2554-2555:จุดศูนย์กลางตารางเวลาในชีวิตประจำวัน รวมทั้งกรณีจิตวิทยาในหนังต่างๆ จาก2046 และธาตุแท้-Carefree Highway-ว่าด้วยเรื่องสามก๊ก/ซุนวู/ไซอิ๋ว/นักเขียน/นักอ่าน/นักสืบ/นักพยากรณ์-การอ่านอนาคต

2554-2555:จุดศูนย์กลางตารางเวลาในชีวิตประจำวัน รวมทั้งกรณีจิตวิทยาในหนังต่างๆ จาก2046 และธาตุแท้-Carefree Highway-ว่าด้วยเรื่องสามก๊ก/ซุนวู/ไซอิ๋ว/นักเขียน/นักอ่าน/นักสืบ/นักพยากรณ์-การอ่านอนาคต

วันนี้ เป็นวันสารท์จีน และผมเดินทางกลับมาจากการเดินทาง ซึ่งประสบการณ์มากมาย และเรื่องเล่าน่าสนใจ แต่ผมจะเก็บไว้เป็นความทรงจำส่วนตัว ในเรื่องผม พบผู้คนต่างๆนานา ทั้งผู้กำกับ และดารา แต่ว่าผมได้รับบาดเจ็บเมื่อวาน ที่ขาจากการเดินข้ามสะพานไม้แตกหักขาหล่นลงไปและวันนี้เห็นรถตกหล่น

ในสะพานไม้เช่นกัน ส่วนเวลาบ่ายๆ ก็แดดร้อน สลับกับฝน ซึ่งผมจับแก้วรินน้ำ ร้านกาแฟประจำแค่เทน้ำใส่แก้วก็แตก และผมคิดว่า วันนี้คงไม่ซวยอะไรมาก ซึ่งตอนกลางคืน ก็ฝนตก.. ทำให้จินตนาการถึงอีกสองวันต่อมา ก็หวยจะออกเป็นเลขอะไร หรือชีวิตจะเป็นอย่างไร? นะครับ
…พายุ”นกเต็น”ชื่อลาวแผลงฤทธิ์ไปแล้วอีกไม่นานก็ถึงคิวพายุชื่อไทย”กุหลาบ”
จากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ไม่พ้นไปจากอากาศวิปริตในปีนี้เช่นกัน ปัญหาอุทกภัยจากฝนตกหนักในไทยมักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคมแทบทุกปี แต่ปี พ.ศ.2554 นี้ฝนฟ้าได้จัดหนักกว่าทุกปีมาเร็วกว่าทุกปี ทำให้ภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึง

ภาคกลาง ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างไม่คาดคิดมาก่อน อย่างเช่นฤทธิ์เดชของพายุ”นกเต็น” ที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ดังที่ได้รับทราบจากข่าวคราวในเวลานี้ รวมทั้งได้สร้างความเสียหายให้แก่อีกหลายประเทศในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์

เกาหลี เป็นต้น
เมื่อพายุ “นกเต็น” ได้ผ่านพ้นไป ก็มีพายุอีกลูกที่ชื่อว่า “หมุ่ยฟ้า” ที่กำลังอาละวาดแผลงฤทธิ์ในมหาสมุทรแปซิฟิกในชณะนี้ ซึ่งคาดกันว่าพายุลูกนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเหมือนอย่างพายุ “นกเต็น” แต่ประเทศไทยก็จะต้องเจอพายุในปี พ.ศ.2554 นี้อีกประมาณ 19-20 ลูกที่ก่อตัว

ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมิใช่พายุทั้งหมดจะพัดถล่มประเทศไทย จากการคาดการณ์จะมีพายุเพียง 2-3 ลูกเท่านั้นที่จะส่งผลกระทบถึงประเทศไทยที่ยังไม่มีใครทราบล่วงหน้าได้ว่าจะรุนแรงมากน้อยขนาดไหน
สำหรับพายุที่พัดเข้าประเทศไทยนั้น จะเรียกว่าพายุไต้ฝุ่น (Typhoon) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนความเร็วลมสูงสุด ก่อตัวขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแหซิฟิก พายุไต้ฝุ่นนี้ไม่มีการกำหนดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ เพราะพายุไต้ฝุ่นก่อตัวขึ้นตลอดทั้งปีก็ว่าได้ พายุใต้ฝุ่นส่วน

มากก่อตัวขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือเป็นบริเวณที่เกิดพายุหมุนเขตร้อนบ่อยครั้งที่สุดและรุนแรงที่สุดในโลก
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยชื่อพายุตามแถบภูมิภาคของโลกที่ต่างกันนั้น ที่เรียกว่าเฮอร์ริเคน บ้าง ไซโคลน บ้าง มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งความจริงนั้นก็คือพายุหมุนเขตร้อนชนิดเดียวกัน แต่ที่มีชื่อเรียกต่างกันนั้นก็เป็นไปตามถิ่นที่เกิดของพายุเท่านั้น โดยมีชื่อเรียกกลาง ๆ คือ “พายุหมุน

เขตร้อน” (Tropical cyclone)
ขอจำแนกถิ่นที่กำเนิดพายุหมุนเขตร้อนที่มีการเรียกชื่อต่างกันดังนี้ ถ้าเกิดขึ้นในชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเรียกว่า เฮอร์ริแคน (Hurricane) ถ้าเกิดขึ้นในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียเรียกว่า ไซโคลน (Cyclone) ถ้าเกิดขึ้นแถบนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เรียกว่า วิ

ลลี่-วิลลี่ (Willy-willy) ถ้าเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก เรียกว่า ไต้ฝุ่น (Typhoon) แต่ถ้าเกิดขึ้นในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ เรียกว่า บาเกียว (Baguio)
ใครที่ได้ติดตามชื่อของพายุมานานนม คงพอจะทราบว่าเมื่อก่อนนี้ชื่อของพายุนั้น มักจะเป็นชื่อฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งก็เป็นชื่อที่อ่านแล้วก็รู้ว่าเป็นชื่อของสตรี ซึ่งวัตถุประสงค์คงต้องการให้ฟังดูแล้วอ่อนโยน จนกระทั่ง พ.ศ. 2543 ประเทศและดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 14 แห่งที่

เป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organizations Typhoon Committee) ได้มีการจัดระบบการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่ โดยแต่ละประเทศ ได้ส่งชื่อพายุในภาษาของตนประเทศละ 10 ชื่อ รวมทั้ง

หมด 140 ชื่อ โดยกำหนดให้ใช้ภาษาท้องถิ่นในแต่ละประเทศในการตั้งชื่อพายุ ได้แก่ กัมพูชา จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ไมโครนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม
สำหรับ ชื่อพายุที่ประเทศต่าง ๆ ส่งชื่อมาให้นั้นจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 28 ชื่อ เรียงตามชื่อประเทศตามลำดับของตัวอักษรภาษาอังกฤษ เริ่มจากกัมพูชา เรื่อยไปจนถึงเวียดนามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย โดยไทยเราอยู่อันดับที่ 12 เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันเรื่อย

ไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง
สำหรับประเทศไทยนั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยาจึงได้ตั้ง “คณะกรรมการพิจารณารายชื่อและความหมายของชื่อ” ขึ้นเพื่อเสนอชื่อพายุในภาษาไทย จนได้ชื่อพายุของไทยตามลำดับได้แก่ พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา มรกต นิดา ชบา กุหลาบและขนุน
พายุ “นกเตน” (Nok-ten) ได้รับรู้กันแล้วจากทางสื่อต่าง ๆ ว่าเป็นชื่อพายุที่ประเทศลาวเป็นผู้ตั้งชื่อไว้เป็นชื่อพายุอยู่ในอันดับ 6 ซึ่ง “นกเตน” ก็คือ นกกระเต็นที่คนไทยเรียกกันนั่นเอง ส่วนพายุ “หมุ่ยฟ้า” (Muifa) เป็นชื่อพายุในอันดับ 7 ที่แผลงฤทธิ์อยู่ในเวลานี้ เป็นชื่อที่ทาง “มาเก๊า” เป็น

ผู้ตั้งชื่อมีความหมายว่า “ดอกบ๊วย” ส่วนชื่อพายุลูกถัดไปที่เป็นชื่ออันดับ 8 ถึงคิวชื่อของประเทศมาเลเซีย ตั้งชื่อไว้ว่า “เมอร์บุก” (Merbok) ซึ่งเป็นชื่อของนกชนิดหนึ่ง
ชื่อพายุที่ประเทศไทยได้ตั้งไว้ใช้ชื่อว่า “กุหลาบ” อยู่ในอันดับที่ 11 คาดว่าอีกไม่นานเกินรอพายุ”กุหลาบ” คงจะได้ก่อตัวขึ้นมาในมหาสมุทรแปซิฟิก และประชาชนคนไทยจะต้องเฝ้าติดตามดูว่า “พายุกุหลาบ” ที่มีชื่อไทยจะพัดถล่มทำความเสียหายให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ หรือพัดถล่มเข้า

ประเทศอื่นแทน.
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=438327&ch=hn อ้างที่มาข้อมูลเดลินิวส์
ถ้าวันสิ้นเดือนถึงต้นเดือนสิงหาที่ฝนตก เพราะพายุฝน “นกกระเตน” ทำให้ผมอยู่กับอาหารสำเร็จรูป ที่มีชื่อยี่ห้อว่า ไวไว ซึ่งผมซื้อสิ่งนี้ จากเซเว่นอีเลเว่น ยี่สิบสี่ชั่วโมง โดยพฤติกรรมการซื้อของผม ก็สงสัยแตกต่างจากกรรมาชีพ ที่ก่อสร้างหอพัก จะซื้อของตามร้านขายของชำร่วย หรือไม่?

ครับ และถ้าผมย้อนเวลากับไปดูตัวเองใบ้หวย และถอดรหัสในเรื่องที่เขียนไปแล้ว คือ 2011(2010): Odyssey-2046 และรอยเท้าการเดินทาง….วันที่ 18 ก.ค.54…ผมไม่ค่อยมีเวลาว่าง ให้อัพเดทเรื่องเล่า และผมกำลังทำงานเขียนเรื่องฮ่องกงต่อเนื่อง รวมทั้งงานอื่นๆ ซึ่งผมหัดอัพยู

ทิวลงบนWordpress ก็อยากเล่าเรื่องสั้นๆ ว่า ผมมีโอกาสพบผู้คนต่างๆนานา ซึ่งผมกับแม่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาไปทำบุญสังฆทานที่วัด ก็ได้พบเจอเคอิโงะ ที่เป็นข่าวเมื่อหลายปีก่อน กลับมาเป็นข่าวทำบัตรประชาชนเด็ก และผมไปทำบุญอาสาฬหบูชา ในเรื่องเล่าของลุง คนหนึ่ง ที่ได้ยิน

เรื่องเล่าความรัก มานะถึงหญิงสาว ที่เคยรักกัน ไม่เจอกันห้าสิบปีผ่านไป แต่ยังระลึกถึงเธอกับการเล่าเรื่องในวัด ถึงคำสัญญาที่ว่า ความรักจะคงอยู่จนกว่าน้ำในน้ำตกห้วยแก้วไม่หายไป จึงพบว่าปัจจุบันน้ำตกห้วยแก้วแห้งเหือดหายไป ก็นำน้ำเปล่าไปเติมใส่น้ำตก เพื่อให้ทุกอย่างคงเหมือน

เดิม และเรื่องเล่าถึงการกรวดน้ำทางพุทธศาสนาของรุ่นพี่ ที่ว่าการกรวดน้ำของพระพุทธเจ้า เป็นการสะสมน้ำไว้ในธรณี จนกระทั่งตอนเผชิญมาร และพระแม่ธรณีมาบีบมวยผมช่วยไว้จากการผจญมาร พบกับน้ำขนาดเท่ามหาสมุทร รวมทั้งผมนึกถึงเรื่องรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า

ในหนึ่งวัน ที่มีหลายเรื่องเล่า และลงท้ายผมซื้อล็อตเตอรี่ไม่ถูกหวย(ฮา)
….ส่วนต้นเดือนสิงหา ที่ผ่านมา ก็ผมไม่ได้ซื้อหวย..คือ…ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 ส.ค.54
รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 ส.ค.54 คือ 218756
รางวัลเลขท้ายสองตัว งวดประจำวันที่ 1 ส.ค.54 คือ 12
รางวัลเลขท้ายสามตัว งวดประจำวันที่ 1 ส.ค.54 คือ 703, 583, 660, 221
by VoiceNews
1 สิงหาคม 2554 เวลา 15:49 น.
http://news.voicetv.co.th/business/15420.html

เนื่องจากผมได้มีโอกาสดูหนังหลายเรื่องในช่วงที่เดินทางไปนั้น ก็มีเรื่องน่าสนใจ จึงนำเสนอหนังที่ผมเพิ่งเคยดู เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Capote เป็นหนังเกี่ยวกับนักเขียน ซึ่งผมเคยเล่าถึงชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว โดยหนังแนว : ดราม่า ความยาว : 98 นาที…
Capote (2005)น่าสนใจตอนฉากวัฒนธรรมการอ่านนิยายให้ประชาชนฟังของนักเขียนอเมริกา…

ในปี 1959 ทรูแมน คาโพที (ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน) วัย 35 ปี มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมอเมริกัน ในฐานะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ผลงานของเขามีทั้งเรื่องสั้น นิยาย บทละคร และบทภาพยนตร์ ณ เวลานั้นเขากำลังหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่

ขึ้นอีกสักชิ้น…
วันหนึ่ง คาโพทีอ่านพบข่าวการฆาตกรรมอำมหิตชิ้นหนึ่ง บนหน้าหนังสือพิมพ์ เนื้อข่าวระบุว่า เหยื่อมีอยู่ด้วยกัน 4 ราย เป็นสมาชิกครอบครัวชาวไร่นิสัยดีนาม คลัตเตอร์ ทั้งหมดคือ นายและนางคลัตเตอร์ กับลูกสาวและลูกชายวัยรุ่นของพวกเขา ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆ ในที่เกิดเหตุ ไม่

พบแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการฆ่ายกบ้านครั้งนี้ และแน่นอน ไม่มีร่องรอยของผู้ต้องสงสัย
คาโพทีพบว่าเรื่องราวดังกล่าวช่างน่าสะเทือนใจ และเขาสนใจจะนำมันมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ คาโพทีจึงชักชวน ฮาร์เปอร์ ลี (แคเธอรีน คีเนอร์) เพื่อนนักเขียนชื่อดัง เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ เพื่อหาข้อมูลแวดล้อมของเหตุการณ์เท่าที่จะทำได้
ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบตัวผู้ต้องสงสัย เป็นชายหนุ่ม 2 คน คือ ริชาร์ด ฮิกค็อก (มาร์ค เพนเลกริโน) และ เพอร์รี สมิธ (คลิฟตัน คอลลินส์ จูเนียร์) ทั้งคู่ยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือสังหารครอบครัวคลัตเตอร์จริง จึงถูกควบคุมตัวไว้เพื่อรอการดำเนินคดีต่อไป
ทันทีที่รู้ข่าว คาโพทีรีบวิ่งเต้นจนในที่สุด ก็ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นการส่วนตัว
สิ่งที่คาโพทีไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือ ในเวลาต่อมา เขาจะรู้สึกผูกพันกับหนึ่งในผู้ต้องหา คือ เพอร์รี สมิธ เป็นพิเศษ …เป็นความเข้าใจและความเห็นใจ ที่สร้างความรู้สึกขัดแย้งต่อคาโพทีอย่างรุนแรง เพราะในอีกด้านหนึ่ง ตัวเขาเองทราบดีว่า เพอร์รี สมิธไม่สามารถเป็นอะไรอื่น นอกจาก

ฆาตกรเลือดเย็น และวัตถุดิบชั้นยอด ในงานเขียนของเขาเท่านั้น..
——————————————————————————–
ภาพยนตร์เรื่อง Capote สร้างจากเรื่องจริงของ ทรูแมน คาโพที นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1924 – 1984 ผลงานที่โด่งดังของคาโพทีก็เช่น นิยาย Other Voices, Other Room (1948), นิยาย The Grass Harp (1951), บทภาพยนตร์ Beat the Devil

(1954), นิยายขนาดสั้น Breakfast at Tiffany’s (1958) ซึ่งต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ มี ออเดรย์ เฮปเบิร์น แสดงนำ
เหตุการณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Capote นี้ คือช่วงที่ ทรูแมน คาโพที กำลังหาข้อมูลสำหรับงานเขียนชิ้นหนึ่ง ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นงานชิ้นสำคัญ และกล่าวได้ว่า มีชื่อเสียงที่สุดของเขา นั่นก็คือ In Cold Blood (1965) ความสำคัญของ In Cold Blood ก็คือ คาโพทีได้

บัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่คำหนึ่ง เพื่อใช้อธิบายงานเขียนชิ้นนี้ของเขา ศัพท์คำดังกล่าวคือ non-fiction novel หมายถึง งานเขียนที่อิงข้อมูลจากความเป็นจริง เช่นเดียวกับข่าวหรือสารคดี แต่ใช้รูปแบบการเขียนของนิยายในการดำเนินเรื่อง งานเขียนเรื่อง In Cold Blood ได้รับการดัดแปลง

เป็นภาพยนตร์ในปี 1967 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้หาดูไม่ง่ายนักในบ้านเรา แต่ตัวสำหรับหนังสือนั้นมีฉบับแปลภาษาไทย ใช้ชื่อว่า ‘ฆาตกร’ ผู้แปลคือ โรจนา นาเจริญ ได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านชาวไทยอย่างสูง และยังคงได้รับการพิมพ์ซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปัจจุบัน

Capote เป็นผลงานการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน (Almost Famous, Along Came Polly, Cold Mountain, Red Dragon, The Talented Mr. Ripley, Magnolia, The Big Lebowski) เขากวาดรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

มาแทบจะครบทุกเวที อาทิ ลูกโลกทองคำ, สมาคมนักแสดงแห่งอเมริกา (SAG), National Board of Review, สมาคมนักวิจารณ์ลอส แองเจลิส, ชิคาโก, บอสตัน, โตรอนโต ดัลลัส-ฟอร์ธ เวิร์ธ และอื่นๆ อีกคับคั่ง แน่นอน รางวัลต่างๆ ที่ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน ได้รับ ส่งผลให้เขา

กลายเป็น ‘เต็งหนึ่ง’ บนเวทีออสการ์อย่างแทบจะไร้คู่แข่ง ว่ากันว่า เพื่อรับบทเป็น ทรูแมน คาโพที ในครั้งนี้ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน ถึงกับลงทุนลดน้ำหนักลงถึง 40 ปอนด์เลยทีเดียว
นักแสดงอีกคนที่ได้รับคำชมไม่แพ้กันก็คือ แคเธอรีน คีเนอร์ (The Interpreter, Full Frontal, Being John Malkovich, 8MM, Out of Sight) ในบท ฮาร์เปอร์ ลี เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ในหลายเวทีด้วยกัน เช่น สมาคมนักวิจารณ์โตรอนโต, สมาคมนัก

วิจารณ์ลอส แองเจลิส, สมาคมนักวิจารณ์ดัลลัส-ฟอร์ธ เวิร์ธ และมีชื่อติด 1 ใน 5 คนสุดท้าย สาขาสมทบหญิง บนเวทีออสการ์ประจำปี 2006 นี้ด้วย ฮาร์เปอร์ ลี ในเรื่องนั้น แท้จริงแล้วก็คือผู้เขียนนิยาย To Kill A Mocking Bird (1960) นิยายเรื่องดังกล่าว ทำให้ลีได้รับรางวัลพูลิต

เซอร์ในปี 1961 และอีก 1 ปีหลังจากนั้นก็ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง มี เกรกอรี เป็ค รับบทนำ หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขา สุดท้ายคว้ามาได้ 3 รางวัล (หนึ่งในนั้นคือ เกรกอรี เป็ค ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม)

Capote ร่วมแสดงโดย คลิฟตัน คอลลินส์ จูเนียร์ (Mindhunters, The Rules of Attraction, Traffic, The Replacement Killers, ซีรีส์ Alias, Martial Law, NYPD Blue), คริส คูเปอร์ (Jarhead, Syriana, Seabiscuit, Adaptation., The Patriot, The

Bourne Identity, American Beauty, October Sky, Great Expectations, The Horse Whisperer, A Time to Kill)
ผู้กำกับ Capote คือ เบนเนต มิลเลอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงานที่ดังพอสมควรคือ สารคดีชื่อ The Cruise (1998) ซึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน
Capote ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์รวม 5 สาขา คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม, และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 36 วัน ออกฉายที่อเมริกาครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน 2005 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ ทรูแมน คาโพที พอดี!
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/capote/capote.html

ส่วนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง สำหรับคนชอบอ่านอย่างผม ก็มีหนังสือนิยายนักสืบ กำลังอ่าน คือ“หลับไม่ตื่น” (The Big Sleep) ซึ่งผมอ่านตอนเริ่มต้นประวัติชีวิตของผู้เขียน เป็นโรคซึมเศร้า และติดสุรา นะครัข…
เวลาผ่านไปนานมาก ถึงเพิ่งได้อ่าน “หลับไม่ตื่น” (The Big Sleep) เป็นครั้งแรก แถมยังเป็นฉบับแปลไทยซะด้วย หนำซ้ำยังเป็นคุณ ภัควดี มีนามสกุล วีระภาสพงษ์ แปลอีกต่างหาก ได้อรรถรสมาก แปลกใจอยู่แต่แรกเห็นตัวเล่มที่งานหนังสือ เพราะเคยถาม คุณ เรืองเดช จันทรคีรี ป๋า

ใหญ่แห่ง รหัสคดี เมื่อหลายปีก่อนว่าเมื่อไรจะถึงคิวนักสืบบู๊ (Hard-Boiled) ของ เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ (Raymond Chandler) และ แดชเชียล แฮมเม็ตต์ (Dashiell Hammett)เสียที แต่แกเคยบอกว่ายังอีกนาน เอาน่ะ มาช้าดีกว่าไม่มา แถมมาแล้วก็มาครบยศ สมศักดิ์ศรีเสียอีก

ด้วย http://technicallysweet.blogspot.com/2011/05/my-sassy-book-27-chandlers-big-sleept.html

หลับไม่ตื่น (The Big Sleep):ไม่เพียงแต่มีฐานะเป็นหนึ่งในนวนิยายรหัสคดียิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 หากยังเป็นหนึ่งในผลงานร้อยแก้วที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง.
http://www.se-ed.com/eShop/…11NBuu6t0Nt8VLaI1))/…/Detail.aspx?No…

technically sweet: My Sassy Book ตอน 27: หลับไม่ตื่น Chandler’s …5 ก.พ. 2011 … เวลาผ่านไปนานมาก ถึงเพิ่งได้อ่าน “หลับไม่ตื่น” (The Big Sleep) เป็นครั้งแรก แถมยังเป็นฉบับแปลไทยซะด้วย หนำซ้ำยังเป็นคุณ ภัควดี มีนามสกุล

…technicallysweet.blogspot.com/…/my-sassy-book-27-chandlers-big-sleept.html

หลับไม่ตื่น. The Big Sleep … เรย์มอนด์ แชนด์เล่อร์. 34. หมวดหมู่: นิยาย สืบสวน สอบสวน. หลับไม่ตื่น. รหัสคดี. ISBN: 978-974-21-1213-4. Tweet. หลับไม่ตื่น …
biblioholism.com/book/15493/หลับไม่ตื่น

