Motherland,Fatherland-The American Dream (และangelfish) หรือไทยดรีม

วันที่ 3 ธันวาคม 54
วันที่3 ธันวาในอดีต
ทอรี เมอร์เดน (Tori Murden) เป็นสตรีคนแรกที่สามารถพายเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก โดยใช้เวลา 81 วัน เริ่มต้นที่หมู่เกาะคานารี แถบชายฝั่งแอฟริกาไปจนถึงกลุ่มเกาะกวาเดอลูป ดินแดนฝรั่งเศสในทะเลแคริบเบียน
พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) – การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551 : พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการชุมนุมจากสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ยุบพรรคก่อนหน้านี้ 1 วัน
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันคนพิการสากล
th.wikipedia.org/wiki/3_ธันวาคม
http://www.google.co.th/url?q=http://hilight.kapook.com/view/44143&sa=U&ei=uJDZTo6gPJCsrAeRnYH1DQ&ved=0CB0QFjAC&usg=AFQjCNGTV-389guEHA00gLRPD3pnvSl0TA

ตอนเช้าฝนตกที่เชียงใหม่ และเริ่มต้นวันใหม่ในส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ก็เลยเอามาโชว์ก่อนละกัน คร้าบบบ
เชียงใหม่ มุมใหม่ – ดอยหลวงเชียงดาว

ผมไม่มีอะไรจะเขียนมากมาย หรือเรื่องราวส่วนตัว แต่รายละเอียดอาจจะรวบยอดเป็น “รักพ่อ แม่ น้องครอบครัวของผม”..เพราะพ่อ แม่ของผม ก็ในแง่มุมเหมือนการปลูกต้นไม้ และการปลูกฝังสอนให้ผมรู้จักทำมาค้าขาย ขยัน คือ พ่อแม่สอนให้รวยด้วย ก็ในแง่หนึ่ง เป็นการเขียนต่อยอด

เรื่องพ่อรวยสอนลูก เป็นหนังสือ ที่ผมเล่าไปแล้ว Rich Dad Poor Dad ในแนวหนังสือฮาวทูนั้น
“แม่มีแค่คนเดียว หาใหม่ไม่ได้ แต่เมียหาใหม่ได้หลายคน” เป็นประโยคตลกๆ ที่มันจริงด้วย จากดูละครซิทคอมตลกๆ แต่จากเรื่องราวบังเอิญ การติดต่อ การนัดพบกัน อดีต ความรัก ความทรงจำ โทรศัพท์ สิ่งที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว ในรอบหลายปี ที่เราได้เจอกัน เช่น รุ่นพี่คนหนึ่ง มีลูกมี

เมีย ก็บังเอิญเจอกัน และผู้คน หญิงสาว การนัดหมาย โทรศัพท์ เอาเป็นว่าสั้นๆ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก มันคือ ดอกไม้บานในเวลาแห่งความสุข ท่ามกลางกาลเวลาให้ค้นหาความทรงจำในอดีต,,,,

ดังนั้น ผมกลับมาเอาบันทึกมาเล่าใหม่ ในปี 2009-วันที่ 1/12/2012 ก็ผมเขียนถึงเรื่องเล่า นี้ คือ….
Bird’s-eye view – คนธรรมดา
Posted on December 7, 2009 by akkaphoncyber
Bird’s-eye view – คนธรรมดา
จาก11 พฤษภาคม creative working environment http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry

วันที่ 2 ธันวา บอลไทยกับเวียดนาม เตะบอลเปิดสนามซีเกมส์ และวันที่ 2ธค 52 ก็เป็นวันชาติลาวด้วยครับ
วันที่ 3ธันวา ผมได้คุยกับพี่อี๋ด วาสนา บก.คมบาง และผู้เขียนคอลัมภ์นิสต์ประจำนิตยสารVote ร่วมวงคุยกับพี่ปาน(ชลธี) อัคนี(น้อย) และ….(เซํนเซอร์) คุยกันหลายเรื่องถึงเรื่องนิทเช่ และแดนอรัญ ฯลฯ
บทความของผม : ส่งท้ายซีเกมส์ ณ สปป.ลาว http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_18.html
หลายวันก่อน บ้านอาจารย์เทพ และการพบเจอขโมย ขับรถมอเตอร์ไซด์วิ่งราวกระเป๋าฝรั่ง ที่ปั่นจักรยาน และอ.เทพฯ ได้ยินเสียงฝรั่งร้องก่อนพวกผม และอ.เทพฯวิ่งไปช่วยเหลือฯลฯ
คำบางอย่างที่น่าสนใจเช่น Revolution culture,answer,Head -โรงเรียน-ความกระหายถ้อยคำ(ประโยคนี้ได้มาจากนิยายเรื่องจอมโจรหนังสือ)
Revolutionary Road บทสรุปของมันนั้น จบลงด้วยทางตันในทุกแง่ ความรู้สึกบีบคั้นกดดันนี้ดูจะเหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นนิยายของนักเขียนที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทรงคุณค่าทางวรรณกรรม ของ คนเดียวดายขี้แพ้ชั้นกลางอเมริกันอย่างริชาร์ด เยตส์
ในนิยาย A Long Way Down ของนักเขียนดัง นิค ฮอร์นบี้ ผู้แต่ง High Fidelity มีตัวละครที่คิดจะกระโดดตึกตายโดยถือ Revolutionary Road ไว้ในมือ ด้วยเป้าหมายว่า มันคงทำให้การตายของเขาดูเท่ดี และอีกอย่างมันอาจจะทำให้คนหันมาอ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น นี่เอง

คือ ชะตากรรมของนักเขียน ผู้ถูกมองข้ามอย่างเยตส์ และเพื่อนนักเขียนของเยตส์ คือ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์(เจ้าของผลงาน”รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา / A STREETCAR NAMED DESIRE”นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์-บอยเพิ่มเติม) ก็บอกว่า มันเป็น The Great Gatsby แห่งยุคผม

เป็นหนังสือยอดเยี่ยมของคนร่วมรุ่นของผม และเยสต์เป็นที่ชื่นชมของเพื่อนนักเขียน มากกว่าจะเป็นนักเขียนคนโปรดของนักอ่าน เยสต์กล่าวถึงตัวละคร และผู้คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งสนใจความล้มเหลวมากกว่า”เยสต์กล่าวไว้
แม้ Revolutionary Road จะตีแผ่ความล่มสลายของสถาบันครอบครัวอย่างเจ็บปวด และทำลายภาพลวงตาของ ความฝันแบบอเมริกัน ในยุค 50 ที่ทุกคนต้องมุ่งทำงานหาเงินเพื่อสร้างครอบครัวในฝัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเยตส์ต้องการพูดถึงนั้น คือ ความสิ้นหวังเดียวดายของมนุษย์

“ถ้าเราตื่นขึ้นมาตอนอายุ 30 แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเราไม่ได้กำลังใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่เราใช้ชีวิตอยู่บนความผิดหวังมาโดยตลอด เราจะทำยังไงให้ตัวเองหลุดพ้นจากตรงนั้นไปได้… คนที่มีความสามารถครึ่งๆ กลางๆ และคนที่พยายามอย่างหนักที่จะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็น

เพราะว่าชีวิตนั้นช่างเดียวดาย น่าเบื่อ และชวนให้ผิดหวัง…มองทะลุปรุโปร่งว่าคนเราต้องดิ้นรนอย่างกล้าหาญกับความธรรมดาของตัวเอง ตัวละครของเขามีความดีและพรสวรรค์ ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งมันไม่พอที่จะต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลของโชคชะตาและโอกาสได้”
…..
เยสต์เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางอันแตกแยกด้วยการเลี้ยงดูของแม่ขี้เมาผู้เป็นนักแกะสลักที่ไม่ประสบความสำเร็จ และตัวเขาเองก็มีชีวิต ครอบครัวที่ล้มเหลว เขาทำงานเป็นคนเขียนคำโฆษณาให้บริษัทคอมพิวเตอร์ก่อน Revolutionary Road ตีพิมพ์ และหลังจากนั้นก็เขียนสุนทรพจน์

เขียนบทหนัง และสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเพื่อให้มีเงินใช้เขียนหนังสือเล่มถัดๆ มา เยตส์ประสบปัญหาทางจิตหลายครั้ง และใช้ชีวิตบั้นปลายเขียนหนังสืออย่างจริงจังด้วยกิจวัตรซ้ำๆ เดิม คือ ไปกินข้าวในร้านราคาถูกเจ้าประจำ นอนพักยามบ่าย และนั่งเขียนงานในห้องพักรูหนู ที่มี

แมลงสาปวิ่งพล่าน โดยไม่มีอะไรติดห้องครัวเลย นอกจากเหล้ากับกาแฟ เขาสูบบุหรีวันละ 4 ซอง แม้จะต้องหอบหิ้วถึงออกซิเจนไปไหนมาไหนด้วย เพราะโรคถุงลมโป่งพอง ที่ต่อมาได้คร่าชีวิตเขาก็ตาม
….Revolutionary Road ว่าด้วยชีวิตคู่อันล่มสลายของภรรยาผู้เอาดีในการเล่นละครเวทีไม่ได้ และสามีผู้เกลียดชังงานที่ตัวเองทำ พวกเขาต้องการหลุดพ้นจากชีวิตอันแสนสิ้นหวัง และคิดว่าปารีสอาจเป็นที่ทำให้ ความพิเศษ ในตัวของพวกเขาโชนแสงขึ้นมาได้ หลายสิ่งในนิยายมา

จากเศษเสี้ยงชีวิตของเยสต์เอง เขาเคยเป็นทหารในสงคราม และใช้ชีวิตในปารีสเพื่อเขียนหนังสือ…
…เอลเล็น บาร์คิน เป็นโปรดิวเซอร์(กำลังทำหนังจากหนังสือของเยสต์เรื่อง The Easter Parade) พูดอย่างเจ็บแสบว่า คนอังกฤษอาจจะเข้าใจงานเขียนของเยตส์ ได้ดีกว่า “เพราะเราไม่เชื่อในสิ่งงี่เง่าอย่าง อเมริกันดรีม แต่บางทีตอนนี้เยตส์อาจจะได้รับการตอบรับจากคนอเมริกันแล้วก็ได้

นะคะ หลังจากที่เวลา 8 ปีแห่งภาพลวงตาในยุค จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถูกทำลายลงแล้ว ซึ่งผู้กำกับหนัง Revolutionary Road กับเคท วินสเล็ต เป็นคนอังกฤษทั้งคู่ ก็ได้ทำให้หนังขึ้นมา สะท้อนตัวละครแบบเยตส์ ซึ่งเยสต์ เคยกล่าวว่า เวลาที่นักเขียนเก่งๆ กล้าเผชิญกับความโหดร้ายของ

โลก ซึ่งๆหน้า แต่ยังคงเขียนเรื่อง ซึ่งจบลงด้วยการเฉลิมฉลองชีวิตออกมาได้อย่างซื้อสัตย์ ก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่งน่ะครับ ซึ่งเยสต์กล่าวถึง เหตุผลที่ทำให้เขาเขียนหนังสือ โดยจบแบบโศกนาฏกรรม…อาจจะฟังเหมือนแก้ตัว แต่ผมว่ายุคสมัยของเรา มันสับสนวุ่นวายเกินกว่าที่นิยายดีงามตาม

แบบฉบับดั้งเดิมจะเกิดขี้นได้แล้วกระมังครับ…
หนังที่เกี่ยวข้องกับเยตส์
Hannah and Her Sisters,Lonesome Jim,Seinfeld,Mad Menที่มาของข้อมูล Revolutionary Road ถนนคนลืม ของริชาร์ด เยตส์ โดยอินดี้ แพนด้า(Bioscope ฉ.88 1 มีนาคม 2552 : 84-86)Revolution culture ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน

เด็กๆและครอบครัว
———
Revolution culture ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เด็กๆและครอบครัวจากชีวิตวัยหนุ่มเป็นทหาร ในชีวิตทหาร ความกล้าหาญ และความเสี่ยง ในสมรภูมิรบ ซึ่งทำให้คนต้องกล้าเสี่ยง ต่างจากสมรภูมิในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิต
เรื่องราวของภาพยนตร์ยังสะท้อนเรื่องเพื่อนบ้านหลายคนเพื่อนหลายคน ขาดความเข้าใจคนอื่น เหมือนอ่านหนังสือไม่เข้าใจคนเขียน
———
Revolutionary Road (2009)
ข้อมูลงานสร้าง “Revolutionary Road”
“คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือเรื่องนี้โดยเข้าใจว่ามันคือนิยายที่เหมือนต่อต้าน ชีวิตในย่านชานเมือง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกผิดหวังมาก…ผมว่ามันเป็นเหมือนข้อกล่าวหา…ถึงความหิว กระหายในการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ไม่ใช่แค่ในย่านนอกเมือง เป็นความพยายาม
ยึดมั่นถือมั่นอย่างสิ้นหวังเพราะอยากมีความปลอดภัยและความ มั่นใจ…ผมอยากบอกว่าเส้นทางการเปลี่ยนแปลงของปี 1776 ได้มาถึงจุดที่เป็นเหมือนทางตันในทศวรรษ 50”
ริชาร์ด เย็ทส์, บทสัมภาษณ์ใน Ploughshares ปี 1992
ในปี 1961 นิยายของริชาร์ด เย็ทส์ เรื่อง Revolutionary Road ได้เขย่าวงการวรรณกรรม ตัวละครหลักของเรื่อง อันได้แก่ คู่สามีภรรยาหนุ่มสาว แฟรงก์และเอพริล วีลเลอร์ ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ได้กลายมาเป็นคนจริงๆ ในสายตาคนอ่าน นับแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาได้จุดประกาย
ให้เกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตแต่งงาน บทบาทของชายและหญิงในสังคมยุคใหม่ และความเป็นไปได้ของการประนีประนอมความเป็นจริงในเรื่องต่างๆ ในครอบครัว งาน และความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการถวิลหาความวัยเยาว์ เมื่อแฟรงก์และเอพริลวางแผนการที่จะ
สร้างชีวิตชีวาให้กับชีวิตแต่งงานของเขา กับเธอด้วยการย้ายไปสู่อิสรภาพอันน่ารื่นเริงของนครปารีส มันได้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความฝันของเอพริล และความหวาดกลัวของแฟรงก์ที่กลัวว่าจะไม่อาจทำให้ความฝันเป็นจริงได้
หนังสือนิยายเรื่องนี้ค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในหนังสือที่ส่งอิทธิพลมากที่สุดแห่งศตวรรษ ริชาร์ด ฟอร์ด นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ได้กล่าวเอาไว้ว่าหนังสือเรื่องนี้ได้กลายเป็นเหมือนกับ “การจับมือตกลงกันอย่างลับๆ” ในหมู่นักเขียน หมายถึงความรู้ที่พวกเขาร่วมแบ่งปันกันในเรื่อง
ที่ว่านี่คือหนึ่งในนิยาย อเมริกันที่หาได้ยาก เป็นนิยายที่ช่วยเปิดหูเปิดตาในแบบที่นักเขียนทุกคนฝันว่าจะได้จรดปลายปากกา เขียนออกมา ดูเหมือนนิยายเรื่องนี้จะจับเอาช่วงเวลาสำคัญในอเมริกา เมื่อคนในชนชั้นกลางเริ่มต้นชีวิตใหม่ท่ามกลางการตื่นตัวจากสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ทำให้ความ
เป็นอยู่ของทุกครอบครัวมุ่งเน้นไปที่ความมั่งคั่งและมั่นคง แต่มาพร้อมกับความอิ่มเอมใจและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม แต่ถึงนิยายเรื่องนี้จะปลุกกระแสสังคมยุคนั้น แต่ตัวนิยายกลับยิงประเด็นที่จับใจและเป็นสากลที่สุดประเด็นหนึ่ง ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างอารมณ์อันรื่นเริง
ของความคิดตามอุดมคติของหนุ่มสาว กับการประนีประนอมในความสัมพันธ์ของมนุษย์ปุถุชน แม้จะไม่ถึงกับได้รับความนิยมไปทั่ว แต่นิยายเรื่องนี้ได้สร้างกระแสคลื่นใต้น้ำที่ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อนัก เขียนอเมริกันที่โด่งดังที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
มันคือการเดินทางอันยาวนานมาก กว่าที่ผลงานชิ้นเยี่ยมของเย็ทส์เรื่องนี้จะก้าวจากหน้ากระดาษไปสู่จอภาพยนตร์ได้
“มีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน, เอาจริงเอาจัง และรุ่งโรจน์”:
นิยายและการดัดแปลงบท
Revolutionary Road คือผลงานนิยายเรื่องแรกของริชาร์ด เย็ทส์ หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์เมื่อตอนเขาอายุ 36 ปี ทำให้เขาก้าวสู่จุดสนใจของแวดวงวรรณกรรมอย่างฉับพลัน หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน และนับแต่นั้นเป็นต้นมา นักเขียนคนอื่นๆ ต่างพากันประเมินถึงพลังของนิยาย
เรื่องนี้ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์ เรียกหนังสือนิยายเรื่องนี้ว่า “มันมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน, เอาจริงเอาจัง และรุ่งโรจน์ ถ้ายังจะต้องมีอะไรมากไปกว่านี้เพื่อจะทำให้มันกลายเป็นนิยายอเมริกันสมัยใหม่ชิ้นโบว์แดง ผมแน่ใจว่าผมคงไม่รู้ว่าต้องมีอะไรอีก” เคิร์ก วอนเนกัท ได้ยกย่องนิยายเรื่องนี้ว่าเป็น
“The Great Gatsby ในยุคของผม” วิลเลี่ยม สไตรอน กล่าวว่านิยายเรื่องนี้คือ “นิยายที่มีความงดงาม ประชดประชัน เชี่ยวชาญ ที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานคลาสสิก”
มีคนมากมายที่เปรียบเทียบเย็ทส์กับฟิตซ์เจอรัลด์ในความรู้สึกที่ว่าเขาได้ กลายเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์แห่งยุคของเขา เป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นความถวิลหา เป็นความทะเยอทะยาน และเป็นความวุ่นวายในชีวิตสมรสของ “ยุคแห่งความวิตกกังวล” เหมือนที่ฟิตซ์เจอรัลด์ได้ทำไว้กับ “
ยุคแจ๊ซ” เมื่อกาลเวลาผ่านไป ดูเหมือนนิยายเรื่องนี้จะยิ่งเข้ากันได้มากขึ้นกับจุดเริ่มต้นของยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงบทบาท และอำนาจของผู้หญิงในครัวเรือนอเมริกัน และแรงผลักดันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม จนถึงทุกวันนี้ Revolutionary Road ยังคงเป็น
ผลงานที่เป็นสากลและกระตุ้นความคิด
—-
ประวัติริชาร์ด เย็ทส์
ริชาร์ด เย็ทส์ นักเขียนนิยายและเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้ได้รับคำชม ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับนักเขียนอย่างเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์, จอห์น คลีฟเวอร์ และเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ผลงานของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของชีวิตอเมริกันชน
เย็ทส์เกิดในปี 1926 ในยอนเกอร์ส, นิวยอร์ก พ่อแม่ของพวกเขาหย่ากันตอนเขาอายุได้ 3 ขวบ เขาอาศัยอยู่กับแม่ ด้วยการย้ายอพาร์ตเม้นต์ไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตวัยเด็กของเขา และเช่นเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาเข้าร่วมกองทัพในปี 1944 และเดินทางไปยังฝรั่งเศส

ที่ซึ่งเขาได้เห็นการต่อสู้และเกิดติดเชื้อเยื่อหุ้มปอดอักเสบและปอดบวม ซึ่งทำให้เขามีปัญหาเรื่องปอดไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ เมื่อเขาเดินทางกลับไปนิวยอร์ก เขาทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง และทำงานฟรีแลนซ์เป็นก๊อปปี้ไรเตอร์ให้กับบริษัท เรมิงตัน แรนด์ คอร์ปอเรชั่น หลังจากต้องเข้า

รับการรักษาตัวอยู่นานหนึ่งปี เย็ทส์กับ ชีล่า ภรรยาคนแรกของเขา เดินทางไปปารีสและทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่ซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่โดยใช้เงินบำนาญจากกองทัพที่จ่ายเป็นค่าชดเชยความพิการของเขา ที่นั่น เขาเริ่มเขียนและขายผลงานเรื่องสั้น ที่ต่อมาได้ถูกนำมารวมเป็นหนังสือเรื่อง

Eleven Kinds of Loneliness
จนกระทั่งปี 1961 ด้วยอายุ 35 ปี เย็ทส์ถึงได้ตีพิมพ์ผลงานนิยายเรื่องแรกของเขา Revolutionary Road ซึ่งได้รับคำชมอย่างท่วมท้น และในปีนั้น หนังสือเรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล National Book Award ร่วมกับหนังสือคลาสสิกอย่าง ผลงานของโจเซฟ เฮลเลอร์

เรื่อง Catch-22 แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับหนังสือของวอลเกอร์ เพอร์ซี่ เรื่อง The Moviegoer ยอดขายอันน่าผิดหวังของหนังสือเรื่องนี้บีบให้เย็ทส์ต้องทำงานอื่น เขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนคำแถลงการณ์ให้กับโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ตามคำแนะนำของวิลเลี่ยม สไตรอน โดยในขณะนั้น โร

เบิร์ตเป็นอธิบดีกรมอัยการในขณะที่พี่ชายของเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากการลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เย็ทส์กลายเป็นอาจารย์ด้านการเขียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, นิวสคูล ฟอร์ โซเชียล รีเซิร์ช, มหาวิทยาลัยบอสตัน, ยูเอสซี และไรเตอร์สเวิร์กช็อปที่โด่งดัง

ของมหาวิทยาลัยไอโอว่า เขายังรับงานในฮอลลีวู้ด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานดัดแปลงบทภาพยนตร์ อาทิเช่นการดัดแปลงบทภาพยนตร์จากหนังสือของวิลเลี่ยม สไตรอน เรื่อง Lie Down In Darkness และต่อมา เขาพยายามที่จะซื้อลิขสิทธิ์ของ Revolutionary Road กลับคืนมา

เพื่อที่ว่าเขาจะได้ดัดแปลงมันด้วยตัวเอง

เขายังตีพิมพ์หนังสือออกมาอีก 8 เล่ม ซึ่งรวมถึงนิยายที่ผู้อ่านรักใคร่อย่างเรื่อง The Easter Parade และหนังสือเรื่องสั้นอีก 2 เล่มที่ถูกยกย่องให้เป็นแม่แบบของเรื่องคลาสสิก
เย็ทส์เสียชีวิตด้วยวัย 66 ปีด้วยโรคถุงลมโป่งพอง แม้จะได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม แต่ผลงานของเขาไม่เคยได้รับคำชมจากผู้อ่านในวงกว้างอย่างที่เขาฝันไว้ เย็ทส์เองก็ต้องดิ้นต่อสู้กับความขัดแย้งภายในใจของเขาเอง ซึ่งรวมถึงชีวิตแต่งงานที่มีปัญหาสองครั้ง กับพฤติกรรมติดเหล้าที่กลาย

เป็นปัญหาเรื้อรังที่เขาต่อสู้มาตลอดชีวิต เขาเสียชีวิตในสภาพหม่นหมองในฐานะนักเขียนที่ได้รับความชื่นชมจากเพื่อนฝูง
แต่นักเขียนคนอื่นๆ ไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำของเย็ทส์ต้องจืดจางไป แซม ลอว์เรนซ์ และเคิร์ต วอนเนกัทได้จัดงานรำลึกถึงเย็ทส์ในนิวยอร์ก ขณะที่อังเดร ดูบัสได้จัดงานรำลึกขึ้นอีกงานที่เคมบริดจ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา นักเขียนยอดนิยมทั้งหลาย ตั้งแต่ริชาร์ด ฟอร์ด จนถึงไมเคิล ชาบอน

และนิค ฮอร์นบี้ ต่างพูดถึงอิทธิพลที่เย็ทส์มีต่อแวดวงวรรณกรรมอเมริกัน ในปี 2005 นิตยสารไทม์ แม็กกาซีนได้ยกย่องให้ Revolutionary Road เป็นหนึ่งใน 100 หนังสือภาษาอังกฤษยอดเยี่ยมที่สุด โดยนักวิจารณ์ ริชาร์ด ลาคาโย่ ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้า Revolutionary Road ไม่

ทำให้เย็ทส์เป็นนักเขียนผู้เป็นอมตะแล้วคนเราก็ไม่ควรค่าแก่การเป็นอมตะ”

http://74.125.153.132/search?q=cache:hCx9gECUYGkJ:www.openmm.com/movie/movie_profile/2009/023-2.html+Great+Gatsby%2B%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%

B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=27&hl=th&ct=clnk&gl=th

อย่างไรก็ดี ผมพยายามเล่าเรื่องย่อๆ จากปี 2009 เพื่อเน้นเรื่องส่วนตัว กับเรื่องของหนังRevolutionary Road โดยผมหวนคิดถึงเรื่องที่เคยเขียนบันทึกถึงหนังเรื่องRevolutionary Road เพราะ อเมริกันดรีม ซึ่งผู้กำกับหนัง Revolutionary Road กับเคท วินสเล็ต เป็นคน

อังกฤษทั้งคู่ ก็ได้ทำให้หนังขึ้นมา สะท้อนตัวละครแบบเยตส์ ซึ่งเยสต์ เคยกล่าวว่า เวลาที่นักเขียนเก่งๆ กล้าเผชิญกับความโหดร้ายของโลก ซึ่งๆหน้า แต่ยังคงเขียนเรื่อง ซึ่งจบลงด้วยการเฉลิมฉลองชีวิตออกมาได้อย่างซื้อสัตย์ ก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่งน่ะครับ ซึ่งเยสต์กล่าวถึง เหตุผลที่ทำให้เขา

เขียนหนังสือ โดยจบแบบโศกนาฏกรรม…อาจจะฟังเหมือนแก้ตัว แต่ผมว่ายุคสมัยของเรา มันสับสนวุ่นวายเกินกว่าที่นิยายดีงามตามแบบฉบับดั้งเดิมจะเกิดขี้นได้แล้วกระมังครับ…

เนื่องจากมีประเด็นการเป็นชู้ของคู่รัก ในหนัง ก็ผมคิดถึงคำว่าDark sight และหนังสั้นเรื่องOn the other of sightของกลุ่มทำหนังสั้น เป็นความรักของคนตาบอด ที่มองเห็นแฟนตัวเองสวยที่สุด ในสายตาของเขาเอง แม้ว่าแฟนของเขาจะไม่ยอมรับว่าตัวเองสวยก็ตาม แต่ว่าคนทั้งคู่

มองเห็นอย่างตาบอดหน้ามืดมองผู้หญิง หรือผู้ชายของสองคนเป็นเพียงแค่สำเร็จความใคร่บำบัด เพื่อออกจากอาการกรงขังของครอบครัวเท่านั้น

โดยRevolution culture ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เด็กๆและครอบครัวจากชีวิตวัยหนุ่มเป็นทหาร ในชีวิตทหาร ความกล้าหาญ และความเสี่ยง ในสมรภูมิรบ ซึ่งทำให้คนต้องกล้าเสี่ยง ต่างจากสมรภูมิในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิตเรื่องราวของภาพยนตร์ยัง

สะท้อนเรื่องเพื่อนบ้านหลายคนเพื่อนหลายคน ขาดความเข้าใจคนอื่น เหมือนอ่านหนังสือไม่เข้าใจคนเขียน.. สรุป หนังเรื่องRevolutionary Road ในแง่มุมใหม่ส่วนตัวของผม คือ แง่เงินตราของงานประจำ ทำให้พระเอกของเรา ไม่อาจจะก้าวข้ามกับดักในชีวิต ไปสู่ฝัน หรือ ความ

ต้องการที่แท้จริงของตนได้ หรือ เขาติดกับดักส่วนตัว เพราะวิธีคิด ถ้าคิดแบบหนังสือ Secrets of the Millionaire Mindฯ(ถูกแปลเป็นหนังสือไทยว่า ถอดรหัสลับสมองงินล้าน)คนที่กลายเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาได้นั้น เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า ฉันจะต้องสร้างชีวิตด้วยตัวเอง ความ

คิดดังกล่าว คือ แรงกระตุ้นให้พวกเขามองหาโอกาส และมองข้ามอุปสรรค มีหัวการค้า คิดการใหญ่ และมองหาความมั่งคั่งอื่นที่ไม่ใช่งานประจำ…

แต่ว่า ถ้าเรานึกถึงเรื่อง A Theory of Justice ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของหนังสือฮาวทู ในประเภทสูตรสำเร็จขั้นตอน 123 สู่ความสำเร็จส่วนตัว ก็คือ ทฤษฎีของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมของสังคม ในการแบ่งสรรทรัพยากร และเงินตราการออกแบบเพื่อกระบวนการเป็นธรรม

ในสังคม ให้ผลประโยชน์ กับทุกคน เป็นการให้ข้อสรุปเป็นฉันทามติ ว่าเราจะออกแบบดีไซน์ โลกจากบนสวรรค์ให้เราได้รับการเป็นธรรมจากการเกิดของมนุษย์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความจน ก็โลกต้องมีความเป็นธรรมและความเท่าเทียม…

ทั้งนี้ ผมอยากจบเรื่องเล่าหนังRevolutionary Road สั้นๆ แต่เดือนธันวา อาจจะมาเขียนขยายความเพิ่มเติม บางแง่มุมทหาร กับชีวิตประจำวันไม่เสี่ยง โดยผมยกตัวอย่างเกี่ยวเนื่องในแง่การเสี่ยงขณะการเดินทางของผม จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ถ้าการท่องเที่ยว และหนังสือคู่มือ

แนะนำสถานที่ ก็เหมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลสำหรับบางคน ส่วนนักสัญศาสตร์ ที่เขียนเรื่องการเดินทางอย่างเอโก ก็เปรียบเทียบตัวเองในการเดินทางว่าเหมือนเป็นลูซิเฟอร์ในเงามืด และilluminated จากการเดินทางแง่มุมหนึ่ง เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ง่ายต่อการท่องเที่ยว ก็ผมเดินทางไปดูสถานที่

ถ่ายทำหนังสั้น ในเวลากลางวัน และทดลองถ่ายรูป ทำอะไรในด้านต่างๆ ในหลายวันหลายอย่างเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ต่างๆ เมื่อผมกำลังรวบรวมสมาธิ จากการแก้ไขบทหนังสั้น และคิดหลายเรื่องราว ดูงานCMU Book fair และเรื่องย้อนกลับมาอ่านหนังสือแนวฮาวทู ทลายกับดัก

ความคิด ที่ผมเคยถ่ายเอกสารไว้ คือ “อาการ”ของการฟูมฟักความคิดหลายๆ อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วๆไป มีความเชื่อในหมู่นักศึกษาว่าพวกเขาจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงานเท่านั้น อันที่จริง ถ้าพวกเขาจัดการกับเนื้อหาเมื่อได้รับมันมานานพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ใน

จิตไร้สำนึกแล้วละก็ การฟูมฟักความคิดก็จะเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นในตอนท้าย ดูเหมือนกว่าการฟูมฟักความคิดมักจะผลิตคำตอบที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม นักศึกษามักจะอ้างวาเกิดความคิด ซึ่งทำให้ชนะรางวัลในตอนเช้าของวันกำหนดส่งพอดี หลังจากดิ้นรนกับ

มันมาเป็นเวลาหลายวัน คุณควรจะยอมให้จิตใจดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาสักระยะหนึ่ง การฟูมฟักความคิดนั้นมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา การไม่มีเวลาเพียงพอต่อการฟูมฟักความคิด นับเป็นการวางแผนที่ไม่ดีเอาเลย และความสามารถในการผ่อนคลาย(relax) ในขณะกำลังแก้ไขปัญหาก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้ยืดหยุ่นและลื่นไหล

จากเรื่องราวในอดีตของเดือนธันวาปี2009 ในช่วงเวลากำลังเข้าสู่ปี2010 และซีเกมส์ก็ผ่านพ้นไปในปีนี้ ซึ่งผมกำลังเดินไปสู่ช่วงเดือนธันวา ปี2011-2012 ก็หวนคำนึงถึงหลายเรื่องอาทิ เช่น ต้นพญาสัตบรรณ.. สะท้อนความเบ่งบานของชีวิต ในแง่มุมของต้นไม้ที่หอ ออกดอกผลงามตา ..
แถมเพลงฝรั่งThe Verve – BITTER SWEET SYMPHONY ก็คำว่าsymphony ติดใจผม และเนื้อหาเพลงสะท้อนชีวิต เงินตรา การดำรงอยู่ ความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่เรื่องเสก นักร้องชื่อดังของไทยทะเลาะเมียแฉ แต่มิวสิควิดิโอแปลก ฮาดี
The Verve – BITTER SWEET SYMPHONY
‘Cause it’s a bittersweet symphony, this life
Try to make ends meet
You’re a slave to money then you die
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the veins meet yeah,

No change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
But I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no

Well I never pray
But tonight I’m on my knees yeah
I need to hear some sounds that recognize the pain in me, yeah
I let the melody shine, let it cleanse my mind, I feel free now
But the airways are clean and there’s nobody singing to me now

No change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
And I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no
I can’t change
I can’t change

‘Cause it’s a bittersweet symphony, this life
Try to make ends meet
Try to find some money then you die
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
You know the one that takes you to the places
where all the things meet yeah

You know I can’t change, I can’t change
I can’t change, I can’t change
But I’m here in my mold
I am here in my mold
And I’m a million different people
from one day to the next
I can’t change my mold
No, no, no, no, no

I can’t change my mold
no, no, no, no, no,
I can’t change
Can’t change my body,
no, no, no

I’ll take you down the only road I’ve ever been down
I’ll take you down the only road I’ve ever been down
Been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down
Ever been down
Have you ever been down?
Have you’ve ever been down?

วันอาทิตย์ที่4 ธันวา 54
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันสิ่งแวดล้อมไทย
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

นางดอยเงิน2 : HoldinghandsProject

แม้ว่าเมื่อวานตอนเช้า ความเป็นจริง ที่เราจำเป็นต้องย้ายหอ เพราะเมื่อวาน ต่อเนื่องวันนี้ ก็เห็นประกาศให้ย้ายหอ ที่มีเป้าหมายการสร้างหอใหม่ และเมื่อผมหวนระลึกถึงค่ำคืนนอนนับดาว ถึงหนังสั้นนางดอยเงิน ในเรื่องปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัย และผมเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ และประเด็นสตรี

ของ”นาง”ดอยเงินในแง่มุมชาติพันธุ์ หรือการเมืองสตรีเหนือถูกดูถูกเป็นข่าวดังก็ตาม และผมไปร่วมกิจกรรมบ้าง โดยผมอาจจะถูกเพื่อนหาว่าทำตัวเป็นเซเลบ หรือคนดัง ที่เสี่ยง ไม่ได้กล้าหาญหรอก ฮาๆ แต่ผมอยากนึกถึงความเบ่งบานของชีวิต ในแง่มุมของการปลูกต้นไม้ สิ่งแวดล้อม

และต้นไม้ที่หอ ออกดอก ทำให้ผมค้นหาเรื่องพญาสัตบรรณ…คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเกียรติเพราะพญาสัตบรรณหรือฉัตรบรรณคือเครื่องสูงที่ ใช้ในขบวนแห่เป็นเกียรติยศ และ พญา ก็คือ ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่อง เคารพนับถือ ดังนั้น

พญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนาม
นอกจากนี้การเจริญเติบโตของทรงพุ่มมีลักษณะคล้ายกับฉัตร คือเป็นชั้นๆ และยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นพญาสัตบรรณ ไว้ประจำบ้านจะได้รับการยกย่อง และนับถือจากบุคคลทั่วไปเพราะสัต คือสิ่งที่ดีงามมีคุณธรรมดังนั้นจึงเป็นที่เคารพนับถือและยก ย่องของคนทั่วไป
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ทางทิศเหนือผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์เพราะโบราณเชื่อว่า การปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญที่ควรเคารพนับถือและเป็นผู้ที่ประ กอบคุณงามความดี ก็จะเป็นสิริมงคล

ยิ่งนัก
horoscope.thaiza.com/พญาสัตบรรณ-ไม้แห่งความมีเกียรติ/132838/
พญาสัตบรรณ – วิกิพีเดีย
พญาสัตบรรณ (บ้างก็เรียก สัตบรรณ หรือ ตีนเป็ด) ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia scholaris เป็น
ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตร เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาคร …
th.wikipedia.org/wiki/พญาสัตบรรณ – แคช – ใกล้เคียง

พญาสัตบรรณ – ThaiGoodView
11 ก.พ. 2007 … ลักษณะทั่วไป. พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตร
ผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาว ลำต้นตรง …
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/…/sattaban.html – แคช – ใกล้เคียง

โดยผมหวนคิดถึงเรื่องที่เคยเขียนบันทึกถึงหนังเรื่องRevolutionary Road ต่อ คือ
บทกวีในส.ค.ส.
Posted on December 20, 2009
บทกวีในส.ค.ส.(ย่อมาจาก ส่งความสุขปีใหม่http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA.%E0%B8%84.%E0%B8%AA.)
จาก11 พฤษภาคม creative working environment http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry
08 กันยายน
วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2226.entry

