กำเนิด(Birth)และความเข้าใจ(Understand) – Prelude for MeditationและImprovise

กำเนิด(Birth)และความเข้าใจ(Understand) – Prelude for MeditationและImprovise
วันที่ 5-10 ตุลา 54
เมื่อคืน ก็ผมพบเหตุการณ์บนท้องถนน…ไฮเวย์ฝั่งตรงข้าม ขณะผมขับรถมอเตอร์ไซด์ ก็รู้สึกเหมือนมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น และผมช่วงนี้ ก็มีคนมาขอตังค์ง่ายๆ เช่น ผมเดินบนฟุตบาทถนนข้างทาง แล้วมอเตอร์ไซด์ผู้ชายคนหนึ่ง ขับรถมาเบรคเอี๊ยด เห็นผมขอเงิน เหมือนกับเวลาเดือนที่แล้วผม

ไปจอดรถมอเตอร์ไซด์ ก็มีคนมาขอเงิน จากเรื่องราวค่ำคืน ในห้วงคำนึงของการนอน จนกระทั่งรุ่งอรุณ แห่งความทรงจำจากเรื่องราวของสมอง บรรจุฝันค้างเล่าเรื่องราวสองเรื่องซ้อนทับกัน และผมนึกถึงความสำคัญของวันที่ 5 ตุลา คือ
-วันนวัตกรรมแห่งชาติในประเทศไทย
-วันสาธารณรัฐในโปรตุเกส (พ.ศ. 2453)
-วันครูโลก (World Teacher’ s Day)
http://th.wikipedia.org/wiki/5_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

-อุตุฯ ประกาศเตือนภัยพายุ “นาลแก” ฉบับ 3 จ่อถล่ม อีสาน ตะวันออก ภาคกลางอ่วมซ้ำ
เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 4 ต.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับ 3 เรื่องเตือนภัย พายุโซนร้อน “นาลแก” บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 250กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 18.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.0 องศา

ตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งพายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากกรมอุตุนิยม

วิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้…ข้อมูลโดย : เดลินิวส์http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=452758&ch=hn

เดือนตุลา ก็เผยเริ่มเล่าเรื่องแบบชาวบ้าน ดูผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2554
ผลการออกรางวัล งวดวันที่ 16 กันยายน 2554
รางวัลที่ 1
511052
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
957, 104, 189, 499
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
15
รางวัลที่ 1 พิเศษ
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 1 ชุดที่ 15 เลขที่ 511052
สลากกินแบ่งรัฐบาล กลุ่มที่ 2 ชุดที่ 52 เลขที่ 511052
ขอขอบคุณภาพจาก INN News และข้อมูลจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัด ยุติธรรม
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=452270&ch=hn

ข่าว-จตุพร นำม็อบชุมนุมค้านโผทหาร ไปช่วยประชาชนน้ำท่วมดีกว่า(ต่อมาจตุพร บอกไม่มีชุมนุม)Oct 1st, 2011
http://www.talkystory.com/?p=19076

1 ตุลา วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน
-เหมาเจ๋อตุงประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
http://th.wikipedia.org/wiki/1_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

เดือนที่แล้วผมเอานิทเช่มานำเสนอคำคม เช่น “Without music, life would be an error.” Friedrich Nietzsche quotes (German classical Scholar, Philosopher and Critic of culture, 1844-1900.)
thinkexist.com/quotation/without_music…/146285.html

True, we love life, not because we are used to living, but because we are used to loving. There is always some madness in love, but there is also always some reason in madness.
— Friedrich Nietzsche, Thus Spoke Zarathustra, First Part: On Reading and Writing ที่มาhttp://www.wwq3.where-buffalo-roams.com/quotes/love.htm

เดือนนี้หลังจากผมไปร่วมงานศิลปะ และผมได้หนังสือเกี่ยวกับนิทเช่มาหนึ่งเล่ม จึงหวนการเกิดซ้ำมาเล่าต่อ
The Birth of Tragedy
An Attempt at Self-Criticism* …
“Lift up your hearts, my brothers, high, higher! And for my sake don’t forget your legs as well! Raise up your legs, you fine dancers, and better yet, stand on your heads!”
“This crown of the man who laughs, this crown wreathed with roses—I have placed this crown upon myself. I myself declare my laughter holy. Today I found no one else strong enough for that.”
“Zarathustra the dancer, Zarathustra the light hearted, who beckons with his wings, a man ready to fly, hailing all birds, prepared and ready, a careless and blessed man.”—
“Zarathustra the truth-teller, Zarathustra the true laugher, not an impatient man, not a man of absolutes, someone who loves jumps and leaps to the side—I myself crown myself!”

“This crown of the laughing man, this crown of rose wreaths: you my brothers, I throw this crown to you! Laughter I declare sacred: you higher men, for my sake learn— to laugh!”
……………….
The Birth of Tragedy
……..
If we now add the most important phenomenon of the entire ancient lyric, the union, universally acknowledged as natural, between the lyricist and the musician, in fact, their common identity—in comparison with which

our recent lyrics look like the image of a god without a head—then we can, on the basis of the aesthetic metaphysics we established earlier, now account for the lyric poet in the following manner. He has, first of all, as

a Dionysian artist, become entirely unified with the primordial oneness, with its pain and contradiction, and produces the reflection of this primordial oneness as music, if music can with justice be called a re-working of

the world and its second casting. But now this music becomes perceptible to him once again, as in a metaphorical dream image, under the influence of Apollonian dreaming.
……..
http://records.viu.ca/~johnstoi/nietzsche/tragedy_all.htm#t1

เราทำคลอดกำเนิดรายการเชียงใหม่…มุมใหม่-มิตร

โดยเราสำนักทำเล่นทำจริง เกิดผลงานเล็กในบรรยากาศวงกว้างใหญ่ ทำให้รู้สึกสนุกสนานเฮฮามากๆ ขำขำได้ด้วยอารมณ์ศิลปินของบรรยากาศจากภาพรวมของผู้คน วัตถุสิ่งของ ในงานศิลปะ ซึ่งผมบันทึกเล่าเบื้องหลังการถ่ายทำรายการ ก็ต้นทุนทำงานหนักยากมาก เพราะเพื่อนผู้ร่วม

ถ่ายทำ ก็ถึงขั้นอาการอ๊วกอาหารก่อนไปบ้านผู้กำกับหนังสั้น ช่วยเก็บของสำหรับย้ายกลับบ้าน และเราไปถ่ายทำหอศิลป์แบบไม่มีบทมาก คือ ซคิพท(script)+ด้นสด(improvise) 2หนใช้เวลา(time)อยู่เหมือนกัน และเราต้องขอบคุณผู้ชม ผู้ร่วมโฆษณาไทยอีนิวส์ รวมทั้งผู้คนทั้งหมดใน

รายการเชียงใหม่..มุมใหม่01 โดยโจทย์ต่อไปจะให้รายการอยู่ยืนยาวกว่าเดือนตุลาฯ ส่วนอีกด้านหนึ่งของชีวิตผมจัดรายการวิทยุด้วยน่ะครับ

ทั้งนี้ ผมอยากเริ่มต้นเดือนตุลาฯ ในอีกด้านมุมของ5 ตุลา พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) – เหตุการณ์ 6 ตุลา : หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ตีพิมพ์ภาพการแสดงละครล้อเลียนการเมืองของ นศ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเชื่อว่าเป็นภาพตกแต่ง โดยเรื่องเล่า ผ่าน

ความทรงจำ ตอนการเมืองแรงๆ เมื่อปี2553 การประกาศสนับสนุนการยุบสภาในกลุ่มพวกเราไม่ง่ายเลย ครับ
การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย – วิกิพีเดีย
การยุบสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นกระบวนการที่นำมาใช้แก้ปัญหาทางตันทางการเมือง กล่าวคือ
การแก้ปัญหาอาจกระทำได้หลายประการ อาทิ การที่รัฐบาลลาออก การยุบสภา และรัฐประหาร …
การยุบสภาในประวัติศาสตร์ไทย
การยุบสภาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดขึ้นมาแล้วรวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2554 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การยุบสภาทั้ง 13 ครั้ง มีดังนี้
1. 11 กันยายน พ.ศ. 2481 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา รัฐบาลขัดแย้งกับสภา
2. 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช สภาผู้แทนมีการยืดอายุมานานในช่วงสงคราม จนสมควรแก่เวลา
3. 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติลาออก จนไม่อาจทำหน้าที่ของสภาได้
4. 12 มกราคม พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ความขัดแย้งภายในรัฐบาล
5. 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ สภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งกับวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
6. 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลขัดแย้งกับสภา กรณีการตราพระราชกำหนด
7. 29 เมษายน พ.ศ. 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ความขัดแย้งภายในรัฐบาล
8. 29 มิถุนายน พ.ศ. 2535 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลหลังจากเกิดวิกฤตทางการเมือง
9. 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 นายชวน หลีกภัย ความขัดแย้งภายในรัฐบาล
10. 27 กันยายน พ.ศ. 2539 นายบรรหาร ศิลปอาชา ความขัดแย้งภายในรัฐบาล
11. 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 นายชวน หลีกภัย ใกล้ครบวาระ
12. 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เกิดวิกฤตการณ์การเมืองจากการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี
13. 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิกฤตการณ์ทางการเมือง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%

81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%

A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เมื่อผมอ่านหนังสือคู่มือแกนนอน ก็มีรุ่นพี่ให้ยืมมาอ่าน คือ การด้นสดในการพูด หรือImprovise เหมือนดนตรีแจ๊ส จากหนังสือหน้า15 อธิบายว่าขบวนการต่อสู้ภายใต้โครงสร้างแนวดิ่ง ทำให้องค์กรนำแบกน้ำหนักมากเกินไป แกนนอน คือ ความพยายามกระจายอำนาจนั้นออกมา เป็นกลุ่ม

ย่อยที่อยู่บนพื้นฐานแนวระนาบ และเป็นกลุ่มเล็กที่ชาญฉลาดจัดการง่าย ไม่เป็นภาระต่อส่วนกลาง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 ก.ย.2553 คือปรากฏการณ์กลุ่มย่อย ที่มีความเป็นธรรมชาติและด้นสดเหมือนเล่นดนตรีแจ๊ซ แจ๊ซ คือ ลักษณะดนตรีที่เกิดจากการเล่นอย่างอิสระโดยการประสานกันขึ้น

เองของนักดนตรี เป็นการเล่นสด เล่นด้วยความสนุก ใช้หัวใจเล่น รู้จักนำรู้จักตาม รู้จักหนักเบา รู้จักพัฒนา แจ๊ซเล่นคนเดียวไม่ได้ เพราะเป็นจังหวะที่ต้องอิมโพรไวซ์หรือด้นกันสดๆ ปฏิบัติการแบบแจ๊ซ ก็คือ ใยแมงมุมวันที่ 19 กันยา ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดสิ่งนี้ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ทุกอย่าง

เซอร์ไพรส์ เล่นกันสดๆ.. และเราดูข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซด์รายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต ออนไลน์ทางทีวี บอกเล่าแนะนำหนังสือคู่มือแกนนอนOn the street แนะนำหนังสือคู่มือแกนนอน(ลองเสริจ์หาดูในgoogle น่ะครับ)

แต่ว่าผมอยากเล่าเรื่องดนตรี ในแง่มุมมาเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวทางการเมือง.คล้ายศิลปะและดนตรีเพื่อชีวิต สมัยก่อน..มันมีประเด็นบางอย่าง ในทางสังคมการเมือง ถูกนำไปใช้ในแง่หนึ่งเสมอ ไม่ว่าทางการโจมตี และศิลปะแห่งการโกหกหลอกลวงต่างๆ และผมนึกถึงงานเพอร์โฟ

แมนซ์ซซ…ผมตั้งคอนเซ็ปชั่วให้ว่า ไม่มีความชั่ว ก็ไม่มีความดี ถ้านิทเช่ เจ้าของความคิดข้ามพ้นGood and Devilมาเจอเข้าอึ้งแน่ๆ(ฮา) แน่นอนว่า นิทเช่ ปฏิเสธนาซี แต่นาซีก็ร่วมมือกับน้องนิทเช่ ช่วงชิงใช้แนวคิดของนิทเช่ไปด้วย ส่วนดนตรีที่น่าสนใจ ที่เดือนที่แล้วผมกล่าวถึงงาน

ดนตรี เสียงทดลอง และหนังสือ เกี่ยวพันนิทเช่ และJohn cage ค้างไว้ คือ …ผมได้เล่าเรื่องยากๆให้อ่านเรื่องดนตรีทดลองจากงานนิทรรศการ พร้อมบทบรรยาย เกี่ยวพันนิทเช่ คือ 1. 2.(1-2ว่างเปล่า) 3.นักร้องหญิงชาวอเมริกัน Patti Smith ร้องเพลงสวดสำหรับโบสถ์ของหมอฟัน

อเมริกัน เธอไม่ได้กำลังมองหา “ราก”หากแต่จะไปตาม”คลอง”

4.เรามาปลดล่อยให้เราให้เป็นอิสระ เพื่อที่จะได้คิดได้ และรักได้ ในสิ่งที่ประกาศตนเองในจักรวาลของเราด้วยเสียงอันกึกก้องดังเสียงฟ้าร้อง นับตั้งแต่ที่นิทเช่ได้เคยทำมาแล้ว ความแตกต่างที่ไม่อยู่ในความควบคุม และสิ่งที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ที่อาจทำให้ภูเขาไฟที่

สงบแล้วปะทุขึ้นมาอีกได้ เหมือนอย่างที่เคยระเบิดวงวรรณกรรมมาตั้งแต่สมัยของมาล์ลาร์เม่ เหมือนอย่างที่เคยทำให้พื้นที่ในวงการจิตรกรรมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และแตกตัวไปแล้ว หรือเหมือนอย่างที่เคยทำให้เส้นทางอันมั่นคงของวงการดนตรีได้แตกหักไปแล้ว ตั้งแต่ยุคของเวเบอร์ สิ่ง

เหล่านี้ได้ประกาศก้องถึงกาลเวลาที่แตกหักมาแล้วทุกยุคทุกสมัย ในที่สุดก็เป็นไปได้ ที่จะคิดถึงความแตกต่างของปัจจุบัน และคิดถึงปัจจุบันว่าเป็นความแตกต่างของความแตกต่าง …แต่ว่าจริงๆเรื่องราวยังกล่าวถึงเพลงของjohn cage(ผมเอาเพลงมาให้ฟังเป็นตัวอย่าง)
ที่ 4 มาถึง5(ว่าง) และ6. การผลิตเสียง ถ้อยคำ สี โดยไม่มี “ความตั้งใจในงาน” มันคือ “คนที่ก้าวขึ้นสู่ขั้นสูงต่อๆไป” เป็น “นาย”ของยุคสมัยปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นคนที่ยืนดูอยู่ข้างนอก เป็นจิตรกรที่ทำการทดลอง เป็นศิลปินป๊อป เป็นฮิปปี้ และยิปปี้ เป็นกาฝากเป็นคนบ้า เป็นนักโทษ ผู้ถูก

จองจำ หนึ่งชั่วโมงของชีวิตเขาเป็นยิ่งกว่า “ความเข้มข้น” (แต่น้อยกว่า “ความตั้งใจ”) เป็นมากกว่า “1000 ถ้อยคำ” ของนักปรัชญาอาชีพ พวกเขาใกล้ชิดนิทเช่กว่าเหล่าผู้อ่านงานของนิทเช่เสียอีก

การแตกหักกับหลักเกณฑ์ทั้งหลายแหล่ สำหรับเพลงที่ดีหรือที่เลวนั้น ถูกมองว่าเป็นพวกปฏิเสธนิยม เช่นเดียวกับความเป็นไปได้ที่จะเอา(งานของ) “มือสมัครเล่น” ไปวางตลาดเพลงแทนนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่
เทคนิคไม่ได้เป็นอาวุธ หรือ เครื่องมือในความสัมพันธ์ระหว่าง “คน-วัตถุ” อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการวางตำแหน่งอย่างแข็งขันของปุ่มปรับต่างๆ ซึ่งจะว่าไปแล้ว สามารถสร้างหรือปรับแต่งเสียงต่างๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยทำเช่นนี้ได้มาก่อน เป็นสิ่งที่อยู่ท่ามกลางโลกแห่งเสียงทั้ง

สอง คือ เสียงที่มีจริง และเสียงที่ไม่มีจริง ผลงานของCage นี้มีคุณสมบัติที่เปิดเผยและเป็นงานทดลอง….(บทบรรยายยาวมากยังไม่จบ) ซึ่งผมเขียนเพิ่มเติมว่า งานของJohn Cage เป็นงานทดลองเสียง ช้อน และเสียงเงียบอันลือลั่น คือเพลงJohn Cage “4’33”,Waterwalk และ

ก็John Cage about silenceเคยคุยเกี่ยวกับเสียงเงียบ เป็นต้น น่ะครับ

อย่างไรก็ตาม ผมปิดท้ายด้วยบทเพลงที่น่าจะฟังง่ายหน่อยมั้งของเขา
John Cage – Prelude for Meditation

วันที่ 10-11-14 ตุลา 54
ช่วงเช้า อากาศแปรปรวนเหมือนไม่มีแดดออก และผมตื่นเช้า จากฝันค้างหลายเรื่องราว ก็ตื่นมาพบความจริงในโลก และบางคนอาจจะตื่นเพื่อทำบุญ โดยบางคนรีบเร่งไปทำงาน ถ้าคุณอยู่กทม.ก็ต้องตื่นเช้าอย่างรีบเร่งกับจราจรรถติด แต่ตอนนี้กทม.กำลังมีข่าวน้ำท่วม จึงอาจจะทำให้คุณ

เตรียมแผนการเดินทางมากขึ้น ในการเตรียมรับปัญหาเฉพาะหน้าในชีวิตประจำวัน และการวางแผนของผม แวะไปศาลคดีรุ่นพี่ตอนเช้า ซึ่งสะท้อนลักษณะในการจัดวางเส้นแบ่งกิจกรรม กับงานหน้าที่ผลิตข่าวเป็นงานจ็อบ xxx อื่นๆ เมื่อเพื่อนของผม ที่มาเก๊า แวะมาทักทายผ่านโซเชียลเน็ต

เวริด์ ทำให้ผมคิดเขียนบางอย่าง ในแง่มุมคอลัมภ์ และงานอีกด้านโดยการวางแผนของพวกผม ในการจัดการวางแผน ตารางเวลา ภายใต้ข้อจำกัดไม่มีขาตั้งกล้องของตนเอง และการปรับแผน เปลี่ยนแผน ยืดหยุ่น แก้ไขงานเฉพาะหน้า เพราะว่างานรายการเชียงใหม่..มุมใหม่ ที่คนดูคลิกเข้า

เกินเก้าร้อยกว่า เนื่องจากไทยอีนิวส์เป็นสื่อโฆษณาหลัก จากการวิเคราะห์ผ่านสถิติของYoutube ทำให้คนเข้ามาคลิกกันมาก และเพื่อนศิลปิน นักเขียน จะร่วมงานสนุกสนาน ในแง่งานศิลปะ รวมทั้งตัดต่อภาพ ซึ่งเพื่อนผม สนใจภาพคลิปน้ำท่วม สะท้อนปัญหาน้ำท่วม จึงนำภาพมาเล่า

เรื่องรวมข่าวสาร…
-สถานการณ์น้ำท่วม – ข้อมูลสำคัญ/เบอร์ฉุกเฉิน/ข้อมูลบริจาค/รับอาสาสมัคร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย…
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเมื่อคืนวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมาพายุฝนได้เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักชนิดไม่ลืมหูลืมตาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น หลายอำเภอ ทำให้ในช่วงเช้า

ถนนสายเอเชีย ขาออก ที่จะมุ่งหน้าขึ้นสู่ภาคเหนือ แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์นานาชนิด http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=453584&ch=hn
-ผู้ว่าฯกทม. ทำพิธีไล่น้ำ ยันไม่สิ้นคิด http://www.talkystory.com/?p=19581
-เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กทม. 13 เขต นายกแถลงเร่งระบายน้ำลงทะเล http://prachatai3.info/journal/2011/10/37287
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมแผนอพยพประชาชนและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำว่า กทม.ได้เตรียมแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ ที่ได้รับผล

กระทบจากน้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว คาดว่าในช่วงวันที่ 15 – 18 ต.ค.นี้…. โดยผู้สื่อข่าวได้รายงานข่าวจาก ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา แจ้งวัฒนะ ว่า บรรยากาศการจับจ่ายในร้าน ท็อปส์ เป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจาก ประชาชนจำนวนมากได้แห่ไปซื้อสินค้า บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กถ้วย

น้ำดื่มขวดใหญ่ ไปกักตุนไว้ในบ้านจำนวนมาก จนสินค้าหมดไปในพริบตา นอกจากนี้ มีประชาชนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี และบริเวณใกล้เคียง แห่เข้ามาจอดรถในศูนย์การค้าจำนวนมาก เพราะเกรงว่าระดับน้ำจะท่วมสูงจนมิดคันรถ ขณะที่ประชาชนบางส่วนยังเกิด

ปัญหาหาซื้อถุงทรายไม่ได้ เนื่องจากผู้ค้าได้ปรับราคาถุงทรายขึ้นเป็นเท่าตัวจากเดิม 30-35 บาท เป็น 60-65 บาท สร้างความ เดือดร้อนให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมซ้ำเข้าไปอีก
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=453925&ch=hn

วันที่10 ตุลา ในอดีต….วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล..วันเอกราชในคิวบา (พ.ศ. 2411) วันชาติในฟิจิ (พ.ศ. 2513) วันชาติไต้หวัน
พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) – สงครามปราบฮ่อครั้งที่ 1 เจ้าพระยาภูธรอภัยเป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองพิชัยวันนี้
พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำเข้าที่ดินส่วนพระองค์ ที่ทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการบรรเทาเหตุน้ำท่วม ที่น้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
http://th.wikipedia.org/wiki/10_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

John Cage: Waterwalk

ข่าวเด่น…สตีฟ จ๊อบส์ เสียชีวิตแล้ว ทาง Apple ได้แจ้งข่าวว่าผู้ก่อตั้ง และอดีตผู้บริหารระดับสูงของ Apple สตีฟ จ๊อบส์ ได้เสียชีวตลงแล้ว ด้วยวัยเพียง 56 ปี
สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ที่ถือว่าเป็นตำนานของโลก ในฐานะผู้สร้างนวัตกรรมที่เป็นที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก อย่าง iPod, iPhone และ iPad ไม่รวมถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่าง Mac แต่เนื่องจากโรคมะเร็งร้ายที่รุมเร้า สตีฟ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เค้าตัดสินใจลาออกจาก Apple เพื่อทำ

