2011(2010): Odyssey-2046 และรอยเท้าการเดินทาง

2011(2010): Odyssey-2046 และรอยเท้าการเดินทาง
วันที่ 18 ก.ค.54
ผมไม่ค่อยมีเวลาว่าง ให้อัพเดทเรื่องเล่า และผมกำลังทำงานเขียนเรื่องฮ่องกงต่อเนื่อง รวมทั้งงานอื่นๆ ซึ่งผมหัดอัพยูทิวลงบนWordpress ก็อยากเล่าเรื่องสั้นๆ ว่า ผมมีโอกาสพบผู้คนต่างๆนานา ซึ่งผมกับแม่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาไปทำบุญสังฆทานที่วัด ก็ได้พบเจอเคอิโงะ ที่เป็นข่าว

เมื่อหลายปีก่อน กลับมาเป็นข่าวทำบัตรประชาชนเด็ก และผมไปทำบุญอาสาฬหบูชา ในเรื่องเล่าของลุง คนหนึ่ง ที่ได้ยินเรื่องเล่าความรัก มานะถึงหญิงสาว ที่เคยรักกัน ไม่เจอกันห้าสิบปีผ่านไป แต่ยังระลึกถึงเธอกับการเล่าเรื่องในวัด ถึงคำสัญญาที่ว่า ความรักจะคงอยู่จนกว่าน้ำในน้ำตก

ห้วยแก้วไม่หายไป จึงพบว่าปัจจุบันน้ำตกห้วยแก้วแห้งเหือดหายไป ก็นำน้ำเปล่าไปเติมใส่น้ำตก เพื่อให้ทุกอย่างคงเหมือนเดิม และเรื่องเล่าถึงการกรวดน้ำทางพุทธศาสนาของรุ่นพี่ ที่ว่าการกรวดน้ำของพระพุทธเจ้า เป็นการสะสมน้ำไว้ในธรณี จนกระทั่งตอนเผชิญมาร และพระแม่ธรณีมา

บีบมวยผมช่วยไว้จากการผจญมาร พบกับน้ำขนาดเท่ามหาสมุทร รวมทั้งผมนึกถึงเรื่องรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ในหนึ่งวัน ที่มีหลายเรื่องเล่า และลงท้ายผมซื้อล็อตเตอรี่ไม่ถูกหวย(ฮา)

นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล่าเรื่องย้อนอดีต วันที่18 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วันชาติ ความว่า ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา และลงมติว่า วันที่ 24 มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ดังนั้น ผู้

เขียนอยากเล่าเรื่องสั้นสำหรับเรื่องเอกสารในวันประกาศเป็นวันชาติอย่างทางการ กับเราลองดูเพิ่มเติมในเรื่อง24 มิถุนากับเสียงเพลงชาติ : บทประพันธ์เนื้อร้องของทหารเป็นสุนทรียภาพถึงกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย http://www.prachatham.com/detail.htm?

code=a1_27062011_01
18 กรกฎาคมในอดีต
เหตุการณ์
พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835) – หมอบรัดเลย์ แพทย์และหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ
พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) – อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือ ไมน์คัมพฟ์ (การต่อสู้ของข้าพเจ้า)
วันเกิด
พ.ศ. 2347 (ค.ศ. 1804) – หมอบรัดเลย์ (แดน บีช แบรดลีย์) แพทย์และหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน (ถึงแก่กรรม 23 มิถุนายน พ.ศ. 2416)
พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) – โทมัส คุนห์ นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน (ถึงแก่กรรม 17 มิถุนายน พ.ศ. 2539) (โทมัส คุนห์ คือ คนเขียนเรื่องParadigm)
พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) – เนลสัน แมนเดลา นักปฏิวัติและประธานาธิบดีแอฟริกาใต้
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95
http://th.wikipedia.org/wiki/18_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
จับตาศาลโลก 18 กรกฎาคม : | ไทยโพสต์
15 ก.ค. 2011 … ไม่ว่าวันที่ 18 ก.ค. … ไม่ว่าศาลจะมองเรื่องเขตแดนอย่างไร หากพิจารณาถึงคำสั่งใน
วันที่ 18 ก.ค. ในภาพรวมอาจเป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ …
http://www.thaipost.net/news/150711/41780
——————————————-
ผมเพิ่งได้ซื้อหนังสือ2010:Odyssey จอมจักรวาล ภาค2 ฉบับแปลไทย และผมมีหนังสือ2001 จอมจักรวาล1ด้วยแล้ว ก็คิดถึงปกหลังของหนังสือฉบับแปลไทย ที่มีประโยคว่า…คุณจะมีความรู้สึกว่าอนาคตอาจดีกว่าอดีต..2001 จอมจักรวาล1 (2001 A Space Odyssey)

http://www.siambook.net/product-th-706821-3557628-2001+%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A51+

(2001+A+Space+Odyssey)++%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99+order243503+.html#
ส่วนการเล่าเรื่องย่อของหนังสือจอมจักรวาล ภาค 2 / 2010 ODYSSEY TWO – อาเธอร์ ซี คล้าก.คือ…
ดาวพฤหัสบดี เป็นดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มนุษย์โลกหลายชาติแย่งชิงกันขึ้นไปทำความรู้จักกับพวกเขา การติดต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตนอกโลกผู้ชาญฉลาดกับมนุษย์ยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับสัญญาณเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นกับดาวดวง
http://www.naiin.com/(S(crpprhuvevkxtknoghkfy245)A(3K7GIOVmzAEkAAAAYmQ3NWM2ODItOTk1Mi00MWRlLTk4NDctYTlmNjhjNDI0ZWExFBPtrdYJuaY-vKtLEmnLNUVrm-w1))/ProductDetail.aspx?

sku=BK215333674350197&AspxAutoDetectCookieSupport=1
http://www.toulo.com/product/ProductDetail.asp?ProductID=11051
2001 A Space Odyssey Opening

2001 a space odyssey

TRAILER – 2001: a space odyssey

บางครั้ง การตีความเรื่องต่างๆ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และผมกำลังเขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับการเดินทางในฮ่องกง ก็เล่าเรื่องเหล้า และโกวเล้ง คำคม ซึ่งอิทธิพลตะวันตกของนิทเช่ คือAphorism แน่นอนว่า อิทธิพลวรรณกรรมคาวบอย และเชอร์ล็อกโฮมส์ (สืบสวน)ก็มีอยู่ด้วย แต่ว่าการตีความวรรณกรรม ก็อาจมี

ผิดพลาดได้ และนักเขียน ยังเมามาย ได้ลองดูรายชื่อนักเขียนเมาๆ คือ O. Henry,Tennessee Williams,Edgar Allen Poe(ผู้เขียนนิยายสืบสวน),Jack Kerouac,William Faulkner,Charles Bukowski,F. Scott Fitzgerald,James Joyce,Ernest Hemingway รายชื่อนัก

เขียนพวกนี้ ก็ผมเคยอ่านหนังสือของพวกเขา และเพื่อนส่งข้อมูลเรื่องการดื่มเหล้าของนักเขียนมาให้ผมอ่านเล่นๆ ไม่ต้องตีความอะไรให้คิดมาก คิดเยอะ แค่ขำขำ http://listverse.com/2008/01/22/top-15-great-alcoholic-writers/

…โลก เหล้า และความรัก:รวมปรัชญาวาทะจากวรรณกรรมอมตะของโกวเล้ง
จวบจนกระทั่งบัดนี้ เขาเพิ่งพบว่าการรักคนผู้หนึ่งเป็นเรื่องปวดร้าวใจปานใด การถูกรักกลับมีความสุขกระไร ปานนั้น แต่จวบจนกระทั่งบัดนี้เขายังยินยอมรักคน โดยไม่ต้องการถูกรัก,กระดึง สายลม คมดาบ: น.นพรัตน์
“ความจริงในชั่วชีวิตของมนุษย์เราที่บันดาลให้รันทดสุดแสน มิใช่เป็นการจำพราก แต่เป็นได้อยู่ร่วม”
“อยู่ร่วม?”
“ใช่ หากไม่ได้อยู่ร่วมกัน ไหนเลยมีการจำพรากไป”
…………………………………….
โป้วอั้งเสาะไม่เคยคิด มีวาจาจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไป หากไม่บอกผู้อื่นไหนเลยทราบได้?
นี่อาจบางทีเนื่องเพราะโป้วอั๊งเสาะยังไม่เข้าใจชุยล้ง ไม่เข้าใจสตรีและยังไม่เข้าใจความรัก
ในเมื่อไม่เข้าใจสมควรไปถูกรักเยี่ยงไร และไม่เข้าใจสมควรไปรักผู้อื่นเยี่ยงไร
แต่ความรักเยี่ยงนี้ จึงเป็นจริงที่สุด หนักแน่นลึกซึ้งที่สุด
เพียงไปรักคนผู้หนึ่งโดยจริงใจเมื่อใด จึงมีความเจ็บช้ำที่แท้จริงได้
นี่คือโศกนาฎกรรมยิ่งใหญ่ของมนุษย์เรา
แต่ขอเพียงเคยมีความรักแท้มา แม้เจ็บช้ำก็คุ้มค่าอยู่
……..โกวเล้ง เกิด: พ.ศ. 2480ฮ่องกง ถึงแก่กรรม: พ.ศ. 2528ไต้หวัน อาชีพ: นักเขียนนวนิยาย แนวทางการเขียน: นิยายกำลังภายใน ได้อิทธิพลจาก: นิทเช่,วรรณกรรมตะวันตก อาทิ นิยายคาวบอย จารชน สายลับ และการสืบสวนสอบสวน, ปรัชญาเต๋าและเซน
มีอิทธิพลต่อ: อุนสุยอัน และนักเขียนนิยายกำลังภายในอื่นๆ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%87
ด้วยลีลาและสำนวนการเขียนแฝงแง่คิด คติ ปรัชญา (บ้างว่าเป็นปรัชญาขี้เมา ใช้ไม่ได้) ที่มีอิทธิพลจาก aphorism ของนิทเช่ และมุมมองที่ดีต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ โกวเล้งจึงนับเป็นนักเขียนที่อยู่ในใจผู้คนตลอดกาล ข้าพเจ้าขอยกคำคมๆจากผลงานของท่าน
“…รักแท้ต้องใช้รักแท้ไปแลกมา ท่านเองหากไม่ได้มอบรักแท้ออกไป ไหนเลยมุ่งหวังให้ผู้อื่นทุ่มเทรักแท้ต่อท่านได้…”
จากเรื่อง อินทรีผงาดฟ้า
http://pobsant.blogspot.com/2010/09/blog-post.html
“โลกบู๊ลิ้ม” คุณธรรมแบบโกวเล้งกับนิตเช่
http://www.prachatai.com/journal/2007/04/12447
การเขียนของโก้วเล้ง ผิดแผกจากบุคคลอื่นประการหนึ่ง และเป็นข้อมูลที่น้อยคนทราบได้ ….โก้วเล้งที่ปกติดื่มสุราเป็นอาจิณ ตอนเขียนนิยายกลับไม่แตะต้องแม้สักหยดเดียว ปรกติน้อยครั้งจะสูบบุหรี่ ตอนเขียนต้นฉบับกลับสูบติดต่อกันมวนแล้วมวนเล่า
…..ขณะตระเตรียมเขียนต้นฉบับ โก้งเล้งต้องล้างมือสะอาดสะอ้าน หรือตัดแต่งเล็บนิ้ว ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เห็นว่าสวมใส่สบายที่สุด จากนั้นค่อยนั่งสำรวมแน่วนิ่ง เริ่มต้นเขียนต้นฉบับ มีช่วงเวลาอันยาวนานที่โก้วเล้งนิยมเขียนบนพื้น
http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?t=9308

โดยผมอยากปิดท้ายสั้นๆ หลายเรื่องเป็นเรื่องดี แต่ผมยังไม่เล่าก็เก็บไว้ในความทรงจำ ในช่วงเวลาที่ผ่านพ้น วันอาสาฬหบูชา เกี่ยวกับพุทธศาสนา ซึ่งหนังเรื่องนี้ นำเสนอในรูปแบบหนึ่ง คือ chinese odyssey สำหรับบันทึกความทรงจำและก่อนหลงลืมอะไรไปบ้างในวันเข้าพรรษา
chinese odyssey 2 p10

วันที่ 19 ก.ค.54
เส้นทางการเดินทางของผู้ร่วมเดินทาง คือ ผมและเพื่อน ต้องวางแผนการเดินทาง ทิศทาง ก่อนเดินทางไปในเส้นทางป่า ที่มีขวากหนาม ต้องบุกลุยพงหญ้า อาจจะเผชิญงูในป่า ซึ่งจะเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ก็ต้องเตรียมเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ให้ตกเหว ผลัตตกหลุมบาดเจ็บ เพราะ

อาจจะมองไม่เห็นหลุมพราง นี่เป็นเรื่องเล่าของนักเดินทางในป่า ที่เขียนบันทึกการเดินทางท่องเที่ยว หรือนักเขียน นักเดินทางอย่างผม ก็มองเห็นการวางแผนก่อนเดินทางไปที่ต่างๆ (ถ้านึกถึงกีฬานักมวย ก็ต้องวางแผน ก่อนขึ้นชกมวย) และนักเขียนอย่างโกวเล้ง ก็เตรียมเขียนต้นฉบับ และ

นิสัยการทำงาน จากแง่มุมนิสัยการทำงานของนักเขียน เช่น นักเขียนในหนัง2046 และนิสัยการทำงานของบัลซัก ในการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ และWork habits ที่ผมเล่าไปแล้ว
โดยผมต้องเตรียมเขียนคอลัมภ์ส่งนิตยสาร และเรื่องราวเกี่ยวกับฮ่องกง ที่ไม่ลืมอิทธิพลของหนัง2046และผมเคยเขียนถึงWhy So Serious:Take History;2010-2046 ซึ่งทำไม ผมคิดมาก ไม่อาจหยุดระงับเขียนบันทึกสุข-ทุกข์ในชีวิตประจำวัน ภายใต้ขีดจำกัดของการตีความ

วิเคราะห์ ท่ามกลางออร่า(Aura) ที่มีผลกระทบจากผู้คน และผมออกอาการจน เครียด กินเหล้า เหมือนโฆษณาทีวี ก็มีหลายเรื่องให้คิดมากในแง่มุมรอบด้าน และปัญหาต่างๆ จากประสบการณ์ส่วนตัว ความลับของความคิดของค่ำคืน ที่มีการปรากฏตัวของแมลงสาปในห้องนอน แทบทน

ไม่ไหว หลายเรื่องที่ผมต้องการผ่อนคลาย ลืมมันไปบ้าง ในการพบผู้คน แต่ละคน ทำให้ผมเหมือนแบกโลกไว้ ใช่ ผมก้อมีจุดอ่อนแอ วิตกกังวลในความเป็นมนุษย์ ผ่านช่วงเวลา…(มุมกลับกัน ถ้าใครที่อ่านบทความของผม หรือตามอ่านบันทึกของผม แต่คุณเคยวิจารณ์ตัวเอง หรือวิเคราะห์ตัว

เองแบบผมไหม?) ใช่ ผมฟังรุ่นพี่บางคน เล่าเรื่องการทำนายของโหรอันน่าสนใจ แต่ผมจะไม่ขยายความเล่าต่อ โดยผมไปวัด ที่มีส่วนต่อความรู้สึกกับคำว่า “เปลี่ยน” ใช่ บางอย่างไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ และผมยกตัวอย่างในเรื่องA Chinese odyssey ในท่ามกลาง โลกของกระแสข่าวต่างๆ

เช่น กระแสข่าวปราสาท(เขา)พระวิหาร กรณีพิพาท และพาดพิงกัน (หรือเรานึกถึงเรื่องกล่าวหาลอยๆ) จนกระทั่งกระแสข่าว กกต.และผมทำงานเก็บข้อมูลเรื่องเลือกตั้ง จึงหวนคิดในมุมมอง และประสบการณ์ของตนเอง จากแง่มุมอาการกังวล เกี่ยวกับสงครามชายแดน ความรักชาติ ใน

ชาตินิยม และปัญหาการรัฐประหาร….

แต่ด้านหนึ่งผมไม่ซีเรียสมาก เพราะกลัวเส้นเลือดในสมองแตก(ฮา) จาก ส่วนโกวเล้งกล่าวว่า”…ความรักนับเป็นเรื่องพิศดารที่สุดจริงๆ มันบางครั้งสามารถบันดาลให้คนโง่เขลา กลายเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องที่สุด แต่บางครั้งกลับสามารถบันดาลให้คนชาญฉลาด กลายเป็นคนโง่เขลาเบา

ปัญญาได้…”
สถานการณ์ในสนามรบ มีความพิเศษพิศดารมากเพียงไร มักจะคล้ายกับสนามรัก ทั้งสองฟากฝ่าย หากมีฝ่ายหนึ่งปรากฎความสงบเยือกเย็นผิดปกติ อีกฝ่ายก็อดมิได้ต้องเกิดความว้าวุ่นหวั่นไหว ในระหว่างกันและกัน หากคนหนึ่งสามารถเด็ดเดี่ยวหนักแน่นผิดธรรมดา อีกฝ่ายหนึ่งก็ยากที่

จะอ่อนแอเปราะบางได้ หากไร้น้ำใจในสนามรัก มักจะเป็นพลานุภาพที่ดึงดูดผู้คนได้รุนแรงยิ่งการเยือกเย็นในสนามรบก็เป็นอาวุธอันเข้มแข็งอยู่ตลอดกาล
จากเรื่อง นักสู้ผู้พิชิต
http://sayreechai.board.ob.tc/-View.php?N=18
ทำไม ผมระลึกถึงโกวเล้ง ก็ผม มีรุ่นพี่ ที่จำพราก ที่สุด คือ ตายจากไป ก็เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องโกวเล้ง กับคุณค่าของสตรี…เป็นต้น นี่แหละ ที่ผมมักกล่าวซ้ำถึงเขาสม่ำเสมอ และหลายคน ที่ผมร่ำสุรา ก้อทำให้ผมนึกถึงเรื่องคำคมของโกวเล้ง คือ เดียวดายใต้เงาจันทร์ เป็นความเรียงผลึก

ความคิดของมังกรโบราณ อัจฉริยปีศาจ ผู้ยึดถือคุณธรรม น้ำมิตรและเมรัยรสเหนืออื่นใด ยินยอมไม่มีชีวิต แต่มิยอมมีชีวิตเปลี่ยวเหงา…โดยเดียวดายใต้เงาจันทร์ โก้วเล้งรำพันhttp://www.siambook.net/product.detail_45749_th_3872668
…เรื่องราว ในอดีต เหมือนหมอกควัน ความฝัน สิ่งที่สูญเสียไปแล้วไม่อาจหวนคืน ทำไมอีก คิดถึงมันใหม่แล้วจะมีประโยชน์อันใดกัน..นี่เป็นส่วนหนึ่งของโกวเล้ง แต่ว่าความสำคัญของอดีต ในแง่มุมหนึ่งของการคุยและลุย ก็มองไปข้างหน้าด้วยกัน น่ะครับ
..ธิดา ถาวรเศรษฐ: ความขัดแย้งภายในองค์กรและความขัดแย้งในหมู่ประชาชน
ปกติทุกองค์กรทุกหน่วยงาน จะมีความขัดแย้งกันตลอดเวลา และความขัดแย้งจากทัศนะที่แตกต่างกัน จะทำให้องค์กรพัฒนาไปได้ แต่เมื่อใดที่ยกระดับความขัดแย้งเหนือองค์กร กระโดดข้ามไปสู่สาธารณะก็จะบ่งถึงการสิ้นสุดความขัดแย้ง นำไปสู่ความแตกแยก เพื่อการแตกแยก การจะ

เป็นเช่นนี้ แม้แต่หน่วยเล็กที่สุดคือ สามีภรรยา ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำความขัดแย้งไปเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็ยากที่จะคืนดีกันได้ ถ้าเป็นบริษัทองค์กรเอกชนก็จะแยกไปตั้งบริษัทใหม่
สำหรับการต่อสู้ของประชาชนนั้น ยิ่งถูกเรียกร้องหนักมากยิ่งกว่านั้น เพราะเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ประชาชน ตราบเท่าที่ยังอยู่ในขบวนเดียวกัน ในองค์กรต่อสู้เดียวกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีส่วนในองค์กรนำด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การนำความขัดแย้งออกมากล่าวโทษ

กล่าวร้ายและเสียหายต่อการนำในที่สาธารณะ ถือเป็นการเจตนาทำลายการนำ ทำลายองค์กร และทำลายการต่อสู้ของประชาชน…
…ถามว่า เรามีจุดข้อผิดพลาด จุดอ่อนจากการนำที่ผ่านมาหรือไม่? ในองค์กรนำที่เรารู้กันดี ท่ามกลางผลสำเร็จในการขยายมวลชนคนเสื้อแดง การมีแนวทาง นโยบายยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน และมวลชนขยายตัวเพิ่มขึ้น
แต่ข้ออ่อนในเรื่ององค์กรนำ โครงสร้างการนำและหลักการนำยังมีปัญหาที่ยึดบุคคลมากกว่าการนำรวมหมู่ ลักษณะลัทธิเอาอย่าง เกิดเป็นวีรชนเอกชน เกิดเสรีไร้ระเบียบวินัย เกิดลัทธิสุ่มเสี่ยงที่ไร้การควบคุมด้วยการนำ เหล่านี้ ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องลดข้อเสียเหล่านี้ เพื่อยกระดับ

การนำองค์กร…
..การแก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรการต่อสู้ จึงต้องทำการต่อสู้ภายในองค์กรเท่านั้น อย่างเข้มข้น จริงจัง ตามหลักการและผลการตัดสินใจใช้หลักการนำรวมหมู่ ภายใต้วิธีการประชาธิปไตยแต่มาตรฐานนี้ต้องใช้กับคนในองค์กรที่มีลักษณะร่วมกันด้วยพื้นฐานความเข้าใจและข้อมูลและ

หลักคิดใกล้เคียงกัน การนำขององค์กรต่อสู้ของประชาชนที่มีองค์ประกอบแตกต่างกันมากก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งในองค์กรได้บ่อยมากๆด้วยธรรมชาติที่แตกต่างกัน
เช่นนี้เป็นเรื่องยาก เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ สถานการณ์ที่ต่างกัน
นักต่อสู้ของประชาชนจะคิดและทำแบบหนึ่ง…
นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งจะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง…
นักเลงก็จะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง…
นักลงทุนก็จะคิดและทำอีกแบบหนึ่ง…
แต่นักต่อสู้ของประชาชนและนักเลงอาจจะมีความคล้ายกันตรงที่ไม่ขยายความขัดแย้งภายในออกไปสู่ภายนอก ต่อภายนอกจะปกป้ององค์กรประชาชน ปกป้องคนในองค์กร…
http://www.prachatai.com/journal/2011/07/36011
เมื่อผมคิดเรื่องการเปรียบเทียบกรณีตัวอย่างดังกล่าวเป็นบทความ ที่น่าสนใจสมควรตามอ่านให้จบ และสะท้อนเส้นแบ่งระหว่างความรัก ในเรื่องส่วนตัว และสถานการณ์การต่อสู้เหมือนสงคราม ในสนามความรัก ที่มีเรื่องของผัว เมีย หรือ คู่รัก ขัดแย้งเป็นเรื่องที่ดีขึ้นได้ แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง

ก็นำไปสู่ความแตกแยกกันได้…

ฉะนั้น ด้านหนึ่งของชีวิตส่วนตัวของผม นักเขียนอย่างผมๆ ก็คลายเครียด เช่น ดูละครซิทคอม :เป็นต่อ-Pentor-ความลับของยม 02/14/08 ( III of IV )ชาคริต

http://www.youtube.com/watch?v=3o-_VCTjUho

คำว่าตาสว่าง ก็เกิดขึ้นในละครเป็นต่อ ในเรื่องความรัก และปัญหาปากท้อง กับมุขของยุคสมัย ว่า นายกสมัครฯ แก้ปัญหาปากท้องคนไทยได้ เพราะทำกับข้าวเก่ง เคยทำรายการชิมไปบ่นไป มาถึงยุคผัดหมี่และแคะขนมครก ที่ทำให้การเมืองเกิดเรื่องตลกหรือเปล่า?
เผยกกต. ยังไม่กล้ารับรอง ปู-มาร์ค-ตู่ ให้มีฐานะเป็นส.ส. …ทั้งนี้ กรณีของนายอภิสิทธิ์ซึ่งมีเรื่องร้องคัดค้านเรื่องขนมครก และ น.ส.ยิ่งลักษณ์เรื่องผัดหมี่โคราชนั้น
http://www.thairath.co.th/today/view/185958(ข่าวก่อนวันที่ 19 ก.ค.)
โดยจริงๆ เสียงเรื่องค่าแรง 300บาท ก็มีประเด็นที่พวกผม คุยกันในหลายแง่มุม ทั้งเสียงกระแสสื่อว่า ค่าแรง จะทำให้เงินเฟ้อ จริงหรือ? และการเปลี่ยนแปลงโดยนายกหญิง ที่เสนอนโยบาย ถ้าดูแง่มุมจากประวัติศาสตร์ของพรรคไทยรักไทย ที่สร้างนโยบายประชานิยม จุดเริ่มต้น

พัฒนาการของรัฐสวัสดิการ สามสิบบาทรักษาทุกโรค ก็เคยมีประเด็นคล้ายๆ อย่างนี้กรณีการถกเถียง จนสมัยสมัคร-สมชาย ในเรื่องรถเมล์-รถไฟฟรี ที่ทำจนได้ประสบความสำเร็จ และพรรคประชาธิปัตย์ลอกเลียนแบบ ซึ่งยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม กำลังโจมตี ว่าขายฝัน มันทำให้

นโยบาย นี้ ในแง่มุมประวัติศาสตร์ของผม ด้านเศรษฐกิจ ก็เราน่าศึกษานโยบายของพรรคฯ ก็มีทำได้จริง น่ะครับ
ผมเห็นด้วยกับความคิด ในด้านหนึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน และจริงๆ เรื่องของผู้หญิง ก็มีเรื่องให้ศึกษาเยอะเกิน จนเหมือนเงินเฟ้อ และเราไม่อาจมองประเด็นใหญ่ๆ เช่น ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในแง่มุมใหญ่ เชิงเปลี่ยนโครงสร้างให้ผู้หญิงเป็นสิทธิทางการเมือง ในแง่มุมผู้หญิงให้ทำงานการ

เมืองได้ ซึ่งผมเป็นคนหนึ่ง ที่คิดมาก สำหรับตัวเราเอง เพื่อเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด โดยไม่รู้ตัว ถ้าเราคิดถึงเส้นแบ่ง ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว กับเรื่องงาน ในฐานะที่เส้นแบ่งบางๆ ยากจะแยกจากกันได้ชัดเจน แต่ว่าเราก็หวนกลับคืนไม่ได้ง่ายๆ เมื่อสูญเสียคนรักไป ในเรื่อง

ไซอิ๋ว ฉบับรีมิกซ์ใหม่ นี้น่ะครับ
….หนังที่ผมชอบ…Chinese Odyssey ไซอิ๋วกี่ เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน
เรื่องย่อ
โจวซิงฉือเอาตำนานอย่าง ไซอิ๋ว มาดัดแปลงกลายเป็นงานที่ใหญ่ที่สุด ทะเยอทะยานที่สุด เป็นที่ถกเถียงที่สุด และดีที่สุดของเค้า ไซอิ๋ว เป็นเรื่องของการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฏกของ พระถังซำจั๋ง กับลูกศิษย์ 3 คน จุดเด่นอยู่ที่ความสนุกสนาน เมื่อลูกศิษย์คนโต เห้งเจียต้องต่อสู้กับ

บรรดาปีศาจต่างๆ นานา แต่ใน Chinese Odyssey สิ่งที่เห้งเจียต้องเผชิญหาใช่ ปีศาจที่แข็งแกร่งใดๆ แต่เป็นจิตใจ และกิเลสของตัวเอง

เห้งเจียร่วมมือกับปีศาจวัว ทรยศพระถังซำจั๋ง จับอาจารย์ตัวเองมาเพื่อจะกินเนื้อ แต่ถูกเจ้าแม่กวนอิมมาจัดการเสียก่อน พระถังรู้สึกผิด และละอายใจ ที่ไม่สามารถสั่งสอนลูกศิษย์ให้ดีได้ จึงฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษให้กับลูกศิษย์คนโต อีกหลายร้อยปีต่อมา เห้งเจีย กลับมาเกิดใหม่เป็นหัวหน้า

โจรภูเขา แต่แล้วเหตุการณ์การพาให้เค้าได้ตามหาอดีตของตัวเอง และด้วยของวิเศษที่เรียกว่า “กล่องแสงจันทร์” ที่สามารถย้อนเวลาไปหาอดีตได้ เห้งเจียในรูปของโจรหนุ่มได้รับโอกาสอีกครั้ง โอกาสที่จะกลับไปแก้ตัว ช่วยเหลือพระถังซำจั๋งให้พ้นภัย เห้งเจียต้องเผชิญหน้ากับ ปีศาจ

