What is Heart beat,Paradigm,light,line,road,right,time,wing,gravity/คัมภีร์/นิยาย/นิทาน/ลอย/ตราชั่ง/สูตรสำเร็จ หรือก็อปปี้ในReproduction-aura-art @-@สุนทรีย์ศาสตร์ทางศิลปะของการเมือง ทหาร-Flagในชีวิตประจำวัน และการพยากรณ์(อากาศ/อนาคต)

วันที่ 3-4 มิถุนา 54

เมื่อเวลาผ่านไปครบรอบหนึ่งปี สำหรับผม เวลาที่มาถึงของวันที่ 3 มิถุนา54 อีกครั้ง และวันที่3 มิถุนายน พ.ศ. 2379 ในอดีตเกี่ยวข้องหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) มิชชันนารีชาวอเมริกัน ให้กำเนิดสิ่งพิมพ์ฉบับแรกในประเทศไทยคือ หนังสือบัญญัติสิบประการ (The Commandments) ซึ่งเป็นหนังสือสอนคริสตศาสนามีทั้งหมด 8 หน้า ทั้งนี้การพิมพ์ในสยามเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาถึงสยามเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2478 พร้อมกับตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ไม้ที่ซื้อมาจากสิงคโปร์ หมอบรัดเลย์และคณะอเมริกันบอร์ด(American Board of Commisionary of Forein Missions : A.B.C.F.M.) ได้ตั้งสำนักงานและโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช ย่านถนนเจริญกรุง และได้ดำเนินการพิมพ์ใบปลิว ปฏิทิน และหนังสือต่าง ๆ ออกมาจำนวนมาก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการพิมพ์ในสยาม ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการพิมพ์สยาม”
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=News&file=article&sid=2162
ลองดูเพิ่มเติมเรื่องวันที่ 3 มิถุนา พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) – สงครามโลกครั้งที่สอง: ศึกแห่งดันเคิร์กสิ้นสุดลงเมื่อเยอรมันได้ชัยชนะด้วยยุทธวิธี
วันถึงแก่กรรม: 3 มิถุนา พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) – พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย (เกิด 29 กันยายน พ.ศ. 2405)
http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

เหตุการณ์ “4 มิถุนายน” ณ จัสตุรัสเทียนอันเหมิน(เนื่องจากผมได้ดูรูปถ่ายน้องของผม จากการกลับมาของการท่องเที่ยวโดยธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง ที่ไปจีน และรูปที่จัสตุรัสเทียนอันเหมิน)
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

ประวัติศาสตร์พลิก สหรัฐบอก “ทหารจีนไม่ได้สังหารหมู่ผู้ประท้วง” บริเวณ “จัตุรัสเทียนอันเหมิน”
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307338845&grpid=01&catid=06&subcatid=0600

ทีนี้ เวลาผ่านไปครบรอบหนึ่งปี การเขียนเรื่องWhy So Serious:Take History;2010-2046 Posted on May 4, 2010 by akkaphoncyber…ซึ่งผมอยากกลับมาอ่านบันทึกในอดีตของตัวเองในแง่มุมของปัจจุบัน กำลังเดินทางไปสู่อนาคต
Why So Serious?!และโจ๊กเกอร์อันเป็นตัวตลกแนวchaos ทำให้ผมคิดว่าหลายเดือนนี้ ในชีวิตประจำวันของผมก็ไม่ฉลาดพอ และไหวพริบเร็วกับทุกเรื่อง จะแก้ไขปัญหาทุกอย่าง จากเรื่องเล็กๆ ไม่ให้สร้างปัญหา แต่แก้ปัญหา เช่น จอดรถมอเตอร์ไซด์แล้ว จอดต่อท้ายรถยนต์ชนรถของผมต้องซ่อม ซึ่งบางคนมองเรื่องเล่าของผมว่า ปัญหาก็พุ่งชนผมนั่นเองและ เมื่อผมรู้สึกว่านานกว่า จะเข้าใจอ่านมหาภารตะได้จบ  จึงอ่านหนังสือหลายรอบ เหมือนกับแก้ไขโจทย์ของปัญหาในเรื่องสั้น ฆาตกรรมที่ถนนม็อกร์ก (โดยการโปรยของปกหนังสือว่า 160 ปีนิยายสืบสวน) อันเป็นผลงานของเอ็ด การ์ อัลโปน ในวัย 32 ปี ซึ่งเขาสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าว ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3(เขาเขียนงานทั้งบทกวี นิยายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) แล้วคนแปลเรื่องสั้น ก็ไม่ได้แปลภาษาไทยแบบสมัยรัชกาลที่ 3 ก็กล่าวในเรื่องสั้นฆาตกรรมที่ถนนม็อกร์ก ถึงงคนแข็งแรงพึงใจกับสมรรถนะทางกายของตัวเอง และชอบเล่นกล้ามฉันใด คนที่รู้จักวิเคราะห์รู้จักแยกแยะเหตุผล ก็มักสนุกกับการไขปริศนาลี้ลับ ฉันนั้น

ซึ่งสมองของคนฉลาด คือ กิจวัตรชอบวิเคราะห์เป็นประจำทุกวัน แล้วพวกนี้ชอบเล่นเกม ปริศนาคำทาย เกมส์อักษรไขว้ และคนชอบไขปริศนา ภาพต่างๆ นี่เป็นลักษณะพื้นฐานของตัวละคร นักสืบ ที่มีความสามารถอ่านใจคนได้เหมือนกับอ่านไพ่ในมือของคนเล่นไพ่ และการคาดคะเน วิเคราะห์ แยกแยะเหตุผล ชิงไหวพริบอย่างกับเล่นเกมส์หมากฮอส ซึ่งเอ็ดการ์บอกว่า คนวิเคราะห์เก่ง จะเร็วในการคิดจากหมากฮอส ไม่ใช่หมากรุก จากบทเริ่มต้น เรื่องสั้นนักสืบของเขาเอง(ผมสรุปเองครับ) ในศตวรรษที่ 19 เป็นเวลาที่โลกมีความเคลื่อนไหวทางปัญญาคับคั่ง นักคิด นักประดิษฐ์ หรือ นักวิทยาศาสตร์ ต่างเติบโต และเริ่มเผยแพร่นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงโลก เช่น รถยนตร์ รถไฟ กล้องถ่ายรูป ภาพถ่าย ภาพยนตร์ แถลงการณ์คอมมิวนิสต์ ต่างๆ ในปี 1841 หรือปีเดียวกับที่ คารล์ มารกซ์ กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก,อองตวน-โจแซฟ แซ็ก แสดงสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “แซกโซโฟน”,แซมมวล สโลคัม คิด “สันห่วง” เข้าเล่ม,หมอบรัดเลย์ปล่อยหนังสือพิมพ์ไทย ผ่านแท่นออกมาฉบับแรก ในปีเดียวกันนั้นเอง เอ็ดการ์ แอลแลนโป ตีพิมพ์ผลงานฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก…
นั่นก็เป็นเรื่องน่าสนใจ จากนิยายสืบสวนไม่ว่าการคาดคะเน หรือ วิเคราะห์จะเปรียบเหมือนเกมส์หมากฮอส หรือหนังสือ ก็ตาม ใครจะเก่งหรือฉลาด เป็นเรื่องสำคัญไหม ? ซึ่งผมอ่านหนังสือ ห้องสมุดลับของฮิตเลอร์(ฉบับแปล) ซึ่งอ้างแนวคิดของวอลเตอร์ เบนจามิน ว่า ใครสะสมหนังสือแบบไหน ก็เป็นคนแบบนั้น โดยเรื่องราวหนังสือของฮิตเลอร์ ก็ผมแปลกใจว่า ฮิตเลอร์ สะสมหนังสือไม่ต่ำกว่า หมื่นหกพันเล่ม…

…เมื่อพูดถึงหนังสือที่เกี่ยวกับฮิตเลอร์แล้ว ผู้ที่สนใจในตัวเขาย่อมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเสมอคือ Mein Kempf (การต่อสู้ของข้าพเจ้า) อันเป็นหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเขาเองที่บ่งบอกถึงแนวคิดทางการเมือง การต่อสู้ที่ผ่านมาในชีวิตของเขา เช่นดังหนังสืออัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญคนอื่นของโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นบันทึกความทรงจำที่ผ่านมา ยังถือเครื่องมือที่จะแสดงตัวตนของผู้เขียน ที่ตัวเขาเองพยายามจะเสนอความเป็นตัวตนของเขาต่อโลกนี้ แต่ในหนังสือเล่มนี้ Timothy W. Ryback ผู้เขียนได้เสนอการมองฮิตเลอร์จากอีกมุมหนึ่ง โดยค้นหาหนังสือที่เขาเคยอ่าน หลายคนคงยังไม่ทราบก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ว่า ฮิตเลอร์นั้นถือเป็น “นักอ่านเข้าสายเลือด” คนหนึ่ง หนังสือที่เขาสะสมนั้นได้ถูกอ้างในหนังสือว่ามีประมาณ 16000! เล่ม (แน่นอนเขาย่อมไม่ได้อ่านทั้งหมดแน่) แต่แค่หนังสือที่เชื่อว่าเขาได้อ่านในแต่ละเล่ม โดยดู

