. รักกันไว้เถิด (สสส.)
77. รักชาติ (สสส.)
78. รักเมืองไทย (สสส.)
79. รู้จักสามัคคี (สสส.)
80. เราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว (สสส.)
81. หกสิบปีใต้ร่มพระบารมี (สสส.)
82. หนึ่งในโลก (สสส.)

http://www.tigerarmy.in.th/home/sound_online/index.php?id=25

เพลงทหารราบ เพลงอื่น ๆ
01 – Track.MP3 ข้าคือทหารราบ 01.เพลงรักชาติ
02 – Track.MP3 มาร์ชทหารราบ 02.เพลงต้นตระกูลไทย
03 – Track.MP3 ราชินีแห่งการรบ 03.เพลงสยามานุสติ
04 – Track.MP3 เหล่าราบทหารกล้า 04.เพลงทหารพระนเรศวร
05 – Track.MP3 มาร์ชศูนย์การทหารราบ 05.เพลงหกทศวรรษกษัตริย์นักพัฒนา
06 – Track.MP3 เครื่องหมายศูนย์การทหารราบ 06.เพลงหนักแผ่นดิน
07 – Track.MP3 ความฝันอันสูงสุด 07.เพลงอุดมการณ์กองทัพบก
08 – Track.MP3 สดุดีมหาราชา 08.เพลงรู้รักสามัคคี
09 – Track.MP3 พ่อแห่งแผ่นดิน 09.เพลงรักเธอประเทศไทย
10 – Track.MP3 ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์ราชา 10.เพลงรักบ้านเกิด
11 – Track.MP3 ชะตาชีวิต 11.เพลงรู้รักสามัคคี ทำความดีเพื่อแผ่นดิน
12 – Track.MP3 ใกล้รุ่ง 12.เพลงรู้รักสามัคคี ทำความดีถวายในหลวง
13 – Track.MP3 แสงเทียน 13.เพลงต้นไม้ของพ่อ
14 – Track.MP3 สายฝน 14.เพลงของขวัญจากก้อนดิน
15 – Track.MP3 ไกลกังวล 15.เพลงสายโลหิต
16 – Track.MP3 ดุจบิดรมารดา 16.เพลงขวานไทยใจหนึ่งเดียว
17 – Track.MP3 ตื่นเถิดชาวไทย 17.เพลงพรุ่งนี้ต้องดีกว่า
18 – Track.MP3 ถิ่นเมืองไทย 18.เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
19 – Track.MP3 บ้านเกิดเมืองนอน 19.เพลงดุจบิดามารดร
20 – Track.MP3 เราสู้ 20.เพลงเราสู้
21 – Track.MP3 หนักแผ่นดิน 21.เพลงรักกันไว้เถิด
22 – Track.MP3 ใต้ร่มธงไทย 22.เพลงไทยรวมกำลัง
23 – Track.MP3 แผ่นดินของเรา 23.เพลงใต้ร่มธงไทย
24 – Track.MP3 รักเมืองไทย 24.เพลงตื่นเถิดไทย
25 – Track.MP3 รักกันไว้เถิด 25.เพลงถิ่นเมืองไทย
26.เพลงตื่นเถิดชาวไทย
27.เพลงรักเมืองไทย
28.เพลงเมืองกังวล
29.เพลงสุดแผ่นดิน
http://www.inf1002.com/mics/misinfan.html

มาร์ชกองทัพบกจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก
เพลงมาร์ชกองทัพบก เป็นเพลงมาร์ชประจำกองทัพบกไทย ประพันธ์ขึ้นในช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน โดย นารถ ถาวรบุตร คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล
เพลงนี้ใช้บรรเลงในงานพิธีการเกี่ยวกองทัพบก เช่น การสวนสนาม และเป็นเพลงบรรเลงบอกสัญญาณการเปิดสถานีโทรทัศน์ในสังกัดกองทัพบก ได้แก่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (เวลา 04.50 น.) และสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 (เวลา 05.00 น.)
[แก้] เนื้อร้อง วิกิซอร์ซ มีเนื้อความต้นฉบับเกี่ยวกับ:
มาร์ชกองทัพบก
เกิดเป็นชายเชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย เก่งกาจใจฉกรรจ์
องอาจฟาดฟันรบรันปัจจา หากศัตรูจู่จะยกมา เข้าอาสาฟันฝ่ารักษาถิ่น
เราเกิดเป็นไทยสมไทยอาจิณ ปราบริปูอยู่บนพื้นดิน จะประหารให้สิ้นพื้นดินไทย
ทัพบกปกป้องคุ้มครองชาติไทย จะไม่ยอมหมู่อมิตรใด เลือดและเนื้อพลีให้ยอมถวาย
ต่างยอมอุทิศใจกาย ชีวาตม์มลายยอมตายเพื่อชาติ เรารบจนใจขาดเพื่อชาติของไทย
(ซ้ำ)
ณรงค์การศึกเกียรติมีบันทึก จารึกประวัติศาสตร์ คุณความดีสามารถ ไพรีแพ้พินาศถอยไป
วีรชนสมชื่อ คือบางระจันจำมั่นกันไว้ เราเกิดมารุ่นหลังทุกวัย ไม่ยอมโดยง่าย
ขอตั้งใจว่าจะปฏิญญา ร่วมรักษาไทยมั่น ใจไม่หวั่นรุกโรมประจัญ โถมที่มั่นทลาย
เราไม่ยอมถอยร่น เราคงรบจนเลือดหยาดสุดท้าย หากศัตรูมากน้อยสู้ตาย ฝากลายไว้ให้
(ซ้ำ)
เกิดเป็นชายเชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย เก่งกาจใจฉกรรจ์
เหล่าทหารเป็นสง่าท่าที อยู่เป็นศรีเฟื่องฟูคู่ไผท
ปราบเสี้ยนหนามแดนดินจนหมดสิ้นไป ให้ไตรรงค์ของไทยคงอยู่
เกียรติทหารกองทัพบกชาติไทย อยู่แห่งไหนภูมิใจไม่อดสู
เกียรติประวัติชี้ไว้ใครใครย่อมรู้ ทั้งโลกเชิดชูทัพบกชาติไทยไว้แน่
(ซ้ำ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%81

บทเพลงรักแห่งแผ่นดิน…จัดทำโดยกองทัพบกร่วมกับ ปตท. เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา โดยใช้เสียงเพลงเป็นสื่อกระต้นจิตสำนักรักและสามัคคีของคนในชาติ เพื่อสร้างสมานฉันท์ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมดวงใจของไทยทั้งชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
http://aadc.rta.mi.th/index_.htm
มาร์ชทหารขนส่ง” (เพลงนี้ก็เป็นเพลงประจำของกรมการขนส่งทหารบกครับ)
เราเชื้อชาญณรงค์เหล่าทหารขนส่งกองทัพบกไทย
ช่วยกองทัพไทย งานขนส่งเราว่องไว เส้นโลหิตของกองทัพไทย ได้แน่นอน
ลี้พลยุทโธปกรณ์ ส่งให้ได้ทุกตอน ไม่ว่าป่าดงลุ่มดอนจะเคลื่อนจะจรรับใช้บริการ
การลำเลียง จะเสี่ยงต่อเหตุเภทภัย บุกบั่นเข้าไปรับใช้ได้ทุกสถาน
ถึงคราปัจจารุกราน เข้าร่วมประสานงาน อาจหาญสมนาม
ในเวลาสงบไม่มีศึกภัย ตั้งจิตตั้งใจ หมายไว้ไม่รู้ครั้นคราม
ทุกคนฝึกตนทุกยาม เก่งกล้าในสงคราม ไม่ขามปวงชัย
เรารู้เชิงราวีฝึกเอาไว้เต็มที่รู้ทีกล้าตาย
ชาตรีต้องรู้ทีแย้งยุทธไพรี ไม่หนีลำเค็ญ
ยากเข็ญ ไม่ยอมเว้นไม่หลบหลีกเร้น เช่นชาติชาญชัย
ยากล้ำ ทางบกน้ำเขาสูงเหวต่ำ ตรากตรำทำไป
พร้อมใจ เลือดเนื้อพลีไป ชีพนั้นบรรลัยเพื่อไว้ลายเรา
ต่อไปก็จะเป็นเพลงที่ใช้ร้องในการวิ่งออกกำลังกายนะครับ ซึ่งแต่ละหน่วยฝึกก็จะมีเพลงต่างกันไป ผมว่าเนื้อร้องมันดูมีเสน่ห์ดีก็เลยเอามาลงให้อ่านกัน (ไว้ถ้าทำได้จะอัดมาให้ฟังว่าร้องยังไง ฮ่าๆ)
“หนุ่มพลทหาร”
มองพี่มองดูฟ้าดูดิน คิดถึงยุพินที่เรียนอยู่ ป.ว.ช.
จบออกมาจะไปหาที่เรียนต่อ พี่หนุ่ม พ.ท.ห. เจ้าล่ะหนอเรียนต่ออะไร
มองพี่มองภาพน้อยแผ่นนั้น ที่เจ้าจอมขวัญให้พี่เก็บมันเอาไว้
พี่คนนี้อยากได้น้องมาเป็นคู่ใจ เจ้าจะรู้บ้างไหมว่ามีใครแอบคิดถึงเธอ
ลืมหรือลืมพี่แล้วล่ะหนอ หนุ่ม พ.ท.ห. ยังรูปหล่ออยู่เสมอ
หน้าไม่ขาวแต่หัวใจยังมีเธอ ยังรูปหล่อเสมอสำหรับเธอเท่านั้นล่ะหนา
ใจดวงนี้ไม่เคยมีแฟน คิดถึงทั่วแดนใจว้าเหว่เอกา
อยู่คนเดียวเปลี่ยวหัวใจนานมา เจ้าจะรู้ไหมหนาว่ามีใครแอบคิดถึงเธอ

“วิ่งขึ้นเขา”
วิ่งขึ้นเขาแล้วเราก็ลงน้ำ เพื่อนอย่าถามฉันให้มากเลย
วิ่งเหนื่อยไหมฉันไม่เฉลย ว่าไม่เคยไม่เคยนึกกลัว
มองดูขาฉันสิเพื่อนฉัน ถึงขาจะสั่นแต่ฉันก็ชัวร์
เรื่องสนุกทุกข์ไม่เคยกลัว เพื่อศักดิ์ศรีตัวสร้างสมไว้เพื่อน
วิ่งเข้าไว้อย่าให้อ่อนล้า มองดูขาอย่าได้แชเชือน
ดูโน่นสิเลดี้มาเยือน เธอสวยดุจเดือนโอ้ยลูกสาวใคร
อยากจะถามทำไมงามนัก เธอช่างน่ารักเสียยิ่งกระไร
เจ้าทำบุญไว้ด้วยอะไร ช่างสวยบาดใจกรมการขนส่ง

“กระดาษสีขาว”
หยิบกระดาษสะอาดสีขาว มองดูดาวเคลื่อนคล้อยลอยต่ำ
หยดน้ำหมึกบันทึกถ้อยคำ คนใจดำฟังคำบรรยาย
เขียนจากชายที่ค่ายทหาร จากมานานคิดถึงแทบตาย
ฝึกน่ะหรือเหงื่อไหลโทรมกาย ลูกผู้ชายพร้อมตายยอมพลี
เอ้า ฝึก ฝึก ฝึก ฝึก ฝึกฝนให้ตนแข็งแกร่ง
เราจะแ่กร่ง เราจะแกร่ง เราจะแกร่ง มีแรงต่อสู้ไพรี
น้อยใจนักคนรักเราซี เจ้าช่างมีน้ำใจแสนดำ
ยอดชีวีนี้คือจดหมาย เขียนจากชายที่ กบร.
ส่งมาแล้วส่งถึงคนดี อยากจะถามมีแฟนแล้วบ่ (ซ้ำ)
จำจากมานะกานดา จากมาอุราพี่เจ็บ
ถึงจะเจ็บพี่ก็ต้องฝืนทน คนจนไม่มีคนเป็นห่วง
ช้ำรักจากสาวกระทรวง สาวกระทรวงศึกษาธิการ
อ้ายหนุ่มกระทรวงกลาโหม เอวกลมเห็นพี่เป็นทางผ่าน
เจ็บนี้ เจ็บนี้อีกนาน ไอ้หนุ่มทหารมารักกันกับสาวครู (ซ้ำ)
ความ…รัก เมื่อครั้งน้องเรียน วค. น้องบอกให้รอ รอก่อนน้องเรียนจบครู
อ้ายหนุ่มทหาร คิดอยากแต่งงานกับสาวครู วิมานวาดไว้สวยหรู
แต่แล้วโฉมตรูสาวครูมาหลอกลวง
เจ็บพี่ก็ต้องทนเจ็บโอ๊ยๆ เจ็บชอกช้ำระกำทรวง
อดีตเราเคยเป็นแฟน เจ็บแค้นเพราะรักโรยร่วง
วันหนึ่งสาวครูมาหลอกลวง
ไอ้หนุ่มกระทรวงกลาโหมขอลา (ซ้ำ)

“จากยอดดอย”
จากยอดดอยแดนไกลใครจะเห็น ยากลำเค็ญเพียงใดใจยังหมั่น
จะปกป้องผองไทยชั่วนิรันดร์ สิ้นชีวันก็ยังห่วงหวงแผ่นดิน
ด้วยหน้าที่ชีวิตรับผิดชอบ คือคำตอบที่รู้อยู่มิรู้สิ้น
ความภูมิใจลึกล้ำดั่งนาขิน รักแผ่นดินรักเกียรติศักดิ์นักรบไทย
คิดถึงยอดหฤทัยใจแทบขาด แต่ไม่อาจตัดสินใจทิ้งไปได้
ด้วยหน้าที่ศรัทธาทั้งใจกาย คือความหมายเกินค่ากว่าชีวี
ส่งใจข้ามขอบฟ้ามาหาเสมอ ขอเพียงเธอคอยคู่อยู่ที่นี่
ขอให้รอวันรุ่งของพรุ่งนี้ ฟ้ายังมีพรชัยให้กับเรา
ฟ้ายังมีพรชัย ให้ กับ เรา !!!

“เฮฮาโล”
*เฮฮาโล เฮโลเฮลา สาละพาเฮโล
ปืนเอ็มสิบหก ยกขึ้นมากล่าว พูดถึงความยาว สามสิบเก้านิ้ว
น้ำหนักเบาหวิว หกจุดห้าปอนด์
ป้อนซองกระสุน ด้วยซองยี่สิบนัด และซองสามสิบนัด
ยิงไกลสุดวัด สองหกห้าสาม น้องเอยไม่ต้องถาม หวังผลเท่าไร
บอกให้ก็ได้ สี่ร้อยหกสิบ มีเกลียวหกเกลียว คดเคี้ยวเวียนขวา
ศูนย์หน้านั่งแท่น ศูนย์หลังกระดก (ซ้ำ *)
เราตื่นแต่เช้า เราออกมาวิ่ง วิ่งวิ่งวิ่งวิ่ง ผู้หญิงไม่เกี่ยว
มีเมียคนเดียว เอาไปฝากแม่ไว้ ค่อยหาเอาใหม่ ที่ กทม.
เอ้าหนึ่งกิโล เอ้าสองกิโล
อีกไกลเท่าไร เราลูกผู้ชาย ร่างกายอดทน
อดทนไปเพื่อใคร อดทนไปเพื่อเมีย
เมียอยู่ที่ไหน เมียอยู่ที่บ้าน เมียทำงานอะไร
เมียขายกล้วยปิ้ง เราก็วิ่งทุกวัน เมียขายเต้าหู้ เราก็อู้ทุกวัน
โอ๊ะโอผู้สาว มีแฟนหรือยัง ถ้ายังไม่มี ขอแนะนำตัวพี่
นักรบขี้เมา พูดจายียวน กวนตีนไม่เบา หน้าตาหล่อเหลา สาวๆ แอบมอง (ซ้ำ *)

“แดดส่องฟ้า”
แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่ พวกเราแจ่มใสเมื่อได้มาฝึกศึกษา
ดังคนรักเหล่า เหล่าให้วิชา เลี้ยงชีพนานมาฝังวิญญาณนานไป
ตื่นเถิดหนาฝึกวิชากันต่อ เราไม่ยอมท้อหัวใจเราหล่อเหล็กไหล
รอยยิ้มของครู เหมือนกำลังใจ ช่วยเตือนผมได้ให้เราเป็นคนดี
เสื้อสะบัดพลิ้วปลิวเพราะแรงลมเป่า กลิ่นของพวกเราเขาคงจะเมินเดินหนี
เหงื่อไคลไหลหยดรดพื้นปฐพี เพื่อแลกความดีฝังใจควรจำ
นอกจากนี้ก็จะมีพวกเพลงป๊อป เพลงวัยรุ่นที่เอามาร้องกันให้เข้าบรรยากาศ
ที่ร้องกันบ่อยๆ ก็คือ “คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ…” ตอนอยู่ข้างนอกฟังแล้วก็เฉยๆ นะ
แต่พอมาร้องในช่วงฝึกทหารแบบนี้ โคตรอินเลยครับ
อีกเพลงหนึ่งก็คือ “สกาวาไรตี้” อันนี้ขำๆ ฮาๆ ครับ
แต่ขอบอกว่า โคตรเหนื่อยเลย วันไหนวิ่งแล้วร้องเพลงนี้นะ แทบตาย
สนุกมันก็สนุกอยู่หรอก แต่วิ่งได้ไม่เกิน 2 รอบ หอบกันเป็นแถว
สุดท้ายก็เป็นเพลงก่อนนอน ไม่รู้ชื่อเพลงอะไรเหมือนกัน

“หลับตามเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแล ด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว…”
http://dorylinae.blogspot.com/p/blog-page.html

เพลง ดอกประดู่ หรือที่นิยมเรียกกันอีกอย่างว่าเพลง “หะเบสสมอพลัน” เป็นบทเพลงพระนิพนธ์ใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เดิมเรียกชื่อว่า “Coming Thro’ the Rye” ตามชื่อทำนองเพลงเดิมในภาษาอังกฤษ (เพลงนี้เป็นเพลงสก็อต เข้าใจกันว่าดัดแปลงทำนองมาจากเพลง Auld Lang Syne อีกทีหนึ่ง) แรงบันดาลใจสำคัญในการทรงนิพนธ์เพลงนี้คือเหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งเป็นที่จดจำกันได้ดีทุกคนสำหรับคนไทยในยุคนั้น สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์เพลงดอกประดู่เมื่อ พ.ศ. 2448
เพลงนี้ถือเป็นเพลงสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทยที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นที่มาของการเปรียบเทียบตนเองของทหารเรือไทยว่า เป็น “ลูกประดู่” มาจนถึงทุกวันนี้
[แก้] เนื้อร้องหะเบสสมอ[1]พลัน ออกสันดอนไป
ลัดไปเกาะสีชัง จนกระทั่งกระโจมไฟ[2]
เที่ยวหาข้าศึก มิได้นึกจะกลับมาใน
ถึงตายตายไป ตายให้แก่ชาติของเรา
พวกเราดูรู้ เจ็บแล้วต้องจำ
ลับดาบไว้พลาง ช้างบนยอดกาฟฟ์[3]จะนำ
สยามเป็นชาติของเรา ธงยอดเสาชักขึ้นทุกลำ
ถึงเรือจะจมในน้ำ ธงไม่ต่ำลงมา
เกิดมาเป็นไทย ใจร่วมกันแหละดี
รักเหมือนพี่เหมือนน้อง ช่วยกันป้องปฐพี
สยามเป็นชาติของเรา อย่าให้เขามาย่ำมายี
ถึงตายตายดี ตายในหน้าที่ของเรา
พวกเราทุกลำ จำเช่นดอกประดู่
วันไหนวันดี บานคลี่พร้อมอยู่
วันไหนร่วงโรย ดอกโปรยตกพรู
ทหารเรือเราจงดู ตายเป็นหมู่เพื่อชาติไทย

