symphony,sympathy,street (easy street),social (social network-facebook),sanook(หรือไทยเมล์),symptom(อาการ),sign,six sense,side ways- Love and Capital

symphony,sympathy,street (easy street),social (social network-facebook),sanook(หรือไทยเมล์),symptom(อาการ),sign,six sense,side ways- Love and Capital

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2554
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554
รางวัลที่ 1
805540
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
771 380 065 221
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
54
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=459990&ch=hn
1 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2055 (ค.ศ. 1512) – มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี เสร็จภารกิจวาดภาพบนเพดานชาเปลซิสติน ณ นครรัฐวาติกัน
พ.ศ. 2064 (ค.ศ. 1521) – เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน นำชาวยุโรปกลุ่มแรกเดินทางผ่านช่องแคบแมเจลแลน ซึ่งเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ทางใต้ของทวีปอเมริกาใต้
พ.ศ. 2298 (ค.ศ. 1755) – เกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง ทำให้เกิดคลื่นสึนามิทำลายเมืองลิสบอน มีผู้เสียชีวิตในประเทศโปรตุเกสและโมร็อกโกกว่า 100,000 คน
พ.ศ. 2428 – กองทัพปราบฮ่อของจอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)(ในขณะนั้นเป็นพระนายไวย) รับพระราชทานธงจุฑาธุชธิปไตยซึ่งเป็นธงชัยเฉลิมพลอย่างใหม่ธงแรก
พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) – พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งโรงพยาบาลคนเสียจริตขึ้นที่ปากคลองสาน เป็นโรงพยาบาลจิตเวชศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย รับผู้ป่วยไว้รักษาครั้งแรก 30 คน ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลสมเด็จ

เจ้าพระยา
พ.ศ. 2446 – รัชกาลที่ 5 ครองราชย์ครบ 35 ปี มีการฉลองใหญ่และเปิดถนนราชดำเนินนอก
พ.ศ. 2479- เยอรมนีประกาศรับรองราชอาณาจักรเอธิโอเปียที่ถูกอิตาลียึดครอง และมุสโสลินีได้ประกาศอักษะโรม-เบอร์ลินในวันนี้
พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) –
วันเปิดทำการหอดูดาวอาเรซิโบในเปอร์โตริโก เป็นหอดูดาวที่มีกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คณะทหารที่มีนายพลเดือง วันมินห์เป็นผู้นำ ปฏิวัติล้มล้างยึดอำนาจในเวียดนามใต้ โงห์ ดินห์เดียมและโงห์ ดินห์นูถูกสังหาร
พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – วันสถาปนามหาวิทยาลัยทักษิณ
พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) – ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายในสนามกีฬาหัวหมาก ระหว่างเวลา 17.00-23.00 น.
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
แอนติกาและบาร์บูดา – วันประกาศเอกราช
แอลจีเรีย – วันชาติ
ฟิลิปปินส์ – วันออลเซนต์สเดย์ (หรือวันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นวันฉลองบรรดานักบุญ..ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมวิกิพีเดีย)
http://th.wikipedia.org/wiki/1_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
เหตุการณ์ 2 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) – วันเปิดทำการ BBC Television Service สถานีโทรทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) – พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ประกาศลดค่าเงินบาท จาก 23 บาท เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคนในวันนี้ โดยมีทารก 10 คน คลอดในเวลา 9.48 น. ซึ่งเป็นเวลาคาดหมายโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) – เกิดอุบัติเหตุธูปขนาดใหญ่ 3 ต้น ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระร่วงโรจนฤทธิ์ในโอกาสครบรอบ 84 ปี หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์วรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม ล้มทับประชาชนทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 5 คน บาดเจ็บ 13 คน
พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) – นักบินอวกาศชุดแรกเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติ
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) – กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
http://th.wikipedia.org/wiki/2_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
5 พฤศจิกายน:
พ.ศ . 2381 (ค.ศ. 1838) – สหพันธ์สาธารณรัฐอเมริกากลางเริ่มถึงคราวล่มสลาย หลังจากนิคารากัวแยกตัวออกจากสหพันธ์
พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) – ซูซาน บี. แอนโทนี (ในภาพ) สตรีที่เรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง เป็นผู้หญิงคนแรกที่ลงคะแนนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ขณะที่สตรียังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง
พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) – เกมเศรษฐี เกมกระดานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถูกนำออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) – แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ได้รับการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาสมัยที่สาม
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – ซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีอิรัก ถูกตัดสินประหารชีวิต เนื่องจากความผิดฐานมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารหมู่ชาวมุสลิมนิกายชีอะห์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2:%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%

99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95/5_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%

B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

เมื่อผมระลึกอีกด้านหนึ่งของโลกอินเตอร์เน็ต คือ 5 พฤศจิกายน 2549-5 พฤศจิกายน 2554 ก็ครบรอบ 5 ปีของไทยอีนิวส์ และการเชื่อมโยงเรื่องThe social network…
Updated – Anonymous แก้ข่าวว่าเป็นวิดีโอปลอม เตรียมถล่ม Facebook 5 พ.ย. นี้
เมื่อมีวิดีโอนิรนามปรากฎบนเว็บไซต์ยูทูบ ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์ Anonymous มีแผนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยนอกจากยูทูบ แผนถล่มเฟซบุ๊กยังถูกประกาศไว้บนทวิตเตอร์ซึ่งระบุว่าแผนการโจมตีครั้งนี้มีชื่อ

เรียกว่าปฏิบัติการเฟซบุ๊กหรือ “Operation Facebook”
แน่นอนว่าวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องลวง ซึ่งไม่มีข้อมูลใดๆยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเจตนารมณ์แท้จริงของกลุ่มนักแฮก Anonymous
หากปฏิบัติการ Operation Facebook เป็นเรื่องจริง โลกจะต้องบันทึกว่ากลุ่ม Anonymous นั้นกำลังเพิ่มบทบาทของตัวเองไปอีกขั้นหลังจากร่วมมือกับกลุ่มนักแฮก LulzSec ในการถล่มระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานกฎหมายระดับประเทศภายใต้ชื่อโครงการ Antisec

เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ล่าสุด ปฏิบัติการ Operation Facebook ถูกระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโครงการ Antisec เนื่องจากเป็นคนละสาเหตุกัน
เนื้อความในวิดีโอปริศนาระบุว่า เหตุที่ทำให้กลุ่ม Anonymous พุ่งเป้าโจมตีที่ Facebook เป็นเพราะกลุ่มพบว่าเฟซบุ๊กนั้นขายความลับของผู้ใช้ให้กับสำนักงานรัฐบาล พร้อมกับเปิดทางให้สำนักงานเหล่านี้สอดแนมผู้ใช้ได้ทุกคนทั่วโลก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

เฟซบุ๊กทุกคน กลุ่มจึงต้องการกำจัดเฟซบุ๊กทิ้งไปแทนที่จะปล่อยให้ชาวออนไลน์ต้องเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
เนื้อความระบุว่า เฟซบุ๊กเป็นระบบเครือข่ายสังคมที่รู้เรื่องราวส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่าที่คนในครอบครัวรู้ โดยในจดหมายแถลงการณ์ปริศนานั้นมีการแสดงลิงก์ของสำนักงาน ACLU ที่ประเมินว่าเฟซบุ๊กนั้นไม่มีการรักษาความเป็นส่วนตัวที่เพียงพอ รวมถึงนานาเสียงวิจารณ์ต่อกรณีที่

เฟซบุ๊กดักจับข้อมูลในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้นถือเป็นวัน Guy Fawkes Day วันที่ชาวอังกฤษจะเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลวที่ Guy Fawkes พยายามจะเผารัฐสภาแดนผู้ดีเมื่อปี 1650 ซึ่งกลายเป็นพล็อตเรื่องนิยายกราฟฟิคของ Alan Moore อย่าง V for Vendetta ที่อุดมด้วยเรื่องราว

เน้นสาระการเมืองและความแค้นที่ฝังลึกมานาน ตัวเอกของเรื่องหวังต่อต้านอำนาจรัฐ และโค่นล้มรัฐบาลฉ้อฉลเผด็จการเพื่อปลดปล่อยประเทศอังกฤษให้เป็นอิสระ
ที่ผ่านมา หน้ากาก Guy Fawkes ที่ตัวเอกของเรื่อง V for Vendetta ใส่เวลาปฏิบัติภารกิจนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม Anonymous มาตลอด ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงตามเนื้อหาในวิดีโอ โดยวิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์

ไว้บนยูทูบตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา
http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?newsid=9540000099611

The Social Network…เดอะ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค | เรื่องย่อ
หลังจากเลิกรากับแฟนสาวนามว่าเอริก้า มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก นักศึกษาหนุ่มวัย 20 ปีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็สวมวิญญาณแฮคเกอร์ แฮคเข้าไปในทะเบียนประวัตินักศึกษาเพื่อเอาข้อมูลและรูปนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาสร้างเป็นหนังสือรุ่นออนไลน์ ในชื่อเว็บไซต์ Facemash และมี

การโหวตว่าใครฮอตไม่ฮอตอีกด้วย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก เอดัวร์โด้ เซฟริน ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค แต่แล้ว 6 เดือนต่อมา เขาก็ถูกมหาวิทยาลัยลงโทษด้วยการระงับใช้อินเทอร์เน็ต เพราะเข้าไปแฮคข้อมูลในระบบทะเบียนมหาวิทยาลัย
หลังจากนั้น เขาก็เกิดไอเดียใหม่ เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนาเว็บไซต์เฟซบุ๊คขึ้นมา โดยได้รับความช่วยเหลือจาก ดัสติน มาสโควิตช์ รูมเมทของเขาซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊คอีกคน พวกเขาได้ช่วยกันพัฒนาเฟซบุ๊คเรื่อยมา จนเห็นว่ามันต้องฮอตมาก ๆ แน่ ๆ มาร์คจึงตัดสินใจลาออก

จากมหาวิทยาลัย ทิ้งใบปริญญาแล้วเดินหน้าพัฒนาเฟซบุ๊คอย่างจริงจัง จนในที่สุดมันก็ทำรายได้มหาศาลให้กับเขา และผลักให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ความร่ำรวยก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตราบรื่นอย่างที่ใคร ๆ คิด เพราะหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ เขาก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความเป็นส่วนตัวและต้องต่อสู้กับปัญหาความขัดแย้งระหว่างเขา และเอดัวร์โด้ เซฟริน ที่มีปัญหากันเรื่องผลประโยชน์
แต่เขาจะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เมื่อเป็นเพียงแค่หนุ่มรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องกฎหมายอะไรมากนัก
http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=670&page=all

บริการเครือข่ายสังคม
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
บริการเครือข่ายสังคม (อังกฤษ: social network service) เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบ

ไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก การทำงานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ในรูปฐานข้อมูล sql ส่วน video หรือ รูปภาพ อาจเก็บเป็น ไฟล์ก็ได้ บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย โดยเว็บเหล่านี้มี

ผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์กัตเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บริการเครือข่ายสังคม มีผลประโยชน์คือหาเงินจากการโฆษณา การเล่นเกมโดยใช้บัตรเติมเงิน
เนื้อหา
1 รายชื่อเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมปัจจุบัน
2 ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ
3 ทางจิตวิทยา
4 ในแง่การใช้งาน
4.1 ความเป็นส่วนตัว
4.2 การแจ้งเตือน
4.3 การคุ้มครองเด็ก
4.4 การก่อกวน
5 อ้างอิง
รายชื่อเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมปัจจุบัน
เฟซบุ๊ก
ไฮไฟฟ์
ทวิตเตอร์
มัลติพลาย
ฟลิคเกอร์
โฟร์สแควร์
โกวอลลา
กูเกิล พลัส

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ
Elgg
Diaspora
insoshi
ทางจิตวิทยา
– เครือข่ายสังคมก็เป็นจุดอันตรายความเป็นส่วนตัวอยู่ การเอาข้อมูลส่วนตัวลง เครือข่ายสังคม มีผลทำให้โดนล้วงข้อมูลส่วนตัวได้ ฉะนั้นห้ามนำข่อมูลส่วนตัวลงเด็ดขาดและรูปภาพไม่เหมาะสมห้ามนำลง ถึงแม้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้แต่ยังมีช่องโหว่เรื่องโปรแกรมและจิตวิทยาของผู้ใช้

เอง
– การใช้ Open Source หรือเขียนโปรแกรม เครือข่ายสังคม ปลอดภัยกว่าใช้ เครือข่ายสังคมที่มีชื่อเสียง
ในแง่การใช้งาน
ความเป็นส่วนตัว
ในปัจจุบันระบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวค่อนข้างจะละเอียดมากขึ้น แต่ในมุมหนึ่งก็เป็นดาบสองคมเพราะว่าการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวสูงก็มักจะมีผู้ไม่หวังดีแอบเอาข้อมูลปลอมหรือทำในทางไม่ดีกับบุคคลเหล่านั้นได้ โดยโซโช่วเนตเวอร์คตัวใหม่ๆมักจะมีระบบความเป็นส่วนตัวที่

ละเอียดยิ่งขึ้น ปัญหาความเป็นส่วนตัวในหลายๆกรณีมักจะสือถึงจิตใจคนได้อย่างมากรวมถึงระบบโซโช่วเนตเวอร์เว็บไซต์เก่าๆนั้นที่จะต้องมีระบบการเพิ่มรายชื่อเพื่อนกับการรับเพื่อน
การแจ้งเตือน
สำหรับบางเวปไซต์จะไม่มีการแจ้งเตือนเช่น วิกิพีเดีย มายสเปซ ซึ่งการแจ้งเตือนคือเมื่อมีผู้ใช้รายอื่นเคลื่อนไหวอะไรก็จะส่งข้อความมาถึงเรา
เวปไซต์ส่วนใหญ่จะไม่มีการแจ้งเตือนเรื่องการลบเพื่อนออก
การคุ้มครองเด็ก
ในปัจจุบันนี้เว็บไซต์ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยจะมีระบบการคุ้มครองเด็กเท่าที่ควร เพราะยังเน้นต้องการโฆษณาเวปไซต์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก และรวมถึงทั้งแฟนเพจต่างๆของเฟดบุกที่ไม่คุ้มครองอาจจะนำพาสู่ความไม่ดีต่อเด็กเป็นได้
การก่อกวน
เครือข่ายสังคมย่อมมาพร้อมกับการก่อกวน เพราะเนื่องจากเกมส์ออนไลน์เริ่มมีมาก่อน และการก่อกวนนั้นจะก่อให้เกิดความโมโหการรำคาญเพียงเพื่อความสนุก เช่น การสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอม การใส่ภาพที่ไม่เหมาะสม หรือการว่าร้าย เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง]
อ้างอิง
^ Orkut, Friendster Get Second Chance Overseas
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%

88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1

เมื่อผมอยากสรุปเล่าซ้ำย่อๆ จากการบังเอิญได้ดูหนังระหว่างไปโคราช ก็เรื่องโซเชียลเน็ตเวริ์ด หรือ เครือข่ายทางสังคม ก็เริ่มเรื่องจากการเหตุการณ์ คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พูดคุยกับแฟนสาวอย่างรวดเร็วเป็นภาษาอังกฤษ ซับไตเติ้ลไทย ก็พูดถึงว่า คนจีนไอคิว ฉลาดเยอะ เพราะปริมาณ

ประชากรมากกว่าอเมริกา ซึ่งสองคนคุยกันในมหา’ลัยฮาวารด์ แล้วต่อมากำเนิดโซเชียลเน็ตเวริด์ จากบทหนัง เกิดจาการถกเถียงของมาร์ค กับแฟนสาว มองว่ามาร์ค เป็นเนริด์ ไม่เข้าความสัมพันธ์ของคน มนุษยสัมพันธ์ แล้วแฟนสาวก็ไม่ยอมรับมาร์ค แม้ว่าอนาคตเขาจะได้เป็นเจ้าพ่อ

คอมพิวเตอร์ ก็ตาม(แบบเดียวกับบิลเกตต์ ที่หนังมีเล่าเรื่องแนวนี้ต่อมาด้วย) และฉากจบลงหลังถกเถียงข้อมูลทางกฎหมาย หลักฐานทางอีเมล์ แวดล้อมต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่หาว่ามารค์ขโมยไอเดีย กับเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องว่าแค่เขาเป็นคนทำเฟซบุ๊ค พัฒนามาจากเครือข่ายนัก

ศึกษาฮาวาร์ด ที่พวกกลุ่มคนในฮาวาร์ดชวนเขาร่วมงาน แล้วเขาก็ร่วมพัฒนาก่อตั้งเฟซบุ๊ค ออกแบบเฟซบุ๊ค ที่มีสถานะแสดงความเป็นโสด กับเพื่อนอีกอีกคนที่ต่อมาขัดแย้งผลประโยชน์ ต่อหุ้นในเฟซบุ๊ค รวมทั้งกรณีเพื่อน ที่เคยทำเว็บดาวน์โหลดเพลงฟรี ก็เน็บสเตอร์ แตกคอกัน ลงท้ายมา

ร์ค ก็นั่งเหงา อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขอแอดเป็นfriend กับอดีตแฟน..

ดังนั้น จริงๆ ก็มีการเมืองในเฟซบุ๊คอย่างที่คนมีส่วนร่วมวิจารณ์เฟซบุ๊คว่าเฟซบุ๊คให้ข้อมูลรัฐบาล ในแง่ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น อันเป็นลักษณะ ที่มีมาโดยกำเนิดของมนุษย์ ที่มีจูเลียน ตัวแทนวิกิลีค ผู้กุมความลับของข้อมูลต่างๆ ก็เคยบอกไว้ และมันเคยมีการวิเคราะห์เฟซบุ๊คกันไว้ มัน

สะท้อนเรื่องระบบทุนนิยม โครงสร้างรัฐ การเมือง และผมกลับมาระลึกซ้ำที่ผมเคยคุยกับเบน แอนเดอร์สัน ผู้ศึกษาเรื่องชาตินิยม ก็เคยตอบผมว่าไม่ชอบเฟซบุ๊ค เพราะนศ.เสียเวลาเรียนไป และผมคิดถึงการมีเฟซบุ๊ค ที่เพื่อนคนหนึ่งต้องยืมตังค์พ่อ มาช่วยก่อตั้ง ก็น่าสนใจแง่มุมนั้น และเรื่อง

บังเอิญ…รวย(Accident..ที่เป็นหนังสือ) แล้วคนเราจะทำงานบนเว็บแล้วบังเอิญรวยง่ายๆ ไหม?

แต่หลายวันมานี้ จากฝนตกตอนเย็นวันที่3 พ.ย.54 และตอนเช้าเริ่มเหมือนมีหมอกยามเช้า ก็ผมเดินทางไปกับเพื่อน พวกเรา ไปเที่ยวสถานที่ในเชียงใหม่หลายแห่ง ด้วยอารมณ์ศิลปิน หนีน้ำท่วมของเพื่อน มาทำเอกสารจากกทม.-เชียงใหม่ไปมาหลายจังหวัด ต่อมาผมพาเที่ยวที่นี่ ก็กิจกรรม

ต่างๆ ส่วนเรา ก็ลังเล โลเลบ้าง เพราะผมก็ติดธุระไม่ได้นั่งรถไปเที่ยวบ้านแม้ว่าเพื่อนขับรถกะบะมาจากพิจิตร และผมก็ฝากของกลับบ้านไปนิตยสาร ลังหนังสือ สำหรับความทรงจำ และผมขนงานภาพวาดเฟรมรูปดวงตา-น้ำตา ผลงานศิลปะชิ้นใหญ่ อยู่ในห้องมาเกือบ14 ปี ก็ฝาก

เพื่อนกลับบ้าน ส่วนเรื่องน้ำท่วมบางคนอาจจะเบื่อๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ก็นั่งรถเพื่อนเล่น กะถ้าไปยาวก็ถึงบ้านพิจิตร แต่อารมณ์ลังเล อยากพักผ่อนหลังส่งงานบทหนังสั้น และหลายเรื่องราวคนติดต่อ คนรู้จักเยอะ จนเหนื่อยจากวันที่ 3-4 พ.ย.รายละเอียด ทำให้อยากไปจากชม.ไปอีกที่หนึ่ง

เปลี่ยนสถานที่ดูบ้าง แค่จินตนาการก็ยังดี สำหรับการเดินทาง ในภาพสะท้อนส่วนตัวของผม ก็มีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ส่วนปัญหาเรื่องซ่อมรถอันเป็นองค์ประกอบของการเดินทาง และงานอื่นๆ แล้วก็ผมอ่อนเพลียเหนื่อย เหมือนจะมี

อาการไข้หวัด น้ำมูกไหลจากจมูก และขับถ่ายไม่ปกติ แต่อาการเริ่มดีขึ้น ก็พักผ่อนในวันนี้ ก่อนเดินทางไปทำธุระที่อื่นไม่อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ครับ โดยปิดท้ายด้วยเพลงที่ผมมอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในฐานะคำขวัญคนไทยไม่ทิ้งกัน คือ …
อดทนกว่านี้ – ออดี้
เธอเคยได้ยินไหม
เธอเคยเข้าใจหรือเปล่า
ทุกครั้งที่ปวดร้าว
เธอยอมรับมันหรือเปล่า
เธอคงได้เรียนรู้
จากวันและคืนที่ผ่าน
ถึงแม้จะดูร้าวราน
แต่อยากให้เธออดทน
ได้หรือเปล่า ให้เธออดทนมากกว่านี้
อยากให้เธอลองมองดูฉันสักที
ว่าไม่ต่างกันเท่าไร
เรื่องที่เธอเสียใจ
ฉันเองก็เสียใจ
ฉันเองก็รู้ว่าเธอเข้าใจ
แต่รับมันไม่ไหว
แข็งแรงกว่านี้หน่อย
แล้วทนกว่านี้บ้าง
เพื่อทำให้รักของเราไม่จาง
แม้จะเหน็บหนาว
ฉันก็ไม่กลัว
อยากให้เธออดทน…
ได้หรือเปล่า
ให้เธออดทนมากกว่านี้
อยากให้เธอลองมองดูฉันสักที
…. ว่าไม่ต่างกันเท่าไร
เรื่องที่เธอเสียใจ
ฉันเองก็เสียใจ
ฉันเองก็รู้ว่าเธอเข้าใจ
แต่รับมันไม่ไหว
แข็งแรงกว่านี้หน่อย
แล้วทนกว่านี้บ้าง
เพื่อทำให้รักของเราไม่จาง
แม้จะเหน็บหนาว ฉันก็ไม่กลัว
ฉันก็ไม่กลัว…

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554
6 พฤศจิกายน กับเหตุการณ์ในอดีต
พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) – อับราฮัม ลิงคอล์น เป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันคนแรก ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) – สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ให้เริ่มออกอากาศการประกาศรางวัลทางวิทยุทั่วราชอาณาจักร
http://th.wikipedia.org/wiki/6_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

มันเป็นวันที่ผมคิดจะไปงานคอม+ดิจิตอล ในแง่สนใจเทคโนโลยีคอม+ดิจิตอล+เฟซบุ๊ค และสินค้าโน้ตบุ๊ค หรือแลปท็อป ซึ่งจัดงานขายของในเชียงใหม่ แต่ผมไม่มีเวลา และการเปลี่ยนแผนบางอย่างที่กระทันหัน ต้องตัดสินใจไม่เดินทางวันนี้ เลื่อนไปก่อนหนึ่งวัน และมันเกิดเหตุการณ์หลาย

เรื่องราวมาก เนื่องจากงานเยอะเหมือนเดิม ก็ย้อนไปดูอ้างอิงวันที่5(ฮาๆ555) จนกระทั่งผมระลึกถึงอดีต 6 พ.ย.ในแง่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ให้เริ่มออกอากาศการประกาศรางวัลทางวิทยุทั่วราชอาณาจักร เลขเด็ด ที่หวังรวยทางลัด(ฮา) โดยส่วนตัวผม

ก็ไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย ค้างคาไว้ ก็นึกถึงหนังสือเรื่องLove and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution โดยMary Gabriel.ก็เล่าผ่านภาษาอังกฤษ ซึ่งผมไม่มีเวลาแปล และนำเสนอเรื่องรีวิวผลิตซ้ำ รวมทั้งขยายความบ้าง..
Review
“Mary Gabriel brings the tragic Marx family saga blazingly to life for a new generation of readers. She also makes a compelling argument that, following the demise of communism in Eastern Europe and the

economic meltdown of Western capitalism, the economic analysis of Marx and Engels has a continuing relevance in the 21st century.” (author of We Two: Victoria and Albert: Rulers, Partners, Rivals Gillian Gill )
“Love and Capital is a huge, often gripping book. It gives an entertaining and balanced portrait of Marx, Engels, their colorful milieu of exiles, freaks and revolutionaries, and the little-known Marx family, dominated by

Karl’s political obsession. It also details illicit love affairs, the deaths of children and financial struggles, all based on vast research and narrated with empathetic passion…[It’s] enjoyable…because of the details of

family life and family politics that Gabriel offers up – her vivid portrait of a struggling, obsessional bohemian intellectual in the capitals of mid-19th-century Europe.” (New York Times Book Review Simon Sebag

Montefiore )
“Mary Gabriel provides a fresh approach to this oft-examined topic… a gripping tale of intellectual abundance coupled with physical poverty.” (Wall Street Journal Jennifer Siegel )
“Those interested in European political development of the 19th and 20th centuries will be fascinated by the story of the monocled, bearded, poverty-stricken lecturer on economics and his small, powerless

audiences of refugees.” (Associated Press Carl Hartman )
“Beautifully written…The particular attraction of Love and Capital resides in the book’s unsparing portrait of a brilliant man who would never claim responsibility for his own failures when he could easily fob them off on

financial, familial, or political obstacles.” (Boston Globe Michael Washburn )
“Absorbing, affectionate and altogether exemplary.” (Bloomberg News Craig Seligman )
“A magisterial account of the lives of Karl Marx and his wife, Jenny von Westphalen, remarkable for the ease with which it moves between the domestic and the political spheres…Gabriel offers us the human, family

side of a character more usually seen as a calculating theoretician, and in doing so offers an intimate glimpse into the trials, tribulations, and passions of a man who, more than any other thinker, has shaped our

modern notions of work, money, and social relations.” (Publishers Weekly )
“[Gabriel] offers a rich, humanizing portrait of the Marx family….A saga as richly realized as a fine Victorian novel.” (Kirkus Reviews )
“A serious and tremendously well-researched biography of a remarkable family who worked together to change the world… Mary Gabriel tells their story with great empathy and verve…to illuminate what Karl called

his “microscopic world” of home and family. Gabriel also provides plenty of excursions into the “macroscopic world” of 19th-century revolutionary politics, as well as some lucid explanations of Karl’s earthshaking

ideas.” (Bookpage Mark Doyle )
“This is the first seriously researched study of the relationship-the passionate love story-between the philosopher and his wife, Jenny von Westphalen…Gabriel draws heavily upon extensive Marx family

correspondence to create a compelling story of love and heartbreak, following the Marx family across Europe through hard times and tragedy. She reveals not only the intellectual and revolutionary Karl Marx, but

also the husband, father, and very human being…Recommended for serious general and specialist readers interested in understanding Karl Marx more deeply, the development of Marxist doctrine, and humanized

19th-century European history.” (Library Journal Leslie Lewis )
“Gabriel blends Marx’s radical political activities and summaries of his major writings into an unblinking account of his marriage in a book-lengthening strategy that eventuates in much minutiae of socialist history

while still showing the causes of the Marxes’ chronic marital crisis… Gabriel’s comprehensive research yields a new standard work about the private Marx.” (Booklist Gilbert Taylor )
Product Description
Brilliantly researched and wonderfully written, LOVE AND CAPITAL is a heartbreaking and dramatic saga of the family side of the man whose works would redefine the world after his death.
Drawing upon years of research, acclaimed biographer Mary Gabriel brings to light the story of Karl and Jenny Marx’s marriage. We follow them as they roam Europe, on the run from governments amidst an age of

revolution and a secret network of would-be revolutionaries, and see Karl not only as an intellectual, but as a protective father and loving husband, a revolutionary, a jokester, a man of tremendous passions, both

political and personal.
In LOVE AND CAPITAL, Mary Gabriel has given us a vivid, resplendent, and truly human portrait of the Marxes-their desires, heartbreak and devotion to each other’s ideals.
….
By JHS – See all my reviewsThis review is from: Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution (Hardcover)
I normally don’t write reviews of American books from my home here in Ireland, but I was struck by Mary Gabriel’s work, a compelling narrative detailing the public and private life of the Marx family — in addition to an

eminently readable account of Marx’s philosophy and the extraordinary times in which this family lived. It is the latter feature which sets this biography apart (in fact sets a new standard for biographies in general):

Gabriel has succeeded in giving us a convincing portrait, not only of the political genius Karl Marx and his work, but a full immersion into the turbulent world of his revolutionary agenda. She weaves a convincing

pattern of a man and his family struggling against oppression, battling the iniquities of a burgeoning capitalism, the existence of soulless child-labor laws, the arrogance of kings relying on their divine right, and the

resultant brutalization of working people making valiant efforts just to survive. It is a story of a grand passion, of spies and betrayal, of triumphs and despair, but throughout a steadfast belief that the world deserved

something better than enveloping greed. In reading Gabriel’s work one cannot avoid the very apparent parallels with our current economic inequities, of obscene corporate salaries, of trade unions without teeth, of

hiring practices motivated solely by market considerations, of lending institutions and banks riddled with corruption.
One other observation jumps off the page: Gabriel’s writing style, full of vivacity and American verve, is a welcome relief from the stuffy writing (leaden, lusterless, passionless) of British historians. Her work lends this

subject all of the furious drama it deserves.
….
By GLS (Brooklyn, NY USA) – See all my reviewsThis review is from: Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution (Hardcover)
Eleven people. That’s how many people attended Karl Marx’s funeral. He was a failure, already almost totally forgotten, his family virtually destroyed by his efforts, his analysis of capitalism and revolution on the

edge of history’s waste bin. No one would have predicted that his theories would be remembered, much less influential.
I studied some Marx in college, and like many others have noticed how many prominent (non-Marxist) economists and thinkers have, in recent years, said Marx was on to something in his analysis of capitalism. But I

had absolutely no idea how rich and dramatic his life was. LOVE AND CAPITAL is a rare sort of book that manages to be very entertaining (it reads like a Victorian novel, even a Merchant-Ivory film) and

exceptionally comprehensive in its view of an age of revolution. Few books that I’ve ever read have managed to combine history, biography, politics with such ease. The story is as dramatic as it gets, full of surprises