ผมฟังเพลง(ต่างๆ และเพลงบทกวี ในปี 2552)เพื่อตระหนักถึงเรื่องราวของThe title is taken from the poem “Ode to a Nightingale” by John Keats.ในTender is The Night ของ F Scott Fitzgerald ผู้แต่งเรื่อง The Great Gatsby
โดยเราอาจจะนึกถึงหนังRevolutionary Road ในแง่เฟมินิสต์ หรือสตรีนิยม ที่ผู้หญิงต้องการเป็นใหญ่ในบ้านบ้าง…
แม้นิยายเรื่องนี้จะได้รับความสนใจอย่างมากมายก็ตาม แต่ตัวเย็ทส์เองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เขาพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาเลย ตัวเขาเองยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่ต่างจากตัวละครของเขา ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับการติดเหล้า ความกดดัน และกับความสัมพันธ์ที่มีปัญหา
ตลอดทั้งชีวิตของเขา เขาเสียชีวิตด้วยวัย 66 ปี อย่างไรก็ดี ผลงานของเขายังคงมีชีวิตสืบสานยาวนานต่อมาในหัวใจของคนอ่าน ต้องขอบคุณเป็นพิเศษต่อความพยายามของแฟนๆ ผู้ซื่อสัตย์ของเขาจากแวดวงวรรณกรรมปัจจุบัน อาทิเช่น ริชาร์ด ฟอร์ด, นิค ฮอร์นบี้ โจน ดิเดี้ยน, เดวิด แฮร์,
เคต แอ็ตกินสัน, สจ๊วร์ต โอนัน และเซบาสเตียน ฟอล์กส์ ผู้เริ่มกล่าวถึงอิทธิพลของ Revolutionary Road อย่างแพร่หลาย
เบล็ก ไบลี่ย์ ผู้ซึ่งในปี 2003 ได้เขียนชีวประวัติของเย็ทส์ขึ้นเป็นเล่มแรก ในหนังสือเรื่อง A Tragic Honesty เชื่อว่า Revolutionary Road เป็นที่นิยมมายาวนานได้ เพราะการเล่าเรื่องนี้ได้ส่องสว่างให้เห็นถึงชีวิตที่มากไปกว่าชีวิตแต่งงาน ของคนอเมริกันคู่หนึ่ง “มันยังพูดถึง
ประเด็นสำคัญต่างๆ ของการเป็นมนุษย์” ไบลี่ย์กล่าวเอาไว้ “เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นตัวเอง การซื่อสัตย์กับตัวเอง การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่
อย่างโกหก’”
ด้วยความรู้สึกมากหลายที่เกิดขึ้นรอบๆ หนังสือนิยาย Revolutionary Road การค้นหาตัวมือเขียนบทที่เต็มใจจะดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้าย เส้นทางที่วกวนได้มาสิ้นสุดลงที่ จัสติน เฮย์ธี่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่มือเขียนบทเท่านั้น (เขาร่วมเขียนบทภาพยนตร์
ทริลเลอร์เรื่อง THE CLEARING กับปีเตอร์ แจน บรักก์) แต่ยังเป็นนักเขียนนิยายที่ได้รับคำชมไม่แพ้กัน จนเขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Man Booker Prize มาแล้วจากผลงานชิ้นแรกอย่างเรื่อง The Honeymoon
เฮย์ธี่รู้ดีว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักเขียน แต่เขาก็รู้สึกว่าการเสี่ยงครั้งนี้ช่างคุ้มค่า เพราะเรื่องราวของเย็ทส์ยังคงสมเหตุผลแม้ในยุคนี้ “ถึงแม้นิยายเรื่องนี้จะวางเรื่องราวเอาไว้ในยุค 50 แต่ตัวละครเหล่านั้นยังคงเป็นที่ยอมรับในช่วงเวลาของพวกเรา” เฮย์ธี่กล่าว “ผมรู้สึกว่า
เรื่องราวนี้มีเนื้อหาที่เข้ากันกับชีวิตเราในตอนนี้ แต่มันวางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดในอเมริกา มันช่างคุ้มค่าต่อการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์” เช่นเดียวกับตัวเย็ทส์เอง เฮย์ธี่มองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลาและสถานที่ในเรื่อง “ผมไม่เคยมองว่ามันเป็น
เรื่องเกี่ยวกับชีวิตในย่านชานเมืองเลย” เฮย์ธี่อธิบาย “ผมว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเปราะบางและความปรารถนาของมนุษย์”
ความลำบากอยู่ตรงการนำเสนอภาพของ แฟรงก์และเอพริล วีลเลอร์ บนจอภาพยนตร์ในแบบที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ทำให้พวกเขาดูเพ้อฝันเกินไป หรือเป็นการเสียดสีพวกเขา แต่ต้องทำให้พวกเขาเปิดเผยซึ่งความหวัง ความหวาดกลัวผ่านถ้อยคำและการกระทำ และผ่านวิถีที่พวกเขาแสดง
ปฏิกริยาต่อต้านการประณามของสังคมต่อเรื่องที่ว่า ชายและหญิงควรจะทำตัวต่อกันและเมื่อไม่มีกันอย่างไร
สำหรับเฮย์ธี่ จุดสำคัญของเรื่องนี้ก็คือความเชื่อของพวกวีลเลอร์ว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษ แตกต่าง และเกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตที่พวกเขาเป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเป็นภาพมายาที่สภาพแวดล้อมแตกสลาย ยิ่งพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาอยู่พ้นจากอิทธิพลของวัฒนธรรมผู้บริโภครอบๆ ตัว พวก
เขาก็ยิ่งรู้สำนึกว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของมันเหมือนเพื่อนๆ และเพื่อนบ้านของพวกเขา “สิ่งที่ทำให้ความรักของแฟรงก์และเอพริลดูน่าตื่นเต้นในตอนแรก ก็คือการนึกทึกทักไปเองว่าพวกเขาไม่เหมือนกับทุกคนรอบๆ ตัว” เฮย์ธี่อธิบาย “แล้วจากนั้น วันหนึ่ง เอพริลเดินเข้ามาหาแฟรงก์ และ
พูดว่า ‘รู้ไหม เรากำลังกลายเป็นเหมือนคนอื่นๆ ไปแล้ว เรามาทำอะไรสักอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่น่าผิดหวังของเราดีกว่า ไปจากที่นี่ ย้ายไปปารีส ต้องรักษาตัวเราไว้ให้ได้’ แต่การหลบหนีอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาไม่มีวันเกิดขึ้น”
อันที่จริง ปารีสยังคงเป็นดินแดนในฝันต่อไป เพราะเอพริลเกิดตั้งท้อง ทำให้แฟรงก์ต้องกลับมาพิจารณาถึงความเป็นไประหว่างพวกเขา “ปารีสกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของความกล้าหาญและความสามารถที่จะเป็นไปได้” เฮย์ธี่กล่าว “โดยหัวใจแล้ว ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยว
กับคำถามที่ว่า ถ้าคุณมีโอกาสที่จะได้ลองเป็นคนที่คุณอยากเป็นเสมอมา มันจะเปิดเผยสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ ออกมาอย่างไร”
ความชื่นชมและความนับถือที่เฮย์ธี่มีต่อสิ่งที่เย็ทส์ทำสำเร็จกับหนังสือเรื่องนี้ เป็นแรงกระตุ้นในการดัดแปลงหนังสือให้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์ เขาพยายามยึดมั่นในโทนและบทสนทนาของหนังสือเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ย่อมต้องมี
ความแตกต่างไปจากตัวนิยาย “ในหนังสือนิยาย คุณสามารถเข้าถึงคำสารภาพในใจของตัวละครได้ทันที ขณะที่ในภาพยนตร์ มันจะมีศิลปะในการแสดงอารมณ์เหล่านั้นออกมา” เฮย์ธี่อธิบาย “ผมหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คนดูรู้จักเย็ทส์มากขึ้น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและจดจำในแบบที่
เขาต้องการและสมควรได้รับเสมอมา”
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอรับบท แฟรงก์ วีลเลอร์
“. . . บางครั้ง กลางดึก เมื่อคอของเขาปวดร้าวไปหมด ตาร้อนผ่าวจากการพูดคุย เมื่อเขาค่อมหลังลง ขยับขากรรไกร และปลดเน็คไทให้หลวม และปล่อยมันห้อยโยงเหมือนเชือก เขามองไปที่หน้าต่างและเห็นจุดเริ่มต้นอันกล้าหาญของคนๆ หนึ่ง”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
แฟรงก์ วีลเลอร์อยู่ท่ามกลางตัวละครที่มีความซับซ้อนที่สุดในงานวรรณกรรมอเมริกัน ด้วยอายุ 29 ปี เขาประสบความสำเร็จมากมายหลายอย่าง เขาสำเร็จการศึกษาจากโคลัมเบีย เป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ และอยู่ระหว่างไต่เต้าในหน้าที่การงานที่น็อกซ์ แม้จะมีชีวิตที่มั่นคง แต่แฟรงก์ได้
ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดหลายอย่างในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์ปุถุชน ในการพิสูจน์ถึงคุณค่าใน ตัวของเขาที่มีต่อเพื่อนๆ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และที่พิเศษที่สุดก็คือต่อเอพริล แต่แฟรงก์เหมือนถูกตามหลอนด้วยความปรารถนาที่จะไม่ตกลงไปในหลุมพรางเดียวกับ ที่พ่อผู้เป็นเซลแมนของ
เขาต้องเจอ นั่นก็คือเขาไม่เคยเป็นอย่างที่เขาเสแสร้งว่าเป็นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เขาอาจไม่ได้พิสูจน์ตัวให้เห็นว่าเขาเป็นหนุ่มอนาคตไกลที่มีความสามารถที่เอ พริลตกหลุมรัก ดังนั้นเมื่อเอพริลเปิดเผยความจริงของเขา เขาจึงซวนเซไป เขารักเอพริลสุดหัวใจที่แสนเปราะบางของเขา แต่เมื่อ
เธอบีบให้เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรอบ และเมื่อเขาถูกดึงกลับไปสู่ชีวิตที่พวกเขารู้จักดีอยู่แล้ว เส้นทางของเขากับเธอจึงถูกบิดทึ้งจนแยกจากกัน
เคต วินสเลตรับบทเอพริล วีลเลอร์
“ภายในห้านาที เขาพบว่าเขาสามารถทำให้เอพริล จอห์นสันหัวเราะได้ เขาไม่เพียงแต่ตรึงความสนใจจากดวงตาสีเทาเบิกกว้างของเธอได้เท่านั้น แต่ยังทำให้รูม่านตาคู่นั้นกรอกขึ้นลง และกรอกไปรอบๆ ดวงตานั้นได้”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เอพริล วีลเลอร์คือหญิงสาวสวย เจ้าอุดมคติ ผู้อยู่ได้ด้วยความฝันในยุคสมัยที่ความฝันของผู้หญิงแทบไม่เคยได้เห็นเดือนเห็นตะวัน เธอเป็นนักแสดงสุดทะเยอทะยานและเป็นหญิงสาวเจ้าอุดมคติผู้อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก เธอไม่ยอมรับในบทบาทหน้าที่ที่ถูกบีบคั้นของตัวเองในฐานะแม่บ้าน
ชาวคอนเน็คติกัต (ถึงแม้เธอจะรักครอบครัวก็ตาม) และเช่นเดียวกับผู้หญิงมากมายในช่วงปลายยุค 1950 เธอปรารถนาที่จะเป็นมากกว่านั้น และความปรารถนานี้เองที่ทำให้เอพริลฝันถึงชีวิตใหม่ในปารีส ที่ซึ่งเธอจะคอยให้การสนับสนุนสามีของเธอ และหวังว่าเขาจะทำความฝันของตัว
เองให้เป็นจริงในแบบที่ไม่เหมือนใคร และใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเป้าหมายและความพอใจที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เธอรู้จักปฏิเสธมัน ด้วยอัดแน่นไปด้วยแรงกระตุ้นที่จะหลุดพ้น แหวกไปจากแบบอย่างของสังคม เพื่อจะเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ในอนาคตของสามี สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นทุกสิ่ง
ทุกอย่างสำหรับเอพริล จนกระทั่งทุกอย่างต้องกลับตาลปัตรเพราะการตั้งท้องอย่างไม่คาดฝัน เอพริลที่เกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองติดกับดักอยู่นั้น ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอได้ทลายทุกอย่างจนเผยให้เห็นถึงความเปราะบาง เมื่อเธอพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางที่จะกู้ความสุขของเธอกับ
สามีกลับคืนมา รวมไปถึงความเชื่อในอนาคตของเธอกับเขาด้วย
เคธี่ เบ็ตส์รับบทมิสซิสกิ๊ฟวิ่งส์
“จากวินาทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถไฟ เมื่อในเวลาต่อมา เธอบอกกับสามี เธอจำพวกเขาได้ในฐานะคู่สามีภรรยาที่สร้างปัญหาน้อยนิด แม้กระทั่งในระดับราคาต่ำ”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
ใน REVOLUTIONARY ROAD แฟรงก์กับเอพริล วีลเลอร์รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ต่างแอบซ่อนความต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในใจ เพื่อนบ้านคนสำคัญของพวกเขาก็คือมิสซิสกิฟวิ่งส์ สาวใหญ่ที่มัวยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน และเป็นนายหน้าค้าบ้าน ผู้ขายฝันแบบอเมริกันชน แต่กลับ
ซุกซ่อนวิกฤตของครอบครัวของตัวเองเอาไว้
ขณะที่มิสซิสกิฟวิ่งส์ปรารถนาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่สภาพอาการปวดทางจิตของจอห์น ลูกชายของเธอ กลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขว้าง ซึ่งนำไปสู่ฉากดินเนอร์สุดหายนะกับครอบครัววีลเลอร์ “ฉันว่ามิสซิสกิฟวิ่งส์ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงที่ห่างไกลจากความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกชาย” เบ็ตส์
ตั้งข้อสังเกต “เธออยากคิดถึงเขาว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เก่งกาจที่น่าประทับใจ เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำให้พวกวีลเลอร์ตกใจ เธอมีความตั้งใจที่ดี แต่เธอถูกชักนำไปในทางที่ผิด”
ไมเคิล แชนน่อนรับบทจอห์น กิฟวิ่งส์
“ขณะยืนอยู่หลังพ่อแม่ของเขา เขายืนอยู่ด้วยเท้าที่แยกห่างจากกันบนพื้นลูกรังเปียกๆ เท้าหันเข้าด้านใน เขากำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่…ราวกับว่าควันจากบุหรี่มวนนี้คือทุกอย่างที่ เขาเคยมีหรือคาดหวังความอิ่มเอมใจทางอารมณ์”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เขาก็คือจอห์น กิฟวิ่งส์ นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการป่วยทางจิต ผู้ทำให้เกิดฉากที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดหลายต่อหลายฉากในภาพยนตร์เรื่อง REVOLUTIONARY ROAD เมื่อเขาเจาะลึกสู่ความจริงเบื้องหลังโฉมหน้าภายนอกของครอบครัววีลเลอร์ โดยเขารู้สึกได้ถึงความตึง
เครียดในชีวิตสมรสของพวกเขา และตั้งคำถามต่อการทำตามแบบแผนของสังคมและการหลบหนีของพวกเขา และยังตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่าโดยส่วนตัวของ “การเล่นเป็นครอบครัว” สำหรับพวกเขาแต่ละคน
เมนเดสกล่าวว่า “ก็เหมือนที่พบกันบ่อยๆ ในงานวรรณกรรม คนบ้าในเรื่องนี้ดูจะเป็นคนที่พูดความจริงออกมา จอห์น กิฟวิ่งส์เป็นผู้เผยความแตกแยกระหว่างแฟรงก์และเอพริล”
แชนน่อนบอกว่าจอห์นนำธีมหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดมาสู่เรื่องนี้ “คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว ดังนั้นมันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า” แชนน่อนกล่าว “เพื่อจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ คุณต้อง
ทำตัวชาด้าน หรือไม่แสดงความใส่ใจ หรือยินดีที่จะทิ้งความรู้สึกของการค้นพบชีวิตทิ้งไปหรือเปล่า หรือคุณต้องทำสิ่งตรงกันข้าม”
แต่เพื่อสะท้อนความเข้าใจที่ตัวละครตัวนี้มีต่อแฟรงก์และเอพริล แชนน่อนต้องระวังที่จะไม่พูดออกมามากจนเกินไปว่าจริงๆ แล้วจอห์นมีปัญหามากแค่ไหน เพราะเขาคือชายที่ไม่สามารถไปไหนได้ในชีวิตของเขา เนื่องจากความคิดเพ้อฝัน “ไม่สำคัญว่าคนอื่นจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดมากแค่ไหน
แต่จอห์นคือคนที่ถูกทำให้เสียหายไปแล้วจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ต้องเราต้องเข้าใจ” แชนน่อนบอก
แชนน่อนได้สารภาพกับเคต วินสเลตถึงความหวังที่เขามีต่อบทนี้ เขาเล่าว่า “ผมบอกเธอตั้งแต่วันแรกว่าผมรู้สึกเป็นกังวลมากเพราะหนังสือเรื่องนี้และตัว ละครตัวนี้มีความหมายกับผมมาก ทั้งเธอกับลีโอเป็นนักแสดงที่เก่งมาก จนน่าเกรงขาม แต่ก็น่าตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับพวกเขา”
ในทางกลับกัน ดิคาปริโอได้รับแรงบันดาลใจจากแชนน่อน “เขานำพลังมากมายมาสู่บทนี้ และกลายมาเป็นพลังที่ช่วยจุดประกายระหว่างแฟรงก์กับเอพริลในแบบที่น่าทึ่ง” ดิคาปริโอบอก “ทุกที่ที่แฟรงก์กับเอพริลไป ไม่มีใครพูดความจริงเลย ทุกคนต่างยิ้มหวานบนใบหน้า ทุกอย่างดูดีไปหมด
และจอห์น กิฟวิ่งส์ก็เดินเข้ามาและพูดความจริง”

-Revolutionary Road Official Trailer 2008

เดวิด ฮาร์เบอร์ และแคธรีน ฮาห์น รับบทครอบครัวแคมป์เบลล์
“ในห้องนั่งเล่น ขณะนั่งจิบเครื่องดื่มและทำหน้าตาบูดบึ้งใส่แก้วเครื่องดื่มที่เย็นจัด พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันในวินาทีแห่งความชื่นชมในกันและกัน จากนั้น พวกเขาดำดิ่งสู่ท่าทางแห่งความล้มเหลวอย่างควบคุม”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เชพและมิลลี่ แคมป์เบลล์ เพื่อนบ้านซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัววีลเลอร์ ได้เปิดเผยอีกด้านหนึ่งของชีวิตแต่งงาน เป็นด้านทางสังคม ซึ่งคู่สมรสได้สานสัมพันธ์กับคู่สมรสอื่น ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าครอบครัวแคมป์เบลล์ ชื่นชม หรืออาจอิจฉา ครอบครัววีลเลอร์ที่
ดูดีและสวยงามไปหมด แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเหมือนถือกระจกสะท้อนเงาครอบครัววีลเลอร์ เป็นการสะท้อนกลับภาพทุกอย่างที่พวกวีลเลอร์ไม่อยากเป็น ถึงแม้ทั้งสองครอบครัวจะมีหลายอย่างคล้ายๆ กันอยู่ แต่แฟรงก์และเอพริลเชื่อว่าครอบครัวแคมป์เบลล์ แม้จะนิสัยดีแค่ไหน แต่พวกเขา
ก็ติดอยู่ในชีวิตสมรสที่น่าเบื่อ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกับชีวิตสมรสของพวกเขา แต่โชคชะตาของพวกเขาจะยิ่งเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะเมื่อเชพสูญเสียความปรารถนาในตัวเอพริลที่ซ่อนอยู่ในใจเขาลึกๆ
แซม เมนเดสกล่าวว่า “สำหรับผม เชพและมิลลี่คือบทที่น่าสนใจที่สุดบทหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเมื่อพวกวีลเลอร์เดินเข้ามา พวกเขารู้สึกว่ามิตรภาพของสองครอบครัวทำให้ชีวิตของพวกเขามีความหมาย ทำให้มันมีเสน่ห์และน่าตื่นเต้น มันคือสถานการณ์ที่ล่อแหลม จากนั้น
แฟรงก์กับเอพริลก็ปล่อยระเบิดตูมลงมาว่าพวกเขากำลังจะจากไป พวกเขาจะไปปารีส และทิ้งชีวิตที่ทุกคนเคยมีร่วมกันเอาไว้เบื้องหลัง มันทำลายพวกแคมป์เบลล์ ผมชอบที่เย็ทส์นำรายละเอียดเล็กๆ นี้ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนแผ่นดินไหว เป็นการสำรวจวิธีที่ชีวิตแต่ง
งานถูกสะท้อนผ่านมิตรภาพที่มีกับเพื่อนบ้าน เพื่อน และชุมชน”
เมื่อมองภายนอก เชพ แคมป์เบลล์อาจดูเหมือนสามีที่อยู่ตามชนบททั่วไป แต่ลึกๆ ลงไป ในที่ที่เขาต้องกดความต้องการของตัวเองเอาไว้ เขาปรารถนาในตัวเอพริล วีลเลอร์ และคุณสมบัติของสตรีทั้งหลายที่เธอมี พร้อมด้วยความปรารถนาที่ครอบงำจิตใจ เดวิด ฮาร์เบอร์บอกว่า “ผมคิดว่าเมื่อ
เชพได้พบกับเอพริลและแฟรงก์ เขารู้สึกราวกับว่าเขาได้มาถึงจุดหมายปลายทาง และเขามองเอพริลว่าเป็นเสมือนผู้หญิงในอุดมคติที่เขาฝันว่าจะได้อยู่ด้วยเสมอมา เธอเป็นคนพิเศษที่หล่นลงมาสู่โลกบ้านๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าที่เธอเคลื่อนไหว วิธีการพูดของเธอ การแต่งตัวของเธอ
คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้สึกว่าเขาไม่เจอในตัวมิลลลี่”
ฮาร์เบอร์บอกว่าการแสดงของเขาได้รับความช่วยเหลือจากความร่วมมือระหว่างเขากับวินสเลต “ความแข็งแกร่งและความเฉลียวฉลาดของเคตปรากฎอยู่ในตัวเอพริล คุณจะเห็นได้เลยว่าทำไมเธอถึงได้เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชายอย่างเชพ ผู้รู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในชีวิตของเขา” ฮาร์เบอร์ให้
ความเห็นไว้
ในทางที่ คล้ายๆ กัน แคธรีน ฮาห์นมีอารมณ์ร่วมไปกับมิลลี่ แคมป์เบลล์ ถึงแม้จะมีความจริงที่ว่าเธอเป็นคนที่ดูเชื่อมั่นน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้ง สี่ และเป็นเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะยอมรับในบทบาทตามธรรมเนียมสังคมอย่างไม่ เคยตั้งคำถามสงสัย “ฉันชอบมิลลี่นะ เพราะว่าเธอพยายาม
ที่จะเป็นภรรยาที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะเป็นไปได้ในชีวิต สมรสของเธอกับชายที่เธอรู้สึกว่าเธอไม่เคยทำอะไรได้ดีพอสำหรับเขาเลย” ฮาห์นอธิบาย “เธอรู้ดีว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงเจนโลก มีระดับ มากประสบการณ์ หรือมีคุณสมบัติอย่างที่เอพริล วีลเลอร์มี แต่เธอมองเรื่องนี้ในด้านบวก และรู้สึกโชคดี
ที่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับพวกวีลเลอร์”
ฮาห์นมองมิลลี่ว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นมากกว่าแม่บ้านในยุค 50 เป็นตัวแทนของคนที่ยังคงมีความรู้สึกที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกวันนี้ “ยังมีความหวาดกลัวที่จะต้องทำตัวแตกต่าง” ฮาห์นตั้งข้อสังเกต “ความหวาดกลัวที่จะต้องดูโดดเด่นแตกต่างอยู่ในสังคม ความรู้สึกเช่นนั้นมี
บทบาทสำคัญอยู่ในโลกของมิลลี่” แต่ฮาห์นยังบอกด้วยว่าการที่เธอแสดงท่าทางนิ่งๆ เงียบๆ ของมิลลี่ จะดูมีประสิทธิภาพดีก็ต่อเมื่อดูขัดแย้งกับการที่วินสเลตแสดงให้เอพริลเป็น ผู้หญิงที่ไม่มีความหวาดกลัวในตัว
โซอี้ คาซานรับบทมอรีน
“เมื่อเธอเหลือบตามองขึ้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างน่าพอใจ เต็มไปด้วยการมีส่วนร่วมรู้เห็น จนเกือบเหมือนว่า…เขาเกือบลืมไปเลยว่าเขาเสแสร้งว่าเขามาเพื่อเอาอะไร”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เมื่อแฟรงก์ วีลเลอร์พบว่าเขารู้สึกหงุดหงิดอึดอัดเมื่ออยู่บ้าน เขาจะระบายอารมณ์ด้วยการแอบคบชู้มีสัมพันธ์กับเลขาฯ ของเขาในยามบ่าย มอรีน เลขาฯ ของเขาคือหญิงสาวชาวนิวยอร์กแสนซื่อ ผู้หลงใหลไปกับอำนาจและความเป็นชายของเขา สำหรับคนที่มารับบทเป็นมอรีน เมนเดสเลือก
โซอี้ คาซาน หญิงสาววัย 23 ปีซึ่งอยู่ในวัยเดียวกับตัวละครสาวแสนซื่อที่เธอแสดงอยู่พอดี โซอี้ ซึ่งเป็นหลานสาวของผู้กำกับ เอเลีย คาซาน เคยผ่านงานแสดงละครเวทีระดับคว้ารางวัลมาแล้ว และเธอกำลังสร้างชื่อในภาพยนตร์จอเงิน
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ คาซานรู้สึกประทับใจกับนิยายของเย็ทส์
เธอบอกว่า “สำหรับฉันแล้ว มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตที่ชายและหญิงยุคใหม่ต้องเผชิญในเรื่องที่ ว่าพฤติกรรมของพวกเขาควรเป็นเช่นไร อะไรคือมาตรฐาน อะไรคือกฎเกณฑ์ สำหรับมอรีน เธออยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพังในเมือง เธอพยายามคิดหากฎเกณฑ์เพื่อตัวเธอเอง มีทั้งความ
อ่อนหวานและความใสซื่อในตัวเธอ แต่เธอยังต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เธอแสดงทุกอย่างออกมาจากหัวใจ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธออ่อนไหว”
เมื่อแฟรงก์แสดงความสนใจในตัวมอรีน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ มันทำให้โลกของมอรีนสดใสสว่างขึ้น คาซานบอกว่า “สำหรับมอรีน มันคือสิ่งที่ทั้งน่าตื่นเต้นที่สุด โรแมนติคที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ แต่สำหรับแฟรงก์ ฉันว่าเธอคงดูเหมือนเป็นของง่ายๆ ที่นุ่มนวลที่สุดในโลก เหมือน
เธอไม่เคยตัดสินเขา หรือคิดว่าเขาเป็นอะไรที่มากกว่าผู้ชายสุดดีเลิศอย่างที่เขาอยากจะเป็น”
การสร้างตัวละครผ่านรายละเอียด:
การออกแบบถนนรีโวลูชั่นนารี่
“มันคือปี 1955 และที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอนเน็คติกัตตะวันตก ที่ซึ่งหมู่บ้านที่ถูกขยายตัวออกไปทั้งสามแห่งถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย ถนนไฮเวย์สายกว้างและอึกทึกครึกโครม”
– ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เมื่อถึงเวลาต้องสร้างภาพให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แซม เมนเดสต้องการสร้างภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของอเมริกาในปี 1955 ที่ทุกคนทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม ขณะที่เน้นกล้องไปที่ความขัดแย้งในชีวิตแต่งงานของเหล่าตัวละคร ไอเดียก็คือการเผยโลกที่รู้สึกแตกต่าง เป็นขอบเขต
ของบ้านที่ตกแต่งอย่างดี แต่คับแคบ เป็นอาคารสำนักงานกลางเมืองที่สูงริบ แต่ไร้ซึ่งวิญญาณ และค่ำคืนที่อยู่กับเพื่อนบ้าน นั่งจิบมาร์ตินี่ แต่ไร้ซึ่งความสบายใจ แต่เป็นก้าวหนึ่งที่ห่างไกลจากโลกของเรา
http://74.125.153.132/search?q=cache:hCx9gECUYGkJ:www.openmm.com/movie/movie_profile/2009/023-2.html+Great+Gatsby%2B%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%
B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=27&hl=th&ct=clnk&gl=th

ว่าด้วยความรู้สึกมากหลายที่เกิดขึ้นรอบๆ หนังสือนิยาย Revolutionary Road (ผมขอใช้คำย่อว่า R.R) การค้นหาตัวมือเขียนบทที่เต็มใจจะดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้าย เส้นทางที่วกวนได้มาสิ้นสุดลงที่ จัสติน เฮย์ธี่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่มือเขียนบทเท่านั้น แต่ยัง

เป็นนักเขียนนิยายที่ได้รับคำชมไม่แพ้กัน เฮย์ธี่รู้ดีว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักเขียน แต่เขาก็รู้สึกว่าการเสี่ยงครั้งนี้ช่างคุ้มค่า นั่นแหละประเด็นของทหาร เสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร และนักเขียนบท เสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร? ความแตกต่างของทหาร นักเขียน กับคนธรรมดา อะไรคือ

ความคุ้มค่า และกล้าหาญเสี่ยงในชีวิตประจำวันของคนเคยเป็นอดีตทหาร จะหายไป ในหนังR.R แต่ลักษณะชาตินิยมของอเมริกา ก็กลับมาซึมลึกในเรื่องอเมริกันดรีม หรือไทยดรีม ก็เหมือนกัน ถ้าเขารู้สึกไม่คุ้มค่า ที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร? เช่น เสี่ยงชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อชาติ เพื่อหนังสือ

เป็นความกล้าหาญของชีวิตคนๆหนึ่ง และเราอาจจะหลับตา นอนหลับฝัน ในเรื่องความเป็นนักเขียน หน้าที่การงาน หรือแง่มุมเหมือนหนังสั้น ที่ผมเล่าไปแล้ว คือ คนตาบอดมองไม่เห็น แม้ว่าเธอคนนั้น ในความเป็นจริงคนรักเราจะไม่สวยงาม ก็ตาม น่ะครับ

ดังนั้น การเป็นตัวเอง การซื่อสัตย์กับตัวเอง การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่อย่างโกหก’”จากหนังR.Rและถ้าปารีสกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์อันยิ่ง

ใหญ่ของความกล้าหาญและความสามารถที่จะเป็นไปได้ ในช่วงเวลาการเดินทางผมอยากเล่าเรื่องย้อนหลัง กรณีผมเหมือนจะโดนผีหลอก ตอนกลางคืน ที่นอนหลับถูกสะกิดขาตื่น ลืมตาขึ้นเห็นเงาร่างตะครุ่มๆ แต่ง่วงนอนมาก ก็หลับต่อ และผมขยายความอะไรบางอย่างในแง่มุมการเมือง

ศาสนาอิสลาม ที่ผมได้รับรู้มา 80% จากรุ่นพี่ หมู่อิสลามต่างๆ การได้พบกันอีกครั้งในรอบหนึ่งปี ในหลายวันก่อน ที่ผมจะกลับมาพบรุ่นพี่ อีกคนในรอบหลายปี และคนอีกหลายคน จากการเดินทางไปพะเยา-เชียงแสน จากเรื่องราวบังเอิญ การติดต่อ การนัดพบกัน อดีต ความรัก ความทรงจำ

โทรศัพท์ สิ่งที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว ในรอบหลายปี ที่เราได้เจอกัน เช่น รุ่นพี่คนหนึ่ง มีลูกมีเมีย ก็บังเอิญเจอกัน แถวปั้มน้ำมัน ระหว่างทางกลับจากแม่ขะจาน สู่เชียงหใม่ และผู้คน หญิงสาว การนัดหมาย โทรศัพท์ เอาเป็นว่าสั้นๆ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก และผมบังเอิญเจอรุ่นพี่

นักเขียน หลายคน และเพื่อน ที่ไม่ได้เจอกันในช่วงครบรอบหนึ่งปี งานหนังสือ CMU BOOK FAIR และผมมันคือ ดอกไม้บานในเวลาแห่งความสุข ท่ามกลางกาลเวลาให้ค้นหาความทรงจำในอดีต,,,,

จากการไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก และระลึกถึงการต้องย้ายที่อยู่แห่งใหม่ ซึ่งการก็อปปี้มาหลายเว็บของข้อมูลเรื่องR.R.และมันเคยอยู่ในบันทึกของผม ตอนปี52 และผมเพิ่มข้อมูลความคิดเห็นของผมต่อจากเช้าวันที่3 ที่ผ่านมานี้เจอประกาศให้เตรียมย้ายที่อยู่ใหม่!! หรือผมจะเดินทางไป

ปารีส (ฮา) ในส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต โดยผมแถมท้ายด้วยเพลงไทย ที่ผมชอบ ตอนนั้นในปี2552 แต่จะไม่ใส่ยูทูบเดี๋ยวจะเขียนซ้ำมากเกิน ฮาๆ นั่นก็คือ เพลงบทกวี..
เพลง : บทกวี
ศิลปิน : Artfloor
เนื้อเพลง :
ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า ทุกๆเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในยามค่ำคืนที่เธอมองหา ไขว่คว้าความสุขใดขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…
และได้พบกันขอให้บทเพลงที่ฉันร่ำร้อง เป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องไป กับช่วงเวลาที่เธอเสียใจเก็บช้ำไว้เถิดหนา…ขอให้เป็น
ฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…
และได้พบกัน*ให้ฉันเป็นบทกวี ยามนิทรา
ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงามจากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…
ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า ทุกๆเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในยามค่ำคืนที่แสง
เหวงว้าง ไขว่คว้าความสุขใดขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…
และได้พบกันให้ฉันเป็นบทกวี ยามนิทรา ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงามจากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านไป…
ให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม ส่งเธอขึ้นไปบน
ฟ้า ความอ่อนล้า จงจากเธอ…
จากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…
ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย คำเฉลยที่ผ่านมา…
โฮววว(ญ)เพียงบทกวี หากจะเป็นเรื่องราวที่ดีให้เราก้าวไป หากเธอเป็นความสวยงาม สว่างแสนไกล…
จะอย่ๅงไร ฉันนั้นก้อจะรักให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม(ญ.สวยงาม) ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ความอ่อนล้า จงจากเธอ…
(ช/ญ. จากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…
(ญ.แสนนานสักเท่าไหร่ ฉันยังเฝ้าคอย)
สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อความ ผ่านไป…
http://www.songdee.com/?p=4316

วันที่ 5 ธ.ค.54
พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
ประเทศไทย – วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/5_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

แม้ว่าความเป็นจริง ที่เราจำเป็นต้องย้ายหอ เพราะเราเห็นประกาศให้ย้ายหอ ที่มีเป้าหมายการสร้างหอใหม่ ซึ่งผมเก็บเป็นภาพประทับใจไว้ส่วนตัว แต่คุณจะเห็นว่าผมไม่มีเวลาเขียนอะไร มากหรอก ก็เอาของเก่ามาเล่าใหม่ซ้ำไปซ้ำมาบ้าง ฮา
ต้น พญาสัตบรรณ
พญาสัตบรรณ. ชื่อพื้นเมือง: จะบัน ตีนเป็ด ตีนเป็ดขาว บะซา ปูลา ปูแล หัสบรรณ. ลักษณะ
ทั่วไป: ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตรผลัดใบ ทรงพุ่มแผ่เป็นชั้นๆ คล้ายร่มเปลืกสีเทาปนดำ …
saunmitpranee.com/catalog.php?category=36 – แคช – ใกล้เคียง
ไม้ประดับ.คอม > พญาสัตบรรณ,การปลูกพญาสัตบรรณ,การดูแลรักษา …
พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ12-20 เมตรผิวลำต้นมีสะเก็ต
เล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียาง สีขาวลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็ฯชั้น ๆ …
http://www.maipradabonline.com/maimongkol/payasatapun.htm – แคช – ใกล้เคียง
พญาสัตบรรณ
พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดสมุทรสาคร. ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia
scholaris (L.) R. Br. วงศ์ APOCYNACEAE. ชื่อสามัญ White Cheesewood. ชื่ออื่น
ตีนเป็ด …
http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/samudkhon.htm – แคช – ใกล้เคียง
ดอกพญาสัตบรรณ รูปต้นพญาสัตบรรณ
อ่านเรื่องพญาสัตบรรณ พร้อมรูปประกอบและข้อมูลที่ถูกต้อง และดอกไม้ ต้นไม้ อื่นๆมากมาย
เช่น ดอกไม้มงคล ดอกไม้ชื่อแปลก ไม้มงคล ฯลฯ ได้ที่นี่ค่ะ.
http://www.jittraflorist.com/index.php?lay=show&ac=article… – แคช – ใกล้เคียง
Yahoo! รู้รอบ – อยากทราบว่าต้นพญาสัตบรรณคือต้นตีนเป็ดน้ำ และมีกลิ่นเหม็นด้วย ใช่หรือไม่?
ต้นพญาสัตบรรณ มีดอกสีขาวเล็กๆเป็นพวง มีกลิ่นหอม ปลูกตามข้างถนนหาดูได้ที่ถนนเกษตรนวมินทร์ ตลอดเเนวสองข้างทาง หรือ เรียกอีกชื่อว่า ต้นตีนเป็ด ต้นตีนเป็ดน้ำ …
th.answers.yahoo.com/question/index?qid… – แคช – ใกล้เคียง
พญาสัตบรรณ – ผู้หญิง – Sanook!
25 ก.ค. 2006 … ใช้แก้ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ แก้บิด สมานลำไส้ สารสกัดจากเปลือกต้น มีฤทธิ์ลดน้ำตาลใน
เลือด.
women.sanook.com/796811/พญาสัตบรรณ/ – แคช – ใกล้เคียง
ส่วนตัวของผม ก็ต้องทำบทหนังสั้นให้เสร็จ ก็จากเดือนพฤศจิกายน โดยหนังเพลงเหมือนละครเพลงเรื่องNine เป็นแรงบันดาลใจของผม ในการทำหนังสั้นต่อไป ให้จบ…
ชื่ออังกฤษ Nine ชื่อไทย ไนน์ ประเภทหนัง Musical/Romance
ผู้กำกับ Rob Marshall
นักแสดง Daniel Day-Lewis, Marion Cotillard, Pen?lope Cruz, Judi Dench, Fergie, Kate Hudson, Nicole Kidman, Sophia Loren
ไนน์ | เรื่องย่อ
ตัวหนังดัดแปลงจากละครเวทีรางวัลโทนี่ (ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง 8 1/2 ของ เฟเดริโก้ เฟลลินี่ อีกที) หนังว่าด้วยผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 40 ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคน พร้อมกับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงกับเหล่าหญิงสาวไม่ว่าจะเป็น เมีย เมียน้อย ลูกน้อง นักแสดง โปรดิวเซอร์ และแม่…
http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=379

Nine – Official Trailer [HD]

-ตัวอย่างที่น่าค้นหาฉากFergie-Be Italian ที่เป็นทริลเลอร์ ก็สะท้อนภาพวัยเด็กกับผู้หญิง ชายหาด ผืนทรายแห่งแผ่นดินของผู้กำกับหนัง เติบโตมาเป็นคนที่มีปมกับแม่ด้วยซ้ำ และครอบครัว ก็ประกอบกับความเชื่อทางคริสตศาสนา มาเป็นผู้กำกับยิ่งใหญ่ของอิตาลี ที่มีหนังทุนฟอร์มยักษ์ แต่เมื่อผู้กำกับประสบปัญหาไม่มีบทหนัง ก็เขียนงานไม่ออก ขาดหายแรงบันดาลใจในโลกจินตนาการ และผู้กำกับในวัยผู้ใหญ่กลางคน ก็ไม่ทำหนังแบบทางสายกลาง แต่เขาซับซ้อนคิดมากกว่าตอนเป็นวัยเด็ก ที่ง่ายๆ สนุกสนาน และทำหนังไม่ได้ให้จบเรื่องอิตาลี โดยคนแสดงความคิดเห็นต่อตัวอย่างหนัง ก็มีคนชอบเสียงระฆังในหนัง แล้วย้อนนึกถึงชีวิตวัยเด็กของผู้กำกับ ในแง่มุมของชีวิต และผมคิดถึงมุมโดยความกล้าหาญของเด็กกับการซื้อหนังสือ ก็ผมพบเด็กไม่กล้าถามหนังสือ กับคนแก่กว่า ที่ดูดุๆ แล้วเมื่อกล้าหาญถามก็ได้คำตอบกับหนังสือนั้นๆ ซึ่งน่าสนใจพลิกมุมมองเด็กกับผู้ใหญ่ดูจะต่างกัน และผมไม่มีความกล้าหาญพอแนวริชาร์ด เย็ทส์, หรือเขียนผลงานเป็นหนังสือกลายเป็นหนังอย่าง Revolutionary Road กรณีอาการของคนบ้า ในตัวละคร แต่“คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว

ดังนั้น มันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า”และมันอาจจะมีประเด็นด้านผู้หญิงมิลลี่ แคมป์เบลล์ ถึงแม้จะมีความจริงที่ว่าเธอเป็นคนที่ดูเชื่อมั่นน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้ง สี่ และเป็นเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะยอมรับในบทบาทตามธรรมเนียมสังคมอย่างไม่ เคยตั้งคำถามสงสัย “ฉันชอบมิลลี่นะ เพราะว่าเธอพยายามที่จะเป็นภรรยาที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะเป็นไปได้ในชีวิต สมรสของเธอกับชายที่เธอรู้สึกว่าเธอไม่เคยทำอะไรได้ดีพอสำหรับเขาเลย” ฮาห์นอธิบาย “เธอรู้ดีว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงเจนโลก มีระดับ มากประสบการณ์ หรือมีคุณสมบัติอย่างที่เอพริล วีลเลอร์มี แต่เธอมองเรื่องนี้ในด้านบวก และรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับพวกวีลเลอร์ฮาห์นมองมิลลี่ว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นมากกว่าแม่บ้านในยุค 50 เป็นตัวแทนของคนที่ยังคงมีความรู้สึกที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกวันนี้ “ยังมีความหวาดกลัวที่จะต้องทำตัวแตกต่าง” ฮาห์นตั้งข้อสังเกต “ความหวาดกลัวที่จะต้องดูโดดเด่นแตกต่างอยู่ในสังคม ความรู้สึกเช่นนั้นมี บทบาทสำคัญอยู่ในโลกของมิลลี่” อีกมุมมองของครอบครัวในเรื่องชีวิต ซึ่งผมระลึกถึงหนังNine ในแง่ได้ดูเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถึงย้อนอดีตทบทวนไปในตัวเอง

จากตอนเช้าของวันเก่า ก็ผมเหนื่อยมาก กินยาแก้ปวดหัวก่อนนอน ในช่วงเวลาทำบทหนังสั้นนั้น เมื่อผมทบทวนความทรงจำของตัวเอง และทดลองขยายความมุมมองจากความแตกต่างของเด็ก-สตรี ในการเรียนรู้ต่างๆ นานา ที่มีรายละเอียดมาก ก็ผมคิดถึงคำว่าDark sight จากการพูดด้นสดของตัวเอง ในการร่วมอบรมหนังสั้นและหนังสั้นเรื่องOn the other of sightของกลุ่มทำหนังสั้น เป็นความรักของคนตาบอด ที่มองเห็นแฟนตัวเองสวยที่สุด ในสายตาของเขาเอง แม้ว่าแฟนของเขาจะไม่ยอมรับว่าตัวเองสวยก็ตามซึ่งส่วนตัวของผมจะมีเรื่องราวมากมายจากการอบรม ในแง่เป็นผู้กำกับหนังสั้น-ผู้ช่วยผู้กำกับ คอยควบคุมเสียง ฯลฯ และเรื่องราวส่วนตัวมากมาย แต่ผมไม่มีเวลาเขียน จำเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เมื่อผมกลับมาแล้ว หวนระลึกถึงมันเป็นเดือนพฤศจิกายน จากเดือนที่แล้วเป็นเดือนตุลาคม ที่มีวันเกิดของนิทเช่ และอัลวิน ทอฟเฟอร์ ผู้แต่งเรื่องคลื่นลูกที่สาม ผู้บัญญัตศัพท์Globalization…จากเรื่องราวมากมาย ก็ผมมาเล่าขยายต่อบางด้าน คือ ช่วงเวลาการเดินทางผมอยากเล่าเรื่องย้อนหลัง อะไรบางอย่างในแง่มุมการเมือง ศาสนาอิสลาม ที่ผมได้รับรู้มา 80% จากรุ่นพี่ หมู่อิสลามต่างๆ การได้พบกันอีกครั้งในรอบหนึ่งปี ท่ามกลางกาลเวลาให้ค้นหาความทรงจำในอดีต,,,,

ก่อนจะส่งท้ายปีเก่า ก็รำลึกถึงหนังสือ และนักเขียน ที่ผมได้เขียนถึงการทำงานของนักเขียน บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ที่มีกรณีผมยังไม่ได้เขียน คือ กวีชิลเลอร์ เอาแอปเปิลเน่าๆ มาวางเต็มโต๊ะเพื่อให้ทำงานเขียนได้
โดยผมขอเล่าแง่มุมนักเขียน ผ่านสายตาเรื่องผู้หญิง ในประเด็นว่าชายกับหญิงสนทนา คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะอะไร จากการเห็นหนังสือของนักวิชาการทางด้านภาษา คือ You Just Don’t Understand และมันอาจจะผลิตซ้ำ หรือมันเป็นหนังสือเก่าสำหรับบางคน แต่ผมมันใหม่..

