ประวัติศาสตร์ชีวิตส่วนตัวและการเปลี่ยนยางใน-ยางนอกของล้อรถมอเตอร์ไซด์-screen play-(Shero(Hero),วีรชน,ความรักกับทุน(capitalหรือเมืองใหญ่)-เภสัชกรรมไทย-Culture-Virtue-vision

6-7-8-9ก.พ.55
ประวัติศาสตร์ชีวิตส่วนตัวและการเปลี่ยนยางใน-ยางนอกของล้อรถมอเตอร์ไซด์-screen play-(Shero(Hero),วีรชน,ความรักกับทุน(capitalหรือเมืองใหญ่)-เภสัชกรรมไทย-Culture-Virtue-vision

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
The Government Lottery Office
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 01 กุมภาพันธ์ 2555
รางวัลที่ 1
320605
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
749 426 498 598
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
32
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 28 เลขที่ 320605
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 70 เลขที่ 320605
http://www.glo.or.th/
Day for Night (1973) Trailer เมื่อผมคิดถึงเรื่องศัพท์ภาพยนตร์ day for night การถ่่ายทำหนังในเวลากลางวันให้เป็นกลางคืน และวันเวลา ก็นำหนังของทรุฟโฟต์รื่องนี้มาดูทริลเลอร์กัน day for night มีคนเขียนเกริ่นเรื่องทั้งรักทั้งเกลียด และอาการประเภท ฝันดีฝันร้ายของการทำหนังได้โดดเด่นเรื่องหนึ่ง-นั่นคือ Day for Night…

ในฐานะศัพท์ภาพยนตร์ของการถ่ายกลางวันให้เป็นกลางคืน(day for night) หรือกล่าวได้ว่าเป็นมายาหนึ่งของกระบวนการผลิตภาพยนตร์ และทรุฟโฟต์ ก็นำศัพท์นั้นมาเป็นชื่อหนังของเขา เล่าเรื่องความวุ่นวายของกองถ่าย และศูนย์รวมความน่าปวดหัวของผู้กำกับโดยทรุฟโฟต์เล่นแสดงเป็นผู้กำกับ และหนังของทรุฟโฟต์ ที่มีการเปรียบเทียบกับเพื่อนในกลุ่มนิวเวฟ มีความราบเรียบกว่า มีชีวิตและเป็นมิตร เพราะในแง่การทดลอง และเทคนิคของทรุฟโฟต์ ไม่เด่นเท่าโกดาร์ และบทหนังเป็นบทสนทนาไม่บาดคมติดหู แต่ทรุฟโฟต์ชดเชยให้ตัวแสดงเป็นมิติ รับ-ส่งบทเป็นเรื่องราวสัมพันธ์กัน
ซึ่งสตีเว่น สปีลเบริก์ ก็ยกย่องให้ทรุฟโฟต์ เป็นผู้เปิดมุมมองเรื่องภาพยนตร์แก่เขา และหนังเรื่องDay for night เป็นหนังในดวงใจตลอดกาล และday for nightของทรุฟโฟต์ เป็นคล้ายจดหมายรักต่อหนังcitizen kaneของออร์สัน เวลส์ หนัง ในแง่Day for night ของทรุฟโฟต์ เป็นหนังซ้อนหนัง สะท้อนเรื่องอุปสรรคกองถ่ายหนัง เป็นทั้งฝันร้ายและฝันดี

6 ก.พ.
พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) – พรรคไทยรักไทยนำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป
วันเกิด
พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1876) – พระสรลักษณ์ลิขิต จิตรกรวาดรูปคนเหมือนคนแรกของประเทศไทย (ถึงแก่กรรม 16 สิงหาคม พ.ศ. 2501)
พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) – ยอดรัก สลักใจ (นิพนธ์ ไพรวัลย์) ศิลปินแห่งชาติและนักร้องลูกทุ่ง (ถึงแก่กรรม 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551)
http://th.wikipedia.org/wiki/6_%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C

วันที่ 7 กพ ครบรอบ200 ปี ชาร์ล ดิกเก้นศ์ นักเขียน ผูู้ที่กูเกิ้ลทำรูปให้ ร่วมยุคคารล มารกซื ที่เขียนเรื่องทุน และผมเคยเล่าเรื่องความรัก และทุนของมารกซ์ มีประวัติชีวิตอยู่ช่วงสมัยดิกเก้น ด้วย ครับ
ชาร์ลส์ จอห์น ฮัฟแฟม ดิกคินส์ (Charles John Huffam Dickens) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Charles Dickens นักประพันธ์ นักเขียน ชาวอังกฤษ ที่มีนามปากกาว่า “โบซ” (Boz) เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2355 เกิดที่เมืองแลนด์พอร์ท แฮมเชียร์ อังกฤษใต้ สหราชอาณาจักร
http://scoop.mthai.com/google_news/3939.html

เภสัชกรรมไทยจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
เภสัชกรรมไทย

เนื้อหา [ซ่อน]
1 ประวัติ
1.1 สมัยสุโขทัยและอยุธยา
1.2 สมัยรัตนโกสินทร์
1.3 เภสัชกรรมในแบบตะวันตก
2 ดูเพิ่ม
3 อ้างอิง

[แก้] ประวัติ[แก้] สมัยสุโขทัยและอยุธยาการเยียวยารักษาโรคนั้นเกิดควบคู่กับชนชาติไทยมานานแล้ว ในสมัยสุโขทัย มีจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงหลักหนึ่งที่จารึกถึงการบำบัดรักษาโรคของคนไทยว่าใช้ยาสมุนไพร มีการปลูกสมุนไพรที่เขาหลวงและเรียกชื่อแพทย์ตามความชำนาญ อาทิ เนครแพทย์ โอสถแพทย์ โรคแพทย์ เป็นต้น

ครั้นต่อมาในสมัยอยุธยา อิทธิพลความคิดและวิวัฒนาการของชาวตะวันตกเริ่มเผยแพร่สู่ไทยมากขึ้น เคยมีบันทึกของลาลูแบร์ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ไว้ว่า “การแพทย์ของชาวสยามไม่นับว่าเป็นวิทยาศาสตร์ หมอสยามไม่มีหลักการปรุงโอสถ ปรุงไปตามตำรับเท่านั้น และชาวสยามไม่รู้จักการศัลยกรรมและกายวิภาคศาสตร์ หมอสยามไม่มีหลักในการปรุงยา ได้แต่ปรุงไปตามตำราเท่านั้น หมอสยามไม่พยายามศึกษาสรรพคุณยาแต่ละชนิด นอกจากจะถือเอาตามตำราที่ปู่ยาตายายสอนต่อๆ กันมา โดยไม่มีการปรับปรุงอะไร”[1]

การรวมรวมองค์ความรู้ทางยาครั้งแรกเกิดขึ้นในรัชสมัยพระนารายณ์มหาราชในตำรับพระโอสถพระนารายณ์ ถือเป็นตำรายาไทยเล่มแรกและเป็นเภสัชตำรับฉบับแรกของประเทศไทย มีมาตราตวงยาเรียกว่า “ทะนาน” ตัวยาส่วนมากได้จากธรรมชาติ ทั้งนี้ การบำบัดรักษายังคงความเชื่อเรื่องบุญกรรมของพระพุทธศาสนา[2] ในสมัยอยุธยาได้มีหลักฐานว่ามีคลังยาหรือโรงพระโอสถในราชสำนักเกิดขึ้นแล้ว ส่วนประชาชนนิยมซื้อยาสมุนไพรบริเวณ “ย่านป่ายา” ในเขตริมกำแพงเมือง แม้ขณะนั้นมียาฝรั่งเข้ามาในประเทศไทยแล้ว แต่คนไทยก็ยังนิยมการใช้ยาสมุนไพรมากกว่า[3]

[แก้] สมัยรัตนโกสินทร์การแพทย์ของไทยในช่วงต้นของบบสมัยรัตนโกสินทร์ลลยังคงรูปแบบเดิมจากสมัยอยุธยาคือ การใช้สมุนไพรเป็นหลักและใช้ยาที่ถ่ายทอดองค์ความรู้จากปู่ยาตายาย ในสมัยบบพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการแยกเภสัชกรรมออกจากเวชกรรมเป็นครั้งแรก โดยมีกรมหมอแยกกับกรมพระเครื่องต้น ซึ่งทำหน้าที่ปรุงยาตามฎีกา

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าจ้าอยู่หัว มิชชันนารีชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาเผยแพร่บทบาทในประเทศไทยมากขึ้น และได้นำความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาพร้อมๆกันด้วย หมอบลัดเลซึ่งเขามาในสมัยนั้น ได้เปิดร้านยาฝรั่งร้านแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2378 ที่ตำบลวัดเกาะ[4] เริ่มมีการผ่าตัดพระสงฆ์เป็นครั้งแรกในกรุงสยามและการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการชำระคัมภีร์แพทย์และเรียบเรียงเป็นตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง 10 คัมภีร์ นับเป็นตำรายาไทยเล่มที่ 4 หลังจากตำรับพระโอสถพระนารายณ์ จารึกยาวัดราชโอรส และจารึกยาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งตำรายาดังกล่าวยังใช้เป็นเกณฑ์ในการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทย์แผนไทย มาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราชใน พ.ศ. 2431 และจัดตั้งโรงเรียนแพทยากรในปี พ.ศ. 2432 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนราชแพทยาลัย โดยนักเรียนแพทย์ต้องเรียนทั้งการบำบัดรักษาและการปรุงยาไปพร้อมๆกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 มีการจัดตั้งกองโอสถศาลาขึ้น สังกัดกระทรวงธรรมการ และผลิตยาโอสถศาลาหรือยาตำรับหลวงขึ้น ในปี พ.ศ. 2445 ซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปเป็นยาสามัญประจำบ้านแล้ว ซึ่งตำรับยาดังกล่าวได้กระจายไปยังหัวเมืองต่างๆ เพื่อให้หัวเมืองมีทางเลือกในการบำบัดรักษาโรคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยาโอสถศาลานับว่าเป็นายาสมัยใหม่ที่คนไทยไม่นิยมใช้ จึงยังคงผลิตยาแผนไทยโบราณโดยให้โอสถศาลาผลิต “ยาโอสถสภาแผนโบราณ” ออกจำหน่ายทั้งสิ้น 10 ขนาน[5]

[แก้] เภสัชกรรมในแบบตะวันตก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระบิดาแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมไทยการศึกษาเภสัชกรรมแบบตะวันตกหรือเภสัชกรรมแผนปัจจุบันในประเทศไทยนั้น สถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการในฐานะโรงเรียนแพทย์ปรุงยาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยดำริของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัยในสมัยนั้น จนมีคำสั่งกระทรวงธรรมการเรื่องระเบียบการจัดนักเรียนแพทย์ผสมยา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2456[6] จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาวิชาชีพเภสัชกรรมในประเทศไทยและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทรเป็น “พระบิดาแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมไทย”[7]

คำสั่งของกระทรวงธรรมการให้เภสัชกรรมเป็นแผนกแพทย์ปรุงยาในโรงเรียนราชแพทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จัดหลักสูตรการศึกษา 3 ปี เมื่อจบการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงธรรมการ มีศักดิ์และสิทธิ์ในการปรุงยา และเปิดรับนักเรียนครั้งแรกในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2457[8] แต่อย่างไรก็ดี การศึกษาเภสัชศาสตร์ไม่เป็นที่สนใจของประชาชนนัก เนื่องจากประชาชนส่วนมากยังใช้ยาแผนโบราณและยังไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องการจำหน่ายยาในขณะนั้น ต่อมาได้มีการควบคุมการประกอบโรคศิลปะทางด้านเภสัชกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นในพระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 ซึ่งควบคุมเฉพาะการปรุงยา ไม่ครอบคลุมถึงการโฆษณา การจำน่าย อันก่อให้เกิดปัญหาในสังคมตามมาอีกมาก[3]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการก่อตั้งเภสัชกรรมสมาคมแห่งกรุงสยาม เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2472 โดยเป็นที่พบปะของเภสัชกรในสมัยนั้น ณ บ้านชุมแสง บ้านของพระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง) อาจารย์ประจำวิชาเภสัชพฤกษศาสตร์[9] ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2477 กำหนดให้การศึกษาเภสัชศาสตร์อยู่ภายใต้การดำเนินการของแผนกอิสระเภสัชกรรมศาสตร์[3]

ในปี พ.ศ. 2479 ได้มีการประกาศพระราชบัญญิตควบคุมการขายยา พ.ศ. 2479[10] ซึ่งมอบอำนาจและหน้าที่การบริการเรื่องยาแก่เภสัชกร และมีการประกาศพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ซึ่งกำหนดบทบาทของเภสัชกรด้านการปรุงยา[11] ครั้นในปีต่อมา เภสัชกร ดร. ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น ได้ริเริ่มการก่อตั้งโรงงานเภสัชกรรม (ต่อมาคือองค์การเภสัชกรรม) และจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเภสัชศาสตร์สู่ระดับปริญญาบัณฑิต[3]

ในปี พ.ศ. 2502 อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยพัฒนาขึ้น เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 มีการประกาศพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน รวบรวมไว้ซึ่งการสนับสนุนลงทุนอุตสาหกรรมยาทดแทนการนำเข้า และส่งเสริมบรรษัทข้ามชาติมาตั้งโรงงานผลิตยาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี การศึกษาทางด้านเภสัชศาสตร์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนมากนัก จนกระทั่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการขาดแคลนยาในประเทศเนื่องจากไม่สามารถนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ และโรงงานเภสัชกรรมในขณะนั้นก็ยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากนัก อีกทั้งเภสัชกรทั้งประเทศมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้ศาสตร์ด้านนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้น และมีการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์เพิ่มเติม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นตามลำดับ[12]

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

Chungking Express / California Dreamin’ คือ ผมคิดว่าคนในเครื่องแบบ ก็ตำรวจในเครื่องแบบ กับนอกเครื่องแบบไม่่่ต่างกัน แง่มุมเหงาทั้งคู่ และเขาได้รู้จักหญิงสาวผมทอง ต่ออมารับข้อความ Happy Birthday จากสาวผมทอง…เธออวยพรวันเกิดให้ผม เหตุนี้เองที่ผมจะจดเธอไว้ในความทรงจำ หากจะเก็บมันไว้ในกระป๋องผมไม่อยากให้มันมีวันหมดอายุแต่ถ้าต้องระบุก็ขอให้ความทรงจำที่ผมมีต่อเธอมีอายุ 10,000 ปี……

-เบื้องหลังหนังสั้นศรีปิงเมือง2(ฉบับdirector(ฮา))
ผมส่งงานหนังสั้น แล้วมีเวลานิดหน่อยตัดต่อเอาฮา ในส่วนตัวเป็นหวัดอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจจะมีเวอร์ชั่น3 กับงานเบื้องหลังหนังสั้นเวอร์ชั่น 2-เบื้องหลังหนังสั้นเวอร์ชั่นแรก – ศรีปิงเมือง โดยตากล้องไมค์ บันทึกจากอีกกล้อง ในวันที่สองของกองถ่ายหนัง รวมทั้งไมค์ตัดต่อ เป็นเบื้องหลังเฉพาะกิจ โดยเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้น ได้รับทุนจากโครงการเกี่ยวก้อย มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ครับ

ระวังมนุษย์่ต่างดาวกดปุ่มพิมพ์ผิด กลายเป็นปุ่มกดระเบิดทำลายโลก และหลายคนเชื่อว่ามนุษยต่างดาวอาจจะเป็นเทวดา ที่มีปีกและไม่มีปีกก็ได้ ครับ คนเหมือนมีangel หรือangle คนละมุมมองทางวัฒนธรรมต่อเทวดา ของตะวันออก และตะวันตก ในแง่มุมภาพลักษณ์ มีปีกกับไม่มีป่ีก แต่เนื้อแท้ คือ คุณธรรม- ความดี ฯลฯ ในแง่มุมคิดถึงSIAM MAP จากคุณธรรมแบบพุทธ จากยุคของพรรคพลังธรรมของทักษิณ สู่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย
ปริศนา หัวขาว ของแม้ว
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีพรรคเพื่อไทยระบุมีขบวนการล้มรัฐบาล และสร้างกระแสเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าดำรงตำแหน่ง จะพบว่ามีการพูดและสร้างกระแสเรื่องปฏิวัติอย่างน้อย 7 ครั้ง
โดยคนพูดหน้าเดิม เช่น กรณี นายจตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำเสือแดง โดยเฉพาะ นายพร้อมพงศ์ ที่พูดเยอะและบ่อบครั้งที่สุด และยังมี นายอนุสรณ์ รวมถึงวันนี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมที่ออกมารับลูก
“และทุกครั้งที่มีการพูดและสร้างกระแสการรัฐประหาร ก็จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยกำลังถูกกระแสสังคมกดดันต่อต้าน เช่น กรณีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญ แม้แต่ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่รัฐบาลแก้ปัญหาล้มเหลว คนเหล่านี้ยังพยายามสร้างกระแสปฏิวัติในสถานการณ์นั้น
ดังนั้น การที่คนพรรคเพื่อไทยออกมาพูดโดยไม่มีข้อเท็จจริง พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ มิหนำซ้ำ พล.อ.อ.สุกำพล ยังออกมาตอบรับ ว่าได้ข่าวเหมือนกัน แต่ยังตามเรื่องนี้อยู่ ซึ่งการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้นได้ต้องมาจากกองทัพ ซึ่งเมื่อ พล.อ.อ.สุกำพล รับผิดชอบกองทัพ ต้องค้นหาความจริงและมาบอกสังคมให้ได้ ไม่เช่นนั้นคนพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล จะเป็นเด็กเลี้ยงแกะกันทั้งพรรค” นายเทพไท กล่าว
นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมายังเวทีเสื้อแดงที่จ.นนทบุรี ได้พยายามพูดสื่อความหมายพาดพิงใครไม่ทราบได้ โดยอ้างว่าบ้านเมืองวุ่นวายทุกวันนี้ เป็นเรื่องปัญญาอ่อน ซึ่งเป็นการทะเลาะกันเองของคนแก่หัวขาว ไม่รู้หมายถึงใคร คงไม่ได้หมายถึง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กับ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการ รมว.มหาดไทยว่าตั้งแล้วจะไปทะเลาะกันหรือไม่
แต่น่าจะเป็นการพูดที่มีนัยยะทางการเมืองที่ไกลกว่านั้นตามสไตล์พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ให้คนสื่อไปถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจากจิตใต้สำนึกของพ.ต.ท.ทักษิณที่ผูกใจเจ็บและอาฆาตโดยเคยพูดแบบนี้ตั้งแต่ตอนเป็นนายกฯในเรื่องผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ข้อมูลโดย : http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=473441&ch=hn

-ข่าววันที่ 3 ก.พ. วันทหารผ่านศึก
-ข่าวทหารผบสูงสุดกับ112(การเมืองทำให้ผมกลับมาอ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น ิตสำนึกและอุดมการณ์ของขบวนการประชาธิปไตยร่วมสมัย หรือหนังสือชนชั้นกลางกับพัฒนาการประชาธิปไตย)

ทักษิณ ชินวัตร โฟนอิน! จวกคนหัวแก่หัวหงอก
(30 ม.ค.) บรรยากาศงานเลี้ยงโต๊ะจีน 37 ปี พลังหนุ่ม พลังสร้างเมืองนนท์ ที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อคืนวานนี้ (29 ม.ค.) ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยมีสมาชิกและกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมสังสรรค์และปราศรัยกัน
โดยมีการบรรยายพิเศษ เรื่องท้องถิ่นเข้มแข็ง เมืองไทยก้าวหน้า โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และเรื่อง การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังได้โทรศัพท์โฟนอินเข้ามาภายในงาน โดยได้อวยพรปีใหม่และพูดคุยมีใจความว่า อยากจะกลับบ้านแล้ว ขอให้อดทนกันอีกนิดหน่อย เราจะได้ร่ำรวยด้วยกัน ปัญหาบ้านเมืองของเราแก้ไขง่าย ประเทศไทยจะรวยได้แค่เลิกทะเลาะกันเอง บางเรื่องเป็นเรื่องปัญญาอ่อนก็เอามาทะเลาะกัน และมีแต่พวกหัวแก่หัวหงอกเท่านั้นที่ทะเลาะกันอยู่ได้ ถ้าหยุดปัญญาอ่อนกัน ปัญหาของบ้านเมืองก็จะหยุดและเจริญขึ้น มั่นใจว่าการปรองดงจะเกิดขึ้นและทุกอย่างจะกลับมาสงบสุขเช่นเดิม
ข่าวโดย
http://www.zoneza.com/view6618.htm

วัดถนนหัวโค้ง
เหตุการ์ณในสถานการณ์วุ่นวายบนถนน
สี่แยกของถนนหนทางขุรขระคดเคี้ยวเลี้ยวลด
เส้นทางผ่านท่าหลวง-ชัยบาดาล ถนนโค้ง
แลวัดหัวโค้ง วัดถนนโค้ง นึกถึงป้ายบอกสวดมนต์พันคู่ของโคราชแลย้อนหวนตำบลม่วงค่อมป้ายบ้านเมืองน่าอยู่เชิดชูคุณธรรมของรมวมหาดไทย
ในห้วงคำนึงถึงประชาสังคม ประชาธิปไตยไทย กับปัญหาทุนนิยม เศรษฐกิจคนรวย ผ่านพื้นที่ตักบาตรพระหมื่นรูปกลางทุ่่งธารตะวัน 7 มค55 แถงป้ายวังเพลิงเข้าโกคสำเริงในด้านตรงกันข้ามผูหญิงเลือกผู้ชายแบดบอยมากกว่าคนดี?11รด หญิงผ่านป้ายงานฉลองปีมังกรทอง
ในวันที่ 25 กพ โคกสำโรง ใกล้นครสวรรค์ไม่ไกลสุพรรณข่าวพลุระเบิดโศกนาฎกรรม แต่เพื่อนกลับมาในMemory

Godard & Truffaut – Une histoire d’eau – (1961) (Part 1)-(The story of water / Eine Geschichte des Wassers)

The Positiveของความเป็นไทย และผมนึกถึงเพลงคนไทยหรือเปล่า.คนไหน คนไทยจะรู้ ได้ไงถ้ามี น้ำใจละคนไทย แน่นอน และเพลงคนไทยไม่ทิ้งกันและผมคิดถึงแง่มุมหนึ่งของเพลงชาติในลักษณะของเพลงลามาร์แซแยสของฝรั่งเศส ต่อมาไทยสู้ฝรั่งเสสwar indochina+ปัญหาพรมแดนแม่น้ำโขง และผมกำลังคิดแก้ไขหนังสั้น ก็ดูหนังต่างๆ และคิดถึงหนังบันทึกกึ่งสารคดีของโกดาร์ กับทรุฟโฟต์ ทั้งคู่ทำร่วมกัน โดยนักแสดงด้นสด บันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมปารีส ต่อมาทรุฟโฟต์ยกฟุตเตจให้โกดาร์ตัดต่อ ผมคิดในแง่แผนที่การตัดต่อแรงบันดาลใจSIAM MAPPEDฯ ในหนังสือ ก็มีเขียนถึงThe Positive and Negative Identification of Thainess และกรณีVirtueถึงส่วนตัวคิดเรื่องvision

-คนไทยลืมง่่าย ว่ากันว่าเป็นวัฒนธรรมไทย แต่จะเป็นความเป็นไทย หรือไม่ อาจจะใช่ก็ได้ ในแง่มุมมว่าvirtue คือ คุณธรรมสัมพันธ์กับความเป็นไทย แล้วการให้อภัย ก็เป็นประเด็นที่สัมพันธ์ด้านคุณธรรม ที่มีการเขียนถึงอภัย-ลืมกัน เช่น ดีเจแดงคชสาร ถุกลอบฆ่า หรือกรณีอากง เป็นต้น แต่ผมชอบเจียนบันทึกการเดินทางจากโคราช…

ถ้าคนไทยลืมง่ายก็ขอผลิตซ้ำ คือ คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึงเรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน ด้วยลองคิดดูใหม่ละกันครับ
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…
Weekend Trailer 1967 Godard

กระนั้น การตอกย้ำ และผลิตซ้ำ-คลิเช่”จากตัวอย่างนิยายคาราโอเกะคือ…เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” โดยบันทึกในหลายเรื่องของชีวิตประจำวัน ให้เตรียมตัว ต่อความไวไว ต่างๆ กรณีสำคัญที่ปริมาณงานของผม ควบคู่คุณภาพส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Productionหนังสั้น ซึ่งผมทำbreakdownของบทหนังสั้นถ่ายฉาก ต่างๆ และวางแผนวันเวลา สถานที่ทำหนังสั้น ,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า งานผู้ช่วยนักวิจัยทางวัฒนธรรมอย่างที่เคยสัมภาษณ์อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง ฯลฯ และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ และหวนคิดอดีต จากบันทึกเก่าอันน่าสนใจทบทวนความหลังกัน ในแง่มุมหลากหลาย จากเรื่องบังเอิญ ฯลฯ ทั้งแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่างๆ นานา ครับ