(like that funeral attendance figure), the largest of which is the recognition that Marx was a person, full of life, complication, mischief, cruelty, love. There’s plenty of history and theory in here (how could there not be?)

but where LOVE AND CAPITAL worked best for me was in its humanization. Marx, Jenny and their communities of radicals reminded me somewhat of accounts of the Weathermen and SDS (and some, the Weather

Underground), set in the age of Dickens.
A great book, rich as can be–the kind of rich that Marx would have been okay with!
….
By David H. Fong “Geothermal” (Virginia City, NV, USA) – See all my reviews
(REAL NAME) Amazon Verified Purchase(What’s this?)
This review is from: Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution (Hardcover)
I studied Marxism in graduate school along with existential theology. It was the early 1960’s and I read just about everything that Marx and Engels wrote. A classmate and I used to laugh into the night at the irony, wit

and sarcasm that went into their writing. No, we did not become revolutionaries but we learned to better understand the human condition and the need for some of us to work not entirely for money and prestige but to

help those who were born into the socio-economic lower class. Of course, my friend and I helped professionally and did not suffer the poverty and humiliation of Marx and his family.
Now, fifty years later, I come upon this wonderfully written love story of Karl and Jenny. It is a biographic masterpiece. Karl, Jenny, Engels and all the “revolutionaries” around them jump back to life. And the question is

always: Will Karl finish CAPITAL so the family becomes rich and famous? They were revolutionaries, yes, but also very petit bourgeoisie — like most of us where money, shelter, food, family and love always move to

the forefront.
You can read it as fiction, history, mystery or whatever. The book is captivating.
http://www.amazon.com/Love-Capital-Jenny-Revolution-ebook(อ้างอิงไปแล้ว ซึ่งถ้าคุณลองตามอ่านดูแค่รีวิวเพิ่มเติม โดยละเอียดก็จะพบการคุยเรื่องการรีวิวยาวๆ ครับ)

ทั้งนี้ เราอ่านหนังสือเล่มนี้ จะเห็นคารล มารกซ ในฐานะพ่อ สามี และนักหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเราดูการรีวิวโดยละเอียด Jenny Marx ในฐานะแม่ ผู้ให้กำเนิดลูก เชื่อมโยงทฤษฎีของมารกซ์ และเรื่องอื่นๆ..บางแง่มุมของบางคนก็มีความเชื่อว่า การมีครอบครัว คือ คู่ครองการแต่งงาน มีเมีย

ให้กำเนิดลูก ทำให้คนเป็นฝั่งเป็นฝาตามความเชื่อของไทย…แล้วในแง่ของการกำเนิดของนิทเช่…
The Birth of Tragedy
An Attempt at Self-Criticism* …
“Lift up your hearts, my brothers, high, higher! And for my sake don’t forget your legs as well! Raise up your legs, you fine dancers, and better yet, stand on your heads!”
“This crown of the man who laughs, this crown wreathed with roses—I have placed this crown upon myself. I myself declare my laughter holy. Today I found no one else strong enough for that.”
“Zarathustra the dancer, Zarathustra the light hearted, who beckons with his wings, a man ready to fly, hailing all birds, prepared and ready, a careless and blessed man.”—
“Zarathustra the truth-teller, Zarathustra the true laugher, not an impatient man, not a man of absolutes, someone who loves jumps and leaps to the side—I myself crown myself!”
“This crown of the laughing man, this crown of rose wreaths: you my brothers, I throw this crown to you! Laughter I declare sacred: you higher men, for my sake learn— to laugh!”
……………….
The Birth of Tragedy โดยนิทเช่ ผู้เป็นชายโสดตลอดชีวิตของตัวเอง และเรามาเรียนรู้ เพื่อหัวเราะ อาจจะเป็นอีกด้านหนึ่ง ที่เขาบอกกันว่าแบบไทย คือ คนเป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวดีกว่าคนโสด แต่คนโสดที่เป็นนักทฤษฎีอย่างกรัมชี่ ผู้มีวาทะ…..The crisis consists precisely

in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276……(สิ่งใหม่ยังไม่เกิดthe new

cannot be born)…
ถ้าเราจะขวนขวายหาความรู้ ทฤษฎีต่างๆ หรือการแสวงหาคนรัก เป็นเช่นเดียวกับ ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น อันเป็นลักษณะ ที่มีมาโดยกำเนิดของมนุษย์ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งผมนึกถึงเพื่อนของผม ก็อ้างคำคมของนักร้อง ที่ไม่ได้ขายหน้าตา คือ ฟักกลิ้งฮีโร่ กล่าวว่า คนโสดก็เหมือนโลกกลางวัน

ไม่เห็นพระจันทร์ แต่ไม่ใช่..ไม่มี หรือรุ่นพี่ของผมเสนอว่า น่าทำเสื้อยืดเขียนคำว่า คนเชียงใหม่ หรือ รักสาวเชียงใหม่(ฮา)
เมื่อผมทำรายการเดินทางท่องเที่ยว กิน ชิม ดื่ม และเพื่อนของผม ก็พูดถึงไวน์ ขึ้นมา ทำให้ผมระลึกถึงหนังที่ผมเคยดูมานานแล้ว เช่น Sideways ไซด์เวย์ส ดื่มชีวิตข้างทาง….
-Sideways ไซด์เวย์ส ดื่มชีวิตข้างทาง
หนังเล็กๆ ที่คว้าออสการ์ไปครองเมื่อปี 2005
เรื่องราวทั้งหมดของหนังเรื่องนี้เกิดจากการเดินทางของคนสองคนนั่นก็คือ ไมล์ส(Paul Giamatti) ครูสอนภาษาอังกฤษ และเพื่อนของเขา แจ็ค(Thomas Haden Church) อดีตดาราโทรทัศน์ ซึ่งได้ตัดสินใจออกเดินทางไปยังแคลิฟอร์เนีย เพื่อที่จะตระเวนชิมไวน์ เพื่อฉลอง

การสละโสดของแจ็คที่จะมีขึ้นในอาทิตย์หน้า
โดยที่แจ็คกำลังจะแต่งงาน ส่วนไมล์สชายหนุ่มผู้ซึ่งอาภัพกับชีวิตในทุกๆด้าน และได้หย่ากับคนที่เขารักมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยแจ็คนั้นจะเป็นคนที่มีนิสัยเป็นคนโผงผาง เจ้าชู้ ชอบคุยโอ้อวด เขาไม่ได้สนใจทริปครั้งนี้เท่ากับการขอให้ได้มีเซ็กส์กับสาวสักคนเป็นการทิ้งทวนก่อนสละ

โสด ไม่ได้สนใจไวน์ที่เพื่อนของเขาพยายามสอนให้รู้จักวิธีการลิ้มรส ส่วนไมล์สนั้นกลับซึมเศร้า ช่างปรามาสตัวเอง วิตกจริตกับสิ่งต่างๆ ไปหมดตั้งแต่แรกเริ่มเดินทาง เขายังคงยึดติดอยู่กับเรื่องเก่าๆ โลกเก่าๆ และคนเก่าๆ แถมทั้งยังกลุ้มใจกับผลงานนวนิยายเล่มแรกที่ไม่รู้ว่าจะได้ถูกตี

พิมพ์หรือไม่ ไม่ว่าไมล์สจะมีรสนิยมในไวน์ที่ล้ำเลิศเพียงใด พิถีพิถันกับการดื่มไวน์แค่ไหน ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่เขาได้ดื่มไวน์นั้น เพียงเพื่อหลงลืมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปจากชีวิตนั่นเอง
แจ็ค และไมล์ส เที่ยวตระเวนชิมไวน์
อย่างไรก็ตามการเดินทางครั้งนี้ทำให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือได้รู้จักตนเองมากขึ้น โดยที่คนหนึ่งเป็นเพียงแค่อดีตดาราที่ไม่มีงานแสดง แต่ได้เป็นคนพากย์เสียงลงโฆษณา ซึ่งพอจะใช้อวดอ้างได้ก็เท่านั้น และการที่เขาเป็นคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการ

ใช้ชีวิตคู่มาก่อน ทำให้เขาได้รับบทเรียนจากผู้หญิงที่เขาได้สร้างความสัมพันธ์ในช่วงเวลาสั้นๆว่า การแต่งงานนั้นมีความสำคัญแค่ไหน ส่วนไมล์สนั้นก็ได้ตระหนักว่าโลกอดีตที่เขายึดติดมันนั้นไม่มีจริง ชีวิตต้องดำเนินต่อไป แค่นี้มันก็ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองว่าแท้จริงแล้ว เขาควรที่จะ

ยอมรับกับสิ่งที่เป็น พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ และเปิดใจรับมันให้ได้
ในช่วงระหว่างทางนั้น แจ็ค และไมล์ส ก็ได้สร้างความสัมพันธ์กับสาวๆ
หากจะเปรียบชีวิตกับไวน์แล้ว มันคือการดำเนินเรื่องผ่านรสชาติ สีสัน กลิ่นอันหอมหวานของไวน์ ทำให้เราได้เห็นถึงวัฏจักรที่เบิกบาน แตกดับ และรุ่งโรจน์อีกครั้งของมัน เฉกเช่นเดียวกันกับชีวิตของคน ที่มีเกิด รุ่งโรจน์ ตกร่วง และท้ายสุดก็แตกดับ
หนังเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตการเดินทางของไมล์ส กับแจ็คนั้นอยู่กันคนละฝั่ง คนหนึ่งอยู่ซ้าย อีกคนอยู่ขวา หากแต่ทั้งคู่ก็อยู่ “ข้างทาง” (Sideways)เหมือนกัน ไม่ได้เข้ามาสู่ตรงกลางของเส้นทางเลย
การเดินทางในครั้งนี้ทำให้แจ็ค และไมล์ส ได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น
ประสบการณ์ข้างทางของไมล์สนั้นอาจเจ็บปวดกว่าแค่การเที่ยวจนลืมวันลืมคืน แต่ถึงอย่างนั้นไวน์ก็ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ทำให้มนุษย์เมามายแต่ฝ่ายเดียว มันอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านานตั้งแต่แรกเริ่มการบันทึก ไวน์ปรากฎอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นเครื่องดื่มที่กลายเป็นวัฒนธรรมในหลาย

เชื้อชาติ หลายกรรมวิธี ผ่านภาชนะมาแล้วหลายรูปแบบทั้งถังไม้ หนังแพะ จนแก้วเจียระไน จากสิ่งย้อมใจของคนใช้แรงงานกลายเป็นความรื่นรมย์กับบรรดาชนชั้นกลาง และอีกสมบัติราคาแพงของชนชั้นศักดินาที่เอาไว้อวดอ้างสถานะของตน ไวน์อาจเป็นบทบันทึก สิ่งเลอค่าและปรัชญา

อีกมากมายสุดแท้แต่คนจะตีความกันไป
xxxผู้กำกับ Alexander Payne ยังคงทำหนังที่ไม่ใหญ่เกินตัว (จากที่เคยกำกับหนังมาแล้วในเรื่อง About Schmidt) หนังเล็กๆ กับดาราเล็กๆ ที่ต่างแสดงหนังได้อย่างกลมกลืน และทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเขาจริงๆ สมควรแล้วครับที่หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัล

ออสการ์ภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมในปี 2005
http://www.mono2u.com/movie/review/sideways

Sideways Alternate Ending(ฉากตอนจบนี้ ที่เผยแพร่ในยูทิวเป็นฉากที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนว่ากันว่าเป็นฉากพลิกตอนจบของหนังไปอีกแบบหนึ่งเป็นหักมุมไม่ตลกด้วยครับ)

True, we love life, not because we are used to living, but because we are used to loving. There is always some madness in love, but there is also always some reason in madness.
— Friedrich Nietzsche, Thus Spoke Zarathustra, First Part: On Reading and Writing ที่มาhttp://www.wwq3.where-buffalo-roams.com/quotes/love.htm
จากหนัง-เพลง ย้อนมาผสมเรื่องเล่าในเวลาต่างๆ และเพื่อนผมอยากทำหนังนั้นเป็นหนังรัก-ตลก จะจบหักมุมตลกกลายเป็นเศร้าสนิท หรือไม่ ก็ไม่ใช่แค่เราเป็นชายโสด!
ถ้าผมนึกถึงอาการโฆษณาเว่อร์ กรณีโปรยว่า สุดยอด สมุนไพรเพื่อผู้หญิง เร่งอกฟู รูฟิต กระชับ ระงับกลิ่น แฟนติดใจ หน้าขาวใส มีออร่า ท้าพิสูจน์คลิ๊ก!!! มันเป็นเรื่องด้านหนึ่งฮาๆ เมื่อวานก่อนโน้นพาเพื่อนจากพิจิตร ขอเล่าสั้นๆ เป็นความลับเพื่อนหนีน้ำท่วมกอทอมอ ก็มาทำเอกสารอะไร

เกี่ยวกับการเดินทางกลับไปทำงานที่มาเก๊า แล้วผมไปกับเพื่อนแวะร้านแห่งหนึ่ง ก็เป็นวันที่คนน้อยมาก คือ ตอนแรกนั่งกันแค่ผมกับเพื่อนโต๊ะเดียว ต่อมามีเพิ่มมาอีกโต๊ะเป็นสองโต๊ะทั้งร้าน แล้วบางอารมณ์ ผมก็เป็นพวกอิทธิพลหว่องกาไว หนังไม่มีสคิปต์ หรือเปล่า? แล้วผมเจอผู้คน ก็ไม่มี

บทพูดอะไรบางครั้ง…
…ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีไม่ฝนตก หรือไม่ฝันเปียกกันทุกคน ครับ……
[MV] แก่ Young ซิง – โต้ สุหฤท สยามวาลา ก็เพื่อนผมส่งเพลงแนะนำมาให้ผมลองฟัง และผมตอบกลับไปว่าเคยอ่านประวัติของเขามาแล้ว จากนิตยสารคิด เล่าว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ตัวพ่อ ทำเพลงด้วยหู และสัญชาตญาณไม่รู้คีย์ หรือโน้ตจริงๆสักตัว! ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างเพลงคลาย

เครียดฮาๆ ท่ามกลางข่าวน้ำท่วม
เมื่อผมหาเนื้อเพลงไม่ได้ แต่คนแสดงความเห็นต่อเนื้อร้องว่า พี่เป็นวัยรุ่นที่แก่ที่สุดในโลก >.<\\\ ชอบอะ?
ประวัติโต้ – สุหฤท สยามวาลา ศิลปินแนว Electronica เจ้าของฉายา “พ่อมดอีเลคโทรนิค” ออกอัลบั้มแรกชื่อ “สุหฤท” กับแนว happy hardcore electronic ชุดแรกของเมืองไทย ตามด้วย Digital Punk ซึ่งตอกย้ำอัลบั้มที่เกิดจากประสบการณ์ทางด้านการฟังดนตรี และการทำ

ในแนวที่เป็น สุหฤท เด่นชัดขึ้น
http://music.jerder.com/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88-young-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%

87-%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%89-%E2%80%93-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A4/
"โต้"สุหฤท สยามวาลาเมื่อผู้บริหารขอ"เก(เร)"อีกครั้ง…แม้จะต้องรับบทหนักด้วยเพราะเป็นทายาทเจเนอเรชั่นที่4 ของตระกูลสยามวาลา ที่ต้องดูแลธุรกิจเครื่องเขียน ดี เอช เอ สยามวาลา (DHA SIAMWALLA) ของครอบครัว
http://www.komchadluek.net/detail/20100112/44289/%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%

E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%

A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81(%E0%B9%80%E0%B8%A3)%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%

B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87.html

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 54
8 พฤศจิกายน ในอดีต
พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) – รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 : พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ นำการรัฐประหารยึดอำนาจนายกรัฐมนตรี พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) – นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) และคณะถูกจับในข้อหากบฏสันติภาพ
พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) – เหตุการณ์หัวรถจักรผีสิงพุ่งชนสถานีหัวลำโพง พ.ศ. 2529 : หัวรถจักรจำนวน 6 คันจากสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อซึ่งไม่มีคนขับ พุ่งเข้าชนสถานีรถไฟหัวลำโพง มีผู้เสียชีวิต 5 คน สาเหตุเกิดจากความสะเพร่าของพนักงานขับรถ
http://th.wikipedia.org/wiki/8_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

นาซ่าคาด 8 พ.ย.54 (8/11/2011) หวั่นดาวเคราะห์ยักษ์พุ่งชนโลก
นักดาราศาสตร์ไทยยืนยันไม่มีดาวเคราะห์ชนโลกแน่นอน เต็มที่แค่เฉียดในระยะ 3 แสนกิโลเมตร ชี้ไร้ผลกระทบ.
variety.horoworld.com/5187_นาซ่าคาด-8-พ-ย-54-8-11-2011-หวั่นดาวเคราะห์ยักษ์พุ่งชนโลก
……….
..เมื่อจริงๆ ผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก จากเมื่อวานกิจกรรมต่างๆ ในการงานชีวิตประจำวันของวันที่7 พ.ย.54 และผมอ้างอิงเหตุผลเดิมที่กล่าวไว้ โดยวันนี้ผมต้อนรับญาติมาจากต่างจังหวัด ส่วนผมต้องทำงานต่างๆ หลายอย่าง จึงรวบรวมสมาธิจดจ่อเรื่องเดียว คือ เขียนบทหนังสั้นต่อ

กรณีการSet ฉาก บทสนทนา Dialogue ต่างๆ นานา ในบทหนังสั้น ฉะนั้น ผมไม่อยากกล่าวถึงการเมืองมาก เพราะผมไม่มีประเด็นการเขียนเรื่องใหม่ อาจจะเขียนเรื่องกองทัพไทย ไม่มีศักยภาพจะไปแสดงแสนยานุภาพ สร้างยานอวกาศแข่งกับนาซาอเมริกา รัสเซีย จีน หรือเตรียม

อพยพคนไทยไปดาวดวงใหม่(ฮา) แต่งานเขียนคลาสิคของผม ก็มีปรากฏในเรื่องประเด็นในแง่มุมpredicted น้ำท่วม จึงเอากลับมาเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่(ฮา) หรือผมเล่าสั้นๆว่าเราอยู่ในโลก ยุคโลกาภิวัตน์ โดยน่าจะปรับโครงสร้าง แต่ผบ.ทบ.คนล่าสุด กับข้อเสนอโครงสร้างกองทัพ

รับมือสู้ภัยพิบัติโลก เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.มีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างกองทัพใหม่ เพื่อให้สอดคล้อง กับภารกิจเฉพาะหน้า อย่างเช่น ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งใกล้ปี 2012 ที่ภัยพิบัติทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นไปตามคำทำนายของโหราศาสตร์ที่ทำนายไว้ว่าจะ

เกิดน้ำท่วมหนักในช่วงเดือน ต.ค.และจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างของกองทัพเคยมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในยุคใหม่ที่เรียกว่า “ยุคโลกาภิวัตน์” ที่ทุกอย่างจะต้องปรับให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพของ

กองทัพ ทำให้กองทัพจำเป็นต้องทบทวนและปรับตัวเองพร้อมทั้งเหตุและผลเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
http://prachatai.com/journal/2011/01/32710
……….
รายการ เชียงใหม่ มุมใหม่ เริ่มต้นในคืนที่ผมกับ อรรคพล สาตุ้ม นั่งแดกเบียร์กันอยู่ในร้านเหล้าตองแถวคลองชลประทาน, ก่อนหน้านั้น เราไปกินกันอยู่ที่ร้านแมวเหมียว (ที่จริงชื่อร้าน แมวไม่อยู่) แถวถนนนิมมานต์ฯ อรรคพลต้องขี่รถมาส่งผมที่หอพัก โดยมาทางคลองชลประทานเป็นประจำอยู่แล้ว
เนื่องจากขณะขี่รถมา ผมยังไม่เกิดอาการที่ผมเรียกว่า ‘อาการสันดาปของแอลกอฮอล’ ผมจึงชวนเขาแวะในร้านเหล้าตองที่มีผู้หญิงแก่ๆ พยายามทำตัวให้ดูคล้ายเด็กเสิร์ฟ และโต๊ะเก้าอี้สองสามชุด สภาพร้านสกปรก และดูต่ำชั้นถูกใจผมทีเดียว
เบียร์อีกสองขวดถูกเทลงแก้ว แล้วผมกับอรรคพลคุยกันเรื่อง หม่อมน้อย โดนด่า ประเด็นเกี่ยวกับ อุโมงค์ผาเมือง, ราโชมอน, คุโรซาวา, รวมทั้งถ้อยคำต่อไปนี้ – ก็อปปี้แอนด์เพสต์, อินสไปร์, เรฟเฟอเรนซ์, โพสต์-โมเดิร์น รวมทั้งเรื่องกะเทยแถวประตูท่าแพ ฯลฯ
อรรคพลชวนผมขณะขี่รถกลับหอพักของผม เราทำรายการสนทนาในยูทู้บดีกว่า น้าไมค์ กับ น้าบอย คุยกันเรื่องประเด็นรายวัน ผมเห็นดีด้วย – แต่ก็แค่ในความเมาเท่านั้น
เช้าของอีกวัน ผมเริ่มร่างไอเดียคร่าวๆ เพราะผมคิดว่าการทำรายการในยูทู้บ แม่ง น่าสนุกดี…
จากรายการนั่งสนทนาน่าเบื่อ ซึ่งอาจจะขำบ้าง ไม่ขำบ้าง กลายเป็นรายการแนะนำสถานที่ ร้านค้าและบริการ นอกเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็แค่ร่าง เพราะยังไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน
ค่ำวันหนึ่ง นัดกันไปกินเบียร์ แต่อรรคพลกลับพาผมไปหอศิลป์ มช. ผมเดินดูงานอยู่พักหนึ่ง อีกวันก็บอกเขาว่า มาถ่ายงานนี้แหละ หอศิลป์ มช. เป็นเทปที่เราจะทดลองเครื่องไม้เครื่องมือ
ครับ
เครื่องมือก็คือ กล้องดิจิตอลปัญญาอ่อนที่ถ่ายวิดีโอได้ 2 ตัวนั่นเอง โอลิมปัสหนึ่ง ซัมซุงหนึ่ง และ ขาตั้งกล้องที่ต้องยืมเขาตลอด ถ่ายสามเทปก็ยืมขาตั้งกล้องถึงสามตัวด้วยกัน แล้วแต่ว่าขาตั้งกล้องของใครจะว่าง – บังเอิญว่าด้วยเทคโนฯสมัยนี้ มันพอ…
เทปนี้ใช้พรีเมียร์ ซีเอส4 ตัดต่อ เนื่องจากเป็นเทปที่ทดลองเครื่องมือทั้งหมด รวมทั้งโปรแกรมที่ใช้ด้วย จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน และมีปัญหารื่องเสียงอย่างมาก เพราะยัง ดีนอยซ์เสียงไม่เป็น (ทั้งที่จริงมันทำได้ในซีเอส4 แต่ต้องแยกเสียงเป็นไลน์ออดิโอก่อน…) ค่อยๆแก้ปัญหาไปเรื่อย
พอเทปที่สอง เราเริ่มแนะนำร้านกาแฟ คือร้านกาแฟ เรด คอฟฟี คอร์เนอร์ และ ร้านกาแฟหลวงพระบาง ทดลองใช้เพลงลูกทุ่ง ซึ่งให้อารมณ์สนุกสนานดี และการตัดต่อก็เป็นไปอย่างง่ายๆ ไม่มีเทคนิคอะไรแบบเทปแรก เพราะพรีเมียร์เจ๊ง ใช้ไม่ได้ และงานค่อนข้างฉุกละหุก คือต้องรีบตัด

เพื่อเผยแพร่ จึงใช้ วินโดว์ มูฟวี่ เมกเกอร์แทน – ปรากฎว่าตัดง่ายมาก และเริ่มติดใจ
เทปที่สองว่าฉุกละหุกแล้ว เทปที่สามนี้ฉุกละหุกกว่า รู้ข่าวว่าจะมีการตักบาตรเที่ยงคืนก่อนหน้าหนึ่งวัน ผมรีบส่งข้อความไปบอก อันนี้..ต้องไปถ่ายนะ เป็นกิจกรรมที่แปลกดี พลาดไม่ได้เลย – อีกคืนหนึ่ง เราก็ไปถ่ายทำที่วัดสวนดอกกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็ตัดต่อภายในคืนนั้น มันยากตรง

ช่วงท้ายว่าจะใช้ธีมดนตรีแบบไหน แต่ก็ตัดจนเสร็จ และเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ในอีกหนึ่งวันต่อมา…
ลองชมรายการเรานะครับ คิดว่าน่าจะทำต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกสนานกันอยู่🙂
http://writingonparadise.blogspot.com/2011/10/blog-post_20.html

เชียงใหม่ มุมใหม่ – ยี่เป็ง สันทราย

29 ตุลาคม 2554, พาไปเที่ยวสำนักสงฆ์สายธรรมกาย ธุดงคสถานล้านนา อ.สันทราย จัดงานปล่อยโคม ยี่เป็ง – เทปนี้ตัดต่อแบบเกือบจะกลายเป็นวิดีโออาร์ตซะแล้ว น่าจะดูได้เพลินๆครับ

…จากเรื่องเล่ามุมของเพื่อน และวิดิโอประกอบรายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ซึ่งผมนับเป็นตอนที่5-..คุณมีสัมผัสที่ 6 หรือไม่?
ให้ตอบคำถามว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”แค่นั้นฮ่า
• 1.บางครั้งเมื่อกริ่งประตูดังขึ้นโดยที่คุณไม่ได้รอใครอยู่ คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นใครโดยไม่ต้องเห็นหน้า
• 2.บางครั้งเมื่อคุณรอจดหมายจากใครบางคน มันก็มาถึงโดยทันที
• 3.คุณเคยฝันเห็นเหตุการณ์ที่ต่อมากลายเป็นความจริงหรือไม่
• 4.คุณเคยหมุนเข็มนาฬิกาที่หยุดเดิน และพบว่าเข็มนั้นไปหยุดที่เวลาที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเทียบกับนาฬิกาเรือนอื่น
• 5.บางครั้งที่เพื่อนคุณทำของหาย คุณสามารถบอกเขาได้ว่าอยู่ที่ไหน
• 6.คุณเคยจ้องมองไปที่แก้วน้ำ แล้วเห็นภาพเหตุการณ์ซึ่งเป็นความจริงในเวลาต่อมา
• 7.คุณไม่เชื่อเรื่องสัมผัสที่ 6
• 8.คุณเคยแว่วได้ยินเสียงคำเตือนโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน
• 9.บางครั้งเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น คุณสามารถทักทายอีกฝ่ายล่วงหน้าโดยที่เขายังไม่ทันได้พูดมา
มาดูคะแนนกันนะ
1. ใช่-10
2. ใช่-10
3. ใช่-10
4. ใช่-10
5. ใช่-10
6. ใช่-10
7. ไม่ใช่-10
8. ใช่-10
9. ใช่-10
รวมคะแนนที่ได้ แล้วมาดูว่าคุณอยู่กลุ่มไหน
70-90 คะแนน
คุณมีการพัฒนาสัมผัสที่ 6 ในขั้นสูง แต่คุณควรใช้ความสามารถในการคาดเดาและเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างระมัดระวัง
40-60 คะแนน
คนในกลุ่มนี้มีสัมผัสที่ 6 อยู่ในระดับหนึ่ง และสามารถจะพัฒนาไปอยู่ในระดับที่ก้าวหน้าขึ้น ถ้าคุณยอมเปิดประสาทสัมผัสรับรู้ อาจเริ่มต้นจากการลองทายสีไพ่
0-30 คะแนน
เป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 ในระดับปานกลาง หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น น่าจะเป็นเหตุบังเอิญมากกว่าจะเป็นผลของสัมผัสที่ 6 อย่างแท้จริง คุณควรยอมรับตัวเองว่าเป็นหนึ่งในอีก 80 % ของคนทั่วไป
สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย: อักษรดอทคอม
โดย :ดุ๊กดิ๊ก (ทีมงาน TeeNee.Com) โพสเมื่อ [ วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2550 เวลา 16:11 น.]
http://variety.teenee.com/foodforbrain/3394.html

……….ผมเปิดเรื่องเล่าไม่ได้มีความลับอะไร เพราะบางครั้ง คนเราก็บอกว่า ความลับไม่มีในโลก…แต่ปริศนา และความลับ ก็มากมาย เช่น คุณรู้ความลับได้ จริงหรือว่า โลกจะโดนดาวเคราะห์ยักษ์พุ่งชนโลก หรือคุณ มีSix sense..
ปัญหาบางอย่างก็เลย กลายเป็นปัญหาอภิปรัชญา หรือปัญหาปรัชญา ตามแบบหนังสือปรัชญา เช่น..
-ปัญหาปรัชญา (The Problems of Philosophy by Bertrand Russell, 1962)
-ปรัชญาสังคม (Social Philosophy by Hans Fink, 1981)
-ปรัชญาเยาวชน (The Philosophy of Childhood by Gareth B. Matthews, 1996) / แกเร็ธ บี แมืธิวส์ แปลโดยเทพทวี โชควศิน
เมื่อผมย้อนเล่าเรื่องซ้ำ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย กรณีปัญหาวัยรุ่นใจร้อน หรือความเป็นเด็กในตัวผู้ใหญ่ ก็ตัวอย่างของหนังสือปรัชญาเยาวชน คือ เขาขอให้เราพิจารณาคุณค่าของความฝันที่ดี ดังนี้ ในทางหนึ่ง เราปฏิบัติกับวัยเด็ก..โดยที่เหมือนกันอย่างน่าสนใจกับวิถีทางที่

เรามองสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝัน พรูสท์(Marcel Proust* )นักเขียนนิยายเรื่องการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ) บอกเรา(อย่างคร่าวๆ) ว่าเราไม่ได้ยึดถือความทุกข์ทรมานและความรื่นรมย์ในความฝันเป็นเรื่องจริงจังอะไร ซึ่งต่างจากสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวร้าย ที่เกิดขึ้น

จริงในชีวิตของเรา…และเมื่อเราไม่ได้นับรวมความฝัน ยกเว้นแต่ว่าความฝันเหล่านั้นมีผลกับชีวิต(ส่วนที่ตื่น) ของเรา อะไรที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นจะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อภาพชีวิตโดยรวมของเราได้ก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ในวัยเด็กนั้น ส่งผลให้เกิดขึ้นในชีวิต

ของปัจเจกบุคคล เมื่อเป็นผู้ใหญ่…แต่ว่าผมอยากขยายความในแง่ของศิลปะของเยาวชนอย่างย่อๆ ซึ่งหนังสือปรัชญาเยาวชนกล่าวว่า เนื่องจากศิลปะของเยาวชนแทบจะไม่ควรค่าแก่การตระหนักว่าเป็นประเภทที่ควรจัดเก็บดูแลอย่างชัดเจนในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่สำคัญๆ นอกเสียจากว่างาน

บางชิ้นนี้มีคุณค่าโดยแท้จริง ผมก็จะขอพูดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการลดค่าอยู่ในโครงสร้างทางสถาบันสังคมของเรานี่เอง ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ใหญ่อยู่นั่นเอง โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดของชีวิตเป็นผู้ตัดสินกำหนดโครงสร้างการให้รางวัลในสถาบันต่างๆ ของเรา และก็มี

อิทธิพลสูงที่สุดในการประยุกต์ใช้โครงสร้างนี้กับปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จัดแสดงนิทรรศการ บัญชีรายชื่อในหนังสือ Who’s Who ตำแหน่งในคณะกรรมการผู้บริหารคนสำคัญๆ ฯลฯ โครงสร้างเหล่านี้ที่อนุญาตให้มีการยอมรับนับถือคนชราที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต ทว่า

โดยทั่วไปแล้ว รางวัลส่วนใหญ่นั้นตกอยู่กับผู้ประสบความสำเร็จในช่วงที่รุ่งโจน์ที่สุดของชีวิต…(นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เราให้ความสำคัญกับช่วงรุ่งโรจน์ในชีวิต คือ วัยผู้ใหญ่-ชรา?)