[แก้] อธิบายศัพท์ในเพลง1.^ หะเบสสมอ เป็นคำภาษาจาม แปลว่า ถอนสมอเรือ ในศัพท์ทหารเรือไทยนั้นมีคำในภาษาจามและและมลายูปนอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง เนื่องจากสมัยโบราณนั้นทหารเรือมักจะเป็นชาวจามในสังกัดกรมอาสาจาม เพราะชาวจามมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือทะเลมาก
2.^ กระโจมไฟ คือหอประภาคาร ในที่นี้หมายถึงกระโจมไฟที่แหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
3.^ กาฟฟ์ (Gaff) คือ เสาสำหรับชักธงประจำเรือที่ตอนกลางเรือ สำหรับกรณีของทหารเรือนั้น ถ้าหากชักธงชาติสำหรับกองทัพเรือ (ธงราชนาวี) ขึ้นที่เสานี้ แสดงว่าเรือลำดังกล่าวกำลังประจำสถานีรบ ช้างบนยอดกาฟฟ์หมายถึง รูปช้างเผือกในธงราชนาวีไทย ซึ่งไม่ว่าจะมีวิวัฒนาการอย่างไรก็ตามก็จะมีรูปดังกล่าวอยู่ด้วยเสมอ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%88_(%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87)
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (เอกสารภาษาอังกฤษเรียกว่า Franco-Siamese War หรือ “สงครามฝรั่งเศส-สยาม”) เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 จากการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน)
ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือนายโอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครหลวงพระบาง ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายฝรั่งเศสในดินแดนลาว โดยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของสยามที่ไม่สามารถดูแลหัวเมืองชายแดนได้ทั่วถึง การก่อกบฏในเวียดนามที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ การปราบฮ่อซึ่งแตกพ่ายจากเหตุการณ์กบฏไท่ผิงในจีน และการทวีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงปารีส
ผลของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายไทยจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการขยายอิทธิพลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน และจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาอีกด้วย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_%E0%B8%A3.%E0%B8%A8._112

จากเรื่องเล่าถึงทหาร ก็ผมคิดถึงเรื่องอาชีพ และรุ่นพี่ เงินเดือนเป็นแสน ทำตัวจบเรื่องวิเคราะห์ค่าเงินผันพวนสกุลฮ่องกง อเมริกา ในตลาดหลักทรัพย์ และบริหารความเสี่ยง ก็ทำตัวจบปโท สองใบ คือ บริหารธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์
แล้วผมย้อนคิดเรื่องบทหนังสั้น ศรีปิงเมือง
www.scribd.com/doc/80919981/บทหนังสั้น-ศรีปิงเมือง

ปิดท้ายด้วยเพลงของThe verve เพื่อเตรียมเข้าสู่การทำหนังสั้นเสร็จ ครับ
Artist: The Verve
Catching The Butterfly Lyrics
As though you were born
And so you thought
The future’s ours
To keep and hold
A child within
Has healing ways
It sees me through
My darkest days
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
In my lucid dreams
In my lucid dreams
Walking now
Through life no fun
I want to feel
I want to run
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
In my lucid dreams
In my lucid dreams
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
Keep catching that butterfly
In that dream of mine
I’m gonna keep catching that butterfly
In that dream of mine
I’m gonna keep catching that butterfly
In my private dreams
In my private dreams
In my private dreams
My lucid dreams
My forgotten schemes
I see through you
You see through me
I see through you
You see through me
Be with me
Be with me
I see through you
You see through me
I see through you
You see through me
To be in your eyes
To be in your eyes
http://www.youtube.com/watch?v=aD8oi2PCfpA&feature=endscreen&NR=1

วันที่ 9 มีนา55
บิดาการแพทย์ไทย
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมฯ  พระบรมราชชนกแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีคุณูปการ แก่กิจการแพทย์ของไทย กล่าวคือ พระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ นั้น นอกจากจะทำให้ ร.พ.ศิริราช สามารถยืนหยัดให้บริการด้านสุขภาพแก่คนไทยได้ในเบื้องต้นแล้ว ยังเป็นรากฐานของความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันด้วย
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมฯ  พระบรมราชชนกทรงผ่านการศึกษาวิชาทหารมาจากประเทศเยอรมัน  ทรงศึกษาทั้งวิชาทหารบกและทหารเรือ ทั้งยังเคยเข้าปฏิบัติงานในราชนาวีเยอรมันมาก่อนด้วยพระยศนายเรือตรี  เมื่อเสด็จกลับเมืองไทย ปี พ.ศ. 2460 ก็เข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโทแห่งสยามราชนาวี แต่ก็ทรงมีความสนพระทัยในวิชาโภชนาการอยู่ด้วย   เหตุที่ทรงหันมาให้ความสนพระทัยในเรื่องของการแพทย์-สาธารณสุขนั้นมี เนื่องมาจากเมื่อพระบาทสมเด็จพระ-จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว  ขณะนั้น ร.พ.ศิริราช ก่อตั้งมา 30 ปี และกำลังอยู่ในสภาพลำบาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร “เสด็จในกรม” ผู้บัญชาการโรงเรียนแพทยาลัย  มีพระดำริต้องกันกับหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม  เกษมศรี  ว่าควรจะมีผู้อุปถัมภ์โรงเรียนแพทย์ที่พร้อมด้วยกำลังทรัพย์และอิทธิพล และทรงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้  “สมเด็จพระราชบิดา” ทรงหันมาสนพระทัยการแพทย์ จึงกราบทูลเชิญให้เสด็จประพาสทางชลมารค โดยประทับเรือยนต์ไปตามคลองบางกอกน้อย  พักเสวยพระ-กระยาหารใต้ร่มไม้ริมคลอง  เป็นที่สบายพระทัยแล้ว เมื่อเสด็จกลับ จึงกราบทูลเชิญให้เสด็จศิริราช   ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพเรือนคนไข้ ซึ่งเป็นเรือนไม้ หลังคามุงจาก  คนป่วยนอนอยู่อย่างหมดที่พึ่ง ใต้ร่มไม้ บ้างในสนามบ้าง   ทรงสลดพระทัย มีพระปรารภว่า เรือนคนไข้  “เหมือนโรงม้า”    เสด็จในกรมได้ถือโอกาสกราบทูลถึงความขาดแคลนต่าง ๆ พร้อมทั้งขอประทานพระอุปถัมภ์ ซึ่งทรงเห็นพ้องด้วยว่ามีช่องทางที่จะทำประโยชน์ใหญ่ยิ่ง ได้แก่ ประเทศด้านนี้  จึงตัดสินพระทัยไปเข้าเรียนวิชาสาธารณสุข และก็เรียนวิชาแพทย์ที่อเมริกา และทรงรับหน้าที่ติดต่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์สืบต่อ จากที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงริเริ่มติดต่อไว้ก่อนบ้างแล้ว   นับเป็นมูลเหตุสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสมเด็จพระ-มหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมฯ พระบรมราชชนกมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้เป็นไปอย่างดี  เกิดผลเป็นประโยชน์ต่อกิจการแพทย์ของประเทศไทย
http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=90

โดยผมอาจจะcliche(ซ้ำๆ) แล้วสลับกับหนังเรื่องใหม่หรือเก่า ที่ไม่เคยเล่าถึงไปบ้าง คือ …เมื่อผมคิดถึงหนังNINE เปรียบเทียบให้เห็นภาพR.R. เสี่ยงกว่ามากในภาวะขาดเงิน อยู่ในหลุมพรางเงิน และปัญหาเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หรือ เราจะย้อนคิดถึงหนังเรื่องวัยรุ่นพันล้าน ประสบความสำเร็จอายุน้อย

เปิดร้านเกาลัดหลายสาขา สู่สาหร่ายเป็นแบรนด์ จากเรื่องFood science-Quality Control (QC) คือ การควบคุมคุณภาพ(วัตถุดิบ) เป็นการควบคุมกระบวนการผลิตหรือการให้บริการเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กร … และกรณีเถ้าแก่น้อย แม้จะมีคนช่วยเป็นลุง(

เปี๊ยก โปสเตอร์-แสดง) หรือ แสงความเชื่อเรื่องเจ้าแม่กวนอิม ทำความฝันให้เป็นจริง…

จากอเมริกันตรีม หรือไทยดรีม คือ ลักษณะของตลาดเสรีทุนนิยม และบริษัทในฝันของผู้จบมาอยากมีงาน ไม่ตกงาน ก็เป็นความฝัน ที่มีเงินเดือนประจำด้วย ซึ่งประเด็นสำคัญเรื่องแยกแยะความฝันกับความจริง หรือการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่่วนตัว น่ะ ครับ

Nine
-เปิดฉากแรกของเรื่องNINE…ภาพยนตร์ คือ ความฝัน ภาพยนตร์ถูกทำลายด้วยการเขียน ด้วยกล้อง เมื่อภาพมาเรียงกันๆ สิ่งลึกลับในห้องตัดต่อ คนดูชมภาพยนตร์ในห้องมืด และถ้าคุณโชคดี โชคดีมากๆ และบางครั้งผม ก็โชคดี แล้วภาพยนตร์จะกลับมาเป็นความฝัน ด้วยเหตุนี้ผมเป็น
คนไม่ชอบพูด จากประโยคย่อๆเล่าสั้นโดยผม ต่อประโยคของผู้กำกับ
-การแถลงข่าวหนังเรื่องอิตาเลีย คือ ชื่อที่ใหญ่โต และอิตาลี เหมือนเทพนิยาย อิตาลีเหมือนหญิงสาว อิตาลีเหมือนความฝัน
-เมื่อผู้กำกับรำพึงถึงข้อจำกัดของตน… ฉันเป็นบ้าอะไร คิดไม่ออก เขียนไม่ได้ หายใจไม่ออก หัวใจเต้นระรัว และแพทย์วิเคราะห์ว่ามาจากความเครียด…
-ประเทศปกครองโดยผู้ชาย ตัวเขาเองก็ถูกปกครองโดยผู้หญิง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณเป็นสตรีที่ยิ่งใหญ่…แต่เขาหลงทาง เป็นบทสั้นๆ
หนังเรื่องNINE สะท้อนความเป็นอิตาลี ละครเพลง สไตล์หนังเก่า เชื่อมโยงหนังเฟลินี่ดัดแปลงจากละครเวทีรางวัลโทนี่ (ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง 8 1/2 ของ เฟเดริโก้ เฟลลินี่ อีกที) ? กรณีความเป็นสากล ที่มีการอ้างถึงบทหนัง คือ แผนที่-Mapของผู้กำกับ เป็น บทภาพยนตร์
จนกระทั่ง ผู้กำกับ หยุดพักความเครียดในกองถ่าย อันซีเรียส และตัวเอง ชีวิตส่วนตัวกับเมีย แล้วผู้กำกับอาชีพ ติสท์แตก ต้องรอเวลากลับมาทำหนังใหม่(หลังกลับจากถ่ายหนังสั้นซ่อมบางฉากแล้วป่วยยังไม่หายคิดถึงหนังเรื่องนี้เลยครับ)
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=ZM6943MEnT4

akkaphoncyber.wordpress.com/…/motherlandfatherland-the-ame…

Revoloutionary road ซึ่งเยตส์ต้องการพูดถึงนั้น คือ ความสิ้นหวังเดียวดายของมนุษย์ “ถ้าเราตื่นขึ้นมาตอนอายุ 30 แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเราไม่ได้กำลังใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่เราใช้ชีวิตอยู่บนความผิดหวังมาโดยตลอด เราจะทำยังไงให้ตัวเองหลุดพ้นจากตรงนั้นไปได้… คนที่มีความสามารถครึ่งๆ กลางๆ และคนที่พยายามอย่างหนักที่จะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็น
เพราะว่าชีวิตนั้นช่างเดียวดาย น่าเบื่อ และชวนให้ผิดหวัง…มองทะลุปรุโปร่งว่าคนเราต้องดิ้นรนอย่างกล้าหาญกับความธรรมดาของตัวเอง ตัวละครของเขามีความดีและพรสวรรค์ ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งมันไม่พอที่จะต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลของโชคชะตาและโอกาสได้
เพราะ อเมริกันดรีม ซึ่งผู้กำกับหนัง Revolutionary Road กับเคท วินสเล็ต เป็นคนอังกฤษทั้งคู่ ก็ได้ทำให้หนังขึ้นมา สะท้อนตัวละครแบบเยตส์ ซึ่งเยสต์ เคยกล่าวว่า เวลาที่นักเขียนเก่งๆ กล้าเผชิญกับความโหดร้ายของโลก
ซึ่งหนังว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เด็กๆและครอบครัวจากชีวิตวัยหนุ่มเป็นทหาร ในชีวิตทหาร ความกล้าหาญ และความเสี่ยง ในสมรภูมิรบ ซึ่งทำให้คนต้องกล้าเสี่ยง ต่างจากสมรภูมิในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิตเรื่องราวของภาพยนตร์ยังสะท้อนเรื่องเพื่อนบ้านหลายคนเพื่อนหลายคน ขาดความเข้าใจคนอื่น เหมือนอ่านหนังสือไม่เข้าใจคนเขียน..
Revolutionary Road Trailer (NEW)
http://www.youtube.com/watch?v=ailTGu5Mzt4

Citizen Kane (1941) – Opening Scene หนังสะท้อนอาณาจักรของสื่อมวลชน ที่ทรงอิทธิพล เป็นหนังคลาสิค ที่ผมจำเป็นต้องหามาดู ในตอนที่สนใจเรื่องหนังคลาสิคเหมือนที่ต้องดูหนังของทรุฟโฟต์ และการอ่้างอิงของทรุฟโฟต์ต่อหนังเรื่องนี้ ซิติเซน เคนเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับความรุ่งเรืองและความตกต่ำของเจ้าพ่อแห่งวงการหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันผู้ไร้คุณธรรม นามว่า ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน (Charles Foster Kane) แสดงโดยเวลส์ ตัวละครนี้มีเค้าโครงมาจาก วิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์สต์ (William Randolph Hearst) นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน เวลส์ใช้เทคนิคเล่าเรื่องแบบย้อนกลับสู่อดีต (Flashback) โดยใช้เทคนิคอันชาญฉลาดมากมาย นักวิจารณ์ต่างพากันยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์  หนังเรื่องนี้ส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปภาพยนตร์เป็นอย่างมาก โดยเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเวลส์ ซึ่งเขาได้ร่วมเขียนบท กำกับ และอำนวยการสร้างในปี 2484

http://www.youtube.com/watch?v=pqz2rekeYMc&feature=related

Solaris – Original trailer for Tarkovskii film หนังของผู้กำกับรัสเซีย  ที่คิดเรื่องทฤษฎีsculpting in time-andrey tarkovsky(อังเดร ทารคอฟสกี้ถ้าเราคิดถึงพล็อตของนิยาย2001: A Space Odyssey  มายำเป็นเรื่องการเดินภายในของมนุษย์ กับภาพของอวกาศน่าสนใจ ถึงปรัชญาของมนุษย ในความสัมพันธ์ระหว่างกันของคู่รัก จากมุมหนึ่งของแสงสว่่าง
http://www.youtube.com/watch?v=1Tob56MebI8

Since Otar Left (2003) ของผู้กำกับ/เขียนบท Julie Bertucelli จับบรรยากาศของสังคมหลังคอมมิวนิสต์ ใน กรุงทบิลิซิ ประเทศจอร์เจีย หนึ่งในอดีตสหภาพโซเวียตมานำเสนอผ่านชีวิตของผู้หญิงสามคน คุณยายเอก้า (Esther Gorintin) นั้นเป็นหญิงชราที่ศรัทธาในความคิดทางการเมืองของอดีตผู้นำ สตาลิน เธอมีชีวิตผ่านร้อนหนาวอยู่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกสาว (มารีนา แสดงโดย Nino Khomasuridze) และหลานสาว (อาด้า แสดงโดย Dinara Drukarova) โดยมีความหวังหนึ่งเดียวคือ การได้พบกับโอตาร์ ลูกชายผู้อพยพไปอยู่ที่ฝรั่งเศสเพื่อหางานทำ
อีกสักครั้งก่อนตาย จนวันหนึ่งมีจดหมายแจ้งข่าวการเสียชีวิตของโอตาร์มาถึงมือมารีน่า เธอและลูกสาวตัดสินใจเก็บเรื่องราวนี้ไว้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของเอก้า สองแม่ลูกแอบปลอมจดหมายเพื่อบอกเล่าว่าโอตาร์นั้นยังมีชีวิตและสบายดี แต่หลังจากโทรศัพท์จากโอตาร์ห่างหายหลายเดือน เอก้าตัดสินใจขายสมบัติสุดท้ายที่มีเหลือของครอบครัว นั่นคือ หนังสือเก่าราคาแพงของสะสมของสามีผู้ตายจากเพื่อนำเงินก้อนสุดท้ายนี้ไปแลกกับตั๋วเครืองบินเดินทางไปหาลูกชายที่ฝรั่งเศส
since otar left ทำให้ผมคิดเรื่องความทรงจำ ความเชื่อ และความจริง โดย ประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมสนใจ คือ การอ่านเรื่องพรูสต์  ที่มีชื่อนิยายภาษาอังกฤษว่า In Search of Lost Time ให้คุณยาย ซึ่งมันเป็นการระลึกถึงอดีต ที่สูญหายไป ในนิยายของพรูสต์ ก็เช่นเดียวกัน คือ มนุษย์จะคาดหวังมากว่าความเป็นมนุษย์ แยกกับความจริง ได้หรือไม่? ในเมือบางคนหลีกหนีความจริงรวดร้าวอย่างซื่อสัตย์เป็นคนดีไม่่โกหกไม่ง่าย ในความหมายของครอบครัว ที่มีแม่รักลูกด้วยครับ
http://www.youtube.com/watch?v=B082aEXxk4k