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือแนวฮาวทู ทลายกับดักความคิด ที่ผมเคยถ่ายเอกสารไว้ คือ “อาการ”ของการฟูมฟักความคิดหลายๆ อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วๆไป มีความเชื่อในหมู่นักศึกษาว่าพวกเขาจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงานเท่านั้น อันที่จริง ถ้าพวกเขาจัดการกับเนื้อหาเมื่อได้รับมันมานานพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ในจิตไร้สำนึกแล้วละก็ การฟูมฟักความคิดก็จะเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นในตอนท้าย ดูเหมือนกว่าการฟูมฟักความคิดมักจะผลิตคำตอบที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม นักศึกษามักจะอ้างว่าเกิดความคิด ซึ่งทำให้ชนะรางวัลในตอนเช้าของวันกำหนดส่งพอดี หลังจากดิ้นรนกับมันมาเป็นเวลาหลายวัน คุณควรจะยอมให้จิตใจดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาสักระยะหนึ่ง การฟูมฟักความคิดนั้นมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา การไม่มีเวลาเพียงพอต่อการฟูมฟักความคิด นับเป็นการวางแผนที่ไม่ดีเอาเลย และความสามารถในการผ่อนคลาย(relax) ในขณะกำลังแก้ไขปัญหาก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้ยืดหยุ่นและลื่นไหลหรือคุณหยุดพักผ่อนบ้างก็ดี แล้วค่ยอกลับมาทำงานหนังเหมือนเรื่องNINE ที่มีบทหนังเป็นแผนที่-Map แล้วเรามีแผนที่ไม่หลงทาง

อย่างไรก็ดี คำถามจากการอ่านนิยายเทวา ซาตาน ฉบับภาษาอังกฤษ เกิดขึ้นมาว่าวิทยาศาสตร์ และศาสนาจะไปด้วยกันได้ไหม? ในอนาคต จากการที่ผมเล่าเรื่องวิธีคิด-กระบวนการคิด หรือ“How We Think”แต่ถ้าเราคิดถึงอีกด้านของคนที่มีพระเจ้าในหัวใจ ก็พระเจ้าสร้างโลก กำหนดชะตาชีวิตคนจากบนสวรรค์ และชีวิตคน ก็อยู่ภายใต้แรงดลใจจะสำเร็จทางการงาน ในเมืองใหญ่ หรือต่างจังหวัด ก็ตาม แต่ว่าโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization-คำแปลยังถูกแปลว่าโลกาภิวัตน์/โลกานุวัตร เคยถูกตั้งคำถามโดยนักวิชาฝรั่งที่ผมเคยเขียนบทความว่า การแปลเป็นความหมายแบบพุทธ+ไทยๆ แบบไทยๆ กรณีโลกานุวัตร น. ความประพฤติตามโลก. (ป. โลกานุวตฺต; ส. โลกานุวฺฤตฺต) มาจากคำว่า โลก สนธิกับคำว่า อนุวัตร โดยคำว่าวัตร มีความหมายดังนี้ วัตร, วัตร [วัด, วัดตฺระ] น. กิจพึงกระทํา เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, หน้าที่ เช่น ข้อวัตรปฏิบัติ, ธรรมเนียม เช่น ศีลาจารวัตร; ความประพฤติ เช่น พระราชจริยวัตร, การปฏิบัติ เช่น ธุดงควัตรอุปัชฌายวัตร, การจำศีล. (ป. วตฺต; ส. วฺฤตฺต) หรือโลกาภิวัตน์ (ป. โลก + อภิวตฺตน; อ. globalization).แต่คำนี้ไม่ได้มาจาก วัฒน์ ที่แปลว่าพัฒนาครับ หากแต่มาจากคำว่า วัตนะ ที่แปลว่า ความเป็นไป ความเป็นอยู่ ซึ่งมาจากคำบาลีว่า วตฺตน ที่มีคนอธิบายแบบนี้ เช่น http://www.gotoknow.org/blogs/posts/405317

ทั้งนี้ คำต่างๆ เช่น ควรแปลvirtue?ว่าอะไร หรือ แปลjustice แปลว่า “ยุติ”+”ธรรม”นัยยะของคำว่า “ธรรม”ถึงhumanity-มนุษยธรรม รวมทั้งเรื่องHuman right ถ้าเรานึกถึงเรื่อง A Theory of Justice ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของหนังสือฮาวทู ในประเภทสูตรสำเร็จขั้นตอน 123 สู่ความสำเร็จส่วนตัว ก็คือ ทฤษฎีของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมของสังคม ในการแบ่งสรรทรัพยากร และเงินตราการออกแบบเพื่อกระบวนการเป็นธรรมในสังคม ให้ผลประโยชน์ กับทุกคน เป็นการให้ข้อสรุปเป็นฉันทามติ ว่าเราจะออกแบบดีไซน์ โลกจากบนสวรรค์ให้เราได้รับการเป็นธรรมจากการเกิดของมนุษย์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความจน ก็โลกต้องมีความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ให้กับSocial justice และเมืองกรุง(city)-ชนบทไปด้วยกัน…

เมื่อผมนั่งรถทัวร์ และอ่านเอกสารประกอบของรถทัวร์น่าสนใจในเรื่องanticipate def:[คาดคะเนเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า] หรือการคาดคะเน ขณะขับรถ คือ รถยนต์ญี่ปุ่น หรือรถยนต์ยุโรป ฯลฯ ไม่ให้เราเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผมหวนคิดถึงเรื่องแง่มุมง่ายนิดเดียว และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในความสงบ หลังอุบัติเหตุ และย้อนคิดอดีต จากความวุ่นวายของอุบัติเหตุ การเดินทางของผม บางด้านก็เหน็ดเหนื่อย ผ่านวันปีใหม่ หรือวันเด็ก ถ้าวันสำคัญ กรณีวันรับปริญญา จะเกิดอาการรถติดในเมืองใหญ่ ก็ผมครุ่นคิดอดีตเคยรับจ็อบถ่ายรูปได้เงิน และผมเคยอยู่ในห้องมืดของการล้างฟิลม์ การเรียนถ่ายภาพฟิลม์ โดยผมเคยซื้อกล้องใช้ฟิลม์ระบบแมนนวลมือสองมาใช้เป็นยี่ห้อแคนนอน เป็นการย้อนรำลึกความหลัง ขณะที่ผมทำหนังสั้น ร่วมงานมหัศจรรย์กับเหล่าศิลปิน และบังเอิญต้องขนของ ก็เจอหนังสืออะไรเก่าๆ มากมาย โดยผมตอนไปโคราชก็แวะดูหนังสือเกี่ยวกับหนังมากมาย และวันครู ที่ผ่านมา ก็ระลึกหลังจากเช็คอินเตอร์เน็ต-เฟซบุ๊คฯ ข้อความดูกล่มคนที่โพสต์สำนวนคำคม น่าสนใจ เช่น ผิดเป็นครู ทำให้ผมมาเรียนรู้เรื่องกล้อง หันกลับมาทบทวนมากขึ้น รวมทั้งสอนตัวเองด้วย มันเหมือนบางด้านของรสชาติชีวิต ในการหวนคิดถึงการกินผัดไทยแชมป์โลกร้านแห่งหนึ่งหลายวันก่อนโน้น ครับ

จากการระลึกถึงกล้องวิดิโอใช้งาน และการเดินทางของผมไปหลายแห่งที่ผมมีโอกาสฉายหนังพระเจ้าช้างเผือก ก็มีฉากชนช้าง ที่เหมือนกล่าวกันว่าชนช้าง(สอง(ไทย-พม่า)ชาตินิยมชนกัน หรือคุณลองนึกถึงคำว่ารัฐกันชน)เป็นอุบัติเหตุ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องการสู้ตัวต่อตัว เพราะช้างของฝ่ายอโยธยาหลุดไปในวงล้อมของพม่า ในแง่คิดถึงเฟลินนี่ ที่หนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ก็ได้รับรางวัลของเฟลินนี่ ผู้กำกับเรื่อง8 ครึ่ง ที่ถูกทำเป็นหนังเรื่องNine และชีวิตของผู้กำกับหนังชาวอิตาลี และการทำหนังของเฟลินนี่ กล่าวถึงการทำหนังเปรียบเหมือนการเดินทาง และก็เล่าต่อเรื่องหนังเปรียบกับการเดินทาง

Wings of Desire (1987) – Win Wenders

ในกรณีวิม แวนเดอร์ ทำให้นึกถึงความคล้ายในหนังWeekend…คือ วิม แวนเดอร์ กล่าวว่า เรื่องราวของหนังเปรียบเสมือนเส้นทาง แผนที่คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลกสำหรับผม เวลาดูแผนที่ ผมจะรู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามันเป็นแผนที่ของประเทศ หรือ เมืองที่ผมไม่เคยไป ผมจะดูชื่อสถานที่ทั้งหมด และอยากรู้จะว่ามันเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมืองต่างๆ ถนนสายต่างๆ เวลาผมดูแผนที่ มันจะกลายเป็นภาพเปรียบของตัวชีวิตทั้งหมด สิ่งที่ผมพยายามทำในหนังทั้งหมดนี้ คำว่า ล่องไหล(drifing) ในภาษาอังกฤษใช้สื่อความหมายอย่างวิเศษ มันไม่ใช่เส้นที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด แต่เป็นเส้นที่ซิกแซก บางทีคำที่สื่อได้ดีกว่าอาจจะเป็น เลื้อยเลาะ (meander) เพราะมันให้ความรู้สึกถึงระยะทางได้ด้วย การเดินทาง คือ การผจญภัย ในกาละและเทศะ การผจญภัย กาละ(space) และเทศะ(time) ทั้งสามสิ่งนี้สัมพันธ์กัน โดยวิม กล่าวถึงปัญหาของการถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่งว่า การเดินทางนี้จะจบอย่างไร? หรือมันจะมุ่งไปสู่เรื่องราวได้อย่างไร? ทีแรกผมนึกถึงอุบัติเหตุ…แต่ก่อนหน้านั้น ผมมีความคิดอีกอย่าง เป็นอีก “โค้ง”หนึ่งของการลัดเลาะนั่นคือ ตัวเอกท้งสองมองหาที่มาของตัว ผมคิดว่านั่นอาจนำไปสู่การสิ้นสุด…

ย้อนดูรูรับแสงหรือf stop-ราอูล คูตาร์ เป็นช่างกล้องคู่ใจของโกดาร์ ทำหนังร่วมกันหลายเรื่องไม่ว่าcontempt,weekend เล่าว่าหนังของโกดาร์ด ใช้กล้องแฮนด์เฮลด์(แบกตามถ่าย) โดยไม่ต้องจัดไฟ ไอเดีย ก็คือ ทำภาพให้ดูเป็นจริงกว่ารูปปกติของช่างภาพไม่มีใครเสนอการถ่ายภาพแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่องมาก่อน เพราะว่าโกดาร์ ทำงานอย่างถ่ายทำนอกสถานที่ทั้งเรื่อง โดยอาศัยแสงธรรมชาติ เล่าเรื่องไม่ต่อเนื่อง ตัดต่อแบบจั๊มพ์คัท และช่างภาพนั่งอยู่บนรถเข็นพยาบาลให้กล้องเคลื่อนที่ แทนการใช้รางเลื่อน โดยภาพไม่เนี้ยบ ซึ่งกรณีตรงกันข้ามการถ่ายแบบแฮนด์เฮลด์ ก็คือ การถ่ายโดยใช้กล้องตามตัวแสดงจะมาเซ็ตภาพไม่ได้เลย กล้องแทบจะไม่หยุดนิ่ง ภาพที่ออกมาจะคล้ายๆ เวลาสัมภาษณ์พวกรัฐมนตรีตามข่าวต่างๆ คือ มีความสดดูจริงจัง ซึ่งงานสไตล์โกดาร์ ผู้ถูกยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แม้กระทั่งการเอาฟิลม์ภาพนิ่งมาเรียงต่อกันจนได้ความยาวเท่าฟิลม์หนัง หรือคนที่โกดาร์ ยกย่องว่าอัจฉริยะ คือ คนคิดหนังได้30 เรื่องต่อวัน ก็เราทำตามไม่ได้ง่ายหรอก ครับ

จากแง่มุมเรื่องตากล้องคู่ใจของโกดาร์ ผู้ทำหนังweekend ในแง่มุมangel และความมืดเบื้องหน้าของการเมืองไทย ที่มีอาการตาสว่าง โดยผมเคยเขียนถึงไปแล้วบ้าง และมุมของโครงการBlind Driver Challenge คือ ท้าทายทีมนักประดิษฐื นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยทั้งหลายให้เข้าแข่งขัน โดยมีโจทย์เป็น “การสร้างยานพาหนะที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถบังคับและขับเคลื่อนเองอิสระ ซึ่งไม่ใช่การสร้างยานพาหนะที่สามารถนำพาผู้ขับเคลื่อนที่ไปได้อย่างอัตโนมัติเท่านั้น แต่ต้องเป็นยานพาหนะที่ผู้ขับสามารถตัดสินใจ วางแผน และควบคุมยานพาหนะได้ด้วยตนเอง สะท้อนถึงมนุษย์สร้างทางเลือกให้ตัวเองมากกว่าถูกกำหนดโดยเทวดา(angel)-พระเจ้า หรือธรรมชาติ

ส่วนมาถึงกองถ่ายของผม ไม่ได้เปรียบเทียบในแง่สมัครใจ หรือเงินตรา ทำให้ฝ่ายต่างๆ พร้อมใจ บางคนสมัครใจมาเล่นมากว่าเงิน แต่บางคนมาเล่นหนัง มาร่วมทีม เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ส่วนแง่มุมของความสนุกของกองถ่าย ก็มีมากกว่าเครียดอยู่แล้ว เพราะผมเป็นคนยืดหยุ่น ใจดี มีบ่น+ไซโค+กดดัน ไปบ้าง ตามมุมมองของคนในกอง แต่มันอาจจะไม่มีผล ก็ต้องพิจารณาเบื้องหลัง งานด้านตากล้อง การใช้กล้อง และตัดต่อ ต่างๆ กรณีเงินๆอะไร ก็เป็นเรื่องมองโลกแง่บวก ถ้ามีอะไรให้คิดเล่าให้รู้กัน จะเล่าเพิ่มเติมตามแต่เวลามีเขียน น่ะ ซึ่งบางครั้งอุปสรรคในกองถ่าย เช่น ขับรถจะไปออกกอง ก้อรถเสีย และรายละเอียดการใช้อุปกรณ์ไมค์บูม เครื่องอัดเสียง ที่ซื้อมาใหม่ โดยรุ่นน้องช่วยเลือกซื้อส่งมาจากแม่สาย หรือรายละเอียดประสบการณ์เคยทำละคร+หนังสั้นในอดีตก็ยาว…

แต่ถ้าเรานึกถึงโกดาร์กับวิม แวนเดอร์ เคยคุยกัน และวิม แวนเดอร์ส (ผู้กำกับ wing of desire) ถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ของหว่องกาไว ในแง่หนังRoad Movie แล้วเรามาดูทัศนะของวิม แวนเดอร์ ต่อหนังขาดหายอะไรบางอย่าง คือ เวลา เพราะวิม เล่าเรื่องย้อนกลับจากกรณีเนื้อเรื่อง คือ ตัวยุ่ง ว่าด้วยทุกข์ของการเล่าเรื่อง(to tell stories) ว่าจุดเริ่มต้นก่อน ผมเคยเป็นจิตรกร สนใจพื้นที่วาดภาพทิวทัศน์ และสำนึกที่ขาดหาย คือ เวลา โดยปัญหาการเล่าเรื่องของผม แล้ว ผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อในความไร้ระเบียบ ในความซับซ้อนที่อธิบายไม่ได้ของเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวโดยพื้นฐานะแล้ว ผมคิดว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น และประสบการณ์ของผม ก็ดูจะประกอบไปด้วยเหตุการณ์โดดๆ ทั้งหมด

วิม แวนเดอร์ กล่าวต่อว่า ผมไม่เคยเล่าเรื่องราวใดตามลำดับจากตอนเริ่มต้น ตอนกลาง ไปสู่ตอนจบ สำหรับคนที่เป็นนักเล่าเรื่อง นี่ต้องเป็นการผิดบาปอย่างแน่นอน แต่ผมต้องสารภาพว่า ผมยังไม่เคยมีประสพการณ์เช่นว่าเลย ผมคิดว่าเนื้อเรื่องนั้นที่แท้แล้ว ก็คือการโกหก แต่มันก็มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเราอย่างไม่น่าเชื่อ โครงสร้างเทียมๆ ของมันช่วยให้เราเอาชนะความกลับที่เลวร้ายที่สุดของเราได้ นั่นคือ ความกลัวที่ว่า ไม่มีพระเจ้าว่าเราเป็นแค่อนุภาคเล็กๆ ที่ขยับไปมาพร้อมด้วยสำนึกรับรู้ แต่เคว้งคว้างอยู่ในจักรวาลที่อยู่นอกเหนือสำนึกของเราโดยสิ้นเชิง โดยอาศัยการสร้างความเกาะเกี่ยวสอดรับนี้เอง ที่เนื้อเรื่องทำให้ชีวิตเป็นสิ่งที่เราทนทานได้ และสู้ข่มความกลัวไว้นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กๆ จึงชอบฟังนิทานก่อนนอน ทำไม ไบเบิลจึงเป็นเนื้องเรื่องที่ยืดยาว และทำไมเรื่องราวต่างๆ จึงควรจบลงอย่างสุขุม…

ถ้าการเดินทางด้วยรถต่างๆ และความเคยชินเหมือนกับการที่คนไม่นั่งรถไฟฟ้า ตอนแรก เพราะพวกเขาเคยชินกับขับรถยนต์ และภาพฮือฮาช่วงหนึ่งราชินีอังกฤษนั่งรถไฟฟ้า เป็นภาพแตกต่างขบวนรถยนต์สำหรับเสด็จ หรือแง่มุมของการเดินทาง เมื่อเราอาจจะเลือกเดินง่ายดายที่สุดแล้ว
โดยผมนึกถึงรถยนต์ในหนังweekend และถ้าหนังถูกเปรียบเสมือนการเดินทาง ก็วัฒนธรรมฮิปปี้สะท้อนในเรื่องweekendในด้านหนึ่ง คือ ฮิปปี้หรือบุปผาชน เป็นผู้นิยมการเดินทาง
แต่ผมไม่มีเวลาเขียนเรื่องหนัง ก็เล่าสั้นๆว่าผมมีเสื้อข้อความทรุฟโฟต์เป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยว่า คนรักหนังเป็นคนป่วย(ผมก็ไม่รู้นัยยะนี้อาจแปลไทยเป็นไทยได้ว่าคนบ้าหนังก็เหมือนคนป่วย หรือคนป่วย เพราะดูหนังมากเกิน) และหนังของทรุฟโฟต์ ที่มีการเปรียบเทียบกับเพื่อนในกลุ่มนิวเวฟ มีความราบเรียบกว่า มีชีวิตและเป็นมิตร เพราะในแง่การทดลอง และเทคนิคของทรุฟโฟต์ ไม่เด่นเท่าโกดาร์ และบทหนังเป็นบทสนทนาไม่บาดคมติดหู แต่ทรุฟโฟต์ชดเชยให้ตัวแสดงเป็นมิติ รับ-ส่งบทเป็นเรื่องราวสัมพันธ์กัน

ซึ่งสตีเว่น สปีลเบริก์ ก็ยกย่องให้ทรุฟโฟต์ เป็นผู้เปิดมุมมองเรื่องภาพยนตร์แก่เขา และหนังเรื่องDay for night เป็นหนังในดวงใจตลอดกาล และday for nightของทรุฟโฟต์ เป็นคล้ายจดหมายรักต่อหนังcitizen kaneของออร์สัน เวลส์ ส่วนjules and jim หนังดัดแปลงจากนิยายใช้สไตล์การเล่าเรื่องที่ถือว่าเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นในยุคนั้น ทั้งการซูมกล้องเข้าออกและการตัดภาพโดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่องทางอารมณ์ ส่วนความแตกต่างที่ผมจะเล่ายาวสักหน่อย คือ unie visite เป็นหนังเรื่องแรกของทรุฟโฟต์ ถือเป็นหนังสั้น คือ ความยาวแค่ 8 นาที ด้วยเงินทุนจำกัด ใช้โลเกชั่นไม่เยอะ เป็นนักแสดงโนเนม จากเพื่อนหรือคนรู้จักในโรงละคร หนังเล่าเรื่องชายหนุ่ม ตามหาห้องเช่า และอยากเช่าห้อง ที่ถูกใจ ซึ่งเตรียมย้ายเข้า แต่ห้องโดนจับจองแล้วหญิงสาวน่ารัก ต่อมาก็ยอมแชร์ค่าห้องด้วยกัน เหตุการณ์พลิกผัน จากคนแปลกหน้า ในที่สุดทั้งคู่เริ่มมีใจให้กัน จนกระทั่งญาติของฝ่ายหญิงจะมาหา…

แม้ผมไม่ค่อยมีเวลาเขียนอะไรมากมาย กรณีหว่องกาไว รับอิทธิพลโกดาร์ด หรือวิม แวนเดอร์ และหนังweakendของโกดาร์ด ที่ถูกยกย่องเป็นอัจฉริยะใส่เสียงเพลงประกอบฉากรถยนต์เป็นเพลงของโมสารท์ บีโธเฟ่น… ครับ

Days of Being Wild (1990) HQ trailer

เมื่อประเด็นเรื่องการขับรถของคนขับรถพาลุยไปบนเส้นทางชาตินิยม หรือปุ่มความเป็นไทย ก็เคยมีคนเขียนทำนองนี้ เช่น เกษียร เตชะพีระ และผมอยากเล่าเรื่องต่อซ้ำ คือ การตีความเรื่อง Days of being wild ก็คือ นางเอก ที่แสดงโดยเป็นจางมั่นอี้ ในเรื่องของหนังต้องการความมั่นคงจากความรัก แน่นอน ผมอยากเล่าเรื่องซ้ำมุมมองต่อความมั่นคงของชาติ ในหนังหว่องกาไว อีกครั้ง กรณีเรื่องFallen Angels (1995)โดยผมสนใจสืบค้นเรื่องAngel หรือ Angle ซึ่งหมายถึงมุมมอง ได้ รวมทั้ง angel หมายถึง นางฟ้าหรือเทวดา ดังนั้น เมื่อผมระลึกถึง The angel of history ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ แล้วก็ยังนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับผลงานของทอม แนนท์ ต่อ คือDavidson, N. 1999. In perspective: Tom Nairn. International Socialism Journal. 82. โดยกล่าวถึงIn perspective: Tom Nairn และผมเปรียบเทียบกับหนังเรื่องFallen angels– คนตกสวรรค์ในวันฟ้าเปิด ที่มีการตีความคำว่าangleกับangel คือคำว่า Angle (มุม) หรือ Angel (เทวดา, นางฟ้า) ก็สะกดต่างกันเพียงนิดเดียว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดคำทั้งสอง และเลนส์กระจกของกล้องต่อจากผู้กำกับภาพอีกที ก็คือ “ผู้กำกับ” อย่างหว่องกาไว กระจกกล้องจึงเปรียบเสมือน “ตา” ของผู้กำกับที่ทำตัวเสมือน “พระเจ้า” ผู้คอยสอดส่องและควบคุมชะตากรรมผู้คนมากมายในเมืองนี้….