กระดูกขาว คนรักเก่าในชาติที่แล้ว ที่เค้าแทบจะไม่รู้จักเลย และรักครั้งใหม่กับ นางฟ้าสาวสวยที่กลายร่างมาจากไส้ตะเกียงของพระยูไล ความรักกลับสร้างรอยแผลใหญ่แก่ทั้งเห้งเจีย(ในร่างโจรหนุ่ม) และหญิงสาวที่เค้าเกี่ยวข้องด้วย สุดท้ายราชาแห่งลิง ยินดีที่จะกลับสู่ร่างเดิม และเดิน

ทางไปกับพระถั๋งซำจั๋ง ตามเดิม เพื่อที่จะหลุดพ้นจากความรักโลภโกรธหลงอันเป็นเหตุของความเจ็บปวดทั้งปวง
http://www.donung.com/catalog.php?idp=5645&page=3

แล้วผมนึกถึงเรื่องทิ้งท้ายในAdagio by Secret Garden และทำไม ผมมีบทเพลง ที่เป็นดนตรี โดย สวนความลับ ก้อบางครั้ง ผมก็มีความลับในใจ ที่เผลอระบายออกไป และบางครั้ง ผมก็ต้องเก็บไว้บ้าง ในสถานการณ์การเมือง ที่มีสายลับ : ในด้านหนึ่งที่ผมหยุดเขียนบันทึก ก็ความ

จำเป็น คือเลิกเขียนบันทึกนี้ ก็ดีน่ะครับ และความจริง ก็เป็นประวัติศาสตร์ ที่รอการชำระเอกสาร หลักฐานที่พิสูจน์ได้ จึงขอให้ช่วงเวลาแห่งอนาคตมาถึง เหมือนหนังเรื่อง2046 ที่มีลักษณะพระเอกระบายพูดกับรูในนครวัดของกัมพูชา และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret

Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไป

วันที่ 20 ก.ค.54
เมื่อหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผม ก็มีอุปสรรคไปให้ถึงดวงดาว ในการทำงานเขียนคอลัมภ์ และงานอื่นๆ ก็รถเสีย คือ ไฟเลี้ยวซ้าย ขวาของรถเสีย หลังจากกลับมาจากการเดินทางไปวัด และผมทำงานเก็บข้อมูลสัมภาษณ์การเลือกตั้ง ก็เป็นความลับ ในขณะเดินเท้า เนื่องจากผม

ก็พบกับผู้คน ต่างๆ และระลึกถึงผู้คนบางคนไม่ได้เจอกันนาน เช่น พี่พงษ์ คนขับรถของอดีตเจ้าของหอฯ ที่ป่วย แล้วอาการดีขึ้น จากเส้นเลือดไม่ค่อยไหลเวียนเดินทั่วร่างกาย ก็มีโอกาสบังเอิญได้พบกันอีกครั้ง
ถ้าชีวิตเหมือนนิยาย จะนำทฤษฎีใดมาอธิบายชีวิตของเราบ้าง เช่น กฏแห่งกรรม หรือเรื่องราวคาดหวังต่ออนาคต กรณีเคอิโงะ และตัวละคร คนญี่ปุ่น โดยผมคดิดถึงหนัง 2046 กับคนญี่ปุ่น ในความสัมพันธ์ของทฤษฎีเกม ทางเศรษฐศาสตร์ คือ Win-Win ได้ประโยชน์ด้วยกัน หรือไม่ ก็

เด็กที่มีโอกาสอยู่ร่วมกับพ่อ อีกครั้ง คือ เดินทางไปญี่ปุ่นพบพ่อ ก็ขอให้Win-Win น่ะครับ

จากบทเพลงParadigm คือ ผมดัดแปลงเล่าว่าทุกคน มีรักอาจจะง่าย แต่ถ้าความรักเหมือนกุหลาบ ก็มีหนาม เป็นเส้นทางเสี่ยงได้ง่ายเช่นกัน และด้านจิตวิทยา คือ งานวิจัยของพาฟลอฟเกี่ยวกับรีเฟล็กซ์เรียนมีอิทธิพลอย่างมากไม่เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับวัฒนธรรม

อีกด้วย วลีที่ว่า “สุนัขของปาฟลอฟ” มักใช้เรียกคนที่ตอบสนองต่อสถานการณ์แทนที่จะใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ การวางเงื่อนไขของปาฟลอฟยังเป็นแนวคิดหลักของนิยายวิทยาศาสตร์แนวดิสโทเปียของอัลดัส ฮักซลีย์ชื่อ โลกวิไลซ์ (Brave New World) และนวนิยาย Gravity’s

Rainbow ชื่อโทมัส พินชอน (Thomas Pynchon) ทฤษฎีของเขายังมีผลต่อละครแนววิทยาศาสตร์เช่น ดิ เอ็กซ์-ไฟล์ส (The X-Files)เป็นที่เชื่อกันว่าปาฟลอฟนั้นจะสั่นกระดิ่งเป็นสิ่งกระตุ้นก่อนให้อาหารสุนัข แต่จริงๆ แล้วจากงานเขียนของเขาบันทึกว่าเขาใช้สิ่งกระตุ้นหลาก

หลายชนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าช็อต เสียงนกหวีด เครื่องเคาะจังหวะ ส้อมเสียง และสิ่งกระตุ้นทางการมองเห็น นอกเหนือจากการใช้กระดิ่ง บางแหล่งข้อมูลยังไม่มั่นใจว่าปาฟลอฟเคยใช้กระดิ่งในงานวิจัยของเขาจริงๆ หรือไม่ บางแห่งสันนิษฐานว่าคนอื่นๆ ที่เกิดในยุคเดียวกับปาฟลอฟ

เป็นผู้ใช้กระดิ่งทดลอง เช่น วลาดิมีร์ บาฮ์เจเรฟ (Vladimir Bekhterev) หรือจอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) แต่บางแห่งกล่าวว่ามีแหล่งอ้างอิงหลายแหล่งกล่าวชัดเจนว่าปาฟลอฟใช้กระดิ่งทดลอง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99_%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%

8A_%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%9F

2001: A Space Odyssey Theme song(Thus Spoke Zarathustra โดยเพลงประกอบของหนังมาจากอิทธิพลของนิทเช่)

2001 a Space Odyssey – Jean Michel Jarre: Millions of Star

ไซอิ๋ว95เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน22
จากภาคที่แล้วยังซนไม่เลิก เห้งเจีย.(โจวซิงฉือ).พลัดหลงไปเมื่อ 500 ปีก่อน แล้วได้พบกับสาวน้อย “จื่อเสีย” ผู้เสี่ยงรักด้วยการดึงดาบออกจากฝัก ใครทำได้คนนั้นคือเคู่ครองของเธอได้ขโมยกล่องแพนโดร่าเพื่อต่อรองให้เห้งเจียทดลองดึงดาบก็สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจเลือกเห้งเจียเป็นคู่ครอง

โดยได้ติดตามไปไหนต่อไหนจนได้พบกับ “ตือโป้ยก่าย”, “ซัวเจ๋ง” ทั้งคู่ติดตามมาเพื่อเอาของให้เห้งเจียไปช่วยอาจารย์ “พระถังซำจั๋ง” แต่ก็ยังไม่ถูกลดละจากการตามล่าของปีศาจวัวกระทิง มันประกาศเอาจื่อเสียเป็นเมียน้อยและ.รับเห้งเจีย เป็นลูกเขยหลังจากที่ได้ช่วยให้พ้นเงื้อมมือปีศาจ

แมงมุม เรื่องราววุ่นวายไล่ล่าไม่รู้จักจบสิ้น สร้างเสียงฮือฮาที่ไม่หยุดยั้ง จนเห้งเจียปลงเสียแล้วว่า “โลกใบนี้ไม่มีสิ่งแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของความรัก ยิ่งรักมากยิ่งทุกข์มาก” จึงตกลงที่จะเดินทางตามอาจารย์ไปสร้างตำนานพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป โดยยอมรับอาวุธและ.กระบอง

ทองกลับมาเป็น”พญาลิงเห้งเจีย” อีกครั้งให้เหล่าปีศาจได้หวาดกลัว
http://www.sbuydshop.com/printable.php?productID=4445

เมื่อนิยายอย่างเรื่อง2010:odyssey ก็มีอิทธิพลของจิตวิทยาในแง่มุมหนึ่งเหมือนกัน และwhat is heart? และคำถามถึงชีวิตจากนิยาย-นิทานของเยอรมัน ภาพสะท้อนปัญหาสากล ในแง่มุมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม…
เหตุการณ์ แบบไหนจัดว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์? วินาทีที่ผู้อ่านกำลังอ่านข้อความเหล่านี้ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย หรือในโลก มีเด็กกำลังเกิด(ตาย) ซึ่งสำหรับพ่อแม่ของเด็กนั้น คงทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย อาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดตรงกันข้ามกับ

ก่อนหน้านี้เลยก็ได้ ในแง่นี้ การเกิดของลูกย่อมเป็น “เหตุการณ์สำคัญ” ของพวกเขา แต่สำหรับคนอื่นๆ (“สังคม”) การเกิด(การตาย)ของเด็กชายหรือเด็กหญิงคนนั้น จะถือว่าเป็น “เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์” ได้หรือไม่?

ปัญหาว่าอะไรคือ เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นปัญหาที่นักประวัติศาสตร์เองและผู้สนใน ปรัชญาประวัติศาสตร์ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบมาเป็นเวลานาน นักปรัชญาผู้หนึ่งเคยเสนอว่า เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความ สัมพันธ์เชิง

โครงสร้างที่ดำรงอยู่ (causes a mutation in the existing structural relations) แต่ก็มีนักปรัชญาบางคนแย้งว่า เหตุการณ์อย่างการตายของคาร์ล มาร์กซ แม้จะไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง แต่ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ . . . . .
เหตุการณ์ ในประเทศสยาม เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หรือไม่? สำคัญแค่ไหน? อย่างไร? ในเวลา ๗๑ ปีที่ผ่านมา ความคิดเห็น ความรู้สึก (หรือพูดแบบวิชาการหน่อยคือ “การตีความ”) ต่อเหตุการณ์นั้นได้เปลี่ยนแปลงไป อาจกล่าวได้ว่า

ในระยะ ๗ ทศวรรษนี้ มีวิธีมอง “๒๔ มิถุนา” หรือ “๒๔๗๕” ได้ ๔ แบบ ถ้าจะยืมภาษาวิชาการเกี่ยวกับการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความคิดที่ได้รับการ ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ก็คือ มี “กระบวนทัศน์การตีความ” (interpretive paradigm)….

ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร: บีบีซีสัมภาษณ์ปรีดี
http://www.pridi-phoonsuk.org/pridi-interviewed-bbc-radio/
ปรีดี : ผมก็พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง นั่งรถไปทัศนาจรบริเวณใกล้ ๆ บ้าง เขียนหนังสือหรือบทความบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารทั้งของไทยและของต่างประเทศ ฟังวิทยุกระจายเสียงและดูโทรทัศน์บ้าง โดยเฉพาะผม เป็นแฟนของข่าวบีบีซีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒

และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทั้งตอนอยู่ในประเทศจีน และระหว่างอยู่ในฝรั่งเศสนี้ ก็ฟังวิทยุบีบีซี ทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในตอนเช้าและภาคภาษาอังกฤษในตอนกลางคืนอีก แต่ภาคภาษาไทยฟังไม่ได้เพราะบีบีซี ส่งข้ามไปภาคตะวันออกไกลเสีย

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ผมอยากจะขอความกรุณาให้ท่านมองย้อนหลัง เรื่องประชาธิปไตยในเมืองไทย ในฐานะที่เป็นผู้ก่อการจะได้มั้ยครับ

ปรีดี : ได้ครับ ในฐานะผู้ก่อการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ผมมองย้อนหลังดังต่อไปนี้ ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร ๒ ประเภท คือความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุก ๆ ขบวนการเมือง และความผิดพลาดของคณะราษฎรโดยเฉพาะ ในส่วนที่ว่าเหมือนกับ

ทุกขบวนการก็คือ ความขัดแย้งภายในขบวนการเมืองทุกคณะพรรคการเมือง ที่ต่อสู้ระหว่างกันตามวิถีทางรัฐสภานั้น ก็มีความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ๆ แม้ว่าคณะพรรคใดได้อำนาจรัฐถะแล้วก็ดี แต่ความขัดแย้งภายใน ณ. พรรคนั้นก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงปรากฏว่าคณะพรรคมากหลาย

ได้มีการแตกแยกออกเป็นหลายส่วน หรือสลายไปทั้งคณะพรรค ส่วนคณะพรรคหรือขบวนการที่ใช้วิธีต่อสู้ทางอาวุธนั้น ก็ปรากฏความขัดแย้งและการแตกแยกทำนองเดียวกันดังกล่าวข้างบนและประวัติ ศาสตร์แห่งสมัยระบบศักดินาแห่งมนุษยชาตินั้น เคย มีตัวอย่างที่คณะบุคคลหนึ่ง ใช้

วิธีต่อสู้ทางอาวุธต่อผู้ครองอำนาจรัฐถะได้สำเร็จแล้ว ภายในคณะพรรคนั้นเอง ก็มีบุคคลที่มีความโลภและความริษยา ซึ่งเกิดจากรากฐานแห่งความเห็นแก่ตัวขนาดหนักนั้น ใช้วิธีทำลายคนในคณะเดียวกัน เพื่อตนคนเดียวได้เป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทั้งหลาย หรือที่เรียกว่า

Egocentrism ส่วนจุดอ่อนของคณะราษฎรโดยเฉพาะนั้น ก็แบ่งออกได้เป็น ๔ ประการด้วยกันคือ

ประการที่ ๑ ขาดการศึกษาถึงกฎแห่งความขัดแย้งในขบวนการเมือง และตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้สมาชิกส่วนมากขาดความระมัดระวัง ต่อการที่สมาชิกจำนวนหนึ่งฟื้นซากทัศนะเผด็จการทาสศักดินา ซึ่งเป็นการโต้อภิวัฒน์ หรือ Counter Revolution ต่อ

การอภิวัฒน์ ซึ่งตนเองได้เคยพลีชีวิตร่วมกับคณะ
ประการที่ ๒ คณะราษฎรคิดแต่เพียงเอาชนะทางยุทธวิธี ในการยึดอำนาจรัฐถะเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะไว้ได้อย่างไร จึงจะไม่ถูกการโต้อภิวัฒน์ ซึ่งจะทำให้ชาติต้องเดินถอยหลังเข้าคลอง
ประการที่ ๓ นอกจากท่านหัวหน้าคณะราษฎร ๓ ท่าน คือพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ มีความรู้ความชำนาญการทหาร สามารถนำคณะยึดอำนาจรัฐถะได้สำเร็จแล้ว ส่วนสมาชิกหลายคน แม้มีความรู้ทางทฤษฎี เกี่ยวกับการสถาปนาประเทศ แต่ก็ขาด

ความชำนาญในการปฏิบัติและขาดความชำนาญในการติดต่อกับราษฎรอย่างกว้างขวาง อาทิ “ผม” เป็นต้น
ประการที่ ๔ การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในขบวนการอภิวัฒน์ ถึงกับมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญถาวร ฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕

ส่วนเหตุที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ยังไม่เกิดขึ้นแท้จริงจนทุกวันนี้ ผมขอตอบว่า แม้คณะราษฎรมีจุดอ่อนหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่จุดอ่อนดังกล่าวได้ทำให้ ระบบประชาธิปไตยล่าช้าไปถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เท่านั้น ที่ผมตอบเช่นนี้ ไม่ใช่เป็น

ความที่ผมต้องการแก้ตัว แต่ได้กล่าวตามหลักฐานแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านพิจารณาดังนี้คือ

ก. คณะราษฎรได้ต่อสู้ความขัดแย้งภายในคณะ และการโต้อภิวัฒน์จากภายในคณะและจากภายนอกคณะมาหลายครั้งหลายหน และคณะราษฎรเองได้ปฏิบัติตามหลักทุกประการของคณะราษฎรที่ได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ให้สำเร็จไปก่อน วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙

อันเป็นวันที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทั้ง ๖ ประการนี้ ซึ่งได้แก่ ความเป็นเอกราชสมบูรณ์ การให้ความปลอดภัยในประเทศ การดำรงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจ การให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน การให้ราษฎรมีเสรีภาพและความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพ

นี้ไม่ขัดต่อหลักดังกล่าวข้างต้น และให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร ในแง่ของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ได้บัญญัติขึ้นตามวิธีการที่บัญญัติไว้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นแม่บท ท่านผู้มีใจเป็นธรรมโปรดพิจารณาหลักฐาน

ประวัติศาสตร์ระบบรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นได้ว่าถูกต้องสมบูรณ์ และในสาระก็เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะได้ยกเลิกบทเฉพาะกาล ที่ให้มีสมาชิกประเภทที่ ๒ ที่ได้รับการแต่งตั้ง

ข. ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ คณะรัฐประหาร ได้ยึดอำนาจรัฐถะ ล้มระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ที่ได้สถาปนาขึ้นโดย รัฐธรรมนูญฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ครั้นแล้ว คณะรัฐประหาร ได้สถาปนารัฐธรรมนูญที่มีฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” เมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

อันเป็นโมฆะ ทั้งรูปแบบแห่งกฎหมายและในสาระสำคัญของระบบประชาธิปไตย ซึ่งผมได้กล่าวชี้แจงไว้ในหลายบทความแล้ว อาทิ กรมขุนชัยนาท พระองค์เดียว ไม่มีอำนาจลงพระนามแทนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม อ้างตำแหน่งผู้บัญชาการ

ทหารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็เป็นโมฆะ เพราะเป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหารตั้งให้ มิใช่เป็นรัฐมนตรีซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม ได้บัญญัติให้วุฒิสภา ซึ่งสมาชิกเป็นผู้ได้รับการ

แต่งตั้ง มิใช่โดยการเลือกตั้งของราษฎร จึงมิใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์เหมือนดั่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มดังกล่าว ได้เป็นแม่บทให้รัฐธรรมอีกหลาย ๆ ฉบับต่อ ๆ มา ซึ่งวุฒิสมาชิกได้รับแต่งตั้ง และบางครั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการ

แต่งตั้ง หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับในปัจจุบันนี้เรียกระบบปกครองเช่นนั้นว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ท่านก็ได้กล่าวถึงอดีตมาแล้ว ผมใคร่ขอเรียนถามถึง อนาคตเมืองไทยในระยะข้างหน้านี้ว่า ท่านเห็นว่ามีปัญหาที่สำคัญอย่างไรบ้าง

ปรีดี : ผมเห็นว่าอนาคตของประเทศไทยในระยะนี้ประสบวิกฤตการณ์หลายประการ ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยการพัฒนาสาระสำคัญ ๔ ประการของสังคมประกอบกัน คือ

๑. พัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคม ให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตย เศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคมที่มิใช่เศรษฐกิจประชาธิปไตยนั้น ย่อมเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อันทำให้ประชาชนอัตคัดขัดสน ซึ่งเป็นการทำให้รากฐานของสังคมระส่ำระสาย ฉะนั้นมนุษย์

ในสังคมต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มาก เพียงใด เศรษฐกิจที่เป็นรากฐานก็มั่นคงสมบูรณ์มากขึ้นเพียงนั้น

๒. พัฒนาการเมืองเป็นการเมืองประชาธิปไตย สมานกับรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองที่ตั้งอยู่บนความนึกคิดที่เลื่อนลอย ย่อมมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคม ทำให้รากฐานนั้นระส่ำระสายและเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นมนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาการ

เมืองให้ตั้งอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยได้มากเพียงใด ก็จะเป็นการเมืองประชาธิปไตยมากขึ้นเพียงนั้น และจะมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคมให้มีความมั่นคงสมบูรณ์ มากขึ้นเพียงนั้น

๓. พัฒนาคติธรรมของมนุษย์ ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย บุคคลที่ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยก็ไม่อาจปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการ เมืองให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยและการเมืองประชาธิปไตยได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาคติธรรมของบุคคล ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย ซึ่ง

เป็นหลักนำบุคคล ให้มีจิตใจประชาธิปไตย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตย มิฉะนั้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองก็จะเกิดขึ้น

๔. พัฒนาวิธีประชาธิปไตยในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ระบบเผด็จการนาซีของฮิตเลอร์ ระบบเผด็จการของคณะนายพลญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นซากตกค้างมาจากระบบเผด็จการทาสศักดินา อันเป็น

ระบบที่นำชาติไปรุกรานชาติอื่น ผลที่ปรากฏคือ ระบบเผด็จการดังกล่าวได้นำชาติไปสู่ความหายนะ ฉะนั้นเพื่อพัฒนาสังคมไทยให้มีรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองประชาธิปไตย จิตใจ และคติธรรมประชาธิปไตยดังกล่าวแล้วนั้น ก็จำต้องพัฒนา “วิธี” ประชาธิปไตย ในการพิทักษ์

เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย มิฉะนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวิธีพิทักษ์สังคมที่เป็นเผด็จการหรือ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง กับเศรษฐกิจการเมือง คติธรรม ที่เป็นประชาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง วิกฤตการณ์ในสังคมก็เกิดขึ้นทุก ๆ ด้าน และอาจทำให้ชาติเสียความเป็น

เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ โดยเฉพาะยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคปรมาณูนั้น ถ้าใช้วิธีพิทักษ์ชาติซึ่งไม่ใช่วิธีประชาธิปไตยแล้ว ชาติก็อาจประสบอันตรายจากไฟบรรลัยกัลป์ แห่งศาสตราวุธนิวเคลียร์ ศาสตราวุธนิวตรอน ศาสตราวุธเคมี ศาสตราวุธชีววิทยา และศาสตราวุธนอกมาตรฐานและใน

มาตรฐานชนิดอื่น ๆ

ในที่สุดนี้ผมขออวยพรให้พี่น้องประชาชนชาวไทย และมวลมนุษย์ทั้งหลาย ประสบความสุขสวัสดี และปลอดภัยจากภยันตราย จากสงครามนิวเคลียร์ และศาสตราวุธร้ายแรงที่กำลังคุกคามอยู่นั้นเถิด.

—นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย
—————-
เมื่อวาน มีข่าวดีหนึ่งอย่าง ในเรื่องราวต่างๆ จึงทำให้ผมต้องเขียนบันทึกไว้ เและผมนึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่อง

ของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลงของเด

อะบี้ทเทิ้ล ที่ไม่เกี่ยวกับหนัง2046 แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง น่ะครับ
2046 Trailer [HD]

2046 Trailer fr

The Beatles – “The Long and Winding Road”
The long and winding road That leads to your door Will never disappear I’ve seen that road before It always leads me here Lead me to your door. The wild and windy night That the rain washed away
Has left a pool of tears Crying for the day.Why leave me standing here? Let me know the way.Many times I’ve been aloneAnd many times I’ve cried,Anyway you’ll never knowThe many ways I’ve tried.

And still they lead me back To the long, winding road You left me standing here A long, long time ago Don’t leave me waiting here Lead me to your door.But still they lead me back
To the long winding road You left me standing here A long, long time ago (ohhh)Don’t keep me waiting here (don’t keep me waiting)
Lead me to your door. (yeah yeah yeah yeah)

http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/the-long-and-winding-road-lyrics-the-beatles/2cf6b822aa6c06ac48256bc2001baea9

วันที่ 21 ก.ค.54
ฝนกระจายทั่วประเทศเหนือหนักสุด70%
ลักษณะอากาศทั่วไปเมื่อเวลา 04:00 น. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนกระจายกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย เนื่องจากพายุไต้ฝุ่น”หมาง้อน” อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=434384&ch=hn
ฝนตกต่อเนื่องมาหลายวันบ้างนิดหน่อย และบางครั้งฝนตกหนักบางทีชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสำคัญ คนเราควรใส่ใจ ถ้าผมตื่นเช้าขึ้นมา หรือค้นพบว่าตัวเอง เจอลม ฝน ก็จะหันมาทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องนอน ปัดเป่าเอาฝุ่นออกเท่าที่ทำได้ และจัดการห้องนอนเสื้อผ้าส่วนตัวเองก่อน เพราะคนบางคน เข้ามาในห้องผม บ่นว่าฝุ่น สกปรกนิดหน่อย ก็ทำให้ผมอายบ้าง และผมมีความสนใจ ในเรื่องชีวิตประจำวัน เพราะ1.เรื่องทำงานควรจัดการงานมาเรียงกันได้หลายเรื่องมากในชีวิตประจำวันดูตัวอย่างนักเขียนบัลซัค กินกาแฟทุกวันติดกาแฟ ฯลฯ 2.อาหารการกิน บางคนรู้ว่าอาหารมีประโยชน์แต่ไม่ชอบกิน หรือครี ชอบผู้ชายเลว อยากกิน พีช ซักซี๊ดhttp://entertainment.th.msn.com/news/gossip/article.aspx?cp-documentid=5052656

กรณีตัวอย่างคลายเครียด ส่วนเรื่องที่ผมอยากเขียนประวัติศาสตร์ของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในเชียงใหม่ โดยยกตัวอย่างเฉพาะแค่เฟซบุ๊คกลุ่มก็เยอะๆ แต่คงไม่มีเวลาเขียน … เมื่อถึงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 90 ปีนั้น … หากเหมา เจ๋อ ตุง ไม่สามารถรอดชีวิตผ่าน “การเดินทัพทางไกล” 10000 กิโลเมตร เมื่อปี 1934 จะเกิดอะไรขึ้นกับพรรค? มีไม่ถึง 1 ใน 10 ของทหารกองทัพแดง 86000 นายที่ร่วมเเดินทัพทางไกล …ทั้งที่ผมอยากเขียนเรื่องการเดินทัพทางไกล10,000 กิโลเมตรของเหมา เจ๋อ ตง ในวาระครบ90 ปี ซึ่งแง่มุมนักเดินทางต้องไม่มึน มีเป้าหมายไม่ใช่ตามอารมณ์อยากเดินไป จนกระทั่งหลงลืมเส้นทาง แล้วอย่าไปหวังมันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในปลายทาง แต่ว่าผมไม่มีเวลาเขียนน่ะครับ

2046 Trailer fr

ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเอง(ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลงTHE ALARM – WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE ? แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง และทำงานอื่นต่อไป น่ะครับ
โดยผมขอนำเรื่องราวชีวิตประจำวันของนักวิทยาศาสตร์ นักคิด ศิลปิน นักทำภาพยนตร์ และนักเขียน ฯลฯ ที่มีการอ่านหนังสือ กิจวัตร ฯลฯ ซึ่งพวกเขา สร้างตารางระบบการทำงานในชีวิตประจำวัน ฉบับภาษาอังกฤษ และลองตามไปดูเพิ่มเติมจากที่ผมนำมาฝากให้ทุกคน ครับ

Charles Darwin นักวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนถึงวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต
[The following is from Francis Darwin’s reminiscences of his father. It summarizes a typical day in Darwin’s middle and later years, when he had developed a rigid routine that seldom changed, even when there were visitors in the house.]
7 a.m. Rose and took a short walk.
7:45 a.m. Breakfast alone
8–9:30 a.m. Worked in his study; he considered this his best working time.
9:30–10:30 a.m. Went to drawing-room and read his letters, followed by reading aloud of family letters.
10:30 a.m.–
12 or 12:15 p.m. Returned to study, which period he considered the end of his working day.
12 noon Walk, starting with visit to greenhouse, then round the sandwalk, the number of times depending on his health, usually alone or with a dog.
12:45 p.m. Lunch with whole family, which was his main meal of the day. After lunch read The Times and answered his letters.
3 p.m. Rested in his bedroom on the sofa and smoked a cigarette, listened to a novel or other light literature read by ED [Emma Darwin, his wife].
4 p.m. Walked, usually round sandwalk, sometimes farther afield and sometimes in company.
4:30–5:30 p.m. Worked in study, clearing up matters of the day.
6 p.m. Rested again in bedroom with ED reading aloud.
7.30 p.m. Light high tea while the family dined. In late years never stayed in the dining room with the men, but retired to the drawing-room with the ladies. If no guests were present, he played two games of backgammon with ED, usually followed by reading to himself, then ED played the piano, followed by reading aloud.
10 p.m. Left the drawing-room and usually in bed by 10:30, but slept badly.
Even when guests were present, half an hour of conversation at a time was all that he could stand, because it exhausted him.
Adapted from Charles Darwin: A Companion by R.B. Freeman, accessed on The Complete Work of Charles Darwin Online.
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/2/

Karl Marx
His mode of living consisted of daily visits to the British Museum reading-room, where he normally remained from nine in the morning until it closed at seven; this was followed by long hours of work at night, accompanied by ceaseless smoking, which from a luxury had become an indispensable anodyne; this affected his health permanently and he became liable to frequent attacks of a disease of the liver sometimes accompanied by boils and an inflammation of the eyes, which interfered with his work, exhausted and irritated him, and interrupted his never certain means of livelihood. “I am plagued like Job, though not so God-fearing,” he wrote in 1858.
Isaiah Berlin, Karl Marx: His Life and Environment
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/4/