การรักษาอาการให้ดีขึ้น แต่ในที่สุดสตีฟ ก็ไม่สามารถที่จะต้านทานความร้ายกาจของเจ้าโรคมะเร็งร้ายได้ ทางเว็บไซต์ Apple.com ได้เปิดให้ทุกท่านสามารถร่วมไว้อาลัย และแชร์ความรู้สึกกับการจากไปของสตีฟ จ๊อบส์ ได้ที่อีเมล์ rememberingsteve@apple.com
ทางทีมงาน MSN ประเทศไทย ขอร่วมไว้อาลัยกับสุดยอดนักคิดค้นท่านนี้ Rest in Peace, Steve.
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=453270&ch=hn
แอปเปิล (อังกฤษ: Apple Inc.) หรือในชื่อเดิม แอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer Inc.) เป็นบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แอปเปิลปฏิวัติคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 ด้วยเครื่องแอปเปิลทู (Apple II) และแมคอินทอช (Macintosh) ในยุค 80

ปัจจุบันแอปเปิลมีชื่อเสียงด้านฮาร์ดแวร์ เช่น ไอแมค ไอพอด ไอโฟน ไอแพด และร้านขายเพลงออนไลน์ไอทูนส์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A5_(%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%

97)

จากการสำรวจข่าวและการเขียนถึงสตีฟ จ๊อบส์-โลกอินเตอร์เน็ต และเศรษฐศาสตร์การเมือง…
Pipob Udomittipongกี่คนจะรู้ว่า Steve Jobs เป็นลูกนอกสมรส แม่แท้ ๆ ยกให้ครอบครัวอื่นไป แลกกับสัญญาว่าจะส่งลูกเรียนถึงมหาวิทยาลัย สำหรับ Jobs โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ “ทำลายความอยากรู้อยากเห็น” Jobs ต้องจ้างนักสืบเพื่อค้นหาว่าแม่ของเขาเป็นใครกันแน่ใน

ภายหลัง ความสำเร็จของ Jobs (หรือ Apple ก็ว่าได้) อยู่ที่เขาไม่ต้องการเหมือนใคร ไม่ใช่อยู่ที่ “การใส่ใจกับไอเดียดี ๆ แต่อยู่ที่การปฏิเสธไอเดียดี ๆ เป็นร้อย ๆ ต่างหาก”

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล >>> นำชม “วอร์รูม” คอยตรวจล่าเว็บ “หมิ่น” ของรัฐบาล (ชุดนี้นั่นแหละครับ) คุณทอมัส ฟูลเลอร์ (Thomas Fuller) แห่ง The New York Times เขียนบทความเยี่ยมๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยมา 2-3 เรื่องแล้ว (ช่วงที่ผมโดนเล่นงานตอนต้นปีนี้ เขา พร้อมกับ

“คุณปอย” ผู้ช่วยที่ nice มาก – จะบอกว่า lovely assistant ก็กลัวคนหมั่นไส้เอา แหะๆ – เคยมานั่งสัมภาษณ์ผมอยู่ราว 3 ชั่วโมงได้ ตอนสัมภาษณ์ ผมก็ไม่แ…น่ใจจะออกมายังไง เพราะเห็นเขาเป็นฝรั่งและอายุดูยังไม่มาก ประเภทหน้าเด็ก หนุ่มหล่อ อะไรแบบนั้น แต่บทความออกมา

จริงๆแล้วก็ดีมาก ดีเกินคาด บทความที่ตามมาเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน เช่นคราวเครื่องบินมิวนิค ผมก็ว่า บทความของเขา ดีที่สุด เท่าทีเห็นในหมู่บทความในสื่อฝรั่ง) ไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณทอมัส มีบทความใหม่ ที่น่าสนใจมากทีเดียว (ขอบคุณ PPT ที่โพสต์เรื่องนี้ ดึงให้ผมสนใจ) คราวนี้ คุณ

ทอมัส นำชม “วอร์รูม” หรือ ห้องปฏิบัติการตรวจเว็บหมิ่น ของรัฐบาล ชื่อเป็นทางการในภาษาอังกฤษคือ “Office of Prevention and Suppression of Information Technology Crimes” ไม่แน่ใจว่า มีชื่อไทยว่ายังไง แต่พวก จนท. ที่ทำงาน ก็นิยมเรียกกันเองว่า “วอร์รูม”

(ดูรูปที่ให้ประกอบ แล้วลอง google ดู น่าจะไม่ยาก ความจริง จะให้ link ก็ได้ แต่ผมกลัวประเภท คนใน “วอร์รูม” ตามบทความ หรือ จนท.อื่นๆ จะ “ประสาท” “บ้าจี้” นั่นแหละ คือ ตอนหนึ่งของบทความ ตัว จนท.เอง “ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ ที่เข้าข่าย “หมิ่น” แล้ว เขาก็บอกว่า เช่น ถ้ามี

รูปในหลวง แล้วมีรูป …. ” ไอ้ตรง ที่ผมใส่ … ไว้ ความจริง ก็เป็นคำเล่าของ จนท.เองนันแหละ แต่ถ้าผมให้ link เกิด จนท.เอง บ้าจี้ ขึ้นมา .. เอาเป็นว่า หาเอาเองก็แล้วกัน)

มีข้อมูลบางอย่างน่าสนใจดี ก่อนอื่นคือ คนที่ทำหน้าทีรับผิดชอบ “วอร์รูม” นี้ ชื่อคุณ Surachai Nilsang (น่าจะ “สุรชัย นิลสังข์ ?) ซึ่งคุณทอมัส ได้คุยสัมภาษณ์ด้วย 2 ชัวโมง ที่น่าสนใจ (สำหรับผม) คือ คุณสุรชัย เปิดเผยว่า ใช้ โปรแกรมพิเศษชื่อ “สไปเดอร์” คอยวิ่งไปตามอินเตอร์

เน็ต เพื่อตรวจหาข้อความหรือข้อมูลที่อาจจะเข้าข่ายหมิ่น (หลายวันก่อน ผมเพิ่งเล่าให้ “เพื่อน” fb ท่านหนึ่งฟังหลังไมค์ว่า เท่าที่ผมทราบ อเมริกัน มีซอฟท์แวร์ ที่สามารถคอยวิ่ง “ดัก” แม้แต่ข้อความในอีเมล์ที่ส่งกัน ถ้าอีเมล์นั้นไม่ได้ถูก encrypted หรือ เข้าระหัสไว้ ก็มีโอกาสถูก

โปรแกรมแบบนี้ “เจอ” ได้ โดยเขาจะให้โปรแกรมทีว่า คอยหาพวก “คำ” ที่อาจจะ “เข้าข่าย” เช่นพวก bomb, อะไรแบบนั้น) และที่ผมสนใจมากคือ หลังจากบอกเรื่อง “สไปเดอร์” แล้ว คุณสุรชัย อธิบายว่า ถ้าเจอเว็บที่มีข้อความที่อาจจะเข้าข่าย แต่คุณสุรชัย และ จนท.ของ “วอร์รูม” ไม่

แน่ใจ จะ “สอบถามไปยัง หน่วยทหารพิเศษหน่วยหนึ่ง ที่ขึ้นกับราชสำนัก เพื่อสอบถามความถูกต้องของเนื้อหาที่เจอนั้น ข้อความในบทความของคุณทอมัส ตอนนี้คือ Mr. Surachai, the head of the war room, says he often looks for guidance from his superiors.

He uses a “spider,” a specialized computer program that trolls the Internet and flags potentially offensive content. He then often consults with a special military unit attached to the king’s palace to inquire about the

veracity of some Internet postings. หน่วยทหารพิเศษ ที่ ขึ้นตรงต่อ…

กรณีอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความคิดเห็นต่อกลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ หัวข้อ “ประชาธิปไตยแท้กับความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างไร” …โดย พจนา วลัย วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 54 เวลา 14.30-16.30 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว

ราชดำเนิน จัดโดย องค์กรเลี้ยวซ้าย
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ใช่ความบังเอิญที่ทำไม ปัญญาชนซ้าย จึงคิดว่า “ทั้งสองฝ่าย (ทั้งเหลือง-แดง, ทั้งเชียร์ทักษิณ ทั้งพวกแอนตี้ทักษิณ) เป็นศัตรูของเรา” อยู่นานมาก (2 ปี ในกรณี “เลี้ยวซ้าย”) ส่วนหนึงมาจากระบบคิด ทีอ่อนเรื่องการเมือง ….
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปํญหาใหญ่ของปัญญาชนไทย ที่คิดว่าเป็นมาร์กซิสต์ ซึ่งความจริง ก็มี”ราก”มาจากจุดอ่อนสำคัญในงานของมาร์กซิสม์คลาสสิคเอง คือ การ “อ่อน” ในปริมณฑลเรื่องการเมือง (งานของมาร์กซ ที่เกียวกับการเมือง อ่อนมาก เพราะมาร์กซ หรือเลนินเอง คาดว่า การปฏิวัติ

จะเป็นเรื่องที่ relatively easy จึงไม่ได้มีการอภิปรายปัญหาในเชิงการเมือง โครงสร้างรัฐ รูปแบบการเมือง กฎหมาย ฯลฯ – เรื่องพวกนี้ กลายเป็นเรื่องของเสรีนิยมไป)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือทำไม คนเหล่านี้ จึงมองไม่เห็นประเด็น….ป็นเวลานาน ทั้งหมดนี้ มาจากความ “อ่อน” ในวิธีคิด ในการมองเรื่องการเมือง ปัญหาโครงสร้างการเมือง ปัญหากฎหมาย หลักการทางการเมืองต่างๆ ในแง่นี้ การเอาแต่อภิปรายในลักษณะนี้ ไม่ช่วยให้จุดอ่อนนี้ได้รับการ

แก้ไข อันทีจริง “ประชาธิปไตย” ควรมีแต่รูปแบบ ไม่มีเนื้อหา (ไมใช่ “ประชาธิปไตยกินได้”
เรื่องนี้ เป็นอะไรที่ ปัญญาชนซ้ายไทย ไม่เข้าใจ (และแชร์ร่วมกับ พรรคการเมือง ฯลฯ) ทำไม จึงควรมีแต่ “รูปแบบ” (forms หรือ rules) เพราะในสังคมสมัยใหม่ ความคิดผุ้คนหลากหลาย แม้แต่คนใน “ชนช้น” เดียวกัน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “คนชนชั้นเดียวกัน มีความต้องการเหมือนกัน

ฯลฯ”และตามหลักการการเมืองเกี่ยวกับ เสรีภาพ สิทธิ ในการตัดสินใจ ฯลฯ
การที่รัฐ ควรมีนโยบายอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจ (และเปลี่ยนใจ) ของประชาชน แต่การเมืองประชาธิปไตย หรือ “ประชาธิปไตย” ที่ควรจะเป็นคือ การมี forms หรือ rules ที่ทำให้ทุกฝ่าย ทุกความเห็น สามารถ compete สามารถต่อสู้กันได้ แย่งชิงการสนับ

สนุนจากประชาชนได้
ดังนั้น ประชาธิปไตย จึงควรคิดในแง่นี้ คือในแง่ “กรอบ” หรือ forms หรือ rules (รูปแบบรัฐ กฎหมาย กลไกกระบวนการยุติธรรม) ทีจะเปิดกว้าง ให้ทุกฝ่ายทุกความเห็น สามารถ “ใช้” ได้
การ “พ่วง” และคิดตลอดเวลาในลักษณะว่า “การเมืองต้องเศรษฐกิจ” ด้วย “ประชาธิปไตย ต้องกินได้ ต้องเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ” (อย่างในหัวข้อ) เป็นการทำให้ “เบลอ” ในการคิดเรื่องปริมณฑลการเมืองล้วนๆ (และเป็น “ราก” หรือสาเหตุในเชิงวิธีคิด ที่ทำไม “ฝ่ายซ้าย” เหล่านี้ จึงใช้

เวลานานมาก มองไม่เห็นประเด็น ในช่วงวิกฤต 2549 – 2551)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในปี 2549 เพราะฝ่ายซ้าย (เลี้ยวซ้าย ด้วย) คิดในแง่ ต้องโยง “การเมือง” กับ “เศรษฐกิจ” จึงมองในแง่ว่า ทักษิณ เป็นพวกเสรีนิยมใหม่ ทุนนิยม ฯลฯ (ตอนนี้ ก็ยังเป็น เสื้อแดง เพื่อไทย ยังเป็นในแง่นี้) ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่าย พันธมิตร ฝ่ายเหลือง (ตอนนี้ ก็ไม่ได้ต่าง

ในแง่นี้เท่าไร)
จึงมองไม่เห็นประเด็นในแง่ “กรอบ” หรือการเมืองโดยเฉพาะ ว่ามีความแตกต่างกัน จึงมองไม่เห็นว่า “การเลือกตั้ง” มีความสำคัญ (คำขวัญแย่ๆตอนนั้น ทีนิยมกันมาก และแม้แต่หัวข้อสัมมนานี้ ก็ยังสะท้อนอยู่ คือ “ประชาธิปไตยไมใช่แค่การเลือกตั้ง” การเลือกตั้ง ชนะเลือกตั้ง ได้รับการ

สนับสนุนจากการเลือกตัง จึงสำคัญน้อยกว่า ความจริงทีว่า กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนการเลือกตั้งนั้น ก็ “นายทุน” เหมือนๆกัน)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีแต่ต้อง re-orient (เปลี่ยนทิศทาง) วิธีคิด แบบนี้ จึงจะมองเห็นว่า ทำไมประเด็นอย่างสถาบันกษัตริย์ เป็นประเด็นชี้ขาด ในแง่การเมือง
จึงจะทุ่มเทการคิด ในแง่ การเมืองล้วนๆ (as such) ได้ดีกว่านี้
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อันที่จริง ฝ่ายสังคมนิยมยุค คลาสสิค ตังแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีวิธีคิดในเชิงการเมืองมากกว่าทีเข้าใจ (แม้จะมีจุดอ่อนรากฐาน จากการอ่อนในงานมาร์กซ ดังก่ล่าวข้างต้น)
นั่นคื่อ ข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นใจกลาง ของพรรคเหล่านั้น ในยุโรป คือเรื่องการเมือง คือเรื่องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งรัฐ หรือรูปแบบรัฐ ที่มีลักษณะประชาธิปไตย (“สาธารณรัฐประชาธิปไตย”) ที่มีเสรีภาพทุกด้านอย่างเต็มที่ก่อน นโยบายเชิงเศรษฐกิจสังคม เป็นเรืองขึ้ต่อการต่อสู้นี้ (อ่าน

เอกสารของพรรค SPD ของเยอรมัน, ของพรรค RSRWP ของรัสเซีย)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยิ่งมาถึงศตวรรษนี้ สิ่งที่ควรตระหนักคือ ความหลากหลาย ความแตกต่าง ของความคิดของคน ที่จะดำรงอยู่ไปอีกนาน (อาจจะตลอดไป) ในเรื่อง นโยบาย ที่เหมาะสมทางเศรษฐกิจสังคม
ดังนั้น ประเด็นสำคัญ จึงอยู่ที่ทำอย่างไร จึงจะสร้าง “กรอบ” หรือ “รูปแบบ” การเมือง ที่ทำให้ทุกฝ่าย ทุกความเห็น (ทุนนิยม, ไม่ทุนนิยม ฯลฯ) เป็นเวทีทีสามารถแข่งขัน ต่อสู้กันทางการเมือง เพื่อการสนับสนุนของประชาชนได้ในระยะยาว
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ประชาธิปไตยจึงต้องมีแต่ “รูปแบบ” หรือ ต้องเป็นเรื่องของการพยายามสถาปนา “รูปแบบ” ของการเมือง ที่ทำให้ทุกฝ่าย สามารถต่อสู้กัน ช่วงชิงความเห็นด้วยของประชาชน (การสนับสนุน หรือการเปลี่ยนใจ ต่อเรื่องนโยบายต่างๆ ตามแต่เวลา)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การคิดแต่ในแง่ว่า ประชาธิปไตย “แท้” ต้องเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจ บางอย่าง (ที่เราสนับสนุน) เช่น “เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ” คือการคิดถึง การเมือง หรือ ประชาธิปไตยแบบ แคบ (เกิดคนส่วนใหญ่ เขาไม่สนับสนุน “ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ” ล่ะ? เกิดเขา

สนับสนุนทุนนิยม ทีให้ตัวใครตัวมัน แข่งขันกันล่ะ?)
สิ่งที่ควรคิด หรือวิธีคิดที่ถูกต้องมากกว่า คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้าง ประชาธิปไตย “แท้” ในความหมายที่ว่ามา คือในความหมายของ “รูปแบบ” หรือ “กรอบ” ที่ให้ทุกฝ่าย ทุกนโยบายเศรษฐกิจสังคม (รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจสังคมที่ ไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจด้วย) ขึั้นมา

โจทย์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และเทคโนโลยีของการรับรู้ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ในยุคหลังสตีฟ จ๊อบส์ ส่วนกรณีอ.สมศักดิ์ ก็ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เรื่องราวก็มีแง่คิดน่าสนใจบางมุมทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และโจทย์ทางการเมืองไทย ในปัจจุบัน ก็มีปัญหาให้

แก้ไข(Resolution)ในหลายประเด็นกรณีข้อเสนอของนิติราษฎร์ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ โรลแบ็คไม่ให้เกิดรัฐประหารอีกด้วย แล้วตอนที่ผมทำรายการ ก็คิดเรื่ององค์ประกอบทางศิลปะของดนตรี เช่น waterwalk ส่วนบันทึกกระบวนการตัดต่ออย่างย่อๆ ในแง่มุมของเสียงเพลง

ถ้าสลับกับเพลงแนวJohn Cage อาจจะไม่เป็นเพลงป็อบๆ จึงเอาเพลงออกแนวป็อบมาฟังกัน น่ะ คร้าบ
Aqua Turn Back Time Film Version (OST?Sliding Doors? )
Give me time to reason,
give me time to think it through.
Passing through the season,
where I cheated you.
I will always have a cross to wear,
but the bolt reminds me I was there.
So give me strength,
to face this test of mine.
If only I could turn back time,
If only I had saved what I still had.
If only I could turn back time,
I would stay for the night… for the night.
Claim your right to science,
Claim your right to see the truth.
Though my pain shook conscience,
Will drill a hole in you.
I’ve seen it coming like a thief in the night,
I’ve seen it coming from the flesh of your light.
So give me strength,
to face this test of mine.
Chorus :
If only I could turn back time,
if only I had saved what I still had.
if only I could turn back time,
I would stay.

The bolt reminds me I was there
the bolt reminds me I was there

[Chorus] till fade

วันที่ 14-16-17 ตุลา 54
ผมต้องเคลียร์งานหลายอย่างกับประเด็นบางประเด็น และผมนึกถึงค่ำคืนวันที่ 14 ตุลา ก็ผมเห็นอุบัติเหตุบนเส้นทางไฮเวย์ อีกครั้งกับการเกิดเหตุการซ้ำ ซึ่งผมกลับจากร่วมโต๊ะในร้านแนวเพลงเพื่อชีวิตกับเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคน แต่ชีวิตของผม ในอีกด้านหนึ่ง ก็ครุ่นคิดถึงเวลาในช่วงวัน

ที่15 ตุลาฯ เผยแพร่บันทึก ก็ฝนตกตอนบ่ายสองโมงฯ ในแง่ที่ถ้าเราไม่มีกรมอุตุคอยเตือนบอกฝนจะตก หรือศูนย์บอกว่าน้ำจะท่วม สึนามิจะมา ก็ความไม่รู้อาจจะส่งผลกระทบเป็นอันตราย โดยในแง่มุมหนึ่ง ก็หากบางคนจะไม่ยอมบอกความลับ แต่ผมจะบอกความลับบางส่วน โดยสื่อถึงการ

พยายามมองโลกในหลายแง่มุม และมองโลกในแง่ดี ว่าการเกิดซ้ำ และอาการของสิ่งใหม่ๆ กำลังจะมา เหมือนกับแนวดนตรีเพลง ที่มีการเขียนถึงงานหอศิลป์ เรื่องดนตรีทดลอง ที่ผมเคยเล่าไปแล้วคือ ..10.มันเป็นความฝันหรือไม่? ไม่ใช่มันเป็นการปฎิบัติที่เป็นอุดมคติ แต่ถ้าเราร่วมทำด้วย

มันก็จะกลายเป็นการปฏิบัติจองเรา และสำหรับใครก็ตาม ที่บังเอิญอยู่ที่เมืองโบโลญย่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2521 ก็จะยังมีเวลาเดินไปที่สถานีรถไฟได้ และยังจะทันซื้อตั๋วรถไฟไปที่พอเร็ตต้า…

เนื่องจากบางครั้ง บางคนก็ไม่เข้าใจอะไรในการเขียนบทบรรยายทางดนตรีทดลองง่ายๆ หรอก ครับ และผมไม่ค่อยมีแรงเขียนอธิบายอะไร เพิ่มเติมต่อArt ที่มีการตีความพวกนี้ จึงขอย้อนอดีต ในกระแสน้ำท่วม หน่อย คร้าบ
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 54 พวกผม ก็คุยกับพี่ชาตรี หุตานุวัตร กล่าวว่า ผมเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็มีส่วนร่วมเล็กน้อย ในขบวนการนักศึกษา เดือนตุลา และผมไปเคลื่อนไหวอยู่ในป่าเขาหลายปี ก็เรื่องราวขบวนการต่อสู้ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 เนื่องจากประเทศเรา มี

อำนาจของฝ่ายเผด็จการทหารอยู่มาก ก็สมัยถนอม ใช้อำนาจทหาร และพวกเราจะอ่านหนังสือ ก็ต้องแอบอ่าน จะชุมนุมกัน ก็ไม่ได้ถูกบีบคั้น และพวกเราที่เป็นนักศึกษา สมัยนั้น ก็พยายามต่อสู้ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นการเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง ต่อสู้กันถึงขั้นเลือดนองแผ่นดิน
หลังจากเหตุการณ์เคลื่อนไหว 14 ตุลาคมนั้น นักศึกษาพยายามไปเผยแพร่ประชาธิปไตย ทุกจังหวัด เพื่อให้แนวคิดประชาธิปไตยฝังรากกับทุกคน ถึงแม้ระยะหลังจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ ถึงแม้กรณี19 พฤษภา ปีที่แล้ว ก็ระยะยาวคงเป็นไปได้ยาก ที่เผด็จการจะกลับมา

ง่ายขึ้น เพราะทิศทางเป็นโลกของเสรีประชาธิปไตย และ การจัดวงเสวนา ผ่านรายการวิทยุ โดยกลุ่มวิทยุสร้างสรรค์สังคม ได้ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าว และพิจิตชัย ศักดิสูง ผู้ร่วมเสวนาสรุปการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสื้อ

แดงต้องสามัคคีกันไว้

….11 ตุลา คือ วันการประกาศใช้ รธน.2540
กรณีวันที่ 14 ตุลา ก็ผมรู้จักกับผู้ใช้นามปากกาว่าArthur Schopenhauer (ความจริงในอดีตนักปรัชญาโชเปนฮาวเวอร์ ผู้มองโลกในแง่ร้ายให้อิทธิพลต่อนิทเช่)? ซึ่งพี่โชเปนฯ ก็เขียนถึง14 ตุลา – เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย !!!
14 ตุลา – เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย, ที่ถูกปลูกไว้หวังว่า เมื่อเติบใหญ่ จะได้ดอกผล เพื่อ แก้ปัญหาปากท้อง,ปัญหาความยุติธรรม, และเขียนรัฐธรรมนูญของประชาชน…แต่วันนี้ เรายังไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์นี้ จะเป็นไม้ล้มลุก หรือไม้ยืนต้น ?แม้ว่าวันเวลา จะผ่านไป นานเท่าไหร่แล้วก็ตาม ยุคสมัย

แห่งการต่อสู้ ก็ยังเป็นอยู่เช่นเดิม แต่ว่า ไม่เหมือนเดิม…เพราะทุกอย่าง ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เส้นทางเดินที่ทอดยาว – เราต้องย้อนกลับไปมอง ต้นเหตุของปัญหาแล้วขจัดข้อเท็จจริง ที่ได้รับรู้แล้ว ออกจากตัวปัญหาแล้วใช้หลักการประชาธิปไตย เป็นรากฐาน, เป็นกุญแจ สู่การแก้ปัญหา
เผด็จการ-กลุ่มอนุรักษ์นิยม ในยุค 14 ตุลา มีกระทั่ง “จักรวรรดินิยมหนุนหลัง”ขบวนการต่อสู้ของฝ่ายเสรีชน ถูกป้ายสี ว่าเป็นพวกฝ่ายซ้าย (คอมมิวนิสต์)วันนี้ สถานการณ์แบบนั้น มันเปลี่ยนไปแล้วถึงแม้ว่า “ตัวบุคคล” ที่อยู่ร่วมสมัย จะยังไม่เปลี่ยนไปก็ตาม ถ้าจะมีคำถามง่าย ๆ ถามว่า

แล้วจะเริ่มต้นใหม่ อย่างไร ?การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิด ในทุกแขนงวิชา (Enlightenment)อย่างเช่นที่คณะ “นิติราษฎร์” กำลังทำอยู่ ก็คือ แนวทางหนึ่งนั่นคือ ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ ให้เหมาะสมกับภววิสัย14 ตุลา – จึงเป็น เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย, ที่

ถูกปลูกไว้ในจิตใจของผู้คน, ในจิตใจของอิสรชน-เสรีชนรอแต่เพียงว่า – วันใด เมล็ดพันธุ์นี้ จะได้รับ “พลัง”เพื่อจะได้เติบใหญ่ เป็นไม้ยืนต้น !!!