..You Just Don’t Understand: Women and Men in Conversation is a 1990 non-fiction book on language and gender by Deborah Tannen, a professor of sociolinguistics at Georgetown University. It draws partly on academic research by Tannen and others, but is written for a popular audience, and thus uses anecdotes from literature and the lives of Tannen and her family, students and friends.
Tannen takes an approach consistent with difference feminism. From childhood boys and girls learn different approaches to language and communication, which she calls “genderlects”. Females engage in “rapport-talk”, that is meant to promote social affiliation and emotional connection; whereas men engage in “report-talk”, focused on exchanging information with little emotional import. The difference in metamessages, Tannen shows, result in misunderstandings between men and women.
It remained on the New York Times best seller list for nearly four years (8 months at No.1) and was subsequently translated into 30 other languages. It received generally positive reviews, and some readers have even credited it with helping save their relationships. Some other linguists, however, have criticized Tannen’s representation of the research she cites and faulted her for ascribing the effects of inequities in social power to mere differences in language.
Summary
Tannen’s chapters, broken up into short titled sections of two or three pages, start by distinguishing what men and women seek from conversations: independence and intimacy respectively.
For most women, the language of conversation is primarily a language of rapport: a way of establishing connections and negotiating relationships … For most men, talk is primarily a means to preserve independence and negotiate and maintain status in a hierarchical social order.
This leads to conversations at cross-purposes, since both parties may miss the other’s metamessages, with attendant misunderstandings—for example, a woman complaining about the lingering effects of a medical procedure, who may merely be seeking empathy from female friends by doing so, becomes angry at her husband when he suggests a solution involving further surgery. Men and women both perceive the other gender as the more talkative, and they are both accurate, since studies show men speak more in public settings about public topics while women dominate private conversation within and about relationships. The latter is frequently derided as gossip by both genders, and Tannen devotes an entire chapter to exploring its social functions as a way of connecting speaker and listener to a larger group.
Men often dominate conversations in public, even where they know less about a subject than a female interlocutor, because they use conversation to establish status and women often listen because they have been socialized to be accommodating, patterns that begin in childhood. These patterns mean, for instance, that men are far more likely to interrupt another speaker, and not to take it personally when they are themselves interrupted, while women are more likely to finish each other’s sentences.
These patterns have paradoxical effects. Men use the language of conflict to create connections, and conversely women can use the language of connection to create conflict. “Women and men are inclined to understand each other in terms of their own styles because we assume we all live in the same world.” If the genders would keep this mind and adjust accordingly, Tannen believes, much discord between them could be averted.
Reception
The book was well-received by major media outlets. The New York Times called it “a refreshing and readable account of the complexities of communication between men and women”. You Just Don’t Understand “goes a long way toward explaining why perfectly wonderful men and women behave in ways that baffle their partners”, said Judy Mann in The Washington Post.
During its four years on the Times’ bestseller list, it spent eight months at the top. Tannen had to interrupt her teaching and researching career to do book tours and appear on talk shows. Many readers thanked her for saving their marriages.
Criticism
At a 1992 conference on women and language, Montclair State University linguistics professor Alice Freed gave an extended critique of You Just Don’t Understand. “Its popularity and overwhelming acclaim are both astonishing and troubling”, she began. “[A}n otherwise well-respected linguist has publicly and successfully promulgated a theoretical framework that is widely disputed within the academic community”.
Tannen’s book, Freed says, “simultaneously perpetuates negative stereotypes of women, excuses men their interactive failings, and distorts by omission the accumulated knowledge of our discipline.” While Tannen accurately cites the factual findings of one researcher on the development of linguistic interaction among children, she uses them to support notions of intrinsic gender difference whereas the actual research finds greater similarities. Her readable anecdotes support unjustified generalizations that fail to take ethnic differences into account. “As an American Jewish woman married to an Irish American man,” says Freed, “the constellation of conversational traits that I live with is completely at odds with those described by Tannen”. She also points out that men and women are able to communicate with each other quite well when courting.
Freed also says Tannen draws different conclusions from the same anecdotes in her scholarly work. In one she uses in both a scholarly article and her book, a man interrupts a joke his wife has begun telling to finish it for her. The article explains the man’s behavior as a display of dominance, while the book simply suggests the two have different understandings.
In her preface, Tannen anticipated some of these criticisms:
Generalizations, while capturing similarities, obscure differences … The desire to affirm that women are equal has made some scholars reluctant to show they are different, because differences can be used to justify unequal treatment and opportunity. Much as I understand and am in sympathy with those who wish there were no differences between women and men—only reparable social injustice—my research, others’ research and my own and others’ experience tells me it simply isn’t so.
en.wikipedia.org/wiki/You_Just_Don’t_Understand
You Just Don’t Understand: Women and Men in Conversation
Review
Ever been baffled by his behavior, perplexed by his posturing, unnerved by his missed understanding? You’re not alone. As a sociolinguist, Deborah Tannen’s focus is not just on language, but on how communication styles either facilitate or hinder personal interactions. According to Deborah, men and women are essentially products of different cultures, possessing different-but equally valid-communication styles. While women generally seek to “connect” with other people in intimate, parallel relationships, men approach conversation as a “one-up or one-down situation.” As a result, women often feel silenced by men, although that is not necessarily men’s intention. Presented as a tool for understanding and change, this book offers clear analyses of example conversational exchanges between the sexes; excerpts from the works of linguists, sociologists and others; and samples from various media, including TV and novels. By illustrating the cause and effects of these different conversational styles, Deborah takes the blame-self-recrimination-out of communication snafus so that we may begin to build bridges in understanding. — From The WomanSource Catalog & Review: Tools for Connecting the Community for Women; review by PH

An excellent book for anyone interested in communicating., October 29, 1997
By Alan K. Jennings (Penn Valley, CA) – See all my reviews
(REAL NAME) This review is from: You Just Don’t Understand: Women and Men in Conversation (Paperback)
Deborah Tannen has written an excellent book analyzing theverbal interaction between men and women. I highly recommend it toanyone. For many years I have been only generally aware of some of the symptoms she describes, mostly through personal communication problems that arose in my marriage. After reading her book, I now have a much better understanding of these challenging problems of differing perspective and I hope I can even change my reactions when these problems reoccur. I even note on pg. 201 (page numbers throughout refer to the Hardcover Edition) that the author herself, “as a result of doing this research, learned not to use machine-gun questions or cooperative overlapping with people who don’t respond well — a tangible benefit of understanding conversational style.”
I don’t believe her book is at all one-sided. It presents examples of how some people (often women) feel they are always being interrupted and not allowed to present their views. It also describes how a male speaker, through his style, fails to get a professional group’s attention or credit for bringing up a major point — that is then later repeated by another speaker, who refers to the earlier speaker but still gets all the credit.
In order for others to gain an appreciation of this book, I quote below from several selections.
WHO DOES MORE OF THE TALKING, AND UNDER WHAT CIRCUMSTANCES?
“Who talks more, then, women or men? The seemingly contradictory evidence is reconciled by the difference between what I call public and private speaking. More men feel comfortable doing `public speaking,’ while more women feel comfortable doing `private’ speaking. Another way of capturing these differences is by using the terms report-talk and rapport-talk.
“For most women, the language of conversation is primarily a language of rapport: a way of establishing connections and negotiating relationships. Emphasis is placed on displaying similarities and matching experiences. From childhood, girls criticize peers who try to stand out or appear better than others.” (pg. 76, 77)
“From childhood, men learn to use talking as a way to get and keep attention. So they are more comfortable speaking in larger groups made up of people they know less well — in the broadest sense, `public speaking.’ But even the most private situations can be approached like public speaking, more like giving a report than establishing rapport.” (pg. 77)
“Many men honestly do not know what women want, and women honestly do not know why men find what they wand so hard to comprehend and deliver.” (pg. 81)
JUDGMENTS ABOUT WHY PEOPLE TALK AND DON’T TALK.
“For girls, talk is the glue that holds relationships together. Boys’ relationships are held together primarily by activities: doing things together, or talking about activities such as sports or, later, politics.” (pg. 85)
“Women and men are inclined to understand each other in terms of their own styles because we assume we all live in the same world. [A] young man in [Thomas Fox’ college] writing class noticed that his female peers refused to speak with authority. He imagined the reason to be that they feared being wrong. For him, the point was knowledge, a matter of individual ability. It did not occur to him that what they feared was not being wrong, but being offensive. For them, the point was connection: their relation to the group.” (pg. 179)
WHICH IS A BETTER LEARNING EXPERIENCE: BOYS PLAYING GAMES WITH COMPLEX RULES OR GIRLS HAVING VERY FEW, IF ANY, EXPLICIT RULES IN THEIR GAMES?
“[I]t is not that the boys’ behavior is more complex in general. Rather, boys and girls are learning to handle complexity in different arenas — boys in terms of complex rules and activities, girls in terms of [non explicit] complex networks of relationships, and complex ways of using language to mediate those relationships.” (pg. 181)
WHEN DO WE LEARN TO BE DIFFERENT?
“If it is fascinating to see the source of adult patterns in second-graders, it boggles the mind to see them in three-year-olds. No wonder it is hard for men and women to understand each other’s point of view: We have been looking at the view from different vantage points for as long as we have been looking.” (pg. 257)
There is another quote on a page that I can’t remember that goes something like “second-grade girls already have more in common with 10th grade girls than they do with second-grade boys.”
INTERRUPTIONS AND NOT GETTING AN EQUAL CHANCE TO TALK.
“[I]nadvertent interruptions — and the impression of domination — came about because the friends had different conversational styles. I call these styles `high considerateness’ and `high involvement,’ because the former gave priority to being considerate to others by not imposing, and the latter gave priority to showing enthusiastic involvement. Some apparent interruptions occurred because high-considerateness speakers expected longer pauses between speaking turns. While they were waiting for the proper pause, the high involvement speakers got the impression they had nothing to say and filled in to avoid an uncomfortable silence.” (pg. 196)
THE EFFECTS OF FOREIGN CULTURES.
“If cultural differences are likely to cause misjudgment in personal settings, they are certain to do so in international ones. I would wager that the much-publicized antipathy between Nancy Reagan and Raisa Gorbachev resulted from cultural differences in conversational style. According to Nancy Reagan, `From the moment we met, she talked and talked and talked — so much that I could barely get a word in, edgewise or otherwise.’ I suspect that if anyone asked Raisa Gorbachev, she would say she’d been wondering why her American counterpart never said anything.” (pg. 207)
Another example of “foreign” cultures relates to Americans from different backgrounds, not only of obvious ethnic differences, but even, for example, simply from different parts of America. On page 201 Tannen points out the different backgrounds and conversational styles of Jewish New Yorkers (and many New Yorkers who are not Jewish), who “have high-involvement styles and are often perceived as interrupting in conversation with speakers from different backgrounds, such as Californians. But [on the other hand] many Californians expect shorter pauses than many midwesterners or New Englanders, so in conversations between them, the Californians end up interrupting. Just as [the author] was considered extremely polite when [she] lived in New York but was sometimes perceived as rude in California, a polite Californian was shocked and hurt to find herself accused of rudeness when she moved to Vermont.”
Still another example of cultural difference is that of an American tourist in Turkey trying to refuse a street merchant. “She found herself holding a stone head, and when she told him politely that she did not want it, he would not take it back. Instead, he thrust forward another one, which she also automatically accepted. Since the man would not take either head back, the only path to escape she could envision was offering to buy them. She cut his price in half and hoped he’d refuse so she could move on. Instead, he agreed to drop the price and she dropped the two heads in her tote. But as she handed him the money, he handed her a third head. … Seeing no alternative, she paid for the third head and stalked off — shaken and angry. When … she showed her purchases to custom officials [at the ship, they] had her arrested and thrown into jail for trying to smuggle out a national treasure. The third head was a genuine antiquity.” (pg. 281)
THE BOTTOM LINE IN ALL OF TANNEN’S RESEARCH IS:
“We all want, above all, to be heard — but not merely to be heard. We want to be understood — heard for what we think we are saying, for what we know we mean. With increased understanding of the ways women and men use language should come a decrease in frequency of the complaint `You don’t understand.’ END
http://www.amazon.com/You-Just-Dont-Understand-Conversation/dp/0345372050

จากเดือนที่แล้ว ก็รายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ตอนที่ 6 วัดบ้านถวาย ซึ่งเพื่อนผม เผลอลบรายการ ไปและกู้คืนมาได้ ต่อมาผม ก็ลองมาเล่าใหม่ ที่ผมปิดท้ายน้ำตานายกฯหญิง-น้ำตาคนไทย จากมหันตภัย ในมุมมองเรื่องเล่าที่มีความแตกต่างจากเพศหญิง ประเด็นเฟมินิสต์-gender สักนิดหน่อยแหะๆ ก็ผมเข้าใจเรื่องนักเขียนโดนน้ำท่วมหนังสือ เหมือนกับบ้าน ที่มีหนังสือเต็มบ้าน และผลกระทบของคนขายหนังสือ หรือ บ้าน ที่มีคนแก่รักบ้านไม่ยอมอออกจากบ้าน ต่างๆ โดยย้อนกลับครุ่นคิดในส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์ เน็ต ฯลฯ น่ะครับ

-Official MV คิดมาก Palmy(ปาล์มมี่ ไม่เกี่ยวอะไรกับที่ผมเขียนเรื่องเฟมินิสต์ น่ะ และเพลงนี้ผมรู้สึกสนุกๆง่ายดี รวมทั้งวัยรุ่นนิยมร่วมสมัย น่ะครับ)
บอกกับฉันได้มั้ยว่ามันเป็นความจริงหรือว่าฉันคิดมาก ใจฉันเริ่มจะหวั่นไหว กับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ บอกความในใจกับฉัน อยากจะรู้ว่าใจเธอคิดเช่นไร หรือว่าเธอคิดจะแกล้งกัน เธออยากเห็นน้ำตาของฉันใช่มั้ย อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นมันกังวลแค่ไหน
ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องเสียใจ ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้ บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้
บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักที ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า…ทำไมเธอช่างใจร้าย
เธอรู้มั้ยว่าฉันเป็นคนคิดมาก ทำให้ใจฉันวุ่นวาย เป็นแบบนี้แล้วใครจะรับผิดชอบ อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นมันกังวลแค่ไหน ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา
ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องร้องไห้ ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม
อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้ บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้ บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักทีว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า…
ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย
ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย
ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป
และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม
อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้ บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้ บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักทีว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า…

วันที่ 6 ธ.ค.54
ผมคงจะคิดถึงหลายเสียงของชาวหอ จากการปรึกษาหารือ ออกหาหอใหม่ ก็พูดคุยกับหลายคน ที่เคยอยู่หอมานาน หลายเรื่องมุมมอง ค่าเช่า ขนาดห้อง มาตรฐานห้อง สถานที่ ทำเล การเดินทางต่างๆ และสุนัข ที่อยู่ในหอฯ มานาน มีรุ่นพี่ ที่เราบังเอิญเจอกันเดือนที่แล้วแถวแม่ขะจาน ก็เคย

เอาหมาบางตัวในหอไปเลี้ยงด้วย หรือถ้าเรานึกถึงหมาของคู่รัก ก็ถูกแยกออกจากกันไป เหมือนความจริง และความหลังเก่าๆ ที่ผมเคยสัมผัสบางด้าน ว่าไม่มีอะไรให้ยึดติดความฝัน(Dream)ตายตัว ควรยืดหยุ่นในแง่มุมวิธีการและการไปถึงเป้าหมาย แต่ผมนึกถึงในแง่เสียงต่างๆ ที่เคยเล่า

ในบันทึก:การเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม. http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
นักเขียน ที่ผมได้เขียนถึงการทำงานของนักเขียน บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ที่มีกรณีผมยังไม่ได้เขียน คือ นักเขียนบางคน เช่น ดร.จอหน์สัน (Johnson) แวดล้อมด้วยแมวถึงมีสมาธิ เวลาทำงาน ก็กวีชิลเลอร์ เอาแอปเปิลเน่าๆ มาวางเต็มโต๊ะเพื่อให้ทำงานเขียนได้ โดยผมมักเอาสมุดบัญชีวาง

ใกล้กองหนังสือ ขณะนั่งเขียนทำงาน เป็นความหมายของบางคน และตอนนี้ผมกำลังทบทวนความหลังของธงชาติ ในแง่ความหมายสักหน่อย…

ธงชาติไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สีหลักในธง 3 สี คือ สีแดง ขาว และน้ำเงิน ภายในแบ่งเป็นแถบ 5 แถบ แถบในสุดสีน้ำเงิน ถัดมาด้านนอกทั้งด้านบนและล่างเป็นสีขาวและสีแดงตามลำดับ แถบสีน้ำเงินมีขนาดใหญ่กว่าแถบสีอื่นเป็น 2 เท่า

ความหมายสำคัญของธงไตรรงค์นั้นหมายถึงสถาบันหลักทั้งสามของประเทศไทย คือ ชาติ (สีแดง) ศาสนา (สีขาว) และพระมหากษัตริย์ (สีน้ำเงิน) สีทั้งสามนี้เองคือที่มาของการเรียกชื่อธงนี้ว่าธงไตรรงค์ (ไตร = สาม, รงค์ = สี)
th.wikipedia.org/wiki/ธงชาติไทย
The flag of the Kingdom of Thailand shows five horizontal stripes in the colours red, white, blue, white and red, with the middle blue stripe being twice as wide as each of the other four. The design was adopted on 28

September 1917, according to the royal decree about the flag in that year; the Thai name for the flag is ธงไตรรงค์ (Thong Trairong), meaning tricolour flag.
en.wikipedia.org/wiki/Flag_of_Thailand

แม้ว่าความเป็นจริง ที่เราจำเป็นต้องย้ายหอ เพราะเราเห็นประกาศให้ย้ายหอ ที่มีเป้าหมายการสร้างหอใหม่ แต่ผมคิดถึงหมาที่หอของผม นอนหนาวอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นพญาสัตบรรณ ตอนกลางคืน ก็มีผ้าห่ม และชุดกันหนาวจากชาวหอ ซึ่งผมเก็บเป็นภาพประทับใจไว้ส่วนตัว แต่คุณจะเห็น

ว่าผมไม่มีเวลาเขียนอะไร มากหรอก ก็เอาของเก่ามาเล่าใหม่ซ้ำไปซ้ำมาบ้าง (ฮา)โดยเส้นแบ่งรัฐชาติ และโลกาภิวัตน์ ก็ถูกท้าทายเป็นอย่างมาก แล้วเส้นแบ่งทางเพศ หละ? เมื่อผมซื้อหนังสือเก่า ในงานCMU BOOK FAIR ราคายี่สิบบาทเกี่ยวกับเฟมินิสต์ หรือสตรีนิยม ซึ่งผมคิดว่าน่าจะ

คล้ายบางด้านกับYou Just Don’t Understand: Women and Men in Conversationที่ต้องการทลายทัศนะชายเป็นใหญ่ ในหลายแง่มุม คือ Outrageous Acts and Everyday Rebellions โดยGloria Steinem ซึ่งหนังสือเกี่ยวกับA collection of writings

includes pieces on topics ranging from love, money, food, and erotica, essays on personal experience as political revelation, and profiles of and interviews with celebrities including Marilyn Monroe and Pat Nixon.

เป็นต้น น่ะครับ

จากการค้นหาGloria Steinem ก็มีประเด็นFeminist theory
Steinem has repeatedly voiced her disapproval of the obscurantism and abstractions prevalent in feminist academic theorizing. She said, “Nobody cares about feminist academic writing. That’s careerism. These

poor women in academia have to talk this silly language that nobody can understand in order to be accepted…But I recognize the fact that we have this ridiculous system of tenure, that the whole thrust of academia is

one that values education, in my opinion, in inverse ratio to its usefulness—and what you write in inverse relationship to its understandability.”[71] Steinem later singled out deconstructionists like Judith Butler for

criticism: “I always wanted to put a sign up on the road to Yale saying, ‘Beware: Deconstruction Ahead’. Academics are forced to write in language no one can understand so that they get tenure. They have to say

‘discourse’, not ‘talk’. Knowledge that is not accessible is not helpful. It becomes aerialised.”
http://en.wikipedia.org/wiki/Gloria_Steinem

กระนั้น มันเป็นเรื่องเล่าต่อเนื่องจากผมทำหนังสั้นเรื่องOn Blue ก็รุ่นน้องคนเขียนบท เป็นคนเรียนปรัชญา ซึ่งพยายามอธิบายเรื่องราวหนังเป็นปรัชญาอัตถิภาวะนิยม หรือเอ็กซิสฯ แบบซาสตร์ หรือ เดอโบว์ ผู้เป็นเฟมินิสต์เมียของซาสตร์ก็ตาม แต่ตีความงานนามธรรมแนวแอบสแตรท์ของ

เขา รวมทั้งการตัดต่อหนังสั้น ต่อมาเวลาผ่านไป ท่ามกลางข่าวอาการอากงSMS ถึงการเปิดใจโชว์นมของเหล่าสตรีเพื่ออากง จากการเขียนข้อความบนฝ่ามือ ในกระแสอาการน่าเป็นห่วงของอากง และผมระลึกถึงวันที่ 29พ.ย.54 ต่อมาวันที่ 30 พ.ย. กูเกิ้ลทำรูปเด็กทาสีgoogle ซึ่งวัน

เกิดของมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องการผจญภัยของฮัคเกิลฟิลด์ และผมค้นหาเกี่ยวกับMARK TWAIN’S ANGEL-FISH ROSTER and other young women of interest “I thought this was a home. It was a superstition. What is a home without a

child?”http://www.twainquotes.com/angelfish/angelfish.htm
โดยผมคิดถึงน้องสาวของผม ในแง่การพัฒนาเติมมุมมองด้านสตรี ใส่บทความจากอดีต คือ การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง ? “…..(ผมเพิ่งย้อนกลับมาดูว่างานเขียนเผยแพร่บังเอิญตรงกับวันเกิดของมาร์ค ทเวน คือ วันที่ 30 พฤศจิกายน ในปี2552 การสร้างภราดรภาพแห่งพี่

น้อง!?!….Mon, 2009-11-30 20:46 )

“เป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำและคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลัง “สงครามกลางเมือง” และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี

Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืม ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันที่คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่
“จินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…”
(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย: 374-375) *
กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น
Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการล่องแพไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี เพื่อแสวงหาเสรีภาพ
ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำ และไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม แต่เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับ

คนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขา คือระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา

จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)
นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกรณีไทยกับเพื่อนบ้านนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain เพราะแทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคม

ของเราเอง
นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่า ‘พี่น้อง’ ระหว่างประเทศทั้งของจีนและลาว ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่นับถือกันแบบสหายร่วมชาติ เราก็จะพบในกรณีของลาวว่า ประเทศลาวไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันสะท้อน

ถึงความด้อยกว่าไทย และความเป็นพี่ของไทยก็แสดงถึงความเหนือกว่าลาวจากปมประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลงมาจนกระทั่ง

เปิดประเทศ

ความเป็นพี่น้องนั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษาว่า ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย

เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเราผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป [1]
ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาด

การค้า การใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศ

เพื่อนบ้าน
แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกันจึงอันตรธานหายไป
พี่น้องกับความเป็นชาติ
ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่ง

ขึ้น
หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท.คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี 66/23 ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสีย

ใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”
หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต” แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการ

สอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่า จิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” [2] นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง [3]

ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติ และภาษากับการเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี ‘ป๋าเปรม’ ลั่นคำว่า ไม่เคยกล่าวว่า ‘จิ๋ว’ ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์

เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนที่เป็น

ปัญญาชนเอง พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ
แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร
ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้
เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอน มันย่อมเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ
ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้

จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะในแง่หนึ่งแล้ว มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต โดยเราอาจจะคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่าง

ประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ [4] เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพใน

นามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่ พล.อ.ชวลิต สนิทกับ พล.ท.ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจน เป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย [5]
จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีน ได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่า พี่

น้อง ให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว
เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า” [6] ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่ง

ชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” ไปจนถึงการที่รัฐบาลไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม [7] ซึ่งใน

อดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง [8]
แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย [9]
ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป
แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อ

ลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้
ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคล ทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความ

หมายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง” ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม
สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าที่ก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งนั่นก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!

*หมายเหตุ: ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White

Elephant เป็นต้น
เชิงอรรถ
[1] นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368
[2] นพพร ประชากุล, เพิ่งอ้าง
[3] คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้

ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother

ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย
[4] อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯhttp://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617
[5] หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12
[6] วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26577
[7] เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า”คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร” เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย

จังหวะ “คัตเอาต์” ตัดไฟ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง… เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ “กษิต ภิรมย์”โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม “ทักษิณ” ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกม

อำนาจในประเทศไทยมาจากลูก “หมั่นไส้”จำฝังใจกับคำว่า “ไอ้กุ๊ย” บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ “Gangster” ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และรัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน “กษิต

ภิรมย์” ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ “เทพเทือก” โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด “จุดอ่อน” โละทิ้งยี่ห้อ “กษิต ภิรมย์” ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก “ล็อกไว้” ไม่อยู่ในวิสัยที่ “อภิสิทธิ์” หรือ “เทพเทือก” จะตัดสินใจได้

โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์. ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/47244
[8] บ้านสี่เสาเทเวศร์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%

80%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C
[9] ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273
——————————-33333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333———————————————————————————————–
[3] คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้

ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother

ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ผมเพิ่มมุมมองของGloria Steinem ในด้านเฟมินิสต์ ก็มีการเรียกร้องถึงSisterhood และนั่นแหละ ย้อนกลับไปนึกถึงBrotherhood ในความหมายของ Mark Twain นี้เป็นมุมมองพลิกกลับทางภาษา และถ้อยคำ แต่ผมไม่อยากจบเรื่องราวอย่างๆ ยากๆ ก็ย้อนกลับไปเล่า

เรื่องตำราเรียน สมัยมัธยม มีเรื่องพ่อแม่รังแกฉัน เป็นเรื่องเหมือนคำพังเพยรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง555 ลองไปหาอ่านดูระลึกความหลังก็ได้ คร้าบ…..

แม้กระนั้น ก็ตาม ในหนังเรื่องNine สะท้อนปมขัดแย้งภายในใจกับแม่ อย่างน่าสนใจ และปมแรงบันดาลใจ ที่มาของเหตุผล ทำไม มาจากนักแสดงบนเส้นทางของนักเขียนบท เป็นผู้กำกับหนัง ไม่รู้เรื่องบทหนังของตนเอง
Nicole Kidman – Unusual Way และคำถามว่าใคร คือ เพื่อน(หญิง/ชาย)ของคุณ ในยามที่คุณต้องการใครสักคน ปรึกษาหารือช่วยเหลือเขา

– ริชาร์ด เย็ทส์ เป็นนักเขียน ที่เคยเขียนบทหนัง แต่หนังของเขาถูกสร้างเป็น Revolutionary Roadในแฟรงก์กับเอพริล วีลเลอร์รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ต่างแอบซ่อนความต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในใจ เพื่อนบ้านคนสำคัญของพวกเขาก็คือมิสซิสกิฟวิ่งส์ สาวใหญ่ที่มัวยุ่งแต่เรื่อง

ชาวบ้าน และเป็นนายหน้าค้าบ้าน ผู้ขายฝันแบบอเมริกันชน แต่กลับซุกซ่อนวิกฤตของครอบครัวของตัวเองเอาไว้ ขณะที่มิสซิสกิฟวิ่งส์ปรารถนาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่สภาพอาการปวดทางจิตของจอห์น ลูกชายของเธอ กลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ซึ่งนำไปสู่ฉากดินเนอร์สุดหายนะกับ

ครอบครัววีลเลอร์ “ฉันว่ามิสซิสกิฟวิ่งส์ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงที่ห่างไกลจากความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกชาย” เบ็ตส์ตั้งข้อสังเกต “เธออยากคิดถึงเขาว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เก่งกาจที่น่าประทับใจ เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำให้พวกวีลเลอร์ตกใจ เธอมีความตั้งใจที่ดี แต่เธอถูกชักนำไปใน

ทางที่ผิด”ไมเคิล แชนน่อนรับบทจอห์น กิฟวิ่งส์ “ขณะยืนอยู่หลังพ่อแม่ของเขา เขายืนอยู่ด้วยเท้าที่แยกห่างจากกันบนพื้นลูกรังเปียกๆ เท้าหันเข้าด้านใน เขากำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่…ราวกับว่าควันจากบุหรี่มวนนี้คือทุกอย่างที่ เขาเคยมีหรือคาดหวังความอิ่มเอมใจทางอารมณ์” และเขาก็คือ

จอห์น กิฟวิ่งส์ นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการป่วยทางจิต มันเหมือนที่พบกันบ่อยๆ ในงานวรรณกรรม คนบ้าในเรื่องนี้ดูจะเป็นคนที่พูดความจริงออกมา จอห์น กิฟวิ่งส์เป็นผู้เผยความแตกแยกระหว่างแฟรงก์และเอพริล”

…แชนน่อนบอกว่าจอห์นนำธีมหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดมาสู่เรื่องนี้ “คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว ดังนั้นมันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า” แชนน่อนกล่าว “เพื่อจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ คุณต้อง
ทำตัวชาด้าน หรือไม่แสดงความใส่ใจ หรือยินดีที่จะทิ้งความรู้สึกของการค้นพบชีวิตทิ้งไปหรือเปล่า หรือคุณต้องทำสิ่งตรงกันข้าม”…“ทุกที่ที่แฟรงก์กับเอพริลไป ไม่มีใครพูดความจริงเลย ทุกคนต่างยิ้มหวานบนใบหน้า ทุกอย่างดูดีไปหมด และจอห์น กิฟวิ่งส์ก็เดินเข้ามาและพูดความ

จริง”นั่นคือ การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่อย่างโกหก’”—เส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า เป็นเส้นบางๆ และเส้นแบ่งระหว่างความกลัว กล้า บ้า

โง่ และเด็กไม่รู้เรื่อง ที่ผู้ใหญ่ สร้างเส้นแบ่งไว้ หละ?

ทั้งนี้ ประเด็นว่า อะไร คือ เส้นแบ่งว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน

กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติ หรืออะไรเราจะนับเป็นเพื่อนได้อย่างแท้จริง ถ้าคนนั้นไม่พูดตรง หรือเขาไม่พูดความจริง จะไม่ถือว่าเขาเป็นเพื่อน หรือแค่เพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์ของ

เพื่อน ซึ่งใครจะเป็นเพื่อนตายของผู้กำกับไม่มีให้เห็น ยามผู้กำกับท้อถอย และชู้รัก ที่เลือกฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความรัก แต่อะไรยุติธรรมในความรักชู้ลับของสองคน ที่เมีย และผัวของสองคนไม่เกี่ยวด้วย ก็ผู้กำกับหนังก็บอกเช่นนี้ สะท้อนหนังเรื่องNINE สะท้อน เส้นแบ่งขอบเขต ระหว่าง

นักแสดง กับผู้กำกับ ผู้ร่วมงาน กับเพื่อนแท้ๆ ที่ต้องพูดจาคุยกันให้รู้เรื่องมากกว่าร่วมงานให้จบงาน…(ไม่มีเวลาเขียนขยายความ..ง่ายๆว่าคุณเคยร่วมงานกับใครแล้วรู้สึกอย่างนั้นไหม? หละ?)…..แต่จริงๆ หนังเรื่องNINE ไม่มีคนเขียนถึงเป็นภาษาไทยมากเท่าไหร่ ไม่งั้นผมจะก็อปปี้มาเล่า

เพราะผมไม่มีเวลาเขียน ฮาๆ แต่หนังแสดงถึงมีโอกาสมากว่าเรื่องRR>ผู้กำกับตอนใกล้จบ เขาคิดถึงหนังของเขาเพื่อคืนดีกับเมียตนเอง จากความผิดที่เขาคบชู้ แต่เรื่องRR ซับซ้อนกว่า ทั้งคู่คบชู้ทั้งผัวเมีย และเมียเลือกตาย (?)โดยทำแท้งลูกคนล่าสุดไม่มีพี่น้องให้เหล่าเด็กๆ(เด็กๆอาจจะ

ไม่รู้เรื่องความจัดแย้งของพ่อแม่ ) ส่วนผู้กำกับหนัง ไม่มีลูก แต่มีความสัมพันธ์ร้าวลึกแตกแยกกับเมีย ในเรื่องNINE ยังมีโอกาสสัก90% สำหรับความหวังอย่างน้อยกลับไปเป็นเพื่อน หรือมากกว่าเพื่อนกลับเป็นคนรัก ก็ยังดีกว่าเมียตาย แต่ว่านั่นแหละ เราจะรู้อาการการสื่อสารของหญิง ที่

ว่าต่างกับชายตามตำราบรรยายของเฟมินิสต์ได้ง่ายดายหรือไม่?

ดังนั้น คำถาม.อะไร คือ เส้นแบ่ง หรือพรมแดนของเรา ในแง่มุมเพื่อน คนรัก หรือกล้า บ้า โง่ ฉลาด เกลียด รัก เพื่อจะให้ข้ามพ้นเส้นแบ่งถูกหรือผิด ฉะนั้น คนเรา สะท้อนเส้นแบ่งเหมือนร่วมนับญาติเรากันได้ หรือเปล่า ? และเราร่วมสร้างเพื่อนร่วมชาติ พี่น้อง ญาติ กันไหม? ครับ
ในที่สุด ประเด็นมากกว่าภาษาเพื่อนสนิท เพื่อนรัก คือ ผมต้องให้เพื่อนช่วยงานตัดต่อรายการเชียงใหม่ฯ นั่นคือ การแบ่งงาน ถ้าวันนี้ไม่ให้ความทรงจำ หรือหลงลืม ในดรีม และส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ น่ะครับ

แต่ผมอยากเล่าเรื่องอะไรต่ออีกนิดหน่อยๆ คือ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2554
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 1 ธันวาคม 2554
รางวัลที่ 1
408147
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
253 739 857 922
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
02
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 05 เลขที่ 408147
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 56 เลขที่ 408147
ขอขอบคุณ
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัด ยุติธรรม

เมื่อผม คั่นรายการด้วยผลหวย และเล่าเรื่องเพลงต่อหน่อย เพราะเพลงของปาล์มี่ คือ คิดมาก มิวสิคในยูทูป.. ก็มีคนแสดงความคิดเห็น…newzuza011 (1 สัปดาห์ที่ผ่านมา)ไม่ต้องโชว์ หวิว ก็ ดัง ได้!!~ ไม่ต้อง ทำ? ท่าเต้น ห่วยๆโชว์ หวิวๆ อย่างค่ายเพลง ดาดๆ POOMMarley (21

ชั่วโมงที่ผ่านมา)2:30 ในกระจก ยัง เห็น พี่ ทีมงาน ยุ เลยย เสื้อเหลืองด้วย?😉 StellaCrazys (19 นาทีที่ผ่านมา)Vintage…!!?choemprapai (1 ชั่วโมงที่ผ่านมา)เช้ามาก็ฟังละ สบายใจ?awayfarsoice (14 ชั่วโมงที่ผ่านมา)Palmy 30? ยังแจ๋ว ยุเลย ^^

ถ้าคุณสนใจปรัชญาและการคิดมากๆ อาจจะต้องสนใจบิดาปรัชญาสมัยใหม่ คือ Rene Descartes (1596–1650) is widely regarded as the father of modern philosophy. plato.stanford.edu/entries/descartes-epistemology”I think, therefore I

am”) แล้วปิดท้ายด้วยเพลง…อยากบอกให้รู้ – isn’t อิสซึ่น
ยังมีความจริงที่เธอไม่รู้ ฉันคงลืมบอกเธอ คิดเองอยู่เสมอ ว่าเธอนั้นเข้าใจ
จนมาวันหนึ่งเธอไปจากฉัน แล้วมีใครอีกคน เพราะเธอบอกเหตุผล ว่าฉันไม่มีใจ
(แต่) อยากบอกให้รู้ อยากจะบอกเอาไว้ อยากเปิดหัวใจ แม้ว่าเธอไม่อยู่รับฟัง
รู้ ว่าสายเกินไปจะบอก
ทั้งรู้ไม่มีประโยชน์ ก็จบไปแล้ว
จะหวังอะไร
แต่ขอ ให้รู้ความจริงสักอย่าง
ที่ค้างที่คาในใจ
อยากบอกเอาไว้ให้เธอรู้….รักเธอ
ฉันขอรับไว้ในความผิดนี้ เสียเธอไปอย่างนั้น
รู้ว่าผิดที่ฉันเพราะไม่พูดไป

วันที่ึ7-10-11 ธ.ค.54
เมื่อวานเกิดเหตุการณ์การล็อคประตูห้อง ในหอ และเรื่องสันนิษฐานของคนดูแลหอ สันนิษฐานบวกกับจินตนาการเล่นๆ ขณะมาล็อคประตูเกรงว่ามีการฆ่ากันตาย และเจ้าของหอ จึงล็อคห้องปิดตาย เนื่องจากเจ้าของห้องไม่จ่ายค่าหอ ติดต่อไม่ได้ด้วย ผมคงจะคิดถึงหลายเสียงของชาวหอ

และสุนัข ที่เพื่อนของผมบอกว่า มันเป็นหมาของผม และความหลังเก่าๆ ในบันทึก:การเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม. http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
โดยนักเขียน ที่ผมได้เขียนถึงการทำงานของนักเขียน บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ที่มีกรณีผมยังไม่ได้เขียน คือ นักเขียนบางคน เช่น เปร๊าสต์(Proust) ทำงานในห้องที่บุด้วยไม้ก๊อก แต่เส้นแบ่งระหว่างบ้าน กับที่ทำงานของนักเขียนไม่อาจแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน และผมต้องคิดถึงอนาคตในปี

หน้า ปีใหม่ ผมจะอยู่ประเทศไทยหรือเปล่า ครับ

เมื่อผมอยากจะมาหานิยาม ในเส้นแบ่งอาณาเขตของFatherland is the nation of one’s “fathers”, “forefathers” or “patriarchs”. It can be viewed as a nationalist concept, insofar as it relates to nations. (Compare to motherland and

homeland.)
Motherland may refer to a mother country, i.e. the place of one’s birth, the place of origin of an ethnic group or immigrant, or a Metropole in contrast to its colonies. People from Australia and former British colonies

would sometimes describe the United Kingdom as the “Mother Country”, often carrying a strong British Imperialist connotation, and not always in a flattering manner.
Russians commonly refer to Mother Russia as a personification of their nation. Many Russians around the world refer to Russia as their motherland.
The French commonly refer to “la m?re Patrie” as France and a ready to die for her.
Hindi, Maithili, Bhojpuri, Nepali, Marathi and Sanskrit have m?trubh?mi (Devanagari: ????????), literally “Mother-Earth”.
Chinese ?? (simplified Chinese), ?? (traditional Chinese) (pinyin: z?gu?) literally means “ancestral land” and not necessarily “motherland” or “fatherland.” However, in English this is almost exclusively translated as

“motherland.” In Taiwan, the term ?? (literally “motherland”) is also used, though that may be due to Japanese or Western influence.
Among African Americans it is common to refer to the continent of Africa as the Motherland.ถ้าไง ลองดูนิยามภาษาอังกฤษผมไม่แปล น่ะครับ

จากอเมริกันดรีม นั้น มีผลกระทบกับญี่ปุ่น หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไหม? บทบาทอเมริกา ผู้ชนะเข้ามาในญี่ปุ่น ผลักตัวเองเป็นประเทศพัฒนาตามโลกที่ 1 ในด้านความสำเร็จทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นดรีม ถึงการเข้ามาพัฒนาประเทศโลกที่สามอย่างอุตสาหกรรม โรงงาน สร้างไทยดรีม

นี่เป็นความสลับซับซ้อนของอเมริกา ในฐานะจักรวรรดินิยมอันยิ่งใหญ่…
American Dream
The American Dream is a national ethos of the United States in which freedom includes a promise of the possibility of prosperity and success. In the definition of the American Dream by James Truslow Adams in

1931, “life should be better and richer and fuller for everyone, with opportunity for each according to ability or achievement” regardless of social class or circumstances of birth.[1] The idea of the American Dream is

rooted in the United States Declaration of Independence which proclaims that “all men are created equal” and that they are “endowed by their Creator with certain inalienable Rights” including “Life, Liberty and the

pursuit of Happiness.”
Literature
The term is used in popular discourse, and scholars have traced its use in American literature ranging from the Autobiography of Benjamin Franklin,[7] to Mark Twain’s The Adventures of Huckleberry Finn (1884),

Willa Cather’s My ?ntonia,[8] F. Scott Fitzgerald’s The Great Gatsby (1925), Theodore Dreiser’s An American Tragedy (1925)and Toni Morrison’s Song of Solomon (1977).[9] Other writers who used the American

Dream theme include Hunter S. Thompson, Edward Albee,[10] John Steinbeck,[11] Langston Hughes.[12] The American Dream is also presented through the American play, Death of a Salesman by playwright

Arthur Miller. The play’s protagonist, Willy, is on a journey for the American Dream.
As Chua (1994) shows, the American Dream is a recurring theme in other literature as well, for example, the fiction of Asian Americans.[13][14]
http://en.wikipedia.org/wiki/American_Dream
เราจะเห็นนิยามอเมริกันดรีม มีความเกี่ยวข้องวรรณกรรมอย่างมารค ทเวน ก็การผจญภันฮัคเกิลฟิลล์ และแกซบี้ ต่างๆ นัยยะเกี่ยวพันRevolution Road แง่มุมอเมริกันดรีม. ที่ฝังรากอยู่ในประเทศ อย่างที่หลายประเทศอ้างอิงถึงปิตุภูมิ มาตุภูมิ ดุจเดียวความสัมพันธ์ทางสายเลือดของ

ครอบครัว ต่างๆนานา แต่ผมเล่าย่อๆ สั้นๆ น่ะครับ
ดังนั้น ผมขอเล่าถึงเรื่องอเมริกันดรีม ผ่านผลการค้นหาของกูเกิ้ล ง่ายๆ คือ…

อเมริกาป่วยเพราะ “อเมริกันดรีม” – ARIP IT News ข่าวไอที เทคโนโลยี 17 ก.พ. 2010ถ้าอยากจะเข้าใจอารมณ์เศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้ เราคงต้องย้อนไปดูช่วงฟอง สบู่เศรษฐกิจไทยแตกในปีพ.ศ. 254.
http://www.arip.co.th/businessnews.php?id…

Sam Walton : Made in America แก่นแท้ของอเมริกันดรีม – ARIP IT News …8 ก.พ. 2008 … ในขนบของเรื่องเล่าตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทวรรณกรรมอเมริกัน แก่นเรื่องประเภทหนึ่งที่จะพบเห็นได้เสมอ…
http://www.arip.co.th/businessnews.php?id=413225 – แคช – ใกล้เคียง

“อเมริกันดรีม” – ข่าวไทยรัฐออนไลน์”อเมริกันดรีม”. Pic_141587. งาน International Consumer Electronics Show (CES 2011) ที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา …
http://www.thairath.co.th/column/tech/universe/141587 – แคช – ใกล้เคียง

The pursuit happyness “ พ่อจ๋า…อเมริกันดรีมส์ . . .” | Prempapat Blog 24 เม.ย. 2008 … The pursuit happyness “ พ่อจ๋า…อเมริกันดรีมส์ . . .” posted on 24 Apr 2008 14:07 by prempapatblong. The pursuit happyness. “ พ่อจ๋า…อเมริกัน

ดรีมส์ …
prempapatblong.exteen.com/…/the-pursuit-happyness-8220-8221 – แคช – ใกล้เคียง

โอบามายก”จ็อบส์” ต้นแบบอเมริกันดรีม

หากสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) รู้เข้าคงหน้าบาน …www.adslthailand.com/board/showthread.php?t=42020&page=1 – ใกล้เคียง

American Dreamz ดรี๊ม ดรีม…….. – Mr.GELGLOOG’s Blog4 ก.พ. 2008 … ถ้าพิจารณาตามแรงจูงใจเบื้องต้นแล้ว ความมุ่งมั่นในตอนต้นของโอเมอร์น่าจะมีความขัดแย้งกับอเมริกันดรีมในมิติเชิงอุดมการณ์เป็นอย่างมาก …
gelgloog.blogspot.com/2008/02/american-dreamz.html – แคช – ใกล้เคียง

Sport – Manager Online – ปฏิรูป “หงส์” 10 วิถีอเมริกันดรีม 27 ต.ค. 2010 … เอเยนซี -หลังจากที่เหล่า เดอะค็อป โล่งใจไปเปราะหนึ่งเมื่อกลุ่มทุนนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส เวนเจอร์ส (เอ็นอีเอสวี) เทคโอเวอร์ ลิเวอร์พูล …
http://www.manager.co.th/sport/viewnews.aspx?NewsID… – แคช – ใกล้เคียง

CyberBiz – Manager Online – โอบามายกจ็อบส์ ต้นแบบอเมริกันดรีม27 ธ.ค. 2010 … หากสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) รู้เข้าคงหน้าบาน เพราะระหว่างการประชุมสื่อมวลชนเมื่อปลาย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา …

http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.aspx?NewsID=9530000181807 – แคช – ใกล้เคียง

ARTgazine Articles :: View topic – ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ …นอกเหนือจากนั้น ยังมีตัวละครที่คอยสร้างสีสันอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีจอมต๊อง (รับบทโดยเดนนิส เควด) ที่ดูจะปีติเสียเหลือเกินกับการที่เป็นกรรมการของรายการอเมริกัน ดรีมส์ …
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2888

ดังนั้น ผมอยากเล่าเรื่องง่ายๆ ย้อนกลับมาไทย ในช่วงเครียดๆ และผมหาการ์ตูนอ่านเล่นๆ เมื่อผมมีโอกาสได้ดูหนังสือแนววิชาการประวัติศาสตร์ คือ Thailand’s Political History : From the Thirteenth Century to Modern Times โดยB. J. Terwiel ก็น่าสนใจและ

ผมชอบตรงมีการ์ตูน์รูปพระยาพหลฯ ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งผมไม่เคยเห็น แต่ว่าผมก็ไม่มีไอเดียอะไร ระลึกถึงวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. โดยผ่านบทความ ตนเอง ในปีทีแล้ว2553 และเล่าเรื่องการ์ตูนนิดๆ พร้อมประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ครับ
-ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัยMon, 2010-12-06 23:49
การที่พันธมิตรฯ ออกมาเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลกรณีเขาพระวิหาร-แก้ รธน. ฉายภาพคล้ายดั่งการอ่านนิยายเรื่อง “ม็อบมีเส้น” ที่บทของอดีตผู้ช่วยพระเอกอภิสิทธิ์ กลับกลายมาเป็นบทผู้ร้าย และผู้ติดตามอย่างใกล้ชิดก็อาจจะพอคาดเดาจุดจบของนิยายน้ำเน่าเรื่องนี้ได้บ้าง
บทความนี้ส่วนหนึ่งของผู้เขียน เพื่อรำลึกถึงวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย และมีการเชื่อมโยงตรงกับวันสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงการครบรอบ 8 เดือนการสลายชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยผู้เขียนต้องการอธิบายย่นย่อในบทความที่มีความเกี่ยวโยงปัญหารัฐธรรมนูญ

2550 เรื่องนิยายและความจริง โดยผู้เขียนมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาพสะท้อนว่า “เรา” (ฝ่ายประชาธิปไตย) กำลังเข้าใกล้เส้นชัย โดยมีตัวละครสำคัญคือ “ม็อบมีเส้น” (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) กับการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดจากพรรค

ประชาธิปัตย์โดยอภิสิทธิ์ ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้อง “พลิก” บทบาทตัวเองจากบท “ผู้ช่วยพระเอก” กลายมาเป็นบท “ผู้ร้าย”
แต่ในมุมมองเปลี่ยนกลับกันของ “ม็อบมีเส้น” เองนั้น ก็อาจจะคิดไกลไปว่าตัวกูดูเหมือน “พระเอก” มากกว่า “ผู้ช่วยพระเอก” และกำลังทำหน้าที่อันมีเกียรติสูงสุดคือการพิทักษ์ปกป้อง “นางเอก” (รัฐธรรมนูญ 2550) แล้วเรียกร้องทหารเป็นผู้ช่วยตนเอง … แต่อาจจะเลยเถิดไปถึงการเรียกออก

มารัฐประหาร ซึ่งเผลอๆ อาจจะเป็นการกระทำที่หนักมือพลาดพลั้งกลายเป็นการฆ่านางเอกคนนี้ไปเสีย
ประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ กับปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนนิยาย และความจริง
นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบเป็นประชาธิปไตย มีการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ มีการต่อสู้และโค่นล้มรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ซึ่งผู้เขียนมองว่าการเขียนรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับการเขียนนิยาย และเมื่อเราเอ่ยถึง