ซึ่งผมอยากเขียนถึงนักเขียนหญิง โดยยังไม่ได้เขียนถึง คือ Emily Dickinson โดยอ่านเพิ่มเติมของเอมิลี่ ดิกคินสัน”เคี่ยว โคมคำ”….
กวีคลาสสิคชาวอเมริกันมีอยู่หลายคน ‘เอมิลี่ ดิกคินสัน’ กวีหญิงนามนี้เป็นอีกผู้หนึ่งที่นักวิชาการทางวรรณกรรมยอมรับย่องว่าเธอคือกวีที่ยิ่งใหญ่ ผลงานเธอโดดเด่นถือเป็นประเพณีแห่งอักษรศาสตร์ทางการประพันธ์กวีนิพนธ์
เธอมีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1830-1886 อำลาโลกไปแล้วนานกว่าศตวรรษ แต่ผลงานยังคงความเป็นอมตะ บทกวีรักของเธอนอกจากจะโรแมนติกยังเปี่ยมล้นไปด้วยอัจฉริยะภาพทางปัญญา ปลุกเร้าผู้คนให้เห็นเบื้องลึกของภายในและสิ่งเร้าจากภายนอก ความล้มเหลวในความรักกลายเป็นวัตถุหล่อเลี้ยงจินตนาการให้เธอค้นพบความเข้มแข็งในอ่อนโยน แล้วเธอก็ถ่ายทอดมันออกมาเป็นบทกวี.( จาก.คอลัมน์ “กวีทรรศน์” เนชั่นสุดสัปดาห์ )
http://www.oknation.net/blog/kaveethas/2007/06/22/entry-2
Emily Dickinson
We can get a vivid picture of what life was like at Mount Holyoke [a female seminary, which Dickinson began attending in 1847, when she was 17 years old] from a daily schedule she shared in a letter to her friend Abiah Root:I will tell you my order of time for the day, as you were so kind as to give me your’s. At 6. oclock, we all rise. We breakfast at 7. Our study hours begin at 8. At 9. we all meet in Seminary Hall, for devotions. At 10?. I recite a review of Ancient History, in connection with which we read Goldsmith & Grimshaw. At .11. I recite a lesson in “Pope’s Essay on Man” which is merely transposition. At .12. I practice Calisthenics & at 12? read until dinner, which is at 12? & after dinner, from 1? until 2 I sing in Seminary Hall. From 2? until 3?. I practise upon the Piano. At 3? I go to Sections, where we give in all our accounts of the day, including, Absence – Tardiness – Communications – Breaking Silent Study hours – Receiving Company in our rooms & ten thousand other things, which I will not take time or place to mention. At 4?, we go into Seminary Hall, & receive advice from Miss. Lyon in the form of lecture. We have Supper at 6. & silent-study hours from then until retiring bell, which rings at 8?, but the tardy bell does not ring untl 9?, so that we dont often obey the first warning to retire.The schedule was indeed regimented, but despite her anxious dreams about home and her waking fears about the entrance exams, she was in high spirits for much of the time.
Vivian R. Pollak, A Historical Guide to Emily Dickinson (See also: The Letters of Emily Dickinson)
(Thanks to Nick Stanley.)
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/2/

ในที่สุด ผมอยากทิ้งท้ายเกี่ยวกับนักเขียน อเมริกัน ที่ได้รับรางวัลโนเบล โดยผลงานแปลของเขา ภาคภาษาไทยอยู่จำนวนมาก ในเรื่องต่างๆ และผมเล่าถึงนักเขียนมักเหล้าอย่างเขาด้วย ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ก็ฆ่าตัวตายในช่วงท้ายของชีวิต คือ เฮมิงเวย์ หรือปาป้า เฮมิงเวย์(Ernest Hemingway) เนื่องจากเขาเกิดวันที่21 ก.ค.และตายวันที่2 ก.ค.(July 21, 1899 – July 2, 1961) ลองดูประวัติเพิ่มเติม…เออร์เนสต์ มิลเลอร์ เฮมิงเวย์ (อังกฤษ: Ernest Miller Hemingway; พ.ศ. 2442-2504) นักประพันธ์นวนิยายและนักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้ใช้ลีลาภาษาที่สั้นกระชับ เกิดที่ โอค ปาร์ก รัฐอิลลินอยส์ เริ่มทำงานเป็นผู้สื่อข่าวกับหนังสือพิมพ์ เดอะแคนซัสซิตีสตาร์ เข้าเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 ประจำรถพยาบาลทหารจนได้รับบาดเจ็บเมื่อปี พ.ศ. 2461 ทำให้เฮมมิงเวย์ได้รับเหรียญกล้าหาญ
งานสำคัญชิ้นแรกของเฮมิงเวย์ได้แก่งานรวบรวมเรื่องสั้นในชื่อ “ในสมัยของเรา” (In Our Time พ.ศ. 2468) งานที่ทำให้เฮมิงเวย์ประสบผลสำเร็จโดยแท้จริงได้แก่เรื่อง แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง (The Sun Also Rises พ.ศ. 2469) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จากการเข้า “กลุ่มวัยที่ถูกทอดทิ้ง” (lost generation) ของบรรดาหนุ่มต่างด้าวที่ใช้ชีวิตผจญภัยในฝรั่งเศสและสเปน ความหลงไหลไฝ่ฝันในวีรกรรมของลูกผู้ชายเกี่ยวกับการทำสงคราม การล่าสัตว์ การตกปลาและการสู้วัวกระทิงทำให้งานต่างๆ ของเฮมมิงเวย์รวมทั้ง รักระหว่างรบ (A Farewell to Arms พ.ศ. 2472) และ ความตายในช่วงบ่าย (Death in the Afternoon พ.ศ. 2475) ศึกสเปน (For Whom the Bell Tolls พ.ศ. 2483) และ เฒ่าผจญทะเล (The Old Man and the Sea เขียนจบเมื่อปี พ.ศ. 2495 และ ทำให้เขาได้รับรางวัลรางวัลพูลิตเซอร์ในปีต่อมา)ในปี พ.ศ. 2497 เฮมิงเวย์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในฐานะผู้สื่อข่าวในสงครามโลกครั้งที่ 2 เฮมมิงเวย์ได้เข้าร่วมในวันดีเดย์ (พ.ศ. 2487) ด้วย หลังจากสงครามกลางเมืองสเปนสิ้นสุดลง เฮมิงเวย์ได้อาศัยอยู่ในคิวบาและอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดมาจนเกิดการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2503 จึงได้ย้ายกลับสหรัฐฯ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ผ่านการแต่งงาน 4 ครั้ง และมักเป็นโรคเครียดและหดหู่ หลังจากเกิดความกลัวเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วย เพราะ ใน ครอบครัวเขา มีบรรพบุรุษ ป่วยด้วยโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหลังจากป่วยเรื้อรัง และ การดื่มสุรา มานาน เฮมิงเวย์ได้ฆ่าตัวตายด้วยปืนลูกซองแฝดสำหรับล่าสัตว์http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%8C

Ernest Hemingway
INTERVIEWER
Could you say something of this process? When do you work? Do you keep to a strict schedule?
HEMINGWAY
When I am working on a book or story I write every morning as soon after first light as possible. There is no one to disturb you and it is cool or cold and you come to your work and warm as you write. You read what you have written and, as you always stop when you know what is going to happen next, you go on from there. You write until you come to a place where you still have your juice and you know what will happen next and you stop and try to live through until the next day when you hit it again. You have started at six in the morning, say, and may go on until noon or be through before that. When you stop you are as empty, and at the same time never empty but filling, as when you have made love to someone you love. Nothing can hurt you, nothing can happen, nothing means anything until the next day when you do it again. It is the wait until the next day that is hard to get through.
The Paris Review, Issue 18, 1958
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/3/

THE ALARM – WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE ?
Born into a war and peace Forced to choose between a right and wrong Each man kills the thing he loves For better or for worse Face to face with a ragged truth Mixed up and torn in two And turned your back on the only thing That could save you from yourself WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE WHEN THE RAIN BEGAN TO FALL WHEN THE THUNDER AND THE LIGHTNING STRUCK
AND THE RAIN AND THE FOUR WINDS DID HOWL After all time building up Comes inevitable knocking down (ONE BY ONE ) Comes receivers liars gamblers Pick pocket entourage (TWO BY TWO)
Selling out is a cardinal sin Sinning with a safety net (THREE BY THREE) They say that all things come in threes Here comes the third degree WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE
WHEN THE RAIN BEGAN TO FALL WHEN THE THUNDER AND THE LIGHTNING STRUCK AND THE RAIN AND THE FOUR WINDS DID HOWL All cards are marked And all fates will collide The truth is the truth Or the truth is surely a lie Get back in your shelter If you can’t come down off the fence And one more question Where were you? Where were you? WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE
WHEN THE RAIN BEGAN TO FALL WHEN THE THUNDER AND THE LIGHTNING STRUCK AND THE FOUR WINDS DID HOWL WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE WHEN THE RAIN BEGAN TO FALL WHERE WERE YOU HIDING WHEN THE STORM BROKE WHEN THE RAIN BEGAN TO FALL WHERE WERE YOU HIDING
FOUR
WINDS
HOWL
http://www.lyricsfreak.com/a/alarm/where+were+you+hiding+when+the+storm+broke_20005634.html

วันที่ 22 ก.ค.54
อังกฤษอวดโฉม รถบินได้ อีก 5ปี ได้ใช้จริง
http://news.mthai.com/world-news/123158.html
เขาบอกกันว่า สภาพแวดล้อม มีผลต่อวิวัฒนาการของมนุษย์ จากสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และชีวิตประจำวัน ซึ่งลิงพัฒนาเป็นคน และสงคราม ทำให้เกิดความเจริญของอุตสาหกรรม ในบางด้านปัญหาก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ก็ว่ากันไป น่ะครับ แต่ว่าสภาพ

ชีวิตของแต่ละคน ในชนชั้น เพศสภาพ ก็มีปัญหา ให้แก้ไขปัญหากันไปมากมาย ซึ่งผมก็คิดทำงานต่างๆ ท่ามกลางอาการอ่อนเพลีย…
…5 วิธีบอกลาความง่วงในตอนบ่าย
หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงกันจนอิ่มแล้ว หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ง่วงแค่ไหนแต่งานตรงหน้ายังมีให้ทำอยู่อีกเยอะLifestyleAsia ขอแนะนำ 5 วิธีช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นในช่วงบ่าย
ออกกำลังกายง่ายๆ
การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยให้คลายความง่วงได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเมื่อนั่งอยู่กับที่นานๆ เช่น การยกแขนให้สูงบนศรีษะและเอียงไปด้านซ้ายและขวาจนสุด การยกขาแต่ละข้างสลับกัน หรือการหมุนคอไปมาซ้ายขวา บนล่างสลับกัน ช่วยคลายความเมื่อยล้าบริเวณบ่า

และไหล่ได้
ทานดาร์กช็อคโกเลต
ตามใจปากด้วยการทานช็อคโกเลตของโปรด แต่เปลี่ยนจากช็อคโกเลตนมเป็นดาร์กแทน เพราะจะช่วยเพิ่มสร้างเอ็นโดพรินในร่างกายทำให้สดชื่นขึ้นและยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย
มีน้ำมันหอมเปปเปอร์มิ้นท์ติดโต๊ะ
เปปเปอร์มิ้นท์ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายเมื่อเราสูดดมเข้าไป หยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดบนมือแล้วถูบนมือให้ทั่ว ก่อนทาบริเวณคอและหน้า
ออกไปเดินเล่นข้างนอก
การออกไปเดินรับแสงอาทิตย์จะช่วยรีเซตนาฬิกาในร่างกายของเราใหม่ และช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการนอนหลับให้ต่ำลง แต่ถ้ารู้สึกว่าข้างนอกร้อนเกินไป การยืนใกล้หน้าต่างที่มีแสงแดดส่องเข้ามาก็ช่วยเหมือนกัน
ดื่มชาสักถ้วย
แฟรปปูชิโนที่ใส่วิปครีมไม่ได้ช่วยให้หายง่วงนอน เลือกชากลิ่นต่างๆ ที่คุณชอบ เช่น ชาเขียว นอกจากจะช่วยให้ตื่นแล้ว ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน
http://lifestyle.th.msn.com/beauty/trend/lifestyleasia-features.aspx?cp-documentid=5032887

เมื่อเวลาชวนให้ง่วงเหงาหาวนอน ก็ผมระลึกถึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ในเรือนจำ และทำข่าว เมื่อเดือนพ.ค.54 ที่ผ่านมา และระลึกถึงนักโทษการเมืองต่างๆ และบทสนทนาของรุ่นพี่เรื่องข้ออ่อน ที่นักโทษถูกทอดทิ้ง ทำให้ผมคิดถึงเรื่องราวในอดีตอย่างกรัมชี่ ผู้คิดเรื่องHegemony

ฯลฯ ซึ่งชีวิตประจำวันของกรัมชี่ ก็อยู่ในคุก ผลิตผลงานเป็นบันทึกออกมาอย่างที่ผมเคยเล่าให้อ่านกันไปบ้างแล้ว ในด้านหนึ่งผมก็เล่าเรื่องชีวิตประจำวันบางส่วนของนักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไปบางส่วน จึงย้อนกลับสู่คำถามว่า อัจฉริยะกับชีวิตประจำวัน ก็ทำงานหนักกันทั้งนั้น

น่ะครับ เช่น บางคนชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดเขียนเรื่องทุน ออกมาโดยต้นทุนของชีวิตตัวเอง และชีวิต ที่ตรงกันข้ามของเหล่านักเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ก็มีอัจฉริยะ หรือคนฉลาด จึงชนะศัตรูได้

ถ้าเราคิดถึงวาทะคำคม เช่น “ชีวิตคือการต่อสู้, ศัตรูคือยาชูกำลัง, อุปสรรคคือหนทางแห่งความสำเร็จอันดี”~พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ และเราจะมองเห็นอนาคต ในภาวะใด-นักวิเคราะห์ชี้ ไทยเลือกตั้งเสร็จ สถานการณ์ความวุ่นวายยังไม่จบ …28 มิ.ย. 2011 … พอล แชมเบอร์ส นัก

วิชาการชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่ความรุนแรง …chaoprayanews.com/blog/miscellaneous/…/นักวิเคราะห์ชี้-ไทยเลือ/
เมื่อสถานการณ์การเมืองไม่นิ่ง และยิ่งลักษณ์ กำลังจะเข้าสภาตามฤกษ์ดีวันนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนประโยคว่าชีวิตต้องสู้ หรือ ชีวิตต้องอู้ คือ พูดคุย หรืออู้งาน เพื่อคลายเครียด (ฮา) แน่นอนว่า ปัญหาคู่รักภายใต้รัฐบาลใหม่ ก็ยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งผมเคยเล่าเรื่องการเข้าคอร์สแต่งงาน

ซ้อมมุมมองเรื่องการเงินของชีวิตคู่ ที่มองการใช้เงินแตกต่างกัน กรณีดารา ที่ชื่อเอ๊ะมาแล้ว แต่ว่าข่าวล่าสุด “รักมาราธอน 12ปีพัง เจมส์-เอ๊ะ รับ เลิกกันแล้ว” http://entertainment.th.msn.com/news/gossip/article.aspx?cp-documentid=5072795 ส่วนตัวของผม

คลายเครียดไม่รู้จบ ต่อเรื่องราวการเดินทางที่ไปสู่เส้นทางกำเนิดวิวัฒนาวัฒนการของมนุษย์…

2001: A Space Odyssey Theme Song Music Video

หนังสือเรื่อง2010:Odyssey จอมจักรวาล ภาค2 คือ ตอนแรก ก็เริ่มต้นด้วย 1.การพบกันที่จุดโฟกัส และตอนหนึ่ง คือ 22.บิก บราเธอร์ ก็เกี่ยวข้อง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องบิ๊กบราเธอร์ ใน1984 นิยายของยอร์ท ออร์เวลล์ เช่นเดียวกัน และนิยาย2010 ก็สะท้อนเรื่องวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยา

เชื่อมโยงกับโลกอนาคต และศูนย์กลางอีโก้ หรือEgocentrism เกี่ยวข้องไหม? และศูนย์กลางจักรวาลอยู่ที่ใด?
แต่ว่า ผมมีงานต้องเคลียร์ให้เสร็จแนวนักเขียน ก็คือ ผมกล่าวย่อๆ เล่าเรื่องนิสัยการทำงานของนักเขียน เช่น คิปลิงเขียนด้วยหมึกสีดำ เป็นเครื่องมือการทำงานของเขาเอง และแนวทางเขียนให้สำเร็จ ก็มีหลายแนวทาง ในชีวิตประจำวัน…

เรามองลองดูชีวิตประจำวันของซีโมนเดอบัวโนว์ คือ เฟมินิสต์ นักเขียน นักปรัชญาคู่กับซาสตร์ นักปรัชญาอัตถิภาวะนิยม
Simone de Beauvoir
INTERVIEWER
People say that you have great self-discipline and that you never let a day go by without working. At what time do you start?
DE BEAUVOIR
I’m always in a hurry to get going, though in general I dislike starting the day. I first have tea and then, at about ten o’clock, I get under way and work until one. Then I see my friends and after that, at five o’clock, I go

back to work and continue until nine. I have no difficulty in picking up the thread in the afternoon. When you leave, I’ll read the paper or perhaps go shopping. Most often it’s a pleasure to work.
INTERVIEWER
When do you see Sartre?
DE BEAUVOIR
Every evening and often at lunchtime. I generally work at his place in the afternoon.
INTERVIEWER
Doesn’t it bother you to go from one apartment to another?
DE BEAUVOIR
No. Since I don’t write scholarly books, I take all my papers with me and it works out very well.
INTERVIEWER
Do you plunge in immediately?
DE BEAUVOIR
It depends to some extent on what I’m writing. If the work is going well, I spend a quarter or half an hour reading what I wrote the day before, and I make a few corrections. Then I continue from there. In order to pick up

the thread I have to read what I’ve done.
INTERVIEWER
Do your writer friends have the same habits as you?
DE BEAUVOIR
No, it’s quite a personal matter. Genet, for example, works quite differently. He puts in about twelve hours a day for six months when he’s working on something and when he has finished he can let six months go by

without doing anything. As I said, I work every day except for two or three months of vacation when I travel and generally don’t work at all. I read very little during the year, and when I go away I take a big valise full of

books, books that I don’t have time to read. But if the trip lasts a month or six weeks, I do feel uncomfortable, particularly if I’m between two books. I get bored if I don’t work.
The Paris Review, Spring-Summer 1965
(Thanks to Marcine Miller.)
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/
เรามองลองดูชีวิตประจำวันของค้าน ผู้เขียนงานปรัชญาในเรื่องการวิจารณ์โดยเหตุผลบริสุทธิ์(?)
Immanuel Kant
His daily schedule then looked something like this. He got up at 5:00 A.M. His servant Martin Lampe, who worked for him from at least 1762 until 1802, would wake him. The old soldier was under orders to be

persistent, so that Kant would not sleep longer. Kant was proud that he never got up even half an hour late, even though he found it hard to get up early. It appears that during his early years, he did sleep in at times.

After getting up, Kant would drink one or two cups of tea — weak tea. With that, he smoked a pipe of tobacco. The time he needed for smoking it “was devoted to meditation.” Apparently, Kant had formulated the

maxim for himself that he would smoke only one pipe, but it is reported that the bowls of his pipes increased considerably in size as the years went on. He then prepared his lectures and worked on his books until

7:00. His lectures began at 7:00, and they would last until 11:00. With the lectures finished, he worked again on his writings until lunch. Go out to lunch, take a walk, and spend the rest of the afternoon with his friend

Green. After going home, he would do some more light work and read.
Manfred Kuehn, Kant: A Biography
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/4/

Franz Kafka คือ คาฟคา นักเขียนเยอรมัน ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ และผลงานแปลไทย ในเรื่องเมตาเมอร์โพซิส หรือกลาย(คนกลายเป็นแมลง)
Begley is particularly astute on the bizarre organization of Kafka’s writing day. At the Assicurazioni Generali, Kafka despaired of his twelve-hour shifts that left no time for writing; two years later, promoted to the position

of chief clerk at the Workers’ Accident Insurance Institute, he was now on the one-shift system, 8:30 AM until 2:30 PM. And then what? Lunch until 3:30, then sleep until 7:30, then exercises, then a family dinner. After

which he started work around 11 PM (as Begley points out, the letter- and diary-writing took up at least an hour a day, and more usually two), and then “depending on my strength, inclination, and luck, until one, two, or

three o’clock, once even till six in the morning.” Then “every imaginable effort to go to sleep,” as he fitfully rested before leaving to go to the office once more. This routine left him permanently on the verge of

collapse. Yet
when Felice wrote to him…arguing that a more rational organization of his day might be possible, he bristled…. “The present way is the only possible one; if I can’t bear it, so much the worse; but I will bear it somehow.”
It was [Max] Brod’s opinion that Kafka’s parents should gift him a lump sum “so that he could leave the office, go off to some cheap little place on the Riviera to create those works that God, using Franz’s brain, wishes

the world to have.” Begley, leaving God out of it, politely disagrees, finding Brod’s wish
probably misguided. Kafka’s failure to make even an attempt to break out of the twin prisons of the Institute and his room at the family apartment may have been nothing less than the choice of the way of life that

paradoxically best suited him.
It is rare that writers of fiction sit behind their desks, actually writing, for more than a few hours a day. Had Kafka been able to use his time efficiently, the work schedule at the Institute would have left him with enough

free time for writing. As he recognized, the truth was that he wasted time.
The truth was that he wasted time! The writer’s equivalent of the dater’s revelation: He’s just not that into you. “Having the Institute and the conditions at his parents’ apartment to blame for the long fallow periods when

he couldn’t write gave Kafka cover: it enabled him to preserve some of his self-esteem.”
Zadie Smith, The New York Review of Books, July 17, 2008 (reviewing The Tremendous World I Have Inside My Head: Franz Kafka: A Biographical Essay by Louis Begley)
Posted on December 09, 2008 in Exercisers, Nap Takers, Night Owls, Procrastinators, Writers | Permalink | Comments (7)
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/2/

ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่ 3(ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรู

อวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง….. แต่มันสะท้อนความรู้สึกของ

ชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป น่ะครับ

Jim Croce; Photographs And Memories(ภาพถ่ายและความทรงจำโดยเราไม่มีภายถ่ายระหว่างการเดินทาง แต่เรายังมีความทรงจำอยู่ระหว่างทาง)
Photographs and memories Christmas cards you sent to me All that I have are these To remember you Memories that come at night Take me to another time Back to a happier day When I called you mine
But we sure had a good time When we started way back when Morning walks and bedroom talks Oh how I loved you then Summer skies and lullabies Nights we couldn’t say good-bye And of all of the things that we

knew Not a dream survived Photographs and memories All the love you gave to me Somehow it just can’t be true That’s all I’ve left of you
But we sure had a good time When we started way back when Morning walks and bedroom talks Oh how I loved you then

วันที่ 23 ก.ค.54
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยดูแลสุขภาพกัน น่ะครับ ไม่งั้นอาจจะมีปัญหาสุขภาพเสียค่ายา เป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ การใช้จ่ายเงินที่ซ่อน และมองไม่เห็น ทำให้ผมนึกถึงนักเศรษฐศาสตร์ ผู้คิดประโยคว่า มือที่มองไม่เห็น คือ อดัมสมิท และท่ามกลางข่าวการเมืองในมือที่มองไม่เห็น : กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่จัดงานวันเกิดให้ “ทักษิณ”http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=434264&ch=pl ในส่วนตัวของผม สนใจบทเพลงของนักดนตรี ที่มีชื่อว่าจิม โครเช่(Jim Croce)จากประวัติ เขาทำงานหลายอย่างมาก ก็เขาเป็นกรรมกร จนได้รับอุบัติเหตุนิ้วเสียไปนิ้วหนึ่ง ทำให้คิดค้นการเล่นกีตาร์แบบพิคกิ้ง และต่อมาเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวผมได้มาจากนิตยสาร:คนเหงา ฉบับที่ 1 เดือนพ.ค.2528 (สู่ฝัน เป็นนิตยสารออกแนววรรณกรรม,นักเขียน ฯลฯ)
เมื่อเลข23 ตรงกับเลขวันเกิดของผม และเรามาหัวเราะคลายเครียดเฉลิมฉลองในแต่ละวันกันดีกว่า ซึ่งผมก็สนใจการเขียนของพวกนักเขียนเรื่องตลก ว่ากิจวัตรประจำวันเขาทำอะไรกัน แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลาหาข้อมูล มีเพียง โดยผมนำเอาแรงบันดาลใจนักเขียน ที่มีต่อคำถาม เช่น เขียนที่ไหน เขียนเมื่อไหร่,Where should I write?,When should I write?,What should I write with?,How Much Should I Write? ฯลฯ ก็ถ้าผมมีเวลาว่าง ก็จะเขียนถึงเพิ่มเติม ดังนั้น เราลองดูฉบับภาษาอังกฤษเพิ่มเติม น่ะครับ