*Marcel Proust นักเขียนนิยายเรื่องการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ ก็สมองของเขาในการถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำเป็นนิยาย และร่างกายของเขา แต่ความอัจฉริยะทางวรรณกรรม ก็มีผู้กล่าวถึงในแง่มุมต่างๆ ด้านสมอง จิตวิทยา ฯลฯ น่ะครับ
จากแนวทางปรัชญาตะวันตก ก็ผมเคยเขียนถึงเรื่องปรัชญาเซ็น…
กายของเราคือต้นโพธิ์
ใจของเราคือกระจกเงาอันใส
เราเช็ดมันโดยระมัดระวังในทุก ๆ ชั่วโมง
และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ”
โดย – ชินเชา (ชินเชา เป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสหวางยั่น สังฆปรินายกองค์ที่ห้าแห่งนิกายเซ็น)
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=5b46152e13498265
“เว่ยหลาง” เป็นหนังสือเรียบเรียงของหลวงพ่อพุทธทาส ในสูตรเว่ยหลาง ของหลวงพ่อพุทธทาสที่ท่านแปลถอดความออกมา ซึ่งอ่านนานแล้ว แต่จำได้คลับคลาเกี่ยวกับวิธีการตีความเกี่ยวกับสิ่งที่มอง เกี่ยวกับต้นโพธิ์ และกระจกของสองอาจารย์ที่แข่งขันกันเพื่อที่จะรับตำแหน่ง ซึ่งสอง
ท่านมองเรื่องเดียวกัน บนความเหมือนที่ว่า มองต้นโพธิ์ กระจกเงา
อาจารย์ท่านที่ ๑ “กายคือต้นโพธิ์ จิตคือกระจกเงาใส หมั่นเช็ดอยู่ทุกโมงยาม จึงไม่มีฝุ่นละอองลงจับ”
อาจารย์ท่านที่ ๒ “ไร้กาย ไร้ต้นโพธิ์ ไร้จิต ไร้บานกระจก เดิมที่ไม่มีใดใด ฝุ่นจะจับลงตรงไหน”
แม้มุมมองจะต่างกันในการตีความและอธิบายความ แม้ผลจะต่างกันว่าใครบรรลุธรรม และเกือบบรรลุธรรม แต่เป้าหมายของท่านสองสงบเย็นในการตีความ เห็นต่าง
ทุกอย่างอยู่ที่มุมมองและการตีความ จะตีความอย่างไรเป็นไปได้หมด แต่ต้องอยูบนพื้นฐานของ “มโนสุจริต” จิตที่เป็นกุศล เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า “หลักการณ์ เพื่อหลักกู”
http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=58586

ทำไม ผมเน้นเรื่องเซ็น ถึงมีประโยค “กระจกเงา” ถ้าสมมติกลับกันเรื่องเล่าถึงกระจกเงาทั้งสองเรื่องเป็นเหมือนนิยายไม่ใช่ความจริง.. หรือถ้านิยายเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพ ตามแบบที่จอห์น ดอส พาสซอส ที่มีวาทะว่า นวนิยาย คือ กระจกเงา ผู้เป็นนักเขียนอเมริกาให้อิทธิพลแก่ซาสตร์
นักปรัชญา นักเขียนนิยายแนวอัตถิภาวะนิยม ในความมีอยู่เป็นอยู่ของมนุษย์ให้เรามีทางเลือกของชีวิต และวันเวลาของเราไม่หลงลืมการเช็ดกระจกเงา…เป็นประเด็นการตีความของผม และเราไม่อาจห้ามการตีความของเราเอง ต่อภาพ เหมือนเราตีความภาพยนตร์ และคนที่ช่วยเป็นกระจก
สะท้อน คือ เราทุกคน ในที่สุดประเด็นของผม คือ การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตัวผมเอง ก็ขอไปเช็ดกระจก อาจจะทบทวนตัวเอง ก็อ่านหนังสือเตรียมตัวบรรยายก่อนทุกครั้งเหมือนเดิม หรืออาจจะช่วยขนของหนีน้ำท่วม หรือเรามาตั้งสมาธิกัน ฯลฯ…

ส่วนผมอยากสะท้อนภาพของลุงนวมทอง ผ่านงานชิ้นเก่า คือ….ผู้เขียนเริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ ประกอบกับการที่ผู้เขียนอ่าน
หนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ผุดขึ้นมาเนื่องจากผุ้เขียนดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีนี้ เนื้อหามีว่า

เมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอส้มตำจานหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”สื่อโฆษณาทีวีดังกล่าวโปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”หรือประเทศเหมือนบ้าน สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด
ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยภายใต้ในชุมชนในจินตกรรมร่วมกันได้ ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้
กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วมและการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน…..
…ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคมhttp://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334(ฉบับเผยแพร่ประชาไท จะต่างจากฉบับที่ผมเขียนถึงหน่อย และดูเพิ่มเติม ปี2553 ก็เขียนถึงรูปปั้นลุงนวมทอง น่ะครับ)

ดังนั้น มันเป็นเรื่องราวหลายแง่มุม ถ้ากล่าวถึงด้านว่าคนเราจะบังเอิญ รวยแบบเจ้าพ่อเฟซบุ๊ค หรือเราคิดแบบไทยๆ ก็เถ้าแก่น้อย ในหนังวัยรุ่นพันล้าน ก็มีตัวละครสำคัญอย่าง”ลุง”ผู้ช่วยขายเกาหลัด ทอดสาหร่าย ต่างๆ หรือคำถามที่น่าสนใจว่า เราให้ความสำคัญกับช่วงรุ่งโรจน์ในชีวิต คือ

วัยผู้ใหญ่-ชรา? หรือเราให้คุณค่าแก่ทั้งสองคนร่วมกันในฐานะวัยรุ่นกับวัยชรา…แต่ผมไม่มีสาระอะไรมาก ไม่ได้เล่าเรื่องเหล้า หรือหนังเรื่องSideways หากจะเปรียบชีวิตกับไวน์แล้ว มันคือการดำเนินเรื่องผ่านรสชาติ สีสัน กลิ่นอันหอมหวานของไวน์ ทำให้เราได้เห็นถึงวัฏจักรที่เบิกบาน

แตกดับ และรุ่งโรจน์อีกครั้งของมัน เฉกเช่นเดียวกันกับชีวิตของคน ที่มีเกิด รุ่งโรจน์ ตกร่วง และท้ายสุดก็แตกดับ เพิ่มเติมประเด็นไวน์ แต่มันมีเรื่องน่าคิดเรื่องประวัติศาสตร์ไวน์กับThe Birth of Tragedy เมื่อโศกนาฏกรรม หรือ Tragedy นิยามแบบใด(วันหลังมากล่าวถึงเพิ่มติม)

มาถึงนิทเช่ หรือวิเคราะห์การเมืองระบบทุนนิยมในมุมแง่เชื้อชาติ เชื้อสาย เช่น เชื้อสายยิวของคารล์ มารกซ์ ภายใต้อิทธิพลยิวกับระบบทุนนิยมอะไรมากมาย

อนึ่ง ผมก็ไม่มีเวลาวิเคราะห์เพลง เช่น ราตรีสวัสดิ์ – ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ซึ่งมีคนแสดงความคิดเห็นกันมาก และคนดูกันมาก กรณีคนแสดงความคิดเห็น…วานนี้ชั้นมีนิทานจะมาเล่าให้เทอฟัง นิทานเรื่อง ท.ทหารอดทน เวลาเขายืนเขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและคิดข้าคน ใน

คืนที่เขาต้องออกราดตระเวร เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบผู้รักตัวเอง น้อยคนช่วยเพื่อชาติไทย เผอิญวานนั้นเขาเสียสละเพื่อไม่ให้เราเป็นทาดใคร แต่ผมอยากกล่าวถึงเพลงคลายเครียด เฮฮามากกว่าก็เป็นเวอร์ชั่นเฮฮาของผม ต่อจากเพลงแก่ยังซิง ที่มีพี่เป็นวัยรุ่นที่แก่ที่สุดในโลก
แล้วปิดท้ายด้วยเพลง/Song: ดิ้นกันมั้ยลุง
ศิลปิน/Artist: เพชร โอสถานุเคราะห์
อึ้ย ๆ …
ฉันมันวัยชรา 65 เข้าแล้ว
นับว่าแก่ชราเต็มที
คืนนั้นวันที่ 13 เป็นคืนซวยไฉน
หรือว่าเป็นคืนที่ฉันโชคดี
อันฉันดันเมาไปหน่อย
ดื่มเข้าไปหลายกั๊ก
เลยชักงงเดินเข้าไปผิดที่
เสียงเพลงดังสนั่น นึกว่าฝันจนหัวหมุน
สาววัยรุ่นเดินเข้ามายิ้มปรี่
* เธอว่า … ดิ้น ๆ ๆ กันมั้ยลุง
เธอว่าไงนะ … ดิ้น ๆ ๆ กันมั้ยลุง
เธอว่า … ดิ้น ๆ ๆ กันมั้ยลุง
เธอว่า … ดิ้น ๆ ๆ กันมั้ยลุง (นี่ไง ดิ้น ๆ กันมั้ยลุง)
เธอว่าไงนะ … เธอว่าไงนะ
นานกว่าฉันจะรู้ว่ามันเป็นไฉน
เธอก็ดึงฉันออกไปดิ้นชัก
อันเสียงเพลงดังกระหน่ำ ดั่งหัวใจทึกทัก
นี่ไง ดิ้น ๆ กันไงลุง
( * )
อึ้ย ๆ …
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=08-1-484-2995&month=31-05-2007&group=4&gblog=5

วันที่ 9-10-11 พฤศจิกายน 54
10 พฤศจิกายน ในอดีต…….
เหตุการณ์
พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) – จักรพรรดิฮิโรฮิโต เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิญี่ปุ่น พระองค์ที่ 124
พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) – เกิดเหตุการณ์”มิลเลอร์ นาคช์”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวขึ้น โดยทหารนาซี (ข้อสังเกตคารล์ มารกซ์ เชื้อสายยิว ไม่อยู่ในบริบทช่วงการถูกล่าฆ่า ครับ)
พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) – เพชร Hope ได้ถูกบริจาคให้กับ สถาบัน Smithsonian Institution โดยพ่อค้าเพชรชาว New York ที่มีชื่อว่า Harry Winst เพชรนี้มีสีฟ้าเพราะ มี ธาตุ โบรอนผสมอยู่ มี น้ำหนัก 45.52กะรัต ขุดพบครั้งแรก ที่ อินเดีย ในขณะเจียรนัย ครั้งแรก รูป

สามเหลี่ยม มีน้ำหนัก115 กะรัต และมี นิยายเกี่ยวกับเพชรเม็ดนี้ว่า เคย ประดับอยู่ที่ใบหน้าของเทวรูปพระอุมา
พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) – เรือขนส่งขนาดใหญ่ ความยาว 729 ฟุต ใหญ่ที่สุดในทะเลสาบ the Great Lakes ที่มีชื่อว่า SS Edmund Fitzgerald จมในทะเลสาบ Lake Superior ที่บริเวณห่างจากปากทางเข้าอ่าว Whitefish Bay ราว 17 ไมล์ (27 กม.) ระหว่างเกิดลม

พายุพัดแรง เรือจมลงอย่างรวดเร็วไม่มีเวลแม้จะส่งวิทยุขอความช่วยเหลือ และลูกเรือทั้งหมด 29 คนเสียชีวิต
พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) – ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งถูกลักลอบนำออกไปจากปราสาทหินเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเวลาเกือบ 30 ปี กลับคืนสู่ประเทศไทย หลังการเรียกร้องขอคืนจากสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) – จอห์น โฮเวิร์ด ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ในประเทศออสเตรเลีย
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) – วันลอยกระทง
http://th.wikipedia.org/wiki/10_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
11 พฤศจิกายน ในอดีต…….
เหตุการณ์
พ.ศ. 2218 (ค.ศ. 1675) – กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ แสดงการใช้แคลคูลัสเชิงปริพันธ์ในการคำนวณพื้นที่ใต้กราฟของฟังก์ชัน y = f (x) โดยใช้ปฏิยานุพันธ์เป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1869) – พีธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5
พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) – สหรัฐอเมริกาผนวกวอชิงตันเป็นมลรัฐที่ 42
พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) – พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมรูปทรงม้า และวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ซึ่งจัดขึ้นในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 40 ปี

ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ขณะนั้น
พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) – สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงอย่างเป็นทางการในวันนี้เมื่อสนธิสัญญาสงบศึกมีผลบังคับใช้
พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) – เอียน สมิท นายกรัฐมนตรีแห่งโรดีเซียใต้ คราวน์โคโลนีของสหราชอาณาจักร ประกาศเอกราชฝ่ายเดียว
พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) – อิบราฮิม นัสเซอร์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐมัลดีฟส์ หลังลงนามในข้อตกลงร่วมกันกับข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำศรีลังกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 เพื่อแยกหมู่เกาะมัลดีฟส์ให้ได้รับอิสระในการปกครองจากสหราช

อาณาจักร
พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) – บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ก่อตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) – พันธมิตรฝ่ายเหนือยึดเมืองมะซารีชะรีฟได้
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
โปแลนด์ – วันประกาศเอกราช (พ.ศ. 2461)
แองโกลา – วันประกาศเอกราช (พ.ศ. 2518)
http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
-หมอลักษณ์ฟันธง 5 มกรา เกิดปฎิวัติโดยประชาชน O_O!
ไทยรัฐ – ไขปริศนาอาถรรพณ์’ 11/11/2011 ประตูสวรรค์เปิด!
เป็นเรื่องที่ฮือฮาอีกครั้ง
โหรต่างประเทศออกมาระบุว่า วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 เวลา 11 นาฬิกา จะเป็นวันที่เปิดประตูสวรรค์ประตูที่ 11 และสิ่งมีชีวิต ทั้งดีและไม่ดีจากภพอื่น จะเดินทางมายังโลกมนุษย์ อาจทำให้เกิดเหตุร้ายหรือภัยพิบัติบนโลก มนุษย์อาจบาดเจ็บล้มตายทั่วโลก ทั้งโลกตะวันตกและเอเชีย

รวมถึงประเทศไทย
หมอดูชื่อดัง เจ้าของฉายาโหรจอมฟันธง ตั้งข้อสังเกตประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งเช่น ปี ค.ศ. 2000 หมอดูฝรั่งก็บอกว่าจะเกิดเรื่องร้าย โลกจะแตกเพราะ Y2K แต่ก็ไม่เกิดอะไรเลย
“แต่ขอให้ใจเย็นแต่หลังจากวันที่ 5 มกราคม 2555 ดาวพฤหัสบดีจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แปลว่าน้ำท่วมครั้งนี้ หลังจากน้ำท่วมแล้วไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็จะมีสิ่งดีๆ ขึ้นกับเมืองไทย ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว นี่คือดวงของประเทศไทย แต่ตอนนี้อยากให้นายกฯ อดทน จาก

การถูกสุนัขจิ้งจอกล้อมกันประมาณ 100 ตัวรุมกินโต๊ะ แต่หลังวันที่ 5 มกราคม ดาวพฤหัสบดีเดินหน้า แม่เสือจะกระโดดกัดคอหมาป่าสัก 10 ตัวพร้อมๆ กัน แล้วมันก็ตกใจหนีกระเจิงไป”
“ตามตำราโหราศาสตร์ไม่มีระบุเอาไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการผิดพลาดมาจาก ศปภ.บริหารประเทศได้ห่วยแตก ชักช้าอืดอาด เนื่องจากเพราะอิทธิพลของดาวพฤหัสบนท้องโคจรทับชะตาเมืองถอยหลัง ในมุมของการบริหารราชการแผ่นดิน เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันช้า และมันขาด

การบูรณาการ ไม่ทันใจประชาชน”
อย่างไรก็ดี วันที่ 5 มกราคมนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ปรับ ครม.ใหญ่ ก็โดนปฏิวัติจากประชาชนไม่ฟังคำสั่งรัฐ หรือยุให้ทหารออกมามีบทบาท เพราะความเชื่องช้าของผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแน่นอน
http://writingonparadise.blogspot.com/2011/11/5-oo.html

เมื่อวานก่อน ก็ผมระลึกถึงอดีตเล่าเรื่องต่อเนื่องชีวิตประจำวัน ก็มีจ่ายค่าหอประจำเดือน กรณีวันที่ 9 พ.ย. ถ้าโลกไม่โดนดาวเคราะห์พุ่งชนโลกเวลา บ่ายสองโมง ก็ต้อง ทำงานต่อไป(ฮา) คือ ผมนั่งแก้ไขบทหนังสั้นต่อเนื่องเรื่อยมา แต่ฝนตกตอนหัวค่ำวันที่9 ต่อมาวันที่10 กลุ่มเพื่อนใหม่

ชวนผมกับเพื่อนของเธอไปด้วย มีคนไปเยอะ เป็นกลุ่ม รวมทั้งบรยากาศงานก็คนเยอะ ที่มีคนนั่งกินเบียร์ เป็นแอลกอฮอล์ และคนถูกตำรวจจับ เพราะดื่มสุรา เขาห้ามไว้ โดยคนมีลอยโคม ต่อมาพวกผม เดินกลับช่วยดูแลคนประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ชนกัน ซึ่งเกิดเหตุไฟดับ น่าจะมี

เปอร์เซ็นต์โคมไหม้สายไฟ และรถมอเตอร์ไซด์ เจ๊ง ก็ลำบากกว่าจะกลับมาได้ แต่รวมๆ สนุกดี น่ะ
จากนั้น รุ่งเช้าวันที่ 11 ญาติก็กลับไปคุยกันต่อนิดหน่อยตามสภาพ พร้อมมอเตอร์ไซด์ไปส่งเธอ..ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดผมเล่าย่อๆ…
แล้วผมอยากเล่าเรื่องจากข้อมูลบางส่วนที่มีคนส่งมาให้ผม ทำให้ผมนีกถึงหนังเรื่องsideways..การที่เขาเป็นคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตคู่มาก่อน ทำให้เขาได้รับบทเรียนจากผู้หญิงที่เขาได้สร้างความสัมพันธ์ในช่วงเวลาสั้นๆว่า การแต่งงานนั้นมีความสำคัญแค่ไหน (คู่รัก

แต่งงานกัน แต่คู่รักไม่มีลูก) ส่วนไมล์สนั้นก็ได้ตระหนักว่าโลกอดีตที่เขายึดติดมันนั้นไม่มีจริง ชีวิตต้องดำเนินต่อไป แค่นี้มันก็ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองว่าแท้จริงแล้ว เขาควรที่จะยอมรับกับสิ่งที่เป็น พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ และเปิดใจรับมันให้ได้…และผมเล่าเรื่องผ่านการระบายความเครียดจาก

สวดมนต์,หนัง,Easy Street-Wallstreet,เพลง น่ะครับ

1.สวดมนต์…เอาอยู่ โดย : บุษกร ภู่แส
การสวดมนต์รักษาโรคยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนยุคนี้ที่มีพื้นฐานความเชื่อสวนทางกับคนสมัยก่อนแม้จะมีงานวิจัยระบุว่าการสวดมนต์ช่วยบำบัดโรคหัวใจ โรคความดัน โรคเครียด โรคซึมเศร้าและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต
พระพรพล ปสันโน พระนักปฏิบัติธรรม วัดพระราม 9 กล่าวว่า ทางพระพุทธศาสนาถึงแม้จะพูดเรื่องอานิสงส์ของการสวดมนต์ทำสมาธิว่าทำให้จิตใจแจ่มใส แต่ก็ไม่มีผลการพิสูจน์ออกมาทางวิทยาศาสตร์ว่าส่งผลต่อร่างกายและจิตใจจริง
หลายคนจึงไม่เชื่อว่าการสวดมนต์จะสามารถป้องกันและรักษาโรคได้
ดูแลหัวใจด้วยยาวิเศษ
ต่อมาได้มีนักวิจัยหลายคนได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์หนึ่งในนั้นคือดร.มาซารุ เอโมโตะ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่นำน้ำไปแช่แข็งปรากฏว่าผลึกน้ำที่ผ่านการสวดมนต์มีผลึกงดงาม เปรียบเทียบกับน้ำที่ผ่านการพูดบ่นหรือด่าจะเป็นผลึกที่ไม่สวยงาม เพราะเสียงที่เกิดจากการ

สวดมนต์นั้นแฝงด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นได้มีการทำวิจัยพบว่า เสียงจากบทสวดมนต์มีแรงสั่นสะเทือนไปเขย่าโมเลกุลของน้ำที่อยู่ในร่างกายให้เรียงตัวกันเป็นระเบียบทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกสามารถลำเลียงแก๊สออกซิเจนได้ดี
จากปกติที่เลือดเกาะกันทำให้ไม่สามารถกระจายตัวจึงลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ได้น้อย เมื่อลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆของร่างกายได้น้อยก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะเลือดลมเดินไม่ดี ร่างกายไม่สามารถทำการแลกเปลี่ยนของดีเช่นแก๊สออกซิเจนกับสารอาหารกับ

ของเสียเช่นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียจากเซลล์ได้ไม่สามารถเอาเลือดที่ใช้เลี้ยงร่างกายแล้วกลับมาฟอกที่ปอดได้ เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคหัวใจ
“คนที่มีความเครียดมาก ความดันโลหิตจะสูง หัวใจก็ทำงานหนัก เต้นแรงจากปกติคนทั่วไปหัวใจเต้น 72 ครั้งต่อนาที แต่เวลาที่โกรธจะเต้นถึง 90-100 ครั้งต่อนาทีจึงอันตรายต่อหัวใจแต่ถ้าสวดมนต์จะทำให้จิตใจสงบหัวใจจะสามารถทำงานได้ตามปกติ ”
ผลการวิจัย ระบุว่า คนที่สวดมนต์ทำสมาธิ ความดันจะลดลง อัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญสารอาหารในร่างกายลดลง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง มีผลต่อร่างกายและจิตใจ ดังนั้น การรักษาโรคทางกาย ก็รักษาได้โดยการทำใจให้

เป็นสมาธิ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ซึ่งเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง
การสวดมนต์ จึง “ไม่ใช่”เรื่องงมงายไร้สาระอีกต่อไป
พระนักบรรยายธรรมะ อธิบายต่อว่า ปกติคนไม่สบายกายจะไปตรวจที่โรงพยาบาล คนที่ไม่สบายใจจะไปวัด ส่วนคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่สบายใจไม่จะรู้ทำอย่างไร
“เมื่อทุกข์ที่ใจ ท่านทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า มีผลไปสู่ร่างกาย และจิตใจด้วย โยมเคยได้ยินไหมว่าการทำสมาธิด้วยการสวดมนต์ ทำให้ธาตุน้ำในร่างกายไหลเวียนดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะร่างกายคนเรามีสัดส่วนของน้ำประมาณ 70 % ของน้ำหนักตัว “
ในทางภาษาพระ มักจะบอกว่า ร่างกายของคนมีส่วนประกอบหลักอยู่ 4 ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดิน เช่น ผม ผิวหนัง กระดูก กล้ามเนื้อสามารถย่อยสลายได้ ธาตุน้ำในร่างกายถือเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ เลือด น้ำหล่อเลี้ยงสมอง น้ำเหลือง ส่วนธาตุลมคือลมหายใจ ธาตุ

ไฟ คือความร้อน ปกติอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาเซลเซียล แต่เวลาที่ธาตุไฟไม่ปกติร่างกายจะรู้สึกร้อน หรือบางครั้งจะรู้สึกหนาว
อนุภาพของคาถา
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เปรียบเทียบการเต้นของหัวใจก่อนสวดมนต์ กับหลังสวดมนต์ ผลปรากฏว่า หลังสวดมนต์หัวใจเต้นช้าลงและสม่ำเสมอไม่ใช่แค่การเต้นของหัวใจเท่านั้นคลื่นสมองก็เช่นเดียวกัน
“เวลาที่เราคิดมันมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นในสมอง วิ่งไปวิ่งมา ยิ่งคิดมากยิ่งมีกระแสไฟฟ้ามากยิ่งต้อง การเลือดไปเลี้ยงสมองมาก หัวใจยิ่งทำงานหนักเพราะ หัวใจต้องส่งเลือดขึ้นไปเลี้ยงที่สมองมาก แต่พอได้สวดมนต์ทำสมาธิความสับสนความวุ่นวายในสมองมันลดลง หัวใจจึงส่งเลือดไป

เลี้ยงสมองน้อยลง ”
ภาพรวมคือผลที่ได้รับจากการสวดมนต์ ทำสมาธิ คือทำให้จิตใจและสมองที่เคยสับสนวุ่นวายสงบเพราะ ร่างกายกับจิตใจนั้น “เชื่อมโยง” ถึงกันและกัน ไม่ใช่ในคนอย่างเดียวเท่านั้นสัตว์ก็เช่นเดียวกัน
พระพรพล ยกตัวอย่าง กบในช่วงหน้าแล้งจะจำศีล เหมือนคนที่หลับลึกจะไม่กินอาหาร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า เวลากบจำศีลจะมีสารเคมีชนิดหนึ่งหลั่งออกมาทำให้อยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหาร เรียกว่าเป็น “สารสุข” เวลาจิตเข้าถึงตรงนั้นจิตจะอิ่มโดยที่ไม่ต้องการอาหารจากภายนอเพราะ

ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวจึงไม่ต้องการเผาผลาญสารอาหารเหมือนช่วงปกติ
“หากทำใจให้สงบได้ความหิวจะลดลงหัวใจทำงานลดลง เผาผลาญพลังงานลดลง เมื่อทุกอย่างทำงานลดลงความเสื่อมมันน้อยลง ทำให้ธาตุทั้ง 4 เกิดความสมดุล คนเราต่อให้กายสบาย แต่ถ้าใจเป็นทุกข์อยู่ โยมไม่มีวันจะมีความสุข บางคนเป็นเศรษฐีพันล้านมีทุกอย่างครบ แต่ทำไมจึงมี

ความทุกข์ เพราะว่าใจยังทุกข์อยู่ คนรวยก็ป่วยได้ เครียด เป็นโรคหัวใจได้ สิ่งที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น คือธรรมะ “
เพียงแค่เริ่มต้นจากการทำจิตใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ ทำสมาธิจะทำให้ร่างกายและจิตใจมีความสุข ดังเช่นที่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ความสุขใดยิ่งความสงบนั้นไม่มี
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life…/สวดมนต์…เอาอยู่.html

2.Easy Street is a 1917 short comedy film by Charlie Chaplin.(ชาลี แชปลิน ดารา นักแสดงตลกระดับโลก ผู้เกิดมาในครอบครัวบ้านแตกแยกทาง) เนื่องจากผมกลับบ้านไปเปิดหนังสือ ที่ผมซื้อหนังสือร้านมือสอง เก็บไว้เกี่ยวกับ Short history of film ซึ่งมีอธิบายหนัง