The Social Network…เดอะ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค | เรื่องย่อ..หลังจากเลิกรากับแฟนสาวนามว่าเอริก้า มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก นักศึกษาหนุ่มวัย 20 ปีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็สวมวิญญาณแฮคเกอร์ แฮคเข้าไปในทะเบียนประวัตินักศึกษาเพื่อเอาข้อมูลและรูปนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาสร้างเป็นหนังสือรุ่นออนไลน์ ในชื่อเว็บไซต์ Facemash และมี
การโหวตว่าใครฮอตไม่ฮอตอีกด้วย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก เอดัวร์โด้ เซฟริน ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค แต่แล้ว 6 เดือนต่อมา เขาก็ถูกมหาวิทยาลัยลงโทษด้วยการระงับใช้อินเทอร์เน็ต เพราะเข้าไปแฮคข้อมูลในระบบทะเบียนมหาวิทยาลัยหลังจากนั้น เขาก็เกิดไอเดียใหม่ เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนาเว็บไซต์เฟซบุ๊คขึ้นมา โดยได้รับความช่วยเหลือจาก ดัสติน มาสโควิตช์ รูมเมทของเขาซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊คอีกคน พวกเขาได้ช่วยกันพัฒนาเฟซบุ๊คเรื่อยมา จนเห็นว่ามันต้องฮอตมาก ๆ แน่ ๆ มาร์คจึงตัดสินใจลาออก
จากมหาวิทยาลัย ทิ้งใบปริญญาแล้วเดินหน้าพัฒนาเฟซบุ๊คอย่างจริงจัง จนในที่สุดมันก็ทำรายได้มหาศาลให้กับเขา และผลักให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แต่ความร่ำรวยก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตราบรื่นอย่างที่ใคร ๆ คิด เพราะหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ เขาก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความเป็นส่วนตัวและต้องต่อสู้กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างเขา และเอดัวร์โด้ เซฟริน ที่มีปัญหากันเรื่องผลประโยชน์
เมื่อผมอยากสรุปเล่าซ้ำย่อๆ จากการบังเอิญได้ดูหนังระหว่างไปโคราช ก็เรื่องโซเชียลเน็ตเวริ์ด หรือ เครือข่ายทางสังคม ก็เริ่มเรื่องจากการเหตุการณ์ คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พูดคุยกับแฟนสาวอย่างรวดเร็วเป็นภาษาอังกฤษ ซับไตเติ้ลไทย ก็พูดถึงว่า คนจีนไอคิว ฉลาดเยอะ เพราะปริมาณประชากรมากกว่าอเมริกา ซึ่งสองคนคุยกันในมหา’ลัยฮาวารด์ แล้วต่อมากำเนิดโซเชียลเน็ตเวริด์ จากบทหนัง เกิดจาการถกเถียงของมาร์ค กับแฟนสาว มองว่ามาร์ค เป็นเนริด์ ไม่เข้าความสัมพันธ์ของคน มนุษยสัมพันธ์ แล้วแฟนสาวก็ไม่ยอมรับมาร์ค แม้ว่าอนาคตเขาจะได้เป็นเจ้าพ่อ
คอมพิวเตอร์ ก็ตาม(แบบเดียวกับบิลเกตต์ ที่หนังมีเล่าเรื่องแนวนี้ต่อมาด้วย) และฉากจบลงหลังถกเถียงข้อมูลทางกฎหมาย หลักฐานทางอีเมล์ แวดล้อมต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่หาว่ามารค์ขโมยไอเดีย กับเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องว่าแค่เขาเป็นคนทำเฟซบุ๊ค พัฒนามาจากเครือข่ายนักศึกษาฮาวาร์ด ที่พวกกลุ่มคนในฮาวาร์ดชวนเขาร่วมงาน แล้วเขาก็ร่วมพัฒนาก่อตั้งเฟซบุ๊ค ออกแบบเฟซบุ๊ค ที่มีสถานะแสดงความเป็นโสด กับเพื่อนอีกอีกคนที่ต่อมาขัดแย้งผลประโยชน์ ต่อหุ้นในเฟซบุ๊ค รวมทั้งกรณีเพื่อน ที่เคยทำเว็บดาวน์โหลดเพลงฟรี ก็เน็บสเตอร์ แตกคอกัน ลงท้ายมา
ร์ค ก็นั่งเหงา อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขอแอดเป็นfriend กับอดีตแฟน.. ดังนั้น จริงๆ ก็มีการเมืองในเฟซบุ๊คอย่างที่คนมีส่วนร่วมวิจารณ์เฟซบุ๊คว่าเฟซบุ๊คให้ข้อมูลรัฐบาล ในแง่ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น อันเป็นลักษณะ ที่มีมาโดยกำเนิดของมนุษย์ ที่มีจูเลียน ตัวแทนวิกิลีค ผู้กุมความลับของข้อมูลต่างๆ ก็เคยบอกไว้ และมันเคยมีการวิเคราะห์เฟซบุ๊คกันไว้ มันสะท้อนเรื่องระบบทุนนิยม โครงสร้างรัฐ การเมือง และผมกลับมาระลึกซ้ำที่ผมเคยคุยกับเบน แอนเดอร์สัน ผู้ศึกษาเรื่องชาตินิยม ก็เคยตอบผมว่าไม่ชอบเฟซบุ๊ค เพราะนศ.เสียเวลาเรียนไป และผมคิดถึงการมีเฟซบุ๊ค ที่เพื่อนคนหนึ่งต้องยืมตังค์พ่อ มาช่วยก่อตั้ง ก็น่าสนใจแง่มุมนั้น และเรื่อง
บังเอิญ…รวย(Accident..ที่เป็นหนังสือ) แล้วคนเราจะทำงานบนเว็บแล้วบังเอิญรวยง่ายๆ ไหม? แต่ด้านหนึ่งผมคิดถึงพ่อมดคอมพิวเตอร์ ที่มีชื่อสตีฟ จ็อบ เคยพุดไว้ว่า ถัาคุณใช้ชีวิตในแต่่ละวันเหมือนมันเป็นวันสุดท้ายของคุณละก็ วันหนึ่งคุรจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถุกต้อง…เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการคาดหวัง ความภูมิใจ ความกลัวการหน้าแตก และความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับคความตาย..His Memorable speech.
http://www.youtube.com/watch?v=ZykV3jjoACg

หนังเอเชีย
A tales of two sisters-ตู้ซ่อนผี ชื่อภาษาไทย เป็นหนังนำเข้าเพื่อผลทางการตลาด สื่อให้คนไทยเข้าใจว่าเป็นหนังผี ทั้งที่มันอาจจะไม่ใช่หนังผี! หนังของผู้กำกับ คิม จี วุน  ผู้ชายคนนี้ ได้เคยฝากผลงานร่วมผู้กำกับหนังไทย นนทรีย์  นิมิบุตร ร่วมกันสร้าง เป็นหนังผี ชื่อ three ข้อจำกัดของระบบตลาดทุนนิยม ที่ทำให้เกิดการสร้างหนังผีตลาด ป้อนรสนิยมตลาด ทำให้หนังตลาด(ขยะ)ทั้งชั้นดีและเลวปะปนกัน แต่ขยะชั้นดี จะเปิดพื้นที่ทางความเป็นไปได้ในการต่อรองอำนาจทางการตลาดที่ศิลปะของหนังขยะชั้นดี ซึ่งมีข้อจำกัดของทุนแต่สามารถสร้างสรรค์ได้
ตู้ซ่อนผี ได้ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้าน(วัฒนธรรมเดิม) วิญญาณพี่น้องไปฟ้องศาล…หนังได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของพี่สาว เริ่มต้นจากเดินทางพี่น้องสาวกลับมาบ้านหลังจากการรักษาอาการป่วยอันยาวนาน แล้วก็แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในครอบครัว พี่สาว(ซูมี) น้องสาว(ซูยอน) แม่เลี้ยง(อึนจู) และพ่อ หนังใช้เทคนิคภาพสีหม่นหมองในบรรยากาศบ้าน ที่เน้นยามค่ำคืนตามสไตล์ของหนังผีลึกลับสอบสวนทั่วๆไป ระลึกถึงอดีต ในฐานะเมื่อวานหยิบหนังสือเบังเอิญเจอของรุ่นน้องกี่ยวกับนิยายเรื่องไซโค ที่มาทำเป็นหนังโดยฮิทคอท ในแง่หนังสยองขวัญนิยายแต่งจากเรื่องจริงี่ที่มีเหตุการณ์ในวิสคอนซิน ซึ่งหนังตัวละครน้อย คล้ายหนังตู้ซ่อนผี และตอนที่สมัยเทรนด์ เกาหลีมาแรง และผมเคยเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ตัดส่วนย่อมาเล่าน่ะ ครับ
Review ตู้ซ่อนผี : A tale of two sisters [Part 1]
http://www.youtube.com/watch?v=hdfcs_IJF8E

ภาพยนตร์สร้างจาก นวนิยาย’Blueหนังสือเล่มผู้ชายเขียนถึงอารมณ์เย็นชา  สีฟ้า’Rossoเล่มของผู้หญิง ร้อนแรง (ผู้หลอมละลาย)   สีชมพู2 เล่มที่เขียนถึงมุมมอง     ‘ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง’ที่เวลาเดินไปพร้อมกัน   “อ่านที่ละบท คู่กันทั้ง 2เล่ม”:อดีตแฟนเก่า หนุ่ม-หญิง ชาวญี่ปุ่น  เขียนถึงกันและกัน แยกเป็นคนละเล่ม ฉาก ที่เมืองฟลอเรนซ์ คำสัญญา อีกสิบปีเจอกัน บนยอดดูโอโม  Brunelleschi ก้องอยู่ความ ทรงจำของ จุนเซ ที่มิอาจลืม อาโออิ ได้ ส่วน อาโออิ ผู้ห่วงหา จุนเซ รักแรก หนึ่งในดวงใจของเธอ      มนุษย์เป็นสัตว์ที่ยิ่งพยายามลืมมากเท่าไร ก็ยิ่งลืมไม่ลงมากขึ้นเท่านั้น   (จุนเซ  จาก Blu)
โจบันน่า บอก จุนเซ ที่กำลังมองภาพเขียนทรงคุณค่า กองทิ้งอยู่กับพื้นเพื่อรอซ่อม ‘ไม่เป็นไรหรอก เวลาของเมืองนี้หยุดอยู่ที่ศตวรรษที่สิบหกน่ะ’แต่ว่าเวลาผมหวนคิดเรื่องหนังนี้ ในฐานะคนเรียนศิลปะ ก็ชอบงานศิลปะคิดถึงการทำงานหาทางซ่อมภาพจิตรกรรมในวัด จากการทำบุญไม่หวังผลตอบแทน ในความศักดิ์สิทธิ์ และการเจริญสติ ไม่ว่าจะทุกวันอาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ในฐานะมรณะสติ ซึ่งหลายปีก่อน ซึ่งถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้พบกันอีก…
http://www.youtube.com/watch?v=fle1aQ9rlOw

ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่องGoodbye, Dragon Inn ซึ่งหนังของไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับ สะท้อนความเงียบ และน้ำตา ผ่านน้ำจากฝนตก กับความเชื่อมโยงกับมนุษย์นั้น เหมือนกับต้นไม้ ถ้ามนุษย์ไม่อาจขาดการดื่มน้ำได้ ไม่งั้นก็ห่อเหี่ยวเหมือนต้นไม้ และมนุษย์ก็ขาดรักไม่ได้ เพราะตัวละครของเรื่องดราก้อนฯ นั้น ทุกคนดื่มน้ำ ซึ่งข้อจำกัดของมนุษย์ ก็มองน้ำ
ด้วยความแตกต่างทางการมองเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ จะตอบว่า น้ำเป็นส่วนประกอบของอ๊อกซิเจน ฯลฯ เป็นต้น แต่ว่าการเล่าเรื่องความหมายของภาษาหนังผ่านหนังซ้อนหนังจากภาพยนตร์จีนจอมยุทธ์ไว้ใจใครไม่ได้ จะคบใคร ท่ามกลางการต่อสู้ แล้วคนดูหนังคนเดียว หรือพาครอบครัว ลูกหลานฯลฯ จากคนนอกโรงหนังฯ เข้าสู่โรงหนัง และมุมมองจากคนทำงานในโรงหนังผู้ฉายหนัง คนขายตั๋วชีวิตของพวกเขาเป็นความทรงจำของการเตรียมจากลาในโรงหนังเก่าๆ ที่กำลังต้องเลิกกิจการ  ในหนังสะท้อนความเนิบช้า ซึ่งคุณอาจจะไม่เคยลืมว่าคุณเคยน้ำตาไหลในโรงหนังนี้ ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=zHMxMJ6qkOU

สิ่งพิสูจน์ยาก ในความจริงถูกปั้นแต่่งให้เป็นไม่่จริง ” แยกแยะดีชั่วไม่ได้ในราโชมอน” ( Rashomon) ที่มีการทำใหม่รีเมคในชื่อไทยว่าอุโมงค์ผาเมือง หรือม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำเรื่อง “ราโชมอน” มาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีในอดีตนั้น เป็นเรื่องสั้นเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ประพันธ์เมื่อปี ค.ศ.1915 โดย อะกุตะงะวะ ริวโนะซุเกะ นักเขียนชื่อดังสมัยเมจิที่นำเอานิทานโบราณที่เล่าสืบต่อกันมาปากต่อปากเป็นโครงเรื่องหลัก และสอดแทรกคำสอนทางศาสนาลงไปในเรื่องดังกล่าว ซึ่งคำว่า “ราโชมอน” หมายถึง “ประตูผี” และเป็นชื่อประตูเมืองเกียวโตในสมัยก่อนที่ถูกใช้เป็นที่ทิ้งศพของผู้ยากไร้ และเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกมิจฉาชีพ
เมื่อพูดถึงชื่อ “ราโชมอน” ถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เพราะเป็นสถานที่ที่ทำให้ตัวละครได้เข้ามานั่งผิงไฟหลบฝน ก่อนที่จะมีคนเปิดประเด็นชวนพูดคุยถึงคดีฆาตกรรมที่แต่ละคนได้ไปพบเห็นมาเหมือนกันเมื่อตอนกลางวัน แต่แล้วความจริงที่ควรจะมีเพียงหนึ่งจากเหตุฆาตกรรมเดียวกัน กลับกลายเป็นว่ามีถึงสามเรื่อง จนนำไปสู่การสนทนา เพื่อถกหาความจริง ซึ่งการเล่าเรื่องของตัวละครแต่ละคนก็แสดงให้เห็นถึงบทบาท หน้าที่ รวมทั้งจิตใต้สำนึกของตัวละครที่มีฐานะทางสังคมแตกต่างกันได้
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1950 ผู้กำกับชื่อดัง “อากิระ คุโรซาว่า” ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “ราโชมอน” ขึ้น โดยโครงหลักของเรื่องอยู่ที่การสอบสวนเหล่าพยานผู้เห็นเหตุการณ์ฆ่าข่มขืนหญิงสาวนางหนึ่ง แต่ทว่า พยานแต่ละคน รวมทั้งผู้ต้องหากลับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงนำไปสู่การค้นหาความจริงของคดีพิศวงคที่เกิดขึ้นต่อไป   และด้วยวิธีการเล่าเรื่อง การลำดับภาพ ที่แปลกใหม่กว่าภาพยนตร์ในยุคเดียวกัน ก็ทำให้ “ราโชมอน” ฝีมือของ “อากิระ คุโรซาว่า” ถูกยกให้เป็นภาพยนตร์คลาสสิกที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น
แน่นอน หนังไม่ได้เน้นใครชนะใคร เหมือนAshes of time เน้นเรื่องชัยชนะเกิดศึกสงครามในมังกรหยก มีเรื่องปัญหาชาตินิยม และเชื้อชาตินิยม
http://www.youtube.com/watch?v=xCZ9TguVOIA&feature=player_embedded
http://hilight.kapook.com/view/61769

Ashes of time ถ้ายุคสมัยทำให้คนไว้ใจใครไม่ได้ กับเรื่องหน้าไหว้หลังหลอก หรือต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง และหนังทำจากนิยายของกิมย้งในเรื่องมังกรหยก สะท้อนเรื่องพี่น้อง เหมือนถูกเสี้ยมยุแหยงตะแคงรั่วแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน และผู้ชายคนหนึ่งต้องหลีกทางเพื่อไปอยู่กลางทะเลทราย คือ อ้าวเอี้ยฮง (พิษประจิม), รับจ็อบงานในยุทธจักรโหดเหี้ยม ในความโดดเดี่ยว มีจอมยุทธ์ ที่ถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมแย่งเมียของเขาแวะมาหาที่อยู่ของพิษประจิม คล้ายปมที่อ้าวเอี้ยฮงผิดพลาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักจนทำให้เขากลายเป็น
คนอ้างว้าง บางครั้งต้องดื่มเหล้าเพื่อลืมเธอ จากความทรงจำของเถ้าธุลีแห่งเวลา และความอิจฉาริษยาเรื่องความรักจากเพื่อนร่่่วมดื่ม คือ มารบูรพาผู้ชวนเขาร่วมดื่ม ซึ่งหนังของหว่องฯ ดัดแปลงนิยายเป็นเรื่องความเหงาของจอมยุทธ์ด้วย ครับ แต่่่แล้วดั่งสวรรค์กลั่นแกล้งจากถอนตัวก็ต้องกลับสู่่ยุทธภพสร้างความปั่นป่วน ในการต่อสู้ฆ่าฟันเลือดนอง ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=XFh55NaFVLc

เมื่อผมคิดถึงเรื่องสามก๊กเทพเจ้ากวนอู กล่าวถึงยุคสมัยไว้ใจใครไม่ได้ ก็กลับมาสู่การวิเคราะห์ของคนอื่น ต่อAshes of Time : เถ้าธุลีของกาลเวลา
ห้วงนภาแสนอ้าง ว้างและเดียวดาย
ยามดื่นดึกเมื่อตะวันหลับไหล จันทร์แรมฉายแสงค่อนคืน
ใต้เงาจันทร์… คนผู้หนึ่งนั่งเคียงกับสหาย ร่ำสุราร่วมกัน
สุราวิเศษที่ทำให้ลืมทุกสรรพสิ่งในห้วงความทรงจำ …

