priority-Premodern-“หลังสมัยใหม่”(postmodern)หลัง..หันหลังกลับหันหน้าหาคุณ…(ธรรมหรือมนุษยธรรม)(?)/ALTERNATIVE NATION-Turn my head..what is genius

priority-Premodern-“หลังสมัยใหม่”(postmodern)หลัง..หันหลังกลับหันหน้าหาคุณ…(ธรรมหรือมนุษยธรรม)(?)/ALTERNATIVE NATION-Turn my head..what is genius

ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 30 ธันวาคม 2554
รางวัลที่ 1
526402
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
026 168 541 597

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
65
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 7 เลขที่ 526402
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 69 เลขที่ 526402

.เชียงใหม่ มุมใหม่ – กาแฟ Old Chiang Mai
จิบเอสเปรสโซที่ร้านกาแฟโอลด์เชียงใหม่ พร้อมฟังพี่ตุ้มร่ายยาวเรื่องธุรกิจร้านกาแฟ เรื่องที่คนอยากเปิดร้านกาแฟอาจคาดไม่ถึง // อรรคพล สาตุ้ม ดำเนินรายการ, ดิลก หาญผล ถ่ายภาพ, ไมเคิ้ล เลียไฮ ตัดต่อ

วันเวลาผ่านไปหลายเรื่องราว ไม่มีเวลาเขียนบันทึกมากมาย และหลังจากหลายคืน ซึ่งผมนอนไม่ค่อยหลับ คืนวันที่8 มกราคมนี้ก็เช่นกัน และคืนเมื่อวาน ก็แวะไปดูกองถ่ายหนังสั้น ที่ถ่ายทำถึงตีห้า มาวันนี้เปิดกล้องหนังสั้นของกลุ่มผมเอง กลับมาทบทวนภาพที่ถ่ายทำหนังสั้น ในความคิดถึง

ห้องเก่าของหอเก่า ซึ่งผมครุ่นคิดถึงวางแผนงานการโทรติดต่อคนหลายคน รุ่นน้องไม่ได้เจอกันนาน ติดต่อกลุ่มคนต่างๆ ฯลฯ และผมส่งงานคอลัมภ์มาเก๊าไปสองตอน และผมอยากอัพรายการมุมตากล้องพาทัวร์มาเก๊า แต่ผมไม่มีเวลา ต้องเขียนรายงานความก้าวหน้าของการถ่ายหนังส้น พร้อมเตรียมตัวเดินทางไปต่างจังหวัด และเราล้วนมีเรื่องราวมากมาย ที่มีเรื่องให้เราอาจจะเป็นประเด็นของการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ และการเลือกของสองสิ่งข่าวดี ข่าวร้าย มี ไม่มี ต่างๆ นานา
ขณะช่วงเวลา ความทรงจำในช่วงวันปีใหม่ สำหรับคุณ อยู่ที่ไหน ในเวลา 00.00 น. ก่อนนับวันใหม่ และคุณอยู่กับใคร อาจจะเป็นเรื่องราวหลากหลาย ในวันปีใหม่ ซึ่งคุณมีประสบการณ์ของความทรงจำหลากหลายของหลายปีที่ผ่านไป และถ้าคุณอยู่ที่มาเก๊า หรือฮ่องกง เป็นสถานที่นับ

ถอยหลังเพื่อสู่วันใหม่ มีบางคนอยู่ในโบสถ์ เพื่อร่วมสวดมนต์ข้ามคืน ส่วนผมก็ขอให้ท่านผู้อ่านสุขสันต์ปีใหม่ทุกคน ครับ

ถ้าแง่มุมหนึ่งของบทสนทนาว่า “เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึง

เรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน ด้วยลองคิดดูใหม่ละกันครับ

โดยผมอาจจะcliche(ซ้ำๆ)…เมื่อผมคิดถึงหนังNINE เปรียบเทียบให้เห็นภาพR.R. เสี่ยงกว่ามากในภาวะขาดเงิน อยู่ในหลุมพรางเงิน และปัญหาเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หรือ เราจะย้อนคิดถึงหนังเรื่องวัยรุ่นพันล้าน ประสบความสำเร็จอายุน้อย

เปิดร้านเกาลัดหลายสาขา สู่สาหร่ายเป็นแบรนด์ จากเรื่องFood science-Quality Control (QC) คือ การควบคุมคุณภาพ(วัตถุดิบ) เป็นการควบคุมกระบวนการผลิตหรือการให้บริการเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กร … และกรณีเถ้าแก่น้อย แม้จะมีคนช่วยเป็นลุง(

เปี๊ยก โปสเตอร์-แสดง) หรือ แสงความเชื่อเรื่องเจ้าแม่กวนอิม ทำความฝันให้เป็นจริง…

จากอเมริกันตรีม หรือไทยดรีม คือ ลักษณะของตลาดเสรีทุนนิยม และบริษัทในฝันของผู้จบมาอยากมีงาน ไม่ตกงาน ก็เป็นความฝัน ที่มีเงินเดือนประจำด้วย ครับ และเสียงตัดต้นไม้ ที่ว่างรกครึ้มเป็นที่ดินว่างเปล่าที่ถูกขายไปแล้ว ในช่วงเวลาใกล้ปีใหม่ ซึ่งน่าจะกลายเป็นหอพัก ตรงข้ามหอ

พักของผม ท่ามกลางเสียงรถหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และช่วงเวลาการหวนคิดอดีตคิดถึงรุ่นพี่นักเขียน ก็อ่านนิยายเรื่องคาราโอเกะจบแล้ว ซึ่งพี่เขาให้ผมไว้ตอนเจอกันปี2552 และบรรยากาศในนิยาย มีช่วงคริสตมาส ซึ่งนิยายเรื่องคาราโอเกะ เป็นส่วนหนึ่งสำหรับเตรียมคิดทำ

หนังสั้นเกี่ยวกับคาราโอเกะของผม โดยผมจะอธิบายย่อๆ สรุปนิยายคาราโอเกะ เป็นนิยายซ้อนนิยาย และเมจิลคัลเรียลลิสซึ่ม ผสมวิชาการปัญหาปมจิตวิทยาส่วนตัวของตัวละคร แต่ละคน บรรยายฉากชีวิต สารเสพติด เซ็กส์ เพศ นกเขาไม่ขัน ซาดิสม์ มาโซคิสม์ ถึงเพศชาย หญิง กระเทย

ส่วนปัญหาการพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีการ เช่น ยา ปืน ซึ่งตัวละครเอกคนหนึ่ง เป็นผู้อมทุกข์ เติบโตมาในครอบครัว ที่มีพ่อ มีเมียเยอะ เมียน้อย เมียหลวง และตัวละคร ขาดความอบอุ่นจากพ่อ(กลัวพ่อ-เกลียดพ่อ-รักพ่อ ไม่มีแม่) หยิบแว่นกันแดด ยาอมของพ่อ ทดแทนความผูกพันจากพ่อ

และรายละเอียดต่างๆ จากเรื่องสิ่งแวดล้อมการเติบโตของสังคมของประเทศถึงโลกาภิวัตน์ ในสถานที่ร้อยรวมกันในร้านคาราโอเกะของเมืองใหญ่คนเหงา+เสียงเพลงคาราโอเกะ น่าจะทำให้เราตกหลุมรักนิยายเรื่องนี้กัน น่ะครับ

เมื่อผมคุยกับเพื่อน ในเรื่องการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ผ่านเมล์เฟซฯ และน่าสนใจที่เราคุยกันวันนี้ และร้าน… หรือก่อนหน้า ที่ร้าน.. ก็มีคนมาคุยให้เรื่องพระเจ้าฝาง(อุตรดิตถ์) ก๊กหนึ่งในยุคพระเจ้าตากน่าคิดต่อยอดกันไป ขณะผมกำลังโหลดรูป ประชุมทีมงาน – ส่งเมล์เบรคดาวน์

และอัพwordpressเล่าบันทึกประจำวัน ย้อนอดีตในฐานะเพื่อนนักเขียน เป็นคนที่สนิทกว่า กับรุ่นพี่นักเขียน ที่ยิงหัวตัวเอง และผมเคยไปเยี่ยมที่รพ.ตำรวจ ในช่วงเวลาที่กทม. มีต้นคริสตมาส ซึ่งเพื่อนนักเขียนชาย เล่าว่าส่วนของเรื่องจริง มีปรากฏอยู่ในนิยายคาราโอเกะ และพวกเรารู้จักกัน

เพราะสถานที่หลอมรวมเกี่ยวก้อยร้อยเรียงจากเว็บไทยไรเตอร์ ต่อมาคนในเว็บ บางคนตั้งกลุ่มกัน และผมก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง และเพื่อนก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่งเล่าเรื่องจากตัวอย่างนิยายคาราโอเกะคือ…เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ”

“ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่”ก่อน นอน และผมนึกถึงตัวละคร เล่าเรื่องกรรมเก่า ปลงตก และมีเหตุการณ์บวชเป็นพระ ทางพุทธศาสานา และเหตุการณ์ 9/11 เหตุการณ์รัฐประหารของไทยด้วย

แต่ผมนึกอะไรออกจากนิยายเรื่องคาราโอเกะ ที่มีคุณค่าสำหรับยุคสมัยของพวกเรา ขอให้พี่นักเขียนหายเจ็บป่วยทุกข์กายภาพ กลับมาดีเหมือนเดิม ถ้าแง่มุมหนึ่งของบทสนทนาว่า “เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิ

ครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึงเรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน ด้วยลองคิดดูใหม่ละกันครับ
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…

กระนั้น การตอกย้ำ และผลิตซ้ำ-คลิเช่”จากตัวอย่างนิยายคาราโอเกะคือ…เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” โดยบันทึกในหลายเรื่องของชีวิตประจำวัน ให้เตรียมตัว ต่อความไวไว ต่างๆ

กรณีสำคัญที่ปริมาณงานของผม ควบคู่คุณภาพส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Productionหนังสั้น ซึ่งผมทำbreakdownของบทหนังสั้นถ่ายฉาก ต่างๆ และวางแผนวันเวลา สถานที่ทำหนังสั้น ,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า งานผู้ช่วยนักวิจัยทางวัฒนธรรมอย่างที่เคยสัมภาษณ์อ.ธเนศวร์ เจริญ

เมือง ฯลฯ และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ และหวนคิดอดีต จากบันทึกเก่าอันน่าสนใจทบทวนความหลังกัน ในแง่มุมหลากหลาย จากเรื่องบังเอิญ ฯลฯ ทั้งแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่างๆ นานา ครับ

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือแนวฮาวทู ทลายกับดักความคิด ที่ผมเคยถ่ายเอกสารไว้ คือ “อาการ”ของการฟูมฟักความคิดหลายๆ อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วๆไป มีความเชื่อในหมู่นักศึกษาว่าพวกเขาจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงานเท่านั้น อันที่จริง ถ้าพวกเขาจัดการกับ

เนื้อหาเมื่อได้รับมันมานานพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ในจิตไร้สำนึกแล้วละก็ การฟูมฟักความคิดก็จะเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นในตอนท้าย ดูเหมือนกว่าการฟูมฟักความคิดมักจะผลิตคำตอบที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม นักศึกษามักจะอ้างว่าเกิดความคิด ซึ่งทำให้ชนะรางวัลใน

ตอนเช้าของวันกำหนดส่งพอดี หลังจากดิ้นรนกับมันมาเป็นเวลาหลายวัน คุณควรจะยอมให้จิตใจดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาสักระยะหนึ่ง การฟูมฟักความคิดนั้นมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา การไม่มีเวลาเพียงพอต่อการฟูมฟักความคิด นับเป็นการวางแผนที่ไม่ดีเอาเลย และความสามารถในการ

ผ่อนคลาย(relax) ในขณะกำลังแก้ไขปัญหาก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้ยืดหยุ่นและลื่นไหลหรือคุณหยุดพักผ่อนบ้างก็ดี แล้วค่ยอกลับมาทำงานหนังเหมือนเรื่องNINE ที่มีบทหนังเป็นแผนที่-Map แล้วเรามีแผนที่ไม่หลงทาง

อย่างไรก็ดี คำถามจากการอ่านนิยายเทวา ซาตาน ฉบับภาษาอังกฤษ เกิดขึ้นมาว่าวิทยาศาสตร์ และศาสนาจะไปด้วยกันได้ไหม? ในอนาคต จากการที่ผมเล่าเรื่องวิธีคิด-กระบวนการคิด หรือ“How We Think”แต่ถ้าเราคิดถึงอีกด้านของคนที่มีพระเจ้าในหัวใจ ก็พระเจ้าสร้างโลก กำหนด

ชะตาชีวิตคนจากบนสวรรค์ และชีวิตคน ก็อยู่ภายใต้แรงดลใจจะสำเร็จทางการงาน ในเมืองใหญ่ หรือต่างจังหวัด ก็ตาม แต่ว่าโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization-คำแปลยังถูกแปลว่าโลกาภิวัตน์/โลกานุวัตร เคยถูกตั้งคำถามโดยนักวิชาฝรั่งที่ผมเคยเขียนบทความว่า การแปลเป็นความ

หมายแบบพุทธ+ไทยๆ แบบไทยๆ กรณีโลกานุวัตร น. ความประพฤติตามโลก. (ป. โลกานุวตฺต; ส. โลกานุวฺฤตฺต) มาจากคำว่า โลก สนธิกับคำว่า อนุวัตร โดยคำว่าวัตร มีความหมายดังนี้ วัตร, วัตร [วัด, วัดตฺระ] น. กิจพึงกระทํา เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, หน้าที่ เช่น ข้อวัตรปฏิบัติ,

ธรรมเนียม เช่น ศีลาจารวัตร; ความประพฤติ เช่น พระราชจริยวัตร, การปฏิบัติ เช่น ธุดงควัตรอุปัชฌายวัตร, การจำศีล. (ป. วตฺต; ส. วฺฤตฺต) หรือโลกาภิวัตน์ (ป. โลก + อภิวตฺตน; อ. globalization).แต่คำนี้ไม่ได้มาจาก วัฒน์ ที่แปลว่าพัฒนาครับ หากแต่มาจากคำว่า วัตนะ ที่แปลว่า

ความเป็นไป ความเป็นอยู่ ซึ่งมาจากคำบาลีว่า วตฺตน ที่มีคนอธิบายแบบนี้ เช่น http://www.gotoknow.org/blogs/posts/405317

ทั้งนี้ คำต่างๆ เช่น ควรแปลvirtue?ว่าอะไร หรือ แปลjustice แปลว่า “ยุติ”+”ธรรม”นัยยะของคำว่า “ธรรม”ถึงhumanity-มนุษยธรรม รวมทั้งเรื่องHuman right ถ้าเรานึกถึงเรื่อง A Theory of Justice ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของหนังสือฮาวทู ในประเภทสูตรสำเร็จขั้นตอน 123

สู่ความสำเร็จส่วนตัว ก็คือ ทฤษฎีของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมของสังคม ในการแบ่งสรรทรัพยากร และเงินตราการออกแบบเพื่อกระบวนการเป็นธรรมในสังคม ให้ผลประโยชน์ กับทุกคน เป็นการให้ข้อสรุปเป็นฉันทามติ ว่าเราจะออกแบบดีไซน์ โลกจากบนสวรรค์ให้เราได้รับ

การเป็นธรรมจากการเกิดของมนุษย์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความจน ก็โลกต้องมีความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ให้กับSocial justice และเมืองกรุง(city)-ชนบทไปด้วยกัน…

แน่นอนว่า ผมกำลังหมกมุ่นเรื่องกล้อง จากรูปลักษณะเหมือนกัน และกล้องcanon 41x ตัดสินใจซื้อดีกว่าเอาเงินมาใช้เป็นประโยชน์ด้วย โดยผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย และผมติดต่อคนนั้นคนนี้ ต้องทำกิจกรรมสถานที่ ต่างๆ ซึ่งจะไม่กล่าวถึงทฤษฎีโลเกชั่น หรือแรงบันดาลใจของ

สถานที่สำหรับกองถ่ายหนังสั้น และรุ่นพี่ของผม บางคนไปเห็นหอใหม่ของผม ก็ชอบ ถูกใจ ปิ๊งจะไปอยู่หอเดียวกัน และผมนึกถึงนิตยสารเล่มหนึ่ง กล่าวว่า วันสิ้นปี ทุกคนจะอธิษฐานขอให้วันปีใหม่ คือ คำอธิษฐานว่า ขอให้รวยกันทุกคน ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นขอให้ทุกคนรวย

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยเพลงBetter Together: Jack Johnson และขอให้ประสบความสำเร็จ คิดสิ่งใดสมปรารถนา ครับ

ปล.ปีใหม่ ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ น่ะ ครับ

แน่นอนว่าข่าวเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านวันเวลา คือ
ตื่นข่าวเต่าเหนือเขื่อนภูมิพลหนีขึ้นเขา ผวาเป็นลางร้ายพ้องคำ “ด.ช.ปลาบู่
14 ชม.ก่อน … ตาก- ชาวบ้านตื่นข่าวเต่าเหนือเขื่อนภูมิพลหนีขึ้นเขา ผวาเป็นลางบอกเหตุร้ายตามคำทำนาย “
ด.ช.ปลาบู่” แห่พิสูจน์ความจริง สุดท้ายไม่พบแม้แต่รอยเท้า …
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000165854
เหล่าทัพอวยพรปีใหม่ “ป๋าเปรม” ชี้สถานการณ์สลับซับซ้อน แต่เชื่อตราบใดกองทัพเป็นหนึ่งเดียวกันจะแก้วิกฤติบ้านเมืองได้ วอนคนไทยรักกัน ทำความดีเพื่อชาติบ้านเมือง อย่าแตกแยก หากทำได้ก็ไม่ปวดหัว “ยุทธศักดิ์” ขอแรงหนุนเหล่าทัพนั่ง รมว.กลาโหมต่อ 2 เดือน หลังมีข่าวถูกบีบพ้น ครม. ลั่นจะสร้างกองทัพเข้มแข็ง
ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ เวลา 09.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารระดับสูงจาก 3 เหล่าทัพ เข้าอวยพรและขอพรปีใหม่ 2555
โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า พวกเราที่มาพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ก็ด้วยความเคารพรัก และตระหนักในคุณงามความดีที่ พล.อ.เปรมได้กระทำให้กับชาติบ้านเมือง และพิทักษ์ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตลอดมา จึงพร้อมใจมาร่วมกันน้อมจิตอธิษฐานขอเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงพระสยามเทวาธิราช ตลอดจนเดชะพระบารมีอันแผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้กับ พล.อ.เปรม
หลังจากนั้น พล.อ.เปรมกล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่พาน้องๆ มาร่วมอวยพรและสวัสดีปีใหม่ ตนทึกทักเอาเองว่าตนยังเป็นสมาชิกของกองทัพอยู่ เป็นเพื่อนกับพวกเราทุกคน และยังปรารถนาดีกับกองทัพอยู่จนตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลากองทัพได้รับคำชมเชยจากประชาชนตนก็พลอยดีใจ และได้หน้าไปด้วย แต่ถ้ากองทัพถูกตำหนิตนก็เสียใจ พวกเราทุกคนที่เป็นผู้นำระดับสูงในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เสถียร, พล.อ.ธนะศักดิ์, พล.อ.ประยุทธ์, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ และ พล.อ.อ.อิทธพร ถ้าเรานึกย้อนหลังไป 10 ปี เราก็ได้เรียนรู้ ประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้ให้บทเรียนเราเยอะ แม้จะถึงวันนี้ปัจจุบันนี้ก็มีแต่สถานการณ์ที่เราจะต้องดูแลต่อไป และไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ มันเป็นเรื่องค่อนข้างที่จะสลับซับซ้อน
“ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ตราบใดที่กองทัพมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสามัคคี มีพลัง และมีความสง่า น่าเกรงขาม ผมคิดว่ากองทัพจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้แน่นอน ผมอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ช่วยกัน ร่วมมือกัน และทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองด้วยกัน ขออวยพรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและท่านทั้งหลาย มีกายแข็งแรง มีใจแข็งแรง มีความจงรักภักดีแข็งแรง ความจงรักภักดีต่อหน้าที่ต่อสถาบันที่เราเคารพบูชา ต่อสถาบันที่เรารับผิดชอบ ขอให้เราแข็งแรงที่จะต่อสู้ทั้งกายใจ และวิญญาณของเรา รวมถึงฝากความปรารถนาดีไปยังกำลังพลที่ไม่ได้มาในวันนี้ และสวัสดีปีใหม่กับทุกคน” พล.อ.เปรมกล่าว
นอกจากนี้ พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์อวยพรปีใหม่ว่า ที่จริงปีใหม่หรือไม่ปีใหม่ สิ่งสำคัญที่เราควรทำก็คือรักกัน และช่วยกันทำความดีเพื่อชาติบ้านเมือง ความเห็นไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร แต่อย่าแตกแยกกัน ปีใหม่หรือไม่ปีใหม่ตนขอให้คนไทยคิดอย่างเดียวกันคือชาติบ้านเมืองของเรา ถ้าทุกคนทำได้แบบนี้ ตนคิดว่าปัญหาปวดศีรษะต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไป
http://www.thaipost.net/news/301211/50403

แล้วหลังจากปีใหม่ ก็ผมตัดต่องานต่างๆ เขียนเรื่องต่างๆ บ้าง ซึ่งบางวันไปงานพืชสวนโลก ก็แดดร้อน ตามความรู้สึกของผม และผมยังขนของ-จัดของไม่เสร็จ จากกาลเวลาอุปสรรค-ข้อจำกัดส่วนตัวของผม ได้มีคนชวนไปเที่ยวปีใหม่ในงานพืชสวนโลก และพ่อแม่ของรุ่นพี่ พาแวะนวด

หลังภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้ผมไปนวดบรรเทาเส้น คลายเส้นให้ยืดหยุ่น มีทั้งตอกเส้น และเผายาสำหรับรุ่นพี่

ถ้าเราคิดถึงเรื่องจุลประวัติ(Micro-histories)ของชีวิตประจำวัน
นิทเช่ เริ่มต้นด้วยการเรียกร้องให้มีการศึกษาปรากฏการณ์ ที่มองกันมาตลอดว่า “ไม่สลักสำคัญ” เขาขอให้”หันหลัง”ให้กับประวัติศาสตร์ความคิดที่ยิ่งใหญ่ ไปสู่ปรากฏการณ์ไม่สลักสำคัญ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำรงประจำวันของเรา และเป็นสิ่งที่ช่วยให้การดำรงอยู่ดังกล่าวหล่อหลอมเรา

เข้าสู่รูปแบบเฉาพะทางวัฒนธรรมอันใดอันหนึ่ง “ทุกๆสิ่งที่เป็นสีสันต่อการดำรงอยู่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มาก่อนเลย เคยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความรัก ความโลภ ความอิจฉาริษยา สติสัมปชัญญะ ศรัทธาอันแรงกล้า ความทารุณโหดร้ายหรือไม่? แม้กระทั่งประวัติศาสตร์

เปรียบเทียบว่าด้วยความยุติธรรม ที่แม้จะเกี่ยวกับการลงโทษก็เถอะ ล้วนสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง ประวัติศาสตร์พวกนี้ เมื่อเขียนขึ้นมาแล้ว จะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่หลากหลายทางศีลธรรม ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยรูปแบบของชีวิตที่แตกต่างกันไป
..แน่นอนว่า นิทเช่ ย่อมวิจารณ์การเมืองเกี่ยวข้องศีลธรรม-คุณธรรม และความยุติธรรม ต่อมานักปรัชญาอย่างเดวิด อูมส์ กับทวิลักษณ์ ในเรื่องสาเหตุ-ผลลัพธ์ มาถึงแนวคิดของนิทเช่ ก็บอกเป็นการแยกคู่เท่านั้นเอง

แต่ว่านิทเช่ เป็นคนที่อยู่ในแบบคนบ้าด้วย จึงมีความน่าสนใจในแง่มุมการค้นหาความอัจฉริยะและความบ้า

Genius and Madness | Psychology Today
7 May 2007 … Creativity and mood: The myth that madness heightens creative genius. By Hara Estroff Marano | Psychology Today.
http://www.psychologytoday.com/articles/…/genius-and-madness – แคช – ใกล้เคียง

In Every Element of Genius, Is There an Element of Madness …16 Jan 2008 … This paper will discuss some findings that aim to verify the relationship between genius and madness and it will encourage the reader to

make …
serendip.brynmawr.edu/exchange/node/1884 – แคช – ใกล้เคียง

The link between genius and madness | Mail Online 11 Feb 2007 … Scientists have discovered a gene which is linked to both intelligence and schizophrenia. It could explain personality traits shown by the world’s …
http://www.dailymail.co.uk/health/…/The-link-genius-madness.html – ใกล้เคียง

Between Genius and Madness
June 14, 1998. Between Genius and Madness. In 1949, John Nash laid the foundations of game theory; 10 years later, he was found to be schizophrenic. …
http://www.nytimes.com/books/98/06/14/…/980614.14singht.html – แคช – ใกล้เคียง

Fine line between genius and madness, scientists find – Telegraph 30 Sep 2009 … There is a fine line between genius and madness because they share the same
genes, scientists have found.
http://www.telegraph.co.uk/…/Fine-line-between-genius-and-madness-scientists-find.html – ใกล้เคียง

Are Genius and Madness Related? Contemporary Answers to an …31 May 2005 … Instead, the scores lie somewhere between the normal and abnormal ranges … Are genius and madness tantamount to the same

thing? …
http://www.psychiatrictimes.com/display/article/10168/52456 – แคช – ใกล้เคียง

Is there a Link Between Genius and Madness? By Dr Kenneth Lyen. Page 4.
Editorial Note: This article is only an abridged version. The complete article is …

http://www.sma.org.sg/sma_news/3403/commentary.pdf – แคช – ใกล้เคียง

‘Missing Link’ Between Madness And Genius Genius cannot exist without mental disorder, according to a study that names George Orwell, LS Lowry and Lewis Carroll among 21 artists who suffered a form …
http://www.rense.com/general66/madness.htm – แคช – ใกล้เคียง

The thin line between insanity and creative genius – Thomas …Dryden’s identification of the kinship between genius and insanity was a prejudicial one, entirely satirical in its intentions. We have learnt since then to be

far …
http://www.independent.co.uk/…/the-thin-line-between-insanity-and-creative-genius-688332.html – แคช – ใกล้เคียง

Madness and genius | Frontier Psychiatrist 6 Jul 2009 … An exploration of the connection between madness and genius. … The researcher was actually expecting to find a correlation between …
frontierpsychiatrist.co.uk/madness-and-genius-with-a-shameless-reference-to-michael-jackson/ – แคช – ใกล้เคียง

ในที่สุดแล้ว ผมไม่ได้เลือกเป็นบ้า 5555
ส่งท้ายด้วย…ALTERNATIVE NATION 2-Turn my head เป็นเพลงที่ผมเคยมีอัลบั้มเป็นเทป…
“Turn My Head” is a song by alternative rock group Live,
“Turn My Head”
anyone, caught in you mystery
keep it angry
Keep it wispy
I’ve fallen down
drunk on your juices

I turn my head
turn my head
it’s aimed at you

funky temple
your dress is torn to shreds
your eyes are crazy
I bowed to save my head and
I can’t forget you
But I can’t remember

turn my head
turn my head
it’s aimed at you

oh no,
we came to love you all day
these bastards are leavin’
somebody’s go to stay
whatever we called you
it’s just a name
just a name

I turn my head (turn my head)
I turn my head
It’s aimed at you, yeah love
I turn my head (turn my head)
I turn my head
It’s aimed at you
It’s aimed at you

10 มกราคม 2555
เมื่อผมเดินทางมาบนรถทัวร์เพื่อมาต่างจังหวัด ได้ดูหนังบนรถทัวร์ และอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนของหนัง ฟรังซัวส์ ทรุฟโฟท์ ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับคนรักหนัง และทำหนัง ก็ทรุฟโฟท์ เคยทำหนังร่วมกับGodard คือ A story of water เล่าเรื่องบันทึกสารคดีน้ำท่วมในปารีส แต่ทรุฟโฟสต์ ถอนตัวจากงานขั้นโพสต์โปรดักชั่น ทำให้โกดาร์ตัดต่อตามใจปรารถนากลายเป็นผลงานที่ดีอันหนึ่งของโกดาร์
กับเรื่องราวนี้ ที่ผมไม่มีเวลาเล่ามาก อาจจะมาเล่าเพิ่มเติม จึงย้อนนำเสนอเรื่องกงล้อหมุนบนถนนหลังweekend ในภาพยนตร์
weekendคือ ดวงตาเทวดาในที่นี้ เปรียบเสมือน กล้องถ่ายเคลื่อนที่ในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของL.Godard เรื่องWeekends ซึ่งฉายภาพถอยหลังตลอดให้เราเห็นภาพรถยนต์ คนเจ็บคนตาย ซากปรักหักพังกองแล้วกองเล่า จะค่อยๆผุดขึ้นบนเส้นทางหลวงที่ไร้จุดสิ้นสุด ทอดไปจนสุดขอบฟ้า
เมื่อผมนั่งรถทัวร์ และอ่านเอกสารประกอบของรถทัวร์น่าสนใจในเรื่องanticipate def:[คาดคะเนเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า] หรือการคาดคะเน ขณะขับรถ ไม่ให้เราเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผมหวนคิดถึงเรื่องแง่มุมง่ายนิดเดียว และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึงเรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน ด้วยลองคิดดูใหม่ละกันครับ