The Work Habits of Highly Successful Writers…THE WRITING CLINIC…Aspiring writers often are curious about the work habits of other writers. Here are some questions would-be writers frequently ask:
Where should I write?
The most important requirement is a quiet place, free of distractions. If your home is too noisy, try writing in the public library.
Early in his writing career, John Cheever, writer of short stories set in suburbia, only owned one suit. Each morning, he would put it on and take the elevator to a windowless basement storage room in his New York apartment house not far from the Queensboro Bridge.
“I hung my suit on a hanger,” he told an interviewer for Newsweek Magazine, “and would write until nightfall. Then I dressed and returned to our apartment. I wrote many of my stories in boxer shorts.”
Virginia Woolf and her husband founded the Hogarth Press in 1917 to publish her books and those of other British authors. They leased a house in London and converted the musty basement into an office. Her writing space was the former billiards room, which she shared with old files and stacks of books. In the adjoining lavatory, old galley proofs served as toilet paper.
Truman Capote felt that he did his best work in motel rooms. When Broadway showman George M. Cohan needed a script, he bought a train ticket and spent the entire trip writing in a Pullman drawing room. He could dash off 140 pages between New York and Chicago.
Many writers preferred to write near water–but not necessarily beside a burbling brook. Ben Franklin, who owned the first bathtub in America, liked to write while immersed in it. Because of a busy social life, French playwright Edmond Rostand, best known for his comical portrait of Cyrano de Bergerac, also wrote in his bathtub. Soaking in a tub was conducive to creativity for Vladimir Nabokov, author of the controversial novel Lolita.
Some writers resorted to extreme measures to avoid the inevitable interruptions that disturb creative flow. Raymond Carver, dubbed “the American Chekhov” because of his short story characters’ inability to communicate with one another, would sometimes take refuge in his automobile to write.
Josh Greenfeld, co-author of the screenplay for the cult film Harry and Tonto, was forced by a growing family to seek a quiet place in which to write. Unable to find commercial office space, he rented an empty storefront in his hometown of Croton-on-Hudson, N.Y., and installed a desk and typewriter.
Not all writers favored a sitting position. Mark Twain and Robert Louis Stevenson wrote while recumbent. Truman Capote described himself as “a completely horizontal writer.” By contrast, Lewis Carroll and Thomas Wolfe wrote standing up. So did Ernest Hemingway after injuring his back in a plane crash.
Asked by a journalist during an interview, “Where’s the best place to write?” satirical writer Dorothy Parker quipped, “In your head.
When should I write?
Creativity cannot be turned on like a faucet. You must discover when your biorhythms–your innate cyclical biological processes–are best suited to writing.
Russian novelist Count Leo Tolstoy and French philosopher Jean Jacques Rousseau were both morning writers. On the other hand, Feodor Dostoyevsky wrote at night. So did asthmatic Marcel Proust, whose attacks were less severe then. American novelist and short-story writer John O’Hara liked to write between midnight and 7 a.m., and to sleep by day.
Honor? de Balzac, called the father of realist fiction for his vivid portrayal of 19th-century French society, also preferred to work while others slept. Keeping himself awake with endless cups of thick, black coffee, he died at 50 from what may have been caffeine poisoning.
After her bitter divorce from poet Ted Hughes, tragic American poet Sylvia Plath lived in a tiny London apartment. Low on funds, she rose at 4 a.m. and worked on The Bell Jar until her two infant children were awake. Mentally and physically ill, she committed suicide a month after this masterwork was published.
Writers with full-time jobs often have difficulty finding time to write. One solution is simply to get up earlier. While working as a direct mail copywriter, Denison Hatch completed three successful novels by rising at five each morning and writing 500 words before leaving for his regular job. Written this way, his first novel, Cedarhurst Alley, is still in print.
Early riser Dava Sobel was asked whether the success of her surprise bestseller Longitude had changed her work habits. She told interviewer Brian Lamb, “I still get up at four and go to work in my jammies.”
What should I write with?
The tools of the writer range from the lowly pen or pencil to the computer. The latter has not entirely displaced the typewriter. Writers who have not joined the computer revolution and still write with a typewrier include Stephen Ambrose and Robert Leckie, who bemoans, “They don’t make Royals anymore.” Historian David McCullough still writes on a manual typewriter “because I like the feeling of making something with my hands. I like paper. I like to see the key come up and hit that paper.”
Robert Caro, two-time Pulitzer Prize-winning biographer of master builder Robert Moses and President Lyndon B. Johnson, wrote his exhaustively researched volumes in longhand before transcribing the first of many drafts on a typewriter. Only comparatively recently did he switch to a computer.
The lack of a typewriter or computer should not prevent anyone from writing. Ernest Hemingway frequently wrote in pencil, beginning his writing stints with the ritual sharpening of dozens of pencils. When John Steinbeck complained that hexagonal pencils cut into his fingers after a long day, his editor at Viking Press supplied him with round pencils.
Thomas Wolfe wrote on sheets of yellow paper with pencil stubs he kept in a coffee can. Although he could not abide yellow roses in a room, Truman Capote was another who preferred yellow paper. His favorite writing tool was the Blackwing No. 602, an intensely black lead pencil made by Faber Castell.
Vladimir Nabokov used 5- by 8-inch index cards in his research as a world-famous expert on butterflies. He also wrote his novels on cards, then sorted and arranged them before transferring the final version to paper.
Reclusive poet Emily Dickinson lived most of her life in the house in which she was born. “I never had to go anywhere to find my paradise,” she said in defense of her lifestyle. Devoting herself to domestic duties and care of her parents in their declining years, few of her sensitive poems were published during her lifetime.
Virtually unknown to the public, after she died the vast body of her work was found scrawled on the backs of envelopes or grocery bills and on odd scraps of paper. A complete volume of her verse did not appear until 1955, nearly seventy years after her death.
Trail-breaking Imagist poet Amy Lowell was another longhand writer. She dressed mannishly in severely tailored suits and men’s shirts. When writing, she smoked small Philippine cigars, which she claimed were less distracting than cigarettes because they lasted longer. In 1915, fearing a shortage might be caused by the first World War, she ordered ten thousand of her favorite brand to be shipped to her from Manila.
Even today, many successful writers persist in using pen or pencil and paper. Horror writer Stephen King, curmudgeonly Norman Mailer, cynical crime novelist Elmore Leonard and TV playwright Horton Foote are among contemporary authors who write in longhand. Civil War historian and novelist Shelby Foote (no relation) insisted on writing with an old-fashioned dip pen and ink bottle. “This causes all kinds of problems,” he admitted, “everything from finding blotters to pen points.”
Other writers who favor pens include Martin Gilbert (Israel–A History) and Joseph J. Ellis (American Sphinx: A Biography of Thomas Jefferson). Bell Hooks, prolific African-American writer on feminist subjects, says, “I handwrite everything, and then I put it on a computer.: Up until her 1992 biography of Eleanor Roosevelt, Blanche Wiesen Cook wrote everything with a fountain pen. Since then she has used a computer.
Award-winning journalist Robert Scott admits that he writes the first drafts of his feature articles longhand on yellow legal-size pads. “The pencil is an unobtrusive tool, and words flow easily onto the paper. Instead of worrying about hitting the proper keys, I can concentrate on the sense of what I am writing.”
Because he never learned to type, British author John le Carr? (real name, Ronald Cornwell) wrote all his spy thrillers by hand. Many terms that are now part of the vocabulary of intelligence agencies were first used by him in his novels.
How Much Should I Write?
How long your writing sessions last is up to you. Writing as little as a page a day will yield a good-sized book manuscript in a year.
Getting started is often a problem. Before starting to write, “so that I may have in the back of my mind the touchstone of that lucidity, grace and wit,” Somerset Maugham would read Voltaire’s Candide. Willa Cather, novelist of American frontier life, always read a passage from the Bible. Southern Gothic author Carson McCullers could only write when wearing her “lucky sweater.”
When Walter “Red”Smith, then the most widely syndicated columnist in America, was asked how he managed to generate good writing so consistently, “I sit at my typewriter, open a vein and bleed,” was his answer.
In How To Write: Advice and Reflections, Pulitzer Prize-winning author Richard Rhodes suggested a clever way to induce words to flow. If writing a book, a chapter, a page or even a sentence is impossible, his

advice is, “write a word.”
In his On Writing: A Memoir of the Craft, super-prolific author Stephen King admitted, “I like to get ten pages a day, which amounts to 2,000 words.” Philip Roth claims it can take as long as six months to produce what

he considers an acceptable page of his witty and ironic fiction.
For successful writers the writing life is far from easy. Many follow schedules so rigorous they would violate labor laws. Mary Higgins Clark begins work at 5 a.m. (a holdover from the days when her children were

small) and may continue until midnight. Crime writer Patricia Cornwell, another human dynamo, will write for 14 hours daily on a new book, stopping only long enough to eat cottage cheese from the container.
Romantic novelist Danielle Steel puts in 18-hour days and still uses a 1946 Olympia manual typewriter. At least one of her titles was on The New York Times bestseller list for a record-setting 390 weeks. Polymath

Isaac Asimov revealed that he created his nonfiction books in 70 hours. He rose at 6 a.m. and wrote until 10 at night. This grueling schedule yielded almost 500 books before his death. Louis L’Amour churned out

three Western novels a year for more than 30 years.
Reclusive J.D. Salinger, author of The Catcher in the Rye, avoids intrusive visitors by writing in the ultimate writer’s retreat–a concrete bunker near his New Hampshire home. He gets up at dawn and spends as much

as 16 hours at his typewriter.
Chronic procrastination is an enemy many writers face. Novelist and screenwriter Budd Shulberg humorously described the syndrome: “First, I clean my typewriter. Then I go through my shelves and return all

borrowed books. Then I play with my three children. Then, if it’s warm, I go for a swim. Then I find some friends to have a drink with. By then, it’s time to clean the typewriter again.”
“I only write when I am inspired,” wry novelist Peter de Vries once explained. “And I see to it that I am inspired at 9 o’clock every morning.”
Single-minded dedication and organized work habits are the hallmark of every successful writer. Set a realistic writing schedule for yourself, and stick to it. That second cup of coffee and the morning newspaper may

be enticing–but are absolutely taboo. If you cannot discipline yourself, forget about being a writer.
http://notorc.blogspot.com/2006/05/work-habits-of-highly-successful_23.html

ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่ 4(ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรู

อวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง.Last angel…. แต่มันสะท้อน

ความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป น่ะครับ
Hamasaki Ayumi – Last angel

————————————————————-
วันที่ 24 ก.ค.54
2010: The Year We Make Contact- Trailer(หนังทำมาจากนิยายเรื่อง2010:odyssey two)

ทำไม ผมมีอาการเจ็บคอ และร้อนในแผลในปาก เพราะความเครียด จากความรู้? และรับรู้? ทำให้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากความรู้ เป็นขุนเขา หนังสือเป็นสายธาร…หรือคนเราจีบสาวกี่ครั้ง และเรียนรู้อะไรบ้าง?…ถ้าเราจำผมพวกคำคมโวหาร “หนังสือ(Book) คือ เพื่อน(Friend)” แล้วเรา

ลองกลับกัน โดยเพื่อน(Friend) คือ หนังสือ(Book) และเพิ่มโวหาร หนัง(Movie) คือ เพื่อน(Friend) หรือ เราอาจจะไม่เข้าใจเพื่อนใหม่ จากภาษา และการพูดจา จนกระทั้งเราเรียนรู้เพื่อนใหม่ แล้วร่วมทำงานเข้าใจกันเป็นเพื่อนรักกัน หรือคู่รัก ก็ปรับตัวเข้าหากันบ้างก็ตามนั้น แล้วเรา

อาจจะลืมหนังสือบางเล่ม หรือหนังบางเรื่อง แต่เราไม่ลืมรักครั้งแรกกันละมั้ง?..ในเรื่องบางเรื่องผมเคยนำเพลง Time in a Bottleของจิม โครเช่(Jim Croce) เสียชีวิตแค่อายุ31ปี จึงมาลงไว้เพื่อให้คนตีความเล่นๆ แต่ว่าบทเพลงความรักนี้ สื่อตรงถึงลูกชายของจิม ที่จิม แต่งเพลงไว้

ให้ลูกของเขา แต่แง่มุมของความรัก ก็เหมือนเรื่องราวบางสิ่งโผล่เข้ามาในวันที่หัวหมุน ก็สมองไม่สามารถจดจำแล้วหายไป….

GREAT SCENE – 2010: The Year We Make Contact (intro)

..เรา”อ่านตามใจชอบ”หรือไม่?…อ่านตามใจชอบ(ผมเอามาจากอ.ชูศักดิ์ ที่ผมเคยอ้างแล้ว) บ่อยครั้งเมื่อผู้อ่านเผชิญหน้ากับวรรณกรรมที่มีความหมายกำกวมและคลุมเครือไม่ชัดเจน กระบวนการตีความของผู้อ่านจะเป็นการโต้ตอบกันระหว่างศักยภาพของความหมายในตัวบทและความ

สันทัดทางวรรณกรรมของผู้อ่าน โดยผู้อ่านมีแนวโน้มที่จะอ่านความหมายวรรณกรรมให้สอดคล้องกลมกลืนกับความชอบ ความเชื่อ และความคาดหวังของผู้อ่าน เราอาจจะเรียกการอ่านแบบนี้ว่าเป็นการอ่านตามใจชอบ หรือ “การตีความตามอัธยาศัย” เพื่อสาธิตวิธีการอ่านและนัยยะของ

การตีความตามอัธยาศัย ผมใคร่ขออนุญาตเล่าถึงการทดลองที่ท่าพระจันทร์ เมื่อผมให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ประจำภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยายามตีความบทเปิดเรื่องของนวนิยายขนาดสั้นชื่อ เมตามอร์โฟซิส (การแปลงร่าง)

เขียนโดย ฟรันซ์ คาฟก้า(Franz Kafka ผมเขียนถึงไปแล้ว) กลับกันงานเขียนจำนวนมากของอ.นิธิ ก็ข้อเขียนเยอะ โดยรสนิยมส่วนตัวของผม ก็ชอบ ในด้านการตีความ แต่ประเด็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในกรณีเพลงชาติไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ ที่ผมได้ข้อมูลจาก

บทความอ.สมศักดิ์ ซึ่งอ.นิธิ เขียนว่าในแง่มุมนี้ คือ เพลงชาติไทยนั้นเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มามากแล้ว นับตั้งแต่ท่วงทำนองที่ไม่สง่างาม เพราะแปลงมาจากเพลงเด็กฝรั่งคือ Twinkle Twinkle Little Stars หรือที่เอาทำนองมาสอนเด็กท่องอักษร A B C D (นักวิชาการทางดนตรีบาง

คนคิดว่า ผู้แต่งคือพระเจนดุริยางค์แต่งแบบ “ประชด” ผู้มีอำนาจในสมัยนั้นด้วยซ้ำ เพราะโดยส่วนตัวแล้วท่านไม่อยากแต่ง) ด้านเนื้อร้องมีผู้วิจารณ์ว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ทำให้ความหมายของ “ประชารัฐ” ผิดไปหมด เพราะ “ประชารัฐ” ที่แท้จริงย่อมไม่ให้อภิสิทธิ์

แก่เชื้อชาติอันใดอันหนึ่ง ความผิดพลาดในแนวคิดอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่กระทำแก่ชนส่วนน้อยทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งคนชาติพันธุ์ไทยที่จนซึ่งเป็นชนส่วนน้อยอีกพวก

หนึ่งhttp://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005june06p1.htm จากประชารัฐ Vs ราชอาณาจักร
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9949
…เราลองมาดูเนื้อเพลงเด็กฝรั่งTwinkle Twinkle Little Stars และลองฟังดู น่ะครับ
Twinkle, twinkle, little star,
How I wonder what you are.
Up above the world so high,
Like a diamond in the sky
http://en.wikipedia.org/wiki/Twinkle_Twinkle_Little_Star

โดยเรารับรู้ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำได้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งหลายของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิต หรือที่เรียกรวมกันว่า อายตนะหก.. ตามองเห็นภาพ,หู ได้ยิน เสียง,จมูก รับรู้กลิ่น,ลิ้น รับรู้รส,กาย รับรู้ผิวสัมผัส และจิต รับรู้กระแสจิต รูปแบบของภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ คือ ภาพ =

ภาษาภาพ,เสียง =ภาษาเสียง,กลิ่น=ภาษากลิ่น,ฯลฯ ไปจนถึงภาษาจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผู้ศึกษาค้นคว้ากันอยู่..ภาพหรือการมองเห็น สามารถรับรู้ความเป็นของสิ่งต่างๆ ได้มาก ทำให้เกิดภาษาภาพในระดับย่อยลงไปอีก ได้แก่ ภาษากาย(สีหน้า,ท่าทาง.การบุ้ยใบ้) ภาษามือ,ภาษาวัตถุ,เสื้อผ้า,

ภาษาสัญญาณ เป็นต้น ..

เมื่อรถผมไฟเลี้ยวเสีย จึงต้องใช้สัญญาณมือเป็นภาษามือ และภาษาเขียนเกี่ยวพันพวกนักเขียน ก็มีตารางชีวิต ในสถานที่ และเวลา เช่น ตื่นเช้าในบ้าน นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ และทำงานเขียน
Isaac Asimov(นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในเรื่องI Robot)
His usual routine was to awake at 6 A.M., sit down at the typewriter by 7:30 and work until 10 P.M.
In “In Memory Yet Green,” the first volume of his autobiography, published in 1979, he explained how he became a compulsive writer. His Russian-born father owned a succession of candy stores in Brooklyn that

were open from 6 A.M. to 1 A.M. seven days a week. Young Isaac got up at 6 o’clock every morning to deliver papers and rushed home from school to help out in the store every afternoon. If he was even a few

minutes late, his father yelled at him for being a folyack, Yiddish for sluggard. Even more than 50 years later, he wrote: “It is a point of pride with me that though I have an alarm clock, I never set it, but get up at 6 A.M.

anyway. I am still showing my father I’m not a folyack.”
The New York Times, April 7, 1992
Posted on August 16, 2007 in Early Risers, Writers | Permalink | Comments (0)
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/4/

Gunter Grass(นักเขียนรางวัลโนเบล ชาวเยอรมัน มีคนแปลงานเป็นภาษาไทยเกี่ยวกับคนตีกลองฯ The Tin Drum ซึ่งเขาเคยวิจารณ์ซาสตร์ว่าโง่ไม่รับรางวัลโนเบล)
INTERVIEWER
What is your daily schedule when you work?
GRASS
When I’m working on the first version, I write between five and seven pages a day. For the third version, three pages a day. It’s very slow.
INTERVIEWER
You do this in the morning or in the afternoon or at night?
GRASS
Never, never at night. I don’t believe in writing at night because it comes too easily. When I read it in the morning it’s not good. I need daylight to begin. Between nine and ten o’clock I have a long breakfast with

reading and music. After breakfast I work, and then take a break for coffee in the afternoon. I start again and finish at seven o’clock in the evening.
The Paris Review, Summer 1991
(Thanks to Aseem Mahajan.)
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/2/

Arthur Miller(นักเขียนอเมริกัน มีงานแปลเป็นไทย เช่น อวสานเซลส์แมน,หมอผีครองเมือง)
INTERVIEWER
Do you have a routine for writing?
MILLER
I wish I had a routine for writing. I get up in the morning and I go out to my studio and I write. And then I tear it up! That’s the routine, really. Then, occasionally, something sticks. And then I follow that. The only image I

can think of is a man walking around with an iron rod in his hand during a lightning storm.
The Paris Review, Fall 1999
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/4/

Gustave Flaubert(นักเขียนฝรั่งเศส ต้นแบบผลงานสัจนิยม งานเขียนเรื่องมาดามโบวารี)
Days were as unvaried as the notes of the cuckoo. Flaubert, a man of nocturnal habits, usually awoke at 10 a.m. and announced the event with his bell cord. Only then did people dare speak above a whisper. His

valet, Narcisse, straightaway brought him water, filled his pipe, drew the curtains, and delivered the morning mail. Conversation with Mother, which took place in clouds of tobacco smoke particularly noxious to the

migraine sufferer, preceded a very hot bath and a long, careful toilette involving the regular application of a tonic reputed to arrest hair loss. At 11 a.m. he entered the dining room, where Mme Flaubert; Liline; her

English governess, Isabel Hutton; and very often Uncle Parain would have gathered. Unable to work well on a full stomach, he ate lightly, or what passed for such in the Flaubert household, meaning that his first meal

consisted of eggs, vegetables, cheese or fruit, and a cup of cold chocolate. The family then lounged on the terrace, unless foul weather kept them indoors, or climbed a steep path through woods behind their

espaliered kitchen garden to a glade dubbed La Mercure after the statue of Mercury that once stood there. Shaded by chestnut trees, near their hillside orchard, they would argue, joke, gossip, and watch vessels

sail up and down the river. Another site of open-air refreshment was the eighteenth-century pavilion. After dinner, which generally lasted from seven to nine, dusk often found them there, looking out at moonlight

flecking the water and fisherman casting their hoop nets for eel.
In June 1852, Flaubert told Louise Colet that he worked from 1 p.m. to 1 a.m.. A year later, when he assumed partial responsibility for Liline’s education and gave her an hour or more of his time each day, he may not

have put pen to paper at his large round writing table until two o’clock or later.
Frederick Brown, Flaubert: A Biography
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/page/2/

เรามองลองดูชีวิตประจำวันของBenjamin Franklin
Benjamin Franklin
The precept of Order requiring that every part of my business should have its allotted time, one page in my little book contained the following scheme of employment for the twenty-four hours of a natural day.
The Autobiography of Benjamin Franklin
Posted on July 30, 2007 in Early Risers, Statesmen, Writers | Permalink
Comments
http://dailyroutines.typepad.com/daily_routines/2007/07/benjamin-frankl.html
—-Benjamin Franklinผลงาน – ค้นพบประจุไฟฟ้าในบรรยากาศ- ประดิษฐ์สายล่อฟ้า…ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นความลับทางธรรมชาติอยู่จนกระทั่งเบนจามิน แฟรงคลิน ได้ค้นพบสาเหตุที่ทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และวิธีป้องกันความเสียหายที่เกิดจากฟ้าผ่า

โดยการประดิษฐ์สายล่อฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก แฟรงคลินได้เพียงแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานยอดเยี่ยมเท่านั้น เขายังเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญคนหรนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย…นอกจากผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว แฟรงคลินยังมีความสามารถอีกหลายด้าน เป็นต้นว่า นัก

เขียน นักการทูต นักการเมือง และนักหนังสือพิมพ์ แฟรงคลินได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเขาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ หลุดพ้นจากการเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศอังกฤษ อีกทั้งเขายังเป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพอีกด้วย และเมื่อ

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพออกไป สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอังกฤษอย่างมาก ทำให้เกิดสงครามขึ้น แฟรงคลินได้มีบทบาทสำคัญในครั้งนี้ เขาได้เดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อขอการสนับสนุนเรื่องการเงินและอาวุธสงคราม เมื่อสงครามยุติลง แฟรงคลินยังได้

เป็นผู้หนึ่งที่ได้ลงนามในสัญญาสันติภาพ ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ได้รับอิสรภาพแล้ว แฟรงคลิน ยังมีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าแฟรงคลินจะไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญใด ๆ เลย ทางด้านการเมืองเนื่องจากเขาชราภาพมากแล้ว แต่เขาก็เป็น

บุคคลสำคัญคนหนึ่งของอเมริกาhttp://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Benjamin%20Franklin.html

จากตัวอย่างของกรณีนักเขียนหลายคน ที่มีชีวิตประจำวัน ดื่มชา ดมดอกกุหลาบ เดินเล่นคนเดียว หรือเขากินข้าวคนเดียว สร้างอารมณ์ในการเขียนเป็นตารางการทำงาน ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่ 5(555ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่อง

พิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนัก

เขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง..Be Cool… แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป

น่ะครับ

Joni Mitchell(ทำงานด้านดนตรี และวาดรูปด้วย)-Be Cool
If there’s one rule to this game
Everybody’s gonna name, it’s, be cool If you’re worried or uncertain If your feelings are hurtin’, you’re a fool if you can’t keep cool Charm ’em, don’t alarm ’em Keep things light, keep your worries out of sight
Play it cool, play it cool Fifty-fifty, fire and ice If your heart is on the floor ‘Cause you’ve just seen your lover Comin’ through the door with a new fool Be cool Don’t you sweat it Start writing right now I’m trying to forget it
Be cool
Don’t get riled, smile, keep it light Be your own best friend tonight And play it cool, play it cool Fifty-fifty, fire and iceDon’t get jealous, don’t get overzealous
Keep your cool Don’t whine, kiss of that flaky Valentine
You’re nobody’s fool Be cool fool
Be cool Lots of other fish In the sea Play it cool, play it cool
Fifty-fifty, fire and ice

So if there’s one rule to this game Everybody’s gonna name, it’s be cool If you’re worried or uncertain If your feelings are hurtin’, you’re a fool if you can’t keep cool They want you to charm ’em, don’t alarm ’em
Keep things light, keep your worries out of sight And play it cool, play it cool Fifty-fifty, fire and ice
http://www.metrolyrics.com/be-cool-lyrics-joni-mitchell.html

————————————————————-
วันที่ 25 ก.ค.54
บิ๊ก บาเธอร์ หรือบิ๊กบัง-บิ๊กจิ๋ว จากคำว่าบิ๊ก บาเธอร์ ภาษาอังกฤษ ทางนิยายการเมืองใน1984 กับการเปรียบเทียบเรียกชื่อบิ๊กบัง ระดับของทหาร และนักเขียน ก็มีจินตนาการส่วนตัวของผม ก็นำข้อมูลเรื่องการเขียน และนิสัยการทำงานมาเล่าต่อ
Stoking Your Creative Fire: Identify Your Daemon’s Work Habits
?Have you gotten to know your creative demon? (If not, see “Getting to Know Your Creative Demon, Part 1,” and also parts 2 and 3.) Have you begun to learn the specific personality of the deep psychological force

that organically motivates you to be passionate about, fascinated with, and energized by this instead of that and some things instead of other things? Have you experimented with reading your life’s trajectory, both

inner and outer, as a work of art or literature that embodies central, recurrent motifs and themes, and have you recognized these as clues to the natural direction your creativity would like to take you?
If so, then you’re way ahead of the game. Many people never do these things, and you, by contrast, may be experiencing a new or renewed sense of creative potency and possibility. This is a heady and alternately

(or reciprocally) frightening and exhilarating development.
It’s also an ongoing one. You can never exhaust the depth of discovery in your muse or genius. This is built into the very structure of human consciousness, since the unconscious genius lies perpetually “behind” the

conscious ego. The harmonizing and integrating of these two selves in a quasi-Jungian process of individuation — which is really what we’re about here: individuation as experienced in or applied to artistic creativity

— represents not a discrete, one-time accomplishment, like a finish line to be reached, but an ongoing, ever-deepening relationship in which communication flows with increasing freedom between you and your
daimon.
In this process, getting familiar with your creative demon’s general nature is only the beginning: a (very) necessary step, but not a sufficient one. This is because you’ll soon discover that in addition to a general

direction, your demon muse has specific habits and desires. These can sometimes pertain to things so seemingly prosaic and trivial that you’ll be tempted to dismiss them as meaningless. But that would be a

mistake.
The experience of creative diminishment or full-blown creative block often arises from your unwitting attempt to force your genius to deliver through channels or means that it simply doesn’t like and refuses to comply

with. Conversely, you can stoke your creative fire by finding and using the right approach for your genius.
In short, through trial and error you can learn exactly how your creative demon likes to work, right down to the most humdrum daily details of method and material.
Kipling’s daemon and “the blackest ink”
The practical pickiness of the muse/daimon/genius is vividly illustrated by something Rudyard Kipling recorded about a tiny but crucial aspect of his authorial life, in his posthumously published autobiography.
Kipling overtly externalized his own creative genius and framed it exactly as we have been doing here at Demon Muse: in terms of the ancient concept of the personal daimon or daemon. In his autobiography’s final

chapter, titled “Work-Habits,” he wrote,
Let us now consider the Personal Daemon of Aristotle and others, of whom it has been truthfully written, though not published:—
This is the doom of the Makers—their Daemon lives in their pen.
If he be absent or sleeping, they are even as other men.
But if he be utterly present, and they swerve not from his behest,
The word that he gives shall continue, whether in earnest or jest.
– Rudyard Kipling, Something of Myself (1937)
The “doom of the Makers,” says Kipling — that is, the unavoidable burden, mission, and destiny of an inspired writer (and presumably of other types of artists, too) — is that “their Daemon lives in their pen.” In other

words, their creativity has a mind and a will of its own, and this is only realized (made real) in the act of committing words to paper. When the inspiration isn’t there, “they are even as other men,” with nothing guiding or

empowering them but their own conscious efforts. But if the inspirational spirit is moving, the writer who follows it faithfully (“swerves not from its behest”) finds the work taking on a vibrant life of its own, so that effort falls

away and the creative act becomes one of natural flow and seemingly external guidance.
Rudyard Kipling
Kipling also explains that his daemon made itself known early in his life, and provided his career’s enduring direction: “Most men, and some most unlikely, keep him under an alias which varies with their literary or

scientific attainments. Mine came to me early when I sat bewildered among other notions, and said; ‘Take this and no other.’ I obeyed, and was rewarded.”
He says he first discovered his daemon in the writing of his story “The Phantom Rickshaw,” and quickly learned that he would have to make a lifelong point of following the creative influence entirely, because

otherwise his work would inevitably suffer: “I learned to lean upon him and recognise the sign of his approach. If ever I held back, Ananias fashion, anything of myself (even though I had to throw it out afterwards) I paid

for it by missing what I then knew the tale lacked.”
His Daemon, he tells us, was palpably involved in the writing of, for instance, the Jungle Books and Kim, as evidenced by the fact that “when those books were finished they said so themselves with, almost, the water

-hammer click of a tap turned off.”
But what of the specific, nitpicky end of daemonic matters mentioned above? What does Kipling have to say about the role of his daemon in establishing concrete work habits?
At one point he starts talking about pens. He devotes several sentences to the history of the pens he found it necessary to write with in his authorial life. Then he shares the odd fact that his daemon had a highly

specific and undeniable preference for a certain shade of ink:
For my ink I demanded the blackest, and had I been in my Father’s house, as once I was, would have kept an ink-boy to grind me Indian-ink. All ‘blue-blacks’ were an abomination to my Daemon, and I never found a

bottled vermilion fit to rubricate initials when one hung in the wind waiting.
This may sound odd to people who haven’t pursued authorial work themselves, but to those who have, and/or to those who have known creative artists, it probably rings an immediate bell of recognition. Writers and

artists are notorious for their idiosyncratic work habits, which often involve curiosities like Kipling’s black ink, and they’re usually only too happy to tell you why: It’s because when they don’t adhere to these seemingly

arbitrary rules, they don’t feel the creative flow as strongly as they’d like, or perhaps not at all. Something within them demands a particular circumstance, tool, or method, and in the absence of it they feel that

appalling deadness which is the living hell of creative block, sterility, or miscarriage.
The “something within them” that makes these peculiar demands is, as we know, the daimon, the muse, the unconscious genius that asks (demands) to be honored, in return for which it gladly gives you its gift when

the time is right.
Paper, computers, and blue Bic pens
In my own authorial life, I’ve discovered that there’s something talismanic about taking a break from typing, whether on a computer or an actual typewriter (I started as a child on a manual one, then switched to an

electric), and returning to the handwritten word. Most of my best work has started as either handwritten notes or, quite often, full drafts written by hand, which I later typed.
This was true of all the stories in my Divinations of the Deep. It’s true of half the pieces in Dark Awakenings. The very blog you’re reading now started as a handwritten brainstorming process. I didn’t set out with

conscious intent in the earliest stages to create a blog about the daemonic model of creativity. Rather, that direction emerged from some focused tooling around (brainstorming and concept mapping) with a pen.
Speaking of which, my best creative feeling, the state of mind and spirit where I can really feel the flow, seems to come through a blue ballpoint ink pen with a modulated flow of ink that’s not too thick or thin, and that

provides a suitably scratchy feeling on the page. Rollerball pens and gel pens, by contrast, are things to be avoided. Interestingly, this dislike of their feel and performance reaches all the way back to my childhood,

when I unself-consciously hated them.
My calligraphic needs aren’t nearly as refined as Kipling’s. Cheap, disposable, blue Bic ballpoints with a medium width are my best tool, as verified over a period of nearly two decades.
That said, sometimes I need a break from ink entirely. Sometimes a pencil — preferably a real wooden one, a yellow #2 “school pencil” — is needful. Not only the dry scratching of graphite on paper and the feeling of

the wooden pencil shaft in my hand, but the appearance of the grayish letters on the crisp white background feels unaccountably satisfying to my eye and sensibility.
(Not incidentally, this sense of satisfaction is the very thing you should be looking for when gauging your own daemon’s preferences. Pay attention to the conspicuous absence or appearance of a sense of

heightened intensity, a kind of delicious buzz that says you’re “in the zone,” as the sports metaphor has it. Sometimes it’s delicate, but it’s definitely there — or not.)
After I’ve written something by hand, the very act of transferring those words into typing — always on a computer instead of a typewriter, these days — seems to open them up and unfold possibilities that were only

latent, not manifest, in their handwritten incarnation. It’s as if I record a highly concentrated version of the inspiration when working by hand, and then unpack, expand, and enflesh it into fully finished form in the act of

typing and reifying it. A few years ago when I read Stephen King’s account of writing the first draft of Dreamcatcher entirely by hand, because he started it in a hotel where the electricity had gone out, and then decided

just to keep running with it, I understood exactly what he meant about the vibrancy of the process. He said writing such a long book by hand put him back in touch with the language in a way he hadn’t experienced for

years. I know exactly what he was talking about. Maybe you do, too.
Please understand that this focus on pens, pencils, paper, and keyboards sounds ridiculously fussy even to me, to whom the importance of it is simply a given of my creative life. At the same time, it’s all undeniably

real. Howcome? Beats me. Ask my daemon. He’ll probably only answer you through a blue Bic pen, though…………..(อ่านต่อตอนที่2 เพราะเรื่องมันยาว)
http://www.demonmuse.com/stoking-your-creative-fire-part-1-identify-your-daemons-work-habits/