Ashes of Time บอกเล่าเรื่องราวของ ตัวละครจากอมตะนิยายกำลังภายในเรื่องมังกรหยกโดยยกเอาตัวละครอย่าง อ้าวเอี้ยฮง (พิษประจิม), อึ้งเอี๊ยซือ (มารบูรพา) , อั้งชิดกง ฯลฯ มาเล่าเรื่องในรูปของ”ภาคต้น” ซึ่งเขียนเป็นบทภาพยนตร์ใหม่ขึ้นมาโดยขยายความให้เห็นถึงเหตุแห่งที่มาของ พฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวละครเหล่านี้อันปรากฏในเรื่องมังกรหยก (เช่น การเป็นคนเก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครของ อึ้งเอี๊ยซือ)
ตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ต่างถูก “ความทรงจำ” และ “จิต” ของตัวเองทำร้ายอยู่เสมอ..
หากจะมองในแง่ทฤษฎีของฟรอยด์ … พวกเขาเหล่านี้ต่างก็มีอาการป่วยทางจิตต่างกันไป..
ทฤษฎีของฟรอยด์กับพฤติกรรมของตัวละครในเรื่อง
หากย้อนกลับไปดูภาพยนตร์เรื่อง Ashes of Time กันอีกครั้งโดยยืนอยู่บนหลักความรู้ความเข้าใจทางด้านจิตวิเคราะห์ซึ่งอิง มาจากทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ อีกทีนั้น เราจะพบได้ว่าตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ต่างมี “บุคลิกทางจิต” ที่แตกต่างกันไปและหลายคนยังแสดงความซับซ้อนทางจิตที่อาจเข้าข่ายเดียวกัน กับหลากหลายข้อสังเกตทางจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เริ่มกันที่ฉากเปิดเรื่อง
ฉากแรกของเรื่องนั้นเป็นฉากน้ำทะเลที่ไหลเอื่อย กล่องแช่อยู่นานก่อนจะตัดไปจับที่ใบหน้าของอ้าวเอี้ยฮง และ อึ้งเอี๊ยะซือ แล้วจากนั้นก็จับมาที่ภาพการระเบิดของภูเขาโดยฝีมือเพลงยุทธของทั้งคู่
ฉากนี้เป็นฉาก “อารมณ์สองด้าน” ระหว่างการดวลของทั้งคู่ คือทั้งความนิ่งสงบที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของทะเลไหลเอื่อย และความรุนแรงที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของการทำลายล้างภูเขา
ตามทฤษฎีของฟรอยด์นั้น สถานะของจิตปรากฏอยู่ ๒ สถานะ คือ
๑. สถานะจิตรู้สำนึก
– จิตใจส่วนนี้เป็นส่วนที่สามารถตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตน เป็นส่วนที่รับรู้ขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ของความคิด เป็นบ่อเกิดของแนวความคิดและความเข้าใจ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผลและค้นหาความเป็นจริง รวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมในสังคมที่ได้รับการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม
๒. สถานะจิตไร้สำนึก
– จิตใจส่วนนี้เป็นส่วนที่เราใช้เก็บหรือสกัดกั้นทุกสิ่งทุกอย่งที่เราไม่ได้ รับอนุญาติให้มองหรือสำรวจ ดังนั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในจิตใจส่วนนี้จึงมักเป็นข้อมูลที่เข้าถึงได้ยากมาก ประวัติของเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในจิตใจส่วนี้และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ สามารถเปิดเผยข้อมูลในจิตไร้สำนึกได้โดยผ่านกระบวนการของการสะกดจิต
หรือสรุปกันอย่างย่อ จิตรู้สำนึก คือ การแสดงออกทางการกระทำที่ตระหนักรู้แล้ว ต่างกับ จิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งการกระทำที่ไร้การตระหนักรู้ มักเป็นไปโดยสัญชาติญาณของผู้กระทำ
ฉากนี้ทะเลแฝงนัยของการ “รู้สำนึก” ที่แสดงออกผ่านทางกริยาอาการสำรวม สงบ ของทั้งสองก่อนการต่อสู้ เหมือนกับการเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อยของน้ำทะเลไปตามธรรมชาติ กลับกันในทางยุทธนั้น ความสงบเป็นการรวบรวม “จิต” ของตนให้เพ่งเล็งจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลาจิตจะสั่งการให้ร่างกายพุ่งกำลังที่มีทั้งหมดไปยังจุดที่ ต้องการจู่โจม ยังผลที่รุนแรงและรวดเร็ว แม่นยำ
กลับกันเมื่อฉากของทะเลแฝงนัยการ “รู้สำนึก” ฉากการทำลายภูเขาก็เป็นการแสดงออกถึงสถานะ “จิตไร้สำนึก” ได้
อันเนื่องจากจิตไร้สำนึกของคนเรานั้นมักจะแสดงออกด้วย “ความรุนแรง” เป็นที่ตั้ง ผลที่ได้รับจึงกลายเป็น “การทำลายล้าง” ทั้งต่อตนเองและสิ่งรอบข้าง บางครั้งเช่นกันที่จิตไร้สำนึกนี่เองที่ชักนำให้คนที่ดูเป็นปกติธรรมดา อย่างที่สุด แสดงพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำลายล้างอย่างเต็มรูปแบบ
จิตไร้สำนึกของมนุษย์แฝงตัวออกมาในรูปแบบของ “การโมโห” หรือ “โทสะ” นั่นเอง
ถ้าการกระทำของตัวละครในฉากเปิดเรื่องที่มาพร้อมกับความสงบก่อนการประลอง ยุทธนั้นเป็นตัวแทนของการแสดงจิตรู้สำนึกภายในจิตใจของตนแล้ว
การทำลายล้างในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยการตัดต่อภาพที่รวดเร็ว สลับ ระหว่างการเคลื่อนไหวของตัวละครทั้งสองตัวกับภาพภูเขาที่ทลายลงจากวิชา กำลังภายในของทั้งคู่ ก็นับเป็นตัวแทนของการแสดงจิตไร้สำนึกที่เปิดเผยออกมาจากจิตใจของตัวละคร โดยที่ไม่คาดคิดไว้ (เพราะคู่ต่อสร้างต่างเป็นมนุษย์ทั้งคู่ มิใช่เป็นภูเขาหรือธรรมชาติรอบด้านเป็นอย่างใด หากจะบอกว่า ภูเขาเป็น “องค์ประกอบ” ที่จงใจให้มีการทำลายก็คงจะเป็นการคลาดเคลื่อนจากความตั้งใจเดิมของผู้กระ ทำเป็นแน่)
ว่าด้วยการเล่าเรื่อง
วิธีการรักษาทางจิตวิทยาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การให้ผู้ป่วย “เล่า” ให้แพทย์ที่ทำการรักษาฟัง โดยแพทย์จะจับอาการทางกายและใจของผู้ป่วยที่ปรากฏต่อเรื่องเล่านั้น หลายครั้งที่อาการป่วยมักเป็นเพียงความวิตกกังวลเล็ก ๆ หรืออาจเป็นถึงปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจที่แฝงเร้นจนกลายเป็นจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยที่มักแสดงปฏิกิริยา ต่อสิ่งที่ “กระตุ้นเร้า” ต่อปัญหาภายในจิตใจนั้น เช่น เมื่อผู้ป่วยมีอาการหวาดกลัวสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็มักจะมีอาการทางร่างกายที่ตอบสนองเมื่อได้พบเจอหรือสัมผัสกับสิ่งนั้น อย่างกรณีการที่ผู้ป่วยมีความกลัวต่อความมืด เมื่ออยู่ในความมืดโดยไม่ทันตั้งตัวหรือจำเป็น ผู้ป่วยอาจจะเหงื่อแตก เกิดอาการวิงเวียน หรือคลื่นไส้ ตัวสั่น ฯลฯ เป็นต้น
แพทย์ผู้รับการรักษาจึงมักจะใช้วิธีการค้นหาปมปัญหาภายในจิตใจจากการระบาย ของผู้ป่วยผ่านทางการ “เล่า” โดยเชื่อว่า “การปลดปล่อย” ของผู้ป่วยจะนำไปสู่การเปิดเผยปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ใช้ตัวละคร “อ้าวเอี้ยฮง” เป็นผู้เล่า หรือ หากจะพูดให้ตรงกว่าก็คือ ตัวละครนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ผู้ป่วย” โดยเล่าเรื่องราวของตนที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง โดยในแต่ละเรื่องจะเปิดเผยปมปัญหาภายในจิตใจของตัวเอง เช่น เมื่อคราวที่เล่าถึงตัวละครอั้งชิก อ้าวเอี้ยฮง ได้เปรียบตนกับอั้งชิกว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เมื่อแรกที่อ้าวเอี้ยฮงได้ออกท่องยุทธภพ เขาก็ได้ละทิ้งหญิงที่ตนรักไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งเขากลับพบว่า หญิงที่ตนรักได้แต่งงานกับชายอื่น (ซึ่งในที่นี้เป็นพี่ชายของเขาเอง)ไปเสียแล้ว
แตกต่างกับตัวละครอั้งชิก ที่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจที่จะท่องยุทธภพพร้อมกับภรรยา
นั่นแสดงให้เห็นถึง ปมที่อ้าวเอี้ยฮงผิดพลาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักจนทำให้เขากลายเป็น คนสันโดดในเวลาต่อมา ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาอยู่ยังทะเลทรายที่อ้างว้าง โดดเดี่ยว ห่างไกลผู้คน
การเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนการที่ตัวละคร อ้าวเอี้ยฮง มานั่งเล่าเรื่องของตนให้กับผู้ชมซึ่งเป็นเสมือน “นายแพทย์” ผู้ต้องค้นหาเอาปมปัญหาลึก ๆ ภายในจิตใจของอ้าวเอี้ยฮง ออกมาผ่านทางเรื่องเล่า (ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ผู้ชมที่จะสามารถ “จับความ” ของปัญหาภายในจิตใจตัวละครจากเรื่องราวที่เล่าออกมาได้ตามแต่ตน เสมือนกับแพทย์แต่ละคนที่ความสามารถจะจับเอาปัญหาของคนไข้ในปมทางจิตใจต่าง ๆ จากการเล่าเรื่องของคนไข้เอง แตกต่างกันออกไป)
การเล่าเรื่องของ อ้าวเอี้ยฮง นั้น เป็นการเล่าเรื่องที่มีบุคคลอื่นเข้ามามีบทบาทในเรื่องราวของตนด้วย แต่ก็เพราะเป็นการเล่าเรื่องของ อ้าวเอี้ยฮง เองนั่นแหล่ะ ที่ความเข้าใจต่อจิตใจของตัวละครใด ๆ ที่ปรากฏในเรื่องต่างก็เป็น “ความเข้าใจของตัวอ้าวเอี้ยฮง” ทั้งนั้น
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ตัวละครตัวอื่น ๆ จะไม่มีบทบรรยายความรู้สึก ความคิด ของตัวเอง เฉกเช่น อ้าวเอี้ยฮง ก็เพราะ ตัวละครเหล่านั้นมิใช่ “ผู้เล่าเรื่อง” นั่นเอง
บอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่ยัง “ไม่หลุดพ้น”
ยังมีอีกตัวละครหนึ่งที่มีความน่าสนใจทางจิตวิทยามาก กล่าวคือ อาจเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รุนแรงของ “จิตไร้สำนึก” ที่ปรากฏออกอย่างเห็นได้ชัด
ตัวละครนั้นคือ มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน
ทั้งสองตัวละครนี้เดิมในความเข้าใจแรกเริ่มของผู้ชมและ อ้าวเอี้ยฮง (ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องให้กับผู้ชม) คือ ตัวละครที่เป็นพี่ชายกับน้องสาว ต่างเป็นทายาทสกุล “มู่” ทั้งคู่
มู่หยงอิน นั้นเป็นผู้ที่มีความแค้นฝังลึกกับ อึ้งเอี๊ยะซือ เนื่องจาก “เขา” ได้พบกับอึ้งเอี๊ยะซือ ณ เมือง ๆ หนึ่งและได้ร่ำสุราด้วยกัน ระหว่างที่เมามายนั้น อึ้งเอี๊ยะซือ ได้บอกกับ มู่หยงอิน ว่าหากตัวมู่หยงอิน มีน้องสาวละก็ เขาจะขอแต่งงานด้วยทันที แต่เมื่อทั้งสองได้ตกลงกันเป็นอย่างดีว่า จะมีการนัดพบกันระหว่าง อึ้งเอี๊ยะซือ กับ มู่หยงเอี้ยน ผู้เป็นน้องสาวของมู่หยงอิน กาลกลับว่า อึ้งเอี๊ยะซือ ไม่ได้มาตามนัด ยังความแค้นให้แก่ มู่หยงอิน และความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งแก่ มู่หยงเอี้ยน ที่ถูกหักรักไปเสีย
มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน ต่างเดินทางมาพบกับ อ้าวเอี้ยฮง เพื่อจ้างให้ฆ่าคนที่ตนต้องการ
มู่หยงอิน ต้องการให้ฆ่า อึ้งเอี๊ยะซือ ที่ทำให้น้องสาวของเขาต้องปวดร้าวใจ
ส่วน มู่หยงเอี้ยน ต้องการให้ฆ่า มู่หยงอิน ผู้เป็นพี่ชายเสีย เพื่อเขาจะได้ไม่ฆ่า อึ้งเอี๊ยะซือ และไม่ขัดขวางความรักระหว่างนางกับเขาด้วย
แต่เมื่อนานไป อ้าวเอี้ยฮง จึงได้สงสัย (และผู้ชมด้วย) เนื่องจากการตัดต่อของภาพที่สลับกันระหว่างการสนทนาของทั้งคู่และรูป หน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งของทั้ง มู่หยงอิน และ มู่หยงเอี้ยน
ในคืนหนึ่ง เมื่อ มู่หยงอิน ได้เมามายจากรสสุรา ทำให้ “เขา” ได้แปรสภาพกลายเป็น “เธอ” โดยจากการสนทนากับอ้าวเอี้ยฮงนั้น นางได้ “แสดงตน” เป็น มู่หยิงเอี้ยน ทั้ง ๆ ที่แต่งกายเป็นชายแบบ มู่หยงอิน และด้วยความเมามายนั่นเองที่ทำให้ไม่สามารถแยกแยะว่า ตนคือใคร และ อ้าวเอี้ยฮง กลับกลายเป็น อึ้งเอี๊ยะซือ ในเวลานั้น
หากมองกันตามหลักจิตวิเคราะห์แล้ว เราจะเห็นว่า ตัวละคร “มู่” ทั้งคู่ แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทางการกระทำ แต่ในทางกายภาพแล้วทั้งคู่ต่างเป็นคน ๆ เดียวกัน โดยภาวะที่มนุษย์สามารถสร้าง “บุคลิก” ของตนแตกออกจากตัวตนเดิมได้นั้น มีตัวอย่างให้เห็นจริงทางจิตวิทยามามาก โดยมีตั้งแต่บุคคลที่มี ๒ บุคลิก หรือมากกว่านั้น ลักษะนี้เรียกว่า “จิตเภท”
เราไม่ทราบว่า ตัวละคร “มู่” นั้นแตกบุคลิกของตนออกเป็น ๒ ตั้งแต่เมื่อใด เพราะเรื่องราวที่ได้รับรู้นั้นมาจากการ “เล่า” ในมุมมองของอ้าวเอี้ยฮงเท่านั้น แต่เราอาจคาดเดาสาเหตุของการแตกบุคลิกของตนออกมานั้น น่าจะมาจากสาเหตุของความผิดหวังในความรักที่มีต่อ อึ้งเอี๊ยะซือ เป็นเหตุสำคัญ
ความซับซ้อนทางบุคลิกของตัวละครนี้นอกจากจะแสดงออกมาทางภายนอกซึ่งหมายรวม ถึงการแต่งตัว สีหน้า ท่าทาง และทรงผม แล้ว ยังหมายรวมถึงภายในที่แสดงออกทาง การพูด ทั้งน้ำเสียงและวิธีการพูด ที่สอดคล้องกับท่าทางขณะพูดนั้นด้วย และที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ผู้สร้างได้ใช้ “ชื่อ” ของตัวละครเป็นตัวบอกสำคัญถึงความแตกแยกและเป็นหนึ่งในตัวละครนี้
เพราะตัวละครนี้มีชื่อทางภาษาอังกฤษ ว่า Yin และ Yang (หยินและหยาง) อันเป็นหลักสำคัญทางจิตที่หมายถึง ภาวะที่จิตมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างในบุคคลเดียวกัน
หยินและหยาง จึงเป็นความสมดุลทางจิตที่ถ่วงดุลกันระหว่างจิตรู้สำนึกและจิตไร้สำนึก (การที่ “สัญลักษณ์” หยินและหยาง เป็น วงกลม อันหมายถึง การรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียว) อาจรวมไปถึงจิตด้านดีและด้านชั่วที่แสดงออกเป็น “สี” ของหยินและหยาง (ดำกับขาว) และ อาจหมายถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วของสองสิ่งที่รวมอยู่ในสิ่งเดียวกัน (สีดำและขาวที่อยู่ภายในวงกลมเดียวกัน)
แต่สัญลักษณ์ทางจิตที่ซ้อนทับอยู่ในเรื่องอย่างเด่นชัดคือ การกักขังตัวตนอีกด้านของตนเอาไว้ภายในร่างเดียวกันนั้น(ตัวละคร “มู่” ทั้งคู่) ผ่านทาง “กรงนก” ที่ปรากฏในฉากเดียวกันกับตัวละคร “มู่”
ตัวละคร “มู่” นั้นมักจะถูก “ทาบทับ” ด้วยเงาของกรงนกเสมอ เสมือนการบอกว่า ภายใต้ร่างของตัวละครนี้นั้นได้ถูก “กรง” ที่กักขังจิตใจอีกด้านเอาไว้ภายใน หรือ การปกปิด “อีกตัวตน” ของตนเอาไว้
….เมื่อกรงของนกตกและพังอยู่กับพื้น ประจวบเหมาะกับการที่ตัวตนของ “มู่หยงอิน” (เครื่องแต่งกาย) และ “มู่หยงเอี้ยน” (ทางวาจา)ได้เป็นอิสระออกมาผ่านทางการสนทนากับอ้าวเอี้ยฮง ในร่างเดียวกัน…
บทสรุปของเรื่องราว
จากการ “เล่าเรื่อง” ของอ้าวเอี้ยฮง ผ่าน “เรื่องย่อย” ๓ – ๔ เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับตัวละครที่รายรอบตัวเค้ามากมาย และค่อย ๆ เผยปมทางจิตใจของเขา (รวมทั้งตัวละครอื่นๆ) อันนำไปสู่พฤติกรรมที่ปรากฏในนิยายมังกรหยก ซึ่งกิมย้งแต่งขึ้นก่อนปี ๑๙๖๐ ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างแล้วเสร็จและออกฉายเมื่อปี ๑๙๙๔ นับเนื่องเป็นเวลากว่า ๓๔ ปีที่ “ต้นเรื่อง” ของมังกรหยกจะปรากฏออกมาในรูปแบบภาพยนตร์และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือเรื่อง นี้ (Ashes of Time) ถูกผู้อื่นเขียนบทขึ้น มิใช่ ตัวกิมย้ง ผู้แต่งนิยายต้นเรื่องเอง แต่กลับคลายปมปัญหาภายในจิตใจของตัวละครที่ปรากฏในนิยายต้นเรื่องได้เป็น อย่างดี และปมภายในจิตใจเหล่านี้เองที่สอดคล้องเหมาะสมกับการนำมาวิจารณ์ทางทฤษฎี จิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ได้เป็นอย่างดี
อ้าวเอี้ยฮง ตัดสินใจทิ้งกระท่อมกลางทะเลทรายและกลับไปอยู่ยังภูมิลำเนาเดิมของตนที่หุบ เขาไป่ถั่ว หลังจากได้รับจดหมายจากอึ้งเอี๊ยะซือ แจ้งข่าวการเสียชีวิตของหญิงที่ตนรัก เขาเลือกที่จะ “เผา” กระท่อมนั้นทิ้งและเดินทางไปตามลำพัง
จะเห็นว่า ฉากที่ อ้าวเอี้ยฮง ปรากฏตัวในตอนท้ายนั้น เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและโดดเดี่ยวของทะเลทราย ตัวละครที่ผ่านเข้ามาในเรื่องนั้นล้วนได้จากเขาไปหมดแล้ว จะด้วยการตาย,การพรักพราก หรือ การอำลา ทิ้งไว้เพียงอ้าวเอี้ยฮงแต่เพียงผู้เดียว
การเลือกใช้สีแดงก็นับเป็นประโยชน์ เพราะยังผลให้เกิดความรู้สึก ร้อน ปวดร้าว ผนวกกับความว่างเปล่าของฉากทะเลทรายที่ปรากฏ ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัส “ความเจ็บปวด” ของอ้าวเอี้ยฮงได้ ทดแทนการใช้สีดำหรือสีที่ทะมึนกว่าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหงา แต่อาจไม่ยังผลให้รู้สึกถึง “ความรุนแรง” ทางความรู้สึกของตัวละครได้เท่ากับสีแดง กระทั่งการ “เผาไหม้กระท่อม” นั้นก็แสดงให้เห็นถึง “ความรุนแรง” ที่เคลือบแฝงอยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกลึก ๆ ของเขา แต่ก็เพื่อการทำลายสิ่งที่จะทำให้เขา “หวนระลึก” ได้ถึงเรื่องราวในอดีตขณะที่อยู่ในทะเลทรายต่างหาก การเผากระท่อมของอ้าวเอี้ยฮง จึงเสมือนการทำลาย “ปมปัญหา” ในจิตใจอันเกิดจากอดีตของตน ผนวกกับการมุ่งหน้าออกเดินทางไปจากทะเลทรายนั้นก็นับเป็นการเลือกที่จะทิ้ง ให้ “อดีต” ของตนกลายเป็นฝุ่นผงอยู่ปะปนในฝุ่นทรายมากกว่าที่จะให้ตั้งมั่นเป็นสิ่งก่อ สร้างที่เห็นได้ชัด
…การกำจัด “ปมปัญหาภายในจิตใจ” ของอ้าวเอี้ยฮง สำเร็จเสร็จสิ้น โดยแสดงออกมาในรูปของ การ “เผาทำลายสิ่งที่มีอดีต” กับการ “ลาจากสถานที่มีอดีต” นั่นเอง…
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ “เล่า” ให้เราได้รับรู้อยู่ตลอดเวลา ก็คือ การที่ “อดีต” ตามมายังผลให้เกิดการกระทำต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งความคิดและการกระทำของตัวละครทุกตัวในเรื่องนั้นก็ถูกแรงผลักดันทางจิต ใจให้เลือกที่จะอยู่ หรือ เลือกที่จะเป็น เช่น การที่ตัวละคร จอมยุทธตาบอด ที่ “อดีต” ของเขาคือ อึ้งเอี๊ยะซือ แย่งชิงหญิงที่ตนรักไป ทำให้เคียดแค้น , ชิงชัง ในตัวอึ้งเอี๊ยะซือ ทั้งที่แท้จริงทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน และ การโหยหา “ดอกท้อ” ของเขาก่อนที่ตาจะบอดไปนั้น ก็เป็นการแสดงออกถึงการโหยหา “อดีต” ของตนที่สลัดไม่ออกไปจากจิตใจนั่นเอง กระทั่งตัวละครที่ปรากฏตัวน้อยและไม่มีบทพูดเลยอย่าง ตัวละครที่เป็นคนรักของ อึ้งเอี๊ยะซือ และอดีตคนรักของ จอมยุทธตาบอด (หรือ “ดอกท้อ” นั่นเอง) ที่ปรากฏตัวในฉากที่นางลูบคลำ “ม้า” ของตน ซึ่งม้านั้นเปรียบเสมือน “สัญลักษณ์ทางเพศของผู้ชาย” ดังคำกล่าวว่า ชายชาติอาชาไนย นั่นเอง การที่นางลูบคลำอย่างถวิลหา ก็คือ การที่นางแสดงออกต่อการโหยหาตัว อึ้งเอี๊ยะซือ
แต่สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทิ้งไว้เป็นสัจธรรมที่เป็นจริงของผู้ที่ กำลังลุ่มหลงในสิ่งใด ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ไม่เว้นกระทั่ง “อดีตของตน” ในตอนจบ ก็คือ ..
…ความว่างเปล่านั่นเอง …