โดยผมอาจจะcliche(ซ้ำๆ)….
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…

เนื่องจาก ผมเคยเล่าถึงว่าแนวคิดดังกล่าว เกี่ยวกับผมต้องการยกตัวอย่างหน้าปกของหนังสือIllumination เป็นรูปถนนหนทางซับซ้อน และถนนทางแยกมากมาย และหนังสือIlluminations
ซึ่งผมแวะมารีแล็กซ์เล่าเรื่องต่างๆ หลังจากผมอัพรูปงานในเฟซบุ๊คฯ บางส่วนของpre-production และภาพบางส่วนของเปิดกล้องงานproduction และผมต้องเตรียมตัวรายงานความก้าวหน้า ถึงทำหนังสั้นให้จบเสร็จ ครับ
ส่งรูปมาให้โครงการฯ ดู ถ้ามีอะไรจะคุยเพิ่มเติมหลังไมค์ทางเมล์ คือ ตอนนี้ต้องรอพระเอกกลับจากต่างจังหวัด และผมเคลียร์ธุระส่วนตัวย้ายของออกจากหอเก่า เปลี่ยนหอใหม่ และผมกำลังจะไปซื้อตั๋วไปต่างจังหวัดด้วย แล้วจะตามแท็กทีมงาน ฯลฯ นี่เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้น คร้าบ
โดยผมอยากเล่าต่อ…
Break down
กำหนดการถ่ายทำหนังสั้นวันที่ ….2555 เวลาบ่ายโมง สถานที่ร้าน …ที่ศรีปิงเมือง แถวโรงพยาบาลแม่และเด็ก
-หมายเหตุ: วันอาทิตย์ที่ 8 ม.ค. 55 จะถ่ายบางฉากโดยไม่ถ่ายทั้งหมด และถ่ายเพิ่มเติมซ่อม ในเวลา ตามที่เราสะดวกว่างกัน จะอธิบายเพิ่มเติมต่อไปข้างล่าง

scene TNT EXT D/N Location costume cast Props
1.ถนนศรีปิงเมือง ? Day ถนน – – ถนน
ร้านคาราโอเกะ ? Day ร้าน – – ร้าน
2.ห้องครัว ? Day ร้าน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ น้อย/พ่อครัว ห้องครัว/เขียง/หนังสือพิมพ์
3.ทางเดินในร้านเชื่อมครัวกับโถงคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อเชริต์ลายตาราง กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ
/ชุดกากี น้อย/เด็กดริ๊งค์/ลูกค้า/ชัย/จ่า โต๊ะอาหาร/กับแกล้ม/ถาด/เก้าอี้ชุด
4.ห้องครัว ? Night ร้าน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ น้อย/พ่อครัว ข้าวผัด/กระทะ
5.โถงคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ น้อย ตู้คาราโอเกะ
6.หน้าร้านคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ น้อย บุหรี่
7.ห้องครัวร้านคาราโอเกะ ? Day ร้าน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ น้อย/เพื่อน/พ่อครัว จาน/ถังขยะ
8.ร้านศรีปิงเมือง ? Night ร้าน เสื้อเชริต์
ชัย โทรศัพท์/เคาน์เตอร์
9.โถงร้านคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อเชริต์
ชัย/เด็กดริ๊งค์ สมุดจดหวย/โต๊ะ
10.ร้านคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อเชริต์ /เสื้อยืด
ชัย/น้อย เคาน์เตอร์
11.ห้องครัว ? Night ร้าน เสื้อยืด
น้อย/พ่อครัว วิทยุ
12.ร้านศรีปิงเมือง ? Night ร้าน เสื้อยืด
น้อย/ชัย/เด็กดริ๊งค์/พ่อครัว เคาน์เตอร์/สมุดจดหวย/บุหรี่
13.ห้องนอนแคบในร้านคาราโอเกะ ? Night ร้าน เสื้อยืด/ชุดตำรวจ
น้อย/จ่า กุญแจมือ
14.ห้องครัว ? ร้าน เสื้อยืด อาเจ ผัดข้าว
15.ถนนศรีปิงเมือง ? Night ถนน – – ถนน

Location Break
-ถนนหน้าร้านศรีปิงเมือง
-ร้านศรีปิงเมือง

นักแสดง และทีมงานกองถ่ายทำหนังสั้น
-น้อย/พ่อครัว/ชัย/เด็กดริ๊งค์(4-5คน)/ลูกค้า(2-4 คน)/ชัย/จ่า/เพื่อนของน้อย/อาเจ

1.ตำแหน่งผู้ช่วยเสื้อผ้าหน้าผม และนักแสดงเป็นสาวคาราโอเกะหรือเด็กดริ๊งค์

2 นักแสดงเป็นสาวคาราโอเกะหรือเด็กดริ๊งค์

3.นักแสดงเป็นสาวคาราโอเกะหรือเด็กดริ๊งค์

4.นักแสดงเป็นสาวคาราโอเกะหรือเด็กดริ๊งค์

5.นักแสดงเป็นสาวคาราโอเกะหรือเด็กดริ๊งค์

6.ผู้จัดการกองถ่ายดูแลProps และนักแสดง

7. นักแสดงเป็นจ่า (ตำรวจ)

8.นักแสดงบทน้อย(ตัวเอก),เพื่อนของน้อย,อาเจ

9.ผู้ช่วยผู้กำกับ 1 และนักแสดงเป็นเจ้าของร้าน(ชัย)

10.ตำแหน่งผู้จัดการกองถ่าย ดูแลProps และนักแสดงเป็นพ่อครัว

11. ตำแหน่งตากล้อง ดูแลฉาก อุปกรณ์ Prop,Costume และนักแสดงเป็นลูกค้า

12.ตำแหน่งตัดต่อ ผู้ช่วยไมค์บูม และนักแสดงเป็นลูกค้า

13. ตำแหน่งผู้ช่วยจัดไฟ ผู้จัดการกองถ่าย และนักแสดงเป็นลูกค้า

14.ตำแหน่งเขียนบท ตัดต่อ และนักแสดงเป็นลูกค้า

15.ตำแหน่งผู้ร่วมเขียนบทหนังสั้น โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม และนักแสดงเป็นลูกค้า
-รวมนักแสดงและทีมงาน พร้อมเพื่อนนักแสดงคาดว่า ประมาณมากกว่า 17 คน

Production Plan
1.1 รูปประกอบทีมงาน นักแสดง และสถานที่
นำรูปมาจากเฟซบุ๊กเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสะดวกรวดเร็วตามข้อจำกัดของเวลา และการจัดทำภาพทีมงาน ซึ่งนักแสดง ให้เห็นหน้าตากันไว้ และเราต้องนำส่งโครงการเกี่ยวก้อย และพี่เลี้ยง จึงต้องเซ็นเซอร์บ้าง ภาพสถานที่จากการสำรวจ และขออนุญาตใช้งานสถานที่ได้แล้ว

โดยการถ่ายทำหนังสั้น ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนหน้าที่ ตำแหน่งได้ตามสถานการณ์จริง และ ประชุมทีมถ่ายทำหนังสั้น ครั้งวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 เป็นการคุยกันของพี่เลี้ยงโครงการ คนเขียนบท ผู้กำกับ และตากล้อง ส่วนวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554 เป็นการประชุมกองถ่ายทำหนังสั้น รวมนักแสดงบางคน โดยประชุมครั้งต่อไป ในวันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2555 เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง เป็นการประชุมทีมงาน และนักแสดงซ้อมบท(ตามที่ว่างและสะดวกของแต่ละคน ที่มาร่วมได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนได้) ที่ร้าน… โดยหนังสั้นเรื่องนี้ความยาวทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

ทั้งนี้ บอย ในฐานะผู้กำกับต้องตัดสินใจเลือกนักแสดงตามข้อจำกัดของแต่ละคน จากการที่นักแสดงเป็นนักศึกษาเกี่ยวพันเวลาเรียนด้วย และบอย รับฟังความคิดเห็นหลายคน ในแง่มุมภาพรวมทั้งรูปร่างหน้าตา การแสดง เวลาของการมากองถ่ายได้ คนใกล้ตัว คนรู้จักกันแสดงไม่ขัดเขิน และบางคนเคยแสดงละคร performance อ่านบทกวี กล้าแสดงออก ส่วนกรณีนักแสดงเป็นไทใหญ่ตามความจริง ก็เป็นไทใหญ่ที่รู้จักกับบอย เคยแสดงสารคดีของมูลนิธิ…และเหตุผลต่างๆ นานา จึงมีการปรับเปลี่ยนตามที่บอกกับทุกคนไว้บ้าง และอาจจะปรับเปลี่ยนตามที่เห็นด้วยกับเวลาและบทของแต่ละคน

1.2 กำหนดการถ่ายทำหนังสั้น จากฉาก และทีมงาน-นักแสดง
-ถ่ายทำวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2555 ถ่ายเวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป และจำกัดเวลาช่วงร้านคาราโอเกะ เปิดร้าน เพราะจะถ่ายไม่ได้ เนื่องจากร้านต้องทำมาค้าขาย
-ฉากวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2555 เวลาบ่ายโมง โดยเริ่มถ่ายทำหนังสั้น คือ เราคุยวางตำแหน่ง ซักซ้อมบทก่อนถ่ายทำหนังสั้น ช่วยจัดเตรียมฉาก
ฉากที่1 ถนนศรีปิงเมือง และร้านคาราโอเกะตอนบ่าย
ฉากที่ 2 ห้องครัว : น้อยกับพ่อครัว(ถ้าคนแสดงเป็นน้อย และพ่อครัวมาได้ไม่ติดธุระ)
ฉากที่ 3 ฉากทางเดินในร้านเชื่อมครัวกับโถงคาราโอเกะ : น้อย เด็กดริ๊งค์ ลูกค้า ชัย จ่า(กรณีคนแสดงต้องยืนยันอีกครั้ง)
-อาจจะพักกองถ่าย ในเวลาพร้อมสำหรับ ดื่มน้ำ ขนม เพื่อผ่อนคลายเตรียมถ่ายต่อไป
ฉากที่ 8 ฉากร้านศรีปิงเมือง : ชัยคุยโทรศัพท์กับแม่
ฉากที่9 ฉากโถงคาราโอเกะ : ชัยกับเด็กดริ๊งค์ จดหวย

*หมายเหตุ: กำหนดการปรับได้ตามสะดวก เพราะอาจจะต้องถ่ายฉากเพิ่มเติม หรือไม่ จากการคาดการณ์ตามกำหนดการไม่แน่นอน โดยยืดหยุ่นในสถานการณ์ แต่ละคน เพิ่มคนแสดงชวนเพื่อนมาได้

1.3 บทหลักของนักแสดง-นักแสดงเป็นลูกค้า และเด็กดริ๊งค์ หรือสาวคาราโอเกะจากบทหนังสั้นที่ส่งให้ทุกคน
บทหนังสั้น คือ บทหลักอยู่ที่คนแสดงเป็น น้อย, เจ้าของร้านหรือชัย,จ่าหรือตำรวจ,พ่อครัว,อาแจ และเพื่อนของน้อย ส่วนขยายความว่าไม่มีบทตัวประกอบลูกค้าเด่นๆ เพราะว่า บทเห็นไม่ชัดเป็นตัวละครประกอบลูกค้าในร้าน เหมือนบอย ที่ต้องแสดง ถ้าคนไม่พอ ประกอบฉากต่างๆ และเด็กดริ๊งค์ หรือสาวคาราโอเกะ ไม่มีบทพูดอะไร ก็แสดงเป็นประกอบฉาก

1.4 Props-costume,continue รวมอุปกรณ์ต่างๆ
เสื้อผ้าหน้าผม เช่น กลางคืน บางคนเด็กดริ๊งค์ คนมาเที่ยวใส่เสื้อกันหนาว ในฤดูหนาว โดยบอยจะดูแล และการset props-costume ตามbreak down ก็พวกเราช่วยตามหน้าที่แบ่งงานกัน และเราช่วยกันด้วย

1.5 Shooting Plan
-รายละเอียดการถ่ายภาพ
ปริมาณการถ่าย 5 shot ใน 1 ฉาก และมุมกล้องตามbreak down ส่วนมุมมองโคลสอัพ หรือบางกรณีภาพกว้างขึ้นอยู่กับตากล้อง ส่วนการสั่งคัทขึ้นอยู่กับผู้กำกับ
-กล้องวิดิโอ กำลังติดต่อเช่า หรือซื้อกล้องมือสอง canon digital zoom 41x advanced zoom
-ไมค์บูม กำลังติดต่อเช่าไมค์บูมบันทึกเสียง
1.6 Story Board บางฉาก
Seen Sc 01 ถนนศรีปิงเมือง/บ่าย/ภายนอก
บทประกอบภาพ มองเห็นถนนศรีปิงเมืองในยามบ่ายของวัน ร้านคาราโอเกะ ที่มีอยู่เรียงรายยังไม่ทันได้เปิด ถนนมีรถยนต์แล่นไปมา อากาศดูค่อนข้างร้อนทีเดียว มองไปเห็นร้านคาราโอเกะ ยังปิดประตูหน้าอยู่
ฉาก
Time line [ 0.00 – 0.15 ] second
Script
/sound ขึ้นชื่อร้านศรีปิงเมือง

-ภาพสถานที่ภายในร้าน… ที่ศรีปิงเมือง แถวโรงพยาบาลแม่และเด็ก

ดังนั้น นี่เป็นตัวอย่างที่เอามาเสนอให้เห็นบ้าง และผมไม่มีเวลาเขียนแม้กระทั่งเรื่องอัจฉริยะ น่ะครับ
ปิดท้ายด้วยเพลงSpace & Time

The Verve – Space & Time
There ain’t no space and time
To keep our love alive
We have existence and it’s all we share
There ain’t no real truth
There ain’t no real lies
Keep on pushin’ ’cause I know it’s there

Oh, can you just tell me
It’s all right (It’s all right)
Let me sleep tonight
Oh, can you comfort me
Tonight (It’s all right)
Make it all seem fine

I just can’t make it alone
Oh, no, no
I just can’t make it alone
Oh, no, no

There’ll be no lullabies
There’ll be no tears cried
We feel numb ’cause we don’t see
That if we really care
And we really loved
Think of all the joy we’d feel

Oh, can you just tell me
It’s all right (It’s all right)
Let me sleep tonight
Oh, can you comfort me
Tonight (It’s all right)
Make it all seem fine

I just can’t make it alone
Oh, no, no
I just can’t make it alone
Oh, no, no
I just can’t make it alone
Oh, no, no
I just can’t make it alone
Oh, no, no

Ain’t got no lullaby, no, no
Ain’t got no lullaby, oh, no
There is no space and time
Oh lord
There is no space and time
Oh lord

We have existence and it’s all we share
We have existence and it’s all we share
We have existence and it’s all we share
We have existence and it’s all we share
We have existence and it’s all we share
Keep on pushing ’cause I know it’s there
Keep on pushing ’cause I know it’s there
Keep on pushing ’cause I know it’s there
Keep on pushing ’cause I know it’s there

11 มกราคม 2555
Nicolas Steno คือใคร ทำไมได้ัคัดเลือกเป็น doogle วันนี้ เพราะว่า วันนี้เป็นวัน ครบรอบวันเกิดปีที่ 374 นิโคลัส สเตโน ( Nicolas Steno ) นักธรณีวิทยาชาวเดนมาร์ก ผู้ค้นพบหลักหลักและกฏทางธรณีวิทยาที่สำคัญ…
ผมครุ่นคิดไปในDay for Night.บทหนังสั้นเพื่อนเขียนเป็นหลัก และผมร่วมเขียน..สลับกับผมคิดเรื่องการขนของ-หนังสือ ในห้องย้ายจากห้องเก่ามาห้องใหม่ ก็มองโลกแง่ดี ทำให้เห็นหนังสือเก่าๆ ที่หลงลืมมาหยิบทบทวนอ่านใหม่ต่างๆนานา และความรู้โดยบังเอิญจากหนังสือพวกนั้น โดยย้อนรำลึก ชุมชนจินตกรรมในแง่มุมการพยากรณ์ของมารกซ์ และหนังสือIlluminations…หรือวิธีการอนุมานและอุปมาน (Deductive – Inductive method) ซึ่งต่อมาได้มีผู้ดัดแปลงแก้ไขให้ชื่อใหม่ว่า Reflective Thinking เพราะกระบวนการคิดแบบนี้เป็นการคิดกลับไปกลับมาหรือคิดอย่างใคร่ครวญรอบคอบ ผู้ที่คิดวิธีการนี้คือ จอห์น ดุย (John Dewey) เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ “How We Think” เมื่อปีค.ศ.1910 แบ่งขั้นการคิดไว้ 5 ขั้นคือ
1. ขั้นปรากฏความยุ่งยากเป็นปัญหาขึ้น (A felt difficulty) หรือขั้นปัญหานั่นเอง
2. ขั้นจำกัดขอบเขตและนิยามความยุ่งยาก (Location and definition of the difficulty) เป็นขั้นที่พยายามทำให้ปัญหากระจ่างขึ้น ซึ่งอาจได้จากการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อเท็จจริง
3. ขั้นเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือสมมติฐาน (Suggested solutions of the problem hypotheses) ขั้นนี้ได้จากการค้นคว้าข้อเท็จจริงแล้วใช้ปัญญาของตนเดาคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเรียกกันว่า ขั้นตั้งสมมติฐาน
4. ขั้นอนุมานเหตุผลของสมมติฐานที่ตั้งขึ้น (Deductively reasoning out the consequences of the suggested solution) ขั้นนี้เป็นขั้นรวบรวมข้อมูลนั่นเอง
5. ขั้นทดสอบสมมติฐาน (Testing the hypotheses by action) ขั้นนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจะทดสอบดูว่า สมมติฐานที่ตั้งขึ้นมานั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ขั้นตอนการคิดแบบนี้ต่อมาเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) นั่นเอง กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยปัญหาก่อน แล้วจึงใช้การอนุมานเพื่อจะเดาคำตอบของปัญหาหรือเป็นการตั้งสมมติฐานขึ้น ต่อมาก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน และใช้หลักของการอุปมานสรุปผลออกมา วิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงมีวิธีการคิดเป็น 5 ขั้นดังนี้
1. ขั้นปัญหา (Problem)
2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypotheses)
3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering data)
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
5. ขั้นสรุป (Conclusion)

….ผมกำลังใช้ความคิดจะสอน หรือ จะบอกให้รุ่นน้องที่ไม่รู้เรื่องกล้องให้เรียนรู้บ้าง แต่การหมกมุ่นเรื่องกล้อง จากรูปลักษณะเหมือนกัน และกล้องcanon 41x ตัดสินใจซื้อกล้องมือสองราคาไม่แพง ดีกว่าเอาเงินมาใช้เป็นประโยชน์ ทำให้ผมได้ทบทความรู้ด้วย
วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550 พิมพ์หน้านี้ | ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation
How to…เรียนรู้การตัดต่อ # 2 : Digital Video กับการตัดต่อ ด้วยคอมพิวเตอร์
Digital Video กับการตัดต่อ ด้วยคอมพิวเตอร์
ครั้งที่แล้วเราเรียนรู้หลักการตัดต่อทั้งหลายไปแล้ว (http://www.oknation.net/blog/area/2007/09/13/entry-1) คราวนี้ก่อนที่จะลงมือตัด คนตัดต่อจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เรื่องของฮาร์ดแวร์ ทั้งหลายที่จะนำเข้ามาใช้ในกระบวนการตัดต่อ เริ่มด้วยเริ่มเรื่อง Digital Video
การตัดต่อด้วยระบบ Digital Video ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก รวมทั้งการบันทึกภาพด้วยระบบ digitalเนื่องจากในระบบนี้สามารถติดต่อกับเครื่คอมพิวเตอร์ได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการ DigitizeลงHard-disk ท่าน สามารถที่จะควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ได้ทันที ตั้งแต่การเริ่มต้นบันทึก ลงHard-Diskและสามารถตั้งการ Capture อัตโนมัติได้ตามช่วงที่เราต้องการ
สุดท้ายการ Export กลับลงไปสู่เทป ก็ไม่ต้องแปลงสัญญาณกลับ(กรณีที่เป็น กล้องระบบ DV หรือ Digital Video) หรือจะใช้เครื่องเล่นเทปที่เป็นระบบ Digital Video ในการบันทึกกลับ โดยต้องดูว่ามี จุดเชื่อมต่อ FireWireหรือIEEE1394คอมพิวเตอร์จะใช้ Port นี้ในการติดต่อสื่อสารกับกล้อง Video โดยรายละเอียดจะนำเสนอขั้นตอนอย่างละเอียดในตอนต่อไปDV Technology
โลกของวีดีโอเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อผู้นำในวงการ วีดีโอ ได้รวมตัวกันศึกษา Format ใหม่ในการบันทึก(Video Camcorder) เรียกระบบนี้ว่า DV และสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้รวมกันได้ในระบบตัดต่อของแต่ละค่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ ระบบตัดต่อมีการแข่งขั้นกันสูง และ ต่างฝ่ายต่างแข่งขั้น กันพัฒนาเพื่อให้ได้มาที่ดีกว่า
DV Tape:นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้กับ กล้อง DV และเครื่องเล่นเทป DV (DV desk)ซึ่งมีขนาดเล็กมากเล็กกว่าเทปเพลงที่เราใช้ฟังตามบ้าน ครึ่งหนึง ซึ่งเราเรียกกันว่า MiniDV

DV Compression: การบันทึกเทปในระบบ DV นั้นจะทำการ Compress ไปด้วยในตัวไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็ตาม เช่นเทป หรือ Hard-Disk ข้อมูลที่ใช้ในการส่งผ่านในสื่อนี้ ใช้อัตราส่วนที่ 25 Megabits/Sec บางทีเราก็เรียกว่า “DV25”

DV Camcorder (Camera): ปัจจุบันนี้กล้องถ่ายวีดีโอใน Format ฯถูกนำไปใช้ในแบบ Professionals และ Consumer ด้วยความสามารถในการ Compress เท่ากันคือ DV25 ทางผู้ผลิตได้ออกสินค้า ในรูปแบบนี้มาเรียกชื่อใหม่โดย เช่น Sony ใช้ชื่อ DVCAM

ส่วน Panasonic ใช้ชื่อ DVCPRO ซึ่งสองรูปแบบนี้มีมาตรฐานการ Compress และการบันทึกเหมือนกันเพื่อสนับสนุนการใช้งานในระดับ Professionals ส่วนระดับ Consumer นั้นก็ใช้ กลิ้งประเภท Mini DV หรือ Handy Cam ซึ่งปัจจุบันมีออกมาให้ใช้มากมายและเป็นที่นิยมอย่างมาก

คุณสมบัติของ DV เมื่อเทียบกับ VHS

เมื่อเรานำเอาคุณสมบัติของ วีดีโอทั้งสองชนิดมาทำการเปลียบเทียบกันระหว่างกล้อง ระบบ VHS หรือ Hi-8 จะมีเรื่องของการเปลี่ยบเทียบหลายด้าน
ภาพและเสียง

ความแตกต่างของเทป DV นั้นมีการบันทึกภาพที่ 500 เส้นภาพซึ่งพอ ๆ กับกล้องถ่ายระดับ consumer อื่น ๆ ส่วนกล้องที่ถ่ายด้วย กล้อง VHS จะบันทึกภาพที่ 250 เส้น ไม่เพียงแต่การบันทึกภาพที่ Resolution ที่สูงกว่าแล้ว ในการบันทึกเสียงลงไปในเนื้อเทปนั้น ระบบ DV ใช้อัตราการบันทึกชนิดเดียวกับการบันทึกเสียงของ CD คือ ที่ 48Khz 16bit Resolutionไม่มีการลดทอนของสัญญาณ

เนื่องจากการบันทึกแบบ Digital และการตัดต่อ กระบวนการส่งผ่านของ ข้อมูลไม่ได้แปลงเป็น Analog จึงทำให้ขั้นตอนนี้ไม่มีการสูญเสียของคุณภาพที่ทำการบันทึกมา ซึ่ง ในระบบอื่น ๆ แล้ว ไม่สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพเหล่านี้ได้ไม่ต้องการ Card capture Video

ต้องทำความเข้าใจเรื่อง video capture Card กันก่อนนะครับ ถ้าในระบบ analog แล้วนั้นคอมพิวเตอร์ต้องมีการแปลงสัญญาณภาพ จาก Analog มาเป็น digital เพื่อให้ เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจสัญญาณ และทำการบันทึก ลงสื่อในเครื่อง เช่น Hard-Disk

แต่ถ้าเป็นระบบ digital Video หรือ DV แล้วเพียงแต่มี Port FireWire ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ส่วนใครที่ ซื้อ video Capture Card ในปัจจุบันนี้อาจจะมี ช่อง ต่อ FireWire มาให้ด้วยท่านก็สามารถ Digitize ได้ทั้งสองระบบทั้ง Analog หรือพวสัญญาณcomposite Video และ S-Video ได้เช่นเดียวกัน

ถ้าหากปัจจุบันท่านใช้ เครื่อง Power Mac G4 ขึ้นมาเครื่อง Macintosh จะมีช่องต่อมาให้เรียบร้อย ส่วน PC ก็ไม่ได้น้อยหน้า มี Card FireWire ขายซึ่งไม่เพียงแต่จะต่อกับกล้องวีดีโอได้แล้ว ยังสามารถนำมาต่อกับ Hard-Disk หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีก บางท่านอาจจะเข้าใจผิดกคิดว่า นี้คือ video capture Card ก็เป็นได้

ความได้เปรียบในเรื่องการออกแบบ

เนื่องจากระบบนี้ใช้เทปขนาดเล็กมาก แล้วก็ตาม จึงทำให้ตัวกล้องเองนั้นมีขนาดเล็กลงอย่างมาก และมีขนาดเบา สามารถที่จะ อยู่บนฝ่ามือได้โดยไม่ต้อง แบกบ่าดูใหญ่โตและด้วยเหตุนี้ การออกแบบ Battery ของกล้องประเภทนี้ก็เล็กตามและยังสามารถ ใช้ได้นาน ถึง 8 ชั่วโมง – 12 ชั่วโมงเลย ทีเดียว อีกทั้งสามารถที่จะมอง fider ทีเป็นภาพ สี ได้ด้วยแถมด้วย จอ LCD เพื่อความสดวกในการมองภาพIEEE 1394

พูดเรื่อง Digital Video (DV ) มาเยอะจะไม่แนะนำ IEEE 1394 ก็ไม่ได้เพราะอีกหน่อยเจ้า IEEE1394 จะกลายเป็น ช่องต่อมาตรฐาน เหมือนกับ Com1 Com2 ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีก็เป็นไปได้ หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้จักชื่อ นี้แต่ถ้าผมบอกว่านี้คือ Port FireWire ทุก ๆ ท่านต้องร้องอ๋อ ครับ

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์มี Port นี้เราก็สามารถที่จะ ติดต่อสื่อสารกับโดยตรงกับกล้อง video ได้เจ้าของเทคโนโลยีนี้ คือ Apple Computer กับ Sony Corporation โดย โซนี่เองใช้ชื่อ ว่า I-Link ดังนั้นหาก ท่านเห็นที่ข้างกล่อง ของโซนี่เขียนไว้ให้ เข้าใจได้ทันทีครับว่าคือช่องต่ออะไร ? ด้วยอัตราการส่งข้อมูลที่สูงถึง 400 ล้าน บิตต่อวินาที (400Mbit/Sec)ทำให้เราสามารถบันทึกข้อมูลได้โดยตรงจากกล้อง กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการตัดต่อ

สาย IEEE 1394 เพียงเส้นเดียวสามารถส่งข้อมูลทั้งหมดได้ ทั้งVideo, Audio , Time-Code และ Device Control จากคอมพิวเตอร์ เราสามารถที่ควบคุมกล้องได้ด้วยสายเส้นนี้เส้นเดียว จากการทดลอง กล้อง MiniDV 60 นาทีจะใช้ Hard-disk 13 GB ในการบันทึกและขนาด Frame-Site ที่ 720 x 480 มาตรฐาน DVDV25 Compression

DV เองนั้นมีการ Sampling ของสีหรือที่เราเรียกว่า color Sampling เพื่อการบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลงโดยมีอัตราการ Sampling ที่ 4:1:1 คืออัตราส่วนของการบันทึกของสัญญาณ Luminance และ Chrominance ด้วยการบันทึกภาพแบบ YCC ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นการบันทึกและการใช้งานในงาน Videoและงาน Broadcast หากไม่ได้ Compress จะมีอัตราส่วนการบันทึก ที่ 4:4:4 ส่วนเรื่องของเสียงที่ทำการบันทึกและเล่นกลับนั้นเราสามารถที่จะ ใช้ Sampling rate ที่ 12 Bit 32KHz หรือจะใช้ที่ Quality สูง ๆ 16 Bit 48KHz

4:1:1 Color Sampling

ถ้าเราทำงานเกียวกับภาพ เราจะพูดถึงการบันทึกแต่ Bit ของการบันทึกของ สี 3 สีนี้เท่านั้น แต่เมื่อเราทำงานกับ YCC วีดีโอแล้วเราต้องมีการSampling หรือแปลเป็นไทยว่าสุ่มตัวอย่างภาพ โดยธรรมชาติของสายตามนุษย์แล้วนั้นมักจะ Sensitive กับการเปลี่ยนแปลง ของความสว่าง(Luminance)มากกว่า ส่วนที่เป็นสีเนื่องจากความสว่างของสี ขึ้นอยู่กับ สัญญาณ Luminance ส่วน Chorminance นั้น จะทำการเก็บเพียงบางส่วนเท่านั้นของสัญญาณ YCC เพื่อเป็นการลด BandWidth ของสัญญาณเพื่อใช้ในการออกอากาศ และการบันทึกลงสื่อในระดับ Professional จึงเลือกที่จะ Sampling ที่

4:2:2 คือ ไม่ลดขนาดของ Luminance แต่ไปลด ขนาดของ Chomanance มากกว่า ส่วนกล้องวีดีโอ DV นั้นจะ Sampling ที่ 4 :1 : 1 ซึ่งจะไม่กระทบกระเทือนแต่อย่างใดเนื่องจากเราสามารถที่จะชดเชยกันได้ ซึ่งเราจะเห็นการทำงานของการชดเชยทางสี ได้จากการซ้อนภาพ ซึ่งจะถ่ายทำใน Blue Screen ในการตัดต่อแล้ว เราก็ตัดสีของ สีน้ำเงินออกไปแล้ว เอาภาพ อื่นมาซ้อนแทน หรือ ถ้าบางภาพ เน้นสีน้ำเงิน เขาจะหลีกเลี้ยง การ ถ่ายด้วย Blue Screen เป็น Red Screen ก็ได้เช่นกัน

ความหลากหลายของเทป DV

Digital8
การบันทึกในระบบนี้ นั้นใช้กันมากในระบบ consumer หรือ home Video สามารถใช้เทปแบบ Hi-8 แทนได้ส่วนการบันทึกนั้นใช้มาตรฐานเดียวกับ DV 25 กล้อง Digital8 เทปที่ใช้มีขนาดเท่ากับ Hi-8 ขนาดเทปใหญ่กว่า เทปเพลง นิดหน่อย แต่ถ้าเป็นกล้อง Hi-8 การบันทึกและการเล่นกลับจะเป็น Analog Video

DVCAM หรือ DVPRO
ระบบนี้ออกแบบมาให้ใช้สำหรับ consumer ใช้โดยทาง Sony และผู้ผลิตvideo หลายรายเช่น JVC , Panasonic ,Canon และอื่น ๆ ได้รวมกันค้นคว้าเพื่อทำตลาดในระดับ Consumer แต่เมื่อการวิจัยจบลง และได้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าคุณภาพของ DV นั้นสามารถนำไปใช้งานด้าน Broadcast ได้อีกทั้ง ยังมีขนาดเล็กอีกด้วย จากนั้นจึงได้ออกแบบ อุปกรณ์ขึ้นมาสนับสนุน การตัดต่อ แบบ Liner Editing เพื่อใช้ในงานด้าน Broadcast เทป DVCAM จะมีขนาดใหญ่กว่า MiniDV แต่สามารถบันทึกภาพได้จำนวนชั่วโมงยาวนาน 180 นาที ส่วน MiniDV จะถ่ายได้ 60 นาทีเท่านั้น