นิยายนั้น ก็จะทำให้เราเห็นว่านิยายนั้นมีความใกล้ชิดต่ออารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแก่การพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าในการอ่านนิยายแต่ละเล่ม แต่ละเรื่องนั้น เราไม่สามารถอ่านตามใจอย่างเดียว และหลายครั้งประชาชนบางส่วนเองก็ชอบที่จะตามใจการรัฐประหารโดย

ทหาร ซึ่งเราเห็นประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญ จากบางปัญหาของรัฐธรรมนูญก็เหมือนดั่งนิยาย [1]
จากยุคสมัยของคณะราษฎร กรณีตัวอย่างของปรีดี พนมยงค์ มาจนถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม นักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศได้เขียนอธิบายช่วงประวัติศาสตร์เหตุการณ์บริบทดังกล่าวว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการยอมรับจากนานาประเทศ

ซึ่งถ้าเราดูจากบริบทของประวัติศาสตร์ของไทย หรือกรณีการกล่าวถึงระบอบรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2492 ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2549 ซึ่งเรารับรู้ว่า ความเป็นมาลำดับเรื่องราวของ “ม็อบมีเส้น” อย่าง

ม็อบพันธมิตรฯ และเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ถูกฉีกทิ้ง ทหารจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเอง โดยรัฐบาลทหารนี้ก็มีแผนการเขียน “นิยายรัฐธรรมนูญ” ที่ต่อมาได้เกิด “รัฐธรรมนูญเฉพาะกาล” ขึ้นมาก่อน และรัฐบาลทหารนี้ก็พยายามสร้างความประทับ

ใจในนิยาย โดยมี “ทีเด็ด” ด้วยการพยายามประกาศเรื่องภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นว่ามาจากรัฐบาลของทักษิณ [2]
ถ้าเราจำกันได้ตัวละครในการเขียนนิยายรัฐธรรมนูญ ก็มีตัวละครเป็นพวกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อทำให้ตัวละครอย่างทักษิณเป็นผู้ร้าย และภัยคุกคาม จึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญ และสร้างรัฐ

ธรรมนูญให้เกิดองค์ประกอบของมาตราและรายละเอียดต่างๆ นี่เป็นวิธีการสร้างความชอบธรรมของการรัฐประหาร เพื่อกำจัดผู้ร้ายและสร้างความเป็นพระเอกของทหาร โดยการใช้วิธีการลงประชามติต่อรัฐธรรมนูญ
เมื่อประชามติโดยเอาประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในนิยายรัฐธรรมนูญ กลับกลายทำให้ประชาชน เป็นตัวละครที่ไม่อ่านเรื่องรัฐธรรมนูญ ในการอภิปรายประเด็นที่ซับซ้อนก็ถูกลืมไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ง่ายที่สุดของเผด็จการทหาร ซึ่งเราคิดถึงจินตนาการในการใช้ประชามติใน

ครั้งนั้นก็เหมือนเรื่องเล่าในนิยายที่มีเผด็จการทหารขึ้นมาแล้ว “บังคับ” ให้คนลงประชามติ ซึ่งเราสามารถสำรวจบทเรียนจากประเทศต่างๆ ที่มีการใช้ประชามติแบบนี้ เหมือนเรื่องเล่าในนิยายต่างๆ เช่นกัน
ฉะนั้น เราอาจจะตีความโดยแปล “Fictions” คือ “เรื่องโกหก” หรือ “นิยาย” โดยการแปลความเรื่องนิยาย ซึ่งตามใจของตัวเองกลายเป็น “Fact” คือ “ข้อเท็จจริง” และประวัติศาสตร์อันเป็นความจริงบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ 2550 เหมือนถ้าเราส่องกระจกดูภาพสะท้อนของเราเองใน

กระจก (In The Mirror) ก็บิดเบี้ยวเพี้ยนไป แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เป็นโครงเรื่องอย่างนักประวัติศาสตร์หลายๆ คน ที่มีการนำเสนอเรื่องโครงเรื่องในประวัติศาสตร์ก็เหมือนนิยาย และผู้เขียนนำเสนอว่า การอ่านรัฐธรรมนูญใกล้เข้าไปเหมือนกับการอ่านนิยาย ที่เห็นการเชื่อมโยงต่อกัน

เป็นจินตนาการ ทำให้เกิดภาพของความคิด ความเชื่อนั่นเอง [3]
ซึ่งม็อบพันธมิตรฯ รณรงค์ในเรื่องว่า เรารักประเทศไทย (We love Thailand) แต่เราต้องไม่ลืมความจริง ก็คือ เราอยู่มีความสุข ที่ได้เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง ในโลกแห่งความจริง สำหรับม็อบมีเส้นอย่างกลุ่มพันธมิตรกับการปกป้อง “รัฐธรรมนูญ 2550” ก็เหมือนกับผู้อ่านนิยายกลุ่มหนึ่ง

ที่มีความอินกับนิยายเรื่องนี้ จนอยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับนิยาย พวกเขาอยากเป็นคนดีหรือพระเอก (โดยไม่รู้ตัวเองหลงผิด) เป็นผู้เสพย์นิยายรักอย่างตาบอดหูหนวก ถ้าเราคิดจินตนาการว่า “พระเอก” พิทักษ์ปกป้อง “นางเอก” คือรัฐธรรมนูญ 2550 นี้เสียเอง .. ม็อบมีเส้นอย่างพันธมิตรอยาก

เป็นพระเอกพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในชีวิตจริง!
รัฐธรรมนูญกับปัญหาเขตแดน ใกล้เหมือนการอ่านนิยายตอนจบโดยม็อบมีเส้นกับทหาร
รัฐธรรมนูญ 2550 กับปัญหาของเขตแดน มีทีมาจากรากของชุมชนจินตกรรมหรือจินตนาการความใกล้ชิดเชื่อมโยงเขตแดนของความเชื่อตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการสร้างเขตแดนเป็นแผนที่ของสยาม ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไว้แล้ว รวมทั้งงานเขียนเรื่องสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐ

ธรรมนูญ ที่มีตราสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายประทับเครื่องแบบของทหาร สื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คล้ายความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระห้อยคอของคน ทำให้จิตวิญญาณถูกเชื่อมโยงจินตนาการรักชาติ และรักรัฐธรรมนูญ ผ่านเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จากยุคคณะราษฎร ต่อมาสฤษดิ์ ยุค

พ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ ซึ่งมีปัญหาเขตแดนเขาพระวิหาร อีกทั้งปัญหาเขตแดนของไทย-กัมพูชา และปราสาทเขาพระวิหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16-6 ตุลา 19 และหลังพฤษภา35 ยังมีทีมาใกล้ชิดผูกพันต่อพรรคประชาธิปัตย์ จากปี 2543 และต่อมาสมัย

ทักษิณ-หลังรัฐประหารของรัฐบาลสุรยุทธ์-สมัคร(และสมชาย) เป็นต้นมา
โดยในสมัยรัฐบาลสมัคร ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้นได้กล่าวในที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 24 มิถุนา 2551 มีการบันทึกคำต่อคำของเขาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต กล่าวถึงเรื่องเขาพระวิหาร โดยสำนวนโวหารก็ปรากฏมีคำสำคัญอย่างคำว่า

พระเอก,หัวใจ เพื่อเป็นโวหาร และวาทศิลป์ให้ผู้คนเข้าใจง่าย ได้ยกข้อโต้แย้งกรณีเขาพระวิหาร และบริบทของเหตุการณ์ช่วงนั้น ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นปัญหาเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับเขาพระวิหาร
ซึ่งกรณีเขาพระวิหารนั้นก็นำมาสู่ความขัดแย้งของพรมแดนเกิดการปะทะของทหารตามชายแดนในช่วงปี2551 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนต่างๆ นานา จนกระทั่งอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกเอง ก่อนวันตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์(ที่มีตราสัญลักษณ์ประจำพรรค คือ แม่พระ

ธรณีบีบมวยผม) และปัญหาเขตแดนของเขาพระวิหารดังกล่าวก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งโดยกลุ่มพันธมิตร
เมื่อเราอ่านนิยายที่ยังไม่จบเรื่องนี้ พบว่าตัวละครของม็อบมีเส้น เช่น “ลุงจำลอง” ซึ่งไม่ใช่ “ลุงนวมทอง” [4] มีบทบาทที่น่าสนใจ โดยบทบาทของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถูกฉายออกมาตามคำกล่าวของเขาที่ว่า “เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร”
พล.ต.จำลองกล่าวว่า “ขอพูดถึงนายประพันธ์ที่พาดพิงว่าตนนั่งทางในยังรู้เลยว่านายกฯจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เสียดินแดน ตนไม่ได้นั่งทางใน แต่รู้ว่าสามารถปราบมันได้ ซึ่งก็ได้ถามนายประพันธ์ก่อนขึ้นเวทีว่าชุมนุม 11 ธ.ค. นี้แก้ไขทันใช่มั๊ย นายประพันธ์ก็ตอบว่าทัน ดังนั้นถือว่า 3 วันนี้

เป็นการซ้อมใหญ่ก็แล้วกัน “11 ธ.ค.นี้ครบเครื่อง เครื่องขยายเสียงเต็มที่ มีเวที ดนตรี เป็นไงเป็นกัน ไม่รู้จักพวกเราซะแล้ว นายกฯ คนไหนทำความเสื่อมเสียให้บ้านเมือง เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร เราไล่มา 3 คนแล้วใช่มั้ย ไล่คนที่ 4 อีกคนจะเป็นยังไง

พี่น้องไม่ต้องหวั่นไหว พรุ่งนี้มติสภาฯ ออกมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร วันที่ 11 ธ.ค. มาสู้อย่างยืดเยื้อไม่ชนะไม่เลิก ไม่ต้องห่วงแม้จะมี พรก.อะไรก็แล้วแต่ แต่การเสียดินแดนยิ่งใหญ่กว่า” [5]
ทั้งนี้บทละครน้ำเน่าแบบนางอิจฉา(กำกึ่งดูเหมือนพระรอง)ของประพันธ์ คูณมี ในวันที่พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา ที่เขาได้เรียกร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็น ผบ.ทบ. จะปฏิวัติวันนี้เลย ผมพูดอย่างนี้ใครจะมาจับผม .. เขาอยากให้ปฏิวัติเพราะอยากให้เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ให้

นักการเมืองชั่วหมดไปจากแผ่นดิน ถ้าเขาปฏิวัติจริงๆ มึงก็มุดหัวหางจุดตูดไปไหนไม่รู้ ถามจริงๆ เถอะที่ติดต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยประเทศนั้นประเทศนี้ เตรียมสอนหนังสือหลังหมดอำนาจนั้น ลื้อทำจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็แสดงว่าแม้แต่คุณก็ไม่มั่นใจ … มันผิดตรงไหนที่กูอยากให้มีการ

ปฏิวัติ ถ้าไม่มีการปฏิวัติ นายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นเด็กบ่มแก๊สไม่สุก อยู่ตรงไหนไม่รู้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติปี 49 นายอภิสิทธิ์ชาตินี้ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ถ้าไม่มีพันธมิตรฯ อภิสิทธิ์ก็ไม่มีวันเป็นนายกฯ ไฉนจึงพูดจาแบบไม่รู้จักบุญคุณประชาชน” [6]
กระแสของทหารจะกลับมาหรือไม่ ก็ต้องดูบทบาทตัวละครทหาร ซึ่งเป็นผู้ช่วยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ ทหารเป็นตัวช่วยต่อเติมจิ๊กซอว์ให้ช่องว่างของเรื่องราวเติมเต็มกับม็อบมีเส้นพันธมิตร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ออกมาให้ความเห็นว่าการชุมนุมพันธมิตรฯ เป็นสิทธิตาม

กฎหมาย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของตัวละครที่กำลังเคลื่อนไหวตามบทบาทอันน่าติดตามอย่างใกล้ชิด เหมือนการอ่านนิยาย แต่ว่าถ้าม็อบออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อโค่นล้มพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล บทบาทของผู้ช่วยพระเอกอย่างอภิสิทธิ์ในอดีตของพันธมิตรก็จะกลายเป็น

ผู้ร้ายไปในสายตาของคนที่ชอบนิยาย ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นพระเอกในปัจจุบัน แล้วเราอาจจะมาเห็นทหาร ทำรัฐประหาร แล้วเราพลิกเปลี่ยนไปเป็นเรารักทหารเป็นลูกพี่ใหญ่ (คล้ายนิยาย1984 ถ้าคนเคยอ่านนิยาย ที่มีBig Brother:พี่เบิ้ม ทำให้เขาหรือเรารักพี่เบิ้ม)

ทั้งนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาของยุคสมัยที่ต้องมานั่งหวาดระแวงอันตรายของรัฐประหารไม่สิ้นสุดกัน จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของม็อบมีเส้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ กรณีเขาพระวิหารซึ่งอาจจะนำไปสู่พรมแดนของความขัดแย้งสู่สงครามทหารตามแนวชาย

แดนรอบใหม่ โดยเราอาจจะต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ที่มีปัญหาของวัฒนธรรมการอ่าน “นิยาย” ดังที่ได้กล่าวมาในขั้นต้น

เมื่อความจริงกับเราใกล้วันปีใหม่ หรือเราใกล้ชิดเส้นชัย สู่ทางออกจากปัญหา?
ผู้เขียนลองสำรวจหาความรู้โดยได้อ่านเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญและการแก้ไขจากตัวอย่างของการอ่านแนวคิดในสิ่งที่ไม่มีในทางแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญไทย และค้นหาวิธีการอ่านรัฐธรรมนูญไทยโดยพยายามทำความเข้าใจกับมุมมองเรื่องหลักการ กระบวนการ และวัฒนธรรม กรณี

unfinished constitution ต่างๆ นานา ซึ่งถ้าเราดูตัวอย่างต่างประเทศในการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญก็แล้ว แต่กระนั้นปัญหาภายในประเทศของเรา ก็ยังต้องคงใช้เวลาเป็นเราเรียนรู้ความจริง เพราะตั้งแต่ยุคคณะราษฎรก็มีปัญหารัฐธรรมนูญในบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของเราที่สูญ

เสียค่าใช้จ่าย ต้นทุนทางชุมชน และสูญเสียชีวิตของคนในสังคมเรื่อยมา
ทั้งนี้เราเหมือนจะ “อ่าน” นิยายม็อบมีเส้นอย่างไม่ด่วนใจเร็วสรุปทันที ทำให้จินตนาการรวมหมู่ว่าม็อบมีเส้น ต้องการชัยชนะ จึงชวนมาฆ่ารัฐธรรมนูญ โดยเราจะต้องไม่สร้างวัฒนธรรมมวลชนที่นำทหารมาแทรกแซงทางการเมือง และในตอนนี้ม็อบมีเส้นก็ใกล้จะจบเรื่องการโกหกอันเป็น

นิยายน้ำเน่า ดังเช่นการประกาศไม่ชุมนุมวันที่ 11 ธันวาคม 2553
อย่างไรก็ตาม เราต้องมีอิสระ เสรีภาพ ภราดรภาพแห่งพี่น้อง และความยุติธรรม จากความจริงเป็นสากลของโลกเป็นเพื่อนมนุษยชาติร่วมกัน เราจะต้องไม่ยอมให้คนถูกขังคุกหมดอิสระ เสรีภาพ และความยุติธรรม โดนถูกลืมจากรัฐชาติไทย เราต้องร่วมมือสร้างชุมชนจินตนาการของชาติ

สอดคล้องร่วมกัน และต้องหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อชาติไทย เพื่อเป็นเส้นทางสำหรับเอามวลมหาประชาชนมาควบคุมทหาร ทำให้ประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน ร่วมสร้างเข้าใกล้เส้นชัยเสร็จสมบูรณ์เพื่อประชาชน สิ่งนี้เป็นเรื่องความจริงได้
โดยเตรียมยินดีต้อนรับเดือนแห่งความสุข ทั้งเข้มแข็งโดยสุขภาพแข็งแรงสำหรับสวัสดีปีใหม่ของทุกคน

อ้างอิง
[1] ผู้เขียนได้ความคิดที่มาของ constitutional fictions โดยหนังสือเรื่อง Some problems of the constitution. by Geoffrey Marshall, Graeme Cochrane
[2] ผู้เขียนได้ความคิดทีมาโดย Writing another Thai Constitution amounts to writing a fiction one more time “A human rights group castigates Coup leaders”
http://www.asiantribune.com/index.php?q=node/2406
[3] ส่วนหนึ่งของความคิดของผู้เขียนได้แรงบันดาลใจที่มาของในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน
[4] รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 http://www.prachatai3.info/journal/2010/10/31646
[5] จำลอง ศรีเมือง: “เราคือนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ให้มันรู้ไปว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร”
http://prachatai.com/journal/2010/11/32050
[6] พันธมิตรชุมนุมหน้าสภา “ประพันธ์ คูณมี” ร้องทหารปฏิวัติอีกรอบ
http://prachatai.com/journal/2010/11/32016

เมื่อเรามาดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง
First appearing in 2005 and quickly selling out, this fully revised edition of Thailand’s Political History continues in the same style as the first but with its scope dramatically widened. While the first edition began with a

portrait of late Ayutthayan society, the new edition steps back to the thirteenth century, tackling some of the most topical and pressing historical debates at present. It discusses the development and evolution of the

Siamese state from the early Sukhothai period through the fall of Ayutthaya to the rise of the Chakri dynasty in the late eighteenth century and its consolidation of power in the nineteenth. Moving into the twentieth

century it traces the emergence of the Thai nation state, the large-scale investments in modern infrastructure and the concomitant economic expansion that have occurred since the 1950s onwards.

A new final chapter brings the reader up-to-date and addresses Thailand’s current political situation spanning the rise and fall of Thaksin Shinawatra to the divisive and at times violent polarisation of Thai society. It

traces the emergence of the rival Yellow and Red shirt protest groups, the takeover of Suvarnabhumi International Airport by the PAD and the occupation of Ratchaprasong intersection by the UDD and their eventual

violent dispersal by the Thai military.

Often at variance with the more dominant interpretations of nationalistic history and with a strong reliance upon primary sources, Barend J. Terwiel’s Thailand’s Political History makes a refreshing assessment of past

events possible.
http://www.riverbooksbk.com/book/thailands-political-history

ถ้าเราคิดถึงเป้าหมายของไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในอนาคตอาเซียน
—เส้นแบ่งระหว่างพรมแดนจะหายไป หรือไม่ ก็ยกตัวอย่างอีกเรื่องสำหรับเล่าเรื่องภาพยนตร์ ต่อเนื่องเส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า เป็นเส้นบางๆ และเส้นแบ่งระหว่างความกลัว กล้า บ้า โง่ หละ? แต่เพื่อนอัจฉริยะของผมแสดงความคิดเห็นเรื่องครอบครัว ว่า คนในครอบครัวจะไม่

มีวันทอดทิ้งมึง เพราะอย่างนั้น มึงควรถ่ายเทน้ำหนักและความสนใจทั้งหมดไปสู่คนนอกครอบครัว นั่นแหละสิ่งที่ท้าทายมาก และวันหนึ่งเมื่อมึงมีลูก อย่าเรียกร้องอะไรที่ฟังแล้วน้ำเน่าๆจากลูก.

เนื่องจากผมเล่าเรื่องRevolutionary Roadของริชาร์ด เย็ทส์ เป็นนักเขียน ที่เคยเขียนบทหนัง แต่หนังของเขาถูกสร้างเป็น Revolutionary Roadในแฟรงก์กับเอพริล วีลเลอร์รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ต่างแอบซ่อนความต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในใจ เพื่อนบ้านคนสำคัญของ

พวกเขาก็คือมิสซิสกิฟวิ่งส์ สาวใหญ่ที่มัวยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน และเป็นนายหน้าค้าบ้าน ผู้ขายฝันแบบอเมริกันชน แต่กลับซุกซ่อนวิกฤตของครอบครัวของตัวเองเอาไว้ ขณะที่มิสซิสกิฟวิ่งส์ปรารถนาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่สภาพอาการปวดทางจิตของจอห์น ลูกชายของเธอ กลับกลายเป็น

อุปสรรคขัดขวาง ซึ่งนำไปสู่ฉากดินเนอร์สุดหายนะกับครอบครัววีลเลอร์ “ฉันว่ามิสซิสกิฟวิ่งส์ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงที่ห่างไกลจากความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกชาย” เบ็ตส์ตั้งข้อสังเกต “เธออยากคิดถึงเขาว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เก่งกาจที่น่าประทับใจ เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำให้พวกวี

ลเลอร์ตกใจ เธอมีความตั้งใจที่ดี แต่เธอถูกชักนำไปในทางที่ผิด”ไมเคิล แชนน่อนรับบทจอห์น กิฟวิ่งส์ “ขณะยืนอยู่หลังพ่อแม่ของเขา เขายืนอยู่ด้วยเท้าที่แยกห่างจากกันบนพื้นลูกรังเปียกๆ เท้าหันเข้าด้านใน เขากำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่…ราวกับว่าควันจากบุหรี่มวนนี้คือทุกอย่างที่ เขาเคยมี

หรือคาดหวังความอิ่มเอมใจทางอารมณ์” และเขาก็คือ จอห์น กิฟวิ่งส์ นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการป่วยทางจิต มันเหมือนที่พบกันบ่อยๆ ในงานวรรณกรรม คนบ้าในเรื่องนี้ดูจะเป็นคนที่พูดความจริงออกมา จอห์น กิฟวิ่งส์เป็นผู้เผยความแตกแยกระหว่างแฟรงก์และเอพริล”

…แชนน่อนบอกว่าจอห์นนำธีมหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดมาสู่เรื่องนี้ “คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว ดังนั้นมันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า” แชนน่อนกล่าว “เพื่อจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ คุณต้อง
ทำตัวชาด้าน หรือไม่แสดงความใส่ใจ หรือยินดีที่จะทิ้งความรู้สึกของการค้นพบชีวิตทิ้งไปหรือเปล่า หรือคุณต้องทำสิ่งตรงกันข้าม”…“ทุกที่ที่แฟรงก์กับเอพริลไป ไม่มีใครพูดความจริงเลย ทุกคนต่างยิ้มหวานบนใบหน้า ทุกอย่างดูดีไปหมด และจอห์น กิฟวิ่งส์ก็เดินเข้ามาและพูดความ

จริง”นั่นคือ การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่อย่างโกหก’”—เส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า เป็นเส้นบางๆ และเส้นแบ่งระหว่างความกลัว กล้า บ้า

โง่ และเด็กไม่รู้เรื่อง ที่ผู้ใหญ่ สร้างเส้นแบ่งไว้ หละ?

เพราะผมมองสองด้านของเหรียญ ก็แลกเปลี่ยนกับเพื่อนเรื่องหนัง และครอบครัว เพื่อนๆ ซึ่งใครจะเป็นเพื่อนตายของผู้กำกับไม่มีให้เห็น ยามผู้กำกับท้อถอย และชู้รัก ที่เลือกฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความรัก แต่อะไรยุติธรรมในความรักชู้ลับของสองคน ที่เมีย และผัวของสองคนไม่เกี่ยวด้วย ก็

ผู้กำกับหนังก็บอกเช่นนี้ สะท้อนหนังเรื่องNINE สะท้อน เส้นแบ่งขอบเขต ระหว่างนักแสดง กับผู้กำกับ ผู้ร่วมงาน กับเพื่อนแท้ๆ ที่ต้องพูดจาคุยกันให้รู้เรื่องมากกว่าร่วมงานให้จบงาน…(ไม่มีเวลาเขียนขยายความ..ง่ายๆว่าคุณเคยร่วมงานกับใครแล้วรู้สึกอย่างนั้นไหม? หละ?)…..แต่จริงๆ

หนังเรื่องNINE ไม่มีคนเขียนถึงเป็นภาษาไทยมากเท่าไหร่ ไม่งั้นผมจะก็อปปี้มาเล่า เพราะผมไม่มีเวลาเขียน ฮาๆ แต่หนังแสดงถึงมีโอกาสมากว่าเรื่องRR>ผู้กำกับตอนใกล้จบ เขาคิดถึงหนังของเขาเพื่อคืนดีกับเมียตนเอง จากความผิดที่เขาคบชู้ แต่เรื่องRR ซับซ้อนกว่า ทั้งคู่คบชู้ทั้งผัว

เมีย และเมียเลือกตาย (?)

โดยทำแท้งลูกคนล่าสุดไม่มีพี่น้องให้เหล่าเด็กๆ(เด็กๆอาจจะไม่รู้เรื่องความจัดแย้งของพ่อแม่ ) ส่วนผู้กำกับหนัง ไม่มีลูก แต่มีความสัมพันธ์ร้าวลึกแตกแยกกับเมีย ในเรื่องNINE ยังมีโอกาสสัก90% สำหรับความหวังอย่างน้อยกลับไปเป็นเพื่อน หรือมากกว่าเพื่อนกลับเป็นคนรัก ก็ยังดีกว่า

เมียตาย แต่ว่านั่นแหละ เราจะรู้อาการการสื่อสารของหญิง ที่ว่าต่างกับชายตามตำราบรรยายของเฟมินิสต์ได้ง่ายดายหรือไม่?

Marion Cotillard’s Nine Songs

เมื่อผู้กำกับในหนังเรื่องNINE ก็ตอนท้าย คิดอยากทำหนังแรงบันดาลใจ จากชายที่จะขอคืนดีกับเมีย สะท้อนถึงแรงบันดาลใจของผู้สร้างงาน ก็เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ยุ่งไปหมด สะท้อนปัญหาความใกล้ชิด(Intimacy)-ใกล้ตัวของผู้กำกับชายกับนักแสดงหญิง ที่สะท้อนเรื่องเพศไม่ใช่แค่หญิงกับหญิงใกล้ชิด หรือตรงกันข้ามเรานึกถึงคำว่า”ใกล้เกลือกินด่าง” ซึ่งมีความหมายว่า มองข้ามหรือไม่รู้ค่าของดีที่อยู่ใกล้ตัวซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตน … ในกรณีเมียของผู้กำกับ ก็เส้นแบ่งระหว่างความจริง กับวรรณกรรม ก็คล้ายกัน เช่นนี้ คือ การนำวัตถุดิบเรื่องราวใกล้ตัวมาปรุงเป็น

หนังสือ ภาพวาด ภาพยนตร์ และพวกนักเขียน ศิลปิน ผู้กำกับก็อาจจะไม่มีเส้นแบ่งความจริงกับโลกจินตนาการของการทำงานของเขาเองด้วย

จากกรณีตัวอย่างจินตนการย้อนกลับมาเรื่องชุมชนจินตกรรมฯ กับชาตินิยม ก็เรื่องการสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!…. คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน และSisterhood ในแง่มุมเติมเต็มของเฟมินิสต์ เพื่อสตรี มีเพื่อนรุ่นน้อง ชอบโทรมาปรึกษาเรื่องสามี ความรัก สตรี และผมจะใช้คำสำคัญ เช่น เฟมินิสต์ อารมณ์ ตาสว่าง หลับตา เซ็กส์ นิยาย วรรณกรรม นางร้าย นางอิจฉา หนัง ประสบการณ์ของเพื่อน การเสียค่าสินสอดสมรม เลี้ยงดูบุตร การหย่าร้าง ปัญหาทางจิตวิทยา อาการ ลงแดง บำบัด ฯลฯ เหล่านี้

ดังนั้น คำถาม.อะไร คือ เส้นแบ่ง หรือพรมแดนของเรา ในแง่มุมบ้านสำหรับบางคน ก็เป็นที่ทำงาน เป็นบ้านบวกกับร้านค้าไปด้วยกัน ซึ่งหนังเรื่องNINE สะท้อนเส้นแบ่งไม่ได้ผูกพันเรื่องส่วนตัว อารมณ์ความรู้สึกต่อความรักเพื่อนร่วมงาน เป็นนักแสดงของตน แต่ว่าอะไร คือ เส้นแบ่ง

ระหว่างเพื่อน คนรัก หรือกล้า บ้า โง่ ฉลาด เกลียด รัก เพื่อจะให้ข้ามพ้นเส้นแบ่งถูกหรือผิด ฉะนั้น คนเรา สะท้อนเส้นแบ่งเหมือนร่วมนับญาติเรากันได้ หรือเปล่า ? และเราร่วมสร้างเพื่อนร่วมชาติ พี่น้อง ญาติ กันไหม? ครับ
ในที่สุด ประเด็นมากกว่าภาษาเพื่อนสนิท เพื่อนรัก คือ ผมต้องให้เพื่อนช่วยงานตัดต่อรายการเชียงใหม่ฯ นั่นคือ การแบ่งงาน ถ้าวันนี้ไม่ให้ความทรงจำ หรือหลงลืม ในดรีม และส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Pre-production,Productionหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวี

อินเตอร์เน็ต ฯลฯน่ะครับ

แม้ว่า ผมรู้สึกเข้าใจเรื่องข่าวแรงงานลำพูน ถูกเลิกจ้าง ปัญหาการจ้างงาน เพราะเรา คือ คนงาน และผมต้องหาที่อยู่ใหม่ เปลี่ยนการจ่าหน้าซองจดหมายสำหรับส่งต่อหวังให้คุณ มีความสุขไปกับไปรษณีย์ปีใหม่ น่ะครับ
แต่คุณจะเห็นว่าผมไม่มีเวลาเขียนอะไร มากหรอก ก็เอาของเก่ามาเล่าใหม่ซ้ำไปซ้ำมาบ้าง (ฮา) จึงปิดท้ายเพลงเก่าสองเพลง และเพลงหนึ่งผมเคยเอามาเผยแพร่ช่วงเดือนธันวา ปีที่แล้ว และเพลงเก่าเพลงไทย ผมเพิ่งเอามาเผยแพร่ และเพลงไทยมันส์ๆ ตลกๆ และผมอยากทำเพลงขำขำ

แต่งชื่อเพลงกัดหู ได้แรงบันดาลใจจากคุยเรื่องมวยๆ ตลกๆ กรณีไมค์ ไทสันชกมวยไม่พอกัดหู เล่าเรื่องกัน ในรถกับพวกพ้อง แล้วคนนึกถึงจ๊ะ..เพลงคันหู หรือเรื่องหัวนมดูดนมแม่ สำหรับการเดินมาถึงเส้นทางหยุดเขียน แต่ผมไม่ได้ไปMeditations on First Philosophy..แบบเด

สคารสต์… แค่แบ่งเวลาไปเตรียมงานอื่นๆ แต่จะกลับมาในวันต่อไป
-เริ่มใหม่ได้ไหม -เครซี่
จากวันนั้น ที่ฉันและเธอตกลงจะเลิกลา
ฉันเดินจากมาด้วยความปวดร้าว
ความรู้สึกในใจ ลึก ๆ ยังมีเรา
ยังมีเรื่องราว ของฉันและเธอ
* ผ่านเวลามาเนิ่นนาน จิตใจก็รู้ว่า
ในเวลาที่อยู่กับความเหงา
เธอก็คงเหมือนกัน คงทุกข์ใจไม่เบา
จึงอยากให้เรามาเป็นเหมือนเดิม
**เริ่มใหม่ได้ไหม (หา…) สิ่งที่เราเคยมีปัญหา
เธอพอจะลืมได้ไหม อยากจะเห็นวันของเรา
ที่แสนงดงาม
เริ่มใหม่ได้ไหม (หา…) จากวันวานที่ฉันเดียวดาย
นั้นยังมีเธออยู่ในใจ อยากให้เธอได้เห็นใจ
อย่าจากไป (อย่าจากไป)
ยังคงรักเธอ……………ยังคงรักเธอ
-ผมทดลองเล่นถอดเนื้อร้องเพลงแก่ยังซิงมาฝากแบบไม่เต็มน่ะลองฟังดู ฮาๆ… สวัสดีครับ ผมดีเจสุหฤ ยามดึกผมไปขย้ำราตรี ก็เจอหนุ่มไทยสไตล์เกาหลี มันนั่งยิ้มอยู่ และมันก็ควักออกมา ไอ้การที่มันสองคน โต้ยังทรุดตุ๊ดยังเซ็ง ความหล่อหลังผัดแป้ง ทำให้มันพอง หนุ่มไทยสไตล์เกาหลี

คงด่าพี่ว่า แก่จังมึง หรือว่าพี่แก่เกินวัย หรือว่าพี่วัยรุ่นเกินไป หรือพี่ต้องมีนิยามใหม่ของความเป็นชาย เพียงแต่พะวงหลงอิจฉา โธ่ ไอ้ตี๋ผมดก ยิ้มเสนาะเยาะเย้ย เมื่อเล่นไม่ได้ก็ใช้เงิน และผมชอบพี่สุหฤ ผมขอเบอร์พี่ได้ไหม แล้วบอกพ่อมดอีเลคทรอนิคส์ นี้ชื่อแก่ยังซิง…
ปิดท้ายด้วยเพลงไม่มีเนื้อร้องอีก แต่ขำขำ คือ…

-จาระบี ลื่นขั้นเทพ (UNOFFICIAL)

-ปีที่แล้วผมเอาเพลงWhat A Difference A day makes
24 Little hours
From the sun and the flowers
Where there use to be rain.
My yesterday was blue dear
today I’m a part of you dear.
My lonely nights are through dear
since you said you were mine.

What a difference a day makes
there’s a rainbow before me.
Skies now blues once were stormy
just before i missed that thrilling.
And don’t know when you
find romance on your menu
What a difference a day makes.
And that difference is you
More lyrics: http://www.lyricsmania.com/what_a_difference_a_day_makes_lyrics_aretha_franklin.html
All about Aretha Franklin: http://www.musictory.com/music/Aretha+Franklin

ทีนี้The Verve – BITTER SWEET SYMPHONY ก็มีคนตีความว่า “Bitter Sweet” อ้างถึงความสมดุลของชีวิต กับความหวานมาขม เหมือนพวกเขาเป็นสองข้างของเหรียญ เกิด-ตาย,แก่-หนุ่ม,ใหญ่-เล็ก,จน-รวย,เริ่ม-จบ,ช้า-เร็ว ฯลฯ ก็คุณลองแปลดูก่อนถึงความสร้าง

สรรค์-ทำลาย,มองโลกแง่ดี-ไม่ดี แต่เราควรมองอย่างเป็นจริงบวกแง่ดีบ้างว่าด้วยความรู้สึกมากหลายที่เกิดขึ้นรอบๆ หนังสือนิยาย Revolutionary Road (ผมขอใช้คำย่อว่า R.R) การค้นหาตัวมือเขียนบทที่เต็มใจจะดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้าย เส้นทางที่

วกวนได้มาสิ้นสุดลงที่ จัสติน เฮย์ธี่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่มือเขียนบทเท่านั้น แต่ยังเป็นนักเขียนนิยายที่ได้รับคำชมไม่แพ้กัน เฮย์ธี่รู้ดีว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักเขียน แต่เขาก็รู้สึกว่าการเสี่ยงครั้งนี้ช่างคุ้มค่า นั่นแหละประเด็นของทหาร เสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร และนักเขียนบท เสี่ยง

ชีวิตเพื่ออะไร? ความแตกต่างของทหาร นักเขียน กับคนธรรมดา อะไรคือความคุ้มค่า และกล้าหาญเสี่ยงในชีวิตประจำวันของคนเคยเป็นอดีตทหาร จะหายไป ในหนังR.R แต่ลักษณะชาตินิยมของอเมริกา ก็กลับมาซึมลึกในเรื่องอเมริกันดรีม หรือไทยดรีม ก็เหมือนกัน ถ้าเขารู้สึกไม่คุ้มค่า

ที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร? เช่น เสี่ยงชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อชาติ เพื่อหนังสือ ก็เหมือนหนังRevolutionary Roadการเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่

อย่างโกหก’”น่ะครับ
TruthContest (20 ชั่วโมงที่ผ่านมา)
“Bitter Sweet” refers to the balance of life. With the sweet comes the bitter, they are two sides of the same coin. Birth-death, old-young, big-small, up-down, rich-poor, beginning-end, fast-slow, pain-pleasure, win-lose,

day-night, full-empty, high-low, in-out, success-failure, united-divided, give-receive, creation-destruction,? positive-negative, etc. Knowing the balance, we can rise above the opposites and unite. Visit TruthContest

(dot)com and read “The Present” to learn about the balance.แต่คุณต้องทำตัวให้สมดุลยภาพ ไม่ใช่เป็นเหรียญหมุนๆ น่ะคร้าบ
The Verve – Lucky Man
Happiness
More or less
It’s just a change in me
Something in my liberty
Oh, my, my
Happiness
Coming and going
I watch you look at me
Watch my fever grow and
I know – just where I am
But how many corners do I have to turn?
How many times do I have to learn
All the love I have is in my mind?
But I’m a lucky man
With fire in my hands
Happiness
Something in my own place
I’m stood here naked
Smiling, I feel no disgrace
With who I am
Happiness
Coming and going
I watch you look at me
Watch my fever grow and
I know – just who I am
But how many corners do I have to turn?
How many times do I have to learn
All the love I have is in my mind?
I hope you understand
I hope you understand
Gotta love that’ll never die
Happiness
More or less
It’s just a change in me
Something in my liberty
Happiness
Coming and going
I watch you look at me
Watch my fever grow and
I know
Oh, my, my
Oh, my, my
Oh, my, my
Oh, my, my
Gotta love that’ll never die
Gotta love that’ll never die
No, no
I’m a lucky man
It’s just a change in me
Something in my liberty
It’s just a change in me
Something in my liberty
It’s just a change in me
Something in my liberty
Oh, my, my
Oh, my, my
It’s just a change in me
Something in my liberty
Oh, my, my
Oh, my, my

12-15 ธ.ค.54
วันที่12 ธันวา 54 กูเกิ้ลขึ้นสัญลักษณ์ชิป เพราะวันเกิดของRobert Noyce โดย ประวัติ Robert Noyce ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ผู้ผลิตชิปสารกึ่งตัวนำที่ใหญ่สุดในโลก อ่าน ประวัติ Robert Noyce ได้ที่นี้.
scoop.mthai.com/google_news/3630.html

เมื่อผมตื่นเช้า เพราะว่านศ.ที่มีความสัมพันธ์กับหอฯของผมมาตามหาแฟนที่หายไปในค่ำคืนที่ผ่านมาของวันที่11 ธันวา54 และหอฯของผม ก็มีผู้คนหลากหลายแบบ กรณีคนเรียนจบเริ่มทำงานอยู่เป็นคู่รัก ฯลฯ ซึ่งบางคน ก็ผมรู้จักกัน โดยวันหยุดพักผ่อน ก็แวะกลับมาจากการทำงานตจว.

เพื่อมาหาแฟน และผมเริ่มต้นอย่างนี้ จากประโยคหนังตลกๆ ดีกว่า ดูคุณเข้าใจผู้หญิงดีน่ะค่ะ แต่ทำไมไม่มีผู้หญิงเข้าใจคุณสักคน ก็เป็นประโยคเด็ดๆ จากซิทคอมตลกๆ อีกแหละ คร้าบ…งานสัปดาห์หนังสือที่ผมเล่าไปแล้ว ก็หนังสือในหนึ่งเล่ม ที่ผมซื้อ คือ Outrageous Acts and

Everyday Rebellions โดยGloria Steinem กล่าวถึงการสะท้อนปัญหาสตรีชนชั้นกลางผิวขาว กับเรื่องปัญหาเฟมินิสต์ ภายใต้ภาษาถ้อยคำว่า statesman-รัฐบุรุษ จนกระทั่ง เครือข่ายสตรี ข้ามพรมแดนรัฐชาติด้วยซ้ำ แต่ความทรงจำในอดีต ย้อนกลับมาหาผม ก็พวกเราชาว

หอฯ หญิง-ชายแต่เราจะไม่พูดไปไกลลักษณะตะวันออกหยิน-หยาง สองด้านคู่ตรงกันข้าม หรือสสาร-Matter,Antimatter ในกรณีหนังเทวา,ซาตาน เชื่อมโยงยุโรป-อิตาลี หรือเอโก บอกว่าแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ของมาร์กซ และเองเกลลส์ ถือเป็นปีศาจสิงสู่หลอกหลอนยุโรป และถ้าเรา

คิดเรื่องประเด็น การสร้างปิศาจThe Spectre of Comparisons: Nationalism, Southeast Asia, and the World (1998) )http://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson ก็เบน แอนเดอร์สัน เคยเขียนหนังสือไว้ แต่ว่าประเด็นทักษิณ เป็นปิศาจ หลอก

หลอนเหมือนผี ก็คงเป็นเรื่องที่เราคุยกันอีกยาวนาน ในแง่วรรณกรรม หรือปรีดี ฯลฯก็ตามบริบทที่สาธยายมากมาย ในอนาคต แต่ง่ายๆพวกเราเคยคิดนัดกับดูดาว กินหมูจุ่ม ในฤดูหนาว

แม้ว่าสุดท้ายพวกที่เคยนัดกัน ก็ลาจากกันไป ในปี2553 ซึ่งผมเล่าเรื่องเพิ่มเติมแง่มุมเฟมินิสต์หน่อย คือ พวกเราเคยคุยกับพวกสตรี แนวเฟมินิสต์บวกสิทธิมนุษยชน ก็นิยามว่าการชวนสาวดื่มเบียร์ ถือว่าล่วงละเมิดทางเพศ แต่ผมคิดว่ามันตลก ฮาๆ อาจจะเกินไปหน่อย และเดือนพฤศจิกาฯ

2554 ก็ผมจบแบบอารมณ์ขันบวกกับตลกในแง่ความเข้าใจให้ลื่นไหล และยืดหยุ่น อาทิเช่น กรณี facebook เป็นที่นิยมมากกว่าไทยเมล์ และเรื่องเล่าพ่อของหญิงสาว สงสัยทำไมลูกสาวไม่มีแฟน พ่อก็เลยแอบมีเฟซบุ๊คเป็นเพื่อนลูกสาว เช็คดูลูกใช้คำหยาบกับเพื่อน กลายเป็นตรรกะ

สันนิษฐานของพ่อ ว่าลูกไม่มีแฟน เพราะเหตุคำหยาบ555 แน่นอน เฟซบุ๊คยังมีขบวนการเรียกขานว่าล่าแม่มดต่างๆ แล้วผมตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เผยแพร่ กรณีมีการตามหาFacebook…พวกนี้ผมว่าน่าเฝ้าระวังกว่าน้ำท่วมอีกครับ บุคคลเหล่านี้ต้องฝากวิงวอนให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ท และ ชาว

Cyber ทั้งหลายเฝ้าระวัง พฤติกรรมพวกเขาจะ โพสท์ข้อความล่อแหลมๆ และลบภายใน 1 ชั่วโมง อย่าคิดนะครับ ว่า ไม่อยากแอดผมคนนึงเคยคิดเช่นนั้น แต่พอลองสร้าง ID Facebook อันใหม่ อยากเข้าไปฟังว่าเค้าพูดอไรกัน ทำไมถึงคิดอะไรได้ชั่วร้ายถึงขนาดนี้ (ผมไม่ใส่ลิ๊งค์ลอง

ไปหาดูกัน ก็ปรากฏชื่อผมด้วย ครับ)

ครั้นแล้ว ผมกำลังคิดถึงเรื่องหมาพันธุ์ไทยบ้านๆ ในหอฯ ก็เราในกลุ่มชาวหอฯ ไปเดินเล่นงานแห่งหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเจอบู้ทรณรงค์ทำกฏหมายเกี่ยวกับหมา Welfare ก็ไปปรึกษากัน สะท้อนความห่วงใยหมา จะกลายเป็นอาหารคนหรือเปล่า? และผมคิดถึงผู้ที่เป็นรุ่นพี่ที่เคยอยู่หอ ชื่อว่า

พร้อมมิตร และซากปรักหักพัง หลังทุบตึกนั้น ทิ้งไป ซึ่งมันเป็นอดีต ความทรงจำของผม เหมือนสัญลักษณ์ แต่เวลาผมได้ยินว่า คอมเม้นท์รายการเชียงใหม่ว่า ทำเล่น ใช่ไหม?ตอบกลับเขาว่าก็ใช่สำนักทำเล่น (ทำจริง) หรือ (ฮา)
แต่ผมกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึงเรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…
ด้วยว่าแต่ความมืด เพราะการมองเห็นในความมืด สะท้อนอะไรบ้าง ? สำหรับคุณ ไม่ต้องจัดไฟ แสง และสีเห็นไม่ชัด ฯลฯ

นั่นแหละปัญหาของแสง-เงา ทวิลักษณะของคู่ตรงกันข้าม นำเราย้อนกลับมาเล่าเรื่องRene Descartes เป็นหนังสือที่ผมสนใจเรื่องการทำสมาธิ และการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ในขณะเดินเพื่อรวบรวมสมาธิ ครุ่นคิดมากทางทฤษฎี ปรัชญาของเดสการ์ต นักปรัชญา ผู้ใช้

คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นพื้นฐานของตรรกะในสมองของเขาเอง
http://en.wikipedia.org/wiki/Ren%C3%A9_Descartes
Meditations on First Philosophy…
…The book is made up of six meditations, in which Descartes first discards all belief in things which are not absolutely certain, and then tries to establish what can be known for sure. The meditations were written as if

he were meditating for 6 days: each meditation refers to the last one as “yesterday”. (In fact, Descartes began work on the Meditations in 1639.
http://en.wikipedia.org/wiki/Meditations_on_First_Philosophy
เราสามารถดู การเขียนสไตล์ของเดสการ์ต ถ้าเราดูบทต่างๆ เพิ่มเติม
SYNOPSIS OF THE SIX FOLLOWING MEDITATIONS
1. IN THE First Meditation I expound the grounds on which we may doubt in general of all things, and especially of material objects, so long at least, as we have no other foundations for the sciences than those we

have hitherto possessed. Now, although the utility of a doubt so general may not be manifest at first sight, it is nevertheless of the greatest, since it delivers us from all prejudice, and affords the easiest pathway by

which the mind may withdraw itself from the senses; and finally makes it impossible for us to doubt wherever we afterward discover truth.