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pap-faize&month=22-04-2007&group=4&gblog=8

Thaishortfilm.com :: ค้นหาwww.thaishortfilm.com/board/search.php?…scenesmaker&sid… – แคชคุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
ตอน. Thaishortfilm ร่วมกัับ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. โดยการสนับสนุนของโครงการปิ๊งส์จาก สส ส. … scenesmaker ตอบ: 3 …. ไหนๆผมก็อธิบายการเขียนบทหนังสั้นด้วยตัวอย่างเรื่อง ShoeRepairMan … ขั้นตอนหรือความรู้ต่างๆในการทำหนังสั้น ก็น่าจะอธิบายผ่านบท .
Thaishortfilm.com :: ค้นหาwww.thaishortfilm.com/board/search.php?search_id…30… – แคชคุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
สำหรับการเขียนบทหนังสั้น สามารถอ่านได้ในเมนู บทความ>ความรู้พื้นฐาน>การเขียนบท หนังสั้น ซึ่งก็ได้ให้ความรู้เรื่องขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์ไว้อย่างละเอียดดีแล้ว …
Thaishortfilm.com :: ค้นหาwww.thaishortfilm.com/board/search.php?search_id…15… – แคชคุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
“เล่าเรื่องเป็นหนังสั้นสัญจร” … scenesmaker ตอบ: 2 … ในฉากเปิด(Establishing)ของหนัง สั้นเรื่อง THE LAST ENEMY …. การเขียนShooting Scriptเป็นขั้นที่พัฒนาต่อมาจาก Screenplay … เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญและละเอียดที่สุดของการเล่าเรื่อง บทScreenplayนี้ …
พระเจ้าช้างเผือก.2483/ ค.ศ. 1940 เริ่มสร้างและต่อมาฉายหนัง…เป็นภาพยนตร์ไทยขาวดำ ในระบบถ่ายทำฟิล์ม 35 มม. ให้เสียงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2483 เพื่อส่งไปประกวดรางวัลสันติภาพเพื่อรางวัลโนเบิล (Noble Prize for Peace) ที่สหรัฐอเมริกา ออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2484 โดยฉายรอบปฐมทัศน์พร้อมกันที่ ศาลาเฉลิมกรุง สิงคโปร์ และ นิวยอร์ก อำนวยการสร้างและเขียนบทโดย ปรีดี พนมยงค์ กำกับโดย สันธ์ วสุธาร กำกับภาพโดย ประสาท สุขุม
preview The King of the White Elephant (1941)
http://www.youtube.com/watch?v=3kTxSnFHQHE&feature=related
การคาดการณ์ได้หรือไม่ได้ ในการทำหนังย้อนกึ่งประวัติศาสตร์ ที่รู้กันแล้ว เช่น พระเจ้าช้างเผือก ในฉากสงครามยุทธหัตถี ก็ความบังเอิญจากโกลาหลไร้ระเบียบต้องตัดสินใจปฏิภาณไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าฉากชนช้าง ที่เหมือนกล่าวกันว่าชนช้าง(สอง(ไทย-พม่า)ชาตินิยมชนกัน หรือคุณลองนึกถึงคำว่ารัฐกันชน)เป็นอุ…บัติเหตุ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องการสู้ตัวต่อตัว เพราะช้างของฝ่ายอโยธยาหลุดไปในวงล้อมของพม่า แต่พระเจ้าช้างเผือกมองภาพรวมสถานการณ์พลิกวิฤติให้เป็นโอกาสสำหรับชัยชนะได้
ว่ากันว่าประวัติศาสตร์…สงครามยุทธหัตถี เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2135 ระหว่างไทยกับพม่า ผลของสงครามครั้งนั้นปรากฏว่าอยุธยาเป็นฝ่ายชนะถึงแม้จะมีกำลังพลน้อยกว่า…เช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้วหรือเคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงค์บาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน[2]
สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าท้าวพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า “พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”[3]
พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง

หนังพระเจ้าช้างเผือก ก็มีฉากชนช้าง ที่เหมือนกล่าวกันว่าชนช้าง(สอง(ไทย-พม่า)ชาตินิยมชนกัน หรือคุณลองนึกถึงคำว่ารัฐกันชน)เป็นอุบัติเหตุ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องการสู้ตัวต่อตัว เพราะช้างของฝ่ายอโยธยาหลุดไปในวงล้อมของพม่า ในแง่คิดถึงเฟลินนี่ ที่หนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ก็ได้รับรางวัลของเฟลินนี่ ผู้กำกับเรื่อง8 ครึ่ง ที่ถูกทำเป็นหนังเรื่องNine และชีวิตของผู้กำกับหนังชาวอิตาลี
เมื่อมาคิดถึงแง่มมอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดศึกชนช้างเหมือนอุบัติเหตุ ที่ไม่มีคาดถึง หรือความบังเอิญ ในแง่่ของคาดการณ์ไม่ได้นึกถึงหนังแนวHorror ที่ดำเนินเรื่องให้คนดูตกใจคาดไม่ทัน  แล้วเกมส์กีฬาฟุตบอล หละ? ถ้า”ช้างศึก” สัญลักษณ์ของฟุตบอลทีมชาติไทยในปัจจุบัน

เมื่อประเทศไทยยังไม่รวยเท่าสิงคโปร์ ฟอร์บส์: สิงคโปร์รวยที่สุดอันดับสามในโลก
Mon, 2012-02-27 13:49
นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับประเทศที่รวยที่สุดในโลก เผยสิงคโปร์รวยสุดอันดับสามรองจากการ์ตาและลักเซมเบิร์ก ตามมาด้วยนอร์เวย์และบรูไน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่รวยที่สุดอันดับสามของโลก รองมาจากการ์ตาและลักเซมเบิร์กตามลำดับ

การจัดลำดับดังกล่าวของฟอร์บส์ ใช้สถิติที่คำนวณจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF โดยดูจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวต่อปี (GDP (PPP)) ที่ปรับตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ

ฟอร์บส์จัดให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่รวยที่สุดอันดับที่สาม ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี การผลิตและการเงินที่มี GDP (PPP) ต่อปีสูงถึง 56,700 ดอลลาร์สรัฐ

ในขณะที่ประเทศการ์ตาซึ่งรวยที่สุดในโลก มี GDP (PPP) อยู่ที่ 88,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากการที่มีทรัพยากรแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก การ์ตามีประชากรราว 1.7 ล้านคน

ส่วนประเทศที่รวยที่สุดเปนอันดับสอง คือ ลักเซมเบิร์ก ที่มีประชากรราว 5 แสนคน มี GDP (PPP) อยู่ที่ 81,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีความได้เปรียบด้านการหลบเลี่ยงภาษี เนื่องจากมีกฎหมายที่ปกปิดความลับทางการธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ฟอร์บส์อ้างคำพูดของผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ Gian Luca Clementi แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ว่าตัวเลขดังกล่าวนั้นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้าน เช่น คุณภาพของสินค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ที่จะทำให้การเปรียบเทียบตัวเลขจีดีพีไม่ตรงตามความเป็นจริง

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ติดสิบอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหรัฐอเมริกา, ฮ่องกง, สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ในอันดับ 6 – 10 ตามลำดับ ส่วนประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก ฟอร์บส์จัดให้ประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีความเปราะบางทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ บูรุนดิ (Burundi) ไลบีเรีย และสาธารณรัฐคองโก ยากจนที่สุด โดยมีจีดีพีต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 400, 386 และ 312 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
The World’s Richest Countries
http://prachatai3.info/journal/2012/02/39422
อย่างไรก็ดี เมื่อวันก่อน ผมไปทำบุญกับพวกเดียวกัน มาในวัด ชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะจึงส่งต่อด้วยเพลง…
.ทะเล นั้น เป็น เหมือนถิ่นของเรา
จะ ขอ เฝ้า ตราบ จน ชีวิตเราสิ้น
ยาม คลื่นซัดกระเซ็น
เช้า เย็น สำเนียงเคยยิน
เลือด ไหล ริน เพื่อ พงศ์ เกียรติของนาวี
…ธง ที่ถูกสายลม โบยสะบัด ยัง พัด พริ้ว
ทิว ท้องถิ่นทะเล มิ ยอม ให้ใครย่ำยี
เรือ แม้จะต้องจม เพื่อ ปก ป้อง เส รี
เรา ขอสละชีพพลี พร้อม กัน ทุกคน

เรือรบหลวง จักรีนฤเบศร ถือเป็นเรือบรรทุกอากาศยาน ลำแรก และลำเดียว ณ ขณะนี้ของกองทัพเรือไทย และประเทศอาเซียน
เรือถูกสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือ EN Bazan เมืองเฟรรอล ประเทศสเปน ประเทศที่ได้ชื่อว่า มีกองทัพเรือที่ดีที่สุดในโลก ขึ้นระวางประจำการเมื่อ
20 มี.ค. พ.ศ.2540 เรียกว่า เรือ ต.911 ซึ่งอยู่ในโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาของกองทัพเรือไทยรายละเอียดประวัติ อ่านได้ที่เว็บกองทัพเรือไทย http://www.navy.mi.th/cvh911/past.html

เนวีบลู
ชาติคือมิ่งขวัญของราชนาวี
เนวีบลู
คำร้อง ทำนอง นาวาตรี พยงค์ มุกดา
นาวีไทยท่องล่องธารา    เห็นน้ำกับฟ้าประโลมใจ
ร่อนเร่ทะเลทอง ปกป้องนทีใหญ่    หากใครเขาย่ำยี
ตระเวนลอยเฝ้าทั่วอ่าวไทย    พร้อมพลีชีพไว้ในนาวี
พวกเรารักนาวา ดั่งปลารักวารี    เรารักศักดิ์ศรีเหนือยิ่งสิ่งใด
น้ำฟ้าเขียวคล้ำเหมือนสีน้ำเงินเจือ    ดังเสื้อที่เราสวมใส่
เนวีบลูเหมือนดอกประดู่ไซร้    จะบานหรือโรยเมื่อไหร่พร้อมกัน
ลอยลำสง่าฝ่าคลื่นลม    พร้อมพลีชีพโถมเมื่อโรมรัน
เพื่อไทยรักยืนยง ดำรงและคงมั่น  ชาติคือมิ่งขวัญของราชนาวี
ชาติคือมิ่งขวัญของราชนาวี  ชาติคือมิ่งขวัญของราชนาวี

ดนตรี วงนาวิกวาทิต
ขับร้อง พันจ่าเอกหญิง สุกัญญา อ่องเอี่ยม
ราชนาวิกโยธิน
เนื้อร้อง   พลเรือโทจตุรงค์ พันธุ์คงชื่น และ พลเรือโทสุมิตร ชื่นมนุษย์ (หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน)
ทำนอง  พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร
รุกรันฟันฝ่าในธาราสีคราม สมเป็นดังนามราชนาวีไทย
รบรันฟัดฟาดไม่ขลาดหวั่นไหว มีศึกมาใกล้ไม่หวั่นครั่นคร้ามริปู
เราราชนาวิกโยธินของไทย เราร่วมกายใจกันไว้เชิดชู
เป็นแนวปราการรุกรานรบผลาญต่อต้านพร้อมพรู
เข้าฟาดฟันรบรันศัตรูขอสู้ขาดใจ
เมื่อเราเข้าประจัญ จะผลาญให้สิ้นไป ยอมพลีชีพเพื่อชาติไทย
รีบรุกบุกเข้าตี ไม่หนีสู้เพื่อชัย กายใจชีวิตมอบเป็นราชพลี
เราราชนาวิกโยธินของไทย ชีวิตมลายคงไว้ศักดิ์ศรี
วิญญาณยืนยงคู่ธงนาวี ดำรงเสรีศัตรูหลีกลี้หนีไป
แม้ชีวาเราจำต้องสิ้นสูญลง แหลมทองยังคงเป็นขวัญคู่ไทย
นย.เกรียงไกรไว้ลายแม้ตายชื่อไม่สูญไป
ปกป้องไทยทั้งกายและใจขอไทยอยู่คง
เพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน (ข้อมูล) หรือ Royal Marines March เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๙ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ พล.ร.ต.สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธินในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลงประจำกรมนาวิกโยธิน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๒ และได้โปรดเกล้าฯให้นำออกบรรเลงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒ โดยวงดนตรีประจำกองเรือที่ ๗ ของสหรัฐอเมริกา ในโอกาสที่นาวิกโยธินอเมริกัน ประจำกองเรือที่ ๗ ของสหรัฐอเมริกาเดินทางมาเยือนประเทศไทย
ดาบของชาติ
คำร้อง ทำนอง พระนิพนธ์  พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ขับร้อง หมู่ชาย-หญิง วงนาวิกวาทิต
ดาบของชาติ เล่มนี้  คือชีวิตเรา
ถึงจะคมอยู่ดี ..ลับไว้
สำหรับสู้ไพรี  ให้ชาติ เรานา
ให้เมีย ให้ลูก และชาติไทย

เพลงที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นำเอามาจากวรรณคดีไทย ของกวีคนอื่นๆ มีอยู่อีกหลายท่าน เช่น เจ้าพระยาพระคลัง (หน) / สุนทรภู่ / พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) โดยเฉพาะ เพลงพี่รักเจ้า ซึ่งมีเนื้อหาที่ไพเราะกินใจ ไม่แพ้เพลงอื่นๆ

เพลงพี่รักเจ้า
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน
พี่รักเจ้ายิ่งกว่าปลารักน้ำ กินนรรักถ้ำ ไม่ล้ำพี่รักเจ้า
กุญชรหวงงามฤคาหวงเขา ยังไม่เท่าพี่หวงนงเยาว์พี่หวงเจ้ากว่าดวงฤทัย
กระต่ายพะวงหลงจันทร์ถึงมัวเมา พี่หลงเจ้ามัวเมากว่านั้นนะชื่นใจ
พี่นี้แสนรักใคร่ รักเจ้ายิ่งสิ่งใด ปองฤทัยใฝ่หา

แม้นพี่ขาดเจ้าเท่ากับพี่นี้ขาดใจ สูญสิ้นอาลัย สิ้นใจเพราะขวัญตา
อยู่ไปไร้ในคุณค่า ใจปองน้องนางร้างรา คงตรมน้ำตาร่ำไป
พี่รักเจ้ายิ่งกว่าคำรักนี่ ยุพารักพี่ ครึ่งนี้ได้หรือไม่
จงปลงน้ำคำน้อมนำดวงฤทัย พี่เพียงให้น้องนางรักใคร่ได้ แม้ครึ่งพี่เอ
พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.)