จากสภาพหนังสือ ร่องรอยการขีดเขียน การเน้นข้อความที่สะกิดใจเขา การเขียนข้อความแสดงถึงความสงสัยในหนังสือ และคุณภาพของเนื้อหา ก็เป็นจำนวนมากที่ชั่วชีวิตของหลายคนอาจอ่านไม่ได้ถึงหนึ่งในร้อยของเขา เมื่อพิจารณาจากการที่เขาเรียนไม่ถึงระดับเทียบเท่ามัธยมปลาย แต่อาศัยความรู้จากการอ่านสร้างตัวเองจากทหารระดับล่างคนหนึ่ง อาศัยความรู้ทางการเมือง, การทหาร, ศิลปะการพูดจูงใจคนหมู่มาก จากในหนังสือแล้ว ก็ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ ฮิตเลอร์อ่านหนังสือหลายประเภท ตั้งแต่ การตูน, นิยาย, โภชนาการ, ประวัติศาสตร์, ชีวประวัติ,ปรัชญา, บทกวี เขาอ่านหนังสือของนักเขียน นักปรัชญาแทบทุกคนที่มีในยุคเขา ไม่ว่าจะเป็น เชคสเปียร, เกอเธ่, ชิลเล่อร์ เรียกว่าในห้องสมุดส่วนตัวของเขานั้นเป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือทีเดียว ฮิตเลอร์พกหนังสือไปอ่านทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นแนวหน้าในสนามรบ, บ้านพักนายก และแม้แต่ที่หลบภัยสุดท้าย

ในชีวิตของเขา เมื่ออ่่านหนังสือเล่มนี้จบ สิ่งที่ผู้อ่านจะได้คือ การเข้าในในตัวตนของฮิตเลอร์มากขึ้น ว่าแนวคิดของเขานั้นมาจากไหน การกระทำในหน้าประวัติศาสตร์ของเขาสามารถอธิบายได้อย่างไร เพราะอย่างน้อยเขาก็คือคนที่โลกจะต้องพูดถึงจนกว่าโลกจะถึงกาลปวสาร
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=ershiyi&month=13-10-2010&group=6&gblog=9
วอลเตอร์ เบนจามิน กล่าวไว้ว่า “เราสามารถบอกว่าใครเป็นอย่างไรจากหนังสือที่เขาอ่าน ทั้งเรื่องรสนิยม ความสนใจ และพฤติกรรม”(นิสัยใจคอ…จากการเก็บสะสมหนังสือ..เพิ่มเติมโดยผมเอง)

ก่อนเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้ง ที่ 2 ฮิตเลอร์ได้ชื่อเป็นนักสะสมหนังสือ ตัวยง เขามีหนังสือในครอบครองถึง 16,000 เล่ม ในห้องสมุดลับมากกว่า 3 แห่ง ทั้งในเบอร์ลิน มิวนิค และบ้านพักตากอากาศหลายแห่ง หนังสือของฮิตเลอร์มีทั้งแนวประวัติศาสตร์ ปรัชญา การเมือง กวีนิพนธ์และวรรณกรรมคลาสสิก เช่น โรมิโอกับจูเลียต, กระท่อมน้อยของลุงทอม และดอน กีโฆเต้ เป็นต้น แต่หนังสือเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของ สะสม มันมีความหมายต่อความรู้สึกนึก คิด พฤติกรรม และการดำเนินชีวิตของอดีตผู้นำนาซีเสมือนเบ้าหลอมตัวตนอดอล์ฟ ฮิตเลอร์บนโลกใบนี้!
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=rainfallsunshine&date=21-03-2010&group=2&gblog=51

นี่เป็นประเด็นหนึ่งของคุณค่าของหนังสือ ที่ผมกลับมาเขียนแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องราวสืบสวนในความตระหนักในปี2011 ที่ผมคิดเรื่องฮิตเลอร์ เคยวาดรูป และฮิตเลอร์ ไม่น่าจะทำลายงานศิลปะ? แล้วอะไรคือความน่าจะเป็น…หรือ What is possible เมื่อผมคิดถึงเรื่องเวลาปี2011 ซึ่งผมต้องอ่านเอกสาร ซึ่งเกี่ยวโยงในทัศนะนักปรัชญาการเมืองของGiorgio Agamben. What is a Paradigm. 2002 8/10http://www.youtube.com/watch?v=FQbGJeVTm7g
เนื่องจาก ผมอยากบันทึกไว้ว่าผมได้รับมอบหมายให้อ่านเรื่องข้อเท็จจริงเบื้องต้น เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง 13-20 พ.ค. 53 ซึ่งผมเคยเขียนบันทึกตั้งคำถามต่ออ.ชัยวัฒน์ และประเด็นเกี่ยวโยงนิทรรศการไปด้วย ในคำถามต่อความเป็นมนุษย์ โดยส่วนตัว ก็ผมเคยพบเจออ.บัณฑิต ในส่วนผมนำเสนอบทความเกี่ยวกับศิลปะ ก็หลายปีก่อน และผมต้องมาสรุปความงานดังกล่าวโดยเกี่ยวโยงในแง่มุมเสวนา ที่สถาบัน ศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพฯ ในกรณีเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็บางคนบางกลุ่มรณรงค์ถอดเสื้อให้เห็นร่างเปลือยเปล่า หรือพุง(ตามคำบอกผู้อยู่ในเหตุการณ์) เป็นต้น
…ข้อเท็จจริงเบื้องต้น เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง 13-20 พ.ค. 53(คัดสรรโดยดูไทยอีนิวส์ได้ครับ)
http://thaienews.blogspot.com/2011/05/13-20-2553.html
http://www.prachatai.com/journal/2011/05/34592
..รายงาน: “คำถามในนามมนุษย์” นิทรรศการฝีมือนักศึกษา ท้าทุกหัวใจให้ตอบ
โดยบทความสองเรื่องภาษาไทย ที่เกี่ยวข้องGiorgio Agamben. และแนวคิดชีวิตที่เปลือยเปล่า (bare life or naked life) ในแง่มุมปรัชญาการเมืองของ Giorgio Agamben: ว่าด้วยชีวิตเปลือยเปล่าและองค์อธิปัตย์ โดยมีบทความเกี่ยวข้องเรื่องเศรษฐกิจ (ลองดูเพิ่มเติม)
http://61.47.2.69/~midnight/midnight2544/0009999598.html
http://61.47.2.69/~midnight/midnight2544/0009999948.html
แน่นอนว่า เมื่อผมไปค้นหาAgamben ก็เลยต้องย้อนรอยแนวคิดต่างๆ ทั้งวอเตอร์ เบนจามิน ฮันนาห์ อันเดท์ และผมดูยูทิว ที่มีฟูโก,แดริดา,ลากอง,คารล จุง,นอม ชอมสกี้,จิลซ์ ดูลูซ,Jean Baudrillard ฯลฯ ในแง่มุมคำถามต่อวันเวลาของการมีอยู่ในชีวิต แต่ผมอยากพลิกปรัชญาการเมืองกลับเป็นนิยาย
…“ความประจวบเหมาะอย่างนี้ล่ะที่กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ขวางกั้นสติปัญญาของนักคิดประเภทที่เรียนแต่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทฤษฎีความน่าจะเป็น คือไม่รู้ว่าเหตุผลที่เรายกมาอ้างอิงทฤษฎีของตนนั้นล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเนทั้งสิ้น ”ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก..อาชญนิยายเริ่มกลายเป็นนวนิยายนักสืบ (detective story) ก็เมื่อมีการนำเอาระบบเหตุผลเข้าไปผสมกับโครงเรื่อง ตรรกะ/ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์เริ่มทำหน้าที่ผสานรวมส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวได้ว่า จุดเปลี่ยนแปลงที่ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือนวนิยายนักสืบได้ปรับรูปโฉมของอาชญากรรมให้เป็นเกมปริศนาที่ผู้อ่านต้องขบคิดหาคำตอบไปพร้อมๆ กับตัวเอกหรือตัวละครผู้ดำเนินเรื่อง ซึ่งบุคคลแรกที่คิดค้นสูตรดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จก็คือ เอ็ดการ์ แอลแลน โป 

บิดาแห่งรหัสคดีสมัยใหม่ ผลงานเรื่อง The Murders in the Rue Morgue (1841)…แล้ววันเวลาที่ผ่านมาก ก็แง่มุมของนิยาย เหมือนชีวิตจริง แค่ไหน ในปี2011 ก็ผมสันนิษฐานว่า เหตุการณ์ขโมย ในหอพักเกิดขึ้น โดยผมจะพลิกกลับเอาเรื่องจริงไปแต่งนิยาย เป็นต้น น่ะครับ

จากการเดินทางไปต่างจังหวัดปลายเดือนพ.ค.54 ที่ผ่านมา ทำให้ผมไม่มีเวลาเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ โดยผมไปหลายสถานที่-เดือนมิ.ย.กำหนดการชีพจรลงเท้าต้องเดินทางอีก และStormหรือพายุของฝนในชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายของผม ซึ่งผมกินอาหารร้อนอุ่นไอ จนเหงื่อแตก แทบต่อมน้ำตาแตก และเรื่องราวต่างๆ บางอย่างแตกเหมือนแก้วเหล้า และผมนึกถึงรหัสลับในภาพยนตร์ของเรื่องเทวากับซาตาน(angels and demon) ซึ่งเราไม่ก็อปปี้นิยายของคนอื่น โดยอารมณ์ศิลปินของนักเขียนแดน บราวน์ (Dan Brown) ผู้แต่งเรื่องเทวากับซาตาน คือ ตื่นมาเขียนหนังสือตั้งแต่ตีสี่ ตั้งนาฬิกาทรายกำหนดเวลาหนึ่งชั่วโมงไว้บนโต๊ะ พอครบชั่วโมงจะพักจากการเขียนไปยืดเส้นยืดสายและวิดพื้น เพื่อให้เลือดและความคิดแล่น www.faylicity.com/porch/porch94.html  น่ะครับ