เรื่องEasy Street…
In the film, the police are failing to maintain law and order and so it is Chaplin, as the Little Tramp character, who steps forward (rather reluctantly) to rid the street of bullies, help the poor, save women from madmen

and generally keep the peace.(ผมหาตัวอย่างอธิบายภาษาไทยไม่ได้ และผมไม่มีเวลาเขียนอธิบายภาษาอังกฤษ)
ต ย ชาลี แชปลิน Easy Street ไผซิเก่งปาน By O sarakham(พากทย์ภาษาอีสาน) และผมให้คุณ ลองค้นหาความหมายของคำว่า Easy Street จากพจนานุกรมภาษาอังกฤษ แปลว่าอะไร?…
(เฉลย:SL. สถานที่สมมุติสำหรับคนมั่งคั่ง / สุขสบายในชีวิต)

3.จากEasy Street-Wallstreet
เมื่อผมไม่มีเวลาอะไร สำหรับอธิบายยาวๆ ก็ระลึกถึงเห็นประเด็นว่า คนกทม.เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานจำนวนมาก แล้วคนเชียงใหม่ ก็มีคนอพยพเข้ามาทำงานมาก และการนิยามว่า คนจังหวัดไหน เป็นตัวชี้วัด ก็น่าสนใจจากการแสดงความคิดเห็นหนึ่งของกานดา นาคน้อย แม้ผมจะ

ไม่เห็นด้วยกับอ.กานดา เป็นอาจารย์ สอนเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทส ที่มีความคิดเห็น ประเด็น ปวศ.ทฤษฎี วิเคราะห์เรื่องเศรษฐศาสตร์ และทหารอันน่าสนใจมาก แต่ล่าสุดผมไม่เห็นด้วยการแสดงความเห็นในด้านเศรษฐศาสตร์-รัฐสวัสดิการ(การคอมเม้นท์”หม่อมปลื้ม” เทียบขบวนการ

“Occupy Wall St.” ที่สหรัฐฯ คือ “พันธมิตรฯ” บ้านเรา กานดาไม่เห็นด้วยประเด็นOccupy Wallstreet” เหมือนพันธมิตร จนมาถึงรัฐสวัสดิการ..1. สหรัฐฯเก็บภาษีจากกำไรหุ้นนะคะ อัตราภาษีกำไรหุ้นอยู่ระหว่าง 5%-35% แล้วแต่รายได้ด้านอื่นด้วย ส่วนกรณีไทย ดิฉันก็ว่าเก็บ

ภาษีหุ้นมั่งก็ดีค่ะ จะได้เก็งกำไรระยะสั้นน้อยลง อเมริกาเก็บภาษีหุ้นก็ไม่ได้ทำให้คนเลิกเล่นหุ้นกัน 2. โลกตะวันตกมีปัญหาเพราะให้ความสำคัญกับภาคการเงินและอำนาจทหารค่ะ ไม่ใช่แค่ภาคการเงิน จอร์จ บุชพาประเทศไปพังเพราะสงครามอิรักและลดภาษีให้คนรวย ขึ้นภาษีหุ้นก็ช่วย

ได้บ้าง แต่จะแก้ได้จริงๆก็ต่อเมื่อนำกฎหมาย Glass–Steagall Act กลับมาใช้เพื่อลดขนาดธนาคารและแยกวาณิชธนกิจออกจากธนาคารพาณิชย์ และต้องลดงบประมาณกลาโหมด้วย ถ้าจะขึ้นภาษีเงินได้คนรวยก็ช่วยได้บ้าง แต่คนรวยก็หนีภาษีโดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเอาเงินไปฝาก

แบงค์สวิสบ้าง เกาะเล็กเกาะน้อยที่เป็น offshore banking centers บ้าง ขึ้นภาษีแล้วสรรพากรก็ต้องตามไปเก็บภาษีจริงจัง เดี๋ยวนี้สรรพากรสหรัฐฯก็จริงจังมากขึ้น เดี๋ยวนี้มีคดีหนีภาษีใหญ่ๆมากขึ้น 3. ส่วนประเด็นเปรียบกับพันธมิตรและนปช. เห็นด้วยกะคุณ thepostman ว่ากลุ่ม

Occupy ไม่ pretentious เหมือนกลุ่มพันธมิตรที่มีกลุ่มทุนสนับสนุน ตัวหัวโจกของพันธมิตรก็เป็นนายทุน ที่ไม่เห็นด้วยกะหม่อมปลื้มอีกอย่างก็ตรงเปรียบนปช.กะ Tea Party ดิฉันคิดว่านปช.มีความเป็นภาคประชาชนมากกว่า Tea Party มากนะคะ กลุ่ม Tea Party ใช้ลัทธิ

ชาตินิยมมาขับเคลื่อนมวลชนโดยการย้อนหลังไปถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากอังกฤษ พยายามเตือนประชาชนให้นึกถึง Founding Fathers หรือกลุ่มปัญญาชนชายที่ร่วมกันก่อตั้งประเทศและนิยาม”ความเป็นอเมริกัน” ตรงนี้ทำให้กลุ่ม Tea Party คล้ายกะพันธมิตรมา

กกว่านปช. อีกนะคะ
…(หัวข้อ4 หายไป) เป็นข้อ5. กลุ่ม Occupy ไม่มีแรงสนับสนุนจากปัญญาชนเท่าสมัยนักศึกษาอเมริกันประท้วงสงครามเวียดนามจนยกเลิกระบบทหารเกณฑ์ เขาไม่่ใช่คน 99% ดิฉันจึงไม่คิดว่าเขามีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองจริงๆ อย่าลืมว่าสหรัฐฯมีระบบประกันตกงานและสวัสดิการ

คนจนนะคะ แม้จะไม่ได้ให้มากเท่าในยุโรปซึ่งตอนนี้เริ่มตัดสวัสดิการเพราะงบประมาณไม่พอ ดิฉันคิดว่ากลุ่ม Occupy ต้องการรัฐสวัสดิการแบบยุโรป เขาเลยได้ใจคนยุโรปที่หวงสวัสดิการและโกรธที่รัฐตัดงบสวัสดิการ ก็เลยเกิดเครือข่ายนานาชาติขึ้นมา แต่ยังมองไม่เห็นว่าจะเกิด”

ขบวนการข้ามชาติ”ที่มีกลไกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างได้ยังไง จะพากันล้มรัฐบาลทีมาจากระบวนการเลือกตั้งทั่วโลกหรือ? ดิฉันคิดว่ารัฐสวัสดิการมีประโยชน์ แต่อย่าให้สวัสดิการมากเกินจนทำลายแรงจูงใจ สวัสดิการดีตรงทีทำให้ชาติกำเนิดมีผลกระทบต่อโอกาสทาง

เศรษฐกิจน้อยกว่าไม่มีสวัสดิการ แต่ให้มากไปก็ทำให้คนขี้เกียจค่ะ ดิฉํนมีเืพื่อนคนยุโรปหลายคนที่พี่น้องขี้เกียจแม้กระทั่งจะหางานทำ เนื่องจากอยู่เฉยๆก็มีอพาทเมนต์ให้อยู่มีสวัสดิการคนตกงานจากรัฐบาล สหรัฐฯก็มีสวัสดิการตกงานนะคะ ไม่ใช่ว่าไม่มีแต่ให้น้อยกว่าที่ยุโรป หลังวิกฤต

เศรษฐกิจประกันตกเงินให้ยาวถึง 99 เดือน หลายคนที่ไปประท้วงกะกลุ่ม Occupy อาจจะตกงานก่อนวิกฤตแล้วไม่ได้ประกันตกงานนานขนาดนี้ก็ได้ค่ะ

ไม่ได้หมายความว่าคนจนจนเพราะขี้เกียจนะคะ แต่ดิฉันหมายความว่าทั้งคนรวยทั้งคนจนก็ขี้เกียจได้ถ้าได้สวัสดิการสบายเกินไป พี่น้องพ่อแม่เดียวกันยังขยันต่างกันเลยค่ะ เพื่อนคนยุโรปหลายคนยังบอกว่าเซ็งพี่้น้องตัวเองว่าวันๆงอมืองอเท้ารอรับเงินสวัสดิการไม่ยอมหางานทำ ใครเบื่อ

จ่ายภาษีเลี้ยงคนพวกนี้ก็หนีไปอยู่อังกฤษบ้างมาอยู่สหรัฐฯบ้าง คนอเมริกันที่เคยรวยก็จนได้นะคะถ้าขี้เกียจ บางคนพ่อแม่แบ่งมรดกให้ก่อนตายแล้วใช้เงินไม่เป็นก็จนได้ค่ะ (http://prachatai.com/journal/2011/10/37541) โดยรายละเอียด ก็ผมไม่ต่อยอดคุยมาก เพราะการถกเถียง

ขบวนการOccupy Wall Street คงมีการวิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นกันต่อไป

สรุปประเด็นของผมสงสัยตั้งคำถาม ว่าคนเราขี้เกียจ เพราะรัฐสวัสดิการ ไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ จริงหรือไม่ อย่างไร…แต่ประเด็นการถกเถียงกับนักวิชาการแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ต่างๆ ก็ยาวเช่น อีริค ฮอบบอร์ม กล่าวในแง่รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นในยุโรป

ทำให้ไม่เกิดกระแสปฏิวัติ คือ เรากล่าวง่ายๆ ว่าความขัดแย้งกับระบบทุนนิยมลดลง จนไม่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนเป็นสังคมนิยม..หรือเราจะอธิบายแบบนักสังคมวิทยาคลาสิค…เช่น เวเบอร์ อธิบายการเกิดทุนนิยม เพราะจริยธรรมโปรแตสแตนท์ให้มุ่งหากำไร..หรือจริยธรรมคริสต์ ในเรื่อง

บาป7 ประการ คือ ความขี้เกียจ.(จริงๆ ในเรื่องเวเบอร์กับบาป 7 ประการ ผมเคยเขียนบันทึกไว้แล้ว ดังนั้น เล่าย่อๆซ้ำน่ะครับ).

ทว่าผมไม่มีเวลาเขียนยาวๆ แม้ผมจะเคยเรียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมานิดๆ และเข้ารับการอบรมเรื่องsocial security ในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีชาวต่างชาติมาร่วม ในแต่ละประเทศ ก็เราประเทศไทย ยังไม่ก้าวไปถึงรัฐสวัสดิการ เป็นประชานิยม กับการประกันสังคม-ความมั่น

คงทางสังคมก็ยังไม่แน่นมาก ซึ่งเราข้ามมาประเด็นการข้ามพ้นการต่อสู้ยึดพื้นที่ความเป็นท้องถิ่น ชาติ สู่สากลได้นานแค่ไหน และประเด็นน่าสนใจย้อนกลับไปที่ท้องถิ่น คือ คำถามว่าคนจังหวัีดไหนเขาวัดกันที่ residency ไม่ได้วัดที่จังหวัดเกิดไม่ใช่หรือคะ หรือว่าคนไทยปัจจุบันยังยึด

ติดเรื่อง”ชาติกำเนิด”กันว่าเกิดที่จังหวัดไหนก็เป็นคนจังหวัดนั้นจนกลับชาิิติไปเกิดที่จังหวัดอื่น? ถ้าไม่ได้เกิดกทม.แต่อาศัยอยู่ทีกทม.ก็ยังถือว่าเป็นคนต่างจังหวัดหรือคะ? ตามมาตรฐานสากล ต่อให้ไม่มีบ้านอยู่กทม.แต่เช่าบ้านอยู่กทม.ก็ถือเป็นกทม.นะ

คะ(prachatai.com/journal/2011/11/37700)

ซึ่งผมคิดถึงการขนของ เคลื่อนย้ายที่อยู่ กับการตัดสินใจไม่ได้ในแง่การอพยพ ก็คิดถึงผู้อพยพหนีภัยน้ำท่วมๆ ต่างๆ เพราะผมเป็นคนต่างจังหวัด การอยู่หอทำให้ผมไม่มีที่อยู่ชัดเจน กรณีหอจะทุบสร้างใหม่ ก็เป็นประเด็นการอพยพโยกย้ายขนของในห้องต่างๆ
…การอพยพโยกย้ายพัฒนาการของคน ด้านขนส่งการเดินทางจากรถ เรือ มาเป็นเครื่องบิน มันเป็นยุคสมัยโลกาภิวัตน์ การอพยพของคนไทย และผมนึกถึงเรื่องคนรุ่นใหม่ของโปรตุเกส อพยพไปบราซิล เพราะว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งคนรุ่นใหม่ของอดีตเจ้าอาณานิคม โปรตุเกส กลับเปลี่ยนไป

ตกต่ำได้ สะท้อนชีวิตการอพยพโยกย้ายสิ่งของการเดินทางข้ามพรมแดน เที่ยวบินของสายการบินต้องรองรับให้กับผู้เดินทางข้ามประเทศไป-กลับบ้านมาตุภูมิในโปรตุเกสด้วย
นี่แหละโลกาภิวัตน์อาจจะซึมลึกในระบบทุนนิยม มากกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมแก่แล้ว รวบรวมสมาธินั่งเขียนเรื่องมาเก๊า ส่วนคุณจะเลือกระหว่าง “หัวค่ำ” สวดมนต์ก่อนนอน หรือ แบบผมมาปิดท้ายด้วยเพลงของColdplay – Paradise
ถ้าผมมีแง่ดีด้วย คือ เรามาคิดไข 11/11/2011 ประตูสวรรค์เปิดทางเลือกของชีวิต!
Coldplay – Paradise
When she was just a girl
She expected the world
But it flew away from her reach so
She ran away in her sleep
and dreamed of
Para-para-paradise, Para-para-paradise, Para-para-paradise
Every time she closed her eyes
When she was just a girl
She expected the world
But it flew away from her reach
and the bullets catch in her teeth
Life goes on, it gets so heavy
The wheel breaks the butterfly
Every tear a waterfall
In the night the stormy night she’ll close her eyes
In the night the stormy night away she’d fly
and dreams of
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Oh oh oh oh oh oh-oh-oh
She’d dream of
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Oh oh oh oh oh oh-oh-oh-oh
lalalalalalalalalalala
And so lying underneath those stormy skies
She’d say, “oh, ohohohoh I know the sun must set to rise”
This could be
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Para-para-paradise
Oh oh oh oh oh oh-oh-oh
This could be
Para-para-paradise
Para-para-paradise
This could be
Para-para-paradise
Oh oh oh oh oh oh-oh-oh-oh

วันที่13 พฤศจิกายน
13 พฤศจิกายน ในอดิต…
พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) – รพินทรนาถ ฐากูร กวีชาวอินเดีย ได้รับการประกาศให้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในฐานะเป็นผู้ประพันธ์และแปลหนังสือรวมบทกวี “คีตาญชลี” เป็นภาษาอังกฤษ นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) – เว็บเพจแรก ถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกในโลก
http://th.wikipedia.org/wiki/13_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

เมื่อวันยี่เป็งผ่านไป ระลึกถึงอดีตปีที่แล้ว และปีนี้ที่ผ่านไป คืนวันที่ 11 พ.ย.นั่งหน้าคอมฯ บิ้วอารมณ์เขียนคอลัมภ์มาเก๊า จนใกล้เมาขี้ตา จะหลับแล้ว คอมพิวเตอร์ มีอาการกระตุกๆ ตอนกลางคืนออกไปข้างนอก ยังรู้สึกหนาวสั่นๆ ตอนนี้จะลองเปลี่ยนบรรยากาศอาบน้ำ ตอนแรกจะไม่อาบ พอ

ออกไปข้างนอก รู้สึกตื่นขึ้นมาหน่อย อาจจะอาบน้ำอุ่น แล้วดีขึ้นมีสมาธิ ประตูสวรรค์เปิดให้นั่งทำงานได้ และถ้าขอแบบที่เขาว่ากันว่า ก๋วยเตี๋ยวที่สยามพารากอน ชามละ 500 บาทอยากลองสักชาม แก้หนาวสั่นๆๆๆ ในจินตนาการ555ส่วนThe Birth of Tragedy เมื่อโศกนาฏกรรม หรือ

Tragedy ในคำถามถึงรากศัพท์ที่มาของคำว่าTragedy กับการนิยาม ก็ขอเล่าย้อนซ้ำอีกครั้ง อิทธิพลของไดโอนิซุส เทพเจ้าไวน์,การละคร และความอุดมสมบูรณ์ของเมล็ดพันธุ์ทางธรรมชาติชองกสิกรรม อาจจะนึกถึงหนังSide ways เกี่ยวกับไวน์ น่ะครับ
The Birth of Tragedy
……..
If we now add the most important phenomenon of the entire ancient lyric, the union, universally acknowledged as natural, between the lyricist and the musician, in fact, their common identity—in comparison with which
our recent lyrics look like the image of a god without a head—then we can, on the basis of the aesthetic metaphysics we established earlier, now account for the lyric poet in the following manner. He has, first of all, as
a Dionysian artist, become entirely unified with the primordial oneness, with its pain and contradiction, and produces the reflection of this primordial oneness as music, if music can with justice be called a re-working of
the world and its second casting. But now this music becomes perceptible to him once again, as in a metaphorical dream image, under the influence of Apollonian dreaming.
……..http://records.viu.ca/~johnstoi/nietzsche/tragedy_all.htm#t1
จากการนิยามคำว่าtragedy. tragedy (แทรจ’จิดี) n. ละครโศก, บทประพันธ์โศก, เรื่องโศก, ภัยพิบัติ. หรือTragedy (Ancient Greek: ????????, trag?idia, “the-goat-song”[1]) is a form of art based on human suffering that offers its audience

pleasure.(the goat song แปลว่า แพะ.คนชั่ว,คนรับบาป..)
ส่วนอริสโตเติล :Aristotle attempts to provide a scholastic definition of what tragedy is:
Tragedy is, then, an enactment of a deed that is important and complete, and of [a certain] magnitude, by means of language enriched [with ornaments], each used separately in the different parts [of the play]: it is

enacted, not [merely] recited, and through pity and fear it effects relief (catharsis) to such [and similar] emotions. Poetics, VI 1449b 2-3[11]

There is some dissent to the dithyrambic origins of tragedy, mostly based on the differences between the shapes of their choruses and styles of dancing. A common descent from pre-Hellenic fertility and burial rites

has been suggested. Nietzsche discussed the origins of Greek tragedy in his early book, The Birth of Tragedy (1872). จนกระทั่งนิทเช่ ก้อมีคนนำมาแสดงถึงการนิยามจุดกำเนิดของโศกนาฎกรรมกรีก..
http://en.wikipedia.org/wiki/Tragedy

ทำไม ผมตั้งหัวข้อว่าsymphony,sympathy เพราะผมอยากเล่าเรื่องดนตรีต่อ ในแง่สุนทรียศาสตร์-อารมณ์ความรู้สึก แม้มันจะไม่ใช่ซิมโฟนี(symphony เพลงสำหรับดนตรีวงใหญ่)โดยตรง แต่มันเป็นความคล้องจองไพเราะ และผมต้องการสะท้อนความเห็นอกเห็น

ใจ(sympathy) ต่อดนตรี-ชีวิต ก็มันเป็นเรื่องราวหลายอย่าง ก็มีเพื่อนผมส่งข้อมูลต่างๆ มาให้หลายเรื่องราว ก็ลองดูแต่ละเรื่องไป น่ะครับ

1.sanook และระลึกถึงวันเว็บเพจแรก ถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกในโลก ..เพื่อนผมบอกว่า ชีวิตคนไทยที่ประสบความสำเร็จ ทำเว็บน่าสนใจ กรณีเจ้าของสนุกดอตคอม (Sanook.com) เป็นเว็บท่าที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ

เว็บไซต์สนุกก่อตั้งโดย ปรเมศวร์ มินศิริ เมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มจากการเป็นงานอดิเรกและพัฒนาสู่เว็บท่าในที่สุด เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 บริษัท เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ MIH บริษัทโทรคมนาคมจากประเทศแอฟริกาใต้ ได้เข้าซื้อกิจการสนุก ถือเป็นการ

ซื้อกิจการเว็บไซต์ครั้งแรกของประเทศไทยในราคาที่ไม่เปิดเผย แต่จากการประมาณมูลค่า ณ ขณะนั้นคือประมาณ 10 ล้านบาทปัจจุบัน สนุกดอดคอม เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด หรือก่อนหน้านี้ในชื่อบริษัท เอ็มเว็บ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การบริหารของนายต่อบุญ

พ่วงมหา สนุกดอตคอม มีบริการที่ครอบคลุมเนื้อหา สาระ และ บริการที่ครบถ้วนสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บริการ ค้นหา สารบัญเว็บไทย คลาสิฟายด์ ประมูล ข่าวสาร บันเทิง วิดีโอ เพลง บล็อก คิวคิว
อับดับความนิยม
อันดับ 1 โดย Truehits.net (23 ต.ค. 2549) [1]
อันดับ 4 ของเว็บที่เข้าใช้โดยผู้ใช้ชาวไทย จัดอันดับโดย Alexa (13 ต.ค. 2551) [2] (อันดับ 1 ถึง 3 คือ กูเกิลประเทศไทย, Hi5 และ Windows Live ตามลำดับ)
อ้างอิง
^ Truehits.net, จัดอันดับเว็บ เรียกดูข้อมูล 23 ต.ค. 2549
^ Alexa, Top Sites Thailand เรียกดูข้อมูล 13 ต.ค. 2551
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1

2.หนังเรื่องAnger Management สูตรเด็ดเพชรฆาตความเครียด
หลังจากเกิดเหตุเข้าใจผิด จนทำให้เกิดเหตุวุ่นวายบนเครื่องบิน เดฟ บัซนิก (อดัม แซนด์เลอร์) ชายหนุ่มผู้มีนิสัยอ่อนโยน ได้รับคำสั่งจาก ผู้พิพากษาแดเนียลส์ (ลินน์ ธิ๊กเพน) ให้เข้ารับ การบำบัดเพื่อควบคุมอารมณ์โกรธ ซึ่งอยู่ในความดูแลของ ด็อกเตอร์บั๊ดดี้ ไรเดลล์ (แจ็ค นิโคลสัน) ซึ่งเป็น

กลุ่มบำบัดที่เต็มไปด้วยชายและหญิง ที่มีนิสัยประหลาด และมีอารมณ์ที่ผันแปรง่าย วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนใครของบั๊ดดี้ มีความแปลกพอกัน จนเดฟต้องหัวหมุนไปกับมัน
แต่แล้วหลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกครั้ง ผู้พิพากษาแดเนียลส์ออกคำสั่งให้เดฟ เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็ต้องติดคุก ดังนั้น บั๊ดดี้จึงย้ายไปอยู่กับเดฟ เพื่อช่วยให้เขาต่อสู้กับปีศาจที่อยู่ภายใน ตัวบั๊ดดี้เองไม่มีความชั่วร้ายซ่อนอยู่ เพราะทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจะปลดปล่อยมันออกมา

และนั่นก็รวมถึง การแสดงความเห็นอย่างร้ายกาจเกี่ยวกับ ลินดา (มาริสา โทเม่) แฟนสาวของเดฟ และกระตุ้นให้เดฟ ต้องเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งจากอดีตหรือปัจจุบัน หรืออนาคตของเขา
แต่ในที่สุด ดูเหมือนบั๊ดดี้จะใช้วิธีที่บ้ามากขึ้น และเดฟต้องตัดสินใจว่า จะคลานกลับเข้าไปหลบซ่อนตัว อยู่ภายในเกราะที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง หรือจะหยัดยืนเพื่อตัวเองอีกครั้ง ว่าแต่การรักษาที่สุดร้ายกาจ และไม่เหมือนใครของบั๊ดดี้ เป็นเพียงขั้นตอนการรักษาของหมอจริงหรือ ?
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/angermanagement/anger.html

3.ทำเนียบขาวยืนยันไม่เคยติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวSubmitted by terminus on Tue, 08/11/2011 – 16:52in Extraterrestial Life Space Exploration USA
ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องวางโครงเรื่องให้คนดูเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาแอบติดต่อหรือศึกษาวิจัยมนุษย์ต่างดาวอย่างลับๆ และก็มีหลายคนทั้งชาวอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ เชื่ออย่างจริงจังด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐสมคบคิดกันลักลอบทำอะไรสักอย่างจากสายตาชาวโลก
เมื่อเดือนกันยายน ได้มีคนส่งคำร้องเรียน (petition) เข้าไปในหน้าเว็บโครงการ “We the People” เรียกร้องให้รัฐบาลและประธานาธิบดี บารัค โอบามา เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวทั้งหมด คำร้องนี้ไม่ได้มีแค่ฉบับเดียว แต่มีถึงสองฉบับติดๆ กัน
ฉบับแรกเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเปิดเผยข้อมูลการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวและเปิดการไต่สวนผู้รู้เห็นทั้งหมดให้สาธารณะได้รับรู้ คนเขียนคำร้องนี้เชื่อว่ามีผู้รู้เห็นกับการกระทำของรัฐบาล แต่ถูกบังคับให้สาบานว่าจะไม่แพร่งพรายความลับ
ฉบับที่สองเรียกร้องให้ประธานาธิบดีออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่ามนุษยชาติได้แอบมีการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และให้รัฐบาล, หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, และกองทัพเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็น public domain (หมายความว่าทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปอ่านและเผยแพร่ได้อย่าง

อิสระ)โครงการ We the People มาจากความคิดริเริ่มของรัฐบาลโอบามาที่เปิดโอกาสให้พลเมืองชาวอเมริกาแสดงความต้องการหรือร้องทุกข์ต่อรัฐบาลผ่านทางเว็บไซต์ WhiteHouse.gov ได้โดยตรง ถ้าคำร้องอันไหนมีผู้เข้ามาลงชื่อร่วมมากพอ ซึ่งตอนนี้ขั้นต่ำตั้งไว้อยู่ที่

25,000 คน ทำเนียบขาวก็จะพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการแก้ปัญหาตามคำร้องนั้นทันที
แต่กรณีของคำร้องเรื่องมนุษย์ต่างดาวนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกตอบสนองทันทีที่มีผู้เข้าร่วมลงชื่อรวมทั้งสองฉบับถึง 17,000 คน ในวันที่ 4 พฤศจิกายน Phil Larson เจ้าหน้าที่สำนักนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำทำเนียบขาว ได้ตอบรับคำร้องอย่างเป็นทางการด้วยการ

ปฏิเสธว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยติดต่อกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกแต่อย่างใด เอาแค่หลักฐานว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่น รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ข้อกล่าวหาที่บอกว่ารัฐบาลแอบปกปิดข้อมูลจากสายตาสาธารณชนเป็นเรื่องที่ไม่มีมูล
แต่ Phil Larson ก็ย้ำว่าสหรัฐอเมริกาไม่เคยหยุดสำรวจค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในจักรวาล เขายกตัวอย่างโครงการต่างๆ เช่น SETI ที่คอยรับสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตผู้ทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก, กล้องโทรทรรศน์ Kepler ของ NASA ที่ส่องค้นหาดาวเคราะห์ที่ตั้งอยู่

ใน Goldilocks zone ซึ่งเชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้, และหุ่นสำรวจดาวอังคาร Curiosity ที่กำลังจะขึ้นไปเก็บตัวอย่างบนดาวอังคารเพื่อดูว่าสิ่งแวดล้อมของดาวอังคารรองรับหรือเคยรองรับสิ่งมีชีวิตได้หรือไม่ เป็นต้น Phil Larson ยังบอกต่ออีกว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมี

สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นท่ามกลางอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่โอกาสที่มนุษย์โลกจะได้ติดต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ทรงภูมิปัญญานั้นมีน้อยมากด้วยเหตุผลของระยะทางที่แสนห่างไกล จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมาเยี่ยมเยียน

ดาวเคราะห์โลกของเรา
อย่างไรก็ตาม Paradigm Research Group ผู้ยื่นคำร้องฉบับที่สอง แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ยอมรับคำตอบของ Phil Larson แถมยังถากถางอีกว่าการตอบรับของทำเนียบขาวครั้งนี้เป็นแค่ตัวหนังสือที่เขียนโดยเจ้าหน้าที่ระดับล่าง
As expected it was written by a low level staffer from the Office of Science and Technology Policy – research assistant Phil Larson. The response was unacceptable.
Paradigm Research Group ยืนยันชัดเจนว่า ทางกลุ่มจะเรียกร้องต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะออกมาเปิดเผยความจริง คำร้องนี้จะต้องถูกผลักดันให้เป็นประเด็นใจกลางตามวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมซึ่งรัฐบาลโอบามาเองเป็นผู้สนับสนุน
ที่มา – Universe Today, SPACE.com …………http://jusci.net/node/2178

…คั่นด้วยเพลงสักหน่อย เหมาะกับเรื่องมนุษย์ต่างดาว คือ เพลงยานแม่ เหมือนเป็นพวกมนุษย์ต่างดาวในดิสโก้เธค…DJ suharit—ยานแม่ feat. Ant(ไม่มีเนื้อเพลงเหมือนเดิม)เพลงดู แปลกฮาๆ ด้วย555

4.วันที่10 พฤศจิกายน ในอดีต พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)– เกิดเหตุการณ์”มิลเลอร์ นาคช์”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวขึ้น โดยทหารนาซี และทฤษฎีที่ว่าฮิตเลอร์ไม่ได้สิ้นชีพคาหลุมหลบภัยในเบอร์ลิน ที่ถูกกล่าวขานกันมานานก็กลับมากระฉ่อนอีกหน และที่มีการพูดกันมากก็คือ ฮิตเลอร์น่าจะหนี

ไปอยู่อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่เหล่าคนสนิทของท่านหนวดจิ๋มหลายคนหนีไปพำนักอยู่ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจอร์ราด วิลเลียมส์ (Gerrard Williams) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ และไซมอน ดันสแตน (Simon Dunstan) คู่หูนักเขียนก็ประกาศเปิดตัวหนังสือที่เขียนร่วมกัน

คือ Gray Wolf : The Escape Of Adolf Hitler ที่ระบุว่า การตายของฮิตเลอร์และอีวา เป็นเพียงการจัดฉาก แต่ เรื่องจริง (ตามที่นักเขียนทั้งสองกล่าวอ้าง) คือ ฮิตเลอร์และแม่ยอดชู้สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีไปได้ และไปพำนักอยู่ที่อาร์เจนตินาอย่างเงียบๆ แต่ก็แวดล้อมด้วย