PANTIP.COM : K4521474 เมื่อสิงห์สนามหลวงพูดถึงนิยายสืบสวน [คลับนักสืบ]9 ก.ค. 2006 … อีกเรื่องในชุดนักสืบฟิลิป มาร์โลว คือ The Big Sleep หรือ หลับไม่ตื่น แต่เห็นว่าเล่มที่ (น่าจะ) ดีที่สุดคือ Farewell, My Lovely …
topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/07/…/K4521474.html

… ผลงานของ Raymond Chandler นั้น ว่าไปก็กลายเป็น ‘รหัสคดี’ ระดับ Modern Classic ไปแล้ว ในสมัยหนึ่งผมเคยติดนิยายประเภท ‘รหัสคดี’ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คนใกล้ๆ ตัวก็ชอบอ่าน แต่ในระยะเดียวกันผมมักไปติด ‘นิยายวิทยาศาสตร์’ และ ‘นิยายแฟนตาซี’ ทั้งในงาน

แบบ อาเธอร์ ซี. คล้าก และแบบ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน (ผู้เขียน [The Lord of the Rings])นิยาย ‘รหัสคดี’ เนื้อหาต่างๆ ในปัจจุบัน เท่าที่เห็นภาพรวมกว้างๆ นั้น ไม่ได้สนใจคำตอบว่า ‘ใครคือคนทำ’ ในตอนจบอีกต่อไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะคลี่คลายขยายตัวไปในลักษณะ ‘ลูกผสม’

จำนวนมาก กระนั้นก็ยังเป็นตัวแบบของนิยาย (Genre) ที่มุ่งแสวงหาจิตวิญญาณของสังคม ‘นิยมความจริง’ (Reality) และสังคม ‘นิยมความมีเหตุมีผล’ (Rational) สังคมไทยเป็นสังคมที่นิยาย ‘รหัสคดี’ น่าจะเติบโตงอกงามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสังคมญี่ปุ่นสมัย

เมจิ เนื่องจาก ‘อิทธิพลนำเข้า’ ที่เป็นตัวแบบของนิยายประเภทนี้ต่างเข้ามาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่อนิจจา…นิยาย ‘รหัสคดี’ ของไทยกลับไม่ได้พัฒนาคลี่คลายไปไหนเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งต่อมากลับยังตกเป็นเหยื่อรหัสคดีประเภท ‘เจ. บุ๊ค’ และ ‘เค. บุ๊ค’ อย่างหมดท่าอีกด้วย…น่าละอาย

แทน นายแก้วนายขวัญ เสียจริงๆ!! สำหรับเรื่อง The Long Goodbye ของ เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ นั้น ผมเคยอ่านมานานจนลืมหมดแล้ว เคยดูหนังที่สร้างจากผลงานเรื่องนี้ในยุคต้นทศวรรษ 1970 ด้วย หนังเรื่องนี้ เอลเลียต กูตท์ เล่นเป็นนักสืบ ฟิลิป มาร์โลว์ ผู้รักแมวและซื่อสัตย์ต่อ

เพื่อน แต่เมื่อสืบลึกลงไปเรื่อยๆ จึงได้บทเรียนว่า ‘แมว’ ต่างหากที่ซื่อสัตย์มากกว่า ‘เพื่อน’…
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/07/K4521474/K4521474.html

จากตัวอย่างของการค้นหาคำว่า หลับไม่ตื่น เนื่องจากผมได้รับนิยายเรื่องนี้จากพี่ภัควดี ซึ่งเป็นคนแปลผลงานของเรย์มอนด์ แชนด์เล่อร์ ซึ่งเขาเกิดวันที่23 กรกฏา ที่ผ่านมาน่ะครับ โดยถ้าคุณจะเป็นนักสืบ หรือนักข่าวสืบสวน และคุณคิดอย่างไร? เมื่อคุณเห็นตัวอย่างของประเด็นเหล่านี้

เกี่ยวข้องกาแฟ และอาการหลับ พร้อมตัวอย่างภาพยนตร์ น่ะ ครับ…
THE BIG SLEEP TRAILER 1946 BOGART & BACALL

โดยผมขอทิ้งท้ายเรื่องราววันเวลา อีกหลายเรื่องยังไม่ได้เล่าถึงไว้ แต่ผมคิดถึงเกี่ยวกับเพลงของGordon Lightfoot ” If You Could Read My Mind” – Lyrics
If you could read my mind, love, What a tale my thoughts could tell. Just like an old time movie, ‘Bout a ghost from a wishing well. In a castle dark or a fortress strong, With chains upon my feet. You know that ghost is

me. And I will never be set free As long as I’m a ghost that you can’t see. If I could read your mind, love, What a tale your thoughts could tell.Just like a paperback novel,The kind the drugstores sell.Then you reached

the part where the heartaches come,The hero would be me.But heroes often fail,And you won’t read that book again Because the ending’s just too hard to take!

I’d walk away like a movie star Who gets burned in a three way script.Enter number two:A movie queen to play the scene Of bringing all the good things out in me.But for now, love, let’s be real;I never thought I could

feel this way And I’ve got to say that I just don’t get it. I don’t know where we went wrong,But the feeling’s gone And I just can’t get it back. If you could read my mind, love,
What a tale my thoughts could tell.
Just like an old time movie,
‘Bout a ghost from a wishing well.
In a castle dark or a fortress strong.
With chains upon my feet.
But stories always end,
And if you read between the lines,
You’d know that I’m just tryin’ to understand The feelin’s that you lack.I never thought I could feel this way And I’ve got to say that I just don’t get it. I don’t know where we went wrong,
But the feelin’s gone
And I just can’t get it back!

———————–
วันที่ 15 สิงหา 54
เมื่อวานที่หอพัก ก็มีคนย้ายออกไป คือ บูล ซึ่งเราได้รู้จักกันมานาน จากการที่บูล อยู่หอพักนี้มานานพอสมควร และเรียนจบ แยกย้ายไปตามสภาพ และเดือนนี้ ก็จะมีคนในหอพัก ย้ายออกไป รวมทั้งหมดสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็จะมีคนที่เคยอยู่หอนี้ไม่ต่ำกว่า ห้าปีแล้วครับ
เนื่องจากผมรับทราบว่า รุ่นพี่ ที่รู้จักกันบางคนโดนคดี ต้องขึ้นศาลและเราก็แคร์ กันมาก โดยส่วนตัวของผม ก็ติดตามคดีความมา และผมต้องจัดการตัวเอง และเคลียร์งานต่างๆ ในตารางชีวิตประจำวัน และผมมีงานเขียนคอลัมภ์ฮ่องกง อีกหลายตอน ต่อเนื่องถึงมาเก๊า และงานอื่นๆ อีกต่างหาก และเราหลับอย่างไร? เกี่ยวกับความเครียด จนกระทั่งเรื่องเราทำไงไม่ให้เครียด…
โรคเครียด | stress| tension
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน
… ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง …
http://www.siamhealth.net/Disease/neuro/psy/stress/stress.htm – แคช – ใกล้เคียงรู้ตัวไหมว่า คุณกำลังมีความเครียดสะสม(8/7/48) – กรมสุขภาพจิต
8 ก.ค. 2005 … แต่รู้ไหมว่า ผู้คนทุกวันนี้โดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ กำลังมีความเครียด
สะสมเพิ่มขึ้นทุกวันๆ สังเกตจากอารมณ์ ความคิด การพูดจา …
http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=2207 – แคช – ใกล้เคียงอย่าให้…ความเครียดสะสม ระบายออกเสียบ้าง
ช่วยให้ความเครียดได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด ไม่ก่อให้เกิดความเครียดสะสม (อย่างที่
นักจิตวิทยา ชอบอ้าง) แถมได้แง่มุมดีๆจากเพื่อนร่วมโลก(ไซเปอร์) …
namchiang.com/smf/index.php?topic=3415.0 – แคช – ใกล้เคียงตัดชนวนความเครียดก่อนระเบิด (ใส่คนรอบข้าง) | Thaihealth.or.th
26 พ.ค. 2009 … คุณหมอกล่าวต่อไปว่า พิษของความเครียด นอกจากจะส่งผลต่อตัวเองแล้ว ยังมีผลต่อคนรอบ
ข้างด้วย สำหรับคนที่มีความเครียดสะสม มักจะมีอาการหงุดหงิด …
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/9193 – แคช – ใกล้เคียงอย่าปล่อยให้ความเครียดสะสมเกินจุดเดือด โรงพยาบาลมนารมย์
อย่าปล่อยให้ความเครียดสะสมเกินจุดเดือด.
http://www.manarom.com/n9.html – แคช – ใกล้เคียงความเครียดสะสม – mBlog
27 ส.ค. 2009 … ความเครียดสะสม. สาเหตุหลักที่ตัวเองเกิดอาการกระดูกต้นคอเสื่อมบวกกับกล้ามเนื้อ
อักเสบ. คุณหมอให้เหตุผลไว้ว่า เกิดจากความเครียดสะสม? …
mblog.manager.co.th/aorengja/th-74947/ – แคช – ใกล้เคียงทุกข?อย?างละเอียด จากความเครียดสะสม
27 ม.ค. 2009 … พาดหัวข?าว ทุกข?อย?างละเอียด จากความเครียดสะสม. โดย ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ (
จิตแพทย?) 27 มกราคม พ.ศ. 2552 http://www.naewna.com/news.asp
http://www.hitap.net/backoffice/news/pdf…/2009-01-27_Clip-thai-27010903.pdf – แคช – ใกล้เคียง[ประกาศ] เพื่อลดความเครียดสะสมของจขบ. | MAD TEA PARTY
15 เม.ย. 2011 … warning::: เอนทรี่นี้ติดอีโม………เพราะความเครียดสะสม. ช่วงนี้และอีกสักพัก
ใหญ่ๆ … เพราะฉะนั้น เพื่อลดความเครียดสะสมในสมองฉัน …
requiem-maschera.exteen.com/20110415/entry – แคช – ใกล้เคียงผู้ป่วยโรคเครียด โรคเครียดสะสม แก้ได้ไหม
ผู้ป่วยโรคเครียด โรคเครียดสะสม แก้ได้ไหม, โรคเครียดสะสม , ผู้ป่วยโรคเครียด.
guru.muslimthai.com/main/index.php?page=sub&category=20… – แคช – ใกล้เคียงคลิป แก้ความเครียดสะสม ต้องดูนี่ หน่มน๊มกะแมวน้อย คลิปวีดีโอ แมว …
แก้ความเครียดสะสม ต้องดูนี่ หน่มน๊มกะแมวน้อย แมวน้อย, พักสมอง, คลายเครียด, แก้
เครียด, พักสายตา, นมแมว, แมวเหมียว, สัตว์เลี้ยง, …
m.clipmass.com/m/play_video.php?vkey=1945895487196721 – แคช – ใกล้เคียง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป
…ความเครียด
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น

แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย
ชนิดของความเครียด
Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
เสียง
อากาศเย็นหรือร้อน
ชุมชนที่คนมากๆ
ความกลัว
ตกใจ
หิวข้าว
อันตราย
Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง
ความเครียดที่ทำงาน
ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ความเครียดของแม่บ้าน
ความเหงา
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำ

ฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดันหรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิด

อาการทางกายและทางใจ
ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้ อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น แต่สำหรับชีวิตประจำวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความ

เครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้เกิดอาการทางกาย และทางอารมณ์ อ่านรายละเอียดที่นี่
โรคทางกายที่เกิดจากความเครียด
โรคทางเดินอาหาร
โรคปวดศีรษะไมเกรน
โรคปวดหลัง
โรคความดันโลหิตสูง
โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหัวใจ
ติดสุรา
โรคภูมิแพ้
โรคหอบหืด
ภูมิคุ้มกันต่ำลง
เป็นหวัดง่าย
อุบัติเหตุขณะทำงาน
การฆ่าตัวตายและมะเร็ง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากความเครียด
คุณมีความเครียดหรือไม่
ถามตัวคุณเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาการแสดงทางร่างกาย
มึนงง ปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังให้หู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง
อาการแสดงทางด้านจิตใจ
วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจำไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อาการแสดงทางด้านอารมณ์
โกรธง่าย วิตกกังวล ร้องไห้ ซึมเศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บหรือดึงผมตัวเอง
อาการแสดงทางพฤติกรรม
รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่สุรา โผงผาง เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัว
การแก้ไขเมื่ออยู่ในภาวะที่เครียดมาก
หากท่านมีอาการเครียดมากและแสดงออกทางร่างกายดังนี้
อ่อนแรงไม่อยากจะทำอะไร
มีอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ
วิตกกังวล
มีปัญหาเรื่องการนอน
ไม่มีความสุขกับชีวิต
เป็นโรคซึมเศร้า
ให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำ 10 ประการ
ให้นอนเป็นเวลาและตื่นเป็นเวลา เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนคือเวลา 22.00น.เมื่อภาวะเครียดมากจะทำให้ความสามารถในการกำหนดเวลาของชีวิต( Body Clock )เสียไป ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือตื่นง่าย การกำหนดเวลาหลับและเวลาตื่นจะทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มทำงาน

และเมื่อความเครียดลดลง ก็สามารถที่จะหลับได้เหมือนปกติ ในการปรับตัวใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ บางครั้งเมื่อไปนอนแล้วไม่หลับเป็นเวลา 45 นาที ให้หาหนังสือเบาๆมาอ่าน เมื่อง่วงก็ไปหลับ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือให้ร่างกายได้รับแสงแดดยามเช้า เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเวลา
หากเกิดอาการดังกล่าวต้องจัดเวลาให้ร่างกายได้พัก เช่นอาจจะไปพักร้อน หรืออาจจะจัดวาระงาน งานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนก็ให้หยุดไม่ต้องทำ
ให้เวลากับครอบครัวในวันหยุด อาจจะไปพักผ่อนหรือรับประทานอาหารนอนบ้าน
ให้เลื่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆในช่วงนี้ เช่นการซื้อรถใหม่ การเปลี่ยนบ้านใหม่ การเปลี่ยนงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความเครียด
หากคุณเป็นคนที่ชอบทำงานหรือชอบเรียนให้ลดเวลาลงเหลือไม่เกิน 40 ชม.สัปดาห์
การรับประทานอาหารให้รับประทานผักให้มากเพราะจะทำให้สมองสร้าง serotonin เพิ่มสารตัวนี้จะช่วยลดความเครียด และควรจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอ
หยุดยาคลายเครียด และยาแก้โรคซึมเศร้า
ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะมีการเต้นรำด้วยก็ดี
หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วยังมีอาการของความเครียดให้ปรึกษาแพทย์
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเครียด
ความเครียดเหมือนกันทุกคนหรือไม่ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในแต่ละคนไม่เหมือนกันและการตอบสนองต่อความเครียดก็แตกต่างในแต่ละคน
ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีจริงหรือไม่ ความเครียดเปรียบเหมือนสายกีตาร์ ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปเสียก็ไม่ไพเราะ เช่นกันเครียดมากก็มีผลต่อสุขภาพเครียดพอดีจะช่วยสร้างผลผลิต และความสุข
จริงหรือไม่ที่ความเครียดมีอยู่ทุกแห่งคุณไม่สามารถจัดการกับมันได้ แม้ว่าจะมีความเครียดทุกแห่งแต่คุณสามารถวางแผนที่จะจัดการกับงาน ลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนของงานเพื่อลดความเครียด
จริงหรือไม่ที่ไม่มีอาการคือไม่มีความเครียด ไม่จริงเนื่องจากอาจจะมีความเครียดโดยที่ไม่มีอาการก็ได ้และความเครียดจะสะสมจนเกินอาการ
ควรให้ความสนใจกับความเครียดที่มีอาการมากๆใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มเกิดอาการความเครียดแม้ไม่มากก็ต้องให้ความสนใจ เช่นอาการปวดศีรษะ ปวดท้องเพราะอาการเพียงเล็กน้อยจะเตือนว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเครียด
ความเครียดคือโรคจิตใช่หรือไม่ ไม่ใช่เนื่องจากโรคจิตจะมีการแตกแยกของความคิด บุคลิคเปลี่ยนไปไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติ
ขณะที่มีความเครียดคุณสามารถทำงานได้อีก แต่คุณต้องจัดลำดับก่อนหลัง และความสำคัญของงาน
ไม่เชื่อว่าการเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียด การเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียดนั้น
ความเครียดไม่ใช่ปัญหาเพราะเพียงแค่สูบบุหรี่ความเครียดก็หายไป การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจะทำให้ลืมปัญหาเท่านั้นนอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
เมื่อใดต้องปรึกษาแพทย์
เมื่อคุณรู้สึกเหมือนคนหลงทางหาทางแก้ไขไม่เจอ
เมื่อคุณกังวลมากเกินกว่าเหตุ และไม่สามารถควบคุม
เมื่ออาการของความเครียดมีผลต่อคุณภาพชีวิตเช่น การนอน การรับประทานอาหาร งานที่ทำ ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง
ความเครียดคืออะไร ความเครียดกับผู้หญิง ความเครียดในเด็ก ความเครียดที่ทำงาน ความเครียดหลังการสูญเสีย การจัดการกับความเครียด การจัดการกับความโกรธ การแก้ปัญหาระหว่างบุคคล
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/psy/stress/stress.htm

โดยผม คิดถึงทรูแมน คาโพที ที่เป็นภาพยนตร์ ซึ่งเขามีชีวิตประจำวัน ต้องเขียนหนังสือบนกระดาษสีเหลือง จึงสร้างสรรค์ผลงานได้ และถ้าทรูแมน คาโพตี เครียด จนดื่มเหล้าตาย เพราะพิษสุรา และเรื่องที่ผมเคยเล่าอยากเพิ่มเติม ในแง่มุมการแก้ตัวของคนเรา หาเรื่องกินเหล้า เพราะ

บรรยากาศการกินเหล้าแบบที่โกวเล้งอ้างไว้ ซึ่งมันอาจจะเป็นการหลบหนีความเครียด และประเด็นหนึ่งขององค์รวมของมนุษย์ หรือภาพรวมหนึ่ง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องแบ็คเมล์ได้กระทั่งเสียงของคนดังอย่างมาร์ติน ลูเธอร์คิง (ผู้นำคนผิวดำต่อสู้เรื่องเสรีภาพคนดำของอเมริกา) ที่มีเสียงกำลังมีเซ็กส์กับสาว ซึ่งCIA อเมริกาใช้เครื่องดักฟังติดไว้ในทุกโรงแรมของอเมริกา เพื่อไว้ดักฟังพวกคอมมิวนิสต์ ในยุคแมคคาเธอร์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากบทสนทนาของซีไอเอ กับCohn ที่เป็นมือขวาของแมคคาเธอร์ และเขาเป็นเกย์ ติดเอดส์ด้วยในหนังเรื่องcitizen cohn ก็มีคำคมเป็นประโยคว่ามนุษย์ เป็นเหมือนปลา อยู่ในทะเล เวียนว่ายไม่เห็นความชั่วร้าย…น่ะครับ

แต่ถ้าถามว่า ช่วงเวลาไหน ที่ผ่านมาในอดีต คุณหลับได้สบายมากที่สุด ไม่เครียดมาก อาจจะเป็นช่วงตอนเป็นเด็ก และผมนึกถึงหนังในแง่มุมหนึ่งของเด็ก ในสภาวะสงครามนาซี หาทางฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวในโปแลนด์ กับหนังเรื่องSpiezeuland [Toyland] ซี่งผมมีโอกาสได้ดูหนังในประเด็นความรุนแรงที่ซ่อนหาไม่ให้เด็กรับรู้ในเรื่องเหมือนเมืองของเล่น สำหรับบอกเด็ก ที่มีครอบครัวหนึ่ง มีเด็กต้องไปที่เมืองของเล่น น่ะและมันมีเรื่องตลก ฮา จากหนังเรื่องช้อนมรณะ หรือThe Horribly Slow Murderer with the Extremely Inefficient Weapon ซึ่งมันตลกดีมีในยูทิว อีกแง่มุมของช้อน ที่คนกาแฟ หรือการกิน…บริโภค…และลองดูการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมของคนอื่นๆ น่ะครับ
The Horribly Slow Murderer with the Extremely Inefficient

ส่วนผมอยากทิ้งท้ายด้วยการผลิตซ้ำบทเพลงของGordon Lightfoot – Carefree Highway เวอร์ชั่น coverใหม่ น่ะครับ
Pickin’ up the pieces of my sweet shattered dream I wonder how the old folks are tonight Her name was Ann and I’ll be damned if I recall her face She left me not knowin’ what to do Carefree highway, let me slip away

on you
Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Turnin’ back the pages to the times I love best I wonder if she’ll ever do the same Now the thing that I call livin’ is just bein’ satisfied With knowin’ I got no one left to blame
Carefree highway, got ta see you my old flame Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you

Searchin’ through the fragments of my dream-shattered sleep I wonder if the years have closed her mind I guess it must be wanderlust or tryin’ to get free From the good old faithful feelin’ we once knew
Carefree highway, let me slip away on you Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Let me slip away on you
Carefree highway,
got ta see you my old flame
Carefree highway,
you seen better days
The mornin’ after blues from my head down to my shoes
Carefree highway, let me slip away Slip away on you
http://www.lyricsfreak.com/g/gordon+lightfoot/carefree+highway_20061672.html

วันที่ 16 สิงหา 54
16 สิงหา พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) – หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ออกประกาศให้การประกาศสงครามของไทยต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เป็นโมฆะ คืนดินแดนที่ได้มาระหว่างสงครามคือสหรัฐไทยเดิมและสี่รัฐมาลัยให้อังกฤษ…
16 สิงหา พ.ศ. 2520 (ค.ศ. 1977) – เอลวิส เพรสลีย์ นักร้อง/นักแสดงชาวอเมริกัน (เกิด 8 มกราคม พ.ศ. 2478)
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
ไซปรัส – วันประกาศเอกราช
ประเทศไทย – วันสันติภาพไทย

..มันเป็นวันที่หวยออก คือ 62 และบางคนตีความว่าเลขจะออก คือ 8 บ้าง เพราะนายกหญิง เกี่ยวพันวันที่ 8สิงหา อย่างเป็นทางการ และวันที่8 ก็ยังมีนัยยะหลายอย่างด้วย เช่น“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” และหลายวันมานี้ ก็ผมได้รับการพบผู้คนถึงติดต่อจากผู้คน และ

ผมระลึกถึงการเดินทางของผม ซึ่งไปในสถานที่ มีสายลมและฝน บางวันก็ไฟฟ้าดับ สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่มีให้ใช้ติดต่อผู้คน และสัญญาโทรศัพท์มือถือไม่มีเช่นเดียวกัน แม้ส่วนหนึ่งผมอยากเขียนเรื่องในแง่มุมของวันสันติภาพ ครบรอบ 66ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่มีเวลาเขียน

อะไร ครับ ในแง่มุมหนึ่ง ก็ผมนึกถึงเรื่องราวทบทวนวันเวลาปีที่แล้วพวกเราหลายคนร่วมดูหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกในวันนี้ เมื่อปีที่แล้ว ที่มีการรณรงค์ฉายหนังทั่วประเทศ ส่วนด้านความรู้ ซึ่งผมได้มีโอกาสฟังบรรยายของเครก เจ. เรย์โนลด์ส ที่มช.และซักถามอ.เคร็ก จบคอร์แนลที่

เดียวกับอ.เบน และกรณีสามก๊ก ที่อ.เบน เคยพูดถึงการเมืองไทยล่าสุดไว้ ทำให้ผมนึกถึงอ.เคร็ก ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนเรื่องเจ้าสัว ขุนศึก ศักดินา ปัญญาชนและคนสามัญ http://www.openbase.in.th/tbpj168 โดยรวมบทความประวัติศาสตร์ของ เครก เจ. เรย์โนลด์ส เป็นบรรณาธิการแปล

วารุณี โอสถารมย์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานของเครก ที่น่าสนใจดังนี้ คือ คดีไต่สวน ก.ศ.ร. กุหลาบ – การท้าทายงานเขียนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19,ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร,จิตร ภูมิศักดิ์ ในประวัติศาสตร์ไทย,โครงเรื่องของประวัติศาสตร์ไทย –

ทฤษฏีและการปฏิบัติ,เจ้าสัวและขุนศึก – บริบททางวัฒนธรรมและการเมืองของสังคมไทยสมัยใหม่และสามก๊ก นิยายพงศาวดารจีน,มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคเก่าแบบใหม่,ปุชนียแห่งอัตลักษณ์ในฐานะแหล่งชุมนุมประท้วง – เปรียบเทียบพม่ากับไทย แน่นอนว่าเครก เป็นอาจารย์ของอ.