DV50 กับ DV100
เป็นมาตรฐานที่กำเนิดใหม่ ต่อจาก DV25 มาตรฐาน โดยที่ DV25 จะแสดงผลที่ 25 Mbits/sec DV50จะแสดงผลที่ 50 Mbits/Sec และ DV100 ก็จะแสดงผลที่ 100Mbits/sec เช่นกันซึ่งรวมถึงความจุของการบันทึกเช่นกัน DV50 จะ ใชั Color Sampling ที่ 4:2:2 และ Lower compression ที 3:3:1 ซึ่งจะนำไปใช้กับ Broadcast ต่อไป ส่วน DV100 นั้นจะใช้กับการบันทึกภาพของ HDTV (High definition television)

สรุป

ในตอนนี้เราได้รู้จักและทำความเข้าใจกับ วีดีโอในรูปแบบต่าง ๆ ไปแล้วในบางเรื่องท่านอาจจะอ่านแล้วเข้าใจยากไปสักนิด เพื่อเป็นการปูพื้น ฐาน และความเข้าใจหากท่านทำการแยกได้ว่าลักษณะของเทปวีดีโอแต่ละแบบได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
…..
..ข่าวน่าสนใจในด้านคุณธรรม?.คนยกย่อง พล.อ.เปรม แบบอย่างที่ซื่อสัตย์ …. บุคคลที่ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์ อันดับ 1 คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษhttp://news.sanook.com/1090183/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A5.%E0%B8%AD.%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C/

วันนี้ ผมติดต่อกับคนหลายคนเหมือนเมื่อวาน และผมต้องเดินทางต่อไป โดยผมอยากปิดท้าย ในฐานะผู้กำกับหนังสั้น กำลังเปิดกล้องถ่ายทำหนัง ในแง่การแสดงนึกถึงบางส่วนของ A story of waterที่มีนักแสดงด้นสดจากบทคร่าวๆ และผมทบทวนความรู้เปิดตำราหนังต่างๆ ก็คิดถึงวิม แวนเดอร์ในหนังเรื่อง Wing of desire ซึ่งผมเคยเขียนถึงเรื่องเทวดา ที่มีความต้องการอยากเป็นมนุษย์ เพราะเขาใช้เวลาสังเกตบันทึกชีวิตมนุษย์มานานหลายร้อยปี และเขาทำหน้าที่อย่างกับนักสืบ แต่ไม่มีความรู้สึก ซึ่งเขาจะถูกเห็นได้จากเด็กที่ยังเด็กจริงๆ และเทคนิค การแพนกล้อง ในฉากเทวดากำลังเกิดใหม่ ก็ใช้การแพนกล้องแค่สองครั้งให้ความรู้สึกที่ดี และผมเขียนถึงเรื่องทรุฟโฟต์ไปบ้าง จึงขอเล่าอีกเรื่องในหนังของทรุฟโฟต์ ที่น่าสนใจ คือ day for night มีคนเขียนเกริ่นเรื่องทั้งรักทั้งเกลียด และอาการประเภท ฝันดีฝันร้ายของการทำหนังได้โดดเด่นเรื่องหนึ่ง-นั่นคือ Day for Night…

ในฐานะศัพท์ภาพยนตร์ของการถ่ายกลางวันให้เป็นกลางคืน(day for night) หรือกล่าวได้ว่าเป็นมายาหนึ่งของกระบวนการผลิตภาพยนตร์ และทรุฟโฟต์ ก็นำศัพท์นั้นมาเป็นชื่อหนังของเขา เล่าเรื่องความวุ่นวายของกองถ่าย และศูนย์รวมความน่าปวดหัวของผู้กำกับโดยทรุฟโฟต์เล่นแสดงเป็นผู้กำกับด้วย แต่ผมไม่มีเวลาเขียนอะไรยาวๆ ซึ่งผมต้องเดินทางต่อไป และเราจะระวังอุบัติเหตุ ระหว่างขับรถได้อย่างไร? การคาดคะเน? เราทำประกันภัย? และถ้าผมคิดถึงเพื่อนของผมบางคน เป็นคนทำประกันภัย หรือ รุ่นพี่ข้างบ้าน หรือเพื่อนบางคนในพิจิตร ที่มีฐานะร่ำรวยเปิดร้านทำตึกหลายร้อยล้าน นี่แหละเส้นทางชีวิตของคนเรา

The Verve – All Night Long
This is awakening
Waiting for the night to come
Wishing you was with me
Yeah, I can feel the morning sun
Grant me a promise
Love come along, yeah

Oh, all night
Hmmm, all night long
Away from time and space
If only it could last
Tomorrow you’ll be fine
We are only passing time
Billion grains left in the sand
And let the fruit be full
Let the apples grow to red
Hmm, red
For I know where I stand
I’m standing here with you

Oh, all night long
Hmm, all night long
I ain’t got a single thing
That I would rather do, yeah
And I ain’t got a single thing
That I would rather do, yeah

Light it up, let it sing
What she knows, and let it sing
Some things stay
Some things return
Yeah, no tomorrow
Some days return
Breaking my heart
A-ha, stealing my soul
Breaking my heart
A-ha, and stealing my soul
Breaking my heart
Stealing my soul

And if God can’t give me grace
God can forgive me
Oh, Lord
Oh Jesus forgive me
Lord I didn’t know
Would I burn?
Lord I know you’re waiting
Waiting for me, will I come?
You’re walking in the race
Will I know you shouldn’t die?

12-13-14 มกราคม 2555
วันที่ 12 มกรา ตอนเช้าตรู่ของโคราช ฝนตกนิดหน่อย และวันที่ 14 มกรา ผมเดินทางกลับมาเชียงใหม่ โดยฝนตกตอนเช้าของวันเด็ก มีอุปสรรคหลายเรื่อง และเรื่องเล่ามากมาย เอาง่ายๆ ก็ผมขับรถมอเตอร์ไซด์ กลับจากท่ารถมาก็ยางรั่วแบนอีกต่างหาก ซึ่งผมหวนคิดเรื่องการเดินทางเจอ

ผู้คนมากมาย และนศ.ฯลฯ จากการบรรยายที่โคราช และประเด็นในเรื่องการนัดประชุมทีมงานเพิ่มเติม หลังจากการประชุมทีมงาน… ซึ่ง… ร่วมประชุมในวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 และวันพุธที่28 ธันวาคม 2554 ล่าสุดนัดคุยกัน… จึงบอกให้ส่งรูปมาให้..พร้อมโครงการ….เผื่อทำเรื่อง

เบิกค่าProduction
โดยสรุป การประชุม คือ
1.เราคุยเรื่องซื้อกล้องวิดิโอ
2.เราคุยcast นักแสดงเพิ่ม นำ… เล่นบทเป็นจ่า (ตำรวจ)แทน… เล่นเป็นลูกค้า
3. เราคุยซักซ้อมบทนักแสดง
4.เรานัดหมายพูดคุยการประชุมครั้งต่อไป กับนักแสดงคนอื่น
อย่างไรก็ดี ประชุมคุยกัน ที่ร้าน มีทีมงานและ นักแสดงไปร่วมประชุม บางคนไม่สามารถมาได้ ติดภารกิจ เช่น… เดินทางไปดอยอินทนนท์ ……ซึ่งเราแวะสรุปการประชุมให้… เรียบร้อย
แต่ว่าตอนนี้ผมอยากเล่าเรื่องหนังซ้อนหนัง และหนังสั้นของผม จะมีDirector’s cut เป็นหนังซ้อนหนัง เหมือนที่เขาบอกว่า Day for Night ของทรุฟโฟต์ เป็นหนังซ้อนหนัง สะท้อนเรื่องอุปสรรคกองถ่ายหนังด้วย และผมแค่คิดแต่ทำไม่รู้จะมีเวลาไหม? ฮาๆ น่าคิดวันเก่า มีเรื่องเล่านอก

เหนือหนัง คือ ชีวิตจริงๆ ระหว่างขับรถหลังตอบmail ทำหนังสั้นถ่ายทำได้ ค่ำคืนขนของเหมือนเที่ยวสุดท้ายของวันที่ 4 มกรา จากการเห็นรถยนตร์ตำรวจหน้าวัดอุโมงค์ ต่อมาหลังเวลา23.30 น. ร้านนม ก็รุ่นพี่เจ้าของร้านเลี้ยงนม พูดคุยรำลึกความหลัง จนกระทั่งมืดดึกกลับมาหอเก่า

จะไปหอใหม่ เหน็ดเหนื่อยขับรถมอเตอร์ไซดเจอคน หรือผี ร้องเรียก “อ้ายๆ มานี้ก่อน ” ซอยวัดอุโมงค์ เวลาเที่ยงคืน น่าจะเป็นคนสองคน หญิง-ชาย และผมไม่ได้หยุดขับรถเลยแยกเกือบชนมอเตอร์ไซด์ เหมือนอุ้มลูกแบเบาะ เหนื่อยง่วงเพลียโลกกลางคืนกลับมา ไม่มีIllumination ในขณะ

นั้นเป็นกลางคืน และผมมาย้อนคิดจินตนาการภาพถนนซับซ้อนของหนังสืออิลลูมิเนชั่นของวอลเตอร์ เบนจามิน

เมื่อผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก ก็ผมตอนที่นั่งรถทัวร์มาจากเชียงใหม่ ที่มีนิตยสารเล่าเรื่องสั้นๆ ในการอบรมขับขี่ขั้นสูง รวมรวมความรู้อันมีค่าเกี่ยวกับการใช้ความเร็ว ความไม่ระมัดระวัง ความไม่มีสมาธิระหว่างขับรถ การควบคุมอารมณ์ ความอ่อนล้า การรับมือเมื่อเจอพายุ,สัตว์ตัดหน้า

และสาเหตุของอันตรายอื่นๆ รวมทั้งแบบทดสอบ ซึ่งผมคิดถึงการเรียนขับรถยนต์ในอดีตของตนเอง ส่วนกรณีการกดขี่ทางเพศว่าผู้หญิงขับขี่รถไม่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และผมคิดถึงงานใหม่ คือ ผมกำลังเริ่มต้นเขียนคอลัมภ์ต่อโดยระลึกถึงช่วงเวลาของวันที่ 31/12/2011 กำลังเข้าสู่ปี2012

ซึ่งผมคิดถึงการทำรายการมุมตากล้องพาทัวร์มาเก๊า เป็นการตัดต่อมิวสิควิดิโอบันทึกการเดินทาง ที่มาเก๊าของผม และผมคิดจะเผยแพร่ในช่วงใกล้ปีใหม่ ในแง่มุมปลุกใจของปีใหม่ หรือปีมังกร …ปีใหม่ และช่วงเวลาเคาน์ดาวน์ หลายครั้ง ที่ผมกับเพื่อน ในฐานะชายโสด ต่างก็เดียวดาย

เหงาๆ ในที่รถติด บางครั้งเรารถติดฟังเพลงในรถยนต์ กันหลายคน อาจจะเป็นอารมณ์เหงาๆ ก็ได้

ส่วนอีกด้านก็คิดถึงงานเก่าๆ ที่ลงเผยแพร่ไปแล้ว ในคอลัมภ์นิตยสารVote ที่มีภาพยนตร์เป็นส่วนประกอบเรื่องเล่าให้นึกถึงการแสดงด้นสด…บางส่วนนักแสดงของหว่องกาไว ผู้กำกับหนังฮ่องกง จึงเอามาเล่าต่อ….จากจุดที่โกวเล้งกำเนิด ณ ฮ่องกง ในอีกด้านหนึ่งของโกวเล้ง รับ

อิทธิพลการอ่านงานของนักปรัชญาเยอรมัน ในนามของนิทเช่ และโกวเล้ง เขียนงานอย่างมีคำคม หรือสำนวนโวหาร(Aphorism) ก็ปรากฏในสำนวนของงานนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง ในฐานะนักเขียน แต่ละคนสร้างจินตนาการมากๆ กว่าจะผลิตนิยายกำลังภายใน ออกแนวผจญภัย

เพราะว่าเขากินเหล้า กับยานอนหลับ และเขาตื่นมากินยากระตุ้นประสาท โดยผมเชื่อมโยง ไม่ให้เราเป็นโรคซึมเศร้า ในแง่หนึ่งของนักเขียน และผู้อ่านให้มีความหวังถึงความสุขร่วมกัน

เมื่อผมเป็นคนอ่านผลงานของโกวเล้ง เช่นเดียวกันมาพอสมควร และผมนึกถึงนักแปลนิยายกำลังภายในเป็นผลงานของโกวเล้ง และกิมย้ง คือ ผู้มีนามปากกา “ว.ณ เมืองลุง” ว. เป็นชื่อของวิไลสาวคนรักที่พบกันเมื่อท่านไปทำงานที่จังหวัดพัทลุง จึงเกิดเป็นนาม ว.ณ เมืองลุง ซึ่งชื่อของนักแปล

ก็สื่อถึงเรื่องความรัก ได้ในแง่มุมน่าสนใจ และนิยายของโกวเล้ง ก็มีเรื่องราวลักษณะเหมือนชีวิตส่วนตัวของเขาเอง คือ ผมคิดถึงโกวเล้ง เป็นคนที่คบหาคนทุกระดับ ติดเพื่อน สุรา นารี ก็เหมือนวงเหล้าของนักเขียนไทย(ฮา)

แน่นอนว่า ผมก็เพียงจินตนาการ ไม่ได้เจอกับโกวเล้ง และผลงานของโกวเล้ง ได้รับการยอมรับว่าสร้างแนวการเขียนใหม่ เน้นความรู้สึก ความขัดแย้งทางจิตใจและความคิดของตัวละคร แทรกคติเตือนใจ ปรัชญาชีวิต แบบ”คุณธรรมน้ำมิตร” รวมทั้งการเดินเรื่องแบบบทภาพยนตร์ และผม

ไม่อาจจะเปรียบเทียบกับโกวเล้ง ในแง่มุมนั้นได้ แต่ว่าผมต้องการระลึกถึงโกวเล้ง และเพื่อนร่วมเดินทาง รวมทั้งพวกเพื่อนพ้องนักเขียน นักเดินทาง ซึ่งเรื่องราวมากมายระหว่างเส้นทางในฮ่องกง

ตอนที่ 3
บรรยากาศหนาวเย็น ชวนให้พวกเรารู้สึกว่าหนาวยะเยือก และผมเป็นคนหนึ่ง ที่ใส่เสื้อกันหนาว เพราะผมไม่เหมือนชาวต่างชาติ หรือฮ่องกง ซึ่งเขาเคยชินกับสภาพอากาศหนาวเย็น ถ้าผมจินตนาการบนเส้นทางการเดินของพวกเรา เดินผ่านชาวต่างชาติ และฮ่องกง ก็เป็นที่เกิดของโกวเล้ง

ที่มีถ้อยคำ สัมพันธ์กับโลก เหล้า และความรัก “ความจริงในชั่วชีวิตของมนุษย์เราที่บันดาลให้รันทดสุดแสน มิใช่เป็นการจำพราก แต่เป็นได้อยู่ร่วม” นั่นเป็นความรู้สึก สัมพันธ์ผู้คน

จวบจนกระทั่งบัดนี้ เขาเพิ่งพบว่าการรักคนผู้หนึ่งเป็นเรื่องปวดร้าวใจปานใด การถูกรักกลับมีความสุขกระไร ปานนั้น แต่จวบจนกระทั่งบัดนี้เขายังยินยอมรักคน โดยไม่ต้องการถูกรัก,กระดึง สายลม คมดาบ ซึ่งถ้อยคำจากนิยายดังกล่าว เป็นเรื่องสอดคล้องของคำคม เช่น สายลม คมดาบ

เหมาะสมกับบรรยากาศ ในขณะเวลา เหมือนเรื่องภาพถ่ายและความทรงจำโดยเราไม่มีภาพถ่ายระหว่างการเดินทาง แต่เรายังมีความทรงจำอยู่ระหว่างทาง

ทำไม ผมระลึกถึงโกวเล้ง ระหว่างทาง เพราะบางครั้ง เราก็ลาจากผู้คนอย่างไม่รู้ตัว และไม่อาจเตรียมตัวได้เหมือนการเตรียมตัวใส่เสื้อกันหนาว ซึ่งผม เคยมีรุ่นพี่ นักเขียนเป็นกวีที่จำพราก ที่สุด คือ ตายจากไปแล้ว ก็เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องโกวเล้ง กับคุณค่าของสตรี…เป็นต้น นี่แหละ ที่ผม

มักกล่าวซ้ำถึงเขาสม่ำเสมอ เหมือนหลายคน ในวงร่ำสุรา

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องคำคมของโกวเล้ง คือ เดียวดายใต้เงาจันทร์ เป็นความเรียงผลึกความคิดของมังกรโบราณ อัจฉริยปีศาจ ผู้ยึดถือคุณธรรม น้ำมิตรและเมรัยรสเหนืออื่นใด ยินยอมไม่มีชีวิต แต่มิยอมมีชีวิตเปลี่ยวเหงา..

ความเป็นจริงของผม ซึ่งมันเป็นฤดูร้อน ตอนที่ผมไปที่ฮ่องกง แต่ผมต้องใส่เสื้อกันหนาว และลมหนาวเย็นบาดใจเหงาๆ อารมณ์โรแมนติค ชวนคิดคำคมสำนวนโกวเล้ง ให้เพรียกหาความอบอุ่นของกาย ถ้าโกวเล้ง เปรียบเทียบกับกิมย้ง และกิมย้งโชคดีเกิดมาในครอบครัว มีฐานะในปัจจุบัน

กิมย้ง ยังคอยดูแลกิจการหนังสือพิมพ์หมิงเป้า ต่างจากนักเขียนนิยายอย่างโกวเล้ง ที่อายุสั้น ไม่อายุยืนเท่ากิมย้ง โดยโกวเล้งเสียชีวิตจากโลกนี้ไปแล้ว

เนื่องจากพวกนักเขียนนิยายกำลังภายใน ก็เป็นมนต์เสน่ห์ของฮ่องกง ก็มีหลายด้าน ในด้านหนึ่งเกี่ยวกับธุรกิจ และกิจการหนังสือพิมพ์ เชื่อมโยงเรื่องนิยายกำลังภายใน โดยพวกนักเขียนอย่างพวกผม หรือผม ต้องนั่งพิมพ์งานหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีอารมณ์ความรู้สึก จินตนาการและนิสัย

การทำงานของนักเขียน ในการสร้างผลงานขึ้นมา โดยผมก็ระลึกถึงมีเพื่อนเป็นนักเขียน ที่มีอายุ สามสิบกว่าๆ เช่นเดียวกับผม ซึ่งเขาเป็นนักเขียนแนวท่องเที่ยวเดินทาง และประสบการณ์การแลกเปลี่ยนของเขา กับผม

ในแง่มุม ที่ผมได้มาจากเขา คือ เรื่องความรัก และการเดินทางไปตามหาคนรัก ทำให้ผมนึกถึงบทเพลง ในแง่มุมผูกพันของจีน-ฮ่องกง และไทย ที่มีเนื้อเพลงแสนเศร้าเคล้าน้ำตา จากต้นกำเนิดสายน้ำของจีนไหลเรื่อยมา…เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลงไหลลง ไหลลง ไหลลงทะเล

เบื่อ ความรักจากคนร้อยเล่ห์ เล่ห์ลวงลึกกว่าทะเล สุดคาดคะเนสุดนับคณา เอาความทุกข์ยากฝากธาราใส ให้มันไหลไป ไหลไปไหลไปมิให้หวนมา ช่วยกลบฝังความหลังของข้า…

เมื่อผมนึกถึงความหลัง พร้อมบทเพลงไทยเก่าๆ และเรื่องราวของชีวิต กับการเดินทางจากบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลนั่งเรือ มาเมืองไทย และเส้นทางการเดินทางของผู้ร่วมเดินทาง คือ ผมและเพื่อน ต้องวางแผนการเดินทาง ทิศทาง ก่อนเดินทางไปใน

เส้นทางต่างๆ

ซึ่งถ้าเส้นทางป่า ที่มีขวากหนาม ต้องบุกลุยพงหญ้า อาจจะเผชิญงูในป่า ซึ่งจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ก็ต้องเตรียมเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ให้ตกเหว ผลัตตกหลุมบาดเจ็บ เพราะอาจจะมองไม่เห็นหลุมพราง นี่เป็นเรื่องเล่าของนักเดินทางในป่า ที่เขียนบันทึกการเดินทางท่องเที่ยว หรือ

นักเขียน นักเดินทางอย่างผม ก็มองเห็นการวางแผนก่อนเดินทางไปที่ต่างๆ

เหตุการณ์ข้างหน้า ก็ไม่รู้จะเป็นแบบใด เราอาจจะรู้จักอดีตจากบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีน ท่มาเมืองไทย แต่เราไม่รู้อนาคต เหมือนขณะผมเดินผ่านกาลเวลา ท่ามกลางตึกสูงของเมืองฮ่องกง หวนคิดวางเป้าหมาย ระหว่างผมกับเพื่อนตกลงกัน จุดร่วมเดินเป็นเพื่อน และแผนการท่อง

เที่ยวเดินผ่านสายลม ก่อนถึงเส้นทางแยกว่า คุณจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา หรือ ผมเปรียบว่าเดินป่าคุณ ที่มีขวากหนาม คุณจะเดินร่วมทางฟันผ่าน และอาจจะเดินตกเหว หรือ หลงทางในป่า ก็ได้

จากคำว่า “ฮ่องกง” ในหนังChungking express ก็เกี่ยวพันชื่อเดิมของหนังเกี่ยวพันคำว่าJungle หรือป่า และฮ่องกง มีความหมายถึงสถานที่ ทำให้นักเขียนเกิดจินตนาการย้อนอดีตอย่างกิมย้ง สร้างสรรค์ผลงานนิยายกำลังภายใน เกี่ยวกับสภาพสิ่งแวดล้อมในป่าไม้ของอดีต ที่มีจอม

ยุทธตะลุยภายใต้ฝีมือของการต่อสู้กับคมดาบ ในยุทธจักรต่างๆ

เมื่อ“ฮ่องกง” เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง(Hong Kong SAR) มาจากชื่อเต็มว่า Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาชน

จีน โดยอยู่ติดกับมณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง)ของจีน ส่วนมาเก๊าอยู่ทางฝั่งตะวันตก ห่างไปราว 61 กิโลเมตร และฮ่องกง เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอซินอัน เมืองเซินเจิ้น หลังจากจีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น เกาะฮ่องกงและเกาลูน…

จึงถูกครอบครองโดยอังกฤษ ได้ทำสัญญา ‘เช่าซื้อ’ พื้นที่ทางตอนใต้ของลำน้ำเซินเจิ้น ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘เขตดินแดนใหม่’ รวมทั้งเกาะรอบข้าง ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กว่าเมื่อครั้งอังกฤษเข้ายึดครองในสมัยสงครามฝิ่นเกือบสิบเท่าเป็นการเล่าถึงประวัติศาสตร์อย่างง่ายๆ สั้นๆไม่ยาว

นัก

โดยข้อมูลวิกีพีเดียบอกเราได้เพิ่มเติมว่ารูปแบบการปกครอง เป็นเขตปกครองพิเศษที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนได้ใช้นโยบาย ‘หนึ่งประเทศสองระบบ’ในการปกครองฮ่องกง ตามกฎหมายพื้นฐานที่ใช้ในการปกครองและบริหารฮ่องกงที่สภา

ประชาชนจีนได้อนุมัติและประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2533

โดยได้ให้สิทธิฮ่องกงในการปกครองตนเองอย่างอิสระ สามารถดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การพาณิชย์ ฯลฯ ได้ตามระบบเสรี รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ฮ่องกงสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีต่อไปได้อีกเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวัน

ที่รัฐบาลจีนได้รับฮ่องกงกลับคืนจากรัฐบาลอังกฤษ

มันเป็นความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของการเมือง และการถูกครอบครอง เหมือนหญิงสาวคนหนึ่ง ถูกแย่งชิงไปจากคนรักเดิม ต้องต่อสู้ช่วงชิงหญิงสาวเอากลับคืนมาของชายหนุ่ม ซึ่งเขาฟันฝ่าอุปสรรค และอดีตของฮ่องกง เป็นของจีน ที่เคยเป็นศูนย์กลางของพวกประชาชน ชาวจีนนั้นเอง

แล้วเรื่องราวเหมือนนิยายของปัญหาการรวมศูนย์การปกครอง เพราะความจริงโดยผมเคยพบการแสดงความคิดเห็นของคนฮ่องกง เป็นภาษาอังกฤษเข้าใจง่ายๆ ผ่านเว็บเรื่องจีนทางอินเตอร์เน็ตต้องการให้ฮ่องกงอยู่กับอังกฤษมากกว่าคอมมิวนิสต์จีน

การแย่งชิงหญิงสาวจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งฮ่องกง เคยเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีการจับปลา ทำการประมง ใช่หรือไม่ จากยุคอดีตคนใช้เครื่องมือการจับปลา จนกระทั่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็เหมือนฮ่องกง เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศจีนเจริญก้าว

หน้าต่อไป

ตอนที่ 5
ถ้าอาหารราคาแพงเหมือนคนสวย ชนชั้นสูง เหมือนเราจะไขว่คว้านางฟ้า หรือดารา หากินได้ไม่ง่ายต้องลำบากค่าใช้จ่ายราคาแพง โดยเราอาจจะคิดถึงเราพาสาวสวยเหมือนนางฟ้าซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกินข้าว ซึ่งบางคน เคยพูดกับผมว่า เขาเคยขับรถมอเตอร์ไซด์เร็ว เหมือนบินได้ ซึ่งตอน

เขาขับรถเมาๆ เหมือนเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งผมนึกถึงในหนังฮ่องกง ก็เรื่องChungking Express ที่มีฉากอดีตแฟนของพระเอก เป็นแอร์โฮสสเตสเหมือนนางฟ้าไปติดใจหนุ่มขับรถมอเตอร์ เพราะว่า ภาพยนนตร์สะท้อนเรื่องอกหักจากแอร์โฮสสเตสด้วย

แต่ผมก็ไม่เคยจีบแอร์โฮสสเตสของสายการบินใดๆ หรือผมมุ่งหวังอร่อยเหาะเหินเดินอากาศ จากการกินแอร์โฮสสเตสตามสำนวนวัยรุ่น น่ะครับ เนื่องด้วยความรักมาต่อกับหนังเรื่องFallen Angels เหมือนภาคต่อ Chungking Express และพล็อตเรื่องคล้ายๆกัน ก็คือ มนุษย์ ที่มี

ความรักไปตกหลุมรักสาวแอร์โฮศสเตส และคนธรรมดา ผู้ต้องการค้นพบชีวิต ซึ่งเขาและเธอ ร่วมนั่งมอเตอร์ไซด์ เหมือนขับรถโบยบินสู่ท้องฟ้า เหมือนกับท้องฟ้า ที่ไม่มีเมฆหรือหมอกในความหมายที่ชัดเจน.. …
บางครั้งเขารู้สึกบางสิ่งบางอย่างก็หายไป จากความทรงจำในสมอง พร้อมสายลม กับอากาศ โดยบางคน ก็ถูกทำให้เหมือนอากาศ ไม่มีตัวตน ไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป ที่มีฐานะการเงิน และผมรู้สึกเช่นนั้น ในบางครั้งเหมือนกัน เมื่อผมนึกถึงเรื่องภูมิอากาศ ในฮ่องกง คือ ฤดูใบไม้ผลิ(มี.ค.