โดยPerspectiveคือมุมมองดังกล่าวและเมื่อผมคิดต่อ ก็บังเอิญพบจุดอ่อนของบทความดังกล่าว โดยบังเอิญ ในแง่การตีความหามุมเกี่ยวกับชาติ(nation) มาอธิบายangleกับangel ก็ทำให้ผมคิดถึงความฝัน และเส้นแบ่งของความจริงจากการสืบค้นหารากของมันเหมือนที่มาของเว็บเสริจเอ็นจิ้น ที่มีชื่อว่าBaidu(ไป่ตู้) ”ชื่อของ”ไปตู้” คือ แรงบันดาลใจที่มาจากบทกวีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งบรรยายถึงความเพียรพยายามของชายหนุ่มในการออกตามหาหญิงสาวในอุดมคติ “ไป่ตู้” แปลตรงตัวว่า “นับร้อยครั้ง

การค้นหาเป็นการสื่อสารสะท้อนระบบสื่ออินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เราก็รู้ว่าการเกิดมาของมนุษย์ ไม่เหมือนเทวดา และมนุษย์ จำเป็นต้องสื่อสารโดยการพูด ยากมากที่พวกเราจะรับรู้โดยไม่พูด ซึ่งพระเอก ก็ทำตัวไม่พูด แล้วเขาจะเหมือนเทวดาได้ไหม? ที่ไม่พูดแต่สื่อสารกันรู้เรื่อง ในบางครั้งคนรักกันก็รู้ว่าไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดๆเหรอครับ

-ผมเล่าซ้ำหน่อยว่าดูหนังอีกหนึ่งรอบเพื่อเก็บรายละเอียดของหนังเรื่อง Fallen Angels1995 (Ashes of Time 1994), – Wong Kar Wai(โลกของคู่รักในหนังของหว่องกาไว เป็นโลกยามกลางคืน) เพื่อทบทวนดวงตาของมนุษย์ ผ่านภาพยนตร์ เหมือนบทความของผมเคยอ้างเกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์กรณีปัญหาการเมืองไทย…

Fallen Angels – Forget Him (Shirley Kwan)หรือMong gei ta.wmv

อย่างไรก็ดี การผลิตซ้ำ ก็เป็นการเมือง และการทหารได้ ในกรณีทหารของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งสร้างความเข้าใจโดยบอกวิธีว่า “..ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีขวัญและกำลังใจที่ดี เราก็ต้องใช้หลักธรรมชาติ คือการชี้แจงซ้ำๆ ชี้แจงบ่อยๆ ต้องใช้ลูกตื๊อ เหมือนกับเราไปจีบสาวสักคน ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ชอบเรา แต่ต่อมาก็ต้องคิดกันแหละครับว่าจะทำยังไงต่อไป สาวคนนี้เขาชอบไม่ชอบอะไร และต้องพูดจาแบบไหนเขาจึงจะชอบ..”(สงครามจิตวิทยา และดูข้อมูลเพิ่มเติมตามอ้างอิง) ตอนนี้ ฮือฮาต่อมาว่าการปิดศูนย์หลังปราบเสื้อแดง ก็มีภาพแพร่ในยูทิว ว่าทหารฉลองโดยเอาโคโยตี้สาวมาโชว์เต้นเริงร่าน่ารักน่าชังทั้งทหารและโคโยตี้ น่ะครับ

แน่นอน ขณะที่ผมออกเดินทางไปเชียงดาว ก็มีหนังสือน่าสนใจเรื่องสารคดีสายลับและจารกรรมของโลก โดยจินดา ดวงจินดา เป็นหนังสือแปลกๆ ที่ผมเจอที่พักเกสต์ฮาวส์มะขามป้อม เชียงดาว กล่าวคือ หนังสือเล่าถึงสายลับ จะมีรมณียสถาน ที่เรียกว่าชมรมแมวเหมียว เกี่ยวพันกรมรักษาความปลอดภัย และกรณีเรื่องสายลับ เกี่ยวกับเฮยดริด ก็เขาเลือกชายฉกรรจ์ร่างบึกบึน ประเภทบู๊ นามสกุลรักสงบ ที่มีการแปลแนวภาษาไทยแปลกๆ จากเรื่องกระเป๋าเอกสารสีเลือดเพชรฆาตตลอดกาล คือ RUSSIA’S BLOODIEST BLUNDER HENRY JORDON RICHARAD HANSER. แล้วเราก็ได้รู้ข่าวเรื่องสายลับเกาหลีเหนือบ้าง และการลักพาตัวผู้หญิงเชียงใหม่ จากมาเก๊าไปเกาหลีเหนือ จากแง่มุมเขียนเพิ่มเติมหาข้อมูลเขียนคอลัมภ์มาเก๊าต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว ก็ประสบการณ์ทำงานข่าว ทำให้ผมเห็นสายข่าวความมั่นคง เหมือนสายลับ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนใบหน้า เปลี่ยนคน ถ้าเราทักว่าจำเขาได้ หรือเรารู้ตัวว่าถูกเขาติดตามอย่างแนบเนียนแล้วก็ตาม

แต่ว่า เราเอาเจาะเฉพาะประเด็นทหารของเรื่องเล่า ต่างจากการเป็นทหารในหนังเรื่องRevolutionary Road ไหม? ในความเป็นอเมริกัน และความเป็นไทย ก็ทหารไทย มีประโยคโปรยว่า ทหารเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน(ไม่นานมานี้เองครับ) และผมมาทบทวนว่าหนังสือทฤษฎีไร้ระเบียบ ก็อ้างถึงความบังเอิญ หรือ โชค(Luck) ซึ่งอ้างถึงนักยุทธศาสตร์การทหาร คือ carl von clausewitz ที่เขียนว่าด้วยสงคราม( Vom kriege )พูดถึงบทที่ชื่ออุปสรรคในสงครามว่า “ความบังเอิญ” มีความหมายต่อชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในการยุทธ นั้นเอง
ทั้งนี้ การพบคนและผีเสื้อ เป็นเรื่องงดงามจากการนัดพบผู้คน ที่ไม่ได้เจอกันนานล่าสุด ที่ผ่านมาของผม ครับ

-Les Mistons (The Brats) หรือหนังของทรุฟโฟต์ ซึ่งขอเงินพ่อตามาทำหนังสั้นหรือที่ชื่อว่าthe mischief makerเกี่ยวกับเด็ก และผมนึกถึงเพลง คนไทยไม่ทิ้งกัน หรือผมคิดเพลงเองว่าคนไทยไม่่่ซ้ำเติมกัน และผมนึกถึงเพื่อนรักเพื่อนแค้นผู้กำกับหนังในกลุ่มนิวเวฟอย่างโกดาร์-ทรุฟโฟต์ ซึ่งทรุฟโฟต์ทำหนังเรื่องLes Mistonsหรือหนังของทรุฟโฟต์ ที่ชื่อว่าthe mischief makerจากนิยายของมอริส ปงส์ ให้เป็นที่อ่อนโยน และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีความยาวแค่ 23 นาทีเท่านั้น(หนังสั้นในยูทิวสั้นกว่านี้ครับ) เพราะเกิดเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างไม่คาดงันระหว่างการถ่ายทำของเขาเองก็ควบคุมมันไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุด คือ การรวบรัดมันให้ย่นย่อมากเท่าทีท่จะมากได้

เนื่องจากนักแสดงนำหลักทั้ง 5 คน ซึ่งเด็กอายุประมาณ 9-12 ขวบ เกิดออกอาการดื้อไม่ยอมเล่นตามบท พอบังคับมากๆ เข้าการแสดงออกก็ทื่อไม่เป็นธรรมชาติ แลtทรุฟโฟต์ต้องแก้บทใหม่เป็นพัลวัน ในหนังใช้ฉากฤดูร้อน เด็กชายจอมแสบทั้งห้าคน แอบหลงรัก แบร์นาแดตต์ สาวรุ่นแสนร่าเริงคนหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว แต่ด้วยความเป็นเด็กไม่ประสาเรื่องผู้หญิง ปฏิกิริยาที่พอจะแสดงออกได้ คือ การตามเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ และพอเห็นเธอพลอดรักกับแฟนหนุ่ม ก็อดไม่ได้อิจฉาและกลั่นแกล้ง ฤดูร้อนของทั้งห้า เหมือนจะจบลงด้วยความสมหวัง แฟนของนางเอกถูกเกณฑ์ไป สงคราม ไม่มีใครมาคอยขวางหูขวางตาอีก แต่ข่าวในนสพ.กลับทำให้ทั้งหมดชะงักงัน ชายหนุ่มเสียชีวิตในสงคราม และหญิงสาวของพวกเขาก็ไม่ร่าเริงอีกเลย เรื่องราวจบลงอย่างห้วนและค้างในความรู้สึกของคนดูเกี่ยวกับเด็ก สิ่งที่เด็กต้องพยายามเรียนรู้ อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันของเพื่อนร่วมชาติ ที่เสียชีวิตไม่ใช่ศัตรู จากอารมณ์คามร้สึกจิตใจของหญิงสาวที่สูญเสียคนรัก เกี่ยวโยงพระเอกเป็นทหารตายในสงคราม ประเด็นก็คือ การสละชีพเพื่อชาติ ปกป้องประชาชนดูดีเป็นพระเอกมากกว่าการทำรัฐประหารสังหารประชาชน ครับ

ว่าด้วยการศึกษาcoup-data และทหาร
ประวัติการปฏิวัติรัฐประหารและกบฎ ในประเทศไทย

‘กบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร’ โดยสาระสำคัญแล้ว การทำรัฐประหาร คือการใช้กำลังอำนาจเข้าเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐ โดยมาก หากรัฐประหารครั้งนั้นสำเร็จ จะเรียกว่า ‘ปฏิวัติ’ แต่หากไม่สำเร็จ จะเรียกว่า ‘กบฏ’

จาก พ.ศ. 2475 – พ.ศ. 2534 มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง ทั้งที่เป็น การปฏิวัติ และเป็น กบฏ มีดังนี้

พ.ศ. เหตุการณ์ หัวหน้าก่อการ รัฐบาล
2475 ปฏิวัติ 24 มิถุนายน พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ
2476 รัฐประหาร พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
2476 กบฎบวรเดช พล.อ.พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
2478 กบฎนายสิบ ส.อ.สวัสดิ์ มหะหมัด พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
2481 กบฎพระยาสุรเดช พ.อ.พระยาสุรเดช พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
2490 รัฐประหาร พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
2491 กบฎแบ่งแยกดินแดน ส.ส.อีสานกลุ่มหนึ่ง นายควง อภัยวงศ์
2491 รัฐประหาร คณะนายทหารบก นายควง อภัยวงศ์
2491 กบฏเสนาธิการ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2492 กบฎวังหลวง นายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2494 กบฎแมนฮัตตัน น.อ.อานน บุณฑริกธาดา จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2494 รัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2497 กบฎสันติภาพ นายกุหราบ สายประสิทธิ์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2500 รัฐประหาร จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
2501 รัฐประหาร จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ถนอม กิตติขจร
2514 รัฐประหาร จอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ถนอม กิตติขจร
2516 ปฏิวัติ 14 ตุลาคม ประชาชน จอมพล ถนอม กิตติขจร
2519 รัฐประหาร พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
2520 กบฎ 26 มีนาคม พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
2520 รัฐประหาร พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
2524 กบฎ 1 เมษายน พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
2528 การก่อความไม่สงบ 9 กันยายน พ.อ.มนูญ รูปขจร * พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
2534 รัฐประหาร พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
* คณะบุคคลกลุ่มนี้ อ้างว่า พลเอก เสริม ณ นคร อดีตผู้บัญชาทหารสูงสุดเป็นหัวหน้า แต่หัวหน้าก่อการจริงคือ พ.อ. มนูญ รูปขจร

http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=psf&topic=680
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 – วิกิพีเดียth.wikipedia.org/wiki/รัฐประหารในประเทศไทย_พ.ศ._2549 – แคชใกล้เคียง
คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ เลิกทำ
2549 เป็นการก่อรัฐประหารในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำ โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข …
th.wikipedia.org/wiki/รัฐประหารในประเทศไทย_พ.ศ._2549

ส่วนตัวของผมหลายวันมานี้ ตอนโน้นเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมอปลาย และคนติดต่อรุ่นพี่ไม่ได้เจอกัน และเรื่องราวจากหอเก่า ฯลฯ มากมาย น่ะครับ
If the writing is honest it cannot be separated from the man who wrote it.
— Tennessee Williams นี่คือ ถ้อยคำแสดงความยินดีของwordpress ส่งมาให้ผม เมื่อโพสต์ครบ125 แสดงความยินดี ครับ แต่ผมไม่่่มีเวลาเขียนอะไรต่อแล้ว ครับ

ปิดท้ายด้วยเพลงของยอดรัก….
เพลง คาถามหานิยม-ยอดรัก สลักใจ
ศิลปิน/Artist: ยอดรัก สลักใจ
อัลบั้ม/Album: อีส้มสมหวัง

โอมจะเป่าคาถา มหาระรวย
ดลหัวใจคนสวย ให้มาหลงเสน่ห์
ทั้งสาวใหญ่ สาวเล็ก ทั้งนางเอกลิเก
ทั้งแม่ค้าหาบเร่ ทั้งที่อยู่โรงงาน

โอม จะเสกคาถา ลงน่ะหน้าท้อง
ให้ฉันมีชื่อก้อง อยู่ทั่วทุกมุมบ้าน
อย่าให้ต้องอกหัก ให้คนรักนานนาน
เป็นขวัญใจชาวบ้าน ทั่วถิ่นฐานเมืองไทย
ภาวนา ท่องคาถาทั้งปี
พบคนใจดี แล้วจะไม่มีแฟนใหม่
ผลบุญ เกื้อหนุนนำใจ
ถ้าปองรักใคร แล้วขออย่าให้เบื่อเรา

โอม มัวเป่าคาถาหา….อะไร
เมียกูมีผัวใหม่ สิ้นสดใส แสนเศร้า
มัวหลงเชื่ออาจารย์ คิดว่าท่านช่วยเรา
ผมก็เลยต้องเศร้า เลยเลิกเป่าคาถา

โอม มัวเป่าคาถาหา……อะไร
เมียกูมีผัวใหม่ สิ้นสดใส แสนเศร้า
มัวหลงเชื่ออาจารย์ คิดว่าท่านช่วยเรา
ผมก็เลยต้องเศร้า เลยเลิกเป่าคาถา

วันที่ 10-1 7 ก.พ. 55
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
The Government Lottery Office
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555
รางวัลที่ 1
648684
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
111 214 420 906
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
18
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 01 เลขที่ 648684
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 69 เลขที่ 648684
เมื่อขีวิตมีเรื่องราวส่่วนตัว ไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก จากการพบญาติ และเพื่อนมาจากกทม.การติดต่อ คุยกัน ฯลฯ รวมทั้งช่วยเหลือเพื่อนพาไปร.พ. ไปโรงพักช้างเผือก คดีความ ต่างๆ หลายอย่่าง และผมนึกถึงSIAM MAPPEDฯ ในหนังสือ ก็มีเขียนถึงThe Positive and Negative Identification of Thainess และกรณีVirtueถึงส่วนตัวคิดเรื่องvision

โดยขอเล่่าซ้ำบ้าง น่ะครับ
ว่าด้วยคณธรรมเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ซึ่งเรามีอารมณ์ผูกพัน นั่นเอง ในแง่หนึ่งผมิดเรื่องนักวิชาการกลุ่มประชาภิวัตน์ สุวินัย ที่ชออบแนววรรณกรรมมุซาชิ าเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของยุคสมัยแห่งคุณธรรม น้ำมิตร อันสับสนซับซ้อน ในยุทธจักร และวงการบูชิโดของซามูไรนี้
ความน่าสนใจเรื่องไอคิวสูง แต่อีคิว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมอยากเล่าเรื่อง และอัจฉริยะ ซึ่งผมนึกถึงหนังสือของผม คือ THE NAKED LUNCH ซึ่งผลงานของนักเขียน ที่มีชื่อว่าWILLIAM BUROUGHS ผู้ได้ฉายาว่าอัจฉริยะติดยา และคนเขียนหนังสือแนะนำว่า หนังสือของเขาเทียบเท่ายูลิซิส และโจนาทานสวิฟ์ หรือนักเขียนอเมริกันติดยาอัจฉริยะ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดของนักเขียน ติดยา หรือนักวิชาการเป็นบ้าอย่างจอหน์ เนจ ที่กลายเป็นหนังสือและหนัง A Beautiful Mind ต่างๆ หรือรุ่นน้องคนหนึ่ง บอกว่าคนเรียนจบปริญญาโท ให้ค่าไอคิว 130 สูงกว่าคนปกติ ถ้าเป็นเรียนจบป.โท มีคุณภาพ ส่วนรุ่นน้องเล่นเกมส์ ฝึกสมองทำแบบทดสอบแล้วว่าตนเองไอคิว 130 เช่นเดียวกัน ครับ

-ริวโนะสุเกะ อะคุตะงาว่า ผู้แต่งเรื่องราโชมอน และกัปปะ ก็ฆ่าตัวตาย โดยสาเหตุ เพราะเกิดอารมณ์หวาดหวั่นกังวลในอนาคตของตนเอง และความเกรงกลัวในกรรมพันธุ์ มารดาของเขาเป็นบ้า และพี่ชายก็เป็นโรคจิตฆ่าตัวตาย
-นักเขียนญี่ปุ่น ในสังคมสถิติการฆ่าตัวตายสูง ที่มีนักเขียนอย่างดาไซ โอซามุ โดดน้ำตาย คาวาบาตะ ยาซึนาริ นักเขียนระดับโนเบล ก็ฆ่าตัวตาย และคาวาบาตะ ก็เป็นอาจารย์ของมิชิมา ผู้เขียนนิยายแปลเป็นไทยว่าวิหารทองคำ ก็ฆ่าตัวตายโดยวิธีฮาราคิรีฟันคอโดยดาบ และผลงานของเขาก็ถูกตีความเรื่องนิยมจักรพรรดิ-”เครื่องแบบ”เป็นการหลงตัวเอง(เครื่องแบบทหาร,ตำรวจ) และเขาเขียนเรื่องสั้นรักชาติ(Patriotism)
-ถ้าย้อนกลับไปเรื่องหนังRevolutionary Road ที่มีนิายด้วย คือ คนที่คิดว่าตัวเองปกติ และคนนั้นคิดอยากมีครอบครัว เหมือนคนทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วกลับกลายเป็นการมีครอบครัว คือ การแต่งงาน มีลูกก็ไม่ได้ง่ายในชีวิตปกติ
-แอกเนส วาร์ดา เป็นผู้หญิงคนเดียวทำหนังในกลุ่มนิวเวฟ แตกต่างจากผู้ชายอย่างโกดาร์ เกิดในครอบครัวมีฐานะ แต่ทำตัวสร้างปัญหาให้ทางบ้าน ทั้งที่แม่สอนให้ลูกอ่านวรรณกรรมดีๆ จนถูกพ่อตัดหางปล่อยวัด ก็ค่อยจับงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จากความสนใจใจการยึดอาชีพเขียนนิยาย และวาดภาพ มาเป็นรักภาพยนตร์ หลังจากเรียนจบด้านชาติพันธุ์วิทยา เขากได้ไปร่วมงานเขียนวิจารณ์หนัง และรวมกลุ่มดูหนังฯลฯ จนมาเป็นนิวเวฟ โดยสัมพันธ์กับหนังในเรื่องเสียง(Sight)กับภาพ(Sound) ซึ่งโกดาร์ด เคยพูดไว้ว่า หนังคือ ความจริงที่สปีด 24 เฟรมต่อวินาที และการเห็นภาพติดตา(Persistence of vision) และหนังของเขา ที่มีเกี่ยวกับกลับสู่บ้านเกิดของผม ทั้งฝรั่งเศส และสวิส ซึ่งโกดาร์ เคยพูดกับวิม แวนเดอร์ว่า ผมใช้สัญชาตญาณเลือกมุมกล้อง และผมคงพอใจกว่า ถ้าทีมงานสามารถถ่ายหนังแทนผมได้ ผมเชื่อว่างานสร้างสรรค์จริงๆ อยู่ที่การทำงานในห้องตัดต่อ และการตัดต่อ-การเชื่อมโยงลักษณะนั้นไม่ใช่ทางเลือกทางเดียว ที่โต๊ะตัดต่อผมจะดูภาพก่อนโดยปราศจากเสียง หลังจากนั้น จึงปล่อยเสียงโดยไม่ดูภาพ นี่เป็นการสรุปเล่าเรื่องเทคนิคภาพยนตร์ของโกดาร์ในแง่หนึ่ง ซึ่งเขาพูดถึงวรรณกรรมว่า แซมมวล แบ๊คเก็ตต์(นักเขียนโนเบล) ยังพิมพ์หนังสือ แต่ละครั้งในจำนวนจำกัดตลอดมา และเขาเขียนเขียนหนังสือเล่มเล็กมาก ซึ่งเวนเดอร์ส กล่าวว่า เราสูญเสียการให้คุณค่ากับสิ่งเล็กๆ และโกดาร์พูดว่า กับของใหญ่ๆ ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็คุยว่าหนังตัวเองใช้เวลาถ่าย 6 เดือน แต่ War and Peace ที่ตอลสตอลเขียนน่ะ ใช้เวลา 10 ปี นะ แต่ผมเขียนเรื่องแง่มุมนักเขียนตอลสตอล ก็ฆ่าตัวตายตอนแก่ แต่ไม่เหมือนผมไม่คิดฆ่าตัวตายหรอก ครับ
-คนบางคนต่อหน้าเป็นอย่าง ลับหลังเป็นอีกอย่าง น่ะครับ
-ท่าดีทีเหลว
-ผลวิจัยใส่กางเกงรัดรูป มีผลให้ปวดเมื่อยถึงปัญหากระดูกสันหลังเป็นข่าวจากนสพ.
-แพนเค้ก ดาราเลิกกับแฟน (ข่าว)
-ข่าวพลร่มทหารโดดร่มไม่กางในวันเด็กของเชียงใหม่
-ยุคกล้องซุปเปอร์ 8มม.เป็นพัฒนาการฟิลม์หนังสมัครเล่น ต่อมาข่าวยุคฟิลม์หรือกล้องโกดัก(kodak)ล้มละลาย
-ท่ารถทัวร์ใหม่ของเชียงใหม่
-ข่าวแก้รัฐธรรมนูญ-priority หลังจากหาเสียงเลือกตั้ง
-คนที่อยู่อังกฤษ ไม่ใช่อเมริกันแชร์ และคนไทยที่มีประสบการณ์กินพิซซ่ากับฝรั่งที่นั่น บอกว่าเรื่องอาหารเขาไม่แชร์กัน และเรื่องเล่าบางด้าน ถ้าคนไทยไปอยู่เมืองนอก อาจจะทำให้กลับมาคิดถึงบ้านเป็นท้องถิ่นนิยมมากขึ้น
-บังเอิญเจอครูสมัยมอปลาย
-บ่อปลาของหอเก่า ซึ่งบ่อน้ำของหอ ที่มีปลา ตัวเล็กๆ แต่ใครจะเลี้ยงมัน หละ? และน้ำเน่าขึ้นมา ก็หมา อาจจะไม่ดื่มน้ำนั้นแน่ๆ
-กรณีเด็กชายปลาบู่ และบทความเรื่องปลาบู่มหิดล เป็นบทความเก่าของวารสารการประมง ที่ผมเก็บไว้ ทำให้มานึกขึ้นได้ว่าผมเคยคิดเขียนบทความแนวนี้ เป็นเรื่องขยายความวิทยานิพนธ์ของผม เกี่ยวกับปลา ก็ยังไม่ได้เขียนสักครั้ง จนกระทั่งผมย้ายของจากหอเก่าแล้วก็ตาม ครับ
-ข่าว112 ไม่ให้อเมริกาแทรกแซงการประท้วงหน้ากงสุลชม.-ผบ.ทบ.ไล่คนแก้112-สนธิ+พันธมิตรและประธานมูลนิธิเตรียมทหารในช่วงวันตรุษจีน
-คนทุกคนมีปัญหากันทุกคน แต่ถ้าชีวิตตกยากลำบาก-กรรมเก่า ไม่ใช่ให้ฆ่าตัวตายกลับบ้านเก่า
-นิทเช่ จากpremodern-postmodern
-หนังสือเศรษฐศาสตร์สีเขียวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ โดยอ้างถึงเรื่องพี่น้องคารามาซอฟ ขอให้เธอจงรักสรรพสัตว์ทั้งหลาย รักต้นไม้ รักทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเธอรักทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เธอจงมองเห็นความเร้นลับของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเธอมองเห็นเธอจะเข้าใจดีขึ้น ทุกวันๆ และในที่สุดเธอก็จะรักโลก ทั้งโลกด้วยความรักอันท่วมท้น…

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ผมอยากเขียนก็มีมาก แต่ไม่มีเวลาเขียน เช่น ไทยนี้รักสงบแต่ไม่ยอมให้ใครข่มขี่(หรือทหารเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย-แห่งชาติ-รสช.) และผมไม่มีเวลาเล่าเรื่องนักเขียน หรือหนังantoine and collette(หนังรัก เมื่อตัวละครต้องเลือกวิ่งเข้าชนเผชิญหน้ากับความรัก),the soft skin(หนังตั้งหน้าตั้งตาสำรวจความรักและความสัมพันธ์ไม่ปกติ รวมทั้งสะท้อนการตัดต่อหนังไม่ให้เนื้อหาฟูมฟายเยิ่นเย้อเกินไป)ของทรุฟโฟต์ คือ หนังที่ผมอยากเล่า เพราะผมไม่เคยดู เคยดูแค่400 Blow แหละครับ
ทั้งนี้ ผมผ่านการเดินทางไปบนกงล้อรถทัวร์ ที่ผ่านเวลามาในท่ามกลางกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ส่วนตัวจากโคราช ฯลฯ และผมนึกถึงครอบครัวพี่น้อง พ่อ แม่ที่เราได้เจอกัน การแวะทำบุญ ฯลฯ น่ะ และผมช่วยเหลือรุ่นพี่พาหมาหาหมอไปโรงพยาบาลสัตว์ หรือเรื่องคุยกับรุ่นพี่เรื่องscreen play และเรื่องกินข้าวกับชาวอิตาลี-งรุ่นน้องฯลฯ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนมากหรอกฮาๆ เอีะ ผมเล่าเรื่องมีความหวัง น่ะ คือ ผมถ่ายทำหนังสั้นเสร็จแล้ว เหลือเข้าสู่Post production นี่เป็นเป้าหมายชัดเจนหนึ่งเดียว ใกล้จบงานหนังสั้นเท่านั้น เอง คร้าบบบบ
-ข่าวศาลเจ้ากับมังกรใหญ่ที่สุดในโลกที่สุพรรณ กรณีพลุระเบิด และเราเรียนรู้ข่าว ในแง่ความต่่างกับความเหมือนภาพยนตร์(ไม่มีเวลาขยายความ ) และผมนึกถึงเรื่องจำได้ คือ การรณรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อฟ้าดิน สายของพันธมิตรฯ ก็ใช้ทฤษฎีbutterfly effect และเด็ดดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
-ผมนึกถึงมาเก๋า กับตึกที่มีเขียนว่าcity of dream และผมนึกถึงฮ่่องกง ฉากtrain ในเหนังรื่อง2046 และความต่างจากากในเรื่องweekend ด้านต่างๆ ซึ่งผมเล่าไปแล้วจริงๆ ฉาก ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ เป็นรถยนต์ ในแง่ระบบทุนนิยม ตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ คนงานอุตสาหกรรมรถยนต์ กับการเกิดรถยนต์มาถึงอุบัติเหตุ ย่อมมีผู้กระทำผิดทางกฤหมาย ความวุ่นว่ายของตำรวจ พ่อ แม่ ครอบครัวพี่น้องในบ้าน และผู้เสียหาย หรืออู่ซ่อมรถอยากได้ประโยชน์จากการซ่อมรถพังไปขายต่อ แต่ย้ำประเด็นที่สำคัญหนึ่งเดียว คือ ผู้กระทำผิด น่ะครับ