พลพรรคนาซีที่หนีตามกันมาหลายคน โดยฮิตเลอร์และภรรยามีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ก่อนที่ฮิตเลอร์จะแก่ตายในปี ค.ศ.1961 ขณะเป็นคุณตาวัย 73 (ไทยรัฐ – ซันเดย์ สเปเชียลhttp://www.thairath.co.th/column/life/sundayspecial/214489

และhttp://writingonparadise.blogspot.com/2011/11/gerrard-williams-simon-dunstan-gray.html )

มันเป็นเรื่องสังคมทางวิทยาศาสตร์ ที่เราต้องพิสูจน์ได้ ในน้ำท่วมครั้งนี้ ก็มีตั้งแต่เรื่องท็อปบูทของทหาร ลุยน้ำ-รองเท้าบู้ท ราคา 6000-14,000บาท ลุยน้ำ และโลกในสังคมทุนนิยม แม้กระทั่งสิ่งบางอย่างยังเข้ามาอยู่ในโลกของศาสนา พระสงฆ์ เณร ยังไม่อาจปฏิเสธ ใช้เงินได้ และ

ตอนผม บวชเณร มีการทำโทษหมู่ มีคนทำผิดคนหนึ่ง แต่พระคุมเณร ใช้หลักการลงโทษ ปลาเน่าหนึ่งตัวเน่าทั้งเข่ง ให้เอานิ้วจิ้มโถส้วม แล้วมาดูดปาก แต่ผมเป็นคนดีไม่ฉลาดแกมโกง คือ นิ้วที่จิ้ม ก้อนิ้วที่ดูด แทนที่จะเอาอีกนิ้วดูด!!
ซึ่งผมเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ก็เพื่ออจะบอกว่า พ่อรวยสอนลูก เป็นหนังสือที่ดี สอนให้คนเราใช้ความคิด ฉลาด ในโลกทุนนิยม ก็แง่มุมนึงของความจริงต่อโลกทุนนิยม ที่เราอยู่ภายใต้คนเชื้อสายยิว เป็นคนรวย แบบคารล มารกซ์ และเราคาดว่าคนจีนน่าจะเป็นอีกเชื้อชาติหนึ่งที่รวย

เหมือนยิว น่ะ แต่พ่อรวยสอนลูกของไทย คืออะไร? หรือพ่อรวยของไทยสอนลูกให้จน สำหรับเราลองนึกดู หรือ หนังสือRich Dad Poor Dad ฉบับภาษาไทย คือ พ่อรวยสอนลูก พ่อรวยสอนอะไรที่พ่อจนไม่เคยสอน ครับ

ส่วนผมคิดว่าบทความดี คือเศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก : จากหนองงูเห่าสู่ที่ราบสูง http://prachatai.com/journal/2011/11/37730ในเรื่องกองทัพ-หนองงูเห่ากลายเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ-ระบบทหารเกณฑ์) แล้วมันถึงมีประเด็นการก่อการร้ายต่อต้านโลกาภิวัตน์-ทุนนิยม และ

บางคน ก็บอกว่าภาคใต้ไม่ใช่การก่อการร้ายแบบนั้น แต่ถ้าเสริจ์ดูก็จะเจอบทความแนวนี้ เช่น โลกาภิวัตน์ ทุนนิยม และการก่อการร้าย กับ สังคมไทยมลายูมุสลิม(http://prachatai.com/journal/2008/07/17289), ก่อการร้าย – การก่อการร้าย – ทอทหารจาก

เว็บwww.tortaharn.net(เว็บทอทหาร)ก็ว่ากันไป ครับ

5.”ราตรีสวัสดิ์” เป็นเพลงของฟักกลิ้งฮีโร่ ที่ได้ ธีร์ ไชยเดช ร่วมร้อง เนื้อหากล่าวถึงทหารที่ทำหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อต่อต้านผู้ก่อความไม่สงบ โดยเล่าเสมือนนิทานเรื่องหนึ่ง นับเป็นซิงเกิลเพลงแรกของฟักกลิ้งฮีโร่ ซึ่งจะเผยแพร่โดยการดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตและริ

งโทนเท่านั้น
เพลงนี้[ฟักกลิ้งฮีโร่ ได้เขียนเพลงทุกอย่างมาก่อน โดยแต่งเข้าจังหวะกับเพลงของคานเย่ เวสต์ แต่เมื่อแต่งแล้วรู้สึกว่าท่อนฮุคไม่ดี จึงได้ “แสตมป์” อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข มาช่วยเหลือ เมื่อมีการเผยแพร่เพลงนี้เป็นครั้งแรก ได้มีการจัดทำมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ลงในเว็บไซต์ยูทูบ โดยเป็นการ

รวบรวมภาพความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเพลงได้รับความนิยมและมีหน่วยงานราชการให้ความสนใจมากขึ้น จึงได้มีการจัดทำมิวสิกวิดีโออย่างเป็นทางการ โดยแมทชิ่ง เอ็นเตอร์เทนเมนท์ กำกับโดย โจอี้ บอย เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตชายคนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงในชั่ววินาทีจาก

การจับใบดำใบแดง และการแสดงภาพเปรียบเทียบชิวิตในเมืองกับชีวิตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มิวสิกวิดีโอตัวนี้ออกอากาศครั้งแรกในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลาประมาณ 08.05 น.[ต้องการอ้างอิง]
เพลงนี้ได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม ในงานประกาศผลรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553 ณ โรงละครอักษรา คิง พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ และได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากแฮมเบอร์เกอร์อวอร์ดสครั้งที่ 7[1] และยังได้รับรางวัลซี๊ดอวอร์ดส ครั้งที่ 5 ในสาขา

เพลงยอดนิยมสุดซี๊ดประจำปีและรางวัลมิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_(%E0%B9%

80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87_%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%

B8%A3%E0%B9%88)

ทั้งนี้ ผมก็ไม่มีเวลาวิเคราะห์เพลงของฟักกลิ้ง ฮีโร่ กับวัฒนธรรมฮีโร ถ้าจริงจัง ซีเรียสต้องทำวิจัยดูเพลงนี้อย่างเชิงลึก เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ผู้ฟัง สถิติเพลงนี้ในชารท์ความนิยม บริบทประวัติศาสตร์ของการเกิดเพลงนี้ ต่างๆ จากการวิเคราะห์ข้อจำกัดไม่ลงทุนเก็บข้อมูลลึกมาก ก็มีความเป็น

ไปได้.. แต่ผมเห็นบางคอมเม็นท์แล้ว ทดลองดัดแลงแต่งประโยคว่าบางอาชีพ” เงินเดือนเป็นแสน .. ทำงานตอบแทน? “ประเทศชาติ” ได้แค่ไหน ?? “ทหารเกณฑ์ถึงเงินเดือนจะไม่เท่าไหร่ .. แต่ “อุทิศทั้งชีวิตให้แผ่นดิน” แต่ถ้าวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรมโดยอาศัยก็กล่าวถึงง่ายๆ ว่าเพลงนี้

ทหารเป็นฮีโร่ โดยสไตล์เพลงแร็บๆ ป็อบๆ ถูกใจวัยรุ่น มากกว่าคนชรา หรืออภิชรา(หรือพวกนิยมเพลงแนวอภิปรัชญา ฮาๆ) สรุป โดยส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ส่วนปัญหาเรื่องซ่อมรถอันเป็นองค์ประกอบของการเตรียมตัว

เดินทาง อีกแล้วในวันนี้ตอนโพสต์เป็นรุ่งเช้า

ฟักกลิ้งฮีโร่-ราตรีสวัสดิ์
วันนี้ฉันมีนิทาน อยากเล่าให้เธอฟัง
นิทานเรื่อง ท ทหาร อดทน
เวลาเขายืน เขาแนบปืนกลไว้ข้างกาย ทั้งที่เขาไม่เคยใจร้ายและไม่เคยคิดฆ่าคน แต่เป็นอีกคืนที่เขาต้องออกลาดตระเวน เป็นหน้าที่ของกองพันทหารราบ
ผู้รักตัวเองน้อยกว่าชนในชาติไทย
เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อ เขาจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร ในขณะนั้น ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตี เสียงปืนดังสนั่น ตอนเวลาในเที่ยงคืนกว่า เสียงระเบิดดังก้องกึกไปทั่วทั้งป่า พร้อมเสียงกระสุนปืนทะลุตัวจ่า เขารีบยกปืนกลข้างกายประทับบ่า ในขณะที่ยิงสวนไปเขาคิดแต่ว่า ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย

ของชีวิต เขาก็ยินดีที่จะสละทุกอย่างด้วยยศอันน้อยนิด ขอเพียงคนในชาติได้หลับสบาย เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ ประเทศไทยเจ้าเอ๋ย มีคนฝากเพลงนี้มาให้ หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของ

ฉัน
ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง
คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬาฯ
คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา คืนที่คุณนอนหลับอยู่บนเตียง
ทั้งหมดคือคืนเดียวกันกับเสียงปืนที่ดังเปรี้ยง ของทหารต่อต้าน ข.จ.ก.
ผู้ไม่ยอมให้ใครมาเผาโรงเรียน เผาตำรา ส.ป.ช. และยังไม่มีตอนจบของนิทาน
มีเพียงแต่ตอนรุ่งสางไม่เป็นศพก็พิการ
เพราะในทุกเช้าที่เราตื่นมาเมาขี้ตา
มันคือเช้าแห่งการสูญเสียที่ 5 องศา 37 ลิปดา
เขาตายเพื่อคนในชาติจนหลับสบาย
เขาจะยืนหยัดปกป้องแผ่นดินแม้ชีพมลาย
ในราตรีที่ด้ามขวานลุกเป็นไฟ
ประเทศไทยเจ้าเอ๋ย มีคนฝากเพลงนี้มาให้
หลับตาเถอะนะ
ขอให้เธอหลับฝันดี
คืนนี้ไม่ต้องห่วง
ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง
หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว
http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!bfd1a1a1c5d4e9a720ced5e2c3e8&song=!!c3d2b5c3d5cac7d1cab4d4ec2028476f6f646e6967687429
ราตรีสวัสดิ์ กำกับ MV โดย Joey Boy(เวอร์ชั่นมิวสิคมีหลายเวอร์ชั่น น่ะ แต่ผมคิดว่าเวอร์ชั่นนี้น่าสนใจและกำกับโดยโจอี้ บอย(มีอะไรบอยๆ น่ะ ฮา))

วันที่ 14 พฤศจิกายน
14 พฤศจิกายน ในอดีต…
เหตุการณ์
พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) – โมบี-ดิก (Moby-Dick) นวนิยายแนวผจญภัยโดยเฮอร์แมน เมลวิลล์ ออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หลังจากวางจำหน่ายครั้งแรกในชื่อ The Whale ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ปีเดียวกัน
พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) –Eugene Burton Ely นักบิน นำเครื่องบิน Curtiss pusher ปีก 2 ชั้น เครื่องยนต์แบบใบพัด อยู่ หลัง บินขึ้นจากเรือ iUSS Birmingham ที่เมือง Hampton Roads รัฐเวอร์จิเนีย เป็นครั้งแรกของโลก
พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) – พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด การประปากรุงเทพฯ (ปัจจุบัน คือ การประปานครหลวง) ดำเนินงานโดยกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล
พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) – สงครามโลกครั้งที่สอง: เครื่องบินทิ้งระเบิด 500 ลำของเยอรมนี ถล่มเมืองโคเวนทรีในแคว้นอังกฤษ
พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) – โครงการอะพอลโล: ยานอะพอลโล 12 ขึ้นสู่อวกาศ (นำนักบินอวกาศ 2 คน ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน)
พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) – ยานมาริเนอร์ 9 เดินทางถึงดาวอังคาร เป็นยานอวกาศลำแรกที่ไปโคจรรอบดาวเคราะห์ดวงอื่น
พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) – พลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้ากลุ่มรวมพลัง ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) – เยอรมนีแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดให้แนวโอเดอร์-ไนเซ เป็นเขตแดนระหว่างเยอรมนีกับโปแลนด์
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
อินเดีย – วันเกิดของชวาหระลาล เนห์รู ซึ่งถือเป็นวันเด็ก
http://th.wikipedia.org/wiki/14_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99
วันเบาหวานโลก 14 พฤศจิกายน ..
http://www.lib.ru.ac.th/journal2/?tag=14-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

..เมื่อวานก่อนไฟดับ คอมฯ ปิดเครื่องโดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีไฟแบต และโคมลอยมาตกหลังห้อง ผมกินกาแฟเทียนส์ ขนมปังญาติซื้อมาให้ผม ก่อนหน้ากินไวไว อาหารเช้าเสร็จ ก่อนหน้าคนในหอเช็คคุยกันว่าใครโหลดบิท เน็ตช้า เมื่อคืนกินข้าวหมูแดงหมูกรอบ ร้านเน็ตที่ท่านไมค์ เคย

ไปทำงาน เมื่อวานตอนกลางวัน เคลียร์งานตอบเมล์หนังสั้น เครียดๆ ไปตามสภาพต้องหากำลังใจดี ถ้าผมเล่าต่อ กรณีที่โคมลอยไม่ตกใส่หอ หรือ หลังห้องผม ตอนที่มันมีไฟ และเมื่อกี้ ผมก็ไปซักกกน.เอาผ้าตากแดด ยังเผลอทำกกน.ตก ต้องซักใหม่ แต่กิจวัตร ซักกกน.ดูจะง่ายๆ ในชีวิต

ประจำวัน กลับพลิกผัน เมื่อผมไปตรงก๊อกน้ำท่อพีวีซีของหอ กดน้ำ ท่อพีวีซี หล่น ดีไม่แตกหักใส่หัว เจ็บเลือดไหล แต่มันทำให้นึกถึงสมัยทำงานเป็นผู้ช่วยให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ กับผู้มีปัญหาความเครียด ฯลฯ เขาบอกว่ามีเคสว่า เด็กคนหนึ่งเก็บกดมาก
แต่จุดระเบิด คือ ตอนที่เป็นข่าวว่ารอกินสเต๊ก ได้ช้า ไม่ทันใจก็วิ่งออกมากระโดดให้รถทับตาย

ฉะนั้น เราจะหาวิธีใด คลายเครียด พร้อมซดน้ำตาลสดน้ำตาลสด มีรสชาติหอม หวาน มัน เป็นของที่มีอยู่ในธรรมชาติ การใช้ความสังเกต ความช่างคิด ช่างทำของบรรพบุรุษชาติเรา นำทรัพยากรที่มีอย่างมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และน้ำตาลสดก็เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาด้าน

อาหารของไทย ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อรับประทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น และลดอาการอ่อนเพลียได้เร็ว เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ซูโครส แคลเซี่ยม วิตามินซี บี และบี 2 ซึ่งดูดซึมง่าย ถ้าเราดื่มน้ำอัดลม สิ่งที่ได้ตามมาคือน้ำตาลที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย สารกันบูด

สีสังเคราะห์ และคาเฟอีนชื่ออื่น ตาลโตนด ,ตาลใหญ่ (กลาง) ,ท้าง (เชียงใหม่กะเหรียงตาก) ,ทอถู (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ตาล (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ,โหนด (ใต้) ,ทะเนาต์ (เขมร)
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20100423004434AAaXTxb

โดยแง่มุมหนึ่ง ก็นึกถึงเรื่องอากง เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน และเพื่อน เช็คสุขภาพเหมือนรุ่นน้อง บอกว่าร่างกายมีน้ำตาลมาก เติมน้ำตาลไม่ค่อยได้ ก็ของกินบ้านเรา มีส่วนผสมน้ำตาลมาก ซึ่งผมเล่าเพิ่มเติมมากกว่าเขียนตอบเมล์เล่าเรื่องให้เพื่อนของผมรู้ไว้ มีหลายเรื่องราว เช่น ผมตอบเมล์

แหล่งทุนนำเสนอpaper วิชาการบ่อยๆ ที่มีการชวนให้ผมไปนำเสนองาน แต่แหล่งทุนให้เงินผมเพียง แสนวอน ตอนไปเกาหลี ลองคิดดูเท่ากับเงินไทยเท่าไหร่? และผมขอเล่าเรื่องอัตตา ความหยิ่งพยอง-ความขี้เกียจ ในแง่บาป เจ็ดประการ อีกครั้งบางแง่มุมซ้ำ หน่อย นึงครับ
-มหา บาป 7 ประการ
มหาบาปข้อที่1 ความ(ห)ยิ่งผยอง ตัวแทนแห่งบาป นี่คือ ลูซิ เฟอร์ lucifer
http://www.clipmass.com/story/11300
อัตตา (ภาษาละติน: superbia ซูเปอร์เบีย ; ภาษาอังกฤษ: Vanity/pride)
อัตตาเป็นยอดแห่งบาปทั้งปวง หมายถึงความต้องการเป็นผู้ที่มีความสำคัญและอำนาจเหนือผู้อื่น (เช่นต้องการเป็นพระราชา) การที่รักตนเองมากจนเกินไป หลงในอำนาจและรูปลักษณ์ของตัวเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบตนเองเทียบเท่ากับพระเจ้า) ซึ่งบาปประการนี้ทำให้ ลูซิเฟอร์

‘Lucifer’ (ปีศาจประจำบาปนี้) ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ เนื่องจากลูซิเฟอร์เห็นว่าตนมีอำนาจเท่ากับพระเจ้าและสามารถสร้างพรรคพวกของตัวเองเพื่อต่อต้านและไม่เคารพพระเจ้า คนที่มีความโอหังจะสนใจเฉพาะตนเองเท่านั้น ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเป็นเช่นไร สัญลักษณ์ของอัตตาคือ ม้า

สิงโต หรือ นกยูง สีประจำบาปคือสีม่วง บทลงโทษของผู้ที่โอหังคือการถูกทรมานบนวงล้อ (มัดกับวงล้อแล้วให้วงล้อหมุนเรื่อยๆ ผู้ถูกทรมานจะถูกบดขยี้กับพื้น)

-เกียจคร้าน (ภาษาละติน: acedia อาซีเดีย ; ภาษาอังกฤษ: sloth/laziness)
ความไม่สนใจใยดีต่อการเปลี่ยนแปลง ต่อสิ่งรอบข้าง ใช้เวลาอย่างไร้ค่า ความไม่ต้องการที่จะทำอะไร โดยปล่อยให้ผู้อื่นเป็นผู้ทำงานหนักเพื่อตนเองเท่านั้น การปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเลยที่จะทำดีรวมถึงการละเลยที่จะเคารพต่อพระเจ้าด้วย ผู้ที่เกียจ

คร้านจะอยู่เฉยๆ รักษาสภาพความเป็นอยู่ของตนเองในภาวะเดิมตลอดเวลา ไม่ทำอะไรมาก แต่ก็ไม่ใช้อะไรมากเช่นกัน เบลเฟกอร์ ‘Belphegor’ ปีศาจผู้ไม่ยอมทำอะไรเพียงแต่บอกให้มนุษย์คอยทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นปีศาจประจำบาปข้อนี้ สัญลักษณ์ของเกียจคร้านคือแพะ สีประจำบาป

คือสีคราม บทลงโทษของผู้เกียจคร้านคือการถูกโยนลงไปในบ่องูพิษ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%9B_7_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3
Angels & Demons – Official Trailer 2

ความลับของวิทยาศาสตร์ การค้นพบหลุมดำ กำเนิดจักรวาล และโลก ความเชื่อต่อพระเจ้า ในหนังเทวา ซาตาน ภาค 2 ต่อจากรหัสลับดาวินซี โค้ด ซึ่งผมนึกถึงสมัยไปสอนหนังสือโรงเรียนคริสเตียน แห่งหนึ่ง ว่าหนังรหัสลับเป็นเหมือนหนังต้องห้าม และผมนึกถึงเรื่องหนังดนตรีร็อค แต่

จำชื่อเรื่องไม่ได้ เกี่ยวกับขายวิญญาณให้ซาตานแล้วมีชื่อเสียง ความสำเร็จของความลับมนุษย์ คืออะไร? แล้วผมคุยกับเพื่อนตลกๆ กันเอง เช่น เพื่อนคุยว่า ไมเคิล (ในกรณีกู คือ ไมเคิ้ล) แปลว่า บุคคลที่ละม้ายพระเจ้า…เมื่อวานกูติดต่อกับซาตานแล้ว พี่เขาบอกว่าส่งได้เลย ผ่านแน่ ทรัพย์สิน

เงินทองจะมา แต่มึงกับกูจะต้องชดใช้คืนภายหลัง มึงกล้าเสี่ยงมั้ย ?ถึงเวลา เราค่อยเบี้ยวมัน 555555555555555 ‘ถ้าสวรรค์ไม่นำทาง เราจะเซ็นสัญญากับนรกแทนแทน’ <– เท่ปะล่ะ ?

เมื่อวาน ก็ผมไม่ได้อัตตา หรือขี้เกียจ อะไรมาก ในความทรงจำจากการคุยกับรุ่นพี่ และผมนึกถึงในเรื่องA Tale of the Two Cities แล้วผมกลับมานึกถึงการอ่านหนังสือรีวิวเรื่องLOVE AND CAPITAL ฯ เล่มนี้ จะเห็นคารล มารกซ ในฐานะพ่อ สามี และนักหนังสือพิมพ์ หรือถ้าเรา

ดูการรีวิวโดยละเอียด Jenny Marx ในฐานะแม่ ผู้ให้กำเนิดลูก เชื่อมโยงทฤษฎีของมารกซ์ และเรื่องอื่นๆ ซึ่งผมคุยกับพี่ ในเรื่องชารล์ ดิกเก้น ก็เรื่อง ที่ผมมีหนัง โอลิเวอร์ ทวิสท์ และผมเคยดูหนังGreat Expectations (หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยไม่นานมานี้เอง หนามากยังไม่ได้อ่าน

555
ซึ่งผมมีหนังสือ Hard Times: For These Times ฉบับภาษาอังกฤษ ก็ไม่มีเวลาอ่านหาไม่เจออยู่บ้านมั้ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า มีคนรีวิว ว่า มารกซ์อยู่ในช่วงเดียวกับชารล ดิกเกนส์ ในชุมชนฯ ที่เขากล่าวถึงนั้น ก็น่าสนใจ…where LOVE AND CAPITAL worked best for me

was in its humanization. Marx, Jenny and their communities of radicals reminded me somewhat of accounts of the Weathermen and SDS (and some, the Weather Underground), set in the age of Dickens.

-A Tale of the Two Cities
ด้านมืดและสว่างในใจมนุษย์ ท่ามกลางการต่อสู้ทางชนชั้น
เมื่อคืนข้าพเจ้าหยิบ VCD เรื่อง The Tale of the Two Cities ฉบับที่สร้างโดย บริษัทฮอลล์มาร์ก สำหรับฉายทาง TV CBS (ปี 1980/2523) ซึ่งกำกับโดยJim Goddard มาดู ก็สนุกดีครับ มีบริบทของเรื่องเป็นยุคสมัยของการปฏิวัติประชาธิปไตยของฝรั่งเศส หนังยาวตั้ง

เกือบ 3 ชม. แต่ก็ดูเพลินดี ไม่ง่วง
หนังเรื่องนี้ พวกนักเรียน/นักศึกษาสายศิลป์ภาษา หรือใครที่พอชอบอ่านวรรณกรรมระดับโลก หรือสนใจติดตามศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของโลกก็ต้องพอรู้จักกันมั่งว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากวรรณกรรมชิ้นเอกของ Charles Dickens นักเขียนนิยายชาวอังกฤษนาม

กระเดื่อง(1812/2355 – 1870/2413) คือคนเดียวกันที่เขียน Oliver Twist นั่นแหละครับ
สรุป Plot อย่างย่อ
Dickens ใช้เรื่องราวของความรัก 3 เส้า ของหนึ่งหนุ่มชาวฝรั่งเศส หนึ่งสาวชาวอังกฤษและอีกหนึ่งหนุ่มชาวอังกฤษในท่ามกลางสถานการณ์การลุกฮือปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกลางและไพร่ทาสในประเทศฝรั่งเศส(ช่วงปี 1789/2332)เป็นตัวเดินเรื่อง เพื่อนำไปสู่ Theme ซึ่ง

จะกล่าวต่อไปข้างหน้า
เริ่องเริ่มที่ Charles Darnay หนุ่มชาวฝรั่งเศสชนชั้นขุนนางศักดินาตระกูล Evremonde แต่มีความคิดสมัยใหม่ ได้ละทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหลายไว้เบื้องหลังแล้วอพยพไปอยู่อังกฤษ ระหว่างทางไปอังกฤษได้เจอและชอบพอกันกับสาวสวยชาวอังกฤษชื่อ Lucie Manette

(Lucie เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อพาพ่อของเธอซึ่งเป็นหมอกลับอังกฤษ หลังจากที่พ่อของเธอถูกปล่อยตัวออกมาจากการขังลืมในคุกบาสตีย์นานถึง 16 ปี)
Charles Darnay เมื่อมาอยู่อังกฤษก็ถูกจับขึ้นศาลข้อหาเป็นสายลับให้ฝรั่งเศส(ช่วงนี้ เป็นช่วงที่อังกฤษกับฝรั่งเศสทะเลาะและทำสงครามแย่งดินแดนกันในเอมริกาเหนือ ) Darnay ก็ได้รับการช่วยเหลือในการเป็นพยานความบริสุทธิ์จาก Lucie และพ่อของเธอ โดยมี Sydney

Carton (หนุ่มชาวอังกฤษ ชนชั้นกลาง-อาชีพทนายความ นิสัยห่ามและขี้เมา)เป็นทนายว่าความให้จนพ้นผิด
ทั้ง Darnay และ Carton เสือกมีหน้าตาคล้ายกัน และทั้ง 2 ก็หลงรัก Lucie เหมือนกัน
แต่ Lucie เลือกแต่งงานกับ Darnay และมีลูกด้วยกัน 1 คน ส่วน Carton ก็ได้แต่เก็บความรักของเขาที่มีต่อ Lucie ไว้ในใจเอาไว้แกล้มเหล้ายามเดียวดายค่ำคืนใต้เงาจันทร์
ต่อมาเกิดการลุกฮือโค่นล้มระบอบศักดินาในฝรั่งเศส Darnay ได้รับจดหมายจากคนรับใช้เก่าของเขาสมัยที่อยู่ตระกูล Evremonde ว่าได้ถูกจับและกำลังจะถูกประหารชีวิตข้อหาเป็นขี้ข้ารับใช้ศักดินา Darnay จึงรีบเดินทางกลับฝรั่งเศสอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือคนรับใช้ของเขา แต่

Darnay กลับถูกแกนนำมวลชนปฏิวัติที่ชื่อ Teresa Defarge แจ้งความให้กองกำลังฝ่ายปฏิวัติเข้าจับกุมในข้อหาเป็นพวกขุนนางศักดินาชั่ว(Teresa Defarge เคียดแค้นชิงชังต่อ Marquis of Evremonde ขุนนางโฉดชั่ว ผู้เป็นอาของ Darnay ซึ่งทำให้น้องสาวของเธอถูก

ฆ่าตาย และเธอสาบานว่าจะต้องทำลายล้างคนในตระกูล Evremonde ทุกคนไม่ให้เหลือ)
Lucie และพ่อของเธอ(Dr. Manette) เดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อหวังช่วย Darnay ให้รอดพ้นจากการถูกประหารด้วยกีโยติน (Dr. Manette พอจะมีบารมีอยู่บ้างในฐานะหมอที่เคยอุทิศตนช่วยเหลือมวลชนไพร่ในฝรั่งเศส จนถูกพวกขุนนางฝรั่งเศสกลั่นแกล้งและจับขังคุกบาสตีย์นานถึง

16 ปี) โดยการเป็นพยานแก้ต่างว่า Darnay ได้เลิกฐานะและความคิดแบบศักดินาไปนานแล้ว ในที่สุดศาลของฝ่ายปฏิวัติก็พิพากษาให้ Darnay พ้นความผิดและให้ปล่อยตัวเป็นอิสระ
แต่เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อ Teresa Defarge งัดเอา สมุดบันทึกน้อยของ Dr. Manette ที่เขียนไว้เมื่อครั้งที่อยู่ในคุกบาสตีย์ ออกมาเป็นหลักฐานว่า Dr. Manette เองเคยเขียนไว้ว่าตระกูล Evremonde เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกจับขังคุกอย่างทุกข์ทรมาน และหากเมื่อเขาได้

ออกจากคุกเมื่อใด เขาจะต้องจัดการคนในตระกูลนี้ให้สาสมเช่นเดียวกัน คราวนี้ Darnay จึงถูกจับอีกครั้ง ลูกขุนลงคำพิพากษาให้มีความผิดและให้ประหารชีวิตด้วยกีโยติน
Lucie และ Dr. Manette ได้ส่งข่าวให้ Sydney Carton รีบมาช่วย Darnay ซึ่ง Carton รับปากว่าเขาจะพาตัว Darnay กลับมาสู่อ้อมแขนของ Lucie ให้ได้อย่างแน่นอน แต่ท่ามกลางกระแสการลุกฮือปฏิวัติของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่ลุกลามอย่างรุนแรง ทุกอย่างสาย

เกินแก้ รุ่งเช้าวันต่อมา กองกำลังฝ่ายปฏิวัติ นำตัว Darnay ขึ้นสู่แท่นประหาร ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสาบแช่งและขว้างปาก้อนหินของฝูงมวลชนที่รายล้อมรอดูการประหาร เพชฌฆาตจับตัว Darnay มัดติดกับแผ่นกระดานใต้เครื่องประหารกีโยติน กดล๊อคคอของเขาให้อยู่ในตำแหน่ง