ผมนำแนวการเขียนเรื่องขบวนการประชาชนมาเล่าต่อ…ธิดา ถาวรเศรษฐ:แนวร่วมของขบวนการประชาชน (ตอนที่ 2)
พิจารณาแนวร่วมของขบวนการประชาชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราอาจย้อนหลังไปถึง พ.ศ.2475 คณะราษฎรก็จัดเป็นแนวร่วมชุดแรกที่ประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy)เป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระ

มหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(constitutional monarchy)
ความจริง พวกเขาก่อตั้งคณะราษฎรเพื่อให้ต่อสู้โดยมีองค์กร และเป็นเอกภาพ มีเป้าหมายชัดเจนในการต่อสู้ แต่ท่ามกลางการต่อสู้และผลสำเร็จ เราวิเคราะห์ได้ว่า มีบุคคลหลายกลุ่มที่แตกต่างกันในคณะราษฎร จนนำไปสู่การแตกแยก พลเรือนหัวก้าวหน้าถูกกำจัดไปในปี พ.ศ.2490 และ

คณะราษฎรทั้งหมดถูกกำจัดไปโดยจอมพล สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ในปี พ.ศ.2500 ความแตกแยกของคณะราษฎร หันมาทำลายกันเอง แล้วปีกขวา สายทหารคณะราษฎรไนไปร่วมมือกับระบอบอำมาตย์และพวกจารีตนิยมสุดโต่ง ในที่สุดคณะราษฎรก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น
มาถึง พ.ศ.2516 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม มีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวแต่องคาพยพการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นแนวร่วมที่ไม่มีรูปการ เพราะประกอบด้วย กลุ่มขุนนางเครือข่ายระบอบอำมาตย์และพรรคการเมืองที่ต้องการโค่นล้มกลุ่มเผด็จการทหาร

ที่แข็งข้อต่อเครือข่ายระบอบอำมาตย์ส่วนทั้งหมด
และในกลุ่มนิสิตนักศึกษาก็ยังมี องค์กร และกลุ่มนิสิต นักศึกษาอื่นๆ เช่น กลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้า กลุ่มนักศึกษาครู กลุ่มนักศึกษาแพทย์ กลุ่มนักเรียนอาชีวะ และองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างที่คนไม่ค่อยพูดถึง เพราะไม่มีการจัดตั้งองค์กรคือ กลุ่มคนจนเมือง เพราะในรายชื่อผู้เสียชีวิต ส่วน

มากจะเป็นคนจนเมือง ร่วมกับนักเรียน นิสิตนักศึกษา และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา16 ได้รับชัยชนะระดับหนึ่ง การแตกแยก และถูกทำลายก็เกิดขึ้นในขบวนการนักศึกษา ประชาชน จนกระทั่งถูกทำลายอย่างย่อยยับ โดยเริ่มต้นทันทีหลังชัยชนะและต่อนื่องไปจนถึง 6 ตุลา19 การถูกทำลายนั้น

โดยกลไกรัฐเป็นสำคัญ คือหน่วนงานความมั่นคงภายในซึ่งมีงบประมาณจากเงินภาษีอากรประชาชนเอามาทำลายประชาชนดังกรณี บ้านนาทราย นาหินกอง ถีบลงเขาเผาลงถังแดง (พัทลุง ตรัง สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช)
การแยกนักเรียนอาชีวะออกไปจากขบวนการนิสิตนักศึกษา เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็แทรกแซง ศนท.และขบวนการนิสิตนักศึกษา และตามด้วยสร้างภาพให้ขบวนนิสิตนักศึกษา เป็นพวกเลวร้าย ทำลายประเทศ พกระเบิดใส่ย่าม เป็นคอมมิวนิสต์ มาต่อต้านทำลายขบวนการนักศึกษา

ประชาชน แยกนักศึกษาออกจากประชาชน แล้วสร้างลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง อภิรักษ์จักรีฯลฯ
สุดท้าย หลังเหตุการณ์ 6ตุลา19 นักศึกษาประชาชนก็หนีภัยสยดสยอง เข้าป่า สมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย( พคท.)
นี่เป็นบทเรียนจากชัยชนะของประชาชนที่ได้มาระดับหนึ่งในขั้นตอนขับไล่เผด็จการทหาร แต่กลายเป็นเผชิญกับภัยสยดสยองยิ่งกว่ายุคถนอม-ประภาสด้วยฝีมือระบอบอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการทหารชุดใหม่ ที่ร่วมมือร่วมใจกับระบอบอำมาตย์เป็นอย่างดี
ดังที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า ในทุกๆชัยชนะ จะมีปัจจัยแห่งการพ่ายแพ้เกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชัยชนะของขบวนการประชาชน ซึ่งนำโดยแนวร่วมทั้งที่มีองค์กร และไม่มีองค์กร
เหตุการณ์ 6 ตุลา19 เป็นความต่อเนื่องของ 14 ตุลา16 ที่ขบวนการประชาชนอยู่ในบรรยากาศของสงครามเย็นเข้มข้น และในเอเซียอาคเนย์ เป็นเรื่องร้อนที่ลุกเป็นไฟ เนื่องจากการต่อสู้ของประชาชนใน กัมพูชา ลาว เวียดนาม ความหวาดกลัวของเครือข่ายระบอบอำมาตย์จึงขึ้นสูงลิ่ว ทำ

ให้สามารถฆ่าคนไทยด้วยกันด้วยความโหดร้ายสยดสยองอย่างที่สุด
ในเหตุการณ์ พฤษภา35 จากแนวร่วมที่ไม่มีรูปการณ์ที่แตกคอกันตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้อย่างหนักหน่วง ฝ่ายประชาชนได้พิจารณาจัดตั้ง สมาพันธ์ประชาธิปไตย เป็นองค์กรแนวร่วมหลวมๆ ที่มี จำลอง ศรีเมือง ที่ได้ชัยชนะถล่มทลายจากการแข่งขันเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากทม. และมีกลุ่มตัวแทน เช่น

อาจารย์มหาวิทยาลัย ปัญญาชน เอ็นจีโอ กรรมกร ผู้ประท้วงสำคัญ นิสิตนักศึกษา ร่วมกัน7คน เป็นแกนนำทำให้การนำที่ไม่ราบรื่น สามารถเข้าสู่การต่อสู้ในช่วงวิกฤตได้เป็นเอกภาพ และสุดท้ายก็ได้รับชัยชนะระดับหนึ่ง
แต่ไม่ว่า 14 ตุลา19 หรือ พฤษภา35 หาใช่ชัยชนะที่แท้จริงของประชาชนไม่ แต่เป็นเพราะเครือข่ายอำมาตย์เลือกเข้าร่วมกับชัยชนะของประชาชนด้วยการให้เผด็จการทหารถอยออกไป และเมื่อเครือข่ายระบอบอำมาตย์ต้องการเอาชัยชนะคืนไป ก็สามารถเอาคืนได้อย่างง่ายๆ
มาถึงเรื่อง แนวร่วมการต่อสู้หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 จะเห็นภาพงานแนวร่วมชัดเจน จากแนวร่วมที่ไม่มีองค์กร(ไม่มีรูปการณ์ในปี พ.ศ.2549 และยังไม่มีพลังใดๆ มีกลุ่ม 19กันยาต่อต้านรัฐประหาร กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพีทีวี กลุ่มพิราบ

ขาวฯลฯ จนกลายเป็น นปก.”แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” นี่เป็นองค์กรที่มีรูปการณ์แต่เป็นรูปการณ์ขั้นต้น ไม่มีแนวทาง นโยบาย หลักการ รองรับ นอกจากเป้าหมายตามชื่อ ต่อมาองค์กรพัฒนาเป็น นปช. “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”(United Front of

Democracy against Dictatorship UDD) มีบางอย่างเช่นความหลากหลาย คล้ายกับขบวนการแซนดิเนสตา ของนิคารากัว เมื่อมาเป็น นปช. หลังการขัดแย้งแตกแยกก็พัฒนา มีหลักนโยบาย เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีการจัดตั้งองค์กร การอบรมผู้ปฏิบัติงาน

มีการเปิดโรงเรียน เพื่อสร้างแกนนำ
องค์กรประกอบของแนวร่วมที่แตกต่างกัน เป็นทั้งปัจจัยแห่งชัยชนะที่มีแนวร่วมและมวลชนสนับสนุนกว้างขวาง และเป็นทั้งปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ เพราะขาดเอกภาพทางการปฏิบัติ และมีการฉุดรั้ง สร้างปัญหา อุปสรรคในการขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้ของประชาชน
ความสามัคคีแม้เป็นหลักการสำคัญของแนวร่วม แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานหลักการที่ถูกต้อง ทิศทางที่ถูกต้อง เพราะนี่เป็นแนวร่วมของขบวนการประชาชน
ต้องไม่ใช้ “ลัทธิพรรคพวก” อันบ่งชี้ถึงความเห็นแก่ประโยชน์ตน
ส่วน “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” อันเป็นหลักปฏิบัติหนึ่งในงานแนวร่วม ก็เช่นกัน ต้องอยู่บนหลัก ผลประโยชน์
ประชาชน และทิศทางที่ก้าวหน้า ไม่ใช่ย้อนวิถีประวัติศาสตร์
การแยกแยะถูกผิด จึงต้องควบคู่กับความสามัคคี และดำเนินงาน แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวร่วมชั้นใน หรือแกนของแนวร่วม แต่หลักการไม่ขยายความขัดแย้งในหมู่ประชาชนหรือในแนวร่วม ยังเป็นหลักการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในงานแนวร่วมเสมอ เส้นแบ่ง

ถูก-ผิด เส้นแบ่งมิตร-ศัตรู จึงต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ แล้วจึงกำหนดท่าทีท่วงทำนองได้ถูกต้องเหมาะสม
ต่อมิตรจะจัดการเรื่องถูกผิดอย่างไร ต่อศัตรูจะจัดการเรื่องถูกผิดอย่างไร
ท่าทีท่วงทำนองต่อมิตรศัตรูย่อมต่างกัน
นี่จึงเป็นบทเรียนบทแรกของการต่อสู้ของประชาชน
การจำแนกถูกผิดยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของขบวนที่อาจทำให้ชนะแพ้ แตกสลาย หรือเติบใหญ่กว้างขวาง ที่จะสร้างเอกภาพของขบวนเช่นนี้
แต่องค์กรแนวร่วมมีปัจจัยชัยชนะที่สำคัญคือ “อยู่ในบรรยากาศการเคลื่อนไหวต่อสู้โดยตลอด” และปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ นอกจากการหลงอยู่กับความสำเร็จชั่วคราวแล้ว การขาดการปรับขบวนให้สอดคล้องกับทุกสถานการณ์ก็จะมีผลทำให้ขบวนหยุดนิ่ง ถอยหลัง แตกสลายได้
http://prachatai.com/journal/2011/10/37391

-Arthur Schopenhauer ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ กับวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม !!!ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จะทำพิธีขอขมาแม่น้ำปิง โดยให้เหตุผลว่า… “เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจที่ดีแก่ชาวเชียงใหม่ และชาวไทย ที่ปีนี้มีเหตุ อุทกภัยในหลายพื้นที่ สืบสานประเพณีที่ดีงามของชาวล้านนา อัน

เป็นกุศโลบายในการร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คงอยู่สืบไป”ข่าว-รายงานด้วยว่า พราหมณ์จะประกอบพิธีและมีการลอยสะตวงหรือกระทง ถือเป็นการลอยเคราะห์ให้ไหลไปกับสายน้ำ….น้ำท่วม คราวนี้…สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็น คือ ความ “ตื้นเขิน” ของทางน้ำ

ทำให้น้ำระบายได้ช้า, น้ำมันจึงท่วม !!!แทนที่ (ผู้ว่าฯ เชียงใหม่) จะมาคิดว่า “แม่น้ำปิง ท่วมเพราะอะไร” !!! (ข้อมูลเพิ่มเติม ก็ผมได้ข่าวว่าผู้ว่าชม.ปัจจุบันจะย้ายไปโคราช)

ส่วนตัวของผมก็มีข้อจำกัดในการเขียนบันทึก เพราะไม่มีเวลา จะเล่าสั้นๆ คือ วงAqua-ผมฟังเพลงของวงดนตรีนี้ ตอนที่ผมอยู่มหาวิทยาลัย ช่วงปริญญาตรี และผมไม่มีเวลาแปลเพลงTurn Back Time เป็นเพลงประกอบหนังเรื่องSliding Doors ก็ผมชอบหนังเรื่องนี้มากเคยเล่าไป

แล้วด้วยประเด็นทางเลือกชีวิตสองทางเลือก ที่มีพล็อตเรื่องน่าสนใจของช่วงเวลา ลองหาดูเพิ่มเติม น่ะครับ แต่ผมไม่มีเวลาแปลเนื้อเพลง จึงใช้กูเกิ้ลช่วยแปลเพลง อาจจะไม่ดีในการแปล แต่ก็ทดลองดู หละกัน คร้าบ
Give me time to reason, give me time to think it through.Passing through the season,where I cheated you.I will always have a cross to wear,but the bolt reminds me I was there.So give me strength,to face this test of

mine.If only I could turn back time,If only I had saved what I still had.If only I could turn back time,I would stay for the night… for the night.Claim your right to science,Claim your right to see the truth.Though my pain shook

conscience,Will drill a hole in you.I’ve seen it coming like a thief in the night,I’ve seen it coming from the flesh of your light.So give me strength,to face this test of mine.
ให้ฉันเวลาที่จะมีเหตุผลให้ฉันเวลาที่จะคิดว่ามัน through.Passing ผ่านฤดูที่ฉันโกง you.I มักจะมีข้ามที่จะสวมใส่ แต่สายฟ้าทำให้ผมนึกถึงผม there.So ให้ฉันเข้มแข็งที่จะเผชิญนี้ การทดสอบของ mine.If เดียวที่ฉันจะหันหลังกลับเวลาหากเพียงฉันมีการบันทึกสิ่งที่ฉันยังคง

had.If เดียวที่ฉันจะหันหลังกลับเวลาที่ผมจะเข้าพักในคืนนี้ … สำหรับ night.Claim สิทธิของคุณเพื่อวิทยาศาสตร์การเรียกร้องสิทธิของคุณเพื่อดู truth.Though ความเจ็บปวดของฉันส่ายจิตสำนึกที่จะเจาะรูใน you.I เคยเห็นมันมาเหมือนอย่างขโมยในคืนที่ฉันเคยเห็นมันมา จาก

เนื้อของ light.So ของคุณให้ฉันเข้มแข็งที่จะเผชิญกับการทดสอบของฉันนี้

เราก็คิดทำรายการครั้งที่1 เที่ยวเชียงใหม่ให้มากกว่าที่เคย ถ้าคุณยังไม่เคย เด๋วเฮียพาไป – พาไปเที่ยวหอศิลป์ ดูงาน madifesto กันคับนี้ ซึ่งเชียงใหม่..มุมใหม่ – หอศิลป์ มช.เพื่อนออกแนวกวนๆ ว่าหน้าตาดี ทำให้ยอดคลิกเยอะๆ แต่จริงๆ เราคิดกันหนัก ในแง่คนดูให้หลากหลายสีสัน

เพราะว่า รายการครั้งนี้ ถ่ายทำร้านRed coffee corner-หลวงพระบาง ผมมีโฆษณาขายหนังสือ The Vergin Man เหมาะสำหรับสัปดาห์หนังสือฯ แถมท้ายด้วย ครับ
เชียงใหม่ มุมใหม่ – อารมณ์กาแฟ
เทปนี้พาไปเที่ยวร้านกาแฟสองอารมณ์ สองสถานที่ ในเมือง นอกเมือง คือร้าน Red coffee corner กับ ร้านกาแฟหลวงพระบาง แค่อ่านชื่อก็สงสัยใช่ไหมครับ ลองดู ๆ

จากความเข้าใจพฤติกรรมของการท่องเที่ยว รูปแแบใหม่ การรู้จักสร้างเสริมทุนทางวัฒนธรรม..รายการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ฉีกกฏรายการท่องเที่ยวสูตรสำเร็จแบบกิน เที่ยว พักไปอย่างสิ้นเชิง แต่กลับให้น้ำหนักไปกับเนื้อหาที่สื่อสารกับผู้ชมแทน…รายการท่องเที่ยวรูปแบบโรดทริปกึ่ง

เรียลลิตี้ ที่พิธีกร ดำเนินรายการแบบไม่มีสคริปต์ เพื่อสื่อถึงความรู้สึกจริงเท่านั้น หรือรายการ…ที่นำเสนอการเดินทางท่องเที่ยวระดับหรู ตอบคำถามตั้งแต่เรื่องการเาดินทาง ที่พัก และบริการ พร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับโรงแรม ที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน(อ้างอิงนิตยสาร คิด ก.ย.54

ปีที่ 2 ฉ.12)
นี่แหละเป็นตัวอย่างหนึ่งของพวกผม ทำรายการในแนวคล้ายๆ ในรูปแบบโรดทริปกึ่งเรียลลิตี้ ที่พิธีกร ดำเนินรายการแบบไม่มีสคริปต์ เพื่อสื่อถึงความรู้สึกจริงเท่านั้น ส่วนเพื่อนผม ก็เขียนบอกในบล็อกของเขาว่าเชียงใหม่ มุมใหม่ เป็นรายการที่เผยแพร่ทางยูทิวบ์ เป็นเทปทดลองทำ เพื่อ

จะทำเทปต่อไป เนื้อหาคงเกี่ยวกัับการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ร้านกาแฟ ร้านเหล้า ที่อยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยว เทปนี้พาไปเที่ยวหอศิลป์เชียงใหม่ ที่คนมาเที่ยวเชียงใหม่คงไม่ค่อยได้แวะไปเป็นรายการสด เพราะไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเม้ก ไม่เฟ้ก ถือกล้องไป ถ่ายฟุตมาได้ยังไง ก็กลับมาตัด

ไปอย่้างนั้น แล้วแต่ว่าจะเจออะไร.. แต่รายการเชียงใหม่ มุมใหม่ ก็มีการแต่งสคิบท์โดยเพื่อนผม และผมด้นสดกันให้เฮฮา สะท้อนความรู้จากการเดินทางและประสบการณ์ด้วย….

John Cage about silence

สมัยผมเรียนวิชาเกี่ยวกับดนตรี..ก็มีเรื่องJohn Cage แต่มันอาจจะยากเกินไป แล้วผมปิดท้ายด้วยเพลงป็อบๆของไทย ก็คลายเครียดกันไป ครับ
นครินทร์ กิ่งศักดิ์-ความสุขโดยตรง
ชีวิตก็คล้าย คล้ายกันทุกคนไขว่คว้า
คิดค้นหาอะไรที่ยังไม่เห็น
ยังไม่เป็น เป็นของเรา
ทุกข์ ทุกข์ร้อนเมื่อตอนที่ต้องเสาะหา
ของนั้นหนา หากเราได้มาเก็บไว้คงสุขใจ ได้ครอบครอง
เหนื่อยกาย ร้อนใจ ต้องได้มา
สมมุติว่ามีซักวัน ที่หยุดคิด ชีวิตมันเหนื่อยล้า
ที่ต้องไขว่คว้ามาเพื่ออะไร
พอแล้ว ยอมทนทุกข์แลกสุขใจ จะดีไหม
ถ้าสุขได้ด้วยตัวเอง หากไม่ต้องการมากไป
เพียงขอให้สงบใจซะที จะมีความสุขโดยตรง
เพียงพอใจสิ่งใดที่มีอยู่แล้ว
คงไม่แคล้ว ร่มเย็นหัวใจบัดนี้
ได้ทันที ตอนนี้เลย สุขสบายชื่นใจ ไม่ต้องรอ
ถ้าคิดได้เราก็คงไม่เหนื่อยล้า มองหาความสุขไว้
ใกล้ๆ ตัวของเรามีเท่านี้
( ซ้ำ * )

วันที่ 18-19-24 ตุลา 54
John Cage: 4’33” for piano (1952)

จากการเคลียร์งานหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องของผม โดยผมได้พบเจอผู้คน กลุ่มใหม่ก็ได้เรียนรู้จากผู้คน ทั้งกลุ่มใหม่ กลุ่มเก่า และผมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย่อมอารมณ์เสียกัน เพราะว่าผมในชีวิตประจำวัน ก็รถยังเสีย ทำให้ผลกระทบทางอารมณ์จากเรื่องเล็กๆ กรณีการจราจรติดขัด และเพื่อนผม ใช้ล็อคอินของผมได้ เพราะเขาใช้โปรแกรมเซฟการใช้ล็อคอินจากเครื่องคอมฯของเขา ซึ่งผมใช้คอมฯเครื่องเขาเปิดเมล์ เป็นเพื่อนกวนใจ ต้องเปลี่ยนพาสเวริด์ใหม่ของเมล์ ซึ่งบางเมล์ใช้พาสเวริด์เดิมมาสิบปีต้องเสียเวลาคิดพาสเวริด์ในหลายเมล์อีก หรือถ้าเราคิดถึงข่าวนายกฯหญิงโดนแฮกฯ ข้อมูลจากทวิตเตอร์

ท่ามกลางข่าวกระแสน้ำท่วมใหญ่กระทบนิคมอุตสาหกรรม และแรงงาน บริเวณนวนคร ต่างๆ แล้วที่เชียงใหม่ หลังจากฝนตกตอนเย็นอากาศเริ่มหนาว ในบางคืนร่างกายเหมือนจะปรับตัวไม่ทัน จะเป็นหวัด ก็หัวใจเต้นจังหวะไม่ปกติ และผมฝันถึงการดูหนังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา แล้วร้องไห้ต่อการตาย ทำให้นึกถึงการเกิดขึ้นของมนุษย์ หรือคนเราโดยธรรมชาติจากพ่อ แม่ กำลังเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีโคลนนิ่ง ที่มีการเพียรพยายามสร้างธรรมชาติ ให้กำเนิดสัตว์ ถึงมนุษย์ แต่ว่ามันอาจจะเกิดการทดลองลับๆ สำเร็จแล้ว นอกเหนือจากแกะ ที่มีการนำมาประกาศให้โลกรู้แล้วครับ

ซึ่งความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์ ในยุคเทคโนโลยี ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศัลยกรรม ก็เพื่อนของผม บอกว่า กระเทย ต้องทำศัลยกรรมร่างกาย นม และอวัยวะเพศ ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด จึงราคาแพง ไม่ยอมเสียตัวง่ายๆ นี่เป็นด้านหนึ่งของเทคโนโลยีสัมพันธ์กับมนุษย์ ในอีกด้านเทคโนโลยีด้านดนตรีกับมนุษย์ กรณีการทำเสียงด้วยระบบไฟฟ้า ปรับแต่งเสียงปรับคลื่นเสียงสูงต่ำให้เข้ากับซินเธไซเซอร์ ทำให้คลื่นเสียงซ้อนกัน และแปลงสิ่งที่ได้ให้เป็นคำสั่ง ซึ่งซินเธไซเซอร์ ได้ทำให้เป็นดนตรีประกอบอีกที อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ออกมาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ecriture automatiques..