ใน หนังสือ ๑๐๐ เพลงดี ๑๐๐ ปี เอื้อ สุนทรสนาน เขียนเอาไว้ว่า “…เป็นเพลงรักที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นำเอาเรื่องราวจาก วรรณคดี ของกวีไทยสมัยก่อน มาแต่งรวมกัน เพื่อบอกความในใจ ให้สาวคนรักได้รับฟัง รับรู้ ว่า มี ความรัก ที่ลึกซึ้ง จริงใจ มากน้อยแค่ไหน

ปลา รัก น้ำ ในวรรคแรก คงไม่มีใครแปลกใจ เพราะปลาต้องว่ายและอาศัยอยู่ในน้ำอย่างแน่นอน เป็นการเปรียบเทียบที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรัก ที่มีต่อสาวคนรักนั้น มีมากกว่า ปลา ที่รัก น้ำ เป็นไหนๆ

กินนร รัก ถ้ำ นี่สิ เป็น เรื่องสำคัญ เพราะ เรามักจะคุ้นเคยกับ กินนรี ที่เห็นในภาพพุทธประวัติ หรือ ปากทางเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเลยนึกถึง ท่ารำระบำมโนราห์ หรือ นางมโนราห์ ซึ่งรูปร่างเป็นครึ่งคนครึ่งนก ในละคร เรื่อง มโนราห์และพระสุธน ที่มักจะคุ้นเคยรู้จักกันดี

แม้แต่ นิราศพระบาท ของ สุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เขียนเอาไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๑ คราวที่ตามเสด็จ พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรส ของ กรมพระราชวังหลัง ในรัชกาลที่ ๒ ไปมนัสการพระพุทธบาท สระบุรี ก็ยังพูดถึงเอาไว้ว่า

“…ถึงถ้ำหนึ่ง ชื่อ ถ้ำกินนร นั้น สะพรั่งพรรณพฤกษาป่าระหง

ดูคูหา ก็เห็นน่า กินนร ลง เป็นเวิ้งวง ลึกแล ตลอดดิน

พาดพะอง จึงจะลงไปเล่นได้ เป็นเหวใหญ่ ลองโยนด้วยก้อนหิน

เสียงโก้งก้าง ก้องกึง ไม่ถึงดิน กว่าจะสิ้น เสียงผา เป็นช้านาน…”

แม้แต่ใน จันทกินนรชาดก ตอน นางจันทกินนร ที่ พระโพธิสัตว์ ซึ่งเสวยชาติเป็น จันทกินนร

ผู้สามี ที่กำลังจะสิ้นชีวิตรำพันคร่ำครวญ เพราะถูก พระเจ้าพรหมทัต แห่งนครพาราณสียิง เพื่อแย่งชิง

นางจันทกินนรี ไปครอง แต่ในที่สุด ท้าวสักกะ ก็มาช่วยชุบชีวิตให้

ส่วน กุญชร หวงงา มฤคา หวงเขา ก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่รู้กันอยู่ทั่วไป แต่พอยกมาเป็นอุปมาอุปมัย เข้า มันก็ฟังดูแล้ว กินใจ ลึกซึ้งมาก

ที่สำคัญ เนื้อเพลงในท่อนที่สอง ที่ว่า “…กระต่ายพะวง หลงจันทร์ ถึงมัวเมา พี่หลงเจ้ามัวเมากว่านั้น นะชื่นใจ” ครูแก้ว อัจฉริยะกุล คงจะเห็นตัวอย่างมาจาก คำกลอน นิทานเวตาล ของ น.ม.ส. หรือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจำรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ( น.ม.ส.) ที่ทรงนิพนธ์เอาไว้ว่า “…เพ็ญพระจันทร์ นั้นสว่าง แต่ข้างขึ้น กระต่ายมึน เมาเพ็ญ จนเป็นบ้า อันทรามวัย ใสสุก ทุกเวลา น้ำใจข้า เมามึน ทั้งขึ้นแรม…” อย่างแน่นอน
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000097264&TabID=1&

..พี่รักเจ้ายิ่งกว่าปลารักน้ำ
กินนรรักถ้ำ ไม่ล้ำพี่รักเจ้า
กุญชรหวงงามฤคาหวงเขา
ยังไม่เท่าพี่หวงนงเยาว์
พี่หวงเจ้ากว่าดวงฤทัย..
กระต่ายพะวงหลงจันทร์
ถึงมัวเมา
พี่หลงเจ้ามัวเมากว่านั้น
นะชื่นใจ
พี่นี้แสนรักใคร่
รักเจ้ายิ่งสิ่งใด
ปองฤทัย ใฝ่หา
แม้พี่ขาดเจ้า
เท่ากับพี่นี้ขาดใจ
สุดสิ้น อาลัย
สิ้นใจเพราะขวัญตา..
อยู่ไป ไร้ในคุณค่า
ใจปองน้องนางร้างรา
คงตรมน้ำตาร่ำไป..
พี่รักเจ้ายิ่งกว่าคำรักนี้
ยุพารักพี่ ครึ่งนี้ได้หรือไม่
จงปลงน้ำคำ โน้มนำดวงฤทัย
พี่เพียงให้น้องนางรักใคร่
ได้ แม้ครึ่งพี่เอย..
…..ดนตรี…..
..แม้พี่ขาดเจ้า
เท่ากับพี่นี้ขาดใจ
สุดสิ้น อาลัย
สิ้นใจเพราะขวัญตา..
อยู่ไป ไร้ในคุณค่า
ใจปองน้องนางร้างรา
คงตรมน้ำตาร่ำไป
พี่รักเจ้ายิ่งกว่าคำรักนี้
ยุพารักพี่ ครึ่งนี้ได้หรือไม่
จงปลงน้ำคำ โน้มนำดวงฤทัย
พี่เพียงให้น้องนางรักใคร่
ได้แม้ครึ่งพี่เอย..
http://www.youtube.com/watch?v=YSxKRA1GyAw&feature=related

วันที่ 10-11 มีนา 55
วันที่5 มีนา พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – วินสตัน เชอร์ชิลล์ ใช้คำว่า “ม่านเหล็ก (Iron Curtain) ” เป็นครั้งแรก ในการกล่าวสุนทรพจน์ ที่มิสซูรี ซึ่งอาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น
ส่วนผมพยผู้ึคนหลายคน และกิจกรรมๆ งานอื่นๆ รวมทั้งระดมสมอง ลองแก้ไขทำโพสต์โปรดักชั่นของหนังสั้น น่ะครับ
บ้านเกิดเมืองนอนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
เป็นเพลงของวงสุนทราภรณ์ ประพันธ์ ทำนองโดย เอื้อ สุนทรสนาน และคำร้องโดย แก้ว อัจฉริยะกุลเป็นเพลงจังหวะฟร็อกทร็อต ชนะการประกวดการแต่งเพลงปลุกใจ เมื่อปี 2488 ในอดีตเพลงนี้ขับร้องโดย มัณฑนา โมรากุล-ชวลีย์ ช่วงวิทย์-สุปาณี พุกสมบุญ-เพ็ญศรี พุ่มชูศรี แต่ไม่ได้บันทึกเป็นแผ่นเสียงไ
[แก้] เนื้อเพลงบ้านเมืองเรารุ่งเรืองพร้อมอยู่ หมู่เหล่า
พวกเราล้วนพงศ์เผ่า ศิวิไลซ์
เพราะฉะนั้นชวนกันยินดี
เปรมปรีดิ์ดีใจเรียกตนว่า ไทย
แดนดินผืนใหญ่มิใช่ทาสเขา
ก่อนนี้มีเขตแดนนับว่ากว้างใหญ่
ได้ไว้พลีเลือดเนื้อแลกเอา
รบ รบ รบ ไม่หวั่นใคร
มอบความเป็นไทยให้พวกเรา
แต่ครั้งนานกาลเก่า
ชาติเราเขาเรียก ชาติไทย
บ้านเมืองควรประเทืองไว้ดั่งแต่ก่อน
แน่นอนเนื้อและเลือดพลีไป
เพราะฉะนั้นเราควรยินดีมีความภูมิใจ
แดนดินถิ่นไทยรวบรวมไว้ได้แสนจะยากเข็ญ
ยากแค้นเคยกู้แดนไว้อย่างบากบั่น
ก่อนนั้นเคยแตกฉานซ่านเซ็น
แม้กระนั้นยังร่วมใจ
ช่วยกันรวมไทยให้ร่มเย็น
บัดนี้ไทยดีเด่นร่มเย็นสมสุขเรื่อยมา
อยู่กินบนแผ่นดินท้องถิ่นกว้างใหญ่
ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพา
ทุกทุกเช้าเราดู ธงไทยใจจงปรีดา
ว่าไทยอยู่มาด้วยความผาสุกถาวรสดใส
บัดนี้ไทยเจริญวิสุทธิ์ผุดผ่อง
พี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทย
รักษาไว้ให้มั่นคง
เทิดธงไตรรงค์ให้เด่นไกล
ชาติเชื้อเรายิ่งใหญ่
ชาติไทย บ้านเกิดเมืองนอน
หมายเหตุ เนื้อเพลง 2 ท่อนสุดท้ายเกิดในยุคกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส บันทึกเสียงขับร้องโดยนักร้องหญิง 4 คนของวงสุนทราภรณ์คือ ศรีสุดา รัชตะวรรณ, มาริษา อมาตยกุล, บุษยา รังสี และวรนุช อารีย์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99

เพลงที่เกี่ยวกับทหารเรือ….
เพลง Beyond The Sea.  เพลง กองเรือยุทธการ.  เพลง งามชายหาด.
เพลง ชมประดู่    เพลง ดอกประดู่     เพลง ดาบของชาติ.   เพลง เดินหน้า.
เพลง ถอนสมอ.    เพลง ทะเลไม่เคยหลับ.   เพลง นราพิมพ์ใจ.
เพลง นาวีคู่ไทย.    เพลง นาวีลาดตระเวน.
เพลง เนวีบลู.   เพลง ในทะเล.  เพลง พรานทะเล
เพลง มาร์ชสามสมอ    เพลง เมื่อประดู่บาน.   เพลง ราชนาวิกโยธิน.
เพลง ราชนาวี.   เพลง ลำนำโขง .   เพลง ลูกทะเล
เพลง เลือดนาวี    เพลง วอลซ์นาวี .  เพลง หน้าที่ทหารเรือ.  เพลง ห้วงธารา.

เดินหน้า
คำร้องพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ทำนอง  เพลงไทยเดิม คุณลุงคุณป้า2ชั้น
บรรเลง ขับร้อง วงนาวิกวาทิต

เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น อีกสามร้อยปี ก็ไม่มีใครจะเห็น
ใครเขาจะนึก ใครเขาจะฝัน เขาก็ลืมกันเหมือนตัวเล็น
นานไปเขาก็ลืม ใครหรือจะยืมชีวิตให้เป็น
ใครจะเห็น ก็เห็นแต่น้ำใจ จำได้แต่ชื่อ ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย
ตายแต่ตัว ชื่อยังฟุ้ง ทั่วทั้งกรุง ก็ไม่ลืมได้

ทั้งเซาธ์ ทั้งเวสท์  ทั้งนอร์ธ ทั้งอีสต์ จะคิดถึงตัวเราใย จะต้องตายทุกคนไป
ส่วนตัวเราตายไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อ ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย

เกิดมาทั้งที มันก็มีอยู่แต่ทุกข์ภัย วันนี้เคราะห์ดี รุ่งขึ้นพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร
ดีเคยพบ ชั่วเคยเห็น จนเคยเป็น มีเคยได้
อนาคตเราไม่รู้ ถึงไม่รู้ก็ต้องเดินไป จะกลัวไปไย มันก็ล่วงไปตามเวลา
ไม่ตายวันนี้ ก็คงไปซี้ เอาวันข้างหน้า
วันนี้ยอ พรุ่งนี้ด่า ไม่ใช่ขี้ข้าปากของใคร

ทั้งเซาธ์ ทั้งเวสท์ ทั้งนอร์ธ ทั้งอีสท์
จะคิดถึงตัวเราใย จะต้องตายทุกคนไป
ส่วนตัวเราตายไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อ
ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย
http://www.janicha.net/forum/index.php?topic=467.30

ดอนเมืองแดนฟ้า (เพลงทหารอากาศ)

ดอนเมืองแดนฟ้า
ทหารอากาศจะมา
พระบารมีคุ้มชาติ
พระหลักฟ้ามาปกปัก พระหลักรักมาปกป้อง
มหาราชพระจอมสยาม
มารช์กองทัพอากาศ (บรรเลง)
มาร์ชกองทัพอากาศ ๒๓.
มาร์ชกองทัพอากาศ.
สดุดีวีรกรรมกองบินน้อยที่ ๕
สดุดีเจ้าฟ้านักบิน
สุดแสนพิศวาส
แด่เธอลูกฟ้าไทย

http://www.4shared.com/folder/c0hufbpr/___.html
เหล่าทหารชาญอากาศ
ทัพหน้าสามารถ การรบเคยเด่น
สู้ศัตรูใจเยือกเย็น
ทุกคนเป็นสุภาพบุรุษ สุดสง่า
เกียรติวินัย ฝังดวงจิต
ทุกสายโลหิต ช่วยกันฟันฝ่า
ป้องกันภัยในท้องฟ้า
เพื่อรักษาชาติประเทศ เขตแดนแคว้นไทย
เราทุกคนพร้อมใจตั้งสัตย์ปฏิญาณ
ใครมาบุกใครมารุกราญ ไม่ยอมถอย ไม่หวั่นไหว
ยอมเสียชีพ ขอเพียงให้ชื่อชาติไทย
ก้องลือระบือทั่วไป ว่าหน่วยทหารไทยอากาศปราดเปรียว
เราทุกคนนับจากผู้ใหญ่ไปจนพล
รวมใจร่วมใจกันทุกคน ตลอดกองทัพเป็นใจเดียว
สามัคคีทั้งมีจิตใจกลมเกลียว
ออกรบทุกคนปราดเปรียว ดังเหยี่ยวถลาบิน ตาจ้องศัตรู
ลูกเมีย รักเหมือนดังชีวิต
แต่คิดแล้วชาติต้องเชิดชู
กล้าตายขอให้ชาติคงอยู่
เชิดชูไว้เป็นวีระกรรม
ตายอย่างมีเกียรติและเด่น กล้าตาย
ตายอย่างไร้เกียรติและขลาด ไม่ทำ ทุกคนต้องจำ
ทุกคนตายแทนได้
แต่ขอให้ชาติไทย ทัพอากาศไทยยืนอยู่
กล้าหาญ ทะยานไปในอากาศ
ผลาดแผลง บินแสดงให้รู้
ว่าเลือดเนื้อทุกชีวิตยังอยู่
ศึกศัตรูแล้วมิยอมให้ผ่าน
พลีหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ร่างกาย
ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ประสาน แม้นสิ้นลมปราณ
ทุกคนตายแทนได้
แต่ขอให้ชาติไทย ทัพอากาศไทยยืนอยู่
http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8

เพลงกราวกีฬา
คำร้อง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ทำนอง นารถ ถาวรบุตร
พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญ
เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ
คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ
คราวแพ้ก็ไม่พ้อกัดฟันทน
( สร้อย ) อึม อึม อึม อึม กีฬากีฬาเป็นยาวิเศษ ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ แก้กองกิเลส ทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า
ร่างกายกำยำล้ำเลิศ
กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน
แข็งแรงทรหดอดทน
ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร อึม อึม อึม อึม
( สร้อย ) กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ แก้กองกิเลสทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า
ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักทีหนีทีไล่
รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง อึม อึม อึม อึม
(สร้อย ) กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ แก้กองกิเลส ทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า
ไม่ชอบเอาเปรียบ เทียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง
มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว อึม อึม อึม อึม
( สร้อย ) กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ แก้กองกิเลส ทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า
เล่นรวมกำลังกันทั้งพวก
เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว
ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว
ร่วมมือกันทั่วก็ ไชโย อึม อึม อึม อึม
ผลงานเพลงของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ที่แต่งร่วมกันกับ ครูนารถ ถาวรบุตร มีไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่
ครูนารถ ถาวรบุตร มักจะแต่งคู่กันกับ ขุนวิจิตรมาตรา / ครูสกนธ์ มิตรานนท์ และครูเพลงคนอื่นๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น ในขณะที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ก็มักจะแต่งเพลงคู่กับ ครูเอื้อ สุนทรสนาน มากกว่าใครๆ ในระยะหลัง
เช่น เพลงกิ่งดอกฟ้า เพลงชุดคน ได้แก่ เพลงคนขาดรัก / เพลงคนจน / เพลงคนเดียว / เพลงคนที่ฉันรัก เพลงคนผิด / เพลงคนพเนจร / เพลงคนพลอดรัก / เพลงคนมีกรรม / เพลงคนรัก / เพลงคนอาภัพ / เพลงคติรัก เพลงคอยเธอคนเดียว / เพลงเดือนค้างฟ้า / เพลงธรรมชาติกล่อมขวัญ / เพลงบุปผาต่างพันธุ์ / เพลงมาร์ชกองทัพบก / เพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ / เพลงมาร์ชอาสารักษาดินแดน / เพลงเมื่ออยู่หัวหิน / เพลงรอรัก / เพลงรักที่จากไปแล้ว / เพลงลุ่มเจ้าพระยา / เพลงลูกกำพร้าพ่อ / เพลงอาลัยรัก ฯลฯ

ผลงานที่โดดเด่นของ ครูนารถ ถาวรบุตร ก็คือ เพลงมาร์ช ที่แต่งเอาไว้ด้วยกันหลายเพลง จนได้รับสมญานามว่า เป็น บิดาแห่งเพลงมาร์ช เพลงมาร์ชที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก นอกจาก เพลงมาร์ชสยามานุสสติ เพลงกราวกีฬา ข้างต้นแล้ว เพลงมาร์ช ที่แต่งร่วมกันกับ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ได้แก่ เพลงมาร์ชกองทัพบก และ เพลงมาร์ชสันติราษฏร์ ที่ใครๆรู้จักกันดีนั่นเอง

เพลงมาร์ชกองทัพบก
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง นารถ ถาวรบุตร
เกิดเป็นชายชาญ ทหารบกไทย
เก่งกาจใจฉกรรจ์ องอาจฟาดฟัน รบรันปัจจา
หากศัตรูจู่ จะยกมา
เข้าอาสาฟันฝ่า รักษาถิ่น
เราเกิดเป็นไทย สมใจอาจิณ
ปราบริปู อยู่บนพื้นดิน จะประหารให้สิ้น พื้นดินไทย
ทัพบกปกป้อง คุ้มครองชาติไทย
จะไม่ยอม หมู่อมิตรใด เลือดและเนื้อพลีให้ ยอมถวาย

ต่างยอมอุทิศ ใจกาย
ชีพมลาย ยอมตายเพื่อชาติ เรารบจนใจขาด เพื่อชาติของไทย
ณรงค์การศึก เกียรติมีบันทึก
จารึก ประวัติศาสตร์ คุณความดีสามารถ ไพรีแพ้พินาศถอยไป

วีรชนสมชื่อ บางระจัน จำมั่นไว้
เราเกิดมารุ่นหลัง ทุกวัยมิยอม โดยง่าย
ขอตั้งใจว่า จะปฏิญาณร่วม รักษาไทยมั่น
ใจไม่หวั่น รุกโรมประจัญ โถมที่มั่นทลาย

เราไม่ยอม ถอยร่น เราคอยรบจน
เลือดหยาดสุดท้าย หากศัตรูมากน้อย สู้ตาย ฝากลายไว้ให้
เกิดเป็นชาย เชื้อชาติชาญ
ทหารบกไทย เก่งกาจใจฉกรรจ์

เหล่าทหาร เป็นสง่าท่าที
อยู่เป็นศรี เฟื่องฟู คู่หทัย
ปราบเสี้ยนหนาม แผ่นดิน จนหมดสิ้นไป
ให้ไตรรงค์ ของไทย คงอยู่

เกียรติทหาร กองทัพบกชาติไทย
อยู่ที่ไหนภูมิใจ ไม่อดสู
เกียรติประวัติ ชี้ไว้ใครๆ ย่อมรู้
ทั้งโลกเชิดชู ทัพบก ชาติไทยไว้แน่

เพลงมาร์ชกองทัพบก เพลงนี้ ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเอาไว้ในช่วงที่เป็น หัวหน้า วงดนตรีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มี พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งวงดนตรีของ ครูนารถ ถาวรบุตร จะต้องไปแสดงสลับการฉายภาพยนตร์ที่ โรงภาพยนตร์โอเดียน เป็นประจำทุกรอบ

ครูนารถ ถาวรบุตร เล่าว่า

“…ปีนี้ ข้าพเจ้าได้รับบัญชาให้แต่งเพลงพิเศษ นอกเหนือจากเพลงที่แสดงบนเวทีโอเดียน นั่นคือ เพลงมาร์ชกองทัพบก ดนตรีได้แสดงบนเวที พร้อมกับข้าพเจ้าได้เรียบเรียงให้ดนตรีกองทัพบก เป็นภาคจุลดุริยางค์โยธวาทิต ( แตรวง) กับ หัสดนตรี ๓ แบบ

ถ้าพูดกันถึงสมัยนี้ เรียกว่า ดังเป็นพลุ ทีเดียว”

เนื้อหา เพลงมาร์ชกองทัพบก เพลงนี้ ต้องชมเชยว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งเนื้อได้ลงตัว สอดคล้องพอเหมาะพอเจาะ และให้ความหมายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ยิ่งเมื่อได้ทำนอง ที่ ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งให้ด้วยแล้ว ต้องถือว่า เป็นเพลงมาร์ช ที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งทีเดียว (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051329
———

มาร์ชทหารเหล่าแพทย์
ทำนอง นารถ ถาวรบุตร
เนื้อร้อง: อาจินต์ ปัญจพรรค์
Post by: กิจจา จำปาศรี

เหล่าแพทย์กองทัพ รับกิจการชำนาญในวิชา
ดึกดื่นไม่นิทรา ปรนนิบัติจัดไว้รับรอง
กองรุกบุกแห่งใด ทหารแพทย์เราจะไปคุ้มครอง
แนวรบเราเที่ยวท่อง ยกกองตามไป ตายมิได้กลัว

เมื่อยามมีชัยในยุทธนา
งานรักษายังทำอยู่รู้กันทั่ว
แพทย์พยาบาลทหารมีงาน แผ่บริการทหารครอบครัว
ถึงประชาทุกคนไปจนทั่วแดนไทย

ทหารเหล่าแพทย์แวดล้อมพร้อมจะสละตนแม้จะเสี่ยงภัย
แขน..เราประคองป้องกันสรรพโรค
บาดเจ็บทุกข์โศกสูญสิ้นไป รับภารกิจเอาไว้
เหนื่อยกายเราปลี้มจิตใจ ไม่เคย้อหฤทัยทุกคน

พญานาคเกี่ยวพันดวงเพลิงนั้นเตือนจิต
อุทิศเนื้อเลือดไว้ลายตน
สงครามยามศึกอดทน ร่วมโลหิตวีรชน
ทหารเหล่าแพทย์ไทยผจญพลีตนเอย.
https://sites.google.com/site/thailandlyrics/pcm/march-thhar-hela-phaethy

หมอทหารขาดรัก
หมอทหารขาดรัก
จัดพิมพ์และรวบรวมโดย นพ.กิจจา จำปาศรี

ไกลสุดสายตาขอบฟ้าแดนดินถิ่นหมอทหาร
ใครรุกใครรานแล้ว เป็นไม่ได้
หมอพระมงกุฎองอาจคะนอง ปัดป้องโรคภัย
ชีวิตคนไข้เทิดไว้สูงล้น

..จะอยู่หรือตายจะร้ายหรือดี
ไม่มีหน่ายหนี ชีวิตยอมพลีไว้เป็น เบื้องต้น
หมอพระมงกุฎสามารถวิชา เก่งกล้าทุกคน
แต่แปลกพิกลจีบสาวไม่เป็น.