เมื่อผมย้อนกลับมาอ่านThe Quest for Proust ซึ่งวอเตอร์ เบนจามิน ก็เกี่ยวข้องกับงานของProust ด้านวรรณกรรม ก็ในแง่มุมหนึ่งการค้นหาวันเวลาที่หายไปของพรูสต์ ซึ่งผมคิดในแง่มุมของหนังสือดังกล่าว ที่บอกถึงการผลิตงานเกี่ยวข้องเชื้อโรคของสมอง(Product of a diseased brain)-Sganarelle Philosophyด้วย ซึ่งผมเคยเล่าเรื่องของพรูสต์อย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาเล่าในมุมเสริมเพิ่มเติมต่อการสร้างสรรค์ในการทำงานเขียนของพรูสต์ ที่เจ็บป่วย และเขียนงานบนเตียง ท่ามกลางความมืดไร้illumation แต่ว่าผมคิดในแง่มุมขีดจำกัดของสถานที่กับความคิดกับแสงสว่างแจ่มชัดในอารมณ์ของผลงานในความทรงจำของพรูสต์เอง ซึ่งทำให้ผมนึกถึงการพบปะสนทนากับนักเขียน ทั้งแสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า ซึ่งไม่เจอกันหลายปีสี่ปีดีดัก และเหล่าผู้คน สหายต่างๆ รวมทั้งญาติของผมด้วย

ส่วนเดือนพ.ค.ที่ผ่านมานี้ ผมได้พบข่าวคนถ่ายภาพรูปยูเอฟโอ ที่เชียงใหม่ ซึ่งรุ่นพี่ของผม บอกว่ากล้องดิจิตอล มีเหลี่ยมของจุดโฟกัสของภาพ อาจจะทำให้มีปัญหาของเลนส์กระจก เป็นกลไกลของกล้องถ่ายภาพ ทำให้เกิดภาพไม่ใช่ความจริงของกล้องถ่ายรูปยูเอฟโอได้ ในแง่หนึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องยูเอฟโอข่าวโคมลอย หรือในแง่มุมของภาพรวม หรือTotality ซึ่งผมอ้างฟูโกต์ ผู้สร้างผลงานวาทกรรม ก็ผมอ้างต่อเข้าใจง่ายว่า คนมีขีดจำกัดในการมองเห็นเช่นเดียวกัน และผมคิดถึงภาพของFace-ใบหน้า(เสมอหน้า?)บางคนเสมอๆ และตอนสมัยเราเรียนวาดรูป ภาพเหมือนใบหน้าคน ก็เราต้องการลอกเลียนแบบของภาพเหมือน ทั้งตามธรรมชาติของใบหน้า และธรรมชาติของต้นไม้ เป็นภาพทิวทัศน์ และต่อมา ถ้าเราต้องเผชิญหน้ากับตลาด(Fair) สำหรับขายงานศิลปะเป็นสินค้าในตลาด(Market)โดยภาพทิวทัศน์…
-เมื่อเราต้องเผชิญหน้า กับความยุ่งยาก ของการเลือก และParadox อันยอกย้อนแย้งแห่งการเลือก!!!
S. Kierkegaard’s “Fear and Trembling” (+paradox)
อัตถิภาวนิยมคือปรัชญาที่เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนจะต้องสร้างแนวทาง ความเชื่อ และหลักปฏิบัติของตัวเองขึ้นมา ดังนั้นโดยผิวเผินแล้ว คนที่เชื่อถือในพระเจ้า และศาสนา น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับนักอัตถิภาวนิยมที่สุด (ยกตัวอย่างนิทเช่นั่นปะไร)
เคิร์กการ์ดแยกความแตกต่างระหว่าง “ศีลธรรม” และ “ศาสนา” (หรือ “พระเจ้า”) แกบอกว่าศีลธรรมคือสิ่งที่เป็นสากล (universal) มีมาเพื่อควบคุมมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ (ตรงข้ามกับนิทเช่ เคิร์กการ์ดไม่ได้ปฏิเสธ หรือต่อต้านศีลธรรมเสียทีเดียว) แต่มนุษย์ที่เป็นยอดจริงๆ ต้องเข้าถึงความสมบูรณ์ (absolute) ให้ได้

ซึ่งความสมบูรณ์ก็คือพระเจ้านั่นเอง ส่วนวิธีเข้าถึงพระเจ้านั่น เคิร์กการ์ดบอกว่าต้องใช้ “ศรัทธา” ซึ่งไม่อาจสื่อสารให้คนภายนอกรับรู้ได้ (หลักตรงเองที่เป็นอัตถิภาวนิยม หลักปรัชญาใครปรัชญามัน)
ใน “ความกลัว และตัวสั่น” เคิร์กการ์ดใช้ตัวอย่างจากไบเบิ้ล เรื่องราวของอับราฮัมที่บูชายัญลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตามคำสั่งพระเจ้า เรื่องราวส่วนนี้ในไบเบิ้ลจริงๆ ยาวแค่ไม่กี่บรรทัด แต่เคิร์กการ์ดจับมาวิเคราะห์ทั้งนอกและในอย่างถึงกึ๋น ประการแรกเคิร์กการ์ดอธิบายความแตกต่างระหว่างอับราฮัม และพระเอกโศกนาฏกรรมทั่วไป เช่นอากาเมนอน ผู้บูชายัญลูกสาวตัวเองให้กับเหล่าทวยเทพ เพื่อจะได้เคลื่อนทัพต่อไปตีเมืองทรอย เขาบอกว่าอากาเมนอนคือตัวอย่างคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ซึ่งก็คือศีลธรรม หรือสิ่งที่เป็นสากล ตรงนี้แตกต่างกับอับราฮัม เพราะการกระทำของอับราฮัมไม่อาจใช้หลักศีลธรรมใดๆ มาอธิบายได้
คำพูดหนึ่งซึ่งเคิร์กการ์ดใช้บ่อยมากในหนังสือคือ paradox ถ้าอับราฮัมไม่ทุกข์ทรมานกับการตัดสินใจของตัวเองเสียอย่าง การกระทำของเขาจะไม่มีความหมายใดๆ เลย ไบเบิ้ลบอกว่าอับราฮัมรักไอแซคมาก เพราะเด็กชายเป็นของขวัญจากพระเจ้า หลังจากรอคอยมานานถึงเจ็ดสิบปี

กระนั้นถ้าอับราฮัมมีศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาก็ต้องเชื่อว่าพระองค์ไม่มีทางพรากไอแซคไปจากเขา มิเช่นนั้นแล้วอับราฮัมน่าจะเสียสละตัวเองมากกว่า ดังนั้นตรงนี้เองจึงเกิดเป็น paradox ขึ้นว่า อับราฮัมรู้สึกเช่นไร ขณะปีนเขาไปยังแท่นบูชายัญ เขาชิวๆ เพราะศรัทธาว่าพระเจ้าจะไม่มีทางปล่อยให้เขาฆ่าไอแซค (ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หมายถึงบททดสอบนี้ไม่มีคุณค่าใด) หรือทุกข์ทรมาน (ซึ่งก็หมายความอีกนั่นแหละว่าอับราฮัมไม่ได้มีศรัทธาอย่างแท้จริง)
คงไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ได้ บทสุดท้ายของ “ความกลัว และตัวสั่น” เคิร์กการ์ดพูดเลยว่าศรัทธาของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ เราสามารถสื่อสารศีลธรรมซึ่งกันและกัน เพราะศีลธรรมคือบรรทัดฐานที่ใช้สร้างความเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นศ๊ลธรรมและภาษาเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่ศรัทธาคือความรู้สึกเฉพาะตัว ดังนั้นไม่อาจสื่อสาร หรือเปิดเผยให้ใครอื่น (นี่กระมัง ใครๆ ถึงได้เรียกแกว่าบิดาแห่งอัตถิภาวนิยม)
ในฐานะที่เราเป็นชาวพุธ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเคิร์กการ์ดเกิดในประเทศไทย แกคงสนุกสนานกับตำนานพระเวสสันดรทีเดียว จริงๆ ตำนานพระเวสสันดร ก็มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงอับราฮัม การเสียสละลูกชาย “ไม่ใช่” เพื่อส่วนรวม แต่เพราะศรัทธาในโภคผลภายภาคหน้า เราสงสัยมาตลอดว่าพระเวสสันดรรับรู้แค่ไหนว่าสุดท้ายชูชกจะต้องตาย และกัญหา ชาลีได้กลับมาอยู่ในอ้อมอกตัวเอง ถ้าท่านรู้เช่นนี้ จะยังเรียกทานอันยิ่งใหญ่นี้ว่า “ทานอันยิ่งใหญ่” ได้หรือไม่ และถ้าท่านไม่รู้เล่า แบบไหนที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน
ถือเป็น paradox ชวนขบคิดสนุกๆ ก็แล้วกัน…
..ผมคิดว่าเงื่อนไขของศรัทธาอยู่ที่ว่า อับราฮัมเชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่า พระเจ้าคงไม่ปล่อยให้เขาฆ่าลูกตัวเองแน่ๆ จะมองตรงนี้ว่าเป็นการ bluff กันระหว่างพระเจ้า และอับราฮัมก็ได้ ซึ่งในทางกลับกัน ก็สามารถตั้งคำถามได้อีกว่า อย่างไหนที่ประเสริฐกว่ากัน อับราฮัมผู้ยอมสละชีวิตลูกชายคนแรก และคนเดียว หรืออับราฮัมผู้มีศรัทธาในเมตตาจิตของพระผู้เป็นเจ้า
http://laughable-loves.blogspot.com/2007/02/s-kierkegaards-fear-and-trembling.html
ก่อนที่ทุกคน เป็นผู้อ่านจะ”งง” คือ ผมสรุปเรื่องเล่า โดยลดทอนความซับซ้อน แล้วถอดเสื้อมาให้เห็นชีวิตเปลือยเปล่า ภายใต้ระบบราชการ ทหาร โดยรัฐชาติ 1.มุมมองของผมจากประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ในเรื่องเล่า+ชีวิตต่างๆ 2.ประวัติวันสำคัญเกี่ยวกับคัมภีร์ทางคริสตฯในไทย กับบริบทเหตุการณ์สงคราม แล้วความเปลี่ยนแปลงของสยามเป็นไทย หลังจากเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ 3.เรื่องเล่าเกี่ยวกับสมองบริบทของการเกิดนิยายสืบสวน 4.ความรู้ เกี่ยวกับหนังสือ และฮิตเลอร์ สงครามการทหาร 5.สถานการณ์เหตุการณ์ความตายของวันที่13-20 พฤษภา 53 ในไทย 6.ความจริงกับนิยาย ที่ดัดแปลงจากความจริง 7.บันทึกของเรื่องเล่าของชีวิต และแสงสว่างของความหวัง 8.ความกลัว และตัวสั่น “Fear and Trembling” (+paradox)