ส่งท้ายสำหรับการเดินทางไปตจว.ของผม โดยเพลงวง Seahorses – Love Me And Leave Me (ซึ่่งแตกต่างจากเพลงคนไทยไม่ทิ้งกัน น่ะครับ)
ซินเจียอยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้ ในตรุษจีน2012
มุมตากล้องพาทัวร์มาเก๊า……มุมตากล้องพาทัวร์ข้ามชาติ สัมผัสมิวสิควิดิโอทดลองบันทึกความทรงจำทางวัฒนธรรม
โดยผมรู้ข้อมูลหนึ่งมาว่ากันว่ามาโคโปโลเคยมาที่จีน ในเมืองหางโจว ซึ่งเขาเอาบะหมี่ไปเผยแพร่ เมื่อเขากลับไปอิตาลีแล้วกลายเป็นสปาเก็ตตี้(spaghetti) และมะกะโรนี ก็เชื่อกันเช่นนั้น
———————————————————–แด่ตรุษจีน ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ ข่าวร้ายหายไป—————————————————————————
ข่าววันครบรอบกองทัพบก-ยิ่งลักษณ์พบป๋าเปรม-ข่าวรมต.กลาโหมคนใหม่ และข่าวผู้ก่อการร้ายโดยอเมริกา…(ต่อมามีข่าวระเบิดวันวาเลนไทน์)ในแง่หนังสือทฤษฎีไร้ระเบียบ ก็อ้างถึงความบังเอิญ หรือ โชค(Luck) ในทางเศรษฐกิจ “โชค” มีส่วนไม่น้อย แล้วนัยยะการเดินทางมาเก๊า ก็คือ ด้านเศรษฐกิจการพนัน

มาเก๊ามาฮ่องกง2

ผมนึกถึงประโยคคมๆ ในหนังของหว่่่องฯวันที่ 16 เมษา 1960 หนึ่งนาทีก่อนบ่ายสามคุณอยู่กับผม เพราะคุณ…ผมจะจำนาทีนั้นไว้ จากนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันแล้วหนึ่งนาที ความจริงข้อนี้คุณปฏิเสธไม่ได้หรอก มันเกิดขึ้นแล้ว I’ll always remember that minute because of you จากDays of Being Wild 1/11(ลองเสริจ์หาดูน่ะครับ) หรือWe’re all unlucky in love sometimes. when I am,I go jogging.

บางครั้งบรรยากาศแบบหนังฮ่่องกง ที่มีผมกินแมคโดนัลด์ หรือกืนไมค์เบอรเกอร์ในเชียงใหม่ ถ้าเราคิดถึงเรื่องจุลประวัติ(Micro-histories)ของชีวิตประจำวัน
นิทเช่ เริ่มต้นด้วยการเรียกร้องให้มีการศึกษาปรากฏการณ์ ที่มองกันมาตลอดว่า “ไม่สลักสำคัญ” เขาขอให้”หันหลัง”ให้กับประวัติศาสตร์ความคิดที่ยิ่งใหญ่ ไปสู่ปรากฏการณ์ไม่สลักสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำรงประจำวันของเรา และเป็นสิ่งที่ช่วยให้การดำรงอยู่ดังกล่าวหล่อหลอมเรา

เข้าสู่รูปแบบเฉาพะทางวัฒนธรรมอันใดอันหนึ่ง “ทุกๆสิ่งที่เป็นสีสันต่อการดำรงอยู่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มาก่อนเลย เคยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความรัก ความโลภ ความอิจฉาริษยา สติสัมปชัญญะ ศรัทธาอันแรงกล้า ความทารุณโหดร้ายหรือไม่? แม้กระทั่งประวัติศาสตร์

เปรียบเทียบว่าด้วยความยุติธรรม ที่แม้จะเกี่ยวกับการลงโทษก็เถอะ ล้วนสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง ประวัติศาสตร์พวกนี้ เมื่อเขียนขึ้นมาแล้ว จะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่หลากหลายทางศีลธรรม ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยรูปแบบของชีวิตที่แตกต่างกันไป
ผมไม่่ค่อยมีเวลาเขียนอะไรใหม่ แต่มันมีมุมมองเรื่องใหม่อยากเล่าบ้าง จากบันทึกเรื่องประวัติศาสตร์ชีวิตของนิทเช่ ที่ผมจะไม่เล่าซ้ำ แต่ผมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ส่วนตัวของนิทเช่ เป็นคนโดดเดี่ยวไร้คู่ไม่มีภรรยา อยุ๋ในโลกเจ็บป่วยบ่อย ในชีวิต และตอนช่วงสุดท้าย ก็คุยกับนักจิตวิทยา ผู้มาบำบัดเขาว่า ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติ และความเจ็บป่วย
เหมือนเป็นเรื่องสัมพันธ์ความเป็นอัจฉริยะของเขา ก็จริงหรือไม่? ผมไม่รู้เล่าเท่าที่จำได้ แต่ผมสนใจเรื่่องหนัง ในตอนนี้ ต้องทำหนังให้เสร็จ ก็นึกถึงเรื่องณอง เลอนัวร์ กล่่าวว่า คนที่ให้ทุนทำหนัง ให้คนเขียนบทแก้ไขงานเขียนของตน ไปมาหลายรอบ เพราะต้องการความสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันเหมือนกับผูู้ชายชอบผู้หญิงสวย แต่ไม่มีเสน่ห์ คนขี้เหร่่มีเสน่ห์ กว่าคนสวย
และคนขี้เหร่ ก็ทำให้ผู้ชายหลงรักหัวปักหัวปำได้ โดยผมเรียบเรียงจากความทรงจำสรุป จากหนังสือเรื่องหนัง 151 ซึ่งสนทรยา ทรัพย์เย็นเป็นบก.

โดยจริงๆ ความรู้เรื่องการทำหนัง มีให้ค้นหาตามเว็บไซด์ต่างๆ เช่น Script Writer / Formatt of Script
Formatt of Script
สำหรับการเขียนบทหนังสั้น สามารถอ่านได้ในเมนู บทความ>ความรู้พื้นฐาน>การเขียนบทหนังสั้น ซึ่งก็ได้ให้ความรู้เรื่องขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์ไว้อย่างละเอียดดีแล้ว แต่ที่จะนำเสนอในวันนี้ จะเน้นไปในทางรูปแบบหรือformattของการเขียน อาจจะมีบางอย่างที่ไม่ตรงกัน ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำงาน หวังว่า จะทำให้รู้สึกว่าการเขียนบทง่ายมากขึ้น

ขั้นตอนการเขียนบทหนังสั้น
1. Research
2. Theme
3. Plot
4. Synopsis
5. Treatment
6. Scenario
7. Paradigm
8. Screenplay
9. Shooting script
10. Storyboard

Research
ต้องยอมรับว่า คนทำหนังสั้น ส่วนใหญ่จะละเลยในขั้นตอนนี้ ซึ่งที่จริงแล้วการresearchเป็นสิ่งสำคัญนะ บางคนอาจจะไม่รู้วิธีการหรือไม่รู้foramttก็ไม่ว่ากัน เลยอยากจะคุยกัยในวิธีการคร่าวๆ ของขั้นตอนนี้
หนังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์ เราเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? นั่นแหละคือสิ่งที่ตัวละครเกี่ยวข้อง
เราอาจจะต้องมีตัวละครในใจแล้วสักคนหนึ่ง การresearchเป็นการหารายละเอียดของตัวละครมาหาใส่ ที่จริงการresearchไม่มีformatt จุดประสงค์คือเก็บเกี่ยวข้อมูลของตัวละครให้ได้มากที่สุด สร้างเป็นประวัติของตัวละคร อะไรบ้างลองมาดูกัน
1.ชื่อ เช่น ชื่อชาวมุสลิม ฉายาของพระสงฆ์ ชื่อตัวละครเชื้อชาติอื่น(มีหนังไทยอยู่เรื่องหนึ่ง ตั้งชื่อดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสด้วยภาษาอิตาลี) ถ้าเราไม่รีเสิรช อาจจะทำให้ใช้ภาษาผิด
2.อายุ อายุของตัวละครทำให้เรารู้ว่าตัวละครนั้นผ่านยุคสมัยอะไรมาบ้าง เคยผ่านสถานการณ์บ้านเมืองอะไรมา ผู้ใหญ่บางคนพูดว่ายี่เก ม.ศ.5 ในขณะที่เด็กสมัยเรียกว่า ช่วงชั้นที่4ปีที่2
3.ภูมิลำเนาวิถีชีวิตของคนแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน คำศัพท์บางคำก็ต่างกัน สำเนียงก็ต่างกัน ทัศนคติต่อสังคมก็ไม่เหมือนกัน ตัวละครบางตัวเกิดปมขัดแย้งในเรื่องการเป็นคนแปลกถิ่น ธรรมเนียมหรือกฎหมายของแต่ละประเทศก็ต่างกัน
4.ระดับการศึกษาจะมีผลต่อวุฒิภาวะของตัวละคร ภาษาที่ใช้ มุมมองต่อสังคม การควบคุมอารมณ์
5.อาชีพเป็นปัจจัยที่สร้างตัวตนของตัวละครที่ชัดเจนมากอย่างหนึ่ง
ศัพท์ในอาชีพ ตำรวจก็มีวิธีการพูดแบบตำรวจแม้แต่ในคำพูดนอกเหนือจากการปฏิบัติงาน ครูสอนภาษาอังกฤษก็จะมีรูปแบบการใช้ประโยคที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ
กิริยาท่าทางศิลปินแกะสลัก ก็ปอกผลไม้ไม่เหมือนคนทั่วไป คนเล่นโขนก็มีท่วงท่าการเดิน-วิ่งที่สง่างาม
รูปพรรณสัณฐานบางอาชีพทำให้ร่างกายมีเอกลักษณ์ เช่น นักมวย ทหาร กรรมกรกลางแจ้ง แม่ครัวที่อยู่หน้าเตา
เอกลักษณ์ที่เกิดจากการประกอบอาชีพนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่ทำให้นักแสดงกลายเป็นตัวละครของเรามากขึ้น
6.ฐานะการเงินเป็นพื้นฐานชีวิตของตัวละครเลยก็ว่าได้ เพราะมันส่งผลไปถึงรายละเอียดต่างๆของตัวละคร เช่น สภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการบริโภค เสื้อผ้า อาหาร ยี่ห้อของข้าวของเครื่องใช้ วิธีการเดินทาง รวมไปถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางอย่าง
7.กลุ่มทางสังคมเช่นแก๊งส์มอเตอร์ไซค์ แก๊งส์รถแต่ง เด็กแนว ฯ บางกลุ่มมีภาษาเฉพาะ เช่นกระเทย เดื๋อย หมายถึง เพื่อนรัก เพื่อนสนิท เรียกแทนชื่อเพื่อน ไปไหนมาเดื๋อย รอนานแล้วนะเดื๋อย หรือเบเกอรี่ มีความหมายเดียวกับคำว่า ปาดหน้าเค้ก ตั้งหม้อ ลูกชุบ หมายถึง การแย่งชิงสิ่งของ หรือ บุคคลอันเป็นที่หมายปองของเราไป เช่น ดูนังแอนสิยะ พอเห็นผู้ชายหล่อมา นางก้อเบเกอรี่สุดฤทธิ์ เป็นต้น
วัยรุ่น(บางกลุ่ม)เฮ้อ…วันนี้อารมณ์แฟ๊งค์สุดๆ เลยออกไปเดินเล่นชิวชิวข้างนอก
8.ตัวละครพิเศษ เช่น คนบ้า คนวิกลจิต คนป่วย ต้องรีเสิรชว่าเป็นประเภทไหน มีอาการอย่างไร หรือ ภาษามือ ภาษาเขียนของคนหูหนวกเป็นใบ้ ก็มีรูปแบบเฉพาะ
9.ความต้องการในชีวิต คนทุกคนมีความต้องการในชีวิต เราอาจจะออกแบบความต้องการของตัวละครได้ แต่การรีเสิรชจะทำให้เรารู้ว่าเหตุผลที่เราคิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงเพียงใด วิธีการที่ตัวละครปฏิบัติให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นก็ต่างกันไป ยิ่งตัวละครไกลจากเราเท่าไหร่ยิ่งจำเป็นต้องรีเสิรช เช่น วิธีแก้ปัญหาของเด็ก การยอมรับความสูญเสียคนรักของพยาบาล

ที่กล่าวมาอาจจะเป็นแค่ประวัติตัวละครกว้างๆ ที่จะนำไปสนับสนุนพฤติกรรมต่างๆของตัวละครเมื่อมีสถานการณ์ต่างๆเข้ามา แต่ตัวละครของหนังแต่ละเรื่องก็จะมีบุคลิกภาพเฉพาะ และสถานการณ์แตกต่างออกไป จึงควรมีการรีเสิรชตัวละครกับสถานการณ์ตามที่ออกแบบด้วย วิธีรีเสิรชที่ดีที่สุดคือการรีเสิรชจากบุคลที่ใกล้เคียงกับตัวละครของเราที่สุด และลองตั้งคำถามกับเขาว่าถ้าต้องเจอกับสถานการณ์ตามที่เราออกแบบ จะมีมุมมองหรือวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญานของผู้เขียนบทอีกทีครับ ว่าจะหาเหตุผลมาให้คนดูเชื่อได้รึเปล่า
ตัวอย่างการเขียนบท ที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อๆไป
แรงบันดาลใจ ก่อนไปResearch
ผมเห็นคนแก่คนหนึ่ง ซึ่งรู้มาว่าลูกหลานของแกก็ร่ำรวย มีเงินฝากเป็นแสนๆ บ้านก็ใหญ่โต แต่ทำไมแกถึงยังขี่จักรยาน ไปทอดแหหาปลา มาขายตรงตามบ้าน
อีกคนก็เหมือนกัน ลูกๆต้องยอมให้แกอยู่บ้านหลังเก่า ทั้งที่มีบ้านใหม่ เงินทองก็มีให้ใช้ แต่แกก็ยังคงเก็บขวดพลาสติกชั่งกิโลขาย
อีกคน ทุกวันแกต้องเดินไปบ้านเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อเหลาโครงว่าว ทำว่าว เล่นว่าวเหมือนเด็กๆ หมกมุ่นอยู่กับว่าว พอตกเย็นถึงกลับบ้าน
เกิดอะไรขึ้นกับคนแก่เหล่านี้ เขาเป็นใคร มาจากไหน เคยทำอาชีพอะไร ฐานะเป็นอย่างไร มีความขัดแย้งอะไร ชีวิตเขาเป็นยังไงกันแน่

แก้ไขล่าสุดโดย scenesmaker เมื่อ Mon Jul 24, 2006 10:25 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

——————————————————————————–

Theme
แปลได้ว่า แก่น ใจความสำคัญ แนวคิดหลัก สาร ประเด็น ฯ หนังสั้นที่ได้ผลดี ควรจะมีthemeเพียงหนึ่งเดียว คือมีประเด็นหลักที่ต้องการจะสื่อสารเพียงหนึ่งสิ่ง เพราะเวลาที่สั้นทำให้ไม่สามารถเล่าประเด็นหลายๆประเด็นได้อย่างสมบูรณ์

การเขียนtheme ไม่ได้ต้องใช้คำสวยหรู ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจยาก ไม่ต้องเป็นปรัชญา ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวคิดสากล เป็นความแนวคิดส่วนตัวก็ได้ เพียงแต่เราต้องมีความเชื่อในแนวคิดหรือthemeนั้นๆ และมีมุมมองที่จะนำเสนอ เหมือนกับการที่เราจะโน้มน้าวใจเรื่องอะไรสักเรื่องกับใครสักคน ถ้าเราไม่เชื่อในแนวคิดนั้นแล้ว มุมมองที่จะใช้ถ่ายทอด ชักจูง ต่อต้านฯ ก็จะไม่แม่น

รูปแบบหรือformattของtheme มักจะเป็นประโยคสั้นๆ ที่มีความชัดเจน themeเป็นประเด็นหรือแนวคิดสำคัญที่คนเขียนบทต้องการจะบอก โดยหาสถานการณ์ต่างๆมารองthemeนั้น บางคนก็เอามาจากสำนวน สุภาษิต คำพังเพย เช่น
กล้านักมักบิ่น
ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก
ปล่อยเสือเข้าป่า

จากคำคม เช่น
“Praise the bridge that carried you over.”
– George Colman –
จงขอบคุณสะพานที่ให้คุณเดินข้ามมา
“Well done is better than well said.”
– Ben Franklin-
การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู

หรือthemeของบางคน ไม่ได้เป็นสำนวนเปรียบเทียบ หรือปรัชญาอะไรเลย เพียงแต่ชัดเจนในเรื่องที่จะเล่า เช่น
เล่นดนตรีทำให้ลืมความทุกข์
หลังคารั่วก็ไปอุดรูหลังคา ไม่ใช่เอากะละมังมารองน้ำฝน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนหน่อยในเรื่องthemeคือ ภาพยนตร์โฆษณา และมิวสิควิดีโอ จะมีรูปแบบการนำเสนอใกล้เคียงกับหนังสั้น หนังโฆษณานี่เป็นตัวอย่างที่ดีเลย เพราะหนังโฆษณาแต่ละเรื่องจะมีthemeที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของสินค้าด้วย เช่น ชีวิตมีเรื่องดีดีตั้งเยอะ!! อย่างMVก็จะมีเนื้อหาของเพลงเป็นแนวทางอยู่แล้ว ซึ่งเพลงหนึ่งเพลงก็มักจะมีแนวคิดสำคัญเพียงอันเดียว
ในภาพยนตร์ขนาดยาวก็ต้องมีประเด็นที่เป็นthemeหลัก(ประเด็นอื่นๆอาจจะป็นsubtheme) เช่น
เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ (15ค่ำ เดือน11)
พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่(Spiderman)

เชื่อว่านักทำหนังสั้นหลายคน ไม่ได้เกิดไอเดียแรกจากthemeหรือแนวคิด ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากคิดโครงเรื่องสั้นๆได้ , พัฒนาจากงานเขียน , ดัดแปลงเรื่องจริง , อยากทำหนังแนวนี้ , ทำตามหัวข้อประกวด ฯลฯ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่คนเขียนบทหรือผู้กำกับจะต้องรีบสรุปว่า เรื่องที่จะเขียนนี้ จะยึดประเด็นอะไร เป็นthemeสำคัญ

ถ้ายังงงๆ ขอสมมติอย่างนี้ละกัน ถ้าเรื่องจริงที่รู้มาคือ
เพื่อนเราคนหนึ่ง แอบชอบผู้หญิงห้องตรงข้าม มานานน..แล้ว แต่ไม่กล้าทำอะไรสักที จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนอีกคนไปเยี่ยมที่ห้อง ไปเจอผู้หญิงคนนั้นเข้า เลยเข้าไปจีบ แล้วคาบไปรับประทาน
เรื่องเดียวกัน คนเขียนบทแต่ละคนอาจมีแนวคิดต่างกัน
เช่น
คนที่1.กำหนดthemeว่า อย่าอยู่อย่างอยาก หนังเรื่องนี้ก็จะนำเสนอผลของการอยู่อย่างอยาก อยากแล้วไม่ยอมทำอะไร ผลของการไม่ทำอะไรตามที่อยาก จึงเห็นผลเสียของการทำแบบนั้น สุดท้ายแล้วหนังอาจจะพิสูจน์themeว่า ถ้าลองเปลี่ยนวิธี มากล้าทำในสิ่งที่อยาก ก็ยังไม่สายเกินไป สรุปแล้วหนังกำลังบอกคนดูว่า อย่าอยู่อย่างอยาก ไม่มีอะไรดีขึ้น น้ำหนักของเรื่องส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวละครที่อยาก แต่ไม่กล้า

คนที่2.อาจจะมองว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับประเด็น ด้านได้ อายอด การนำเสนอของหนังเรื่องนี้ก็เปรียบเทียบเรื่อง ด้าน กับ อาย เห็นไหมว่าผู้กำกับคนที่2นี้ เชื่อว่ามันขึ้นอยู่กับการไขว่คว้า คาแรคเตอร์ของผู้ชายสองคนที่ชอบผู้หญิงคนเดียวกัน ก็ต่างกันชัดเจนมากขึ้น หนังกำลังจะบอกให้คนดูลองเปรียบเทียบวิธีการสองด้าน น้ำหนักของตัวละครผู้ชาย2คนนี้ อาจจะเท่าๆกัน

คนที่3. อาจจะมองว่า คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง เริ่มมีแนวคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น คาแรคเตอร์ของผู้ชายสองคนนี้ ก็จะต่างกันชัดเจนขึ้นอีก มีเรื่องของหน้าตาและบุคลิกเข้าเกี่ยวข้อง โดยเทความเชื่อไปให้คนพูดเก่งมีชัยกว่าคนหน้าตาดีด้วย

เห็นไหมว่าเรื่องเดียวกัน ถ้ามองthemeไม่เหมือนกัน รายละเอียดของเรื่องก็จะแตกต่างออกไป ในทางกลับกัน themeเดียวกัน ก็สามารถเขียนเป็นเรื่อง หลายเรื่องได้
ตัวอย่างการเขียนบท ที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อๆไป
Themeคุณค่าของคนแก่ อาจไม่ใช่การได้รับความสะดวกสบาย แต่อยู่ที่การได้เห็นว่าตนยังมีคุณค่า
แก้ไขล่าสุดโดย scenesmaker เมื่อ Mon Jul 24, 2006 10:23 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง
——————————————————————————–

Plot
ความหมายตามDictionary
n.ที่ดินแปลงเล็ก, แผนการ, แผนการลับ, แผนที่, แผนผัง, เครื่องมือลากเส้นและวัดมุม
vt. วางแผนลับ, เขียนแผนที่, เขียนแผนผัง, กำหนด
vi. วางแผนลับ, คบคิดวางแผน
ความหมายข้างต้นทำให้เราเข้าใจวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ของการเขียนPlotได้ชัดเจนขึ้น เคยได้ยินคำว่า พล็อตกราฟ ไหมครับ การพล็อตกราฟคือการที่เราทราบค่าพิกัดของตำแหน่ง แล้วกากบาทกำหนดไว้เป็นจุดๆ ก่อนลากเส้นเชื่อมต่อ
การเขียนพล็อตก็เหมือนกัน มันเปรียบเสมือนการทำแผนที่ แผนผัง การทำพล็อตหนังสั้น ผมแนะนำให้พล็อตไว้ 3 จุดครับ คือ
1.จุดเริ่มต้น
2.จุดหักเห
3.จุดจบ
จุดเริ่มต้น
อย่างน้อยควรรู้ว่าตัวละครคือใคร สถานการณ์ทั่วไปเป็นอย่างไร
จุดหักเห
คือสถานการณ์ที่ตัวละครนั้นเจอ ในหนังสั้นมักจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อนนัก เป็นปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของตัวละคร
จุดจบ
คือสถานการณ์ที่เป็นจุดเข้มข้นสุดของเรื่อง ก่อนที่จะคลี่คลายหรือจบลง
การเขียนplotนี้ก็เพื่อความชัดเจนของคนเขียนบทเอง ไม่จำเป็นต้องกั๊กหรือปิดบังตอนจบเหมือนพวกคำโฆษณาหนัง บ่อยครั้งที่เห็นนักทำหนังมือใหม่เขียนplotแบบกั๊กตอนจบไว้ เช่น
ชายคนหนึ่งแอบชอบสาวในซอยเดียวกัน พยายามหาโอกาสบอกรัก แต่ก่อนที่จะได้บอกก็สายเสียแล้ว
การเขียนplotเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบท ดังนั้นอยากให้ชัดเจนกันมากๆครับ ผมจะลองยกตัวอย่างการเขีบนplot ที่ชัดเจนและจะช่วยให้ทำงานง่าย
-มือปืนเบอร์หนึ่ง ทำงานพลาด จึงถูกตามเก็บด้วยมือปืนที่เป็นลูกน้องตัวเอง ในที่สุดดวลกันตายทั้งคู่
-ภารกิจสุดท้าย ในวันสุดท้ายของการทำงานในฐานะลูกกระจ๊อกตัวร้าย ก่อนที่จะถูกฆ่าตายโดยฮีโร่
– วิศวกรหญิงผู้โดดเดี่ยว เกิดหลงรักหุ่นยนต์ที่ตัวเองซ่อม จนตัดสินใจทำตัวเองกลายเป็นหุ่นยนต์
– กลุ่มนักศึกษาสาวเอกการถ่ายภาพ ถูกฆ่าตายอย่างลึกลับทีละคนๆ จนเหลือคนสุดท้าย ได้รู้ความจริงว่าแฟนของเธอเองนั่นแหละที่เป็นฆาตกร
ตัวอย่างการเขียนบท ที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อๆไป
Plot ชายชรา ยอมเลิกกิจการซ่อมรองเท้าในตลาด ย้ายไปอยู่กับลูกชายและสะใภ้ในบ้านใหญ่โต แต่กลับพบว่าชีวิตไม่มีคุณค่า จึงแอบหนีไปซ่อมรองเท้าในตลาดอย่างเดิม