ธงชัย และผลงานหนึ่ง ที่มีความสนใจของผมต่อหนังสือเล่มนี้ คือ สามก๊ก ในบริบทแปลไทย และสามก๊กยังมีตัวละคร และเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับซุนวู ในแง่ยุทธศาสตร์การทหารต่างๆ ที่มีโครงเรื่องสามก๊ก เกี่ยวพันแนวคิดซุนวู….

-ซุนวู (จีนตัวเต็ม: ??; จีนตัวย่อ: ??; พินอิน: S?n W?; ซุนอู่) หรือ ซุนจื่อ (จีนตัวเต็ม: ??; จีนตัวย่อ: ??; พินอิน: S?n Z?; เวด-ไจลส์: Sun Tzu, แปลว่า “ปราชญ์แซ่ซุน”) เป็นผู้เขียนตำราพิชัยสงครามของซุนวู (ซุนจื่อปิงฝ่า – ????) ที่นับว่าเป็นตำรายุทธศาสตร์ทางทหาร ที่มี

อิทธิพลมากของประเทศจีน ปัจจุบันยุทธศาสตร์ในตำราได้ถูกประยุกต์ ใช้อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจและการเมือง หลักการที่สำคัญเช่น รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
ประวัติ
ข้อมูลที่มีหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับชีวประวัติของซุนวูคือชีวประวัติที่เขียนขึ้นในช่วง 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล โดยซือหม่าเชียน นักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ได้บรรยายถึงซุนวูว่าเป็นแม่ทัพที่อาศัยอยู่ในรัฐอู๋ ในช่วงประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งอยุ่ในยุคเดียวกันกับ ขงจื๊อ นัก

ปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามชีวประวัตินี้ขัดแย้งกับหลักฐานอื่นๆ ของยุคนั้น รวมทั้งลักษณะการเขียนและเนื้อหาของ “ตำราพิชัยสงครามของซุนวู” ก็บ่งชี้ว่าไม่น่าจะเป็นงานที่เขียนขึ้นในช่วง 400-320 ปีก่อนคริสตกาล
“ตำราพิชัยสงครามของซุนวู” ได้ทิ้งเบาะแสเป็นนัยๆ ถึงชีวิตของซุนวู เช่น รถม้าใช้ในการสงครามที่อธิบายโดยซุนวูนั้น มีการใช้เพียงแค่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล ดังนั้นจึงถือว่าบางส่วนของงานเขียนนี้ก็อยู่ในช่วงเวลานั้น โดยคาดว่าซุนวูมีชีวิตอยู่ในช่วง

ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ตำราพิชัยสงครามของซุนวูได้มีการกล่าวถึงหลายคราในนิยายเรื่อง สามก๊ก
ในเลียดก๊ก ซุนวูเป็นสหายกับอู๋จื่อซี อู๋จื่อซีได้ชักชวนซุนวูให้มารับราชการในแคว้นอู๋ โดยทำหน้าที่ฝึกทหารให้แก่ อู๋อ๋องเหอหลี อ๋องแห่งแคว้นอู๋ ซุนวูได้เสนอแผนพิชัยสงคราม 13 บรรพ แต่อู๋อ๋องเหอหลียังไม่เชื่อ ซุนวูจึงขอฝึกนางสนมของอู๋อ๋องเหอหลี อู๋อ๋องเหอหลีก็อนุญาต ในการฝึกมี

นางสนม 2 นางได้หัวเราะอย่างสนุกสนานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของซุนวู ซุนวูจึงสั่งประหารสนม 2 นางนี้ทันที เพื่อให้เห็นถึงความเอาจริง ท้ายที่สุด อู๋อ๋องเหอหลีจึงได้เชื่อมั่นในตัวซุนวูและตำราพิชัยสงครามอย่างเต็มที่ ในก่อนคริสต์ศักราช 507 ปี อู๋อ๋องเหอหลีแต่งตั้งให้ซุนวูเป็นแม่ทัพ อู๋

จื่อซีและป๋อผีเป็นรองแม่ทัพ ยกพลหนึ่งแสนไปตีแคว้นฉู่ สามารถตีแคว้นฉู่ที่ใหญ่กว่าเข้มแข็งกว่าได้สำเร็จ แต่ต่อมาสถานการณ์พลิกผลัน เพราะฉู่เจาอ๋อง อ๋องแคว้นฉู่ได้หลบหนีไปเสียก่อน เย่วอ๋องยุ่นฉาง อ๋องแห่งแคว้นเยว่ ฉวยโอกาสที่แคว้นอู๋ว่างเปล่ายกทัพมาตีแคว้นอู๋ อู๋อ๋องเหอหลีจึง

รีบยกทัพกลับทันที เย่วอ๋องยุ่นฉางจึงหนีไป ทำให้อู๋อ๋องเหอหลีผูกใจเจ็บคิดจะล้างแค้นเย่วอ๋องยุ่นฉางตลอดไป

ต่อมาในก่อนคริสต์ศักราช 497 ปี เย่วอ๋องยุ่นฉางถึงแก่กรรม โกวเจี้ยนผู้บุตรได้ขึ้นครองแคว้นแทน จึงคิดฉวยโอกาสไปตีตอนนี้ ซุนวูและอู๋จื่อซีคัดค้าน แต่อู๋อ๋องเหอหลีไม่ฟัง ยกทัพสามหมื่นไปตีแคว้นเยว่ ผลคือทั้งคู่ปะทะกันที่จุ้ยหลี่ ในที่สุดอู๋อ๋องเหอหลีกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และตนเองก็

ถูกอาวุธจนบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่กรรมระหว่างการเดินทางกลับแคว้นอู๋ อู๋อ๋องฟูซาจึงได้ขึ้นครองแคว้นสืบต่อจากอู๋อ๋องเหอหลีผู้บิดา อู๋อ๋องฟูซาแรกทีเดียวดำเนินการอย่างเข้มแข็งหมายจะล้างแค้นให้บิดาให้ได้ แต่ต่อมาความประพฤติกลับเหลวไหล หลงแต่สุราและนารีจากแผนนางงาม

ไซซี จนในที่สุดต้องฆ่าตัวตาย อู๋จื่อซือได้ฆ่าตัวตายเมื่อก่อนคริสต์ศักราช 485 ปี ส่วนของซุนวูเมื่อได้รู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของอู๋อ๋องฟูซา คิดว่าต่อไปภายภาคหน้าแคว้นอู๋ต้องล่มสลายแน่ จึงลาออกจากราชการในก่อนคริสต์ศักราช 495 ปี
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายคน[ต้องการอ้างอิง]ได้สรุปว่า งานเขียนของซุนวูนั้นที่จริงแล้วถูกเขียนขึ้นโดยนักปรัชญาจีนไร้นาม และซุนวูก็อาจไม่มีบุคคลจริงในประวัติศาสตร์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B9

-ตำราพิชัยสงครามของซุนวู (จีนตัวเต็ม: ????; จีนตัวย่อ: ????; พินอิน: S?n Z? B?ng F?; ซุนจื่อปิงฝ่า, อังกฤษ: The Art of War; อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ศิลปะแห่งการยุทธ”) เป็นตำรายุทธศาสตร์การทหารหรือตำราพิชัยสงครามของจีน ซึ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อราวหกร้อยปีก่อนคริ

สตกาลโดยซุนวู นักยุทธศาสตร์คนสำคัญในยุครณรัฐของจีน เนื้อหาในตำราพิชัยสงครามฉบับนี้มี 13 บท แต่ละบทเน้นถึงแต่ละแง่มุมของการสงคราม
ตำราพิชัยสงครามของซุนวูเป็นหนึ่งในตำรายุทธศาสตร์การทหารเล่มหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยนับได้ว่าเป็นตำราเล่มแรกและเล่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงยุทธศาสตร์ และมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อแนวคิดทางการทหาร กลยุทธทางธุรกิจ และแนวคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งใน

โลกตะวันออกและโลกตะวันตก ซุนวูถือเป็นบุคคลแรกที่ตระหนักในความสำคัญของตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบทั้งจากเงื่อนไขเชิงรุกในด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และความคิดเชิงรับของฝ่ายคู่แข่งในสภาพแวดล้อมดังกล่าว เขาได้สอนว่า ยุทธศาสตร์ไม่ใช่เพียง

การวางแผนกำหนดสิ่งที่จะลงมือทำเท่านั้น แต่ยังต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วและเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสถานการณ์ต่างๆ ด้วย

ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้ได้แปลเป็นภาษาตะวันตกครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325) ซึ่งเป็นการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยบาทหลวงฌอง โชแซฟท์ มารี อามีโอต์ (Jean Joseph Marie Amiot) นักบวชในศาสนาคริสต์นิกายเยซูอิต ในปัจจุบันนี้ นอกจากการประยุกต์ใช้ในด้าน

การทหารแล้ว หลักการในตำราพิชัยสงครามของซุนวูยังได้มีการนำมาปรับใช้ในกลยุทธ์เชิงธุรกิจและด้านการจัดการอีกด้วย
เนื้อหา
1 เนื้อหาโดยสังเขป
2 ตัวอย่างเนื้อหา
2.1 รบร้อยชนะร้อย
2.2 ตีใกล้แสร้งไกล ตีไกลแสร้งใกล้
2.3 จงสู้รบให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
2.4 สิ่งที่ผู้ปกครองไม่พึงทำในการยุทธ
2.5 ปัจจัยสู่ชัยชนะ
3 แหล่งข้อมูลอื่น

เนื้อหาโดยสังเขป
ตำราพิชัยสงครามแบ่งเนื้อหาออกเป็น 13 บรรพ ดังนี้ (ชื่อที่ใช้อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนวนแปล)
การประเมิน
การวางแผน
ยุทธศาสตร์การรบรุก
ท่าที
กำลังพล
ความอ่อนแอ-เข้มแข็ง
การดำเนินกลยุทธ์
สิ่งผันแปร 9 ประการ
การเดินทัพ
ภูมิประเทศ
พื้นที่ต่างกัน 9 อย่าง
การโจมตีด้วยไฟ
การใช้สายลับ
ตัวอย่างเนื้อหา
รบร้อยชนะร้อย

รูปปั้นซุนวู ผู้แต่ง “ตำราพิชัยสงครามของซุนวู” (ตั้งอยู่ที่เมืองยุริฮิมะ จังหวัดทตโตะริ ประเทศญี่ปุ่น)ซุนวูกล่าวว่า การรบถ้ารู้จักการวางแผนที่ดีมีสิทธิที่จะชนะทุกร้อยครั้งเหมือนสิงโต ถ้าคราวใดที่ไม่สามารถจะล่าเหยื่อได้จะไม่ออกล่าเหยื่อ ในสงคราม เมื่อมีการรู้กำลังของกองทัพของ

เราเองรู้ความสามารถของแม่ทัพ รู้ความสามารถของกองทหารของฝ่ายเรา โอกาสรบชนะจะมีครึ่งหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เราเรียนรู้กองกำลังของข้าศึก เรียนรู้ความสามารถของแม่ทัพข้าศึก และรู้ความสามารถของกองทหารของข้าศึก โอกาสรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งก็ไม่ไปไหนไกล แต่เมื่อ

ใดก็ตามที่ออกรบ แม่ทัพไม่รู้กำลังของตัวเอง ไม่รู้กำลังของกองทหารตัวเอง ไม่ว่าจะออกรบกี่ครั้งก็ต้องแพ้ย่อยยับกลับมาทุกครั้ง

ศาสตร์ข้อนี้ได้มีการนำไปใช้ในเชิงธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย ยกตัวอย่าง ทฤษฎี SWOT Analysis
ตีใกล้แสร้งไกล ตีไกลแสร้งใกล้
ซุนวูกล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่จะรุกโจมตีเมืองที่ไกลห่างออกไป จงหลอกล่อให้ข้าศึกรู้ว่าเราจะตีเมืองอื่นที่ใกล้กับเรา หลอกให้ศัตรูคิดว่าเราไม่สามารถไปตีถึงเมืองนั้นได้ เมื่อคราใดที่เราเข้าโจมตี ศัตรูจะไหวตัวไม่ทันทำให้รบชนะได้อย่างง่ายดาย เฉกเช่นเดียวกับโจมตีเมืองที่อยู่ใกล้ แต่

หลอกศัตรูว่าเราจะไปตีเมืองที่ไกลห่างออกไป

จงสู้รบให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ไฟ – เมื่อยามบุก จงบุกให้เหมือนไฟ ให้รุกกระหน่ำให้โหมหนักไปเรื่อยเรื่อยจนทุกอย่างมอดไหม้
ภูเขา – เมื่อยามที่ตั้งรับ จงนิ่งสงบอย่างหุบเขา ไม่ให้ศัตรูจับได้ว่าเราซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ลม – เมื่อยามเคลื่อนทัพ จงเคลื่อนให้เหมือนสายลม รวดเร็วโดยไม่ทิ้งร่องรอย
สิ่งที่ผู้ปกครองไม่พึงทำในการยุทธ
ผู้ที่ปกครองห้ามทำผิดกฏ 3 ข้อดังต่อไปนี้ หากไม่ทำตามจะทำให้ประสบกับความพ่ายแพ้ได้
สั่งให้รุกขณะไม่ควรรุก หรือสั่งให้ถอยขณะเป็นต่อข้าศึก ทำให้กองทัพระส่ำระสาย
ไม่เข้าใจในกิจการของกองทัพ แต่สั่งการตามอำเภอใจ หรือสามัญสำนึกของตน ทำให้เหล่าขุนพลสับสน
ไม่เข้าใจหลักการผสมผสานการใช้กำลังทหารเหล่าต่าง ๆ ในการดำเนินกลยุทธ์ แต่เข้าแสดงบทผู้บัญชาการ ทำให้เหล่านายทหารเกิดความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ
เมื่อเหล่าทัพต่าง ๆ ตกอยู่ในสภาพลังเล สงสัย สับสน ไม่แน่ใจ ก็เกิดความระส่ำ ระสายในกองทัพ ศัตรูก็ฉวยโอกาสนี้เข้ากระทำและได้รับชัยชนะ เป็น ต่อฝ่ายเรา

ปัจจัยสู่ชัยชนะ
การนำกองทัพสู่ชัยชนะมีปัจจัย 5 ประการ
รู้ว่าเมื่อใดควรรบ และไม่ควรรบ
รู้จักการออมกำลัง
นาย และพลทหารเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน
วางแผนและเตรียมการดี
มีขุนพลผู้ที่สามารถ และไม่ถูกแทรกแซงจากผู้ปกครอง
ที่กล่าวมา 5 ประการนี้ผู้ใดรู้จักใช้จะพบกับชัยชนะ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B9

เมื่อผมแลดูมีสาระ น่ะครับ ในวันนี้ …คำจารึกอันเก่าและใหม่ : เมื่อฉันเข้าหาคนพวกนั้น ฉันได้พบพวกเขาพักพิงอยู่บนความทรนงอวดดีแบบเก่าๆ ความอวดดีที่ว่า พวกเขารู้กันมานานแล้วเกี่ยวกับสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วร้ายสำหรับมนุษย์ เรื่องราวทุกอย่างของคุณธรรมดูเหมือนจะเป็นสิ่งเก่า

และอ่อนเปลี้ยสำหรับมนุษย์ และใครก็ตามที่ต้องการจะหลับสนิทก็ยังคงพูดถึงความดีและความชั่วร้ายก่อนนอน”(เทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า15-16) ก็ทิ้งท้ายโดยตัวอย่างหนังฮ่องกง ในเรื่อง2046 และเพลง2 เพลง หนึ่งในนั้นที่ผมเคยเผยแพร่ไปแล้วอีกครั้ง คือ
Mekkanikka vs Mad Maxx – 2046

บทเพลงของnewsboys – entertaining angels (music video)
One to another Do you remember me I feel so small Are you listening tonight So temporary Things that I have seen I ran so far Will you take me back again Entertaining angels By the light of my t.v. screen
24-7 you wait for me Entertaining angels By the time I fall to my knees Host of heaven, sing over me One to another The feelings in between I won’t let go Of all you taught me – alright Close as a brother
The way we used to be I’ll hold my breath
And wait for you to breathe Entertaining angels
By the light of my t.v. screen 24-7 you wait for me
Entertaining angels
While the night becomes history
Host of heaven, sing over me
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/entertaining-angels-lyrics-newsboys/1ad5c0f82a3839fb48256dea002fe3dd

โดยผมอยากทิ้งท้าย อีกบทเพลงในฐานะวันเสียชีวิตของเอลวิส เพรสลีย์ (อังกฤษ: Elvis Presley) ซึ่งพวกเราเคยเห็นรูปking and queen ไทย ก็เคยถ่ายรูปร่วมกับเอลวิส มีชื่อจริงว่า เอลวิส แอรอน เพรสลีย์ (อังกฤษ: Elvis Aaron Presley) (8 มกราคม ค.ศ. 1935 – 16

สิงหาคม ค.ศ. 1977) เป็นนักดนตรีและนักแสดงชาวอเมริกัน เขาถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทั้งเป็นที่รู้จักในชื่ออย่างเดียวว่า เอลวิส เขามักได้รู้จักในฉายา “ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “เดอะคิง” ฯลฯ(ดูเพิ่มเติมในวิกีพีเดียไทย และบางคนก็ว่าเอลวิสไม่ตายจริงถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป ) จึงขอมอบเพลงของเอลวิส ให้เราฟังกัน ครับ
Elvis Presley – Heartbreak Hotel(ผมเลือกเพลงนี้มาไม่ได้มีนัยยะใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากผมเลือกจากอันดับเพลงดังเท่านั้นเอง )
Well, since my baby left me, I found a new place to dwell. It’s down at the end of lonely street at Heartbreak Hotel. You make me so lonely baby, I get so lonely,
I get so lonely I could die.
And although it’s always crowded, you still can find some room. Where broken hearted lovers do cry away their gloom. You make me so lonely baby,
I get so lonely, I get so lonely I could die. Well, the Bell hop’s tears keep flowin’, and the desk clerk’s dressed in black. Well they been so long on lonely street
They ain’t ever gonna look back.
You make me so lonely baby, I get so lonely, I get so lonely I could die.
Hey now, if your baby leaves you, and you got a tale to tell. Just take a walk down lonely street to Heartbreak Hotel.
http://www.lyrics007.com/Elvis%20Presley%20Lyrics/Heartbreak%20Hotel%20Lyrics.html

วันที่ 17-18 สิงหาคม 2554
วันที่ 17-18 สิงหา ก็ผมพบคนติดต่อคนหลายคน และวันที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องPierre de Fermat จาก doodle ของ google ครับ Pierre de Fermat คือใครกันนะ ทำไมวันนี้ Doodle ถึงสร้างเป็นอนุสรณ์ถึงเขา ไปรู้จักเขาคนนี้กันครับ Pierre de Fermat เกิดวันที่

17 สิงหาคม 1601หรือ 1607 ก็ยังไม่แน่ชัด แต่วันเสียชีวิตของ Pierre de Fermat คือ 12 มกราคม 1665 หรือเมื่อ 400 กว่าปีก่อน อาชีพจริงๆของ Pierre de Fermatคือเป็นทนายความชาวฝรั่งเศสที่แห่งเมืองตูลูสประเทศฝรั่งเศสและที่เขาโด่งดัง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นทนายที่

เก่งที่สุดหรอก เพราะเขาเป็นนักคณิตศาสตร์สมัครเล่นได้รับการยอมรับสำหรับการพัฒนาทฤษฎีพื้นฐานที่นำไปสู่การค้นพบ??แคลคูลัส โดยทฤษฎีเขาเป็นที่ยอมรับในการค้นหาพิกัดที่เล็กที่สุดของเส้นโค้งซึ่งคล้ายคลึงกับที่มาของแคลคูลัสในปัจจุบันนั้นเอง เขามีผลงานมากมายโดดเด่นใน

เรื่องเรขาคณิตวิเคราะห์ ความน่าจะเป็นและเลนส์จะว่าไปแล้ว เขาน่าจะเป็นบิดาแห่งแคลคูลัสด้วยซ้ำไป ถ้าบิดาแห่งแคลคูลัสตัวจริงคิดทฤษฎีที่เราเรียนกันในปัจจุบันไม่ออก (เซอร์ ไอแซ็ค นิวตันนั่นเอง)
ปัจจุบัน wikipedia ให้เครดิตว่า Pierre de Fermat คือ 1 ในผู้พัฒนาศาสตร์แคลคูลัส นอกเหนือจาก ไลบ์นิซ และ นิวตัน (ที่ปัจจุบันมีการถกเถียงว่าใครเป็นคนค้นพบคนแรกกันแน่) และยังมี เดส์การตส์, Barrow, เดอ แฟร์มาต์, ฮอยเก้นส์ และ วอลลิส โดยเฉพาะ Pierre de Fermat คนนี้แหละครับที่บางครั้งได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์ คนที่ทำให้ใครหลายคนกำลัง “ปวดหัว” ครับ
http://www.google.co.th/url?q=http://pantip.com/cafe/wahkor/topic/X10945767/X10945767.html&sa=U&ei=rUNLTp3yBonjrAeux_CdBw&ved=0CCsQFjAL&usg=AFQjCNH_hPSt3wf9ST52aXELSWds452JMQ

จากวันสำคัญเกี่ยวข้องทางคณิตศาสตร์ บทเพลงHeartbreak Hotel ถึงหอ และห้องที่ผมเคยอยู่ ก็บูล เป็นคนอยู่ต่อมาหลายปี ในอีกด้านหนึ่งของชีวิตก็ผมได้ไปศาลหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ต่างๆ เมื่อผมไปพบเห็นบอร์ดของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ก็ผมจะเล่าเรื่องย่อว่า คือ เขียนเรื่องว่า ความเข้าใจกฏหมายโดยเหมือนภาพยนตร์ หรือบทละคร ซึ่งยกตัวอย่างมีครอบครัวหนึ่ง ก็ผัวไปพบหญิงสาวคนหนึ่ง และนำหญิงเข้าบ้าน จนกระทั่งมีอะไรกัน และเมียไม่พอใจ ก็เผาบ้าน ซึ่งคำถามเชิงกฏหมายว่า การตีความตัวบทกฏหมายใดผิด โดยอ้างกฏหมาย
เช่น ทำลายทรัพยสินส่วนตัว และข้อกฎหมาย ในมาตราต่างๆ ให้เราตีความแล้วตอบ รวมทั้งเฉลย อย่างไรก็ตาม คุณคิดว่า การเผาบ้าน เป็นความผิดทำลายทรัพย์สินส่วนตัวหรือไม่?