แล้วผมแถมอนิเมะของการ์ตูนเรื่องGANTZ [18+] sub thai ตอน 26 End(นี่เป็นเวอร์ชั่นตอนจบแบบอนิเมต่างจากManga ก็ลองดูไฟเขียว ไฟแดง และปลายทางของรถไฟ?)
http://www.clipmass.com/movie/206272957852987

ซึ่งผมยังเขียนนิยายไม่จบ เป็นแค่ภาพร่างคร่าวๆ เหมือนบันทึกไว้เป็นความรู้สึก อาจจะใช้การ์ตูนเรื่องGanTz เป็นการ์ตูนต่อสู้สะท้อนการ”ล่า” และ”เหยื่อ”ของคดีสยองขวัญ โดยตัวตอบในแง่มุมของฆาตกรรมหมู่ของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดการฆ่าบนทางเท้า และสวรรค์ของคนเดินเท้า เกิดขึ้น ไม่ใช่นรกเป็นเพียงความหวังของการมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางมนุษย์ในโลกสมัยใหม่อันซับซ้อน โดยเทคโนโลยี และสื่ออันเหงากลวงเปล่า ปรารถนา เซ็กส์ ไปด้วยกันทำให้ร่างเปลือยเปล่าแห่งความตายจากเหยื่อของผู้ถูกกระทำโดนข่มขืนไม่มีกระทั่งโทรศัพท์มือถือ

แต่ว่าการ์ตูน์เล่มนี้ เอาคนชั่ว คือ ผู้เลวไปล่ามนุษย์ต่างดาว พร้อมเหยื่อที่ถูกข่มขืน! โอ้ ความรู้สึกอันวิปริตของการอยู่รอด! ในการเคลื่อนไหว ท่ามกลางความมืด แล้วอะไร คือ แสงสว่าง สำหรับผู้ถูกทำเหมือนสัตว์เลี้ยงที่รอการถูกฆ่า คำตอบอาจจะง่ายดาย จนกระทั่งกลับตาลปัตรว่ามนุษย์กินสัตว์ ฆ่าสัตว์เพื่อกิน ในความกลัว และตัวสั่น(“Fear and Trembling”) ก็ลึกไปอีกบูชายัญลูกมนุษย์ของตัวเอง และความเชื่อของผู้ที่ศรัทธาต่อศาสนา หรือถือศีลกินเจ มือถือสากปากถือศีล ในการกลับกันเสียสละเพื่อความเชื่อ ศรัทธา แต่ฆ่ามนุษย์ได้ กรณีข่าวคนทุบศาลพระพรหม ในบทความของผมเรื่อง“Big Cleaning Day และเดอะเฮด”: การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติและประชาธิปไตยร่วมกัน http://thaienews.blogspot.com/2011/05/big-cleaning-day.html หรือตัวอย่างการฆ่า เพราะความเชื่อ ศรัทธา จากผู้รักสัตว์ ก็กลับฆ่ามนุษย์ได้เช่นเดียวกัน และตัวอย่าง การฆ่า ความรุนแรง และรสชาติ ความโหดเหี้ยม ความชั่ว…evil of war ตามคำสั่ง  ฯลฯ ในแง่มุม ถ้าเราจะพิจารณาความชั่วร้ายให้ครบทุกด้าน ทุกเหลี่ยมมุมของปรากฏการณ์ และธาตุแท้ของมัน

นี่แหละความย้อนแย้งของการฆ่า และธรรมชาติของความรู้สึกของผู้คน ซึ่งการ์ตูน นิยายและนิทาน ก็หาแง่มุมเกือบทุกอย่างเพื่อตอบสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของมนุษย์ และปัญหาความเป็นมนุษย์ ยังถูกพันธการทั่วทั้งหมดในโลก ขอมอบเพลงVirgin Road โดยHamasaki Ayumi ภาคภาษาไทย นี้ อีกครั้ง
-Virgin Road
ขอขอบคุณจากใจฉัน สำหรับความเหงา ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความรัก ของเธอ จวบจนบัดนี้ เธอเข้าใจมั้ย ฉันไม่สามารถพูดอย่างนี้ได้ชัดเจนจนถึงบัดนี้ ขอบคุณสำหรับชีวิตของฉันนี้ เวลาที่ฉันไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องในวันนั้น มันไม่ใช่ฉันเลยที่เจ็บปวดใจ
เธอทำตัวสดใสเสมอมาและฉันก็ไม่เคยลืมวันที่ฉันเห็นน้ำตาบนหน้าของเธอเป็นครั้งแรก ฉันพบคนที่บอกว่า “ฉันรักเธอและอยากปกป้องเธอ” เราเริ่มเดินไปด้วยกันแล้วในตอนนี้ ความเศร้าใดๆที่เราอาจจะเผชิญ ความปิติใดๆที่เราอาจจะรู้สึก เราสัญญากันที่จะอยู่ต่อไป แบ่งปันทุกๆช่วงเวลากัน ได้โปรดคุ้มครองฉัน เธอเข้าใจมั้ย? ฉันจะสำนึกบุญคุณสำหรับอะไรก็ตามที่จะเกิดต่อจากนี้ ขอขอบคุณตลอดไป ในบางคืน ฉันทะเลาะกับเธอและตะโกนทั้งน้ำตา หรือว่าหนีออกจากบ้าน แต่ฉันรู้ เธอเข้าใจฉันมาโดยตลอด มากกว่าใครใดๆ

ในที่สุด ฉันรู้สึกว่าคนที่เธอเคยพบและรักเป็นเหมือนคนที่ฉันรักในทางใดทางหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าคนที่เธอเคยพบและรัก เป็นเหมือนคนที่ฉันรักในทางใดทางหนึ่ง ยกตัวอย่าง การทำท่าทางอย่างไม่ตั้งใจของเขาหลายอย่างทำให้ฉันนีกถึงคนๆนั้น เวลาฉันสังเกตุเห็น หยาดน้ำตาที่แสนอบอุ่นไหลลงตามแก้มฉัน
ขอขอบคุณจากใจฉัน สำหรับความเหงา ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด และความรัก ของเธอ จวบจนบัดนี้
http://chrisk69.exteen.com/20110115/japanese-song-lyric-27996-23822-12354-12422-12415-ayumi-hama-3
http://www.dailymotion.com/video/xf54zm_yyyyy-virgin-road_music

วันที่ 6-15 มิถุนา 54
มันสมองของผม กำลังทำงานอย่างง่วงเหงา หาวนอน เนื่องจากผมไม่ได้ดื่มไวน์เหมือนเรื่องเพลโตซิมโพเซียม ซึ่งมีตัวละครประชุมดื่มสนทนา และตัวละคร คือโสคราติส(เกิดวันที่4 มิถุนา และคารล จุง นักจิตวิทยาเสียชีวิตวันที่6 มิถุนา) ผู้ไม่รู้อะไรเลย เป็นตัวละครสำคัญของเพลโต ที่ชอบตั้งคำถาม มากกว่าหาคำตอบ หรือตอบคำถามโดยคำถาม แต่ว่าชีวิตส่วนตัวของผมหลายเรื่องไม่อาจเล่าได้ทั้งหมด และเวลาเขียนจำกัด ทั้งเรื่องรับใช้ช่วยเหลือประชาชน เพื่อนฝูง รุ่นน้อง ฯลฯ รวมทั้ง ผมตั้งใจทำงานต่างๆ

แม้กระนั้น ผมคิดถึงเรื่องสำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงด้วยความคมคายสละสลวย ใช้พูดสื่อสารกันมีความหมายเป็นนัย กินความลึกซึ้ง แต่เป็นที่เข้าใจกันแพร่หลาย ถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้จะสลับที่หรือตัดทอนไม่ได้ เช่น หัวหกก้นขวิด หมูไปไก่มา ตีนเท่าฝาหอย อ้อยเข้าปากช้าง ขวานผ่าซาก คว้าน้ำเหลว ปั้นน้ำเป็นตัว ฯลฯ “คำพังเพย” จะเป็นคำที่กล่าวกลางไว้ให้ตีความหมายเข้ากับเรื่อง มีความหมายทำนองติชม การเปรียบเทียบ และให้ข้อคิดในการปฏิบัติ เช่น คางคกขึ้นวอ กระต่ายตื่นตูม เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า “สุภาษิต” หมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นทำนองให้ข้อคิด คติ สั่งสอน เพื่อให้กระทำความดีและละเว้นความชั่ว เช่น ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ฝนทั่งให้เป็นเข็ม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอย่าชิงสุกก่อนห่าม อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว กงเกวียนกงกรรม รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ข้อสังเกต โดยทั่วไปสำนวนจะมีความหมายครอบคลุมถึง สุภาษิต สุภาษิต คำพังเพย จึงยากที่จะแยกกันได้เด็ดขาดhttp://www.kanzuksa.com/moto.asp?moto=7&data=18