แก้ไขล่าสุดโดย scenesmaker เมื่อ Tue Aug 15, 2006 7:14 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

——————————————————————————–

Synopsis
n. สรุป, สรุปความ, ข้อใหญ่ใจความ, สาระสำคัญ

ในทางการเขียนบท เรามักเรียกSynopsisว่า เรื่องย่อ รูปแบบการเขียนsynopsisของหนังสั้น มักจะเป็นความเรียง เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่างย่อ มีความยาวประมาณ5-6บรรทัด เล่าตัวละครและเหตุการณ์เพื่อสรุปว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ฯ ด้วยมุมObjectiveของคนเขียนบทเอง คล้ายๆกับการเขียนเรื่องย่อบนปกหลังกล่องVCD แต่อย่างที่บอก ไม่ต้องกั๊กตอนจบ
ในขั้นนี้แนะนำให้เขียนเรื่องให้ได้3ย่อหน้า (เหมือนเขียนเรียงความ มีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป)โดยยึดจากหลักจากการเขียนplot
อาจจะเป็น
ย่อหน้าของจุดเริ่มต้น2บรรทัด
ย่อหน้าของจุดหักเห3บรรทัด
และย่อหน้าของจุดจบ1บรรทั
ตัวอย่างการเขียนบท ที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อๆไป
Synopsis
-ชายชรา ทำอาชีพซ่อมรองเท้าอยู่ในตลาด ให้บริการแก่ลูกค้าทุกระดับด้วยความภาคภูมิใจ ตกเย็นก็กลับบ้านริมน้ำหลังเก่า เช้าวันหนึ่งลูกชายและลูกสะใภ้มารับไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ
-ชายชราย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ไปซ่อมรองเท้าที่ตลาดอีก ที่บ้านใหม่มีเครื่องใช้อำนวยความสะดวกมากมาย ทีวี ตู้เย็น โซฟา อาหารการกินสมบูรณ์ แต่ในทุกๆวันกลับต้องถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะลูกชายและลูกสะใภ้ต้องออกไปทำงาน วันหนึ่งชายชราเดินไปหลังบ้าน ไปพบกับรองเท้าเก่าของลูกชาย จึงแอบเอาไปซ่อมที่ร้านของตน จนกระทั่งตกเย็น ลูกชายตามหา มาพบเข้า
-ในที่สุด ลูกชายก็ยอมให้ชายชราคนนั้น กลับไปซ่อมรองเท้าในตลาดอย่างเดิม

——————————————————————————–

Treatment
n. การรักษา, การเยียวยา, การปฏิบัติต่อ, การกระทำต่อ, วิธีการทางวรรณกรรม

treatment ในการเขียนบท หมายถึงโครงเรื่องขยาย คือมีการเขียนคำอธิบายขยายเนื้อเรื่องชัดเจนมากขึ้น เหมือนรูปแบบของนวนิยายหรือเรื่องสั้น มีการบรรยายรายละเอียดต่างๆที่จำเป็นต่อการเล่าเรื่อง เช่น ชื่อตัวละคร ลักษณะตัวละคร สถานการณ์ต่างๆ สถานที่ วัน เวลา เหตุผลของตัวละคร ฯ แต่ยังไม่มีบทสนทนา (นอกจากว่า จะเป็นประโยคสำคัญ)
treatmentหนังสั้น มักมีความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 เป็นบทที่นิยมมอบให้คนอื่นอ่าน เพราะจะมีรายละเอียดที่มากพอจะเล่าเรื่องได้สมบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงมักตั้งชื่อตัวละครไปด้วย
อย่างที่เคยกล่าวมาว่า ชื่อตัวละครของหนังสั้นที่ดี ควรจะสื่อถึงcharacterด้วย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ถึงกับสื่อสารได้ทันที แต่ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ ถ้าเราจะไม่ได้คิดมามั่ว

ตัวอย่างการเขียนบท ที่จะพัฒนาในขั้นตอนต่อๆไป
ชื่อตัวละคร
ชายชรา ช่างซ่อมรองเท้า ชื่อ ลุงสม (สม =1.เหมาะ, ควร, รับกัน. 2.ร่วมด้วยกัน, รวมกัน. 3.ความสงบ, ความราบคาบ 4.เท่ากัน, เสมอกัน, เช่น สมดุล สมมูล) เสมือนว่าเป็นตัวละครที่ ต้องการความสมดุล อยากมีวิถีชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง
ลูกชายลุงสม ชื่อ สมบัติ มีลักษณะของการใส่ชื่อพ่อ ไว้ในชื่อลูก ตามที่นิยมกันของคนสมัยก่อน (สมบัติ = ความถึงพร้อม หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้ที่มีอยู่ เป็นต้น.) เป็นตัวละครที่พยายามหยิบยื่นวัตถุ ทรัพย์สิน เงินทอง ให้พ่อ
ลูกสะใภ้ เมียสมบัติ ชื่อ ศรี (ศรี = 1.มิ่ง,สิริมงคล 2.ความรุ่งเรือง, ความเจริญ 3.ความงาม,ความสว่างสุกใส) เป็นตัวละครที่ยึดติดกับความเป็นสิริมงคล ความเป็นสง่าราศรี จนมองว่าอาชีพซ่อมรองเท้าดูไม่น่ายกย่อง

Treatment
ที่ตลาดสดริมคลอง ย่านชานเมือง ลุงสม ชายชราอายุราว 70 ปี ช่างซ่อมรองเท้า นั่งทำงานของตนอยู่ที่มุมประจำทุกวันๆ ด้วยใบหน้าที่ปราศจากความทุกข์ใดๆ ทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างเป็นกันเอง เสมือนลูกหลานญาติมิตร ตกเย็นลุงสมเก็บของเล็กๆน้อยๆเข้ากระเป๋า ส่วนของหนักๆอย่างทั่ง ฆ้อน ก็ทิ้งไว้ที่ร้าน ลุงสมเดินกลับบ้านริมน้ำ นั่งกินข้าวกับแมวพเนจรที่มาอาศัยชายคาด้วย
เช้าวันใหม่ ลุงสมตื่นแต่เช้าเตรียมตัวจะไปตลาด หันไปเห็นสมบัติ ลูกชายอายุ35 และ ศรีลูกสะใภ้ อายุราว30 ขับรถมาจอดรถหน้าบ้าน สมบัติบอกว่าวันนี้จะมารับพ่อไปอยู่บ้านหลังใหม่

ที่บ้านหลังใหม่ ลุงสมเคอะๆเขินๆกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านหลังใหญ่ คืนแรกถึงกับนอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็เกือบสว่าง ตื่นมาตอนสายๆก็พบว่าสมบัติกับศรีออกไปทำงานแล้ว แต่ได้จัดเตรียมอาหารไว้เป็นอย่างดี ทั้งวันลุงสมก็ไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่นั่งๆนอนๆ ตอนเย็นสมบัติกับศรีซื้อข้าวปลาอาหารมามากมาย ซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าคู่ใหม่มาให้ลุงสม และศรีก็ซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาให้สมบัติด้วย
วันรุ่งขึ้น ลุงสมนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาอย่างเบื่อหน่ายอยู่คนเดียว พอตกเย็นลูกชายกับลูกสะใภ้ก็กลับมา สมบัติบอกลุงสมว่า เพื่อนบ้านจับนกเขาได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนกลางวันเขาจะเอามาให้ พ่อก็รับไว้ละกัน พ่อจะได้มีอะไรทำแก้เบื่อ
บ่ายวันต่อมา ลุงสมเล่นกับนกเขาในกรง แต่ดูมันช่างเหงาหงอยเหลือเกิน ลุงสมเลยเดินเลี่ยงไปหลังบ้าน ไปพบกับรองเท้าคู่เก่าของลูกชายเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาซ่อม แต่ก็ไม่มีทั่ง ลุงสมเลยตัดสินใจหิ้วรองเท้าคู่นั้น เดินออกจากบ้านไปที่ร้านเป็นระยะทางเกือบ3กิโล และรองเท้าคู่ใหม่ที่ลูกสะใภ้ซื้อให้ก็กัดเท้าจนแดง
ลุงสมนั่งซ่อมรองเท้าลูกชายอยู่ที่ร้านจนเสร็จ ก็เดินกลับมาถึงที่บ้านริมน้ำตอนเย็นๆ นั่งขัดรองเท้าอยู่อย่างขะมักเขม้น แมวพเนจรตัวนั้นนั่งมองลุงสมอยู่ จนกระทั่งสมบัติกับศรีขับรถมาถึง สมบัติตรงไปหาพ่อด้วยความฉุนเฉียว แต่พอได้เห็นภาพว่าพ่อทำอะไรอยู่ ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ลุงสมบอกว่าซ่อมเสร็จพอดี ลองสวมดูว่าใช้ได้ไหม

เช้าวันรุ่งขึ้น ที่บ้านใหม่ ลุงสมสวมรองเท้าคู่เก่าเดินลงมาจากบ้าน ศรีเดินตามมาติดๆ เจ้าแมวตัวนั้นนอนอาบแดดอยู่หน้าบ้าน(มันถูกพามาด้วย) สมบัติเช็ครถเสร็จ กำลังปิดฝากระโปรงพอดี สมบัติเดินไปเปิดประตูรถให้พ่อนั่งหน้า ศรีนั่งหลัง ส่วนตนเองก็กำลังจะเดินไปด้านคนขับ เหลือบไปเห็นกรงนกเขา จึงแวะเปิดกรง ปล่อยนกไป ก่อนขึ้นรถขับออกไป
ที่ตลาด รถของสมบัติขับมาจอด ลุงสมเปิดประตูลงรถมา สมบัติตะโกนจากในรถ
“เดี๋ยวตอนเย็นผมมารับนะพ่อ”
ลุงสมยิ้ม พยักเพยิดหน้า แล้วเดินตรงไปยังร้านซ่อมรองเท้านั้น สมบัติใส่เกียร์ถอยหลัง แล้วเหยียบคันเร่ง ด้วยรองเท้าคู่เก่าที่พ่อซ่อมให้
-จบ-

——————————————————————————–

Screenplay

เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญและละเอียดที่สุดของการเล่าเรื่อง บทScreenplayนี้ จะเป็นบทที่มอบให้นักแสดงท่อง มอบให้ทีมงานฝ่ายต่างๆเตรียมงาน ดังนั้นสำนวนการเขียนไม่ควรจะคลุมเครืออีกต่อไป จะใช้ภาษาแบบเล่าเรื่องด้วยภาพ ขอเน้นนะครับว่าการเขียน Screenplayนี้ จะใช้สำนวนการเขียนอธิบายให้เห็นเป็นภาพมากที่สุด คำอะไรก็ตามที่เคยเขียนเป็นตัวอักษร จะถูกทำให้กลายเป็น คำอธิบายภาพ (ยกเว้นจะเป็นการสนทนา) ถ้ายังงงๆ จะขออธิบายอย่างนี้ละกัน

ตอนเช้า จะไม่เขียนว่า ตอนเช้า แล้ว เพราะ ตอนเช้า ไม่ใช่ภาพ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนเขียนบทว่า จะใช้อะไรมาสื่อคำว่า ตอนเช้า เช่น ไก่ขัน พระอาทิตย์ขึ้นเหนือยอดไม้ พระเดินบิณฑบาตร เด็กไปโรงเรียน เป็นต้น
ทีมงานฝ่ายต่างๆจะได้รู้ว่า จะต้องเตรียมอะไรบ้าง ต้องเตรียมไก่ไหม ต้องหาเด็กนักเรียนมาเข้าฉากไหม ต้องเตรียมเลนส์อะไร เอาฟิลเตอร์อะไรมาถ่ายพระอาทิตย์ นัดกองกี่โมง ถ่ายทำที่ไหน เห็นไหมว่า คำว่า ตอนเช้า ไม่พอแล้ว

เธอยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน อย่างรู้สึกกังวล ก็จะไม่เขียน รู้สึกกังวล ก็เขียนได้แต่ยังไม่พอ เพราะ รู้สึกกังวล ไม่ใช่ภาพ จะต้องอธิบายเป็นภาพให้ได้ว่า รู้สึกกังวล เป็นภาพอะไร เช่น เธอยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พยายามมองเข้าไปข้างใน ขมวดคิ้ว กัดริมฝีปาก ดูนาฬิกาข้อมือ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วลงไปนั่งก้มหน้า เช็ดเหงื่อที่ฝ่ามือกับขากางเกง
เวลาทีมงานอ่านบทก็จะรู้ได้ว่า ผู้ช่วยฯต้องเตรียมเหงื่อนะ costumeต้องมีนาฬิกาข้อมือนะ ฝ่ายกล้องต้องเตรียมเลนส์80นะเพราะมีcu.หน้า ฝ่ายartต้องมีเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินนะ

เธอลังเลที่จะโทรหาเขา ลังเล ไม่ใช่ภาพ อาจจะเขียนว่า เธอนั่งมองโทรศัพท์บ้าน ยกหูขึ้น กดเบอร์ไป5ตัว ถอนหายใจ วางหู แต่มือยังจับไว้ ยกหูขึ้นอีกที แล้ววางไว้ข้างนอก(ยกหูออก) ผ่านไป5วินาที เธอเอาหูไปวางไว้ที่เดิม

การเล่าเรื่องด้วยภาพนี้ จะทำให้ทุกๆฝ่ายเตรียมงานได้แม่นยำขึ้น ทั้งฝ่ายกำกับการแสดง ฝ่ายกำกับภาพ ฝ่ายกำกับศิลป์ เสื้อผ้า แต่งหน้า สถานที่ถ่ายทำ เสียง ฯ และรายละเอียดเหล่านี้แหละ จะนำไปสู่การคำนวณงบประมาณในการสร้าง

รูปแบบการเขียนScreenplay
Screenplayนี้จะประกอบไปด้วยหัวฉากแบบ scenario คือมีเลขฉาก ภายนอก/ภายใน ชื่อฉาก และเวลากลางวัน/กลางคืน
ในด้านภาพ จะเป็นคำอธิบายภาพ อธิบายฉาก เสื้อผ้า การแสดง สีหน้าท่าทาง
ในด้านเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงสนทนา เสียงบรรยาย หรือเสียงประกอบต่างๆ นิยมจัดหน้ากระดาษ ให้ชื่อตัวละคร หรือที่มาของเสียง อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ และเสียงบทสนทนาหรือเสียงต่างๆ อยู่ในขอบกั้นหน้า กั้นหลัง ใต้ชื่อตัวละครนั้นอย่างเป็นระเบียบ

http://www.thaishortfilm.com/board/viewtopic.php?p=804&sid…
(จริงๆ เขาเขียนกันยาวๆ ผมก็อปปี้มาเล่าย่อๆ น่ะครับ )

แล้วผมอยากเล่่่าเรื่องหนังฮีโร
ชื่ออื่นๆ : Ying xiong
ชื่อไทย : ฮีโร่
ผู้กำกับ : จาง อี้โหมว
ผู้แต่ง : ลี่ เฝิง
วันเข้าฉาย : 24/01/2003
ประเภท : Action , Adventure , Drama
ความยาว : 120 นาที
เรท : เรท PG-13
สถานที่ถ่ายทำ : Hong Kong
ภาษา : จีน

เนื้อเรื่องย่อ
ในยุคสงครามระหว่างรัฐ (ปี 475 – 221 ก่อนคริสตกาล) ประเทศจีนได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 อาณาเขต : ฉิน , เฉ่า , ฮั่น , เว่ย , หยาน , ชู และฉี เป็นเวลาหลายปีที่แคว้นต่างๆ ได้ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง เพื่อแก่งแย่งอำนาจ ยังผลให้ประชาชนจำนวนมาก ต้องล้มตายและทนทุกข์ทรมาณ นานนับทศวรรษ

ในบรรดาแคว้นทั้งเจ็ด รัฐฉินนั้นแข็งแกร่งที่สุด กษัตริย์แห่งฉิน (เฉินดาวหมิง) ปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะครอบครองจีนทั้งแผ่นดิน เพื่อขึ้นครองเป็นจักรพรรดิแห่งจีนพระองค์แรก พระองค์จึงตกเป็นเป้าสังหารของอีกทั้งหกแคว้น ในบรรดามือสังหารทั้งหลาย จะหาผู้ใดที่น่าสะพรึงกลัว เท่ากับสามจอมยุทธ ดาบหัก , หิมะเหิน และ เวหา นั้นมิมี

ผู้ใดก็ตามที่สามารถเอาชนะยอดฝีมือทั้งสามได้ กษัตริย์แห่งฉินจักพระราชทานยศศักดิ์ , ทรัพย์สินเงินทองกองเท่าภูเขา และได้รับสิทธิพิเศษ ในการเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ แต่การเอาชนะจอมยุทธนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง กว่าสิบปีที่มิมีผู้ใดมีความสามารถพอ ที่จะได้เป็นเจ้าของรางวัล ดังนั้นเมื่อ นิรนาม (เจ็ต ลี) นายอำเภอผู้มีทีท่าน่าสงสัย มาขอเข้าเฝ้าพร้อมหลักฐาน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของมือสังหารทั้งสาม กษัตริย์จึงแทบคอยไม่ไหว ที่จะได้ฟังเรื่องจากปากเขา ขณะที่นั่งอยู่ในท้องพระโรง ห่างจากพระองค์เพียงสิบก้าว นิรนามจึงแถลงไข ถึงเรื่องราวอันโลดโผนของเขา…

เป็นระยะเวลาสิบปี ที่นิรนามได้ศึกษาเพลงดาบ และหนทางท้าประลองกับมือสังหารทั้งสาม ด้วยความลับแห่งวิชาเพลงกระบี่ของเขา นิรนามได้มีชัยชนะเหนือ เวหา (ดอนนี่ เหยิน) ด้วยการต่อสู้อันดุเดือด และหลังจากที่ได้ลิ้มรสหวานของชัยชนะครั้งแรก เขาจึงได้ทำลายคู่หูพิฆาต หิมะเหิน (จางม่านอี้) และ ดาบหัก (เหลียงเฉาเหว่ย) และครานี้ด้วยอาวุธอันร้ายกาจ ยิ่งไปเสียกว่ากระบี่ของเขา โดยให้ต่างฝ่ายพิฆาตกันเอง ด้วยมิตรภาพที่แนบแน่น เกินกว่าธรรมดาของทั้งสอง

กษัตริย์ทรงครุ่นคิดถึงรายละเอียดทุกตอน ของเรื่องราวที่น่าสงสัยนี้ แต่แล้วบางอย่างที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทรงมีเรื่องเล่าที่แตกต่างออกไป ว่าเหตุใด นิรนามจึงได้มานั่งอยู่ ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์!

เมื่อปรากฎว่าไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย นิรนาม ทหารกล้า และกษัตริย์แห่งฉิน ผู้ปกครองอาณาจักร ต่างตกอยู่ท่ามกลางเล่ห์เพทุบาย และระยะสิบก้าว ที่คั่นกลางระหว่างทั้งคู่นั้น ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยตำนานแห่งความรัก ความจงรักภักดี และหน้าที่ เรื่องราวที่ดำเนินไป ไกลเกินกว่าจะได้รับการบันทึกไว้ ในหน้าประวัติศาสตร์ เรื่องราวแห่งความหมายของการเป็น วีรบุรุษ..
http://forum.sabyezone.com/index.php/topic,10722.0.html

Hero – Ying Xiong – Zhang Yimou – best of

ส่วนตัวต้องแก้ไขงานของตัวเอง ในหนังสั้นยังไม่่เสร็จ หลังจากประเมินงานหนังแล้ว ฮ้า สั้น แถวสะเมิงแล้ว ฮ้า ถึงนอนไม่หลับ ต่อมาขั้นอาเจียน หลังดื่ม ปวดหัว หวัดไข้ ท้องเสียไม่่หายดี และผมพบเจอผู้คนมากมาย ครับ

ปิดท้ายด้วยอัลบั้ม ALTERNATIVE NATION 2.ซึ่งมีวงโอเอซิสอยู่ลำดับที่1 ของอัลบั้ม ครับ …
Oasis – D’You Know What I Mean
Step off a train, all alone at dawn
Back into the hole where I was born
Sun in the sky, never raised an eye to me

There’s blood on the tracks, and they must be mine
Fool on the hill, and I feel fine
Don’t look back, ’cause you know what you might see

Look into the wall of my mind’s eye
I think I know, but I don’t know why
Questions of the answers you might need

Comin’ in a mess, going out in style
I ain’t good lookin’, but I’m someone’s child
No one can give me the air that’s mine to breathe

I met my maker, I made him cry
And on my shoulder, he asked me why
As people won’t fly through the storm
I said listen up now, we don’t even know you’re born

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

I don’t really care for what you believe
So open up your fist and you will receive
The thoughts and the words of every man you’ll meet

Get up off the floor of the leaving line
No one’s ever gonna ever ask you twice
Get all the fuss and bring it all home to me

I met my maker, I made him cry
And on my shoulder, he asked me why
As people won’t fly through the storm
I said listen up now, we don’t even know you’re born

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

All my people right here, right now
D’you know what I mean? (yeah, yeah)

วันที่ 18- 23-29 กุมภาพันธ์ 55
วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555
ประวัติ Heinrich Rudolf Hertz ผู้กำหนดนิยาม ความถี่ของโล
ภาพลูกคลื่นวิ่งไปมา ในหน้าจอ ออสซิโลสโคป คงเป็นสัญลักษณ์ ที่นักเรียน นักศึกษา เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แถมยังมีการเรียกหน่วยต่างๆ ออกมาให้เราจดจำไปใช้ในการเรียนการสอน ด้วย
แต่รู้หรือไม่ ว่าที่มีของหน่วยความถี่ ที่เรียกว่า Hertz นั้น มาจากอะไร?
หากไม่รู้ เรามีคำตอบให้
อ่านประวัติ ของ Heinrich Rudolf Hertz
http://www.oknation.net/blog/nookieland/2012/02/22/entry-1

23 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) – พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธานคณะ รสช. นำการก่อรัฐประหารในประเทศไทย โค่นล้มรัฐบาลที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อไม่มีเรื่องราวตามทำนายของการปกิวัติตามหมอดู ประสงค์ และกรณี ป๋าเปรม จากวันที่10 กพถึง17 กพ.ทุกอย่างจะปกติทางการเมืองไหม? ครับ ส่วนผมเสนอท่านสนใจเปิดโรงเรียนสอนเขียนเรื่องสั้น ป่ะ วันนี้เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง มันเขียนบอกแนะนำเขียนหนังสือรวยเป็นล้าน ฝึกพูดฯลฯ และหนังสือชื่อไอ้แป๊ก รวยสิบล้าน อะไรสักอย่างขายในเซเว่น555 เอาป่ะ เผื่อมีคนมาเรียนเปิดสอนทำธุรกิจไวน์ ก็ได้ ครับ
..
มันมีเรื่องซ่อมมากมาย ในสภาพอาการป่วยเป็นหวัด เจอผู้คนต่างๆ นานา ไม่ได้เจอกันนาน แม้กระทั่งรถมอเตอร์ไซด์ของผม ต้องเปลี่ยนยางใน-ยางนอก และวันเวลาผ่านไป บางอย่างครบรอบสิบปี เช่นบทความของผม คือ
-ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ชาวจีนกับผู้ปกครอง
ความเชื่อ พิธีกรรม
ในศาลเจ้าจีนจังหวัดเชียงใหม่่
นักศึกษาปริญญาโท คณะบัณฑิตวิทยาลัย
สาขาภูมิภาค มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บทความนี้จะเน้นความสำคัญของชาวจีนที่คุมเศรษฐกิจของเชียงใหม่ และสาเหตุการตั้งศาลเจ้าจีนกับผู้ปกครอง จะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวเชื่อมโยงกับความเชื่อ พิธีกรรม ตลาดการค้า และสังคมชาวจีนสมาคมต่างๆ ตลอดจนสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมจากศาลเจ้าจีนในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ศิลปวัฒนธรรม 23, 4 (ก.พ. 2545)
thai-d.com/siam-china/silapawat/chiangmaichi.htm (บทความเรื่องจีนผมได้รับอิทธิพลของบทความเกษียร เรื่องหางเปียของคนจีน รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วย ครับ) นี่เป็นการทบทวนตัวเอง ในด้านความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตนเอง ก็มีโอกาสบังเอิญไปแวะเจอศาลเจ้าแห่งหนึ่งครบรอบสิบปี กับร้านของเพื่อนรวมทั้งนึกถึงรุ่นพี่ช่วยถ่ายภาพ ในตอนนั้น น่ะครับ