นักเขียนบางคน ก็จิบกาแฟ ชา เหล้า และผมคิดถึงฉลากของแพ็คขวดเบียร์ลีโอ อ้างถึงคุณจะมองเห็นความสุขที่ซ่อนอยู่ทุกที่(วงเล็บถ้าคุณดื่มเบียร์ลีโอ..555 ) ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่ 6(555ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด

เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน

กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายในการเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง..The river… แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป

น่ะครับ

All Together Separate – The river
Dry thoughts of a better day My hope like stones in the dust lay Fast pace to escape My search for living water Cool breeze on the water top Smooth shine on a silver rock Lord please let Your current see
Through to the inside Chorus: Lose myself Cover me over Find my life Down at the river Cut deep into shallow ground Through me You can flow now Winding to the blue sea off in the distance
And Sundays always come around
Down at the river
http://www.lyrics007.com/All%20Together%20Separate%20Lyrics/The%20River%20Lyrics.html

——————————————————————————————————————————–
วันที่ 26 ก.ค.54
จากช่วงต้นเดือน คือ 7 ก.ค.54 ไฟฟ้าแถวหลังมอ ต้องซ่อมบำรุง ทำให้ไฟฟ้าดับยาวนาน สัมพันธ์ต่ออุปสรรคใช้อินเตอร์เน็ต และแถวหอพัก ก็มีการก่อสร้างหอพักใหม่ เจาะขุดดินลึกราวหลุมอุกาบาต และวันที่26 ก็มีสัมนาน ฤาโลกถึงคราวดับของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ซึ่งหลายเรื่องราวการเดินทาง และทำงานต่างๆ รวมทั้งผมพบผู้คนมากมาย โดยการเขียนเรื่องฮ่องกง หลายด้านผมก็ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ฝึกฝนพลังออร่า(Aura หรือ “ฮา”หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส)และดูละครไทยเรื่องหนึ่งแป๊บๆ ที่เกี่ยวกับฮ่องกง และฉายอยู่ในปัจจุบัน คือ ลิลลี่

สีกุหลาบ…
…เถ้าแก่จาง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง เจ้าของบริษัทเงินทุนชื่อโด่งดัง มีบ้านใหญ่โต มีฟาร์มเลี้ยงม้า และเป็นผู้มีอิทธิพล มีลูกสาวคนเดียวชื่อ หลีฮั้ว หรือ ลิลลี่ เป็นคนสวยเอาแต่ใจตัวเอง เถ้าแก่จางจะให้ลิลลี่แต่งงานกับลูกชายของเพื่อนสนิทชื่อ ปีเตอร์ แต่ลิลลี่ไม่รักเขา จึงหนีการแต่งงานมา

เมืองไทย เพราะมีเพื่อนคนไทยชื่อ ศุภนภา และศุภนภาสอนภาษาไทยแก่ลิลลี่จนสามารถพูดได้ แต่เมื่อลิลลี่บินมาถึงเมืองไทย ปรากฏว่าศุภนภาย้ายบ้านไปแล้ว หล่อนจึงต้องไปอาศัยโรงแรมดังนอนชั่วคราวเพื่อสืบหาตัวศุภนภา…
http://www.google.co.th/url?q=http://drama.kapook.com/view27354.html&sa=U&ei=vJopTsm4GqfLmAWl1aT2Dg&ved=0CBEQFjAA&usg=AFQjCNFF_9Q1TpydOksPo_w2TltFlpMRZA

-จริงๆแล้วนักเขียนไทยแนวสร้างสรรค์อย่างผม จะมีสิทธิได้รับบทประพันธ์เป็นละครโทรทัศน์บ้างไหม?(ฮา) และหลายคน อาจจะไม่รู้จัก นักเขียนที่ชื่อคิปลิง ก็ผมเคยอ่านงานเขาผ่านๆ เหมือนกัน เขียนแนวสารคดีท่องเที่ยวด้วยน่ะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราน่าจะได้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์จากบทความนี้กันบ้างครับ ฉะนั้น เรามาต่อตอนจบ กันครับ
Trial and error
When you’ve got the daemonic, muse-based understanding firmly developed, and when you’re really starting to cultivate both the general idea of your creativity as an external force and the specific understanding of

what your particular creative demon is like, that’s when you can begin to make good, productive use of all the self-accounts you’ll hear from writers and artists about their idiosyncratic work habits.
Some writers have to stand while they write. Others have to sit. Still others write in bed. Some need silence and solitude. Others need noise and company. Some play music in the background. Others find this a

deadly distraction. Some find mornings more congenial to creative flow. Others find nights or another time of day to be just the thing. Some write by hand, with a specific type of instrument, while others need a

typewriter or computer. And so on. For an excellent compendium of writer’s habits, see, for example, the appropriate chapter full of interview excerpts about this subject in editor George Plimpton’s The Writer’s

Chapbook. Anchored by your understanding of the muse, you can conduct mental or practical trial runs of any number of tricks and techniques, and not have to worry that you’re just distracting yourself and tooling

around on the surface with changes that are merely cosmetic, because you’ll know that what you’re doing is feeling out your muse’s eccentricities..
This is important. The only way to find out your daemon’s habits is by trial and error. It will definitely let you know. Just pay attention to that electric flow feeling, that heightened sense of creative aliveness — or to its

conspicuous absence.
Don’t abuse your muse
Nick Cave
Still speaking of concrete matters, but going beyond the subject of work habits as such, your demon muse can also provide specific guidance on a career-level basis. Remember when Nick Cave turned down the

MTV Award in 1996 and refused any such awards in the future, citing his innate sense that his music “exists beyond the realm inhabited by those who would reduce things to mere measuring,” and stating, “I am in

competition with no one”? Do you remember the rest of what he said in that letter to MTV? It’s worth quoting, since it displays a profound understanding of everything we’re talking about:
My relationship with my muse is a delicate one at the best of times and I feel that it is my duty to protect her from influences that may offend her fragile nature.
She comes to me with the gift of song and in return I treat her with the respect I feel she deserves — in this case this means not subjecting her to the indignities of judgment and competition. My muse is not a horse and I

am in no horse race and if indeed she was, still I would not harness her to this tumbrel — this bloody cart of severed heads and glittering prizes. My muse may spook! May bolt! May abandon me completely!
Now there’s somebody who takes the idea of the muse and her needs with the utmost seriousness.
Drift, wait, obey
Which all brings us back to Kipling. In a review of biographer Harry Rickets’ Rudyard Kipling: A Life (2000) for Arts and Letters, William B. Dillingham describes Kipling’s decision not to accept money for poems about

important national subjects that he submitted to the London Times. This feeling, says Dillingham (quoting Rickets), was based on Kipling’s feelings about his daemon: “Kipling felt that if he took money in payment for

such works, he might lose his creative inspiration — that is, his ‘daemon’ might consider him unworthy and desert him. Terrified of losing his ability to create, he therefore made a deal with his daemon and with fate to

forego monetary reward for poems like ‘Recessional.’
Is it actually possible for your demon muse to desert you? Rudyard Kipling apparently believed it, and so does Nick Cave. Both of them made concrete, real-world decisions to forestall that possibility, decisions that

affected their careers. And they made these in deference to, and in honor of, their respective creative demons.
Based on this, but of course not just this, I urge you to take Kipling seriously when he offers what still stands as one of the most valuable pieces of daemon-oriented instruction ever given to creative artists: “When your

Daemon is in charge, do not try to think consciously. Drift, wait, and obey.”
Just remember while you’re drifting and waiting to experiment — casually, relaxedly, even playfully, with an open mind — in order to find out exactly how and with what tools and under what circumstances your demon

muse wants to work.
http://www.demonmuse.com/stoking-your-creative-fire-part-1-identify-your-daemons-work-habits/

เรามาดู…อารมณ์ศิลปินของนักเขียน
เออเนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ชอบยืนเขียนหนังสือหน้าเครื่องพิมพ์ดีด และจะชอบมากถ้าได้ใส่รองเท้าอยู่บ้านคู่หลวม เขาเริ่มเขียนตั้งแต่ ๗ โมงเช้า ตั้งกฎเพียงว่าวันหนึ่งต้องเขียนได้ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คำ (๕๐๐ คำประมาณค่อนหน้ากระดาษหนังสือ) เฮมิงเวย์จะหยุดเขียน

ตอนกำลังเขียนได้ลื่นไหล เพราะจะได้เขียนต่อได้ว่องไวในวันรุ่งขึ้น เฮมิงเวย์เชื่อว่าการเขียนที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนกำลังมีความรัก
แกรห์ม กรีน (Graham Greene) เขียนหนังสือวันละ ๕๐๐ คำ เมื่อถึงเป้าหมายแล้วจะหยุดทันที แม้จะยังเขียนไม่จบประโยค
ลูอิส แครอลล์ (Lewis Carroll) เขียนหนังสือเกือบทุกเรื่องด้วยการยืนเขียน รวมถึง การผจญภัยของอลิซในแดนมหัศจรรย์
โทมัส วูล์ฟ (Thomas Wolfe) ยืนเขียนหนังสือในครัว โดยใช้หลังคาตู้เย็นต่างโต๊ะ
วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) ชอบยืนเขียนหนังสือลงในบัตรคำขนาด ๓ x ๕ นิ้ว โดยเขียนบางประโยคหรือบางฉากลงไป แล้วค่อย ๆ เติมให้สมบูรณ์ โดยการเติมนั้นไม่เป็นไปตามลำดับ นาโบคอฟเป็นคนหลับยากจึงเก็บบัตรคำไว้ใต้หมอน เผื่อตื่นดึก ๆ จะได้เอามาเขียน

ต่อ
สตีเฟน คิง (Stephen King) เขียนหนังสืออย่างต่ำวันละ ๑๐ หน้าทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด
แดน บราวน์ (Dan Brown) ตื่นมาเขียนหนังสือตั้งแต่ตีสี่ ตั้งนาฬิกาทรายกำหนดเวลาหนึ่งชั่วโมงไว้บนโต๊ะ พอครบชั่วโมงจะพักจากการเขียนไปยืดเส้นยืดสายและวิดพื้น เพื่อให้เลือดและความคิดแล่น
จอห์น สไตน์เบก (John Steinbeck) ชอบเขียนหนังสือด้วยดินสอยี่ห้ออีเบอฮาร์ด เฟเบอร์ รุ่นแบล็กวิง ๐๖๒ เขาว่าเป็นดินสอดีที่สุดแม้จะแพงกว่าดินสอทั่วไปสามเท่า
ดอน เดอลิลโล (Don DeLillo) คิดค้นวิธีใหม่ในการเขียนคือขึ้นหน้าใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นย่อหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นย่อหน้าสั้นเพียงใด วิธีนี้ช่วยให้เขาเห็นประโยคชัดเจนขึ้น แก้ต้นฉบับง่ายขึ้น และทำให้มีสมาธิกับสิ่งที่เขียนมากยิ่งขึ้น
เคิร์ต วอนนิกัต (Kurt Vonnegut) เขียนทีละหน้า จากนั้นจะแก้แล้วแก้อีกจนกว่าพอใจ ทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะเขียนจบเล่ม
มาร์เซล พรูสต์ (Marcel Proust) เขียนหนังสือส่วนใหญ่ตอนกลางคืน โดยเขียนบนเตียง
โรเบิร์ต ฟรอสต์ (Robert Frost) ชอบเขียนงานบนเก้าอี้ โดยเอาแผ่นไม้วางบนที่วางแขนเก้าอี้ต่างโต๊ะ
ทรูแมน คาโพที (Truman Capote) จะเขียนโดยใช้กระดาษสีเหลืองเท่านั้น
บัลซัก (Balzac) ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่าสิบแก้ว เชื่อว่าการจะเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมขึ้นได้ จำเป็นที่ตัวเขาต้องคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกายเอาไว้ ทุกครั้งที่ไปนอนกับผู้หญิงมา เขาจะบอกตัวเองว่า “สูญงานมาสเตอร์พีซไปอีกเล่ม”
กุสตาฟ โฟลแบรต์ (Gustave Flaubert) เก็บรองเท้าแตะของคนรักเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะ
เอมิลี ดิกกินสัน (Emily Dickinson) เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งและไม่ออกจากบ้านไปไหน
จอห์น ชีเวอร์ (John Cheever) สมัยพักที่นิวยอร์กตอนหนุ่ม ๆ ทุกเช้าจะใส่ชุดทำงานลงลิฟต์มากับผู้ชายร่วมตึกที่ออกไปทำงาน ลงลิฟต์แล้วเขาจะเดินลงบันไดต่อไปชั้นใต้ดินของอาคาร ไปเขียนหนังสือในห้องเก็บของไร้หน้าต่าง ห้องนั้นร้อนมากจนเขาต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดเหลือ

แต่กางเกงชั้นใน เขียนจนเที่ยงก็ใส่เสื้อผ้าขึ้นลิฟต์มากินข้าวบ้าน พอกินข้าวเสร็จก็กลับลงไปถอดเสื้อผ้าเขียนต่อ
ฟรีดริก วอน ชิลเลอร์ (Friedrich von Schiller) เคยเก็บลูกแอปเปิลเน่าไว้ในลิ้นชักโต๊ะ คอยเปิดสูดดมขณะแต่งบทกวี
http://www.faylicity.com/porch/porch94.html (ผมเคยเอามาลงแล้วผลิตซ้ำบางส่วน และดูต่อตอน2 ครับ)

กาลเวลาผ่านไป และการเมืองก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลง่ายๆ แล้วส่วนตัวของชีวิต ซึ่งจริงๆ ผมผลิตซ้ำสะกดจิตตัวเองรอบที่7(555ฮา) ในบันทึก ก็นึกถึงสมัยผมเขียนด้วยปากกาลงกระดาษ และเครื่องพิมพ์ดีด เป็นนิสัยของการทำงาน โดยจุดเริ่มต้นของ

ผมกับเครื่องมือเหล่านั้น และหนังเรื่อง2046 ก็มีเพลงAdagio by Secret Garden เป็นเรื่องของความรู้สึกในใจกับรูอวกาศ เพื่อกลับไปเตรียมต้นฉบับเกี่ยวกับฮ่องกง และงานอื่นๆ ต่อไปน่ะครับ ซึ่งมันสะท้อนภาพการทำงานของนักเขียน กาแฟ กระดาษอื่นๆ และผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายใน

การเขียนงานออกมา โดยขอแปะยูทูปหนังเยอะหน่อย และหนังเรื่อง2046 พร้อมบทเพลง..The river… แต่มันสะท้อนความรู้สึกของชีวิตส่วนตัวของผม และผมต้องกลับไปเขียนเรื่องฮ่องกง เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป น่ะครับ

NNEKA – Changes [ Victim Of Truth ]
Everything changes,remember when humans had to live in cages and now we own our own stages time, yes age turns our pages (2x) Looking out of my window, chilling warm relaxing my speed
Watching the people right back down on the streets Asking myself how I feel as I see d living passing me Everybody in his own but on the whole Life is still the same Happy Family a boy loves a girl a mother

breastfeeding her child A taxidriver has just lost his job And still it is not a matter of this world being People manifest within themselves
Chorus:Everything changes,remember when humans had to live in cages And now we own our own stages Time, yes age turns our pages A mother gives birth to her baby,in that moment sche feels it ist her one and

only property She’d hold on it She’ll do anything to protect it from insecurity Just like seeds develope into flowers And children develope into adults Love can turn into hate and the truth u see could be deceit
Consequences do not arise without a cause Causes could make u win or loose Chorus 2x
What u make outta it is what u become
Some happy some are lonesome
Changes, changes always comes

http://www.lyricsvip.com/Nneka/Changes-Lyrics.html

————————————–
วันที่ 27 ก.ค.54
อากาศดีๆ ท้องฟ้าแจ่มใส ในเมื่อวาน แต่ตอนกลางคืน ก็ลมพัดเหมือนฝนจะมาต่อเนื่องถึงวันนี้ คือ เราไม่แน่ใจว่าฝนจะตกหรือไม่ ก็อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ และเวลาส่วนหนึ่งของผมของผมก็ติอต่อกับหลายคนในเรื่องงาน ก็ช่วงสองสามวันมานี้ ซึ่งผมไม่มีเงินและเวลาไม่พอสำหรับเล่น

เฟซบุ๊คผ่านมือถือ และผมไม่มีแบ็คเบอรี่ จนกระทั่งผมแทบไม่มีเวลาเขียนบันทึกชีวิตประจำวัน และผมมีอะไรทำหลายอย่าง ซึ่งคุณทำงานเป็นนักเขียน ในแง่มุมหนึ่ง ก็ถูกสงสัยได้ว่าคุณเป็นสายลับ ก็ได้ เพราะว่า วันๆหนึ่ง คนจะสงสัยว่าคุณไม่ได้ทำงานประจำแบบชาวบ้าน หรือพนักงาน

ออฟฟิต ก็กรณีจอห์น ชีเวอร์ (John Cheever) สมัยพักที่นิวยอร์กตอนหนุ่ม ๆ ทุกเช้าจะใส่ชุดทำงานลงลิฟต์มากับผู้ชายร่วมตึกที่ออกไปทำงาน…เป็นตัวอย่างของผม ก็อายุมากขึ้น และคนในหอพักฯ รวมทั้งคนทั่วไปอาจจะสงสัยว่าผมทำงานหรือเรียนหนังสือ ฯลฯ โดยความจริง ก็ผม

ไม่ว่างหาร้านกินข้าวอร่อยเหาะไปเลย และส่วนหนึ่งติดตามกระแสข่าวบ้าง เช่น บึ้มทำเนียบฯนอร์เวย์
…เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นอร์เวย์กำลังมีปัญหาเรื่องการก่อการร้ายซึ่งเกี่ยวพันกับกลุ่มอัล-กออิดะห์ ซึ่งมีผู้ต้องสงสัย 2 คน กำลังถูกขังอยู่ ระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาล นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาการก่อการร้ายก็ยังเป็นที่วิตกกังวลสำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เดนมาร์ก เนื่อง

จากการเขียนภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสนาเมื่อ 6 ปีก่อน จนเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านในหลายประเทศ อ้างข้อมูลเดลินิวส์ ที่มาhttp://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=435348&ch=hn
กระแสข่าว..ฮ.ตกซ้ำซากอีกแล้วคราวนี้สังเวยอีก 3 ศพรอด 1
อ้างข้อมูลเดลินิวส์ ที่มาhttp://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=435337&ch=hn
ข่าว..อำลาอาจารย์ James Ingram…ศาสตราจารย์ C. Ingram เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา..
โลกเพิ่งสูญเสียนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของผลงานทางวิชาการชิ้นสำคัญซึ่งมีส่วนอย่างมากในการสร้างความเข้าใจความเป็นมาของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 4…ผลงานชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงก็คือ หนังสือชื่อ Economic Change in Thailand 1850-1970 ซึ่งตีพิมพ์

ในปี ค.ศ.1952 และแก้ไขเพิ่มเติมในปี 1971 แปลเป็นภาษาไทยเสร็จสมบูรณ์…
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307016532&grpid=&catid=02&subcatid=0207

กระแสข่าว..การพิจารณาคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2554
Posted 2011-07-19 16:26:24 By เครือข่ายนักเขียน แห่งประเทศไทย
19 กรกฎาคม 2554
เรื่อง ผลการพิจารณาคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2554
เรียน ประธานกรรมการดำเนินการรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
?คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ได้พิจารณาคัดเลือกหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน
ประจำปี 2554 จำนวน 83 เล่มแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอหนังสือรวมเรื่องสั้น 7 เล่ม ดังมีรายชื่อซึ่งเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อเรื่องต่อไปนี้ ให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณาในวาระต่อไป
1. 24 เรื่องสั้นของฟ้า ?ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์
2. เรื่องของเรื่อง?ของ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์
3. แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ?ของ จเด็จ กำจรเดช
4. กระดูกของความลวง?ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์
5. นิมิตต์วิกาล ?ของ อนุสรณ์ ติปยานนท์
6. บันไดกระจก?ของ วัฒน์ ยวงแก้ว
7. ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต?ของ จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพรวมของเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2554
?คณะกรรมการคัดเลือกได้ร่วมกันสรุปภาพรวมของเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์
ประจำปี 2554 ดังนี้
?เรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดมีเนื้อหาหลากหลาย ปัญหาของสังคมยังเป็นวัตถุดิบที่ทรงพลัง นักเขียนให้ความสนใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างของคนในสังคม การพัฒนาประเทศไปสู่ความทัน

สมัยตามกระแสทุนนิยมเสรีโลกาภิวัตน์และสังคมเสมือน ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะในด้านความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม อย่างไรก็ตาม การเสนอปัญหาของท้องถิ่นยังมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
นักเขียนมุ่งเสนอภาพในมุมมองที่ขยายวงมากกว่าเดิม กล่าวคือ นอกจากจะชี้ให้เห็นว่าชนบทเป็นผู้ถูกกระทำจากภายนอกอย่างไม่มีทางเลือกแล้ว ในบางกรณี ปัญหาของมนุษย์ก็เกิดจากคนที่อยู่ในชุมชนนั้นเอง ส่วนเนื้อหาที่มุ่งเสนอเรื่องราวของวิถีชีวิตสมัยใหม่ นักเขียนแสดงให้เห็นถึง

ความสับสนความแปรปรวนของชีวิต ภาวะของความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนลงไป ท่าทีในการแสดงออกต่อปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาในชนบทและวิถีชีวิตสมัยใหม่ มีทั้งการเสียดสียั่วล้อเพื่อกระตุกให้ผู้อ่านย้อนกลับมาหยั่งถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็มีนักเขียนที่แสดงความห่วงใย

ต่อสังคม และมีทั้งการเผชิญหน้าด้วยการตั้งคำถามถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ของสังคมผ่าน “โลกภายใน” ของตัวละคร และน้ำเสียงของนักเขียน อย่างไรก็ตามนักเขียนมีแนวโน้มขยายเรื่องราวของตนผ่านการข้ามพรมแดนไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้น ทั้งพรมแดนในด้านชาติพันธุ์ พรมแดนด้าน

รัฐชาติ พรมแดนด้านเพศ และพรมแดนด้านการเล่าเรื่อง
?เมื่อพิจารณาในด้านกลวิธีการนำเสนอแล้ว พบว่านักเขียนส่วนหนึ่งยังคงนำเสนอเรื่องสั้นตามขนบ ?แบบที่นิยมกันมาเป็นเวลานาน ดังระบุไว้ในทฤษฎีการประพันธ์เรื่องสั้น หากแต่ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว นักเขียนได้สร้างความเข้มข้นและความซับซ้อนของเนื้อหาด้วยมุมมองหลากหลาย

แม้ว่าปัญหาหลายอย่างที่เสนอในเรื่องสั้นจะเป็นภาพที่หยุดนิ่ง ไม่ต่างจากเรื่องสั้นก่อนหน้านี้ แต่ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าปรากฏการณ์ของสังคมที่ถาโถมใส่มนุษย์มีความยิ่งใหญ่เกินกว่าจะรับมือและต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงได้
?ส่วนการนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งนั้นนักเขียนได้พยายามทดลองนำเสนอเรื่องสั้นของตนด้วยกลวิธีต่างๆ โดยพยายามสร้างสรรค์แบบอย่างเฉพาะตนขึ้น เป็นการสร้างอัตลักษณ์การเขียนเรื่องสัั้นของตนขึ้นมา ลักษณะดังกล่าวเป็นการสร้างสีสันใหม่ๆ ให้แก่วงการประพันธ์เรื่องสั้นของไทย

ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มของการเขียนเรื่องสั้นไทยในอนาคต กลวิธีการเขียนเรื่องสั้นที่เน้นอัตลักษณ์เฉพาะตนชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ปลุกเร้าให้ขบคิดตีความ
?อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของเรื่องสั้นโดยรวมแล้ว พบว่าประพันธศิลป์เชิงสร้างสรรค์ทั้งด้านเนื้อหาและการนำเสนอนั้นยังอยู่ระหว่างการแสวงหาลักษณะเฉพาะของยุคสมัยที่โน้มนำให้เชื่อว่ายังมีเส้นทางข้างหน้าอีกยาวไกล
http://thaiwriternetwork.com/column.php?id=481&action=show

24 เรื่องสั้นของฟ้า ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์
ว่าง’ และ ‘ระยะห่าง’ คือกลวิธีสำคัญในเรื่องสั้นของฟ้า พูลวรลักษณ์ งานของเขามีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งในด้านวิธีคิด การใช้ตรรกะแบบนักปรัชญา และภาษาที่เรียบง่ายลงตัว แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้คือการทิ้งระยะห่าง เล่นล้อกับพื้นที่ ความว่างเปล่า ความใกล้ไกลของ

เวลา ตั้งคำถามกับความจริง-ลวง และการดำรงอยู่ของมนุษย์
?กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า งานรวมเรื่องสั้นของฟ้า ไม่มุ่งแสวงหาความเป็นไปในวิถีทางโลก ไม่มุ่งวิพากษ์สังคมร่วมสมัยอย่างที่เป็นอยู่ แม้ทุกเรื่องจะเป็นเรื่องสั้นที่เล่าถึงมนุษย์ แต่เรากลับรู้สึกคล้ายสัมผัสจับต้องผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ในลักษณะอาการปกติ แต่ละเรื่องจึงฉายภาพความ ‘อปกติ’

ของมนุษย์ด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ สะท้อนถึงวิธีคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ของผู้เขียน
?นอกจากนี้ กลวิธีการสร้างความรู้สึกว่างเปล่าเหินห่างในเล่ม ยังแสดงถึงความพยายามในการตอบคำถามเชิงอภิปรัชญาอันยิ่งใหญ่เวิ้งว้างและไร้คำตอบ โดยอิงอยู่กับปรัชญาหลายแขนง ทั้งปรัชญาจากโลกตะวันออก ปรัชญาจากโลกตะวันตก และกระทั่งปรัชญาทางวิทยาศาสตร์และ

คณิตศาสตร์ ซึ่งแสดงถึงคลังความรู้ภายในตัวผู้เขียน เรื่องสั้นของเขาอาจมีรสไม่คุ้นชินสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานเขียนตามขนบของเรื่องสั้น แต่ให้รสแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
http://thaiwriternetwork.com/column.php?id=481&action=show

ฉะนั้น ผมในฐานะนักเขียน ก็มีรสนิยมการอ่าน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านเรื่องสั้น ที่เข้ารอบซีไรต์ โดยส่วนตัวก็ชอบงานของฟ้า พูลวรลักษณ์ และคนอื่นๆ แต่ผมต้องการยกตัวอย่างงานแปลกๆ ซึ่งผมแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักเขียนว่า ส่วนใหญ่คนที่เข้ารอบเจ็ดคนนี้ ไม่ได้ลงชื่อกรณี112 ใช่ไหม?