จึงเป็นที่มาให้ผมหวนคิดถึงสุภาษิต ได้หน้าลืมหลัง….ได้ใหม่ลืมเก่าV. be forgetful def:[อาการที่ลืมสิ่งที่เพิ่งผ่านมาอย่างรวดเร็วเพราะได้สิ่งใหม่หรือทำอย่างอื่น]syn:{หลงๆ ลืมๆ}{ขี้หลงขี้ลืม}sample:[ท่านเป็นคนช่างพูดช่างจำนรรจา บางครั้งก็ได้หน้าลืมหลัง

ดังนั้น ผมอยากเขียนบันทึกสั้นๆ คือ การแลกเปลี่ยนกับอดีตสหาย ที่คุยเรื่องการวิเคราะห์ข่าว และคนไหนที่ปรากฏบนจอทีวี หรือนสพ.วิเคราะห์ข่าว และประเมินสถานการณ์ ซึ่งสหายเก่า ท่านนี้เชี่ยวชาญเรื่องการข่าว  ก็พูดถึงเรื่องธาตุแท้ ซึ่งผมสนใจคำนี้ จึงไปค้นนิยามของคำว่า entity (เอน’ทิที) n. เอกลักษณ์, แก่นแท้, ธาตุแท้, สิ่งที่มีอยู่จริง … ความในใจ, ความรู้สึกในใจ, ความหมายที่ลึกซึ้ง, แก่นสาร, ธาตุแท้ …N. ธรรมชาติ relate:{สภาพธรรมชาติ}{หลักธรรมชาติ}{กฎธรรมชาติ}N. อุปนิสัย relate:{นิสัย}{สันดาน}{ธาตุแท้} beingN. การมีอยู่ relate:{การดำรงอยู่} syn:(existence)N. ธรรมชาติ relate:{ธาตุแท้}{มีตัวมีตน}N. การมีชีวิตอยู่ relate:{ภาวะมีชีวิตอยู่}N. คนrelate:{บุคคล}{มนุษย์}ธาตุแท้ ฯลฯ เป็นต้น
เมื่อผมนึกถึงวอล์เตอร์ เบนจามิน….ใครบางคนอาจวิเคราะห์ถึงธาตุแท้ที่ถูกทำลายหรือขจัดออกไปในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือเรื่องของ”รัศมี” หรือที่เรียกกันว่า“aura” ในงานศิลปะ, และกล่าวต่อไปว่า : รัศมี(aura)ของผลงานศิลปะอันนั้น มันเหี่ยวแห้งร่วงโรยไปในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกล. อันนี้คือลักษณะของอาการโรคอันหนึ่ง นัยสำคัญของมันได้ชี้ไปยังสิ่งที่อยู่เหนืออาณาเขตของศิลปะ..(ดูเพิ่มเติมTHE WORK OF ART IN THE AGE OF MECHANICAL REPRODUCTION) .. http://www.reocities.com/midnight2545/newpage4.html

แต่ว่ามุมมองในเรื่องส่วนตัวของความขัดแย้งของสมองกับกะเพาะอาหารของร่างกาย ต้องการอาหารในวินาทีนี้ เหมือนกับบันทึกวันสำคัญของวันนี้สักหน่อย ในแง่มุมของวันชาติประเทศสวีเดน และวันนี้ในอดีต ก็คือ6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 เป็นวัน ดี-เดย์ (D-day) วันเริ่มต้นของ ยุทธการนอร์มังดี (Battle of Normandy) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวน 155,000 นาย นำโดย นายพลดไวท์ ดี. ไอเซนเฮาว์ (Dwight D. Isenhower) พร้อมด้วยเรือรบ 5,000 ลำ และเครื่องบินอีก 12,000 ลำ ยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งเมืองนอร์มังดี

(Normandy) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในการยึดครองของกองทัพนาซีเยอรมัน ส่งผลให้กองทัพเยอรมันต้องถอยร่นและทหารจำนวนมากถูกจับเป็นเชลย ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้รหัสว่า Operation Overlord ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินต่อไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2488 จนสามารถปลดปล่อยปารีสได้ในที่สุด นับเป็นการรุกโต้ครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปของฝ่ายสัมพันธมิตร และนับเป็นการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์โลก
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=News&file=article&sid=2166
http://th.wikipedia.org/wiki/6_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

การฆ่าคนในสงคราม สัมพันธ์อารมณ์ความรู้สึกในสมอง คือ ความกลัว เกี่ยวพันศีลธรรม ในแง่มุมอื่นๆ เช่น กลัวตกนรก จึงไม่ทำบาปดังกล่าว และคนเราต้องการความรัก ก็คล้ายเราต้องกินอาหาร ที่เราต้องการ หรือจำเป็นต้องกินเพื่อประทังชีวิตรอดไปวันๆ หรือไม่ หลายวันมานี้ ก็ฝนตก

และผมนึกถึงฉากชีวิตของผมโดยส่วนตัวกับการกินข้าว และฉากที่สัมพันธ์ประโยคในหนัง คือ when the peony blooms she stands tall and then gones away Does she mean “no” or “yes”?..เป็นประโยคที่มาจากหนังเรื่อง2046 โดยส่วนตัวของผมก็สนใจเรื่อง2046 ที่มีตัวละครเป็นญี่ปุ่น และแง่มุมของประโยคในหนังนั้น หลังจากการแยกจากลาของสองคน และผมนึกถึงเรื่องชีวิตของนักเขียน ในอีกแง่มุมหนึ่ง แตกต่างจากตัวละคร เป็นนักเขียนในหนัง2046 คือ นักเขียนบัลซัก (Balzac) ดื่มกาแฟวันละไม่ต่ำกว่าสิบแก้ว เชื่อว่าการจะเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมขึ้นได้ จำเป็นที่ตัวเขาต้องคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของร่างกายเอาไว้ ทุกครั้งที่ไปนอนกับผู้หญิงมา เขาจะบอกตัวเองว่า “สูญงานมาสเตอร์พีซไปอีกเล่ม”http://www.faylicity.com/porch/porch94.html

และผมอยากปิดท้ายโดยขยายความในแง่มุมของความแตกต่างของบัลซัก(Balzac เป็นนักเขียน ซึ่งถูกอ้างถึงในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ของอ.เบน แอนเดอร์สัน) คือ เชา โม หวัน  นักเขียนในเรื่อง2046 ก็นอนกับผู้หญิง โดยไม่วิตกว่าจะสูญงานมาสเตอร์พีซไปหลังจากนอนกับผู้หญิง น่ะครับ