พร้อมกับปล่อยเชือกให้ใบมีดเหล็กแผ่นหนาคมวิ่งลงมาตัดหัวของเขาจนขาดกระเด็น
ในระหว่างเช้าวันนั้นเอง Lucie และ Dr. Manette รีบเดินทางออกจากฝรั่งเศสและหยุดรอระหว่างทางกลับอังกฤษ ตามแผนการที่ Carton ได้นัดแนะเอาไว้ว่าจะพาตัว Darnay มาส่งให้ และในที่สุดก็มีคนนำ ตัว Darnay ที่อยู่ในสภาพหมดสติมายังจุดนัดหมายจริงๆ …กองกำลัง

ฝ่ายปฏิวัติไล่ติดตามมาจนทันและเข้าตรวจค้นรถม้า พบเอกสารในกระเป๋าเสื้อของ ระบุว่าเป็น Sydney Carton จึงปล่อยให้รถม้าคันนั้นเดินทางกลับอังกฤษได้ตามสะดวก …. Dr. Manette ถึงกับตลึงงันเงียบอึ้งไปครึงค่อนวัน และแน่นอน Lucie น้ำตาไหลอาบแก้มตลอดทาง ..เธอรับ

รู้แล้วว่าความรักที่ Carton มีให้เธอนั้น เป็นความรักที่ยอมได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อแลกกับความสุขของเธอ
(Carton วางแผนเข้าไปหา Darnay ในคุก โปะยาสลบ Darnay แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเองสลับใส่ให้ Darnay แทน และให้สายลับอุ้มพา Darnay ออกไปหา Lucie ตามที่นัดแนะไว้)
นี่แค่ Plot ก็สนุกแล้ว Dickens เขียนนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อ 152 ปีที่แล้ว โอ้โฮ
พรุ่งนี้มาต่อกันใหม่ จะคุยถึง Theme และบริบทเบื้องหลังทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องนี้ รวมถึงคุยถึงตัว Charles Dickens ด้วยครับ
(A Tale of the Two Cities ดูเพิ่มเติมบทความของThai-irony. Blog เย้ยยุทธจักร ก้อจบตอนแรกแค่นี้ ลองค้นหาดู นะครับ)
จึงนำหนังมาประกอบเรื่องเล่าเคยดู หรือเปล่าA Tale of Two Cities Trailer

เมื่อเวลาผมระลึกถึงอดีต เว็บเพจ ก็หวนนึกถึงความทรงจำ และหลงลืมอะไรไป บ้าง เช่น ผมเคยไปอบรมกับหลากชาติ เรื่องสื่อมีเดีย มีเรื่องเฟซบุ๊คของเวียดนาม ใช้ค้าขาย หลายเรื่องจากกลุ่มพลเมืองเน็ต แล้ผมก็ได้รับการติดต่อจากรุ่นพี่ รุ่นน้องเรื่องต่างๆ โดยสรุป ส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บท

หนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ส่วนปัญหาเรื่องซ่อมรถอันเป็นองค์ประกอบของการเตรียมตัวเดินทาง ครับ
Coldplay – Viva La Vida
I used to rule the world
Seas would rise when I gave the word
Now in the morning I sweep alone
Sweep the streets I used to own I used to roll the dice Feel the fear in my enemy's eyes Listen as the crowd would sing: "Now the old king is dead! Long live the king!"One minute I held the key Next the walls were

closed on me And I discovered that my castles stand Upon pillars of salt and pillars of sand I hear Jerusalem bells a ringing
Roman Cavalry choirs are singing Be my mirror my sword and shield
My missionaries in a foreign field
For some reason I can't explain
Once you go there was never, never an honest word
That was when I ruled the world
It was the wicked and wild wind
Blew down the doors to let me in.
Shattered windows and the sound of drums
People couldn't believe what I'd become
Revolutionaries wait For my head on a silver plate Just a puppet on a lonely string Oh who would ever want to be king? I hear Jerusalem bells a ringing Roman Cavalry choirs are singing Be my mirror my sword and

shield
My missionaries in a foreign field
For some reason I can't explain
I know Saint Peter won't call my name
Never an honest word
But that was when I ruled the world
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Coldplay&song=Viva%20La%20Vida

วันที่15 พฤศจิกายน
15 พฤศจิกายน ในอดิต…
พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) – การประชุมสมัชชาใหญ่ของสันนิบาตชาติ จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) – ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ประชาชนเลือกตัวแทนของตนไปทำหน้าที่เลือกผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง โดยแต่ละจังหวัดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คนต่อราษฎร 200,000 คน มีผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจำนวน 78 คน รวมกับสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระบรมราชโองการเป็น 156 คน
พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) – สงครามเวียดนาม: ผู้ชุมนุม 250,000-500,000 คน รวมตัวกัน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อประท้วงต่อต้านการส่งทหารร่วมรบในสงคราม
พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) – อินเทลเปิดตัว Intel 4004 ไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นแรกของโลก
http://th.wikipedia.org/wiki/15_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

จากเวลาในอดีต และข่าวBangkok Post/ jul 22-28,2011GURU หน้าปก ฟรีก็อปปี้ ซึ่งGLOBAL GASTRONOMY Go around the world with ethnic eateries ก็ผมสนใจภาพทำรูปหน้าอาหารบนแผนที่โลก น่ะครับ…วันหนึ่ง ก็ผมคิดเรื่องการชิมอาหาร รสนิยมเรื่องThe Birth of Tragedy และความเข้าใจผิดอันยิ่งใหญ่สี่ประการของนิทเช่ และผมมานึกถึงเรื่องคุณค่าของท่านไมค์ กับช็อกโกแลต การไม่อ้วก- เสียงตด ต่อมาท้องเสีย และคุณค่าของนิทเช่ ในฐานะศีลธรรมทางศาสนา..เปรียบเปรยการอดอาหาร การย่อยอาหาร กับการยกเว้นไม่กินอาหารนั้นทางศาสนา.เช่น คนไม่กินเนื้อสัตว์ และเรื่อยมาถึงคุณค่าของศาสนาพุทธ
คนไม่เป็นหนี้บุญคุณ กับความเหมือน หรือความต่างในการทำบุญ กับพระ นั่นเป็นการนิยามถึงคุณค่า คืออะไร มันเป็นองค์ประกอบของความเชื่อ ศรัทธาเป็นส่วนหนึ่ง ว่าผลบุญจะย้อนกลับมาหาคนที่ทำบุญ ถ้าเราไม่ทวงบุญคุณของคนเป็นหนี้บุญคุณเรา อาจจะไม่ได้ใช้บุญคุณของเรา แต่ว่าการทำบุญกับพระ จะทำให้เกิดผลบุญกลับมาหาเราในอนาคต ทว่าประเด็นคุณค่า ที่แท้จริง เปลือกนอกกับแก่นสาระของคุณค่า นั้น เป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่ใจของคน กินคุณค่านั้นๆ ว่าเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่กินด้วย แน่นนอน รายละเอียดคุณค่าในแง่มุมอื่นๆ เช่น คุณค่าของเงิน กลายเป็นพระเจ้าในปัจจุบัน แล้วย้อนกลับมามันเป็นเรื่องเฉพาะคุณค่าด้านการกินอาหาร ยังไม่เจาะจงไปว่าอาหารบางอย่างก้อเป็นยา และปัจจัย สี่ ยารักษาโรค ก็มีอยู่วันวาน บังเอิญเจอสาวๆ ไม่รู้จักกัน หรอก แต่ผมอยากรู้ซื้อยาไปไม่ได้กักตุน แต่นำไปทำบุญ….

…เมื่อผมย้อนคิดเรื่องเก่าเขียนในบันทึกไว้ คือ Why So Serious:Take History;2010-2046
ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ : ข้อเขียนว่าด้วยวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้านไทย / นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ก็คือ การอธิบายจำนวนบนฐานของวิธีคิดของมนุษย์- ธรรมชาติ ในคำว่า แมง(คนใต้ออกเสียงแค่ “ม” หรือ คำว่า “นม” คือ “แม่”ในภาษาภาคใต้(คุยกับพี่แพร จารุ(พี่ยาย) ก็พูดถึงหนังสืออาจารย์ประมวลเรื่องนี้) หรือ แมลง ในวิธีคิดของคนไทย ไม่นับขา แต่ดูอาการจากการเห็น โดยอ้างวิชา Northern Thai inscriptions -ประเสริฐ ณ นคร เช่นเดียวกับคำว่า กิ้ง จิ้ง …จิ้งหรีด จิ้งจก จิ้งเหลน กิ้งกือ กิ้งก่าคือ อาการคลาน เป็นวิธีคิดของไทย ตรงกันข้ามกับฝรั่ง ที่มองเห็นความหมายตามธรรมชาติของแมง ทางอาการ ไม่เหมือนฝรั่งมองเห็นทางกายภาพ(กรอบคิดจำแนกแบบไฟลัม) จากความสัมพันธ์ตามท้องไร่ นา และดูดาว เพื่อทำไร่ นา เช่น ดาวลูกไก่ และจิตรกรรมในตำราดาว ดาวช้าง ดาวไก่หน้อย ดาวจระเข้ หมายกำหนดทิศเหนือ ดาวลูกไก่บอกเวลา และทิศทาง และการมองเห็นดูจิตรกรรมดาว 12 นักษัตร วัดคงคาราม จ.ราชบุรี วัดเกาะแก้ว สุราธาราม จ.เพชรบุรี ก็คือ มนุษย์-ธรรมชาติ ดังนั้น การมองเห็นเป็นการเห็นที่ใจ เหมือนมองเห็นจิตรกรรมในวัดของมนุษย์- ธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนไทยไม่มองตีนสัตว์ เช่น กลอนกลบท “เสือซ่อนเล็บ” ที่ไม่มีใครสามารถถอดคำตอบที่ซ่อนอยู่ร้อยปี แล้วพ่อของคนเขียนสามารถถอดได้จากการสังเกตเล็บของแมว และสามารถถอดกลอนดังกล่าวได้จากดวงตาแบบคนโบราณ แล้วสังเกตวาดรูปลายเส้นบนกลอนกลบท

1.การคิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้ความมุ่งมั่นลดลง แต่ก็นอกลู่นอกทางน้อยลงด้วย
Submitted by terminus on Sat, 29/10/2011 – 09:01in Behavior Psychology Religious
ทีมวิจัยที่นำโดย Kristin Laurin แห่ง University of Waterloo ในแคนาดา ได้ศึกษาถึงอิทธิพลของความเชื่อในพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
การทดลองของพวกเขาเริ่มจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชายหญิงอายุเฉลี่ย 19 ปีจำนวน 353 คนด้วยแบบสอบถามแล้วเอามาประเมินว่าแต่ละคนมีความศรัทธาในพระเจ้าหรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ว่ามีฤทธิ์ดลบันดาลหรือลิขิตชีวิตผู้มากแค่ไหน จากนั้นก็ทิ้งระยะหลายสัปดาห์ จึงค่อยเริ่มการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างทำข้อสอบเติมคำในช่องว่าง บางคนก็จะได้รับข้อสอบที่มีคำเกี่ยวกับ “พระเจ้า”, “ศักดิ์สิทธิ์”, “วิญญาณ”, “ทูตสวรรค์”, “ผู้เผยวจนะ” ในขณะที่บางคนก็มีแต่คำกลางๆ ทั่วไป เช่น โต๊ะ ลูกบอล ท้องฟ้า เป็นต้น พอกลุ่มตัวอย่างทำข้อสอบชุดแรกเสร็จ ก็จะต้องทำข้อสอบชุดต่อไปที่ให้เอาตัวอักษรที่กำหนดมาเรียงให้เป็นคำให้ได้มากที่สุด
นักวิจัยประเมินความมุ่งมั่นของกลุ่มตัวอย่างจากจำนวนคำที่เรียงได้ในข้อสอบชุดที่สอง ผลปรากฏว่าเมื่อได้เห็นคำที่เกี่ยวกับพระเจ้าในข้อสอบชุดแรก กลุ่มตัวอย่างที่เชื่อในการดลบันดาลของพระเจ้าจะเรียงคำได้น้อยกว่า ส่วนในกลุ่มที่ไม่เชื่อ การเห็นหรือไม่เห็นคำที่เกี่ยวกับพระเจ้าก่อน ไม่ได้สร้างความแตกต่างในจำนวนคำที่เรียงได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกการทดลองหนึ่ง นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านบทความสั้นๆ แต่ละคนจะได้รับบทความต่างกัน บางบทความจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระเจ้า บางบทความก็เป็นเรื่องทั่วไป ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับพระเจ้ามีแนวโน้มที่จะระงับความอยากของตนมากกว่า เช่น คนที่อยากลดน้ำหนักก็จะระงับความอยากกินของตัวเองได้มากกว่า เป็นต้น และผลนี้ก็สอดคล้องกับการทดลองแรก เพราะสังเกตเห็นความแตกต่างได้แต่เฉพาะในกลุ่มที่เชื่อในอำนาจดลบันดาลพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ส่วนสำหรับคนที่ไม่เชื่อจะอ่านบทความไหนๆ ก็ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
Kristin Laurin ชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลของการเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อการตั้งใจทำเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเคร่งในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไหนเชื่อในอำนวจดลบันดาลของสิ่งเหนือธรรมชาติ และอำนาจของสิ่งเหล่านั้นในการลงโทษหรือควบคุมคนที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ดังนั้นแม้แต่คนที่บอกว่าตัวเองไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงก็อาจจะแสดงอาการในลักษณะเดียวกันนี้ได้ หากพวกเขายอมรับในการควบคุมโดยอำนาจที่อยู่เหนือความเข้าใจ
ที่มา – Science Daily…http://jusci.net/node/2152

2.The Selfish Gene อาจเป็นหนังสืออีกเล่มที่เขียนขึ้นตามครรลองของวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ทว่า มันไม่ได้พอใจจะจำกัดบทบาทของตัวเองไว้เพียงแค่ตำราเรียนอ่านสนุกเท่านั้น หากพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของหนังสือประเภทนี้ ด้วยการท้าทายคติความเชื่อเดิมๆ ขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นผู้อ่านในวงกว้างเข้ามา “มีส่วนร่วม” ในการขบคิดและถกเถียงประเด็นความขัดแย้งนี้ด้วย
มีข้อควรระวังเล็กน้อยก่อนหยิบหนังสือเล่มนี้ ประการแรก ผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานด้านชีววิทยาเบื้องต้นมาบ้าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับกฏการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ประการที่สอง เนื้อหามองโลกในแง่ร้ายอาจไม่เหมาะสำหรับเยาวชนหรือผู้อ่านที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ และประการสุดท้าย นี่คือหนังสือที่ผู้อ่านควรทำความรู้จักเนื้อหาคร่าวๆของมันก่อน สำหรับพวกอนุรักษ์นิยม พวกเคร่งศีลธรรม หรือแม้แต่พวกมนุษย์นิยมบางประเภทแล้ว เนื้อหาแรงๆของ The Selfish Gene อาจทำให้น้ำลายฟูมปากได้ไม่ยากเลย
ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่สอบผ่านคำเตือนดังกล่าวข้างต้นแล้ว The Selfish Gene คืออาหารสมองชั้นดีสำหรับนักอ่านที่เปิดใจกว้าง มันพูดถึงปริศนาของชีวิตในมุมกลับหัวกลับหางโดยมีหลักการวิทยาศาสตร์หนุนหลัง ขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถนำเสนอสาระสำคัญที่น่าทึ่งและน่ากระอักกระอ่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
The Selfish Gene ยืนหยัดท้าทายความคิดความเชื่อของผู้อ่านทั่วโลกมาแล้วร่วม ๓ ทศวรรษ ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆกว่า ๒๐ ภาษา ซ้ำยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่ชื่นชมและแง่เสียๆหายๆอย่างกว้างขวาง แน่นอน ไม่บ่อยนักที่จะมีหนังสือวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างทรหดขนาดนี้ และนั่นก็คงเป็นคำจำกัดความของหนังสือได้อย่างดีก่อนที่คุณจะตัดสินใจอ่านมัน
ในช่วงแรก ผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจเบื้องต้นกับผู้อ่านเกี่ยวกับภาพกว้างๆของหนังสือเล่มนี้ ดอว์กินส์อ้างว่า ศีลธรรมอันดีของมนุษย์ไม่ได้มีเหตุผลทางทฤษฎีรองรับอยู่เลย การคาดหวังให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยความกรุณาและปราศจากความเห็นแก่ตัวนั้นขัดกับธรรมชาติของเราเอง เขาไม่ได้กล่าวโทษมนุษย์หรือยีนว่าเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย แต่ “ความเห็นแก่ตัว” เป็นเรื่องปรกติธรรมดาสำหรับกฏการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยมูลฐานที่ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาตินั้นไม่ใช่การคัดเลือกกลุ่ม หรือ การคัดเลือกเผ่าพันธุ์ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน การยึดถือเอาว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผลผลิตของกระบวนการวิวัฒนาการ จึงอาจเป็นการทึกทักเอาเองจากวิธีมองโลกโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ดอว์กินส์เสนอว่า หน่วยมูลฐานที่ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาติคือ ยีน นั่นหมายความว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าปรสิต ต้นไม้ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือแม้แต่มนุษย์ อาจเป็นเพียงเกราะหุ้มหรือเครื่องกลสำหรับการดำรงชีวิตของยีนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ดอว์กินส์ยังกล่าวอ้างถึงความสำเร็จในการสร้างโมเลกุลอินทรีย์ในห้องทดลอง ซึ่งเลียนแบบสภาพแวดล้อมโลกยุคดึกดำบรรพ์ การทดลองดังกล่าวยืนยันถึง ความเป็นไปได้ที่จะเกิดโมเลกุลอินทรีย ์ในมหาสมุทรยุคดึกดำบรรพ์ จนกระทั่ง ๓.๕ พันล้านปีก่อน มันจึงเริ่มมีความสามารถจำลองตัวเองได้ และอีกหกร้อยล้านปีให้หลัง นักจำลองตัวเองเหล่านี้ก็อาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และถูกเรียกโดยมนุษย์ว่า “ยีน”
จากนั้นเขาจึงนำพาผู้อ่านไปรู้จักยีน โครโมโซม และดีเอ็นเอ ยีนหนึ่งๆ ต้องแย่งพื้นที่จำกัดบนโครโมโซมกับยีนคู่ตรงข้ามของมันเอง ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของตัวเอง ด้วยการลดโอกาสการอยู่รอดของศัตรู พฤติกรรมลักษณะนี้ผู้เขียนให้นิยามไว้ว่าเป็น ความเห็นแก่ตัวของยีน นอกจากนี้ โอกาสการอยู่รอดของตัวอ่อน – เครื่องกลเพื่อความอยู่รอด – ก็หมายถึงโอกาสการอยู่รอดของยีนเท่าๆกัน ต่อเมื่อผ่านพ้นช่วงที่ยีนจำลองตัวเองสำเร็จแล้ว เครื่องกลเพื่อความอยู่รอดจึงหมดประโยชน์ แก่ลง และตายจากไป อย่างไรก็ตาม หน่วยเล็กๆ จำนวนมากของยีนจะยังคงเพิ่มจำนวนและดำรงอยู่ในรุ่นลูก รุ่นหลาน และรุ่นต่อๆไปตลอดกาล
สิ่งมีชีวิตต่างมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปกป้องยีนที่อยู่ภายใน กระนั้น จิตสำนึกของเราก็ไม่ได้ถูกยีนบงการอยู่ตลอดเวลา ดอว์กินส์เปรียบเทียบประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจกับคอมพิวเตอร์ ที่ถูกโปรแกรมให้แข่งขันหมากรุกกับมนุษย์ นักเขียนโปรแกรมมีหน้าที่เพียง โปรแกรมให้คอมพิวเตอร์มีศักยภาพดีพอที่จะแข่งขันเท่านั้น แต่นักเขียนโปรแกรมไม่ได้มีส่วนร่วมใดใด กับการตัดสินใจของคอมพิวเตอร์ ระหว่างการแข่งขันเลย ยีนก็เช่นกัน มันไม่ได้มีอิทธิพลโดยตรง ต่อกระบวนการตัดสินใจของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน หากแต่มีส่วนต่อการกำหนดคุณสมบัติต่างๆมาตั้งแต่ต้น ซึ่งถ้าหากคุณสมบัติดังกล่าวส่งผลเสียต่อการดำรงชีวิต ณ สภาพแวดล้อมหนึ่งๆแล้ว ทั้งเครื่องกลเพื่อความอยู่รอดและยีนของมันก็จะต้อง “ถูกคัดออก” ในที่สุด
“Good of the species” – ประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต – เป็นอีกวลีหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะอนุมานเอาเองจากทฤษฎีวิวัฒนาการ ในมุมมองของการคัดเลือกกลุ่ม หรือชนิด ในความเป็นจริง การใช้กลยุทธหรือกลอุบายต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันเท่านั้น แต่มันยังแพร่หลายในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันด้วย เนื้อหาช่วงกลางของหนังสือแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตหนึ่งจะพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง – ที่ไม่ใช่ลูกหลานหรือญาติใกล้ชิด – ราวกับมันเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งเท่านั้น ดอว์กินส์ยังอ้างถึงทฤษฎีเกม ที่นำมาประยุกต์กับสาขาชีววิทยาวิวัฒนาการ เพื่ออธิบายปฏิสัมพันธ์ของพฤติกรรมสัตว์ ทั้งระหว่างชนิดเดียวกัน และระหว่างชนิดต่างกัน ทั้งนี้ การคำนวณอัตราส่วนความเสถียรทางวิวัฒนาการ จะสามารถแสดงภาพคร่าวๆว่า สิ่งมีชีวิตซึ่งมีพฤติกรรมลักษณะหนึ่ง จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ท่ามกลางสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง ภายใต้กฏการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
เป้าหมายสูงสุดของยีนหนึ่งๆ คือ การเพิ่มจำนวนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ใน ดังนั้น ยีนจะพยายามสำเนาตัวเองที่อาศัยอยู่ในเครื่องกลเพื่อความอยู่รอดอีกตัวหนึ่ง ความช่วยเหลือเกื้อกูลในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นความกรุณา แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือความเห็นแก่ตัวอีกรูปแบบของยีน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดของยีนในแต่ละปัจเจก จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ในการตัดสินใจของเครื่องกล เพื่อความอยู่รอด เช่น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง พ่อแม่-ลูก หรือ พี่-น้อง ที่มีค่าความเกี่ยวดองสูงถึงร้อยละห้าสิบ ย่อมมีความกรุณาต่อกัน มากกว่าความสัมพันธ์ที่เป็นญาติห่างๆ หรือสิ่งมีชีวิตเดียวกันแต่ไม่มีความเกี่ยวดองกันเลย
ดอว์กินส์มองว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นข้อยกเว้นประการหนึ่ง เนื่องจากการคุมกำเนิด และรัฐสวัสดิการ จัดเป็นกระบวนการที่ฝืนธรรมชาติ แม้จะสามารถเป็นตัวแทนของความกรุณาระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองได้ ในระดับหนึ่ง แต่มันก็เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของเรา
เขาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของพ่อแม่-ลูก-พี่-น้อง และหว่างพฤติกรรมของเพศผู้-เพศเมีย โดยอาศัยค่าความเกี่ยวดอง และอัตราส่วนความเสถียรทางวิวัฒนาการเข้ามาช่วย ดอว์กินส์อ้างถึงกลยุทธต่างๆ ที่ลูกแต่ละตัวใช้ เพื่อดึงดูดทรัพยากรจากพ่อแม่ ให้ได้มากกว่าพี่น้องของมันเอง นอกจากนี้ พ่อและแม่ก็ย่อมมีกลยุทธ ที่จะผลักภาระการเลี้ยงดูลูกให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ดี ด้วยแรงกดดันทางวิวัฒนาการ สิ่งมีชีวิตเพศผู้จึงมักมีเซลล์สืบพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก และคล่องตัวกว่า ดังนั้น ต้นทุนการเลี้ยงดูลูกจึงตกอยู่กับเพศเมียเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่เพศผู้มีแนวโน้มที่จะละเลยการเลี้ยงดูลูก หรือแม้แต่ละทิ้งลูก เพื่อไปสืบพันธุ์กับเพศเมียตัวอื่นๆ
ในช่วงท้าย ดอว์กินส์ใช้ความคล้ายคลึงจากการจำลองตัวเองของยีน มาเทียบเคียงกับการจำลองตัวเองของแนวคิด – มีม – หมายถึง ชุดของแนวคิดที่จำลองตัวเองโดยผ่านการสื่อสารของมนุษย์ เช่น ความเชื่อทางศาสนา การเมือง วัฒนธรรมป๊อป รายการทีวี หรือแม้แต่หนังสือเล่มนี้เป็นต้น เช่นเดียวกับยีน มีมย่อมมีจุดมุ่งหมาย เพื่อจำลองตัวเองให้มีจำนวนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยกำจัดมีมที่ขัดแย้งกันออกไป โดยผ่านสื่อกลางคือ มนุษย์หกพันล้านคนทั่วโลกนั่นเอง
โดยสรุปแล้ว แม้ในปัจจุบัน นักชีววิทยาจะหันมาสนใจ เกี่ยวกับการคัดเลือกหลายลำดับกันมากขึ้น แต่นักชีววิทยาสมัยใหม่จำนวนมากก็มองว่า ทฤษฎีการคัดเลือกโดยยีน ยังคงสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในกระบวนการวิวัฒนาการได้อย่างน่าพอใจ
กระนั้น นอกเหนือจากภาคทฤษฎีแล้ว ข้อสังเกตบางประการของดอว์กินส์ ก็ใช่ว่าจะหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ยืนยันได้ทั้งหมด ดังนั้น การอ่านหนังสือเล่มน ี้จึงออกจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่สักหน่อย แต่ถึงอย่างไร The Selfish Gene ก็ไม่ควรถูกมองข้ามด้วยประการทั้งปวง สำหรับการทำความรู้จักตัวตนของพวกเรา — มนุษย์ — ในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรืออยากพูดถึงนัก
http://writingonparadise.blogspot.com/2011/11/blog-post_08.html
http://onehundredfirst.blogspot.com/2007/02/selfish-gene.html

3.นักคณิตศาสตร์สร้างแบบจำลองว่านักเลงแก๊งไหนจะตีกันเมื่อไรSubmitted by terminus on Mon, 07/11/2011 – 23:41in Crime Mathematics
นักคณิตศาสตร์แห่ง University of California Los Angeles (UCLA) ได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ซึ่งอาจจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหานักเลงอันธพาลได้ในอนาคต
ทีมวิจัยที่นำโดย Andrea Bertozzi ได้รวบรวมข้อมูลคดีอาชญากรรมทะเลาะวิวาทของแก๊งอันธพาลกว่า 1,000 คดีจากบันทึกของสถานีตำรวจเขต Hollenbeck ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของลอสแองเจลิส เขตเล็กๆ นี้เป็นแหล่งซ่องสุมของก๊วนแก๊งต่างๆ 30 กว่าแก๊ง
จากนั้นพวกเขาก็หาอัลกอริธึมเพื่อสร้างแบบจำลองโอกาสการจับคู่ทะเลาะวิวาทระหว่างแก๊งโดยอิงจากแนวคิดที่ว่าแก๊งอันธพาลเหล่านี้ก็คือเครือข่ายสังคมรูปแบบหนึ่งที่มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นตามรูปแบบที่สามารถอธิบายได้ในทางคณิตศาสตร์
การทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลองก็ใช้วิธีนำผลที่ได้จากแบบจำลองไปเทียบกับเหตุการณ์คดีที่เกิดขึ้นจริงในอดีต โดยทำนายจากแบบจำลองว่ามีแก๊งไหนบ้างที่น่าสงสัยเป็นผู้เข้าร่วมในแต่ละคดี แล้วก็ดูว่าแก๊งที่ก่อคดีจริงๆ ตรงกับการทำนายหรือไม่ ผลปรากฏว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นสามารถระบุแก๊งที่ก่อเหตุไว้เป็นชื่อแก๊งผู้ต้องสงสัยอันดับแรกด้วยความแม่นยำ 50% และหากดูจากรายชื่อสามอันดับแรกที่โผล่ขึ้นมา ก็มีโอกาสสูงถึง 80% เลยที่จะมีชื่อแก๊งที่ก่อคดีรวมอยู่ในรายชื่อนั้น
นักวิจัยเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาแบบจำลองให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่านี้ได้อีก ตอนนี้ทีมของ Andrea Bertozzi ก็ได้ร่วมกับ LAPD ในการสืบสวนคดีทะเลาะวิวาทหลายคดี
งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Inverse Problems doi:10.1088/0266-5611/27/11/115013 (ดาวน์โหลดได้ฟรี แต่ต้องลงทะเบียน)
ที่มา – PhysOrg…http://jusci.net/node/2174

….คั่นกลับบรรยากาศบ้านเมืองไทย มีเพื่อนคนไทย มาจากมาเก๊า พาเที่ยวเชียงใหม่ กัน ครับ
เชียงใหม่ มุมใหม่ – วัดบ้านถวาย

4..-ไทยเมล์ที่หายไป คือ อะไร เขียนง่ายๆ ย่อๆ ก็คือ คนไทยไม่นิยมของไทย ใช้ของ(เมล์)ไทย(ฮา)
ไทยเมล์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
[Thai|Mail]
ผู้พัฒนา เอ.อาร์. อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน
ภาษา ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ
ประเภท อีเมล เว็บเมล
เว็บไซต์ http://www.thaimail.com
ไทยเมล์ (อังกฤษ: Thaimail) เป็นบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แบบบอกรับสมาชิกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Free e-mail) รายแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2540[1] โดยบริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (ชื่อย่อ: ARiP; เออาร์ไอพี) ปัจจุบันยังเปิดดำเนินการอยู่
ประวัติ
ไทยเมล์ก่อตั้งโดยเออาร์ไอพี ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มที่ โดยไม่รอให้รัฐอุปถัมภ์ จึงเริ่มดำเนินการในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2540 ซึ่งในช่วงนั้น ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่เพียงไม่กี่หมื่นรายเท่านั้น
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%8

5.ผมเล่าเรื่องเพลงเพื่อชีวิต คือ เพลง”เดือนเพ็ญ” หรือเพลง “คิดถึงบ้าน” ซึ่งมติชน พาดหัวเรื่อง – ทางเดินของเพลง “เดือนเพ็ญ” จาก “นายผี” และ “พคท.” ในป่าเขา ถึงคอนเสิร์ต “เอ็กซ์ เจแปน” อิน แบ็งคอค
หงา คาราวาน บันทึกถึงที่มาของเพลงนี้ว่า”…ที่สนามรบก่อนเกิดศึกใหญ่ (หมายถึงยุทธการล้อมปราบในเขตน่านเหนือ) ผมได้พบญาติพี่น้องซึ่งเป็นสายทางเขา (นายผี) เพลง ?คิดถึงบ้าน? ถูกร้องให้ผมฟังโดยหมอตุ๋ย สหายหญิงผิวคล้ำคนภาคกลางแถบราชบุรีซึ่งเป็นญาติของเขา และ
บอกว่าเป็นเพลงที่นายผีแต่งขึ้น ตั้งแต่พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว”ล่าสุด “เอ็กซ์ เจแปน” ศิลปินกลุ่มร็อคระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ต “โออิชิ ชาคูลล์ซ่า พรีเซนท์ เอ็กซ์ เจแปน 2011 เวิลด์ ทัวร์ อิน แบ็งคอค” ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี เมื่อคืนวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา จากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320926839&grpid=01&catid=&subcatid= และhttp://writingonparadise.blogspot.com/2011/11/blog-post_11.html

ทั้งนี้ ผมเกิดเติบโตมากับเพลงไทย มากกว่าฟังเพลงฝรั่ง และเติบโตมายุคเพลงอัลเทอร์เนทีฟ(alternative)……จึงเอาเพลงมาเล่าต่อ….. โดยผมเป็นชนชั้นกลางๆ และถ้ารสนิยมของเรา เป็นคนชอบเพลงซึ้ง สักหลายเพลง ครับ เช่น เพลงของวง…Hydra ไกลเท่าเดิม
…อยากให้เธอรู้สักอย่าง เราอยู่ห่างเกินไป เธอวางตัวกับฉันทีไร เหนื่อยใจไม่อยากทวงถาม จากที่เคยใช้เวลาเนิ่นนาน ทุกอย่างเท่าเดิม แล้วทำไมไม่คิดเพิ่มเติม เธอเว้นทางเดินเผื่อใคร* แม้ครั้งใด ที่ฉันต้องการใกล้เธอ แต่เธอจะถอยไป ให้ไกล ออกไปให้ไกล ไกลเท่าเดิม** ต่อแต่วันนี้จะบอก บอกกับใจว่าไม่มีเธอ เพียงลืมเธอคนไร้หัวใจ จะไปจากก่อนจะสาย แต่จะมองหาสิ่งใหม่ ให้ใจที่เคยร้าวราน ขอเพียงคน คนที่ต้องการตัวฉันให้มากกว่าเธอ

…ป้าง นครินทร์ ความคาดหวัง…หวังว่าฉันเป็นเหมือนกันที่คิดไว้ก่อนใครเดือดร้อนถ้าไม่เหมือนกัน เป็นแบบฉันคนละอันกับฉันของเธอ เราก็เลยไม่เคยเจอกันซะที คนที่รู้ว่าเขาควรจะเป็นเช่นไร เขาใช่ไหมใครรู้เกิน คนอื่นคิดแต่เขาเองที่ต้องเผชิญ ความกดดันมากเกินกว่าความหวังดี เย้ * หวังว่าฉันจะเป็น เลยตั้งเกณฑ์ให้เป็นให้ได้ ความคาดหวังโหดร้าย ใครต้องการ หวังว่าฉันจะเป็น เธอโทษเองกลับทำไม่ได้ เธอคงผิดหวังใช่ไหม แล้วใครเจ็บช้ำ เย้..พยายามตามหาความต้องการของคน เก็งไม่โดนมันคนละใจ คนอยากเห็นให้ฉันเป็น เห็นฉันทำได้ หรือว่าฉันต้องกลายเป็นคนละคน เย้.