เพื่อนก็ค่อนข้างแน่ใจแบบนั้นครับ ส่วนชีวิตส่วนตัวด้านอื่นของผม เช่น ส่วนหนึ่งของงานข่าว… ธเนศวร์ เจริญเมือง: เมื่อไม่มีการกระจายอำนาจ การเมืองจึงเป็นเรื่องของชนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม Fri, 2011-07-15 03:55 http://www.prachatai.com/journal/2011/07/36042

เมื่อผมไม่พร้อมเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ขนาดยาว ในฐานะเคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาบ้าง ในแง่มุมปัญหาเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยในปัจจุบัน และปัญหาเศรษฐศาสตร์คลาสิคถึงนีโอคลาสิค ก็รัฐบาลยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลชัดเจน แต่พรรคต้องระวังกับดัก หลุมพราง และการถูกขัดขวาง

ด้านต่างๆ คล้ายกรณีสมัคร เมื่อในอดีตกรณีมือที่มองไม่เห็น.. ดิ อินวิสิเบิล แฮนด์(the invisible hand)…ปรากฏการณ์และลักษณะของตลาดเสรีว่า เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ จากการสร้างจินตภาพที่เขาเรียกว่า มือที่มองไม่เห็น ดิ อินวิสิเบิล แฮนด์(the invisible hand)มือที่มองไม่เห็น

ของ สมิธ หมายถึงความยืดหยุ่นของระบบตลาด ในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะวิกฤตต่างๆ นั่นคือ ตลาดมีกลไกเฉพาะ บางครั้งก็ไม่อาจคาดเดา แต่ส่งผลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แต่ มือที่มองไม่เห็น ในทางการเมืองไทยเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการที่ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค

พลังประชาชน โวยเป็นรายวันทีเดียวว่า ขณะนี้มี มือที่มองไม่เห็น และ มือสกปรก พยายามเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มี พรรคพลังประชาชน เป็นแกน ซ้ำยังปูดซ้ำอีกว่า มือที่มองไม่เห็น นี้ จะขัดขวางการได้เป็นนายกฯของตนเอง
http://news.sanook.com/politic/politic_231760.php

-เรามาดู…อารมณ์ศิลปินของนักเขียนกันต่อ
แอนโทนี ทรอลลอป (Anthony Trollope) เขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงแปดโมงครึ่ง โดยวางนาฬิกาไว้ตรงหน้า เขาบังคับตัวเองให้เขียนให้ได้ ๒๕๐ คำต่อสิบห้านาที ถ้าเขียนหนังสือจบเล่มก่อนแปดโมงครึ่ง จะเริ่มเขียนนิยายเล่มใหม่ต่อทันที (หลังแปดโมงครึ่งเขาไปทำงานประจำ

ณ ที่ทำการไปรษณีย์) ด้วยวิธีนี้ เขาเขียนนิยายได้ ๔๙ เล่มภายใน ๓๕ ปี
วิลเลียม ฟอล์กเนอร์ (William Faulkner) กล่าวว่าเครื่องมือจำเป็นในการเขียนหนังสือของเขาได้แก่ กระดาษ บุหรี่ อาหาร และวิสกี้ เขาดื่มเหล้าตลอดเวลาที่เขียนหนังสือ
โคเลตต์ (Colette) ชอบอ่านและเขียนหนังสือบนเตียง ก่อนเริ่มเขียนเธอชอบหาเห็บให้แมวก่อน
Saint-Pol-Roux แขวนป้าย “กวีกำลังทำงาน” ไว้หน้าประตูห้องนอน
คาร์ล ไฮยาซัน (Carl Hiaasen) เขียนงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยใส่ที่อุดหู
แฟรงก์ แบร์โรวส์ (Frank Barrows) สมัยเขียนข่าวกีฬาให้หนังสือพิมพ์ เมื่อนั่งเขียนข่าวจะใส่ที่อุดหู และหยิบเข็มขัดสีดำเส้นใหญ่มารัดตัวเองไว้กับเก้าอี้
http://www.faylicity.com/porch/porch94.html (ตอนจบ ครับ)

โดยจริงๆ ผมทำงานเขียนฮ่องกงเสร็จถึงตอนที่ 5 ตามที่ตั้งใจไว้เดือนนี้ จึงต้องเคลียร์งานอื่นต่อไป ซึ่งผมสร้างอารมณ์ให้ตัวเอง กับเพลงสามเพลง และสุนทรีย์กับเพลงทั้งสามนี้ หน่อยละกัน ครับ
All Together Separate “It Will Be Worth It All”
It will be worth it all someday It will be worth it to go the straight and narrow way When we finally see His face And feel His warm embrace It will be worth it all that day These present troubles don’t compare
To all the glory our God, He has prepared ‘Cause when we finally see His face And feel His strong embrace It will be worth it all that day And I can see the angels as they celebrate and call your name
And I can hear teh Father, with a tear in His eye
As He says well done my good and faithful servant Well done It will be worth it all It will be worth it all
It will be worth it all that day
http://www.elyrics.net/read/a/all-together-separate-lyrics/it-will-be-worth-it-all-lyrics.html

Nneka – The Uncomfortable Truth
The time has come 4 u to see That love is something else u practise it to be The line is long 4 u and me That leads us 2 the very debt of our hearts We’re still on the surface deceiving ourselves
Inside we hate, and want 2 see our best friends fall… oh Let us make a change why can’t we turn the page Lord make us able Without u we are totally unstable Let us make a change why can’t we turn the page
Lord make us able Without u we are totally unstable U talk about peace Put it in ur mouth The same mouth u use to declare ur bombs Ur system is a joke No heart in it It’s choking us to death We living in decept so
Tell me oh, please tell me that Love, ain’t what u are talking about on TV Love, ain’t what u practice it to be Love, ain’t the Love that u are giving me Love, gotta be something un can not compare anything to
Let us make a change
why can’t we turn the page Lord make us able Without u we are totally unstable Let us make a change why can’t we turn the page Lord make us able
Without u we are totally unstable

newsboys – entertaining angels (music video)
One to another Do you remember me I feel so small Are you listening tonight So temporary Things that I have seen I ran so far Will you take me back again Entertaining angels By the light of my t.v. screen
24-7 you wait for me Entertaining angels By the time I fall to my knees Host of heaven, sing over me One to another The feelings in between I won’t let go Of all you taught me – alright Close as a brother
The way we used to be I’ll hold my breath
And wait for you to breathe Entertaining angels
By the light of my t.v. screen 24-7 you wait for me
Entertaining angels
While the night becomes history
Host of heaven, sing over me
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/entertaining-angels-lyrics-newsboys/1ad5c0f82a3839fb48256dea002fe3dd

วันที่ 28 ก.ค.54
ผมในฐานะเป็นส่วนหนึ่งนักเขียน บางครั้งก็ทำงานคนเดียวหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบโดดเดี่ยวเพื่อสมาธิในการทำงาน แก้ไขงานเขียนของตนเอง และผมในฐานะเป็นนักข่าว ก็เป็นกรรมกรปกขาว ซึ่งชนชั้นกรรมาชีพอย่างผม ก็ไม่รู้ว่าจะได้ค่าแรงงาน 300บาทหรือไม่ เพราะข่าวเรื่องแรงงานได้รับเงินดังกล่าว ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้จัดตั้งให้รายละเอียดว่าแรงงานเฉพาะภาคอุตสาหกรรม หรือเขตกทม.ภูเก็ต ระยองฯลฯ เท่านั้น โดยผมตามข่าวในกระแสบ้าง กรณีไล่คณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มช.และคณบดี คณะสื่อสารมวลชน ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ก็เป็นข่าวในกระแสของมช. แต่ผมไม่ว่างหามาตัดแปะให้เราดูกันครับ และการตัดแปะข่าวเหมือนวิธีการพื้นฐานของการรวบรวทำงานสื่อของนสพ. และคุณอาจจะสนใจพวกนี้ก็ได้ คือ
สื่อสารมวลชน :ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา /กาญจนา แก้วเทพ
http://opac.phuket.psu.ac.th/BibList.aspx?keyid=16910&searchtype=Author+Alphabetic&collection=&language=&pubyearstart=&pubyearend=
การวิเคราะห์สื่อถึงอนาคต คือ หนังสือ Power Shift ของ Alvin Toffler
ที่มา http://www.geocities.com/siamintellect/writings/b_powershift.htm
Alvin Toffler ซึ่งเขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวในวอชิงตัน เคยใช้ชีวิตเป็นคนงานในโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานเหล็ก และโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นเวลาถึง ๕ ปี ก่อนที่จะมาิเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยคอร์แนล และเป็นสมาชิก American Association for the Advancement of Science http://leadership.exteen.com/20090702/power-shift-alvin-toffler

จากการทำงานหลายอย่าง เป็นกรณีสะท้อนเส้นแบ่งระหว่างนักข่าวกับนักเขียน ซึ่งผมไปสำรวจที่อยู่ของการเคหะแห่งชาติในเชียงใหม่ ฯลฯ ส่วนผมเริ่มหมดมุขเรื่องนักเขียน แหะๆ โดยรายละเอียดไม่เล่าต่อ เหมือนกับเรื่องผมไปกับข้อมูลเลือกตั้งต้องปิดเป็นความลับแถวคริสตจักร และแง่มุมนโยบาย 300บาท ก็รายละเอียดเรื่องงานวิจัยมันเยอะมาก และผมไม่มีเวลาเขียนในแง่มุมเศรษฐศาสตร์การเมืองต่างๆ ซึ่งผมขอเล่าเรื่องรอยพระพุทธบาท…
-เล่าเรื่องภาพมงคล ๑๐๘ ประการในรอยพระพุทธบาทจำลอง
ภาพมงคล ๑๐๘ ที่ปรากฎอยู่บนรอยพระพุทธบาทจำลองนั้น เป็นภาพอะไรบ้างมีความหมายอย่างไร ดูเหมือนจะมีคนอธิบายไว้น้อยมาก ผมได้หาข้อมูลทั้งจากเว็บไซท์ และหนังสือ นั้นก็เห็นว่ามีใจความหลักๆ คล้ายๆกัน เพียงแต่การเรียงลำดับอาจคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง ตามแต่ว่าจะนำภาพ รอยพระพุทธบาทของวัดใดมาเป็นต้นแบบ ซึ่งสำหรับผมคงไม่สำคัญในการจัดวางขนาดนั้น เพราะหากเราไปพบรอยพระพุทธบาทที่จัดวางต่างไป ก็อาจทำให้สับสนกันเปล่าๆ ผมจึงขอคัดลอกมาเฉพาะเนื้อหาที่ว่ามีภาพมงคลใดบ้าง ในรอยพระพุทะบาทจำลอง
ภาพสวรรค์และรูปพรหม มีประมาณ ๒๔ ภาพ (สวรรค์ ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น)
๑. รูปพรหมชั้นสูงสุด คือ อกนิฏฐาพรหม ชั้นที่ ๑๖
๒. รูปพรหมชั้นที่ ๑๕ คือ สุทัสสีพรหม
๓. รูปพรหมชั้น ๑๔ คือ สุทัสสาพรหม
๔. รูปพรหมชั้น ๑๓ คือ อตัปปาพรหม
๕. รูปพรหมชั้น ๑๒ คือ อวิหาพรหม
๖. รูปพรหมชั้น ๑๑ คือ เวหัปผลาพรหม
๗. รูปพรหมชั้น ๑๐ คือ อสัญญีสัตตพรหม (หรือ พรหมลูกฟัก)
๘. รูปพรหมชั้น ๙ คือ สุภกิณหาพรหม
๙. รูปพรหมชั้น ๘ คือ อัปปมาณสุภาพรหม
๑๐. รูปพรหมชั้น ๗ คือ ปริตตสุภาพรหม
๑๑. รูปพรหมชั้น ๖ คือ อาภัสสราพรหม
๑๒. รูปพรหมชั้น ๕ คือ อัปปมาณาภาพรหม
๑๓. รูปพรหมชั้น ๔ คือ ปริตตาภาพรหม
๑๔. รูปพรหมชั้น ๓ คือ มหาพรหมาพรหม
๑๕. รูปพรหมชั้น ๒ คือ พรหมปุโรหิตาพรหม
๑๖. รูปพรหมชั้น ๑ คือ พรหมปาริสัชชาพรหม
๑๗. เป็นชั้นเทวโลกแดนกามาวจรภูมิ เป็นแดนของเทพเทวดาสวรรค์ชั้นที่ ๖ เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด คือ ปรนิมมิตวสวัตตี
๑๘. สวรรค์ชั้นที่ ๕ คือ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี
๑๙. สวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ สวรรค์ชั้นดุสิตตา
๒๐. สวรรค์ชั้นที่ ๓ คือ สวรรค์ชั้นยามา
๒๑. สวรรค์ชั้นที่ ๒ คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงสา
๒๒.สวรรค์ชั้นที่ ๑ คือ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
๒๓.สัญลักษณ์ของสวรรค์ดาวดึงส์นั้นตั้งอยู่บนยอดประธาน
๒๔.มีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาอยู่บนยอดรองทั้ง ๔ ยอด ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนของจักรวาล
ภาพมงคลอื่นๆ
๑. ภาพพระแสงหอก (สันติ) เปรียบเสมือนพระอรหัตมรรคญาณและพระอรหัตผลญาณที่สามารถกำจัดหมู่มาร คือ กิเลสทั้งปวงได้ เรียกว่า ธรรมรัตนะหรือรัตนมงคล
๒. แว่นส่องพระพักตร์ (สิริวัจโฉ) มีความหมายว่า รัตนอุสภราช ซึ่งเป็นสิริมงคลทำให้เจริญได้โดยลำดับ เกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสอง ของพระพุทธเจ้า
๓. ดอกพุดช้อน (นันทิยาวัตตัง) ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเสมือนพญาราชสีห์ บันลือสีหนาทยิ่งใหญ่ สีหราชนั้นทำพุทธสิริมงคลให้เจริญ
๔. สายสร้อย (โสวัตถิกัง) ท่านอธิบายว่า เป็นรัตนะชื่อว่า รัตนโสตถิมงคล กล่าวคือ ผ้ารัตนบังสุกุลสามารถกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง รัตนโสตถิ มงคลเป็นใยแก้ว สามารถจะให้สำเร็จการชวนดูชวนเห็นแก่เทวดาและมนุษย์ได้ตามสมควร
๕. ต่างหู (วัฎฎังสกัง) ได้แก่การแทงตลอดมรรคผลด้วยวชิรญาณดุจการคล้องพวงดอกไม้แก้วให้เป็นสิริมงคลที่บ่า และศีรษะอันทำให้พระพุทธสิริคลเจริญ
๖. ถ้วยภาชนะ (วัทธมานัง) ได้แก่ ภาชนะทอง ชื่อว่าของที่รองรับน้ำนม เป็นสิ่งที่ทำให้พระพุทธมงคลเจริญได้ เกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสอง ของพระพุทธเจ้า
๗. ปราสาท (ปาสาโท) ชื่อว่า ปราสาทแก้วเป็นพระมหานิพพานนคร คือ รัตนปราสาท อันทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๘. ขอช้าง (อังสุโส) ได้ชื่อเป็นขอแก้วเป็นอรหัตมรรคญาณและอรหัตผลญาณ ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๙. ซุ้มประตู (โตรณัง) ได้แก่ ประตูแก้วทั้ง ๒ คือ อรหัตมรรค และอรหัตผล เพื่อปิดประตูเมืองป้องกันกิเลส
๑๐. เศวตฉัตร (เสตัจฉัตตัง) เป็นเศวตฉัตรแก้ว อันทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญ
๑๑. พระขรรค์แก้ว (รัตนขัคคัง) คือ พระขรรค์แก้ว สามารถกำจัดกิเลสความเศร้าหมอง เป็นพุทธสิริมงคลที่เจริญ
๑๒. กำหางนกยูง (โมรหัตถัง) ได้แก่ พัดกำหางนกยูง ที่ตกแต่งสวยงาม ทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญ
๑๓. พระแท่นที่ประทับ (ภัททปิฎฐัง) ได้แก่ พระแท่นบัณธุกัมพลรัตนศิลาอาสน์ โคนต้นไม้ปาริฉัตตกะ (ไม้ทองหลาง ทองกวาว) ในภาพดาวดึงส์ เป็นสิริมงคลเจริญ
๑๔. พระมงกุฎ (อุณหิสัง) ได้แก่ มงกุฎแก้ว เป็นสิ่งทำให้สิริมงคลเจริญในโลกทั้งสาม
๑๕. เถาวัลย์แก้ว (รัตนวัลลี) เป็นพวงมาลัยแก้ว ให้เถาวัลย์ทองร้อยอย่างดีสวยงามมาก เป็นสิ่งที่ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๑๖. พัดแก้ววาลวิชชนี (มณิกาลวิชชนี) เป็นพัดขนทรายที่ทำด้วยจามรี เป็นของงดงามด้วยรัตนะทั้งปวง ทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญยิ่ง
๑๗. พวงดอกมะลิ (สุมนทามัง) พวงดวกมะลิแก้ว ใช้ด้ายทองคำผูกห้อยร้อยรัดอย่างดี เป็นเหมือนพระพุทธผู้ประเสริฐ ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๑๘. ดอกบัวแดง (รัตตุปปะลัง) ได้แก่ ดอกอุบลแก้วสีแดง ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ อันเกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสองของพระพุทธเจ้า
๑๙. ดอกบัวขาบ (นีลุปปะลัง) ได้แก่ ดอกอุบลแก้วสีเขียว ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๒๐. ดอกบัวขาว (เสตุปปะลัง) เป็นดอกบัวแก้วสีขาว เหมือนแก้วมณีและแก้วมุกดา ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๒๑. ดอกบัวหลวงชมพู (ปทุมัง) เป็นดอกบัวหรือปทุมแก้ว สีเหมือนแก้วมณี ทำให้สิริมงคลเจริญ
๒๒. ดอกบัวหลวงขาว (ปุณฑริกัง) เป็นดอกปทุมแก้วสีขาวเหมือนแก้วมุกดา ชื่อว่า บุณฑริกา ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๒๓. กระออมมีน้ำเต็ม (ปุณณมโฎ) หมายความถึง ภาชนะสำหรับรองรับน้ำนม ภาชนะแก้วมณีทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
๒๔. ถาดมีน้ำเต็ม (ปุณณจาฏิ) เป็นภาชนะถาดทองคำ สำหรับใส่เครื่องบูชาของเทวดา และมนุษย์ ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน
๒๕. มหาสมุทรทั้ง ๔ (จตุสมุทโท) มีความหมายว่า ศีล ๔ อย่างเป็นสัจธรรม ๔ ประการ ให้สัตว์ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๔ ภาพ)
๒๖. จักรวาล (จักกวาโฬ) หมายความว่า พระผู้มีคพระภาคเจ้าทรงมีพุทธญาณอันวิเศษ ทรงรู้นิสัยแห่งพระองค์ ชื่อว่าเป็นสัพพัญญุตญาณ
๒๗. ป่าหิมพานต์ (หิมวา) ชื่อว่าเป็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้าที่มีพระฉวีวรรณดุจทอง สวยงามรุ่งเรืองเกินกว่ามนุษย์เทวดา
๒๘. ภูเขาสุเนรุ (สุเนรุ) ชื่อว่าเป็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้าที่มิหวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ประการ ดังเช่นภูเขาสุเนรุ
๒๙. ดวงอาทิตย์ (สุริโย) คำนี้เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ทรงกำจัดความมืดมิด คือ กิเลสทั้งปวง
๓๐. ดวงจันทร์ (จันทิมา) เป็นชื่อว่า พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าเย็นฉ่ำยิ่งนักเปรียบดังน้ำในมหาสมุทร ทรงมีเมตตาธรรมและเย็นเยือกดุจพระจันทร์
๓๑. ดวงดาว (นักขัตตา) เป็นชื่อว่า พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เย็นฉ่ำ และรุ่งเรืองส่องสว่างกระจ่างแจ้ง เหมือนดวงดาวนักขัตฤกษ์
๓๒. ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ประการ (จัตตาโรมหาทีป ๔) ความว่า ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ เปรียบเสมือนสัจธรรม ๔ ประการ เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงดั่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๔ ภาพ)
๓๓. ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ซึ่งเป็นบริวาร (ทวิสหัสสปริตตทีปปริวารา) มีความหมายถึงทวีปน้อยทั้ง ๒,๐๐๐ ที่เป็นบริวารของทวีปใหญ่ทั้ง ๔ เหมือนเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวง
๓๔. พระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยข้าราชบริพาร (สปริวาโร จักกวัตติราชา) เปรียบเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นใหญ่ในโลกทั้ง ๓ ฉันใด พระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงมีบริวารของพระองค์ฉันนั้น
๓๕. สังข์ขาวทักษิณาวรรต (ทักขิณาวัฏฏเสตสังโข) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกุศลธรรมอันบริสุทธิ์แก่ชาวโลกทั้ง ๓ เพื่อให้เว้นจากธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ คือ อกุศกรรมบถ ๑๐ ประการ ทรงเป็นผู้รุ่งโรจน์โชติช่วงด้วยพระสุรเสียงกึกก้องของพระองค์ เหมือนเสียงสังข์เสียงจักร เรียกว่า สังข์ขาวทักษิณาวัฎ
๓๖. ปลาทองคู่ (สวัณณมัจฉกยุคคะลัง) ความหมายว่า เป็นพระอัครสาวกทั้งสองประดับเบื้องซ้าย เบื้องขวา ที่สมบูรณ์ด้วยปัญญาและฤทธิ์คือ พระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัลลานเถระ
http://board.palungjit.com/f13/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5-%E0%B9%91%E0%B9%90%E0%B9%98-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-275272.html(ข้อมูลยาวไว้ต่อตอนที่2 ครับ)

-รอยพระพุทธบาทที่แท้ ก็คือรอยธรรมะนั่นเอง … เราต้องการ ผู้ที่มีจิตสะอาด สว่าง สงบนั้น ย่อมรู้อะไรๆ ชัดตามสภาพเป็นจริง
http://www.mongkoltemple.com/download/art070.pdf
-มีเว็บตามรอยพระพุทธบาท ดูเพิ่มเติม น่ะครับ http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=71
เดี๋ยวเขาหาว่าผมไม่รักเพลงไทย ทิ้งท้ายไว้กับเพลง Walkingด้วยครับ เมื่อผมพยายามปิดงานจ็อบและทำงานอื่นต่อไป น่ะครับ
เพลง ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ ศิลปิน กุ้ง สุทธิราช วงศ์เทวัญ
ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ
กุ้ง สุทธิราช วงศ์เทวัญ
ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ ได้ไหมเล่าเออ หากเธอหัวใจยังว่าง จะดอยขัดถู ห้องใจมิให้ดำด่าง หนักเบาฉันเอาทุกอย่าง แล้วแต่เธอสั่งมา ถ้าเป็นพระเอกในหัวใจเธอ เชื่อไหมเล่าเออ กี่ปี่ไม่มีหนีหน้า ถ้าหากสมหวัง ได้ร่วมเดินทางดังว่า จะรักและเฝ้าบูชา ขอเพียงมาอยู่คู่กับฉัน หากแม้นสมหวัง เหมือนดั่งใจคิด ตราบชั่วชีวิต ไม่มีแปรผัน มอบใจมั่นคง ซื่อตรงต่อกัน รักวันเติมวันเท่านั้นเป็นพอ ขอเป็นผู้ให้ รับใช้คนดี สร้างสรรค์ไมตรี กี่ปีไม่มีลวงล่อ สิ่งที่ขาดหาย สองเราร่วมใจกันต่อ ดอกรักจะบานชูช่อ วันและคืนสดชื่น สุขสม
หากแม้นสมหวัง เหมือนดั่งใจคิด ตราบชั่วชีวิต ไม่มีแปรผัน มอบใจมั่นคง ซื่อตรงต่อกัน รักวันเติมวันเท่านั้นเป็นพอ ขอเป็นผู้ให้ รับใช้คนดี สร้างสรรค์ไมตรี กี่ปีไม่มีลวงล่อ สิ่งที่ขาดหาย สองเราร่วมใจกันต่อ ดอกรักจะบานชูช่อ วันและคืนสดชื่น สุขสม
http://music.forthai.com/music/lyric/?sid=8779
Nneka – Walking(ผมหาเนื้อเพลงไม่ได้)

วันที่ 29 ก.ค.54
อะไรคือเรื่องเล็ก อะไรคือเรื่องใหญ่ และความสำคัญของเรื่องเล็กในแง่มุมของความสุขเล็กๆน้อย และความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ถ้าคุณชอบเรื่องหัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส แล้วคุณมีมุมมองแบบใด สำหรับการทำงานกัน น่ะครับ
กรณีนักเขียน เช่น วิคเตอร์ ฮูโก ที่มีผลงานหนังสือแปลเป็นไทยว่า “เหยื่ออธรรม” ในฐานะนักเขียน ก็มีปัญหาในการเขียนหนังสือมาก คือ เขียนหนังสือไม่ค่อยจะออก ดังนั้น วิกเตอร์ ฮูโก เลยคิดกลวิธีที่จะช่วยให้เขาเขียนหนังสือได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เขาจัดการถอดเสื้อกางเกงออกหมด

เหลือแต่ชุด “วันเกิด” แล้วก็ให้คนใช้เอาเสื้อผ้าทั้งหมดออกไปไว้ที่อื่นเสีย ส่วนตัวเขาก็นั่งล่อนจ้อนอยู่กับปากกา และกระดาษ เมื่อออกไปไหนไม่ได้ ท่านนักประพันธ์ใหญ่ ก็เลยจำต้องนั่งเขียนนวนิยายชิ้นเอกออกมาหลายชิ้น…(ข้อน่าสังเกต 1.ฮูโก มีตังค์จ้างคนรับใช้!…ที่มา โลกหนังสือ ปีที่ 2

ฉบับที่ 12 ก.ย.2522) หรือ ชีวิตประจำวันของนักเขียน บางคน ก็อ่านจดหมาย ฯลฯ ครับ ส่วนกรณีตรงข้ามกับเหยื่อ “อธรรม” ในส่วนธรรมะ หรือรอยพระพุทธบาท คือ รอยธรรมะ…