แน่นอนว่า Sound และประสบการณ์ ที่มีความหมาย และเสียงที่หายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และผมจะอธิบายคำว่า ซินเธไซเซอร์(Synthesizer) ซินเธไซเซอร์ เป็นเครื่องดนตรีไฟฟ้าประเภทลิ่มนิ้วดีีด ใช้ในการผลิตคลื่นสัญญาณเสียง ทั้งที่เป็นเสียงดนตรีและเสียงเอฟเฟ็คต่างๆ โดยการปรับแต่งย่านความถี่ขนาดต่างๆของคลื่นแต่ละชนิด แล้วนำมาผสมกันให้ได้เสียงใหม่ตามต้องการ ซินเธไซเซอร์สมัยใหม่ในระบบดิจิตอลสามารถบันทึกค่าต่างๆที่ได้เคยปรับแต่งเอาไว้กลับมาใช้ใหม่ได้้

เครื่องสังเคราะห์เสียง(ตอนที่1)..ซินธิไซเซอร์ (อังกฤษ: synthesizer) คือ เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ออกแบบมาเพื่อสร้างเสียงจำลองโดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การเพิ่มเสียง, การ ลดเสียง, การใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุโดยเปลี่ยนความถี่คลื่น (Frequency Modulate; FM), การสังเคราะห์ เสียงกายภาพ, การทำให้คลื่นเสียงผิดเพี้ยนรูปร่างไป
ซินธิไซเซอร์สร้างเสียงผ่านการปรับเปลี่ยนโดยตรงของกระแสไฟฟ้าซึ่งถูกใช้ในซินธิไซเซอร์แบบอนาล็อก, การปรับเปลี่ยนทางคณิตศาสตร์ของค่าตัวแปรที่พอใจ โดยใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ใน ซินธิไซเซอร์แบบที่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูป หรือจากการรวมทั้งสองวิธีเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนสุดท้ายของซินธิไซเซอร์กระแสไฟฟ้าจะถูกใช้เพื่อสร้างการสั่นให้กับแผ่นที่ใช้สั่นของ ลำโพง หรือ หูโทรศัพท์ เป็นต้น เสียงซินธิไซเซอร์นี้ถูกจำลองไว้จากการอัดเสียงธรรมชาติ เมื่อพลังงานทางกลของคลื่นเสียงถูกแปลงไปเป็นสัญญาณ และที่สุดจะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นพลังงานทางกลจากการเล่นเทปที่อัดไว้ผ่านการสุ่ม ส่วนสำคัญที่ขาดหายไปของเสียงซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของซินธิไซเซอร์

ซินธิไซเซอร์เสียงพูด ยังถูกใช้ใน กรรมวิธีสร้างเสียงพูด อิเล็กทรอนิกส์ มักจะใช้ใน โวโคดเดอร์ (Vocoders) หรือการสร้างเสียงพูดนั่นเอง
พื้นฐานของเสียง
เมื่อเสียงสูงต่ำธรรมชาติของเครื่องดนตรีถูกจำแนกออกมาในรูปแบบของ ความถี่ ระยะของคลื่นเสียง ของเครื่องดนตรีเสียงสูงต่ำนั้นจะแสดงส่วนสูงสุดของคลื่นที่ ฮาร์โมนิกส์ ความถี่ฮาร์โมนิกส์นี้เป็นส่วนดั้งเดิมที่อยู่ติดกับจำนวนหลายค่าของ ความถี่มูลฐาน ของเสียงสูงต่ำ
เสียงตีเคาะและเสียงครูดมักจะขาดฮาร์โมนิกส์ และแสดงระยะของคลื่นเสียงที่มีส่วนประกอบหลักของรูปแบบเสียงรบกวนโดย ความถี่เรโซแนนซ์ ของวิธีหรืออุปกรณ์ที่ใช้สร้างเสียง คุณสมบัติการเรโซแนนซ์ของเครื่องดนตรี ซึ่งระยะของคลื่นเสียงสูงสุดของส่วนที่ติดกันยังเป็นส่วนที่แสดงถึง รูปแบบเสียง ด้วย รวมถึงรูปร่างระยะของคลื่นเสียงของเครื่องดนตรีจำพวกสาย เสียงรอก เสียงพูด และเสียงธรรมชาติอื่นๆ
ซินธิไซเซอร์ที่ออกมาส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อใช้สังเคราะห์เสียงต่อ การอัดเสียงของเครื่องดนตรีจริงสามารถใช้ส่งผ่านไปยังส่วนประกอบอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย
เสียงประกอบเหล่านี้แสดงการตอบสนองเสียงที่ได้ป้องกันการสะท้อนของส่วนต่างๆ ของเครื่องดนตรี (Acoustic) เสียงถูกสร้างจากเครื่องดนตรีจากส่วนต่างๆ ของคุณลักษณะของแหล่งกำเนิด หรือพฤติกรรมของเครื่องดนตรีภายใต้สภาพการเล่นที่ต่างกัน เช่นเสียงที่มีระดับสูงสุด การเล่นที่แรงขึ้น หรือการใช้นิ้วช่วย เป็นต้น ลักษณะพิเศษของเสียงที่มีคู่แปด เสียงแปล่ง และการบรรเลงร่วมกันของเครื่องดนตรีจริงๆ สามารถสร้างได้จากการผสมส่วนต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เสียงที่คล้ายพฤติกรรมทางธรรมชาติของเครื่องดนตรีจริง การให้เสียงเฉพาะสามารถปรับแต่งได้จากวิธีการต่างๆ กัน และการสร้างจากซินธิไซเซอร์ แต่เสียงต่างๆ เหล่านี้มักจะถูกสร้างจาก เครื่องสร้างสัญญาณ (Oscillator) หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการสร้างเสียง การสร้างเสียงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของเครื่องดนตรีตามธรรมชาติ สามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยยิ่งขึ้นได้จากการใช้เครื่องสร้างสัญญาณ แต่เพิ่มกำลังจากการคำนวณ แต่การโปรแกรมของมนุษย์ก็ยังขาดเสียไม่ได้ และซินธิไซเซอร์ส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ระหว่างเครื่องสร้างสัญญาณหนึ่งและสี่เป็นหลัก
รูปร่างที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของเสียงใดๆ ที่เกิดจากสภาพของความสูงของคลื่น สภาพแวดล้อมนี้เองเกิดจากเสียงที่ได้จากการเคาะ เช่นเสียงกลองเต๊ก หรือการสีของไวโอลิน รูปร่างของเสียงเหล่านี้ถูกสร้างด้วย “ADSR” (Attack Decay Sustain Release) แบบจำลองสภาพที่ใช้ในการควบคุมเสียงที่ได้จากเครื่องสร้างสัญญาณ แต่ละส่วนของเสียงเหล่านี้จะถูกสร้างจากการเปลี่ยนความดังของเสียง การบรรเลงร่วมกันเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มระดับเสียง การลดลงของเสียงจะเกิดขึ้นทันทีที่มีการบรรเลงร่วมกัน เสียงดังต่อเนื่องเป็นเสียงเมื่อโน้ตถูกค้างไว้ การเปลี่ยนรูปร่างเสียงเมื่อโน้ตถูกปล่อยให้ดำเนินต่อไป อัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทันทีทันใดมักจะถูกใช้กับเสียง เพราะมันเป็นรูปแบบการสั่นทางกายภาพที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมักจะเพิ่มเสียงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วในทันทีทันใด
แม้ว่าการสร้างสัญญาณในเครื่องดนตรีจริงๆ จะสามารถเปลี่ยนความถี่ได้ก็ตาม เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ก็สามารถถูกจำลองขึ้นอย่างดีโดยไม่ต้องการความละเอียดลออของเสียงมากนัก ซึ่งจะจำเป็นก็ต่อเมื่อต้องใช้สร้าง เสียงที่เกิดจากการสั่น (Vibrator)

ภาพรวมของวิธีการสังเคราะห์ที่เป็นที่นิยม
ซินธิไซเซอร์ที่ใช้หักล้างเสียงใช้ทั่วไปกับรูปแบบที่ต้องการตัดเสียงสะท้อนที่เสมือนเครื่องดนตรี โดยจะถูกใช้แทนด้วยการสร้างสัญญาณทั่วไป เช่น การสร้างคลื่นรูปฟันเลื่อย คลื่นสี่เหลี่ยม เป็นต้น จาก ตัวกรอง (Filter) ซึ่งแสดงการสูญเสียที่ขึ้นกับความถี่ และการเรโซแนนซ์ในตัวเครื่องดนตรี ตัวกรองเหล่านี้ถูกแบ่งโดยตัวกรองที่ยอมให้สัญญาณต่ำผ่านเมื่อมีสัญญาณเข้ามาในระดับต่ำเพราะเหตุผลที่ต้องการความเรียบง่ายและประหยัด การรวมการกล้ำเสียงในคลื่นอย่างง่าย เช่น การรวมสัญญาณกับความกว้างคลื่น (Pulse width modulation) และ การส่งสัญญาณไปกับสัญญาณที่สร้างขึ้น (Oscillator sync) รวมไปถึงตัวกรองสัญญาณต่ำที่ไม่เกิดขึ้นจริงในทางกายภาพ เป็นการตอบสนองที่ใช้กับซินธิไซเซอร์แบบคลาสสิค เสียงส่วนใหญ่จะถูกสร้างจากการสังเคราะห์ทางอนาล็อก และมักจะมีข้อผิดพลาดเมื่อนำไปใช้กับซินธิไซเซอร์แบบโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้การสังเคราะห์แบบหักล้างเสียง แม้ว่า การสังเคราะห์รูปแบบทางกายภาพ (Physical modeling synthesis) นั้น การสังเคราะห์เสียงจะถูกสร้างตามลักษณะกายภาพของเครื่องดนตรีโดยถูกแทนที่การสังเคราะห์แบบหักล้างสำหรับการสร้างเสียงคู่แปดของเครื่องดนตรีตามธรรมชาติ ตัวอย่างการสังเคราะห์แบบหักล้างเสียงยังคงแพร่หลายในซินธิไซเซอร์จากการออกแบบที่ทันสมัยที่สุดที่สนับสนุนให้ตัวกรองที่ให้สัญญาณต่ำผ่านเมื่อสัญญาณที่เข้ามาอยู่ในระดับต่ำหรือตัวกรองที่ให้ช่วงความกว้างคลื่นผ่านได้ตามอย่างอุปกรณ์สร้างสัญญาณ
ระบบการสังเคราะห์เสียงที่ง่ายที่สุดเป็นการอัดเสียงจากเครื่องดนตรีโดยตรงให้เป็นรูปแบบคลื่นดิจิตอล และเมื่อนำมาเล่นที่ความเร็วต่างๆ กัน โทนเสียงที่สร้างได้ก็จะต่างกันด้วย นี่เป็นเทคนิคที่ใช้ในการสุ่มสัญญาณเสียง เครื่องสุ่มสัญญาณส่วนใหญ่ออกแบบส่วนของการสุ่มเพื่อใช้สำหรับส่วนประกอบย่อยของสภาพแวดล้อมของ ADSR และเมื่อเล่นซ้ำที่ส่วนซึ่งเปลี่ยนเสียงองค์ประกอบของสภาวะแวดล้อม ทำให้เครื่องสุ่มมีสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ชวนใจ น่าหลงใหลขึ้นจากการใช้โน้ตตัวเดียวกัน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ การสังเคราะห์ตัวอย่างพื้นฐาน; Sample-based synthesis)
พื้นฐานของซินธิไซเซอร์
ซินธิไซเซอร์แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่แบบ อนาล็อก และแบบ ดิจิตอล
นอกจากนี้ยังมีวิธีการสังเคราะห์ที่แตกต่างกันอีกหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จัดอยู่ในกลุ่มซินธิไซเซอร์แบบอนาล็อกและแบบดิจิตอลทั้งสิ้น เทคนิคเหล่านี้ล้วนต้องเกี่ยวข้องวิธีทางคณิตศาสตร์ ยกเว้นวิธีการใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุโดยเปลี่ยนความถี่คลื่น (Frequency Modulation; FM) และวิธีการใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุโดยเปลี่ยนคาบของคลื่น (Phase Modulation; PM)
การเริ่มต้นยุคสมัยของซินธิไซเซอร์
ซินธิไซเซอร์ในยุคเริ่มต้นนั้นใช้เทคโนโลยีที่ได้มาจาก คอมพิวเตอร์อนาล็อก อิเลคทรอนิกส์ และเครื่องมือทดสอบในห้องทดลอง
ในยุค 1950 RCA สร้างมาเพื่อสังเคราะห์ทั้งเสียงคนและเสียงดนตรี Mark II Music Synthesizer ถือกำเนิดขึ้นที่ศูนย์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ โคลัมเบีย – ปรินเซตอน ใน นครนิวยอร์ก ของปี 1958 ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสามารถทางด้านดนตรีตั้งแต่การเริ่มโปรแกรมอย่างสมบูรณ์แบบ ระบบหลอดสุญญากาศ มีส่วนเข้ามาสร้างเสียงชนิดใหม่ๆ นี้ โดยการใช้ เครื่องจัดเรียง เทปกระดาษ มาเจาะรูให้ควบคุมแหล่งต้นกำเนิดเสียงและตัวกรองอีกที คล้ายกับการใช้ เครื่องจักรเล่นเปียโน แต่สามารถสร้างเสียงที่มีความหลากหลายมากขึ้นได้
ในปี 1958 Daphne Oram แห่งร้านบีบีซี เรดิโอโฟนิก (BBC Radiophonic Workshop) สร้างซินธิไซเซอร์ชนิดใหม่ที่ใช้เทคนิค Oramics โดยการเขียนบนแผ่นฟิล์มขนาด 35 มม. เทคนิคนี้ถูกใช้หลายปีที่ BBC Hugh Le Caine, John Haert, Raymond Scott, Percy Grainger กับ Burnett Cross และทีมงานได้สร้างเครื่องควบคุมเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติในช่วงปลายยุค 1940 และ 1950 ขึ้น
ในยุค 1960 ซินธิไซเซอร์ถูกพัฒนาให้สามารถเล่นแบบเรียลไทม์ แต่ถูกจำกัดให้อยู่ในสตูดิโอด้วยข้อจำกัดด้านขนาด การมอดูเรตได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบให้ใช้ได้กับแหล่งกำเนิดสัญญาณและโปรเซสเซอร์ โดยต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ และควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดจากการควบคุมอุปกรณ์หลัก
ซินธิไซเซอร์ในยุคแรกมักจะถูกสร้างจากอุปกรณ์พิเศษ โดยอาศัยหลักการมอดูเรต Donald, Hugu Le Caine Raymond Scott และ Paul Ketoff เป็นกลุ่มแรกที่สร้างเครื่องดนตรีพวกนี้ ในปลายยุค 1950 ถึง ต้นยุค 1960 ซึ่งมีเพียง Buchla ที่ต่อมาได้สร้างเครื่องในเชิงธุรกิจเพื่อการค้า
ซินธิไซเซอร์ของดนตรีสมัยใหม่ถูกสร้างโดย Robert Moog ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Peter Mauzey หนึ่งในวิศวกรของ RCA Mark II Moog ได้ออกแบบวงจรที่ใช้กับซินธิไซเซอร์ของเขา ขณะที่อยู่ที่โคลัมเบีย-ปรินเซตอน ซินธิไซเซอร์ของ Moog ถูกนำแสดงครั้งแรกที่ สมาคมวิศวกรรมด้านเสียงดนตรี (Audio Engineer Society ) เมื่อเข้าสู่ปี 1964 เช่นเดียวกับ RCA Mark II ที่ต้องการเวลาในการสร้างเครื่องจักรที่ให้เสียงชนิดใหม่ๆ แต่เล็กกว่าและใช้ได้สะดวกกว่า ซินธิไซเซอร์ของ Moog จนกระทั่งปี 1968 เรื่องนี้ได้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว
Mycky Dolenz แห่ง The Monkees ได้ซื้อซินธิไซเซอร์ 3 ชิ้นแรกของ Moog และซินธิไซเซอร์ก็เริ่มมีการทำธุรกิจทางการค้าขึ้นผ่านซินธิไซเซอร์ Moog ซึ่งจัดเป็นอัลบั้มที่ 4 ของ Monkee แห่งค่าย Pises Aquarius Capricorn & Jones ในปี 1967 ค่าย Pises Aquarius Capricorn & Jonesยังได้อัลบั้มแรกที่ใช้ซินธิไซเซอร์แล้วเพลงติดอันดับ 1 ของความนิยม นอกจากนี้ยังเป็นเพลงแรกจากการใช้ซินธิไซเซอร์ที่ขายได้กว่าล้านอัลบั้ม ในปี 1968 อัลบั้ม Switched-On Bach โดย Wendy Carlos Switched-On Bach ยังเป็นการอัดเพลงคลาสสิคที่ได้รับความนิยมที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ระหว่างปลายยุค 1960 กว่าร้อยเพลงที่เป็นที่นิยมใช้เสียงที่ได้จากซินธิไซเซอร์ของ Moog ซินธิไซเซอร์ของ Moog ใช้อัดเสียงจนแพร่หลายซึ่งได้สร้างเสียงใหม่ๆ จากซินธิไซเซอร์ของเขา ซึ่งตอนนั้นไม่ได้มีเฉพาะซินธิไซเซอร์ของ Moog จึงเป็นที่นิยมและขายได้มากทีเดียว
นอกจากนี้ Moog ยังสร้างมาตรฐานสำหรับการควบคุมการส่งสัญญาณด้วยการกำหนด 1 โวลต์ต่อ 1 ออกเตฟ (Octave) ในการควบคุมระดับเสียงและแยกสัญญาณส่วนเกิน นี่เป็นมาตรฐานที่ทำให้ซินธิไซเซอร์เปลี่ยนจากเครื่องมือที่ยุ่งยากเป็นเครื่องที่ง่ายต่อการใช้ การควบคุมระดับเสียงมักจะใช้กำหนดทั้งออแกนในรูปแบบของคีย์บอร์ดหรือ เครื่องจัดเรียงเสียงดนตรี (music sequencer) ซึ่งสร้างลำดับในการควบคุมแรงดันไฟฟ้าเพื่อการกำหนดคาบเวลา และยังอนุญาตให้สร้างเสียงดนตรีบางตัวโดยอัตโนมัติ
ซินธิไซเซอร์ในเชิงธุรกิจการค้าในยุคต้นๆ นั้นยังมี ARP ซึ่งเริ่มใช้ซินธิไซเซอร์มอดูลาร์ก่อนเพื่อสร้างเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดไว้ในชิ้นเดียว และบริษัทชาติอังกฤษชื่อ Electronic Music Systems อีกด้วย
ในยุค 1970 การกำเนิดส่วนประกอบแบบโซลิดเสตทนั้น ทำให้ซินธิไซเซอร์กลายมาเป็นของชิ้นเดียวและสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันซินธิไซเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้กลายมาเป็นชิ้นส่วนมาตรฐานของอุปกรณ์ทางดนตรี ซึ่งเพลง Son of my Father ของ Giorgio Moroder ได้ติดอันดับ 1 ของเพลงฮิตจากการใช้ซินธิไซเซอร์ (Shapiro, 2000)
ในปี 1984 Raymond Kurzweil ได้ตั้งข้อสังเกตจาก Stieve Wonder ในการสร้างซินธิไซเซอร์ให้สามารถสร้างเสียงซ้อนของเครื่องดนตรีออเคสตาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอัดตัวอย่างเสียงของเครื่องดนตรีจริง และใช้ในการฝึกคอนดักเตอร์และนักดนตรีจากซินธิไซเซอร์ของ Kurzweil เมื่อเขาเหล่านั้นไม่สามารถซ้อมดนตรีได้จากเครื่องดนตรีจริง
ออแกนอิเลคทรอนิกส์ กับ ซินธิไซเซอร์
ออแกนทุกชนิดมีพื้นฐานมาจากหลักการเพิ่มระดับเสียง หรือการสังเคราะห์ของ Fourier คลื่นไซน์หลายระดับถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างรูปคลื่นที่ซับซ้อนขึ้น จากการที่ Hammond organ ได้สร้างขึ้นในปี 1935 นั้นทำให้สร้างคลื่นไซน์ที่เกี่ยวกับระดับเสียงและก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สำหรับทุกๆ ฮาร์โมนิกส์ ที่มีโทนวีล (Tonewheel) ต่างกัน ในออแกนอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ส่วนมากเครื่องสร้างสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์มีไว้เพื่อสร้างคลื่นไซน์ ออแกนที่เรียบง่ายที่สุดคือตัวกรองรูปแบบคลื่น (Formant) ที่เปลี่ยนระดับเสียงของเครื่องสร้างสัญญาณอัตโนมัติและการมอดูเรตเพื่อจำกัดการสั่นที่ไม่ซับซ้อน
ซินธิไซเซอร์อนาล็อกส่วนมากสร้างเสียงจากการสังเคราะห์แบบหักล้างเสียง ในวิธีนี้รูปคลื่นจะมีมากในระดับสูงๆ โดยมักจะเป็นรูปคลื่นแบบฟันเลื่อยหรือเป็นคลื่นพัลส์ ซึ่งถูกสร้างโดยเครื่องสร้างสัญญาณ สัญญาณที่สร้างขึ้นจะถูกส่งไปยังตัวกรองซึ่งหมายความว่าระดับเสียงสูงๆ จะถูกกรองออกไปสร้างเสียงที่เลียนแบบเครื่องดนตรีอาคูสติก เครื่องสร้างสภาพ ADSR จากการควบคุม VCA เป็นการใช้แรงดันไฟฟ้าควบคุมการขยายเสียง (Voltage control amplifier) เพื่อสร้างเสียงที่ดังขึ้น
วงจรไฟฟ้าอื่นๆ เช่น เครื่องสร้างรูปแบบคลื่น และ ริง มอดูเรเตอร์ สามารถเปลี่ยนเสียงที่ไม่มีฮาร์โมนิกส์หรือสร้างการลดระดับเสียง ซึ่งมักจะไม่พบในแหล่งกำเนิดเสียงธรรมชาติ การแบ่งส่วนความนิยมระหว่างซินธิไซเซอร์ดิจิตอลสมัยใหม่กับซินธิไซเซอร์ที่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปนั้น ซินธิไซเซอร์มอดูเรเตอร์ อนาล็อกยังคงได้รับความนิยมมากกว่า โดยจำนวนเครื่องมือที่สร้างมอดูเรเตอร์จะต่างจากการออกแบบวงจรของ Moog ในปี 1964 จนกระทั่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาแทนที่
ซินธิไซเซอร์ควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์และอนาล็อกหลายเสียง
ซินธิไซเซอร์อนาล็อกในยุคต้นๆ มักจะเป็นแบบเสียงเดียว (monophonic) คือสร้างได้เสียงเดียวใน 1 ช่วงเวลา ต่อมาได้เพิ่มความสามารถการสร้างเสียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น Moog Sonic Six, ARP Odyssey และ EML 101 ซึ่งสามารถสร้างเสียงที่ต่างกัน 2 ระดับใน 1 ช่วงเวลา เมื่อกดปุ่มพร้อมกัน 2 ปุ่ม ส่วนการสร้างหลายระดับเสียงหรือโพลิโพนนี (Polyphony) ที่สามารถสร้างได้หลายระดับเสียงผ่านการประสานเสียงถูกนำมาแสดงร่วมกับการออกแบบออแกนอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก เป็นวงจรออแกนที่รวมเอาคีย์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่นิยมใช้กับโปรเซสซิ่งซินธิไซเซอร์ซึ่งประกอบด้วย ARP Omni และ Moog’s Polymoog และ Opus3
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