2. In the Second, the mind which, in the exercise of the freedom peculiar to itself, supposes that no object is, of the existence of which it has even the slightest doubt, finds that, meanwhile, it must itself exist. And this

point is likewise of the highest moment, for the mind is thus enabled easily to distinguish what pertains to itself, that is, to the intellectual nature, from what is to be referred to the body. But since some, perhaps, will

expect, at this stage of our progress, a statement of the reasons which establish the doctrine of the immortality of the soul, I think it proper here to make such aware, that it was my aim to write nothing of which I could not

give exact demonstration, and that I therefore felt myself obliged to adopt an order similar to that in use among the geometers, viz., to premise all upon which the proposition in question depends, before coming to

any conclusion respecting it. Now, the first and chief prerequisite for the knowledge of the immortality of the soul is our being able to form the clearest possible conception (conceptus–concept) of the soul itself, and

such as shall be absolutely distinct from all our notions of body; and how this is to be accomplished is there shown. There is required, besides this, the assurance that all objects which we clearly and distinctly think

are true (really exist) in that very mode in which we think them; and this could not be established previously to the Fourth Meditation. Farther, it is necessary, for the same purpose, that we possess a distinct conception

of corporeal nature, which is given partly in the Second and partly in the Fifth and Sixth Meditations. And, finally, on these grounds, we are necessitated to conclude, that all those objects which are clearly and

distinctly conceived to be diverse substances, as mind and body, are substances really reciprocally distinct; and this inference is made in the Sixth Meditation. The absolute distinction of mind and body is, besides,

confirmed in this Second Meditation, by showing that we cannot conceive body unless as divisible; while, on the other hand, mind cannot be conceived unless as indivisible. For we are not able to conceive the half of

a mind, as we can of any body, however small, so that the natures of these two substances are to be held, not only as diverse, but even in some measure as contraries. I have not, however, pursued this discussion

further in the present treatise, as well for the reason that these considerations are sufficient to show that the destruction of the mind does not follow from the corruption of the body, and thus to afford to men the hope of a

future life, as also because the premises from which it is competent for us to infer the immortality of the soul, involve an explication of the whole principles of Physics: in order to establish, in the first place, that generally

all substances, that is, all things which can exist only in consequence of having been created by God, are in their own nature incorruptible, and can never cease to be, unless God himself, by refusing his concurrence

to them, reduce them to nothing; and, in the second place, that body, taken generally, is a substance, and therefore can never perish, but that the human body, in as far as it differs from other bodies, is constituted only

by a certain configuration of members, and by other accidents of this sort, while the human mind is not made up of accidents, but is a pure substance. For although all the accidents of the mind be changed– although,

for example, it think certain things, will others, and perceive others, the mind itself does not vary with these changes; while, on the contrary, the human body is no longer the same if a change take place in the form of

any of its parts: from which it follows that the body may, indeed, without difficulty perish, but that the mind is in its own nature immortal.

3. In the Third Meditation, I have unfolded at sufficient length, as appears to me, my chief argument for the existence of God. But yet, since I was there desirous to avoid the use of comparisons taken from material

objects, that I might withdraw, as far as possible, the minds of my readers from the senses, numerous obscurities perhaps remain, which, however, will, I trust, be afterward entirely removed in the Replies to the

Objections: thus among other things, it may be difficult to understand how the idea of a being absolutely perfect, which is found in our minds, possesses so much objective reality i. e., participates by representation in

so many degrees of being and perfection] that it must be held to arise from a cause absolutely perfect. This is illustrated in the Replies by the comparison of a highly perfect machine, the idea of which exists in the

mind of some workman; for as the objective (i.e.., representative) perfection of this idea must have some cause, viz, either the science of the workman, or of some other person from whom he has received the idea, in

the same way the idea of God, which is found in us, demands God himself for its cause.

4. In the Fourth, it is shown that all which we clearly and distinctly perceive (apprehend) is true; and, at the same time, is explained wherein consists the nature of error, points that require to be known as well for

confirming the preceding truths, as for the better understanding of those that are to follow. But, meanwhile, it must be observed, that I do not at all there treat of Sin, that is, of error committed in the pursuit of good and

evil, but of that sort alone which arises in the determination of the true and the false. Nor do I refer to matters of faith, or to the conduct of life, but only to what regards speculative truths, and such as are known by means

of the natural light alone.

5. In the Fifth, besides the illustration of corporeal nature, taken generically, a new demonstration is given of the existence of God, not free, perhaps, any more than the former, from certain difficulties, but of these the

solution will be found in the Replies to the Objections. I further show, in what sense it is true that the certitude of geometrical demonstrations themselves is dependent on the knowledge of God.

6. Finally, in the Sixth, the act of the understanding (intellectio) is distinguished from that of the imagination (imaginatio); the marks of this distinction are described; the human mind is shown to be really distinct from the

body, and, nevertheless, to be so closely conjoined therewith, as together to form, as it were, a unity. The whole of the errors which arise from the senses are brought under review, while the means of avoiding them

are pointed out; and, finally, all the grounds are adduced from which the existence of material objects may be inferred; not, however, because I deemed them of great utility in establishing what they prove, viz., that

there is in reality a world, that men are possessed of bodies, and the like, the truth of which no one of sound mind ever seriously doubted; but because, from a close consideration of them, it is perceived that they are

neither so strong nor clear as the reasonings which conduct us to the knowledge of our mind and of God; so that the latter are, of all which come under human knowledge, the most certain and manifest– a conclusion

which it was my single aim in these Meditations to establish; on which account I here omit mention of the various other questions which, in the course of the discussion, I had occasion likewise to consider.
http://www.classicallibrary.org/descartes/meditations/

DISCOURSE ON THE METHOD OF RIGHTLY CONDUCTING THE REASON, AND SEEKING TRUTH IN THE SCIENCES
Good sense is, of all things among men,
http://www.rbjones.com/rbjpub/philos/classics/descarte/
But like one walking alone and in the dark, I resolved to proceed so slowly and with such circumspection, that if I did not advance far, I would at least guard against falling. I did not even choose to dismiss summarily

any of the opinions that had crept into my belief without having been introduced by reason, but first of all took sufficient time carefully to satisfy myself of the general nature of the task I was setting myself, and ascertain

the true method by which to arrive at the knowledge of whatever lay within the compass of my powers.
http://www.rbjones.com/rbjpub/philos/classics/descarte/

Rene Descartes (1596–1650) is widely regarded as the father of modern philosophy. plato.stanford.edu/entries/descartes-epistemology”I think, therefore I am”)

ถ้าเราสนใจเรื่องปรัชญาจากอดีต อันคลาสิคของบิดาปรัชญาสมัยใหม่ อภิปรัชญาเกินไป ก็อาจจะหลงลืมบางด้านของปรัชญาเชิงเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวันไป และปรัชญาปรับใช้ในโลกอะไรบ้าง ที่มีความเกี่ยวพันอเมริกันดรีม จึงนำท่านกลับมาสู่โลกปัจจุบัน

CyberBiz – Manager Online – โอบามายกจ็อบส์ ต้นแบบอเมริกันดรีม
27 ธ.ค. 2010 … หากสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) รู้เข้าคงหน้าบาน เพราะระหว่างการประชุมสื่อมวลชนเมื่อปลาย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา …
http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.aspx?NewsID=9530000181807 – แคช – ใกล้เคียง

แกะรอยเคล็ด(ไม่)ลับ ความรวยฉบับ “คาร์ลอส สลิม” มหาเศรษฐีแห่งปี 2553(ผมอัพเดทว่า2554ด้วยครับ) สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) – พุธที่ 17 มีนาคม 2553 13:30:00 น.
เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือเลวลง แต่เงินก็ไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่มันเปลี่ยนกระเป๋าอยู่เท่านั้น’
อมตะวาจาดังว่าดูท่าจะเป็นความจริง หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า อันดับมหาเศรษฐีโลกคนล่าสุดในปีนี้ตกเป็นของ “คาร์ลอส สลิม” ประมุขแห่งอาณาจักรโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ในเม็กซิโก เจ้าของสินทรัพย์กองโตมูลค่า 53,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นัยที่ซ่อนไว้ในรายงานล่าสุดจากนิตยสารที่ทรงอิทธิพลของแวดวงธุรกิจฉบับนี้ คือ การสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งเศรษฐีอันดับ 1 โลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ที่สุดยอดมหาเศรษฐีในปีนี้เป็นบุคคลจาก “ประเทศกำลังพัฒนา” หาใช่ชาวอเมริกัน อย่างราชาไมโครซอฟท์ หรือพ่อมดการ

ลงทุนแต่อย่างใด
การล้มแชมป์เก่าอย่างบิล เกตส์ รวมถึงคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และจำนวนมหาเศรษฐีก็เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 50% แต่กระนั้นชื่อเสียงเรียงนามของ คาร์ลอส สลิม ยังไม่ปรากฎเป็นที่คุ้นหูของผู้คนมากนัก แม้เขาจะมีดีกรีติดอันดับเศรษฐีโลกมานาน

หลายปีแล้วก็ตาม ดังนั้น มาในปีนี้จึงถึงเวลาอันสมควรที่เราจะร่วมทำความรู้จักเขาให้มากยิ่งขึ้น พร้อมล้วงลึกเคล็ด(ไม่)ลับ บนเส้นทางแห่งความร่ำรวยของหนุ่มใหญ่วัย 70 ปีที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีแห่งปี 2553

‘เริ่มต้นด้วยดี เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง’ — อริสโตเติ้ล (นักปราชญ์ชาวกรีก)
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2483 หนึ่งในครอบครัวผู้อพยพชาวเลบานอนที่เข้ามาตั้งรกรากในแดนดินถิ่นจังโก้ได้ ให้กำเนิดบุตรชายที่มีชื่อว่า คาร์ลอส สลิม เฮลู (Carlos Slim Helu) ซึ่งเขาเติบโตขึ้นมาในฐานะลูกชายเจ้าของร้านค้าเล็กๆ โดยที่มี “จูเลียน สลิม” ผู้เป็นบิดาปลูกฝัง

การทำธุรกิจให้แก่เขาตั้งแต่เยาว์วัย เริ่มจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินด้วยตัวเอง
ด้วยความที่บิดาของสลิมเป็นคนไม่หยุดนิ่ง และคิดทำธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ทำให้สลิมซึมซับนิสัยเฉพาะตัวนี้มาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน และแม้ว่าผู้เป็นบิดาจะจากสลิมไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 13 ปี แต่มรดกตกทอดด้านการคำนวณที่บิดาทิ้งไว้นี้ช่วยให้สลิม สามารถต่อยอดธุรกิจที่บุพการีตีเส้น

ไว้ให้ได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ทำให้วันนี้ สลิม กลายเป็นเจ้าของบริษัทกว่า 200 แห่งในเม็กซิโก
สลิมสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโกเมื่อช่วงปี 2503 ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นโบรกเกอร์ และเรียนรู้การลงทุนในธุรกิจหลากหลายประเภท อีกทั้งยังมีนิสัยชอบเล่นหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้น การเริ่มต้นเดินบนเส้นทางที่สว่างไสว

เพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกจึงอยู่ไม่ไกลเกินไปถึง
‘โอกาสมีอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่มองเห็น’ — กวีนิรนาม
ต้นยุค 80 ละตินอเมริกาประสบปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ธุรกิจเกือบทุกอย่างในเม็กซิโกล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่สลิม มองเห็นโอกาสในวิกฤตนั้น พร้อมก้าวเข้าไปกว้านซื้อบริษัทที่ใกล้ล้มละลายมาได้ในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า กลุ่ม

บริษัทการเงิน รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐานการประปาและไฟฟ้า ก่อนที่จะชุบชีวิตบริษัทเหล่านี้ด้วยการบริหารงานตามหลักการใหม่ จนสามารถผลิดอกออกกำไร และกลายเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์มหาศาลได้ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
นักวิเคราะห์ในแวดวงธุรกิจกล่าวว่า ความมั่งคั่งของสลิมส่วนใหญ่มาจากมูลค่าหุ้นในบริษัทของเขาที่พร้อมใจกันทะยานขึ้นแบบยกแผง โดยเฉพาะมูลค่าหลักทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจทั้งหมดของนายสลิมคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าหลักทรัพย์โดยรวมในตลาดหุ้นเม็กซิโก ขณะที่ธุรกิจครอบครัว

เขาสร้างรายได้ในสัดส่วน 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเลยทีเดียว
อาร์ทูโร เอเลียส อายุบ หนึ่งในคนใกล้ชิดของสลิม และเป็นสมาชิกทีมผู้บริหารของบริษัทโทรคมนาคมของเขาเล่าผ่านสื่อต่างประเทศว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้สลิมก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในทุกวันนี้ เป็นเพราะเขาไม่เคยหยุดนิ่งในการลงทุน แม้ว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้

เขายังเป็นปรมาจารย์ด้านการซื้อกิจการต่างๆของภาครัฐที่มีปัญหา และนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ก่อนจะขายออกไปด้วยกำไรที่ใครก็คาดไม่ถึง
หลายคนมองว่าอุปนิสัยในการดำเนินธุรกิจอันเป็นที่มาแห่งความร่ำรวยของสลิม คือ ผลลัพธ์จากการผสานความลงตัวของบิล เกตส์ บุรุษผู้ทำธุรกิจผูกขาด ขณะที่อีกภาพคือคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้สร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นในฐานะนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในทุกวิกฤต

‘คนที่ฉลาด คือ คนที่สร้างโอกาสมากกว่าที่เขาหาได้’ — ฟรานซิส เบคอน (นักปรัชญาชาวอังกฤษ)
ปี 2533-2553 เป็นช่วงเวลาที่ชาวเม็กซิกันต่างเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้จักรวรรดิของสลิมมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะในวันนี้ สลิม คือ เจ้าของเครือบริษัทที่ทำธุรกิจหลากหลายตามสไตล์ “ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” ไล่ตั้งแต่ “คอมป์ ยูเอสเอ” เครือข่ายร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า “อิน

เบอร์ซา ไฟแนนเชียล กรุ๊ป” สถาบันการเงินในเม็กซิโก และกลุ่มบริษัท “กรูโป คาร์โซ อินดัสเทรียล” ธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร และล่าสุดคือการเข้าถือหุ้นใหญ่ใน “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” ที่ช่วยโอบอุ้มให้บริษัทสามารถผลิตข้อมูลข่าวสารส่งถึงมือผู้อ่านมาได้ในทุก วันนี้
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โทรศัพท์มือถือคือปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต ธุรกิจหลักของสลิมที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเขาจึงตกอยู่ที่ธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะบริษัท “เทเลโฟนอส เดอ เม็กซิโก” หรือ “เทลเม็กซ์” ซึ่งเขาได้ทุ่มเงิน 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อซื้อหุ้นดังกล่าวมาจากรัฐบาลเม็กซิโกในระหว่างที่ มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเมื่อปี 2533 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เทลเม็กซ์ ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานแบบผูกขาดในเม็กซิโก ที่สำคัญ บริษัทยังสามารถครองตลาดโทรศัพท์บ้านได้ถึง 92% และครองตลาดโทรศัพท์มือถือไปใน

สัดส่วน 73%
นอกจากนี้ สลิมยังมีธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ชื่อว่า “เทลเซล” ซึ่งชิงเค้กส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 80% แต่ความยิ่งใหญ่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะสลิมยังมีบริษัท “อเมริกา โมวิล” ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนขึ้นแท่นเป็นผู้ให้บริการระบบการสื่อสารไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา

พ่วงตำแหน่งเป็นเจ้าของเครือข่ายที่มีผู้ใช้บริการมากกว่าร้อยล้านราย
ฉะนั้นแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากทุกวันนี้ ครอบครัวชาวเม็กซิกันจะไปทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารของสลิม…หยิบโทรศัพท์ ที่ใช้เครือข่ายของสลิมเมาท์กับเพื่อนระหว่างรอทานอาหาร….แวะเคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของสลิม….เดินช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าของ สลิมเพื่อ

ย่อยอาหาร และตบท้ายด้วยการจิบกาแฟที่คาเฟ่ของสลิม ก่อนกลับเข้าบ้านซึ่งอยู่ในโครงการที่บริษัทก่อสร้างของสลิมเป็นผู้ดูแล!
‘ความสามารถอาจทำให้ท่านขึ้นสู่ตำแหน่งยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ได้คือคุณธรรม’ — อับราฮัม ลินคอล์น (ปธน.คนที่ 16 ของสหรัฐ)
อภิมหาเศรษฐีที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมของโลกหลายท่านตอบแทนสังคมด้วยการก่อตั้งมูลนิธิต่างๆขึ้นมา เป็นต้นว่า มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ของพ่อมดไอทีบิล เกตส์ ขณะที่คาร์ลอส สลิมเองก็ใช้ความร่ำรวยของเขาตอบแทนสังคมจนได้รับรางวัลจาก World Education and

Development Fund ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้กล่าววาทะจับใจในงานมอบรางวัลว่า “หลายคนต้องการที่จะทำให้โลกดีขึ้นเพื่อลูกๆของพวกเขา แต่ผมพยายามที่จะสร้างลูกๆที่ดีให้กับโลกของผม”
ตัวอย่างโครงการเพื่อสาธารณกุศลของสลิมเริ่มตั้งแต่โครงการ HYPERLINK ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2529 โดยมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา สุขภาพ ความยุติธรรม รวมถึงการพัฒนาบุคคลและชุมชน ต่อด้วยกองทุน Fundacimn Telmex ที่ก่อตั้งในปี 2539 โดยมีวัตถุ

ประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของโครงการด้าน การศึกษา สุขภาพวัฒนธรรม ความยุติธรรมและความสวัสดิภาพของสังคมเม็กซิกัน ขณะที่โครงการ Casa Telmex ซึ่งก่อตั้งในปี 2550 มุ่งเน้นด้านการศึกษาเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่เด็กๆที่มีอายุ

ระหว่าง 4-18 ปี
ทั้งนี้ ครอบครัวของสลิมอธิบายว่า วิธีจัดตั้งโครงการของพวกเขามีขึ้นเพื่อมุ่งแก้ปัญหาความยากจนโดยใช้วิธีพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าที่จะให้เงินบริจาคแก่คนจน โดยพวกเขาได้กล่าวเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าฟังว่า วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือผู้คน คือ “การให้งานทำ มากกว่าจะให้เงินใช้” ดังนั้น

ตนจึงสนับสนุนเรื่องการศึกษา สุขภาพ และการจ้างงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่จะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สำหรับนิสัยส่วนตัวนั้น สลิมในวัย 70 ปีเป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาไม่ใช่พวกฟุ้งเฟ้อเห่อความร่ำรวย และแม้ปกติเขาจะนิยมใส่สูทที่ดูดี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสูทพวกนี้จะแพงหูฉี่เสมอไป อีกทั้งยังสวมใส่นาฬิกาข้อมือพลาสติกเป็นเวลานานหลายปี นอกจากนี้ยังแทบไม่เคยใช้

คอมพิวเตอร์ที่บริษัทตัวเองขายบ่อยเท่ากับการใช้สมุดโน้ตธรรมดาๆ
‘การเป็นคนรวยก็เหมือนการเป็นเจ้าของสวนผลไม้ เราต้องแบ่งผลไม้ให้คนอื่นบ้าง แต่ไม่ต้องแบ่งต้นให้’ — คาร์ลอส สลิม
สุดท้ายนี้ วาทะดังในอดีตของคาร์ลอส สลิม เจ้าของเรื่องราวที่ถูกเรียงร้อยผ่านตัวอักษรในบรรทัดแรกจรดจนถึงบรรทัดนี้ คือ บทสรุปบนวิถีความมั่งมีของมหาเศรษฐีแห่งปี 2553 ที่อาจกล่าวได้ว่า สุดท้ายแล้วการมีทรัพย์สินมากมาย คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เพราะหากร่ำรวยเงิน

ทอง แต่แล้งซึ่งน้ำใจ ก็หาใช่เศรษฐีที่แท้จริง…!!!
http://www.sarut-homesite.net/2010/03/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%

b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/

สรุป คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ในเม็กซิโก และเจ้าของสินทรัพย์มหาศาล ก็เติบโตมาจากครอบครัวผู้อพยพชาวเลบานอน ที่เข้ามาทำงานในเม็กซิโก และเปิดร้านเล็กๆ จนเข้าสู่ธุรกิจใหญ่ นัยยะแฝงไว้จาก

การก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของโลกในรอบ 16 ปี ที่สุดยอดมหาเศรษฐีมาจากประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ชาวอเมริกันอย่างราชาไมโครซอฟท์ หรือพ่อมดการเงินคนใด

แต่ว่า เพื่อนผมแย้งหน่อยว่า รวยตอนแก่ แต่ประเทศไทยหละ เศรษฐี หรือ คนฝันเป็นเศรษฐีว่าไงกันบ้าง? Weekly – Manager Online – ฝันไทยสลาย ‘ครัวโลก’ สะดุด กลุ่มอาหารอ่วม …10 พ.ย. 2011 … ไทยฝันสลาย ‘ครัวโลก’ สะดุด ‘น้ำท่วม-จำนำ’ รุมเร้า กลุ่มอาหารอ่วม ชี้ดิว

ปีหน้าลดฮวบ! เหตุผู้ประกอบการต่างชาติไม่กล้าเข้าไทย ส่งผลชัดออเดอร์ไตรมาสแรกปี …
http://www.manager.co.th/mgrweekly/ViewNews.aspx?NewsID

—เส้นแบ่งระหว่างพรมแดนจะหายไป หรือไม่ รวมทั้งเส้นแบ่งเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ก็ยกตัวอย่างอีกเรื่องสำหรับเล่าเรื่องภาพยนตร์ ต่อเนื่องเส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า เป็นเส้นบางๆ และเส้นแบ่งระหว่างความกลัว กล้า บ้า โง่ หละ? แต่เพื่อนอัจฉริยะของผมแสดงความคิดเห็นเรื่อง

ครอบครัว ว่า คนในครอบครัวจะไม่มีวันทอดทิ้งมึง เพราะอย่างนั้น มึงควรถ่ายเทน้ำหนักและความสนใจทั้งหมดไปสู่คนนอกครอบครัว นั่นแหละสิ่งที่ท้าทายมาก และวันหนึ่งเมื่อมึงมีลูก อย่าเรียกร้องอะไรที่ฟังแล้วน้ำเน่าๆจากลูก.

เนื่องจากผมเล่าเรื่องRevolutionary Roadของริชาร์ด เย็ทส์ เป็นนักเขียน ที่เคยเขียนบทหนัง แต่หนังของเขาถูกสร้างเป็น Revolutionary Roadในแฟรงก์กับเอพริล วีลเลอร์รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ต่างแอบซ่อนความต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในใจ เพื่อนบ้านคนสำคัญของ

พวกเขาก็คือมิสซิสกิฟวิ่งส์ สาวใหญ่ที่มัวยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน และเป็นนายหน้าค้าบ้าน ผู้ขายฝันแบบอเมริกันชน แต่กลับซุกซ่อนวิกฤตของครอบครัวของตัวเองเอาไว้ ขณะที่มิสซิสกิฟวิ่งส์ปรารถนาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่สภาพอาการปวดทางจิตของจอห์น ลูกชายของเธอ กลับกลายเป็น

อุปสรรคขัดขวาง ซึ่งนำไปสู่ฉากดินเนอร์สุดหายนะกับครอบครัววีลเลอร์ “ฉันว่ามิสซิสกิฟวิ่งส์ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงที่ห่างไกลจากความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกชาย” เบ็ตส์ตั้งข้อสังเกต “เธออยากคิดถึงเขาว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เก่งกาจที่น่าประทับใจ เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำให้พวกวี

ลเลอร์ตกใจ เธอมีความตั้งใจที่ดี แต่เธอถูกชักนำไปในทางที่ผิด”ไมเคิล แชนน่อนรับบทจอห์น กิฟวิ่งส์ “ขณะยืนอยู่หลังพ่อแม่ของเขา เขายืนอยู่ด้วยเท้าที่แยกห่างจากกันบนพื้นลูกรังเปียกๆ เท้าหันเข้าด้านใน เขากำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่…ราวกับว่าควันจากบุหรี่มวนนี้คือทุกอย่างที่ เขาเคยมี

หรือคาดหวังความอิ่มเอมใจทางอารมณ์” และเขาก็คือ จอห์น กิฟวิ่งส์ นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการป่วยทางจิต มันเหมือนที่พบกันบ่อยๆ ในงานวรรณกรรม คนบ้าในเรื่องนี้ดูจะเป็นคนที่พูดความจริงออกมา จอห์น กิฟวิ่งส์เป็นผู้เผยความแตกแยกระหว่างแฟรงก์และเอพริล”

…แชนน่อนบอกว่าจอห์นนำธีมหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดมาสู่เรื่องนี้ “คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว ดังนั้นมันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า” แชนน่อนกล่าว “เพื่อจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ คุณต้อง
ทำตัวชาด้าน หรือไม่แสดงความใส่ใจ หรือยินดีที่จะทิ้งความรู้สึกของการค้นพบชีวิตทิ้งไปหรือเปล่า หรือคุณต้องทำสิ่งตรงกันข้าม”…“ทุกที่ที่แฟรงก์กับเอพริลไป ไม่มีใครพูดความจริงเลย ทุกคนต่างยิ้มหวานบนใบหน้า ทุกอย่างดูดีไปหมด และจอห์น กิฟวิ่งส์ก็เดินเข้ามาและพูดความ

จริง”นั่นคือ การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่อย่างโกหก’”—เส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า เป็นเส้นบางๆ และเส้นแบ่งระหว่างความกลัว กล้า บ้า

โง่ และเด็กไม่รู้เรื่อง ที่ผู้ใหญ่ สร้างเส้นแบ่งไว้ หละ?

เพราะผมมองสองด้านของเหรียญ ก็แลกเปลี่ยนกับเพื่อนเรื่องหนัง และครอบครัว เพื่อนๆ ซึ่งใครจะเป็นเพื่อนตายของผู้กำกับไม่มีให้เห็น ยามผู้กำกับท้อถอย และชู้รัก ที่เลือกฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความรัก แต่อะไรยุติธรรมในความรักชู้ลับของสองคน ที่เมีย และผัวของสองคนไม่เกี่ยวด้วย ก็

ผู้กำกับหนังก็บอกเช่นนี้ สะท้อนหนังเรื่องNINE สะท้อน เส้นแบ่งขอบเขต ระหว่างนักแสดง กับผู้กำกับ ผู้ร่วมงาน กับเพื่อนแท้ๆ ที่ต้องพูดจาคุยกันให้รู้เรื่องมากกว่าร่วมงานให้จบงาน…(ไม่มีเวลาเขียนขยายความ..ง่ายๆว่าคุณเคยร่วมงานกับใครแล้วรู้สึกอย่างนั้นไหม? หละ?)…..แต่จริงๆ

หนังเรื่องNINE ไม่มีคนเขียนถึงเป็นภาษาไทยมากเท่าไหร่ ไม่งั้นผมจะก็อปปี้มาเล่า เพราะผมไม่มีเวลาเขียน ฮาๆ แต่หนังแสดงถึงมีโอกาสมากว่าเรื่องRR>ผู้กำกับตอนใกล้จบ เขาคิดถึงหนังของเขาเพื่อคืนดีกับเมียตนเอง จากความผิดที่เขาคบชู้ แต่เรื่องRR ซับซ้อนกว่า ทั้งคู่คบชู้ทั้งผัว

เมีย และเมียเลือกตาย (?)

โดยทำแท้งลูกคนล่าสุดไม่มีพี่น้องให้เหล่าเด็กๆ(เด็กๆอาจจะไม่รู้เรื่องความจัดแย้งของพ่อแม่ ) ส่วนผู้กำกับหนัง ไม่มีลูก แต่มีความสัมพันธ์ร้าวลึกแตกแยกกับเมีย ในเรื่องNINE ยังมีโอกาสสัก90% สำหรับความหวังอย่างน้อยกลับไปเป็นเพื่อน หรือมากกว่าเพื่อนกลับเป็นคนรัก ก็ยังดีกว่า

เมียตาย แต่ว่านั่นแหละ เราจะรู้อาการการสื่อสารของหญิง ที่ว่าต่างกับชายตามตำราบรรยายของเฟมินิสต์ได้ง่ายดายหรือไม่?

เมื่อผู้กำกับในหนังเรื่องNINE ก็ตอนท้าย คิดอยากทำหนังแรงบันดาลใจ จากชายที่จะขอคืนดีกับเมีย สะท้อนถึงแรงบันดาลใจของผู้สร้างงาน ก็เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ยุ่งไปหมด สะท้อนปัญหาความใกล้ชิด(Intimacy)-ใกล้ตัวของผู้กำกับชายกับนักแสดงหญิง ที่สะท้อนเรื่อง

เพศไม่ใช่แค่หญิงกับหญิงใกล้ชิด หรือตรงกันข้ามเรานึกถึงคำว่า”ใกล้เกลือกินด่าง” ซึ่งมีความหมายว่า มองข้ามหรือไม่รู้ค่าของดีที่อยู่ใกล้ตัวซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตน … ในกรณีเมียของผู้กำกับ ก็เส้นแบ่งระหว่างความจริง กับวรรณกรรม ก็คล้ายกัน เช่นนี้ คือ การนำวัตถุดิบเรื่องราวใกล้ตัว

มาปรุงเป็นหนังสือ ภาพวาด ภาพยนตร์ และพวกนักเขียน ศิลปิน ผู้กำกับก็อาจจะไม่มีเส้นแบ่งความจริงกับโลกจินตนาการของการทำงานของเขาเองด้วย

จากกรณีตัวอย่างจินตนการย้อนกลับมาเรื่องชุมชนจินตกรรมฯ กับชาตินิยม ก็เรื่องการสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!…. คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน และSisterhood ในแง่มุมเติมเต็มของ

เฟมินิสต์ เพื่อสตรี มีเพื่อนรุ่นน้อง ชอบโทรมาปรึกษาเรื่องสามี ความรัก สตรี และผมจะใช้คำสำคัญ เช่น เฟมินิสต์ อารมณ์ ตาสว่าง หลับตา เซ็กส์ นิยาย วรรณกรรม นางร้าย นางอิจฉา หนัง ประสบการณ์ของเพื่อน การเสียค่าสินสอดสมรม เลี้ยงดูบุตร การหย่าร้าง ปัญหาทางจิตวิทยา

อาการ ลงแดง บำบัด ฯลฯ เหล่านี้

ดังนั้น คำถาม.อะไร คือ เส้นแบ่ง หรือพรมแดนของเรา ในแง่มุมบ้านสำหรับบางคน ก็เป็นที่ทำงาน เป็นบ้านบวกกับร้านค้าไปด้วยกัน ซึ่งหนังเรื่องNINE สะท้อนเส้นแบ่งไม่ได้ผูกพันเรื่องส่วนตัว อารมณ์ความรู้สึกต่อความรักเพื่อนร่วมงาน เป็นนักแสดงของตน แต่ว่าอะไร คือ เส้นแบ่ง

ระหว่างเพื่อน คนรัก หรือกล้า บ้า โง่ ฉลาด เกลียด รัก เพื่อจะให้ข้ามพ้นเส้นแบ่งถูกหรือผิด ฉะนั้น คนเรา สะท้อนเส้นแบ่งเหมือนร่วมนับญาติเรากันได้ หรือเปล่า ? และเราร่วมสร้างเพื่อนร่วมชาติ พี่น้อง ญาติ กันไหม? ครับ
ในที่สุด ประเด็นมากกว่าภาษาเพื่อนสนิท เพื่อนรัก คือ ผมต้องให้เพื่อนช่วยงานตัดต่อรายการเชียงใหม่ฯ นั่นคือ การแบ่งงาน ถ้าวันนี้ไม่ให้ความทรงจำ หรือหลงลืม ในดรีม และส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Pre-production,Productionหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวี

อินเตอร์เน็ต ฯลฯน่ะครับ

แม้ว่า ผมรู้สึกเข้าใจเรื่องข่าวแรงงานลำพูน ถูกเลิกจ้าง ปัญหาการจ้างงาน เพราะเรา คือ คนงาน และผมต้องหาที่อยู่ใหม่ เปลี่ยนการจ่าหน้าซองจดหมายสำหรับส่งต่อหวังให้คุณ มีความสุขไปกับไปรษณีย์ปีใหม่ น่ะครับ
แต่คุณจะเห็นว่าผมไม่มีเวลาเขียนอะไร มากหรอก ก็เอาของเก่ามาเล่าใหม่ซ้ำไปซ้ำมาบ้าง (ฮา) จึงปิดท้ายเพลงเก่าสองเพลง และเพลงหนึ่งผมเคยเอามาเผยแพร่ช่วงเดือนธันวา ปีที่แล้ว และเพลงเก่าเพลงไทย ผมเพิ่งเอามาเผยแพร่ และเพลงไทยมันส์ๆ ตลกๆ และผมอยากทำเพลงขำขำ

แต่งชื่อเพลงกัดหู ได้แรงบันดาลใจจากคุยเรื่องมวยๆ ตลกๆ กรณีไมค์ ไทสันชกมวยไม่พอกัดหู เล่าเรื่องกัน ในรถกับพวกพ้อง แล้วคนนึกถึงจ๊ะ..เพลงคันหู หรือเรื่องหัวนมดูดนมแม่ สำหรับการเดินมาถึงเส้นทางหยุดเขียน แต่ผมไม่ได้ไปMeditations on First Philosophy..แบบเด

สคารสต์… แค่แบ่งเวลาไปเตรียมงานอื่นๆ แต่จะกลับมาในวันต่อไป ถ้าวันนี้ไม่ให้ความทรงจำ หรือหลงลืม ในดรีม และส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Pre-production,Productionหนังสั้น ซึ่งผมทำbreakdownของบทหนังสั้นถ่ายฉาก ต่างๆ และวางแผนวันเวลา สถานที่ทำหนังสั้น ,คอลัมภ์

เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯน่ะครับ

-Nine – Finale


-เปิดฉากแรกของเรื่องNINE…ภาพยนตร์ คือ ความฝัน ภาพยนตร์ถูกทำลายด้วยการเขียน ด้วยกล้อง เมื่อภาพมาเรียงกันๆ สิ่งลึกลับในห้องตัดต่อ คนดูชมภาพยนตร์ในห้องมืด และถ้าคุณโชคดี โชคดีมากๆ และบางครั้งผม ก็โชคดี แล้วภาพยนตร์จะกลับมาเป็นความฝัน ด้วยเหตุนี้ผมเป็น

คนไม่ชอบพูด จากประโยคย่อๆเล่าสั้นโดยผม ต่อประโยคของผู้กำกับ
-การแถลงข่าวหนังเรื่องอิตาเลีย คือ ชื่อที่ใหญ่โต และอิตาลี เหมือนเทพนิยาย อิตาลีเหมือนหญิงสาว อิตาลีเหมือนความฝัน
-เมื่อผู้กำกับรำพึงถึงข้อจำกัดของตน… ฉันเป็นบ้าอะไร คิดไม่ออก เขียนไม่ได้ หายใจไม่ออก หัวใจเต้นระรัว และแพทย์วิเคราะห์ว่ามาจากความเครียด…
-ประเทศปกครองโดยผู้ชาย ตัวเขาเองก็ถูกปกครองโดยผู้หญิง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณเป็นสตรีที่ยิ่งใหญ่…แต่เขาหลงทาง เป็นบทสั้นๆ ที่เขากล่าวขณะคุยในตอนฉากUnusual wayของนักแสดงหญิง พูดถึงบทของเธอว่า คุณไม่รู้วิธีที่จะรัก…กุยโด(ผู้กำกับ)

เมื่อผมคิดถึงหนังNINE เปรียบเทียบให้เห็นภาพR.R. เสี่ยงกว่ามากในภาวะขาดเงิน อยู่ในหลุมพรางเงิน และปัญหาเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หรือ เราจะย้อนคิดถึงหนังเรื่องวัยรุ่นพันล้าน ประสบความสำเร็จอายุน้อย เปิดร้านเกาลัดหลายสาขา สู่

สาหร่ายเป็นแบรนด์ จากเรื่องFood science-Quality Control (QC) คือ การควบคุมคุณภาพ(วัตถุดิบ) เป็นการควบคุมกระบวนการผลิตหรือการให้บริการเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กร … และกรณีเถ้าแก่น้อย แม้จะมีคนช่วยเป็นลุง(เปี๊ยก โปสเตอร์-แสดง) หรือ

แสงความเชื่อเรื่องเจ้าแม่กวนอิม ทำความฝันให้เป็นจริง…

แม้ว่าการทำวัตถุดิบ-อาหารยังเป็นการเมืองสำหรับเฟมินิสต์ ที่มีความคิดเห็นว่าการเมืองของอาหาร ที่ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน ทำอาหารให้ผู้ชาย ก็สะท้อนผ่านหนังเรื่องR.R.ฉากดินเนอร์ หรือภาพสะท้อนของบทบาทหญิง ส่วนหนังเรื่องNINE สะท้อนความเป็นอิตาลี ละครเพลง สไตล์

หนังเก่า เชื่อมโยงหนังเฟลินี่ดัดแปลงจากละครเวทีรางวัลโทนี่ (ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง 8 1/2 ของ เฟเดริโก้ เฟลลินี่ อีกที) และวัฒนธรรมยุโรป อมริกา มีอะไรให้เปรียบเทียบได้บ้าง? กรณีความเป็นสากล ที่มีการอ้างถึงบทหนัง คือ แผนที่-Mapของผู้กำกับ คือ บทภาพยนตร์ คือ

หน้าแรกของแผนที่ทั้งหมด และช่วงการพูดคุยของสองคน ในฉากUnusual Way (เส้นทางไม่ปกติ)ที่ผมเผยแพร่ฉากนั้นอ้างอิงผ่านยูทิวไป และคำถามว่าใคร คือ เพื่อน(หญิง/ชาย)ของคุณ ในยามที่คุณต้องการใครสักคน ปรึกษาหารือช่วยเหลือเขา…ซึ่งหนังเรื่องNINE กับR.R (ผ่าน

ไปสองปีผมยังไม่เคยอ่านนิยาย) มีความคล้ายคลึงกันตรงผู้หญิง โดยเมียสองคน เป็นนักแสดงละคร/นักแสดงหนัง ในฐานะนักแสดงอารมณ์ความรู้สึก ย่อมมากกว่าคนปกติทั่วไปด้วยซ้ำ และภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ของผู้กำกับใกล้ชิดนักแสดง ก็เป็นความสัมพันธ์อันเกิดความรักจาก

เพื่อนร่วมงาน หรือ เราควรตั้งคำถามว่า คนทุกคนต่างแสดงละคร-หนังดราม่ากันทุกคนอยู่แล้ว จนกระทั่ง ผู้กำกับเรื่องNINE หยุดพักความเครียดในกองถ่าย อันซีเรียส และตัวเอง ชีวิตส่วนตัวกับเมีย แล้วผู้กำกับอาชีพ ติสท์แตก จากการบ่นในข้อจำกัดต่างๆ นานา หาข้ออ้างปัญหาช่วง

อายุจะห้าสิบปี จึงหยุดพักผ่อน ทำหนังไปสองปี ก็ดี แล้วมีหนังใหม่ น่ะครับ

โดยผมนึกถึงเพลงไทยของออดี้-อดทนกว่านี้…ในบริบทเล่าถึงปัญหารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แด่ประชาธิปไตย-รัฐธรรมนูญใกล้ตัว หลังจากทำกิจกรรม และติดต่อนัดหมายพบผู้คนมากมาย และอากาศเริ่มหนาวในเชียงใหม่ อุณหภูมิลดลงสี่องศาตั้งแต่วันที่7 ธันวา 54 ก็ดูแลสุขภาพกัน น่ะครับ

….อยากให้เธออดทนมากกว่านี้ อยากให้เธอลองมองดูฉันสักที ว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่ เรื่องที่เธอ เสียใจ ฉันเองก็เสียใจ ฉันเอง ก็รู้ว่าเธอ เข้าใจ แต่รับมันไม่ไหว แข็งแรงกว่านี้หน่อย แล้วทนกว่านี้บ้าง เพื่อทำให้รักของเรา ไม่จาง แม้จะเหน็บหนาว ฉันก็ไม่กลัว…และปิดท้ายโดยเพลง
Just The Way You Are…

Bruno Mars – Just The Way You Are [Official Video]
Oh, her eyes, her eyes, make the stars look like they’re not shining
Her hair, her hair, falls perfectly without her trying
She’s so beautiful, and I tell her every day

Yeah, I know, I know, when I compliment her she won’t believe me
And it’s so, it’s so, sad to think that she don’t see what I see
But every time she asks me do I look ok, I say

When I see your face, there’s not a thing that I would change
Cause you’re amazing, just the way you are
And when you smile, the whole world stops and stares for a while
Because girl you’re amazing, just the way you are(yeah)

Her lips, her lips, I could kiss them all day if she let me
Her laugh, her laugh, she hates but I think it’s so sexy
She’s so beautiful, and I tell her every day

Oh, you know, you know, you know, I’d never ask you to change
If perfect’s what you’re searching for then just stay the same
So, don’t even bother asking if you look ok
You know I’ll say

When I see your face, there’s not a thing that I would change
Cause you’re amazing, just the way you are
And when you smile, the whole world stops and stares for a while
Because girl you’re amazing, just the way you are
The way you are, the way you are

16-17-18-19 ธ.ค.54
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 16 ธันวาคม 2554
รางวัลที่ 1
884178
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
235 295 651 784

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
21
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ เลขที่ 884178
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ เลขที่ 884178

ขอขอบคุณ
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัด ยุติธรรม
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=466991&ch=hn

วันที่18 เป็นวันแรงงานข้ามชาติสากล และผมไม่มีเวลาเขียนอะไร ก็ผมคิดหลายเรื่องราว บางอย่างเป็นความลับของการพูดคุยบ้าง โดยต่อมาผมเล่าเรื่องเบาๆ คือ เพื่อนของผมชวนไปเที่ยวสัมผัสลมหนาวที่ภูกระดึง แต่ผมไม่ได้ไปติดธุระงาน และเพื่อนนักเขียนของผมนอนหลับ เวลาเช้า

บ้าง บ่ายบ้าง กลางคืนบ้างนอนไม่เป็นเวลา น่ะครับ แต่บางวัน ผมก็ตื่นเช้ามาก เพราะนศ.ในหออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ก็มาปลุกนศ.ห้องข้างๆกัน แน่นอนว่า สะท้อนการใช้ชีวิตของวิถีชีวิตแตกต่างของผม กับเพื่อน และเมื่อวานก่อน ก็แม่ผมโทรมาตอนเช้าของวันที่14 ธ.ค.54 ว่าพ่อของผม เมา

รถมอเตอร์ไซด์ล้มฟันหน้าหักตอนเช้า ซึ่งวันที่น่าตกใจ จริงๆ น่ะครับ ถ้าผมนึกถึงเรื่องSpace and time และPhichit,I love you หรือBangkok,I Love you…สถานที่หลายแห่งในกรุงเทพฯเป็นที่น่าเที่ยวของชาวต่างชาติ และภาวะหลังน้ำท่วมลดหาย แต่การเมืองของนายกฯ

หญิง ที่มีชื่อเล่นว่า “ปู” มันจะเหมือนจัดการผู้คนต่างๆ คือ เหมือนจับปูใส่กระด้ง ไหม?