-“อาการความเป็นไทยกำเริบ” (เกษียร เขียนถึงปุ่มตรงกลาง และผมย้อนค้นบทความเก่าดูร่วมกัน ครับ)
โดย เกษียร เตชะพีระ
การที่แค่คิดต่างก็กลายเป็น “ไม่ไทย” แล้วเช่นนี้ ทำให้ด้านหลักโดยรวมแล้วบุคลิกลักษณะของอุดมการณ์รัฐไทยไม่ใช่เชื้อชาตินิยม(racism) อย่างที่หลงทึกทักกล่าวอ้างกันอย่างฉาบฉวยตื้นเขิน แต่เป็นอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย(the ethno-ideoloty of Thainess) หรือการฉวยใช้คำเรียกทางเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์มาเป็นป้ายยี่ห้อแขวนคอผู้เห็นต่าง เพื่อกล่าวหาโจมตีตราหน้าทำร้ายกันทางการเมืองต่างหาก โดยที่เอาเข้าจริงและพูดให้ถึงที่สุดแล้ว เป้าโจมตีจะมีเชื้อชาติไทยหรือไม่-ก็ไม่สำคัญ

3)กระบวนการวิพากษ์โจมตีจะเริ่มจากการ “นับญาติ” ก่อน ในกรณีนี้คือนับญาติอาจารย์พิริยะกับภาษาไทยและชาติไทย ผ่านพ่อขุนรามคำแหง ในฐานะผู้ประดิษฐ์อักษรไทยและสร้างกรุงสุโขทัยขึ้น จนคนไทยมีภาษาไทยใช้และมีชาติไทยอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อกล่าวหาโดยนัยว่า “เนรคุณ” ในบทสรุปท้ายสุด
ประการสุดท้ายนี้ ลุงไมค์ฟาดเคราะห์ไป ได้รับยกเว้น ไม่ถูกแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามฯนับญาติพาดพิงถึง อาจเพราะญาติโยมของลุงอันที่จริงก็ไม่ได้อยู่แถวนี้ แต่อยู่ที่อังกฤษ
http://chubbyhole.exteen.com/20090629/thainess
(จากแง่มุมของอดีตเหมือนที่ผมเคยเจอเกษียร ขณะผมขับรถมอเตอร์ไซด์ในมอชอ หลายปีก่อนโน้น ต่่างคนไม่รู้จักกัน หรอก แต่ผมมีน้ำใจอาการเจอคนป็อบ ก็เลยชวนเกษียร ขึ้นมอเตอร์ไซด์ แต่่เกษียร ขอเดินดีกว่า ครับ)

-ชีวิต “หลังทักษิณ” (Living with/in Post-Thaksinism?พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
..ตัวคุณทักษิณเลือกที่จะใช้กรอบการเมืองเดิมมาเป็นฐานในการขับเคลื่อนการเมืองประชานิยม นั่นก็คือการเมืองแบบชาตินิยม ซึ่งส่วนหนึ่งมีลักษณะการให้เหตุผลในแบบเดียวกับการเมืองแบบประชานิยม ก็คือการสร้าง “เขา” สร้าง “เรา” (negative identification) หรือการสร้าง “คนอื่น” (other) (4)
กรณีที่เห็นชัดเจนก็คือนโยบายและการกระทำของพรรคไทยรักไทยในช่วงหาเสียงก่อนการเข้ามาเป็นรัฐบาลในสมัยแรกที่ประณามนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ว่าขายชาติ โดยเฉพาะในกรณีของการขายรัฐวิสาหกิจ
4. ดูตัวอย่างการสร้างชาติผ่านการสร้างผู้อื่น หรือการกำหนด-ระบุความเป็นไทยด้วยการสร้างความเป็นอื่น (Negative Identification of Thainess) ผ่านการสร้างตัวตนทางภูมิศาสตร์สมัยใหม่ของชาติ (Geo-body of a Nation) ใน Thongchai Winichakul. 1994. Siam mapped: A History of the Geo-body of a Nation. 1994. Chiang Mai: Silkworm Books. โดยเฉพาะในส่วน The Positive and Negative Identification of Thainess. หน้า 3-6 หรือการสร้างภาพพม่าให้เป็นศัตรูร่วมของชาติไทยในการเขียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพใน สุเนตร ชุตินธรานนท์. 2537. พม่ารบไทย: ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน.
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:AJIi9jrISBwJ:onopen.com/2006/01/525+%E0%B9%83%E0%B8%88SIAM+MAPPED%E0%B8%AF+%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD+%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87The+Positive+and+Negative+Identification+of+Thainess&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th

– The Positive and Negative Identification of Thainess.มีคนนำไปใช้ประกอบเขียนบทความเกี่ยวกับเสื้อแดงในต่างประเทศด้วย ครับ

-คุณเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก หรือเปล่า? เอาหละเล่่าเรื่องไหว้
แก้ชงอย่างไรและให้โชคดีปีมะโรงธาตุน้ำ คมชัดลึก : บันเทิง : คอลัมน์เด็ด
http://www.komchadluek.net/…/แก้ชงอย่างไรและให้โชคดีปีมะโรง… – แคช7 ชม.ก่อน – ไหว้ช่วงวันสิ้นปี-ขึ้นปีใหม่ ๓๑ ธันวาคม-๑ มกราคม แล้วแต่ว่าวันไหนสะดวก. ๒. … บนเสาเทพฟ้า แต่ต้องไปก่อนวันไหว้ทีกงแซ ปีนี้คือ ๓๑ มกราคม …
http://www.komchadluek.net/detail/20120130/121575/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.html

ผมครุ่นคิดไปในDay for Night.บทหนังสั้นเพื่อนเขียนเป็นหลัก และผมร่วมเขียน..สลับกับผมคิดเรื่องการขนของ-หนังสือ ในห้องย้ายจากห้องเก่ามาห้องใหม่ ก็มองโลกแง่ดี ทำให้เห็นหนังสือเก่าๆ ที่หลงลืมมาหยิบทบทวนอ่านใหม่ต่างๆนานา และความรู้โดยบังเอิญจากหนังสือพวกนั้น โดยย้อนรำลึก ชุมชนจินตกรรมในแง่มุมการพยากรณ์ของมารกซ์ และหนังสือIlluminations…หรือวิธีการอนุมานและอุปมาน (Deductive – Inductive method) ซึ่งต่อมาได้มีผู้ดัดแปลงแก้ไขให้ชื่อใหม่ว่า Reflective Thinking เพราะกระบวนการคิดแบบนี้เป็นการคิดกลับไปกลับมาหรือคิดอย่างใคร่ครวญรอบคอบ ผู้ที่คิดวิธีการนี้คือ จอห์น ดุย (John Dewey) เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ “How We Think” เมื่อปีค.ศ.1910 แบ่งขั้นการคิดไว้ 5 ขั้นคือ
1. ขั้นปรากฏความยุ่งยากเป็นปัญหาขึ้น (A felt difficulty) หรือขั้นปัญหานั่นเอง
2. ขั้นจำกัดขอบเขตและนิยามความยุ่งยาก (Location and definition of the difficulty) เป็นขั้นที่พยายามทำให้ปัญหากระจ่างขึ้น ซึ่งอาจได้จากการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อเท็จจริง
3. ขั้นเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือสมมติฐาน (Suggested solutions of the problem hypotheses) ขั้นนี้ได้จากการค้นคว้าข้อเท็จจริงแล้วใช้ปัญญาของตนเดาคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเรียกกันว่า ขั้นตั้งสมมติฐาน
4. ขั้นอนุมานเหตุผลของสมมติฐานที่ตั้งขึ้น (Deductively reasoning out the consequences of the suggested solution) ขั้นนี้เป็นขั้นรวบรวมข้อมูลนั่นเอง
5. ขั้นทดสอบสมมติฐาน (Testing the hypotheses by action) ขั้นนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจะทดสอบดูว่า สมมติฐานที่ตั้งขึ้นมานั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ขั้นตอนการคิดแบบนี้ต่อมาเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) นั่นเอง กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยปัญหาก่อน แล้วจึงใช้การอนุมานเพื่อจะเดาคำตอบของปัญหาหรือเป็นการตั้งสมมติฐานขึ้น ต่อมาก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน และใช้หลักของการอุปมานสรุปผลออกมา วิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงมีวิธีการคิดเป็น 5 ขั้นดังนี้
1. ขั้นปัญหา (Problem)
2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypotheses)
3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering data)
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
5. ขั้นสรุป (Conclusion)

จากเรื่องความรู้ ในแง่มุมผมคิดถึงเจอผู้หญิงแปลกๆ จะขอขึ้นมอเตอร์ไซด์ผม และเรื่องของความเป็นไทย ผสมผสานหลากหลายความรู้ต่างชาติ
-อเมริกันแขร์
คำภาษาอังกฤษ ที่มักใช้กันผิดๆ โดยพวกเราครับ… คำแรกเลยคำว่า
“American Share” เวลาที่เราไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆ แล้วทุกคนจ่ายโดยเอาค่าอาหารมาหารกันเท่าๆกันนี้ เราชอบใช้คำว่า American Share กัน โดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่า คนอเมริกันนิยมหารค่าอาหารกันจริงๆ หรือไม่ แต่ถ้าจะให้ถูกน่าใช้ว่า “Let’s go Dutch” ครับ แปลว่า ฉันไม่เลี้ยงเธอ เธอไม่ต้องมาเลี้ยงฉัน หารเท่ากัน สบายแฮ
http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2010/06/H9332549/H9332549.html

-โต๊ะทำงานแบบไร้ระเบียบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริงหรือ
วันนี้มีข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เรื่องของผลวิจัยเรื่องโต๊ะทำงาน เลยพลาดไม่ได้ที่จะขออ่านแบบแทรกคิวด่วนสักนิด เรื่องของเรื่องก็คือว่า ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะรังเกียจอะไรที่รกๆ สกปรกๆ ถึงจะไม่ใช่ที่ของเรา แต่ก็ทำให้เรารกหู รกตา
แต่หารู้ไม่ว่า ผลการวิจัยด้านการเชื่อมโยงความคิดของ “เดลี่ เมล์” นักวิจัยชาวเยอรมนี พบว่า การทำงานบนโต๊ะหรือหน้าร้านที่มีความรกมากเป็นพิเศษ จะทำให้สายตาและจิตใจทำงานร่วมกันด้วยการโฟกัสเฉพาะจุดส่งผลให้ความคิดมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น การคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นตามเช่นกัน เพราะเหตุผลนี้หรือเปล่านะ ที่ทำให้โต๊ะทำงานของ ”อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” และ “โรอัลด์ ดาห์ล” นักคิด นักเขียนชื่อดังของโลกหาความเป็นระเบียบไม่ได้
ในขณะที่ “เจีย ลิว” จากมหาวิทยาลัยโกรนินเกน ผู้เขียนรายงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า ผู้บริหารหรือตามหน่วยงานต่างๆ มักส่งเสริมให้มีการจัดโต๊ะทำงานให้สะอาด หรือที่ทำงานให้สะอาด ดูแล้วสบายตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะมีความเชื่อว่า สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นระเบียบ จะทำให้จิตใจเกิดความสับสนและส่งผลไปยังการตัดสินใจด้วย แต่นั่นเป็นเพียงการวิจัยในด้านของผลกระทบที่มีต่อการตัดสินใจ แต่ไม่ได้ยืนยันด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลเชื่อมโยงกับด้านจิตใจ
จากผลการทดลองและผลการศึกษาจากนักวิทยาศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มว่า ความคิดของคนมีความเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก การจัดแบ่งประเภทสินค้าก็มักทำด้วยวิธีที่เรียบง่าย และมองหาทางเลือกที่ไม่มากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมการซื้อของออนไลน์ ที่มักพับว่า เว็บที่สามารถสร้างยอดขายออนไลน์ได้ดี มักป็นเว็บที่มีการออกแบบมาตราฐาน เรียบง่าย แต่มีรายละเอียดสินค้าชัดเจน นั่นหมายความว่า “มนุษย์ ไม่มีอะไรซับซ้อน และไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก”
http://www.pleplejung.com/2012/01/%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A/
(เพื่อนผมบอกถ้าจะจริงไร้ระเบียบทำให้กระต้นการค้นหา)

-ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับซุนหวู่
… ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือบางคนเรียกว่าทฤษฎีโกลาหล (chaos theory) ได้พูดเชิงอุปมา “ผลกระทบผีเสื้อ” (butterfly effect) ผลกระทบผีเสื้อนั้น คนไทยเราน่าจะยังจดจำกันได้ดี…
…ศิลปะของซุนหวู่ในการทำงานกับความปั่นป่วนและไร้ระเบียบ (chaos) ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ “แก่นแท้ของการยุทธ์ และชีวิตที่แท้จริงมักจะทำนายให้แม่นยำได้ยาก มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสับสนวุ่นวาย ความไร้ระเบียบมันเกิดขึ้นเมื่อกติกาเก่า กฎเกณฑ์เก่า และระบอบเก่ากำลังจะหมดสภาพ แต่ระเบียบใหม่ กติกาใหม่ และระบอบใหม่ก็ยังไม่ทันเกิด มันเป็นห้วงเวลาที่ไม่มีอะไรแน่ และเป็นอันตรายเมื่อสรรพสิ่งที่ดูแข็งแกร่งได้แตกลงเป็นเสี่ยง ผู้นำที่ชาญฉลาดจะไม่หวั่นไหวกับความปั่นป่วน เขายังสงบเยือกเย็นเพราะเห็นภาพรวม เพราะท่ามกลางความปั่นป่วนสับสนนี้เขาได้เห็นร่องรอยของระบบที่กำลังฟอร์มตัวขึ้นมา ดังเช่นท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของพายุเฮอร์ริเคนที่เคลื่อนตัวแถบชายฝั่งดูเสมือนทำนายยาก เราสามารถมองเห็นรูปร่าง (pattern) ของมันได้ ความไร้ระเบียบกับความเป็นระเบียบจึงเป็นสองด้านของเหรียญ ทั้งสองส่วนนี้แหละประสบการณ์องค์รวมของเรา เราเห็นความดีและความชั่ว เห็นความไม่เป็นธรรมกับความยุติธรรม เห็นทั้งความสับสนและความแจ่มชัด รู้ว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันและกันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2122

-ผลกระทบของการใช้ทฤษฎีเคออส(chaos) คือ อาจจะเป็นบ้า ก็ได้น่ะครับ เมื่อผมย้อนกลับมาคิดเรื่องอาการบ้า-อาการประสาท ก็คารล มารกซ์ เคยเป็นอาการเหล่านี้ น่ะครับ
Genius and Madness | Psychology Today
7 May 2007 … Creativity and mood: The myth that madness heightens creative genius. By Hara Estroff Marano | Psychology Today.
http://www.psychologytoday.com/articles/…/genius-and-madness – แคช – ใกล้เคียง

In Every Element of Genius, Is There an Element of Madness …16 Jan 2008 … This paper will discuss some findings that aim to verify the relationship between genius and madness and it will encourage the reader to make …
serendip.brynmawr.edu/exchange/node/1884 – แคช – ใกล้เคียง

The link between genius and madness | Mail Online 11 Feb 2007 … Scientists have discovered a gene which is linked to both intelligence and schizophrenia. It could explain personality traits shown by the world’s …
http://www.dailymail.co.uk/health/…/The-link-genius-madness.html – ใกล้เคียง

Between Genius and Madness
June 14, 1998. Between Genius and Madness. In 1949, John Nash laid the foundations of game theory; 10 years later, he was found to be schizophrenic. …
http://www.nytimes.com/books/98/06/14/…/980614.14singht.html – แคช – ใกล้เคียง

Fine line between genius and madness, scientists find – Telegraph 30 Sep 2009 … There is a fine line between genius and madness because they share the same
genes, scientists have found.
http://www.telegraph.co.uk/…/Fine-line-between-genius-and-madness-scientists-find.html – ใกล้เคียง

Are Genius and Madness Related? Contemporary Answers to an …31 May 2005 … Instead, the scores lie somewhere between the normal and abnormal ranges … Are genius and madness tantamount to the same thing? …
http://www.psychiatrictimes.com/display/article/10168/52456 – แคช – ใกล้เคียง

Is there a Link Between Genius and Madness? By Dr Kenneth Lyen. Page 4.
Editorial Note: This article is only an abridged version. The complete article is …

http://www.sma.org.sg/sma_news/3403/commentary.pdf – แคช – ใกล้เคียง

‘Missing Link’ Between Madness And Genius Genius cannot exist without mental disorder, according to a study that names George Orwell, LS Lowry and Lewis Carroll among 21 artists who suffered a form …
http://www.rense.com/general66/madness.htm – แคช – ใกล้เคียง

The thin line between insanity and creative genius – Thomas …Dryden’s identification of the kinship between genius and insanity was a prejudicial one, entirely satirical in its intentions. We have learnt since then to be far …
http://www.independent.co.uk/…/the-thin-line-between-insanity-and-creative-genius-688332.html – แคช – ใกล้เคียง

Madness and genius | Frontier Psychiatrist 6 Jul 2009 … An exploration of the connection between madness and genius. … The researcher was actually expecting to find a correlation between …
frontierpsychiatrist.co.uk/madness-and-genius-with-a-shameless-reference-to-michael-jackson/ – แคช – ใกล้เคียง

จากปี2545 และปี2552 ขอย้อนกลับไปปี2551 ในบทความเก่าของผมเอง คือ
พาดหัว / 14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน –หลัง13 ธันวา 2551 : “เครื่องมือ”ทางการเมืองคนไทย
โปรย /14 ตุลา 2516: “จากพัฒนาการทางการเมือง ในความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน เปรียบเทียบ เสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: การไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ ณ สนามศุภชลาศัยฯ ซึ่งมุมมองเกี่ยวกับเสียง-โสตนิเวศ และการโหวต (Vote) เสียงในรัฐสภา รวมทั้งแนวร่วมของหลายพรรค ชูอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี กับประเด็นความเหมือน และความแตกต่างของ “เครื่องมือ”ทางการเมืองไทย ในอดีต 14 ตุลา-เสียงสะท้อนการต่อสู้ของเสื้อแดง-เหลือง และประชาชนในปัจจุบัน”
14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย
เสียงเชียร์ของกลุ่มเสื้อแดง กับ “เครื่องมือ” ในพัฒนาการทางการเมืองไทย
จากวันที่ 24 มิถุนา ในอดีตเป็นวันชาติ ซึ่งสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ให้เห็นถึง “ความสำเร็จและล้มเหลวของอุดมการณ์รัฐแบบใหม่ผ่านประวัติศาสตร์วันชาติ” ในบทความ “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” [1] ก็มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์วันชาติดังกล่าว
และผมก็เริ่มตั้งต้นขยายความต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงวันชาติ วันชาติเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และ 28 กรกฏา ในอดีตเป็นวันกองทัพบก ฉลองชัยชนะอินโดจีน-การเปลี่ยนแปลงวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และเริ่มต้นวันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมองผ่านประวัติศาสตร์ดังกล่าวจาก วันที่ 24 มิถุนา, 28 กรกฏา, 4 ธันวา, 10 ธันวา และ Young PAD ในประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมนำเสนอการวิเคราะห์ถึง ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยภาพรวม
ในสถานการณ์เกี่ยวกับก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2551 ผมเขียนเรื่อง “เสียง ความทรงจำกับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณในสนามกีฬา” ว่าด้วยเสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี “ความหมาย” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง ทางด้านโสตนิเวศ [2] และเสียงเชียร์ของประชาชน ต่อทักษิณ

ซึ่งผมจะนำข้อมูลบางด้านจากการถกเถียงของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง “หลัง 14 ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” [3] โดยทัศนะของผม สิ่งที่สมศักดิ์ ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างอำนาจรัฐ” คือ หลัง 14 ตุลา 2516 ศูนย์กลางอำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา ปรากฏการณ์ที่แสดงออกเด่นชัดที่สุด และมักพูดกัน คือ “นายกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งการได้รับเลือกตั้งให้มีเสียงข้างมาก ในสภาไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรี พรรคที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นเสียงมากที่สุดในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้มีอำนาจจริงๆ แม้แต่กรณีพี่น้องปราโมช (สำนวนสมศักดิ์) ก็เป็นรัฐบาลได้ด้วยการต้องได้รับการยอมรับ หรือเห็นชอบ โดยนัยจากอำนาจอื่นนอกสภา แม้แต่ตำรวจ ซึ่งไม่ได้มีกำลังจัดตั้งติดอาวุธแบบทหาร ก็ยังไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลเต็มที่(ตำรวจไม่ได้เป็นเครื่องมือ)เหตุการณ์อย่างม็อบตำรวจบุกพังบ้านคึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 หรือกรณีสล้าง บุนนาค ในเหตุการณ์ 6ตุลา เป็นต้น ตัวอย่างที่ดีของการที่รัฐบาลจากรัฐสภาควบคุมตำรวจไม่ได้จริงๆ

กระนั้น ผมคิดแตกหน่อความคิด ที่มีต่อสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า deja vu : ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ [4] ทำให้ผม ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากยุคสฤษดิ์ ซึ่งในครั้งนั้น ใช้เครื่องมือ คือ ทหาร-เรื่องพระราชอำนาจ ทำให้เราเรียนรู้ การศึกษาความเหมือนและความแตกต่าง ในมุมมองของผม สะท้อนกลับไปเรื่องข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง14 ตุลา 2516 โดยนักศึกษา ฯลฯและ“เครื่องมือ” ทางการเมืองใหม่ของเสื้อเหลือง คือ รัฐบาลแห่งชาติ (มาตรา 7) ในความเกี่ยวข้องพระราชอำนาจ กับกรณี เครื่องมือของเสื้
อแดง คือ ทักษิณ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางประชาธิปไตย พบเจอกับรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยา 2549 คล้ายกับวันที่ 16 กันยา 2500 ยุคสฤษดิ์ โดยอายุประมาณ 6 ปีของรัฐบาลสฤษดิ์ และอายุประมาณ 5 ปีของทักษิณ ตามมาด้วยการถกเถียง รัฐประหาร 19 กันยา ก็มีข้อสังเกตต่างๆ นานา [5]

เมื่อต่อมาด้วย ชัยชนะของการเลือกตั้งโดยพรรคพลังประชาชน และโดนยุบพรรคตามมาล่าสุด เพราะเครื่องมือทางกฎหมาย โดยตุลาการภิวัฒน์ ดังกล่าว และจากนั้น ทหารแทรกแซงในเรื่องของรัฐประหารเงียบ [6] และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อสีแดง ที่มีอารมณ์ ความรู้สึกของประชาชน คนไม่ใช่เครื่องมือ หรือ เครื่องจักร ไม่มีอารมณ์ และ “เครื่องมือ” คือ คน ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์และกาลเวลา โดยผม จะสะท้อนผ่านความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน ผ่านบทสะท้อนของชาตรี ประกิตนนทการ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในสถานการณ์ หลังทักษิณ ไม่โฟนอิน และอภิสิทธิ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “เครื่องมือ” ซึ่งเราจะเข้าใจถึงเครื่องมือจับปลา เครื่องมือสำหรับปลูกต้นไม้ เครื่องมือทางการสื่อสาร คือโทรศัพท์ และเครื่องมือสำหรับวาดรูปภาพ โดยการนิยามง่ายๆ ว่า “เครื่องมือ” คำนี้ ถูกใช้ทางการเมือง เช่นว่า ใช้รัฐเป็นเครื่องมือ,ทหารเป็นเครื่องมือ,ใช้ประชาชน เป็นเครื่องมือ และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ฯลฯ