ส่วนหนึ่งที่ผมสนใจเรื่องซินเธไซเซอร์ เพราะว่าผมอ่านบทบรรยายดนตรีทดลอง ที่ผมเคยเล่าให้อ่านกัน และดนตรีประกอบเนื้อความจากเกี่ยวกับเรื่องecriture automatiques ซึ่งมีท่อนต่อ 24.ความเป็นมือสมัครเล่นในทางดนตรี(รวมถึงในด้านอื่นๆด้วย) ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการหยุดนิ่งทางความไม่เป็นมืออาชีพ ในทางตรงกันข้าม อาจจะเป็นการพัฒนาโดยดึงเอาสิ่งต่างๆทั้งหลายแหล่เข้ามาเกี่ยวโยงด้วย ทั้งที่แบบเป็นไปได้ และแบบที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดการแสดงออกในรูปแบบที่เป็นสากลอย่างใหม่ได้ อย่างชนิดที่ทำให้พวกมืออาชีพหงายหลัง หมดทางต่อกรไปเลย…

เมื่อผมอ่านท่อนดังกล่าว ก็นึกถึงรายการทีวีลงยูทูบของพวกผม ในฐานะสำนักทำเล่น ทำจริง ทันที ก็ดูต่อตอนที่ 3…
เชียงใหม่ มุมใหม่ – บุญเที่ยงคืน สำหรับคืนเป็งปุ๊ด (พระจันทร์เต็มดวงในคืนวันพุธ) ชาวเชียงใหม่จะตักบาตรเที่ยงคืน กิจกรรมนี้อาจจะมีปีละหลายครั้ง หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ เป็นการตักบาตรกับพระอุปคุต ซึ่งจะได้บุญมากกว่าการตักบาตรปกติหลายเท่า เห็นว่าเป็นกิจกรรมแปลกๆ จึงไปถ่ายเก็บบรรยากาศมาให้ดูกัน – ไปเลยยยยยย

มันเป็นเรื่องบังเอิญหลังจากผมดูการใส่บาตรของเพื่อนผม ก็คือ รูปจากกล้องบันทึกถึงภาพพระ ซึ่งพวกผม เคยไปคุยขอติดป้ายไม่ให้ฆ่าประชาชน ในช่วงเมษา-พฤษภา และอาหารแห้ง ที่วัดเตรียมใส่บาตร ก็เป็นมาม่า น้ำ ฯลฯ เพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ…
ส่วนหนึ่งที่ผมสนใจเรื่องซินเธไซเซอร์ เพราะว่าผมอ่านบทบรรยายดนตรีทดลอง ที่ผมเคยเล่าให้อ่านกัน และดนตรีประกอบเนื้อความจากเกี่ยวกับเรื่องecriture automatiques… และมันเหมือนการบันทึกชีวิตเหมือนเพลงรัก ทำให้ผมนึกถึงเพลงสำหรับการเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวันเกินวันที่24 ตุลา 54 …
Danny Chung Happy Together Lyrics(เพลงประกอบหนังHappy Together)
Imagine me and you I do
I think about you day and night
It’s only right
To think about the girl you love
And hold her tight
So happy together
And I should call you up
Invest a dime
And you’d say you belong to me
And ease my mind
Imagine how the world could be
So very fine
So happy together
Chorus:
I can’t see me loving nobody but you
For all my life
When you’re with me baby the skies will be blue
For all my life
(ba ba ba ba ba ba~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~)
Me and you
And you and me
No mather how they toss the dice
It had to be
The only one for me is you
And you for me
So happy together
(repeat chorus)
โดยส่วนตัวของผมแล้วจริงๆ ก็นำเพลงHappy Together และหนังมาเล่าไปซ้ำมา แล้วส่วนนี้เป็นเวอรชั่นมิวสิควิดิโอมุ่งไปอวกาศของThe Turtles – Happy Together

วันที่ 24-25 ตุลา 54
John Cage -Ocean of Sounds

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2554
รางวัลที่ 1 955756
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว 057 329 507 991
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว 83
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=456568&ch=hn

-Time squeare———————–ในกทม.ทำให้ผมครุ่นคิด เพราะตอนที่ผมจำได้เท่าที่เคยไปแถวนั้น เป็นย่านชื่อเกี่ยวกับเวลา..Time squeare…เป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ผมเคยเดินเท้าไปในโลกนี้ ครับ
เมื่อขณะผมเดินทางไปต่างจังหวัด ก็นึกถึง เพลง “นครราชสีมา”เนื้อร้อง พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ บรรเลงโดย วงดุริยางค์สากลกรมศิลปากร
(สร้อย) ราชสีมาเหมือนดังศิลาที่ก่อกำแพง สยามจะเรืองกระเดื่องเขตแดน
ด้วยมีกำแพงคือราชสีมา (ชาย) ชาวนครราชสีมาแต่โบราณ เหี้ยมฮึกกล้าหาญยิ่งหนักหนา
ศึกเสือ เหนือใต้ที่ไหนมา เลือดนครราชสีมาไม่แพ้ใคร (สร้อย)
(หญิง) แต่ก่อนกาลท่านวีรสตรี ท้าวสุรนารีผู้เป็นใหญ่
กล้าหาญยอดยิ่งผู้หญิงไทย มิ่งขวัญธงชัยของเมืองเรา (สร้อย)(ชาย)
มาพวกเราชาวนครราชสีมา หน้าเดินรีบมาสู้กับเขา หากศัตรูไม่เกรง ข่มเหงเราสู้เขา สู้กันอย่าพรั่นใจ (สร้อย 2 ครั้ง)

แล้วเพลงของคาราวาน – นครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ – 07 – นครราชสีมา และผมไม่มีเนื้อเพลงนี้ ครับ)

ผมเดินทางไปบรรยายเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปกติเทอมก่อนหน้า จะบรรยายเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ด้านหนึ่งของชีวิต โดยผมคิดถึงหนังสือเรื่องเศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต เป็นตัวอย่างที่ผมให้นักศึกษาทราบไว้มีหนังสือเล่มดังกล่าว ก็พยายามศึกษาภาพรวมอดีตเศรษฐกิจของไทย ส่วนอีกด้าน ก็มาเล่าเรื่องเครื่องสังเคราะห์เสียง(ต่อ)
-เครื่องสังเคราะห์เสียง(ตอนที่2)..ซินธิไซเซอร์ (อังกฤษ: synthesizer) …
จากปี 1976 ซินธิไซเซอร์เสียงดนตรีจริง ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสนับสนุนการโพลิโพนนี ปรากฏให้เห็น ส่วนใหญ่ในรูปแบบของ Moog’s Polymoog ยามาฮ่า CS-80 และ Oberheim Four-Voice เครื่องดนตรียุคต้นๆ จะซับซ้อนมาก หนักมาก และมีราคาค่อนข้างแพง อุปกรณ์อื่นที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นการอัดเสียงในหน่วยความจำดิจิตอล ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนเสียงได้เร็วยิ่งขึ้น
เมื่อไมโครโปรเซสเซอร์กำเนิดขึ้นในต้นยุค 1970 พวกมันทำให้กระบวนการต่างๆ ง่ายขึ้น การใช้เสียงหลายระดับร่วมกัน และการใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ในการควบคุมการทำงานเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ Sequential Circuit Prophet-5 ถูกเปิดตัวในปี 1977 สำหรับช่วงแรกนักดนตรีคุ้นเคยกับซินธิไซเซอร์ที่มีการตั้งค่าต่างๆเก็บไว้ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ และเรียกใช้จากการกดปุ่ม Prophet-5 ถูกนำเข้ามาแทนด้วยความกะทัดรัด น้ำหนักเบา พื้นฐานการออกแบบกลายมาเป็นมาตรฐานของเครื่องซินธิไซเซอร์ ถือเป็นการขจัดความยุ่งยากในการออกแบบมอดูล่าร์ที่ซับซ้อนออกไป
การควบคุม MIDI
ในช่วงที่ประดิษฐ์ MIDI, a time-coded serial interface ขึ้นในปี ค.ศ. 1983 ซินธิไซเซอร์กลายมาเป็นสิ่งที่ง่ายในการรวมเสียงและเข้าจังหวะเสียงกับเครื่องดนตรีอิเลคทรอนิกส์และอุปกรณ์ควบคุมชนิดอื่นๆ การต่อ MIDI ในปัจจุบันใช้แพร่หลายเกือบจะในทุกอุปกรณ์ดนตรี และยังใช้เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PCs) ด้วย
มาตรฐาน General MIDI (GM) Software ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1991 เพื่อรองรับวิธีที่ตรงกันในการอธิบายเสียงสูงต่ำกว่า 200 ชุด รวมไปถึงเสียงเคาะด้วย สามารถที่จะใช้กับ PC สำหรับเสียงโน้ตดนตรี ในครั้งแรกที่ใช้อุปกรณ์ GM ให้ตั้งเสียงให้ตรงกับการสร้างเสียงปี่หรือเสียงกีตาร์ รูปแบบไฟล์ .mid เป็นที่แพร่หลายและกลายเป็นมาตรฐานที่เป็นที่นิยมใช้สำหรับการแปลงโน้ตเสียงของคอมพิวเตอร์
การสังเคราะห์การใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุโดยเปลี่ยนความถี่คลื่น (FM)
John Chowning แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดเป็นผู้วิจัยคนแรกในการที่จะคิดค้นการสร้างเสียงดนตรีจากเครื่องสร้างไฟฟ้ากระแสสลับอันหนึ่งที่ใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุตั้งระดับเสียงของอุปกรณ์อื่นๆ วิธีการนี้เรียกว่า FM หรือ การสังเคราะห์การใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุโดยเปลี่ยนความถี่คลื่น (Frequency Modulation) การทดลอง FM ในช่วงแรกของ Chowning ทำด้วยโปรแกรมโปรแกรมบนเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
FM ใช้อุปกรณ์สร้างคลื่นไซน์ ซึ่งเรียกว่า โอเปอร์เรเตอร์ โดยความถี่มูลฐานของโอเปอร์เรเตอร์ต้องนิ่งพอ โดยปกติแล้วจะสร้างจากสัญญาณดิจิตอล แต่ละเสียงที่ออกมาของโอเปอร์เรเตอร์อาจจะถูกนำไปเป็นสัญญาณป้อนให้โอเปอร์เรเตอร์อื่น ผ่าน ADSR หรืออุปกรณ์ควบคุมแวดล้อมอื่นๆ โอเปอร์เรเตอร์แรกจะใช้คลื่นเสียงกล้ำคลื่นวิทยุของระดับเสียงของโอเปอร์เรเตอร์ตัวที่สอง โดยวิธีนี้สามารถสร้างรูปแบบคลื่นที่ซับซ้อนได้ การสังเคราะห์ FM เป็นวิธีพื้นฐานของการสังเคราะห์เพิ่มและตัวกรองใช้ในซินธิไซเซอร์ที่ใช้หักล้างเป็นชนิดที่ไม่ใช้ในซินธิไซเซอร์ FM จนกระทั่งกลางยุค 1990 จากการต่อโอเปอร์เรเตอร์แบบเรียงกันและการโปรแกรมภาวะแวดล้อมต่างๆ สามารถจำลองารสังเคราะห์การหักล้างบางชนิดได้ ผ่านเสียงของตัวกรองอนาล็อกเรโซแนนซ์ที่เป็นไปได้ในการทำเกือบทั้งหมด FM เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างเสียงที่ซินธิไซเซอร์แบบหักล้างมีความยากในการสร้างส่วนของเสียงที่ไม่เป็นฮาร์โมนิกส์เช่นเสียงระฆังที่มีเสียงคู่แปดมาปนอยู่

สิทธิบัตรของ Chowning ครอบคลุมการสังเคราะห์เสียง FM ได้ให้ลิขสิทธิ์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นชื่อยามาฮ่า เป็นรายได้มหาศาลของแสตนฟอร์ดระหว่างยุค 1980 ซินธิไซเซอร์ FM ชุดแรกของยามาฮ่าคือ GS-1 GS-2 มีราคาค่อนข้างสูงและหนัก ปัจจุบันรุ่นต่อมาของ GS มีขนาดเล็กลง ปัจจุบันรุ่น CE20 และ CE25 Combo Ensembles ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการค้าที่ออแกนบ้าน และ และสร้างคีย์บอร์ออคเตฟที่ 4 รุ่นที่ 3 คือ DX-7 ในปี 1983 มีขนาดและน้ำหนักเหมือนกับ Prophet-5 มีราคาที่สมเหตุสมผล และขึ้นกับวงจรรวมสัญญาณดิจิตอลที่สร้าง FM ได้หลายระดับเสียง DX-7 เป็นที่นิยมมากและใช้ในกว่าพันอัลบั้มเพลงป๊อปนับจากยุค 1980 ยามาฮ่ายังได้รับลิขสิทธิ์อื่นๆ ในเทคโนโลยี FM ด้วย เมื่อสิทธิบัตรของแสตนฟอร์ดหมดอายุลงเกือบทุกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในโลกจะมีระบบเสียงที่เป็นแบบ built-in 4-opertor FM digital synthesizer
เสียงที่ใช้เป็นตัวอย่างและการสุ่มตัวอย่าง
มีซินธิไซเซอร์ชนิดหนึ่งที่ใช้กับการอัดสัญญาณดิจิตอล ซึ่งใช้เล่นช่วงต่างๆ ของเสียงที่ออกมา ซินธิไซเซอร์นี้เรียกว่า เสียงที่ใช้เป็นตัวอย่าง (Sampler)

การสุ่มตัวอย่างเสียงสามารถถูกใช้ในการรวมเทคนิคของซินธิไซเซอร์อื่นๆ เข้าด้วยกันซินธิไซเซอร์แบบโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้บางตัวถูกสุ่มตัวอย่างเสียงและนำเสียงไปผ่านโปรแกรมตัวกรองพื้นฐาน สะท้อน ริงมอดูเรเตอร์ และอื่นๆอีกด้วย
การสุ่มตัวอย่างเสียงเริ่มหายไป เมื่อนักวิจัยประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์เมนเฟรม การเปิดตัว Fairlight CMI ในปี 1979 เป็นที่รู้จักดีของเครื่องดนตรีดิจิตอลที่ใช้การสุ่มตัวอย่างเสียง และเริ่มวิวัฒนาการต่อไป Fairlight มักจะถูกใช้ในการอัดเสียงของศิลปินยอดนิยมเช่น Jean-Michel Jarre, Kate Bush, Peter Gabriel และ Art of Noise จากการที่ Fairlight มีราคาที่ค่อนข้างสูง ความซับซ้อน และค่อนข้างหายาก และมีราคาใกล้เคียงกับ New England Digital Synclavier เป็นสาเหตุให้บริษัทแคลิฟอร์เนียชื่อ E-Mu ได้เปิดตลาด Emulator I ในปี 1981 เป็นคีย์บอร์ดสุ่มตัวอย่างเสียงที่มีราคาต่ำที่สามารถนำเสียงที่อัดไว้บันทึกในแผ่น Floppy disk และ Ensoniq ได้เปิดตลาดเป็นชุดต่อมาในปี 1985 มีราคาต่ำลงไปอีก Ensoniq Mirage มีราคาประมาณ 1,500 ดอลล่าร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับ Emulator I ที่มีราคารวมภาษีอยู่ที่ 7,900 ดอลล่าร์สหรัฐ

ซินธิไซเซอร์เสียงกายภาพ
การสังเคราะห์เสียงกายภาพ เป็นการสังเคราะห์เสียงจากการใช้ชุดของสมการและอัลกอริทึมเพื่อจำลองแหล่งกายภาพของเสียง เมื่อชุดของตัวแปรที่สำคัญถูกสร้างขึ้นจากการจำลองกายภาพ เสียงจำลองก็จะถูกสร้างขึ้น
เสียงกายภาพไม่ใช่สิ่งใหม่ที่คิดขึ้นในการป้องกันเสียงสะท้อนและการสังเคราะห์เสียง จนกระทั่ง Karplus-Strong algorithm มีความละเอียดลออในการหักล้างเสียงและการสร้างอัลกอริทึมใน การสังเคราะห์คลื่นดิจิตอล (Digital waveguide synthesis) โดย Julius O. Smith III และมากขึ้นใน DSP Power ในช่วงปลายยุค 1980 ที่มีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจการค้า

จากความสำเร็จทางลิขสิทธิ์ของยามาฮ่าจากการจดสิทธิบัตรการสังเคราะห์ FM ของแสตนฟอร์ด ยามาฮ่าได้ลงนามร่วมกับมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดในปี 1989 เพื่อร่วมกันพัฒนาการสังเคราะห์คลื่นดิจิตอล ดังนั้นการจดสิทธิบัตรส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้จึงเป็นของแสตนฟอร์ดหรือยามาฮ่า ซินธิไซเซอร์เสียงกายภาพถูกนำมาใช้ในเชิงธุรกิจอย่างจริงจังครั้งแรกในรุ่น VL-1 ของยามาฮ่า ซึ่งออกสู่ตลาดในปี 1994
ซินธิไซเซอร์ดิจิตอลสมัยใหม่
ซินธิไซเซอร์สมัยใหม่ส่วนมากเป็น ดิจิตอล เกือบทั้งหมด รวมไปถึงการสังเคราะห์อนาล็อกสมัยใหม่ก็ใช้ เทคนิกของดิจิตอล ซินธิไซเซอร์ดิจิตอลใช้เทคนิคระบบสัญญาณดิจิตอล (Digital signal processing; DSP) เพื่อสร้างเสียงดนตรี ซินธิไซเซอร์ดิจิตอลบางชนิดในปัจจุบันออกมาในรูปแบบของโปรแกรม Softsynth ที่เสียงจากซินธิไซเซอร์นำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นอกเหนือนั้นยังนำไปใช้กับอุปกรณ์ DSP
ซินธิไซเซอร์ดิจิตอลสร้างตัวอย่างดิจิตอล โดยการเลือกเสียงที่ให้ความถี่ตัวอย่างออกมา (แบ่งเป็น 44100 ตัวอย่างต่อวินาที) ในกรณีพื้นฐานที่สุด เครื่องสร้างสัญญาณแต่ละตัวจะถูกจัดใหม่เพื่อการนี้ แต่ละตัวอย่างของเครื่องสร้างสัญญาณถูกใช้ให้เกิดความหลากหลายของเสียง ขึ้นอยู่กับความถี่ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ สำหรับเครื่องสร้างฮาร์โมนิกส์ รูปแบบคลื่นของเครื่องสร้างสัญญาณจะถูกกำหนดขึ้น ส่วนเครื่องสุ่มสัญญาณรบกวนสัญญาณที่สุ่มส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของตัวเลข ค่าต่างๆ จากการนับของเครื่องกำเนิดสัญญาณจะถูกผสมเข้าด้วยกัน และจากนั้นจะส่งไปยังตัวแปลงดิจิตอลเป็นอนาล็อก และเครื่องขยายอนาล็อกเพื่อทำลายกำแพงความยากของขั้นตอนที่มีมากมายในการสร้างสภาพแวดล้อมเสียงและการผสมเสียง และเพื่อเพิ่ม ADSR และระดับการผสมเพื่อสร้างค่าจำนวนจริงของเครื่องสร้างสัญญาณ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อเพิ่มค่าในขั้นตอนสุดท้ายของการผสมเสียง สัญญาณจะถูกแปลงเป็นค่าคงที่ในเชิงเส้น

ซินธิไซเซอร์แบบโปรแกรมสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
ซินธิไซเซอร์ในยุคแรกถูกกำหนดรูปแบบจากซินธิไซเซอร์แบบโปรแกรมสำเร็จรูป บนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ซึ่งใช้วิธีที่ตายตัวคล้ายกับการสังเคราะห์เสียงดิจิตอล ดนตรีจะถูกเข้ารหัสเพื่อใช้ในการเจาะบัตรเพื่ออธิบายชนิดของเครื่องดนตรี โน้ต และองค์ประกอบอื่นๆ รูปแบบของระดับเสียงแต่ละชนิดจะถูกสร้างจากการเรียงคลื่นไซน์ และเปลี่ยนไปเป็นชุดรหัสฐานสองสำหรับตัวแปลงดิจิตอลเป็นอนาล็อก และผสมเสียงโดยการเพิ่มและเฉลี่ยเสียง ข้อมูลจะถูกเขียนอย่างช้าๆ ไปยังเทปคอมพิวเตอร์ และถูกเล่นทันทีเพื่อสร้างเสียงดนตรี