กระนั้นการเดินทางของผม ไปเรียนรู้จากสถานที่ต่างๆ เหมือนผมเข้าบ้าน ที่มีกล้องคอยตามจับตาดูตลอดเวลา ทำให้ผมนึกถึงบ้านบิ๊กบราเธอร์ ที่เป็นรายการดังในอดีตของไทย และไทยเลียนแบบต่างชาติ ซึ่งตอนนี้ยังเหลือบ้าน AF ที่ให้ผู้ชม และคนในบ้านร่วมกิจกรรม และการโหวตด้วย

ถ้าผมนึกย้อนถึงคำว่า บิ๊กบราเธอร์ ก็นิยายเรื่อง1984 เป็นผลงานหนังสือของนักเขียน และผมจะเล่าเรื่องนักเขียนต่อ…เช่น บัลซัค ผู้เสียชีวิต เพราะพิษคาเฟอีน…
..ออนอเร เดอ บัลซัค (ฝรั่งเศส: Honor? de Balzac; 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1799 – 18 สิงหาคม ค.ศ. 1850) เป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศส ผลงานชิ้นเอกของเขาคือนิยายชุดต่อเนื่องประกอบด้วยเรื่องสั้นและนิยายหลายเรื่อง เรียกชื่อว่า นาฏกรรมชีวิต (La Com?die humaine) ซึ่งแสดงให้เห็นฉากชีวิตของชาวฝรั่งเศสในยุคหลังจากที่นโปเลียนที่ 1 สิ้นอำนาจลงในปี ค.ศ. 1815
บัลซัคมีความสามารถพิเศษในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสิ่งปลีกย่อยที่แสดงถึงความเป็นสังคม เขาจึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานแนวคิดสัจจนิยมในงานวรรณกรรมยุโรป เขามีชื่อเสียงในการสร้างตัวละครที่มีแง่มุมปัญหาหลากหลายและซับซ้อน มีความทะยานอยาก และมีความเป็นมนุษย์อย่างมีชีวิตชีวา งานเขียนของเขาส่งอิทธิพลต่อนักเขียนผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคน รวมถึงนักเขียนนวนิยาย มาร์แซล พรุสต์, Emile Zola, ชาร์ลส์ ดิกเก้นส์, เอ็ดการ์ อัลลัน โพ, Fyodor Dostoyevsky, Gustave Flaubert, Marie Corelli, Henry James,

วิลเลียม ฟอลค์เนอร์, Jack Kerouac, และ Italo Calvino และนักปรัชญาคนสำคัญอีกหลายคน เช่น Friedrich Engels เป็นต้น ผลงานของบัลซัคหลายเรื่องได้รับการดัดแปลงหรือส่งแรงบันดาลใจต่อภาพยนตร์ และยังเป็นแหล่งข้อมูลที่สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเขียน ผู้สร้างภาพยนตร์ และนักวิจารณ์อีกมากมาย
ด้วยความที่เขาเป็นนักคิดนักเขียนที่กระตือรือร้น มีความคิดอิสระเหมือนอย่างเด็ก ทำให้บัลซัคมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับวิธีการเรียนในโรงเรียนไวยากรณ์ จิตจำนงของเขาทำให้เขามีปัญหากับการใช้ชีวิตและยังทำลายความทะเยอทะยานทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน

เมื่อเขาจบการศึกษา บัลซัคทำงานเป็นทนายฝึกหัดในสำนักกฎหมายแห่งหนึ่ง แต่ก็ลาออกเพราะเบื่อหน่ายกับการงานที่ไร้ชีวิตชีวาและซ้ำซาก ก่อนที่เขาจะเป็นนักเขียน รวมถึงระหว่างช่วงเวลาที่เขาเขียนนิยายนั้น เขาเคยพยายามจะเปิดสำนักพิมพ์ เป็นนักธุรกิจ นักวิจารณ์ และนักการเมือง

แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งหมด นาฏกรรมชีวิต เป็นงานเขียนที่สะท้อนถึงความยากลำบากจากชีวิตจริงของเขา ประกอบไปด้วยฉากต่างๆ ที่มาจากประสบการณ์ชีวิตของเขาจริงๆ
บัลซัคมีปัญหาสุขภาพตลอดชีวิตของเขา ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดในการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับครอบครัวก็ตึงเครียดจากทั้งปัญหาการเงินและบุคลิกส่วนตัว เขาสูญเสียเพื่อนไปมากกว่า 1 คนจากการวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน เขาแต่งงานกับ Ewelina Ha?ska ผู้ซึ่งเขาหลงรักมาเป็นเวลานานเมื่อปี ค.ศ. 1850 และเสียชีวิตหลังจากนั้น 5 เดือน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3_%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD_%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%84

จากข้อมูลในวิกิพีเดียไทย ที่เราเชื่ออย่างนั้น ก็ชีวิตของบัลซัค ก็เสียชีวิตไม่นานหลังจากแต่งงาน และเขาอายุแค่ 51 ปีเอง เป็นพล็อตเรื่องเศร้าของนักเขียน และถ้าคุณอยากสนใจเรื่องนักเขียนต่อ คือ…
บัญญัติ10ประการของ(คนอยากเป็น)นักเขียน
posted on 21 Nov 2009 18:17 by vaaaan แบบว่าไปเจอมาเลยเอามาแปลไว้เป็นแนวทางสำหรับคนอยากเป็นนักเขียน(จากหนังสือTruth and Lies in Literature)เป็นการเขียนตามคำขอของบรรณาธิการ เรมอนต์ บราวน์ จากนิตยสาร Writer’s Monthly ที่อยากให้เขียน

อะไรทีน มีสีสัน เอาไปใช้ได้จริงโดยที่เป็นแนวทางสำหรับคนที่อยู่ในวงการการเขียน(จะเขียนล้อ(ที่ไม่ใช่ล้อเลียน)บัญญัติ10ประการของยิว)
1.Thou shalt not drink,smoke or take drugs.
สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าดื่ม สูบ และเสพยา ข้อแรกเป็นคำแนะนำที่มีคำอธิบายง่ายๆว่า นักเขียนต้องใช้สมอง อย่าให้อะไรไปทำลายมัน
2.Thou shalt not have expensive habits.
สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ข้อนี้ก็ใกล้ๆตัว นักเขียนเอยจงอย่าหลงไหลไปกับวัตถุ เพราะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากสองสิ่งคือความสามารถและเวลา เวลาคือการใช้เวลาสำหรับการสังเกต เรียนรู้ และคิด ถ้าคุณใช้เวลาไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย(เช่น1ชั่วโมงในการหาเงินเพื่อซื้ออะไรแพงๆเป็นต้น นอกจากว่าคุณจะเกิดมารวย)
3.Thou shalt dream and write and dream and rewrite.
สูเจ้าเอ๋ยจงฝันเฟื่อง เขียน ฝันเฟื่อง และเขียนใหม่! การเขียนหนังสือคือการถ่ายทอดจินตนาการในหัวของเรา เราคิดสิ่งต่างๆให้โลดเล่นในหัวสมอง เราฝันเฟื่อง สังเกตการณ์ และแน่นอนว่าเราต้องเขียนมันลงไป(ทำนองว่าเราเป็นพยานของเรื่องราวต่างๆแล้วพยายามจะรายงานเรื่องพวกนั้น) แล้วเราก็ฝันอีกครั้ง และก็เขียนมันใหม่ อย่าปล่อยให้ใครมาบอกคุณว่า คุณกำลังหายใจทิ้งและทำให้เวลาเสียไปเปล่าๆ!
4.Thou shalt not be vain.
สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าสำคัญตัว จงอย่า(ผยอง)ยึดถือเอาตัวเองเป็นหลัก เรื่องราวมักจะห่วยและคุณย่อมไม่รู้จักตัวเองดีพอถ้าคุณเอาลักษณะที่คุณคิดว่าคุณเป็นมาเขียนเป็นเรื่องราว เช่นถ้าคุณติดเหล้า คุณก็จะวาดตัวเองลงไปพร้อมกับความน่าเห็นใจจำนวนมากซึ่งมันจะโคดน่าเบื่อ ผู้เขียนแนะนำว่าตัวเองได้ใช้ตัวเองเป็นวัตถุดิบในการเีขียนโดยสังเกตการตัวเองอย่างเรียบๆเพื่อสร้างตัวละคร(ไม่ได้เอาแบบว่า อ๊ะ ชั้นนี่แหละ เป็นคนดี ฉลาด สุขุม มีสเน่ห์ เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ แบบที่ทึกทักเอาแล้วเอามาเขียน งานมันจะไม่น่าสนใจ ผมว่าคล้ายๆกับว่าระวังมายาคติมาบังตาตัวเองเวลาเขียน งานมันจะไม่เวิร์คมัง)
5.Thou shalt not be modest.
สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าสงบเสงี่ยม จงอย่าถ่อมตัว(จนเกินไป) ข้อนี้แอบล้อกับข้อที่แล้ว ความถ่อมตนเป็นข้อแก้ตัวของคนปวกเปียก คนขี้เกียจ พวกตามใจตัวเอง ดังนั้นความทะเยอทะยานเล็กๆเป็นสิ่งที่จำเป็น เอ้า! ก้าวต่อไป(ตะโกนบอกตัวเอง!!!) จงพยายามที่จะเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ให้ได้!
6.Thou shalt thing continually of those who are truly great. สูเจ้าเอ๋ยจงระลึกถึงเหล่าผู้ยิ่งยงอย่างแท้จริงเถิด จงดูสิ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงได้กระทำอย่างพากเพียร!!!จงศึกษาชีวิตของพวกเขาว่าพวกเขาทำเช่นไรจึงประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเช่นนั้นได้ สิ่งต่างๆไม่ได้ได้มาโดยง่าย จงดูเถิดผองเรา แต่จงระวัง อย่าดูจากชีวประวัติของพวก

เขา(ชีวประวัติคืองานเขียนที่ว่าด้วยชีวิตของบุคคลที่คนอื่นเขียนให้ ทำไมน่ะหรือ เพราะชีวประวัติถูกเขียนและปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีสีสันอย่างหนังหรือละครเพื่อดึงดูด ความเพียรนั้นอาจถูกบึดเบือน จงอ่านบันทึก จดหมาย อนุทิน ของคนเหล่านั้นเพื่อความกำซาบถึงเส้นทางเถิด (เฮียแก

แนะนำไว้เล็กน้อยว่าควรอ่านอะไร ขอพิมพ์ไว้เตือนใจตนเอง)อาทิA Room of My Ownของ Virginia Woolf บทนำ(ใบรองปก)ในThe Dark Lady of the SonnetsของShaw,Martin EdenของJack London และทั้งหมดในLost IllusionsของBalzac
(เวอจิเนียวูฟเป็นนักเขียนหญิงชาวอเมริกันแห่งสมัยใหม่ ความโดดเด่นคือการใช้เทคนิคกระแสสำนึกมาเล่า Shaw คือจอร์จเบอร์นาดชอว์ นักเขียนนวนิยายและบทละครอเมริกันคนสำคัญ บัลซัก เจ้าพ่อนวนิยายสัจนิยมของฝรั่งเศสผู้เนรมิต(ชุด)สังคมมนุษย์ไว้บนหน้ากระดาษ)
7.Thou shalt not let a day pass without re-reading something great.
สูเจ้าเอ๋ยจงอย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยโดยไม่อ่านสิ่งอันยอดเยี่ยมแห่งโลกหล้า เพราะการที่จะเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมได้นันย่อมมีพื้นฐานมาจากการอ่างานระดับมาสเตอร์พีส ระดับโลก พวกเชคสเปียร์ สวิฟ(โจนาธาน สวิฟ นักเขียนแนวเสียดสี(satire) ที่ดังคือการเดินทางของกัลลิเวอร์)

และStern(ใครไม่รุ) (ผู้เขียนแนะนำให้หลีกเลี่ยงงานประโลมโลกที่ภาษาไม่สวย เนื้อหาซ้ำซาก)โดยแนะนำงานของ Pushkin, Gogal,Tolstoy, Dostoevkey, Stendhel,Balzac(ส่วนใหญ่เป็นงานแบบสัจนิยม ออกจะเป็นสัจสังคมนิยม งานพวกนี้จะเน้นการใช้ภาษาอธิบาย

ความที่ละเอียด และมุ่งสะท้อนความเป็นไปของสังคมอย่างตรงไปตรงมาทั้งแง่บวกและความฟอนเฟะยากลำบาก(ที่รู้จักเลยก็ตอสตอย เจ้าของงานวอร์แอนพีซ สุดยอดวรรณกรรมโลก ตอสโตเยฟกี้งานแนวสังคมนิยม ที่ดังคือพี่น้องคารามาชอฟ เน้นสะท้อนความยากลำบากของคน บัลซัก

เจ้าพ่องานสัจนิยมของฝรั่งเศส สำนักพิมพ์ผีเสื้อพิมพ์หลายเล่มเหมือนกัน(งานเจ๋งมาก ไว้จะเขียนโดยพิศดารอีกที)) สรุปง่ายๆก็ให้อ่านหนังสือดีๆนั่นแล ของไทยก็ลองดูพวกงานที่โลกยกย่อง ไม่ก็พวกงานรางวัล งานซีไรต์ต่างๆ เปนต้น (แลอยากรู้จักหนังสือวรรณกรรมดีๆ ติดตาม(Add)บลอคนี้สิจ๊ะ))
8.Thou shalt not worship London/New York/Paris.
สูเจ้าจงอย่าบูชาเพียงเมืองหลวง ไม่ใช่แต่เมืองหลวงเท่านั้นดอกที่ทรงคุณค่า ทุกพื้นที่นั่นแลต่างก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง สูเจ้าจงมองหาแลถ่ายทอดมันออกมาอย่างงดงามเถิด ไม่ต้องสนใจกระแสและแสงสีของเมืองใหญ่
ข้อนี้ผมว่าพิสูจน์แล้วนะครับ ผลงานเด่นๆส่วนนึงคือผลงานจากภูมิภาค เรื่องราวของพื้นถิ่นต่างๆที่ผสานเข้ากับเทคนิคและการตีความใหม่ก็มีคุณค่าในตัวเอง(ไม่ต้องแบบ โอ๊ย ต้องงานจากคนเมืองผู้ศิวิไลซ์) เห็นได้ชัดๆจากพวกงานซีไรต์ งานเรียบง่ายกวาดไปตรึม ลูกอีสานงี๊ ล่าสุดก็ลับแลแก่งคอย
9.Thou shalt write to please thyself.
สูเจ้าจงเขียนเพื่อตนเองอย่างที่อยากเขียนเถิดเขียนไปเถิดอะไรที่เจ้าอยากเขียน แล้วจงเขียนเพื่อตนเอง เพื่อทำให้ตนเองอ่านแล้วสุขสันต์ เพื่อให้ได้ระบายหรือแลกเปลี่ยนอะไรที่เจ้าคิด เจ้าสนใจ เจ้าเห็น แต่เจ้าต้องทำให้ตัวเองจริงๆพอใจต้องไม่หลอกตัวเอง(คล้ายๆว่าเขียนเถอะ เขียนเองอ่่าน

เอง อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย อ่านแล้วงานเรามันดีจริงๆ(ห้ามเข้าข้างตัวเอง) งานมันก็จะดีเอง)
10.Thou shalt be hard to please.
จงเป็นผู้พอใจอันใดยาก ต่อเนื่องจากข้อเมื่อครู่ ว่าจงมีมาตราฐานที่สูง งานของสูเจ้าก็จะถูกคัดกรองด้วยสูเจ้าเอง แล้วงานก็จะดีเอง
จบแล้ว
เหนื่อยมาก!!!
ปล Thou shalt คือyou shouldภาษาอังกฤษโบราณ สมัยก่อนภาษาอังกฤษก็จะผันกันคลี่แตก(คือไม่ได้ผันแค่สามช่องเหมือนเดี๋ยวนี้ จะผันไปตามประธานทุุกตัว ผันไปตามตำแหน่งด้วย ยุ่งยากมาก) ที่เขียนแบบนี้คงเขียนเลียนแบบบัญญัติสิบประการซึ่งเป็นของเก่านั่นเอง
ปล2 อาจมีแปล/แปลงมั่วบ้าง ตัดบ้าง สรุปเองบ้าง เขียนอ่านไม่รู้เรื่อง เม้นไว้เถิดจะได้แก้ไข
ปล3 ผู้มีฝันอยากเป็นนักเขียน จงเขียนและอย่าหยุดอ่าน!!!
สุดท้ายนี้สูเจ้าอย่าลืมติดตามนิตยสารของหมู่ตูข้าที่กำลังคร่ำเคร่งซุ่มทำโดยมุ่งมั่นเผยแพร่ความรู้ทางวรรณกรรมในรูปแบบแนวๆได้เร็วๆนี้
http://vaaaan.exteen.com/20091121/entry/page/2

บางคนอาจจะคิดว่าซีเรียสไปกับเรื่องราวการทำงานของนักอยากเขียน จึงขอเล่าเรื่องนี้ คือ…
SECRET SEX LIVES OF GREAT AUTHORS
ความลับทางเพศของนักเขียนระดับโลก
แปลและเรียบเรียงโดย : บรรจบ สันติเสรี
หากครูสอนวรรณคดีนำเกร็ดชีวิตส่วนตัวของนักเขียนชื่อดังมาบอกเล่า รับรองว่านักเรียนและนักศึกษาจะสนใจวิชานี้มากกว่าที่เป็นอยู่ โรเบิร์ต ชนาเกนเบิร์ก (Robert Schnakenberg) นักเขียนรุ่นหลังตั้งใจไปค้นความลับทางเพศของนักเขียนรุ่นก่อนมาตีแผ่
ออเนอร์ เดอ บัลซัก : มีเซ็กซ์แต่ไม่อยากหลั่ง
เมื่อพูดถึงการหลั่ง บัลซัก (Honore De Balzac) เปิดเผยกับเพื่อนๆ ว่าเขาไม่ชอบหลั่งระหว่างที่มีเซ็กซ์ เหตุผลคือเขากลัวพลังสร้างสรรค์จะหดหาย “แม้ไม่ถึงขั้นตัดเป็นตัดตายกับการหลั่ง ถ้าเลือกได้เขายินดีที่จะไม่หลั่งมากกว่า” เพื่อนสนิทคนหนึ่งบันทึกไว้
>“สำหรับบัลซัก สเปิร์มหรือน้ำรักหมายถึงของเหลวซึ่งกลั่นมาจากสมองส่วนที่สร้างปัญญาและความเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงควรกักเก็บไว้เพื่อรักษาพลังสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยศักยภาพของศิลปิน”
ครั้งหนึ่ง หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายด้วยการหลั่งระหว่างมีเซ็กซ์กับชู้รัก บัลซักถึงกับหลุดปากออกมาว่า “เช้านี้ฉันคงเขียนนิยายไม่ได้แน่”
จอร์จ กอร์ดอน, ลอร์ด ไบรอน : เซ็กซ์ในหมู่เครือญาติ
ในบรรดาชู้รักจำนวนมากของไบรอน (Lord Byron) มีน้องสาวร่วมสายเลือด (half sister) ชื่อ ออกัสตา ลีห์ (Augusta Leigh) รวมอยู่ด้วย แม้หล่อนจะแต่งงานแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์กับคนในสายเลือดเดียวกัน (incest) ทำไมคุณต้องใส่ใจการเป็นชู้?
นักวิชาการจำนวนมากในปัจจุบันยืนยันตรงกันว่า เมโดร่า (Medora) ลูกสาวของออกัสตา ลีห์ คือผลิตผลของไบรอน คำยืนยันดังกล่าวทำให้นักเขียนผู้นี้มีชีวิตที่ลึกลับซับซ้อนกว่าที่เราเคยรู้หรือเคยคิด
วิลเลียม เช็กสเปียร์ : จอมเจ้าเล่ห์ในเกมรัก
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเช็กสเปียร์ (William Shakespeare) ตัดหน้าเพื่อนนักแสดง ริชาร์ด เบอร์เบจ (Richard Burbage) ไปมีสัมพันธ์สวาทกับสาวน้อยนางหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับโรงละคร ความจริงหญิงสาววางแผนนัดพบกับเบอร์เบจอย่างลับๆ
โดยบอกเขาว่าไปถึงให้แนะนำตัวเองว่าริชาร์ดที่ 3 ปรากฏว่าเช็กสเปียร์ได้ยินการนัดแนะกันโดยบังเอิญ เขาจึงรีบไปที่บ้านของหญิงสาว บอกโค้ดเนมที่ตกลงกันไว้ตรงประตู
และได้ขึ้นไปยังห้องนอนของหญิงสาว เมื่อเบอร์เบจมาถึงหลังจากนั้นไม่กี่นาที เช็กสเปียร์เขียนโน้ตถึงเขาว่า “วิลเลียมมหาราชต้องมาก่อนริชาร์ดที่ 3”
ดับเบิลยู. บี. ยีตส์ : มนุษย์วานร
ก่อนยุคไวอากร้า ผู้สูงอายุมักใช้วิธีไปหาหมอเถื่อนให้ช่วยรักษาอาการนกเขาไม่ขันทั้งด้วยการกินยาและผ่าตัด ยีตส์ (W.B. Yeats) ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น ด้วยความตั้งใจจะทำให้อาวุธคู่กายเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง กวีอาวุโสเดินทางไปเวียนนาเพื่อรับการผ่าตัดที่เรียกกันว่า Steinach Operation
ซึ่งเป็นการผ่าตัดลูกอัณฑะจากการคิดค้นของสไตแนช ร่ำลือกันว่าสามารถนำความเป็นหนุ่มกลับมาได้ (ซิกมันด์ ฟรอยด์ เคยผ่าตัดแบบนี้เช่นกัน ก่อนหน้ายีตส์หลายปี แต่ไม่ได้ผล)
ต่างจากกรณีของยีตส์ หลังจากใช้เวลา 15 นาที ผ่าตัดเอาต่อมน้ำเชื้อของลิงฝังเข้าไปในถุงอัณฑะ ปรากฏว่าเขาสามารถกลับมาเป็นหนุ่มได้อีกครั้ง และยังให้เครดิตหมอผ่าตัดว่าไม่เพียงทำให้พลังสร้างสรรค์ของเขากลับคืนมา แต่ยังให้แรงปรารถนาทางเพศแก่เขาด้วย “และพลังนั้นจะอยู่กับผมจนวันตาย”
ไม่นานหลังการผ่าตัด ยีตส์เริ่มหาความสุขจากความเป็นหนุ่มครั้งที่สอง ด้วยการมีหวานใจคนใหม่อายุเพียง 27 ปี เป็นทั้งนักแสดงและกวีสาว เธอคือมาร์โกต์ รุดด็อค (Margot Ruddock) สาวน้อยผู้เป็นแรงใจให้กวีใหญ่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต
เจมส์ จอยซ์ : เปลือยตัวตนผ่านจดหมายรัก
คำกล่าวที่ว่าเจมส์ จอยซ์ (James Joyce) เป็นนักเขียนซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการทางเพศนั้น ยังไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง “อวัยวะสองชิ้นบนเรือนร่างของเธอซึ่งคลุกคลีกับสิ่งสกปรก สำหรับฉันมันช่างน่ารักมากที่สุด”
จอยซ์เขียนไว้ในจดหมายที่แสนจะโรแมนติกและอีโรติกซึ่งส่งถึง นอร่า บาร์นาเคิล (Nora Barnacle) คนรักที่คบหากันยาวนาน “ฉันหวังว่าเธอจะตบฉันหรือเฆี่ยนฉันอยู่เสมอ” เขาระบายความในใจออกมาในจดหมายอีกฉบับ “ฉันชอบถูกโบยด้วยน้ำมือของเธอ นอร่าที่รัก”
นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในจดหมายซึ่งยังไม่ค่อยหวือหวาเท่าใดนัก เพราะจริงๆ แล้วจดหมายรักของเจมส์ จอยซ์ เต็มไปด้วยคำบรรยายอย่างละเอียดลออและโจ่งแจ้ง เกี่ยวกับการแสดงออกทางเพศที่เขาแบ่งปัน หรือต้องการจะแบ่งปันกับนอร่า
ท่ามกลางคำเปรียบเปรยที่จอยซ์เลือกมาใช้เพื่อบรรยายสรีระของนอร่า ทำให้เราพบว่าเขาหลงใหลคลั่งไคล้ทั้ง “ประตูหน้า” และ “ประตูหลัง” ของเธอ และดูเหมือนว่านักเขียนผู้นี้จะชื่นชอบกลิ่นผายลมของผู้หญิงเป็นพิเศษ
อีกทั้งยังชอบดูรอยเปรอะเปื้อนบนกางเกงในของเธอด้วย ประหลาดไหม? ประหลาดแน่ แต่เซ็กซี่หรือเปล่า? นั่นขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจของแต่ละคน
แล้วนอร่าชอบดมกางเกงในของชู้รักบ้างหรือไม่? ไม่มีใครรู้คำตอบเพราะจดหมายของเธอหายสาปสูญไปหมดแล้ว แม้ว่าบางตอนในจดหมายของจอยซ์จะแสดงให้เห็นว่าเธอมีรสนิยมทางเพศไม่ต่างจากเขา บางครั้งอาจมีดีกรีรุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป
“เธอทำให้ฉันกลายเป็นสัตว์ป่า” จอยซ์เขียนไว้ในจดหมายอีกฉบับ “เพราะความซุกซนและหน้าด้านของเธอ ทำให้เราก้าวไปด้วยกันบนเส้นทางสายนี้”
http://article.zubzip.com/?4948