Pause – ข้อความ
จะอยู่ห่างไกลสักเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ยึดในใจอยู่ ผูกไว้ไม่ให้เราห่างกัน คือความห่วงใยที่เธอให้ฉัน คำพูดเหล่านั้น ที่เธอคอยส่งมา ให้ฉันได้รับรู้ ให้ฉันนั้นได้มั่นใจ ไม่มีสิ่งไหนที่จะลึกซึ้งถึงคุณค่า ผ่านมาจากถ้อยคำนั้น ผ่านมาจากสายตาฉัน และสิ่งๆ นั้น บอกฉันให้รู้ตลอดมา ** ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์ ฉันจะมีเธอข้างกาย วันเวลาจะนานสักเพียงไหน เพื่อนฉันคนนี้ นั้นไม่มีวันห่าง และไม่มีวันจากไปไหนในวันที่ฉันไม่มีใคร เปิดอ่านข้อความเก่าๆ ที่มีความหมายจากวันนั้น คือความห่วงใยที่เธอให้ฉัน ข้อความเหล่านั้น ที่เธอคอยส่งมา
http://www.musicatm.com/thai/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AA-(Pause)-427.html

..ห่วงหา-Banana Boat…..ไม่เห็นมีใครรักฉันเลย ไม่มีใครจะคอยซับน้ำตา ไม่มีคนห่วงใย ในยามที่ใจฉันมันอ่อนล้าไม่เห็นมีใครคิดถึงฉันเลย ไม่มีใครอยากจะเสียเวลาไม่มีคนใส่ใจ ถูกโยนทิ้งไว้ตามลำพัง ฮืมมม..ค่ำคืนเหน็บหนาว สายฝนยังโปรยปราย น้ำตารินดั่งสายฝนพรำ อยากมีความรัก ต้องการความทรงจำ ขอเพียงใครสักคนหนึ่ง มีใครสักคนคอยห่วงหา ….ในชีวิตคนทุกคน ย่อมจะมีช่วงชีวิตเลวร้ายขอใครเพียงสักคน อยู่คอยช่วยเป็นกำลังใจ (มีใครสักคนคอยห่วงหา)ซ้ำ (*)ในชีวิตคนทุกคน ย่อมจะมีช่วงชีวิตเลวร้าย ขอใครเพียงสักคน มีใครสักคนคอยห่วงหา…

…ออดี้-เหตุผล…แม้ว่าเรื่องราวของเรา ต้องจบตรงที่เธอกระทำ แม้ว่าฉันยังไม่อาจจะเข้าใจ*ฝืนยอมรับความเป็นจริง เมื่อถูกเธอทิ้งไปไม่ลา ฉันรู้ว่าเธอ ก็คงไม่ย้อนมา มาหา**มาอธิบาย เหตุผลที่เธอไป มาอธิบาย เหตุผลที่เธอเปลี่ยน มาอธิบาย เหตุการณ์หมื่นแสนล้านอย่าง ที่เธอทำ กับฉัน ให้เข้าใจ หรือว่าฉันมันไม่ดี ไม่ตรงตามที่เธอต้องการ คิดไว้แล้วเรื่องราวคงจบไม่สวยงาม ฉันก็ต้องเป็นคนเจ็บใจ และคนที่คิดไม่ออก หากไม่รบกวนช่วยบอกกันสักคำ บอกกันสักคำ เหตุผลที่เธอไป บอกกันสักคำ เหตุผลที่เธอเปลี่ยน บอกกันสักคำ ที่ทำให้ฉันเข้าใจ ที่เธอทำกับฉัน บอกกันสักคำ เหตุผลที่เธอไป บอกกันสักคำ เหตุผลที่เธอเปลี่ยนบอกกันสักคำ ที่ทำให้ฉันเข้าใจ ที่เธอทำกับฉัน ให้เข้าใจ หากไม่รบกวนช่วยบอกกันสักคำ… เพลงที่ผมชอบสมัยวัยรุ่นอยากหัวทอง หรือหัวเหลืองฮาๆ

…….เมื่อDJ suharit ก็ทำเพลงแนวการเมือง คือ Suharit – Why ? ลองหาดูลองฟังกัน แต่ผมดูและฟังแล้ว ตอบง่ายๆ ว่ามิใช่ตัวตนของคนนี้ สำหรับผม ฮาๆ และคืนนี้ใครจะสวดมนต์ ก่อนนอน แต่ผมก็ขอตัวไปนอน แล้วกัน สรุป โดยส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ส่วนปัญหาเรื่องปัจจัย สี่ ยารักษาโรค อันเป็นองค์ประกอบของการเตรียมตัวเดินทาง ครับ

..ปิดท้ายน้ำตานายกฯ-น้ำตาคนไทย โดยColdplay – Every Teardrop Is a Waterfall
Every Teardrop Is A Waterfall – ทุกหยาดหยดแห่งความเศร้าพรั่งพรูมาดั่งสายธาร
I turn the music up, I got my records on
I shut the world outside until the lights come on
Maybe the streets alight, maybe the trees are gone
But I feel my heart start beating to my favorite song

ผมปล่อยให้ดนตรีบรรเลง ด้วยการใส่แผ่นเสียงเข้าไป
ผมปิดกั้นตัวตนจากโลกภายนอกกระทั่งแสงสว่างสาดส่องเข้ามา
บางทีอาจเป็นเพราะถนนหนทางเต็มไปด้วยความโชติช่วง หรือ หมู่มวลพฤกษาได้ลาจากไป
แต่ผมยังคงรู้สึกได้ถึงหัวใจตนเองเริ่มเต้นตามจังหวะเพลงโปรดปราน

And all the kids they dance, all the kids all night
Until Monday morning feels another life
I turn the music up, I’m on a roll this time
And heaven is in sight

แล้วเหล่าเทพองค์น้อยออกมาร้องรำ ตลอดทั่วทั้งราตรี
จวบจนเช้าแห่งการเริ่มต้น ที่สัมผัสได้ถึงอีกชีวิตใหม่
ผมปล่อยให้ดนตรีบรรเลง แล้วเริ่มปล่อยตัวเองไปตามเวลา
และสรวงสวรรค์ก็อยู่ไม่ไกลจากสายตาเรา

I turn the music up, I got my records on
From underneath a rubble sing a rebel song
Don’t want to see another generation drop
I’d rather be a comma than a full stop

ผมปล่อยให้ดนตรีบรรเลง ด้วยการใส่แผ่นเสียงเข้าไป
ภายใต้การเรียกร้องจากใจที่สูญสลายของบทเพลงผู้ต่อต้าน
ไม่ต้องการจะเห็นหยาดหยดน้ำตาใดๆอีก
บางทีผมอาจเพียงแค่หยุดพักมากกว่าที่จบเรื่องราว

Maybe I’m in the black, maybe I’m on my knees
Maybe I’m in the gap between the two trapezes
But my heart is beating and my pulses start
Cathedrals in my heart

บางทีผมอาจจะตกอยู่ในความเศร้า หรือบางทีผมอาจต้องยอมแพ้
บางทีผมอาจอยู่ในความว่างเปล่าภายใต้ความสับสน
แต่หัวใจผมยังคงเต้นรัวพร้อมกับจังหวะ
แห่งความดีงามภายในจิตใจ

As we saw oh this light
I swear you emerge blinking into
To tell me it’s alright

ราวกับว่าเรายังคงมองเห็นความหวัง
แล้วผมสาบานจะนำพาแสงสว่างมายังคุณ
เพียงแค่คุณยอมรับว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี

As we soar walls
Every siren is a symphony
And every tear’s a waterfall

แล้วเราจะผ่านข้ามอุปสรรคไปด้วยกัน
ทุกเสียงแห่งถ้อยคำล่อลวงเป็นดั่งการบรรเลง
และทุกหยาดหยดแห่งความเศร้าพรั่งพรูมาดั่งสายธาร

Is a waterfall, ah
Is a waterfall, ah
Is always a waterfall
Every tear is always a waterfall, ah
So you can hurt, hurt me bad
But still I’ll raise the flag

Oh,
It was a wa-ah-ah-ah, waterfall
A wa-ah-ah-ah, waterfall

จะเป็นดั่งสายธาร
และจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป
ทุกหยาดหยดแห่งความเศร้าพรั่งพรูมาดั่งสายธาร
แม้ว่าคุณจะทำให้ผมเจ็บสักเพียงใด
แต่ผมยังคงลุกขึ้นสู่ต่อไปได้
โอ มันเป็นดั่งสายธาร

Every tear
Every tear
Every teardrop is a waterfall

แล้วทุกหยาดหยดแห่งความเศร้าได้พรั่งพรูมาดั่งสายธาร
…………….
“ข้อคิด” :ความโศกเศร้าหรือความทุกข์ที่เรามีอยู่ เราควรปล่อยมันไป เหมือนกับน้ำตกที่ไหลลงมา แล้วไม่หวนคืนมา และทำตัวให้มีความสุขกับชีวิต คือให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วยค่ะ
http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=2516217

วันที่ 25-29-30 พ.ย.54
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554
ผลการออกรางวัล
งวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554
รางวัลที่ 1
997777
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
425 551 406 993
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
57
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ เลขที่ 997777
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ เลขที่ 997777

จากวันเวลา ก็มันเป็นช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านไป จากการหยุดเขียนบันทึก สิบวัน เพราะผมไปอบรมต่างอำเภอ และผมนึกถึงหนังสือหลายเล่ม ในฐานะผมอยากเดินดูหนังสืองาน CMU BOOK FAIR เหอะๆ หนังสือผมก็เต็มห้องไปหมด ยังอ่านไม่จบสักเล่ม ก้อคิด แหละครับ แต่ผมก็ชอบ

ไปเดินๆ ดูหนังสือ แล้วห้ามใจไม่ไหวบางทีก็ซื้อ จนได้ และการเห็นหนังสือในสถานที่อบรม ก็นึกถึงหนังสือต่างๆ ที่มีการแนะนำแล้วผ่านตาทางอินเตอร์เน็ต เช่น Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution โดยMary Gabriel แตกต่างจาก

งานเขียน ที่มีอคติ ต่อประวัติคารล มารกซ์ หรือไม่ กรณี ล่าสุดการเขียนถึงประวัติคารล มารกซ์ คือ ฉีกหน้ากาก คารล์ มารกซ์ อะไรคือความจริงที่ถูกต้อง?…

เมื่อพูดถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ เราก็มักจะนึกถึงชื่อของคาร์ล มาร์กซ ควบคู่กันไป บางคนศรัทธาคาร์ล มาร์กซยิ่งพ่อยิ่งแม่ หลายคนไม่ค่อยชอบหน้าหมอนี่ พานเกลียดเข้าไส้ไปเลยก็มี
แต่สุภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวว่า “เราควรจะรู้จักศัตรูของเราให้ดี”
อย่ากระนั้นเลย มาทำความรู้จักกับคาร์ล มาร์กซกันสักนิด จะได้เห็นทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้างของคาร์ล มาร์กซ เป็นภาพสามมิติ แจ๋วไปเลย
คนที่อยากเห็นตัวจริงของคาร์ล มาร์กซจะต้องเกิดหลังวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1818 และก่อนวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1883
เขาเกิดที่เมืองเทรียร์ แคว้นปรัสเซีย สมัยนั้น บิสมาร์คยังไม่ได้รวมแคว้นต่างๆขึ้นเป็นประเทศเยอรมันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แม่เป็นยิว มาจากประเทศฮอลแลนด์ พ่อชื่อไฮน์ริช มาร์กซ เป็นทนายความยิวที่หัวใสสมเป็นทนายความ
ในเมื่อพวกยุโรปเริ่มรังเกียจและกีดกันยิวมากขึ้นทุกที เขาก็หันไปนับถือศาสนาโปรเตสแตนท์ เพื่อให้มีสิทธิ์ประกอบอาชีพทนายความได้ตามปรารถนา และจับให้ลูกทั้ง 7 คนเป็นโปรเตสแตนท์หมด
ผู้ที่ได้รู้จักดอกเตอร์คาร์ล มาร์กซต่างลงความเห็นว่าเขาเป็นคนฉลาด รอบรู้ทั้งด้านปรัชญา เศรษฐศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ ฯลฯ มีประกายตาและน้ำเสียงที่มีอำนาจ รู้จักโน้มน้าวจิตใจผู้ฟัง มีความคิดทางด้านสังคมนิยมที่รุนแรงกว่านักสังคมนิยมคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นโรเบิร์ต โอ

เวน เซนต์ไซมอน พรูดง ฯลฯ
บ้านของครอบครัวนี้อยู่ติดกับที่ดินของบารอน โยฮันน์ ลุดวิก ฟอน เวสต์ฟาเลิน ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูง แต่ค่อนข้างจะมีหัวก้าวหน้าเกี่ยวกับความเสมอภาคในสังคมจนเป็นที่เพ่งเล็ง ถ้าไม่ได้บารมีแฟร์ดินันด์ ลูกชาย คงต้องเออร์ลี่รีไทร์ไปแล้ว
ภรรยาคนแรกที่ล่วงลับไป มีลูกชายชื่อ แฟร์ดินันด์ ส่วนภรรยาคนที่สองมีลูก 2 คน คือ เจนนี่และเอ็ดการ์
ประมุขของครอบครัวทั้งสองเป็นสมาชิกสโมสรเดียวกันและถูกอัธยาศัยกันดี ลูกๆของทั้งสองบ้านจึงเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะคาร์ล และเจนนี่ ซึ่งมีอายุมากกว่าคาร์ล 4 ปี
เมื่อโตขึ้น ความสนิทสนมแบบเด็กๆก็กลายเป็นความรักชนิด “รักแล้วรักเลย” มั่นคงไม่แปรผัน ทั้งสองเขียนจดหมายติดต่อกันตลอดเวลาที่คาร์ล ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงบอนน์ โดยผ่านทางไฮน์ริช มาร์กซ
เจนนี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นบารอนเนส มีรูปโฉมงดงามเป็นที่ใฝ่ปองของชายหนุ่มที่มีศักดิ์ มีตระกูล แต่เธอก็สงวนตัวรอคาร์ลอยู่จนอายุ 29 ปี เพราะเจ้าหนุ่มฝากรักไว้ตั้งแต่เธออายุ 12
เมื่อบิดาเสียชีวิต คาร์ลไม่สนใจจะเดินทางมาร่วมในพิธีศพและไม่สนใจคบค้ากับพี่ๆน้องๆอีก เขาอับอายที่มีเลือดยิวและอายที่แม่เป็นยิว แถมยังพูดภาษาเยอรมันไม่ชัดเสียอีก เมื่อเรียนจบปริญญาเอก เขาจึงรังเกียจที่จะกลับไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกับมารดา โชคดีที่ท่านบารอนยอม

ให้อาศัยอยู่ที่บ้านเพราะคุยกันเรื่องสังคมและการเมืองถูกคอ ระหว่างรอให้มหาวิทยาลัยเรียกตัวไปสอน
แต่เขาก็ไม่เป็นที่ต้องการของมหาวิทยาลัย เพราะความคิดเห็นที่รุนแรงเกี่ยวกับสังคม ประเพณี และแม้แต่ในเรื่องศาสนา
ไม่มีงานทำ แล้วจะแต่งงานได้ยังไง
โชคดีที่เพื่อนคนหนึ่งขอให้เขาเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Reinische Zeitung ต่อมาคาร์ลได้เลื่อนฐานะเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เมื่ออายุ 24 ปี
แต่บทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับความยากจนของชาวนาทำให้ทางเบอร์ลินไม่พอใจ และเมื่อคาร์ล มาร์กซได้ใจ เขียนบทความโจมตีประเทศรัสเซีย หนังสือพิมพ์ก็ถูกสั่งปิดถาวร เพื่อถนอมสัมพันธภาพระหว่างสองประเทศ
เมื่อท่านบารอนเวสต์ฟาเลินสิ้นชีวิต ก็ไม่มีใครสนับสนุนความรักของเจนนี่กับคาร์ลอีกต่อไป โดยเฉพาะแฟร์ดินันด์พี่ชายต่างมารดาซึ่งกำลังหวังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอาของเจนนี่เอง รวมทั้งมารดาของทั้งสองฝ่าย
แต่น้ำเชี่ยวซะอย่าง ใครเล่าจะขวางเรือ
พอวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ.1843 คาร์ล มาร์กซก็แต่งงานกับเจนนี่อย่างเงียบๆ เงียบจริงๆ ไม่มีญาติของทั้งสองฝ่ายมาร่วมงานเลย นอกจากแม่และน้องชายของเจนนี่เท่านั้น แม่ของเจนนี่รับขวัญคู่บ่าวสาวด้วยชุดเครื่องเงินของตระกูลอาร์จิลล์อันเป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วคน
เจนนี่ ฟอน เวสต์ฟาเลินยังไม่รู้ว่า นับแต่นี้ต่อไป ชีวิตของเธอจะระหกระเหิน ต้องย้ายบ้าน ย้ายประเทศ ต้องขายเลหลังเสื้อผ้าและเครื่องเรือน ลำบากยากแค้นเลือดตาแทบกระเด็น ความรักทำให้เจนนี่ยอมทุกสิ่งทุกอย่าง เธอรักบูชาคาร์ลราวกับพระเจ้าและถือว่าเขาคืออัจฉริยะที่

สวรรค์ส่งมาโดยแท้
คาร์ลปฏิบัติต่อลูกเมียด้วยความรักใคร่อ่อนโยน เมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วย เขาก็เฝ้าปรนนิบัติพยาบาลด้วยความห่วงใยอาทร
เมื่อเจนนี่ตายในปีค.ศ.1881 มาร์กซก็หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาอยู่อย่างซังกะตายอีก 15 เดือนก็ตามเธอไป
ครอบครัวนี้มีลูก 6 คน แต่ตายเสียตั้งแต่ยังเล็ก 3 คน เหลืออยู่เพียงลูกสาว 3 คน คือ เจนนิเชิน ลอร่า และ เอเลนอร์หรือทุสซี่
ปัญหาสำคัญสำหรับเจนนี่และคาร์ล คือ…เงิน
แทนที่จะคาบช้อนเงินช้อนทองมาด้วยตอนที่เกิด คาร์ล มาร์กซกลับกำ
เตารีดติดมือมาด้วย
เราเคยได้รับการสั่งสอนมาว่า
“เกิดเป็นคน สำคัญที่เงินกับคำพูด จะต้องระวัง ไม่ให้เสียชื่อเสียงในสองเรื่องนี้”
ทีนี้มาดูพระเอกของเราบ้าง ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องเงินและคำพูดเพียงใด
คาร์ล มาร์กซกับฟรีดริช เองเกิลส์ร่วมกันเขียน The Communist Manifesto ในปีค.ศ.1848 ซึ่งถือเสมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลของนักปฏิวัติ มีใจความสำคัญว่า จะต้องยกเลิกทรัพย์สินส่วนบุคคล ผู้มีรายได้มากจะต้องเสียภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อย จะต้องยกเลิกสิทธิ

มรดก จะต้องริบสมบัติของผู้ลี้ภัย จะต้องโอนกิจการธนาคารและการขนส่งมาเป็นของรัฐ ประชาชนทุกคนจะต้องทำงาน รัฐต้องให้การศึกษาฟรีแก่เด็กทุกคนและเลิกใช้แรงงานเด็กในโรงงานอย่างที่ปฏิบัติอยู่ในสมัยนั้น ฯลฯ
คาร์ล มาร์กซต่อสู้เพื่อชนชั้นกรรมกรก็จริง แต่ตัวเองไม่เคยสัมผัสชีวิตกรรมกรเลย เขาเคยเขียนใบสมัครเข้าทำงานที่การรถไฟของประเทศอังกฤษครั้งเดียวในชีวิต และบอกกับใครๆว่าจะต้องยอมทำงานที่ต่ำช้าเพราะกลัวลูกเมียจะอดตาย
แต่ความที่มีลายมือเป็นไก่เขี่ย ไม่มีใครอ่านออก ก็เลยแห้วไป เรื่องลายมือยึกยือนี่มาร์กซไม่เป็นรองใคร ทุกครั้งที่เขาเขียนบทความหรือหนังสือขึ้นมา เจนนี่จึงต้องเป็นคนลอกให้เป็นภาษามนุษย์เสียก่อน
คาร์ล มาร์กซมีโอกาสทำหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายครั้งด้วยกัน แต่ชอบเขียนวิจารณ์ จาบจ้วงพระเจ้าแผ่นดินปรัสเซีย จนหนังสือพิมพ์ถูกปิดไปฉบับแล้วฉบับเล่า และโดนขับออกจากเยอรมันและฝรั่งเศส
เขายุยงให้มีการปฏิวัติ ล้มสถาบันกษัตริย์ทุกประเทศ คราวหนึ่งเขาถึงกับเทกระเป๋า ใช้เงินมรดกที่เพิ่งได้รับซื้อ อาวุธให้กรรมกรคอมมิวนิสต์ชาวเยอรมันในกรุงบรัสเซลล์ เป็นเหตุให้ถูกขับออกจากประเทศเบลเยี่ยมอีก
ทั้งๆที่อ้างว่าต่อต้านการแบ่งชั้นวรรณะ เขาก็ภาคภูมิใจเสียเหลือเกินที่ภรรยาคู่ชีวิตเป็นถึงบารอนเนส เจนนี่ ฟอน เวสต์ฟาเลิน และมักจะโอ้อวดยศศักดิ์ของเธอในทุกโอกาสแม้ในบัตรเชิญ เคยมีคนนินทาว่า ถ้าพวกผู้ดีมาขอลูกสาว คาร์ล มาร์กซก็คงรีบใส่พานยกให้ทันที เพราะเห่อยศถา

บรรดาศักดิ์เต็มประดา
มาร์กซต้องการสังคมที่มีความเสมอภาค แต่ครั้นพอชวนเองเกิลส์กับเพื่อนอีก 2-3 คนตั้งหนังสือพิมพ์ Neue Reinische Zeitung ของตัวขึ้นมาจริงๆที่เมืองโคโลญน์ ในปีค.ศ.1848 เขากลับสวมวิญญาณเผด็จการ ใช้อำนาจลดเงินเดือนคนงาน และห้ามสไตรค์เด็ดขาด
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีคดีนุงนังถึง 23 คดี จึงพิมพ์ออกมาได้เพียง 301 ฉบับ และถูกสั่งปิดไปในที่สุด (ฉบับสุดท้ายพิมพ์ด้วยหมึกแดงแจ๋ไปทั้งฉบับ) แล้วตัวมาร์กซเองก็ถูกขับออกจากประเทศ
เขาเกิดในประเทศเยอรมันก็จริง แต่เคยสละสัญชาติเยอรมันในปี 1845 เพราะต้องการทำวีซ่าไปสหรัฐอเมริกา เมื่อหวนกลับมาขอสัญชาติเยอรมันคืน ก็ไม่สำเร็จ
เนื่องจากมาร์กซประกอบอาชีพอื่นไม่เป็นและไม่ปรารถนาจะทำ จึงงัดเตารีด อาวุธประจำกายขึ้นมาใช้ ใครโฉบมาใกล้พ่อก็ไถดะ โดยเริ่มจากใกล้ตัวก่อน
เขาชิงชังรังเกียจแม่ของตัวเองดังที่เล่ามาข้างต้น แต่ก็จำเป็นต้องอ้อนวอนขอเงินแม่ใช้ ซึ่งแม่ก็ไม่เต็มใจจะให้เพราะต้องเตรียมไว้ให้ลูกสาวที่จะออกเรือนถึง 5 คน เพียงแต่เจียดเงินมรดกของบิดามาให้ใช้ส่วนหนึ่งเท่านั้น
ทั้งมาร์กซและเจนนี่ผลัดกันเดินทางไปขอเงินจากแม่และลุง (ซึ่งอยู่ในประเทศฮอลแลนด์) แต่ก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หมดท่าเข้าจริงๆ เขาถึงกับขอเบิกเงินมรดกของแม่มาใช้ล่วงหน้า ทั้งๆที่แม่ยังมีชีวิตอยู่
เขาเฝ้าแต่แช่งให้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตายเสียเร็วๆ เพื่อจะได้รับมรดก และไชโยโห่ร้องเมื่อแม่บังเกิดเกล้าตายไปจริงๆ
นี่คือคาร์ล มาร์กซผู้กระเหี้ยนกระหือรือนักหนา “ในหลักการ” ว่าต้องยกเลิกสิทธิมรดก
รายได้จากการเขียนบทความตามหนังสือพิมพ์ย่อมไม่พอเลี้ยงครอบครัว ยามที่ขาดเงิน ทั้งสองต้องเป็นหนี้ร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมปัง ร้านชำ คนส่งนม ฯลฯ แม้กระทั่งหมอ จนหมอเคยส่งตำรวจมาจับ ต้องหนีไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเองเกิลส์
ปีค.ศ.1849 มาร์กซหอบครอบครัวไปกรุงลอนดอน และมีชีวิตอย่างลุ่มๆดอนๆอยู่ประมาณ 6 ปี บางคราวถึงกับต้องอดมื้อกินมื้อ เมื่อไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เจ้าของบ้านก็ขับไล่ และขนเครื่องเรือนรวมทั้งเสื้อผ้าข้าวของออกไปหมด ต้องย้ายไปนอนโรงแรมราคาถูกๆ
คาร์ลกับเจนนี่ยากจนแร้นแค้นถึงขนาดไม่มีเงินซื้อโลงเมื่อฟรานซิสค่า ลูกน้อยวัยไม่กี่เดือนตายในปีค.ศ.1852 ต้องไปขอเงินจากผู้ลี้ภัยชาวฝรั่งเศส และคาร์ลสวมเสื้อเชิ้ตเดินตามศพลูกเพียงผู้เดียว ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เจนนี่ไม่ได้มาเพราะเสื้อที่พอจะสวมออกนอกบ้านได้