..ทัพบกทัพเรือตำรวจ เขาอวดเรื่องแฟนจริงหนอ
ทำไมลูกวพม. จึงหาแฟนได้ยากเย็น
มองเห็นสาวสาวเดินเดี่ยว จะเกี้ยวก็เกี้ยวไม่เป็น
จีบสาวมันยากมันเข็ญ ยากเย็นกว่าสอบคอมแพ*..

มองส่งสายตามองหาสาวใด จะมีบ้างไหม
ใครหนอมีใจรักใคร่จริงแท้
หมอพระมงกุฎขาดรักคะนอง ขอร้องดวงแด
มาช่วยเทคแคร์พี่หน่อยได้ไหม…

————————————————
หมายเหตุ * สอบคอมแพฯ แผลงมาจากการสอบ Comprehensive ซึ่งเป็นการสอบเพื่อให้ได้ใบประกอบโรคศิลป์ของแพทย์
https://sites.google.com/site/thailandlyrics/pcm/hmx-thhar-khad-rak

ความคิดเห็นที่ 18
ผมชอบการอนุรักษ์อะไรที่เป็นของไทยอยู่แล้วโดยส่วนตัวแล้วสมัยเด็กผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสดูหนังกลางแปลงหรือหนังขายยาสักเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างที่ดูจำได้ว่าสมัยนั้นถ้ามีหนังมาฉายชาวบ้านแถวนั้นจะต้องเตรียมทำงานที่มีอยู่ให้เสร็จตกเย็นก็จะอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัวจูงลูกจูงหลานเตรียมเสื่อหรือไม่ก็อะไรที่จะเอามารองนั่งได้ก็จะนำมาด้วยมาถึงบริเวณที่ฉายหนังก็จะตีตั๋วกันเข้าไปจัดหาที่นั่ง หน่วยหนังก็จะเปิดเพลงไปพลาง ๆ ก่อนจนได้เวลาก็จะมีการประกาศให้ทราบว่าจะเริ่มทำการฉายหนังแล้วผู้คนที่อยู่ด้านนอกที่ยังไม่ได้เข้าก็จะรีบซื้อตั๋วเข้ามาก่อนหนังจะทำการฉายจะทำการเปิดเพลงมาร์ชกองทัพบกผมชอบมากตรงเพลงมาร์ชนี่แหละครับ พอได้ยินก็รู้ว่าจะได้ดูหนังสมใจอยากแล้ว ปัจจุบันนี้ผมยังหวนคิดถึงภาพบรรยากาศที่แสนจะประทับใจสิ่งนั้นตลอด จึงทำให้ผมกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะหวนกลับคืนสู่อดีตอันแสนสุขนั้นได้ ก็คือต้องหาซื้อวีซีดีหนังไทยเก่าที่ผมยังคงประทับใจนั้นมาครอบครองและอนุรักษ์มันเอาไว้ไม่ให้สิ่งดี ๆ ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมาของเราต้องหายไปเหลือแค่ตำนาน ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับการสะสมหนังไทย ๆ และอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับหนังไทยที่ผมพอจะมามาเก็บอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ผมดีใจมากที่ยังมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ อีกหลายคนมีความคิดเหมือนกับผมถ้าพวกเรารวมตัวกันเป็นชมรมเพื่อการอนุรักษ์หนังไทยได้ก็คงจะดีไม่น้อยนะครับจะได้มีการพบปะสังสรรค์ มีนิทรรศการเกี่ยวกับหนังไทยในอดีต ผมว่าจะทำให้หนังไทยของพวกเรามีคุณค่าอีกเยอะเลยครับ
http://www.thaifilm.com/forumdetail.asp?topicid=1180&page=1&keyword=

ครบรอบ200ปีของชารล์ ดิกเก้น เดือนที่ผ่านมา และดิกเก้น เป็นนักเขียนเรื่องGreat Expectations จึงมาเล่าเรื่องภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าด้วย เด็กชายคนหนึ่งได้ช่วยโจรเอาไว้ และ เขาได้มีชีวิตวัยเด็ก ฝึกหัดวาดรูปเด็กหญิงเป็นตัวแทนของความงามโดยเข้าๆออกๆบ้านเศรษฐีพร้อมกับรักแรกของเขา คือเด็กหญิงในบ้านนั้น (ที่ออกจะหยิ่งนิดหน่อย) เมื่อโตขึ้น เด็กหญิงได้เข้าเมืองไป เขาต้องเป็นชาวประมง ทั้งๆที่รักการวาดรูปและมีสไตล์มาตั้งแต่เด็ก เขาถูกชักชวนให้เข้าเมืองด้วยการที่รักเด็กสาว จึง
ต้องการจะมีฐานะให้ใกล้เคียงกัน ทั้งๆที่อีกฝ่ายกำลังจะแต่งงาน จนสุดท้าย เขาได้เป็นศิลปินที่โด่งดัง และรู้ว่า จริงๆแล้วนั้น คนที่ช่วยอุปการะเขาคือ โจร ที่เขาเคยช่วยไว้ ส่วนเด็กสาว สุดท้ายเธอก็อยากให้โอกาสเขา และเขาก็อยากให้โอกาสเธอ เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นยังไง ว่ากันวาคาดหวังมากยิ่งผิดหวังมาก และภาพยนตร์สีสันสวยยงาม ทั้งฉาก บรรยากาศ และชุดแต่งกายสีเขียวของนางเอก ก็เป็นสัญลักษณ์ และพระเอก ก็พยายามมีชื่อเสียงในการวาดภาพ แต่ด้วยความเป็นศิลปิน ที่
แท้จริง เขาพิสูจน์อีกครั้งและดังกว่าเดิม ไม่มีใครจัดฉาก และ เขาได้รับการยอมรับ เหมือนเดิม ซึ่งบอกได้เลยว่า มาจากฝีมือการวาดภาพ ที่เป็นพรสวรรค์ ของเขาที่แท้จริงพร้อมความรัก ต่อนางเอกเหมือนหญิงสาวทำให้เขาเป็นอัจฉริยะด้วย ตอนสมัยผมเรียนศิลปะชอบมากถึงขั้นยุคนั้น ก็ผมซื้อม้วนวิดิโอมาเก็บไว้ดูหนังหลายรอบ เพราะแรงบันดาลใจของหนัง+เพลงอารมณ์ติสต์ ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=06VOMUQexj4&feature=related

บันทึกการทำงาน ตอนที่3 อาจจะมีเบื้องหลังตอนท่ี่4ก็ได้ ซึ่งดูจากการพูดคุยเบื้องหลังกองถ่ายหนังสั้นศรีปิงเมือง มีความวุ่นวาย ที่คาดไม่ถึงอยู่ด้วย และทีมงาน แต่ละคนเป็นศิลปิน จึงทำให้ต้องรอพระเอกบ้าง หรือการพูดคุยลับหลังเกินเลยเถิดถึงบุคคลในกองถ่่ายพร้อมสะท้อนปัญหาsocial networkทำให้แยกแยะเรื่องงาน-เรื่องส่วนตัวไม่ได้ และผมระลึกถึงรูปภาพที่ถ่ายมาโชว์ว่าผมตอนนั้น ก็มีการอ่านตำราทำหนัง เช่น หนังเฟมินิสต์ หนังฯลฯ จำเพื่อนนักเขียน ก็เคยพูดในเบื้องหลังหนังสั้น ตอนที่ 1 ว่าหนังสั้นนี้จะเป็นหนังแนวอวองต์การ์ด ซึ่งคำว่าอวองค์ การ์ด (แปลว่าด่านหน้า)เป็นศัพท์ทหารมาก่อนเป็นศัพท์ภาพยนตร์ ในแง่หนึ่ง คือ อาว็อง-การ์ด (ฝรั่งเศส: avant-garde,) ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงทหารกองหน้า (แวนการ์ด) รูปคุณศัพท์ของคำนี้มักใช้ในภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมัน เพื่อหมายถึงผู้คนหรืองานที่เป็นแนวทดลองหรือแนวใหม่ โดยเฉพาะในทางศิลปะ วัฒนธรรม และการเมือง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0
แต่จริงๆสำหรับผมกองถ่ายหนังก็ไม่อยากให้เป็นchaos เหมือนในสนามรบ ตอนนี้หลังจากหนังถูกประเมินโดยโครงการฯ แล้วก็แก้ไขไปอยากให้จบสวยงาม
http://www.youtube.com/watch?v=IFYCG6VhPF4

Vertigo Trailer เป็นหนังของฮิทคฮ้อต ที่อาร์ตในแง่นำศิลปะไซเคลิก มาใช้เป็นสัญลักษณ์ในหนัง ซึ่งไซเคลิกเป็นศิลปะอาการเมายา สือความหมายลึกลับซับซ้อนขดวงกลม ทั้งปอยผม และวงต้นไม้ สะท้อนผ่านเรื่องฉาก และเนื้อเรื่องเหนือจริงว่าคนตายในอดีต สามารถมาเอาชีวิตคนที่ยังอยู่ ในภาพหลอนของความจริง และความร้สึกกึ่งฝันผ่านเรื่องการสืบสวน
http://www.youtube.com/watch?v=trDqSL_RAsY
หนังเรื่องคนนอกของกามูร์
http://www.youtube.com/embed/KfssRWwEh6o
เมื่อผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคนในเฟซบุ๊ค ซึ่งจริงๆ ผมขอบคุณเรื่องมาแลกเปลี่ยนกับคุณสอนศิลปะ คือ มุมมองของเรื่องกามูร์ น่าสนใจตรงคนไทยยังได้รับอิทธิพลกันเช่น สุชาติ สวัสดิ์ ศรี ยังเห็นเรื่องความไร้สาระของชีวิต และแอบเสริด์ ด้วยในแง่หลัง14 ตุลา ซึ่งต้องอธิบายยาวหน่อย น่ะ ครับ
มุมมองในแง่หนึ่งที่คนไทย นำมาอธิบายหรือผมอยากบอกว่า บางคนก็บอกว่างานอย่างชาติ กอบจิตติ ก็ได้อิทธิพลของกามูส์ เช่น คำพิพากษาของไอ้ฟัก ที่ทำดีไม่ได้ดี สุดท้ายติดสุรา หาว่าเอาแม่เลี้ยงเป็นเมีย ถูกสังคม หมู่บ้านลงทัณฑ์ ไม่มีใครเชื่อว่าเขาคนต่ำต้อย จะเป็นคนดีอันนี้ง่ายๆ ว่า ไอ้ฟัก ภารโรง จะดีเหมือนคนทั่วไป น่ะครับ
1.ผมมองในแง่ ที่มีคนอธิบายเรื่องคนนอกกับอิทธิพลในสังคมวรรณกรรมไทย 2.การอธิบายเรื่องนี้ มันทำให้เห็นว่าความเป็นไปได้ของการตัดสินและความยุติธรรมสัมพันธ์อยู่ในเรื่องคนนอก ที่เมอโซ ถูกขึ้นศาลตัดสิน หรือเราจะเอาทางเลือกแบบศาลเตี้ยไทยๆ ที่พิพากษาไอ้ฟัก ถ้ามีโอกาสเราคุยแลกเปลี่ยน ตั้งคำถามกันใหม่ เดี๋ยวผมขอตัวไปทำธุระก่อน ขอบคุณน่ะครับ

ผมเกรงใจเหมือนกัน ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว ครับ ซึ่งผมก็คาดไม่ถึงว่าเราจะคุยกันยาวขนาดนี้
1.เวลาผมเล่ามุมมองวรรณกรรม หนังสื สองเล่ม ก็มาจากเรื่องที่คนใช้วิธีการอ่าน ตีคาม หนังสือหลายแบบ เช่น วิธีการอ่านแบบเปรียบเทียบ  หรือ สมมติการเปรียบเทียบเชิงศิลปะ ในแง่ความเหมือน และความต่าง ซึ่งสามารถค้นหาได้ด้วย
2.การคิดเรื่องหนังสือสองเล่ม เป็นคนละเรื่อง จากบริบทสังคม เป็นสิ่งที่ใช่ในแง่มุมนี้ แต่ก็มีวิธีการอธิบายหนังสือในแบบต่างๆ เช่นเดียวกัน
3.เวลาผมกลับไปอ่านศึกษาวรรณกรรมซีเรียสของกามูส์ ก็นึกถึงซาสตร์ ที่มีลักษณะร่วมยุคเดียวกันเคยเขียนถึงหนังสือเรื่องคนนอกของกามูส์ ซึ่งทั้งสองคน ก็ถูกจัดเป็นปรัชญาอัตถิภาวะนิยม-แอบเสริด์ ในฝรั่งเศส-ยุโรป ซึ่งมีการอธิบายเชิงปรัชญายากจะเข้าใจง่ายด้วย
4.เวลาคิดถึงเนื้อหาของคนนอก รวมถึงแง่มุมอัตถิภาวะนิยม-แอบเสริ์ด ณ ขณะเวลาปัจจุบันของผม ก็พบข้อจำกัดของตน จะเข้าใจง่ายในแง่ปรัชญาความเป็นอยู่ในโลกมนุษย์ แต่ผมอธิบายง่ายๆอย่างไม่ได้มองโลกแง่ร้าย เหมือนที่บางคนบอกว่าปรัชญาอัตภิภาวะนิยม เป็นพวกมองโลกแง่ร้าย เพราะว่า ผมอ่านจบนิยายคนนอก ก็มีทางเลือกในโลกของการมองโลกแง่ร้ายและการมองโลกแง่ดี เป็นการสรุปสั้นๆ  คือ ย้อนกลับไปที่เมอโซ คาดไม่ถึงฆ่าคนตาย ถ้าโลกนี้ไม่มีพระเจ้ากำหนดชีวิตมนุษย์ แล้วเราจะทำอยย่างไร? กับเหตุการณืที่คาดการณ์และควบคุมไม่ได้ ในฐานะนักเขียน คาดการณ์เขียนงานให้เสร็จไม่่่ได้ดังใจ หรือ ศิลปินวาดรูปไม่ได้อย่างคาดหวังก็ตาม โดยส่วนตัวของผม ก็ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนเขียนแล้ว โชคดีมีความหวังในนชีวิต ครับ
mono-life in mono เป็นเพลงประกอบหนังGreat Expectations
The stranger sang a theme
From someone else’s dream
The leaves began to fall
And no one spoke at all
But I can’t seem to recall
When you came along
Ingenue

Ingenue
I just don’t know what to do

The tree-lined avenue
Begins to fade from view
Drowning past regrets
In tea and cigarettes
But I can’t seem to forget
When you came along
Ingenue

Ingenue
I just don’t know what to do

Ingenue
I just don’t know what to do

Ingenue
I just don’t know what to do

Ingenue
I just don’t know what to do

Ingenue (fade out)

http://www.stlyrics.com/lyrics/greatexpectations/lifeinmono.htm

http://www.youtube.com/watch?v=06VOMUQexj4&feature=related

วันที่12-22-31มีนา 55
วันที่ 14 มีนาคม
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี: พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนย้ายที่ชุมนุมจากสนามหลวงไปยังรอบ ๆ ทำเนียบรัฐบาล
วันถึงแก่กรรม
พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1883) – คาร์ล มาร์กซ นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน (เกิด 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2361)
พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) – อิศรา อมันตกุล นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ (เกิด 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2464)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล

วันไวท์เดย์ เป็นวันที่ผู้ชายมอบคุกกี้หรือลูกกวาดให้เป็นของขวัญแก่ผู้หญิงที่ให้ช็อคโกแล็ตแก่ตนใน

วันที่ 15 มีนา เป็นวันตำรวจสากล ส่วนวันที่ 15 มีนา 55 มีเรื่องไม่ดีและดีปนกันพบเจอผู้คนที่อยากเจอสองคนในวันพระ หลายวันต่อมาผมพบผู้คนมากมายและครอบครัว มาถึงวันพระ ก็พบเจอคนที่อยากเจอ(ในวันที่22 มีนา 55 ก็ร้านอาหารญี่ปุ่นที่กินประจำบอกครบรอบอยู่เชียงใหม่มาสิบปี แต่อากาศไม่ดี บ่นเรื่องหมอกควัน)

วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) – ปรากฏการณ์ ซุปเปอร์มูน (super moon )พระจันทร์เต็มดวงใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 18 ปี ในระยะ 356,577 กิโลเมตร อีกทั้งยังตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงพอดี ซึ่งมนุษย์จะเห็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ สว่างขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์

-หนังเล่าถึงเรื่องยุค1960กับสองหนุ่มสาว ฝ่ายหนึ่งทำงานหนังสือพิมพ์ชอบอ่านนิยายกำลังภายในคิดอยากเขียนนิยาย กับอีกฝ่ายชอบอ่านนิยายทำงานเป็นเลขาฯ ทั้งสองเช่าห้องติดกันในชุมชนชาวเชี่ยงไฮ้ที่ย้ายมาอยู่ในฮ่องกง เพราะบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ทั้งคู่เป็นสองสามีและภรรยา ที่คู่สมรสเดินทางบ่อยต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง และหนังเต็มไปด้วยบรรยากาศความวิตกกังวลไม่แน่นอนวาระคืนเกาะฮ่องกงให้จีน แต่ละคนทำตัวให้ดูดีแต่งกายสวยงาม แม้ว่าภายในเต็มด้วยความทุกข์ แล้วการเช่าห้องติดกันทำให้เพื่อนบ้านสนิทกันเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีความอบอุ่น ผูกพัน แต่ความเป็นส่วนตัวหายไป โดยหนังใช้โลเกชั่นในกรุงเทพฯ ที่บรรยากาศฮ่องกงในอดีตหายไป เช่น โลเกชั่นสนพ.ซิงเสียนเยอะเป้าและสถานีดับเพลิงบางรัก ส่วนโลเกชั่น ที่พระเอกพูดถึงความลับก็ไปถ่ายทำมุมกล้องถึงนครวัดของกัมพูชา… (ลองหาดูเนื้อหาคนอธิบายหนังของหว่องฯ และดูหนัง In the Mood for love น่ะครับ) ส่วนตัวผมจะต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัด น่ะครับ
สถานนีดับเพลิงบางรัก เป็นสถานที่ยังไม่ลืมในความลับรักของIn the mood for love….