ตอนท้ายของวันนี้ ก็ผมอยากเล่าเรื่องหนัง ที่ผมมีโอกาสได้ดูหนึ่งเรื่องของสแตนลีย์ คูบลิค คือ ผู้กำกับ 2001 : odyssey และเขากำกับเรื่อง eyes wide shut ซึ่งผมดูหนังเรื่องนี้ผ่านๆเร็วๆ และผมอยากดูมานานไม่มีโอกาสดู ก็เป็นหนังที่ถูกห้ามฉายในไทยเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากฉากเซ็กส์ และบางฉากก็เอื่อยๆอย่างที่มีคนแสดงความคิดเห็นไว้ และหนังยังสื่อแบบเรื่องเซ็กส์ปมความต้องการ ความดี ศีลธรรมของคนดีอย่างพระเอก ที่มีความรักเดียวใจเดียว ผัวเดียวเมียเดียว และความไม่กล้าสำส่อนของเขา ซึ่งเขามีโอกาสไปงานปาร์ตี้ใส่หน้ากาก

ที่มีพิธีกรรมประหลาดของชนชั้นสูง ก็มีลักษณะร่วมเพศมาก แต่เขาก็ไม่กล้า และเกือบตาย ซึ่งลองดูข้อมูลเพิ่มเติมคนเขียนเรื่องEyes wide shut (กระทู้เรทX) มีหญิงสาวนางหนึ่งบอกกับผมว่าชอบชื่อหนังเรื่องนี้ดี เพราะมันเป็นชื่อมีความขัดแย้งในตัวเอง (Oxymoron) นั่นคือดวงตาเปิดกว้าง แต่

ปิด……http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=30-05-2005&group=4&gblog=97

เพราะว่าEyes Wide Shut – Theatrical Trailer ก็มีคนแสดงความคิดเห็นในยูทิว กรณีเรื่องilluminati โดยผมคิดว่าน่าจะเหมือนกับลัทธิหนึ่งในหนังสือของแดน บราวน์ และลัทธิที่เกี่ยวกับแสงสว่าง คือ คุณลองดูความคิดของsweetymuffin14 (2 เดือนที่ผ่านมา)…
@lotr450 this movie has nothing to do with the illuminati. Its an interpretation of the german book “Traumnovelle” by Arthur Schnitzler. And I dont think Kubrick was killed because he “exposed these occult societies”.

Those are just some rich ppl who want to live out their horny fantasies.? Read the book. Its about wild fantasies and dreams.

-คุณลองค้นหาคำว่าeyes wide shut.wmv ในยูทิว จะมีการนำหนังเรื่องนี้ มาตีความกันมาก เช่น Kubrick’s Eyes Wide Shut and Illuminati Symbology เป็นตัวอย่างการถอดรหัสหนังสัญลักษณ์ของคูบลิกในเรื่องEyes Wide Shut และสัญลักษณ์อิลลูมาตี ในประเด็นสัญลักษณ์ของหนัง ในการใช้แสง สี ต้นคริตสมาส ซาตาน ฯลฯ เป็นต้น ลองดูเพิ่มเติม น่ะครับ
Kubrick’s Eyes Wide Shut and Illuminati Symbology

ทั้งนี้ Eyes Wide Shut trailer(หนังเรื่องนี้ตอนสร้างก็นิโคล คิดแมน กับทอม ครูซ ยังเป็นผัวเมียกัน น่ะครับ) และเมื่อเราโฟกัสเฉพาะเรื่องกลุ่มอิลูมิเนติค Illuminati คือตระกูลอำมาตย์ที่กลายมาเป็นตระกูลชนชั้นกลาง และตระกูลผลิตสื่อครอบงำโลกด้วย ในฐานะของความฝันหรือ

ความจริงอันโหดร้ายของหนังเรื่องeyes wide shut เหมาะกับการทบทวน…คำจารึกอันเก่าและใหม่ : เมื่อฉันเข้าหาคนพวกนั้น ฉันได้พบพวกเขาพักพิงอยู่บนความทรนงอวดดีแบบเก่าๆ ความอวดดีที่ว่า พวกเขารู้กันมานานแล้วเกี่ยวกับสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วร้ายสำหรับมนุษย์ เรื่องราว

ทุกอย่างของคุณธรรมดูเหมือนจะเป็นสิ่งเก่า และอ่อนเปลี้ยสำหรับมนุษย์ และใครก็ตามที่ต้องการจะหลับสนิทก็ยังคงพูดถึงความดีและความชั่วร้ายก่อนนอน”(เทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า15-16)

อย่างไรก็ตาม ถ้าเมตาฟิสิกส์(อภิปรัชญา) ในทัศนะนิทเช่ คือ ตัวอย่างของเรื่องในเทวาสายันห์ บท “เหตุผลในปรัชญา” และโลกที่แท้จริงกลับกลายเป็นนิยายไปในที่สุดได้อย่างไร เป็นทฤษฎีเจตน์จำนงต่ออำนาจของเขา เริ่มต้นด้วยนัยทางจิตวิทยา แต่บางครั้งมันก็พัวผันไปถึงเรื่องเมตา

ฟิสิกส์(หนังสือเทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า11) ก็คุณอาจจะปวดหัวได้ และผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาโลกตะวันออก และปรัชญาของหนังตลกๆ ในเรื่องไซอิ๋ว95เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน14

โดยผมทิ้งท้ายกับบทเพลงของGordon Lightfoot…Beautiful
At times I just don’t know How you could be anything but beautiful I think that I was made for you And you were made for me And I know that I won’t ever change We’ve been friends through rain or shine
For such a long, long time Laughing eyes and smiling face It seems so lucky just to have the right Of telling you with all my might You’re beautiful tonight And I know that you won’t ever stray
Cause you’ve been that way from day to day For such a long, long time And when you hold me tight How could life be anything but beautiful I think that I was made for you And you were made for me

And I know that I won’t ever change We’ve been friends through rain or shine For such a long, long time Well, I must say it means so much to me To be the one who’s telling you
I’m telling you, that you’re beautiful.
http://www.lyricsdepot.com/gordon-lightfoot/beautiful.html

————————-
วันที่ 19 สิงหา 54
วันที่ 19 สิงหา พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) – ประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีการให้ประชาชนร่วมลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พุทธศักราช 2550
http://th.wikipedia.org/wiki/19_%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

โดยครบรอบสี่ปีสำหรับการเกิดของเหตุการณ์ให้ประชาชนร่วมลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี2550 ถ้านับอย่างนั้น ก็เหมือนมีเด็ก หรือลูกเกิดอยู่ในบ้าน และถ้าเด็กเหมือนผ้าขาว ไม่ได้คิดอะไร หรือคนเราไม่ได้คิดอะไร ก็จริงหรือไม่? ในทางจิตวิทยา ส่วนปรัชญา ในแง่ทฤษฎีความรู้ ซึ่ง

ผมนำชิ้นส่วนของนิทเช่ มาเล่าต่อในเรื่องการเล่นคำของเดสการ์ต(และคานท์) คือ ฉันคิด ฉันมีอยู่ เป็นเรื่องความเชื่อว่ามี “ความแน่นอนอันฉับพลัน” ดำรงอยู่อย่างเช่น “ฉันคิด” แต่ข้าพเจ้าขอย้ำสักร้อยครั้งว่า “ความแน่นอนอันฉับพลัน” ซึ่งก็เหมือนกับ “ความรู้ขั้นสูงสุด” และ “สิ่งในตัวมัน

เอง”(thing in itself) นั้น กอปรไปด้วย a contradiction in adjecto(ความขัดแย้งในรูปแบบ)… เมื่อข้าพเจ้าวิเคราะห์เรื่องที่แสดงออกมาในประโยค “ฉันคิด” ข้าพเจ้าก็นึกถึงถ้อยความที่จะยืนยันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งยากที่จะพิสูจน์ หรือบางทีก็เป็นไปไม่ได้เอาเลย ตัวอย่างเช่น

ตัวฉันเอง คือ ผู้คิดต้องมีบางสิ่งเป็นตัวคิด การคิดเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง และเป็นปฏิบัติการของสิ่งที่มีอยู่จริง ซึ่งถูกคิดถึงในฐานะที่เป็นสาเหตุ กล่าวคือ ตัว “ฉัน” ดำรงอยู่ สิ่งที่ “คิด”…. วางแบบขึ้นนั้นได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว คือ ฉันรู้อยู่ว่าการคิด คือ อะไร…(ในแง่นี้) มีปัญหาทางเมตา

ฟิสิกส์อยู่จำนวนหนึ่งด้วย…: ฉันเอาความคิดเรื่องการคิดมาจากไหน? ทำไมฉันจึงเชื่อในสาเหตุและผลลัพธ์? อะไรให้ความชอบธรรมแก่ฉันในการที่จะกล่าวว่า ตัวฉันเองเป็นสาเหตุ….กล่าวว่า ตัวฉันเองเป็นสาเหตุแห่งความนึกคิดทั้งหลาย?….(หนังสือเทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า38)

และกลับกันฉันลืมคิด หรือเราเรียนมาความรู้ ก็ลืมอยู่ในโลกแห่งความจริง ที่ต้องทำงานปฏิบัติการตามสายผานระบบของทุนนิยม ก็ปกป้อง และต่อต้านสหภาพแรงงาน เป็นตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเรากลับกลายไปรับใช้นายทุน หรือ เราจะกล่าวว่า การคิดของเดสการ์ต คือ ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ ถ้า

แบบย่อๆง่ายๆ ในอีกด้านหนึ่งของกลไกของมนุษย์ทางกายภาพ สรีรวิทยา เชิงวิทยาศาสตร์ของสมอง ก็ทำให้คิดตลอดเวลา หรือคุณ อาจจะมีทางเลือกหนึ่ง คือ คุณไม่คิดอะไร(มาก) และถ้าคุณเลือกไม่คิดมาก ก็อาจจะเป็นการเลือกไม่ผิดก็ได้ น่ะครับ

จากบัญญัติ10ประการของ(คนอยากเป็น)นักเขียน ซึ่งผมเพิ่งมาทบทวนสังเกตเห็นข้อมูล ที่ผมอ้างอิงผิดไป คือ เวอจิเนียวูฟเป็นนักเขียนหญิงชาวอเมริกันแห่งสมัยใหม่(นักเขียนอังกฤษ) ความโดดเด่นคือการใช้เทคนิคกระแสสำนึกมาเล่า Shaw คือจอร์จเบอร์นาดชอว์ นักเขียนนวนิยายและ

บทละครอเมริกันคนสำคัญ (นักเขียนอังกฤษ) ในสายตา คือ อะไร?

ถ้าEyes Wide Shut ในฐานะของความฝันหรือความจริงอันโหดร้ายของหนังเรื่องeyes wide shut เหมาะกับการทบทวน…คำจารึกอันเก่าและใหม่ : เมื่อฉันเข้าหาคนพวกนั้น ฉันได้พบพวกเขาพักพิงอยู่บนความทรนงอวดดีแบบเก่าๆ ความอวดดีที่ว่า พวกเขารู้กันมานานแล้วเกี่ยว

กับสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วร้ายสำหรับมนุษย์ เรื่องราวทุกอย่างของคุณธรรมดูเหมือนจะเป็นสิ่งเก่า และอ่อนเปลี้ยสำหรับมนุษย์ และใครก็ตามที่ต้องการจะหลับสนิทก็ยังคงพูดถึงความดีและความชั่วร้ายก่อนนอน”(เทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า15-16)

อย่างไรก็ตาม ความคิดการเกิดซ้ำชั่วนิรันดรของนิทเช่ อาจไม่เกี่ยวกับกล่าวซ้ำ แต่ผมจะกล่าวซ้ำ(ฮา) โดยถ้าเมตาฟิสิกส์(อภิปรัชญา) ในทัศนะนิทเช่ คือ ตัวอย่างของเรื่องในเทวาสายันห์ บท “เหตุผลในปรัชญา” และโลกที่แท้จริงกลับกลายเป็นนิยายไปในที่สุดได้อย่างไร เป็นทฤษฎีเจตน์

จำนงต่ออำนาจของเขา เริ่มต้นด้วยนัยทางจิตวิทยา แต่บางครั้งมันก็พัวผันไปถึงเรื่องเมตาฟิสิกส์(หนังสือเทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า11) ก็คุณอาจจะปวดหัวได้ และผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาโลกตะวันออก และปรัชญาของหนังตลกๆ ในเรื่องไซอิ๋ว95เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน ซึ่งผมไม่อยากให้

ตีความกันมากมาย แต่มีความสุขตลกๆ เพราะว่า ผมเคยเครียดกับการเขียนบทความ ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550: นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย…มาแล้วกับปัญหาความเชื่อของมนุษย์ เป็นเรื่องเล่าโครงเรื่องที่ผมอยากเขียนสั้นๆ น่ะครับ

เมื่อชีวิตส่วนตัวของผม ในวันนี้ ก็ผมไม่มีเวลาเขียนอะไร จะหยุดไปทำงานอื่น ซึ่งผมเคยมีปัญหายางมอเตอร์ไซด์ รั่ว ฯลฯ และเราจำเป็นต้องคิดมาก เมื่อไหร่ กรณียางรั่ว หรือระเบิด ก็ทำให้ผมคิดว่า มีเรื่องน่าสนใจง่ายๆ ที่บางคน ก็คิดอยู่เหมือนกัน คือ…ปกติเวลาเราบดมันไปยางในของ

รถมันมักจะฉีกเป็นวงกว้าง จะปะก็ปะไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยางในแทน และการบดจะทำให้ขอบยางนอกสัมผัสกับกระทะล้อที่มันเป็นโลหะทำให้ยางนอกมันเสียเร็วกว่าปกติไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเผลอๆ กระทะล้อเบี้ยว ต้องเปลี่ยนกันให้เสียเงินมากขึ้นไปอีก แต่การบดมันก็เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวก

เรา เพราะไม่ต้องเข็นให้เสียแรง แค่เสียตังค์มากขึ้นเท่านั้นเอง การเข็นก็เป็นอะไรที่ตรงกันข้าม การเข็นเราก็จะเหนื่อยเสียแรง ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบช่วงนี้แล้ว เล่นทำเอาเหงื่อออกอย่างกับอาบน้ำมาเลยทีเดียว แต่มันก็ทำให้ยางนอกไม่เสียเผลอๆ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนยางใน สามารถปะได้ง่ายๆ สน

ทราคาการปะยี่สิบบาท เสียแรงแต่เสียตังค์น้อย คนเราก็แบบนี่แหละครับ มักมีเรื่องที่ได้อย่างเสียอย่างอยู่เสมอ
หากสัมพันธ์รักของคุณมีรอยรั่ว
คิดให้มากเข้าไว้ก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไปนะครับ
ไม่ว่าจะเลือก บด หรือ เข็น ก็ตาม
http://wellberocku.exteen.com/20090304/entry

ส่วนวันนี้ ก็ผมเขียนสั้นๆ และผมอยากทิ้งท้ายด้วยเพลงสองเพลง และเพลงไทย

[MV] กรุณาฟังให้จบ – แช่ม แช่มรัมย์(บทเพลงร่วมสมัยที่คนพูดถึงกันบ่อย )
เนื้อเพลง : กรุณาฟังให้จบ – แช่ม แช่มรัมย์ แช่ม แช่มรัมย์ – กรุณาฟังให้จบคำร้อง/ทำนอง พยัต ภูวิชัยเรียบเรียง ขจัดภัย กาญจนาภา

มีเวลาสักสองสามนาทีไหมถ้าเธอไม่ยุ่งอะไรขอฉันคุยด้วยสองสามคำมีเรื่องค้างใจมากมายอยู่เป็นล้านคำย่อมาแล้วเหลือแค่สั้นๆแค่ที่มันสำคัญจริงๆกรุณา

ฟังๆ ฉันให้จบๆๆ แล้วจะบวกจะลบก็ตามใจถ้าเธอมีเวลา พอให้รบกวนได้ช่วยฟังความในใจ สักนิดนึงหลับตาลงก็เห็นแต่ใบหน้าเธอกี่เช้าตื่นมาก็เจอว่าคิดถึงเธออยู่เป็นประจำใจมันก็ลอยออกไปหาเธออยู่ทุกเช้าค่ำไม่รู้จะทำยังไงอยากมีเธออยู่เคียงข้างกายให้เธอเป็นคนรักคนสุดท้ายตลอด

ชีวิตไม่คิดให้ใครแค่เธอผู้เดียวที่ใจฉันเห็นว่าใช่ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้ใจก็ถือโอกาสตรงนี้บอกกันซะเลยจะคิดยังไงกับฉัน ก็แล้วแต่เธอเก็บมานานมากจนล้นใจอย่างนี้ก็เพราะคิดว่าเธอมีแฟนอยู่แล้วก็เลยไม่กล้าแต่ก็นะ เกินห้ามใจที่รักมากกว่าห้ามต่อไปเดี๋ยวกลายเป็นบ้าอย่าเพิ่งหาว่าฉันมาก

มายกรุณาฟังๆ ฉันให้จบๆๆ แล้วจะบวกจะลบก็ตามใจถ้าเธอมีเวลา พอให้รบกวนได้ช่วยฟังความในใจ สักนิดนึงหลับตาลงก็เห็นแต่ใบหน้าเธอกี่เช้าตื่นมาก็เจอว่าคิดถึงเธออยู่เป็นประจำใจมันก็ลอยออกไปหาเธออยู่ทุกเช้าค่ำไม่รู้จะทำยังไงอยากมีเธออยู่เคียงข้างกายให้เธอเป็นคนรักคนสุด

ท้ายตลอดชีวิตไม่คิดให้ใครแค่เธอผู้เดียวที่ใจฉันเห็นว่าใช่ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้ใจก็ถือโอกาสตรงนี้บอกกันซะเลยจะคิดยังไงกับฉัน ก็แล้วแต่เธอ
http://www.musicatm.com/thai/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%9A-%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C-23342.html


เมื่อผมนึกถึงคำว่า “จีบ” อยู่ดีๆ สระอี ก็หายไป กลายเป็นจบ ซึ่งผมอยากทิ้งท้ายถึงHope และHappy Ending…
newsboys – entertaining angels (music video)

วันที่ 20 สิงหา 54
วันที่ฝนตกเกือบตลอดเวลา และตอนเย็น ก็ฝนค่อยเบาลง และผมย้อนคิดเรื่องเพื่อนเก่าสมัยมัธยมปลายโทรมาหา และผมนึกถึงคนรัก นัดหมายหญิงสาวต่างๆ จากชีวิตของผม เป็นแง่มุมหนึ่งของหนังEyes wide shut และบางคนก่อนนอน กับการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิตามแบบบางคน

และผมจินตนาการบางครั้ง หรือมันเป็นในความฝัน เหมือนแสงเข้าตาสว่างตลอดเวลา(คนละความหมายในตาสว่างการเมืองน่ะครับ) ก็อยากย้อนเวลากลับเป็นเด็กชาย(boy) ซึ่งไม่ต้องย้อนเวลาไปถึงชาติกำเนิด หรือชาติตระกูลไปมากหรอกครับ เพราะว่าชีวิต ก็มีงานต่างๆ ซึ่งอะไรคือ ขีดจำกัดของการตีความงานเขียนของผม โดยไม่ได้ต้องการให้ใครมาตีความน่ะครับ ที่ผมเคยพูดถึงไว้ ในแนวคิดต่างๆ

เมื่อวันที่12สิงหาเป็นวันแม่ และ18 สิงหา ผ่านมา คือ วันวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องร.4 และเมื่อวันที่28 ก.ค. 2011 ที่ผ่านมา.. เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ สิ้นพระชนม์ สำนักพระราชวังประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ โดยพระองค์ เป็นพระ

ธิดาองค์เดียวของรัชกาลที่6 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นเครือญาติของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา(ดูเพิ่มเติมวิกิพีเดีย) …19 สิงหา พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) – สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2 สหรัฐอเมริกาประกาศว่าการประกาศสงครามของไทย

เป็นโมฆะเพราะขัดกับเจตจำนงของประชาชน 19 สิงหา พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี: เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรกับผู้ขับไล่ที่ห้างสยามพารากอน

-อะไร คือ ความจริง ในบางครั้ง ก็ผมฟังคนพูด(Speaker) ที่มีการพูดว่า เงินไม่สำคัญ ไม่จำเป็น ก็เกินไปสำหรับโลกทุนนิยม เพราะมันไม่เป็นจริง และบางคนพูด ก็รับเงินเดือนมากมาย ละก็ยิ่งทำให้ผมไม่เชื่อใหญ่เลย กลับกันเรื่องความเชื่อต่อผู้อื่น และความเชื่อต่อตัวผม ก็ขอไม่เล่า

ขยายความเพิ่มเติม ก็ผมมักถูกคนใส่ร้ายบ้าง และผมจำได้ว่า เพื่อนที่ตายไปของผม ก็เคยเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟังว่ามีคนสร้างเรื่องให้เขาเข้าใจผมผิดไป ซึ่งผมทำใจไม่เอาใส่ใจไม่มีโอกาสแก้ตัว และไม่จองเวร ตามกงล้อกรรมลักษณะคุณธรรม เลยครับ