ครั้นแล้ว การย้อนมองประวัติศาสตร์ ในการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผ่านสถาปัตยกรรมบนถนนราชดำเนิน และการเมืองไทย 14-6 ตุลา – พฤษภา และ “เครื่องมือทางการเมือง” มาถึงสมัยในปัจจุบัน ในทัศนะเชิงเปรียบเทียบกับอดีต ดังจะกล่าวถึงในเชิงพัฒนาทางการเมืองว่าเสียงเชียร์ทักษิณของคนเสื้อแดง เป็นพัฒนาการเมือง ด้านประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทหาร และการรัฐประหารซ่อนรูป ในเครื่องมือทางการเมือง ที่มีชื่อว่า ทักษิณ กับการโฟนอิน (เครื่องมือ) เสียงของทักษิณให้เห็นถึง “อำนาจ และความทรงจำต่อทักษิณ” ว่าเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้เกิดความพยายามไม่ให้ทักษิณ พูดความจริงวันนี้ ในรายการความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 3 ณ สนามศุภชลาศัย ส่วนในโอกาสต่อไปจะเป็นเช่นไร ต้องติดตามมองผ่านอดีตก่อน แล้วย้อนเวลาสู่ปัจจุบัน

ย้อนมองเครื่องมือทางการเมืองใน 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-ความเหมือน กับ ความแตกต่างของเครื่องมือของคนเสื้อแดง
ประเด็น 14 ตุลา มีการถกเถียงและนำเสนอกัน แง่มุมหลายแบบทั้งทางด้าน รัฐ,ชนชั้น ฯลฯ โดยผมเสนอ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” โดยผมเน้นย้ำ ประเด็น “เครื่องมือ” ดังจะขีดเส้นใต้ ต่อไปนี้
ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย: ชัยชนะของสถาบันกษัตริย์บนถนนราชดำเนิน
สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุด ต่อกระบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของคนชั้นกลางใหม่ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 คือ ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร ที่ยึดครองอำนาจรัฐ กลุ่มคนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ กลับเลือกใช้สัญลักษณ์ของ “สถาบันกษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งทำให้ไม่เพียงแต่รัฐบาลเผด็จการทหารเท่านั้น ที่อาศัยอ้างอิง ความชอบธรรมจาก “สถาบันกษัตริย์” แต่ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนคนชั้นกลาง ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ในการยก “สถาบันกษัตริย์” ให้สูงเด่นมากยิ่งขึ้น
การยกพระราชดำรัสเฉพาะบางตอน ในกรณีสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการต่อต้านเผด็จการทหาร การหวังพึ่งพระบารมีโดยนำพระบรมฉายาลักษณ์ มาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ จนมาถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพื่อให้ทุกฝ่ายระงับความรุนแรง และทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เหล่านี้ได้กลายเป็นความทรงจำกระแสหลักอันหนึ่งที่ในบางมุม ก็เสมือนว่าสอดคล้องและหนุนเสริม กับความทรงจำว่าด้วยพลังมวลชน ต่อสู้เผด็จการ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความทรงจำนี้ ก็กลับแย่งชิงอำนาจนำ ในการอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา ให้หลุดออกจากมือของประชาชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน.. [7]

ประเด็น “เครื่องมือ” ดังกล่าวในการเมืองของไทย สมัยก่อน 14 ตุลาฯ 2516 คนที่เล่นการเมือง ก็คือข้าราชการ และวิธีการเล่นการเมืองก็ใช้เส้นสนกลใน วิ่งเต้นตามสายราชการ กับทำรัฐประหาร ส่วนพวกนายทุน หากต้องการส่งอิทธิพลต่อการเมืองและนโยบายอะไรต่างๆ ก็ต้องวิ่งเต้นกับข้าราชการนั่นแหละ จนกระทั่งมวลชนเดินเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์ และเมื่อ 14 ตุลาฯ (กรณี”บันทึกลับจากทุ่งใหญ่”) หลังจากนั้นรูปแบบการเล่นการเมืองก็ปรับเปลี่ยนขยายตัวออกไป เพราะมวลชนไม่มีรถถัง จึงไม่สามารถก่อรัฐประหารได้ ไม่มีเส้นสายจึงไม่สามารถวิ่งเต้นอะไรกับใครเขาได้ รูปแบบการเล่นการเมืองของมวลชน จึงได้แก่การเลือกตั้งและการประท้วงบนท้องถนน และก็ชุมชนในจินตนากรรมแห่งชาติ ทั้งสองฝ่ายซ้ายกับขวานี้เอง ที่เข้าปะทะชนกันในพื้นที่รัฐชาติเดียวกันระหว่าง 14 ตุลาฯ 2516 – 6 ตุลาฯ 2519 เหนืออื่นใดเพื่อแย่งชิงรัฐ อันเป็นเดิมพันยอดปรารถนาและรางวัลสูงสุด ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้มาไว้เป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้

ในการธำรงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ชาติ และชุมชนในจินตนากรรมของตนให้ปรากฏเป็นจริง ดังกล่าวจากบทเรียนผ่านประวัติศาสตร์ โดยตั้งใจ(หรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม) ต่อเครื่องมือทางการเมือง นำไปสู่ประเด็นที่ผม มองพัฒนาทางการเมืองของเครื่องมือ วันที่ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา “มุมมองผ่านเครื่องมือ” ในเงื่อนไขของประเด็นสำคัญ คือ “ความเหมือนและความแตกต่าง” ในการมองปัญหา ว่า หลัง 14-6 ตุลา และพฤษภา 35(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) มีความผิดพลาดและล้มเหลว สะท้อนอะไรบ้าง ที่เหมือนเดิม และอะไรใหม่บ้าง โดยการพิจารณา และวิเคราะห์ ผ่านมุมมอง ซึ่งนิธิ เคยใช้วิธีวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่าง ในการอธิบาย 14 ตุลา และพฤษภา 35 ที่ชื่อ “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” [8] ที่นำเสนอว่าแกนสำคัญของการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตย 14 ตุลานั้นเป็นเรื่องของชาตินิยม

ทั้งนี้ นิธิ เริ่มต้นบทความของเขาโดยการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ พฤษภาทมิฬ 2535 ตรงที่ว่า เหตุการณ์แรกนั้น มีเรื่องของอุดมการณ์ชาตินิยม เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการ (แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นการต่อสู้เผด็จการทั้งคู่) นิธิอธิบายว่า ชาตินิยมของไทยนั้นคือแนวคิดในเรื่อง ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ที่ พระมหากษัตริย์ริเริ่มขึ้น นับตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเนื้อหาลัทธินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเหตุการณ์ 2475 แต่อย่างใด นอกเหนือจากการเพิ่มเอาคำว่ารัฐธรรมนูญมาต่อท้าย และต่อมาเมื่อกองทัพเข้าครอบงำทางการเมือง คำว่ารัฐธรรมนูญก็ถูกตัดออก (เพิ่มประชาชน ในภายหลัง) และกองทัพก็เข้าคุมอุดมการณ์ดังกล่าว

เมื่อชาตินิยมมีความสำคัญ ในการเรียกร้องประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็อยู่ในฐานะแกนกลางของอุดมการณ์ชาตินิยม และอุดมการณ์ในการสร้างความเป็นไทยนั้น (นั่นเป็นเครื่องมือทางการเมือง)โดยส่วนมากแล้วก็เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องเชื้อชาติ และ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และในขณะเดียวกันก็จะต้องสร้าง “ศัตรูร่วม” ของชาติขึ้นมา นิธิ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้ว การต่อสู้ในลักษณะของชาตินิยม อาทิ การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น และ อเมริกา นั้นก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะว่าการจะต่อสู้กับศัตรูของชาติ ซึ่งหมายถึงระบบทุนนิยมโลกที่ประสานตัวกับนายทุนขุนศึกได้นั้น ก็จำต้องมีประชาธิปไตย และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งหลัง 14 ตุลา ก็เป็นเรื่องของการเผชิญหน้าระหว่าง ชาตินิยมสองกระแส คือ ชาตินิยมกระแสใหม่ (นักศึกษาที่ไปร่วมกับพรรคคอมฯ) และชาตินิยมรูปแบบเก่า ขณะที่เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬนั้น ประเด็นเรื่องชาตินิยมไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการ(แม้ว่า รสช. ทหาร จะชูเรื่องเอกราชและชาตินิยม แต่ชาตินิยมฝังอยู่กับเชื้อชาติ ตรงกันข้ามกับคนชั้นกลาง) [9] อิทธิพลของการอธิบาย ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน และชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย ทั้งสองอย่างดังกล่าว มาจากรากฐาน ผลงานเกี่ยวกับชาตินิยม คือ Imagined Communities ของ Ben Anderson ซึ่งนิธิสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ2535 ว่าชาติในมโนภาพของชนชั้นกลาง คือ หน่วยทางเศรษฐกิจการเมือง ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางพึ่งพิงติดต่อกับประชาคมโลก(กระแสโลกาภิวัตน์) คนในชาติ แม้จะแตกต่างหลากหลาย แต่ก็เจริญเติบโตก้าวหน้าได้ด้วยการก้าวให้ทันโลก ความไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นอุปสรรคของการก้าวให้ทันโลก อุปสรรคหรือศัตรู จึงอยู่ที่ระบบการเมืองในประเทศ และการที่นักการเมือง และทหาร ในช่วงพฤษภา 35 ไม่เป็นเครื่องมือทางการพัฒนาประชาธิปไตย ต่อชนชั้นกลาง นี่เอง

จากการอธิบายภาพทางการเมืองดังกล่าว “ชาตินิยม เป็นเครื่องมือ” ที่มีใน14 ตุลา โดยทางตรงกันข้าม พฤษภา 35 (ก็ไม่มีประเด็น “เครื่องมือชาตินิยม”ที่ชัดเจน) บทบาทของจำลอง ศรีเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ในการขจัดความขัดแย้งของชนชั้นกลาง ต่อ เผด็จการทหาร ซึ่งเครื่องมือสำคัญ คือสื่อสารมวลชน และการเรียกว่า ม็อบมือถือ ใช้โทรศัพท์มือถือ อื่นๆ ซึ่งพัฒนาการของประชาธิปไตย ที่ผ่าน 2535 จึงเป็นเครื่องมือต่อทางเศรษฐกิจ และวิกฤติเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา พัฒนาการทางการเมืองของมวลชนล่าสุด คือ ยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ นอกจากการเลือกตั้ง และเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนแล้ว ซึ่งรูปการนี้เกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 โดยต่อมาบทบาทของนักการเมืองอย่างทักษิณ และพัฒนาการทางการเมืองการปรากฏการณ์ของสนธิ ไม่ว่าคำว่า อารยะขัดขืน(ถูกหยิบไปใช้อย่างลื่นไหล) ไม่เอาทักษิณ,ทักษิณคอรัปชั่น,ระบอบทักษิณ,เผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมาก และทักษิณเหมือนสฤษดิ์ ต่างๆ นานา ในปี 2549 ผลรณรงค์ No Vote และเมื่อกลุ่มพันธมิตรไม่สามารถ ใช้เครื่องมือ คือนักการเมืองได้

ภาพของการเมือง ที่มีปรากฏการณ์เหมือนกับยุค 14 ตุลา 2516 ก็กลับมา “เครื่องมือชาตินิยม”(กู้ชาติ) ใช้เครื่องมือทหาร,สถาบันฯ,พรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มพันธมิตร และกองทัพ ก็กลับมามีอำนาจบทบาทหลังรัฐประหารอีกครั้ง ดังกรณีเอกสารลับของทหาร (21 ก.ย. 50)เรื่องเล่าของราชาชาตินิยม โยงจากสงครามคอมมิวนิสต์ สมัย ตุลา 2519 ลงมาถึงความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้ง คือ กองทัพกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้งเปลี่ยนจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต กลายมาเป็นพรรคไทยรักไทยกับอดีตสหายบางคนในพรรคไทยรักไทย เป็นการต่อสู้รอบใหม่กับพลังฝ่ายตรงข้ามที่มาปรากฏในรูปของประชาธิปไตยกระฎุมพี การต่อสู้นี้จะต้องช่วงชิงมวลชนให้ได้ [10]

สิ่งที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอในบทความ “หลัง14 ตุลาฯ” ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเรื่องโครงสร้างเชิงอำนาจ(รัฐ) ซึ่งโดยพื้นฐาน รัฐสภาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของอำนาจ ผู้ที่คุมรัฐสภาได้ก็สามารถควบคุมกลไกรัฐอื่นๆ(ควบคุมเครื่องมือได้) รัฐบาลไทยรักไทย เป็นการแสดงออกอย่างสำคัญที่สุด คือเรื่องการโยกย้าย นายทหารเป็นเรื่องของรัฐบาลเอง ไม่ใช่ของทหาร ซึ่งต่อมารัฐบาลสมัคร ก็ไม่สามารถควบคุม(เครื่องมือ)ทหารได้อีกแล้ว

ในด้านนโยบายประชานิยมของทักษิณ “การวิพากษ์วิจารณ์” โดย วอลเดน เบลโล ผู้ศึกษาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งเขียนหนังสือและมีการแปลเป็นไทย ชื่อว่า โศกนาฏกรรมสยามฯ “วอลเดน” วิจารณ์ไว้ปี 2549 ว่า “เปรียบเทียบนโยบายประชานิยม ที่ใช้กันอยู่ในอาร์เจนตินาและหลายประเทศในละตินอเมริกา ว่า มีความแตกต่างจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ นำมาใช้ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนโยบายประชานิยมโดยหลักการแล้ว เป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อผู้ไร้อำนาจ หรือคนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำคือ การให้ประโยชน์เฉพาะอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ซึ่งมีอำนาจและเงินตราอยู่แล้ว”ทักษิณไม่ได้เป็นนักประชานิยม แต่เขาใช้วิธีการแบบประชานิยมที่คำนึงถึงอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่มเท่านั้น” [11]

เมื่อย้อนดูแนวทางของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ชื่อของพรรค ก็สะท้อนเรื่องชาตินิยม และนโยบายทางการเมือง เรื่องชาตินิยมเช่นเดียวกัน แต่ว่า มีความแตกต่าง คือ “ผู้นำ” ทางการเมืองจากการเลือกตั้ง บทบาทสูงเด่นมาก และกลับตาลปัตร จากประชานิยมที่โดนวิจารณ์จากวอลเดน กล่าวไว้ ซึ่งประชานิยมของทักษิณ มีพลังบวกกับชาตินิยม คล้ายกับการเข้าไปร่วมของประชาชน นักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์ ในหลัง14 ตุลา แต่ไม่ใช่เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งองค์ประกอบของการพัฒนาการ ระดับขั้นนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ชะงักงัน แต่ว่าสะท้อนเหนือกว่าบทบาททางการเมืองรัฐบาลทหาร ในอดีตมาก ดังนั้น การเปรียบเทียบทักษิณกับรัฐบาลฉายาขิงแก่ ของสุรยุทธ จึงเห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่ประชานิยมของทักษิณ ด้านเศรษฐกิจ สะท้อนเป็นหอกข้างแคร่ กลับเข้ามาทิ่มรัฐบาลในยุค 2550 จนเปลี่ยนรัฐบาลเป็นฝ่ายพรรคพลังประชาชน(สมัคร ในอดีต 6 ตุลาในอดีตพูดถึงมือที่มองไม่เห็น) ซึ่งน่าสังเกตต่อมาว่า “ขณะวิกฤติเศรษฐกิจจากอเมริกา”จะมีผลต่อรัฐบาลว่าที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์(ชน) นั้นเอง

โดยต่อไปการขีดเส้นใต้ของผม ดังกล่าว จะสะท้อน “เครื่องมือของคนเสื้อแดง” พัฒนาการขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้ “เครื่องมือ” ทางการเมืองไม่ใช่แค่สถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดความแตกต่างจาก 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน เพิ่มทักษิณ และพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน และเพื่อไทย ต่อมาเป็น “เครื่องมือ”สำคัญ ในการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 คือ ทหารขึ้นมา และใช้เครื่องมือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็มีบทบาทชาตินิยม ตามด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 (หลังรัฐประหาร) และยุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มที่เป็นนักการเมือง เคยเป็นคน 6 ตุลา บางคนก็ยุติบทบาทชั่วคราวไปและตามมาด้วย “การสร้างพรรคพลังประชาชน”(ไม่ใช่พรรคภาคประชาชน) และแรงหนุนจากกลุ่ม นปช. จนถึงเรื่อง “ทักษิณ” เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการรณรงค์ สำหรับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ว่า “จะเอาทักษิณกลับบ้าน” ไม่ใช่แค่เครื่องมือชาตินิยมอย่างเดียว และผลพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน ในนโยบายประชานิยม เท่านั้น และแล้วทักษิณ ก็กลับมา – หนีไป (จนเกือบจะจนตรอกในปัจจุบัน) ซึ่งความเชื่อมั่นใจต่อทักษิณ (เครื่องมือ) ของจักรภพ สะท้อนผ่านหัวข้อ”ระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตยในการเมืองไทย” เป็นหัวข้อที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งให้แก่องค์ปาฐก… “…คุณจักรภพฝากความหวังไว้กับสองอย่าง หนึ่งคือการตื่นตัวของประชาชนเอง ซึ่งคุณจักรภพมองเห็นความตื่นตัวนั้นจากเสียงกว่า 40% ที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และสองคุณจักรภพคิดว่าต้องมีผู้นำที่เข้ามาจัดระเบียบ (ทางการเมือง) ใหม่ และคนคนนั้นคือคุณทักษิณ” (ทำลายระบบอุปถัมภ์และพัฒนาประชาธิปไตย) ในกลุ่มพรรคการเมือง-พวกทักษิณ ดังที่มีสะท้อนผ่านการเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกตัวอย่างว่า “ตอนที่คุณทักษิณจะต้องตัดสินใจว่า จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหลังรัฐประหารหรือไม่ เพียงได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนในกรุงเทพฯ คุณทักษิณก็ตัดสินใจไม่ตั้ง แสดงว่าคนที่คิดว่าการกระทำของเขา ขจัดอำนาจของระบบอุปถัมภ์ออกไป ถึงตอนที่ต้องตัดสินใจในช่วงวิกฤตที่สุด เขากลับตัดสินใจไปบน(ฐานคิด)ของระบบอุปถัมภ์” เป็นการประเมินพลังทางการเมืองไทย สะท้อนถึงปรากฏการณ์เสื้อแดง ในขณะที่เปิดเผยเครื่องมือทางการเมืองนี้ และรื้อสร้าง-ทำลาย “เครื่องมือ” และภาพลักษณ์ทักษิณไปในตัวของบทความนี้ด้วย หรือไม่ (คือไม่ไว้ใจเครื่องมือ คือนักการเมือง ชื่อทักษิณ แต่ไม่เท่ากับเอเอสทีวี-ผู้จัดการ)

“….ความเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไม่เสียหายอะไร นักการเมืองเด่นๆ ทั้งหลายก็ล้วนเป็นเครื่องมือทั้งนั้น แต่คงไม่มีนักการเมืองคนไหน ที่ทำให้ผู้คนคิดว่าเป็นเครื่องมือของตนได้กว้างขวางเท่าคุณทักษิณ เป็นเครื่องมือเข้าถึงทรัพยากรกลางโดยตรงของประชาชนรากหญ้า เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจของก๊วนการเมืองต่างๆ เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของนักวิชาการ,บุคคลสาธารณะ,ปัญญาชน,และนายทุนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง ฯลฯ ความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อคุณทักษิณ จึงเป็นความศรัทธาต่อเครื่องมือ และโชคดีของคุณทักษิณด้วย ที่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมจะเสนอทางเลือกของเครื่องมือมาแทนที่คุณทักษิณ ไม่ใช่ คมช.,ไม่ใช่พรรคเพื่อแผ่นดิน, ไม่ใช่นายพลทั้งหลาย,ไม่ใช่พันธมิตร, และไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ (ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือเหมือนกัน แต่เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้แคบกว่า) และตราบเท่าที่เป็นเช่นนี้ เราจึงต้องยังอยู่กับคุณทักษิณ หรือเงาของคุณทักษิณไปอีกนาน” [12]

อย่างไรก็ตาม บทความของนิธิ ผมนำมาเสนอสั้นๆ เพื่อเป็นความคิด ต่อ“เครื่องมือ” ไม่ได้มาแก้เกี้ยว แก้ตัว และจับผิด “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ถึงแม้ ตอนท้ายของบทความ น่าจะสะท้อนว่า ไม่ไว้ใจเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าทักษิณ ก็ตาม เนื่องจากขอบเขตความคิดของผมก็จำกัด เพียงนำแนวคิดว่าด้วย “เครื่องมือ” จากการอ่านผลงานของ “นิธิ” มาเป็น “โจทย์”การมองสิ่งที่มองไม่เห็น โดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวของนิธิ ในประเด็นดังกล่าวแล้วขึ้น กับ“ผู้อ่าน”หลากหลาย จะตีความบทความ ซึ่งความสำคัญในประโยชน์ของ “เครื่องมือ” ที่ซ่อนอยู่ในบทความนิธิ เปรียบเทียบวิเคราะห์ ในความแตกต่าง กับ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-สนามศุภชลาศัย เป็นสิ่งที่เสียงของคนเสื้อแดง นำไปใช้เป็นประโยชน์ เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องมือ ในการเมือง-โฟนอินของทักษิณ เพราะว่า ทักษิณเป็นเครื่องมือให้รากหญ้า และทักษิณไม่เหมือนสฤษดิ์ ที่มาจากทหาร โดยการรัฐประหาร เนื่องจากทักษิณมาจากการเลือกตั้ง แม้ทักษิณอาจจะมีลักษณะอุปถัมภ์แบบสฤษดิ์ แต่ว่าก็มีบริบทแตกต่างทางเศรษฐกิจ ระบบโลกาภิวัตน์ นโยบายประชานิยม(หรือนโยบายสาธารณะของทักษิณ จะทำลายระบบอุปถัมภ์ในปาฐกถาจักรภพ) และ การเมืองในการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย และฝ่ายตรงกันข้าม เรื่องเล่าบันทึกลับทหาร-กลุ่มพันธมิตร(ที่ถูกเรียกม็อบมีเส้น) พรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้เครื่องมือกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ในการเป็นฝ่ายค้าน ต่อรัฐสภา และอภิปราย รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไปแล้วนั้น สะท้อนโจทย์ของเครื่องมือทางการเมือง คือสิ่งที่ท้าทาย และน่าสนใจมาก

หลังจากไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ (เครื่องมือ) ในสนามศุภชลาศัย และการได้รับโหวตของอภิสิทธิ์
จากการโฟนอินในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่ทักษิณพูดถึง “แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือ(และ)พลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้นการพูดประโยคดังกล่าว สะท้อนพระบารมี-อำนาจของภาษา ในเสียงโฟนอินของทักษิณ (ดั่ง“Language and Power”) ถึงพี่น้องประชาชน โดยต่อมาการจัดงานครั้งล่าสุด ก็ถูกปิดกั้น “บล็อกสื่อ” ความจริงวันนี้ และตามด้วย ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย จึงฉายเทปวิดีโอแทนการโฟนอิน โดยทักษิณกล่าวว่า“อย่าให้ผม(หมา)จนตรอก และการแสดงออกว่าด้วยความจงรักภักดี ฯลฯ” และวีระ หนึ่งในแกนนำ ก็กล่าวถึงการไม่มีโฟนอินว่า “เพื่อแลกกับตั้งรัฐบาล โดยการไม่โฟนอิน”

สะท้อนว่าทักษิณ และเสียงโฟนอิน เป็น “เครื่องมือ” (อำนาจ) แลกเปลี่ยนทางการเมือง ที่เชื่อว่าไม่ใช้เครื่องมือโฟนอินแล้ว จะได้ผลโหวตเป็นรัฐบาล โดยเอานายกรัฐมนตรีคนนอก พรรคเพื่อไทย หลังจากวันนั้น ที่สนามศุภชลาศัย ก็เกิดเหตุการณ์ควบคุมไม่ได้ และความหลากหลายของกลุ่มเสื้อแดง ทำให้มีท่าที่ สะท้อนออกมามากมาย แม้ว่าแกนนำ จะออกพูดเสียงออกทีวี พยายามไม่ให้บุกเข้ารัฐสภา และตามมาของการประเมิน หลายแบบ ว่าเป็นความผิดพลาด หรือความสำเร็จของ “เครื่องมือ” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง และการไม่มีเสียงโฟนอิน ก็สะท้อนอำนาจของเครื่องมือก็ตาม