-เล่าเรื่องภาพมงคล ๑๐๘ ประการในรอยพระพุทธบาทจำลอง(ต่อตอนที่2 เป็นตอนจบ ครับ)
๓๗. กงจักรคู่ (ยุคคละจักกัง) เป็นจักรแก้วชื่อว่า พุทธรัตนจักร คือ พุทธรัตนจักร สังฆรัตนจักร
๓๘. แม่น้ำใหญ่ ๗ สาย (สัตตมหาคังคา) เป็นมหาคงคาทั้ง ๗ หมายถึง สัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดุจมหาคงคาที่ไหลมาไม่ขาดสาย (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
๓๙. สระใหญ่ ๗ สระ (สัตตมหาสรา) อันเปรียบเสมือนอริยทรัพย์ ๗ ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วแก่สัตว์ทั้งปวง (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
๔๐. ภูเขาใหญ่ ๗ เทือก (สัตตมหาเสลา) หมายถึง วิญญาณฐิติ ๗ ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงดำรงอยู่ในญาณวิสัยของพระองค์
(หมายเหตุ แม่น้ำใหญ่ ๗ สาย หรือ มหาคงคา ๗ ได้แก่ ชาติคงคา ยมุนาคงคา สรภูคงคา สุรัสดีคงคา อจิรดีคงคา มหิคงคา และมหานทีคงคา (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
ส่วนโพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปิติสังโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสังโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
สระใหญ่ ๗ สระ คือ สระอโนดาต สระกมัณฑมุณฑะ สระรถกาละ สระกุณาละ สระฉัททันต์ สระมัณฑากินี และสระสีหปปาตะ
อริยทรัพย์ ๗ ประการ คือ ทรัพย์ คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือหิริ และทรัพย์คือโอตตัปปะ
ภูเขาใหญ่ ๗ เทือก มี ภูเขาคันธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวิก ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธร ภูเขาวินตกะ และภูเขาอัสสกัณณะ
วิญญาณฐิติ ๗ ประการ คือ อาวัชชนวิญญาณ ฉันนวิญญาณ ทัสสนวิญญาณ สัมปฏิจฉันวิญญาณ โผฏฐัพพนวิญญาณ ชวนะวิญญาณ และอาลัมพนวิญญาณ เรียกว่า วิญญาณฐิติ ๗ อย่าง
๔๑. พญาครุฑ (สุปัณณราชา) เป็นความหมายที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้พระวชิรญาณกำจัดกิเลส ๑,๕๐๐ เหมือนพญาครุฑกำจัดพญานาค ซึ่งเป็นคู่อริกัน
๔๒. พญาจระเข้ (สุงสุมารราชา) ในความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในพระสัพพัญญุตญาณ อันเป็นพระรูปกายของพระองค์เพื่อจะรักษาพระองค์และรักษาชาวโลกทั้ง ๓ ไว้มิให้ไปตกอบายภูมิทั้ง ๔ เหมือนพญาจระเข้ รักษาตนและหมู่ญาติของตนในเภสกลาวัน หรือสระบัวนั่นเอง
๔๓. ธงชัยธงแผ่นผ้า (ธชะปฏาณ) คือ ธงชัยแผ่นผ้าทอง ประดับด้วยธรรม คือ อรหัตมรรคญาณ และอรหัตผลญาณ ประดับด้วยเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า
๔๔. พระเก้าอี้แก้ว (รัตนปาฏังกิ) เป็นความหมายถึงพระที่นั่งรัตนบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ทรงตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ
๔๕. พัดโบกทอง (สุวัณณจามโร) สุวรรณจามรเป็นพัดโบกทองคำ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ สุวรรณจามรมี ๒ ชนิด คือ ทำด้วยขนหางจามรีกับทำด้วยผ้าและใบไม้ เป็นต้น
๔๖. ภูเขาไกรลาส (เกลาสปัพพโต) เปรียบเป็นภูเขาทองที่งดงามยอดยิ่งกว่าภูเขาใดๆ ดังพระพุทธเจ้าที่ทรงสมบูรณ์งดงามยิ่งนัก
๔๗. พญาราชสีห์ (สีหราชา) พระพุทธองค์เปรียบดังพญาราชสีห์ ทรงประกอบด้วย พระเวสารัชชญาณ ๔ ประการ เสด็จเข้าไปกลางบริษัททั้ง ๔ เพื่อทรงแสดงสัจธรรม ๔ ด้วยพระพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง เสมือนพญาราชสีห์ที่ประกอบด้วยบันลือสีหนาทของตน
ในบทสวดที่ว่า นโมตัสสะ เป็นเวสารัชชญาณ ภควโต เป็นเวสารัชชญาณ อรหโต เป็นเวสารัชชญาณ สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นเวสารัชชญาณ ดังนั้น คำว่า นโมพุทธธัสสะ นโมธรรมมัสสะ นโมสังฆฆัสสะ มีประโยชน์เพื่อกำจัดอันตรายทุกอย่าง
และบทสวดที่ว่า “หูลู หูลู หูลู สวาหายยะ” นั้น จึงมีความหมายว่าอันตรายทุกอย่าง เช่น ความมีโรคมาก มีทุกข์มาก มีความโศกเศร้ามาก มีศัตรูมาก มีความขัดข้องมาก มีภัยมาก เมื่อกล่าวขึ้นอันตรายทุกอย่างเหล่านี้ย่อมพินาศไปสิ้น ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธองค์ ดังเสียงบันลือสีหนาทนั่นเอง
๔๘. พญาเสือโคร่ง (พยัคฆราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนพยัคฆราชทรงประดับด้วยพระสัพพัญญุตญาณ พระองค์ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๑ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได้) ในปฐมยาม
ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๒ คือ ทิพพจักขุญาณ (ตาทิพย์) ในมัชฌิมยาม
ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ (ทำให้กิเลสหมดไป) ในปัจฉิมยาม
ญาณทั้ง ๓ อย่างนี้ จึงเป็นพระสัพพัญญุตญาณ
๔๙. พญาเสือเหลือง (ทีปิราชา) พระพุทธเจ้าไม่ทรงยินดีในกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นวิสัยในโลกทั้ง ๓ คือ พระองค์ไม่ทรงยินดีอะไรที่เกิดขึ้นในโลกทั้ง ๓ นี้ แต่พระองค์ทรงยินดีในนวโลกุตรญาณธรรม คือ พระสัพพัญญุตญาณ เพื่อประโยชน์ด้วยมรรคผลนิพพาน จึงได้รับพระนามว่า ทีปิราชา หรือพญาเสือเหลือง
๕๐. พญาม้าพลาหก (พลาหโกอัสสราชา) ม้าพลาหกประกอบด้วยการก้าวเดินที่สง่า สวยงามกว่าสัตว์ชนิดใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประกอบไปด้วยพละกำลังมาก ทรงกำลังกายถึง ๑๐ ประการ สวยงามกว่าสัตว์ใดๆ ทั้งหมด จึงได้รับการถวายพระนามว่า พลาโหอัสสราชา คือ ม้าพลาหกนั่นเอง
๕๑. พญาช้างอุโบสถ (อุโปสโต วารณราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงยินดีในอารมณ์วิสัยกามคุณ ๕ อะไรๆ ตลอดกาล แต่จะทรงยินดีอารมณ์พระนิพพาน อันเป็นนวโลกุตรญาณธรรม จึงได้รับการถวายนามเป็นช้างอุโบสถ หรืออุโบสโถวารณราชา
๕๒. พญาช้างฉัททันต์ (ฉัททันโตวารณราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ ประดับอยู่ทั่วพระวรกายของพระองค์
๕๓. พญานาควาสุกรี (วาสุกีอุรคราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับด้วยพระสัพพัญญุตญาณ พญากาลนาคราชได้ถวายอาสนะบัลลังก์แก้วของตนแด่พระองค์ ครั้งนั้นพระองค์ประทับนั่งเสวยวิมุติสุขเหนือบัลลังก์นั้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแด่พญากาลนาคราช
วาสุกีอุรคราชา มี ๒ อย่าง คือ โลกิยราชา กับโลกุตรราชา
๕๔. พญาหงส์ (หังสราชา) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่ทรงยินดีโลกิยสาระ คือ เงินทองมีแก้ว ๗ ประการ เป็นต้น แต่พระองค์ทรงยินดีในโลกุตรธรรม คือ มรรคผลนิพพานจึงได้รับการถวายพระนามว่า หังสราชา
๕๕. พญาไก่เถื่อน พญาโคอุสภราช (พลกุกกุฏอุสภราชา) มีความว่าเมื่อครั้งก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระชาติเป็นโคอุสภราช มีนามว่า สุมังคละ ไม่ทรงสนพระทัยศัตรูที่จะทำให้พระองค์หวั่นไหวกลางคัน คือ ทรงละศัตรูที่จะทำการประทุษร้ายพระองค์เสียแล้ว
ทรงสนพระทัยจะแสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า พลกุกกุฏอุสภราชา
๕๖. พญาช้างเอราวัณ (เอราวัณโณนาคราชา) มีความว่า พระพุทธองค์ทรงตั้งอยู่ในอริยธรรม ทรงยินดีในศีลสาระ ดุจพญาช้างที่ตั้งอยู่ในอริยมรรค พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า เอราวัณโณนาคราชา คำว่า เอ เป็นการแสวงหา รา เป็นความยินดี เอรา จึงเป็นการค้นหาสาระในอริยธรรมอันยิ่งใหญ่ตลอดกาลเป็นเนืองนิตย์
๕๗. มังกรทอง (สุวัณโณมังกโร) เปรียบดังพระพุทธองค์ทรงมีความประพฤติที่กล้าแข็ง ในอรหัตมรรคญาณ และอรหัตผลญาณ คือ วชิรญาณ สามารถตัดกิเลสทั้งปวงได้ ประดุจเลื่อยเพชร จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณมังกโร
๕๘. แมลงภู่ทอง (สุวัณโณภมโร) พระพุทธองค์เปรียบดั่งผึ้ง เคล้าคลึงละอองเกสรใหม่จากดอกไม้ทั้งหลาย โดยไม่ทำลายต้นให้เสียหาย ประดุจที่ทรงคบหาบริษัท ๔ ทรงกำจัดมานะในใจของบริษัทเหล่านั้นให้ขาดได้ จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณ ภมโร
๕๙. ท้าวมหาพรหมสี่พักตร์ (จตุมุโขมหาพรหมา) พระพุทธองค์ทรงประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทรงแสดงพรหมวิหารให้สัตว์ทั้งหลาย จึงได้รับการถวายพระนามว่า จตุมุโข มหาพรมหา
๖๐. เรือทอง (สวัณณนาวา) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบดังเรือทองที่ทรงช่วงสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำ คือ สงสาร ให้ไปถึงฝั่งคือ นิพพาน เรือทองจึงเป็นอรหัตมรรคญาณและอรหัตผลญาณ ฉะนี้
๖๑. บัลลังก์แก้ว ( รันตปัลลังโก) เป็นบัลลังก์แก้ว คือ รัตนบัลลังก์ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงกำจัดหมู่มารได้ด้วยอานุภาพบารมี ๑๐ ของพระงองค์
๖๒. พัดใบตาล (ตาลปัณณัง) ท่านหมายว่า ใบตาลแก้ว คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงเมตตาธรรมอันเยือกเย็นไว้ในหัวใจของชาวโลกทั้ง ๓ โลก ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์
๖๓. เต่าทอง (สุวัณโณกัจฉโป) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดกิเลสด้วยวชิรญาณ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณกัจฉโป
๖๔. แม่โคลูกอ่อน (สุวัจฉกา คาวี) หมายถึง พระพุทธองค์ทรงแสดงโลกุตตรธรรม ๙ มีชื่อว่า อมตมหานิพพาน แก่ชาวโลกทั้ง ๓ ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ ดุจแม่โคที่มีใจเมตตารักลูกของตน
๖๕. กินนร (กินนโร) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ ไม่ทรงเบียดเบียนสัตว์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า กินนโร
๖๖. กินนรี (กินนรี) พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นๆ ทั้งหมด จึงได้รับการถวายพระนามว่า กินนรี
๖๗. นกการเวก (กรวิโก) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม คือ มรรคผลนิพพาน คือ โลกุตตรธรรม ๙ แก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะยิ่งนัก ดังนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า กรวิโก หรือ การะเวก
๖๘. พญานกยูง (มยุรราชา) มีความหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า มยุรราชา
๖๙. พญานกกระเรียน (โกญจราชา) หมายถึง การที่พระพุทธองค์ไม่ทรงเยียบถูกพื้นดิน เมื่อคราวเสด็จไปไกลๆ ทรงเหาะไปทางอากาศด้วยฤทธิ์ ดังนั้น จึงได้รับการถวายพระนามว่า โกญจราชา หรือ พญานกกระเรียน
๗๐. พญานกจากพราก (จากวากราชา) ด้วยที่พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาทใหญ่ที่ประกอบด้วยการแสดงธรรม คือ ทศพลญาณแก่ชาวโลกทั้ง ๓ เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า จากวากราชา คือ พญานกจากพราก
๗๑. พญานกพริก (ชีวัญชีวกราชา) หมายความถึง การที่พระพุทธเจ้าทรงปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นไปจากมิจฉาชีพ ให้เลี้ยงตนด้วยสัมมาชีพ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า ชีวัญชีวกราชา คือ พญานกพริก นั่นเอง
มิจฉาชีวัง หมายความว่า สัตว์ทั้งหมดในโลกนี้ที่จะต้องไปอบายนรก ย่อมกระทำเวรกรรม ๕ ประการ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย เวรกรรมทั้ง ๕ ประการ ที่สัตว์ทั้งหลายกระทำในโลกนี้ เรียกว่า มิจฉาชีพ
สำหรับสัมมาชีวัง หมายถึง สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ที่จะได้ไปสวรรค์ คือ ย่อมไม่ทำเวรกรรม ๕ ประการ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เวรกรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่กระทำ เรียกว่า สัมมาชีพ
หากนำจำนวน ๒๔ มาบวกกับ ๗๑ จะได้เพียง ๙๕ ภาพ ยังขาดไป ๑๓ ภาพ จึงจะครบ ๑๐๘ แต่ความจริงแล้วหากนับรวมภาพทวีป มหาสมุทร สระใหญ่ ภูเขาใหญ่ ก็จะได้ครบ ๑๐๘ ภาพแล้วครับ
ตัวอย่างข้อมูลจากเว็บอื่น (Thaitownusa.com)
http://board.palungjit.com/f13/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%

9E%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5-%E0%B9%91%E0%B9%90%E0%B9%98-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%

B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%

E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-275272.html

โดยชีวิตส่วนตัวของผม ก็เคยเรียนสื่อสารมวลชนเป็นวิชาพื้นฐาน ส่วนผมสนใจคำว่าครอบครัวข่าว…เป็นต้นเหตุเชื่อมโยงประเด็นการเมืองด้วย..คือ เมื่อ “สรยุทธ” ตอบโต้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” เรื่อง “ฮีโร่ตัวจริง” ด้วยเพลง “สามัคคีประเทศไทย”สรยุทธ สุทัศนจินดา” ผู้ประกาศข่าว

ชื่อดัง ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมที่ภาคอีสานและภาคใต้ครั้งก่อน “ช่อง 3” แสดงบทบาทนำทั้งเรื่อง “ข่าว” และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างจริงจังภายใต้ชื่อ “ครอบครัวข่าว”……”มุมที่มีใจแห่งรัก แห่งความเมตตาอารี”ไม่ใช่ “มุมแห่งความอิจฉาตาร้อน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1302688487&grpid=01&catid=02&subcatid=0202

ทั้งนี้ ชีวิตส่วนตัวของผม ก็เคยเรียนภาษาไทยด้วย ในฐานะวันภาษาไทย คือ วันที่ 29 ก.ค.54…และคำถามทางพุทธศาสนา เป็นอิทธิพลเชื่อมโยงภาษาไทย…
อยากให้ต่อโคลงบทนี้ “ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง…” และโคลงนี้มาจากเรื่องใด (15 มิ.ย. 2543)
ตอบ…จากเรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งเป็นหนังสือที่วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ยกย่องให้เป็นยอดหนังสือประเภทลิลิต เพราะเรื่องดีและคำประพันธ์ดี คำกลอนส่วนใหญ่ในลิลิตพระลอเป็นโคลงสี่สุภาพ ซึ่งจริงๆแล้วโคลงเหล่านี้มีลักษณะเป็นโคลงดั้นและโคลงโบราณจำนวนมาก คำแรกของ

โคลงที่เขียนมาถามเป็น “สิ่งใด” ไม่ใช่ “ใดใด” ดังนี้
สิ่งใดในโลกล้วน อนิจจัง
คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้
คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแน่ อยู่นา
ตามแต่บุญบาปแล้ ก่อเกื้อ รักษา
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TVRJMU1UY3lNREEwTXc9PQ==&sectionid=Y25Wd1lXbHRiMlJs&day=TWpBd01DMHdOaTB4TlE9PQ==
อนิจจะ กับ อนิจจลักษณะ เป็นคนละอย่างกัน เพราะเป็น ลักขณวันตะ และ ลักขณะ ของกันและกัน ดังนี้ :-
อนิจจัง (อนิจฺจํ) – หมายถึง ขันธ์ 5 ทั้งหมด เป็นปรมัตถ์ เป็นสภาวะธรรม มีอยู่จริง, คำว่า”อนิจจัง”เป็นคำไวพจน์ชื่อหนึ่งของขันธ์ 5.
อนิจจลักษณะ (อนิจฺจตา,อนิจฺจลกฺขณํ) – หมายถึง เครื่องกำหนดขันธ์ 5 ทั้งหมดซึ่งเป็นตัวอนิจจัง.
อนิจจลักษณะทำให้เราทราบได้ว่าขันธ์ 5 เป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน ซึ่งได้แก่ อาการความเปลี่ยนแปลงไปของขันธ์ 5 เช่น อาการที่ขันธ์ 5 เคยเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสิ้นไปเป็นขันธ์ 5 อันใหม่, อาการที่ขันธ์ 5 เคยมีขึ้นแล้วก็ไม่มีอีกครั้ง เป็นต้น.

โดยผมทิ้งท้าย…มงคลที่ ๑๖ ประพฤติธรรม – กงล้อแห่งความเจริญ – ธรรมะเพื่อประชาชน…กงล้อธรรมจักร. ธรรมจักรหมายถึงวงล้อแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงหมุน เพื่อเผยแผ่พระธรรมที่ทรงตัรสรู้เพื่อให้พุทธศาสนิกชน นำไปปฏิบัติให้พ้นทุกข์ …

NNEKA – Stand Strong [ Victim Of Truth ]
In the darkness I listen to the melody that life plays, it goes through my ears an my bones / It’s a foggy feeling that comes over me an stays, you know it, such moments I’m reminded that the gift of life is life itself If u

could ask God to help u, u still got to help yourself / This life it ain’t a bed of roses, be aware just like the Ten Commandments of Moeses so…
Hold on / Be strong / Go on / Say we would not devide
Yes we multiply
Hold on / Be strong / Go on say we would not devide
The complications that may occure / You may reach the highest Level of Confusion / Our Life, it includes many different Stations / You may laugh / You may cry / Sometimes you’d even think you could die But

Perseverance is character and the character you get form endurance, gives you hofe / Yes Perseverance is character an the character you get from endurance gives you hope
http://www.justsomelyrics.com/1193920/Nneka-Stand-Strong-Lyrics

วันที่ 30 ก.ค.54
เมื่อวานก่อน การจัดการชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และเรื่องงานเร่งด่วนต่างๆ ซึ่งมันอาจจะทำให้รุ่งเช้า ตอนผมตื่นมาผมขาวทั้งหัวได้ และผมต้องส่งงานเขียนคอลัมภ์ไปตามที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย ส่วนตัวของผม ก็อาการเหนื่อยเพลียไข้ ยังไม่หายดี มึน จนกระทั่ง เวลาnight ผมเผลอทำหมวก

กันน็อต ร่วงหล่น ส่วนหน้าบังของหมวกแตก ก่อนขับรถ..และถ้าเราคิดถึงเรื่องราวต่างๆ จบลง เช่น เราเรียนจบ ซึ่งหลายคนไม่ได้ทำงานตรงสายที่จบมาเหมือนผม และหลายคนที่เรียนจบสาขาอื่น ต่างก็ต้องนำความรู้ไปประยุกต์กับการทำงาน เช่น รุ่นน้อง ที่หอ ทำงานประเมินที่ดิน ซึ่งเขา

จบสถาปัตย์ ก็เป็นความรู้ ที่สะสมมาแล้วเอานำไปใช้รูปแบบหนึ่ง กลับกันเราไม่เสพติดความรู้ เพราะว่า นิทเช่ กล่าวว่า การเสพติดความรู้ทำให้เรารับใช้ความรู้ แทนที่เราจะให้ความรู้รับใช้เรา กรณีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมยกตัวอย่างเปลี่ยนโปรโมชั่นโทรศัพท์ เพราะผมเสียค่า

โทรศัพท์เยอะเกินไปในช่วงก่อนหน้าในวันเกิด เนื่องจากโทรฟรี แต่มันไม่รวมค่าส่งSMS คือ ผมเลิกเสพติดโปรโมชั่นเดิม แล้วน่ะครับ ทำไมผมเล่าเรื่องเครื่องมือสื่อสารนี้ ก็แค่อยากเขียนระบายถึงการเลิกเสพติดบ้าง และเล่าเรื่องนิทเช่ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ครับ

หนังสือINTRODUCING NIETZSCHEฉบับการ์ตูน ทำให้ผมได้รู้เรื่องนิทเช่ และจิตวิเคราะห์ ทั้งมารกซ์และฟรอยด์ต่างก็ใช้วิธีสงสัย แบบเดียวกับนิทเช่ บทวิเคราะห์เกี่ยวกับวัฒนธรรมและจิตสำนึกของพวกเขา แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ของจิตสำนึกที่ผิด และความชื่นชมของ

ฟรอยด์ ที่มีต่อนิทเช่นั้น เห็นได้จากพัฒนาการในความคิดหลักๆ ของเขา…ความจริงทั้งหลายที่ถูกปิดกลั้นเอาไว้ จะเปลี่ยนแปรเป็นยาพิษ…จากZarathustra เป็นงานเขียนกึ่งนิยายปรัชญาและนิทานของนิทเช่ ซึ่งฟรอยด์ ก็เป็นนักจิตวิเคราะห์ในเรื่องปมทางเพศ “เก็บกด” ก็ได้อิทธิพลของ

นิทเช่(ถ้าเราคิดถึงจิตวิทยาความเครียดที่สะสมไว้เยอะ) ซึ่งผมเล่าถึงนิทเช่ ในฐานะนักเขียนเพียงอยากเขียนบันทึกบรรยากาศ อารมณ์ และการทำงานของนักเขียน สำหรับผมก็ไม่ค่อยมีมุขสนุกๆ หรือนักเขียนต้องเขียน!!!

อืม เมื่อผมหมดมุข นึกถึงสิ่งใดบ้าง ที่เราสะสมความรู้ เหมือนสะสมน้ำในพื้นดิน หรือสะสมหนังสือ คือ ความรู้ ซึ่งเลนินบอกว่าความอัจฉริยะของมารกซ์มาจากความรู้ ที่สะสมมาของบรรพชนในอดีต ในแง่มุมของความรู้ และขอเล่าเรื่องความรักเปลี่ยนบรรยากาศมั่ง -ความรักมีหลายมิติ…
-คนที่คิดเรื่องภาพรวม ทั้งหมดของความรักตรงกันข้ามกับผม โดยลองตามไปดูนิยาม และความหมายของTotality of love เพิ่มเติมhttp://www.sahaja-yoga.com.au/2009/01/19/totality-of-love/
totality
love me, love my dog A proverbial way of saying “If you love me, you must accept my faults along with my good qualities.” Dog stands for an unpleasant or undesirable but intrinsic part of a person’s character, one

that cannot be ignored or avoided. John Heywood used this expression in his Proverbs (1546). It is also said to have been a popular 12th-century Latin proverb from the writings of Saint Bernard: Qui me amat, amet et canem meum.
http://www.thefreedictionary.com/totality
totality
N. ความสมบูรณ์แบบ
N. จำนวนทั้งหมด
http://th.w3dictionary.org/index.php?q=totality

บางครั้ง ศิลปินฝรั่ง คือ เจฟฟ คูนห์..ก็เคยทำแบบนี้มาก่อน…คือ…ข่าว…อึ้ง!! ศิลปินจีน โชว์ร่วมเพศกลางที่สาธารณะ อ้างเป็นศิลปะhttp://www.startpage.in.th/view/206188
-กระแสหนัง…”Sex and Zen” ได้(เห็น)มากกว่า “ตำรารักทะลุจอ”http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307423865&grpid=01&catid&subcatid
-เมื่อคุณไปหาข้อมูลหนังดังกล่าวได้มากๆ และผมค้นคำว่า บัณฑิตหลังเที่ยงคืน ก็ปรากฏข้อมูลในgoogle ดังตัวอย่างนี้ คือ…
โลกบ้าๆบอๆของ [กระดิ่งลม]28 เม.ย. 2007 … บัณฑิตก่อนเที่ยงคืน ลี่-หยู ชลันธร สำนักพิมพ์ชุมนุมศิลป์ธรรมดา …www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jj-maru… – แคช – ใกล้เคียง
PANTIP.COM : K3131715 แนะนำวรรณกรรมอีโรติกหน่อยสิครับ [หนังสือแนะนำ]19 พ.ย. 2004 … อืมม บัณฑิตหลังเที่ยงคืนครับ เนื้อหาไม่ผิดหวังแน่ๆ ไม่เคยเห็นแบบภาษาอังกฤษ … บัณฑิตหลังเที่ยงคืน???? มันของจีนไม่ใช่เหรอ ไม่เอาหรอก …
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/…/K3131715.html – แคช – ใกล้เคียง
จูงเธอขึ้นสวรรค์…ฝันที่เป็นจริง18 ม.ค. 2011… มีอะไรหลั่งออกมาภายนอกจนชุ่มโชกเหมือนในภาพยนตร์เรตเอ็กซ์ทั้งหลาย …. ตำราเต๋าแห่งความรักและกามอารมณ์ หรือหนังสือบัณฑิตหลังเที่ยงคืนมา …
sex.sanook.com/sex/technique/tech_43170.php – แคช – ใกล้เคียง
กามสูตร… สูตรแห่งกามารมณ์ เคล็ดลับดีๆ เรื่องเซ็กส์ ปัญหาและความ …13 พ.ค. 2009 … เพราะในการร่วมรักที่เป็นสุขร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาที่ … “เต๋าแห่งความรักและกามารมณ์” หรือจะอ่าน “บัณฑิตหลังเที่ยงคืน” ก็น่าจะได้ …
http://www.zazana.com/Sex-Expert/id4494.aspx – แคช – ใกล้เคียง

แน่นอนว่า ความรักเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจของการเขียนเหมือนที่นักเขียนหลายคนกล่าวไว้ และเซ็กส์ แอนด์ เซ็น คือ ภาพยนตร์ ก็มาจากพลังของหนังสือ คือ นิยายเรื่องบัณฑิตหลังเที่ยงคืน และพลังอำนาจของเซ็กส์ ในแง่มุม และมิติทางเพศเชื่อมโยงความเชื่อทางศาสนา ก็เป็น

ประเด็นหนึ่งขององค์รวมของมนุษย์ หรือภาพรวมหนึ่ง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องแบ็คเมล์ได้กระทั่งเสียงของคนดังอย่างมาร์ติน ลูเธอร์คิง (ผู้นำคนผิวดำต่อสู้เรื่องเสรีภาพคนดำของอเมริกา) ที่มีเสียงกำลังมีเซ็กส์กับสาว ซึ่งCIA อเมริกาใช้เครื่องดักฟังติดไว้ในทุกโรงแรมของอเมริกา เพื่อไว้

ดักฟังพวกคอมมิวนิสต์ ในยุคแมคคาเธอร์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากบทสนทนาของซีไอเอ กับCohn ที่เป็นมือขวาของแมคคาเธอร์ ในหนังเรื่องcitizen cohn ก็มีคำคมเป็นประโยคว่ามนุษย์ เป็นเหมือนปลา อยู่ในทะเล เวียนว่ายไม่เห็นความชั่วร้าย…น่ะครับ

ส่วนมุมมองอีกด้านของความรัก ในแง่มุมจากแม่ ผมเคยอ่านนิยายเรื่องมาตานุสติของแดน อรัญแสงทอง ซึ่งบรรยายฉากคนหนึ่ง มีเซ็กส์กับโสเภณีและออกเสียงเป็นชื่อดารา!
คุณลองค้นคำในกูเกิ้ล หรือลองหาหนังสือมาอ่าน…มาตานุสติ : แดนอรัญ แสงทอง
1 ก.ย. 2006 … book, มาตานุสติ : แดนอรัญ แสงทอง … ด้วยอาจกลัวจนถึงแก่เสียสติ. นิยายเล่าถึงชึวิตคนหาเช้ากินค่ำสองคน เป็นแม่กับลูกสาววัยสิบห้าปี …
http://www.faylicity.com/book/book1/matanus.html
มาตานุสติ – แดนอรัญ แสงทอง | nheph((ex))teen 2 ก.พ. 2009 … Part 2 ? บทภาพยนตร์ “เราไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้ ขอเพียง…” Part 1 ? มาตานุสติ – แดนอรัญ แสงทอง ? เที่ยวมั่ว โนทัวร์ ที่ฮ่องกง ตอนที่ ๒ …
nhephex.exteen.com/20090202/entry-2
แดนอรัญ แสงทอง: มาตานุสติ 6 ต.ค. 2010 … มาตานุสติ. โดย เฟย์ Faylicity http://www.faylicity.com/ ก่อนอื่นจำต้องบอกว่านิยายเล่มนี้น่ากลัวที่สุด …
daen-aran-saengthong.blogspot.com/2010/10/blog-post_06.html
มาตานุสติ โดย แดนอรัญ แสงทอง“มาตานุสติ” ไม่ใช่นวนิยายสะท้อนสภาพสังคม หรือชะตากรรมของคนเล็ก ๆ เพียงด้านเดียว หากยังแฝงไว้ด้วยคำถามอันใหญ่โตให้เราต้องขบคิดกันต่อว่าจะทำเช่นไร …
http://www.se-ed.com/eShop/…PQn0ftpBJ7IPgYVKnj01))/…/Detail.aspx?No…
ห้องสมุดของชูมาน 2 : มาตานุสติ ? SHUMAN1 ก.ค. 2007 … มาตานุสติ : แดนอรัญ แสงทอง … มาตานุสติ คือการระลึกถึงแม่ หรือการระลึกถึงความเป็นแม่ ชูมานไม่แน่ใจนัก …
shuman.wordpress.com/…/ห้องสมุดของชูมาน-2-มาตาน/
Bloggang.com : สาวไกด์ใจซื่อ : * + * + * + * + * มาตานุสติ – แดน …14 ก.ค. 2010 … มาตานุสติ ผู้เขียน แดนอรัญ แสงทอง สำนักพิมพ์ แมวคราว จำนวนหน้า 219 หน้า ราคา 190 บาท รายงานสภาพทางภูมิศาสตร์ของอเวจีขุมต่างๆ แห่งโลกยุคใหม่ …
ก่อนอื่นจำต้องบอกว่านิยายเล่มนี้น่ากลัวที่สุด คนขวัญอ่อนอย่าอ่านหนังสือตอนกลางคืนเวลาอยู่คนเดียว ควรวางแผนเวลาในการอ่าน ไม่ให้อ่านเรื่องนี้จบตอนกลางคืนเวลาที่อยู่คนเดียว ด้วยอาจกลัวจนถึงแก่เสียสติ…
..แดนอรัญ แสงทอง: มาตานุสติ…
นิยายเล่าถึงชึวิตคนหาเช้ากินค่ำสองคน เป็นแม่กับลูกสาววัยสิบห้าปี เพิ่งย้ายข้าวของไปอยู่บ้านสองชั้นเก่าแก่ทรุดโทรมกลางทุ่งเปลี่ยว เพื่อนบ้านใกล้ที่สุดอยู่ห่างไปเกือบสามกิโลเมตร ในคืนแรกนั้นฝนตกหนัก ฟ้าคำราม ลมกรรโชก สายฟ้าแปลบปลาบ ในคืนแรกที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยยังไม่