ถ้าเราคิดในแง่หนึ่งผมนึกถึงหนังเรื่องWings of desire ของWim wenders ซึ่งเกี่ยวข้องหนังเรื่องErosในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวข้องหว่องกาไว ผู้กำกับหนังเรื่องThe Hand ในErosและ2046
Sex คือEros กับTerrest ของกรีกEros (Ancient Greek: ????, “Intimate Love”), in Greek mythology, was the primordial god of sexual love and beauty. He was also worshipped as a fertility deity. His Roman counterpart was Cupid (“desire”). In the Theogony Hesiod makes him a primordial god, while in some myths, he was the son of the deities Aphrodite and Ares.
http://en.wikipedia.org/wiki/Eros
หลังจากผมดูเรื่อง2046 หลายรอบ และคู่รักของพระเอก กับคำพูดเป็นซับไตเติ้ล ภาษาอังกฤษว่า Next time จึงทำให้ผมตัดสินใจเพิ่มคำจาก “next station”กับtimeใส่ในหัวข้อเดือนพ.ค.54 ที่ผ่านมา
http://www.youtube.com/watch?v=AjyLLRJTGhc
แล้วหวนคิดถึงภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง. และหนังของหว่องกาไว ในเรื่องEros
eros the hand part 4
http://www.youtube.com/watch?v=_kWUpLJfd5Q&NR=1
Eros เป็นดำริริเริ่มของโปรดิวเซอร์ที่อยากให้ มิเคลันเจโล อันโตนิโอนี ปรมาจารย์หนังชาวอิตาเลียน เจ้าของงานขึ้นหิ้งอย่าง L’ Avventura(1960) L’ Eclisse(1962) และ Blow-up(1966) ซึ่งปัจจุบันอายุกว่า 90 ปี จึงไม่สามารถทำหนังขนาดยาวได้อีก(หนังยาวเรื่องสุดท้ายของเขาคือ Beyond the Clouds ปี 1995 ได้ วิม เวนเดอร์ ช่วยสานต่อจนเสร็จ) มาเล่าถึงเรื่องรัก-ใคร่ในช่วงบั้นปลายชีวิตอันโตนิโอนีจึงทำหนังสั้นเรื่อง Il filo pericoloso delle cose หรือ The Dangerous Thread of Things ก่อนที่หว่องกาไว และสตีเวน โซเดอร์เบิร์กจะทำหนังของแต่ละคนเพื่อนำมารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัโดยใช้คอนเซ็ปต์และชื่อเรื่องว่า Eros สำหรับ 2 ผู้กำกับฯที่มาร่วมโปรเจ็คต์นี้คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันมากนัก โดยเฉพาะรายแรกซึ่งมีแฟนหนังระดับสาวกอยู่ทั่วโลก เป็นผู้กำกับฯที่ทุกคนรอคอยผลงานใหม่อย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนรายหลังคือเจ้าของงานฮิตอย่าง Erin Brockovich(2000) และ Ocean’s Eleven(2001) เป็นผู้ริเริ่มทำหนังแบบขายตรงโดยนำร่องด้วยเรื่อง Bubble(2006) ทั้งยังเคยทำหนังอาร์ตเรื่อง Sex, Lies, and Videotape(1989) ซึ่งมีแก่นเกี่ยวกับตัณหาราคะใกล้เคียงกับEros มาแล้วEros คือเทพแห่งความรักในตำนานกรีก ซึ่งก็คือคิวปิดหรือกามเทพในตำนานโรมันนั่นเอง ในที่นี้ Eros ไม่ได้หมายถึงเทพ แต่หมายถึงเรื่องราวเกี่ยวกับราคะ-รักใคร่ ตามแต่มุมมอง ทัศนคติ และสไตล์ของผู้กำกับฯแต่ละคนที่จะใช้นำเสนอเรื่องแรก The Hand ของหว่องกาไว ใช้ฉากฮ่องกงช่วงทศวรรษที่ 60 เกี่ยวกับ คุณนายหัว(กง ลี่)โสเภณีชั้นสูง กับเสี่ยวจาง(จาง เชง) ช่างตัดเสื้อหนุ่มผู้ลุ่มรักลูกค้าสาว เขาถูกคุณนายหัวสะกดให้ติดกับอารมณ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันครั้งนั้น เสี่ยวจางนั่งรอเพื่อเข้าพบคุณนายหัว เขาได้ยินเสียงบทรักของหญิงสาวกับชายหนุ่มดังทะลุผนังห้องจนไม่อาจสะกดความรู้สึกไว้ได้
เมื่อได้เข้าพบคุณนายหัว เธอบังคับให้เขาถอดกางเกงแล้วใช้มือลูบไล้ขับไล่อาการกำหนัดให้ จากนั้นเป็นต้นมา หนุ่มช่างตัดเสื้อก็กลายเป็นทาสรักของคุณนายหัว หลายต่อหลายครั้งที่เขาได้ใกล้ชิดเธอ แต่ก็เป็นแค่การวัดสัดส่วนเพื่อนำไปตัดเสื้อผ้าชุดแพงๆ ให้เธอเท่านั้น
เวลาที่เสี่ยวจางไปหา เขามักจะพบเธออยู่กับผู้ชายเสมอ เบื้องหลังผนังห้องและภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์คือพื้นที่ส่วนตัวของคุณนายหัวที่เสี่ยวจางไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปได้ดังเช่นผู้ชายคนอื่นๆ
เมื่อวันเวลาดีๆ ของคุณนายหัวหมดลง เงินทองร่อยหรอ ซ้ำยังเป็นโรคร้าย ผู้ชายที่เคยคบหาก็จากไปไม่เหลียวแล มีเพียงเสี่ยวจางเท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างเธอจนถึงเวลาสุดท้ายของชีวิต
The Hand คืองานที่มีร่องรอยเดียวกับงานยุคหลังอย่าง In The Mood for Love และ 2046 นั่นคือเรื่องราวอารมณ์รักใคร่ของคนหนุ่มสาวฮ่องกงยุค 60 ที่ถูกอดีตหน่วงรั้งไว้จนเกินกว่าหันหลังลาจาก
คอนเซ็ปต์ Eros จึงถือว่าเข้าทางหว่องกาไว…อาภรณ์อันงดงามจากฝีมืออันประณีตคือสัญลักษณ์แห่งราคะ-รักใคร่ที่เสี่ยวจางมีต่อคุณนายหัว ชุดที่แนบชิดห่อหุ้มร่างกายเสมือนเป็นตัวแทนชายหนุ่มผู้ไม่อาจได้ครอบครองร่างกายหญิงสาว เมื่อได้งานกำกับภาพของขาประจำอย่างคริสโตเฟอร์ ดอยล์ มาช่วยขับเน้นลายผ้าเลื่อมพรายตรึงสายตาผู้ชม อีกทั้งงานกำกับศิลป์ของวิลเลี่ยม ชาง ขาประจำอีกคนซึ่งโดดเด่นไม่แพ้กัน ยิ่งทำให้ทุกๆ ภาพของหนังสั้นเรื่องนี้งดงามเกินกว่าจะละความสนใจไปได้ที่สำคัญ ความที่เป็นหนังขนาดสั้นเพียง 40 นาที การนำเสนอเรื่องราวเดียว พล็อตเดียว โดยมีตัวละครหลักแค่ 2 คน ทำให้หว่องน่าจะทำงานง่ายยิ่งขึ้น กระทั่งได้ผลลัพธ์ในระดับที่ดีเยี่ยมเช่นนี้
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aloneagain&month=11-2006&date=10&group=1&blog=1
wongkarwai+eros(หนังสั้นของหว่องกาไวเรื่องeros(ปรารถนา,เทวดา) โดยหนังเกี่ยวกับคนจีนร่วมกับหนังนานาชาติ(แผ่นหนังเรื่องErosของผมหายหาเจอแล้วครับ)
The Cultural Aesthetic of Wong Kar-Wai
http://pages.emerson.edu/organizations/fas/latent_image/issues/2003-07/wong_kar_wai.htm

เมื่อประเด็นแง่มุมเหมือนวัฒนธรรมเป็นสินค้าได้ ก็เปลี่ยนวัฒนธรรมกลับเป็นไม่ใช่แค่สินค้าได้ ในเรื่องสินค้าเสื้อผ้า กับความใคร่ สะท้อนวัฒนธรรมเป็นสินค้าโดยตัวของหนัง และวัฒนธรรมของคน ก็ทำให้ผมไปพบspreadเรื่องThai Anti-Communist Propaganda Pictures From The 1960s
The following set of anti-Communist propaganda pictures six appear to have originated from Thailand in the 1960s. That’s about all I know from the little information provided on He Xie Shang An (River Crab GoesAshore).

 For those who don’t yet know, “river crab” is a pun on the Chinese word for “harmony/harmonious”, which many Chinese netizens are quite tired of given that it tends to pop up in far too many modern government proclamations and exhortations. Anyway, I’ve gone ahead and translated the Chinese captions. I have no idea whether or not they are translations of the original Thai captions.
…..โปรดดูฉบับเต็ม และคนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
I prefer UK!! because I was born under former British Territory of Hong Kong, I understood how bad pf CCP and what they have done before on former British Territory and now I hate HKSAR very much!!! I only love

Hong Kong under British rule and it was great under British at that time, without British, Hong Kong is NOTHING!!! I’m proud of being British now!!!.
http://cnreviews.com/life/society-culture/thailand-anti-communist-propaganda-pictures-1960s_20090430.html
เนื่องจาก ผมสนใจคนที่แสดงความคิดเห็นโต้ตอบโปรปากันด้าของคอมมิวนิสต์จีน-ไทยว่าภูมิใจในความเป็นคนอังกฤษ ก่อนที่ฮ่องกงจะถูกคืนให้คอมมิวนิสต์จีน และแง่มุมหนึ่งเรื่องชาติ ก็น่าสนใจทั้งเพลงชาติอังกฤษ ที่มีเนื้อร้องเพลงชาติ คือ  ส่วนเนื้อร้องเพลงชาติอเมริกา ก็เป็นIronyและparadox ต่ออังกฤษ โดยต่อต้านตัวบทกลับกัน ได้เช่นกัน เพราะอเมริกา ก็ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาของอิสรภาพจากอังกฤษ น่ะครับ
Laurie Anderson – “National Anthem”
A Personal Service Announcement from Laurie Anderson considering the US national anthem. Circa 1990. Sorry about the video quality, folks
as? brilliant as ever. thank you laurie.โดยเพลงนี้ คนแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ซึ่งผมคัดเลือกมาลงสำหรับมุมมองอธิบายเพลงนี้ครับ
spadehatesscrewtube 5 เดือนที่ผ่านมา
A macaroni (or formerly maccaroni) in mid-18th century England, was a fashionable fellow who dressed and even spoke in an outlandishly affected and epicene manner. Not the pasta. To call something “macaroni”back then is the equivalent of saying something’s “fabulously fashionable” today. The youngsters of today who are trendsetters (not the sheep who follow what others do to stay in with the crowd) who march? to the beat of a different drum–that’s who the song is talking about.
heyzeusful 8 เดือนที่ผ่านมา
Star Spangled Banner and Yankee Doodle Dandy are forms of rebellion against the British..It’s like we still hate americans.. What?..
robbielex 3 ปีที่ผ่านมา
…so ‘Yankee Doodle came to London, riding on a pony – stuck a feather in his cap and? called it “Macarone”‘
PadmeAmadildo 3 ปีที่ผ่านมา
The fashion came from the sons of the wealthy new middle-class merchants, who’d done ‘the Tour’ of Europe – particularly Italy, where men’s fashions were far more dandyish than in stuffy old England.
The term ‘Macarone’ was a derogatory one, which caught on. Macarone came to? describe the absolute epitome of modern style.
During the War of Independence, British Troops made up the song ‘Yankee Doodle’ as a taunt about what yokels the American colonists were!
PadmeAmadildo 3 ปีที่ผ่านมา
‘..stuck a feather in his? cap, and called it Macarone’.
Comes from a late 18th Century young men’s fashion in London, for flamboyant, loud clothes and wigs / accessories.
SeanBurke 3 ปีที่ผ่านมา
Just a lot of questions… Written during a? fire… Hey! Do you see anything over there?! …. Hey! Do you smell something BURNING??! o.0
http://www.youtube.com/all_comments?v=cB9Fvax675Y
เพลงนี้สำหรับผม มันเกี่ยวข้องFood และเพลงชาติแปลกดี ซึ่งบทเพลงของAnderson ในหนังคอนเสริต์Home of the Brave นั้น โดยถ้อยคำHome of the Brave มาจากเพลงชาติของสหรัฐอเมริกา(National Anthem)Home of the Brave is a 1986 American concert film featuring the music of Laurie Anderson,ลองดูเพิ่มเติมเนื้อร้องเพลงชาติของอเมริกาhttp://www.lyricsondemand.com/miscellaneouslyrics/nationalanthemslyrics/americanationalanthemlyrics.html
โดยผมคิดถึงแนวหนังสือIlluminationsของวอลเตอร์ เบนจามิน ตั้งคำถามต่อการพยากรณ์ และมุมมองเวลาของการพยากรณ์ของปัญหาการเมือง จะเป็นเช่นใด? และเราไม่อาจย้อนเวลา หรือการเดินทางไปสู่อนาคต?….
แล้วบทเพลงก็มีความสำคัญในแง่มุมหนึ่ง คือ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
กวี : ไม่ปรากฏ ประเภท : ปูมโหร คำประพันธ์ : กลอนหก ความยาว : ๕๖ บท สมัย : อยุธยา ปีที่แต่ง : ไม่ปรากฏปีที่แต่ง ชื่ออื่น : ไม่ปรากฏ
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นบทร้อยกรองประเภทเพลงยาว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพยากรณ์สถานการณ์ของประเทศไทยในอนาคตว่าจะประสบวิบัติภัยนานา โดยคาดว่าประพันธ์ขึ้นราวสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนผู้ประพันธ์ยังไม่อาจระบุตัวได้แน่ชัด
-ข้อเท็จจริงและข้อสันนิษฐาน
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาแต่งขึ้นเลียนแบบมหาสุบินชาดก และนิทาน “พยาปัถเวน (ปเสนทิโกศล) ทำนายฝัน” ชาดกและนิทานดังกล่าวเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระสุบินนิมิตสิบหกประการของประการของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้ทูลถามคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า
เพลงยาวฯ นี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือ “อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งมหาอำมาตย์โทพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา และอดีตอุปนายกราชบัณฑิตยสภา แผนกโบราณคดี พิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชพิธีทรงบวงสรวงอดีตมหาราชเจ้าที่พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2459
สันนิษฐานว่าเพลงยาวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นักวิชาการยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แม้ว่าในตอนท้ายของบทกลอนได้บันทึกกำกับไว้ว่า “พระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนาย…” หากว่าเป็นจริงตามนั้น “พระนารายณ์” ก็หมายถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วน”นพบุรี”คือเมืองลพบุรี
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือดังกล่าว มีความตอนหนึ่งว่า “…เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อ้างไว้ข้างท้ายว่าเปนพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพลงยาวนี้มีหลักฐานควรเชื่อแต่ว่าแต่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ด้วย