ในปัจจุบัน ความหลากหลายของโปรแกรมสำเร็จรูปได้ทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีความเร็วสูง DSP ได้เข้ามาแทนที่ระบบเดิม และสร้างการจำลองแหล่งดนตรีอะคูสติกกายภาพหรือแหล่งกำเนิดเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเครื่องสร้างสัญญาณ ตัวกรอง VCAs เป็นต้น โปรแกรมเชิงธุรกิจบางตัวเป็นซินธิไซเซอร์อนาล็อกคลาสสิกที่ค่อนข้างจะมีวิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เริ่มต้นทุกๆ อย่างที่ ยามาฮ่า DX-7 ไปจนถึง ต้นกำเนิดของรูปแบบของ Moog โปรแกรมอื่นๆ อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการสังเคราะห์ดนตรีดิจิตอลได้อย่างสมบูรณ์ โดยต้องอาศัยการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

ส่วนหนึ่งที่ผมสนใจเรื่องซินเธไซเซอร์ เพราะว่าผมอ่านบทบรรยายดนตรีทดลอง ที่ผมเคยเล่าให้อ่านกัน และดนตรีประกอบเนื้อความจากเกี่ยวกับเรื่องecriture automatiques โดยมีท่อนต่อ32.เราลองมายกตัวอย่างของปลาวาฬ หรือปลาโลมา การปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในมหาสมุทร หมายถึงการที่ไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้อีก “เราน่าจะเข้าใจได้ว่า การออกเสียงเป็นวิธีการติดต่อของสัตว์เหล่านี้ ในขณะที่สัตว์ประเภทอื่นๆ ใช้สีหน้า การกระดิกหาง หรือการแสดงกำปั้น การชูมือข้างหนึ่งนั้น หรือการทำจมูกบานเป็นการแสดงออกของตนเราอาจจะพูดได้ว่าปลาวาฬ เป็นสัตว์มีลักษณะตรงข้ามกับยีราฟ กล่าวคือ ปลาวาฬไม่มีคอ แต่มีเสียง”

เมื่อขณะผมเดินทางไปต่างจังหวัดอย่างที่กล่าวถึงในเบื้องต้น ก็นึกถึง เพลงหลายเพลงดังกล่าว และเพลงหนึ่งสำหรับการเดินทาง คือ Pause – เปล่าๆ
อาจจะเป็นบทหนึ่งในชีวิตคิดไปทำไมคิดแล้ววุ่นวายหัวใจเปล่าๆ
จะเป็นมุมหนึ่งแห่งความคิดติดใจทำไมคิดแล้ววุ่นวายหัวใจเปล่าๆ
คนเรามันมีต่างชนิดคิดไปทำไมคิดแล้ววุ่นวายหัวใจเปล่าๆ
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดติดใจทำไมคิดแล้ววุ่นวายหัวใจเปล่าๆ
บางสิ่งที่เราหวังเราตั้งใจอาจจะไม่มีความหมายสำหรับเขา
แต่สิ่งที่เราฝันนั้นเพื่อเราใช่ไหมมองดาวบนฟ้ามีดาวนับร้อยเรื่องราวไม่น้อยให้คอยตามหา
วันนี้จงใช้เวลาไปตามหาหนทางที่ยิ่งใหญ่ตามทางที่มีในหัวใจของเรา

——————————————
วันที่ 26 ตุลา 54
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายข้อราชการ ทรงพระราชทานคำแนะนำในการแก้ปัญหาน้ำท่วม และพระราชทานกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้กับนายกรัฐมนตรีหญิง คน

แรกของประเทศไทยด้วย

John Cage – 4’33” (BBC)

จากความทรงจำการเดินทางของผม ซึ่งบังเอิญเจอเพื่อนมาจากมาเก๊า และรุ่นน้อง ที่ไม่ได้ติดต่อกันสามปี จนกระทั่งการนั่งรถทัวร์ พูดคุยกับคนบนรถ ท่ามกลางสภาพแวดล้อม ต้องเจอคนยืนบนรถทัวร์ และผมนั่งคุยกับคน ที่มีอายุ 75 ที่เขาบอกว่าทำงานเป็นที่ปรึกษาเจ้าของโรงงานแห่ง

หนึ่งในเชียงใหม่ เป็นเจ้าของเต๊นท์รถด้วย ก็ทำให้นึกถึงแง่หนึ่งของมุมที่ผมแลกเปลี่ยนพูดคุยเรียนรู้จากเขา ในด้านต่างๆ แล้วเรื่องสุขภาพ ที่ผมคิดถึงคนที่นั่งรถทัวร์ไปกับผม ในแง่การนอนหลับ ที่ต่างกันในช่วงวัย บางคนก็หลับไม่ตื่น และเขาเป็นคนเล่นกีฬาผาดโผนผจญภัยในวัยไม่ถึง

สามสิบปีแต่บาดแผลทั่วร่างกาย รวมทั้งความชอบดนตรีของเขาเอง

มันเป็นเรื่องราวหลายเรื่อง ที่มีในสำนึกของภาพสะท้อน ที่ต่อมาผมนึกถึงเรื่องการเขียนบทหนังสั้นและกรณี… โซนี่ได้ผู้เขียนบทเรื่อง The Social Network มาทำภาพยนตร์ชีวิต “สตีฟ จ็อบส์” ? … หลังจากที่ได้รับสิทธิในการผลิตภาพยนตร์ชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ จาก Walter

Isaacson ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ ล่าสุดหนังสือพิมพ์ The Lost Angeles Times อ้างว่าโซนี่ได้ทาบทามผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Social Network นาย Aaron Sorkin มาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้
Aaron Sorkin มีผลงานมาหลายเรื่องแล้ว ในเมืองไทยเราอาจจะรู้จักเขาในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Social Network? แต่ผลงานอื่น ๆ ของเขาที่น่าจดจำก็มีอีกมากเช่น A Few Good Men, The West Wing และ Moneyball
ที่จริงแล้วแล้ว Sorkin เองก็เคยมีประวัติกับสตีฟ จ็อบส์มาก่อน โดยจ็อบส์เคยขอให้เขาเขียนบทให้กับภาพยนตร์ของ Pixar แต่ Sorkin ก็ได้ตอบปฏิเสธเพราะเขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นมันเวิร์คได้
ในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพ่ิมเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่หนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ขายดีมาก และคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดในปี 2011 ของ Amazon ได้อย่างง่ายดาย
http://www.blognone.com/news/27269/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%

E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-social-network-%E0%B8%A1%E0%B8%

B2%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%

B8%95-%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9F-%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%8C

..หนัง The Social Networkชื่อภาษาไทย เดอะ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค จัดจำหน่ายโดย Sony Pictures กำหนดฉายหนัง 25 พฤศจิกายน 2553
เรื่องย่อหนัง The Social Network
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงของปี 2546 มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก อัจริยะด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด นั่งลงที่หน้าเครื่องคอมฯและเริ่มคิดไอเดียใหม่ๆ ความคิดก้าวล้ำนำสมัยของอัจริยะผู้นี้ได้กลายมาเป็น “เฟซบุ๊ค” เว็บไซต์เครือข่ายสังคม ซึ่งเป็นการปฏิวัติการสื่อสารโลก

หกปีหลังจากนั้น พร้อมด้วยเพื่อนในเครือข่ายมากถึง 500 ล้านคน ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะความสำเร็จนี้ได้นำไปสู่ความซับซ้อนทั้งในด้านความเป็นส่วนตัวและกฎหมาย
http://movie.sanook.com/movie/movie_17741.php
เดอะโซเชียลเน็ตเวิร์ก[3] (อังกฤษ: The Social Network) เป็นภาพยนตร์แนวดรามาที่กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์ และมี เควิน สเปซีย์ นักแสดงรางวัลออสการ์ เป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม เนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติการก่อตั้งเฟซบุ๊ก บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ชั้นนำของโลก ดัดแปลง

จากหนังสือ “แบบว่า…บังเอิญรวย” (The Accidental Billionaires: The Founding Of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal) ของเบ็น เมซริช นำแสดงโดย เจสซี ไอเซนเบิร์ก แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ และจัสติน ทิมเบอร์เลค ประพันธ์ดนตรี

ประกอบโดย เทรนต์ เรซเนอร์ นักร้องนำวงไนน์อินช์เนลส์ และแอตติคัส รอสส์ กำหนดออกฉายในอเมริกาวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 และในประเทศไทยวันที่ 2 ธันวาคม ปีเดียวกัน โดย โคลัมเบียพิกเจอส์ เป็นผู้จัดจำหน่าย
ภาพยนตร์ได้รับรางวัลจากสถาบันและองค์กรภาพยนตร์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญได้แก่ รางวัลลูกโลกทองคำ 4 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ชีวิตยอดเยี่ยม ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออกสาร์

ครั้งที่ 83 จำนวน 8 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ไอเซนเบิร์ก) บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%

99%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81

เมื่อผมอยากสรุปเล่าย่อๆ จากการบังเอิญได้ดูหนังระหว่างไปโคราช ก็เรื่องโซเชียลเน็ตเวริ์ด หรือ เครือข่ายทางสังคม ก็เริ่มเรื่องจากการเหตุการณ์ คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก พูดคุยกับแฟนสาวอย่างรวดเร็วเป็นภาษาอังกฤษ ซับไตเติ้ลไทย ก็พูดถึงว่า คนจีนไอคิว ฉลาดเยอะ เพราะปริมาณ

ประชากรมากกว่าอเมริกา ซึ่งสองคนคุยกันในมหา’ลัยฮาวารด์ แล้วต่อมากำเนิดโซเชียลเน็ตเวริด์ จากบทหนัง เกิดจาการถกเถียงของมาร์ค กับแฟนสาว มองว่ามาร์ค เป็นเนริด์ ไม่เข้าความสัมพันธ์ของคน มนุษยสัมพันธ์ แล้วแฟนสาวก็ไม่ยอมรับมาร์ค แม้ว่าอนาคตเขาจะได้เป็นเจ้าพ่อ

คอมพิวเตอร์ ก็ตาม(แบบเดียวกับบิลเกตต์ ที่หนังมีเล่าเรื่องแนวนี้ต่อมาด้วย) และฉากจบลงหลังถกเถียงข้อมูลทางกฎหมาย หลักฐานทางอีเมล์ แวดล้อมต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่หาว่ามารค์ขโมยไอเดีย กับเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องว่าแค่เขาเป็นคนทำเฟซบุ๊ค พัฒนามาจากเครือข่ายนัก

ศึกษาฮาวาร์ด ที่พวกกลุ่มคนในฮาวาร์ดชวนเขาร่วมงาน แล้วเขาก็ร่วมพัฒนาก่อตั้งเฟซบุ๊ค ออกแบบเฟซบุ๊ค ที่มีสถานะแสดงความเป็นโสด กับเพื่อนอีกอีกคนที่ต่อมาขัดแย้งผลประโยชน์ ต่อหุ้นในเฟซบุ๊ค รวมทั้งกรณีเพื่อน ที่เคยทำเว็บดาวน์โหลดเพลงฟรี ก็เน็บสเตอร์ แตกคอกัน ลงท้ายมา

ร์ค ก็นั่งเหงา อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขอแอดเป็นfriend กับอดีตแฟน..

กระนั้น ผมนึกถึงในแง่มุมจิตวิทยา ต่อมาของหนังเรื่อง The social network จากภาพสะท้อนของผู้สร้างเฟซบุ๊ค บ่งบอกว่าผู้ให้กำเนิดเครือข่ายทางสังคม ในแง่มุมจิตวิทยาได้ทั้งเรื่อชื่อเสียง ความรัก เพื่อน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ น่ะครับ

โดยผมไม่ค่อยมีอะไรจะเขียน ขอแถมเพลงนี้ หละกัน ครับ
Pause รักคือคำตอบ Lyrics
ใครต่อใครถาม ที่รอเธอเจ็บปวดไหม
น้อยช่างเล็กน้อย เพราะมีเธอ อยู่ในใจฉัน
ไม่ข่มขื่นไม่ฝีนใจ ไม่กลัวว่าใคร จะเปลี่ยนใจอีก
เพราะเราเข้าใจ ต่างคนต่างเคยช้ำใจ
เพราะรักคือคำตอบ ให้ฉันรอเธอ
ให้ฉันคอยเธอ ที่ตรงนี้
เพราะรักคือคำตอบ จะให้ฉันรอเธออยู่
จะให้ฉันคอยเธออยู่ ที่ปลายฟ้า
ไม่เคยจะมีใคร แม้ไกลห่างสักเพียงไหน
ให้เธอได้รู้ไว้ ฉันยังรอ อยู่ตรงนี้
จึงเฝ้ารอ จึงเฝ้ารอ ยังรอแม้จะห่างไกล
เพราะเราเข้าใจ ต่างคนต่างเคยช้ำใจ
เพราะรักคือคำตอบ ให้ฉันรอเธอ
ให้ฉันคอยเธอ ที่ตรงนี้
อาจจะมีเรื่องราวที่เรา
เดินลำพัง ท่ามกลางผู้คนที่มากมาย
อาจมีใครคิดร้าย และให้เราแยกทาง
ในใจเรา ก็ยังรู้และยังรัก มั่นคงต่อกันและกันไว้
เก็บใจไว้ ผูกพันไว้ มั่นคงในรัก
เพราะรักคือคำตอบ ให้ฉันรอเธอ
ให้ฉันคอยเธอ ที่ตรงนี้

————————————————————
วันที่ 27 ตุลา 54
เพื่อนของผม ที่ทำงานในโรงงาน ที่อยุธยา น้ำท่วม ก็ต้องหนีไปกรุงเทพฯ จากหมู่บ้านจัดสรรของเขาอพยพไป ก็เราติดต่อผ่านโทรศัพท์ จึงรู้ความเป็นไปของเพื่อน และ น้ำท่วมเข้ากรุงเทพฯ ตอนนี้บ้านเราน้ำท่วมเป็นข่าวใหญ่ คนในบ้านต้องสามัคคีกัน นึกถึงคำขวัญ คำคม คนไทยรักกัน

ช่วยกันไม่ซ้ำเติมผู้เดือดร้อนน้ำท่วม ในแง่มุมของจิตวิทยาการรณรงค์ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ก็ผมคิดถึงเรื่องภาพยนตร์เรื่องDream House สะท้อนภาพอารมณ์ความรู้สึกด้านจิตวิทยาอันน่าสนใจปัญหาภายในบ้าน น่ะครับ
..Dream House ที่ผมมีโอกาสดูหนังร่วมกับอาจารย์คนหนึ่ง คือ เรื่องDream House เป็นหนังจิตวิทยา ก้ำกึ่งกับหนังผีได้ในตัวมันเอง
:เรื่องย่อ
“เรื่องราวของนักเขียนหนังสือผู้ประสบความสำเร็จ (เคร็ก) ที่ลาออกจากงานในก็อตแธม และพาภรรยาของเขา (ไวส์) และลูกสาว 2 คนย้ายไปอยู่ในเมืองประหลาดที่นิวอิงแลนด์ แต่กลับต้องพบว่าบ้านใหม่แสนเพอร์เฟกต์ของพวกเขาเคยเป็นฉากฆาตกรรมแม่ และลูก 2 คนที่เชื่อว่าเกิดขึ้น

ด้วยน้ำมือของสามีที่ยังลอยนวลอยู่”
หนัง Dream House จะเข้าฉายในวันที่ 30 กันยายน 2011
http://movienang.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-dream-house/
Dream House
นักหนังสือพิมพ์ วิล แอ็ตเทนตัน (แดเนียล เคร็ก) ลาออกจากงานที่กำลังก้าวหน้าในมหานครนิวยอร์ค และย้ายครอบครัวที่มี ลิบบี้ (เรเชล ไวซ์) ภรรยาและลูกสาวสองคนไปอยู่ที่รัฐนิวอิงแลนด์ ทันทีที่พวกเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ก็ต้องพบว่าบ้านในฝันของทุกคนเคยเกิดเหตุ

ฆาตกรรมแม่และลูก และเพื่อนบ้านทุกคนก็เชื่อว่าเกิดจากน้ำมือของสามีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว
เมื่อ วิล เริ่มสืบค้นถึงความหลังที่เกิดขึ้นในบ้าน เบาะแสเดียวที่เขาพบคือ แอน ปีเตอร์สัน (นาโอมิ วัตตส์) เพื่อนบ้านที่สนิทกับสมาชิกครอบครัวผู้ตาย ในขณะ วิล และ แอน พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ต้องค้นพบกับเรื่องราวของชายคนสุดท้ายที่เคยอยู่ในบ้านในฝันของ

วิล ซึ่งมีความเกี่ยวโยงที่น่าสะพรึงกลัวกับครอบครัวของเขา
http://movie.sanook.com/movie/movie_19260.php

จากงานในด้านต่างๆ และผมพูดคุยกับคนหลายคน แวะเจอผู้คนตามร้าน และผมบังเอิญเจอคนต่างๆ แม้กระทั่งบังเอิญเจอคนบนรถทัวร์ด้วยซ้ำ แต่ว่าเวลาการเขียนเล่าเรื่องจำเป็นขอเล่าเฉพาะกรณีติดตามสถานการณ์ข่าวน้ำท่วม ฯลฯ ในแง่มุมต่างๆ มีเรื่องเล่ามากมาย แต่ผมมีข้อจำกัดเล่า

เรื่องเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมด้วย ครับ
เมื่อผมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากภาพสะท้อนของเฟซบุ๊ค เช่น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
น้ำท่วมทั้งไทย และกัมพูชา
… ไทยเสียขีวิต กว่า ๓๐๐
เขมรเสียชีวิต กว่า ๒๐๐
ทั้ง ๒ ประเทศ มีน้ำท่วมเสีย ๑ ใน ๓ ของแผ่นดิน
น้ำท่วม ไม่มีพรมแดน และไม่มีศาสนา จริงๆ
…….
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ทำไมต้องหาคำอธิบายว่า น้ำท่วมหายนะ ครั้งนี้ เกิดจากอะไร?
1. ผมมองว่า การตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบว่า น้ำท่วมหายนะครั้งนี้ เกิดจากอะไรแน่ เป็นสิ่งจำเป็นและควรทำ เพราะถ้าเราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ไม่มีคำอธิบายที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาในอนาคตได้
พูดอย่างจริงใจเลยนะ ผมไม่ต้องการจะ “หาคนผิด” ยิ่งไม่ใช่ต้องการไปลงที ปชป. (ผมเห็นเพื่อนเสื้อแดงหลายท่าน เริ่มทำชาร์ต–ข้อมูล ทีนำไปสู่ข้อสรุปว่…า เป็นความผิดของรัฐบาลก่อน เรื่องนโยบายปลูกข้าว ปล่อยน้ำ อะไร)
อย่างน้อย ในขั้นตอนนี้ ณ จุดนี้ ผมไม่มีข้อสรุปจริงๆ และไม่ใช่ต้องการจะโจมตีฝ่ายใด แค่ต้องการพยายามนำเสนอประเด็น และเรียกร้องให้ช่วยกันหาคำตอบ เพราะเหตุผลเรื่องการป้องกันในอนาคต
ที่สำคัญ ผมมองว่า เป็นการ “ยุติธรรม” สำหรับคนที่ประสบภัยหายนะครั้งนี้ด้วย ผมว่าเขามีสิทธิ์ ที่ควรจะรู้ว่า ทำไมจึงหายนะขนาดนี้

2. ผมเริ่มจากประเด็นง่ายๆ สามัญสำนึกนั่นแหละว่า
ถ้าเกิดจากธรรมชาติ ฝนมากกว่าปกติ ทำไมจึงหายนะระดับนี้ คือ หนักสุดในรอบ 50 ปี
ฝนปีนี้ มากสุดในรอบ 50 ปีหรือ? – ผมไม่มีตัวเลข แต่ค่อนข้างมันใจว่า ไม่ใช่
ที่สำคัญ ถ้าเป็นเพราะฝนหนักผิดปกติ (หนักระดับ “หายนะ” ทำให้น้ำท่วม ระดับ “หายนะ”) ทำไม ไม่มีใคร รู้วี่แวว หรือ คิดได้ล่วงหน้า?
ผมกลับรู้สึกว่า ฝนไม่น่าจะมากขนาดนั้น ถ้ามากขนาดนั้น คงต้องมีวี่แวว มากกว่านี้แล้ว
คือ ระหว่าง ฝน (ธรรมชาติ) กับ ระดับความหายนะ มันไม่ “ลงตัวกัน” น่ะ
คำอธิบาย มันจึงกลับมาที่ประเด็น “คน” หรือทีเรียกทางการหน่อยว่า “การจัดการน้ำ”
ซึ่งประเด็นเรือ่งการกัก และ ปล่อย น้ำ เป็นเรื่องน่าคิดมากๆว่า อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เกิดน้ำมากระดับหายนะขนาดนี้ดูเพิ่มเติม
น้ำท่วมหนักขนาดนี้ เพราะธรรมชาติ หรือ การคำนวน/ตัดสินใจ ผิด ของคน?
ต่อเนื่องจาก…ที่โพสต์ไปเมื่อวันก่อน คุณ Bangkok Pundit มีกระทู้ใหม่ ประเด็น ทำไมเขื่อนใหญ่ทีสุด 2 เขื่อน จึงเก็บกักน้ำไว้สูง (เกือบ 100%) ไว้นานมาก กว่าจะทะยอยปล่อยน้ำออกมาก็ล่วงเลยเวลามาก คือรอถึงกันยายนนี้เอง แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ก็เลยต้องปล่อยออกมาทีละมากๆ (

เพราะเขื่อนเต็มเกินไป ต้องรีบปล่อยมากๆ ไม่งั้นเขื่อนพัง) มีผลทำให้ภาวะน้ำท่วมรุนแรงอย่างที่เห็นเพียงใด?
รายละเอียดมีเยอะ ผมไม่มีเวลาแปลนะครับ ต้องอ่านเอง (ผมจะชี้เฉพาะประเด็นสำคัญข้างล่าง) คุณ Bangkok Pundit ได้ทำชาร์ตจากข้อมูลที่มีด้วยตัวเอง น่าสนใจ
นี่คือกระทู้ของคุณ Bangkok Pundit ที่ว่า
http://asiancorrespondent.com/67306/thailand-why-was-so-much-water-kept-in-the-dams-part-ii/
ในกระทู้นี้ คุณ Bangkok Pundit ได้อ้างอิงบทความจาก Bloomberg ซึ่งมีข้อมูลออกไปในทางเดียวกันว่า การเก็บกักน้ำ ไว้มากไป นานเกินไป ถึงเวลาต้องปล่อยออกมา ก็เลยต้องปล่อยออกมามากๆพร้อมๆกัน ทำให้ภาวะน้ำท่วมรุนแรงมากอย่างที่เห็น
นี่คือบทความ Bloomberg
http://www.bloomberg.com/news/2011-10-17/-obsolete-thai-weather-radar-blamed-for-failure-to-predict-rain-severity.html
…………..
ผมขอสรุปประเด็นที่เป็น “หัวใจ” ของปัญหา ขอให้ดูชาร์ตแบบคร่าวๆ ที่คุณ Bangkok Pundit ทำ ทีผมนำมาโพสต์ข้างบน
นี่เป็นตารางเปรียบเทียบการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล ปีที่แล้ว (สีฟ้า) กับปีนี้ (สีแดง) ตั้งแต่ เดือนมกราคม
ประเด็นสำคัญคือ ปีนี้ การปล่อยน้ำ จนถึงเดือนสิงหาคม-กันยายน น้อยกว่าปีที่แล้ว ทั้งๆที่ น้ำในเขื่อนภูมิพล ปีนี้ ถึงเดือนสิงหาคม มีมากกว่า น้ำในเขื่อนเมื่อปีแล้ว กว่า 2 เท่าตัว
พูดสั้นๆคือ น้ำในเขื่อนมีมากกว่า 2 เท่า แต่กลับปล่อยน้ำน้อยกว่า ช้ากว่า
เช่น 2553 เดือนสิงหาคม ปล่อยน้ำ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร
2554 เดือนสิงหาคม ปล่อยน้ำ 2.8 ล้านลูกบาศก์เมตร
(รายละเอียดนอกจากนี้ รวมถึงประเด็น ที่มีการโทษ ระบบเรดาร์ ล้าสมัย ทำให้คาดเดาไม่ได้เรื่องฝน ฯลฯ ต้องอ่านกันเองนะครับ)
อันหนึ่งที่น่าสนใจคือ คุณ Bangkok Pundit ได้ชี้ว่า การทีน้ำท่วมหนักเกินปกติ เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการปล่อยน้ำจากเขื่อน เคยเกิดมาแล้ว โดยยกกรณีที เมืองบริสเบน (ออสเตรเลีย) ทีเคยน้ำท่วมหนัก ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ การปล่อยน้ำในเขื่อนออกมาซ้ำเติม

นครินทร์ กิ่งศักดิ์ – คุยกับตัวเอง
คนเราเล็กๆน้อยๆ บางทีเราก็ลืม ลืมตัวมัวคิดถึงเขา ใจเราเองมองข้ามไป ใครๆที่คบๆไว้ คุยกันไปถูกคอ นานไปมันชักท้อๆ คอคนเราไม่เหมือนกัน
ทุกครั้งที่คุยกับเธอ ยังต้องทำให้เธอสบายใจ
ตัวเองจะต้องการอะไร ไม่เลย ไม่เคยคิดจะใส่ใจ ต่อไปนี้จะคุยกับตัวเราเอง เลิกข่มเหงตัวเองเสียบ้าง
เป็นคนดีบางครั้งเหงาๆ อยากเป็นตัวเราที่เคย พอใจจะนั่งเฉยๆ มองเลยๆไปบ้าง
ใจใครๆก็ต้องรับรู้ มันคงดูไม่ดี ใจตัวเองจะคิดครั้งนี้ มันเป็นทีของฉันเอง
ครั้งนี้ไม่คุยกับเธอ ฉันทำด้วยความสบายใจ
คำคนก็ช่างมันปะไร ปล่อยไปสุขใจที่ได้ทำอย่างนี้(ซ้ำ *)
…..