เมื่อผมทิ้งท้ายด้วยบทเพลงช้าง กรณีย้อนกลับวัยเด็ก และเพลงต่างๆ ซึ่งผมเคยเอามาเผยแพร่บางส่วนบ้างแล้ว
กำเนิดเพลงช้าง
เพลงสำหรับเด็ก มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์การร้องเพลง การปรบมือ การเคาะจังหวะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้การขับร้องและดนตรี คุณมธุรส วิสุทธกุลได้นำเสนอที่มาของเพลง ช้าง ช้าง ช้างในหนังสือต่วยตูนฉบับปักษ์แรก.กันยายน 2548…
ใครๆก็คงรู้จักเพลง”ช้าง”เคยได้ยินได้ฟังได้ร้องกันมาบ้างละน่า
ช้าง ช้าง ช้าง หนูรู้จักช้างหรือเปล่า
ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกมันยาวเรียกว่างวง
สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว
เพลงนี้คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นผู้แต่งเป็นเพลงร้องสำหรับเด็กให้แก่รายการ”วิทยุโรงเรียน” เป็นบทเรียนในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียนรู้จักและทราซึ้งในเพลงไทยโดยใช้ทำนองเพลงเก่าคือ เพลงพม่าเขว
พอใช้เนื้อร้องเข้าไป พอเหมาะพอเจาะ สนุกสนาน ร้องก็ง่าย เป็นที่ติดอกติดใจกันตั้งแต่เด็กอนุบาล ไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ทุก ยุคทุกสมัยมีผู้นำไปร้องกัน หลายแบบฉบับ หลายลีลา อัดเทปก็มาก ร้องสดก็มี (นายสอนเห็นวิทยากรบางท่านนำไปใช้ในการฝึกอบรมเปลี่ยนเป็นจังหวะ

ช่า ช่า ช่าทีมีความเร็วสนุกสนานคำร้องก็จะเปลี่ยนไปเป็น ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง คือเพิ่มเป็น 5 พยางค์)มีการขอลิขสิทธิ์ไปใช้ประกอบการแสดงก็เยอะ เช่นการแสดงของภูเก็ตแฟนตาซี ซึ่งมีConceptเป็นเรื่องของช้าง เป็นต้น
เพลง”ช้าง” ได้รับการยกย่องคัดเลือกเป็นเพลงประเทศภาคพื้นเอเซียโดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งเอ ซีย หน่วยงานของยูเนสโก (ACCU:Asian Cultural Centre for UNESCO) ซึ่งเป็นองค์หนึ่งของสหประชาชาติ
การนำเพลงไปใช้ในกิจกรรม: นายสอนคิดว่าผู้ที่จะเป็นผู้นำนันทนาการ วิทยากรการบรรยายสามารถนำไปใช้ในการฝึกอบรมได้โดยการเริ่มตั้งแถวหน้ากระดาน เรียงหนึ่งแล้วสั่งขวาหัน(ธรรมชาติการเต้นรำ ลีลาศต้องทวนเข็มนาฬิกา) หัวแถวชูมือขวาเลียนแบบงวงช้าง ทุกคนก้มตัวยื่นมือ

ซ้ายลอดขาตนเองให้คนต่อไปจับด้วยมือขวาต่อกันเรื่อยๆจน ถึงคนสุดท้ายทำมือซ้ายเลียนแบบหางช้าง พอเสียงเพลงดังขึ้น(เทป)หรือร้องสดร่วมกัน ผู้เล่นเดินไปรอบๆวงเลียนแบบช้างต่องวงเดินไปเรื่อยๆจนกว่าวิทยากรจะเหนื่อย …(ฮา)
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=1f7e1e6e9334a30d

ฝนทำไมจึงตก(ผมหาประวัติไม่ได้และเพลงหลายเวอร์ชั่น กับเนื้อร้องหลายแบบคล้ายเพลงช้าง)
“…ฝนทำไมจึงตก จำเป็นต้องตก เพราะกบมันร้อง กบทำไมจึงร้อง
จำเป็นต้องร้อง เพราะท้องมันปวด ท้ออออง…ทำไมจึงปวด
จำเป็นต้องปวด เพราะข้าวมันบูด ข้าวทำไมจึงบูด จำเป็นจ้องบูด
เพราะพื้นมันเปียก พื้นทำไมจึงเปียก จำเป็นต้องเปียก
เพราะฝนมันตก…”
เพลงเด็กๆ เพลงกบร้องท้องปวด kid song

All Together Separate “It Will Be Worth It All”
It will be worth it all someday It will be worth it to go the straight and narrow way When we finally see His face And feel His warm embrace It will be worth it all that day These present troubles don’t compare
To all the glory our God, He has prepared ‘Cause when we finally see His face And feel His strong embrace It will be worth it all that day And I can see the angels as they celebrate and call your name
And I can hear teh Father, with a tear in His eye
As He says well done my good and faithful servant Well done It will be worth it all It will be worth it all
It will be worth it all that day
http://www.elyrics.net/read/a/all-together-separate-lyrics/it-will-be-worth-it-all-lyrics.html

Joni Mitchell-Chinese Cafe/UNCHAINED MELODY
Caught in the middle Carol, we’re middle class We’re middle aged We were wild in the old days Birth of rock ‘n roll days Now your kids are coming up straight And my child’s a stranger
I bore her But, I could not raise her Nothing lasts for long– Nothing lasts for long– Nothing lasts for long– Down at the Chinese Cafe We’d be dreaming on our dimes
We’d be playing–”Oh my love, my darling” One more time Uranium money Is booming in the old home town now It’s putting up sleek concrete Tearing the old landmarks down now
Paving over brave little parks Ripping off Indian land again How long–how long Short sighted business men Ah, nothing lasts for long–Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–
Down at the Chinese Cafe We’d be dreaming on our dimes We’d be playing–”You give your love, so sweetly”
One more time
Christmas is sparkling Out on Carol’s lawn This girl of my childhood games With kids nearly grown and gone Grown so fast Like the turn of a page We look like our mothers did now When we were those kids’ age
Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–
Down at the Chinese Cafe
We’d be dreaming on our dimesWe’d be playing–”Oh my love, my darlingI’ve hungered for your touch A long lonely time And time goes by so slowly
And time can do so much Are you still mine? I need your love I need your love
God speed your love to me.”
(Time goes–where does the time go–
I wonder where the time goes. . .)

http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/CHINESE-CAFE-UNCHAINED-MELODY-lyrics-Joni-Mitchell/FCFD2091354BF35E48256A4200836114

บางครั้งชาติจึงเป็นความจริงชนิดที่คุณต้อง (หลับหู?) หลับตาแล้วจึงเห็น เป็นสิ่งที่สร้างด้วยจินตกรรม และชาติ อยู่ในหัวสมองจากกายภาพ แม้แต่ตอนหลับ ที่มีจมูกหายใจ และฝันในจินตกรรม ไม่มีชาติ…
Progress (a. k. a. The Dream Before) – Laurie Anderson Live in San Remo 2001
Hansel and Gretel are alive and well And they’re living in Berlin She is a cocktail waitress He had a part in a Fassbinder film
And they sit around at night now drinking schnapps and gin And she says: Hansel, you’re really bringing me down And he says: Gretel, yu can really be a bitch
He says: I’ve wated my life on our stupid legend When my one and only love was the wicked witch.

She said: What is history?
And he said: History is an angel
being blown backwards into the future
He said: History is a pile of debris
And the angel wants to go back and fix things
To repair the things that have been broken
But there is a storm blowing from Paradise
And the storm keeps blowing the angel
backwards into the future
And this storm, this storm
is called
Progress

————————-
วันที่ 21 สิงหา 54
Life is สวยงาม หรือ ชีวิต คือ Enjoy…ในการทำงานแต่ละวันของผม ในแง่มุมต่างๆ
จากสายฝน ทำให้ผมนึกถึงเพลงเกี่ยวกับฝน…ฝนเดือนหก รุ่งเพชร แหลมสิงห์ …โอ๊บ โอ๊บ ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก พรำพรำ กบมันก็ร้อง งึมงำ ระงมไปทั่ว ท้อง นา ฝนตกทีไรคิดถึงขวัญใจ ของข้า แม่ดอกโสน บ้านนา น้องเคยเรียกข้า พ่อดอกสะเดา ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก โปรยโปรย
หัวใจพี่ร้อง โอยโอย คิดถึงแม่ดอก บานเช้า ฝนตกลงมา คิดถึงขวัญตา น้องเจ้า ไม่เจอะหน้าน้อง แม้เงา หรือลืมรักเราเสียแล้วแก้วตา ถามว่าฝนเอย ทำไมจึงตก ตอบว่าฝนตกเพราะกบมันร้องเรียกฝนบนฟ้า ถามว่าพี่เอยทำไมร้องไห้ และหลั่งน้ำตา ตอบว่าหัวใจ ของข้า คิดถึงแก้วตา จึงร้องไห้
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก ปรอยปรอย พี่ยังมาหลง ยืนคอย น้องจนพี่ปวด หัว ใจ ฝนตกพรำพรำ พี่ยิ่ง ระกำ หมองไหม้ พี่ต้องตากฝน ทนหนาวใจ น้องจากพี่ไปเมื่อเดือนหกเอย ..

วันเวลาผ่านเดือน ปีไปครบรอบสิบปีแล้ว สำหรับบทความที่ผมเคยเขียน คือ ผู้ชายวิพากษ์ ชุดนักศึกษาหญิง วารสารรายสองเดือน “ดอกหญ้า” อันดับที่ 98 อรรคพล สาตุ้ม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากหนังสือมติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๔๔ จากคอลัมน์ สวนสนามนักศึกษา(ดอกหญ้า อันดับ ที่ ๙๘ หน้า ๖๔ ผู้ชายวิพากษ์ ชุดนักศึกษาหญิง)http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Dokya/D98/D98_64.html วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนสายฝน และบทความชิ้นนั้นเคยคงมติชน และชาวสันติอโศก ก็ดึงข้อมูลไป เผยแพร่ต่อ ครับ ก็ลองดูตามลิ๊งค์ได้ นอกจากนั้น สิบปีผ่านไป ก็ผมยังยืนยันง่ายๆว่า งานเขียนชิ้นนี้ มีลักษณะที่เลิกยึดติดภาพลักษณ์ความงามภายนอก แต่สิ่งสำคัญคนดีอยู่ที่ใจ น่ะ ครับ

โดยผมได้มีโอกาสรู้จักกับผู้กำกับคนหนึ่ง ซึ่งพี่ผู้กำกับแนะนำเรื่องมีความสนุกกับงาน ซึ่งผมนึกถึงหนังเรื่องคู่แท้ปาฏิหาริย์ จึงเอาตัวอย่างเรื่องย่อมาเล่าต่อ…
แนว : รัก / ดราม่า / แฟนตาซี / ลึกลับ
ความยาว : 90 นาที
กำหนดฉาย : 5 กันยายน 2546
ทานน้ำ (ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ออกจะเชยๆ เธอมักจะทำอะไรเปิ่นๆ เป๋อๆ อยู่ตลอดเวลา และเพราะไม่ค่อยสุงสิงกับใครนัก ทำให้เธอไม่ค่อยมีเพื่อน แต่เธอก็แอบหลงรักรุ่นพี่ ที่เรียนมาด้วยกัน เขาชื่อว่า พี่เอก (ปิยะ วิมุกตายน) เธอคอยตามเขา ไม่ว่าเขาจะเรียนที่ไหน ทำงานอะไร แม้ตัวเธอจะไม่ชอบสักเท่าไหร่ แต่เพราะเขาคนเดียวเท่านั้น ที่เธอใฝ่ฝันว่าจะได้ใกล้ชิด และหากเรื่อง ‘ปาฏิหาริย์’ ไม่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ เธอก็คงได้แต่แอบรักเขาอย่างนี้เรื่อยๆ
ในวันปีใหม่ น้ำตั้งใจจะสารภาพรักกับพี่เอกตามที่ ตุ่น (หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ) เพื่อนเพียงคนเดียวของเธอแนะนำ แต่ทุกอย่างก็ผิดพลาดไปหมด น้ำจึงได้แต่นั่งเหงา และรู้สึกท้อแท้กับชีวิตที่ไม่มีอะไรดีขึ้นมา แม้แต่งานโฆษณาที่เธอทำ ก็เกิดความผิดพลาดจนถูกต่อว่าเหมือนเคย แต่ครั้งนี้

มันเกิดร้ายแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา น้ำต้องตกอยู่ในอันตราย เธอได้แต่เปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ในวินาทีนั้นเอง ชายหนุ่มรูปหล่อขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิตเธอไว้ และไม่ใช่ครั้งเดียว เขาปรากฎตัวช่วยเธอถึงสามครั้งในวันเดียวกัน
น้ำ ทั้งแปลกใจและประหลาดใจที่ชายหนุ่มรูปหล่อที่มาช่วยเธอคือ หมูตอน (เจษฏาภรณ์ ผลดี) เด็กอ้วนหุ่นฮิปโปเมื่อสมัยเรียน เขาเปลี่ยนไปจนน้ำจำไม่ได้ น้ำได้แต่สงสัยว่า ทำไมหมูตอนถึงปรากฎตัวช่วยเธอได้ทุกครั้ง หมูตอนบอกว่าที่เขามาช่วยน้ำ ก็เพราะคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ ถ้าน้ำต้องการความช่วยเหลือ …เขาจะมา
หมูตอนอาสาช่วยทำให้ความรักของน้ำสมหวัง เขาจับเธอแปลงโฉมเป็นสาวสวยคนใหม่ ที่ใครๆ ต่างก็ต้องแปลกใจ แต่น้ำก็ยังไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง หมูตอนจึงต้องวางแผนสารพัด ทำให้พี่เอกหันมาสนใจ และรักเธอให้ได้
ระหว่างนี้เอง ความสนิทสนมและความผูกพัน ที่ทั้งสองเคยมีก็กลับมาอีกครั้ง น้ำมีความสุขอย่างประหลาด เธอได้หัวเราะ และร่าเริงขึ้น แม้จะถูกแซวว่าเป็นเพราะเธอมีความรักกับหมูตอน แต่น้ำกลับปฏิเสธว่า เป็นเพราะความรักของพี่เอกต่างหาก ยิ่งน้ำสนิทกับพี่เอกมากเท่าไร หมูตอนก็ยิ่ง

เงียบหายไปเท่านั้น ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่น้ำคิด ทำให้น้ำรู้สึกแย่ เพราะการหายตัวไปของหมูตอน
น้ำพยายามร้องเรียกหาหมูตอนหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยแสดงตัวอีกเลย จนวันหนึ่ง น้ำตัดสินใจเดินลงไปบนถนน แล้วหมูตอนก็โผล่มาช่วยเธอจริงๆ นี่คือสิ่งที่เธอกำลังรอคอย และต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆ หมูตอนต่อว่าน้ำที่ทำอะไรโง่ๆ อย่างนี้ น้ำขอให้หมูตอนอย่าจากเธอไปอีก …เขาให้สัญญา
ความห่างเหินของน้ำ ทำให้พี่เอกกลับมาหาน้ำ แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งเพราะความกดดัน ทำให้พี่เอกล่วงเกินน้ำ น้ำขัดขืนจนโรคหัวใจของเธอกำเริบ เธอแน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก พี่เอกได้แต่ตกใจทำอะไรไม่ถูก ขณะที่น้ำกำลังจะแย่…
น้ำฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล หมูตอนเป็นคนพาน้ำมาอีกแล้ว เขาจึงได้รู้จากหมอว่า หัวใจของน้ำกำลังแย่ ต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจโดยเร็วที่สุด หมูตอนไม่รู้จะช่วยน้ำได้ยังไง สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียว คือทำให้น้ำมีความสุขที่สุด ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
หมูตอนทำทุกอย่างเพื่อให้น้ำมีความสุข นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของน้ำ หมูตอนสารภาพรักกับน้ำ น้ำเองก็เพิ่งรู้ใจตัวเองว่า เธอรักหมูตอนเช่นกัน ในช่วงเวลาแห่งความสุขนั่นเอง หมูตอนเกิดอาการผิดปกติ เขาเจ็บปวดและทรมาน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาน้ำ
สุดท้ายความรักของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร หมูตอนหายไปไหน แล้วทานน้ำจะทำอย่างไร…
——————————————————————————–
อะไรก็เป็นไปได้ ในโลกกลมๆใบนี้…
คุณเชื่อเรื่อง ‘ปาฏิหาริย์’ หรือไม่ ? ถ้าไม่.. แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เธอมาพบกับเขาอีก ทั้งที่เธอก็แทบจะจำเขาไม่ได้ ถ้าไม่.. แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับเขา ขึ้นมาตั้งแต่แรกเจอ เด็กชายรูปร่างอ้วน กลม ขี้แย กลายมาเป็นหนุ่มหล่อ มาดเท่
หรือนี่คือคำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ จริงๆ…
ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ภูมิใจเสนอ คู่แท้ ปาฏิหาริย์ ภาพยนตร์รักโรแมนติก ที่นำเสนอมุมมองของความรัก ความผูกพันของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ความสัมพันธ์ในวัยเรียน แปรเปลี่ยนมาเป็นความรักในวัยโต คำสัญญาที่ให้ไว้ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่มันคือคำมั่นที่ต้องทำให้ได้ เพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้

คู่แท้ ปาฏิหาริย์ อำนวยการสร้างโดย วิสูตร พูลวรลักษณ์ ดูแลการผลิตโดย ชนะใจ ตันไทรทอง เป็นผลงานกำกับของ อลงกต เอื้อไพบูลย์ ผู้กำกับฝีมือดีหน้าใหม่ ที่ก้าวมาจากผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา และมิวสิควิดีโอ โดยมี จีรภา ระวังการณ์, ศิริทัศน์ หุ่นดี และ พัชร ภัททกวงศ์ เป็นผู้ช่วยกำกับ เขียนบทภาพยนตร์โดย สมหมาย เลิศอุฬาร ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับภาพโดย ไชยยันต์ อังคลักขณา กำกับแสงโดย มานพ รจนากร กำกับศิลป์โดย มนต์ชัย ทองศรีสืบสกุล ดนตรีประกอบโดย มณเฑียร แก้วกำเนิด ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์ “ที่แห่งนี้” เป็นผลงานของ นภ พรชำนิ
ภาพยนตร์เรื่อง คู่แท้ ปาฏิหาริย์ นำแสดงโดย ติ๊ก – เจษฏาภรณ์ ผลดี รับบท หมูตอน, จ๋า – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี รับบท ทานน้ำ, สุดารำไพ สนทรรังษี รับบท แจน, ปิยะ วิมุกตายน รับบท เอก, หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ รับบท ตุ่น, เฉลิมขวัญ โชติเวช รับบท แซลลี่, อ.พเยาว์ พัฒนพงศ์ รับบท

แม่ของทานน้ำ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/pathihan/pathihan.html
————-
คู่แท้ปาฏิหาริย์.wmv

The Whistle ep2 part1-4 (english sub)
ที่แห่งนี้ (POP_คู่แท้ปาฏิหารย์)
ศิลปิน : พี.โอ.พี. (P.O.P.)
อัลบั้ม : P.O.P.S. (เพลงประกอบภาพยนตร์ “คู่แท้ปาฏิหารย์”)
เพลง : ที่แห่งนี้
ที่แห่งนี้มีความรักอยู่ คอยรับรู้และคอยเข้าใจ
แม้ข้างนอกจะเป็นอย่างไร จะร้อนหรือหนาวแค่ไหน ก็ไม่สำคัญ
จะเตรียมความรักไว้ให้เธอพักผ่อน ลืมความร้อนเรื่องราวที่ไหวหวั่น
และรอยยิ้มที่มาจากใจ เพื่อเพิ่มเติมความสดใส เมื่อไหร่ที่พบกัน
* ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะเป็นกำลังใจให้เธอได้รู้สึกดี
เป็นที่พักที่ให้ความเข้าใจ นานเท่าไรก็จะมี ให้กับเธอ (อยู่ตรงนี้/คนนี้)
แม้วันนี้เธอยังไม่รู้จัก แม้ความรักฉันเธอไม่เห็นค่า
แต่ฉันก็รู้ดีว่าสักวัน คู่แล้วคงไม่คลาดกัน ฉันขอสัญญา
(ซ้ำ *)
(ซ้ำ *)
ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนจะเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน ไม่มีวันที่ใจที่ฉันจะลืมตามสักที
จะคงรอแต่เธอเสมอไป รอให้ใจได้ใกล้สักที ฉันจะบอกเธอ คำๆนี้
http://www.thailyrics.com/lyric/thai/soundtrack/lyric.asp?id=211

วันที่ 22 สิงหา 54
ในผลงานทุกชิ้นของผู้เป็นอัจฉริยะทั้งหลาย จะเห็นว่ามีความคิดที่ถูกปฏิเสธของเราอยู่ในนั้นด้วย In every work of genuies we see our own rejected thoughts. Ralph Waldo Emersonในa day bulletin 6-11 August 2011

เมื่อหลายวันผ่านไป ส่วนช่วงหลายวันก่อน ก็มีคนมาถามผม ในเรื่องหอพัก และป้า ที่มาถามหาว่า หอฯ ราคาเท่าไหร่ ซึ่งเขาอยากรู้ว่า ราคาหอพัก ที่ถูก จึงถามผมในราคาประหยัด ความเป็นผู้หญิงแก่ ในห้องน้ำรวมอันตรายเป็นห่วงตัวเอง ฯลฯ สองสามวันที่ผ่านมา ก็มีคนมาถามทาง

ระหว่างผมเดินเล่นแถวรอบหอพัก สักสองครั้งในสองวันเกี่ยวกับทางไปสุสาน ก็คนจะไปร่วมงานศพ น่ะครับ ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องคนย้ายของออกจากหอ อีกหนึ่งคน เป็นคนที่อยู่มานานเกินห้าปี ละมั้ง คือ อ้อม ซึ่งอยู่หอตั้งแต่ไม่มีแฟน ก็เรียนจบจากม.บูรพา มาต่อป.โท มช. ปัจจุบันกำลัง

เรียนป.เอก ก็เธอเป็นผู้เสียหายจากโดนขโมยเข้ามางัดแงะแล็บท็อปคอมฯหายไปเดือนเมษาที่ผ่านไป เป็นความทรงจำของคนอยู่หอพัก ก่อนจากลาไป และธาตุแท้ของผม คือ หัวเราะให้ได้วันละนิดจิตแจ่มใส ก็ตลกไว้ก่อน คือ รสนิยมของผม ก็ชอบหนังที่โจว ชิง ฉือ แสดงมาก และผมเพิ่งมา

ชอบหนังของหว่อง กา ไว เช่น 2046 ในสมัยแก่ๆ น่ะ ครับ เมื่อผมไปถนนคนเดินกำลังเปลี่ยนไป เท่าที่ผมสังเกตเห็นจากการไปเดินเที่ยว ในเขตวัดแห่งหนึ่งของถนนคนเดินให้ฝรั่งดื่มเบียร์ได้ และพวกผมถูกหญิงที่ชวนตีความ มาทักเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนเธอพยายามมาขายบริการ และ

เธอเห็นเราเป็นคนไทย ก็ชะงัก แล้วไปเดินตามพยายามทักฝรั่งต่อไป ซึ่งผมหวนนึกคิดสมัยไปมาเก๊า ก็มีแนวนี้ในสถานที่ท่องเที่ยวของมาเก๊า เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้า ในฮ่องกงด้วยซ้ำ ซึ่งเพื่อนของผมบอกว่า โสเภณีเป็นการขายเสรีชัดเจนมากๆ น่ะครับ