ในคำให้การของพวกชาวกรุงเก่าที่พม่าจับไปถามคำให้การเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวอ้างถึง แต่ข้อที่ว่าเปนพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นไม่มีหลักฐานอย่างอื่นนอกจากที่มีเขียนอ้างไว้กับเพลงยาว ปลาดอยู่ที่เพลงยาวบทนี้ยังมีผู้ท่องจำกันมาได้แพร่หลายจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่เรียกกันว่าเพลงยาวพุทธทำนาย…”

ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” ก็มีเรื่องคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานี้เช่นกัน กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าเสือ มีเนื้อความสั้นกว่าและปรากฏความเป็นร้อยแก้ว ซึ่งสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า เพลงยาวฯ นี้อาจแต่งขึ้นเพื่อใช้ทำลายขวัญกำลังใจสาธารณะอันเป็นจิตวิทยาทางการเมือง เพราะบทกลอนดังกล่าวมีเนื้อความคล้ายกับร่ายของพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีหรือพระเจ้าเสือที่ทรงประพันธ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในปฏิบัติการจิตวิทยาทางการเมืองในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมาผู้นำในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ใช้ประโยชน์จากบทกลอนดังกล่าวมา อธิบายเหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยาโดยมีเป้าหมายในทางการเมืองที่ต่างไปจากพระเจ้าเสือ
สรุปก็คือ ถ้าหากว่าเพลงยาวนี้ได้ถูกแต่งในสมัยอยุธยาจริง อาจกล่าวได้ว่า
1. ผู้แต่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความสามารถในทางโหราศาสตร์หรือทางจิตวิทยาและเป็นนักประพันธ์นำมาผนวกกับเรื่องราวของพุทธทำนายดังกล่าวข้างต้น
2. เพลงยาวฯ นี้อาจใช้เป็นจุดประสงค์ในทางการเมือง
ข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การทำนายชะตาบ้านเมืองไปในทางเลวร้ายเช่นนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและเป็นการอัปมงคล หากเป็นการแต่งโดยบุคคลธรรมดาก็อาจจะถูกลงโทษสถานหนัก ดังนั้นผู้ที่สามารถทำนายกล่าวอ้างออกมาได้และทำให้ผู้คนยอมรับและจดจำกันได้นั้น ก็ย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญระดับพระมหากษัตริย์ หรือบุคคลที่พระมหากษัตริย์ให้การยอมรับนับถือ
– เนื้อเพลงยาว
 จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนา มหาดิเรกอันเลิศล้น เป็นที่ปรากฏรจนา สรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน ทุกบุรีสีมามณฑล จบสกลลูกค้าวาณิช ทุกประเทศสิบสองภาษา ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอัครนิตย์ ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิษ ทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์ ฝ่ายองค์พระบรมราชาครองขัณฑสีมาเป็นสุข ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุก จึ่งอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้า เป็นที่อาศัยแก่เทวาทุกราศี ทุกนิกรนรชนมนตรี คหบดีชีพราหมณพฤฒา ประดุจดั่งศาลาอาศัย ดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคา เป็นที่สิเน่หาเมื่อกันดาน ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ อาจปราบไพรีทุกทิศาน ทุกประเทศเขตขัณฑ์บันดาล แต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์ เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ อุดมบรมสุขทั้งแผ่นพิภพ จนคำรบศักราชได้สองพัน คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์ จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ เกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้ พระธรณีจะตีอกไห้ อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิด เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝน ฝนก็อุบัติ ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์ ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

ทั้งนี้ ผมอยากเล่าเรื่องอะไรสักหน่อย และผมเคยเล่าไปแล้วว่า เบน แอนเดอร์สัน ผู้เขียนชุมชนจินตกรรมฯ เกี่ยวกับชาตินิยม ก็เคยเขียนบทความเรื่องบ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม?(อ้างอิงเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งต่อมาเกษียร ก็เขียนหนังสือชื่อถิ่นกาขาวฯ เป็นต้น)www.2519.net/newweb/doc/content1/36.doc

เมื่อผมนึกถึงคำถามว่า what is a Paradigm(กระบวนทัศน์) ก็นึกถึงเรื่องwhat is a Nation ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ อ้างอิงถึงคำปาฐกถาเรื่อง ‘Qu’est-ce qu’une nation’ หรือ ‘What is a Nation?’ ซึ่ง เออร์เนสต์ เรนอง แสดงที่กรุงปารีสเมื่อ ค.ศ.1947 มีอิทธิพลอย่างมากต่องานเขียนอันลือชื่อของเบเนดิค แอนเดอร์สัน เรื่อง‘Imagined Communities’ และงานของแอนเดอร์สันเล่มนี้ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฝ่ายที่เชื่อว่าความเป็นชาติเป็นประดิษฐกรรมของรัฐสมัยใหม่ ส่วนชาติก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ในเนื้อหาทั้งหมดของคำปาฐกถาชิ้นนี้ ส่วนที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ ตอนที่นักเทววิทยาการเมืองรายนี้กล่าวว่า

 “สำหรับชาติที่ยิ่งใหญ่นั้น จะสร้างชาติขึ้นมาได้ ก็ต้องลืมอดีตทิ้งไป” แต่ทว่าสำหรับชาติเล็กๆและอ่อนแอ จะสร้างชาติขึ้นมาได้ ก็ต้อง “สร้าง” อดีตขึ้นมา นัยยะของประโยคสั้นๆ นี้ก็คือ เพื่อที่จะสร้างชาติให้ปรากฏในปัจจุบันและต่อเนื่องไปถึงอนาคต การหันไปวุ่นวายกับอดีต หรือ “นำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน” ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความยิ่งใหญ่ และสง่างามในอดีต ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความยิ่งใหญ่และสง่างามในปัจจุบัน และในทางกลับกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ย่อมทำให้อดีตถูกใช้ในทิศทางที่เปลี่ยนไปด้วยhttp://www.thaifilm.com/articleDetail.asp?id=18

แม้กระนั้น ไทยศึกษาก็เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับคำถามว่า ชาติ คือ อะไร?หรือ what is a Nation ที่มีบทความของเกษียร เตชะพีระ+ครูเบ็นมองไทยศึกษา: หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงก่อน 14 ตุลาฯ http://thainet9.blogspot.com/2011/05/14.html ครูเบ็นมองไทยศึกษา:จาก14ตุลาฯถึงปัจจุบัน http://thaiaudio.wordpress.com/2011/06/04/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%8114/
คัดสรรเรียบเรียงจากบางตอนของบทสัมภาษณ์ “Benedict Anderson, Comparatively Speaking: On Area Studies, Theory, and Gentlemanly? Polemics”, Philippine Studies, 59: 1 (20?), 107 – 139)
http://muse.jhu.edu/login?uri=/journals/philippine_studies/v059/59.1.aguilar.html
…สภาพปฏิทรรศน์ย้อนแย้งกันเมื่อเปรียบเทียบกรณีสยามกับอินโดนีเซีย กล่าวคือจนกระทั่งปี ค.ศ.1965 นั้น พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุดนอกค่ายสังคมนิยม มีผู้สนับสนุนหลายล้าน ทว่ากลับไม่ยักผลิตนักวิชาการที่จริงจัง ออกมาได้เลยสักคน เมื่อเปรียบกับสยามแล้วกลับแตกต่างตัดกัน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเล็กกระจ้อยร่อย อยู่ในฐานะผิดกฎหมายและก่อตั้งทีหลังนั้น กลับดึงดูดมันสมองที่เฉียบแหลมที่สุดของประเทศมาไว้ในแวดวงของตนได้…