ก็อยู่ที่โรงจำนำ รวมทั้งเสื้อนอกของคาร์ลด้วย
คาร์ล มาร์กซเที่ยวหยิบยืมเพื่อนฝูงบ้าง ขอเฉยๆบ้าง เขาถึงกับเอ่ยปากขอเงินจากพาเวล อันเนนคอฟนักหนังสือพิมพ์ชาวรัสเซีย ซึ่งยินดีส่งเงินมาให้เพราะชื่นชมในตัวเจนนี่เป็นพิเศษ
ครั้นพอมีเงิน จากการทะยอยขายเครื่องเงินของเจนนี่จนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว หรือได้รับเงินมรดก ครอบครัวนี้จะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ เปิดบ้านรับรองเพื่อนฝูงอย่างไม่อั้น ใครจะมากินมานอนนานเท่าใด คาร์ลกับเจนนี่ก็ไม่เคยเกี่ยง และมีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา สูบซิการ์ ดื่มเหล้าชั้นดี

พวกผู้หญิงก็แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณราคาแพง จ้างครูมาสอนพิเศษ อ้างว่าต้องการให้ลูกสาวทั้งสามได้อยู่ในสังคมชั้นสูง
ขนาดต่อสู้เพื่อกรรมกรนะเนี่ย
ตัวเจนนี่เองก็เป็นกระเชอก้นรั่วพอๆกัน มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด แล้วก็วิ่งเข้าโรงจำนำต่อไป
เพื่อนซี้ของคาร์ล มาร์กซคือ ฟรีดิช เองเกิลส์ ซึ่งเป็นชาวปรัสเซีย ที่มีอันจะกินเนื่องจากบิดามีโรงงานทอผ้าอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ แต่ตัวเองเกลียดลัทธินายทุนจับใจ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “สภาพของชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษ” และ “อุดมการณ์เยอรมัน”
ทั้งสองรู้จักกันในวัยยี่สิบต้นๆ และถูกชะตากันอย่างแรง คุยกันถูกคอถึงสิบวันสิบคืน เองเกิลส์ไม่เคยทอดทิ้งมาร์กซและครอบครัวตลอดชีวิต และยื่นมือเข้าช่วยเหลือในทุกๆเรื่อง (ย้ำ ทุกๆเรื่อง)
ทุกครั้งที่ครอบครัวนี้ขาดเงิน เองกิลส์จะเป็นผู้ส่งเงินมาให้ใช้ บางคราวจะตัดแบงค์เป็นสองใบ แล้วส่งแยกกันมาในซองจดหมายสองซอง
ปีค.ศ.1868 เองเกิลส์ได้รับมรดกของบิดาและขายหุ้นของตนในโรงงานทอผ้า จึงรับใช้หนี้สินให้ครอบครัวมาร์กซจนหมด และส่งเงินให้ใช้ปีละ 350 ปอนด์ (ของสมัยนั้น) พอปีต่อมาคาร์ลขอเพิ่ม 75 ปอนด์ อ้างว่าคราวก่อนเจนนี่ลืมบอกหนี้รายหนึ่งไป หลังจากนั้นก็นิสัยเสีย ขอตอด

นิดตอดหน่อยอยู่เรื่อย
คาร์ลเขียนหนังสือ Capital จบ ไม่มีเงินค่าส่ง ก็เองเกิลส์อีกน่ะแหละที่ส่งเงินมาให้
ในปีค.ศ.1852 หนังสือพิมพ์ New York Daily Tribune ขอให้มาร์กซส่งบทความไปให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
อ้าว มาร์กซเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้…
ไม่เป็นไร เรื่องจ้อย ให้เองเกิลส์นั่นแหละเป็นคนเขียน แล้วส่งมาให้มาร์กซเซ็นชื่อ ก่อนจะส่งต่อไปให้หนังสือพิมพ์ในนามของมาร์กซ เป็นอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็มๆ ปีต่อมา มาร์กซจึงเขียนบทความเองเป็นภาษาเยอรมัน แล้วให้เองเกิลส์แปลเป็นภาษาอังกฤษ
ความเพิ่งมาแตกเมื่อปีค.ศ.1918
ในครอบครัวมาร์กซ นอกจากพ่อแม่ลูกแล้วยังมีเฮเลนา เดมุทหรือ เลนเชิน สาวใช้ที่มารดาของเจนนี่ให้มาช่วยเบาแรงเจนนี่อีกคนหนึ่ง เลนเชินเป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ จงรักภักดีกับครอบครัวนี้ชนิดหาที่ไหนไม่ได้ในสามโลกนี้
วันดีคืนดี เลนเชินก็ท้อง เธอไม่ยอมปริปากว่าใครเป็นพ่อ
เองเกิลส์ออกมารับว่าเป็นลูกของตัว แต่ไม่ยอมให้ใช้นามสกุล และไม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าหนูเด็ดขาด
เองเกิลส์บอกความจริงกับทุสซี่ ลูกสาวของคาร์ลก่อนที่ตัวเองจะตายเพราะทุสซี่ตำหนิเขาที่ไม่ดูดำดูดีลูกในไส้
จนปีค.ศ.1962 จึงมีผู้พบจดหมายที่เลขานุการของเองเกิลส์เขียนถึงผู้นำขบวนการกรรมกรเยอรมัน โลกจึงได้รู้ความจริงว่า พ่อของเฟรเดริค เดมุทนั้น ที่แท้คือ คาร์ล มาร์กซต่างหาก
เขาขอร้องให้เองเกิลส์รับเป็นพ่อ โดยอ้างว่าตัวเองเป็นถึงหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์สากล ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องผู้ถูกกดขี่ข่มเหง และกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ ขืนทำตัวเหลวไหล ต่อไปใครจะเชื่อน้ำมนต์ แล้วลูกสาวสามคนจะหาสามีดีๆได้อย่างไร
เมื่อมาร์กซตายในปีค.ศ.1883 เองเกิลส์ซึ่งนับเป็นทายาททางปัญญาของมาร์กซเป็นผู้เก็บรักษาต้นฉบับทุกชิ้นของมาร์กซไว้ และทำพินัยกรรมมอบให้ทุสซี่ อีกทั้งยังแบ่งสมบัติให้ลอร่ากับทุสซี่ส่วนหนึ่งอีกด้วย (เจนนิเชินตายด้วยโรคมะเร็งก่อนบิดา)
ลอร่ากินยาตายพร้อมกับสามี เพราะตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่อยู่จนอายุ 70 ส่วนทุสซี่ฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรักเมื่ออายุเพียง 43 ปี..
http://www.tuaytoon.com/story.php?type=N&id=77

จากเรื่องเล่าประวัติของมารกซ์ เจนนี่ และลูกของมารกซ์ ผิดหวังในความรัก อะไรคือ ความจริง และความรัก ที่งดงาม ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มอื่นๆ ที่มีการแนะนำแล้วผ่านตาทางอินเตอร์เน็ต
– The Bookshops of London: The Comprehensive Guide for Book Lovers in and Around the Capital
http://www.amazon.com/gp/product/1840182377/ref=pd_lpo_k2_dp_sr_1/182-1262861-7510251?pf_rd_m=ATVPDKIKX0DER&pf_rd_s=lpo-top-stripe-

1&pf_rd_r=1BQ6JMQEFW99AS9K8TFQ&pf_rd_t=201&pf_rd_p=486539851&pf_rd_i=B004QZ9PNS

-Food Lovers’ Europe: A Celebration of Local Specialties, Recipes & Traditions
http://www.amazon.com/gp/product/076277374X/ref=pd_lpo_k2_dp_sr_2/182-1262861-7510251?pf_rd_m=ATVPDKIKX0DER&pf_rd_s=lpo-top-stripe-

1&pf_rd_r=1BQ6JMQEFW99AS9K8TFQ&pf_rd_t=201&pf_rd_p=486539851&pf_rd_i=B004QZ9PNS

โดยแง่มุมของความรัก ทำให้ผมนึกถึงเพลงของColdplay – Every Teardrop Is a Waterfall ที่มีการแปลบางท่อนของเพลง เช่น But still I’ll raise the flag ซึ่งทำไมแปลคำว่า flag ในบริบทว่า แต่ผมยังคงลุกขึ้นสู่ต่อไปได้…แต่มันอาจจะถูกต้องก็ได้ เนื่องจากผมไม่มีเวลา

เขียนอะไรมากเช่นเดิม และผมมีธุระต้องเดินทาง ก็คิดถึงเล่าเรื่องต่อLucifer..
..ลูซิเฟอร์ (อังกฤษ: Lucifer) เป็นจอมมารแห่งนรก มีบทบาทเป็นอย่างมากในพระตำนานของศาสนาคริสต์ คำว่าลูซิเฟอร์ เป็นคำละตินมาจากคำว่า “Lux” แปลว่าแสงสว่าง และ “Ferrer” แปลว่า ผู้นำมา หรือผู้ถือ นำมารวมกันแปลว่า “ผู้นำมาซึ่งแสงสว่าง” หรือแปลในแบบที่เข้าใจง่ายๆ

ว่า “รุ่งอรุณ” หรือ “ดาวแห่งแสงสว่าง”
-ในตำนาน
อัครเทวทูตองค์นี้ ได้ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากแสงสว่าง และให้ความเอ็นดูเป็นอย่างมาก อาจถือได้ว่า เป็นทูตสวรรค์ที่เป็นใหญ่รองมาจากพระเป็นเจ้า และเป็นอัครเทวทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ทว่า ด้วยความที่นึกว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือทูตสวรรค์ จึงได้

กระทำการก่อกบฏหักหลังองค์พระเป็นเจ้า และในที่สุดก็ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ กลายมาเป็น”ปีศาจ”ตามตำนานของชาวฮิบรู โดยที่ลูซิเฟอร์ ได้ถูกยุยงโดยซาตานอีกทีหนึ่ง (ซึ่งทำให้ทราบว่า ตามตำนานฮิบรู ลูซิเฟอร์ และ ซาตานนั้น ไม่ใช่คนเดียวกันแต่อย่างใด) ในพระคัมภีร์ของชาวฮิ

บรูนั้นได้กล่าวไว้ว่า ซาตานเคยเป็นหนึ่งในอัครเทวทูต มีชื่อว่า Satan-Sataniel หรือ Samael ว่ากันว่าซาตาน ต้องการจะครอบครองทุกสิ่ง มีอำนาจดั่งพระเจ้า จึงได้ยุยง บ้างก็สิงสู่เทพบางองค์ ทำให้กลายมาเป็นเป็นมารร้าย
ตามตำนานของชาวคริสต์ จากคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ได้แปลคำว่า Helel เป็น ลูซิเฟอร์ และได้มีการโยงถึงปีศาจร้ายที่มีร่างเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ที่ลอบเข้ามาในสวนอีเดนและหลอกลวงอาดัม และอีฟ
นักบุญเจอโรมนักพรตในศาสนจักรในยุคกลาง ได้ให้ความเห็นว่า ชื่อ “ลูซิเฟอร์” ไม่ใช่ชื่อที่ดีสำหรับ “ปิศาจ” จึงได้เปลี่ยนมาเป็น “ซาตาน” จนในที่สุด ทั้งสองก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเห็นได้ว่าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในบางครั้งก็จะเรียกลูซิเฟอร์ และในบางครั้งก็จะเรียก ซาตาน
ในตำนานกรีก คำว่า ลูซิเฟอร์ เปรียบได้กับดาววีนัส (ลูซิเฟอร์เป็นชื่อเดิมของดาววีนัส หรือดาวศุกร์) ในบางตำนานของชาวเพแก้น หรือวิคคา กล่าวไว้ว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา พระองค์ทรงให้ความดูแลเอาใจใส่ในตัวมนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นใด และมากกว่าตัวลูซิเฟอร์

เองด้วย ทำให้ลูซิเฟอร์เกิดความรู้สึกน้อยใจและประชดองค์พระเป็นเจ้า โดยการชักนำพรรคพวก ก่อกบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในบางความเชื่อของชาวเพเก้น เชื่อกันว่าลูซิเฟอร์อยู่ในยุโรปและเอเชีย…
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

กระนั้น ผมหวนครุ่นคิด และพิจารณาก่อนตัดสินใจ ในแง่ของงาน ไม่ว่าเรื่องล้อเล่นของเพื่อนอยากเซ็นสัญญากับซาตาน หรือ ลูซิเฟอร์…แล้วเงียบหายไป But still I’ll raise the flag แต่ผมยังคงลุกขึ้นสู่ต่อไปได้….
เชียงใหม่ มุมใหม่ – วัดบ้านถวาย

มีข้อผิดพลาด อัพไฟล์ใหม่ เริ่มนับจำนวนคลิกกันใหม่ – 55+

หากข้อผิดพลาด ข้อเสีย เราจะคิดกันอย่างไร? สมมติผมไปซ่อมรถ ช่างซ่อมรถ ก็บอกว่า ข้อเสียมันมีมากกว่าข้อดีของรถ อาจจะทำให้เราอารมณ์เสีย รถเสียง่ายมากๆ ส่วนตัวของผม ก็พบข้อดี อะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ถึงเรื่องทางความคิด ถ้าเรานึกถึงคำคมว่า อัจฉริยะ หรือ คนบ้า เส้น

แบ่งบางๆ มาก เมื่อเพื่อนผม ที่มีความคิดอันตัวเองเป็นอัจฉริยะ เริ่มเล่นมีอาการ เริ่มอยากเลิกรายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ก้อเขาเริ่มต้นบ่นๆ เลิกรายการไม่ทำแล้ว มาตั้งแต่ต้นเดือน ซึ่งเบื้องหลังเราคุยกันมาก ทั้งแง่การตลาด สปอนเซอร์ ต่างๆ ที่เราส่งจดหมายไปขอทุนสนับสนุน และเงียบ

หายไป จนกระทั่งเพื่อนเผลอกดปุ่มพลาดลบคลิป…ส่วนการอบรมหนังสั้น ที่ผ่านมา ก็ผมสรุปย่อๆ ในประเด็นปัญหาใจกลางของผม คือ ผู้ร่วมงาน ที่ต้องเข้าใจกัน ทำให้นึกถึงหนังเรื่องเถ้าแก่น้อย ก็มีประสบการณ์ล้มเหลว แต่มีลุงที่เป็นผู้ร่วมงานที่ดี น่ะครับ

ดังนั้น ผมเอาผลงานมาให้ดู เช่น On Blue : HoldinghandsProject

เมื่อผมนึกถึงค่ำคืน หลังจากฉายหนังสั้น ที่พวกเราถ่ายทำหนังเกี่ยวกับนางดอยเงิน ก็จบลง ทำให้พวกผม ก็นอนดู “แสงสว่างแห่งดวงดาว” ยามค่ำคืน ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างสนุกสนาน และผมหวนคิดถึงเรื่องดาระอั้ง…
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6937 ข่าวสดรายวัน
“ดาระอั้ง”ขับขาน รากงามกลางดอย
คอลัมน์ สดจากเยาวชน
ภัทรภร ยอดนครจง
ลำนำเพลงเล่าขานตำนานนางดอยเงิน สอดประสานกับเสียงปี่และดิ่ง เครื่องดนตรีแห่งชาติพันธุ์ดาระอั้ง ท่วงทำนองไพเราะชวนฟัง เด็กๆ ดาระอั้งตั้งใจขับร้อง ร่ายรำ เรียนรู้เรื่องราวของดาระอั้งผ่านบทเพลงนางดอยเงินอย่างตั้งใจในห้องเรียนชุมชนบ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
ทุกคืนวันจันทร์ห้องเรียนชุมชนจะเปิดสอนร้องเพลงและฟ้อนรำโดยมี ครูคำ นายนวล เป็นผู้สอน เพลงนางดอยเงินเล่าถึงกำเนิดของดาระอั้งที่มีส่วนคล้ายคลึงกับนางกินรีในนิทานพื้นบ้านไทย
เรื่องเล่าที่ร้อยอยู่ในเนื้อเพลงเล่าว่า นางดอยเงินเดิมอยู่บนสรวงสวรรค์ วันหนึ่งเหาะมาเล่นน้ำในโลกมนุษย์ แต่ถูกบ่วงบาศก์นายพรานรัดที่เอว จึงต้องใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ ไม่สามารถกลับคืนสวรรค์ได้อีก เป็นที่มาของความเชื่อที่ว่านางดอยเงินเป็นบรรพบุรุษของดาระอั้ง ชาติพันธุ์บนดอยสูง
ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งภาษา การแต่งกาย และบทเพลงที่ไพเราะ ครูคำเล่าถึงบทบาทการเป็นผู้สอน และการเป็นผู้สืบสานเอกลักษณ์ดาระอั้งให้คงอยู่ว่า
“มีความสุขมากค่ะที่ได้สอนเด็กๆ เนื้อเพลงบอกเล่าให้เห็นและรู้จักชนเผ่าดาระอั้ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนดาระอั้งเราจะไม่ทิ้งกัน อยากถ่ายทอดเยอะๆ จะได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมของดาระอั้ง ช่องทางที่จะถ่ายทอดได้คือเพลงและการร่ายรำ คนอื่นๆ จะได้รู้ว่าดาระอั้งคือใคร มาจากไหน”
น้องเกล้า ด.ญ.เกล้า ปอรอด วัย 11 ขวบ ลูกศิษย์รุ่นเล็กของครูคำ เล่าว่า “หนูชอบมาเรียนค่ะ การเรียนร้องเพลงทำให้ได้รู้จักวัฒนธรรมของดาระอั้งค่ะ” เด็กหญิงเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
น้องจิ่ง ด.ญ.สารยา นาปาน วัย 10 ขวบ เล่าความสุขของตนว่า “มาเรียนร้องเพลงสนุกค่ะ เพลงนางดอยเงินเล่าความเป็นมาของดาระอั้ง อยู่บนผาอยู่บนดอย ห้องเรียนชุมชนมีวิชาสอนหลายอย่างค่ะ มีสอนร้องเพลง รำดาบ ทอผ้า ศาสนา สอนเล่นปี่ เล่นดิ่ง”
เหย่เจ้าเบย่อแด่ แหย่แน่เบย่อฮิ จาดเย่ตากางเข้า เจ้าเหย่ตากางแด่…
เด็กๆ ร้องเพลงอย่างคล่องแคล่ว แทบไม่ต้องดูเนื้อเพลง พวกเขาร่ายรำด้วยท่วงท่างดงามมีความสุข เครื่องเงินที่ประดับประดาอยู่บนชุดประจำเผ่าส่องกระทบกับแสงไฟดวงเดียวในหมู่บ้านดูสวยงาม
เม็ดเงินกลมๆ บนเสื้อสาวชาวดาระอั้ง มีความหมายแทนดวงดาวที่อยู่บนฟ้า ที่อยู่ที่นางดอยเงินจากมา ส่วนลูกปัดและไหมพรมสีสดที่ห้อยระย้าตรงข้อศอกแทนปีกนางดอยเงิน บั้นเอวสวมห่วงหวายชุบยางรักห่วงใหญ่ที่ทบกันไปมาเรียกว่า น่องหว่อง เปรียบเสมือนกับดักที่นายพรานดักจับ

นางดอยเงิน กระทั่งนางต้องอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ และกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์หลายกลุ่ม รวมถึงชาวดาระอั้งด้วย
ดาระอั้งเป็นหนึ่งในชาติพันธุ์นับร้อยในพม่า อพยพหนีภัยสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า ข้ามน้ำสาละวินมาสู่เมืองไทยในปี 2522 ดาระอั้งเริ่มลงหลักปักฐานที่บ้านนอแล อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นที่แรกในปี 2527 และกระจายสู่หมู่บ้านอื่นๆ ในอ.ฝาง แม่อาย เชียงดาว

และเวียงแหงในเวลาต่อมา
แม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ห่างไกลถิ่นฐานบ้านเกิดสักเพียงใด แต่พวกเขายังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีไว้ได้อย่างเคร่งครัด
น้องมาลี ด.ญ.มาลี จองหลู่ วัย 12 ปี สะท้อนเอกลักษณ์ที่ตนภูมิใจด้วยรอยยิ้มว่า “เรามาเรียนวัฒนธรรมดาระอั้งเพราะอยากสืบประเพณีดาระอั้งให้อยู่ต่อไป เราสืบมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ดาระอั้งคือนางดอยเงิน มีประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเผ่าอื่น คือชุด ภาษา และเพลงที่หนูร้องค่ะ”
เด็กๆ ได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง เพื่อเติบโตไปพร้อมๆ กับการดำรงความเป็นตัวตนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
วันนี้ กว่า 20 ปีแล้วที่ชาวดาระอั้งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย น่ายินดีที่พวกเขายังคงรักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนไว้อย่างดี แม้จะต้องพบกับปัญหาการเป็นบุคคลไร้สัญชาติ การไม่มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากร ถูกจำกัดสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง เผชิญหลายเหตุการณ์

ที่ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวก็ตาม
ดาระอั้งมักถูกจับกุมด้วยข้อ หาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน บ้างถูกล้อมจับ แต่เมื่อการดำเนินคดีดูจะไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวที่ดี การร่วมไกล่เกลี่ยกันของทุกฝ่ายที่ต้องการจะแก้ไขปัญหานี้จึงเกิดขึ้น ทาง ออกคือให้ชุมชนชาวดาระอั้งมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และมีที่ทำกินอย่างยั่งยืน เป็น

ผลให้เกิดโครงการบ้านมั่น คงบ้านปางแดง โดยได้รับการอนุญาตเช่าพื้นที่ระยะยาวจากกรมป่าไม้ ได้รับเงิน ช่วยเหลือจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อสร้างบ้านใหม่ ในพื้นที่ที่กว้างกว่าแหล่งตั้งหมู่บ้านเดิม เพื่อให้ชาวดาระอั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“บ้านเราในที่ดินใหม่ กว้างกว่าหมู่บ้านเก่า ตรงนี้มองเห็นภูเขา หมู่บ้านเก่าแคบ บ้านหลังหนึ่งอยู่กัน 3-4 ครอบครัว แต่หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือ มีที่ตั้งบ้านใหม่ มีที่กว้างๆ เราก็สามารถปลูกผัก ปลูกดอกไม้ ต้นไม้ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ได้ค่ะ หมู่บ้านในฝันหนูอยากมีบ้านสวยๆ มี ดอกไม้

เยอะๆ มีบ่อปลา มีถนน มีไฟฟ้า” น้องมาลีกล่าวถึงความหวังครั้งใหม่ไม่เฉพาะของตน แต่เป็นความหวังของทุกคนในหมู่บ้านปางแดง
ในวันที่เพลงนางดอยเงินยังขับขาน ความเป็นดาระอั้งยังฉายชัด ความหวังครั้งใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น วันนี้ชาวบ้านบ้านปางแดงเริ่มมีรอยยิ้ม พวกเขาอยากบอกเล่าความเป็นตัวตนให้ใครหลายคนรู้จักผ่านชื่อ “ดาระอั้ง” ชนเผ่าบนดอยสูง…
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEkyTVRFMU1nPT0=

อย่างไรก็ดี ผมยังไม่มีผลงานเรื่องนางดอยเงิน มาอัพให้ดูจากทางโครงการผ่านยูทูป และดาระอั้ง เหมือนดวงดาว เป็นสิ่งสวยงาม ในท่ามกลางกาลเวลา ทำให้ผมอยากเล่าเรื่องสั้นๆ ในแง่ส่วนตัวของพวกผม เกี่ยวกับรายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ที่ต่อไปจะมีตอนไปอำเภอเชียงดาว และเหมือน

เจอผี ตอนกลางคืน อาจจะมีเรื่องดีๆ ที่มีดีกว่ารำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง555 ส่วนสรุป โดยส่วนตัวมีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ส่วนปัญหาเรื่องปัจจัย สี่ ยารักษาโรค อันเป็นองค์ประกอบของการเตรียมตัวเดินทาง ครับ

จากตอนเช้าของวันนี้ เมื่อผมทบทวนความทรงจำของตัวเอง การเรียนรู้ต่างๆ นานา ที่มีรายละเอีดยมากมาก ก็ผมคิดถึงคำว่าDark sight จากการพูดด้นสดของตัวเอง และหนังสั้นเรื่องOn the other of sightของกลุ่มทำหนังสั้น เป็นความรักของคนตาบอด ที่มองเห็นแฟนตัวเองสวย

ที่สุด ในสายตาของเขาเอง แม้ว่าจะมีเรื่องราวมากมายจากการอบรม ในแง่เป็นผู้กำกับหนังสั้น-ผู้ช่วยผู้กำกับ คอยควบคุมเสียง ฯลฯ และเรื่องราวส่วนตัวมากมาย แต่ผมไม่มีเวลาเขียน จำเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เมื่อผมกลับมาแล้ว หวนระลึกถึงมันเป็นเดือนพฤศจิกายน จากเดือนที่แล้ว

เป็นเดือนตุลาคม ที่มีวันเกิดของนิทเช่ และอัลวิน ทอฟเฟอร์ ผู้แต่งเรื่องคลื่นลูกที่สาม ผู้บัญญัตศัพท์Globalization…จากเรื่องราวมากมาย ก็ผมมาเล่าขยายต่อบางด้าน คือ ช่วงเวลาการเดินทางผมอยากเล่าเรื่องย้อนหลัง อะไรบางอย่างในแง่มุมการเมือง ศาสนาอิสลาม ที่ผมได้รับรู้มา

80% จากรุ่นพี่ หมู่อิสลามต่างๆ การได้พบกันอีกครั้งในรอบหนึ่งปี ในหลายวันก่อน ที่ผมจะกลับมาพบรุ่นพี่ อีกคนในรอบหลายปี และคนอีกหลายคน จากการเดินทางไปพะเยา-เชียงแสน ฯลฯ กับอาจารย์-นักศึกษา จากเรื่องราวบังเอิญ การติดต่อ การนัดพบกัน อดีต ความรัก ความทรงจำ

โทรศัพท์ สิ่งที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว ในรอบหลายปี ที่เราได้เจอกัน เช่น รุ่นพี่คนหนึ่ง มีลูกมีเมีย ก็บังเอิญเจอกัน และผู้คน หญิงสาว การนัดหมาย โทรศัพท์ เอาเป็นว่าสั้นๆ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมาก มันคือ ดอกไม้บานในเวลาแห่งความสุข ท่ามกลางกาลเวลาให้ค้นหาความทรงจำใน

อดีต,,,,

กระนั้น วันที่ 29พ.ย.54 ต่อมาวันที่ 30 พ.ย. กูเกิ้ลทำรูปเด็กทาสีgoogle ซึ่งวันเกิดของมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องการผจญภัยของฮัคเกิลฟิลด์ และผมค้นหาเกี่ยวกับMARK TWAIN’S ANGEL-FISH ROSTER and other young women of interest “I thought this

was a home. It was a superstition. What is a home without a child?”http://www.twainquotes.com/angelfish/angelfish.html

ในที่สุด ผมจบแบบอารมณ์ขันบวกกับตลกในแง่ความเข้าใจให้ลื่นไหล และยืดหยุ่น อาทิเช่น กรณี facebook เป็นที่นิยมมากกว่าไทยเมล์ และเรื่องเล่าพ่อของหญิงสาว สงสัยทำไมลูกสาวไม่มีแฟน พ่อก็เลยแอบมีเฟซบุ๊คเป็นเพื่อนลูกสาว เช็คดูลูกใช้คำหยาบกับเพื่อน กลายเป็นตรรกะ

สันนิษฐานของพ่อ ว่าลูกไม่มีแฟนเพราะเหตุคำหยาบ555 แน่นอน เฟซบุ๊คยังมีขบวนการเรียกขานว่าล่าแม่มดต่างๆ แล้วผมตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เผยแพร่ กรณีมีการตามหาFacebook…พวกนี้ผมว่าน่าเฝ้าระวังกว่าน้ำท่วมอีกครับ บุคคลเหล่านี้ต้องฝากวิงวอนให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ท และ ชาว

Cyber ทั้งหลายเฝ้าระวัง พฤติกรรมพวกเขาจะ โพสท์ข้อความล่อแหลมๆ และลบภายใน 1 ชั่วโมง อย่าคิดนะครับ ว่า ไม่อยากแอดผมคนนึงเคยคิดเช่นนั้น แต่พอลองสร้าง ID Facebook อันใหม่ อยากเข้าไปฟังว่าเค้าพูดอไรกัน ทำไมถึงคิดอะไรได้ชั่วร้ายถึงขนาดนี้ (ผมไม่ใส่ลิ๊งค์ลอง

ไปหาดูกัน ก็ปรากฏชื่อผมด้วย ครับ)จึงปิดท้ายโดยใช้signด้วยเพลงภาษาอังกฤษนี้

Coldplay – Speed Of Sound
How long before I get in?
Before it starts, before I begin?
How long before you decide?
Before I know what it feels like?
Where To, where do I go?
If you never try, then you’ll never know.
How long do I have to climb,
Up on the side of this mountain of mine?

Look up, I look up at night,
Planets are moving at the speed of light.
Climb up, up in the trees,
every chance that you get,
is a chance you seize.
How long am I gonna stand,
with my head stuck under the sand?
I’ll start before I can stop,
before I see things the right way up.

All that noise, and all that sound,
All those places I got found.
And birds go flying at the speed of sound,
to show you how it all began.
Birds came flying from the underground,
if you could see it then you’d understand?

Ideas that you’ll never find,
All the inventors could never design.
The buildings that you put up,
Japan and China all lit up.
The sign that I couldn’t read,
or a light that I couldn’t see,
some things you have to believe,
but others are puzzles, puzzling me.

All that noise, and all that sound,
All those places I got found.
And birds go flying at the speed of sound,
to show you how it all began.
Birds came flying from the underground,
if you could see it then you’d understand,
ah when you see it then you’ll understand?

All those signs, I knew what they meant.
Some things you can invent.
Some get made, and some get sent,
Ooh?
Birds go flying at the speed of sound,
to show you how it all began.
Birds came flying from the underground,
if you could see it then you’d understand,
ah, when you see it then you’ll understand?

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s