วันที่ 28 ตุลา 54
ผมนึกถึงเรื่องการศึกษาทำให้บางคนก็เรียนไม่จบ แต่ประสบความสำเร็จในบางแง่มุมทางธุรกิจของมาร์ค ผู้สร้างเฟซบุ๊ค จากแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์ หรือผมนึกถึงกรณีการศึกษามหาวิทยาลัยของไทย กับกรณีเถ้าแก่น้อย ที่เรียนไม่จบ แต่บางอารมณ์เราอาจจะนึกถึงคนที่เกิดมารวย และ

ผมเพิ่งได้ดูหนังไทยกับอาจารย์ ในเรื่องวัยรุ่นพันล้าน ท็อปซีเคร็ดมาด้วย…ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน เป็นภาพยนตร์ไทย กำหนดฉายในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เนื้อเรื่องได้แรงบันดาลใจจากชีวิตของอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เจ้าของธุรกิจขนมสาหร่าย “เถ้าแก่น้อย” นำแสดงโดย พชร

จิราธิวัฒน์
เรื่องย่อ อายุ 16 ต๊อบมีเงินจากการเล่นเกมส์เดือนละ 400,000 บาท อายุ 17 ยอมติด F แลกกับเงินค่าขายเกาลัดแค่ 2,000 บาท อายุ 18 บ้านล้มละลายเป็นหนี้ 40 ล้าน อายุ 19 นำสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเข้าเซเว่น 3,000 สาขา
ทุกวันนี้ต๊อบ อายุ 26 ปี เป็นเจ้าของแบรนด์สาหร่ายอันดับหนึ่งของเมืองไทย เจ้าของมาร์เก็ตแชร์ 85% ของทั้งตลาด หรือเท่ากับยอดขายเหยียบ 1,000 ล้านบาทต่อปี มีลูกน้องในบริษัททั้งสิ้น 1,200 คน คุณทำอะไรอยู่ตอนคุณอายุเท่าต๊อบ ?
Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ภาพยนตร์แรงบันดาลใจวัยรุ่น จะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องราวจากชีวิตเบื้องลึกของ ต๊อบ อิทธิพัฒน์ (พีช พชร) เจ้าของธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อย วัยรุ่นไทยที่พลิกชีวิตจากเด็กติดเกมส์ออนไลน์ เด็กมัธยมปลายที่เคยถูกครูฝ่ายปกครองค่อนขอดว่าเรียนจบแล้วจะ

ไปทำอะไรกิน จนกลายมาเป็นวัยรุ่นพันล้านในวันนี้ ต๊อบก้าวกระโดดมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากรวย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าลงมือรวยแบบต๊อบ อะไรคือสิ่งที่ต๊อบต้องฝ่าฝัน อะไรคือสิ่งที่ต๊อบต้องแลกให้กับคำว่า “รวย” อะไรคือมูลค่าที่แท้จริงของความรวย และอะไรคือ

สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวของต๊อบเมื่อเขาได้ลองชิมสาหร่ายทอดบรรจุกระป๋องแบบโอท็อปเป็นครั้งแรก “อร่อย” “ซื้อที่ไหนนะ” “ราคาเท่าไหร่” “ฝากซื้อกี่กระป๋องดี” พบกับคำตอบที่ทำให้ต๊อบรวยพันล้าน(ดูเพิ่มเติมวิกิพีเดีย)

โดยภาพสะท้อนการแสดงความคิดเห็นเรื่องความจริง ต่างนานาๆ ว่าได้เงินจากเล่นเกมส์จริงไหม? และความจริงเป็นอย่างไร? อย่าหลงกับวรรณกรรม แนวหนังเหมือนโซเชียลเน็ตเวริด์ ฯลฯ ก็ว่ากันไปครับ
ความคิดเห็นที่ 225 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน คนวิจารณ์เค้าวิจารณ์ชีวิตจริงครับ ไม่ได้วิจารณ์ตัวหนังเลย
แยกให้ออกนะครับ”เรื่องจริง”กับ”เรื่องภาพยนต์”
เรื่องจริงบ้านคุณต๊อบรวยอยู่แล้ว แล้วไม่ได้รวยแค่จิ๊บๆแบบมีล้านบาทเอามาต่อยอดเป็นพันล้าน แต่เค้ามีเป็นหลายร้อยล้าน พ่อคุณต๊อบเองก็กว้างขวางมากกว่าที่คิดนะครับ
ในหนังก็แสดงให้เห็นอยู่ว่าถ้าไม่มีเงินก็คงทำไม่ได้
ต๊อบต้องทุ่มของที่มีอยู่ ไปขายหลายอย่างเพื่อสร้างต้นทุน อย่างในเรื่องถ้าไม่มีสถานที่สำหรับทำโรงงานอยู่แล้ว เค้าจะไปทำโรงงานที่ไหน เค้าถึงได้บอกว่าไม่รวย(ไม่มีต้นทุน)ทำไม่ได้นะครับ
แต่รวมๆแล้วหนังเรื่องนี้เอาเรื่องจริงมาดัดแปลงได้ดีมากครับ ใครฝันอยากเปนเถ้าแก่ ไปดูเลยครับ ไม่ผิดหวัง
ดูเอากำลังใจนะ อย่าไปคิดทำตามหมดล่ะ
http://movie.kapook.com/view31168.html?p=2
ความคิดเห็นที่ 148 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ต๊อบไม่ได้กู้เองพ่อของต๊อบเป็นคนกู้มาลงทุนให้(เราเป็นเพื่อนต๊อบ)แล้วบ้านของต๊อบก็อยู่ในฐานะร่ำรวยแต่ต๊อบไม่อยากพึ่งพาทางบ้านเลยอยากทำธุรกิจของตัวเอง
จากคุณ “0” เช็ค IP [ 2011-10-21 09:06:46 ]
ความคิดเห็นที่ 147 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน เห็นด้วยกับข้างล่างนะ ว่าถ้าพื้นฐานไม่รวยไม่มีทางทำได้หรอก
มีเงินจะทำอะไรก้อง่าย ผมที่บ้าน จนมาตั้งแต่เกิด
ทุกวันนี้ก็ไดเป็นแค่ลูกจ้าง คิดดจะลงทุนทำอะไร ก็ได้แค่คิด ไม่มีเงินลงทุน
จากคุณ หุห เช็ค IP [ 2011-10-21 08:49:49 ]
ความคิดเห็นที่ 145 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน เข็ดหลาบกะหนังไทย รอโหลด
จากคุณ ไม่ไหวง่ะ เช็ค IP [ 2011-10-21 07:57:47 ]
ความคิดเห็นที่ 144 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน 1 Like
จากคุณ hhhhhhhhhhhhhh เช็ค IP [ 2011-10-21 07:49:27 ]
ความคิดเห็นที่ 143 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ดูเอาแรงบันดาลใจอย่างเดียวก็พอ
ดูเพื่อเอาแนวคิด การแก้ปัญหา
ถ้าพื้นฐานไม่รวยอยู่แล้วทำตามไม่ได้หรอก
ตอนอายุเท่าเขา ถ้าไม่มีเงินจะทำอะไรได้ คิดกันด้วยนะครับ
จากคุณ เตี้ย เช็ค IP [ 2011-10-21 06:51:38 ]
ความคิดเห็นที่ 142 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน 140 ก่อนจะเชื่ออะไรหัดไปศึกษามาให้ดีๆ ก่อน
ไม่งั้นก็ดักดาน เขาบอกอีก 5 วันโลกจะแตกก็คงเชื่อ
คนเจ้าของเรื่องที่เขาเอามาทำหนังเขามาออกรายการทีวีเขาบอกเองทุกอย่าง พื้นฐานเขาดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไอกระบือ ตัวเองนั้นแหละที่โชว์โง่ สงสารประเทศไทย
จากคุณ โง่จริง โง่จัง เช็ค IP [ 2011-10-21 02:32:30 ]
ความคิดเห็นที่ 141 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังดีมากครับ ได้ข้อคิดเยอะมากจริง
128 กับ 137 ไปดูก่อนแล้วค่อยมาพูด
มันแสดงความเสี่ยวออกมาฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
จากคุณ น่ารัก เช็ค IP [ 2011-10-21 02:32:29 ]
ความคิดเห็นที่ 133 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน เราเรียนมารุ่นเดียวกับต๊อบ โรงเรียนสวนกุหลาบฯนนท์รุ่น20
บ้านต๊อบค่อนข้างมีฐานะร่ำรวยสมัยเรียนต๊อบเรียนไม่ค่อยเก่งนะแต่เล่นเกมส์เก่งมากๆ
จากคุณ ชิ เช็ค IP [ 2011-10-20 22:59:06 ]
ความคิดเห็นที่ 132 หัวข้อข่าว เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ดูมาแล้วครับ โหวดให้อีกเสียง ว่า”หนังสนุกดีมีแง่คิด และเป็นพิเศษสำหรับคนที่กำลังหาแรง บันดาลใจ ในการประกอบอาชีพ”นะครับ
จากคุณ ^^~ เช็ค IP [ 2011-10-20 22:50:49 ]
http://movie.kapook.com/view31168.html?p=5

ความเป็นจริงของหนัง มีเรื่องราวเป็นจริง แค่ไหน แต่ผมต้องทำงานอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อวาน มีคนในหอพัก ก็ให้ผมดูกล้องวงจรปิดย้อนหลังหาคนขโมยของหน้าตะกร้ารถมอเตอร์ไซด์
อย่างไรก็ตาม ถ้าคนบางคนเกิดมาก็เป็นคนจน เพราะเกิดมาเป็นลูกของคนจนโดยกำเนิด แต่ว่า คนเราตายเหมือนกัน คือ ร่างกายเน่าเปื่อยตามธรรมชาติ(ผมสรุปจากการ์ตูนเกี่ยวกับลัทธิเต๋า) แต่มันมีแง่มุมที่คิดเรื่องจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ปฏิทินแห่งความหวังในมุมรัฐสวัสดิการ ก็

ขยายความได้ในกรณีคำจำกัดความนี้ดูเพิ่มเติมวิกิพีเดีย ครับ
โดยผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย ก็ปิดท้ายด้วยเพลง “เคย”ซึ่งก็มีข้อถกเถียงแสดงความคิดทั้งระลึกอดีตสิบเจ็ดปีผ่านไป และคนแสดงความคิดเห็นบอกว่าเพลงนี้copyเพลงThe promise – When in romeน่ะ ครับ
เคย – ออดี้
วันไหนที่เธอเหงา วันไหนที่ไม่มีใครสักคน
เธอนั้นเป็นกังวล แอบร้องไห้เสียใจ
คนไหนที่ไม่รัก คนไหนที่ไม่เคยจะเข้าใจ
ไม่เหมือนที่ฝันใฝ่ ไม่เหมือนที่คิดอยู่
รู้มั้ย บางทีคนเราก็ต้องมีเจ็บและช้ำใจ
บางอย่างต้องมีผิดหวัง บางครั้งต้องเข้าใจ
ถึงแม้ว่าเธอไม่เคย ต้องเจ็บอย่างนี้ มันเป็นอย่างไร
ฉันอยากให้รู้ ว่าฉันก็เคย ( เป็นอย่างเธอ )
วันไหนที่เธอแพ้ วันไหนที่ไม่มีคำชื่นชม
มีแต่คำพูดที่ข่ม ให้เธอต้องท้อใจ
คนไหนที่ไม่เห็น คนไหนที่ไม่มองดูข้างใน
คนนั้นคงเสียใจ ที่ไม่เห็นความสวยงาม

วันที่ 29 ตุลา 54
การสนทนากับเพื่อน และงานอื่นๆ ในประเด็นย้อนครุ่นคิด ที่มีผมเวลาได้ดูละครรอยไหม เกี่ยวกับภาคเหนือ การระลึกชาติ ในความรักของคนสมัยก่อน และแง่มุมถ้าบางคนไม่ได้ตายที่แผ่นดินบ้านเกิดหรอกครับ และการเดินทางของผม ก็เสียวอุบัติเหตุ ระหว่างเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อจากน้ำท่วม ทำให้ถนนเสียหาย ก็ผมนึกถึงภาพต่างๆ พระบนรถทัวร์ ที่ให้ผมไปแลกตั๋วอาหารเปลี่ยนเป็นน้ำปาณะ และเรื่องราวเพื่อนรุ่นน้อง ผู้ขายของทางอินเตอร์เน็ต ก็โทรมาคุยถึงปัญหาภาวะน้ำท่วมเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้นึกถึงแม่ค้า ที่เคยบอกกับผมในแง่ขายของในห้าง มีแอร์ ไม่ต้องลำบากตากแดด ลม ฝน ฝุ่น ก็แน่นอน เพราะผมเห็นใจเพื่อน และพ่อค้า ต่างๆ นานา บางทีก็เจอปัญหาน้ำท่วมของแม่ค้า พ่อค้า บวกกับเศรษฐกิจ แล้วมีพวกกักตุนสินค้า ราคาแพง คนจนขโมยของกันอีกต่างหาก ส่วนอีกด้านของชีวิต-ดนตรี ที่เขียนค้างไว้ ซึ่งผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย และผมไม่มีเวลาเขียนบันทึก จึงย่นย่อเล่าเรื่องเพลงดนตรีทดลอง จึงเขียนแบบข้ามไปในส่วนต่างๆ…

50-51.องค์ประกอบของดินแดน ของโลก และของการทำลายพรมแดนที่เปรียบได้ในแต่ละกรณี ส่วนที่แต่ละองค์ประกอบจะมามีบทบาทซึ่งกันและกันโดยอิสระนั้น ก็ขอให้ดูที่ บทร้องสร้อย หากบทร้องสร้อยนี้ประกอบเพลงท้องถิ่น/ท้องที่เล็กๆ หรือจากเสียงร้องของนก จากเพลงยิ่งใหญ่

ของโลก ถ้าโลกจะร้องโหยหวนหรือร้องโวยวาย หรือจากความกลมกลืนอันยิ่งใหญ่ของทรงกลม หรือจากเสียงของจักรวาล บทร้องสร้อย ที่ประกอบขึ้นเป็นเพลงต้องการพื้นที่สูงนับพันแห่ง เพื่อให้เป็นเพลงประจำพื้นที่สูงแต่ละแห่งนั้น เช่นเดียวกับปรัชญา ที่ประกอบขี้นจากเพลงเล็กๆ ไป

จนถึงเสียงร้องที่ยิ่งใหญ่ แท้จริงก็เป็นเสมือน บทร้องด้วยเสียงพูดของจักรวาล อย่างหนึ่งเท่านั้น นกฮูกของเทพมิเนอว่า (เพื่อที่จะพูดคุยกับเฮเกิลได้) ก็ต้องมีเสียงตะโกนและเสียงเพลงของตนเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดในปรัชญาก็คือ เสียงตะโกน ที่ทำให้แนวความคิดกลายเป็นเสียงเพลงที่

เป็นเรื่องเป็นราว

ผมทดลองกระโดดข้ามมาที่ 57.Music molecularizes sound matter and in so doing becomes capable of harnessing nonsonorous forces such as Duration and Intensity.Let us recall Nietzsche’s idea of the eternal return as a

little ditty, a refrain.but which capture the mute and unthinkable forces of the Cosmos.
เนื่องจากผมสนใจข้อเขียนเกี่ยวกับนิทเช่ และผมมาสรุปอันที่ 58.ยุคเครื่องจักร และThe synthesizer ให้ความคิดทางการเดินทาง คือ we thus leave behind the assemblages to enter the age of the Machine,the immense mechanoshere,the plane

of cosmicization of forces to be harnessed, Varese’s procedure,at the dawn of this age,is exemplay: a musical machine of consistency, a sound machine (not a machine fo reproducing sounds),which molecularizes

and atomizes,ionizes sound matter, and harnesses a cosmic energy.If this machine must have an assemblage,it is the synthesizer.
The synthesizer,with its operation of consistency,has taken the place of the ground in a priori synthetic judment: its synthesis is of the molecular and the cosmic,material and force,not form and matter,Grund and

territory.Philosophy is no loger symthetic judgment: it is like a thought synthesizer functioning to mak thought travel,make it mobile.make it a force of the Cosmos (in the same way as one makes sound travel).

บางครั้งเราอาจจะเข้าใจผิดได้ ในการตีความ หรือเข้าใจตัวบทของบทความเกี่ยวกับเพลง ในฐานะคนอ่านแบบผม และผมคิดถึงเรื่องนิทเช่ ก็เขียนเรื่องความเข้าใจผิดอันยิ่งใหญ่ สี่ประการ ก็ผมไม่ค่อยเข้าใจ จึงเอามาประโยคมาเล่าต่อสั้นๆ คือ ความเข้าใจผิดในการเอาสาเหตุและผลลัพธ์มา

ปะปนกัน ไม่มีความเข้าใจผิดใดๆ จะมีอันตรายมากไปกว่าความเข้าใจผิดว่าผลลัพธ์เป็นสาเหตุ:ข้าพเจ้าเรียกมันว่า แบบการฉ้อฉลในเนื้อแท้ของเหตุผล…

สุดที่รัก – ออดี้
เหม่อมองฟ้า ไม่มีแสงดาว เปรียบเสมือน เมื่อฉันไม่มีเธอ สุดที่รัก อย่าให้ฉันรอเก้อ อยู่คนเดียว ในคืนที่เหงาใจ* อีกสิบห้านาที เที่ยงคืน ก็ยังไม่รู้ ว่าเธออยู่ไหน หากมีใครรู้จริงๆ ช่วยบอกฉันทีได้ไหม เป็นห่วงเธอ คิดถึงเธอ ** สุดที่รัก ของฉันคืนนี้เธออยู่ไหน สุดที่รัก ของฉันไม่รู้ไปกับใคร

ได้แต่รอคอยเรื่อยไป ไม่รู้จะมาเมื่อไรก็ได้แต่หวัง ที่รักฉันคงกลับมา
http://lyrics.ohozaa.com/?search=%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89&search_song=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%

E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81&search_artist=%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89&action=noadd
รอจนกว่า – ออดี้
ก็มาทีหลัง ทั้งๆที่รักเธอ แต่มาทีหลัง และเขาก็รักเธอ
ฉันไม่อาจห้ามใจ ยังไงก็ไม่ไหว ฝืนทนอยู่รับความจริงไปอย่างนี้
ก็น่าจะรู้ ว่าเธอนั้นมีใคร ก่อนหน้าฉัน กับเธอจะพบกัน
ฉันรู้ดีแก่ใจ มันจะลงเอยอย่างไร แต่ถ้ารักเธอต้องรอต่อไป
รอจนกว่าเขาเบื่อ รอจนกว่าเขาทิ้งเธอไป แล้วฉันต้องรออีกนานแค่ไหน
ต้องยอมให้เขาก่อน ต้องยอมให้เขาได้เธอไป
ยิ่งต้องรอก็ยิ่งปวดใจ ยิ่งต้องรอก็ยิ่งต้องทนเห็นภาพบาดใจ
ก็น่าจะรู้ ว่าเธอนั้นมีใคร ก่อนหน้าฉัน กับเธอจะพบกัน
ฉันรู้ดีแก่ใจ มันจะลงเอยอย่างไร แต่ถ้ารักเธอต้องรอต่อไป
รอจนกว่าเขาเบื่อ รอจนกว่าเขาทิ้งเธอไป แล้วฉันต้องรออีกนานแค่ไหน
ต้องยอมให้เขาก่อน ต้องยอมให้เขาได้เธอไป
ยิ่งต้องรอก็ยิ่งปวดใจ ยิ่งต้องรอก็ยิ่งต้องทนเห็นภาพบาดใจ
รอจนกว่าเขาเบื่อ รอจนกว่าเขาทิ้งเธอไป แล้วฉันต้องรออีกนานแค่ไหน
ต้องยอมให้เขาก่อน ต้องยอมให้เขาได้เธอไป
ยิ่งต้องรอก็ยิ่งปวดใจ ยิ่งต้องรอก็ยิ่งต้องทนเห็นภาพบาดใจ
http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!cdcdb4d5e9&song=!!c3cda8b9a1c7e8d2