ได้ไปติดต่อทางการ ความมืดจึงยิ่ง “เข้มข้นอย่างอำมหิต” ในคืนแรกนั้นมีเสียงผิดปกติบ่งบอกการบุกรุกจากชั้นล่าง แม่จึงถือมีดลงไปดูและสั่งลูกสาวว่า อย่าเปิดไฟฉาย อย่าจุดเทียน อย่าเคลื่อนไหว อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด “แม่จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้”
เรื่องนี้เล่าโดยลูกสาว เด็กหญิงจิตใจเปราะบางที่ต้องรอแม่อยู่เพียงเดียวดายในความมืดท่ามกลางพายุฝน ขณะเงี่ยหูฟังสรรพเสียงต่างๆ จากชั้นล่าง จิตใจของเธอมีแต่ความหวาดกลัว ความกลัวนั้นมีอำนาจทำให้จินตนาการตนเองเพริดไปต่างๆ นานา ผู้บุกรุกนั้นจะเป็นสัตว์ร้าย หรือเป็นคน หรือเป็นภูตผีปีศาจกันแน่หนอ
นี่ฉันกำลังหวาดกลัวมากเกินไปหรือเปล่า ในค่ำคืนที่มืดดำเข้มข้นขึ้นทุกทีๆ นี้ ในท่ามกลางเสียงแห่งสายฝน สายฟ้าและสายลมที่กำลังรุนแรงยิ่งขึ้นทุกทีๆ นี้ ฉันได้ปล่อยความคิดให้เพริดกระเจิงไปและสั่นระทึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนได้จินตนาการขึ้นมาหรือเปล่า

ผู้เขียนเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งและใช้ภาษาไพเราะแสนเสน่ห์ เรื่องของเขาจึงน่าติดตามยิ่งนัก ตัวละครเด่นของเรื่องคือ แม่ ซึ่งมีบุคลิกชัดเจนติดตรึงใจ เธอเป็นผู้หญิงกล้า เฉียบขาด สู้ชีวิต เป็นคนที่น่ายำเกรง ในเรื่องนี้เล่าทำให้ความสมัยใหม่ของเมืองและความโบร่ำโบราณของป่าและตำนานดึกดำบรรพ์ มาอยู่ด้วยกันได้ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เรื่องของแดนอรัญล้วนเป็นมนต์ขลัง สะกดให้หัวใจผู้อ่านศิโรราบกับการเล่าเรื่องของเขา
เนื่องจากลูกสาวเป็นผู้เล่าเรื่อง คนอ่านจึงได้เห็นโลกนี้จากมุมมองของเด็กหญิงจิตใจพรั่นหวั่นหวาด ฉากที่ทำให้ตัวละครอยู่ในภาวะต้อง “รอคอย” ชะตากรรม ทำให้คนอ่านยิ่งใจแกว่งไปกับเธอ แรกๆ นั้นเนื้อเรื่องเล่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอและแม่ แต่แล้วยิ่งนานไปเรื่องยิ่งน่าขนพองสยองเกล้าขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเมื่อถึงบทที่เด็กหญิงบอกว่า “แม่จ๋า นั่นแม่ใช่ไหมจ๊ะ หนูกลัวจนทนไม่ไหวแล้ว” ผู้อ่านหลายคนน่าจะรู้สึกอย่างเดียวกัน คือกลัวจนจะทนอ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว เมื่อเด็กหญิงคำนึงว่า “จิตใจของโชคเคราะห์ทำด้วยอะไรนะ” ผู้อ่านอาจคิดว่า “จิตใจของแดนอรัญทำด้วยอะไรนะ”

เวลาผู้เขียนเล่าเรื่องน่ากลัวก็ทำให้ขวัญกระเจิดกระเจิงได้จริงๆ แต่เรื่องยังมีอารมณ์ขันร้ายกาจ เช่นบทประพันธ์เรื่องรักระหว่างสาวไทยกับทหารญี่ปุ่น อังกาบกับโนโบรุ ที่ผู้เขียนบรรยายว่า “บทประพันธ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิญญาณแห่งความเป็นทาสและความเป็นโสเภณีนี้ จับอกจับใจผู้คนมาตั้งแต่ครั้งแรกที่มันได้รับการตีพิมพ์”
ในเเรื่องนี้ยังมีเหตุฆาตกรรมแปลกประหลาด ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ หญิงโสเภณีที่บอกว่า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของเราก็คือโยนีอย่างไรเล่าคะ” บทเพลงที่แสนสวยและแสนเศร้า นกขุนทองช่างเจรจาผู้สามารถพูดจาสองแง่สองง่าม ชอบบอกผู้คนที่เดินผ่านกรงว่า อยากลงหม้อแกงว่ะ

มีบทวิพากษ์สังคมไทยที่แสบสันต์ และที่สำคัญคือเด็กหญิงที่กำลังรอคอยชะตากรรม ที่เฝ้าคิดว่า “เดี๋ยว-แม่-ก็-คง-จะ-มา”
วลีข้างต้นชวนให้ขนลุกเกรียว และชวนนึกถึงเรื่องผีที่โด่งดังมากของฝรั่ง ที่มีชื่อจับจิตจับใจมากกว่า Wait Till Helen Comes เพียงแต่อ่านชื่อเรื่องก็น่ากลัวอย่างยิ่งเสียแล้ว ถ้าเฮเลนมาแล้วจะเป็นอย่างไรละหรือ ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้สึกหลอนหลอกได้ดุจเดียวกัน อยากชวนไปอ่านหนังสือดีเล่มนี้ ไปรู้ว่าสุดท้ายแล้วชะตากรรมของเด็กหญิงและแม่ของเธอจะจบลงอย่างไร ความหมายของชื่อเรื่องจะปรากฏชัดเจนและเย็นยะเยือกในใจเมื่อคุณอ่านหนังสือจบลง
http://www.faylicity.com/book/book1/matanus.html

ส่วนเรื่องจริง ที่วัดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ซึ่งมีคำคมของหลวงพ่อปัญญา ในเรื่องอยู่กันด้วยความรัก และผมนึกถึงคำคมที่ว่ารอยพระพุทธบาท คือ รอยธรรมะแล้ววันหนึ่ง ก็ผมไปเห็นพ่อเมาไม่ใส่รองเท้า นอนกองกับพื้นที่วัดแห่งหนึ่ง แต่ลูกสาว ก็รักพ่อมาก ยังหาอะไรมาให้พ่อกินพร้อมเบียร์!!!

Joni Mitchell-Chinese Cafe/UNCHAINED MELODY
Caught in the middle Carol, we’re middle class We’re middle aged We were wild in the old days Birth of rock ‘n roll days Now your kids are coming up straight And my child’s a stranger
I bore her But, I could not raise her Nothing lasts for long– Nothing lasts for long– Nothing lasts for long– Down at the Chinese Cafe We’d be dreaming on our dimes
We’d be playing–“Oh my love, my darling” One more time Uranium money Is booming in the old home town now It’s putting up sleek concrete Tearing the old landmarks down now
Paving over brave little parks Ripping off Indian land again How long–how long Short sighted business men Ah, nothing lasts for long–Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–
Down at the Chinese Cafe We’d be dreaming on our dimes We’d be playing–“You give your love, so sweetly”
One more time
Christmas is sparkling Out on Carol’s lawn This girl of my childhood games With kids nearly grown and gone Grown so fast Like the turn of a page We look like our mothers did now When we were those kids’ age
Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–Nothing lasts for long–
Down at the Chinese Cafe
We’d be dreaming on our dimesWe’d be playing–“Oh my love, my darlingI’ve hungered for your touch A long lonely time And time goes by so slowly
And time can do so much Are you still mine? I need your love I need your love
God speed your love to me.”
(Time goes–where does the time go–
I wonder where the time goes. . .)
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/CHINESE-CAFE-UNCHAINED-MELODY-lyrics-Joni-Mitchell/FCFD2091354BF35E48256A4200836114

วันที่ 31 ก.ค.54
เมื่อวานตอนกลางคืน ก็ผมบังเอิญ เจอผู้คน ต่อมาฝนตก และพวกผมได้พบกันคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน และเราคุยกันเรื่องเมนูอาหาร น้ำเติมรัก ฯลฯ ซึ่งรุ่งเช้าฝนตก และวันนี้ เป็นวันสิ้นเดือน อาจจะต้องรอคอย… Team speed your love to me.”(Time goes–where does the time go–I wonder where the time goes. . .)และ(wait)รอตอนจบHappy Ending ก็งานหลายเรื่องราวงานการอาชีพ ใด สบายสุด คือ นักบินอวกาศ นักวิทยาศาตร์ หรือนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ อ้างจิตวิทยาพาลอฟ นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย หรือเรานึกถึงฟรอยด์ ฯลฯ ถ้าผมให้คุณเลือก ในฐานะเลือกการงานอาชีพต่างๆ และผมนึกถึงคำคมของหลวงพ่อปัญญา คือ ชีวิตคืองาน บันดาลสุข… กับผมนึกถึงร่างกาย ในคำคืนที่สะกดจิตตัวเองให้หลับพักผ่อนสำหรับเตรียมตัวในวันพรุ่งนี้ และความทรงจำของการเดินทางของแต่ละวัน ราวห้วงอวกาศ อันต้องเผชิญขีดจำกัดของร่างกาย และความเครียดสะสม รวมทั้งสุขภาพต้องแข็งแกร่ง ลุกขึ้นยืน!

2001 kubrick stand (deleted scene)

เมื่อวันที่26 กรกฎาคม 2554 – สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) เปิดงาน APRIM 2011 รับทัพสุดยอดนักดาราศาสตร์จากทั่วโลก ระดมนวัตกรรมล้ำยุคและโครงการยักษ์ข้ามทวีปมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาแสดงให้คนไทยได้ชมฟรีทุกเย็น ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กรกฎาคม 2554 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่..
…APRIM2011 มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 ท่านจากทุกทวีป จำนวนไม่น้อยที่เป็นนักดาราศาสตร์ที่สร้างผลงานวิจัยระดับโลก “เราได้ต้อนรับสุดยอดนักดาราศาสตร์หลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.โนริโอะ ไคฟุ ว่าที่ประธานสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงโจซิลิน เบลล์ เบอร์แนล อดีตนายกสมาคมฟิสิกส์แห่งสหราชอาณาจักร ผู้ค้นพบพัลซาร์เป็นคนแรก ศาสตราจารย์จอร์ช มิเลย์ รองประธานสหพันธ์ฯ ผู้อยู่เบื้องหลังความร่วมมือโครงการระหว่างประเทศด้านดาราศาสตร์หลายโครงการ รวมไปถึงนักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่โด่งดังไปทั่วโลกเช่น คุณคริสโตเฟอร์ โก ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ชาวฟิลิปปินส์ที่รักการถ่ายภาพดาวเคราะห์จนค้นพบจุดแดงน้อยบนดาวพฤหัสบดีได้เป็นคนแรกของโลก เป็นต้น…

….AstroExpo 2011 คนไทยจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมและผลงานวิจัยทางดาราศาสตร์ อาทิภาพยนตร์ที่ถ่ายทำพิเศษเพื่อการศึกษาท้องฟ้าและเอกภพถ่ายทำด้วยกล้อง HD จากยานอวกาศฮิโดเนะของญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจกับโครงการกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลาง 25 เมตรของเกาหลี (Giant Macgellan Telescope, GMT) ชมสาธิตการใช้กล้องโทรทรรศน์พร้อมระบบโดมอัตโนมัติ ตระการตากับท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ขนาดยักษ์พร้อมเครื่องฉายดาวรอบทิศทางจากรัสเซีย นิทรรศการพระมหากษัตริย์ไทยกับดาราศาสตร์ สะท้อนพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งนิทรรศการแสดงอุปกรณ์เครื่องมือทางดาราศาสตร์ และนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

..การบรรยายพิเศษเพื่อสาธารณชน ใน APRIM2011 มี 3 หัวข้อ ประกอบด้วย “ฤาโลกดับแน่แล้ว..ไม่แคล้วปีหน้า: ในมุมมองดาราศาสตร์” โดยนักดาราศาสตร์หญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิง โจเซลิน เบล เบอร์เนล ผู้ค้นพบดาวนิวตรอน หรือ “พัลซาร์” ดร.เบอร์เนลรวบรวมทุกสมมติฐานเรื่องวันสิ้นโลกมาอภิปรายในมุมมองของนักดาราศาสตร์ถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะดับสูญในปีหน้าบรรยายวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 เวล 18.00 น.”ตั้งกล้อง ส่องฟ้า ล่าดาว” บรรยายโดยคริสโตเฟอร์ โก ผู้ได้รับเชิญจากนาซ่าให้ทำการวิจัยร่วมเพื่อติดตามจุดแดงน้อยบนดาวพฤหัสบดีด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ภาพถ่ายดาวเคราะห์ของโกนับว่าสวยงามโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บรรยายวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 เวลา 16.00 น. และหัวข้อสุดท้าย “ย้อนรอยนักถอดรหัสแห่งเอกภพ” ฉลองครบรอบ 100 ปี โกรท เรเบอร์ บิดาแห่งดาราศาสตร์วิทยุ บรรยายโดย มาร์ติน จอร์จ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย บรรยายวันเดียวกัน เวลา 18.00 น….
http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=2&Itemid=5

โลก และดาราศาสตร์ ก็มีเรื่องราวมากมาย ที่เราตั้งคำถามต่อโลก-ดวงดาว แล้วการสงสัยตัวเอง ซึ่งผมสงสัยเรื่องข้อมูลงานเสวนาดังกล่าวจากบันทึกที่ผมเขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ค.และวิธีสงสัย เป็นเรื่องหนึ่ง ที่พวกคุณ ก่อนจะสงสัยใคร ก็คุณควรสงสัยตัวเองก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดของผมสำหรับเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาการนอนไม่ค่อยหลับของผม เช่น .กาแฟเกี่ยวพันแน่ๆ โดยผมขอยกตัวอย่างบางส่วนที่เคยอ้างไปแล้วบ้าง

…Honor? de Balzac, called the father of realist fiction for his vivid portrayal of 19th-century French society, also preferred to work while others slept. Keeping himself awake with endless cups of thick, black coffee, he died at 50 from what may have been caffeine poisoning. มันเป็นเรื่องราวชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนว่าบัลซัก เป็นนักเขียน …ถ้าคุณค้นคำว่า บัลซัก (Balzac) จะพบว่า.. จะเขียนหนังสือไม่ได้ กาแฟดำที่ว่านี้ไม่ใช่กาแฟดำทั่วๆ ไป แต่เป็นกาแฟดำ ที่แก่จัด ยิ่งแก่ยิ่งเขียนหนังสือได้ดี ออนอร์ เดอ บัลซัก (HONORE DE BALZAC) …www.autoinfo.co.th/page/th/article_event/detail.php?id=12721 ที่ผมเคยเล่าให้ดูกัน ก็ขอเล่าซ้ำอีกครั้งว่าบัลซัก (Balzac) ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่าสิบแก้ว เชื่อว่าการจะเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมขึ้นได้ จำเป็นที่ตัวเขาต้องคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกายเอาไว้ ทุกครั้งที่ไปนอนกับผู้หญิงมา เขาจะบอกตัวเองว่า “สูญงานมาสเตอร์พีซไปอีกเล่ม”

ถ้าคุณค้นคำว่า บัลซัก (Balzac) จะพบว่า..ความลับทางเพศของนักเขียนระดับโลก (ตอนแรก) เมื่อพูดถึงการหลั่ง บัลซัก (Honore De Balzac) เปิดเผยกับเพื่อนๆ ว่าเขาไม่ชอบหลั่งระหว่างที่มีเซ็กซ์ เหตุผลคือเขากลัวพลังสร้างสรรค์จะหดหาย “แม้ไม่ถึงขั้นตัดเป็นตัดตายกับการหลั่ง ถ้าเลือกได้เขายินดีที่จะไม่หลั่งมากกว่า” เพื่อนสนิทคนหนึ่งบันทึกไว้ >“สำหรับบัลซัก สเปิร์มหรือน้ำรักหมายถึงของเหลวซึ่งกลั่นมาจากสมองส่วนที่สร้างปัญญาและความเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงควรกักเก็บไว้เพื่อรักษาพลังสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยศักยภาพของศิลปิน” ครั้งหนึ่ง หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายด้วยการหลั่งระหว่างมีเซ็กซ์กับชู้รัก บัลซักถึงกับหลุดปากออกมาว่า “เช้านี้ฉันคงเขียนนิยายไม่ได้แน่”

…และนิยายของเขาถูกอ้างถึงอยู่ในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ(ชาตินิยม) แต่ว่านิสัยการทำงานในชีวิตประจำวันของเขา ทำให้เขาเสียชีวิต เพราะพิษคาเฟอีน คือ กาแฟ?

ดังนั้น เมื่อชีวิตของผม ไม่เหมือนบัลซัค แม้ผมจะเคยอ่านนิยายเรื่อง’สาวสามสิบ’ (La Femme de trente ans) ‘ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมของบัลซัค และถ้าว่างโอกาสหน้ามาเล่าต่อ..( http://www.bflybook.com/BookDetail.aspx?CategoryID=0&SortID=0&PageNumber=8&CoverDesignID=30) ส่วนตัวของผมก็ดื่มกาแฟมากพอสมควร อาจจะทำให้ผมนอนไม่หลับ เพราะผมใช้พลังงานในการเขียนงานเรื่องฮ่องกง เฉพาะตอนที่1 ก็เอามาเล่าต่อนิดหน่อยละกัน คร้าบ
ส่วนหนึ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับฮ่องกง จึงอยากเอามาให้ทุกคนดูเล่นๆ เนื่องจากผมเล่าถึงนานแล้ว…ตอนที่1
เมื่อPassport ของผมกำลังหมดอายุ ต้องต่ออายุหนังสือเดินทาง(Passport) เพื่อพร้อมเดินทางไปต่างประเทศ และผมเปิดดูหนังสือเดินทางก็บันทึกประเทศต่างๆ ที่ผมเคยเดินทางไปถึงที่นั่น ทำให้ผมนึกถึงชีวิตของทุกคนสัมพันธ์กับเรื่องราวมากมาย โดยพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องพยายามแบ่งแยกอย่างชัดเจน แล้วการเดินทางของผม ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเรื่องพื้นที่ทับซ้อนต่างๆนานาของปัญหาพรมแดนประเทศไทย
จากประสบการณ์ของการเดินทางข้ามจากอาณาจักรไทย ก็ต้องใช้พาสปอร์ต(Passport) หรือหนังสือเดินทางเป็นสื่อสำหรับข้ามประเทศไทยไปฮ่องกง เพื่อเปิดทางไปสู่พื้นที่สาธารณะในประเทศอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทย ก็ชี้ให้เห็นว่าราชอาณาจักรไทยแบ่งแยกไม่ได้ โดยตามนิยามของประเทศไทย และหนังสือเดินทางประเทศไทย ยังเป็นภาพสะท้อนเหมือนสมุดบันทึกการเดินทางของผม ที่ไปลาวมาแล้ว ก่อนหน้ามาที่ฮ่องกง

แต่ว่า ชีวิตของคนเรา ก็บางคนไม่เคยมีวันที่จำเป็นต้องอยู่ที่ใด ที่หนึ่งตลอดกาล ถ้าเขาคนนั้นเคยอยู่ที่ต่างประเทศ ก็คงมีประสบการณ์ที่อยากจะออกไปใช้ชีวิต นอกประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งชีวิตของคนเรา อาจจะมีเรื่องราวของความรัก และความลับ ในต่างแดน ซึ่งเงื่อนไขของความรัก และความทรงจำของเรา ต่อสถานที่ เคยไปเยือนเป็นสถานที่แห่งความใฝ่ฝันมาก่อน และจินตนการว่าสักวันคุณจะได้ไปที่นั่น
การเดินทางของผม ซึ่งหลายครั้ง ไปในหลายแห่ง โดยตอนที่ไปสิงค์โปร และผมจินตนาการถึงโอกาสสักครั้ง จะได้ไปฮ่องกง จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเยือนฮ่องกง จากวันเวลาของผมในฮ่องกง ที่มีเพื่อนร่วมทาง เล่าเปรียบเทียบกรุงเทพฯ (ที่มีชื่อเป็นเทวดา) ก็เหมือนฮ่องกง ในแง่มุมของเพื่อนของผม ที่มองเห็นเมือง เป็นตึกสูง และการมองเห็นทุกซอกมุมของเมืองอันสวยงามของเกาะฮ่องกง…
…ส่วนความเป็นมาของฮ่องกง คือ ฮ่องกง เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า เซียงก่าง ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า ท่าเรือหอม มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน

เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพอังกฤษ นำโดยกัปตัน Charles Elliot (ชาร์ลส์ อีเลียต) แล่นผ่านน่านน้ำระหว่าง แหลมเกาลูนและเกาะแห่งหนึ่งที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด กัปตันอีเลียต เกิดได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือและขึ้นฝั่ง ส่งล่ามลงไปสอบถาม ได้ความว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม กัปตันรับทราบด้วยความประทับใจนั่นเอง

จากประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของฮ่องกง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความหอม และกลิ่นหอม ในการวิจัยทางประสาทวิทยาของสมองในปัจจุบัน บ่งชี้ว่าสมองถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอม จะทำให้คนมีความสุข ซึ่งผมนึกถึงกลิ่นหอมของข้าวมันไก่ ในประเทศไทย ก็รู้ที่มาว่า ข้าวมันไก่เป็นอาหารดั้งเดิมของไหหลำแล้วคนจีนไหหลำ ก็ยังมีภาษาพูดเป็นของตนเอง คือ ภาษาไหหลำ ที่มาของข้าวมันไก่มาสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย สมัยปี 2475 เป็นภาพสะท้อน ทั้งเรื่องการอพยพของชาวจีนไหหลำ และอาหารน่ะครับ
นอกจากนั้น “ข้าวมันไก่” ในแง่เปรียบเทียบรสชาติ ทำให้ผมระลึกถึงวันที่ไปฮ่องกง และผมแวะร้านคนไทยข้าวมันไก่ โดยผมกินข้าวมันไก่ ท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ตกแต่ง ทันสมัย พร้อมเสียงเพลงคลอเคล้าให้ผู้ฟังบันเทิง โดยภาพมิวสิควิดิโอเป็นบทเพลงนักร้องไทยร่วมสมัย และภาพสะท้อนซ้อนทับกับประเทศไทย….

-(บางส่วนของคอลัมภ์ น่ะครับ)-
ถ้าอาหารราคาแพงเหมือนคนสวย ชนชั้นสูง เหมือนเราจะไขว่คว้านางฟ้า หรือดารา หากินได้ไม่ง่ายต้องลำบากค่าใช้จ่ายราคาแพง โดยเราอาจจะคิดถึงเราพาสาวสวยเหมือนนางฟ้าซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกินข้าว ซึ่งบางคน เคยพูดกับผมว่า เขาเคยขับรถมอเตอร์ไซด์เร็ว เหมือนบินได้ ซึ่งตอนเขาขับรถเมาๆ เหมือนเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งผมนึกถึงในหนังฮ่องกง ก็เรื่องChungking Express ที่มีฉากอดีตแฟนของพระเอก เป็นแอร์โฮสสเตสเหมือนนางฟ้าไปติดใจหนุ่มขับรถมอเตอร์ เพราะว่า ภาพยนนตร์สะท้อนเรื่องอกหักจากแอร์โฮสสเตสด้วย

แต่ผมก็ไม่เคยจีบแอร์โฮสสเตสของสายการบินใดๆ หรือผมมุ่งหวังอร่อยเหาะเหินเดินอากาศ จากการกินแอร์โฮสสเตสตามสำนวนวัยรุ่น น่ะครับ เนื่องด้วยความรักมาต่อกับหนังเรื่องFallen Angels เหมือนภาคต่อ Chungking Express และพล็อตเรื่องคล้ายๆกัน ก็คือ มนุษย์ ที่มีความรักไปตกหลุมรักสาวแอร์โฮศสเตส และคนธรรมดา ผู้ต้องการค้นพบชีวิต ซึ่งเขาและเธอ ร่วมนั่งมอเตอร์ไซด์ เหมือนขับรถโบยบินสู่ท้องฟ้า เหมือนกับท้องฟ้า ที่ไม่มีเมฆหรือหมอกในความหมายที่ชัดเจน.. …

-(ผมจะทดลองเล่าเรื่องผสมดัดแปลงจากที่ผมเขียนเรื่องคอลัมภ์ น่ะครับ)-
..อืม ผมอยากเล่นฟุตซอลเป็นทีม ในสนามหญ้าเทียมของเชียงใหม่สักครั้งหนึ่งก็ยังดี อาจจะมากกว่านั้น ก็ได้ ครับ ส่วนเรื่องของผมไม่ได้มีโอกาสเล่น Space Mountain ในฮ่องกง ก็เครื่องเล่นที่สนุกสุดๆ ยังมีเครื่องเล่น Buzz Lightyear Astro Blastersยิงต่อสู้ผู้รุกรานเพื่อปกป้องจักรวาล พร้อมเก็บคะแนน Orbitronเครื่องเล่นขับยานอวกาศสุดสนุก …แน่นอนว่า เราไปฮ่องกง ไม่ยากเลย แค่ซื้อตั๋วก็บินไปได้ทันที และเราไม่ต้องขอวีซ่าสะดวกมาก โดยข้อมูล ก็บอกว่าสนามบินใหม่ของฮ่องกงถือว่าดีที่สุดในโลก และเราเข้าเมืองสะดวกสุดๆ ซึ่งสะดวกขนาดหิ้วท้องไปกินข้าวที่ฮ่องกง แล้วเรากลับมาทำงานต่อที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมอ่านข้อมูลการท่องเที่ยวแบบนี้แล้ว…ว้าวๆๆ…ใช่..ผมเคยได้ยินโต๊ะข้างๆ ในร้านกาแฟสตาร์บั๊ก ที่มีคนมีฐานะ มีตังค์ ก็เขาคุยกันว่า เพื่อนรวยๆ ก็อยากกินอะไรดีๆ ซึ่งเขานั่งเครื่องบินไปฮ่องกงเลย ครับ

แต่ว่า ความเป็นจริงของชีวิตผม คือ ผมกินน้ำพริก กับข้าวนึ่ง น่ะฮะๆฮ่าๆ ถ้าอาหารราคาแพงเหมือนคนสวย ชนชั้นสูง เหมือนเราจะไขว่คว้านางฟ้า หรือดารา หากินได้ไม่ง่ายต้องลำบากค่าใช้จ่ายราคาแพง ซึ่งคนบางคน เห็น(ใบ)หน้า บางคนแล้วกินข้าวไม่ลง หน้าตาไม่ดี แต่รสชาติอร่อย
แหม แต่ใครๆ ก็อยากกินสาวสวย น่ะครับ และผมชอบดารา ที่มีชื่อว่า “อั้ม” และพาดหัวข่าว เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ก็ว่า “อั้ม” โสด เพราะสวยเลือกได้..ลองดูภาพ-รวมภาพสาวสวยจากงาน FHM 2011
http://entertainment.th.msn.com/Photos/Celebs/photo.aspx?cp-documentid=5086632
ในที่สุด จากรู้เขารู้เรา ทำให้รักร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ซึ่งผมเห็นนิตยสารเล่มหนึ่งโปรเล่นคำของซุนวู และผมขอจบเรื่องเล่าเดือนนี้ว่า บางครั้งเราเกลียดสิ่งไหนจะได้สิ่งนั้น ไม่ชอบสิ่งไหน(เราเกลียดอาหารชนิดใด บางครั้งได้อาหารชนิดนั้น) และผมย้อนกลับสู่ความเป็นจริงของชีวิตผม คือ ผมกินน้ำพริก กับข้าวนึ่ง และเกลียดขาหมูเยอรมัน เผื่อว่าผมจะได้กินขาหมูเยอรมัน.. เออ… มันเป็นเรื่องโจ๊ก ไม่ให้ความเครียดสะสมในสมอง ปลดปล่อยเรื่องเก็บกดไม่ให้ระเบิด ในทางจิตวิทยา…น่ะฮะๆฮ่าๆ

Gordon Lightfoot – Carefree Highway
Pickin’ up the pieces of my sweet shattered dream I wonder how the old folks are tonight Her name was Ann and I’ll be damned if I recall her face She left me not knowin’ what to do Carefree highway, let me slip away on you
Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Turnin’ back the pages to the times I love best I wonder if she’ll ever do the same Now the thing that I call livin’ is just bein’ satisfied With knowin’ I got no one left to blame
Carefree highway, got ta see you my old flame Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you

Searchin’ through the fragments of my dream-shattered sleep I wonder if the years have closed her mind I guess it must be wanderlust or tryin’ to get free From the good old faithful feelin’ we once knew
Carefree highway, let me slip away on you Carefree highway, you seen better days The mornin’ after blues from my head down to my shoes Carefree highway, let me slip away Slip away on you
Let me slip away on you
Carefree highway,
got ta see you my old flame
Carefree highway,
you seen better days
The mornin’ after blues from my head down to my shoes
Carefree highway, let me slip away Slip away on you

http://www.lyricsfreak.com/g/gordon+lightfoot/carefree+highway_20061672.html

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.