-กลางเดือน พ.ค.) และอุณหภูมิเฉลี่ย 18-27 องศาเซลเซียส อากาศเย็นลงในตอนเย็นของวัน ฤดูร้อน(ปลายพ.ค.-กลาง ก.ย.)อากาศร้อนชื้น

ที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียส ซึ่งฤดูใบไม้ร่วง (ปลาย ก.ย. – ต้น ธ.ค.) อุณหภูมิเฉลี่ย 18- 28 องศาฯ สำหรับฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย ช่วงที่หนาวที่สุดประมาณกลางเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิอาจลดลงถึง 10 องศาฯ ซึ่งถ้าผมนึกถึงข้อมูลเหล่านี้ เพื่อการ

เตรียมตัวก่อนเดินทาง พร้อมแสวงหาความสุขเล็กๆน้อยๆ จากชีวิตของเราเอง ก็ได้ ถ้าคุณเดินทางไปคนเดียวรู้สึกหนาวเหงาคนเดียว ขออย่าลืมเรายังมีเพื่อนร่วมการเดินทางเสมอมา

พวกผมเดินทางไปบนเส้นทางของเศรษฐกิจในแบบเมือง ต่างกับชนบทของฮ่องกง ซึ่งผมจะเล่าถึง
เดอะ เลนส์ เป็นชื่อที่ใช้เรียกถนนสองเส้นที่ขนานกันในเขตเซ็นทรัล ได้แก่ ถนนหลี่เหยิ ตะวันออกและถนนหลี่เหยินตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วยหาบเร่แผงลอยขายสินค้าทุกประเภท ต่อมาถ้าเราเดินเล่นไปบนถนนสแตนลีย์ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะย่านจำหน่ายอุปกรณ์การถ่ายรูปหลากหลายใน

ราคาไม่แพงเป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายสมุนไพรจีน ที่น่าสนใจจำนวนมากอีกด้วย

มันเป็นเส้นทางน่าสนใจ และข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งแอดมิรัลตี้ ก็เป็นอีกย่านหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องสินค้าแบรนด์เนมหรู และแปซิฟิคเพลซ โดยหลายห้างสรรพสินค้า ก็ผมเดินผ่านและเดินเข้า-ออกบ้าง ซึ่งผมก็เข้าใจอาการของคนติดช็อปปิ้ง เพราะขณะที่ผมไม่มีเงินช็อป แต่ว่าผมอย่างน้อย

ไปเดินชมห้างสรรพสินค้าบ้างก็ดี และห้างสรรพสินค้า คือ แปซิฟิคเพลซ ที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของฮ่องกง นับเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากไปในแถบนี้

เมื่อคุณสามารถเลือกซื้อของขวัญของฝากถูกใจได้จากบรรดาร้านค้ากว่า 130 ร้าน ซึ่งรวมถึง
ร้านดังๆ อย่าง มาร์คส์ แอนด์ สเปนเซอร์ เลน ครอว์ฟอร์ด เซบู และร้านดีไซเนอร์ชั้นนำอีกมากมาย ซึ่งมีทางเชื่อมจากสถานีรถ MTR หรือรถไฟฟ้า มาสถานีแอดมิรัลตี้มายังห้างแปซิฟิคเพลซ ซึ่งคุณสามารถเดินเล่น ช็อบปิ้งอย่างสนุกสนาน พร้อมเพื่อน หรือคู่รัก จูงมือกัน เริงร่าเหมือนสวน

สนุก

ถ้าคุณสนใจไปเที่ยว “ดิสนีย์แลนด์”สนุกได้ทั้งวัน เป็นเรื่องพลาดไม่ได้…ระหว่างเราไปช็อปปิ้งแล้วต้องไปอาณาจักรสวนสนุกอันยิ่งใหญ่ของโลก เพราะว่าดิสนีย์แลนด์ของฮ่องกง คุณจะพาครอบครัวและเด็กๆไปสวนสนุกดิสนีย์ได้เต็มทั้งวันกับเครื่องเล่นอันทันสมัยและสุดสนุกที่สุด ซึ่งตาม

โฆษณารับรองได้เลย! ครับ

เมื่อเด็กๆ จะได้พบกับตัวการ์ตูนขวัญใจพร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และคุณสามารถพาเด็กๆ ลูกๆ ไปเที่ยวในTomorrow Land จะได้สนุกกับเครื่องเล่นแนวโลกอนาคตอันทันสมัย ซึ่งเด็กๆ จะได้มีโอกาสเล่น Space Mountain เครื่องเล่นที่สนุกสุดๆ ยังมีเครื่องเล่น Buzz Lightyear

Astro Blastersยิงต่อสู้ผู้รุกรานเพื่อปกป้องจักรวาล พร้อมเก็บคะแนน Orbitronเครื่องเล่นขับยานอวกาศสุดสนุก และFantasy Land สุดสนุกกับเมืองเทพนิยาย

จากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต และพวกเรา จะไปหามาดูการอินโทรก็ได้-แนะนำในเรื่องที่พลาดไม่ได้ จะต้องรอคอยชมให้ได้ นั่นคือ ขบวนโชว์อันตระการตาและตัวการ์ตูนดิสนีย์ที่ผู้คนชื่นชอบ เช่น สโนว์ไวท์ เจ้าหญิงนิทรา ซิลเดอเรลล่า มิกกี้เม้าส์ หมีพูห์ และเพื่อนๆ ตัวการ์ตูนอันเป็นที่ใฝ่ฝัน

ของเด็กๆ ยังมี Adventure Land ดินแดนแห่งการผจญภัยอันตื่นเต้น Jungle River Cruise ล่องเรือในป่าอันสนุกสนานผจญภัยกับสัตว์ป่าอันน่าตื่นเต้นนานาชนิด

ทั้งนี้ เราสามารถตามไปพิสูจน์ว่าเรื่องจริง หรือเขาเขียนคุยโม้ได้เมื่อกลับมาประเทศไทยว่า เราไปดิสนีย์แลนด์ จะได้เห็น Tarzan’s Treehouse บ้านต้นไม้ของทาร์ซาน จะได้พบกับ Festival of the Lion King เพลิดเพลินกับโชว์ อันยิ่งใหญ่ตระการตาของเหล่าตัวการ์ตูนในเรื่อง

ไลอ้อนคิงส์ Rafts to Tarzan’s Treehouse สุดสนุกกับการล่องแพ ช่วงเย็นก่อนปิดสวนสนุกประมาณ 30 นาที จะมีพลุไฟอันยิ่งใหญ่ตระการตา…

มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าเวลา ผ่านไปอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีความสุข สนุก และความเป็นจริง ก็คือ เวลาของฮ่องกง เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง จากเรื่องเวลา สัมพันธ์เงินตรา คือ ผมไม่มีเงินพอเข้าไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ หรอกฮะฮ่าๆ ซึ่งผมเล่าข้อมูลข้อเท็จจริงได้ แต่ผมไม่ได้เข้าไปสนุก

จริงๆ น่ะครับ

เนื่องจากตอนผมจะไปฮ่องกง ก็แลกเปลี่ยนเงินตราจากเงินสกุลไทย เป็นเงินฮ่องกง และข้อมูล ที่มีแนะนำในเรื่องสกุลเงิน 1 ดอลลาร์ฮ่องกง = 5.50 บาท/1 หยวน = 5.40 บาท แนะนำให้แลกเงินไปจากกรุงเทพฯ แต่ผมแลกเงินไปตั้งแต่เชียงใหม่ และเงินเหรียญฮ่องกง บางเหรียญเล็กๆ พก

ติดตัวในกระเป๋าตังค์ แม้ว่าเวลาปัจจุบันจะผ่านไปเป็นปีแล้วก็ตาม

แน่นอนว่า เราไปฮ่องกง ไม่ยากเลย แค่ซื้อตั๋วก็บินไปได้ทันที และเราไม่ต้องขอวีซ่าสะดวกมาก โดยข้อมูล ก็บอกว่าสนามบินใหม่ของฮ่องกงถือว่าดีที่สุดในโลก และเราเข้าเมืองสะดวกสุดๆ ซึ่งสะดวกขนาดหิ้วท้องไปกินข้าวที่ฮ่องกง แล้วเรากลับมาทำงานต่อที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมอ่านข้อมูลการ

ท่องเที่ยวแบบนี้แล้ว…ว้าวๆๆ…ใช่..ผมเคยได้ยินโต๊ะข้างๆ ในร้านกาแฟสตาร์บั๊กของไทยในเชียงใหม่ ที่มีคนมีฐานะ มีตังค์ ก็เขาคุยกันว่า เพื่อนรวยๆ ก็อยากกินอะไรดีๆ ซึ่งเขานั่งเครื่องบินไปฮ่องกงเลย ครับ

แต่ว่าการเดินทางไปฮ่องกง ถ้าดูข้อมูลอินเตอร์เน็ต ก็มีข้อจำกัด ถ้าเราต้องการไปกินและช็อปปิ้งเท่านั้น ซึ่งเราพอใจอะไรก็แล้วแต่ในขณะสัมผัสบรรยากาศของฮ่องกง ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าการท่องเที่ยวเป็นของแถม และมักจะเสริมด้วยการข้ามไปช็อปปิ้งของถูกที่ “เสิ่นเจิ้น” เมือง

อุตสาหกรรมใหม่ของจีนไม่ต้องขอวีซ่า ไปฮ่องกงแล้วขอ “บัตรผ่านแดน” ก็ข้ามไปเที่ยวได้

จากนั้นจึงกลับมาช็อปปิ้งให้เพลิดเพลินต่อก็ได้ และการท่องเที่ยวฮ่องกงแนะให้สังเกตเครื่องหมาย “คิวทีเอส” รับรองคุณภาพของห้าง ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ของแท้ ที่มีป้ายบอกราคาชัดเจน
และฮ่องกงเป็นแหล่งสวรรค์ของนักช็อป เพราะสินค้าทุกชนิดปลอดภาษี ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ด้วยเหตุนี้ฮ่องกง จึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจที่สุดในโลก ซึ่งเราอาจจะพบเสน่ห์จากหญิงงามบ้างก็ได้ แหะๆ ครับผม

ตอนที่ 6
พวกผม เดินผ่านผู้คน ขวักไขว่เพื่อเดินสำรวจ ไปแถวหน้าธนาคาร ที่มีสัญลักษณ์สิงโต ในฮ่องกง ซึ่งเพื่อนของผม ก็บอกผมว่า ที่นี่คนจะมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแถวนั้น ก็มีถังขยะสีสัน สวยงามบ่งบอกเรื่องการแยกขยะก่อนทิ้งลงถังขยะ ก็แน่นอนว่า เมืองที่สวยงามต้องปลอดขยะ

ไม่สกปรก และพวกเรา ก็เห็นคนจำนวนมาก แต่บ้านเมือง ก็ดูแลสะอาดไม่ได้เกิดขยะง่ายๆ

หากคุณนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ระหว่างการเดินทาง ในความทรงจำ ของการจากลา แต่มันอาจจะติดตรึงอยู่ในหัวสมอง และความฝัน ยามหลับนอน ซึ่งเราอาจจะฝันก่อนถึงการได้พบกันอีกครั้ง แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้พบกันอีกเลย ในความเป็นจริง กับหญิงสาวคนใดๆ ก็ตาม

เมื่อผมระลึกถึงช่วงเวลาจากการเดินท่องเที่ยว และการดูภาพยนตร์ ในการเดินบนถนนอย่างคนธรรมดา ไม่ได้วิ่งเหมือนตัวละคนในเรื่องChungking Express ที่มีฉากวิ่งไล่จับโจร หรือผมทำตัวเป็นพระเอกวิ่งออกกำลังกาย ท่ามกลางสายฝนในสนามกีฬาของฮ่องกง

แต่ผมเดินดูของสำหรับช็อปปิ้ง ในห้างสรรพสินค้า ก็เดินสวนกับผู้คนอย่างเชื่องช้า สบายใจกับสินค้า และเพื่อนๆ ซึ่งพวกเรา ก็สัมผัสมันเป็นสิ่งของ และเรารู้สึกได้ถึงความเป็นจริงของชีวิต ในช่วงระยะเวลานั้น ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของการแสวงหาสำหรับบางคน ที่มีการหาร้าน

อาหารดีๆ ตามห้างสรรพสินค้า เช่น สปาเก็ตตี่ ถ้าคุณรู้ความเป็นมาของเส้น ที่มาจากก๋วยเตี๋ยวของจีน

เมื่อคุณหยุดพัก อาจจะแวะหากินเส้นก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ สำหรับเดินทางต่อไป และบางร้านอาหาร ที่มีโอกาสไปร้านตามบรรยากาศเหมาะๆ ในอารมณ์อย่างสื่อสาร พูดคุยกับเจ้าของร้านอาหารเล่นๆ เป็นเรื่องของชีวิต รสชาติในการกินอาหาร และคุณอาจจะเห็นรหัสอาหาร เช่น ตัวเลข 54 คือ

ข้าวมันไก่อย่างที่ผมเคยเล่าให้เรารู้ไปแล้ว โดยมันเป็นเลขรหัส ทำให้เราจำได้ง่าย และสื่อสารต่อชาวต่างชาติได้ครับ

ซึ่งผมคิดถึงการเดินทางต่อจากเดินบนถนน ก็เรียกรถแท็กซี่ เพื่อขึ้นรถกันไปที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง โดยเราไปเที่ยวในมหาวิทยาลัย เห็นป้ายโปสเตอร์ติดตามบอร์ด ซึ่งGoogle ตามสถานการณ์ของจีนต้องห้ามค้นหาข้อมูล และพวกคนฮ่องกง ประท้วงทำสัญลักษณ์กูเกิ้ลปิดตาของคนใน

โปสเตอร์ และคนจีน สะท้อนสื่อรณรงค์ของการเผยแพร่เรื่องสิทธิ เสรีภาพให้เราเห็นทุกคน พร้อมการอธิบายผ่านภาษาอังกฤษด้วย

มันเป็นวันที่ลมหนาวเย็น ชวนโรแมนติตด้วยละมั้ง ในฐานะคนนอก เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งพวกผมแวะนั่งพักแถวหน้าห้องสมุดของมหาวิทยาลัย และคู่รัก ที่เป็นผู้ชายหล่อ กับผู้หญิงสวยน่ารัก ก็นั่งพักมานานก่อนผม และพวกผมมานั่งข้างๆ ก็ผมอยู่ไม่ไกลนัก ก็จูบกัน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้

ผมไม่รู้ลืม ก็ออกอาการChockทางวัฒนธรรม ซึ่งหนังสือที่มีเรื่องวัฒนธรรมช็อค ในประเทศไทย ก็มีเขียนถึงส่วนผม ออกอาการโอเว่อร์หน่อยๆ ว่าช็อค ที่เห็นคนจูบกันใกล้ๆ กับตัวผม แหะๆ ครับ

มันอาจจะเป็นแค่เรื่องช็อคสำหรับคนละวัฒนธรรม หรือช็อคสำหรับบางคน แต่มันเป็นเรื่องให้ผมชวนตื่นเต้นของการเดินทางสำหรับผม ก็แปลกๆ มีคนมาแสดงความรัก โดยเจอคนจูบกัน หรือการตื่นเต้นของความช้า จากผลกระทบของความดูดดื่มของการจูบตรึงอยู่ในความทรงจำ ทำ

ให้การเดินทางจากที่นั่น ซึ่งไม่อยากมีการเดินทางไปไหน ก็ผมอยากอยู่กับความช้าของความรู้สึก อันหวานซึ้งเนิ่นนาน.. ฮาๆ

จากนั้นเราเดินเตร็ดเตร่ เที่ยวในมหาวิทยาลัยต่อไป ในสถานที่ต่างๆ แล้วเราก็พบว่า คนฮ่องกง กำลังมีงานเป็นวันที่มีการรับปริญญา แต่งชุดครุย เหมือนรับปริญญาบ้านเราแหละ ซึ่งพวกผมเดินดูไปยังร้านหนังสือของมหาวิทยาลัย และบรรยากาศ ห้องเรียน คณะต่างๆ ก็เป็นเรื่องของการ

จัดสถานที่อันสวยงาม โดยการสังเกตการณ์ ในการค้นหา ห้องเรียนพวกวิจิตรศิลป์ ดูการออกแบบทางศิลปะ และชมรมของมหาวิทยาลัย ครับ

เนื่องจากผมเห็นภาพของcomparative literature festival 2010 ที่มีคำว่าBlindness ซึ่งผมเห็นบอร์ด ก็แปลเป็นเทศกาลวรรณกรรมเปรียบเทียบ 2010 ในเรื่องตาบอด ก็มีนศ.เอาผ้ามาพูดตา เป็นสัญลักษณ์ เช่น คำว่า Self และสัญลักษณ์หัวใจ โดยรวมถึงประเด็นความรัก ทำ

ให้ตาบอด

แต่ความรัก สะท้อนด้านดีให้เกิดพลังสร้างสรรค์ทางการงานได้ ก็เพื่อนร่วมทางของผม ก็พวกเพื่อน กับแฟน มาด้วย จึงทำให้ผมนึกถึงเรื่องแรงงานอพยพ ในฐานะเพื่อนคนไทยของผม เพราะเพื่อนของผม ก็เป็นแรงงานคนไทย ที่ไปทำงานที่ฮ่องกง กลับกันก็นึกถึงหนังเรื่องเถียนมีมี่ เป็น

แรงงานจากจีนอพยพมาฮ่องกง…ภาพของหนังเรื่องเถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว (อังกฤษ: Comrades: Almost a Love Story) …

โดยภาพยนตร์จีนรักโรแมนติกนำแสดงโดย หลี่หมิง (Leon Lai) และ จางม่านอวี้ (Maggie Cheung) ซึ่งพระเอกต้องพลัดพรากจากคนรักถึง 10 ปี กว่าจะสมหวังในรัก และจีนแผ่นดินใหญ่ข้าวยากหมากแพง”หลี่เสี่ยวจิน” (หลี่หมิง) และ”หลี่เฉียว” (จางม่านอวี้) ต่างหวังที่จะมาขุด

ทองที่ฮ่องกง โดยเขามาฮ่องกงเพื่อเก็บหอมรอมริบเพื่อจะได้พาแฟน “เสี่ยวถิง” ที่อยู่เมืองจีนมาแต่งงานกันที่ฮ่องกง แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาได้พบกับหลี่เฉียวที่ร้านแมคโดนัลด์ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป

ด้วยความเหงา ความรับแอบก่อตัวขึ้นจากภายในส่วนลึกของทั้งคู่ จนสุดท้ายหลี่เสี่ยวจินตั้งตัวได้และพาแฟนมาแต่งงานกันที่ฮ่องกง แต่ชะตาฟ้าลิขิตในที่สุดหลี่เสี่ยวจินต้องหย่าและย้ายไปอยู่อเมริกา ส่วนหลี่เฉียวพบรักใหม่และหนีตามแฟนซึ่งเป็นมาเฟียมาอยู่อเมริกา จนคู่รักของหลี่เฉียว

ตาย โชคชะตานำพาทั้งคู่มาพบกันอีกครั้ง บนเส้นทางรักที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงตลอด 3,650 วันที่ผ่านมาและผ่านไป ครับ

โดยหนังเรื่องเถียนมีมี่ สะท้อนภาพตัวละครรองๆ เล็กๆ ที่มีบทตัวแสดง เป็นคนไทย ไปขายบริการอยู่ที่นั่น และผู้หญิงคนนั้น ก็ติดเชื้อเอดส์จากแขก แต่ก็มีแขก ที่เป็นฝรั่ง ครูสอนภาษาอังกฤษ ที่ยังรักเธอ และเขาพาเธอกลับไปใช้ชีวิต ที่เหลืออยู่ประเทศไทย

เมื่อผมเดินออกจากมหาวิทยาลัย บนถนน ที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ ก็เขียนว่า Slow และเราสังเกตลักษณะของหอนาฬิกา เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรม เพื่อบันทึกในความทรงจำของเวลานั้น ถ้าผมเรียกตัวเองชื่อว่าคนธรรมดา นามสกุลเดินทางไกล เป็นเรื่องของพวกผม ซึ่งไม่มีโอกาสขึ้น

เครื่องบิน จากไทย-ฮ่องกง และผมได้พบข่าวกรณี…เผยนักบิน-แอร์”คาเธ่ย์ แปซิฟิก”พ้นสภาพพนักงานแล้ว หลังก่อเหตุ”ออรัลเซ็กส์”-บริษัท ชี้กระทบภาพรวม …

ซึ่งถูกเผยแพร่ไปทั่วอินเตอร์เนท ได้ออกจากสายการบินแล้ว ภายหลังเมื่อเร็วๆ นี้ และสายการบินได้ดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่ต่อกรณีฉาพอื้อฉาวดังกล่าว นอกจากนี้ สายการบินยังปฎิเสธที่จะเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนห้องนักบินหรือไม่ แต่ระบุว่าจากผลสอบสวนเมื่อเร็วๆ

นี้ ไม่พบหลักฐานว่าเหตุการณ์ออรัลเซ็กส์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะเครื่องกำลังบินนั้นเอง

แล้วรายงานระบุว่า ภาพดังกล่าวได้กระตุ้นให้สายการบินแห่งนี้ต้องดำเนินการแก้ปัญหาหลังจากภาพถูกแพร่กระจายไปทั่วอินเตอร์เนท และถูกสื่อมวลชนท้องถิ่นนำมาประโคมข่าว ก็มันเป็นข่าวดังอยู่พอสมควร ซึ่งผมอยากเอามาเล่าต่อกรณีฮือฮาต่อสาวๆ เพราะว่าผมแค่มีแต่ฝันๆ ลมๆแล้ง

ถึงความต้องการเป็นแฟน กับนางฟ้า คือ แอร์โฮสเตล เท่านั้นเอง กั๊บๆ สนุกในรสนิยมของชีวิต ก็เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดั่งที่เขาบอกกันว่า เวลาเรามีความสุข มันเหมือนกับเวลาผ่านไปเร็ว…

Palmy – นาฬิกาเรือนเก่า
นาฬิกาเรือนเก่า นาฬิกาเรือนเก่า เวลาไม่เดินแล้ว ไม่มีวี่แวว เนิ่นนานเท่าไร นาฬิกาเรือนเก่า ที่เคยหยุดเอาไว้

อยู่ในหัวใจ เวลาของเรา
ความรักเมื่อวันวาน ความฝันที่เคยต้องการ มองเข็มนาฬิกาหยุดอยู่อย่างนั้น มันผ่านไปแล้วจริงๆใช่ไหม รักที่มันเนิ่นนาน แต่ลึกๆก็ยังหวั่นไหว ยังฝัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ ใช่ไหม ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยากให้เธอยังอยู่ตรงนี้กับฉัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ เหมือนว่ายัง

อยู่
นาฬิกาเรือนเก่า อาจไม่มีความหมาย แค่ผ่านพ้นไป
อาจไม่สำคัญ แต่นาฬิกาเรือนเก่า ยังบอกเวลาฉัน บอกว่าครั้งหนึ่ง เราเคยรักกัน ความรักเมื่อวันวาน ความฝันที่เคยต้องการ มองเข็มนาฬิกาหยุดอยู่อย่างนั้น มันผ่านไปแล้วจริงๆใช่ไหม รักที่มันเนิ่นนาน

แต่ลึกๆก็ยังหวั่นไหว ยังฝัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ ใช่ไหม ไม่เข้าใจเหมือนกัน
อยากให้เธอยังอยู่ตรงนี้กับฉัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ เหมือนว่ายังอยู่ มันผ่านไปแล้วจริงๆใช่ไหม

รักที่มันเนิ่นนาน แต่ลึกๆก็ยังหวั่นไหว ยังฝัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ ใช่ไหม ไม่

เข้าใจเหมือนกัน อยากให้เธอยังอยู่ตรงนี้กับฉัน เหมือนยังรออยู่ เหมือนยังคอยอยู่ เหมือนว่ายังอยู่

15-16-17มกราคม 2555
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
The Government Lottery Office
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 16 มกราคม 2555
รางวัลที่ 1
451445
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
150 328 639 941
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
81
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 15 เลขที่ 451445
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 61 เลขที่ 451445

การเดินทางของผม บางด้านก็เหน็ดเหนื่อย ผ่านวันปีใหม่ หรือวันเด็ก ถ้าวันสำคัญ กรณีวันรับปริญญา จะเกิดอาการรถติดในเมืองใหญ่ ก็ผมครุ่นคิดอดีตเคยรับจ็อบถ่ายรูปได้เงิน และผมเคยอยู่ในห้องมืดของการล้างฟิลม์ การเรียนถ่ายภาพฟิลม์ โดยผมเคยซื้อกล้องใช้ฟิลม์ระบบแมนนวลมือสองมาใช้เป็นยี่ห้อแคนนอน เป็นการย้อนรำลึกความหลัง ขณะที่ผมทำหนังสั้น ร่วมงานมหัศจรรย์กับเหล่าศิลปิน และบังเอิญต้องขนของ ก็เจอหนังสืออะไรเก่าๆ มากมาย โดยผมตอนไปโคราชก็แวะดูหนังสือเกี่ยวกับหนังมากมาย และวันครู ที่ผ่านมา ก็ระลึกหลังจากเช็คอินเตอร์เน็ต-เฟซบุ๊คฯ ข้อความดูกล่มคนที่โพสต์สำนวนคำคม น่าสนใจ เช่น ผิดเป็นครู ทำให้ผมมาเรียนรู้เรื่องกล้อง หันกลับมาทบทวนมากขึ้น รวมทั้งสอนตัวเองด้วย มันเหมือนบางด้านของรสชาติชีวิต ในการหวนคิดถึงการกินผัดไทยแชมป์โลกร้านแห่งหนึ่งหลายวันก่อนโน้น ครับ

แต่ผมไม่มีเวลาเขียนเรื่องหนัง ก็เล่าสั้นๆว่าผมมีเสื้อข้อความทรุฟโฟต์เป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยว่า คนรักหนังเป็นคนป่วย(ผมก็ไม่รู้นัยยะนี้อาจแปลไทยเป็นไทยได้ว่าคนบ้าหนังก็เหมือนคนป่วย หรือคนป่วย เพราะดูหนังมากเกิน) และหนังของทรุฟโฟต์ ที่มีการเปรียบเทียบกับเพื่อนในกลุ่มนิวเวฟ มีความราบเรียบกว่า มีชีวิตและเป็นมิตร เพราะในแง่การทดลอง และเทคนิคของทรุฟโฟต์ ไม่เด่นเท่าโกดาร์ และบทหนังเป็นบทสนทนาไม่บาดคมติดหู แต่ทรุฟโฟต์ชดเชยให้ตัวแสดงเป็นมิติ รับ-ส่งบทเป็นเรื่องราวสัมพันธ์กัน

ซึ่งสตีเว่น สปีลเบริก์ ก็ยกย่องให้ทรุฟโฟต์ เป็นผู้เปิดมุมมองเรื่องภาพยนตร์แก่เขา และหนังเรื่องDay for night เป็นหนังในดวงใจตลอดกาล และday for nightของทรุฟโฟต์ เป็นคล้ายจดหมายรักต่อหนังcitizen kaneของออร์สัน เวลส์ ส่วนjules and jim หนังดัดแปลงจากนิยายใช้สไตล์การเล่าเรื่องที่ถือว่าเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นในยุคนั้น ทั้งการซูมกล้องเข้าออกและการตัดภาพโดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่องทางอารมณ์ ส่วนความแตกต่างที่ผมจะเล่ายาวสักหน่อย คือ unie visite เป็นหนังเรื่องแรกของทรุฟโฟต์ ถือเป็นหนังสั้น คือ ความยาวแค่ 8 นาที ด้วยเงินทุนจำกัด ใช้โลเกชั่นไม่เยอะ เป็นนักแสดงโนเนม จากเพื่อนหรือคนรู้จักในโรงละคร หนังเล่าเรื่องชายหนุ่ม ตามหาห้องเช่า และอยากเช่าห้อง ที่ถูกใจ ซึ่งเตรียมย้ายเข้า แต่ห้องโดนจับจองแล้วหญิงสาวน่ารัก ต่อมาก็ยอมแชร์ค่าห้องด้วยกัน เหตุการณ์พลิกผัน จากคนแปลกหน้า ในที่สุดทั้งคู่เริ่มมีใจให้กัน จนกระทั่งญาติของฝ่ายหญิงจะมาหา…

แม้ผมไม่ค่อยมีเวลาเขียนอะไรมากมาย กรณีหว่องกาไว รับอิทธิพลโกดาร์ด หรือวิม แวนเดอร์ และหนังweakendของโกดาร์ด ที่ถูกยกย่องเป็นอัจฉริยะใส่เสียงเพลงประกอบฉากรถยนต์เป็นเพลงของโมสารท์ บีโธเฟ่น…

จากถ่ายทำหนังสั้นต่อเนื่องเป็นวันที่สองและสาม ซึ่งผมนึกอยากเล่าเรื่องWeekend และหนังซ้อนเรื่องการขับรถ ถ้าเรานึกถึงเรื่องล้อหมุน…เป็นสิ่งที่มาพร้อมการเคลื่อนของรถยนต์ …ล้อยาง…การคาดการณ์(anticipation) เป็นกระบวนการในการป้องกันอุบัติเหตุ ที่ถัดจากการสังเกตการณ์ เสมือนเป็นการสร้างภาพว่ามีสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น…และสามารถคาดการณ์ล่วงหนาได้จากข้อมูลต่างๆ ที่มีให้เห็นบนท้องถนนขณะนั้นคุณควรถามตัวเองว่า
-มีแนวโน้มว่าจะได้พบกับอะไรบ้าง
-พวกเขากำลังทำอะไร
-ควรจะเร่งรถยนต์หรือควรจะชะลอความเร็ว
-จำเป็นต้องหยุดหรือไม่
สภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจะต้องปฏิบัติดังนี้
-ตรวจสอบเสมอว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในบริเวณรอบๆ ตัวคุณ
-ระวังตัวรู้อยู่ตลอดเวลาต่อการเปลี่ยนแปลงการจราจรและคิดวางแผนล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ขอบเขตของการคาดการณ์ที่คุณจำเป็นต้องเตรียมจะแตกต่างไปตามสภาพรอบข้างสภาพการที่ยากลำบากคุณต้องตัดสินใจลำบากว่าจะเกิดอะไรขึ้น
-แสงสว่างหรือสภาพอากาศเลวกว่าปกติ
-การจราจรหนาแน่น
-ไม่คุ้นเคยต่อเส้นทางจราจรนั้น
ชนิดของถนน เช่น ถนนสองช่องจราจร การสังเกตการณ์นับว่าเป็นสิ่งจำเป็น….ป้องกันอุบัติเหตุได้

ย้อนกลับมาเล่าเรื่องหนัง ในแง่Day for night เป็นทั้งฝันร้ายและฝันดี ซึ่งความจริงตอนนี้ภาพในหัวสมองของผม ก็มีช่วงเวลากองถ่ายก้อ ผมเก็บมาฝันถึงเรื่องกองถ่ายด้วยซ้ำ และถ้าทรุฟโฟต์ ถูกเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้กำกับนิวเวฟ ร่วมยุคเดียวกับโกดาร์ด ผู้ทำหนังเรื่องWeekend ที่มีฉากอุบัติเหตุรถยนต์ โดยทรุฟโฟต์ เป็นคนทำหนังไม่ฉูดฉาดทดลอง…เท่าโกดาร์ด พวกนิวเวฟ-ฝรั่งเศส (ถ้าแง่มุมหนึ่งผมอดคิดถึงจำเรื่องI love ปารีส)ให้อิทธิพลวิม แวนเดอร์ กับหนังเหมือนการสังเกตการณ์จากWing of desire และหว่องกาไว ผู้ทำหนังแบบRoad movie ในchungking express ไม่ได้ขออนุญาติใคร และบทหนังในchungking express ในแง่เสียงคนในเมืองใหญ่สุดเหงา เป็นเสียงคุยกับตัวเอง และหนังของหว่องกาไว ก็มีคนตีความตัวละครเหงาๆ ของหนังอย่างกับสำนวนโกวเล้งว่า การอยู่ร่วมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่การอยู่ร่วมอย่างมิโดดเดี่ยวกลับยากยิ่งกว่า

หรือย้อนกลับไปในเปิดฉากแรกของเรื่องNINE…ภาพยนตร์ คือ ความฝัน ภาพยนตร์ถูกทำลายด้วยการเขียน ด้วยกล้อง เมื่อภาพมาเรียงกันๆ สิ่งลึกลับในห้องตัดต่อ คนดูชมภาพยนตร์ในห้องมืด และถ้าคุณโชคดี โชคดีมากๆ และบางครั้งผม ก็โชคดี แล้วภาพยนตร์จะกลับมาเป็นความฝัน ด้วยเหตุนี้ผมเป็นคนไม่ชอบพูด จากประโยคย่อๆเล่าสั้นโดยผม ต่อประโยคของผู้กำกับ-การแถลงข่าวหนังเรื่องอิตาเลีย คือ ชื่อที่ใหญ่โต และอิตาลี เหมือนเทพนิยาย อิตาลีเหมือนหญิงสาว อิตาลีเหมือนความฝัน และถ้า‘คนที่ฉลาด คือ คนที่สร้างโอกาสมากกว่าที่เขาหาได้’ — ฟรานซิส เบคอน (นักปรัชญาชาวอังกฤษ) หรือเราจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างไร?

ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องขยายความที่ว่า ขณะกำลังหมกมุ่นเรื่องกล้อง จากรูปลักษณะเหมือนกัน และกล้องcanon 41x ตัดสินใจซื้อดีกว่าเอาเงินมาใช้เป็นประโยชน์ด้วย
Canon LEGRIA FS306 (กระทู้นี้ปิดการขายแล้ว)
ต้องการ : sale
สินค้าประเภท : body
รายละเอียด : รายละเอียด / อย่างย่อ
เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CCD ขนาด 1/6 นิ้ว ที่ความละเอียด 800,000 พิกเซล
ใหม่! ระบบ Flash Memory แบบไม่มี Built-in ในตัวเครื่อง สามารถบันทึกข้อมูลลงการ์ดหน่วยความจำแบบ SDHC Card ได้ถึง 32GB
จอภาพ LCD ขนาด 2.7 นิ้ว ความละเอียด 123,000 พิกเซล ปรับความสว่างหน้าจอได้ 3 ระดับ
ใหม่! ระบบป้องกันการสั่นไหวแบบ EIS Dynamic Mode นิ่งสนิททุกช่วงเวลาสำคัญ ป้องกันการสั่นไหวได้ดีกว่าระบบ Electronic Image Stabilization (EIS) ทั่วไป
Advanced Zoom 41 เท่า เก็บทุกรายละเอียดคมชัด ตอบรับอิสระแห่งการบันทึกภาพไร้ขอบเขต ทุกเหตุการณ์ไม่คลาดสายตา
ชิปประมวลผลภาพ DIGIC DV II
Dual Shot สามารถบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
ระบบ Pre-Record บันทึกภาพ 3 วินาที ก่อนกดปุ่มบันทึกภาพ
Video Snapshot ให้คุณถ่ายภาพวิดีโอเป็นคลิปสั้นๆ ครั้งละ 4 วินาที พร้อมเสียงเพลงบรรเลงที่มีให้เลือกในตัวกล้อง
แบตเตอรี่อัจฉริยะ แจ้งเวลาที่ใช้งานได้ของแบตเตอรี่
ระบบ Quick Charge บันทึกนานสูงสุด 1 ชั่วโมงต่อการชาร์จเพียง 20 นาที (LEGRIA รุ่น FS36 สามารถบันทึกได้ยาวนานถึง 26 ชั่วโมง / LEGRIA รุ่น FS306 บันทึกได้นานถึง 20 ชั่วโมง)
ด้วยการค้นหาตาม วันที่ ปี และเวลา ที่บันทึก
สามารถใช้คู่กับ DVD Burner DW-100 โดยการใช้สาย USB เชื่อมต่อกับวิดิโอ เพื่อเก็บข้อมูลลงในแผ่นดีวีดี
เมนูภาษาไทยเข้าใจง่าย เพื่อการใช้งานที่สะดวกรวดเร็ว
http://www.weekendhobby.com/thai2market/Question.asp?ID=10119&group=camera

ว่าด้วยMemory capacity XP (app. 9Mbps)
High Image Quality SP (app. 6Mbps)
Standard LP (app. 3Mbps)
Long Play
2GB 25 min. 40 min. 1 hour 15 min.
4GB 55 min. 1 hour 20 min. 2 hours 35 min.
8GB 1 hour 50 min. 2 hours 45 min. 5 hours 10 min.
16GB 3 hours 40 min. 5 hours 30 min. 10 hours 25 min.
32GB 7 hours 20 min. 11 hours 20 hours 50 min.
64GB 14 hours 50 min. 22 hours 5 min. 41 hours 40 min.

ส่วนผมหาเรื่องมาเล่า ก็นึกถึงการเขียนบทหนังสั้น โดยจริงๆในแง่มุมย้อนเวลากลับไปได้หลังผ่านไปสิบปี ที่ผมเคยมีอารมณ์กับหนังสั้น+สารคดี ในแง่ประสบการณ์นิดหน่อย ซึ่งผมเคยเรียนเขียนบทหนัง ตั้งแต่สมัยปริญญาตรี เกี่ยวกับภาพยนตร์ อนิเมชั่น และเรียนวิชาดนตรี แต่มันก็นานมากแล้ว ทำให้ผมต้องทบทวนตำราภาพยนตร์ หรือเปิดหนังสือ เช่น ฟิลม์ไวรัส ที่มีเรื่องปฏิบัติการหนังอิสระ หนังทุนน้อย เรื่องผู้กำกับ เทคนิค สไตล์ต่างๆ นานา และผมคิดปรึกษาพี่เลี้ยง และผู้คนต่างๆ แล้วกรณีเรื่องบทหนังสั้นเรื่องที่ผมจะนำมาเล่านี้ ที่ผมเขียนเป็นโครงเรื่อง ก็หายไปอยู่ในส่วนรีไซเคิลของคอม จึงมีโครงร่าง เป็นด็อทๆ ให้ดูเป็นส่วนใหญ่ ครับ
กรณีชีวิตรีไซเคิล ก็เป็นเรื่องราวของไทใหญ่ ในร้านรีไซเคิล ที่มีครอบครัว คือ เขา มีเมียมีลูก และเขาทำงานประจำร้านรีไซเคิล ที่แยกขยะ เมื่อเขาเครียด ก็เตะเมีย ทั้งที่ขาข้างหนึ่งของเขาไม่สมประกอบ และงานการแยกขยะอันหนักหนา ในการแบกขยะ ซึ่งชีวิตไม่ได้ง่ายดาย เพราะชีวิตของคน ไม่เหมือนขยะ เวียนว่ายตายเกิดใหม่หมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ง่ายเป็นนิรันดร์
Life is not recycle
-ชีวิตรีไซเคิล ก็เป็นเรื่องราวของไทใหญ่ ในร้านรีไซเคิล ที่มีครอบครัว คือ เขา มีเมียมีลูก และเขาทำงานประจำร้านรีไซเคิล ที่แยกขยะ เมื่อเขาเครียด ก็เตะเมีย ทั้งที่ขาข้างหนึ่งของเขาไม่สมประกอบ และงานการแยกขยะอันหนักหนา ในการแบกขยะ ซึ่งชีวิตไม่ได้ง่ายดาย เพราะชีวิตของคน ไม่เหมือนขยะ เวียนว่ายตายเกิดใหม่หมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ง่ายเป็นนิรันดร์
*เสียงประกอบคนเราเวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ จนกระทั่งตายแล้วเกิดเป็นเทวดาตามความเชื่อทางพุทธศาสนา
-ชีวิต ที่ถูกสภาพแวดล้อมกดขี่ หนีสงคราม
-ชีวิตประจำวัน ปะแป้ง ทาหน้าก่อนทำงาน
-ชีวิตเหมือนขยะสังคม
-ชีวิต ที่มีความรัก ดราม่า และแฟนตาซีแบบฝันๆ ว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาวพร้อมเดินวนเวียนตามสถานที่ในฝัน ซึ่งค้นหาให้เจอความจริงในความลึกลับ เป็นแนว : รัก / ดราม่า / แฟนตาซี / ลึกลับ…
-สถานที่ในฝัน เป็นอุโมงค์ ในวัดอุโมงค์
-สถาพการจ้างงาน ค่าจ้าง แรงงาน และเงินทุน รวมทั้งธุรกิจรีไซเคิล ที่มีการกดขี่ขูดรีดของนายทุน คือเถ้าแก่คนเก่า
-ลุงรีไซเคิล
…เถ้าแก่คนใหม่ มีสวัสดิการ ไม่อดอยาก มีข้าวกินอิ่ม และเถ้าแก่คนใหม่เข้าใจสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสวัสดิการดูแลดี มีเลี้ยงดูลูกด้วย
*ตอนจบ เถ้าแก่ พูดว่า ชีวิตๆๆ แล้วเพลงประกอบหนัง คือ The internationale แล้วจบ?
Happy Ending

ส่วนเรื่องทำความเข้าใจความรู้สึก…ทางทฤษฎี… ซึ่งปัญหาความเป็นไทย ก็ซับซ้อนกว่านั้น และบทเพลงเป็นประเด็นสะท้อนในแง่ของสถาบันเป็นเรื่องบุคคล ถ้าวันที่ผมไปท่องเที่ยวงานพืชสวนโลก ก็ผมถ่ายวิดีโอห้องภาพยนตร์เพลงความฝันอันสูงสุด เป็นแง่อัจฉริยะภาพในหลวง ซึ่งผมตอนที่กลับมาจากพืชสวนโลก ถ้าคิดในแง่เพลงเกี่ยวกับสถาบัน ก็มีเพลงที่ชัดเจน คือ เพลงสรรเสริญพระบารมี จากที่ได้ยินจากงานพืชสวนโลก น่ะครับ

ดังนั้น การเดินทาง หรือการท่องเที่ยวอาจจะทำให้เราเรียนรู้อะไรมากขึ้น ซึ่งผมเอาตอนที่ 7 (ตอนจบ) บางส่วนของคอลัมภ์ที่กำลังจะเผยแพร่เล่าให้ดูกัน น่ะคร้าบ…
บางครั้งชีวิต ก็เล่นตลกกับเรา และผมไปที่ฮ่องกง โดยอาการง่วง หาวนอน ก็สม่ำเสมอ กับการปรับเปลี่ยนเวลาของไทย ไปอยู่ฮ่องกง และการนั่งเรือจากมาเก๊าไปสู่ฮ่องกง ซึ่งผมไม่ได้นั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่ไปฮ่องกง หรือกรุงเทพฯ-ฮ่องกง
เมื่อผมดูรูปถ่าย เป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์ และบันทึกความทรงจำ ก็ตอนที่พวกเราอยู่ที่ฮ่องกง ซึ่งชีวิตของพวกเรา ก็สนุกสนาน เฮฮา กันมากด้วย ครับ แม้ว่าผมเริ่มต้น จากเรื่องสนุกสนาน แต่ว่าความจริง ก็ต้องการเล่าเรื่องซีเรียส ก็ตรึงเครียด จากช่วงเวลาเหตุการณ์เมษายน ปี 2553 ในประเทศไทย และผมขอย้อนเวลาในปัญหาผลกระทบจากวิกฤติการเงินในปี1997 และกรณีปี2008 ก็ส่งผลต่อฮ่องกง เหมือนกัน
ท่ามกลางเวลาผมคิดเรื่อง วิกฤติการเงินในปี 1997 ซึ่งผมคิดย้อนอดีต ในเรื่องตลาดการค้าเสรี วิกฤติทุนนิยมในเอเชีย และไทย ก็ถูกขนานนามเป็นชื่อทางอาหารการกิน และปากท้องง่ายๆ คือ วิกฤติต้มยำกุ้งถึงฮ่องกงด้วย
ปัญหาปากท้อง เกี่ยวพันเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัยมาก ก็ผูกพันด้วยระบบโครงสร้างอันมากมาย ซับซ้อน ทำให้คนจนไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ จากศูนย์กลางอำนาจระบบทุนนิยมของอเมริกา ในปี 2008 ที่มีการขนานนามว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ก็เป็นปัญหาใหญ่มาก และคนไม่มีอาหารการกิน

จากปัญหาคนว่างงาน และคนตกงาน จำนวนมากเพิ่มมากขึ้นตามวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของคนทำงาน ไม่ว่าการปรับลดการจ้างงาน เพื่อเจ้าของบริษัท ไม่ต้องเสียค่าจ้างในบริษัท หรือโรงงานด้วย
ช่วงเวลาของผมไปฮ่องกง ในปี 2010 หลังวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ลดลง ในแง่มุมจากสถานการณ์ของขณะเวลาเหล่านั้น และชีวิตส่วนตัวอันไม่เหงาหงอยของผม กับเพื่อนในหลายชั่วโมง ที่มีการบันทึกเวลา ผ่านภาพถ่ายจากกล้องของเพื่อนไว้ ก็มีภาพที่ผมยืนโชว์พวกสูจิบัตร งานนิทรรศการ และโบว์โชว์ของการออกแบบทางศิลปะเป็นฟรีก็อปปี้ต่างๆ ในงานศิลปะของฮ่องกง เพราะว่าผมอยากค้นหาประเด็นทางศิลปะ และความสนใจในเรื่องArt-ฮ่องกง

เมื่อผมได้ดูงานศิลปะผ่านภาพของสูจิบัตร และนิตยสารฟรีก็อปปี้ เช่น a.m.Post subscription :art,travel,life style,book,attitude,music คือ ผมแปลเป็นไทย ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าศิลปะ การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ ดนตรี ซึ่งนำเสนองานศิลปะร่วมสมัย เช่น ถุงพลาสติกเป่าลม โดยศิลปินทำการเพอร์โฟมานซ์ เป่าลมใส่ถุงพลาสติกให้คนมาชมงานศิลปะแนวความคิดของเขาเอง และงานศิลปะ จากตารางกิจกรรมงานศิลปะ ทั้งการฉายหนังเป็นFilm Poet ต่างๆ…มันเป็นภาพสะท้อนสังคมอดีต และงานแสดงศิลปะร่วมสมัยของฮ่องกง ร่วมกับประเทศจีนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ผมก็ได้เห็นภาพต่างๆ และข้อความ รวมทั้งประโยคประกอบงานศิลปะ ที่มีการนำเสนอของThe America Film Institue’s AFI Project 20/20 คือ โปรเจ็คร่วมมือจัดงาน โดย สถานฑูตสหรัฐอเมริกา(U.S.Consulate General) ในฮ่องกง และศูนย์กลางศิลปะฮ่องกง จัดฉายหนังช่วงวันที่ 19-29/04/2010 ซึ่งผมไม่ได้ไปดูแต่มีตัวอย่างโบว์โชว์ แนะนำหนังน่าสนใจ เช่น AHEAD OF TIME

ซึ่งหนังที่ผมอยากโฟกัสเล่าสักหน่อย คือ24 CITY ซึ่งผมสรุปย่อๆ ถึงโรงงาน และการเปลี่ยนแปลงของเวลา ทั้งผ่านสูจิบัตรเรื่องการจัดฉายหนัง24 CITY ก็น่าสนใจ ประสบการณ์ของคนโดยสัมพันธ์ประเทศจีน ในการแข่งขันของการตลาดเสรี และเรื่องราวการร้องเพลงคนงาน ที่สำคัญ คือ เพลงอินเตอร์เนชั่นแนล เป็นเพลงของคอมมิวนิสต์ ในโลกการค้าเสรี!…

แน่นอน รายละเอียดเรื่องเล่ามีมากเกินกว่าจะมีเวลาเขียนขยายความ แค่หนัง24 city ก็เป็นหนังกึ่งสารคดีทดลองฉายภาพการพังทลายของโรงงาน มีรายละเอียดมาก แต่หาดูชมได้ทางยูทิว ก็ปิดท้ายด้วย
The Verve – Valium Skies
How do you keep yourself on -for good
Seems like the whole world is -losing
How do you stop yourself from -giving in
seems like the whole world is -crying

Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh(u-uh-uuh)
Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh
Ooh-ooh-ohh aah-aah-ahh
She got all I need
The air I breath
When it comes to my valium skies
She won’t mind if I cry

How do you stop your lover from crying
Even though-you knew-she knew-you wer lying-
How do you stop this world from loathing
Still know nothin’ with all these cards I’m holding

Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh(u-uh-uuh)(u-uh-uuh)
Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh
Ooh-ooh-ohh aah-aah-ahh
She got all I need
The air I breath
When it comes to my valium skies
She don’t mind if I cry

She don’t mind if I cry
She don’t mind if I cry

Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh(u-uh-uuh)
Aa-aa-ahh Oo-oo-ohh
Ooh-ooh-ohh aah-aah-ahh
She got all I need
The air I breath
When it comes to my valium skies
She don’t mind if I cry

When it comes to my valium skies
She don’t mind if I cry

วันที่ 18-19-20 มกราคม 55
เบื้องหลังหนังสั้น – ศรีปิงเมือง โดยตากล้องไมค์ บันทึกจากอีกกล้อง ในวันที่สองของกองถ่ายหนัง รวมทั้งไมค์ตัดต่อ เป็นเบื้องหลังเฉพาะกิจ ครับ

ผมไม่มีเวลาใช้อินเตอร์เน็ต และช่วงย้ายมาอยู่หอใหม่ ก็ไม่มีอินเตอร์เน็ตส่วนตัว ก็ย้อนรำลึกตอนที่ผมนั่งรถทัวร์เดินทาง ก็บนรถฉายหนังเรื่องเทพเจ้ากวนอู..เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสามก๊กดราม่า และความรักของกวนอูกับว่าที่พี่สะใภ้ ในฐานะกวนอูผู้ผดุงคุณธรรมไม่ให้ล่วงเกิน ซึ่งผมดูแล้วร้องไห้น้ำตาไหล สะเทือนใจกับคำคมบาดหู เช่น นรก สวรรค์ คู่กันจินตนาการของมนุษย์ และการสร้างสวรรค์ของโจโฉ เป็นการสร้างให้คนอิ่มเกินไปหรือไม่? ใครครองแผ่นดินสงบสุข หรือไม่วุ่นวาย? ขุนศึกค้ำบัลลังก์อย่างโจโฉ เข้าไม่ถึงทฤษฎีความอ้อมอารี เอื้ออาทรของเล่าปี่ โดยกวนอู…

เมื่อผมคิดหน้าคิดหลังมนเรื่องกล้องถ่ายทำหนังสั้น คือ ตอนแรกเขียนขอทุนจะเป็นเช่ากล้องDV พร้อมซื้อม้วนเทป ต่อมาผมคิดถ่ายเป็นDSLR คือ ย่อมาจาก Digital single lens reflex เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบดิจิตอล มีลักษณะเหมือนกล้องที่ใช้ฟิล์ม แล้วติดต่อเช่ากล้องไม่ว่าง กลายเป็นกล้องDV ที่ซื้อมือสองมาใหม่สำหรับมือใหม่ของทีมงาน เก็บภาพลงฮาร์ดดิสท์ได้ทันที และผมเปลี่ยนเรื่องมาเล่าเรื่องทราบข่าวรุ่นพี่เสียชีวิตไฟซ้อต และแถวหอมีคนเสียชีวิต ในช่วงวันที่ 13-14 มกรา ต่อมาไม่กี่วัน ก้อ…มีของหลุดร่วงหล่น แถวซอยวัดอุโมงค์ การตามหาเห็น ไม่เห็น หัน(คำเมือง คือ เห็น) แสงส่อง ขับรถวน และเดิน ระหว่างทางรถ และเดินคนผ่านไปมาคนรู้จักต่างๆ นานา กรณีปรึกษาฯลฯ เป็นเหมือนระยะทางของประสบการณ์ทำรายการเชียงใหม่มุมใหม่ ในเรื่องไมค์บูม การบันทึกเสียง ภาพ และการตัดต่อ

โดยข้อจำกัดมนุษย์ กับสิ่งที่คาดคิดไม่ทัน และผมนึกถึงโคลนติดล้อ เป็นสำนวนเก่าสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ผมจะเล่าเรื่องอื่น ในแง่เขียนถึงถ่ายทำหนังสั้นเสร็จ แต่ยังไม่สมบรูณ์สำหรับผม ก็มีถ่ายเพิ่ม-ถ่ายซ่อมรวมแล้วห้าวันสำหรับผม ชวยพวกพ้องน้องพี่มาช่วยกันต่อ เมื่อวานต้องรับบทเป็นตำรวจ(….director ‘s cut) ในหนังสั้นของผม และการจัดคิวถ่ายทำหนังสั้น-ขออนุญาติถ่ายทำหนังสั้น ทำให้ผมนึกถึงการกล่าวถึงหนังของวิม แวนเดอร์เป็นเหมือนแผนที่ของการเดินทางไปที่ไหน หรือโกดาร์ มีตากล้องอย่างราอูล ในแง่กองถ่ายหนัง ใช้คนน้อยไม่ถึงห้าคน หรือหนังเรื่องWeekend ก็คิดถึงฉากโกลาหลรถติดวุ่นวายของหนัง สะท้อนออกมาอย่างน่าสนใจของการคาดการณ์อนาคต…

โดยกรณีหนังDay for night ของทรุฟโฟต์ ซึ่งผมจะเขียนขยายความว่าเล่าเรื่องราวอันแสนวุ่นวายของกองถ่ายหนังเรื่องMeet pamela ผ่านตัวละครสำคัญ เช่น นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ ซึ่งพ้นอาารสติแตกมาหมาดๆ ดาราหนุ่มผู้คลั่งรัก อดีตดาราจอเงินผ่านพ้นช่วงสูงสุดของการแสดงมาแล้ว รวมทั้งผู้กำกับ ส่วนตัวอย่างอีกเรื่องliving in oblivion เล่าเรื่องอุปสรรค ความอลหม่านของกองถ่ายหนังทุนต่ำเรื่องหนึ่ง เป็นผลงานของทอม ดิชิโล และอีกด้านหนึ่งงานค้าง ก็คิดเขียนเรื่องเขียนฮ่องกง-มาเก๊าต่อเนื่องเรื่องงานเก่าแนวคิดButterfly Effect นึกถึงผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกแล้วทำให้สภาพอากาศทางฝั่งแคลิฟอร์เนียเปลี่ยนไป…reproduction…

…26 มีนาคม 2520 หรือ 26 มีนาคม 2552 : ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
โปรย/จากประวัติศาสตร์ทางการเมืองในเหตุการณ์กบฏ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 โดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายวีระเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ และต่อมามีส่วนร่วมในกลุ่มแดงทั่วแผ่นดิน ท่ามกลางสื่อผู้จัดการ มีผลปรากฏการณ์Butterfly Effect ต่อคนเสื้อแดง ก็ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศ ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถ้าเคยได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวาง ในเรื่องปรากฏการณ์ Butterfly Effect คือ ผลของการขยับปีกของผีเสื้อ ทำให้เกิดพายุ(ทางโฆษณาในทีวี) และประโยคที่ว่า “เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงจันทร์”สะเทือนระบบนิเวศและระบบการเมืองไทย

สื่อผู้จัดการ-Butterfly Effect กับคนเสื้อแดง
จากความสัมพันธ์เชื่อมโยงโดยผลกระทบของ สื่อผู้จัดการ –Butterfly Effect เราจะต้องเข้าใจประวัติความเป็นมาทางทฤษฎี Butterfly Effect เกี่ยวกับทฤษฎีไร้ระเบียบ โดยเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีการยืนยันทางด้านคณิตศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์ เคมี ก็พิสูจน์กันแล้ว และทฤษฎีไร้ระเบียบนี้ในต่างประเทศเขานำไปใช้หลายเรื่อง ทั้งในตลาดหุ้น การตลาด แม้กระทั่งทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์บางส่วนเขาก็นำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ ซึ่งแก่นที่สำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นคู่ฝาแฝดของอีกทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีซับซ้อน เพียงแต่ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบ เกิดขึ้นช่วงที่สภาวะกำลังปั่นป่วน กำลังจะพลิกผันนี่แหละ แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้อยู่ในวิธีคิด แนวทางวิธีหนึ่ง คือ อาณาจักรของ System Thinking หรือระบบวิธีคิด

ซึ่งในจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ก็ชี้ให้เห็นถึง หัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ อยู่ตรงที่ว่า เมื่อสังคมที่ซับซ้อนแล้ว เชื่อมโยงถึงกันและกันหมด มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทุกอย่างอยู่บนกฎอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง เป็นระบบพลวัต แล้วมันมาเปลี่ยนในขณะ ที่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หรือบางอย่างอาจมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เกิดขึ้นมาเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบมาจับตรงที่มันเปลี่ยนแบบฉับพลันในทันใด(1)

ดังนั้น การทดลองมุมมองนำเสนอ เชิงประวัติศาสตร์ กรณี “เดจาวู”ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล(2) ซึ่งผมเขียนถึงเชิงประวัติ เกี่ยวกับทฤษฎีButterfly Effect มามองดูปรากฏการณ์ หากใครเคยดูภาพยนตร์ The Butterfly Effect (3)หรือโฆษณาในทีวีไทย ก็จะเข้าใจว่า ถึงการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ในอดีต มีต่ออนาคตของคนเสื้อแดง ในการชุมนุมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถ้าเคยได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวาง เรื่องปรากฏการณ์ Butterfly Effect คือ ผลการขยับปีกของผีเสื้อ ทำให้เกิดพายุ(ทางโฆษณาในทีวี) และประโยคที่ว่า “เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงจันทร์”สะเทือนระบบนิเวศและระบบการเมืองไทย

1.ทักษิณกับความจงรักภักดี ในสื่อมวลชนของผู้จัดการ
ปัญหาของความจงรักภักดี ในปรากฏการณ์ก่อน 14ตุลา-6ตุลา หลังพวกนักศึกษาเข้าป่า เพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และป่าแตก ออกมา ซึ่งความคิด ก็เปลี่ยนไป ตามการแสวงหาของแต่ละคน บางกลุ่มของปัญญาชน ซึ่งมีความหลากหลายทางแนวคิด ด้านต่างๆ เช่น ด้านอัตถิภาวะนิยมทางปรัชญา และวรรณกรรม-ศิลปะ เป็นต้น ในช่วงก่อน 14-6 ตุลา ก็หันมาในแนวทาง อิตถิภาวะนิยม มากขึ้น ซึ่งการอธิบายสั้นๆ เพื่อความเข้าใจอย่างง่าย เกี่ยวกับแนวคิดอัตถิภาวะนิยม เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ โดยถือว่า มีเสรีภาพ ในการเลือกมีชีวิต อยู่กับประเทศไทย โดยในที่สุด หลังผลกระทบของ 6 ตุลา ก็ก่อให้เกิดความเงียบเสียงทางการเมือง

ในส่วนของเรื่องความเงียบนั้น ธงชัย วินิจจะกูล ได้ศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” ซึ่งเสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม และเมื่อเสียง สัมพันธ์กับการเมือง เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519”(4) ดังกล่าวเป็นต้น ซึ่งงานวิชาการ และการวิจารณ์จะให้น้ำหนักกับเหตุผล และรูปธรรมอย่างน่าสนใจต่อเหตุการณ์ในอดีต

ทั้งนี้ บางกลุ่มของฝ่ายก้าวหน้าที่เข้าป่า ก็มีเปลี่ยนไป ในอีกแนวทางหนึ่ง เข้าสู่พรรคไทยรักไทยบ้าง และต่อมา เมื่อเกิดกระแสการเมืองของกลุ่มพันธมิตร(ปัญญาชนฝ่ายผู้จัดการ ก็มีวิธีคิดแบบฝ่ายซ้าย และแนวะทางวิภาษวิธีเช่นกัน เรื่องนี้ต้องอธิบายอีกครั้งต่อไป) จนมาถึงการถูกห้ามจำหน่ายของหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจมากขึ้น มีการวิจารณ์ผูกโยงไปถึงทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดี และส่วนในด้านการนำเสนอทางวิชาการ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles (5)ดังกล่าว

นายสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เชิงสนทนาซึ่งสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ วิพากษ์วิจารณ์หนังสือดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า “เขียนจากข่าวโคมลอย” และพูดถึงผู้เขียนหนังสือว่า “ก้าวร้าว” “จาบจ้วง” “โอหัง” “ดูถูกคนเอเชีย” และ “ยโสไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อและแม่มัน” ในกรณีหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (6)กลับยิ่งกลายเป็นเผยแพร่ความคิดเห็น ต่อหนังสือนี้ ต่างๆ นานา และจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงนั้น มันสั่งสมตัวมาก่อน โดยที่เราไม่ทันสังเกต คือ มันละเอียดอ่อนมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ตรงนั้นทำให้เราอาจจะละเลยมัน ซึ่งทฤษฎีไร้ระเบียบ มันก่อตัวจากเหตุเล็กๆ นิดๆ สะสมมาเรื่อย เป็น1ปี,2ปี,3ปี พอถึงจุดๆ หนึ่ง และมันออกฤทธิ์เลย ก็ตายแล้ว หรือแย่แล้ว เช่นเดียวกับ ฟองสบู่แตกของประเทศไทย ที่เราเรียกว่าโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วนั้น จากเมืองไทยระบาดไปที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เลยไปถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน กระทบไปถึงรัสเซียช่วงหนึ่ง ถ้าไปย้อนดูมันกระแทกไปหลายแห่ง ดังกล่าวนั้น

ภาพลักษณ์ของทักษิณ ยิ่งถูกสื่อมวลชน นำเสนออย่างไม่เป็นกลาง และเกิดปัญหาในกรณีผู้จัดการมากเท่าไหร่ก็เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวถึงการเปรียบเทียบสื่อผู้จัดการการกับสื่อดาวสยามในอดีต ยุค 6ตุลา 2519 ว่า ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่(7) หรือนักวิชาบอกว่า สื่อเป็นพิษ โดยอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวเอง ก็ตาม แต่ก็เปิดเผยให้เห็นถึงในเรื่องทางการเมือง เช่น เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ ซึ่งเขียนตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2549 และแสดงถึงอคติต่อนักการเมืองด้วย

วิริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวถึง “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ โดยอ้างอิง…“Duncan McCargo” เห็นว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึง เครือข่ายทางการเมือง (Political Network) ซึ่ง McCargo อธิบายต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy) ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์ซึ่งก็คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชา จะพัฒนาขึ้นมา จนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามา จนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กรทางการเมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม) โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่ายแห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548 โดยในจุดนี้ McCargo มองว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ ….โดยส่วนตัวผมเองคงไม่อาจจะให้ความเห็นอะไรกับบทความชิ้นดังกล่าวของ ศาสตราจารย์ McCargo ได้มากนัก แต่เมื่อพิจารณาในส่วนแรกของบทคัดย่อที่กล่าวถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของเครือข่ายของราชาที่มีต่อสังคมไทยแล้ว ก็นับว่าสอดคล้องกับพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน 2549..”(8)

เมื่อบทความที่มาจาก ผู้จัดการเอง เปิดเปลือยความคิดทางการเมืองไทย โดยนำ McCargo มาอธิบายเชื่อมโยงกับทักษิณ ทั้งที่ผู้เขียนบทความดังกล่าว อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ที่มีการวิจารณ์ความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีปัญหาความไม่จงรักภักดีของทักษิณ ซึ่งก็ลุกลาม กลับมาเป็นปัญหากับพรรคพลังประชาชน “โดยส่วนตัว ผมเคยเขียนถึงบทความชิ้นนี้ของ McCargo มาแล้วครั้งหนึ่งในส่วนของคอลัมนิสต์ออนไลน์ เว็บไซต์ http://www.manager.co.th เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับมาอ่านบทความของ ศ.McCargo อีกครั้งแล้วพิจารณาถึงบริบททางการเมืองไทยและสังคมไทยในปัจจุบัน ผมพบว่าบทวิเคราะห์ของ McCargo ก็ยิ่งเปล่งประกาย …”

“..โดยเฉพาะ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคพลังประชาชนเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ยิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายเก่านั้นไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย หลังจากการรัฐประหารกว่าหนึ่งปีสามเดือน..” (สำนวนของวิสิษฐ) ซึ่งมีผลสืบต่อมา ในส่วนของข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีของจักรภพ เพ็ญแข นั้นขึ้นมาทำงานในคณะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จึงกล่าวว่า “เอาอะไรมาพิสูจน์ เอาปรอทมายัดใส่เจอแล้วเอาปรอทกำปั๊บ แล้วรู้เหรอว่า ไม่จงรักภักดี ใช้กันจนพร่ำเพรื่อ” เป็นต้น ซึ่งเมื่อทักษิณ(ชื่อเล่นว่า แม้ว) กลับมาจากต่างประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ(หรือหนองงูเห่า) ก็ก้มลงกราบแผ่นดิน เป็นประเด็นโด่งดัง ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลาต่อมา คู่ตรงข้ามของความขัดแย้ง นับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นต้นมา จนถึงกระแสการตัดสินยุบพรรคทางการเมือง โดยกลุ่มเสื้อเหลือง ก็มายึดสนามบิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งทำให้รัฐบาล คือ นายสมชาย จึงอพยพมาอยู่เชียงใหม่ ดังกล่าว