แต่ว่า พลังเสียง บรรยากาศของสนามกีฬา แสง-เงา องค์ประกอบศิลปะทางสุนทรียะ ส่งผลปลุกใจทางจิตวิทยาไม่ว่าการบริหารและจัดการ เวที จอภาพฉายถึงเทคโนโลยี และบทเพลง บทกลอนของจักรภพ(คล้ายส่งสารทักษิณในจักรภพ) อาจจะเสี่ยงคล้ายกรณีถูกฟ้องร้องของบทกลอน ที่ติดในมหาวิทยาลัยของ ม.น.ป. (คดีประวัติศาสตร์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงชาวฟ้าจากข้าชาวดิน กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2518) และเพลงของจิ้น กรรมาชน อื่นๆ คนเสื้อแดง คงไม่ลืมๆ แล้วเก็บไว้เป็นพลังอำนาจ เอาไว้ยังมีองค์ประกอบต่อประชาชน เพราะคนเสื้อแดง เชียร์อำนาจประชาธิปไตยและพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย-ทักษิณ และแน่นอนว่า ยิ่งสื่อเอเอสทีวี ทำตัวเป็นศัตรูกับกลุ่มเสื้อแดง โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่หยุดเอเอสทีวี-สนธิ,จำลอง ยังเป็นเป้าหมาย ต่อคนเสื้อแดง แน่ๆ เพราะการสร้างศัตรูทางการเมืองของเอเอสทีวี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ซึ่งคนเสื้อแดง ในใจลึกๆ มีศัตรูร่วมกัน คือ เอเอสทีวี อย่างช่วยไม่ได้ และเครื่องมือทางการเมืองของเอเอส ทีวี คือ สื่อ ประชาชน กองทัพ ประชาธิปัตย์ ซึ่งขึ้นมามีอำนาจในรัฐสภา จะไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะประชาธิปัตย์ สะท้อนน่าจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปรากฏตามข่าวดังกล่าว

เสียงเชียร์ของคนเสื้อแดง เป็น “เครื่องมือ” สำคัญต่อทักษิณ และเครื่องมือต่อมา ที่มีชื่ออภิสิทธิ์
เมื่อ “เครื่องมือ” ทางการเมือง ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะราชประชาสมาศัย ชาวต่างชาติ และถวายฎีกา อื่นๆ ทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง และประชาชน ไม่ใช่มาตรา 7 เพราะกลุ่มคนเสื้อแดง (ประชาชน) สนับสนุนการยุบสภา เพื่อการเลือกตั้ง ไม่ใช่การรัฐประหารซ่อนรูป อย่างที่กลุ่มเสื้อแดง มีปัญหามาแล้ว ซึ่งความเงียบ เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ ได้เช่นกัน และมันก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ จัดการความจริง เสียงต่างๆ ในสังคม จึงเป็นความเงียบสงบ ก่อนจะเป็นเสียงชัยชนะที่กำลังจะมาถึงเฝ้ารอไว้หรือไม่ เพราะการแตกเสียงความสามัคคี ในเมื่อทักษิณยังอยู่เป็นสัญลักษณ์ พร้อมทั้งเป็นผู้นำของปฏิบัติการต่อแกนนำต่างๆ และติดตามโฟนอิน ครั้งต่อไป

อย่างไรก็ดี คนเสื้อแดง จะก้าวต่อไป ข้ามพ้น “เครื่องมือ”ในประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา บนถนนราชดำเนินหรือไม่? ทำให้ผมนึกถึงด้านกลับกัน ในการกล่าวถึงโอบาม่า บวกกับ มาร์ค (ชื่อเล่นของอภิสิทธิ์) ว่า โอบามาร์ค จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ซึ่งทำให้ผมนึกถึงหัวข้อการวิเคราะห์โอบามา ว่า อะไรเป็นการเปลี่ยนแปลง,อะไรเป็นอยู่เหมือนเดิม ก็คือความขัดแย้งซ่อน อยู่ในทางการเมืองไทย [13] ที่รอวันปะทุ นับตั้งแต่ประกาศผลโหวต ว่าให้ยุบสภา และทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ หรือ “เครื่องมือ” ความเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบชาตินิยม โดยจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม คนอย่างจักรภพ บวกกับทักษิณ เป็นเครื่องมือของคนเสื้อแดง และเสื้อแดง กับแกนนำ “รายการความจริงวันนี้สัญจร” ก็ดุจเป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า แก่พรรคเพื่อไทย ในการเตรียมการเลือกตั้ง ที่ให้มีเสียงมากกว่าเสียงปริ่มน้ำ เพราะว่า เครื่องมือทางการเมือง นอกจากทักษิณ การเลือกตั้ง เดินขบวน และยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ แม้ว่าองค์กรบางแห่ง เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน พลังน้อยก็ตาม แต่น่าจะมีความหวังต่อไป

นั่นก็คือ วิกฤติการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจ ยังอยู่กับทุกคน และมุมมองด้านบวกว่า ทุกคนกำลังจะอยู่ในภาวะจุดเปลี่ยนสู่พัฒนาการทางการเมือง อาจจะดีขึ้นกว่าช่วง 2539-2540 ก็เป็นได้ เพราะว่า อุปมาการฟาดดาบของประชาธิปัตย์-พันธมิตร ฯลฯ นั้น จะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว (“อภิสิทธิ์” เป็นแค่เครื่องมือถูกชักใยโดยทหาร-พันธมิตร) เสียงสะท้อนผ่านสื่อทางเว็บบอร์ดของคนเสื้อแดง กล่าวประดุจว่า ดาบนั้น จะคืนสนองได้ ซึ่งอาวุธมีชีวิต ก็คือ คนเสื้อแดง นี่แหละ ร่างกายเป็นอาวุธในชีวิตประจำวัน เหมือนกับร่างกายของนักมวย ใช้ต่อสู้ คือ การสร้างสรรค์พลังชาตินิยม เฉกเช่นร่างเป็นชาติ และจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย ก็ตาม ในการชูชาตินิยมเช่นเดียวกัน ซึ่งเสียงของคนสวมเสื้อแดง น่าจะเป็นการสร้างสรรค์ความงามทางพัฒนาการเมืองไทยให้ได้ [14] ไม่ได้เปล่าเปลือยทางความรู้ ด้านภูมิปัญญาทางการเมือง น่าจะเกิดการสร้าง พื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดในทางการเมืองไทย

ขณะของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดในการเมือง คือ การปะทะของภูมิปัญญา ระหว่างปัญญาชน รักชาติในเสื้อเหลือง และภูมิปัญญาชาวบ้าน บวกกับคนสวมเสื้อแดง รักชาติ ส่งเสียงระบายออกมา เช่น กรณีกลุ่มเพื่อนเนวิน-รัฐสภา สถานการณ์ในปัจจุบัน ก็รวมตัวกัน ที่สนามหลวงแล้ว ซึ่งความรักมาก ก็กลับมาเกลียดมากได้เช่นเดียวกัน เพราะเหรียญ มีสองด้าน ซึ่งอาจจะห้ามความรุนแรงฆ่าฟันมนุษย์กันอีกยาก

ดังนั้น โจทย์ของเสียงเสื้อแดง กับบันไดขั้นที่ก้าวต่อไป คือ คิดใหม่ทำใหม่ สร้าง “เครื่องมือ” เพื่อพัฒนากระบวนการ และขั้นตอน ประชาธิปไตยไม่ให้ถูกตัดตอน? ในความน่าจะเป็นไปได้ ตามแนวทางสันติวิธี เพื่อรอมีชีวิตไว้ ใช้ชีวิตตาม แต่ชื่นชอบ และเรียนรู้ติดตามการเมืองไทย ทั้งเสียงโฟนอินของทักษิณ จังหวะก้าวของแกนนำ และคนเสื้อแดง ถือธงประชาธิปไตย ซึ่งสถานการณ์ ทำให้คนเสื้อแดง และประชาชน ต้องอดทน จำใจอาจจะทดลองใช้ “เครื่องมือ” ที่มีชื่อว่า อภิสิทธิ์ (จะใช้ได้ หรือไม่ ก็ยังไม่รู้?) ในฐานะรัฐบาลของไทย ในทางเลือกจำกัด เหลือแค่เครื่องมือนี้ ซึ่งมีที่มาเกี่ยวข้องกลุ่มเสื้อเหลือง จึงเป็นปกติของเสื้อเหลือง จะมีปฏิกิริยา “เตือน” เพื่อควบคุมเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าอภิสิทธิ์ แต่ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทำให้ภาพลักษณ์ ต่อนานาชาติ ว่าดูดีกว่ารัฐบาล จากการรัฐประหาร-ทหารอันชัดเจน จึงทำให้ในทางอ้อมคนเสื้อแดง และประชาชน ใช้เครื่องมือ คือรัฐบาล-อภิสิทธิ์ และการต่อสู้ในรัฐสภา ในฐานะฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยไปก่อน ส่วนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต และแล้ว ไม่นานของช่วงขณะเวลาแห่งการแสวงคำตอบ ในจินตนาการของทุกคน คิดต่ออนาคต เรื่องความเคลื่อนไหวจะปรากฏอีกครั้ง ประหนึ่งกับว่า เมื่อสายลมพัดธงปลิว สะบัด และคนเสื้อแดง ลุกมาสู้ ร่วมกันนำ รัฐนาวาแห่งประเทศไทย [15] และไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 และฝากไว้อย่างหนึ่งในหัวใจ คือ ประชาชน

อ้างอิง
[1] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547
[2] บทความนี้เขียนในช่วงหลายวัน หลังวันที่ 13 ธันวาคม 2551 เป็นสิ่งที่ผมคิดต่อจากปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม: ปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ http://www.prachatai.com/05web/th/home/12834 และ“24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา, 10ธันวา” และ YoungPAD ผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย (กำเนิดจากการสนทนากับผู้คน) http://www.prachatai.com/05web/th/home/14788 และเสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณ ในสนามกีฬา http://www.prachatai.com/05web/th/home/14849 (ละครหมิ่นไม่มีจริงในสนามราชมังคลากีฬาสถาน)แน่นอนว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีหลายคนโดนข้อหาทางกฎหมายดังกล่าว จึงเป็น“เครื่องมือ” และเรียนรู้เครื่องมือในการเคลื่อนไหว เช่น เรียกร้องยูเอ็น บทเรียนจากในอดีต และความจริงวันนี้สัญจร พยายามจะเรียกร้องต่อต่างชาติ ล่าสุดในสนามกีฬาศุภชลาศัย ต่างๆ
[3] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
[4] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “หลัง ๑๔ ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ใน เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 24 ต.ค. 2548) http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95276.html
[5] ไชยันต์ รัชชกูล ‘รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙’: เราถกเถียงกันเรื่องอะไร (ฉบับร่าง) http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=1385.0
[6] Wall Street Journal: The ‘Silent Coup’http://online.wsj.com/article/SB122937186445607949.html
[7] ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ และ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10934
[8] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 13 (11) (ก.ย. 2535) หน้า 180-201
[9] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ “การเมืองไทยสมัยใหม่ สัปดาห์ที่ 9 (24 สิงหาคม 2550): “16 ตุลา 251?”: จากความบกพร่องของพัฒนาการทางการเมือง สู่การเมืองภาคประชาชน การเมืองแห่งความทรงจำ และ การเมืองเชิงวัฒนธรรมว่าด้วย “วาทกรรมราชาชาตินิยม(ประชาธิปไตย)” http://www.polsci.chula.ac.th/pitch/modernthaipolitics2007/mt07l9.doc พิชญ์ ใส่เชิงอรรถไว้ว่าพึงสังเกตว่า เบน จบบทความ “บ้านเมืองของเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม”. ของเขาในปี 1977 ว่า “ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ยกเว้นในกรณีของพรรคบอลเชวิคของเลนิน ได้แสดงเด่นชัดว่าไม่มีขบวนการปฏิวัติใดจะประสบชัยชนะได้ หากมิได้พิชิตหรือได้รับพรประทานของความเป็นนักชาตินิยม”
[10] ข้อสังเกต ไม่ใช่คำตอบ ต่อสิ่งที่นักวิชาการอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดนวิจารณ์ เพราะการต้านทาน กับกระแสทักษิณ และไม่เอาทักษิณ(พูดง่ายๆว่าสองไม่เอา) นับตั้งแต่บทความของนิธิ ใน “บทความที่ไม่มีชื่อ” ต่อเหตุการณ์เรื่องรัฐประหาร(ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์) จึงเท่ากับว่า นักวิชาการ พยายามเสนอเสียงเป็นกลาง(จริงหรือ?) และสิทธิ์ ที่จะไม่เลือก คือการเลือกอย่างหนึ่ง สะท้อนเสรีภาพของการไม่เลือก หรือ No Vote ก็ตาม (ในฐานะทางปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ขยายความเป็นบทความได้เลย) ก็กลายเป็นดาบสองคม ที่นิธิ จะต้องรับไปเต็มๆ จึงเกิดนิธิ “ท้วงครู” เขียนบทความคัดค้าน ส.ศิวรักษ์ “เรื่องมาตรา 7” ซึ่งไม่เห็นด้วยก็ตาม และตามมาด้วยอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล
ส่วนนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในฐานะปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งการพูดกับสื่อสาธารณะ มีอำนาจและพลังต่อประชาชน ทำให้มีผลต่อการถูกวิจารณ์เป็นอีกประเด็นหนึ่งดังกล่าวนั้น ส่วนในทางด้านของผมคิดตั้งข้อสังเกตถึง Max Weber เรื่องความเป็นกลางทางค่านิยมในการศึกษาและวิชาการ ที่มีความป้องกันอคติในสถานการณ์ทางการเมืองยุคนั้น (อธิบายเพิ่มเติมสั้นๆว่า ผมไม่ถึงขั้นปกป้องนิธิ-ท้วงครูได้)ดังกล่าว และคำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : “จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน”-กรณีเอกสารลับของกองทัพ-ราชาชาตินิยมและพรรคไทยรักไทย ซึ่งสะท้อนปฏิกิริยา ต่อประโยคที่ว่าด้วยการสู้กับสถาบันฯ(การอ้างอิงเอกสาร ถึงผู้ใช้นามแฝงว่าประดาบ) http://www.prachatai.com/05web/th/home/10817 และอรรคพล สาตุ้ม “นั่งสมาธิ ณ สนามหลวง” ก้าวที่กล้า วารสารนักศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 เมษายน 2549 และประภาส ปิ่นตกแต่ง กล่าวถึง ความเป็นไปของหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2551 จากประชานิยม-เศรษฐกิจพอเพียง หลังเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 สมัครชูประชานิยมกลับมาด้วย และหนังสือของเขา บางคำจากผู้เขียนถึงช่วงประชานิยม โดยรัฐบาลสมัคร และบทเรียนที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งผ่านการเล่าของบทความชิ้นต่างๆ คงพอเป็นประโยชน์บ้าง ประภาส ปิ่นตกแต่ง “ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย”
[11] วอลเดน เบลโล “ชูระบบเศรษฐกิจทางเลือก” ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3806 (3006) และ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q3/2006july03p8.htm
[12] ผมนำเนื้อหา บทความมาเสนอบางส่วน เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกิน อ่านฉบับเต็มของนิธิ เอียวศรีวงศ์ “ทักษิณในปาฐกถาจักรภพ”มติชนรายวัน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11034 http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008may26p6.htm
[13] หัวข้อการวิเคราะห์เกี่ยวกับโอบามา Galston and Kristol see 2008 as turning point, to a point By Ruth Walker Special to the Harvard News Office http://www.news.harvard.edu/gazette/2008/11.13/99-postelection.html
[14] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และการเมืองไทย ในยุคสมัยแห่งเสียงของเสื้อผ้า” และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ “วิชารัฐศาสตร์ไทย ในบริบทของประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 21 ฉบับที่1 (2542)
[15] ล่าสุด ทักษิณ โฟนอินงานระดมทุน ‘ความจริงวันนี้’ เปิดซ้ำสนามหลวง วีระเผยยอดคนร่วมไม่เข้าเป้าhttp://prachatai.com/05web/th/home/14908

-Psycho [Final Scene]

จากแง่คิดเรื่องความทรงจำ How to memory พอดีตอนไปประเมินงานหยิบนิตยสารtime ที่มีเรื่องความทรงจำมาอ่านผ่านๆ คือ ความพยายามตามหาความทรงจำ ในแง่try-key-memory ก็คือ ถ้า I can’t remember if I came in for a dictionary,soupspoon That’s the focus of a lot of recentresearch. before setting out on my memory odyssey และเรื่องVITAMINE,Memory Quizสำหรับทบทวนความทรงจำ ส่วนเรื่องHorror in the cinema(เช่น พวกแครกคูล่า ฯลฯ) กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของฮิทค็อท ว่าผู้ดูหนังของเขาซีเรียส หรือจริงจัง แต่การทำหนังของเขาไม่ซีเรียส นี่เป็นเรื่องหนังHorror ซึ่งหนังสือที่ผมอ่าน คือ หนังจะanticipate(คาดการณ์)ไม่ได้
ที่ผมคิดหลังจากเล่าเรื่องแลกเแลี่ยนกับเพื่อนเรื่องหนังผี ซึ่งผมเคยเขียนบทวิจารณ์หนังผีเรื่องหนึ่งสมัยก่อน ชื่อเรื่องตู้ซ่อนผี เป็นหนังเกาหลี และผมเคยดูหนังกับตากล้อง 1 เรื่องแวมไพร์…ความรักและเลือด ย้อนกลับมาสู่งานของทรุฟโฟต์ได้รับแรงบันดาลใจจากฮิทค็อทผู้สร้างงานภาพยนตร์ทุนต่ำ จากการขอเงินพ่อตาตัวเองมาทำหนังสั้นเรื่องเกี่ยวกับเด้ก คือ Les Miston หรือ the mischelf makers แต่ผมเจ็บปวยเป็นหวัด ส่วนคนที่เกิดมาเพื่อเป็นplay boy เป็นพรสวรรค์ หรือพรนรกฮาๆ ส่วนตัวผมแน่ๆผมไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ครับแต่ยังไม่่มีพ่อตาด้วย(ฮา)

โดยเรื่องหนังสั้นกรณีParadigm เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง ที่ช่วยสรุปจังหวะของการเขียนบทที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ขั้นตอนที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าเรื่องนั้นดำเนินไปเป็นฉากๆแล้ว แต่เรายังไม่ได้ถอยออกมา แล้วมองเรื่องทั้งเรื่อง เป็นจังหวะหรือstepของการดำเนินเรื่อง
วิธีการของขั้นตอนนี้ จะเน้นไปที่การวิเคราะห์และตีความ คุณสมบัติหรือหน้าที่ของแต่ละฉาก เพื่อตรวจสอบดูว่าอะไรขาด อะไรเกิน และไปสู่การ ออกแบบstepของการเล่าเรื่องนั่นแหละครับ ถ้าไม่พอใจ จะได้แก้ไขก่อนจะเข้าสู่Screenplay การวิเคราะห์ ตีความ คุณสมบัติและหน้าที่ของฉาก
คุณสมบัติหรือหน้าที่ที่พูดถึงนี้ คือ หน้าที่ต่อการเล่าเรื่อง เล่าอารมณ์ เราต้องสรุปได้ว่า ฉากนั้นๆ มีประโยชน์อย่างไร เช่น
ฉาก1 ภายนอก/ร้านซ่อมรองเท้า/กลางวัน
ลุงสมนั่งทำงานด้วยใบหน้าที่ปราศจากความทุกข์ – บอกทัศนคติต่องานหรือชีวิต ว่ามีความสุขดี
ทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา – บอกข้อมูลว่าลุงสมมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับคนอื่น มีเกียรติ ไม่มีข้อขัดแย้งกับสังคม
ตกเย็นลุงสมเก็บของเล็กๆน้อยๆ ของหนักๆทิ้งไว้ที่ร้าน – หย่อนเหตุผลไว้ว่า ทำไมลุงสมจะต้องกลับมาที่นี่อีก เพราะที่นี่ยังมีสิ่งที่สำคัญเก็บไว้

ทั้งนี้วันเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของไทย อีกวันในอดีต ลองย้อนเวลาฟังเพลง กรุงเทพราตรี เป็นเพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์ที่แต่งเพื่อพรรณนาความงดงามของกรุงเทพมหานคร ผู้แต่งทำนองคือ เอื้อ สุนทรสนาน ผู้แต่งคำร้องคือ แก้ว อัจฉริยะกุล ขับร้องโดย เอื้อ สุนทรสนาน-ชวลีย์ ช่วงวิทย์
ว่ากันว่าครูเอื้อและครูแก้ว แต่งตอนที่อยู่ด้วยกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ. ราชดำเนิน (โรงแรมรอยัล) ท่ามกลางการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มาโจมตีญี่ปุ่นที่ยึดกรุงเทพไว้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกรุงเทพ บอบช้ำมากทีเดียว แต่ครูแก้วยังชมกรุงเทพได้งดงามและมีชีวิตชีวาขนาดนี้
แล้วเพลงนี้เป็นเพลงที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ชอบฟังเป็นพิเศษ และท่านได้ร้องเพลงนี้ก่อนทำรัฐประหารตัวเองด้วย
http://websuntaraporn.com/suntaraporn/lyric/postlyric.asp?GID=25

กรุงเทพราตรี

ญ. โอ้กรุงเทพเมืองฟ้าอมร
ช. ฮัม…
ญ. สมเป็นนครมหาธานี
ช. สมเป็นนครมหาธานี
ญ. สวยงามหนักหนายามราตรี
ช. งาม เหลือเกินเพลิดเพลินฤดี
ญ. ช่างงามเหลือที่จะพรรณนา
ช. เที่ยวดูเล่นแลเห็นอาคาร
ญ. ฮัม…
ช. เหมือนดังวิมานสถานเทวา
ญ. เหมือนดังวิมานสถานเทวา
ช. ทั้งยานพาหนะละลานตา
ญ. งามแสนงามเหมาะนามสมญา
ช. เหมือนเทพสร้างมาจึงงามวิไล
ญ. ราชดำเนินน่าเดินเพลิดเพลิน เรียบร้อยพราวพรรณ
ช. สมนามสำคัญเฉิดฉันอำไพ
ญ. แสงไฟแสงโคมเล้าโลมฤทัย
ช. ทั้งเมืองวิไลคล้ายยามทิวา
ญ. ยอดปราสาทเป็นชั้นเป็นเชิง
ช. ฮัม…
ญ. เหมือนลอยระเริงเล่นเหลิงนภา
ช. เหมือนลอยระเริงเล่นเหลิงนภา
ญ. เหมือนดังจะเย้ยดวงดารา
พ.เป็นเพราะจันทร์ผ่องพรรณฉายมา จึงวาววับตายิ่งพาเคลิ้มใจ

ญ. ยอดมณฑปช่อฟ้าตระการ
ช. ฮัม…
ญ. สำเริงสำราญสถานเวียงชัย
ช. สำเริงสำราญสถานเวียงชัย
ญ.เหมือนเมืองสวรรค์ของชาวไทย
ช. ชนทั้งเมืองรุ่งเรืองวิไล
ญ. ถ้วนทั่วทุกวัยเลิศจริงหญิงชาย
ช. ดังจะข่มอัปสรเทวา
ญ. ฮัม…
ช. ยิ้มยวนเย้าตาดูแล้วสบาย
ญ. ยิ้มยวนเย้าตาดูแล้วสบาย
ช. หรือเป็นชาวฟ้ามาเดินกราย
ญ. เมืองนั้นงามดั่งเทพนิยาย
ช. ทั้งหญิงและชายแต่งกายสวยดี
ญ. แหล่งเที่ยวหย่อนใจทั่วไป หลากหลายรายเรียง
ช. หญิงชายเคล้าเคียงเพลินเสียงดนตรี
ญ. ทุกคืนเสียงเพลง ครื้นเครงเพราะดี
ช. สวนลุมพินีเขาดินวนา
ญ. โอ้เมืองแก้วเลิศแล้วราตรี
ช. ฮัม…
ญ. ทุกสิ่งล้วนมีชีวิตชีวา
ช. ทุกสิ่งล้วนมีชีวิตชีวา
ญ. ทั้งเงาลำน้ำเจ้าพระยา
พ. ยามสายลมเฉื่อยฉิวพลิ้วมา ประกายวับตาเลิศเลอนักเอย

ญ. หากกรุงเทพฯขาดฉันและเธอ
ช. ฮัม…
ญ. ถึงงามล้ำเลอไม่พร้อมไพบูลย์
ช. ถึงงามล้ำเลอไม่พร้อมไพบูลย์
ญ. เหมือนเป็นเมืองร้างใจอาดูร
ช. ความวิไลไม่งามพร้อมมูล
ญ. ขาดความสมบูรณ์เกื้อกูลทวี
ช. เมื่อมาอยู่ใกล้ชู้ชูใจ
ญ. ฮัม…
ช. ทั้งเมืองวิไลสดใสทันที
ญ. ทั้งเมืองวิไลสดใสทันที
ช. เพราะเราถนอมกันโดยดี
ญ. ความรักเราแน่นอนทวี
ช. ถึงนานกี่ปีไม่มีร้างรา
ญ. ต่างคนปลื้มเปรมอิ่มเอมคลอเคล้ากันไป
ช. น้ำคำน้ำใจมอบไว้บูชา
ญ. รักเราน้อมนำน้ำคำสัญญา
ช. ขอองค์พุทธารับเป็นพยาน
ญ. จิตสลักด้วยรักเจือจุน
ช. ฮัม…
ญ. นับเป็นผลบุญอุดหนุนบันดาล
ช. นับเป็นผลบุญอุดหนุนบันดาล
ญ. ทุกยามค่ำเช้าเราบนบาน
พ. ความรักเราไม่มีร้าวราน ถ้อยคำสาบานแน่นอนนักเอย

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s