สถานการ์ณการเมืองเช่นนี้ ในหลายแง่มุม ก็เหมือนกับส่วนหนึ่งที่ผมประเมิน คาดการ์ณไว้ ตั้งแต่เราระดมสมองกัน ที่แห่งหนึ่ง และย้อนกลับไปคิดว่ามีโอกาสทำอะไรบ้าง ก็ประโยคว่า‘คนที่ฉลาด คือ คนที่สร้างโอกาสมากกว่าที่เขาหาได้’ — ฟรานซิส เบคอน (นักปรัชญาชาวอังกฤษ)ชุดประวัติของนักวิทยาศาสตร์++ฟรานซิส เบคอน – > เนื้อเรื่องย่อของภาพยนตร์ “Paris,Je t’aime” ( แบ่งตามย่านของภาพยนตร์แต่ละตอน )
ม็องต์มาร์ตร (ย่านที่ 18) : ” ถนนนี้มีแต่รัก” กำกับโดย บรูโน่ โพดาลีเดส (Dieu seul me voit)
ในระหว่างที่หนุ่มขี้เหงากำลังสอดส่ายสายตาหาที่จอดรถในถนนแคบ ๆ กลางย่านม็องต์มาร์ตร จู่ ๆ สตรีลึกลับนางหนึ่งก็มาเป็นลมล้มพับอยู่ข้าง ๆ รถของเขา ฤานี่จะเป็นพรหมลิขิตแห่งรักที่เขาโหยหารอมานาน
แม่น้ำแซน (ย่านที่ 5) : “แม่น้ำสายความรัก” กำกับโดย กูรินเดอร์ แชดด้า (Bend it Like Beckham)
ฟรังซัว กับเพื่อนอีกสองคนตะโกนแซวสาว ๆ ที่เดินผ่านไปมาบนทางเดินเลียบแม่น้ำแซน แล้วฟรังซัวก็เห็นสาวมุสลิมคนหนึ่งเดินสะดุดล้มลง เขาเข้าไปช่วยเธอเก็บผ้าคลุมหน้าที และหลังจากนั้นเขาก็มาที่นี่ทุกวัน
เลอ มาเร่ส์ (ย่านที่ 4) : “ย่านรักไร้พรมแดน” กำกับโดย กัส แวน แซงท์ (Elephant)
เมื่อ แกส ก้าวเข้ามาในโรงพิมพ์ ชายหนุ่มก็ถูกชะตากับ อีไล พนักงานหนุ่มเข้าให้เต็มเปา อีไล กลับไม่เข้าใจสิ่งที่ แกสป้า พูดจนเมื่อแกสป้ากลับออกไปแล้ว อีไลก็รู้ว่าความรู้สึกพิเศษระหว่าพวกเขาทั้งคู่คืออะไร
สถานีรถไฟตุยเลอรีส์ (ย่านที่ 1) : “แรกรักเมื่อสบตา” กำกับโดย โจเอล กับ อีธาน โคเอ็น (Fargo)
นักท่องเที่ยวอเมริกันยืนอ่านหนังสือนำเที่ยวอยู่ที่ชานชาลารถไฟใต้ดิน เขาเหลือบไปเห็นหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสคู่หนึ่งกำลังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม กว่าจะตั้งสติได้เขาก็สบตาสาวเจ้าเข้าเต็มเปาเสียแล้ว
ย่านที่ 16 : “เสียงกล่อมรักอันโดดเดี่ยว” กำกับโดย วอลเตอร์ แซลเลส (The Motorcycle Diaries)
ในตอนเช้า คุณแม่ยังสาวจำใจต้องทิ้งลูกน้อยของเธอไว้ให้เนิร์สเซอรี่ใกล้บ้านเลี้ยงดู เพื่อรีบขึ้นรถไฟมายังเขต 16 สุดหรูหราเพื่อทำงานเป็น พี่เลี้ยงให้กับลูกของคนอื่นที่พักอยู่ในย่านนั้นนั่นเอง
ย่านปอร์ต เดอ ชัวซี (ย่านที่ 13) : “ภาษารัก ไม่มีวันจาง” กำกับโดย คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (ผู้กำกับภาพระดับโลก อดีตผู้กำกับภาพคู่บุญหว่องกาไว)
การพบปะกันที่แทบจะเกินกว่าความเป็นจริงใด ๆ จะตีกรอบได้ระหว่าง หนุ่มนักขายทัวร์ กับ ซ้อเจ้าของกิจการร้านทำผมจีนสุดสวย
ย่านบาสตีย์ (ย่านที่ 12) : “รักของเราไม่มีวันหมดอายุ” กำกับโดย อิสซาเบล คอยเซ่ (My Life Without Me)
ก่อนที่หนุ่มใหญ่จะขอหย่ากับภรรยาคนปัจจุบัน เพื่อไปครองรักกับกิ๊กที่ทั้งสาวและสวยกว่า แต่ภรรยาของเขากลับโพล่งออกมาก่อนว่าเธอเป็นมะเร็ง เขาจึงตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างเพื่อมาดูแลภรรยาที่กำลังป่วย
จัตุรัสชัยสมรภูมิ (ปลาซ เด วิคตัวร์ ย่านที่ 2) : “เสียงรักไม่มีวันจาง” กำกับโดย โนบูชิโร่ ซูว่า (After War)
หญิงสาวคนหนึ่งนอนไม่หลับด้วยเสียงร้องเพรียกหาจากลูกของเธอที่ตายไปแล้ว เธอจึงกลับมายังจัตุรัสที่ลูกของเธอเสียชีวิตเพื่อรอคอยที่จะพบกับเขาอีกครั้ง
หอไอเฟล (ย่านที่ 7) : “ที่นี้มีแต่ รัก” กำกับโดย ซิลเวน โคเม็ท (The Triplets of Belleville)
ศิลปินละครใบ้หนุ่มสุดแสนเดียวดายใช้เวลาทุกวี่ทุกวันอยู่ใต้หอไอเฟลตามตื้อนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งเขาถูกตำรวจจับข้อหาก่อกวนความสงบ แล้วที่สถานีตำรวจนั่นเองที่ทำให้เขาได้พบเนื้อคู่
สวนสาธารณะมองโซ (ย่านที่ 17) : “เธอกับฉันรักกันไม่มีเบื่อ” กำกับโดย อัลฟอนโซ่ คัวรอน (Children of Men)
ชายชราชาวอเมริกันนัดกับหญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่สวยแต่หัวรั้นสุด ๆ แต่เขามาสาย ทั้งสองเดินทะเลาะกันไปตามถนนในสวนสาธารณะ ซึ่งมันเป็นการเปิดเผยให้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและสับสนซับซ้อนของทั้งคู่
ย่านเด็กแดง (การ์ติเย เด ซองฟอง รูจ ย่านที่ 3) : “ความรักอยู่ในอากาศ” กำกับโดย โอลิเวียร์ แอซสาแยส (Clean)
นักแสดงชาวอเมริกันสาวกำลังเข้ากล้องถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคในนครปารีส เธอผูกมิตรกับพ่อค้ายาเสพติดแสนลึกลับคนหนึ่ง ว่าแต่เธอจะพบความพึงพอใจตรงตามที่ปรารถนาหรือไม่
จัตุรัสเทศกาล (ปลาซ เด แฟต ย่านที่ 19) : “ดื่มกาแฟกันไหมที่รัก” กำกับโดย โอลิเวอร์ ชมิทซ์ (Hijack Stories )
ชายคนหนึ่งล้มนอนใกล้ขาดใจอยู่กลางจัตุรัสเทศกาล โซฟี นักศึกษาแพทย์สาวประสบการณ์น้อยพยายามจะช่วยชีวิตของเขา แล้วจึงตระหนักว่าทั้งสองเคยพบกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว
ปิกาล (ย่านที่ 9) : “ย่านทดสอบรัก” กำกับโดย ริชาร์ด เลอกราเวเนส (Living Out Loud)
สังเวียนรักสุดแสนเซ็กซี่ที่เกิดขึ้นกลางย่านโลกีย์ ปิกาล กำลังเล่นเอาล่อเอาเถิดกับคู่รักสูงวัยที่พยายามจะรักษาความสัมพันธ์ของพวกเขาไว้ให้ยืนยาว
ย่านมัดแลน (ย่านที่ : “รักด้วยเลือด” กำกับโดย วินเซ็นโซ่ นาตาลี (Cube)
ชายหนุ่มเข้าไปขัดจังหวะในขณะที่แวมไพร์สาวกำลังสูบเลือกจากเหยื่อรายล่าสุดของเธอ เสน่ห์สาวทำให้ชายหนุ่มติดอกติดใจเข้าเต็มเปาและมุ่งมั่นจะครอบครองเธอชนิดอุปสรรคใดก็ขวางไม่ได้
แปร์ ลาแชส (ย่านที่ 20) : “รักแท้ไม่แพ้ตัวเลข” กำกับโดย เวส คราเว่น (Scream 1-3)
คู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันหมาด ๆ พยายามปรับตัวเข้าหากัน ขณะที่หลงทางเดินวนเวียนตามหลุมศพในสุสานแปร์ ลาแชส ก่อนที่วิญญาณของออสการ์จะปรากฎตัวขึ้นมาช่วยหาข้อยุติให้กับเรื่องไม่ลงรอยกันของทั้งคู่
โฟบูร์ แซ็งต์ เดอนี (ย่านที่ 10) : “เธอกับฉัน รักกันแค่ 2 คน” กำกับโดย ทอม ทิคเวอร์ (Run Lola Run และ Perfume)
นักแสดงอเมริกันสาวสวยโทรไปหาแฟนหนุ่มตาบอดของเธอเพื่อขอบอกเลิก การเดินทางในหัวของชายหนุ่มสะท้อนให้เราได้สัมผัสกับความสัมพันธ์ของพวกเขาตั้งแต่ที่พบหน้ากันครั้งแรกจนถึงวันที่บอกลา
ย่านละติน (ย่านที่ 6) : “รักต้องบอก” กำกับโดย เฟร็ดเดอริค อูเบอร์แต็ง กับ เจอราร์ด เดอพาดิเย (The Bridge)
ชายสูงวัยชาวอเมริกันที่ยังกระฉับกระเฉงนัดพบอดีตภรรยาเพื่อขอให้เธอจัดการเอกสารสำคัญในการหย่าอย่างเป็นทางการให้เรียบร้อยแต่แล้วการนักพบกันครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
กาตอร์เซียม อาร์รงดิซม็อง (ย่าน 14) : “มหานครแห่งรัก” กำกับโดย อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Sideways)
นักท่องเที่ยวอเมริกันสาวเพิ่งเข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเธอเองเมื่อเดินผ่านย่าน 14 ของมหานครปารีส ซึ่งเป็นอารมณ์ขันและบทสรุปโดนใจของภาพยนตร์เรื่อง Paris,Je t’aime ได้อย่างลงตัวสุด ๆ
http://www.mono2u.com/review/content/paris_je_taime/

ทำไมผมถึงยกตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ กับมาร์แซล์ พรูสต์ และวิกเกตสไตน์ เพราะว่า ผมคิดว่า เรื่องย่าน 14 น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเธอเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพ นักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศส ต่างๆ ทำให้ผมรู้จักฝรั่งเศสมากขึ้น และผมไม่เคยไปฝรั่งเศส รวมทั้งไม่เคยไปหลุมศพ

ของพรูสต์ และวิกเกตสไตน์ จึงมีเพียงจินตนาการข้ามขีดจำกัดของความเป็นจริงเท่านั้น
แม้ว่า ผมอ่านผลงานของนักเขียนฝรั่งเศส เช่น ซาสตร์ กามูส์ ที่มีแปลเป็นไทย มาจำนวนมากก็ตาม ซึ่งผมเคยเอารูป walk of idea ของเยอรมัน ที่มีรูปหนังสือเป็นประติมากรรม รวมนักเขียนหลายคน และฝรั่งเศส ก็เช่นกัน เขามีถนนสายที่สร้างนักเขียน สืบทอดความคิดกันมากมาย ผม

ขอจบเรื่องราวของวันนี้ โดยการระลึกถึงผู้แปลโลกในมือนักอ่าน ซึ่งผมเพิ่งพบกับเธอ เมื่อไม่กี่วันก่อน และผลงานเดียวกันของผู้เขียน ก็มีคนแปลเป็นไทยแล้ว จากข้อมูลhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250253266&catid=02
โดย เรื่อง A Reading Diary บันทึกรักนักอ่าน” มังเกล กล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนังสือว่า “การอ่านหนังสือของผม มักผูกพันกับทุกอย่างที่ผมทำ ทุกที่ที่ผมไป”

เรามักเลือกอ่านหนังสือตามสิ่งที่เราคิด เราเป็นโดยไม่รู้ตัว อ่านสิ่งใด เราก็เป็นสิ่งนั้น หนังสือที่อ่านกลายเป็นกระจกสะท้อนเงาตัวเราเอง เคยไหมที่คุณมักจะเลือกหยิบหนังสือสักเล่มหอบหิ้วติดกระเป๋าเดินทาง ไว้อ่านในยามที่เบื่อหน่ายจากเสียงกรนของคนข้างๆ หรือฆ่าเวลาระหว่างการ
เดินทางอันยาวนาน…

Great Expectations Trailer

ครั้นแล้ว ผมหวนคิดเรื่องหนังสั้น จึงเอาเรื่องราวบันทึกถึงหนังสั้น-หนังยาว มาเล่าซ้ำจากการก็อปปี้บ้าง คือ ผมเคยเขียนเรื่องGood Time-เวลาดีและชีวิตประจำวัน-อายุ30ขวบPosted on April 5, 2009 by akkaphoncyber ก็ผมเขียนเรื่องSliding Doors และGreat

Expectations ซึ่งSliding Doorsถ้าเราคิดเล่นๆว่า ณ ทางแยกซ้าย – ขวา หากเลือกไปทางซ้ายจะเจอเรื่อราวอย่างหนึ่ง มาหยุดนั่งนึกและคิดอีกทีว่า ถ้าหากเมื่อครู่เลือกไปทางขวาล่ะ…จะเกิดอะไรขึ้น…จะนั่งนึกอยู่ว่าหากไปทางซ้ายจะเป็นอย่างไร….หรือจะมีอะไรที่มากกว่านั้น
Sliding Doors หนังอังกฤษพล็อตเยี่ยมที่ถามคำถามตรงๆว่า What if….หากอย่างนั้น…และถ้าอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันเป็นประจำอยู่แล้ว ใครบ้างที่หาคำตอบได้บ้างว่า ถ้าเลือกทำในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ที่กำลังทำอยู่นี้ ผลจะออกมาเป้นเช่นไร ดีกว่า แย่ลง หรือคงที่….น่าคิด
…กิติกร มุมจิตวิทยา ดรีม(3) : ฝันสร้างสรรค์ มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 1489 [27 ก.พ.-5 มี.ค.2552] นักคิดหลายคน ใช้ความฝันเป็นการสร้างสรรค์ทางความคิดด้วย เสียงนก หรือเสียงผีเดนนิช เสียงโหยหวน การบันทึกเสียง “การอธิบาย”ทางวิทยาศาสตร์ และการอธิบาย

ผ่านความเชื่อต่างๆ ฝันบอกเหตุ มันพิสูจน์ไม่ได้ และฝันจะProofอย่างไรบ้าง?
…Great Expectations …เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เรียนวิชา stage costume ว่าด้วยเรื่องการแต่งกายของหนัง ที่ต้องการสื่ออะไรกับคนดูก็ได้ดูมาหลายเรื่องอยู่ ไม่ว่าจะเป็น hero หมานคร แต่ก็หลับๆตื่นๆทั้งนั้น Great Expectations เป็นเรื่องที่ว่าด้วย เด็กชายคนหนึ่งได้ช่วย

โจรเอาไว้ และ เขาได้มีชีวิตวัยเด็กโดยเข้าๆออกๆบ้านเศรษฐีพร้อมกับรักแรกของเขา คือเด็กหญิงในบ้านนั้น (ที่ออกจะหยิ่งนิดหน่อย) เมื่อโตขึ้น เด็กหญิงได้เข้าเมืองไป เขาต้องเป็นชาวประมง ทั้งๆที่รักการวาดรูปและมีสไตล์มาตั้งแต่เด็ก เขาถูกชักชวนให้เข้าเมืองด้วยการที่รักเด็กสาว จึง

ต้องการจะมีฐานะให้ใกล้เคียงกัน ทั้งๆที่อีกฝ่ายกำลังจะแต่งงาน จนสุดท้าย เขาได้เป็นศิลปินที่โด่งดัง และรู้ว่า จริงๆแล้วนั้น คนที่ช่วยอุปการะเขาคือ โจร ที่เขาเคยช่วยไว้ ส่วนเด็กสาว สุดท้ายเธอก็อยากให้โอกาสเขา และเขาก็อยากให้โอกาสเธอ เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นยังไง
เรื่องนี้ จัดว่า ถ้าด้านตัวหนังแล้วอาจจะทำดูช้าเนิบ น่าเบื่อ แทบจะหลับ (แต่ตอนแรกฉันดูแล้วรู้สึกง่วง แต่หลังๆมาไม่ง่วงนะ) ตัวหนังอาจจะไม่เป็นที่จดจำนัก ในส่วนตัวผู้กำกับ Alfonso Cuar?n ที่เป็นรุ่นเดียวกับเดล โตโร่ ที่ตอนนี้ทำเฮลบอย ซะดังเปรี้ยง
แต่ส่วน Alfonso Cuar?n ก็ไม่แพ้กันนะ ในโทนของหนังของเขาจะเป็นอารมณ์ที่ดูเศร้า หดหู่ อย่างแฮร์รี่ภาค 3 ที่เขากำกับจะดูโทนมืดๆมากกว่า 2 ภาคที่ผ่านมา แต่ทำไม Paris, je t’aime ของเขาถึงดูน่ารักจังนั่นแหละ จากภาพของตัวหนังที่ดูไม่น่าจดจำ พล็อตเรื่องที่เฉยๆ
แต่ในด้าน costume นั้นกลับทรงคุณค่า ถึงขนาดอาจารย์เลือกมาให้ดู เพราะสิ่งที่เด่นในเรื่องที่ต้องการสื่อคือ สี ถ้าใครดูจะพบว่า ตัวละครเกือบทุกตัว สิ่งของเครื่องใช้ background ของหนัง จะเป็น สีเขียว ทั้งสิ้น โดยวัยเด็กอาจจะเป็นสีเขียวเหลือง เขียวอ่อน จนสุดท้ายเป็นสีเขียว

เข้มและกลับลงสู่สีขาว อาจารย์ให้คำตอบว่า สีเขียวแสดงถึงความ สะอาด บริสุทธิ์ ไล่ตาม คือในช่วงต้น ที่นางเอกใส่สีเขียว(ทั้งเรื่อง) และสุดท้ายจบลงที่สีขาว ก็เหมือนกับ นางเอกต้องการเริ่มต้นใหม่ เหมือนวัยเด็กที่เป็นเขียวอ่อน แต่กลายเป็นสีขาวซะแทน ส่วนพระเอกนั้น ในการแต่ง

กายมีการคุมโทนสีเขียวอยู่นิดหน่อย ในความหมายของฉันคือ สีเขียว อาจจะหมายถึง เงิน (ที่แสลงในอเมริกา) และ ความต้องการ อยากได้อยากมี ที่นางเอกมีเงินอยู่แล้ว แต่พระเอกต้องการให้ฐานะเทียบเคียงกัน ก็เลยฝันอยากรวย และกิเลสที่ต้องการให้ตัวเองมีสังคมเมือง ทุกคนยอมรับ ก็

นับว่าเป็นสีเขียว และนางเอกที่วิ่งไล่ตามหาความรัก จนสุดท้ายก็รู้ว่าใครคือคนสุดท้าย ในอีกแง่หนึ่ง สีเขียว คือ ความหวัง สีเขียวเป็นสีที่ดูบวก ดูแล้วคนรักมากกว่าคนเกลียด และสีคู่ตรงข้าม ของสีเขียว คือ สีแดง สีแดงในเรื่องนี้ โผล่ออกมาให้เห็นในเรื่องเพียง 2 จุด
คือ 1. ในเสื้อนักโทษ 2. ในชูชีพที่ช่วยนักโทษ อันที่หนึ่ง นั้นสีแดง มันอาจจะหมายถึง อันตราย เพราะนอกจากจะตรงข้ามกับสีเขียวแล้ว สีแดงถือว่าเป็นสีที่ดูร้อนแรงดูติดลบ มากกว่า บวก ก็สื่อถึงตัวนักโทษได้ดีอยู่แล้ว

อีกอันหนึ่งคือ ชูชีพ ที่ใช้สีแดงเพื่อต้องการสื่อว่า มันคือสัญลักษณ์แห่งการ ช่วยเหลือ Rescue ที่นอกจากจะช่วย นักโทษในตอนนั้นแล้ว นักโทษได้กลับมาช่วยพระเอกในตอนโตอีก อีกเรื่องคือ หญิงม่าย ที่เป็นญาติกับนางเอก ที่นอกจะแต่งตัวแตกต่างจากคนอื่น ที่จะเน้นสีเขียว
เขาแต่งตัวฉูดฉาดและดูเก่า เหมือนต้องการจะสื่อว่าตัวของหญิงม่ายนั้น ยึดติดอยู่กับอดีต ชีวิตไม่เดินทางตามเวลา การที่เขาแก่ลงเรื่อยๆ แต่ยังคงใช้เครื่องสำอาง ทำให้ตัวเองดูสวยอยู่ ก็เหมือนกับ ไม่ยอมรับว่าชราลง ยังคงคิดว่า ตัวเองเหมือนเดิมอยู่
นอกจากจะเหมือนชื่อบ้านที่เขาอยู่แล้ว ที่แปลอารมณ์ว่า ไม่ใช่สวรรค์ มันสื่อกับ รักที่ไม่สมหวังในอดีตของหญิงคนนี้ และต้องการให้หลานสาวตัวเองแก้แค้นชายหนุ่ม ที่เคยทำกับเธอไว้ จนหลานสาวตัวเองกลายเป็นนิสัยเรื่อยมา
นั่นคือ สิ่งที่ได้เรียนมา และ นับว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่ผู้กำกับต้องการคุมโทนของหนังให้มีเพียง สีเขียว และ สีแดง นับว่า เยี่ยมที่ถ้าต้องการสื่อแบบนี้ มันทำให้รู้ว่า คอสตูม สำคัญจริงๆ
http://doxdoxchan.exteen.com/20080725/great-expectations-1998
Great Expectation
เคยได้ยินเค้าบอกว่า หวังอะไรให้หวังสูงๆ แล้วไปให้ถึงแล้วก้อเคยได้ยินเค้าบอกมาเหมือนกันว่าอย่าไปคาดหวังอะไรนัก ผิดหวังมาแล้วมันจะเจ็บ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=amame&month=04-2008&date=12&group=1&gblog=69
Great expeactation เกิดขึ้นตอนไหน ? เกิดขึ้นตอนที่ พระเอก มองร่างที่เปลือยเปล่า ของผู้หญิงที่ตนรัก ด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ ** เขาสร้างผลงานขึ้นมาจากรูปนู้ดที่วาดขึ้น ผลงานเขาก็ถูกขายหมด แต่มาผิดหวัง เพราะรู้ทีหลังว่าถูกจัดฉาก และเสียใจมาก แต่ด้วยความเป็นศิลปิน ที่
แท้จริง เขาพิสูจน์อีกครั้งและดังกว่าเดิม ไม่มีใครจัดฉาก และ เขาได้รับการยอมรับ เหมือนเดิม ซึ่งบอกได้เลยว่า มาจากฝีมือการวาดภาพ ที่เป็นพรสวรรค์ ของเขาที่แท้จริง ส่วนเรื่องความรัก นางเอกหลังจากที่หย่ากับสามี กลับมาถามพระเอกว่ายังรักหล่อนอีกหรือไม่ พระเอกตอบไปว่า “มา

ถึงขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอ ” พระเอกตอบอย่างนี้ หมายความว่า พระเอกมีสิ่งนึงที่เป็นความรู้สึกที่พิเศษ ความบริสุทธ์ พรสวรรค์ และ ศิลปะ และสิ่งนี้ได้เติบโตขึ้นมาพร้อม กับตัวเขา และ นางเอก เพราะเขาต้องมาวาดรูป นางเอกทุกอาทิตย์ ตั้งแต่ยังเด็ก มาวันนึง นางเอกอยากได้จากพระเอก

แต่ไม่ได้ ไม่แน่ใจอาจจะเป็นเหตุให้ เธอหนีจากพระเอกไป ตั้งแต่นั้นมา พระเอกจึงเลิก วาดรูป และทิ้งความฝัน การเป็นศิลปิน และนางเอกก็ปรากฏตัวอีกครั้ง เป็นแรงบันดาล ให้เขาวาดรูป จนประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียง สร้างความรู้สึกวิเศษขึ้นมา ไปสู่อารมณ์ศิลปะอีกครั้งนึง
โดย g2 (10 พฤษภาคม 2549, 00:59)
——————————————————————————–
Expectation ความหมายอีกอย่าง คือ ความรู้สึก เมื่อเป็น Great Expecation ก็จะมีความหมายถึง ความรู้สึกที่เหนือธรรมดา วิเศษสุด จุดของเรื่องเริ่มต้นที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่ง คือ มีหญิงแก่คนหนึ่ง ที่รู้สึกอ้างว้าง กับการที่ต้องอยู่คนเดียว กับหลานของตนเอง กับความปลูกฝัง ของ

พ่อแม่ ที่เลี้ยงดู ให้มีชีวิตพรหมจรรย์ และตนก็เชื่อพ่อแม่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายกลับต้องอยู่อย่างเดียวดาย ก็เลยคิดประหลาด ประชด โดยการจ้างให้เด็กคนนึง มาเป็นเพื่อนเล่นกับหลานสอนของตนเอง โดยคาดหวังให้ ทั้งคู่เกิดความรักกัน ไปตามธรรมชาติ สอนเต้นรำด้วยกัน อยู่ด้วยกัน

และอาจจะคิด ไกลไปถึงต้องการให้หลานสาวของตนเสียพรมจรรย์ไปเลย แต่ไม่เป็นอย่างนั้น พระเอกกลับ เป็นชายที่ไม่เหมือนชายคนอื่น คือ ชื่นชมความงามธรรมชาติ แวดล้อม ทะเล ศิลปะ สิ่งที่พระเอกหลงรัก ความรัก และไม่ใช่ SEX
โดย g (9 พฤษภาคม 2549, 14:07)
my heart is broken can you feeling it?
How do you Price your Art ?
http://www.foxmovies.com/greatexpectations/gallery/paintings/index.html
——————————————————————————–
You know..It was in my top chart of best movie..If you like drama,romance,good play screens,good songs,nice stars and arts…This flim was perfect to see….Believe me!!!!!!!!!
“Give me your hand….You know what it is….It is my heart and it broken…” c it and u will understand it ….:)
โดย me May… (27 มีนาคม 2549, 03:15)
——————————————————————————–
เราดูหนังเรื่องนี้ตอนที่ช่อง 7 นำมาฉายเป็นบิ๊กซีนีม่า เราว่าหนังดูค่อนข้างลึกลับ แต่สนุกมากๆ เราชอบพระเอกตอนเด็กมากๆ เลย (Jeremy James Kissner) ทั้งน่ารัก และแสดงก็ค่อนข้างดีด้วย แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เห็นมีผลงานออกมาให้เห็นบ้างเลย แต่ยังไง
ก็ชอบอยู่ดี ตอนนี้ก็คงอายุ 19 ย่าง 20 แล้วมั้ง
โดย sky (15 มกราคม 2548, 18:09)
——————————————————————————–
อืมม ..ไม่ได้ดูหนัง แต่เคยอ่านหนังสือของดิกเกนส์ เรื่องนี้ หากหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่อตามพลอตของดิกเกนส์แล้ว ..เบลส์น่าจะได้รู้ความจริงว่าที่จริงแล้วเอสเตลล่าไม่ได้รักเค้า ..ทุกอย่างเป็นเพียง “ความคาดหวังที่สูงเกินไป” Great Expectation ของเบลส์เท่านั้นเอง ..และในที่สุด เบลส์ –
เช่นเดียวกับ Pip ในหนังสือของดิกเกนส์ – จะรู้สึกตัวและกลับใจได้ในที่สุด …
โดย แพมค่ะ (26 มกราคม 2547, 14:32)
——————————————————————————–
http://www.siamzone.com/movie/m/2002/review

กระนั้น ผมหวนคิดเรื่องเรื่องหนัง A Tale of Two Cities ที่มาจากงานเขียนชาร์ล ดิกเก้น ผู้แต่งเรื่องGreat Expectations และผมนึกถึงหนังสั้น จึงเอาเรื่องราวบันทึกถึงหนังสั้น-หนังยาว มาเล่า คือ ผมเคยเขียนเรื่องI have dream-พัฒนาการ:มาตรฐานของความรักตะวันตก-

ตะวันออกในดวงตาดีPosted on April 2, 2010 by akkaphoncyber -นี่ไม่ใช่วัน april fool’s day แต่ว่า “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream)หลังจากที่เขาถูกลอบสังหารในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2511 เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเพื่อความยุติธรรมทาง

เชื้อชาติจวบจนทุกวันนี้ และวันที่ 15 มกราคมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นวันเกิดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับการประกาศให้เป็น “วันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง” อันเป็นวันนักขัตฤกษ์ระดับชาติของสหรัฐฯ และค่อยๆ ได้รับทยอยการยอมรับจากรัฐต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับนับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา

ซึ่งคิงมีชื่อเสียงในเรื่องการพูดต่อสาธารณชน สุนทรพจน์ “I Have a Dream” ที่เขากล่าวในการเดินขบวนปี พ.ศ. 2506 ได้รับการยกย่องอย่างสูง ว่าทรงพลังและเป็นแบบอย่างของการพูดในที่สาธารณะ…

ตอนนี้มีการตั้งคำถามกลับตาลปัตรในยุคโอบามา เป็นประธานาธิบดีผิวสี ในท่ามกลางวิกฤติทุนนิยม และอเมริกันดรีม จากการพลิกกลับมาเป็นมีคนรวยที่สุดในโลกอยู่ที่ เม็กซิโก ที่มีการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บ และผมคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผมเคยเขียนถึงเม็กซิโก ในฐานะลาตินอเม

ริกาไว้นิดหน่อย คือ…การสร้างชุมชนจินตกรรมแห่งความเป็นชาติ แน่นอนว่าท่ามกลางการพัฒนาของความทันสมัยของไทย ก็หนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับภายในอาณาเขตของรัฐชาติ ทำให้นึกถึงThe Modern Culture of Latin America society and the Artist ในบทหนึ่งของ

เรื่อง Back to the Roots : I. Cultural Nationalism เขียนถึง I imagine a near future in which the nations will be merged into four great ethnic federations. สื่อถึงพลังของGood และ Beautiful คือ ความสวยงาม ซึ่งถ้าเรา คิดถึงเรื่องอืนๆ ในความ

งามของหลายอย่าง และสมมติอดคิดถึงlimited คือ ขีดจำกัดไปกับความเป็นเพื่อน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เพื่อนจะเข้าใจเพื่อนได้ทุกเรื่องเสมอไป เหมือนประชาชนในอาณาเขตภายใต้รัฐชาติสมัยใหม่ นั้นเอง(akkaphoncyber.wordpress.com/2010/01/…/อาณาจักรแห่ง

จินตนาการ)

ส่วนเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย ไม่ใช่ซีพี…เซเว่น หรือเจ้าสัว ชื่อดัง ทฤษฎีสองสูง..ทฤษฎีป่าล้อมเมือง ฯลฯ ที่มีแรงบันดาลใจให้เถ้าแก่น้อย แต่คนรวย คือ เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง ปัจจุบันมีบุตร 11 คน โดยในปี พ.ศ. 2551 ได้รับการจัดอันดับโดยนิตย

สารฟอร์บส์ให้เป็นเศรษฐีอันดับ 260 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย (รองลงมาคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง) ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์ของนายเฉลียวมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ โดยรวมมูลค่าของหุ้นส่วน อุตสาหกรรมยา (T.C. Pharmaceuticals) และหุ้น

ส่วนโรงพยาบาล“เฉลียว อยู่วิทยา” มีชื่อจีนว่า “โกเหลียว” มีเชื้อสายจีนไหหลำ ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย เป็นคนจังหวัดพิจิตรโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวยากจน มีอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ จากนั้นเข้ามาในกรุงเทพฯ ช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา เป็นเซลส์แมนขายยา “ออริโอ

มัยซิน” ของบริษัทเอฟ.อี.ซิลลิคฯ จากนั้นได้ลาออกมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่ายเอง และต่อมาตั้งโรงงานผสมยาอยู่หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน จากนั้นตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ในช่วงแรก ผลิตแป้ง”แทตทู” ยาเด็ก “เบบี้ดอล” ก่อนจะมาถึงเครื่องดื่ม”กระทิงแดง” ด้วยการทำ

ตลาดแบบถึงลูกถึงคน ทำให้กระทิงแดงตีตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของตลาด และเฉลียว สมรสกับ นาง นกเล็ก สดสี มีบุตร ด้วยกัน 5 คน ต่อมาสมรสใหม่กับ นาง ภาวนา หลั่งธารา ก่อนจะร่วมกันบุกเบิก เครื่องชูกำลัง กระทิงแดง มีบุตร ด้วยกัน 6 คน ได้แก่ สุทธิรัตน์

อยู่วิทยา, จิราวัฒน์ อยู่วิทยา, ปนัดดา อยู่วิทยา, สุปรียา อยู่วิทยา, สราวุฒิ อยู่วิทยา และ นุชรี อยู่วิทยา ในปี พ.ศ. 2527 นายเฉลียวได้ขยายธุรกิจกระทิงแดงไปต่างประเทศ โดยลงทุนร่วมกับนาย ดีทริช เมเทสซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red

Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย โดยนายเฉลียวถือหุ้น 49 % และนายเฉลิม ลูกชายถือหุ้นอีก 2 % ผลิตและวางจำหน่ายกระทิงแดงในยุโรป ภายใต้ยี่ห้อ เรดบูล และส่งไปขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7_%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%

97%E0%B8%A2%E0%B8%B2

อย่างไรก็ดี ผมเล่าเรื่องย้อนไปย้อนมา ยกตัวอย่างสลับปีเก่า-ใหม่ เพราะเราอาจจะบังเอิญรวย เหมือนหนังสือประวัติชีวิตคนก่อตั้งเฟซบุ๊คไม่ง่าย และผมเน้นย้ำเพื่อสะท้อนถึง”อาการ”ของการฟูมฟักความคิดหลายๆ อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วๆไป มีความเชื่อในหมู่นักศึกษาว่าพวกเขา

จะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงานเท่านั้น อันที่จริง ถ้าพวกเขาจัดการกับเนื้อหาเมื่อได้รับมันมานานพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ในจิตไร้สำนึกแล้วละก็ การฟูมฟักความคิดก็จะเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นในตอนท้าย ดูเหมือนกว่าการฟูมฟักความคิดมักจะผลิตคำตอบที่

ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม นักศึกษามักจะอ้างว่าเกิดความคิด ซึ่งทำให้ชนะรางวัลในตอนเช้าของวันกำหนดส่งพอดี หลังจากดิ้นรนกับมันมาเป็นเวลาหลายวัน คุณควรจะยอมให้จิตใจดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาสักระยะหนึ่ง การฟูมฟักความคิดนั้นมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา การไม่มีเวลาเพียง

พอต่อการฟูมฟักความคิด นับเป็นการวางแผนที่ไม่ดีเอาเลย และความสามารถในการผ่อนคลาย(relax) ในขณะกำลังแก้ไขปัญหาก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้ยืดหยุ่นและลื่นไหล หรือคุณหยุดพักผ่อนบ้างก็ดี เหมือนหนังเรื่องNINE สะท้อนProduction ใหญ่มากกว่าหนังสั้นเวลา 5นาทีใน

Paris, I love you และมุมหนึ่ง ซึ่งผมอยากเล่าเพิ่มเติม เกี่ยวกับเมือง-ภูมิศาสตร์จากการซื้อหนังสืองานสัปดาห์หนังสือมา คือ Geography: history and concepts : a student’s guide โดยArild Holt-Jensen โดยอธิบายย่อๆว่าThis now standard student

reference has been totally revised and updated. It remains the definitive introduction to the history, philosophy, and methodology of human geography.โดยหนังสือกล่าวถึงฟรานซิส เบคอนวางโมเดลฮาวทูการทำงานของนักวิทยาศาสตร์

เปรียบเทียบกับโมเดลกรอบคิดของปัญญาชนอย่างDavid Harvey ผ่านยุคโทมัส คุนห์ ที่มีเรื่องกระบวนทัศน์(ประเด็นเรื่องการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยกไปเล่าครั้งหน้า) และฮารวีย์ ซึ่งเขียนหนังสือSocial Justice and the City หรือผมแปลง่ายๆว่า ความยุติธรรมทาง

สังคมและเมืองกรุง (เพลงลูกกรุงไม่ใช่ลูกทุ่งเอาฮา) หน่อยว่าการแสดงความคิดเห็นว่าหนังสือของฮาร์วีย์เล่มนี้ มีคนแสดงความคิดเห็น สรุปง่ายๆว่ายากจะเป็นจริงได้ แต่ส่วนตัวของผม คือ Chiang Mai,I love you น่ะครับ

คราวที่แล้วเพลงของThe Verve – Lucky Man ก็สื่อเรื่องHappiness ดังนั้น ผมปิดท้ายด้วยเพลงของThe Verve – Blue
There you were, on the floor,
Cut up and all alone, I’ll help you,
Conceived in a chrome dream,
I was the crease in the shirt that this world wears,

Till I met blue, I was in obscurity,
He said, “Listen up, who do you want to be?”

We could steal a car and listen to the stars,
I can see you’ve choked on them too,
Had enough of late night films,
Just settle for an hour or two,

Oh blue, show me something new,
Oh blue, show me something new,

Blue, I’ve got a question every time I hold you,
Yeah blue, I’ve got a question every time I swallow you,
It’s true,

Spike danced for ten days long,
We were just heading for the sun,
You shot him down,
There’s blood on my face,
His heart’s in the right place,

What they gonna do to you?
What they gonna do?

Blue, don’t forget the word I warned you,
Oh blue, don’t let them push you, don’t let them destroy you,
Meanwhile, I’m searching with my brain blown eyes,
See the world through my dirty lonely mixed up mind.