ซึ่งในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ทักษิณ ไม่สามารถอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในอดีต และใช้ฐานะทางการเมืองพิเศษ จากภายนอกประเทศไทยไม่ได้แล้ว จึงต้องระหกระเหินออกนอกประเทศ โดยต่อมาเทปวิดีโอของทักษิณ ก็เปิดฉายภาพขึ้น ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ณ สนามศุภชลาศัย ทักษิณ กล่าวว่า ท่านเคยได้ยินภาษิตโบราณไหมครับ ที่เขาบอกว่า หมาจนตรอก คือเขาไล่หมาจนจนตรอกนี่ จนตรอกอย่างไร ก็ยังมีตรอกอยู่ แต่ของผมแม้แต่ตรอกก็ไม่มีจะอยู่ จะเอาอย่างนั้นเลยหรือครับ จะถามว่าผมไม่เคยทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองเลยหรือ ประชาชนเกลียดผมอย่างนั้นหรือ… พี่น้องครับ ทั้งหมดมาจากคำ คำเดียวครับ ไม่จงรักภักดี..(9)

ในสถานการณ์ ที่มีสื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศรัยของกลุ่มนปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันนี้ (29 ธ.ค.) เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าว ยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์(10) ที่มีการผลักประเด็นความจงรักภักดี ไปสู่ความเกลียดชัง ในทางคู่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดแรงกระทบ อย่างไม่รู้ตัวของสื่อผู้จัดการ ก็เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาของความจงรักภักดี ในสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อหลายส่วน ตำรวจ ทหาร รัฐบาล และแน่นอน การนำเสนอดังกล่าว มันมีด้านกลับของสื่อผู้จัดการ ซึ่งไปปลุกพลังของคนเสื้อแดง มากขึ้นต่างหาก เช่นเดียวกับการฟื้นอำนาจของคำว่าศักดินา ซึ่งกลับมาเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์สังคมไทยอีกครั้งโดยผู้จัดการเอง(11)

2.คนเสื้อแดงกับการเมืองไทย
ปัญหาทางการเมือง ที่มีเรื่องความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีความยุติธรรม ในมาตรฐานของเสื้อแดง จะได้ยอมรับให้มีความเป็นมาตรฐาน ในสายตาของสื่อมวลชน นักวิชาการ ตำรวจ กองทัพ และรัฐบาลเพียงใด ในเมื่อคู่ตรงกันข้าม หาทางกีดกัน โดยการชูประเด็น “ทักษิณ” วาทกรรมจากหนังสือเกี่ยวกับทักษิณ จำนวนมากมาย จะผิดหรือถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงอิทธิพลของการเมืองคนแต่ละฝ่าย ซึ่งต่อมาทำให้ทักษิณ ในฐานะที่รัฐบาลของเขาถูกรัฐประหาร ซึ่งเขาพูดหลังจากนั้นว่า เขาไม่ได้ปกป้องตัวเอง แต่ปกป้องประชาธิปไตย ก็ตาม และปัญหาทางการเมือง มาจากบางส่วนของการไม่ยอมรับ ว่าทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ที่ถูกต้องนั้น ก็เป็นผลของการสะสมความวุ่นวายของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีที่มาจากเสียงหลายส่วนของประชาชน ซึ่งเคยเลือกพรรคไทยรักไทยในอดีต และการไม่เอาทักษิณ โดยไม่ว่าจะมีวิธีคิด มุมมองทางการเมือง และวิธีวิทยาของการมองปัญหาในปัจจุบัน แรงผลักของความต้องการทางสิทธิมนุษยชนของคนไทย สะสมกำลัง และพลัง สำหรับ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนละฝั่งทางการเมือง แสดงออกในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ก็อาจจะบีบให้เลือกข้างมากขึ้น เพราะมาจากการสะสมกันมาในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องซ้าย-ขวาในอดีต

กรอบความคิดในการมองปัญหาในปัจจุบัน ที่มีหัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ มันอยู่ที่ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้น ระบบนั้น มันเกิดความเปราะบาง เหตุเล็กๆ ที่เราไม่ได้สังเกต และไม่ได้เอาใจใส่มัน ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำซากมานานมากมาย เหตุเล็กๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเราคาดไม่ถึง อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์อื่นๆ ได้ เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางมีอะไรเล็กน้อยเข้าไปก็พลิกผันเป็นอย่างอื่นได้ จึงเปรียบเทียบว่า ผีเสื้อตัวหนึ่ง (ไม่ใช่ช้าง,ปลา..หรือไดโนเสาร์) ถ้ากระพือปีกแรงๆ ที่ฮ่องกง ก่อกระแสคลื่นเล็กๆ จากปลายปีก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง เช่นเดียวกับนิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ สถานการณ์จากสื่อผู้จัดการ และพันธมิตร ดังกล่าว จะเห็นว่าด้านกลับของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน วิกฤติจากอเมริกา อาจจะเป็นด้านกลับ ในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาสของการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม จากทฤษฎีButterfly Effect นั้น คนเสื้อแดงในการพัฒนาทางการเมืองไทย เช่นเดียวกับ ความเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอารมณ์ ความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เรื่องทักษิณอย่างเดียว ซึ่งเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อเป้าหมายประชาธิปไตย ซึ่งผลของบทเรียนทางการเมืองนั้น จะทำให้คนเสื้อแดง ระดมสมอง ทุนทางด้านเงิน และขบวนการเคลื่อนไหว ฉะนั้น คาดว่า วัฒนธรรมทางการเมือง มีความน่าจะเป็นไปได้ ในการสร้างเครื่องมือทางการเมืองสำหรับก้าวขั้นบันไดต่อไป และถึงเวลาทบทวนความคิด ไม่ให้เป็นแค่ตามกระแสในสังคมไทย(12) เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมือง ให้ก้าวไปมากกว่าจากสนามหลวง ถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรัฐสภา

3.แดงทั่วแผ่นดิน และทักษิณ-โฟนอิน-วิดิโอลิ๊งค์
งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่บริเวณริมถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยเริ่มเปิดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น.
กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. เกิดเหตุวุ่นวายบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย เมื่อมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายลพ พูลวิเชียร อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกชมรมคนรักอุดร พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวนบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปดำเนินคดี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีว่า ที่มาจัดชุมนุมที่ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรก เพราะ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะมาตายที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นกลุ่ม นปช.จะไปเปิดเวทีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มีนาคม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 15 มีนาคม จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มีนาคม และวันที่ 22 มีนาคม จะจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล โดยจะนำประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลให้ล้นไปถึงถนนราชดำเนิน และจะปักหลักเป็นแรมเดือน ไม่ชนะไม่เลิกรา ขึ้นอยู่กับหัวใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่าจะพร้อมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือไม่

ต่อมาเวลา 20.00 น. ก็ถึงช่วงสำคัญของการจัดงาน เมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณโฟนอินขณะอยู่บนเครื่องบินเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่า ตนเคยหาเงินได้ 2.5 แสนล้านไม่ต้องกู้ต่างประเทศ สร้างอนาคตให้เยาวชน แต่กลับถูกรัฐประหารยึดอำนาจ พันธมิตรฯไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร สุดท้ายเอาทหารมากดดันเรียกว่า “รัฐบาลปฏิวัติเงียบ” ตราบใดที่ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราต้องรวมตัวกัน ตอนนี้จังหวัดไหนไม่ถูกกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาเรารวมกันด้วยอุดมการณ์ เมื่อนั้นที่เราจะปกป้องพวกเรา สีแดงหมายถึงเลือดเนื้อเชื้อไขที่หล่อหลอมกันเป็นประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องรวมพลังกันต่อสู้กับสิ่งไม่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งความสันติ ความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และความผาสุกของประชาชน

งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 เป็นการจัดโต๊ะจีนจำนวน 200 โต๊ะ ระดมทุนให้กับเสื้อแดงจังหวัดเชียงราย รวมทั้งเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชนคนรากหญ้ารักประชาธิปไตย 104 เมกกะเฮิร์ซ โดยมี นางสาวจีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตยเชียงราย เป็นผู้ประสานจัดงานครั้งนี้ จนถึงขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคเหนือ รวมทั้งจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวนกว่า 2,000 คน ไปร่วมงานท่ามกลางเสื้อสีแดงละลานตา

สำหรับการจัดงานมีแกนนำขึ้นเวที ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง พร้อมกับ ไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินชื่อดัง และอีกหลายคนไปร่วมขับกล่อม จากนั้น นางสาวจีรนันท์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับพร้อม โดยนายวีระได้เป็นประธานเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชน พร้อมกล่าวปราศรัยถึงการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในบทบาททางการเมือง ซึ่งทางแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่าขอบคุณพี่น้องชาวไทยและชาวเชียงรายที่รักและสนันสนุนตน ทุกคนต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา หากตนยังทำงานอยู่จะไม่มีการกู้เงิน แต่จะเนรมิตเงินนำมาสร้างงานสร้างชาติ ขณะนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะพูดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม และวันที่ 27 มีนาคม จะพูดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องทางออกของประเทศไทย พี่น้องต้องรักกันสามัคคีกัน หากตนกลับมาจะแก้ไขปัญหาทั้งหมด
พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ได้ข่าวว่าจังหวัดเชียงรายยาบ้าระบาดหนัก สาเหตุมาจากไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากกลับไปจะปราบยาบ้าให้หมดสิ้นไป
งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

โดยเมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ชุมนุมรออยู่ในสนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ โดยในการโฟนอินที่เห็นทั้งภาพและเสียงครั้งนี้ตนขออนุญาตพูดลึกในรายละเอียดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลยังหาทางออกให้ประเทศไม่ได้จะพูดที่มาของปัญหาทั้งหมด ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครจะพูดเรื่องทางออก ถ้ากลับไปและให้ตนทำหน้าที่ มั่นใจว่าวิกฤติคราวนี้แก้ได้ เพราะวันที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2544 ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น หนี้สินรกรุงรัง เงินสำรองมีน้อยก็ยังแก้ได้จนสามารถเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศผู้ให้กู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเริ่มต้นด้วยการกู้

โดยระหว่างนั้นนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวขัดขึ้นว่า มีคนหาว่าไม่ได้เป็นการถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณย้อนถามว่าจะให้แสดงท่าทางอะไรให้ดูหรือไม่ นายวีระตอบว่าจะชวนร้องเพลง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณบอกว่าเอาเพลงมนต์เมืองเหนือหรือสักขีแม่ปิง ท่ามกลางการโห่ร้องชอบใจของชาวเสื้อแดง
ช่วงท้ายของการโฟนอิน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณได้กล่าวทิ้งท้ายว่าตนขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมชุมนุม และขอให้คนเสื้อแดงรวมพลังให้เป็นปึกแผ่น จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่แผ่นดินไทย จนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในประเทศไทย(13)

(ดูเพิ่มเติมตอนหน้า ฮะๆ)

อย่างไรก็ดี การผลิตซ้ำ ก็เป็นการเมือง และการทหารได้ ในกรณีทหารของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งสร้างความเข้าใจโดยบอกวิธีว่า “..ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีขวัญและกำลังใจที่ดี เราก็ต้องใช้หลักธรรมชาติ คือการชี้แจงซ้ำๆ ชี้แจงบ่อยๆ ต้องใช้ลูกตื๊อ เหมือนกับเราไปจีบสาวสักคน ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ชอบเรา แต่ต่อมาก็ต้องคิดกันแหละครับว่าจะทำยังไงต่อไป สาวคนนี้เขาชอบไม่ชอบอะไร และต้องพูดจาแบบไหนเขาจึงจะชอบ..”(สงครามจิตวิทยา และดูข้อมูลเพิ่มเติมตามอ้างอิง) ตอนนี้ ฮือฮาต่อมาว่าการปิดศูนย์หลังปราบเสื้อแดง ก็มีภาพแพร่ในยูทิว ว่าทหารฉลองโดยเอาโคโยตี้สาวมาโชว์เต้นเริงร่าน่ารักน่าชังทั้งทหารและโคโยตี้ น่ะครับ

แน่นอน ขณะที่ผมออกเดินทางไปเชียงดาว ก็มีหนังสือน่าสนใจเรื่องสารคดีสายลับและจารกรรมของโลก โดยจินดา ดวงจินดา เป็นหนังสือแปลกๆ ที่ผมเจอที่พักเกสต์ฮาวส์มะขามป้อม เชียงดาว กล่าวคือ หนังสือเล่าถึงสายลับ จะมีรมณียสถาน ที่เรียกว่าชมรมแมวเหมียว เกี่ยวพันกรมรักษาความปลอดภัย และกรณีเรื่องสายลับ เกี่ยวกับเฮยดริด ก็เขาเลือกชายฉกรรจ์ร่างบึกบึน ประเภทบู๊ นามสกุลรักสงบ ที่มีการแปลแนวภาษาไทยแปลกๆ จากเรื่องกระเป๋าเอกสารสีเลือดเพชรฆาตตลอดกาล คือ RUSSIA’S BLOODIEST BLUNDER HENRY JORDON RICHARAD HANSER. แล้วเราก็ได้รู้ข่าวเรื่องสายลับเกาหลีเหนือบ้าง และการลักพาตัวผู้หญิงเชียงใหม่ จากมาเก๊าไปเกาหลีเหนือ จากแง่มุมเขียนเพิ่มเติมหาข้อมูลเขียนคอลัมภ์มาเก๊าต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว ก็ประสบการณ์ทำงานข่าว ทำให้ผมเห็นสายข่าวความมั่นคง เหมือนสายลับ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนใบหน้า เปลี่ยนคน ถ้าเราทักว่าจำเขาได้ หรือเรารู้ตัวว่าถูกเขาติดตามอย่างแนบเนียนแล้วก็ตาม

แต่ว่า เราเอาเจาะเฉพาะประเด็นทหารของเรื่องเล่า ต่างจากการเป็นทหารในหนังเรื่องRevolutionary Road ไหม? ในความเป็นอเมริกัน และความเป็นไทย ก็ทหารไทย มีประโยคโปรยว่า ทหารเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน(ไม่นานมานี้เองครับ) และผมมาทบทวนว่าหนังสือทฤษฎีไร้ระเบียบ ก็อ้างถึงความบังเอิญ หรือ โชค(Luck) ซึ่งอ้างถึงนักยุทธศาสตร์การทหาร คือ carl von clausewitz ที่เขียนว่าด้วยสงคราม( Vom kriege )พูดถึงบทที่ชื่ออุปสรรคในสงครามว่า “ความบังเอิญ” มีความหมายต่อชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในการยุทธ นั้นเอง
ทั้งนี้ การพบคนและผีเสื้อ เป็นเรื่องงดงามจากการนัดพบผู้คน ที่ไม่ได้เจอกันนานล่าสุด ที่ผ่านมาของผม ครับ

ส่งท้ายด้วยเพลงเบาๆ สมัยวัยรุ่นผมชอบฟังวงมอร์ กะ จาย-รู้ไหม
ศิลปิน มอร์กะจาย รหัสเพลง 06525 รู้ไหมมอร์กะจายBmดนตรี 4 ห้อง..2…3…4.. หน่านาน้า..ฮา..ฮ้า..ดนตรี 4 ห้อง..2…3…4 ฮ้าฮ้า ฮาฮ่าฮา.. ฮู..ใจที่อ่อนล้า กับฝันที่วาดไว้ทำชีวิตหนึ่ง ให้เปลี่ยนเธอที่อ่อนหวานกับรักที่หลากหลายที่มาทำลาย ความรู้สึกในแววตา ที่ดูช่างสดใสต่างกับใจเธอนั้นรู้ไหม รู้ไหม ด้วยความรักจะให้เธอทุกอย่างที่เหลือ ที่เห็น จากเธอนั้นมีแค่ความว่างเปล่า ที่โหดร้ายดนตรี 4 ห้อง..3…4… มัดฉันเอาไว้ฉุดรั้งฉันเอาไว้เธอทำด้วยใจ หรือเปล่ามีแต่เหตุผล ซ้ำเรื่องเก่าจบลงด้วยคำ ว่ารักอยู่ในแววตา ที่ดูช่างสดใสต่างกับใจเธอนั้นรู้ไหม รู้ไหม ด้วยความรักจะให้เธอทุกอย่างที่เหลือ ที่เห็น จากเธอนั้นมีแค่ความว่างเปล่า ที่โหดร้ายดนตรี 8 ห้อง..6…7…8.. ฮื้มฮื้มฮืมในแววตา ที่ดูช่างสดใสต่างกับใจเธอนั้นรู้ไหม รู้ไหม ด้วยความรักจะให้เธอทุกอย่าง ฮื้มฮื้มฮืมที่เหลือ ที่เห็น จากเธอนั้นมีแค่ความว่างเปล่า ที่โหดร้าย

วันที่ 21-22-23- 24 มกรา
ซินเจียอยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้ ในตรุษจีน2012
มุมตากล้องพาทัวร์มาเก๊า……มุมตากล้องพาทัวร์ข้ามชาติ สัมผัสมิวสิควิดิโอทดลองบันทึกความทรงจำทางวัฒนธรรม

โดยผมรู้ข้อมูลหนึ่งมาว่ากันว่ามาโคโปโลเคยมาที่จีน ในเมืองหางโจว ซึ่งเขาเอาบะหมี่ไปเผยแพร่ เมื่อเขากลับไปอิตาลีแล้วกลายเป็นสปาเก็ตตี้(spaghetti) และมะกะโรนี ก็เชื่อกันเช่นนั้น
———————————————————–แด่ตรุษจีน ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ ข่าวร้ายหายไป—————————————————————————
ข่าววันครบรอบกองทัพบก-ยิ่งลักษณ์พบป๋าเปรม-ข่าวรมต.กลาโหมคนใหม่ และข่าวผู้ก่อการร้ายโดยอเมริกา…ในแง่หนังสือทฤษฎีไร้ระเบียบ ก็อ้างถึงความบังเอิญ หรือ โชค(Luck) ในทางเศรษฐกิจ “โชค” มีส่วนไม่น้อย แล้วนัยยะการเดินทางมาเก๊า ก็คือ ด้านเศรษฐกิจการพนัน-การออก

แบบตึกอาคารสวยงามประดับปราดแสงไฟยามค่ำคืน และความเสี่ยงของการพนัน ที่มีโชคเป็นองค์ประกอบ ก็ผมจำได้ดีตอนผมเสี่ยงการพนันในคาสิโน ที่มาเก๊า ในฐานะลูกค้า ไม่ได้เป็นเจ้าของบ่อนคาสิโน ที่มีการแสดงโชว์-หญิงสาวแจกไพ่สวยๆ ต่างๆนานา โดยข่าวเศรษฐีบ่อนคาสิโน

มาเก๊า มีเมียหลายคน เพราะผมเห็นข่าวว่าเศรษฐีร่ำรวยมาก แต่ลูกค้ายากกว่าจะรวยง่ายดาย และแง่มุมของฮ่องกง-อเมริกา กับการสื่อสารเป็นผีเสื้อกระพือปีก? ส่งผลกระทบอะไรบ้าง หรือเปล่า ก็ผมยังไม่รู้…

จากการระลึกถึงกล้องวิดิโอใช้งาน และการเดินทางของผมไปหลายแห่งที่ผมมีโอกาสฉายหนังพระเจ้าช้างเผือก ก็มีฉากชนช้าง ที่เหมือนกล่าวกันว่าชนช้าง(สอง(ไทย-พม่า)ชาตินิยมชนกัน หรือคุณลองนึกถึงคำว่ารัฐกันชน)เป็นอุบัติเหตุ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องการสู้ตัวต่อตัว

เพราะช้างของฝ่ายอโยธยาหลุดไปในวงล้อมของพม่า ในแง่คิดถึงเฟลินนี่ ที่หนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ก็ได้รับรางวัลของเฟลินนี่ ผู้กำกับเรื่อง8 ครึ่ง ที่ถูกทำเป็นหนังเรื่องNine และชีวิตของผู้กำกับหนังชาวอิตาลี และการทำหนังของเฟลินนี่ กล่าวถึงการทำหนังเปรียบเหมือนการเดินทาง

และก็เล่าต่อเรื่องหนังเปรียบกับการเดินทาง ในกรณีวิม แวนเดอร์ ทำให้นึกถึงความคล้ายในหนังWeekend…คือ วิม แวนเดอร์ กล่าวว่า เรื่องราวของหนังเปรียบเสมือนเส้นทาง แผนที่คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลกสำหรับผม เวลาดูแผนที่ ผมจะรู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ถ้ามันเป็นแผนที่ของประเทศ หรือ เมืองที่ผมไม่เคยไป ผมจะดูชื่อสถานที่ทั้งหมด และอยากรู้จะว่ามันเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมืองต่างๆ ถนนสายต่างๆ เวลาผมดูแผนที่ มันจะกลายเป็นภาพเปรียบของตัวชีวิตทั้งหมด สิ่งที่ผมพยายามทำในหนังทั้งหมดนี้ คำว่า ล่องไหล(drifing) ใน

ภาษาอังกฤษใช้สื่อความหมายอย่างวิเศษ มันไม่ใช่เส้นที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด แต่เป็นเส้นที่ซิกแซก บางทีคำที่สื่อได้ดีกว่าอาจจะเป็น เลื้อยเลาะ (meander) เพราะมันให้ความรู้สึกถึงระยะทางได้ด้วย การเดินทาง คือ การผจญภัย ในกาละและเทศะ การผจญภัย กาละ(space) และ

เทศะ(time) ทั้งสามสิ่งนี้สัมพันธ์กัน โดยวิม กล่าวถึงปัญหาของการถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่งว่า การเดินทางนี้จะจบอย่างไร? หรือมันจะมุ่งไปสู่เรื่องราวได้อย่างไร? ทีแรกผมนึกถึงอุบัติเหตุ…แต่ก่อนหน้านั้น ผมมีความคิดอีกอย่าง เป็นอีก “โค้ง”หนึ่งของการลัดเลาะนั่นคือ ตัวเอกท้งสองมอง

หาที่มาของตัว ผมคิดว่านั่นอาจนำไปสู่การสิ้นสุด…

ถ้าการเดินทางด้วยรถต่างๆ และความเคยชินเหมือนกับการที่คนไม่นั่งรถไฟฟ้า ตอนแรก เพราะพวกเขาเคยชินกับขับรถยนต์ และภาพฮือฮาช่วงหนึ่งราชินีอังกฤษนั่งรถไฟฟ้า เป็นภาพแตกต่างขบวนรถยนต์สำหรับเสด็จ หรือแง่มุมของการเดินทาง เมื่อเราอาจจะเลือกเดินง่ายดายที่สุดแล้ว
โดยผมนึกถึงรถยนต์ในหนังweekend และถ้าหนังถูกเปรียบเสมือนการเดินทาง ก็วัฒนธรรมฮิปปี้สะท้อนในเรื่องweekendในด้านหนึ่ง คือ ฮิปปี้หรือบุปผาชน เป็นผู้นิยมการเดินทาง

โดยการโบกรถ ใช้ชีวิตแสวงหาเหมือนการเดินทางเป็นฮิปปี้กันในยุโรป-ฝรั่งเศส-อเมริกา มาแม้แต่เอเชีย-ไทยแลนด์ ก็นิยมการเดินทางโบกรถประสบการณ์แตกต่างจากการใช้เงินซื้อประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบความสุขจากการเดินทางคนละแบบกับชิ่งฉับทัวร์ หรือประเด็นการขับรถ

สะท้อนเรื่องanticipate :[คาดคะเนเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า] หรือการคาดคะเน ขณะขับรถ ไม่ให้เราเกิดอุบัติเหตุ โดยกรณีหนังDay for night ของทรุฟโฟต์ ซึ่งผมจะเขียนขยายความว่าเล่าเรื่องราวอันแสนวุ่นวายของกองถ่ายหนังเรื่องMeet pamela ซึ่งผู้กำกับ หรือคู่กัด เดี๋ยวดีเดี๋ยว

ร้ายอย่างโกดาร์ด มักทะเลาะกับทรุฟโฟต์ เช่น แฉว่าผู้กำกับหนังเรื่องMeet pamela ไม่นอนกับดารา คือ การแหย่ทรุฟโฟต์ ที่เอาชีวิตจริงมาสร้างหนัง แต่ไม่ใช่ความจริง และหนังDay for night ยังเป็นเหมือนบทสรุปเศษส่วนผลงานของทรุฟโฟต์ เป็นส่วนใหญ่ ที่มีหนังอิงหนัง

หลายเรื่องของทรุฟโฟต์เอง และหนังเรื่องนี้ ยังสะท้อนกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ การจัดแสงถ่ายภาพ ตารางงานถ่ายทำหนัง คนทำงานในหนังต่างๆ ซึ่งผมอ่านจากหนังสือความรื่นรมย์…

กระนั้น ผมคิดถึงชีวิตของทรุฟโฟต์ ในวัยเด็กสิบขวบ ก็เขาบอกกับตัวเองว่า ต้องดูหนังให้ได้สามเรื่องต่อวัน และอ่านหนังสือให้ได้3 เล่มต่อสัปดาห์ เพราะเขาเบื่อโรงเรียน และทำสิ่งเหล่านี้แทนการบ้าน แล้วต่อมาเขาก็ไม่เข้าโรงเรียน ลักษณะชีวิตกบฏปรากฏในหนังThe 400 Blow ซึ่ง

เขากำกับและผมเคยดูหนังเรื่องนี้ สะท้อนปัญหาวัยเด็กของทรุฟโฟต์ ต่อมาเกาะกลุ่มกับพวกทำหนัง จนกระทั่งเขียนบทวิจารณ์หนัง ก็สร้างทฤษฎี Auteur theory โดยให้ความสำคัญกับผู้กำกับ และทฤษฎีนี้สร้างข้อถกเถียงแม้กระทั่งต่อมาในกลุ่มเพื่อนนิวเวฟ ว่าผู้กำกับไม่ใช่คนเดียว แต่

มีผู้เขียนบท ทีมงาน และแนวทางการทำหนัง มีทฤษฎีฟอร์มอลลิสม์ องค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งการวิจารณ์หนังอย่างอื่นๆ ก็มีปรากฏให้เรารู้สำหรับผู้เคยเรียนภาพยนตร์ และหนังสั้นอีกเรื่องของทรุฟโฟต์ ที่ผมขอเล่าหน่อย คือ the mischief makers จากนิยายของมอริส ปงส์ ให้เป็น

ที่อ่อนโยน และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีความยาวแค่ 23 นาทีเท่านั้น เพราะเกิดเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างไม่คาดงันระหว่างการถ่ายทำของเขาเองก็ควบคุมมันไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุด คือ การรวบรัดมันให้ย่นย่อมากเท่าทีท่จะมากได้

เนื่องจากนักแสดงนำหลักทั้ง 5 คน ซึ่งเด็กอายุประมาณ 9-12 ขวบ เกิดออกอาการดื้อไม่ยอมเล่นตามบท พอบังคับมากๆ เข้าการแสดงออกก็ทื่อไม่เป็นธรรมชาติ แลtทรุฟโฟต์ต้องแก้บทใหม่เป็นพัลวัน ในหนังใช้ฉากฤดูร้อน เด็กชายจอมแสบทั้งห้าคน แอบหลงรัก แบร์นาแดตต์ สาวรุ่นแสน

ร่าเริงคนหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว แต่ด้วยความเป็นเด็กไม่ประสาเรื่องผู้หญิง ปฏิกิริยาที่พอจะแสดงออกได้ คือ การตามเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ และพอเห็นเธอพลอดรักกับแฟนหนุ่ม ก็อดไม่ได้อิจฉาและกลั่นแกล้ง ฤดูร้อนของทั้งห้า เหมือนจะจบลงด้วยความสมหวัง แฟนของนางเอกถูกเกณฑ์ไป

สงคราม ไม่มีใครมาคอยขวางหูขวางตาอีก แต่ข่าวในนสพ.กลับทำให้ทั้งหมดชะงักงัน ชายหนุ่มเสียชีวิตในสงคราม และหญิงสาวของพวกเขาก็ไม่ร่าเริงอีกเลย เรื่องราวจบลงอย่างห้วนและค้างในความรู้สึกของคนดู ซึ่งถือได้ว่าเป็นสไตล์อันโดดเด่นมากของทรุฟโฟต์(ผมนึกถึงเคยทำ

หนังสั้นร่วมกับเด็ก-กลุ่มละครในเกือบ10ปีที่แล้ว) แต่ต่อมาเขามีหนัง the army game เสียดสีกองทัพ.. คนส่วนใหญ่ก็รับไม่ได้ นั่นก็เป็นบางด้านของผลงานทรุฟโฟต์ ที่มีคนสนใจงานเป็นวงกว้าง ทำงานตลาดมากกว่ากลุ่มนิวเวฟอย่างโกดาร์ด น่ะครับ ส่วนผมนึกถึงเรื่องส่วนตัวของผม

ในความทรงจำ ก็เพื่อนนักเขียน ถ่ายทำหนังสั้น และคนในกองเป็นตากล้อง เรียนภาพยนต์จากUCLA หรือผมไม่กล้าเปรียบเทียบกับเพื่อน-กรณีโกดาร์ด มีตากล้องคู่ใจเป็นราอูล อะไรอย่างนี้ หรือผมไม่ได้อัจฉริยะอย่างคนที่โกดาร์ด กล่าวตอนให้สัมภาษณ์กับผู้กำกับชื่อฮัล ฮาร์ทลีย์ถึงคนเป็นอัจฉริยะ

คนหนึ่งๆ คือ เขาคิดเรื่องหนังได้วันละสามสิบเรื่องเพราะผมก็มีข้อจำกัดส่วนตัว และความวุ่นวายในกอง ลืมของนั่นโน่นนี่กัน ไม่มีใครเป็นมืออาชีพฝ่ายดูแลของกันชัดเจน แต่ด้านหนึ่งไม่มืออาชีพ ก็สมัครเล่น แม้กระทั่งตัวของผมเอง จากประสบการณ์เคยทำหนังสั้นกับกลุ่มละคร ยังต้องมา

เล่นบทเป็นตำรวจในหนังสั้นของตัวเอง หวังว่าดี ก็ได้ น่ะครับ

…Revisited….26 มีนาคม 2520 หรือ 26 มีนาคม 2552 : ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
4.ทักษิณ-วีระ มุกสิกพงศ์ : ประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549
ความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549 ความพ่ายแพ้ หรือการเริ่มต้นของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทักษิณ ชินวัตร กับวีระ หรือ ไข่มุกดำ มาบรรจบกันได้ โดยขอย้อนอดีตดังนี้