โดยจริงๆ เดือนนี้ผมเกือบได้เดินทางไปทางอีสาน และจันทบุรี แต่ติดเคลียร์คิวงานไม่เสร็จ จึงไปดูแค่บางที่บางรัก สถานีดับเพลงบางรัก และบางแห่งในความลับ…เวลาผ่านไปครบรอบหนึ่งปีที่ไปปาย

-ภาพเล่าถึงการเดินทางกลับบ้านเกิด แต่เมืองนอนสุดท้ายของชีวิตยังไม่แน่นอน ถ้าการเดินทางเป็นประเด็นของThe Longest Journey(นิยายของE.M.Forster) หรือ ชีวิต คือ การออกไปเผชิญชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง(Life is a Journey Not a destination by Ralf Waldo Emerson) พร้อมภาพประกอบ ณ สถานีรถไฟ
โดยส่วนใหญ่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาตัดต่อเล่าเรื่องเดินทางผ่านยูทิว จึงนำรูปแปะที่เฟซบุ๊คแทน แต่ผมเหมือนเดินทางในหนังinception ยังไม่ถึงเชียงใหม่ รอคอยแสงสว่าง…ในห้วงคำนึงการเดินทางจากบางซื่อ-บางรัก แม้ไม่มีเวลาเขียนอะไรนัก ครับ

จอหน์ คีตส์ กวีที่มีอายุอยู่ในโลกน้อยแค่27 ปี กล่าวถึงชีวิตของมนุษย์ นั้น เป็นเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืน แต่เสียงอ่อนหวานของเสียงนกไนติงเกิล เป็นอมตะ ในบทกวีของเขาเองไว้ ….. และหนังDead Poets Society ซึ่งครูคิตติ้งไม่เห็นด้วยว่าจะทำความเข้าใจบทกวีโดยวัดจากตัวเลข และกราฟ จากแบบเรียนการสอนเรื่องบทกวีในโรงเรียน และคูรคิตติ้ง กับชื่อที่มาเชื่อมโยงจอหน์ คีตส์ ในคำว่า ode=บทรำพึง.. และคูรคิตติ้ง ก็ให้นักเรียนเรียกเขาว่า กัปตัน อันเป็นที่มาจากบทกวีของวอลท์ วิทแมน โอ มาย กัปตัน ซึ่งในหนังในเรื่องDead Poets Society-สื่อถึงวอลท์ วิทแมน ก็บ่อยมาก และวอลท์ วิทแมน เป็นกลุ่มสายเดียวกัน คือ พวก transdentalism เชื่อในธรรมชาติ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งบทกวีของทอดส์ ตัวละครในหนัง ที่มีฉากแต่งกวีสดหน้าชั้นเรียน ก็มาจากครูคิตติ้ง พูดถึงบาบาริก(ป่าเถื่อน)เพื่อปลุกสัญชาติญาณ และความรู้สึกของทอด(ตัวละคร-ลูกศิษย์) คือ Yawp จากบทกวีของวอลท์ วิทแมน ซึ่งฉากในหนังก็คิตติ้งชี้รูปวอลท์ วิทแมน(ซับไตเติ้ลแปลถึงการชี้รูปให้ดูรูปลุงวอลท์!) และเขาปลุกความสามารถของทอดส์ จากเพื่อนขบขันเขา เป็นยอมรับเขาได้ โดยเทคนิคการสอนของครูคิตติ้ง ไม่ว่าการกล่าวถึงภาษา ว่า คือ อะไร ซึ่งนักเรียนตอบว่า การสื่อสาร แต่ครูคิตติ้งตอบว่า คือ การเกี้ยวสาว!(ซับไตเติ้ลไทยแปลอย่างนี้) ส่วนตอนจบของหนังที่มีความซาบซึ้ง ก็นักเรียนเรียกคิ้ตติ้งว่า มาย กัปตัน และยืนบนโต๊ะ ซึ่งคิตตี้งสอนให้รู้จักความแตกต่างจากการยืนบนโต๊ะเป็นอีกมุมมองหนึ่ง แล้วนักเรียนก็ร่วมกันยืน ก่อนที่ครูคิตติ้ง ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนไป และครูคิตต้ง ก็พูดว่า Thank you boys, Thank you.( ขอบคุณ นักเรียน(boys แปลว่า นักเรียนได้ด้วย) ขอบคุณ)

Pecker จิ๊จ๊ะเจ๊าะแจ๊ะ โฟกัสรักเพคเกอร์ เป็นหนังเรื่องเกี่ยวกับนักถ่ายภาพมือสมัครเล่น กลับโด่งดังง่ายดาย จากเรื่องราวครอบครัว ชุมชน โดยสังคมตรงกันข้ามเมืองนิวยอร์ค โดยอาจจะสื่อถึงช่างภาพคนนี้ ถ่ายภาพอารมณ์ลึกซึ้ง ที่แอบซ่อนดำดิ่งอยู่ในร่างกาย ผู้คน และเมืองของเขาได้ดี หรือจะกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า Keep your pecker up แปลว่า มองในแง่ดีไว้…

ดูหนังคลายเครียดจากข่าวการเมืองโดยหนังล่้อเลียนวิวัฒนการของมนุษย์จากไอคิวถึงครอบครัว มาการเมืองเป้นหนังตลกเบาสมอง มีสาระบ้าง คือ Idiocracy ชื่อไทยว่าอัจฉริยะผ่าโลกเพี้ยน …เมื่อพลทหาร จอห์น โบเวอร์ส หนุ่มผู้มีสติปัญญาระดับ “พื้นๆ” อาสาเข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่องการยืดชีวิตมนุษย์ด้วยการ “แช่แข็ง” แต่พวกนักวิจัยดันลืมคืนชีพให้เขาจนเวลาล่วงเลยไปถึงห้าร้อยปี เมื่อเขาฟื้นมาก็พบว่าโลกในยุคนั้น ผู้คนต่างโง่เง่ากว่าเขากันหมด จอห์นเลยกลายเป็นอัจฉริยะในโลกของคนโง่ไปโดยปริยาย และเขาเป็นผู้ชายซื่อๆ ในเรื่องผู้หญิง และการปกครองคน โดยเขาเป็นประธานาธิบดี ทำให้คนเชื่ออัจฉริยะอย่างเขาเอง แม้ว่าจริงๆเขาจะฉลาด หรือไม่ก็ตาม เพราะว่่่าปัญหาของความจริงว่าแม้ว่าเขาเป็นเหมือนอัจฉริยะก็ไอคิวสูง แต่คนฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่เชื่อเขาพูดก็ได้ เป็นสิ่งท้าทายต่องานเขาเอง ในฐานะนำwater มารดน้ำต้นไม้แทนน้ำดื่มบำรุงกำลังร่างกาย(ฮา)

เมื่อมนุษย์เป็นเรื่องของชีวิตผ่านเรื่องราวหลายแบบของการจดจำ ในสมอง ที่มีอดีต ความรู้สึก และประสบการณ์ ที่เคยมีอยู่ในช่วงวัยเด็ก ผ่านมาสู่วัยผู้ใหญ่ โดยภาพยนตร์สะท้อนเรื่องการโหยหาอดีต จากความรักในภาพยนตร์วัยเด็ก ความผูกผันของคนฉายหนังต่างวัย และพัฒนาการของวัยเด็ก การเรียนรู้ ความรัก มาวัยรุ่่่น สู่วัยผู้ใหญ่ ก็บางด้านของความซับซ้อนของความรัก เป็นเรื่องแรงบันดาลใจในแง่หนึ่งทำให้เด็กกลายเป็นคนทำงานภาพยนตร์ เป็นชายผู้กำกับหนังอย่างที่เขาเคยมีความฝันสมัยชอบโรงหนังและหนังคลาสิคเรื่องนี้ มีผู้คนพูดถึงอยู่เสมอๆ ถ้าใครสนใจฉากบรรยากาศอิตาลี ยุคสมัยฟิลม์สำหรับเครื่องฉายหนัง และถ้าแค่เฉพาะประเด็นความสนุกของภาพยนตร์ ก็ทำให้ดูหนังมีเส่น่หความสุขแล้ว น่ะครับ TRAILER: Cinema Para?so

Inception…จริงหรือ? ความฝันเปลี่ยนคนได้ เมื่อโลกยอกย้อนซ้อนเงื่อนในความฝันของสมอง ที่ถูกควบคุม ในจิตใจมนุษยื ที่มีความลับซ่อนอยู่่ในใจ และงานของพวกหัวขโมยความลับจากความฝันของคน เพราะความคิดแพร่กระจายง่าย และเซลลล์เล็กในสมองเป็นส่วนที่ความคิดเล็กๆ ฝังอยู่ฆ่าไม่ตาย ซึ่งควบคุมปมในสมองทั้งหมด เป็นเรื่องจิตไร้สำนึก ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ความฝัน เป็นพลัง ที่มักเอ่ยถึงต้องปลูกสร้างจิตสำนึกของคนมากไม่ง่ายกว่าคนๆ นั้น จะเป็นอย่างนี้ได้ ในความแปลกของคนนอก แต่เขาเข้าไปอยู่ในฝัน เริ่มสร้างโลกการต่่อสู่ช่วงชิงจิตใจ เพื่อควบคุมคนได้ แต่ปัญหาของลิมโบ หรือสถานที่ถูกลืม มีเรื่องมากวุ่นวายปมในใจของพระเอก ที่มีต่อภรรยาเหมือนไม่ง่ายในการควบคุมจิตใต้สำนึกตัวเอง
ตอนจบลูกข่างหมุนเป็นสัญลักษณ์ ที่คนตีความกันมาก และเพื่อนของผม ก็บอกว่าคริสโตเฟอร์ โรแนน ผู้กำกับแบทแมน ภาคล่าสุด ก็เล่นเรื่องซ้อนความจริงสลับซับซ้อนจริงๆ แต่ผมคิดว่าการจบแบบกำกึ่งความจริง+ฝัน ก็ดีกว่าไม่มีทางเลือกในลิมโบ เพราะความchaos ก็เป็นเรื่องที่อาจจะคาดไม่ได้ของการเตรียมตัวเข้าไปในลิมโบ คือ สถานที่ถูกลืม น่ะครับ

The Verve – BITTER SWEET SYMPHONY
‘Cause it’s a bittersweet symphony, this life
Try to make ends meet
You’re a slave to money then you die
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah,

No change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
But I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no

Well I never pray
But tonight I’m on my knees yeah
I need to hear some sounds that recognize the pain in me, yeah
I let the melody shine, let it cleanse my mind, I feel free now
But the airways are clean and there’s nobody singing to me now

No change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
And I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no
I can’t change
I can’t change

‘Cause it’s a bittersweet symphony, this life
Try to make ends meet
Try to find some money then you die
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the things meet yeah

You know I can’t change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
And I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no

I can’t change my mold
no, no, no, no, no,
I can’t change
Can’t change my body,
no, no, no

I’ll take you down the only road I’ve ever been down
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
Been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down
Have you ever been down?
Have you’ve ever been down?

Better Together: Jack Johnson และขอให้ประสบความสำเร็จ คิดสิ่งใดสมปรารถนา ครับ
ด้วยกันระหว่างทาง: แปลโดย อากาศกวี
There’s no combination of words
I could put on the back of a postcard
No song that I could sing
But I can try for your heart
ไม่อาจหาคำความหมายใดๆ นั้น
บรรจุลงสั้นๆ หลังโปสการ์ด
ให้ร่ำร้องบทเพลง ก็มิอาจ
ได้เพียงวาดความหวังยังใจคุณ
Our dreams, and they are made out of real things
Like a, shoebox of photographs
With sepiatone loving
Love is the answer,
At least for most of the questions in my heart
ระหว่างเราเฝ้าฝันของวันนี้
ดั่งภาพถ่ายไร้สีในกล่องอุ่น
ความรักคือคำตอบน้อมการุณย์
จากคำถามคุ้นๆ จากใจฉัน
Like why are we here? And where do we go?
And how come it’s so hard?
It’s not always easy and
Sometimes life can be deceiving
I’ll tell you one thing it’s always better when we’re together
ไปไหนและเพื่ออะไร?
การเดินทางไปใช่ ง่ายๆ นั้น
บางครั้งบางคราอาจหลงทางพลัน
หากคุณเดินพร้อมฉัน ไม่เดียวดาย
[Chorus:]
MMM it’s always better when we’re together
Yeah, we’ll look at them stars when we’re together
Well, it’s always better when we’re together
Yeah, it’s always better when we’re together
เชื่อว่าระหว่างทางจะดี
และเชื่อว่าจะมีดวงดาวให้ปีนป่าย
เชื่อว่าระหว่างทางจะมีความหมาย
บนเส้นทางง่ายๆ ระหว่างเรา
And all of these moments
Just might find their way into my dreams tonight
But I know that they’ll be gone
When the morning light sings
And brings new things
For tomorrow night you see
That they’ll be gone too
Too many things I have to do
ทุกเมื่อเชื่อคืนวัน
ระหว่างทางระหว่างฝันอันบางเบา
และฉันรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะจางเอา
เมื่อแสงเช้าเข้าส่องต้องแตะตัว
และแสงฉายวายวาดเช่นฉากใหม่
สำหรับคืนวันอันถัดไปใช่สลัว
อาจทั้งสองต้องการไปให้ถึงทั่ว
และอาจมีสิ่งที่กลัวที่ต้องทำ
But if all of these dreams might find their way
Into my day to day scene
I’d be under the impression
I was somewhere in between
With only two
Just me and you
Not so many things we got to do
Or places we got to be
We’ll Sit beneath the mango tree now
แต่หากเป็นความฝันที่ท้าทาย
ในฉากวันอันวาดไว้คอยชี้นำ
ประทับตราตรึงใจให้ลึกล้ำ
ระหว่างค่ำระหว่างวันอันท่องไป
เฉพาะเราสองคน
ฉันและคุณหมุนวนล้นฝันใฝ่
อาจจะมีหลายสิ่งที่กินใจ
อาจจะมีหลายที่ไปในเส้นทาง
It’s always better when we’re together
Mmmm, we’re somewhere in between together
Well, it’s always better when we’re together
Yeah, it’s always better when we’re together
ลึกๆ แล้วรู้สึกดี
หากหนทางที่มีไม่เคยห่าง
ลึกๆ แล้วระหว่างทาง
ไม่เหินห่างจืดจางลงกลางครัน
MMmmmm MMMmmmm Mmmmmm
I believe in memories
They look so, so pretty when I sleep
Hey now, and when I wake up,
You look so pretty sleeping next to me
But there is not enough time,
And there is no, no song I could sing
And there is no, combination of words I could say
But I will still tell you one thing
We’re better together.
ฉันเชื่อในความทรงจำ
สิ่งซึ่งสวยงามล้ำย้ำความฝัน
และเมื่อตื่นฟื้นคืนวัน
อยากเห็นสิ่งสวยงามนั้นข้างๆ คุณ
อาจมีเวลาไม่พอเพียง
อาจไม่มีเสียงเพลงที่เคยคุ้น
ไม่อาจเอ่ยคำใดๆ ได้สำหรับคุณ
สิ่งเดียวที่รอลุ้นคือ “ร่วมทาง”
lonelysyndrome.exteen.com/20110108/better-together-jack-johnson

Gordon Lightfoot – Carefree Highway เวอร์ชั่น coverใหม่ น่ะครับ
Pickin’ up the pieces of my sweet shattered dream I wonder how the old folks are tonight Her name was Ann and I’ll be damned if I recall her face She left me not knowin’ what to do Carefree highway, let me slip away

on you
Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Turnin’ back the pages to the times I love best I wonder if she’ll ever do the same Now the thing that I call livin’ is just bein’ satisfied With knowin’ I got no one left to blame
Carefree highway, got ta see you my old flame Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you

Searchin
’ through the fragments of my dream-shattered sleep I wonder if the years have closed her mind I guess it must be wanderlust or tryin’ to get free From the good old faithful feelin’ we once knew
Carefree highway, let me slip away on you Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Let me slip away on you
Carefree highway,
got ta see you my old flame
Carefree highway,
you seen better days
The mornin’ after blues from my head down to my shoes
Carefree highway, let me slip away Slip away on you

โดยนำเพลงเก่าเล่าไปแล้วมาเล่าใหม่ ซึ่งปิดท้ายด้วยเพลงๆ ไทยไม่ใช่เพลงทหาร แม้สงสัยว่าอดีตทหารอากาศตอนนี้เป็นรมว.กระทรวงกลาโหมคนแรก หรือเปล่า ส่งท้ายด้วยเพลงขอพบในฝัน

ขอพบในฝัน
บ้านคนรักสุนทราภรณ์ http://www.websuntaraporn.com
คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน
ฉันชื่นใจเมื่อได้เห็น
หัวใจเต้นเพราะได้เห็นดวงหน้า
เฝ้าแต่มองมิคลายสายตา
ชื่นนักหนาชักพาสุขฤทัย

ฉันจ้องมองเป็นหนักหนา
เห็นเธอเต็มตาแล้วก็พาเพลินได้
เปรียบดังยารักษาดวงใจ
ชุบอารมณ์ให้สดใสชื่นชีวัน

มองขอมองให้ชื่นใจ
เดี๋ยวเธอจะจากไปเหมือนใจจะขาดพลัน
ต้องโศกศัลย์เพ้อรำพัน
เห็นเพียงหน้ากันไม่พอฉันสุขใจ

แม้จากไปใจคงเหงา
ฉันคงจะเศร้าทุกข์จะเผาทรวงไหม้
อกจะตรมทุกข์ถมทรวงใน
ขวัญเอยเมื่อไหร่จะได้เจอกัน

ขวัญจากไปใจก็หาย
ฉันแสนเสียดายคิดไม่วายใจสั่น
อยากจะเจอเห็นเธอทุกทุกวัน
เธอกับฉันยังไม่ทันจะพูดจา

แม้ตื่นไม่ได้เจอขวัญ
ขอให้ฉันพบในฝันดีกว่า
จะได้พร่ำน้ำคำนำพา
ฝันคงเพลินกว่าอาจหาสุขด้วยกัน

เพียงเห็นกันไม่ชื่นเชย
นิจจาโอ้อกเอ๋ยมิเคยสัมผัสกัน
แต่ในฝันสองเรานั้น
เนื้อตัวเราถูกกันเสพสวรรค์ยั่งยืน

ขอให้เจอเธอในฝัน
เพราะว่าที่นั่นฝันร่วมกันคงชื่น
อยากจะฝันเห็นกันทุกวันคืน
ฝันดีกว่าตื่นสดชื่นสุขใจ

http://www.websuntaraporn.com/suntaraporn/lyric/postlyric.asp?GID=27

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s