วันที่ 22-26 ธันวา 54
ถ้าผมสนใจแนวคิดแบบไม่ใช่เฟมินิสต์กระแสหลักอย่างสถาบันวิชาการ ก็เล่าเรื่องตลกไม่ซีเรียส กรณีดังกล่าวไม่ล่วงละเมิดทางเพศ(sexual Harassment) ใครหรือสตรีใดๆ และผมสนใจเรื่องการเมืองตามกระแส เช่น เดือนที่แล้วผมเล่าเรื่องOccupy Wall Street” อาจจะทำลาย

ภาพลวงตาของอเมริกันดรีม และผู้หญิงเข้าร่วมทางการเคลื่อนไหว บ้างละมั้ง แต่ผมมีเรื่องราวมากมาย จากข่าวกรณีดาเตอร์ปิโด และข่าว-บันทึกในหลายเรื่องของชีวิตประจำวัน ให้เตรียมตัว ต่อความไวไว ต่างๆ กรณีสำคัญที่ปริมาณงานของผม ควบคู่คุณภาพส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Pre-

production,Productionหนังสั้น ซึ่งผมทำbreakdownของบทหนังสั้นถ่ายฉาก ต่างๆ และวางแผนวันเวลา สถานที่ทำหนังสั้น ,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ดังนั้น ผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย ก็เอาของเก่ามาเล่าใหม่ เช่น หอพัก ชื่อว่าพร้อมมิตร

กลายเป็นหอใหม่… และเรื่องราววันที่ 20-21 ธันวา ที่ผ่านไป จากร่วมงาน ต่างๆ มีอาหาร “ลาบ”ฯลฯ ฝากสุนัขที่หอด้วย และหวนคิดอดีต จากบันทึกเก่าอันน่าสนใจทบทวนความหลังกัน ครับ

เมื่อผมหวนคิดเรื่องหนังสั้น จึงเอาเรื่องราวบันทึกถึงหนังสั้น-หนังยาว มาเล่าซ้ำจากการก็อปปี้บ้าง คือ ผมเคยเขียนเรื่องวิกเกตสไตน์-พรูสต์(ต่อ)-diary-วันรักการอ่านและวันข้าวและชาวนาแห่งชาติฯลฯPosted on September 14, 2009 ซึ่งมีหนังสั้นเรื่องParis,Je t’aime หรือ

Paris,I Love You…
Paris, Je T’aime (2006) – 14e Arrondissement

ตอนนี้ผมทำรายการจากการทัวร์ของผม ซึ่งผมถ่ายภาพวิดิโอ และตัดต่อเอง…. มุมตากล้องพาทัวร์ : พะเยาในใจเธอ
รายการเชียงใหม่ มุมใหม่ขยายสาขามาพะเยาในใจเธอ(พะเยารอเธอ) เป็นมิวสิควิดิโอทดลอง ตอนที่1;บันทึกการเดินทางจากพะเยาไปเชียงราย ซึ่งตอนที่1 ของพะเยา พาทัวร์ผ่านเสียงเพลงเงียบ(silence) ใช้เวลาสามนาทีนิดๆ ที่มีกว๊านพะเยา พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว(วัดลี) หอดูดาวและ

อาคารวิทยาศาสตร์ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำและวัดพระธาตุจอมทอง พะเยา ลองรับชมดูกัน นะ คร้าบ

เพลง พะเยารอเธอ สุริยัน บุญยศ ขับร้อง พิมล สินธุนาวา คำร้อง/ทำนอง
….ดนตรี………เฝ้าห่วงอาลัยถึงใครคนหนึ่ง เคยรักกันตราตรึง ประหนึ่งดังดวงชีวัน จากไปหายลับเจ้าไม่กลับมา กี่ปีไม่เคยเห็นหน้า ไม่กลับมาหารักดังเก่า พี่ผิดอันใดขวัญใจจึงชัง ใจหนอใจร้ายจัง เชื่อฟังคารมใครเขา พี่คอยแห้งแล้งไม่มีสร่างเซา เปรียบปานเหมือนกว๊านพะเยา รอฝน

หล่นพราวทุกคืนทุกวัน โปรดจงเห็นใจพี่เถิดคนดี ก่อนนี้สองเราเคยใฝ่เคยฝัน จะร่วมรักร่วมใจไม่จากกัน ภายใต้แสงจันทร์ ที่ริมฝั่งนั้นพี่ยังจำได้ จงกลับคืนมาหารักดังเก่า ลืมเรื่องร้ายคลายเศร้า เจ้าอย่าทำเมินไฉน พะเยารอเธอ รอรักด้วยความห่วงใย จะนานแสนนานเท่าไหร่ ขอให้เธอนั้น

กลับมา…ดนตรี…จงกลับคืนมาหารักดังเก่าลืมเรื่องร้ายคลายเศร้า เจ้าอย่าทำเมินไฉน พะเยารอเธอรอรักด้วยความห่วงใย จะนานแสนนานเท่าไหร่ ขอให้เธอนั้นกลับมา
http://board.palungjit.com/f188/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%

B8%98%E0%B8%AD-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A2%E0%B8%A8-246814.html

นักปรัชญาชาวอังกฤษ)ชุดประวัติของนักวิทยาศาสตร์++ฟรานซิส เบคอน – <ห้องสมุดของโรงเรียน …24 ก.ค. 2004 … ฟรานซิส เบคอน (1561-1626) นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้เสนอแนวคิดใหม่ในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นที่การสังเกต …
bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=library&board=9…
ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon)21 ก.ย. 2010 … ฟรานซิส เบคอน เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักกฎหมายชาวอังกฤษ ที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินมาโดยปราศจากการทดลอง ฟรานซิส เบคอน …
http://www.stks.or.th/blog/?p=6277 – แคช – ใกล้เคียง

พัฒนาการของวิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์
เนื่องจากมนุษย์มีธรรมชาติของความอยากรู้อยากเห็น ความคิดริเริ่ม และมีความปรารถนาที่จะพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของตนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงพยายามเสาะแสวงหาความรู้ความจริงต่าง ๆ อยู่เสมอ เมื่อพบเห็นสิ่งใดหรือเกิดความสงสัยขึ้นมาก็พยายามศึกษาหาความรู้

ความจริงในสิ่งนั้น วิธีหาความรู้ความจริงมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน อาจแบ่งตามยุคสมัยได้ดังนี้
1. ยุคโบราณ ในสมัยโบราณมนุษย์มักได้ความรู้ความจริงโดยวิธีต่าง ๆ เช่น
1.1 โดยบังเอิญ (By chance) ความรู้ความจริงประเภทนี้ เป็นความรู้ความจริงที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดฝันหรือไม่เจตนาโดยตรง แต่บังเอิญเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์บางอย่างทำให้มนุษย์ได้รับความรู้ เช่น การค้นพบยาเพนนิซิลินของอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander

Flemming) การค้นพบวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคของหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louise Paster) การค้นพบรังสีเอกซ์ (X-ray) ของเริงท์แกน (Raentgen) การค้นพบว่ายางพาราดิบเมื่อถูกความร้อนจะช่วยให้ยางนั้นแข็งตัว และมีความทนทานเพิ่มขึ้นของชาร์ลส์ กูดเยียร์ (Charls

Goodyear) ซึ่งนำไปสู่การประดิษฐ์ยางรถยนต์ที่แพร่ฟลายในปัจจุบันนี้ เป็นต้น การค้นพบดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในขณะทำการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นและพบปรากฏการณ์โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่ได้คาดหวังเอาไว้
1.2 โดยขนบธรรมเนียมประเพณี (By custom and tradition) บางครั้งมนุษย์ได้รับความรู้โดยวิธีการทำตามปทัสถาน (Norm) ของสังคม เช่น การเคารพ การแต่งกาย การแต่งงาน มารยาท และพิธีทางสังคมต่าง ๆ เป็นต้น
1.3 โดยผู้เชี่ยวชาญ (By expert) เป็นการหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เช่น ได้ความรู้มาจากนักกฎหมาย แพทย์ นักดนตรี เป็นต้น
1.4 โดยผู้มีอำนาจหรือผู้มีชื่อเสียง (By authority) เป็นการหาความรู้ที่ได้จากผู้รอบรู้ที่มีชื่อเสียงหรือที่เรียกว่า นักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลหรือมีอำนาจในสังคม ความรู้ที่ได้นี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้เช่น อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญ์ในสมัยโบราณ กล่าวว่า “ผู้หญิงมีฟันมากกว่าผู้ชาย”

หรือ ที่ปโตเลมี (Ptolemy) เชื่อว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล” ซึ่งก็มีการเชื่อถือกันมาโดยไม่มีใครกล้าตรวจนับ เปรียบเทียบหรือพิสูจน์
1.5 โดยประสบการณ์ส่วนตัว (By personal experiences) ประสบการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละคนช่วยให้บุคคลมีความรู้และมีวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยยึดประสบการณ์ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วเป็นแนวทาง เช่น การทำนาในเดือนที่เคยปลูกได้ผลมากที่สุด การสอนตามประสบการณ์ที่คิด

ว่าได้ผล เป็นต้น
1.6 โดยวิธีลองผิดลองถูก (By trial and error) ความรู้ชนิดนี้มักได้มาจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ไม่เคยทราบมาก่อน เมื่อแก้ปัญหานี้ถูกก็จดจำไว้ใช้ต่อไป ถ้าแก้ปัญหาผิดก็จำไว้เพื่อจะได้ไม่ใช้อีกต่อไป

2. ยุคอริสโตเติล อริสโตเติล (Aristotle) ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชาตรรกศาสตร์ เป็นผู้ค้นคิดวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยอาศัยหลักของเหตุผล ซึ่งเรียกว่า Syllogistic Reasoning หรือวิธีอนุมาน (Deductive reasoning) ซึ่งเป็นการคิดหาเหตุผลโดยการนำเอาสิ่งที่

เป็นจริงตามธรรมชาติมาอ้างองค์ประกอบหรือขั้นตอนของการหาความรู้โดยวิธีนี้มี 3 ประการคือ
1) เหตุใหญ่ (Major premise) เป็นข้อตกลงที่กำหนดขึ้น
2) เหตุย่อย (Minor premise) เป็นเหตุเฉพาะกรณีที่ต้องการทราบความจริง
3) ข้อสรุป (Conclusion) เป็นการลงสรุปจากการพิจารณาความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงใหญ่และข้อเท็จจริงย่อย แบบของการหาเหตุผล (Syllogism) ของอริสโตเติลมี 4 แบบดังนี้
2.1 การหาเหตุผลเฉพาะกลุ่ม (Categoricle syllogism) เป็นวิธีการหาเหตุผลที่สามารถลงสรุปในตัวเองได้
ตัวอย่าง เหตุใหญ่ : ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย
เห็นย่อย : นายอาคมเกิดมาเป็นคน
ข้อสรุป : นายอาคมจะต้องตาย

2.2 การหาเหตุผลตามสมมติฐาน (Hypothetical syllogism) เป็นวิธีการหาเหตุผลที่กำหนดสถานการณ์ขึ้น มักจะมีคำว่า “ถ้า…(อย่างนั้น อย่างนี้)…แล้วอะไรจะเกิดขึ้น…” (If…then…) การหาเหตุผลชนิดนี้ผลสรุปจะเป็นจริงหรือไม่แล้วแต่สภาพการณ์ เพียงแต่เป็นเหตุผลที่ถูกต้องตาม

หลักตรรกศาสตร์เท่านั้น
ตัวอย่าง เหตุใหญ่ : ถ้าโรงเรียนถูกไฟไหม้นักเรียนจะเป็นอันตราย
เห็นย่อย : โรงเรียนถูกไฟไหม้
ข้อสรุป : นักเรียนเป็นอันตราย

2.3 การหาเหตุผลที่มีทางเลือกให้ (Alternative syllogism) เป็นวิธีการหาเหตุผลที่กำหนดสถานการณ์ที่เป็นทางเลือก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง (Either…or) หรืออยู่ในรูปที่เป็น “อาจจะ” อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
ตัวอย่าง เหตุใหญ่ : ฉันอาจจะได้นาฬิกาหรือปากกาเป็นรางวัล
เห็นย่อย : ฉันไม่ได้นาฬิกาเป็นรางวัล
ข้อสรุป : ฉันได้ปากกาเป็นรางวัล

2.4 การหาเหตุผลที่ต่างออกไป (Disjunctive syllogism) เป็นวิธีการหาเหตุผลที่อาศัยการเชื่อมโยงกัน โดยที่เหตุย่อยเป็นตัวบอกกรณีบางส่วนในเหตุใหญ่
ตัวอย่าง เหตุใหญ่ : การที่ฝนไม่ตกและตก ไม่เป็นกรณีที่จะงดขบวนแห่นอกห้องเรียน
เห็นย่อย : วันนี้ฝนตก
ข้อสรุป : วันนี้ไม่เป็นการดีที่จะจัดให้มีขบวนแห่นอกห้องเรียน

การหาความรู้โดยวิธีของอริสโตเติล ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) ว่ามีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องบางประการ เช่น
1. การหาความรู้โดยวิธีของอริสโตเติล ไม่ช่วยให้ค้นพบความรู้ใหม่ เพราะผลสรุปที่ได้นั้นจำกัดอยู่ในขอบเขตของเหตุใหญ่นั่นเอง
2. การหาเหตุผลโดยวิธีของอริสโตเติลนั้น ข้อสรุปจะมีความเที่ยงตรงเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงของข้อเท็จจริงใหญ่และข้อเท็จจริงย่อย ถ้าข้อเท็จจริงทั้งสองนี้ขาดความเที่ยงตรง ก็อาจทำให้ข้อสรุปขาดความเที่ยงตรงได้

3. ยุคฟรานซิส เบคอน จากการที่เบคอนได้วิพากษ์วิจารณ์วิธีการหาเหตุผลของอริสโตเติล ว่ามีข้อบกพร่องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเหตุให้เบคอนได้เสนอวิธีการหาความรู้ความจริงขึ้น ซึ่งเรียกว่า วิธีอุปมาน (Inductive reasoning) เป็นวิธีที่อาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนแล้วจึงทำการ

วิเคราะห์ข้อมูล (เหตุย่อย) เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นในอันที่จะนำมาสรุปเป็นเหตุหรือผลหรือตั้งเป็นทฤษฎี (เหตุใหญ่) ดังนั้นองค์ประกอบหรือขั้นตอนในการอุปมานจึงอาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้นคือ
1. เก็บรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดย่อย ๆ ก่อน
2. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงย่อยเหล่านั้น
3. สรุปผล
การแสวงหาความรู้โดยวิธีอุปมานของฟรานซิส เบคอน มี 3 แบบ ขอแยกกล่าวดังนี้
3.1 การอุปมานอย่างสมบูรณ์ (Perfect induction) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทุก ๆ หน่วยในหมู่ประชากร เพื่อดูรายละเอียดของหน่วยย่อยทั้งหมดแล้วจึงวิเคราะห์ข้อมูล แปลผล และสรุป โดยวิธีการนี้จะทำให้ได้ความรู้ความจริงที่เชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติอาจทำไม่ได้

เพราะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา แรงงานและค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งประชากรบางอย่างเราไม่สามารถตรวจสอบให้ครบถ้วนทุกหน่วยได้ เช่น เชื้อโรค อากาศ น้ำ เป็นต้น
ตัวอย่าง ในการศึกษาความต้องการด้านการจัดกิจกรรมของนิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 250 คน โดยใช้แบบสอบถาม ถามนิสิตชั้นปีที่ 1 ทุกคน แล้วรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผลได้ว่า นิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความต้อง

การจัดกิจกรรมในด้านใดบ้าง
3.2 การอุปมานที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect induction) การอุปมานแบบนี้จะเลือกตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของมวลประชากร แล้วจึงสรุป หรืออุปมานว่าประชากรทั้งหมดมีลักษณะเช่นไร วิธีการนี้ขึ้นอยู่กับการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเป็นอย่างมาก แต่ก็สะดวกใน

การปฏิบัติเพราะประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่าย
ตัวอย่าง ในการศึกษาความต้องการด้านการจัดกิจกรรมของนิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 250 คน โดยใช้แบบสอบถาม ขั้นแรกจะต้องสุ่มนิสิตชั้นปีที่ 1 มาเป็นกลุ่มตัวอย่างก่อน แล้วให้กลุ่มตัวอย่างนี้ตอบแบบสอบถาม รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ และสรุปผล

ได้ว่า นิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความต้องการจัดกิจกรรมในด้านใดบ้าง
3.3 แบบอุปมานแบบเบคอเนียน (Baconian induction) เป็นการอุปมานที่ไม่สมบุรณ์วิธีหนึ่ง ซึ่งเบคอนเสนอว่า ในการตรวจสอบข้อมูลนั้น ควรแจงนับหรือศึกษารายละเอียดของข้อมูลเป็น 3 กรณี คือ
1) พิจารณาส่วนที่มีลักษณะเหมือนกัน (Positive instances)
2) พิจารณาส่วนที่มีลักษณะแตกต่างกัน (Negative instances)
3) พิจารณาส่วนที่มีความแปรเปลี่ยนไป (Alternative instances)
ผลจากการศึกษารายละเอียดของข้อมูลเป็น 3 กรณีดังกล่าวนี้ จะทำให้สรุปเป็นความรู้ใหม่ได้
วิธีการศึกษาหาความรู้ความจริงตามวิธีการของเบคอน ถึงแม้จะเป็นการช่วยให้ค้นพบความรู้ใหม่ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การค้นพบความรู้ใหม่ตามวิธีการของเบคอนนี้เป็นการค้นพบที่ปราศจากจุดมุ่งหมายที่แน่นอน และบางครั้งความรู้ความจริงที่ได้อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการ

หรือไม่อาจสรุปเป็นความรู้ความจริงได้ ถ้าหากรายละเอียดนั้นไม่แน่นอนหรือมีความแปรเปลี่ยนมาก

4. ยุคปัจจุบัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ได้เสนอวิธีการค้นหาความรู้ความจริง โดยเอาวิธีการของอริสโตเติลและฟรานซิล เบคอน มารวมกันเรียวิธีนี้ว่า วิธีการอนุมานและอุปมาน (Deductive – Inductive method) ซึ่งต่อมาได้มีผู้ดัดแปลงแก้ไข

ให้ชื่อใหม่ว่า Reflective Thinking เพราะกระบวนการคิดแบบนี้เป็นการคิดกลับไปกลับมาหรือคิดอย่างใคร่ครวญรอบคอบ ผู้ที่คิดวิธีการนี้คือ จอห์น ดุย (John Dewey) เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ “How We Think” เมื่อปีค.ศ.1910 แบ่งขั้นการคิดไว้ 5 ขั้นคือ
1. ขั้นปรากฏความยุ่งยากเป็นปัญหาขึ้น (A felt difficulty) หรือขั้นปัญหานั่นเอง
2. ขั้นจำกัดขอบเขตและนิยามความยุ่งยาก (Location and definition of the difficulty) เป็นขั้นที่พยายามทำให้ปัญหากระจ่างขึ้น ซึ่งอาจได้จากการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อเท็จจริง
3. ขั้นเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือสมมติฐาน (Suggested solutions of the problem hypotheses) ขั้นนี้ได้จากการค้นคว้าข้อเท็จจริงแล้วใช้ปัญญาของตนเดาคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเรียกกันว่า ขั้นตั้งสมมติฐาน
4. ขั้นอนุมานเหตุผลของสมมติฐานที่ตั้งขึ้น (Deductively reasoning out the consequences of the suggested solution) ขั้นนี้เป็นขั้นรวบรวมข้อมูลนั่นเอง
5. ขั้นทดสอบสมมติฐาน (Testing the hypotheses by action) ขั้นนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจะทดสอบดูว่า สมมติฐานที่ตั้งขึ้นมานั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ขั้นตอนการคิดแบบนี้ต่อมาเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) นั่นเอง กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยปัญหาก่อน แล้วจึงใช้การอนุมานเพื่อจะเดาคำตอบของปัญหาหรือเป็นการตั้งสมมติฐานขึ้น ต่อมาก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน และใช้หลักของการอุปมาน

สรุปผลออกมา วิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงมีวิธีการคิดเป็น 5 ขั้นดังนี้
1. ขั้นปัญหา (Problem)
2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypotheses)
3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering data)
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
5. ขั้นสรุป (Conclusion)

วิธีการวิจัยนั้นยึดถือและปฏิบัติตามลำดับขั้นของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ผลทีได้จากการวิจัยจึงเป็นความจริงหรือความรู้ที่เชื่อถือได้
http://www.watpon.com/Elearning/res12.htm
ทั้งนี้ ยุคโทมัส คุนห์ ที่มีเรื่องกระบวนทัศน์ เป็นประเด็นเรื่องการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยกมาเล่าต่อ ว่าผมเคยเขียนเรื่องพาราไดม์ไปนิดหน่อย เช่น การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ก็คือการค้นพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เอาง่ายๆ ขยายความจากวิธีการ

ทางวิทยาศาสตร์ น่ะครับ

เมื่อเรากล่าวถึงความรู้อย่างไม่สูงส่ง หรือไกลเอื้อมเกินไป ก็เล่าเรื่องของเจ้าของธุรกิจเนเจอร์กิฟ จากเด็กเกิดในสลัม
คงมีไม่กี่คนที่ทราบว่า ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจกาแฟลดความอ้วนนี้แท้จริงแล้วในอดีตเป็นเพียงเด็กสลัมจนๆ คนหนึ่ง ซึ่งต้องวิ่งขายไอศกรีม ขายเรียงเบอร์ ต้องทนนอนเบียดกัน 8 คนในห้องเช่าขนาดแค่ 3 คูณ 4 เมตร ……
ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ ผู้จัดการใหญ่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์กิฟ 711 เปิดใจเล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กกับ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า ?ผมอยู่สลัมตั้งแต่จำความได้ เราเช่าบ้านของแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาดปีระกา ใกล้กับวัดตึก พื้นที่ที่เราเช่าอยู่เนี่ยเป็นพื้นที่หน้าห้องน้ำของบ้านแม่ค้า

เนื้อที่กว้างประมาณสองเมตรครึ่ง ลึกสองเมตร เวลานอนเลยเบียดกันมาก อยู่ที่นี่ประมาณ 2 ปีก็ย้ายไปอยู่ที่สลัมซอยสามยอด ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน พื้นที่ก็กว้างขึ้นมาหน่อยเป็น 3 คูณ 4 เมตร ตอนนั้นเราก็มีน้องเพิ่มขึ้น และมีหลานมาอยู่ด้วย ก็รวมเป็น 8 คน เวลานอนจะมีเตียง 1 เตียง นอน

กัน 3 คน ส่วนคนที่นอนบนพื้นก็ต้องเอาขาสอดไปไว้ใต้เตียง บ้านเราคับแคบนะแต่ก็อบอุ่นดี (ยิ้ม)?
แม้โชคชะตาจะทำให้ชายผู้นี้เกิดมาในสลัมซอยสามยอด แต่ด้วยความอดทน หัวใจที่รักดี และความเป็นพี่ชายคนโตของครอบครัวเขาจึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ ถึง 5 คน กับหลานอีก 1 คนตั้งแต่ยังเล็ก
?วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ไปรับขนมจากปากคลองตลาดมาขายในตลาดแถวๆบ้านจนถึงช่วงสายๆ พอขายหมดก็ไปรับไอศกรีมแท่งมาขาย หิ้วถังไอศกรีมเดินขายไปเรื่อยๆ หนักหลายกิโลฯ เหมือนกัน บ่ายๆก็หมดแล้ว เสร็จแล้วก็กลับมาทำการบ้าน ส่วนวันที่

ล็อตเตอรี่ออกผมก็ไปรับเรียงเบอร์จากโรงพิมพ์แถวเฉลิมกรุงมาขาย ก็วิ่งจากเฉลิมกรุงถึงหัวลำโพง คือสมัยนั้นถ้าเลยหัวลำโพงไปมันจะมืดมากเราก็ไม่กล้าไป ก็กลับมาที่วังบูรพาซึ่งสมัยนั้นมีโรงหนังอยู่ 3 โรง คือ โรงหนังแกรนด์ คิงและควีน เพื่อรอหนังรอบดึกเลิก ผมจะขายคนที่มาดู

หนังจนเรียงเบอร์หมดถึงกลับบ้าน ทำอยู่อย่างนี้จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย"
ข้อดีอย่างหนึ่งของความยากจนก็คือสิ่งนี้เป็นเหมือนแรงขับที่ทำให้กฤษฎามีความอดทนและมานะพยายามมากกว่าเพื่อนๆวัยเดียวกัน เด็กโรงเรียนวัดสระเกศอย่างเขาจึงสามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทั้งๆที่ไม่มีโอกาสได้เรียนกวดวิชาเหมือน

เพื่อนๆ ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานหารายได้ช่วยครอบครัว
?ตอนเอ็นทรานซ์ติดคณะวิศวะฯ จุฬาฯ นี่พ่อกับแม่ดีใจมาก เพราะผมไม่ได้เรียนกวดวิชาเหมือนเพื่อนๆ เขาหรอกเพราะเราไม่มีเงิน บางทีเพื่อนเขาบอกว่าวิชานี้มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลมาสอนนะ อาจารย์คนนี้สอนเก่ง ผมก็จะแอบไปเรียนโดยที่ไม่ได้จ่ายเงิน ก็จะไปนั่งหลังๆ

ห้อง อาจารย์ก็ไม่ได้สังเกต (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ไปเรียนทุกชั่วโมงนะเพราะเราไม่ได้จ่ายตังค์ สมัยที่เรียนจุฬาฯ ก็จะกินข้าวแกงที่ขายริมรั้ว ส่วนน้ำก็ขึ้นไปกดน้ำก๊อกบนตึกกิน? ดร.กฤษฎา เล่าถึงชีวิตต้องสู้ในวัยเด็ก
เจ้าของบริษัทที่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้นั่งทำงาน
หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีกฤษฎาได้เข้าทำงานที่การไฟฟ้าฯ อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะลาออกไปทำงานบริษัทเอกชน ด้วยความต้องการเก็บเงินสร้างฐานะ จนกระทั่งมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งเขาจึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม บริษัทของกฤษฎานั้นออกจะแปลกว่าบริษัทอื่นๆ ตรงที่ทั้งบริษัทมีเขาเป็นพนักงานเพียงคนเดียว และพื้นที่ซึ่งเขาใช้เป็นที่ทำงานนั้นก็อยู่ภายในบริษัทของเพื่อนชาวไต้หวัน อีกทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่เขานั่งทำงานก็ล้วนแต่หยิบยืมมาจากเพื่อนคนดังกล่าวอีกเช่นกัน
?ต้องบอกว่าผมโชคดีนะ มีแต่คนช่วยเหลือ บริษัทของผมเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าด้านวิศวกรรม เช่น วาล์วต่างๆ วาล์วลม วาล์วน้ำมัน ตู้ไฟฟ้า แต่ว่าตอนนั้นผมมีเงินแค่ 50,000 บาท ไม่มีปัญญาจ้างพนักงาน ก็ทำอยู่คนเดียว จะเช่าตึกทำออฟฟิศเราก็ไม่มีเงิน ผมก็ไปขอใช้พื้นที่ใน

บริษัทของเพื่อนชาวไต้หวันเป็นที่ทำงาน แล้วก็ขอยืมโต๊ะเขามาตัวหนึ่ง (หัวเราะ) มานั่งทำงาน ก็ต้องขอบคุณเขาจนถึงทุกวันนี้เพราะเพื่อนคนนี้ช่วยเหลือผมเยอะมาก ผมไม่มีเงินเขาก็เปิดแอลซีให้ พอของมาถึงท่าเรือเราก็ไม่มีเงินไปเสียภาษีนำเข้าอีก ศุลกากรเขาก็กำหนดว่าสินค้าต้องอยู่ที่

ท่าเรือไม่เกิน 90 วัน ถ้าเกิน 90 วันเขาจะริบเป็นของหลวง ก็เลยคุยกับเพื่อนชาวไต้วันอีกว่าจะขอยืมเงินมาเป็นค่าภาษี (หัวเราะ) ถ้าขายได้จะเอาเงินมาคืน เขาก็ให้ พอขายของได้ผมก็คืนเงินให้เขาแล้วก็แบ่งกำไรให้เขา 10%
ตอนหลังผมก็ขอคู่ค้าในต่างประเทศว่าไม่ต้องเปิดแอลซีได้ไหม ส่งสินค้าให้ผมก่อน ภายใน 90 วันขายของได้แล้วผมจะโอนเงินไปให้ เขาก็ให้นะ ทั้งอเมริกา ทั้งอังกฤษ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยนะ แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งผมหาเงินไม่ทันผมก็เขียนจดหมายไปบอกเขาว่าผมหาเงินไม่

ทันตามกำหนด ขอยืดเวลาออกไปอีก 60 วันนะ แต่จะให้ดอกเบี้ยเขาด้วย ช่วงนั้นก็ยังขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีเงินจ้างพนักงาน ต้องทำเองทุกอย่าง ตอนหลังพอยอดขายเพิ่มขึ้น ก็เลยย้ายบริษัทมาอยู่ที่บ้านที่บางยี่เรือ แล้วก็จ้างพนักงาน 2 คน ทั้งๆ ที่พนักงานแค่ 2 คน บางเดือนยังไม่มีเงินจ่ายเงิน

เดือนเลย คุณแม่ต้องไปยืมเงินแม่ค้าขายปาท่องโก๋ในตลาด หรือบางทีก็ยืมเงินร้านขายยามาให้ ต่อมาผมก็หันมาผลิตเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อแอร์โรคลีน ปรากฏว่าขายดีมาก มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาด
พอปี 2538-2539 เงินเหลือเยอะเลยไปซื้อที่ดินที่ลพบุรีประมาณ 500 กว่าไร่ มาพัฒนาเพื่อจัดสรรขาย แต่พอปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ลูกค้าที่มาจองซื้อที่ของโครงการไว้ก็ไม่มีเงินมาจ่าย ตอนนั้นโครงการเรายังไม่เสร็จ ผมก็มานั่งคิดว่าขุดทะเลสาบไว้ถ้า

ฝนตกลงมาก็จะเสียหาย เราก็เลยต้องทำต่อ โดยการโละสต็อกเครื่องฟอกอากาศทั้งหมด ได้เงินมาหลายล้านก็เอามาถมกับที่แปลงนี้ ทำให้เราเป็นหนี้ธนาคารถึง 50 ล้านบาท ขณะที่ไม่มีใครจ่ายเงินค่าที่เลย และก็ไม่มีธุรกิจอื่นๆแล้ว? ดร.กฤษฎา เล่าถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่ล้มลุก

คลุกคลานมาตลอด
ปลดหนี้ 50 ล้านใน 2 ปี
ถึงแม้จะหมดเนื้อหมดตัวจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังต้องเป็นหนี้เป็นสินหลายสิบล้านบาทแต่ ดร.กฤษฎาก็หาได้ท้อถอย เนื่องเพราะมีภรรยาและลูกๆทั้ง 3 คนคอยเคียงข้างเป็นกำลังใจ เขาจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำธุรกิจขายตรง ผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมจาก

สาหร่ายสไปรูลิน่า ภายใต้แบรนด์เนเจอร์กิฟ ในปี 2545 ซึ่งนับว่าโชคชะตาก็ยังไม่ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก เพราะแม้ธุรกิจขายตรงในครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาหันมาผลิตกาแฟลดน้ำหนัก ซึ่งใช้ชื่อผลิตภัณฑ์เหมือนกันคือ เนเจอร์กิฟ ที่กำลังขายดิบ

ขายดีอยู่ในขณะนี้ และจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ ดร.กฤษฎาสามารถใช้หนี้จำนวน 50 ล้านบาทได้หมดภายใน 2 ปี หลังจากที่เริ่มผลิตกาแฟเนเจอร์กิฟออกจำหน่ายในปี 2547 อีกทั้งยังสามารถสร้างโรงงานใหม่ เป็นแห่งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีกว่าเท่านั้น
?ในช่วงที่ทำธุรกิจขายตรง สมาชิกหลายคนก็บอกว่าอาหารเสริมมันขายยาก น่าจะขายพวกสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างพวก กาแฟ สบู่ ยาสีฟัน ผมก็อยากทำแต่ไม่มีเงินทุน เลยลองหาข้อมูลดู ปรากฏว่าผลิตกาแฟใช้เงินน้อยที่สุด ประกอบกับก่อนหน้านั้นผมมีความคิดว่าอยากผลิตอาหาร

ที่ช่วยในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีปัญหาในเรื่องโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ก็เลยมาลงตัวที่กาแฟสูตรลดน้ำหนัก โดยเริ่มขายครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2547 พอดีตอนนั้นมีงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เราก็ไปออกร้าน แล้วมีนักข่าวไปทำข่าวลงหนังสือพิมพ์เนื่องจาก

เขาเห็นว่ามันแปลกเพราะเนเจอร์กิฟเป็นกาแฟสูตรควบคุมน้ำหนักเจ้าแรกของไทย คนก็เลยเริ่มรู้จักสินค้าของเรา จากนั้นก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยตั้งโรงงานขึ้นมา
คือตอนที่เริ่มผลิตครั้งแรกเรายังไม่มีเงิน ก็ใช้พื้นที่ในบ้านส่วนที่เคยใช้เป็นโรงรถเป็นที่ผลิต เพราะเรากะจะผลิตแค่เดือนละ 3 หมื่นซองเท่านั้น แต่ปรากฏว่ายอดขายเพิ่มขึ้นมากจนเราต้องหาสถานที่ผลิตใหม่ ก็ไปเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ กับบ้านที่เราอยู่เพื่อใช้เป็นที่ผลิตกาแฟ ทำอยู่ 7-8

เดือน ยอดขายเพิ่มขึ้นไม่หยุด ประมาณเดือน มิถุนายน 2548 เราเลยตั้งโรงงานขึ้นมา ลงทุนไป 18 ล้านบาท เนเจอร์กิฟก็โตขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2550 จำเป็นต้องสร้างโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งก็คือโรงงานปัจจุบัน ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท และในปีนี้ (2552) เราก็จะเปิดโรงงานใหม่อีกแห่งหนึ่ง

ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนตัวแทนจำหน่ายที่รับสินค้าเราไปขายนั้นปัจจุบันก็มีอยู่ประมาณ 5,000-6,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งจากการที่ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้ผมสามารถใช้หนี้ซึ่งมีอยู่ 50 กว่าล้านได้หมดภายใน 2 ปี

คือเริ่มผลิตกาแฟเนเจอร์กิฟในปี 2457 พอปี 2548 เราก็ใช้หนี้หมด ขณะที่การก่อสร้างโรงงานใหม่นั้นก็ใช้เงินสดทั้งหมด ปัจจุบันเราจึงไม่มีหนี้? เจ้าของบริษัทเนเจอร์กิฟ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ทั้งนี้ในปัจจุบันเนเจอร์กิฟได้ขยายไลน์การผลิตสินค้าออกไปมากขึ้น โดยมีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มสูตรควบคุมน้ำหนักรสชาติต่างๆ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งนอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว ผลิตภัณฑ์เนเจอร์กิฟก็ยังมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย

อินเดีย ออสเตรเลีย ดูไบ ตุรกี นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสหรัฐอเมริกา
ดร.กฤษฎา กับโรงงานแห่งที่ 2 ซึ่งก่อสร้างด้วยวงเงิน 200 ล้านบาท
?อุปสรรค? คือส่วนหนึ่งของ ?ความสำเร็จ?
ดร.กฤษฎา บอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ก็คือความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค อีกทั้งยังเชื่อว่าการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง และช่วยให้เขาสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการในชีวิตไปได้
?ผมคิดว่าการทำงานทุกอย่างต้องมีอุปสรรค แต่ถ้าเจออุปสรรคแล้วเราคิดว่าอุปสรรคเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จเราก็มีกำลังใจที่จะเดินต่อไปได้ อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งธนาคารโทรมาทวงเงิน คือตอนนั้นผมไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเขาหลายเดือนแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเริ่มผลิต

กาแฟ ผมก็บอกว่ารอนิดหนึ่งนะ กำลังทำกาแฟอยู่ เจ้าหน้าที่ธนาคารก็บอกว่าเห็นด็อกเตอร์ทำมาตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นสำเร็จสักอย่าง … ผมก็เลยบอกเขาไปว่า คุณรู้จักมิสเตอร์ฮอนด้าไหม มิสเตอร์ฮอนด้าเขาบอกว่ารถยนต์ฮอนด้าที่คุณเห็นเขาผลิตออกมาขายน่ะมันแค่ 5% ที่เขาทำมาทั้งหมด

คือคุณเห็นแค่สิ่งที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จซึ่งมันมีเพียง 5% เท่านั้น ส่วนอีก 95% ซึ่งคุณไม่เห็นน่ะมันคือส่วนที่เขาทำแล้วล้มเหลว เจ้าหน้าที่ธนาคารเขาก็เลยเงียบไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำอะไรแล้วมันล้มตลอดก็อย่าเพิ่งท้อ เราต้องรู้ว่าเราล้มได้ถึง 95 ครั้งนะ ขอแค่ชนะ 5 ครั้งก็

พอแล้ว (ยิ้ม)
เปิดตัวเนเจอร์กิฟครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตอนผมขายเครื่องฟอกอากาศ ผมอยู่ตึกแถวจนสามารถเก็บเงินซื้อบ้านทาวน์เฮาส์ได้ แล้วก็มาซื้อบ้านเดี่ยวซึ่งมีสนามหญ้าด้วย 2 หลัง ซื้อที่ได้หลายร้อยไร่ มีรถวอลโว่ รถบีเอ็มซีรีย์ 7 พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไอเอ็มเอฟผมก็ล้มละลาย โรงงานถูกยึด บริษัทก็ถูกยึด รถบีเอ็มก็ต้องขาย หมดทุ

กอย่ง ผมต้องนั่งรถเมล์ไปทำงาน แต่ผมก็มองว่ามีได้ก็หมดได้เป็นเรื่องธรรมดาของโลก อีกอย่างที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิตเนี่ยก็เพราะผมปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า คือทำทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนาคือสวดมนต์และนั่งสมาธิ ผมทำธุรกิจไปด้วย ทำบุญไป

ด้วย เราทำครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เวลามีปัญหา จากหนักมันก็เบาลง?
ด้วยความที่เป็นคนใฝ่รู้ผู้ชายคนนี้จึงไม่เคยหยุดนิ่งในเรื่องของการศึกษา และไม่มีคำว่าแก่เกินเรียน
?ผมเรียนไปเรื่อยๆ เป็นคนชอบเรียน ทำธุรกิจไปด้วยเรียนไปด้วย ปริญญาบางใบได้มาตอนแต่งงานและมีลูกแล้วก็มี ผมเรียนปริญญาโท เอ็มบีเอ ที่ธรรมศาสตร์ เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอเมริกันโคสต์ไลน์ (American Coastline University) สหรัฐอเมริกา แต่เรียนทาง

ไปรษณีย์นะ แล้วก็ได้อบรมหลักสูตรธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (สหรัฐอเมริกา) คือเขาเชิญไปเรียนโดยคัดจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผมเป็นนักธุรกิจไทยรุ่นแรกที่ได้รับคัดเลือก ตอนนั้นไปอบรมพร้อมกับคุณประชา มาลีนนท์ (อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3)

รวมๆ แล้วทั้งปริญญาและประกาศนียบัตร ประมาณ 10 กว่าใบได้ คืออุปนิสัยผมเป็นคนใฝ่รู้ อย่างเราเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรม พอไปทำธุรกิจต้องติดต่อค้าขายกับต่างประเทศผมก็จะไปเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับการเขียนจดหมายทางธุรกิจ เรียนการพูดภาษาอังกฤษ เรียนการเงิน การ

ตลาด ก็หาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอด คือผมเป็นคนไม่ชอบเที่ยว พอเลิกงานก็ไม่รู้จะทำอะไรเลยไปเรียนหนังสือ? ดร.กฤษฎา กล่าว
มีเงินพันล้าน แต่ใช้เดือนละ 6 พัน
แม้ปัจจุบัน ดร.กฤษฎาจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจและกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่เขาก็หาได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา … ตรงกันข้ามเขากลับยังคงใช้ชีวิตสมถะ กินง่ายอยู่ง่ายไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ยังล้มลุกคลุกคลานในช่วงที่เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ๆ
ดร.กฤษฎาบอกว่า เขาเลือกใช้จ่ายเฉพาะในสิ่งที่จำเป็น ซึ่งรวมๆแล้วในแต่ละเดือนนั้นเขาจะใช้เงินไม่เกิน 6,000 บาท เพราะเขามองว่าคงเป็นการดีกว่าหากเงินที่เขาหามาด้วยความยากลำบากนั้นจะถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา หรือใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมและการ

ศึกษาให้แก่เด็กๆที่ด้อยโอกาส
?ทุกวันนี้ผมใช้เงินแค่เดือนละ 6,000 บาท อาหารเช้าของผมคือถั่วต้ม น่าจะประมาณ 3-5 บาท คือผมเอาถั่วแดง ถั่วเขียว ลูกเดือย ถุงละแค่ 10 กว่าบาท มาต้มใส่น้ำตาล ต้มเสร็จแล้วก็แช่ช่องแข็งไว้ เช้าก็เอาออกมากิน ถั่วนี่คุณค่าทางอาหารสูงด้วย ประหยัดด้วย มื้อกลางวันก็เป็น

อาหารตามสั่งจากร้านแถวๆ ออฟฟิศ บางทีขับรถไปเจอเพิงก๋วยเตี๋ยวข้างทางผมก็แวะกินได้ ผมกินอะไรง่ายๆ ตกเย็นก็กินข้าวที่บ้านกับครอบครัว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว คือผมมองว่าเงินทองของเราถ้าได้นำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์มันน่าจะคุ้มค่ากว่าเอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไร้สาระ อย่าง

ที่บริษัทก็จะมีการแจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี แต่ฐานะยากจน แจกมาต่อเนื่องทุกปี ซึ่งปีนี้เราก็แจกให้ 100 ทุน ทุนละ 12,500 บาท
หรืออย่างรีสอร์ทที่ลพบุรีเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ทำอะไร ผมก็เลยถวายวัดไปเพื่อใช้สร้างสถานปฏิบัติธรรม นอกจากนั้นเราก็สร้างธรรมสภาขึ้นมา ซึ่งตรงนี้จุคนได้หลายพันคน ทางวัดเขาก็ใช้เป็นที่อบรมธรรมะสำหรับเยาวชนและประชาชน ใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์ เป็นที่จัดบวชเณร แล้วผมก็

ส่งเงินไปช่วยเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าคนงาน ทุกเดือน เมื่อปีที่แล้วก็มีการจัดตักบาตรที่ศูนย์ลพบุรี 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ นิมนต์พระมา 1,700 รูป ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 มีพระมารับบาตร 10,000 รูป ปลายปีนี้ก็จะจัดอีก คือเราอยากให้คนหันกลับมาทำบุญใส่บาตรกัน

เยอะๆ เหมือนเมื่อก่อนนี้ ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ผมอยู่ในสลัม เราเดินไปแถวถนนเจริญกรุงจะเห็นพระเดินรับบาตรมาเป็นแถว ชาวบ้านเขาก็ใส่บาตรกัน ส่วนเรายังเป็นเด็กจนๆ เราก็ได้แต่ยกมือไหว้ แต่วันนี้เรามีโอกาสทำได้มากกว่าแค่ยกมือไหว้พระ (ยิ้ม) ผมคิดว่าถ้าคนมีศีลมีธรรมเหมือน

เมื่อก่อนบ้านเมืองเราก็สงบสุข?
ดร.กฤษฎายังบอกด้วยว่า ความยากลำบากที่เขาพบเจอมาตั้งแต่วัยเยาว์นั้นเป็นเหมือนเบ้าหลอมให้เขารู้จักมานะ อดทน จนประสบความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเขาจึงปลูกฝังให้ลูกๆ ทั้ง 3 คนซึ่งจะต้องเข้ามาสืบสานธุรกิจของเขาต่อไปในอนาคตได้เรียนรู้ที่จะทำงานโดยไม่หวั่นต่อ

ความยากลำบาก
?ผมกับภรรยาจะไม่เลี้ยงลูกแบบคุณหนู ไม่สอนให้เขาฟุ้งเฟ้อ ลูกทุกคนจะช่วยกันทำงานหมด เราสอนเขาว่าอย่าอายถ้างานที่เราทำเป็นอาชีพสุจริต ลูกชายคนโตผมเขาเรียนจบปริญญาตรี ที่เอแบค ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จบออกมาก็หางานทำไม่ได้ เขาก็ไปสมัครเป็นเซลส์เดินขาย

ไส้กรอก ได้วันละ 100 บาท วันไหนขายไม่ได้ตามเป้าก็ไม่ได้เงิน ตอนเราเริ่มทำกาแฟเนเจอร์กิฟใหม่ๆ เรายังไม่มีเงินจ้างคนงาน ทุกคนในบ้านก็ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตกาแฟอยู่ในโรงรถ กลางคืนก็ให้ลูกชาย 2 คนไปซื้อน้ำตาลจากห้างแมคโคร ช่วยกันเข็นมา กลางวันเขาก็ต้อง

ไปส่งกาแฟ ขับรถกระบะไปเอง แบกเองทุกอย่าง ตอนนี้ลูกทั้ง 3 คนเรียนจบหมดแล้ว ก็เข้ามาช่วยงานในบริษัท คือผมมองว่าเราไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ไม่ได้อุ้มชูเขาทั้งชีวิต ดังนั้นถ้าให้เขาได้เจอกับความลำบากตั้งแต่วันนี้ ต่อไปวันข้างหน้าเจอปัญหาอะไรเขาก็รับได้หมด? ดร.กฤษฎา

พูดถึงสิ่งที่เขาคาดหวังจากทายาททั้ง 3 ที่จะมาสืบสานกิจการเนเจอร์กิฟต่อไปในอนาค
* * * * * * * * *
เรื่อง ? จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=8449.0

เมื่อเราคิดถึงอีกด้านของคนที่มีพระเจ้าในหัวใจ ก็พระเจ้าสร้างโลก กำหนดชะตาชีวิตคนจากบนสวรรค์ และชีวิตคน ก็อยู่ภายใต้แรงดลใจจะสำเร็จทางการงาน ในเมืองใหญ่ หรือต่างจังหวัด ก็ตาม แต่ว่า ถ้าเรานึกถึงเรื่อง A Theory of Justice ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของหนังสือฮาวทู

ในประเภทสูตรสำเร็จขั้นตอน 123 สู่ความสำเร็จส่วนตัว ก็คือ ทฤษฎีของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมของสังคม ในการแบ่งสรรทรัพยากร และเงินตราการออกแบบเพื่อกระบวนการเป็นธรรมในสังคม ให้ผลประโยชน์ กับทุกคน เป็นการให้ข้อสรุปเป็นฉันทามติ ว่าเราจะออกแบบดี

ไซน์ โลกจากบนสวรรค์ให้เราได้รับการเป็นธรรมจากการเกิดของมนุษย์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความจน ก็โลกต้องมีความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ให้กับSocial justice และเมืองกรุง(city)-ชนบทไปด้วยกัน…

The Verve – Beautiful Mind
A beautiful mind or a beautiful body
I know which one I'm gonna end upon
You say you will but you never promised thoughts

A smile and a hand mix like water with sand
As far as you're concerned
A road and a sign I know which one catches my eyes

And I, thought I heard it for a while
Then it all came to me
Sometimes I just don't know I believe in

Don't you wanna know when I suffer
It doesn't show
A smile and a hand mix like water with sand don't you know?