กรณี กบฏ 26 มีนาคม 2520 นำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกองกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า

สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 นับเป็นกบฏคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตตราบจนบัดนี้(14)

อย่างไรก็ตาม นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็เข้ามามีส่วนร่วมเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย และถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ ซึ่งทำให้โดนจำคุก กว่าจะออกมามีอิสรภาพ ทำงานการเมือง(15) ฯลฯ จนกระทั่ง วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 – การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี :

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกแม่ค้าในซอยละลายทรัพย์ (สีสมซอย 5) จำนวนหนึ่งตะโกนไล่ ขณะกำลังรับประทานอาหารระหว่างไปหาเสียงในซอยนั้น(16)

ดังนั้น การสร้างพลังแห่งการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของแดงทั่วแผ่นดิน พัฒนาการตั้งแต่รัฐประหาร วันที่19 กันยา 2549 กับการบรรจบของทักษิณ-วีระ มุสิกพงศ์ในปี พ.ศ. 2550 นายวีระ เป็นแกนนำคนหนึ่งของ ” แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ” (

นปก.) จัดเวทีปราศรัยที่สนามหลวงโจมตีรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549และคมช. รวมทั้งบางครั้งยังพาดพิงไปถึงประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารด้วย

ในปี พ.ศ. 2551 นายวีระได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ทาง NBT โดยร่วมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 นี้เอง พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อนายวีระ

มุสิกพงศ์ กรณีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ภายในสัปดาห์นี้พนักงานสอบสวนจะส่งสรุปสำนวน

การสอบสวนทั้งหมดให้คณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาส่งต่อไปยังคณะกรรมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระดับ ตร. พิจารณาเห็นชอบให้อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายวีระ รวมกับพวกอีก 7 คน ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากกรณีจำเลยร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ เมื่อวันที่ 20 – 21 สิงหาคม กล่าวอ้างถึงนายสนธิ ว่าเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้แต่

อยากมากู้ชาติ โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 ธันวาคม เวลา 09.00(17) ดังกล่าวสอดคล้องต่อการอธิบายว่าสื่อมวลชนก็มีผลต่อกระแสผีเสื้อแดงทั่วแผ่นดิน

5. หลังวันที่ 26 มีนาคม 2552 : ประชาธิปไตยในจิตใจเพื่อการศึกษาการเมืองไทย
นับตั้งแต่ เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เกิดความโกลาหลทางการเมืองในขณะนั้นเป็นต้นมา ในความจำจากอดีตบทเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุดเปิดผ่านทางทีวีในเหตุการณ์รัฐประหาร(18) จนกระทั่ง สถานการณ์แห่งวันเวลาเปลี่ยนแปลงมาจนจะถึงวันที่ 26 มีนาคม 252

ทั้งรัฐบาล และคนเสื้อแดง ซึ่งตามที่กล่าวถึง Chaos Theory คือ ทฤษฎีความโกลาหลนั้น โดยผลกระทบต่อการเมือง การอธิบายเกี่ยวกับการเมืองในระบบรัฐสภาว่า ถ้าเครื่องมือทางการเมือง คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่สามารถดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการบังคับใช้กฎหมาย ต่อการกระทำ

ความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดของแกนนำพันธมิตร นับตั้งแต่การยึดทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง จึงอาจจะเป็นไปไปไม่ได้ รัฐบาลจะไม่สามารถอยู่ได้ และถ้าเกิด

การยุบสภา รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่น่าจะตามมา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี2550

โดยให้สังคมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ เพื่อการศึกษาการเมืองไทย ให้เกิดความหวังโดยเราจะมีสิทธิ มีความฝัน ให้หลายชนชั้น ทั้งชนชั้นกลาง และหลายชาติพันธุ์ เป็นแนวร่วมในการพัฒนาการเมืองไทย

ของประชาชน และหลากหลายชุมชนแห่งชาติ ได้การยอมรับจากนานาชาติ เพราะว่า การสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ ไม่ง่ายดาย ในการปลูกวัฒนธรรมทางการเมือง เพิ่มการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง ติดตามดูข่าวสารทางทีวี ต่างๆ แม้เครื่องมือในการวิจัย เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบ

ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ต่อประชาชน จะมีขีดจำกัด เช่น ออกแบบสอบถาม

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวให้กว้างกว่านั้น คนไม่สามารถเป็นไม่บรรทัด คือ วัดได้คงเส้นคงวา (มักอาจจะDouble Standard) และถ้าเกี่ยวกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ว่า ไม่มีเครื่องมือวัดว่า คนนั้น มีประชาธิปไตยได้ เหมือนกับเทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งวัดอุณหภูมิ ร้อน หรือ เย็นได้ แต่ว่า

คนไม่สามารถ เที่ยงตรง แม่นยำ และย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก อคติต่างๆได้

สรุป กระนั้นประเด็น 5 ประการ สะท้อนความเป็นมาของความจำเป็น ต่อคนเสื้อแดง และ หลากหลายกลุ่ม ในประชาชนทั่วไป ในการสร้างความเป็นประชาธิปไตย ให้ก้าวไกลกว่า ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ถ้าเปรียบดั่งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งมีจัดองค์ประกอบ ทำให้มอง

เห็นเรื่องแสง-เงาของรัฐสภา กับทำเนียบรัฐบาล แล้วจะทำประชาธิปไตย ให้เกิดแนวทาง เริ่มต้นเปล่งแสงสว่างของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะปรากฏจากผลของคนเสื้อแดง และสิ่งที่เชื่อมโยงของระบบนิเวศใน Butterfly Effect ซึ่งขณะของอนาคต อันไม่แน่นอน และชัยชนะแดง

ทั่วแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญของการต่อสู้ของแดงทั่วแผ่นดินนั้น แน่นอนว่า ผีเสื้อปีกแดง ส่งผลต่อการเมืองไทยแล้ว

อ้างอิง
1.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ “มีสัญญาณอันตราย เต็มไปหมดในประเทศนี้” ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้นำสาร Chaos Theory เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 581 วันที่ 21 – 27 ก.ค. 2546 http://www.nokkrob.org/index.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=ch-

ch,id=1)
2.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
3. The Butterfly Effect
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/butterflyeffect/be.html
4.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10331และ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้: เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้
5. งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม) http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10893&Key=HilightNews
6.เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ http://th.wikipedia.org/wiki/The_King_Never_Smiles
7.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12043&Key=HilightNews
8. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น.
http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=24286(เว็บของรัฐสภา) และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล “นั่งฟัง ‘ฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทย”
http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0
9. “แม้ว”โฟนอินความจริงสัญจรฯ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11236 มติชนรายวันhttp://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102141251&sectionid=0101&day=2008-12-14
10. “จาบจ้วง?” ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2551 15:48 น. http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152959
11.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การกลับมาของ “ศักดินา” ในฐานะจินตภาพการเมือง http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_8371.html
12.อรรคพล สาตุ้ม “14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย”http://www.prachatai.com/05web/th/home/15017
13. แดงทั่วแผ่นดินสัญจรhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%

B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%88%

E0%B8%A3
14.กบฏ 26 มีนาคม 2520
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8F_26_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_2520
15.วีระ มุสิกพงศ์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0_%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C
16. 27 มีนาคม
http://th.wikipedia.org/wiki/27_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
17.วีระ มุสิกพงศ์,เพิ่งอ้าง
18.รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%

A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

คนเราไม่รู้แน่นอนกับอนาคต และเราไม่อาจจะรอคอยอะไรนานมากเกินไป เพราะเราระหว่างทางการรอคอยเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ในเวลาปัจจุบัน เป็นความพร้อมของคนเรา อาจจะรอพร้อม จนกว่าจะได้เดินทาง ซึ่งมันกับไม่พร้อมเดินทางไปได้ ที่ไม่ใช่เงื่อนไขให้มันซับซ้อนวุ่นวายของ

การเดินทางเกิน บนถนนตรอกซอกซอยแคบ อันวุ่นวายของการจราจร และเราระมัดระวังอุบัติเหตุ นี่เป็นเรื่องการตัดสินใจสำหรับการเดินทางนั่นเอง
แน่นอนว่าผมไม่ค่อยว่างติดต่อคนนั้นคนนี้ และเตรียมตัวเดินทางต่อไป

โดยจริงๆ ผมก็มีเรื่องเล่าหลายเรื่องเป็นการสังเกตการณ์ ในแง่นึกถึงการขับรถในหนังweekend+wing of desire เช่น เรื่องหนังสั้น กรณีการจัดคิวนักแสดงต่างๆ แต่ผมไม่มีเวลาเขียน ก็ใช้วิธีย่อๆ เป็นแนว..คือ
-คนบางคนต่อหน้าเป็นอย่าง ลับหลังเป็นอีกอย่าง น่ะครับ
-ท่าดีทีเหลว
-ผลวิจัยใส่กางเกงรัดรูป มีผลให้ปวดเมื่อยถึงปัญหากระดูกสันหลังเป็นข่าวจากนสพ.
-แพนเค้ก ดาราเลิกกับแฟน (ข่าว)
-ข่าวพลร่มทหารโดดร่มไม่กางในวันเด็กของเชียงใหม่
-ยุคกล้องซุปเปอร์ 8มม.เป็นพัฒนาการฟิลม์หนังสมัครเล่น ต่อมาข่าวยุคฟิลม์หรือกล้องโกดัก(kodak)ล้มละลาย
-ท่ารถทัวร์ใหม่ของเชียงใหม่
-ข่าวแก้รัฐธรรมนูญ-priority หลังจากหาเสียงเลือกตั้ง
-คนที่อยู่อังกฤษ ไม่ใช่อเมริกันแชร์ และคนไทยที่มีประสบการณ์กินพิซซ่ากับฝรั่งที่นั่น บอกว่าเรื่องอาหารเขาไม่แชร์กัน และเรื่องเล่าบางด้าน ถ้าคนไทยไปอยู่เมืองนอก อาจจะทำให้กลับมาคิดถึงบ้านเป็นท้องถิ่นนิยมมากขึ้น
-บังเอิญเจอครูสมัยมอปลาย
-บ่อปลาของหอเก่า ซึ่งบ่อน้ำของหอ ที่มีปลา ตัวเล็กๆ แต่ใครจะเลี้ยงมัน หละ? และน้ำเน่าขึ้นมา ก็หมา อาจจะไม่ดื่มน้ำนั้นแน่ๆ
-กรณีเด็กชายปลาบู่ และบทความเรื่องปลาบู่มหิดล เป็นบทความเก่าของวารสารการประมง ที่ผมเก็บไว้ ทำให้มานึกขึ้นได้ว่าผมเคยคิดเขียนบทความแนวนี้ เป็นเรื่องขยายความวิทยานิพนธ์ของผม เกี่ยวกับปลา ก็ยังไม่ได้เขียนสักครั้ง จนกระทั่งผมย้ายของจากหอเก่าแล้วก็ตาม ครับ
-ข่าว112 ไม่ให้อเมริกาแทรกแซงการประท้วงหน้ากงสุลชม.-ผบ.ทบ.ไล่คนแก้112-สนธิ+พันธมิตรและประธานมูลนิธิเตรียมทหารในช่วงวันตรุษจีน
-คนทุกคนมีปัญหากันทุกคน แต่ถ้าชีวิตตกยากลำบาก-กรรมเก่า ไม่ใช่ให้ฆ่าตัวตายกลับบ้านเก่า
-นิทเช่ จากpremodern-postmodern
-หนังสือเศรษฐศาสตร์สีเขียวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ โดยอ้างถึงเรื่องพี่น้องคารามาซอฟ ขอให้เธอจงรักสรรพสัตว์ทั้งหลาย รักต้นไม้ รักทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเธอรักทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เธอจงมองเห็นความเร้นลับของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเธอมองเห็นเธอจะเข้าใจดีขึ้น ทุกวันๆ และในที่สุดเธอก็จะรัก

โลก ทั้งโลกด้วยความรักอันท่วมท้น…

SMASH MOUTH -Walkin’ On The Sun’
It ain’t no joke I’d like to buy the world a toke
And teach the world to sing in perfect harmony
And teach the world to snuff the fires and the liars
Hey I know it’s just a song but it’s spice for the recipe
This is a love attack I know it went out but it’s back.
It’s just like any fad it retracts before impact
And just like fashion it’s a passion for the with it and hip
If you got the goods they’ll come and buy it just to stay in the clique

So don’t delay act now supplies are running out
Allow if you’re still alive six to eight years to arrive
And if you follow there may be a tomorrow
But if the offer is shun you might as well be walkin’ on the sun

Twenty-five years ago they spoke out and they broke out
Of recession and oppression and together they toked
And they folked out with guitars around a bonfire
Just singin’ and clappin’ man what the hell happened
Then some were spellbound some were hellbound
Some they fell down and some got back up and
Fought back ‘gainst the melt down
And their kids were hippie chicks all hypocrites
Because fashion is smashin’ the true meaning of it

It ain’t no joke when a mama’s handkerchief is soaked
With her tears because her baby’s life has been revoked
The bond is broke up so choke up and focus on the close up
Mr. Wizard can’t perform no godlike hocus-pocus
So don’t sit back kick back and watch the world get bushwhacked
News at 10:00 your neighborhood is under attack
Put away the crack before the crack puts you away
You need to be there when your baby’s old enough to relate

วันที่ 25-26-27-28-29-30-31 มกรา
ซินเจียอยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ New year 2012
….
มุมตากล้องพาทัวร์มาเก๊ามาฮ่องกง1……มุมตากล้องพาทัวร์ข้ามชาติ สัมผัสมิวสิควิดิโอทดลองบันทึกความทรงจำทางวัฒนธรรม แรงบันดาลใจจากหนังAshes of Time- Days of being wild (ชื่อไทย”วันที่หัวใจกล้าตัดขอบฟ้า”ปี1991) เป็นหนังที่ได้รับการโหวตเป็นหนังทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของฮ่องกง ซึ่งมันสะท้อนอะไร ถ้าเราขาดแม่ อย่างหยกไจ๋ แล้วจะไม่เป็นแบดบอย ได้หรือไม่ ในสังคมไทยด้านพลิกกลับไม่มีแม่ เช่นเดียวกัน(หนังเรื่องนี้สร้างก่อนเรื่องFallen Angels โดยผู้กำกับหว่องกาไว)“วันที่ 16 เมษา 1960 หนึ่งนาทีก่อนบ่ายสามคุณอยู่กับผม เพราะคุณ…ผมจะจำนาทีนั้นไว้ จากนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันแล้วหนึ่งนาที ความจริงข้อนี้คุณปฏิเสธไม่ได้หรอก มันเกิดขึ้นแล้ว”แน่นอนว่า การเดินทางไปมาเก๊ามาฮ่องกง เป็นประสบการณ์เสี่ยงโชคทางการพนันเล็กน้อยของผมเองด้วย

กระนั้น เว็บไซด์whereisthailand อ้างจากeconomicว่าประเทศไทย มีชาวจีนโพ้นทะเล 7.06 ล้านคน มากเป็นอันดับ2ของโลกรองจากอินโดนีเซีย 7.67 ล้านคน คนจีนในไทยเป็น10%ของประชากร ส่วนคนจีนในอินโดนีเซีย คิดเป้น3%ของประชากร ถือว่าไทยสัดส่วนคนจีนเป็นอันดับ3 ของโลก นอกจากินแดนที่เป็นชาวจีนแผ่นดิใหญ่(ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) เป็นรองแค่สิงค์โปร มาเลเซีย ซึ่งแม่จำนวนคนจีนน้อยกว่าไทย แต่มีประชากรน้อยกว่าด้วย จึงมีคนสัดส่วนมากกว่า นี่เป็นสถิติประชากร ในแง่การอพยพ-สืบทอดเชื้อสาย? อันน่าสนใจ และผมได้เห็นตอนที่7 จากนิตยสารvote ของคอลัมภ์ที่ผมเขียน จึงนำมาเล่าต่อให้จบ…
เนื่องจากผมต้องการเล่าถึงเรื่องของภาพจากนิตยสารฟรีก็อปปี้ของฮ่องกง ก็เห็นแหล่งทุนของสปอนเซอร์ และโฆษณาเป็นการออกแบบที่ลงตัวให้นิตยสารอยู่รอดได้ กรณีCultaMapเป็นทัวร์วัฒนธรรม ก็บ่งบอกเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นเหมือนมุมนำทางพิเศษมากๆ ในงานโลกการค้าของเซี่ยงไฮ้ ที่มีแนะนำแหล่งเที่ยวชม หรือดูเพิ่มเติม ที่เว็บไซด์CultaMap.com เป็นต้น

แน่นอน ความสัมพัมธ์ของการท่องเที่ยวกับการแนะนำ ที่ชมงานShanghai World Expo แต่ผมไม่ได้ไปดูน่ะครับ ซึ่งพวกฟรีก็อปปี้ต่างๆ ที่มีความน่าสนใจในเรื่องเนื้อหาสาระของศิลปะ ก็ให้ข้อมูล และสีสันของรูปภาพ ในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ นัยยะการพิมพ์ สะท้อนเป็นความน่าสนใจของศิลปะร่วมสมัย และงานศิลปะในอดีตของจีน เช่น เครื่องถ้วยโบราณ สมัยราชวงศ์ถัง นี่ก็เป็นภาพสะท้อนงานแสดงเครื่องถ้วย ชามของจีนนั่นเอง

ซึ่งการถ่ายภาพประกอบ สำหรับงานสูจิบัตร เพื่อให้เห็นวัตถุสิ่งของ เช่น ภาพวาดโบราณ ก็ต้องมีฝีมือของการถ่ายภาพ จัดแสง ให้รูปภาพชัดเจน และเครื่องมืออุปกรณ์การถ่ายภาพทางเทคนิคของภาพถ่ายให้ได้สวยงาม โดยกระบวนการหลังการถ่ายภาพจากกล้อง อาจจะต้องปรับแสง ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และนำมาสู่การตัดต่อภาพ ให้เหมาะสมเข้าโรงพิมพ์ต่างๆ

จากตัวอย่างเรื่องเล่า ถ้าเรานึกถึงการเปรียบเทียบรูปภาพของสูจิบัตร และการมองเห็นของจริง จากงานแสดงในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ซึ่งผมเรียกย่อๆง่ายๆไว้ ส่วนภาษาอังกฤษ มีปรากฏชื่อว่าUniversity Museam and Art Gallery The University of Hong Kong ก็เป็นประสบการณ์ผ่านสายตาของผม ในแง่มุมอีกด้านนั้น กรณีความคิดของการแสดงงานศิลปะ ให้สะท้อนสายตา และการมองเห็นของผู้ชมงานศิลปะจากพิพิธภัณฑ์ ในมหาวิทยาลัยฮ่องกง ก็ต้องออกแบบจัดแสงส่องวัตถุ และจัดวางวัตถุ ให้ตั้งชมสำหรับมุมมองต่างๆ ของผู้คนฮ่องกง

กระนั้น การเดินทางไปชื่นชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลปะต่างๆ ก็ไม่ลืมว่าเราอาศัยรองเท้าจากเท้าของร่างกายเรา ซึ่งผมนึกถึงรองเท้า บางยี่ห้อ ที่มีคำโฆษณารองเท้ายี่ห้อนั้นๆว่า อิสรภาพของนักเดินทาง และสัญลักษณ์ของรองเท้า เกี่ยวพันการออกกำลังกาย-รสนิยมของการใช้ชีวิตในการเลือกใช้สินค้าแบรนด์เนมของรองเท้า ซึ่งผมนึกถึงเพื่อนพากันไปดูสำรวจราคาสินค้ารองเท้า และหลากหลายยี่ห้อของรองเท้าในฮ่องกง นั่นเอง
การเดินทางบนถนนหลายสาย ก็มีชื่อเรียกอันสัมพันธ์ต่อการเดินทาง เช่น Queen’s Road West,Hollywood RoadมQueen’s Road Central, Queensway Harcourt Road,Pokfulam Road,Bon Ham Road และถนนหลายสายนั้น ก็มีความสำคัญพาเรา กลับสู่ท่าเรือ ก็เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับมาเก๊า ที่ๆ เรามาจากมาเก๊ามาฮ่องกง และระหว่างเส้นทางบนถนน ที่พวกเราเดินย่ำรอยเท้าการเดินทางมาถึงท่าเรือ ก็มีคนขายตั๋ว สำหรับซื้อขาย ยืนออรอพวกเรา ที่มาจากหลายเชื้อชาติของประเทศต่างๆ
โดยคนขายตั๋วคนหนึ่ง ก็พูดภาษาไทย ให้เราพยายามต่อรองราคาค่าตั๋วกลับมาเก๊า ซึ่งขณะเรากำลังหาตั๋ว จนกระทั่งเรารอเดินทาง ก็ถ่ายรูปสนุกสนานไว้เป็นที่ระลึกกัน ซึ่งผมเก็บตั๋วของTurbo Jet ที่มีบอกวัน เวลา คือ 18/Apr/ 2010 SUN จากเวลา 9:45 AM และราคาตั๋ว HK 154.00 เป็นต้นน่ะครับ

จากการผมหวนคิดคำนึงในระยะทางในการเดินทาง ถ้าเราคิดเป็นกิโลเมตร(Km) จะไกลแค่ไหน ที่เราเดินทางไป-กลับกันมาที่นี่ และต่อมาการเดินทางนั่งเรือเร็ว จากท่าเรือ ที่มีแสงสว่างสุดท้ายของวันส่องลงน้ำทะเล สะท้อนแสงของภาพของน้ำทะเลสีน้ำเงิน ระยิบระยับ…
ก่อนจากลาฮ่องกง ก็ผมได้มีเอกสารแจกมาก เช่น APO Newsletter เก็บติดตัวพกมาไว้กลับมาประเทศไทย ในแง่หนึ่งการเขียนคอลัมภ์นี้ ก็เหมือนจดหมายข่าวของการเดินทาง…ซึ่งผมจะเล่าถึงที่ท่องเที่ยวไปมาเก๊า-ตื่นจากหลับฝันในมาเก๊า และTake History! …

เมื่อจบแล้ว แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาเขียนอะไรอื่นๆมาก ก็เอาเมล์บวกกับข้อความทางเฟซฯ บางส่วนที่คุยกับเพื่อน ทีมงานและโครงการฯ มาเล่าต่อบางส่วน น่ะครับ
.กำหนดการกองถ่ายอาจจะมีปรับเปลี่ยนเป็น 8 มค 55 เว้นไปเป็น…. เพราะว่าวันที่ …มค 55 ก็ผมได้รับโทรศัพท์จาก….ให้ไป….แล้วว่าจะแวะบ้านด้วย
1.ผมส่งเบรคดาวน์-production รูปทีมงาน นักแสดง สถานที่ สเตอรี่บอร์ดบางฉาก ที่ถ่ายทำมาให้พี่… และโครงการ… หลังจากปรับปรุงส่วนต่างๆ และกำหนดวันถ่ายทำขยายช่วงเวลา
สุขสันต์วันคริสตมาส ครับ
ขอบคุณ มากๆ ครับ

ผมระลึกถึง10 ปีผ่านไปแล้ว สำหรับการหยุดพักทำหนังสั้นของผม ระหว่างทางชีวิตที่ผ่านมา และตอบข้อความเพื่อน ในแง่มุมอดีต
1.ผมอยากทำอีแม็กกาซีน แต่ยังไม่มีเวลาต้องเขียนคอลัมภ์มาเก๊า ยังไม่ได้เขียนส่งVote ก็ต้องเร่งทำงานแล้ว(ต่อมาทำเสร็จส่งไปตอนที่1-2 ตอนนี้ทำตอนที่3-4) คงเขียนได้ในรูปแบบบันทึก ขนาดเรื่องสั้นยังไม่ได้เขียนเลย ครับ
2.ผมกำลังยุ่งกับการย้ายของไม่เสร็จ(ต่อมาย้ายเสร็จแล้ว)
3.ผมกำลังปรับแผนวันถ่ายทำหนังสั้น เนื่องจากคนแสดงเป็นน้อย ว่างวันที่ 15 มกรา โน่น ไม่ว่างวันที่6-14 น่ะครับ
4.ผมซื้อกล้องแล้ว คือ อันเดียวกับที่ส่งลิ๊งค์ไปCanon LEGRIA FS306 !(รวมทั้งต่อมาต้องเตรียมเคลียร์บิลรายงานการเงิน)
ปล.เมื่อวานแวะคุยกับ… นิดหน่อยที่หลังมอ และวันนี้อาจจะแวะหาท่าน ครับ
ขอบคุณ ครับ

เนื่องจากผม รับทราบมาว่าวันพรุ่งนี้ ที่ร้าน…มีงานเสวนา และเปิดร้านเหล้า ซึ่งจะมีคนไปร่วมงาน เช่น … คือ ผมโทรติดต่อแล้ว และคนอื่นๆ ก็ผมจะโทรตามไปเท่าที่ทำได้ เพื่อเปิดตัวทีมงานให้พี่เลี้ยงโครงการหนังสั้น ได้พบหน้าตาทีมงานด้วย
ซึ่งผมโทรนัดพี่เลี้ยง…ไปที่ร้านประมาณ บ่ายสองโมง โดยพี่เลี้ยงบอกว่า อาจจะมาก็ได้ ดังนั้น ผมถือโอกาสอันดี ประชุมทีมงานถ่ายหนังสั้นไปในตัว พ่วงงานดังกล่าว จึงเรียนเชิญ ทีมงาน ผู้ที่มีรายชื่อและนักแสดง ซึ่งผมแต่งตั้งไปร่วมโดยจะโทรตามด้วยเท่าที่ว่างกัน เพราะผมรู้
จากเฟซฯ บางคนกลับบ้าน บางคนอาจจะติดสอบ และบางคนไปดอยอินทนนท์ ต่างๆ แต่ผมต้องส่งเมล์เรื่องbreak down และProduction ทางแนบไฟล์เฟซบุ๊ค ไ จึงใช้วิธีการส่งเป็นข้อความ เพื่อแจ้งตำแหน่งหน้าที่ และบทตัวแสดงให้ทุกคนอยู่แล้ว จึงส่งมาให้ตามรายชื่อที่มีในเบรคดาวน์บางส่วนที่สำคัญ เช่น …แสดงเป็นเจ้าของร้าน สลับกับ…เป็นตำรวจ แทน(ต่อมาผมรับบทตำรวจ) น่ะครับ
ขอบคุณ ทุกคน ครับ
บอย

จากรูรับแสงหรือf stop-ราอูล คูตาร์ เป็นช่างกล้องคู่ใจของโกดาร์ ทำหนังร่วมกันหลายเรื่องไม่ว่าcontempt,weekend เล่าว่าหนังของโกดาร์ด ใช้กล้องแฮนด์เฮลด์(แบกตามถ่าย) โดยไม่ต้องจัดไฟ ไอเดีย ก็คือ ทำภาพให้ดูเป็นจริงกว่ารูปปกติของช่างภาพไม่มีใครเสนอการถ่ายภาพแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่องมาก่อน เพราะว่าโกดาร์ ทำงานอย่างถ่ายทำนอกสถานที่ทั้งเรื่อง โดยอาศัยแสงธรรมชาติ เล่าเรื่องไม่ต่อเนื่อง ตัดต่อแบบจั๊มพ์คัท และช่างภาพนั่งอยู่บนรถเข็นพยาบาลให้กล้องเคลื่อนที่ แทนการใช้รางเลื่อน โดยภาพไม่เนี้ยบ ซึ่งกรณีตรงกันข้ามการถ่ายแบบแฮนด์เฮลด์ ก็คือ การถ่ายโดยใช้กล้องตามตัวแสดงจะมาเซ็ตภาพไม่ได้เลย กล้องแทบจะไม่หยุดนิ่ง ภาพที่ออกมาจะคล้ายๆ เวลาสัมภาษณ์พวกรัฐมนตรีตามข่าวต่างๆ คือ มีความสดดูจริงจัง ซึ่งงานสไตล์โกดาร์ ผู้ถูกยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แม้กระทั่งการเอาฟิลม์ภาพนิ่งมาเรียงต่อกันจนได้ความยาวเท่าฟิลม์หนัง หรือคนที่โกดาร์ ยกย่องว่าอัจฉริยะ คือ คนคิดหนังได้30 เรื่องต่อวัน ก็เราทำตามไม่ได้ง่ายหรอก ครับ

จากแง่มุมเรื่องตากล้องคู่ใจของโกดาร์ ผู้ทำหนังweekend ในแง่มุมangel และความมืดเบื้องหน้าของการเมืองไทย ที่มีอาการตาสว่าง โดยผมเคยเขียนถึงไปแล้วบ้าง และมุมของโครงการBlind Driver Challenge คือ ท้าทายทีมนักประดิษฐื นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยทั้งหลายให้เข้าแข่งขัน โดยมีโจทย์เป็น “การสร้างยานพาหนะที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถบังคับและขับเคลื่อนเองอิสระ ซึ่งไม่ใช่การสร้างยานพาหนะที่สามารถนำพาผู้ขับเคลื่อนที่ไปได้อย่างอัตโนมัติเท่านั้น แต่ต้องเป็นยานพาหนะที่ผู้ขับสามารถตัดสินใจ วางแผน และควบคุมยานพาหนะได้ด้วยตนเอง สะท้อนถึงมนุษย์สร้างทางเลือกให้ตัวเองมากกว่าถูกกำหนดโดยเทวดา(angel)-พระเจ้า หรือธรรมชาติ

ส่วนมาถึงกองถ่ายของผม ไม่ได้เปรียบเทียบในแง่สมัครใจ หรือเงินตรา ทำให้ฝ่ายต่างๆ พร้อมใจ บางคนสมัครใจมาเล่นมากว่าเงิน แต่บางคนมาเล่นหนัง มาร่วมทีม เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ส่วนแง่มุมของความสนุกของกองถ่าย ก็มีมากกว่าเครียดอยู่แล้ว เพราะผมเป็นคนยืดหยุ่น ใจดี มีบ่น+ไซโค+กดดัน ไปบ้าง ตามมุมมองของคนในกอง แต่มันอาจจะไม่มีผล ก็ต้องพิจารณาเบื้องหลัง งานด้านตากล้อง การใช้กล้อง และตัดต่อ ต่างๆ กรณีเงินๆอะไร ก็เป็นเรื่องมองโลกแง่บวก ถ้ามีอะไรให้คิดเล่าให้รู้กัน จะเล่าเพิ่มเติมตามแต่เวลามีเขียน น่ะ ซึ่งบางครั้งอุปสรรคในกองถ่าย เช่น ขับรถจะไปออกกอง ก้อรถเสีย และรายละเอียดการใช้อุปกรณ์ไมค์บูม เครื่องอัดเสียง ที่ซื้อมาใหม่ โดยรุ่นน้องช่วยเลือกซื้อส่งมาจากแม่สาย หรือรายละเอียดประสบการณ์เคยทำละคร+หนังสั้นในอดีตก็ยาว…แต่ถ้าเรานึกถึงโกดาร์กับวิม แวนเดอร์ เคยคุยกัน และวิม แวนเดอร์ส (ผู้กำกับ wing of desire) ถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ของหว่องกาไว ในแง่หนังRoad Movie แล้วเรามาดูทัศนะของวิม แวนเดอร์ ต่อหนังขาดหายอะไรบางอย่าง คือ เวลา เพราะวิม เล่าเรื่องย้อนกลับจากกรณีเนื้อเรื่อง คือ ตัวยุ่ง ว่าด้วยทุกข์ของการเล่าเรื่อง(to tell stories) ว่าจุดเริ่มต้นก่อน ผมเคยเป็นจิตรกร สนใจพื้นที่วาดภาพทิวทัศน์ และสำนึกที่ขาดหาย คือ เวลา โดยปัญหาการเล่าเรื่องของผม แล้ว ผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อในความไร้ระเบียบ ในความซับซ้อนที่อธิบายไม่ได้ของเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวโดยพื้นฐานะแล้ว ผมคิดว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น และประสบการณ์ของผม ก็ดูจะประกอบไปด้วยเหตุการณ์โดดๆ ทั้งหมด

วิม แวนเดอร์ กล่าวต่อว่า ผมไม่เคยเล่าเรื่องราวใดตามลำดับจากตอนเริ่มต้น ตอนกลาง ไปสู่ตอนจบ สำหรับคนที่เป็นนักเล่าเรื่อง นี่ต้องเป็นการผิดบาปอย่างแน่นอน แต่ผมต้องสารภาพว่า ผมยังไม่เคยมีประสพการณ์เช่นว่าเลย ผมคิดว่าเนื้อเรื่องนั้นที่แท้แล้ว ก็คือการโกหก แต่มันก็มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเราอย่างไม่น่าเชื่อ โครงสร้างเทียมๆ ของมันช่วยให้เราเอาชนะความกลับที่เลวร้ายที่สุดของเราได้ นั่นคือ ความกลัวที่ว่า ไม่มีพระเจ้าว่าเราเป็นแค่อนุภาคเล็กๆ ที่ขยับไปมาพร้อมด้วยสำนึกรับรู้ แต่เคว้งคว้างอยู่ในจักรวาลที่อยู่นอกเหนือสำนึกของเราโดยสิ้นเชิง โดยอาศัยการสร้างความเกาะเกี่ยวสอดรับนี้เอง ที่เนื้อเรื่องทำให้ชีวิตเป็นสิ่งที่เราทนทานได้ และสู้ข่มความกลัวไว้นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กๆ จึงชอบฟังนิทานก่อนนอน ทำไม ไบเบิลจึงเป็นเนื้องเรื่องที่ยืดยาว และทำไมเรื่องราวต่างๆ จึงควรจบลงอย่างสุขุม…

ส่วนผมเปลี่ยนบรรยากาศ มาเล่าเรื่องตากล้องคู่หูของหว่องกาไว คือ คริสโตเฟอร์ ดอยด์ ในฐานะฉายภาพของหนัง เช่น หนัง Days of Being Wild ถ่ายทำในมาเก๊าด้วย แม้ว่าDays of Being Wild 11/11 ถ้าเราคิดถึงเรื่องถ้อยคำก่อนตาย ที่มีการพูดคุยกันในหนัง สะท้อนธรรมชาติของความทรงจำเขาและเธอ ก็เขาตาย ก่อนแม่ของเขาเอง หรือนัยยะ ว่าเขาเป็นอิสระจากป่า ไปสบายแล้ว? แต่การตายของคนหนึ่งคน ทำให้เธอ คือนางเอก คิดเริ่มต้นชีวิต หลังภาพอ่านหนังสือพิมพ์จบลง ก็มีภาพเสียงโทรศัพท์เป็นสัญลักษณ์ร่วมกันของการสื่อสารจากนสพ.ถึงโทรศัพท์ถึงอีกคนหนึ่ง แล้วเรื่องก็เริ่มอีกครั้งโดยตัวละครอีกหนึ่งคน
โดยคุณลองไปหาดูDays of Being Wild ว่า ความลับบางอย่างนั้น ก็น่าสนใจจริงๆ ในหนังเรื่องDays of Being Wild ซึ่งผมยกตัวอย่างมาให้เราดู ในแต่ละฉาก ก็ผมจะไม่อธิบายต่อ เป็นความลับของผมเอง และความลับที่หลายคน ค้นหาทางสมอง และวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาในเรื่องความปรารถนา….