เพลงที่ผมฟังซ้ำ คือEdie Brickell – Good TimesและA Hard Rain’s Gonna Fall-Lyrics-Edie Brickell
Scorpion-believe in love
How does it fell babe
To taste sweet revenge
Do you want me on my knees
How does it feel babe
to let me feel your strength
Don’t be cruel, can’t you see
If you don’t catch me now
I can’t stop falling down
Just one more night and the devil’s got my soul
I need your love babe don’t tell me “no way”
Babe I miss you so much more than words can say

How does it feel babe
To kill our destiny
I swear I’m not gonna crawl oh no
How does it feel babe
To make a fool out of me
How can you be so cold
If you don’t catch me now
I can’t stop falling down
Just one more night and the devil’s got my soul
I need your love babe don’t treat me this way
Ooh I miss you, I miss you

Baby our love’s got what it takes
To give us one more chance to start once again
Baby our love will find a way
As long as we believe in love

วันที่ 30 ตุลา 54
เมื่อวานฝนตกตอนกลางคืน หลังจากผมไปร่วมกิจกรรมสองแห่ง และวันนี้ผมก็พบผู้คนร่วมกิจกรรม ติดต่อผู้คนโดยวันนี้ฝนตกตอนเย็นๆ ก็บางครั้งสถานการณ์น้ำท่วม โดยถ้าเราอาจจะมองโลกแง่ดีว่า เราใช้เรือ ในตอนน้ำท่วม เหมือนเราย้อนกลับไปยุคสมัยเก่าๆ และเราเล่นน้ำ ตกปลา โดย

ถ้าเรานึกถึงคำขวัญในบ้านต้องสามัคคีกัน นึกถึงคำขวัญ คำคม คนไทยรักกัน ช่วยกันไม่ซ้ำเติมผู้เดือดร้อนน้ำท่วม และคนไทยด้วยกันไม่ทิ้งกัน คนไทยด้วยกันไม่ทำร้ายกัน คนไทยทำได้(แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยจัดอยู่ในฐานะประเทศโลกที่สาม) และผมนึกถึงเรื่องTop Secret วัยรุ่นพัน

ล้าน หรือเถ้าแก่น้อย ในหนังดูจะไม่ชอบงานกิจกรรม ที่แฟน เล่นละครทำสิ่งตัวเองชอบ แต่ไม่ได้ตังค์ ก็เขาไม่เข้าใจเหมือนนศ.มาขอเงินบริจาคด้วย

แต่เมื่อผมนึกถึงหนังเรื่อง…Dream House และปัญหาวัยรุ่นใจร้อน หรือความเป็นเด็กในตัวผู้ใหญ่ ก็ตัวอย่างของหนังสือปรัชญาเยาวชน คือ เขาขอให้เราพิจารณาคุณค่าของความฝันที่ดี ดังนี้ ในทางหนึ่ง เราปฏิบัติกับวัยเด็ก..โดยที่เหมือนกันอย่างน่าสนใจกับวิถีทางที่เรามองสิ่งที่เกิด

ขึ้นในความฝัน พรูสท์(Marcel Proust* )นักเขียนนิยายเรื่องการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ) บอกเรา(อย่างคร่าวๆ) ว่าเราไม่ได้ยึดถือความทุกข์ทรมานและความรื่นรมย์ในความฝันเป็นเรื่องจริงจังอะไร ซึ่งต่างจากสิ่งที่ดีและสิ่งที่เลวร้าย ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของ

เรา…และเมื่อเราไม่ได้นับรวมความฝัน ยกเว้นแต่ว่าความฝันเหล่านั้นมีผลกับชีวิต(ส่วนที่ตื่น) ของเรา อะไรที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นจะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อภาพชีวิตโดยรวมของเราได้ก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ในวัยเด็กนั้น ส่งผลให้เกิดขึ้นในชีวิตของปัจเจกบุคคล

เมื่อเป็นผู้ใหญ่…

*Marcel Proust นักเขียนนิยายเรื่องการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ ก็สมองของเขาในการถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำเป็นนิยาย และร่างกายของเขา แต่ความอัจฉริยะทางวรรณกรรม ก็มีผู้กล่าวถึงในแง่มุมต่างๆ ด้านสมอง จิตวิทยา ฯลฯ น่ะครับ
ปัจจัยต่อสมองกับการรับรู้ทางเสียงเพลง ทำให้ผมคิดประเด็นต่อเรื่องดนตรีทดลอง ในแง่ความทรงจำ ที่มีคนส่งการเล่นเปียโนเพลงของเขามาให้ผมฟังอย่างไพเราะ ก็จะเล่าอีกมุมของดนตรีต่อ คือ…

84.หากเราตั้งใจฟังแต่ก็ยังไม่ได้ยิน อย่างนี้ต้องเรียกว่า “เสียงที่ถูกทำให้ด้อยคุณค่า” “ทรัพย์สินทางความกลมกลืนที่ยิ่งใหญ่” ทำให้เกิดเสียง ที่เราไม่ได้ยิน แต่ทันทีที่เกิดระดับเสียงขึ้น ก็จะมีการแบ่งย่อยตามมา มีการระบุระดับเสียงเป็นตัวโน้ต แทนที่จะเป็นอย่างอื่น มาถึงตอนนี้ เราก็จะ

ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ด้วยเหตุนี้ “ทรัพย์สินทางความกลมกลินที่ยิ่งใหญ่” ก็จะไม่มีหากว่ามีการสร้างระดับเสียงขึ้น

86.วัฒนธรรมเท็คโน(Techno-Culture)ยืนยันพัฒนาการโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นภายในสังคมหลังอุตสาหกรรม ที่ว่าความคิดโลดโผนจะกลับมาสู่ระดับโครงสร้างทางเครื่องกล Techno is electrification of initiation complex. รหัสเท็คโนใช้ขอบเขตของตรรกะที่ไม่ใช้ถ้อยคำ

กล่าวคือใช้ความรู้พิเศษที่เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมภายใน ซึ่งในการนี้ต้องมีความสามารถเป็นพิเศษด้วย เกี่ยวกับตรรกะนั้น ต้องมีองค์ประกอบของความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องระหว่างกลุ่มกดดันบางกลุ่ม คุณลักษณะ สถานที่ที่จะไป และแนวโน้ม ถึงแม้ว่าเท็คโนจะไม่มีเอาเปรียบทางเชื้อชาติ

แต่ภูมิศาสตร์ของเสียงก็มีความหมายขึ้นมาได้ ความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างเท็คโนของสเปน ของเบลเยี่ยมและของเดนมาร์กทำให้เกิดความแตกต่างทางการปรุงแต่ง/ทางภาวะของระบบ..

โดยเหตุนี้ ก็ผมชวนฟังเพลงหลายเพลง หละกัน เนื่องจากส่วนตัวของผม ก็มีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ในฐานะผมก็พบผู้คนต่างๆ กิจกรรมต่างๆ ทำให้ผมไม่มีเวลาเขียนบันทึกเช่นเคยเหมือนเดิม(ฮา)

Scorpions – Rhythm Of Love
Let’s spend the night together
I know you want it too
The magic of the moment
Is what I’ve got for you
The heartbeat of this night
Is made to lose control
And there is something in your eyes
That’s longing for some more
Let us find together
The beat we’re looking for

The rhythm of love
Keeps me dancing on the road
The rhythm of love
Got the groove that hits the bone
The rhythm of love
Is the game I’m looking for
The rhythm of love
Is the heartbeat of my soul

Let’s reach the top together
One night will never do
An exploding shot of pleasure
Is what I’ve got for you
Why don’t you close your eyes
And let your feeling grow
I make you feel the taste of life
Until your love will flow
Let us find together
The beat we’re longing for

The rhythm of love
Keeps me dancing on the road
The rhythm of love
Got the groove that hits the bone
The ryhthm of love
Is the game I’m looking for
The rhythm of love
Is the heartbeat of my soul

Let us find together
The beat we’re looking for

http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/Rhythm-Of-Love-lyrics-Scorpions/C3DF01790C8611BE4825689E0011B2F0

วันที่ 31 ตุลา 54
วันที่ 31 ตุลา เป็นวันสำคัญและวันหยุดเทศกาล(วันเสียชีวิตของลุงนวมทอง)
วันออมแห่งชาติ
เทศกาลวันฮาโลวีน
http://th.wikipedia.org/wiki/31_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

ค่ำคืนที่ผมอยู่ที่สถานีขนส่งโคราช ซึ่งผมพูดคุยกับคนขับรถทัวร์ ที่มีอายุเหมือนลุง ในกรณีกรุงเทพฯ น้ำท่วมเขาขับรถลำบากปวดขาเหยียบคันเร่ง-เบรค ก็โชว์ขา ออกอาการแต๋วหนุกๆ ต่อมาผมก็ใช้เวลารอรถคุยกับคนรอรถทัวร์ ซึ่งเขามาจากกทม.จะไปต่อที่มุกดาหาร ก็เราต้องร่วมรับผิด

ชอบกับภัยธรรมชาติ เพราะมนุษย์ย่อมมีส่วนทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องปัญหาธรรมชาติ แล้วมนุษย์ย่อมรับผลกระทบทางธรรมชาติ และผมคุยโดยนึกถึงภาพยนตร์..capitalism : A love story ของไมเคิล มัวร์ ซึ่งผมฉายเรื่องหนึ่งให้นศ.เพื่อสะท้อนให้เห็นกรณีพายุแคทารีน่า ใน

อเมริกา น้ำท่วมบ้านเรือนคนจนไปไหนไม่ได้ แล้วผมนึกถึงหนังสือเรื่องLove and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution โดยMary Gabriel
By David H. Fong “Geothermal” (Virginia City, NV, USA) – See all my reviews
(REAL NAME) Amazon Verified Purchase(What’s this?)
This review is from: Love and Capital: Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution (Hardcover)
I studied Marxism in graduate school along with existential theology. It was the early 1960’s and I read just about everything that Marx and Engels wrote. A classmate and I used to laugh into the night at the irony, wit

and sarcasm that went into their writing. No, we did not become revolutionaries but we learned to better understand the human condition and the need for some of us to work not entirely for money and prestige but to

help those who were born into the socio-economic lower class. Of course, my friend and I helped professionally and did not suffer the poverty and humiliation of Marx and his family.

Now, fifty years later, I come upon this wonderfully written love story of Karl and Jenny. It is a biographic masterpiece. Karl, Jenny, Engels and all the “revolutionaries” around them jump back to life. And the question is

always: Will Karl finish CAPITAL so the family becomes rich and famous? They were revolutionaries, yes, but also very petit bourgeoisie — like most of us where money, shelter, food, family and love always move to

the forefront.

You can read it as fiction, history, mystery or whatever. The book is captivating.
http://www.amazon.com/Love-Capital-Jenny-Revolution-ebook/dp/B004QZ9PNS
สรุปย่อๆ จากทัศนะของผม ก็มารกซ์ไม่ใช่ชายโสด ส่วนคนเขียนแนะนำหนังสือน่าสนใจจากข้อสังเกตง่ายๆ ว่า ถ้ามาร์กซ และครอบครัวยากจน มีผลต่อการเขียนหนังสือเรื่องCAPITAL หรือทุนของเขา หรือไม่? นั่นเอง

เมื่อคืนผมได้ยินเสียงคนในหอพักของผม ร้องไห้คงน้ำตาไหลเสียงดังตกใจตื่นเหมือนเสียงประทัดในงานโคมลอย และวันที่มีกิจกรรมควรระลึกถึงอดีต ในแง่มุมชีวิตเป็นเรื่องปริศนา ภาพหลอน ความกลัว ในฐานะวันฮาโลวีน เป็นวันเก่าแก่ในยุโรปที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ เข้าใจกันว่าพิธีดัง

กล่าวเกิดขึ้นในลัทธิดรูอิสม์(Druidism) ซึ่งเป็นศรัทธาทางศาสนาของชนเผ่าเค็ลต์(หรือเชลต์โบราณ) โดยข้อมูลของหนังสือปอกเปลือกประชาธิปไตยในอเมริกา : ตำนานเรื่องคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งบ่งบอกว่าพิธีขับไล่ผีจุดไฟจากพญายม หรือซามาน ถือเป็นคืนที่อยู่เหนือกาลเวลา

เป็นคืนที่โลกมนุษย์กับโลกวิญญาณติดต่อถึงกันได้ โดยปราศจากเส้นพรมแดนกีดขวางดังปกติ และเชื่อกันว่ามนุษย์และผีได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเติมพลังซึ่งกันและกัน แล้ววันฮัลโลวีนดั้งเดิมยังถือเป็นวันปีใหม่ของแม่มด… และลุงนวมทอง เสียชีวิตในวันนี้ ซึ่งแง่มุมหนึ่งผมเคยเห็นยันต์หลวงปู่

จรัญ เกี่ยวกับจระเข้(หลวงปู่จรัญ … เคยสร้างจระเข้อาคมสมกับเป็นพระผู้เรืองวิชาแดนชาละวัน ก็ลองใช้กูเกิ้ลค้นหา) ในฐานะที่มีน้ำท่วม ก็เห็นภาพข่าวจระเข้ กันด้วย น่ะครับ

กระนั้น ผมไปร่วมงานบุญลอยโคม ซึ่งบางคนไม่เคยไปดูก็อยากเห็นตอนโคมลอยเยอะๆ หรือคนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ก็มาเล่าให้ผมฟังว่าตื่นเต้นในงานวันก่อน ก็ระลึกถึงด้านธรรมะ และธรรมชาติของการลื่นไหลของกระแสน้ำ เหมือนภาพสะท้อนของน้ำ หรือกระจกเงา…
“กายของเราคือต้นโพธิ์
ใจของเราคือกระจกเงาอันใส
เราเช็ดมันโดยระมัดระวังในทุก ๆ ชั่วโมง
และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ”
โดย – ชินเชา (ชินเชา เป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสหวางยั่น สังฆปรินายกองค์ที่ห้าแห่งนิกายเซ็น)
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=5b46152e13498265

“เว่ยหลาง” เป็นหนังสือเรียบเรียงของหลวงพ่อพุทธทาส ในสูตรเว่ยหลาง ของหลวงพ่อพุทธทาสที่ท่านแปลถอดความออกมา ซึ่งอ่านนานแล้ว แต่จำได้คลับคลาเกี่ยวกับวิธีการตีความเกี่ยวกับสิ่งที่มอง เกี่ยวกับต้นโพธิ์ และกระจกของสองอาจารย์ที่แข่งขันกันเพื่อที่จะรับตำแหน่ง ซึ่งสอง

ท่านมองเรื่องเดียวกัน บนความเหมือนที่ว่า มองต้นโพธิ์ กระจกเงา
อาจารย์ท่านที่ ๑ “กายคือต้นโพธิ์ จิตคือกระจกเงาใส หมั่นเช็ดอยู่ทุกโมงยาม จึงไม่มีฝุ่นละอองลงจับ”
อาจารย์ท่านที่ ๒ “ไร้กาย ไร้ต้นโพธิ์ ไร้จิต ไร้บานกระจก เดิมที่ไม่มีใดใด ฝุ่นจะจับลงตรงไหน”
แม้มุมมองจะต่างกันในการตีความและอธิบายความ แม้ผลจะต่างกันว่าใครบรรลุธรรม และเกือบบรรลุธรรม แต่เป้าหมายของท่านสองสงบเย็นในการตีความ เห็นต่าง
ทุกอย่างอยู่ที่มุมมองและการตีความ จะตีความอย่างไรเป็นไปได้หมด แต่ต้องอยูบนพื้นฐานของ “มโนสุจริต” จิตที่เป็นกุศล เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า “หลักการณ์ เพื่อหลักกู”
http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=58586

ทำไม ผมเน้นเรื่องเซ็น ถึงมีประโยค “กระจกเงา” ถ้าสมมติกลับกันเรื่องเล่าถึงกระจกเงาทั้งสองเรื่องเป็นเหมือนนิยายไม่ใช่ความจริง.. หรือถ้านิยายเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพ ตามแบบที่จอห์น ดอส พาสซอส ที่มีวาทะว่า นวนิยาย คือ กระจกเงา ผู้เป็นนักเขียนอเมริกาให้อิทธิพลแก่ซาสตร์

นักปรัชญา นักเขียนนิยายแนวอัตถิภาวะนิยม ในความมีอยู่เป็นอยู่ของมนุษย์ให้เรามีทางเลือกของชีวิต และวันเวลาของเราไม่หลงลืมการเช็ดกระจกเงา…เป็นประเด็นการตีความของผม และเราไม่อาจห้ามการตีความของเราเอง ต่อภาพ เหมือนเราตีความภาพยนตร์ และคนที่ช่วยเป็นกระจก

สะท้อน คือ เราทุกคน ในที่สุดประเด็นของผม คือ การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตัวผมเอง ก็ขอไปเช็ดกระจก อาจจะทบทวนตัวเอง ก็อ่านหนังสือเตรียมตัวบรรยายก่อนทุกครั้งเหมือนเดิม หรืออาจจะช่วยขนของหนีน้ำท่วม หรือเรามาตั้งสมาธิกัน ฯลฯ…

ส่วนผมอยากสะท้อนภาพของลุงนวมทอง ผ่านงานชิ้นเก่า คือ….ผู้เขียนเริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ ประกอบกับการที่ผู้เขียนอ่าน

หนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ผุดขึ้นมาเนื่องจากผุ้เขียนดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีนี้ เนื้อหามีว่า

เมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอส้มตำจานหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”สื่อโฆษณาทีวีดังกล่าวโปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”หรือประเทศเหมือนบ้าน สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด

ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยภายใต้ในชุมชนในจินตกรรมร่วมกันได้ ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้

กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วมและการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน…..
…ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคมhttp://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334(ฉบับเผยแพร่ประชาไท จะต่างจากฉบับที่ผมเขียนถึงหน่อย และดูเพิ่มเติม ปี2553 ก็เขียนถึงรูปปั้นลุงนวมทอง น่ะครับ)

เมื่อผมทำคลิปวิดิโอ รายการเชียงใหม่ มุมใหม่ เสร็จ จึงมาเผยแพร่แวะคุยเรื่องน้ำท่วมในร้านก๋วยเตี๋ยวกับเชียงใหม่ มุมใหม่ – ก๊วยเตี๋ยวราษฎร….
เชียงใหม่ มุมใหม่ – ก๊วยเตี๋ยวราษฎร

ร้านส้มตำก็กลายเป็นร้านก๊วยเตี๋ยวไ้ด้ เปลี่ยนบรรยากาศการกิน ไปกินก๊วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ไก่ตุ๋น แถวถนนกู่เต้า หลังราชภัฎเชียงใหม่ ร้านก๊วยเตี๋ยวบ้านๆ บรรยากาศแมกไม้ รสชาติเกินราคา ปะ กินกัน…

แน่นอน เดือนตุลาฯ ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมีภาพสะท้อนบางอย่าง ก็น่าสนใจปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผลกระทบกับหนังสือของนักเขียน นักวิชาการ และปัญหาน้ำท่วมสัมพันธ์การเมืองของความทรงจำ เป็นเรื่องเดียวกันได้ และผมระลึกถึงเรื่อง ‘ปริศนาชายชุดดำที่แยกคอกวัว’ คว้าข่าวยอดเยี่ยม

รางวัลแสงชัยฯ http://prachatai.com/journal/2011/04/33955 แต่ความจริงในความทรงจำมันผ่านไป อาจจะหลงลืมกันได้(กรณี กัดดาฟี่ ก็เพิ่งตายไป) แล้วในภาพสะท้อนส่วนตัวของผม ก็มีงานธุรกิจ,บทหนังสั้น,คอลัมภ์เขียนเกี่ยวกับมาเก๊า และรายการทีวีอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ใน

ฐานะผมก็พบผู้คนต่างๆ กิจกรรมต่างๆ ด้วย ครับ

ดังนั้น จากเรื่องราวหลายเรื่องของการเดินทาง ก็ผมอ่อนเพลียเหนื่อย เหมือนจะมีอาการไข้หวัด น้ำมูกไหลจากจมูก และขับถ่ายไม่ปกติ โดยผมขอปิดท้ายเรื่องราวนานาประการ…สิ้นเดือนด้วยนักร้อง คือ โจ้ วงพอส ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ว่าเขาเป็นนักร้อง คนหนึ่งที่อยู่ในใจของผม ในสมัย

วัยรุ่นสำหรับผม แล้วผมระลึกถึงอดีตของเสียงเพลง ก็ร้องเพลงเนื้อหาไพเราะดี และราตรีสวัสดิ์ ฝันดีกันทุกคน ครับ
Pause – สัมพันธ์
อาจไม่ใช่ฉัน ที่เธอค้นหา
ไม่อยู่ในสายตา เธอไม่สนใจ
ก็อาจจะใช่ฉัน ที่เธอค้นหา
แค่เพียงสบสายตา ใครจะเข้าใจ
ไม่อาจรู้ ถ้าเธอมองข้ามไป
ไม่อาจรู้ ถ้าไม่ดูข้างใน

ลองซิลองเข้ามา ลองค้นหาทางออก
สิ่งที่เธอได้มองข้ามไป ใช้ใจหาคำตอบ
ใจและใจแค่ลองแลกกัน
มันก็อาจะเกิดความสัมพันธ์
ความรู้สึกที่มีให้กัน อาจเป็นรัก … เข้าสักวัน

เมื่อวันฟ้าใส ยังมีใยเมฆบางจางอยู่
ใจเธอที่ปิดไว้ อาจมีใครข้างในก็ไม่รู้
ถ้าเธอยังบอกว่าฉัน ไม่ใช่คนที่เธอรออยู่
สิ่งที่เธอไม่รู้ อาจจะฉันซ่อนอยู่ภายใน
ไม่อาจรู้ ถ้าเธอมองข้ามไป
ไม่อาจรู้ ถ้าไม่ดูข้างใน

ลองซิลองเข้ามา ลองค้นหาทางออก
สิ่งที่เธอได้มองข้ามไป ใช้ใจหาคำตอบ
ใจและใจแค่ลองแลกกัน
มันก็อาจะเกิดความสัมพันธ์
ความรู้สึกที่มีให้กัน อาจเป็นรัก … เข้าสักวัน

ไม่อาจรู้ ถ้าเธอมองข้ามไป
ถ้าอยากรู้ ก็เข้ามาดูข้างใน
ลองซิลองเข้ามา ลองค้นหาทางออก
สิ่งที่เธอได้มองข้ามไป ใช้ใจหาคำตอบ

ลองซิลองเข้ามา ลองค้นหาทางออก
สิ่งที่เธอได้มองข้ามไป ใช้ใจหาคำตอบ
ใจและใจแค่ลองแลกกัน
มันก็อาจะเกิดความสัมพันธ์
ความรู้สึกที่มีให้กัน อาจเป็นรัก … เข้าสักวัน
http://www.lyrics80.com/PAUSE-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C-LYRICS/241949/

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s