I was thinking about moving back home
I don't really need to live here no no no no
I didn't I could I'm sure I would if I knew that
I didn't I could I'm sure I would if I knew that

A smile and a hand mix like water with sand
As far as you're concerned
A beautiful mind or a beautiful body
I know which one, I'm gonna end upon end upon

http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/Beautiful-Mind-lyrics-The-Verve/11C82B12A7F98F144825689E0004AC99

วันที่ 27-31 ธันวา 54
เมื่อคุณและผม อาจจะตื่นจากการนอนหลับฝัน ถึงต้นไม้ ที่เจริญเติบโตสุกงอมหอมหวาน ไม่ใช่เสียงหมาหอน ในคืนหนาวอันพรั่นพรึงของความเศร้าภายในใจของคุณ ท่ามกลางบรรยากาศป่าเขา ล้ำน้ำแห้งเหือดหายไป
แต่ผมไม่ค่อยมีเวลา ก็ตัดสินใจซื้อกล้องวิดิโอ และขนของย้ายหอ ฯลฯ แต่ผมอยากเล่าเรื่องการตัดต่อทดลองรายการมุมตากล้องพาทัวร์ครั้งนี้ มันมีเรื่องบังเอิญ คือ เสียงระฆังเข้าจังหวะกล้องสั่นๆ และความคิดของผม นึกถึงเสียงระฆังในหนังเรื่องNINE ครับ
รายการมุมตากล้องพาทัวร์:เชียงรายสายน้ำของ(โขง) เป็นมิวสิควิดิโอทดลองของตอนที่2 บันทึกการเดินทางวัฒนธรรมจากพะเยาในใจเธอ(พะเยารอเธอ)ถึงเชียงราย เป็นตอนจบ ซึ่งพาเราชมสถานที่แม่สาย วัดพระธาตุผาเงา วัดพระสิงห์ อ.เมือง เชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขง สามเหลี่ยมทองคำ พร้อมเสียงเพลงสองเพลง ส่งความสุขคริสตมาสต้อนรับปีใหม่กัน คร้าบ

แล้วเพื่อนศิลปินนักเขียนของผม ชอบแนะนำหนัง เช่น กุว่ามึงดู ซีเนคโดชี นิวยอร์ค ดีกว่า,8 ครึ่ง และผมคิดเรื่องเพลงประกอบมิวสิค เพลงหนึ่ง คือ better togetherของjack johnsan และPARADIGM – All Together Separate ในแง่หนึ่งคิดถึงเพลงไทย เช่น ทะเลสีดำ เพราะมันมืด หรือกลางคืน และสาบานรักชาติที่แล้ว พอชาตินี้มีอุปสรรครักของเรา ถ้าชีวิต คือ การเดินทาง แล้วการเดินทางภายนอก-การเดินทางภายใน และใจของเรา-เนื้อหาเพลงPARADIGM ที่มีHumanity sees truth…

โดยผมอาจจะcliche(ซ้ำๆ) บ้างเหมือนบทหนังสั้น ที่มีคนวิจารณ์ แต่ผมคิดเรื่องมุมกลับคลิเช่ เพราะอยากทดลองเล่นกับcliche น่ะครับ ขณะที่ผมออกเดินทางไปเชียงดาว ก็มีหนังสือน่าสนใจเรื่องสารคดีสายลับและจารกรรมของโลก โดยจินดา ดวงจินดา เป็นหนังสือแปลกๆ ที่ผมเจอที่พักเกสต์ฮาวส์มะขามป้อม เชียงดาว กล่าวคือ หนังสือเล่าถึงสายลับ จะมีรมณียสถาน ที่เรียกว่าชมรมแมวเหมียว เกี่ยวพันกรมรักษาความปลอดภัย และกรณีเรื่องสายลับ เกี่ยวกับเฮยดริด ก็เขาเลือกชายฉกรรจ์ร่างบึกบึน ประเภทบู๊ นามสกุลรักสงบ ที่มีการแปลแนวภาษาไทยแปลกๆ จากเรื่องกระเป๋าเอกสารสีเลือดเพชรฆาตตลอดกาล คือ RUSSIA’S BLOODIEST BLUNDER HENRY JORDON RICHARAD HANSER. แล้วเราก็ได้รู้ข่าวเรื่องสายลับเกาหลีเหนือบ้าง โดยหลังจากการกระแสข่าวการเสียชีวิตของผู้นำเกาหลีเหนือ ก็มีเรื่องเล่าต่างๆ เช่น ผู้นำโสมลักพาตัวผู้กำกับหนังเกาหลีใต้ไปไว้ที่เกาหลีเหนือให้ทำหนังให้เขา และเขาคิดค้นแฮมเบอร์เกอร์ ชุดผู้นำของเขาเป็นที่นิยมๆ ถ้าเราสนใจลองดู9 เรื่องไม่ธรรมดาของผู้นำโสมแดง คิมจองอิล
http://www.thairath.co.th/content/oversea/224900

จากประสบการณ์ทำงานข่าว ทำให้ผมเห็นสายข่าวความมั่นคง เหมือนสายลับ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนใบหน้า เปลี่ยคน ถ้าเราทักว่าจำเขาได้ หรือเรารู้ตัวว่าถูกเขาติดตามอย่างแนบเนียนแล้วก็ตาม ซึ่งเรามาย้อนกลับดูบันทึกการเดินทางของผม คือ…วันที่ 15 กันยา 2552 จาก‘วันเกษตรกร” ถึงวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’ ครับ มันคงน่าแปลกถ้าเมืองเกษตรกรรมไม่มีวันเกษตรกร (เพิ่งกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ นี่เอง)ผมเริ่มรู้จักวิกเกตสไตน์ จากห้องเรียน ที่มีอ.อานันท์ สอนทำให้ผมสนใจชีวิตของเขา เพิ่มมากขึ้น เช่น ประวัติของเขา
ซึ่งเราได้อ่านมาแล้ว ว่า ความคิดแปลกใหม่ของเขา และชีวิตของเขา ก็เหมือนบันทึกของนักมานุษยวิทยา ที่มีชีวิตเป็นดั่งตัวบทให้อ่าน ผมอยากเปรียบเทียบกับวิธีคิดของพวกฝรั่งเศสอย่างมาร์แซล พรูสต์ ที่มีรสชาติของชีวิต ผ่านหนังฝรั่งเศส เรื่องหนึ่ง คือ Paris,Je t’aime หรือ Paris,I Love You คือการชุมนุมผู้กำกับมีชื่อระดับนานาชาติกว่า 20 ชีวิตและต่างแนวทาง ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองหรือความประทับใจที่พวกเขามีต่อ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผ่าน ภาพยนตร์ความยาว 5 นาทีจำนวน 18 เรื่อง เรียงร้อยคอยคั่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพบรรยากาศของเมืองแห่งนี้ในยามต่างๆ กัน และย่านต่าง ๆ 18 แห่ง(จากทั้งหมด 20 ย่านในปารีส) ด้วยโจทย์ว่าทุกเรื่องต้องมี เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก

ผลที่ได้คือตัวหนังที่เปี่ยมเสน่ห์ในตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรักของสาวอเมริกันกับหนุ่มตาบอด, แม่ผู้สุญเสียกับลูกชายอันเป็นที่รัก, นักแสดงสาวกับคนขายยาแปลกหน้า, สามีผู้สลัดกิ๊กสาวสวยวัยขบเผาะเพื่อมาดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย,หรือกระทั่งความรักของแวมไพร์สาวกับนักท่องเที่ยวหนุ่ม ทั้งหมดถูกเรียงร้อยเพื่อถ่ายทอดถึงความรักเพียง 1 เดียวที่พวกเขามีต่อมหานครแห่งนี้
ในมหานครปารีส ช่างมีความรักอยู่ทั่วไปทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นตามบาร์หรือร้านกาแฟ จะใต้หอไอเฟล หรือในรถไฟใต้ดิน ที่แล่นลัดเลาะไปใต้ท้องถนน Paris,Je t’aime จะเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสมหานครปารีสผ่านมุมมองของนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังของโลกมากมาย อาทิ สองพี่น้องโคเอ็น, กัส แวน แซงท์, วอลเตอร์ แซลเลส, อิสซาเบล คอยเซ่, อเล็กซานเดอร์ เพย์น และ ซิลเวน โชเม่ต์ ทั้งเรื่องราวสนุกสนาน, ความแตกต่างของวิถีชีวิต, การเผชิญหน้าที่คาดไม่ถึง, และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความรัก ที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครมากหน้าหลายตาที่แสดงโดยดาราดังระดับโลก อาทิ นาตาลี พอร์ทแมน, อีไลจาห์ วู้ด, นิค โนลเต้, แฟนนี่ อาร์แดนท์, จูเลียต บินอช และ สตีฟ บุชเซมี่ ฯลฯ

ปารีสอาจจะมีประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดผ่านภาพมากมาย แต่ก็เป็นภาพเก่า ๆ มากกว่าจะนำเสนอภาพของเมืองหลวงแห่งนี้ในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ ด้วยความพยายามจะฉีกตัวเองออกจากภาพของมหานครปารีสสวยราวกับโปสการ์ดที่เห็นกันจนคุ้นเคย และเผยบางซอกบางมุมของเมืองแห่งนี้ที่ไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่องใด ๆ มาก่อน หนังจึงสะท้อนสังคมหลายชนชั้น ผู้คนหลายช่วงอายุ หลากวัฒนธรรม และบรรยากาศแปลกแยกที่ผสมผสานเข้ากันไว้อย่างลงตัว ผู้กำกับเกือบทั้งหมดที่เข้ามาร่วมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้เกิดหรือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในมหานครปารีส ผลงานภาพยนตร์ของพวกเขาจึงเป็นการสะท้อนภาพสังคมร่วมสมัยยุคปัจจุบันของมหานครปารีส ผนวกเข้ากับบางแง่มุมของแนวคิดที่คนต่างบ้านต่างเมืองอยากถ่ายทอดเมืองแห่งนี้ให้ผู้ชมได้สัมผัส ความอยากรู้อยากเห็นชักนำให้พวกเขาก้าวล่วงเข้าไปยังหลาย ๆ มุมของเมืองที่แม้แต่ผู้คนที่เกิดในฝรั่งเศสเองแท้ ก็อาจจะยังไม่เคยคิดจะเข้าไปสำรวจเลยด้วยซ้ำ พวกเขาจะนำมหานครปารีสมาสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่เคยคิดว่ารู้จักเมืองนี้ทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดีแล้วอีกครั้ง ทั้งยังตอกย้ำว่า มหานครแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก (de l’amour) สมคำล่ำลือ
หนังได้รับเกียรติให้ฉายเปิดในสาย Un Certain Regard ใน ปี 2006 และเคยเปิดฉายในปีเดียวกัน ณ งานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 4 อีกด้วย ในอนาคต หนึ่งในสองโปรดิวเซอร์หลักของหนัง (คลอดี ออสซาร์ด และ เอมมานูเอล เบนบิไฮ) คือ เอมมานูเอล เบนบิไฮ ก็เตรียมจะสานต่อโครงการนี้ด้วยการทำหนังรักในเมืองสำคัญของโลกสองเรื่องนั่นคือ New York,I Love You(2008) ผ่านย่านสำคัญ 15 ที่ของนิวยอร์ค และ Shanghai,I Love You(2010) โดยสำหรับนิวยอร์คได้มีผู้กำกับมาร่วมงานอย่างคับคั่งเช่นเคย อาทิ ปาร์ค ชานวูค, หวังเสี่ยวชุ่ย, ซาค บราฟฟ์, และ มิร่า แนร์ เป็นต้น
Official Website :: http://www.firstlookstudios.com/pjt/

อย่างไรก็ดี การเดินทางไปในที่เราไม่เคยรู้จัก ไม่มีความรู้ ก็การเดินทาง คือ การเรียนรู้ ซึ่งบางครั้ง มันอาจจะไม่เป๊ะ ในกรณีอะไรถูกทั้งหมด และผิดไม่ทั้งหมด เพราะตราชั่งน้ำหนัก ให้ยุติธรรม ในแง่ของสังคมไทย-ความรู้ทางกฏหมายกับประพณี พิธีกรรม ในชุมชน กรณีจับนมหญิงสาว เสียผี ทางพิธีกรรม นี่เป็นความเป็นไทยมากกว่าสากล แล้วการมองใกล้ และมองไกล ในระยะยาว(กว่าจะรู้อะไรเป็นอะไร ก็ซึมเข้าเลือด-เข้า DNA.เรียบร้อยแล้ว) อาการลงแดงแอลกอฮอลล์ ต้องรู้ไว้เลือดน้ำเงิน และการแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊คอ.Kasian Tejapira มองอย่างวิภาษวิธีได้ไหมครับว่าการแสดงออกซึ่งท่าทีในสภาพการณ์หนึ่ง ๆ ของพรรคเหล่านี้น่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมร่วมยุคสมัย กับ บุคลิกลักษณะทางอุดมการณ์/วัฒนธรรมการเมืองขององค์กรพรรคนั้นซึ่งมี ธรรมเนียมที่มาทางประวัติศาสตร์อยู่ ท่าทีของปชป.ต่อการเคลื่อนไหวพธม.ยุคขึ้นสู่กระแสสูงจึงไม่ขัดแย้งกับแนวโน้มที่ผ่านมาของพรรคนี้ เมื่อกระแสพธม.ตกในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ปชป.ก็ผละตัวออกห่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากลายพันธุ์จากรอยะลิสต์ไปเป็นอื่น ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าการยอมรับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ไม่จำต้องปฏิเสธบุคลิกเฉพาะตัวของสิ่งซึ่งวิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปโดยปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ (วิภาษวิธี)…

ดังนั้น ผมขอเล่าเรื่องอะไรสักหน่อย ส่งท้ายปีเก่า ก็มีรุ่นน้องพูดถึงไอคิวว่า คนจบป.โท ไอคิวพื้นฐาน คือ 130 มากกว่าคนปกติในแง่มุมหนึ่ง และผมจะเล่าเรื่องเบาๆ บางแง่มุม ขำๆ ด้วยมีข้อมูลต่างๆ นานาน่าสนใจต่อไปนี้ คือ….
1.ไอคิวสูง มีโอกาสติดยามากกว่า
Jusci – เด็ก IQ สูงมีแนวโน้มหันเข้าหายาเสพย์ติดมากกว่าเด็ก IQ ต่ำ
นักวิจัยชาวอังกฤษสองคน เอาข้อมูลสำรวจที่ทำมาตั้งแต่ปี 1970 มาวิเคราะห์ ในการสำรวจนี้มีการวัด IQ ของกลุ่มตัวอย่างประมาณ 8,000 คน เมื่อตอนอายุ 5 และ 10 ขวบ
จากนั้นก็มีการสำรวจการใช้ยาเสพย์ติดอีกรอบเมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุ 16 และ 30 ปี
เด็กผู้ชายที่เคยได้คะแนน IQ สูง มีแนวโน้มที่จะใช้ยาเสพย์ติด มากกว่า คนที่ได้คะแนน IQ ต่ำถึง 50%
ส่วนเด็กผู้หญิงที่ได้ IQ สูงในตอนเด็ก มีแนวโน้ม มากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว
นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กที่มี IQ สูงหันเข้าหายาเสพย์ติด คงมาจากการที่พวกเขามักจะโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นในห้องเรียน ทำให้ตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง ก่อให้เกิดความเครียดจนต้องไปพึ่งยาเสพย์ติดในการระบายอารมณ์
หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะคนที่มี IQ สูงมักชอบลองประสบการณ์แปลกใหม่ จึงตกเป็นเหยื่อของยาเสพย์ติดได้ง่าย
http://writingonparadise.blogspot.com/2011/11/555.html
ความน่าสนใจเรื่องไอคิวสูง แต่อีคิว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมอยากเล่าเรื่อง และอัจฉริยะ ซึ่งผมนึกถึงหนังสือของผม คือ THE NAKED LUNCH ซึ่งผลงานของนักเขียน ที่มีชื่อว่าWILLIAM BUROUGHS ผู้ได้ฉายาว่าอัจฉริยะติดยา และคนเขียนหนังสือแนะนำว่า หนังสือของเขาเทียบเท่ายูลิซิส และโจนาทานสวิฟ์ หรือนักเขียนอเมริกันติดยาอัจฉริยะ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดของนักเขียน ติดยา หรือนักวิชาการเป็นบ้าอย่างจอหน์ เนจ ที่กลายเป็นหนังสือและหนัง A Beautiful Mind ต่างๆ

2.Southeast Asian Historiography Unravelling The Myths : Essays in honour of Barend Jan Terwiel Edited by Volker Grabowsky
This collection of twenty-one essays in honour of Professor Barend Jan Terwiel deals with a wide range of issues spanning various periods of time, both modern and pre-modern, in countries throughout Southeast Asia. The contributors have been inspired to challenge and unravel established paradigms of this diverse region’s history and in doing so propose new insights and interpretations.
Renowned historian Thongchai Winichakul sets the scene by discussing Thai history in the context of Siam’s colonial conditions before B. J. Terwiel himself reviews the controversy surrounding the Ram Khamhaeng inscription. Other topics covered include the rise of Thai nationalism, concepts of gender and ethnicity and the role of magic and religion in contemporary society. The view then widens from Thailand to look at issues of historiography in Laos, dialogue and interaction between Europeans and various Southeast Asian nations using Dutch and Portugese sources, and issues such as the relationship between myth and nation in Vietnam, Buddhism and political legitimisation in Burma, and migration and stereotypes in Indonesia.
In effect, this publication sets about debunking the myths and commonly held perceptions of Southeast Asia’s vibrant and at times volatile history.
http://www.riverbooksbk.com/book/unravelling
โดยหนังสือเล่มนี้ ก็มีบทความของอ.ธงชัย และผมมีโอกาสได้คุยสั้นๆ ส่วนตัวกันนิดหน่อย ก็ด้วยความระลึกถึงพร้อมทั้งผมมอบหนังสือ ที่ผมเคยร่วมรับผิดชอบโครงการให้อ.ธงชัยไปหนึ่งเล่ม และผมพูดว่ามีอะไรจะติดต่อไป(เหมือนเดิม) ครับ

3.ดูเร็กซ์ เผยชายไทยนอกใจอันดับ1 ในโลก
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000155360
ข่าวน่าสนใจเรื่องการสำรวจของไทย ติดอันดับของโลก จริงหรือไม่ ฮาๆ แต่ว่าไทยเป็นหนึ่ง ในเรื่องเสื่อมเสียศีลธรรม เป็นเรื่องเพศชาย นี่เป็นแง่มุมสะท้อนพรมแดนเพศชาย/หญิง(อาจจะต้องสำรวจเพศหญิง มีคนบอกหญิงไทยอันดับ2 ด้วยฮา) ทำให้ผมนึกถึงรุ่นน้องผู้หญิงที่พบกัน วันก่อนว่า ผู้ชายไทยส่วนใหญ่เป็นตุ๊ดกับเจ้าชู้ น่ะครับ

4.เทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า ‘Aphros’ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง อีกทั้งพระนางก็ชอบใจในความสวยงามของตนเองมากเสียด้วย พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%AA
ความสวยงาม ในด้านหนึ่งก็เป็นพิษภัยตามธรรมชาติ หรือกรณีหนามจากดอกกุหลาบ และตำนานเทพยังสะท้อนออกมาด้วย ครับ

5.Dialogues Concerning Natural Religion,
….After I joined the company, whom I found sitting in CLEANTHES’s library, DEMEA paid CLEANTHES some compliments on the great care which he took of my education, and on his unwearied perseverance and constancy in all his friendships. The father of PAMPHILUS, said he, was your intimate friend: The son is your pupil; and may indeed be regarded as your adopted son, were we to judge by the pains which you bestow in conveying to him every useful branch of literature and science. You are no more wanting, I am persuaded, in prudence, than in industry. I shall, therefore, communicate to you a maxim, which I have observed with regard to my own children, that I may learn how far it agrees with your practice. The method I follow in their education is founded on the saying of an ancient, “That students of philosophy ought first to learn logics, then ethics, next physics, last of all the nature of the gods.” [Chrysippus apud Plut: de repug: Stoicorum] This science of natural theology, according to him, being the most profound and abstruse of any, required the maturest judgement in its students; and none but a mind enriched with all the other sciences, can safely be entrusted with it.
Are you so late, says PHILO, in teaching your children the principles of religion? ……
….Don’t you remember, said PHILO, the excellent saying of LORD BACON on this head? That a little philosophy, replied CLEANTHES, makes a man an Atheist: A great deal converts him to religion. That is a very judicious remark too, said PHILO. But what I have in my eye is another passage, where, having mentioned DAVID’s fool, who said in his heart there is no God, this great philosopher observes, that the Atheists nowadays have a double share of folly; for they are not contented to say in their hearts there is no God, but they also utter that impiety with their lips, and are thereby guilty of multiplied indiscretion and imprudence. Such people, though they were ever so much in earnest, cannot, methinks, be very formidable…
http://en.wikisource.org/wiki/Dialogues_Concerning_Natural_Religion/Part_1
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นเหมือนกับหนังสือหลายเล่มที่ผมสนใจ แต่ไม่สามารถซื้อมาครอบครองไว้ เพราะหนังสือจะล้นห้อง ไม่ใช่ล้มห้อง หรือหนังสือครอบงำผม ฮาๆ จึงเอามาเล่าผ่านทางอินเตอร์เน็ตสั้นๆ ว่าบทสนทนาอันน่าสนใจของนักปรัชญาอย่างเดวิด ฮูม(ฮิว)by David Hume เชื่อมโยงปรัชญาอธิบายถึงเบคอนด้วยซ้ำ

6.มันเป็นเรื่องตลกหกเก้า เมื่อผมชอบคุยเล่นๆ กับสุนัข และผมคิดถึงคนที่เคยชอบเล่นกับมัน โดยผมไม่มีพื้นที่เลี้ยงหมา ก็ต้องตัดใจ ทำให้คิดถึงเพลงไทยหลายเพลง น่าสนใจทั้งเพลงเก่า-ใหม่-ปิดท้ายเพลงฝรั่ง
ตัดใจ-VENUS
เพราะเธอคือแก้วตาของฉัน รักเธอจนหมดหัวใจ
เพราะเธอยังต้องไปอีกตั้งไกล อย่าห่วงคนอย่างฉันเลย
อย่าเลย อย่าอยู่กับรัก ที่เป็นเพียงนิยาย สุดท้ายก็จากกัน
อยากให้เรายังรักกัน ทั้งรักทั้งผูกพันกันด้วยหัวใจ
จะไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอต้องทนเพราะฉัน
รู้ว่ายังรักกัน ฉันก็ยังรักเธอ แต่ถึงอย่างไรรักฉันก็มีแต่หัวใจ (มีเพียงเท่านั้นเอง)
สักวันวันที่เธอถึงฝัน สักวันเธอจะเข้าใจ
รักกันมีเรื่องราวอีกมากมาย ตัดใจทั้งที่สายเกิน
อย่าเลย อย่าอยู่กับรัก ที่เป็นเพียงนิยาย สุดท้ายก็จากกัน
อยากให้เรายังรักกัน ทั้งรักทั้งผูกพันกันด้วยหัวใจ
จะไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอต้องทนเพราะฉัน
รู้ว่ายังรักกัน ฉันก็ยังรักเธอ แต่ถึงอย่างไรรักฉันก็มีแต่หัวใจ (มีเพียงเท่านั้นเอง)
จะไม่ยอมให้เธอลำบาก ให้เธอต้องทนลำบาก ให้ใครเขามองให้เธอเสียหาย
มันไม่มีเจ้าชาย เหมือนในนิยาย แต่ที่มีที่เป็นก็เพียงคนสุดท้าย ที่ยังรักเธอ
จะไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอลำบาก ไม่ยอมให้เธอต้องทนเพราะฉัน
รู้ว่ายังรักกัน ฉันก็ยังรักเธอ แต่ถึงอย่างไรรักฉันก็มีแต่หัวใจ (มีเพียงเท่านั้นเอง)
จะไม่ยอมให้เธอลำบาก ให้เธอต้องทนลำบาก ให้ใครเขามองให้เธอเสียหาย
มันไม่มีเจ้าชาย เหมือนในนิยาย แต่ที่มีที่เป็นก็เพียงคนสุดท้าย ที่ยังรักเธอ
http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!c7d5b9d1ca&song=!!b5d1b4e3a8

-เธอคือใคร – ETC
ช่วงชีวิตที่เคยรักใคร ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจ แต่ว่าทุกคน เข้ามาคบกัน ไม่นานเขาก็ไป แต่ละครั้งก็คอยทุ่มเท แต่สุดท้ายก็ยังเสียใจ เจ็บจนคุ้นเคย แต่ไม่ชอบเลย ที่ต้องไม่เหลือใคร ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน
ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่เจ็บความช้ำใจ
จนไม่รู้ว่า รักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร
ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที
จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้
จะมีไหมซักใจ จะได้เจอเธอ อยากรู้เธอคือใคร
ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงๆสักที
อยากจะพบสักคนที่เข้าใจ ไม่ต้องพร้อมต้องดีมากมาย
อาจจะเถียงกัน อาจทะเลาะกัน เขายังไม่ไปไหน
อยากจะพบสักใจที่เข้ากัน อยู่กับฉันรักกันเรื่อยไป
อยากให้แวะมา ฝากแค่น้ำตา ให้ค้างคาในหัวใจ
ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน
ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่เจ็บความช้ำใจ
จนไม่รู้ว่า รักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร
ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที
จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้
จะมีไหมซักใจ จะได้เจอเธอ อยากรู้เธอคือใคร
ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงๆสักที
ไม่รู้จะเจอเมื่อไหร่ ก็เฝ้าแต่ถาม ก็ได้แต่ถามจากฟ้า
จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้
จะมีไหมซักใจ จะได้เจอเธอ อยากรู้เธอคือใคร
ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงๆสักที

เพลงเรื่องของเรา – ดา เอ็นโดรฟิน Endorphine อัลบั้ม ดอกไม้ไฟ
เธออาจได้ยิน เสียงของผู้คนว่ามา
ว่าเธอกับฉัน ไม่คู่ไม่ควร
บางคำเหล่านั้น ฉันรู้มันอาจก่อกวน
และอาจจะทำ ให้เธอลังเล
ขอ ขอเธออย่าหวั่นไหว
ก็เรื่องนี้ มีแค่เราใช่ไหม
ไม่ต้องถาม ต้องตอบใคร ตอบแค่ใจเธอก็พอ
ว่าต้องการกันและกันหรือเปล่า
ไม่ต้องรู้คำตอบใคร ตอบแค่ใจของเธอพอ
หากว่าใจเรารักกัน ก็แค่ทำมันให้เป็นเรื่องของเรา
ใครบอกไม่ดี คิดไปอย่างไร
ก็ปล่อยให้เขา คิดตามสบาย
จำเป็นแค่ไหน ต้องให้ทุกคนถูกใจ
ถ้าหากว่าเราเข้าใจกันดี
อยากขอ ขอเธออย่าหวั่นไหว
เรื่องนี้ มีแค่เราใช่ไหม
ไม่ต้องถาม ต้องตอบใคร ตอบแค่ใจเธอก็พอ
ว่าต้องการกันและกันหรือเปล่า
ไม่ต้องรู้คำตอบใคร ตอบแค่ใจของเธอพอ
หากว่าใจเรารักกัน ก็แค่ทำมันให้เป็นเรื่องของเรา
ไม่ต้องถาม ต้องตอบใคร ตอบแค่ใจเธอก็พอ
ว่าต้องการกันและกันหรือเปล่า
ไม่ต้องรู้คำตอบใคร ตอบแค่ใจของเธอพอ
หากว่าใจเรารักกัน ก็แค่ทำมันให้เป็นเรื่องของเรา
http://www.songdee.com/?p=8008

จากอเมริกันตรีม หรือไทยดรีม คือ ลักษณะของตลาดเสรีทุนนิยม และบริษัทในฝันของผู้จบมาอยากมีงาน ไม่ตกงาน ก็เป็นความฝัน ที่มีเงินเดือนประจำด้วย ครับ และเสียงตัดต้นไม้ ที่ว่างรกครึ้มเป็นที่ดินว่างเปล่าที่ถูกขายไปแล้ว ในช่วงเวลาใกล้ปีใหม่ ซึ่งน่าจะกลายเป็นหอพัก ตรงข้ามหอพักของผม ท่ามกลางเสียงรถหาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และช่วงเวลาการหวนคิดอดีตคิดถึงรุ่นพี่นักเขียน ก็อ่านนิยายเรื่องคาราโอเกะจบแล้ว ซึ่งพี่เขาให้ผมไว้ตอนเจอกันปี2552 และบรรยากาศในนิยาย มีช่วงคริสตมาส ซึ่งนิยายเรื่องคาราโอเกะ เป็นส่วนหนึ่งสำหรับเตรียมคิดทำหนังสั้นเกี่ยวกับคาราโอเกะของผม โดยผมจะอธิบายย่อๆ สรุปนิยายคาราโอเกะ เป็นนิยายซ้อนนิยาย และเมจิลคัลเรียลลิสซึ่ม ผสมวิชาการปัญหาปมจิตวิทยาส่วนตัวของตัวละคร แต่ละคน บรรยายฉากชีวิต สารเสพติด เซ็กส์ เพศ นกเขาไม่ขัน ซาดิสม์ มาโซคิสม์ ถึงเพศชาย หญิง กระเทย ส่วนปัญหาการพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีการ เช่น ยา ปืน ซึ่งตัวละครเอกคนหนึ่ง เป็นผู้อมทุกข์ เติบโตมาในครอบครัว ที่มีพ่อ มีเมียเยอะ เมียน้อย เมียหลวง และตัวละคร ขาดความอบอุ่นจากพ่อ(กลัวพ่อ-เกลียดพ่อ-รักพ่อ ไม่มีแม่) หยิบแว่นกันแดด ยาอมของพ่อ ทดแทนความผูกพันจากพ่อ และรายละเอียดต่างๆ จากเรื่องสิ่งแวดล้อมการเติบโตของสังคมของประเทศถึงโลกาภิวัตน์ ในสถานที่ร้อยรวมกันในร้านคาราโอเกะของเมืองใหญ่คนเหงา+เสียงเพลงคาราโอเกะ น่าจะทำให้เราตกหลุมรักนิยายเรื่องนี้กัน น่ะครับ

เมื่อผมคุยกับเพื่อน ในเรื่องการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ผ่านเมล์เฟซฯ และน่าสนใจที่เราคุยกันวันนี้ และร้าน… หรือก่อนหน้า ที่ร้าน.. ก็มีคนมาคุยให้เรื่องพระเจ้าฝาง(อุตรดิตถ์) ก๊กหนึ่งในยุคพระเจ้าตากน่าคิดต่อยอดกันไป ขณะผมกำลังโหลดรูป ประชุมทีมงาน – ส่งเมล์เบรคดาวน์ และอัพwordpressเล่าบันทึกประจำวัน ย้อนอดีตในฐานะเพื่อนนักเขียน เป็นคนที่สนิทกว่า กับรุ่นพี่นักเขียน ที่ยิงหัวตัวเอง และผมเคยไปเยี่ยมที่รพ.ตำรวจ ในช่วงเวลาที่กทม. มีต้นคริสตมาส ซึ่งเพื่อนนักเขียนชาย เล่าว่าส่วนของเรื่องจริง มีปรากฏอยู่ในนิยายคาราโอเกะ และพวกเรารู้จักกัน เพราะสถานที่หลอมรวมเกี่ยวก้อยร้อยเรียงจากเว็บไทยไรเตอร์ ต่อมาคนในเว็บ บางคนตั้งกลุ่มกัน และผมก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง และเพื่อนก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่งเล่าเรื่องจากตัวอย่างนิยายคาราโอเกะคือ…เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่”ก่อน นอน และผมนึกถึงตัวละคร เล่าเรื่องกรรมเก่า ปลงตก และมีเหตุการณ์บวชเป็นพระ ทางพุทธศาสานา และเหตุการณ์ 9/11 เหตุการณ์รัฐประหารของไทยด้วย

แต่ผมนึกอะไรออกจากนิยายเรื่องคาราโอเกะ ที่มีคุณค่าสำหรับยุคสมัยของพวกเรา ขอให้พี่นักเขียนหายเจ็บป่วยทุกข์กายภาพ กลับมาดีเหมือนเดิม ถ้าแง่มุมหนึ่งของบทสนทนาว่า “เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” และผมลองกลับมาอ่านใหม่ ในบทThe angel of history จากการคิดในแง่มุมของDark sight คือ ผมหวนคิดถึงเรื่องหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในฐานะศึกษาชาตินิยม กล่าวถึง The angel of history อ้างถึงเบนจามิน ด้วยลองคิดดูใหม่ละกันครับ
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…

กระนั้น การตอกย้ำ และผลิตซ้ำ-คลิเช่”จากตัวอย่างนิยายคาราโอเกะคือ…เรื่องมันง่ายนิดเดียวไอ้น้อง…คุณคิดว่ามนุษย์เราควรจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับหลังดีล่ะ” “ไม่รู้สิครับ…ทั้งสองอย่างมั้งพี่” โดยบันทึกในหลายเรื่องของชีวิตประจำวัน ให้เตรียมตัว ต่อความไวไว ต่างๆ กรณีสำคัญที่ปริมาณงานของผม ควบคู่คุณภาพส่วนตัวมีงานธุรกิจ,Productionหนังสั้น ซึ่งผมทำbreakdownของบทหนังสั้นถ่ายฉาก ต่างๆ และวางแผนวันเวลา สถานที่ทำหนังสั้น ,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า งานผู้ช่วยนักวิจัยทางวัฒนธรรมอย่างที่เคยสัมภาษณ์อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง ฯลฯ และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ และหวนคิดอดีต จากบันทึกเก่าอันน่าสนใจทบทวนความหลังกัน ในแง่มุมหลากหลาย จากเรื่องบังเอิญ ฯลฯ ทั้งแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่างๆ นานา ครับ

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือแนวฮาวทู ทลายกับดักความคิด ที่ผมเคยถ่ายเอกสารไว้ คือ “อาการ”ของการฟูมฟักความคิดหลายๆ อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วๆไป มีความเชื่อในหมู่นักศึกษาว่าพวกเขาจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงานเท่านั้น อันที่จริง ถ้าพวกเขาจัดการกับเนื้อหาเมื่อได้รับมันมานานพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ในจิตไร้สำนึกแล้วละก็ การฟูมฟักความคิดก็จะเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นในตอนท้าย ดูเหมือนกว่าการฟูมฟักความคิดมักจะผลิตคำตอบที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม นักศึกษามักจะอ้างว่าเกิดความคิด ซึ่งทำให้ชนะรางวัลในตอนเช้าของวันกำหนดส่งพอดี หลังจากดิ้นรนกับมันมาเป็นเวลาหลายวัน คุณควรจะยอมให้จิตใจดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาสักระยะหนึ่ง การฟูมฟักความคิดนั้นมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา การไม่มีเวลาเพียงพอต่อการฟูมฟักความคิด นับเป็นการวางแผนที่ไม่ดีเอาเลย และความสามารถในการผ่อนคลาย(relax) ในขณะกำลังแก้ไขปัญหาก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้ยืดหยุ่นและลื่นไหลหรือคุณหยุดพักผ่อนบ้างก็ดี แล้วค่ยอกลับมาทำงานหนังเหมือนเรื่องNINE ที่มีบทหนังเป็นแผนที่-Map แล้วเรามีแผนที่ไม่หลงทาง

อย่างไรก็ดี คำถามจากการอ่านนิยายเทวา ซาตาน ฉบับภาษาอังกฤษ เกิดขึ้นมาว่าวิทยาศาสตร์ และศาสนาจะไปด้วยกันได้ไหม? ในอนาคต จากการที่ผมเล่าเรื่องวิธีคิด-กระบวนการคิด หรือ“How We Think”แต่ถ้าเราคิดถึงอีกด้านของคนที่มีพระเจ้าในหัวใจ ก็พระเจ้าสร้างโลก กำหนดชะตาชีวิตคนจากบนสวรรค์ และชีวิตคน ก็อยู่ภายใต้แรงดลใจจะสำเร็จทางการงาน ในเมืองใหญ่ หรือต่างจังหวัด ก็ตาม แต่ว่าโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization-คำแปลยังถูกแปลว่าโลกาภิวัตน์/โลกานุวัตร เคยถูกตั้งคำถามโดยนักวิชาฝรั่งที่ผมเคยเขียนบทความว่า การแปลเป็นความหมายแบบพุทธ+ไทยๆ แบบไทยๆ กรณีโลกานุวัตร น. ความประพฤติตามโลก. (ป. โลกานุวตฺต; ส. โลกานุวฺฤตฺต) มาจากคำว่า โลก สนธิกับคำว่า อนุวัตร โดยคำว่าวัตร มีความหมายดังนี้ วัตร, วัตร [วัด, วัดตฺระ] น. กิจพึงกระทํา เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, หน้าที่ เช่น ข้อวัตรปฏิบัติ, ธรรมเนียม เช่น ศีลาจารวัตร; ความประพฤติ เช่น พระราชจริยวัตร, การปฏิบัติ เช่น ธุดงควัตรอุปัชฌายวัตร, การจำศีล. (ป. วตฺต; ส. วฺฤตฺต) หรือโลกาภิวัตน์ (ป. โลก + อภิวตฺตน; อ. globalization).แต่คำนี้ไม่ได้มาจาก วัฒน์ ที่แปลว่าพัฒนาครับ หากแต่มาจากคำว่า วัตนะ ที่แปลว่า ความเป็นไป ความเป็นอยู่ ซึ่งมาจากคำบาลีว่า วตฺตน ที่มีคนอธิบายแบบนี้ เช่น http://www.gotoknow.org/blogs/posts/405317

ทั้งนี้ คำต่างๆ เช่น ควรแปลvirtue?ว่าอะไร หรือ แปลjustice แปลว่า “ยุติ”+”ธรรม”นัยยะของคำว่า “ธรรม”ถึงhumanity-มนุษยธรรม รวมทั้งเรื่องHuman right ถ้าเรานึกถึงเรื่อง A Theory of Justice ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของหนังสือฮาวทู ในประเภทสูตรสำเร็จขั้นตอน 123 สู่ความสำเร็จส่วนตัว ก็คือ ทฤษฎีของความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมของสังคม ในการแบ่งสรรทรัพยากร และเงินตราการออกแบบเพื่อกระบวนการเป็นธรรมในสังคม ให้ผลประโยชน์ กับทุกคน เป็นการให้ข้อสรุปเป็นฉันทามติ ว่าเราจะออกแบบดีไซน์ โลกจากบนสวรรค์ให้เราได้รับการเป็นธรรมจากการเกิดของมนุษย์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความจน ก็โลกต้องมีความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ให้กับSocial justice และเมืองกรุง(city)-ชนบทไปด้วยกัน…

แน่นอนว่า ผมกำลังหมกมุ่นเรื่องกล้อง จากรูปลักษณะเหมือนกัน และกล้องcanon 41x ตัดสินใจซื้อดีกว่าเอาเงินมาใช้เป็นประโยชน์ด้ โดยผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย และผมติดต่อคนนั้นคนนี้ ต้องทำกิจกรรมสถานที่ ต่างๆ ซึ่งจะไม่กล่าวถึงทฤษฎีโลเกชั่น หรือแรงบันดาลใจของสถานที่สำหรับกองถ่ายหนังสั้น และรุ่นพี่ของผม บางคนไปเห็นหอใหม่ของผม ก็ชอบ ถูกใจ ปิ๊งจะไปอยู่หอเดียวกัน และผมนึกถึงนิตยสารเล่มหนึ่ง กล่าวว่า วันสิ้นปี ทุกคนจะอธิษฐานขอให้วันปีใหม่ คือ คำอธิษฐานว่า ขอให้รวยกันทุกคน ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นขอให้ทุกคนรวย

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยเพลงBetter Together: Jack Johnson และขอให้ประสบความสำเร็จ คิดสิ่งใดสมปรารถนา ครับ
ด้วยกันระหว่างทาง: แปลโดย อากาศกวี
There’s no combination of words
I could put on the back of a postcard
No song that I could sing
But I can try for your heart
ไม่อาจหาคำความหมายใดๆ นั้น
บรรจุลงสั้นๆ หลังโปสการ์ด
ให้ร่ำร้องบทเพลง ก็มิอาจ
ได้เพียงวาดความหวังยังใจคุณ
Our dreams, and they are made out of real things
Like a, shoebox of photographs
With sepiatone loving
Love is the answer,
At least for most of the questions in my heart
ระหว่างเราเฝ้าฝันของวันนี้
ดั่งภาพถ่ายไร้สีในกล่องอุ่น
ความรักคือคำตอบน้อมการุณย์
จากคำถามคุ้นๆ จากใจฉัน
Like why are we here? And where do we go?
And how come it’s so hard?
It’s not always easy and
Sometimes life can be deceiving
I’ll tell you one thing it’s always better when we’re together
ไปไหนและเพื่ออะไร?
การเดินทางไปใช่ ง่ายๆ นั้น
บางครั้งบางคราอาจหลงทางพลัน
หากคุณเดินพร้อมฉัน ไม่เดียวดาย
[Chorus:]
MMM it’s always better when we’re together
Yeah, we’ll look at them stars when we’re together
Well, it’s always better when we’re together
Yeah, it’s always better when we’re together
เชื่อว่าระหว่างทางจะดี
และเชื่อว่าจะมีดวงดาวให้ปีนป่าย
เชื่อว่าระหว่างทางจะมีความหมาย
บนเส้นทางง่ายๆ ระหว่างเรา
And all of these moments
Just might find their way into my dreams tonight
But I know that they’ll be gone
When the morning light sings
And brings new things
For tomorrow night you see
That they’ll be gone too
Too many things I have to do
ทุกเมื่อเชื่อคืนวัน
ระหว่างทางระหว่างฝันอันบางเบา
และฉันรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะจางเอา
เมื่อแสงเช้าเข้าส่องต้องแตะตัว
และแสงฉายวายวาดเช่นฉากใหม่
สำหรับคืนวันอันถัดไปใช่สลัว
อาจทั้งสองต้องการไปให้ถึงทั่ว
และอาจมีสิ่งที่กลัวที่ต้องทำ
But if all of these dreams might find their way
Into my day to day scene
I’d be under the impression
I was somewhere in between
With only two
Just me and you
Not so many things we got to do
Or places we got to be
We’ll Sit beneath the mango tree now
แต่หากเป็นความฝันที่ท้าทาย
ในฉากวันอันวาดไว้คอยชี้นำ
ประทับตราตรึงใจให้ลึกล้ำ
ระหว่างค่ำระหว่างวันอันท่องไป
เฉพาะเราสองคน
ฉันและคุณหมุนวนล้นฝันใฝ่
อาจจะมีหลายสิ่งที่กินใจ
อาจจะมีหลายที่ไปในเส้นทาง
It’s always better when we’re together
Mmmm, we’re somewhere in between together
Well, it’s always better when we’re together
Yeah, it’s always better when we’re together
ลึกๆ แล้วรู้สึกดี
หากหนทางที่มีไม่เคยห่าง
ลึกๆ แล้วระหว่างทาง
ไม่เหินห่างจืดจางลงกลางครัน
MMmmmm MMMmmmm Mmmmmm
I believe in memories
They look so, so pretty when I sleep
Hey now, and when I wake up,
You look so pretty sleeping next to me
But there is not enough time,
And there is no, no song I could sing
And there is no, combination of words I could say
But I will still tell you one thing
We’re better together.
ฉันเชื่อในความทรงจำ
สิ่งซึ่งสวยงามล้ำย้ำความฝัน
และเมื่อตื่นฟื้นคืนวัน
อยากเห็นสิ่งสวยงามนั้นข้างๆ คุณ
อาจมีเวลาไม่พอเพียง
อาจไม่มีเสียงเพลงที่เคยคุ้น
ไม่อาจเอ่ยคำใดๆ ได้สำหรับคุณ
สิ่งเดียวที่รอลุ้นคือ “ร่วมทาง”
lonelysyndrome.exteen.com/20110108/better-together-jack-johnson

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s