จากการค้นหาเรื่อง “ฟ้า” ในหนังFallen Angels แล้วย้อนดูเปรียบเทียบหนังDays of being wild (ชื่อไทย”วันที่หัวใจกล้าตัดขอบฟ้า”ปี1991) เป็นหนังที่ได้รับการโหวตเป็นหนังทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของฮ่องกง ซึ่งมันสะท้อนอะไร ถ้าเราขาดแม่ อย่างหยกไจ๋ แล้วจะไม่เป็นแบดบอย ได้หรือไม่ ในสังคมไทยด้านพลิกกลับไม่มีแม่ เช่นเดียวกัน(หนังเรื่องนี้สร้างก่อนเรื่องFallen Angels โดยผู้กำกับหว่องฯ)“วันที่ 16 เมษา 1960 หนึ่งนาทีก่อนบ่ายสามคุณอยู่กับผม เพราะคุณ…ผมจะจำนาทีนั้นไว้ จากนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันแล้วหนึ่งนาที ความจริงข้อนี้คุณปฏิเสธไม่ได้หรอก มันเกิดขึ้นแล้ว”
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2006/02/A4071982/A4071982.html
-นี่แหละ คือ สัญลักษณ์ถึง3 o’clock…ซึ่งแตกต่างจากผมเดินทางที่ปาย..
-ตัวอย่างของคนแสดงความคิดเห็นว่า…ดูหนังเรื่อง Days of being wildของว่อง คาไว แล้วไม่เข้าใจง่ะ
-เขาว่าต้องดูสามเรื่องต่อกันครับ Day of Being wild, In the Mood for Love, 2046

การตีความเรื่อง Days of being ก็คือ นางเอก ที่แสดงโดยเป็นจางมั่นอี้ ในเรื่องของหนังต้องการความมั่นคงจากความรัก แน่นอน ผมอยากเล่าเรื่องซ้ำมุมมองต่อความมั่นคงของชาติ ในหนังหว่องกาไว อีกครั้ง กรณีเรื่องFallen Angels (1995)โดยผมสนใจสืบค้นเรื่องAngel หรือ Angle ซึ่งหมายถึงมุมมอง ได้ รวมทั้ง angel หมายถึง นางฟ้าหรือเทวดา ดังนั้น เมื่อผมระลึกถึง The angel of history ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ แล้วก็ยังนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับผลงานของทอม แนนท์ ต่อ คือDavidson, N. 1999. In perspective: Tom Nairn. International Socialism Journal. 82. โดยกล่าวถึงIn perspective: Tom Nairn และผมเปรียบเทียบกับหนังเรื่องFallen angels– คนตกสวรรค์ในวันฟ้าเปิด ที่มีการตีความคำว่าangleกับangel คือคำว่า Angle (มุม) หรือ Angel (เทวดา, นางฟ้า) ก็สะกดต่างกันเพียงนิดเดียว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดคำทั้งสอง และเลนส์กระจกของกล้องต่อจากผู้กำกับภาพอีกที ก็คือ “ผู้กำกับ” อย่างหว่องกาไว กระจกกล้องจึงเปรียบเสมือน “ตา” ของผู้กำกับที่ทำตัวเสมือน “พระเจ้า” ผู้คอยสอดส่องและควบคุมชะตากรรมผู้คนมากมายในเมืองนี้….

โดยPerspectiveคือมุมมองดังกล่าวและเมื่อผมคิดต่อ ก็บังเอิญพบจุดอ่อนของบทความดังกล่าว โดยบังเอิญ ในแง่การตีความหามุมเกี่ยวกับชาติ(nation) มาอธิบายangleกับangel ก็ทำให้ผมคิดถึงความฝัน และเส้นแบ่งของความจริงจากการสืบค้นหารากของมันเหมือนที่มาของเว็บเสริจเอ็นจิ้น ที่มีชื่อว่าBaidu(ไป่ตู้) ”ชื่อของ”ไปตู้” คือ แรงบันดาลใจที่มาจากบทกวีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งบรรยายถึงความเพียรพยายามของชายหนุ่มในการออกตามหาหญิงสาวในอุดมคติ “ไป่ตู้” แปลตรงตัวว่า “นับร้อยครั้ง

การต้นหาเป็นการสื่อสารสะท้อนระบบสื่ออินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เราก็รู้ว่าการเกิดมาของมนุษย์ ไม่เหมือนเทวดา และมนุษย์ จำเป็นต้องสื่อสารโดยการพูด ยากมากที่พวกเราจะรับรู้โดยไม่พูด ซึ่งพระเอก ก็ทำตัวไม่พูด แล้วเขาจะเหมือนเทวดาได้ไหม? ที่ไม่พูดแต่สื่อสารกันรู้เรื่อง ในบางครั้งคนรักกันก็รู้ว่าไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดๆเหรอครับ

-ผมเล่าซ้ำหน่อยว่าดูหนังอีกหนึ่งรอบเพื่อเก็บรายละเอียดของหนังเรื่อง Fallen Angels1995 (Ashes of Time 1994), – Wong Kar Wai(โลกของคู่รักในหนังของหว่องกาไว เป็นโลกยามกลางคืน) เพื่อทบทวนดวงตาของมนุษย์ ผ่านภาพยนตร์
The central relationships between the two couples (and other peripheral ones) in the movie are like the fog that settles over a city every night and disappears the next morning.
ภาพยนตร์ของหว่องกาไวฯลฯ เช่น เสียงพูดคุยกับตัวเองสะท้อนความเหงา และเสียงเกี่ยวพันพื้นที่และเวลา รวมทั้งการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ชายหนุ่มและหญิงสาว เหมือนความสัมพันธ์จีนกับฮ่องกง ผ่านภาพยนตร์เรื่องDays of Being Wild (1991) และChungking Express (1994)-บทสัมภาษณ์ของหว่องกาไว ที่มีสัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังFallen Angels และChungking Express (1994)คือ สองเรื่องซ้อนกัน และDays of Being Wild (1991), หกเรื่องซ้อนกัน รวมทั้งมุมมองของกล้อง เป็นต้น ครับ
..โดยผมเคยเล่าไปบ้างแล้วว่าFallen Angels แปลโดยสรุปเกี่ยวกับลูกชาย ที่ถ่ายวิดิโอให้พ่อ แล้วสุดท้ายพ่อตาย ทำให้ทั้งหมดขาดพ่อเหมือนขาดการสื่อสารกับเมือง ในความเคลื่อนไหวสูญหาย..ลองแปลดูน่ะครับ(ผมคิดว่าการวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นเรื่องชาติ-nation)

เนื่องจากผมเคยเล่าไปแล้วในบันทึก ก็คุณลองหาดูเพิ่มเติม เช่นFallen Angels part 7/10 eng sub(หาดูในยูทูบได้ด้วย)-ฉากร้านMidnight Express โดยPeople say breaking up hurts. แต่หนุ่มใบ้เหอจื้ออู่พูดไม่ได้ และเส้นผมทองของเขา ก็Disappeared…ถ้าจำกันได้เรื่องราวของเจ้าของร้านMidnight Express เคยเป็นพ่อสื่อให้ลูกจ้างในร้านเป็นแฟนกับลูกค้า แล้วเธอก็ไปตกหลุมรัก ตำรวจอีกคนหนึ่งเอง ซึ่งเรื่องราวของหนังโดยหว่องกาไว เป็นเรื่องเกี่ยวข้องแฟนพันธุ์แท้ต่อหนังของเขา ไม่ว่าChungking Mansions จะปรากฏบางอย่างในFallen Angels ที่มีพ่อของหนุ่มใบ้ดูแลMansions ที่พักของคนหลายสัญชาติและส่วนภายในห้องอันคับแคบแออัดห้องเล็กๆ ทั้งนี้ หนังเหมือนการเชื่อมต่อของหนังทั้งสองเรื่องFallen AngelกับChungking Exprss ดูเพิ่มเติมen.wikipedia.org/wiki/Chungking_Express

Fallen Angels part 8/10 eng subในฉากนี้ ผมสีทองของสาวผมบลอนด์ (ม่อเหวินเว่ย) เป็นสื่อ (Mediumหรือชักนำให้รู้จัก) ตัวกลาง(Mediumหรือสื่อกลาง) และตัวเชื่อมโยง(connect) ราวกับเป็นแม่สื่อให้สองคู่หูนัดมาพบกันอีกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญก็คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทั้งสองเจอกันแล้วใกล้ชิดเกิดความรักด้วยกันทั้งคู่ ก็เรื่องฝนตกเป็นสื่อกลางให้เชื่อมโยงสองคนคือ ม่อเหวินเว่ยกับหลีหมิง รวมทั้งเรื่องราวบุคลิกภาพต่างๆ แล้วจากIntimacyของคนหนึ่งคน(ใกล้ชิดแป๊บเดียว) ไปสู่อีกหกชั่วโมงต่อมา เธอไปตกหลุมรักอีกคนหนึ่ง ในหนังเรื่องChungking
Express สื่อกลางคือ อาหารของร้าน Midnight Express ส่วนหนังเรื่องFallen Angels ก็มีจุดเชื่อมโยงกับสถานที่ เช่น ร้าน Midnight Express และความเชื่อมโยงบางแง่มุมของชีวิตตัวละคร โดยหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) แสดงนั้น ทั้งผมเปลี่ยนสีเป็นสีทองแบบฝรั่งรัสเซีย หรือ เรื่องราวของตัวเอก ประสบการณ์อกหักรักครั้งแรก โดยเกี่ยวพันหญิงสาวในอดีตกลายเป็นแอร์โฮสสเตรท ต่างๆFallen Angels part 8/10 eng subในฉากนี้ ก็เชื่อมโยงกับความรู้สึก ที่ใกล้ชิดกัน ระหว่างพ่อกับลูก ไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเรื่องลูกชาย ถ่ายวิดิโอเป็นของขวัญวันเกิดให้พ่อ แล้วลูกก็รู้ด้วย

จนกระทั่ง ลูกมาพบทีหลังว่าพ่อพอใจดูวิดิโอ และฉากที่นางเอก ทำงานร่วมกับนักฆ่า คือ หวังจื่อหมิง (หลี่หมิง)มานาน จึงสื่อรู้ถึงขณะเดินสวนกับคนรักของหลีหมิง รู้โดยสัญชาติญาณ และeffectของกลิ่นคนๆ นั้นต่อตนเอง แล้วฉากนี้ ก็มีปรากฏว่า I had come to look at partners from a new angle(ผมไม่แน่ใจว่าซับอังกฤษผิดหรือเปล่า คือ angle/angel)จากการสืบค้นคำว่า Angel กับหนังเรื่อง Fallen Angels จะเป็นการบังเอิญไปไหม? ว่าช่วงฮ่องกง โดยก่อนออกจากอาณานิคมของอังกฤษ(england/engel/angel) และคนฮ่องกงถือสัญชาติอังกฤษในพาสปอรต์ ซึ่งมีหนังเรื่องดังกล่าวออกมาสื่อนัยยะถึงAngel/angle ของอังกฤษได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ผมขอจบเรื่องเกี่ยวข้องEnglandนี้ โดยคำขวัญ: อังกฤษ: “God and my right“

Fallen Angels part 9/10 eng sub ในฉากนี้ หลี่หมิง ที่แสดงเป็นนักฆ่า ถูกยิงตาย สัมพันธ์กับไม่มีpartner(คู่หู/คู่คิด/หุ้นส่วน-ช่วยวางแผน)The best thing about my profession is that there’s no need to make any decision. Who’s to die… when…where… it’s all been planned by others. I’m a lazy person. I like people to arrange things for me. That’s why I need a partner.(คู่หู,คู่คิดวางแผน,คล้ายคู่รักและคนรับใช้ของเขา) แล้วภาพก่อนตาย คือเขาถูกยิง และภาพตัดฉับฉากวับไว ก็ถูกไปเชื่อมโยงไปท้องฟ้า ส่วนFallen Angels part 10/10 eng sub เมื่อดูกันอีกรอบ เริ่มจากฉากเหมือนเชื่อมโยงกับChungking Express โดยเกี่ยวข้องร้านMidnight Express จากประสบการณ์อกหักของหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) รวมทั้งเขาถูกลืมจากอดีตคนรัก…

จนกระทั่ง ตอนจบ จากการอ่านซับอังกฤษ อีกเวอร์ชั่น ก็ปรากฏว่า พระเอกspark นางเอก ต่างจากเวอร์ชั่นFallen Angel _I และFallen Angels (1995) – Ending (ฉากจบของหนังฯ พระเอกหลงเสน่ห์นางเอก ซึ่งทั้งสองแบบผม) ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อบางส่วนของChungking Express นี่ก็เป็น

การพลิกบทตำรวจ เป็นคนร้าย หรือนักฆ่า/ฆาตรกรของสองตัวเอก ซึ่งมีคนแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้ คือ This is my favorite movie ending of all time! It’s such a classic passage, so beautiful and sublime … at once sad and melancholy but utimately hopeful and inspiring.คลื่นเสียงล่องลอยแห่งความคิด (voice over) มากมายยิ่งกว่าคำพูดและบทสนทนา (dialogue) เป็นทวีหลายเท่าตัว ซ้ำร้ายอุปสรรคขัดขวางการสื่อสารยังถูกส่งคลื่นรบกวนออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะในคู่ของ หวังจื่อหมิงและมิเชล (หลี่เจียซิน) ยามทั้งสองอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยจะได้อยู่ในห้วงความคิดท่ามกลางความสงัดเงียบ เสียงรถราจากท้องถนน และเสียงข่าวสารไร้สาระจากโทรทัศน์โอบรัดรอบตัวอยู่เสมอ แล้วตอนจบของเรื่องFallen Angel ก็ยังมีเสียงเหมือนทีวี หรือวิทยุรายงานข่าวสาร และ เสียงคนทะเลาะตีกันรบกวนการอยู่คนเดียว..
..ปัญหาคือทั้งคู่บังเอิญพบกัน ที่ร้านอาหาร แล้วอะไรเป็นสื่อ (Mediumหรือชักนำให้รู้จัก) ตัวกลาง(Mediumหรือสื่อกลาง) และตัวเชื่อมโยง(connect) ราวกับเป็นแม่สื่อให้สองคู่หูนัดมาพบกันอีกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญก็คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทั้งสองเจอกันแล้วใกล้ชิดเกิดความรักด้วยกันทั้งคู่

จากwinter และบริบทpartnerเสียชีวิตไป โดยเธอต้องการความแข็งแกร่ง คิดในใจ ก็เกิดการทะเลาะกันในร้าน ซึ่งหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ บังเอิญเจอกับเธอ เป็นคนในอดีตอีกครั้ง โดยคติของเขา คือ เราเดินสวนกัน อาจจะได้เป็นเพื่อน ก็รู้จักปรับทุกข์กัน วันใดวันหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเจอเธอ แต่ไม่ปิ๊งอาจจะเพราะweather..ลม..ฝน(ผมตีความเพิ่ม คือAngelก็ตาม) แต่คืนนี้เขาและเธอใกล้ชิดอบอุ่นร่วมกันระหว่างทางโดยมอเตอร์ไซด์แล่นบทถนน พร้อมเพลงประกอบตอนจบ ยังเกี่ยวกับบางด้านของอังกฤษ คือ เพลงOnly you ก็ร้องโดยวงFlying Pickets เป็นBritish acappella vocal group ซึ่งความสำคัญที่สุด คือ ทั้งสองน่าจะรักกันWhen I am about to leave, I ask him to take me home. I haven’t ridden on a motorbike for a long time. Actually, I haven’t been so close with a man for awhile. The road isn’t that long, and I know that I’ll be getting off soon, but I’m feeling such warmth this very moment น่าจะทำให้คนดูตีความได้ว่า หนังเรื่องนี้จบอย่างHappy Ending น่ะครับ

-หนังสั้นของผมไม่มีปัญหาตัวละครตัดผม แล้วไม่ต่อเนื่องในการถ่ายทำหนังสั้น ครับ

ว่าด้วยคณธรรมเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ซึ่งเรามีอารมณ์ผูกพัน นั่นเอง ในแง่หนึ่งผมิดเรื่องนักวิชาการกลุ่มประชาภิวัตน์ สุวินัย ที่ชออบแนววรรณกรรมมุซาชิ าเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของยุคสมัยแห่งคุณธรรม น้ำมิตร อันสับสนซับซ้อน ในยุทธจักร และวงการบูชิโดของซามูไรนี้
ความน่าสนใจเรื่องไอคิวสูง แต่อีคิว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมอยากเล่าเรื่อง และอัจฉริยะ ซึ่งผมนึกถึงหนังสือของผม คือ THE NAKED LUNCH ซึ่งผลงานของนักเขียน ที่มีชื่อว่าWILLIAM BUROUGHS ผู้ได้ฉายาว่าอัจฉริยะติดยา และคนเขียนหนังสือแนะนำว่า หนังสือของเขาเทียบเท่ายูลิซิส และโจนาทานสวิฟ์ หรือนักเขียนอเมริกันติดยาอัจฉริยะ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดของนักเขียน ติดยา หรือนักวิชาการเป็นบ้าอย่างจอหน์ เนจ ที่กลายเป็นหนังสือและหนัง A Beautiful Mind ต่างๆ หรือรุ่นน้องคนหนึ่ง บอกว่าคนเรียนจบปริญญาโท ให้ค่าไอคิว 130 สูงกว่าคนปกติ ถ้าเป็นเรียนจบป.โท มีคุณภาพ ส่วนรุ่นน้องเล่นเกมส์ ฝึกสมองทำแบบทดสอบแล้วว่าตนเองไอคิว 130 เช่นเดียวกัน ครับ

-ริวโนะสุเกะ อะคุตะงาว่า ผู้แต่งเรื่องราโชมอน และกัปปะ ก็ฆ่าตัวตาย โดยสาเหตุ เพราะเกิดอารมณ์หวาดหวั่นกังวลในอนาคตของตนเอง และความเกรงกลัวในกรรมพันธุ์ มารดาของเขาเป็นบ้า และพี่ชายก็เป็นโรคจิตฆ่าตัวตาย
-นักเขียนญี่ปุ่น ในสังคมสถิติการฆ่าตัวตายสูง ที่มีนักเขียนอย่างดาไซ โอซามุ โดดน้ำตาย คาวาบาตะ ยาซึนาริ นักเขียนระดับโนเบล ก็ฆ่าตัวตาย และคาวาบาตะ ก็เป็นอาจารย์ของมิชิมา ผู้เขียนนิยายแปลเป็นไทยว่าวิหารทองคำ ก็ฆ่าตัวตายโดยวิธีฮาราคิรีฟันคอโดยดาบ และผลงานของเขาก็ถูกตีความเรื่องนิยมจักรพรรดิ-“เครื่องแบบ”เป็นการหลงตัวเอง(เครื่องแบบทหาร,ตำรวจ) และเขาเขียนเรื่องสั้นรักชาติ(Patriotism)
-ถ้าย้อนกลับไปเรื่องหนังRevolutionary Road ที่มีนิายด้วย คือ คนที่คิดว่าตัวเองปกติ และคนนั้นคิดอยากมีครอบครัว เหมือนคนทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วกลับกลายเป็นการมีครอบครัว คือ การแต่งงาน มีลูกก็ไม่ได้ง่ายในชีวิตปกติ
-แอกเนส วาร์ดา เป็นผู้หญิงคนเดียวทำหนังในกลุ่มนิวเวฟ แตกต่างจากผู้ชายอย่างโกดาร์ เกิดในครอบครัวมีฐานะ แต่ทำตัวสร้างปัญหาให้ทางบ้าน ทั้งที่แม่สอนให้ลูกอ่านวรรณกรรมดีๆ จนถูกพ่อตัดหางปล่อยวัด ก็ค่อยจับงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จากความสนใจใจการยึดอาชีพเขียนนิยาย และวาดภาพ มาเป็นรักภาพยนตร์ หลังจากเรียนจบด้านชาติพันธุ์วิทยา เขากได้ไปร่วมงานเขียนวิจารณ์หนัง และรวมกลุ่มดูหนังฯลฯ จนมาเป็นนิวเวฟ โดยสัมพันธ์กับหนังในเรื่องเสียง(Sight)กับภาพ(Sound) ซึ่งโกดาร์ด เคยพูดไว้ว่า หนังคือ ความจริงที่สปีด 24 เฟรมต่อวินาที และการเห็นภาพติดตา(Persistence of vision) และหนังของเขา ที่มีเกี่ยวกับกลับสู่บ้านเกิดของผม ทั้งฝรั่งเศส และสวิส ซึ่งโกดาร์ เคยพูดกับวิม แวนเดอร์ว่า ผมใช้สัญชาตญาณเลือกมุมกล้อง และผมคงพอใจกว่า ถ้าทีมงานสามารถถ่ายหนังแทนผมได้ ผมเชื่อว่างานสร้างสรรค์จริงๆ อยู่ที่การทำงานในห้องตัดต่อ และการตัดต่อ-การเชื่อมโยงลักษณะนั้นไม่ใช่ทางเลือกทางเดียว ที่โต๊ะตัดต่อผมจะดูภาพก่อนโดยปราศจากเสียง หลังจากนั้น จึงปล่อยเสียงโดยไม่ดูภาพ นี่เป็นการสรุปเล่าเรื่องเทคนิคภาพยนตร์ของโกดาร์ในแง่หนึ่ง ซึ่งเขาพูดถึงวรรณกรรมว่า แซมมวล แบ๊คเก็ตต์(นักเขียนโนเบล) ยังพิมพ์หนังสือ แต่ละครั้งในจำนวนจำกัดตลอดมา และเขาเขียนเขียนหนังสือเล่มเล็กมาก ซึ่งเวนเดอร์ส กล่าวว่า เราสูญเสียการให้คุณค่ากับสิ่งเล็กๆ และโกดาร์พูดว่า กับของใหญ่ๆ ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็คุยว่าหนังตัวเองใช้เวลาถ่าย 6 เดือน แต่ War and Peace ที่ตอลสตอลเขียนน่ะ ใช้เวลา 10 ปี นะ แต่ผมเขียนเรื่องแง่มุมนักเขียนตอลสตอล ก็ฆ่าตัวตายตอนแก่ แต่ไม่เหมือนผมไม่คิดฆ่าตัวตายหรอก ครับ

-ข่าวศาลเจ้ากับมังกรใหญ่ที่สุดในโลกที่สุพรรณ กรณีพลุระเบิด และเราเรียนรู้ข่าว ในแง่ความต่่างกับความเหมือนภาพยนตร์(ไม่มีเวลาขยายความ ) และผมนึกถึงเรื่องจำได้ คือ การรณรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อฟ้าดิน สายของพันธมิตรฯ ก็ใช้ทฤษฎีbutterfly effect และเด็ดดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
-ผมนึกถึงมาเก๋า กับตึกที่มีเขียนว่าcity of dream และผมนึกถึงฮ่่องกง ฉากtrain ในเหนังรื่อง2046 และความต่างจากากในเรื่องweekend ด้านต่างๆ ซึ่งผมเล่าไปแล้วจริงๆ ฉาก ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ เป็นรถยนต์ ในแง่ระบบทุนนิยม ตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ คนงานอุตสาหกรรมรถยนต์ กับการเกิดรถยนต์มาถึงอุบัติเหตุ ย่อมมีผู้กระทำผิดทางกฤหมาย ความวุ่นว่ายของตำรวจ พ่อ แม่ ครอบครัวพี่น้องในบ้าน และผู้เสียหาย หรืออู่ซ่อมรถอยากได้ประโยชน์จากการซ่อมรถพังไปขายต่อ แต่ย้ำประเด็นที่สำคัญหนึ่งเดียว คือ ผู้กระทำผิด น่ะครับ

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ผมอยากเขียนก็มีมาก แต่ไม่มีเวลาเขียน เช่น ไทยนี้รักสงบแต่ไม่ยอมให้ใครข่มขี่(หรือทหารเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย-แห่งชาติ-รสช.) และผมไม่มีเวลาเล่าเรื่องนักเขียน หรือหนังantoine and collette(หนังรัก เมื่อตัวละครต้องเลือกวิ่งเข้าชนเผชิญหน้ากับความรัก),the soft skin(หนังตั้งหน้าตั้งตาสำรวจความรักและความสัมพันธ์ไม่ปกติ รวมทั้งสะท้อนการตัดต่อหนังไม่ให้เนื้อหาฟูมฟายเยิ่นเย้อเกินไป)ของทรุฟโฟต์ คือ หนังที่ผมอยากเล่า เพราะผมไม่เคยดู เคยดูแค่400 Blow แหละครับ

ทั้งนี้ ผมผ่านการเดินทางไปบนกงล้อรถทัวร์ ที่ผ่านเวลามาในท่ามกลางกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ส่วนตัวจากโคราช ฯลฯ และผมนึกถึงครอบครัวพี่น้อง พ่อ แม่ที่เราได้เจอกัน การแวะทำบุญ ฯลฯ น่ะ และผมช่วยเหลือรุ่นพี่พาหมาหาหมอไปโรงพยาบาลสัตว์ หรือเรื่องคุยกับรุ่นพี่เรื่องscreen play และเรื่องกินข้าวกับชาวอิตาลี-ส่งรุ่นน้องฯลฯ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนมากหรอกฮาๆ เอีะ ผมเล่าเรื่องมีความหวัง น่ะ คือ ผมถ่ายทำหนังสั้นเสร็จแล้ว เหลือเข้าสู่Post production นี่เป็นเป้าหมายชัดเจนหนึ่งเดียว ใกล้จบงานหนังสั้นเท่านั้น เอง คร้าบบบบ

ส่งท้ายสำหรับการเดินทางไปตจว.ของผม โดยเพลงวง Seahorses – Love Me And Leave Me (ซึ่งมันอยู่ในอัลบั้มalternative nation เช่นเดียวกับSMASH MOUTH -Walkin’ On The Sun’)
Don’t believe in Jesus
don’t believe in Jah
don’t believe in the wars we fight
just to prove how real we are

I believe in lovers
I believe in friends
I believe in heaven here on earth
’till the, the beginning ends

love me and leave me
love me and leave me
love me and leave me
leave me to love

don’t you ever tell me it came from above
just love me and leave me
leave me to love

I believe in heroes
I believe in stars
I believe that we’ll meet one day
say hello in some astral bar

I believe in brothers
I know you know who you are
here’s to those who bore us
and made us what we are

love me and leave me
love me and leave me
love me and leave me
leave me to love

don’t you ever tell me it came from above
just love me and leave me
leave me to love

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s