เมื่อผมติดตามข่าว ก็สถานการณ์ในอังกฤษเกิดไฟไหม้ประท้วงเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ผมนึกถึงบทความTed Vallance : จลาจลข้ามยุคสมัยในอังกฤษ Thu, 2011-08-11 03:26http://www.prachatai.com/journal/2011/08/36446 และผมนึกถึงรุ่นน้อง ที่ใช้ชื่อว่า หมะเมี

ยะคณะสังคม ของผม สมัยปี2550 เคยจัดฉายหนัง และผมไปร่วมงานด้วย
..หนังเรื่องV for Vendetta
จำเอาไว้ จงจำเอาไว้
วันที่ 5 พฤศจิกายน
กบฏดินปืนและแผนทำลายล้าง
ฉันว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เรา
ลืมเลือนกบฏดินปืนได้ลง
ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta เดินเรื่องท่ามกลางภูมิทัศน์แห่งอนาคตของอังกฤษ ที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการ บอกเล่าถึงเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นกรรมาชีพที่มีนามว่า อีวี่ย์ (นาตาลี พอร์ตแมน) ซึ่งได้รับการช่วยชีวิตจากสถานการณ์ความเป็นความตาย โดยชายในหน้ากาก ที่

รู้จักกันเพียงในนาม “วี.” (ฮิวโก้ วีฟวิ่ง)
วีนั้นมีความซับซ้อน และเต็มไปด้วยเสน่ห์ เป็นผู้รู้ มีความร่าเริงหรูหรา อ่อนโยน และฉลาดเป็นกรด เขาเป็นผู้ชายที่มอบชีวิตไว้กับการปลดปล่อยประชาชนร่วมชาติ จากพวกที่กดขี่พวกเขาให้ยอมทำตาม เขายังเป็นคนที่ขมขื่น แสวงหาการแก้แค้น เดียวดาย และรุนแรง ซึ่งมาจากแรงผลัก

ดันของความอาฆาตส่วนตัว
ในความมุ่งหมายที่จะปลดปล่อยประชากรชาวอังกฤษ จากการฉ้อราษฎร์โกงกิน และความโหดร้ายที่กักขังรัฐบาลของพวกเขาเอาไว้ วีนั้นได้ตัดสินบรรดาผู้นำ ที่มีธรรมชาติของความคดโกง และเชื้อเชิญเพื่อนร่วมชาติให้ร่วมกับเขา เพื่ออยู่ภายใต้เงาของอาคารรัฐสภา ในวันที่ 5 พฤศจิกายน

– ซึ่งเป็นวัน กาย ฟอคซ์ เดย์
..ในวันนั้นของปี 1605 กาย ฟอคซ์ ถูกพบตัวในอุโมงค์ที่อยู่ใต้อาคารรัฐสภา พร้อมกับดินปืนถึง 36 ถัง เขาและผู้สมรู้ร่วมคิดได้ร่วมกันคิดแผนการกบฎ ที่เรียกว่า “แผนการดินปืน” เพื่อที่จะตอบแทนการโกงกินของรัฐบาล ที่มีผู้นำคือ พระเจ้าเจมส์ที่ 1 ฟอคซ์และผู้สมรู้ร่วมคิดถูกแขวนคอ

ฉีกแขนขา และแผนการที่จะล้มล้างรัฐบาลนั้นไม่เป็นผล..
เพื่อเป็นการระลึกถึงการกบฎของพวกเขา และเหตุการณ์ในวันนั้น วีได้สาบานที่จะสานต่อ แผนการที่ฟอคซ์ถูกประหารเพราะความพยายามของเขา ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1605 : เขาจะระเบิดอาคารรัฐสภา
เมื่ออีวี่ย์ได้ค้นพบความจริงเกี่ยวกับภูมิหลังที่ลึกลับของวี เธอยังได้พบความจริงเกี่ยวกับตนเองอีกด้วย – และกลายมาเป็นสหายที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ของเขา ในการบรรลุถึงแผนการณ์ ที่จะนำมาซึ่งอิสรภาพและความยุติธรรม สู่สังคมที่ถูกครอบงำไปด้วยความโหดเหี้ยม และคอรัปชั่น…
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/vforvendetta/v.html

…หนังเรื่องV for Vendetta: ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐของตัวเอง รัฐต่างหากที่ควรกลัวประชาชน …
ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หากใครได้ผ่านไปผ่านมาแถวคณะสังคมศาสตร์และคณะมนุษยศาสตร์ก็จะพบโปสเตอร์โครงการดูหนัง จิบชา แล้วหาเรื่องคุย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากภาคเรียนที่แล้ว ครั้งนี้ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเป็นเจ้าภาพแทนภาควิชาปรัชญา

และศาสนา (เฮ้ย ชื่อสาขายาวทั้งสองเลยอ่ะ อิอิอิ) รู้สึกเหมือนกันว่าแนวของหนังที่จะฉายมันช่างกระเดียดมาทางสังคมศาสตร์เหลือเกิน อย่างเรื่องนี้ บุ๋น ทีมงานคนหนึ่งชื่นชอบและเคยทำรายงานในวิชาปรัชญามาแล้ว (ช่างผนวกเอาปรัชญาการเมืองและอภิปรัชญารวมกันได้นะ) ก็ยัง

คิดว่าหนังเรื่องนี้มันช่างเหมาะเจาะกับสังคมไทยราวกับว่าสองพี่น้องวาโชสกี้ผู้สร้างชื่อจากภาพยนตร์ไตรภาค “The Matrix” ได้สร้างเอาใจคนอย่างผู้เขียน (และผู้อ่านบางท่านที่เห็นด้วย) หรือเปล่ามิทราบได้…

…V for Vendetta สร้างมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกัน (แต่กลับโดนผู้เขียนการ์ตูนแอบแซวว่า ไม่ค่อยจิกกัดสะใจเท่าในการ์ตูนเลย) เป็นเรื่องราวของบุรุษลึกลับสวมหน้ากากนาม วี ที่โผล่มาในช่วงสังคมอังกฤษที่มีรัฐบาลเผด็จการ เขาได้ทำลายสัญลักษณ์บางอย่างของเมือง ยึดสถานี

โทรทัศน์ และล้างแค้นพวกที่ทำกับเขาในอดีตซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าเบื้องหลังสงครามที่รัฐอ้างว่าต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายและคนที่แตกต่างจากตัวเองนั้นมีโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์บางกลุ่มและสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ใครบางคน (คุ้น ๆ ไหมว่าเคยเกิดอะไรอย่างที่นี้บ้านเราด้วย อิอิอิ)
Glorify violence
ท่านผู้อ่านที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วคงเห็นเช่นเดียวกันว่าในเรื่องเต็มไปด้วยฉากการใช้ความรุนแรง เช่น อาวุธของพระเอกคือมีด และมีดที่เขาใช้ตลอดเรื่องนั้นต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ปืน หากสังเกตแต่ละฉากที่เขาตวัดคมมีดเชือดเฉือนร่างคู่ต่อสู้นั้นช่างสวยสดงดงาม

ตั้งแต่ตอนเขาจับอาวุธ เคลื่อนร่างหลบหลีกหลายลีลาเพื่อกำจัดศัตรูให้สิ้น ลายเส้นของคมมีดที่ขว้างออกไปในอากาศ จนกระทั้งเข้าสู่ในร่างของฝ่ายตรงข้ามแล้วนำพากระแสเลือดสาดออกมาเป็นสาย ทั้ง ๆ ที่เป็นฉากที่มีความรุนแรงสูงมาก แต่ลองถามใจของเราขณะที่ดูว่า เรารู้สึก

สะใจหรือสาสมแล้วที่พวกทรราชได้รับหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับหนังแอคชันของผู้สร้างคนอื่น ผู้เขียนคิดว่าสองพี่น้องชวานอฟสกีได้สร้างฉากแห่งความรุนแรงที่สวยที่สุดเท่าที่เคยดูหนังมาแล้วในชีวิต ผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่ารู้สึกสะใจแต่พอถามตัวเองว่าความคิดเรื่องความรุนแรงเป็น

อย่างไร คำตอบก็คือต่อต้าน แต่เพราะอะไรความรู้สึกและความคิดช่างขัดแย้งกัน
หากมาพิจารณาฉากเหล่านั้นอีกที ไม่ว่าจะเป็นการใช้มีด การฉีดยาพิษแก่คนที่เขาต้องการให้คนเหล่านั้นชดใช้สิ่งที่ทำกับตน แม้แต่ฉากระเบิด ผู้รับสารจะเห็นถึงการทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งงดงาม เป็นสิ่งชอบธรรม เป็นสิ่งที่ควรจะเอาคืนผู้คนเหล่านั้น หรือที่อาจารย์เรียก

ว่า Glorify violence แต่ในทางเดียวกัน ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายกลับไม่ได้พูดถึง เช่น การระเบิดพิพิธภัณฑ์ ระเบิดรัฐสภา แน่นอนว่าต้องมียาม มีคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แถวนั้นพลอยซวยไป ซึ่งอาจารย์ก็ชอบตรงจุดนี้ของหนังที่มันเปิดทางใช้วิภาษณ์ตัวมันเองได้ และตั้งคำถามกับความ

รุนแรงที่เราสะใจว่ามันจะยังชอบธรรมอยู่หรือไม่ด้วย….

…สิ่งที่ผู้เขียนรับไปอย่างเต็ม ๆ ก็คือเรื่องของแนวคิด จะเห็นว่าตลอดเรื่องเราไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของ วี แม้แต่ตอนที่ วี ตายแล้ว วี เองก็ไม่ได้เห็นความสำเร็จที่เขามอบเสรีภาพคืนแก่ประชาชน ในที่นี้หมายความว่า วี เป็นต้นแบบ หรือเป็น Ideal แม้ว่า วี ที่เป็นคนได้ตายไปแล้ว แต่

นั้นไม่ได้ตายตามไป อย่างที่อีวี่ย์บอกกับคุณตำรวจว่า วี คือเพื่อน คือพ่อ คือแม่ คือพี่ชาย คือตัวฉัน คือคุณ คือทุกคน หมายความว่าในเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมานั้นก็เป็นเพราะ Ideal ของ วี อยู่ในตัวของคนทุกคนนั่นเองIdeal…
http://www.oknation.net/blog/philosoanthro/2007/12/23/entry-1

เมื่อการวิเคราะห์ของรุ่นน้อง ซึ่งอ้างอิงอาจารย์ดังกล่าวถึงเรื่องพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน ฯลฯ ด้วย แต่ผมไม่มีเวลาอธิบายถึงความทรงจำในอดีต และประเด็นโฟกัสมาก แค่อยากเอายูทิวนี้ เกี่ยวโยงกับหนังเรื่องThe Matrix ด้วย น่ะครับ

Jean Baudrillard. Identity, Changing and Becoming. 2002 มันเป็นเรื่องอัตลักษณ์,การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่กำลังมา…ซึ่งโบรดิยาร์ด เป็นผู้ให้อิทธิพลทางความคิดต่อหนัง The Matrix..และเสียงของยูทิวในคลิปอาจจะไม่ชัดบางคน ก็คอมเม็นท์ว่าเสียงเหมือนหนังโป๊(ฮา)

หรือโพสต์โมเดริน์ คือ เหล้าเก่าในขวดใหม่(ฮา).

เมื่อทักษิณ เป็นฝันร้ายของอำมาตย์ ไม่ใช่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นะ .http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P10959952/P10959952.html ซึ่งผมอยากเล่นคำคมของผม และความรู้ ในทัศนะของสมศักดิ์-นิทเช่ โดยมันเป็นปัญหาของการเมืองและความรู้ต่อมา…
….ความทรงจำ ของการจากลา แต่มันอาจจะติดตรึงอยู่ในหัวสมอง และความฝัน ยามหลับนอน ซึ่งเราอาจจะฝันก่อนถึงการได้พบกันอีกครั้ง. แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้พบกันอีกเลย ในความเป็นจริง..

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อันนี้ ผมต้องขอไม่เห็นด้วยนะครับ ผมไม่คิดว่า การศึกษาแบบมหาลัย ที่เป็นอยู่ “เป็นรูปแบบที่ขัดต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์” มีบางด้าน อาจจะจริง แต่ไมใช่ท้ังหมด การพูดแบบนี้ต่างหากที่ “ลด” (reduce) “การเรียนรู้” ของมนุษย์ เหลือเพียงอะไรแคบๆ เ…

ฉพาะที่เรียนได้จากการปฏิบัติบางอย่างให้ผมยกตัวอย่างนึง งานของ Immanuel Kant นี่เป็นงานปรัชญาทีสำคัญสุดยยอดของชีวิตมนุษย์สมัยใหม่ แต่ถ้าถามว่า คนส่าวนใหญ่ทีกำลังเล่นเฟสบุ๊คตอนนี้ คนส่วนใหญในโลก รู้ไหมว่า สำคัญอย่างไร แน่นอน ไม่รู้ครับ และส่วนใหญ่ก็ อ่าน

งานของ Kant ไม่เข้าใจด้วย (ผมใช้เวลา 10 กว่าปี ยังเข้่าใจไม่ถ่องแท้เลย ฝรังเองก็เหมือนกัน อย่าว่าแต่คนไทย)

งานประเภทนี้ เป็นงานที่ ไม่สามารถเรียนนอกห้องเรียนได้แน่นอน และดังนั้น ถ้ามองจากที่เพิ่งพูด (ที่ว่า เป็นงานที่คนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ และยากจะเรียนรู้) ดังนั้น ควรสรุปว่า เราไม่ควรเรียนงานของหมอนี่ไหม และการเรียนในห้องเรียน เรื่องงานของหมอนี่ เป็นสิ่ง “ขัดต่อธรรมชาติ”

ไหม?ผมว่าไม่ เพราะอะไร?งานอย่าง Kant นั้น คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แต่ที่ไม่รู้ ต้องตอบว่า เพราะไม่รู้ตัว คือ จริงๆแล้ว อิทธิพลทางความคิดของเขา มัน “ซึม” อยู่ในวิธีคิดของคนร่วยมสมัย อย่างลึกซึั้งมากๆ คุณดูข่าว CNN, BBC หรือ สือ่ต่างประเทศ เวลาพูดเรื่อง
“เสรีภาพ” “การตัดสินใจด้วยตัวเอง” ฯลฯ ฯลฯ และอีกสารพัดอย่าง ที่พวกเราพูดๆกันอยู่ โดยไม่รู้ตัว ไอเดียวพวกนี้ มี”ฐาน” หรือ “ราก” มาจากงานของคนอย่าง Kant (หรืออย่าง รุสโซ ทีอ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน)

ประเด็นคือ “การเรียนรู้” หรือ “ความรู้” มันมีหลายระดับ หลายรูปแบบ ทีไม่ใช่สามารถสรุปลงไปว่า แบบนี้ คือแบบ “ไม่ธรรมชาติ” แบบนี้ คือแบบ “ธรรมชาติ” (ความจริง “ธรรมชารติ” คืออะไร เป็นเรื่องที่เขียนถกเถียงเป็นวันๆ เป็นเล่มๆได้เหมือนกัน มันไม่ง่ายอย่างที่คิด)
หรือถ้าตัวอย่างข้างบนยังไม่เพียงพอ เอาตัวอย่างที่ทุกคนกำลังใช้อยู่นี่แหละ รู้ไหมว่า เทคโนโลยี่ อินเตอร์เน็ต นี่มันมีกำเนิดมายังไง?มาจาก “สงครามเย็น” ครับ มาจากช่วงที่ อเมริกา กับ โซเวียต ตั้งประจันหน้ากัน แล้วอเมริกา หาทางเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ในกรณีที่อาจจะ

เกิดสงครามนิวเคลียร์ .. และเทคโนโลยี่พวกนี้ มาจากเทคโนโลยี่ด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตรอ์ระดับสูง ที่ ไม่สามารถเรียนด้วยวิธีอื่น นอกจาก ในห้องเรียน ในระบบมหาวิทยาลัย นั่นแหละครับ ไม่มีระบบมหาวิทยาลัย ก็ไมมีทีให้เขียนๆกันอยู่นี้หรอกครับ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สิ่งที่ผมพยายามจะย้ำคือ “การเรียนรู้” นั้น มีหลายระดับ และซับซ้อนมากๆ และ ระบบมหาวิทยาลัย เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เมื่อมองในแง่องค์รวมของมนุษย์ชาติ คณิตศาสตร์, ชีววิทยา, ฟิสิกส์, ปรัชญา, การแพทย์ ฯลฯ และอีกสารพัดอย่าง เป็นอะไร

บางอย่าง ที่ไม่สามารถเรียนได้นอกจากใน “ระบบมหาวิทยาลัย” สิ่งเหล่านี้ หลายอย่าง ไมใช่เห็นในเชิง “ปฏิบัติ” ตรงๆทันที (ไอเดียเรื่อง “ปฏิบัติตรงๆ” เป็นไอเดียที่คับแคบมากๆ มนุษย์เรามีกิจกรรมซับซ้อนกว่านั้นเยอะ)

แต่พวกนี้ ไม่มี “ผล” อะไรต่อชีวิตคนธรรมดาหรือ? เปล่าเลยครับ ตัวอย่างเรื่องอินเตอร์เน็ต ก็ดี หรือเรื่อง Kant หรือ รุสโซ ก็ดี ที่ยกข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ มีอีกเป็นล้านๆตัวอย่างครับ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเรียนในระบบมหาวทิยาลัยได้ ในสมัยที่ผมเด็ก มีกระแสที่มาจากจีน

เรื่อง “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่เสนอทำนองนี้แหละว่า ห้องเรียน ในมหาวิทยาลัย ใช้ไม่ได้ ต้องออกไปทำนา ฯลฯ ผลปรากฏว่า ระบบการศึกษาของจีนหายนะเป็นเวลากว่า 10 ปี

ผมพูดทั้งหมดนี้ ไมใช่ ไม่รู้ถึงข้อเสีย หรือจุดอ่อนของระบบการศึกษามหาวิทยาลัยสารพัดอย่าง สิ่งที่พยายมจะบอกคือ ไอเดียที่ว่า ระบบเช่นนี้ เป็นระบบที่ “ขัดกับธรรมชาติ” ผมว่า ไม่ถูกต้อง อันที่จริง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” เพียวๆ สำหรับมนุษย์ (การใช้อินเตอร์เน็ตนี่ เป็น ”

ธรรมชาติ” ตรงไหนครับ?)เรื่องนี้ ถ้าพูดในทางปรัชญา (Kant นี่แหละ เป็น “ราก” ของการพูดเรื่องนี้ในสมัยใหม่) พูดได้เป็นวันๆ เป็นเทอมๆเลย) ก็เพราะ “มนุษย์” มีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ “สร้างธรมชาติ” ขึ้นได้เอง

ดังนั้น ทุกวันนี้ ที่เราใช้ อินเตอร์เน็ต ที่เราใส่เสื้อผ้า ใช้มือถือ ทีเรามีเครื่องบินทีเรามีทีวี เหล่านี ถ้าพูดในแง่ “ธรรมชาติ” ทีมีมาแต่เดิม ก็ไมใช่ ทั้งนั้น แต่เป็นอะไรบางอย่างที่เรา “สร้าง” ขึ้นมา การเรียนรู้ก็เหมือนกัน รูปแบบการเรียนรู้ ทีผมยกตัวอย่าง (คณิตศาสตร์, ปรัชญา, การแพทย์,

ฟิสิกส์ ฯลฯ) ในห้องเรียน ก็เป็น “ธรรมชาติ” ที่เราสร้างขึ้นมาเหมือนกันคับ ไมใช่อะไรที่ “ขัดกับธรรมชาติ” เลย มนุษย์เราสร้าง “ธรรมชาติ” ขึ้นมาหลายระดับ ซับซ้อน เป็นล้านๆชั้น ครับ ระบบการศึกษาสมัยใหม่อย่างที่เป็นนี่ ไอเดียไม่ใช่ว่า เรียนไปแล้ว “จำ” ได้มากน้อยแค่ไหน และ “ผล”

ของการเรียนน้ัน จะเท่ากับดูทีว่า จำได้เพียงใด อย่างผมสอนวิชา ประวัติศาสตร์รัสเซีย ผมเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่า นักศึกษาหลายร้อยคน ที่ผ่านการเรียนวิชานี้กับมัน

แม้แต่คนที่ได้เกรดระดับ A หรือ B จำไม่ได้ว่าผมสอนอะไร แค่ไม่กี่เดือนหลังการสอบ ก็ลืมเกือบหมดแล้ว อย่างมาก ที่สุด อาจจ “ลางๆ” เรื่องบางเรื่อง แต่ประเด็นของการศึกษา “ประวัติศาสตร์รัสเซีย” “ประวัติศาสตร์อาหรับ” “ประวัติศาสตร์ศรีลังกา” หรือ แม้แต่ “ประวัติศาสตร์ไทย”

เองก็เหอะ ไม่นับเรืองอีกสารพัด (ปรัชญา, ทฤษฎีสังคม, ฯลฯ ฯลฯ) คืออะไร? เรื่องเหล่านี้ ล้วนแต่ไม่มีใครจำได้ อย่าว่าแต่ 10% เลยครับ แค่ 5 หรือ 2-3 ก็อาจจะไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น ประเด็นการศึกษาแบบนี้คืออะไร? คือการฝึก สิ่งที่ฝร้งเรียกว่า character ของการคิด (และของชีวิตด้วย)

ให้รู้จักคิด ที่กว้างขวาง ให้รู้จักรับข้อมูลที่หลากหลาย ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน เพื่อ train การใช้การคิด คือการ build up character ของคนครับ

นีคือ “ผล” แท้จริง ของการศึกษา โดยเฉพาะในวิชาที่เรียกว่า สังคมศาสตร์ และ humanities ไมใช่เรื่องจำ เรื่องที่เรียนจริงๆได้เท่าไร (แน่นอน มีวิชาจำนวนหนึ่ง เช่น แพทย์ หรือ ทนาย ที่การศึกษาแต่ละวิชา มีผลในแง่ระยะยาวอยู่ ที่ขึ้นอยู่กับการจำได้มากน้อยเพียงใด)ยิ่งกว่านั้น แม้แต่

เรื่อง discipline หรือ “วินัย” ในการใช้ชีวิตการศึกษา (ต้องทำรายงานเท่านั้นเท่านี้ ต้องเตรียมตัวสอนเท่านั้น เท่านี้) นี่คือการฝึก discipline ซึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีความสำคัญแก่ชีวิตของคนทั้งสิ้น แม้แต่ เรื่อง “บรรยากาศ” ของการเรียน ของการฟังการบรรยายเรื่องโน้นเรืองนี้ ฯลฯ

เหล่านี้ ก็ทำนองเดียวกัน(อ้างอิงไม่ทางการ ที่มาจากเฟซบุ๊คสมบัติ บุญฯ คุยกับสมศักดิ์ เจียมฯ)

ความคิดของนิทเช่….
…ถ้าความรู้เป็นเหมือนบ่อน้ำ หรือบึง ซึ่งน้ำสะสมลงสู่ดิน หรือการสะสมความรู้ และหนังสือ คือ สายธารแห่งความรู้ คือ เพื่อนด้วยในแง่มุมดังกล่าว เกี่ยวกับเรื่องอัจฉริยะ และความคิดสร้างสรรค์ กรณีผมยกตัวอย่างบัลซัค ในน้ำรัก ฯลฯ และความรู้ คือ น้ำ หละก็น้ำในแง่มุมของนิทเช่ ซึ่ง

สำเร็จความใคร่บ่อยตามคำอ้างอิงของวากเนอร์ ที่เป็นเพื่อนของนิทเช่..มาด้วยเรื่องน้ำของนิทเช่กันดีกว่า..
ในทะเลทรายแห่งวิทยาศาสตร์ สำหรับมนุษย์แห่งศาสตร์บนเส้นการเดินทางที่ต้องอาศัยความนอบน้อมและความอุสาหะ บ่อยครั้งทีเดียวที่เขาจำต้องท่องผ่านทะเลทราย และณ. ที่นั่น ปรากฏภาพลวงตาส่องประกายระยับที่เรียกกันว่า “ระบบทางปรัชญา” ขึ้นมา: ด้วยพลังแห่งการหลอก

ลวงดั่งมีมนตร์ขลัง ภาพลวงเหล่านั้นแสดงคำตอบของปัญหาทั้งมวลและให้เห็นถึง กระแสธาร น้ำอันแท้จริงของชีวิตอันสดชื่นที่สุดว่า อยู่เพียงแค่เอื้อม ดวงใจของเขาเบิกบานเปล่งปลั่ง มันทำให้นักเดินทางผู้อ่อนล้ารู้สึกประหนึ่งว่าริมฝีปากของเขา ได้สัมผัสเป้าหมายแห่งความพยายาม

มุ่งมั่นและความโทมนัสของชีวิตแบบศาสตร์ เพื่อว่าเขาจะได้ดำเนินต่อไปในแนวที่ถูกกำหนดไว้อย่างไม่ตั้งใจ…(Mixed Opinions and Maxims 1879) ข้อความดังกล่าวยังแสดงถึงการโต้แย้ง “วิทยาศาสตร์” ในแง่หนึ่งด้วย(หนังสือเทวาสายัณห์ของนิทเช่ หน้า14-15)

จากเรื่องน้ำที่จำเป็นในทะเลทรายเป็นความรู้ ทางศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่างๆ เป็นเรื่องน้ำสะท้อนภาวะน้ำท่วม ที่ล้นเกินความจำเป็น และคำว่าน้ำท่วมหัวเอาตัวไม่รอด หรือน้ำท่วมปาก อาจจะทำให้เราสำลักความรู้ ซึ่งเอ่อล้นมากเกินไปมันเยอะจากสิ่งสะสมจนไม่ได้ใช้มันอย่างดี ในกรณี

โวหารว่าความรู้ คือ สายธาร ฉะนั้น ความจำเป็นของความรู้ อำนาจของมัน ที่เราจะต้องไม่ยึดติดมากเกินไป

ผมทิ้งท้ายด้วยเพลงสนุกๆ โดยพี่เบริด์:อยู่คนเดียว (Official Music Video)

วันที่ 23 สิงหา 54
.ความรักเปรียบเหมือนไฟ มันอาจจะสร้างความอบอุ่นในหัวใจ หรือเผาบ้านคุณตอนไหนก็ได้ ไม่มีใครรู้…Love is a fire. But whether it is going to worm your heart of burn down your house you can never tell.John Crawford ในa day bulletin 29-4 August 2011
-มีการสำรวจว่า คุณอยากให้อาหารไทยเมนูไหน เป็นที่รู้จักทั่วโลก ก็มีคนตอบกัน เช่น ต้มข่าไก่ ต้มยำปลาทู ส้มตำ ข้าวต้มมัด แกงเขียวหวานไก่
-อาหารไทย แกงมัสมั่น ครองอันดับ 1 สุดยอดเมนูโลก จัดอันดับจากwww.cnngo.com เว็บไซด์กิน ดื่ม เที่ยว
-น.ศ.ไทย เจ๋ง ผลิตทองคำนาโน สำเร็จรายแรกของโลก กล่าวว่า ตัวเองไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่อาจโชคดีกว่าคนอื่นที่ทำวิจัยนี้สำเร็จ
-ผมได้ดูภาพข่าว GOODNEWS ซึ่งบรรยายว่า หลังจากรัฐนิวยอร์กได้ประกาศใช้กฏหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ นับเป็นรัฐที่ 6 ในประเทศ คู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเกือบ 30 ปี อย่างฟิลลิส ชีเกล และ คอนนี คอเปลอฟ จึงสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายเป็นคู่แรกของรัฐนี้ ท่ามกลางความยินดีเป็นอย่างยิ่งของทั้งคู่ (ดูรูปผู้หญิงผมขาวทั้งสองดีใจกันมาก) a day bulletin 29-july-4 august 2011
ส่วนกรณีของไทย เช่น ทหารชายแดน เพิ่งแต่งงานได้ถูกต้องตามกฏหมาย กับผู้ลี้ภัยได้ ใน สองปีที่ผ่านมา

-เดือนที่แล้ว ก็ผมมีโอกาสได้รับโทรศัพท์จากแม่ ถึงเรื่อง “ฟัน”ซี่สุดท้ายในปากของแม่หลุดแล้ว และผมคิดถึงความรัก ที่ยังมาไม่ถึงเอื้อมมือคว้าไม่ได้ใกล้ตัว…ทำให้ผมนึกถึงเพลงลาวครวญ (Song : A Maiden’s of Hope) เป็นเพลงประกอบหนังพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งเพลงนี้นางเอกในเรื่องเป็นผู้ขับร้อง แต่บรรเลงด้วยเครื่องไทย เธอร้องได้ไพเราะมาก สำหรับเพลงลาวครวญนั้น เป็นเพลงเก่าสืบทอดกันมาแต่สมัยอยุธยา
โอ้พระชนนี ชนนีศรีแมนสรวง จะโศกทรวงเสียวรู้สึกระลึกถึง
ไหนทุกข์ถึงบิตุรงค์ บิตุรงค์ทรงรำพึง ไหนโศกซึ้งถึงตูคู่หทัย
ร้อยชู้หรือจะสู้ หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้
พระแม่อยู่เยือกเย็น เยือกเย็นไม่เห็นใคร หรือกลับไปสู่นครก่อนจะดี
ร้อยชู้หรือจะสู้ หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้
พระแม่อยู่เยือกเย็น เยือกเย็นไม่เห็นใคร หรือกลับไปสู่นครก่อนจะดี

โดยจริงๆ ก็ผมกล่าวถึงเรื่องV for Vendetta ซ้ำแล้วในบันทึกของผม แต่ในแง่มุมการเมืองไทยเหมือนสามก๊กไหม? และผมเอาเรื่องสามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ2_Red Cliff 2 มานำเสนอ
ภาค 1
ในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 208 ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โจโฉสมุหนายกผู้พิชิตภาคเหนือและเมืองหลวง อ้างโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ยกพลกว่า 800,000 และกองเรือกว่า 2,000 ลำ ลงสู่ภาคใต้ เพื่อปราบขุนศึกซุนกวนและเล่าปี่ เพื่อหวังยึดครองดินแดนของขุนศึกทั้งสอง โจโฉไดนำพลพิชิตเล่าปี่ได้อย่างง่ายดาย ทำให้เล่าปี่ต้องอพยพราษฎรออกจากเมืองซินเอี๋ย โจโฉได้นำทัพบุกโจมตีขบวนอพยพของเล่าปี่ แต่กวนอูและเตียวหุย น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ได้นำทัพมาป้องกันระวังหลังไว้ได้ ส่วนจูล่ง ขุนพลอีกคนของเล่าปี่ได้ขี่ม้าไปช่วยเหลือครอบครัวของเล่าปี่ที่ตกอยู่ในวงล้อมของโจโฉ ถึงแม้จะช่วยภรรยาทั้งสองของเล่าปี่ไม่ได้ แต่จูล่งก็ช่วยทารกบุตรชายของเล่าปี่กลับมาหาเล่าปี่ได้สำเร็จ

หลังจากพ่ายศึก เล่าปี่ได้ส่งขงเบ้งไปเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งง่อก๊ก เพื่อร่วมมือกันต่อต้านโจโฉ แต่ซุนกวนยังสองจิตสองใจว่าจะร่วมสู้หรือสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ เนื่องด้วยคณะที่ปรึกษานำโดยเตียวเจียวได้เสนอให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ ขณะที่คณะขุนศึกนำโดยเทียเภาได้เสนอให้ร่วมมือกับเล่าปี่สู้โจโฉ แต่ด้วยความเห็นของขงเบ้ง และกุศโลบายการโน้มน้าวอย่างแยบคายของจิวยี่แม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊ก ซุนกวนจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับโจโฉ โดยแต่งตั้งให้จิวยี่เป็นแม่ทัพในการสงคราม ขณะเดียวกัน ชัวมอและเตียวอุ๋นแห่งเกงจิ๋วได้มาสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉตั้งให้ทั้งสองคนเป็นแม่ทัพเรือ

หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพโจโฉนำโดยแฮหัวเอี๋ยนได้นำกองทัพม้าไปโจมตีกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวน แต่ก็ถูกกลศึกโดยปิดล้อมในกระบวนทัพที่ฝ่ายพันธมิตรได้วางแผนเอาไว้แล้วร่วมกัน แฮหัวเอี๋ยนพ่ายศึก แต่จิวยี่ได้ให้ปล่อยตัวแฮหัวเอี๋ยนกลับทัพโจโฉไป ฝ่ายโจโฉก็นำทัพเรือไปตั้งไว้ที่ริมฝั่งตรงข้ามกับผาแดงอันเป็นทื่ตั้งค่ายของจิวยี่ รอเวลาเปิดศึกต่อไป

ภาค 2
ซุนซ่างเซียง น้องสาวของซุนกวน ได้ลอบเข้าไปสอดแนมในกองทัพของโจโฉ ขณะนั้นได้เกิดโรคระบาดในกองทัพของโจโฉ โจโฉได้วางแผนส่งศพทหารไปยังง่อก๊ก เพื่อให้การเกิดระบาดในกองทัพพันธมิตร แต่จิวยี่ได้ควบคุมโรคระบาดได้ทันกาล แต่จากการเกิดโรคระบาด ทำให้เล่าปี่กลับถอนตัวจากกองทัพ ส่วนขงเบ้งยังอยู่ในง่อก๊กต่อไป ฝ่ายกองทัพของโจโฉ ชัวมอและเตียวอุ๋นได้เสนอการโยงเรือติดกันเพื่อแก้ปัญหาการเมาเรือของทหารโจโฉที่ไม่คุ้นชินการรบทางน้ำ

ต่อมา จิวยี่และขงเบ้งได้ร่วมกันวางแผนอันแยบคายในการบั่นทอนกำลังของกองทัพโจโฉ โดยขงเบ้งได้นำกองเรือที่บรรทุกหุ่นฟางมาเต็มลำ ไปหลอกให้ฝ่ายโจโฉยิงเกาทัณฑ์ใส่ขณะที่หมอกลงจัด ได้เกาทัณฑ์มาถึงแสนกว่าดอก ฝ่ายจิวยี่ เมื่อโจโฉส่งเจียวก้านมาเพื่อมกลี้ยกล่อมจิวยี่ จิวยี่ได้แสร้งให้เจียวก้านลักจดหมายสวามิภักดิ์ของชัวมอและเตียวอุ๋นที่จิวยี่ปลอมแปลงขึ้น เมื่อโจโฉได้อ่านจดหมายนั้น ประกอบกับการที่ชัวมอและเตียวอุ๋นได้ยิงเกาทัณฑ์แสนดอกให้ฝ่ายง่อก๊ก ทำให้โจโฉสั่งประหารชัวมอและเตียวอุ๋น

ซุนซ่างเซียงได้เดินทางกลับจากการสอดแนมแล้วนำแผนที่ค่ายโจโฉนำมาเสนอ จิวยี่และขงเบ้งวางแผนที่จะเผากองทัพเรือของโจโฉ ฝ่ายเสียวเกี้ยว ภรรยาของจิวยี่ได้เดินทางไปหาโจโฉเพื่อถ่วงเวลาโจโฉ เพื่อให้แผนการของจิวยี่สมฤทธิ์ผล สงครามได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อลมตะวันออกเฉียงใต้ได้พัดมา อันเป็นประโยชน์ต่อกองทัพง่อก๊กในการเผาทัพของโจโฉ จิวยี่ได้ส่งเรือไฟไปเผาทัพเรือที่โยงติดกันของโจโฉจนวอดวายสิ้น ขณะเดียวกัน เล่าปี่ได้กลับร่วมในการโจมตีโจโฉอีกแรง โจโฉได้ถอยกลับมาที่ค่าย กองทัพพันธมิตรได้นำทัพไปตีค่ายของโจโฉ และสามารถชิงตัวเสียวเกี้ยวคืนกลับมาได้ จิวยี่ได้ปล่อยโจโฉกลับไป กองทัพพันธมิตรเล่าปี่และซุนกวนได้รับชัยชนะในที่สุด

เมื่อผมคิดถึงนักเขียนนิยาย ที่มีชื่อว่าโกโกล เคยเรียกเมืองหลวงเซ็นต์ ปีเตอร์ สเปริก์ว่า ป่าช้าความฝัน และเรามีความฝันแบบไหน? ในแง่ความรู้ของประชาธิปไตยของไทย ที่มีลักษณะบางคน ก็ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ตามสุภาษิต เหมือนน้ำท่วมหัวเอาตัวไม่รอด หรือตรงกันข้ามในบทเพลงไทยที่มีเพลง เช่น ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย…
ฉะนั้น ผมอยากให้ฟังเพลงบรรเลงแก้เบื่อ แถมเพลงสองเพลง มีเนื้อเพลงหนึ่งเพลง

Nneka – The Uncomfortable Truth
The time has come 4 u to see That love is something else u practise it to be The line is long 4 u and me That leads us 2 the very debt of our hearts We’re still on the surface deceiving ourselves
Inside we hate, and want 2 see our best friends fall… oh Let us make a change why can’t we turn the page Lord make us able Without u we are totally unstable Let us make a change why can’t we turn the page
Lord make us able Without u we are totally unstable U talk about peace Put it in ur mouth The same mouth u use to declare ur bombs Ur system is a joke No heart in it It’s choking us to death We living in decept so
Tell me oh, please tell me that Love, ain’t what u are talking about on TV Love, ain’t what u practice it to be Love, ain’t the Love that u are giving me Love, gotta be something un can not compare anything to
Let us make a change
why can’t we turn the page Lord make us able Without u we are totally unstable Let us make a change why can’t we turn the page Lord make us able
Without u we are totally unstable

Joni Mitchell-Chinese Cafe

วันที่ 24-31 สิงหา 54
True, we love life, not because we are used to living, but because we are used to loving. There is always some madness in love, but there is also always some reason in madness.
— Friedrich Nietzsche, Thus Spoke Zarathustra, First Part: On Reading and Writing ที่มาhttp://www.wwq3.where-buffalo-roams.com/quotes/love.htm

จากผมหยุดเขียนบันทึกไปหลายวัน เนื่องจากผมไม่มีเวลาเขียนบันทึก ก็นัดพบเจอเพื่อน รุ่นพี่ต่างๆ และผมมีโอกาสได้ร่วมงานอินเตอร์แนชั่นแนล Conference ซึ่งผมเรียนรู้อะไรมากมายเพิ่มขึ้น จากรสชาติอาหารไทยด้วย ในแง่หนึ่ง ก็ผมร่วมงานในเชียงใหม่ นี่แหละ แต่ผมจะไม่เล่าราย

ละเอียดเกี่ยวกับการประชุมนานาชาติ กรณีชาวASIAN หรืออาเซียน ก็พวกชาวเอเชียมากันหลายเชื้อชาติ และผมได้ร่วมรับฟังความรู้เรื่องแรงงาน ก็เล่าถึงไม่มาก แต่ความรู้น่าสนใจ ซึ่งผมไม่มีโอกาสเขียนเรื่องประกันสังคม หรือประเด็นsocial security.. และช่วงว่างของเวลาหยุดพัก ก็ทำให้เห็นว่า ควรหยุดเขียนบันทึกของเดือนนี้ และ

ผมนึกถึงเพื่อนที่ทำงานเป็นแรงงานที่มาเก๊า จากอารมณ์เขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งสลับกันคนมาประชุม ทั้งคนไทย คนจีน มาจากฮ่องกง เซินเจิ้น ฯลฯ จำนวนมาก ทำให้ผมคิดว่า การเข้าร่วมมีประโยชน์ระลึกประสบการณ์ของตัวเองด้านต่างๆ ก่อนกลับมาหลับพักผ่อน ที่หอพักก็

เหมือนจินตนาการ นั่งไปบนรถไฟ ที่ยาวนาน และคนก็ต้องลงรถไฟ บางครั้งชีวิต ก็ต้องมีที่อยู่สำหรับการเดินทาง เช่น บ้าน ก็เหมือนกัน และบางคนในหอพัก ก็เป็นคนพลัดถิ่นเหมือนแรงงาน ซึ่งบางคนมาจากน่าน ฉะเชิงเทรา พัทลุง และผมนึกถึงBank เรียนจบไปทำงานกรุงเทพฯ แวะ

มาหาแฟนที่หอฯ และเราก็ทักทายกัน ซึ่งเราก็เหมือนต้องแยกย้ายขึ้นรถไฟไปคนละขบวน ในสถานที่อื่นต่อไป และผมนึกถึงหนังเรื่อง 2046 ที่มีเกี่ยวกับรถไฟ และผมเหมือนนั่งอยู่บนรถไฟย้อนอดีต ก็นึกถึงหนังที่มีโอกาสได้ดู เช่น Far from home ของYangon Film School เป็น

หนังสารคดีเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ชาติพันธ์ทำงานในนา และCinta หนังรัก ก็เป็นประเด็นการแต่งงานข้ามศาสนา ชาติพันธุ์ของคนจีน ในอินโดฯ กับคนอิสลาม/อินโดฯ นะครับ กลับกันถ้าผมนั่งรถไฟไปสู่อนาคต จะมีอะไรให้จินตนาการ…

เมื่อผมนึกถึงเรื่องจินตนาการ-อนาคต และประชาชนในอาเซียน หรือเอเซีย หลังสงครามเย็น ก็คือ การปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ของจีน-ฮ่องกงให้อยู่รอดในระบบทุนนิยม กำลังดำเนินต่อไป และถ้าเราคิดแบบไทย ที่มีความเชื่อต่อตำราพรหมชาติ เป็นหนังสือทำนายดวงชะตา และอนาคต ซึ่งมี

นักวิชาการอย่างเครก.เจ เรโนลด์ ก็เคยสนใจแนวนี้ เช่น ดูข้อมูลเพิ่มเติม-รายงาน: ปฏิบัติการของอำนาจผ่านตำรา ภาคปัจฉิมลิขิต..
http://61.47.2.69/~midnight/midnight2544/0009999482.html

กระนั้น การเสวนาในครั้งต่อมา อีกหลายปีก็ต่อมาเสนอประเด็นAutocratic..(ที่มีแปลเป็นไทยว่า..อัตตาธิปไตยในไทยและประเทศเพื่อนบ้านจากประชาไทและการประชุมอาเซียน ซึ่งผมเล่าสั้นๆก็มีบทความใช้คำนี้)และเนื่องจากผมไม่มีเวลาเขียนถึงนักพยากรณ์อย่างเต็มเวลา ก็ในหนังสือ A HISTORY OF READING ซึ่งชื่อภาษาไทย คือ โลก

ในมือนักอ่าน ก็กล่าวถึงการอ่านอนาคต ซึ่งผมไม่มีเวลาพิมพ์ตามหนังสือทุกบรรทัด จึงเล่าสรุปว่า การทำสารานุกรม หนังสือช่วงหนึ่งเกี่ยวกับนางพยากรณ์ ซึ่งมีพลังจากพระเจ้าในการล่วงรู้อนาคต และมนุษย์จำเป็นต้องถอดรหัสของคำกล่าวของพวกนาง และอิทธิพลของนางพยากรณ์ มี

เข้าสู่ช่วงประวัติศาสตร์ของกรีก โรมัน และก่อนมีคริสตศาสนา จนกระทั่งมีคริสตศาสนาแล้วก็ตาม อิทธิพลของการทำนายของนางพยากรณ์ก็มีสูงต่อจักรพรรดิต่างๆ และกวี ที่มีนามว่า เวอร์จิล ก็แต่งบทกวี ทำนายการเกิดของพระเยซู ซึ่งได้รับอิทธิพลของนางพยากรณ์ และอิทธิพลของ

วอร์จิล โคลงกลอนหนังสือของเขา ก็ส่งอิทธิพลต่อผู้คน นักอ่านในยุคต่างๆ เหมือนกับการเล่นเปิดหนังสือ สำหรับการตัดสินใจทำงานของคนสมัยก่อน ให้เปิดดูหน้าหนังสือเล่มที่ทำนายอนาคต พร้อมใช้หนังสือเป็นแรงบันดาลใจสำหรับมีชีวิตอยู่ กรณีตัวละครในเรื่องโรบินสัน ครูโซ ที่ยึด

พระวจน์ของพระเจ้า นี่เป็นตัวอย่างการเล่าเรื่องของหนังสือโลกในมือนักอ่าน ก็ยกตัวอย่างอิทธิพลการอ่านอนาคตต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผมเขียนย่อให้ง่าย ในบริบทก่อน พระเยชูจะยิ่งใหญ่ ก็มีนักพยากรณ์ต่างๆ กล่าวถึงการมาของพระเยซู ซึ่งนักพยากรณ์ ก็มีอิทธิพลต่อผู้คน สมัยนั้น ส่วนผม

อธิบายง่ายๆ ต่อเรื่องหนังสือกวีของเวอร์จิล เป็นสื่ออธิบายอนาคตได้(นิทเช่ ก็กล่าวถึงเทพพยากรณ์ในซาราทุสตรา นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนของผม และใส่อ้างอิงบางส่วน ถ้ามีเวลาว่างอาจจะต้องขยายความมากกว่านี้)

*หมายเหตุ:เวอร์จิล
พาบริอุส เวอจิลเลียส มาโล (เสียงอังกฤษเรียก เวอร์จิล) (15 ตุลาคม, พ.ศ. 473 – 21
กันยายน พ.ศ. 524, เป็น นักเขียนบทกวีภาษาละติน มหากาพย์ที่เวอร์จิล เขียนที่มีชื่อเสียงคือ แอเนียด (Aeneid) บทกวีที่เขาแต่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระเจ้า และนิยายปรัมปรา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%A5
ถ้าเราลองค้นหาเพิ่มเติมเรื่องเวอร์จิล จากth.wikipedia.org/wiki/เวอร์จิลเหมือนนักเขียนคนอื่นๆ ซึ่งบางส่วนผมเคยเขียนถึงไปแล้วครับ

แล้วจากสาระวิชาการต่างๆ ก็ผมนึกถึงเรื่องกระบวนทัศน์…Giorgio Agamben. What is a Paradigm. 2002 3/10 (อะไร คือกระบวนทัศน์ ลองหาดูคลิปเพิ่มเติม พร้อมมีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เหมือนคุณลองค้นที่เขาคอมเม้นท์โบรดิยาร์ด)

เมื่อผมไม่มีเวลาเขียนอะไรเพิ่มเติม ก็ตั้งข้อสังเกตสั้นๆ เราจินตนาการเพิ่ม ในกระแสอาเซียน ก็ตอนนี้ไทย มีส่วนร่วมในกระบวนทัศน์ น่ะครับ จากแง่มุมกระบวนทัศน์ต่ออนาคต-2555 ส่วนบางเรื่องที่ผมอาจจะเล่าไม่หมดก็ยกยอดไปเดือนหน้า และผมต้องไปทำงานอย่างอื่น ก็ทิ้งท้ายด้วยเพลงที่เคยเผยแพร่ไปแล้วซ้ำอีกครั้งของAll Together Separate – Paradigm

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s