จากประโยคดังกล่าว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าในป่าของแง่มุมของอดีตสหายฝ่ายข่าว และพวกสหาย ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองในปัจจุบัน แล้วการเมือง ที่มีมรดกภูมิปัญญาจากพรรคคอมฯ เก่า กับอดีต-ปัจจุบัน แต่ละฝ่ายตำแหน่ง ทำงานวิเคราะห์การเมือง ต่างแยกไปตามทางสายนักข่าวบ้าง หนังสือพิมพ์ ต่างๆ หรือนักเขียน

จนกระทั่งนักวิชาการ ย่อมมีมุมมองแง่มุมต่างกัน และฝ่ายนักวิชาการ ก็เคยจมอยู่กับทฤษฎีมากกว่างานข่าว ซึ่งผมคิดถึงแง่มุมของสหายเก่า ที่สนทนากัน และอะไร คือ จุดอ่อนของไทยศึกษาในแง่มุมของการวิเคราะห์ข่าว สถานการณ์การเมือง ที่เฉียบคมทางวิชาการ และยุทธศาสตร์แนวพรรคคอมฯ-ประเมินวิเคราะห์อนาคตหายไปหรือไม่? ประเด็นของParadigm Shift ก็เคยถูกAlvin Toffler นักวิเคราะห์ข่าวเชิงอนาคต แปลงเป็นหนังสือPower Shift ไปคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับหนังสืออนาคตของไทยศึกษาในโลก?

ดังนั้น  สิ่งที่อาจจะต้องตั้งคำถามต่อคำว่า กระบวนทัศน์ในไทยศึกษาอีกครั้ง หลังจากเคยมีเรื่องจินตนาการสู่ปี 2000 : นวกรรมเชิงกระบวนทัศน์ด้านไทยศึกษา(2539 และต่อมา2549 รัฐประหาร) ก็มีบทความจินตนาการ 2000 กระบวนทัศน์และวิสัยทัศน์ใหม่ของเทียนชัย ซึ่งหนังสือโลกาภิวัตน์2000 ของเทียนชัย ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในผู้จัดการและออกมาเป็นหนังสือปี2537(เทียนชัย หรือยุคศรีอาริยะในปี2553 ก็ยังเขียนบทความที่ผู้จัดการและเคยเขียนในนิตยสารVote ที่เดียวกับผมเขียนด้วย)

 ซึ่งเทียนชัย ได้ใช้ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับทฤษฎีระบบโลก(world-system) ซึ่งเขาไปเรียนทฤษฎีมาจากเจ้าของทฤษฎีแล้วเขามาประสานแนวคิดกลุ่มFuturistsแบบAlvin Toffler คือ หนังสือPower Shift มาอธิบายทฤษฎี ที่สร้างสไตล์การอธิบายเชื่อมโยงเรื่องจิตของเทียนชัย โดยอดีตเขาเคยเป็นสหายเข้าป่า แล้ววิทยานิพนธ์ของผม ก็ได้ส่วนหนึ่งของแนวการอธิบายแบบฟิสิกส์ใหม่  และแนวเทียนชัย มาเช่นกันเหมือนผมจะเคยเขียนถึงไปแล้วในแง่มุมพุทธฯลฯแง่มุมวิจารณ์ตัวเองและทบทวนตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อไป-กลับไปกลับมาปิดท้ายว่า what is a Paradigm..กระบวนทัศน์ คืออะไร ?

เมื่อเกิดกระบวนทัศน์ของคนใส่เสื้อคนละสีกัน และหลายคน รวมทั้งผมไม่เคยคิดถึงอนาคต หรือจินตนาการ โดยคาดไม่ถึงว่า โมเดลเป็นหมู่บ้าน…หรืออาณาจักรเสื้อแดง จะเกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง(อาจจะแพร่กระจาย)….ส่วนกรณีการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในภาคอีสาน  พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า   ตนให้ไปตรวจสอบมานานแล้ว  200 กว่าหมู่บ้าน ได้เริ่มมาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ  ไปตรวจสอบตั้งแต่เริ่มหมู่บ้านแรกๆ แล้ว โดยให้กองทัพภาคที่ 2 เข้าไปตรวจสอบ  เป็นการแสดงสัญลักษณ์ในเชิงการเมืองเสียส่วนใหญ่  แสดงเป็นบทบาทว่าเป็นกลุ่มพรรคการเมือง  ซึ่งอยากให้ประชาชนไปทบทวนดูว่าถูกหรือผิด  ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ทำผิดกฎหมาย แต่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม  ต่อบ้านเมือง ถูกหรือไม่  การจะตั้งหมู่บ้านสีนั้น สีนี้ ท่านไปแยกมาเป็นสี มันถึงแย่กันจนถึงทุกวันนี้  จะต้องไม่มีสี

(“บิ๊กตู่”เดือด“เพื่อไทย”ฮึ่มส่งทหารเพิ่มปส.315 http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=425261&ch=hn ข่าวนี้เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 9 มิ.ย.จากเดลินิวส์และลงซ้ำเสาร์, 11 มิถุนายน 2554)
โดยประเด็นประชาธิปไตยชุมชน หมู่บ้าน และชนบทไทย เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจน ในการจัดตั้งหมู่บ้านแบบนี้ ซึ่งน่าจะนิยามตรงกันข้ามกระบวนทัศน์แบบประชาธิปไตยชุมชนของประเวศ วะสี “ และเปิดใจ อานันท์ ปันยารชุน กับแนวทางกระบวนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอ้างถึง…คุณหมอประเวศมองว่าการปฏิรูปนี่เป็นกระบวนการที่ว่าต้องใช้เวลามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำแค่ข้ามคืนได้ จะต้องมีเรื่องการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เรื่องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกระบวนทัศน์กัน..(โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 7 เมษายน 2554 08:03 น.http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000043556และดูเพิ่มเติมสำนักข่าวรอยเตอร์เผยแพร่รายงานพิเศษ “หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย”Jun 8th, 2011 http://www.talkystory.com/?p=13129)

ในที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ และธาตุแท้ของกระบวนทัศน์ ที่ไม่ง่ายจะเปลี่ยนกันให้ไม่มีสี และผมอาจจะสมมุติจินตนาการขึ้นเป็นเพียงกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยชุมชน ที่มีสีทาบ้าน แล้วติดทนนานไม่เปลี่ยน น่ะครับ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดถึงเหตุการณ์ พ.ค.53 ปีที่แล้ว…นศ. นักกิจกรรมเชียงใหม่เยี่ยมผู้ต้องขัง รำลึก 19 พ.ค.53…Thu, 2011-05-19 23:32….http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34641 โดยผมทิ้งท้ายเพลง2 เพลง ซึ่งเพลงที่1ผมหาไม่เจอไม่มีเนื้อร้องของLaurie anderson คือ เพลงNational Anthem

Laurie Anderson – “National Anthem”
http://www.youtube.com/watch?v=cB9Fvax675Y
ส่วนอีกเพลงที่2 คือ เพลงParadigm โดยเพลงนี้ ก็เชื่อมโยงกับคำถามในแง่มุมหนึ่งของการนิยามความหมายเรื่องกระบวนทัศน์ คืออะไร…What is a Paradigm…คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ก็มีรายละเอียดนิยามจำนวนมาก หลายนักคิด โดยนิยามอันหนึ่ง ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วน digm แปลว่า ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด หรือ มโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) …
http://www.novabizz.com/NovaAce/Paradigm.htm
Paradigm
The word paradigm has been used in science to describe distinct concepts. It comes from Greek “παράδειγμα” (paradeigma), “pattern, example, sample” from …
http://en.wikipedia.org/wiki/Paradigm

ฉะนั้น จริงๆ แล้ว เราก็มีปัญหาParadigm ในระดับโลกหลายประเด็น ทั้งเรื่องโลกาภิวัตน์ ค่ายอเมริกา ค่ายจีน ฯลฯ และทุนนิยมระบบโลกต่อสู้กับคำทำนายโลกแตกอย่างกับหนังMatrix เช่น ถึงแล้ว! 21 พ.ค. “วันโลกแตก” ตามคำทำนายชายมะกัน..วันที่ 21 พ.ค.2011 เป็นวันสิ้นโลกสูญมวลมนุษยชาติ ตามคำทำนายของชายชาวอเมริกัน โดยเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวทำลายล้างสิ่งมีชีวิตจนสิ้น …www.thairath.co.th/content/oversea/172997
ทั้งนี้ ประเด็นพาราไดม์ใหม่ หรือParadigm Shift อาจจะเป็นเรื่องง่าย ในการเริ่มต้นชีวิตประจำวันอย่างที่ภาพของคนสวมใส่แว่นเพื่อแคร์คนอื่นก็ได้

Paradigm(ลองใช้กูเกิ้ล แปลความคิดเห็นต่อเรื่องget service และการแคร์ ดูแลเข้าใจคนอื่นในช่วงเวลาของแต่ละคนน่ะครับ)

The historian of science Thomas Kuhn gave paradigm its contemporary meaning when he adopted the word to refer to the set of practices that define a scientific discipline at any particular period of time. Kuhn himself came to prefer the terms exemplar and normal science, which have more precise philosophical meanings. However in his book The Structure of Scientific Revolutions Kuhn defines a scientific paradigm as:
what is to be observed and scrutinized
the kind of questions that are supposed to be asked and probed for answers in relation to this subject
how these questions are to be structured
how the results of scientific investigations should be interpreted
http://en.wikipedia.org/wiki/Paradigm
ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ Thomas Kuhn ให้กระบวนทัศน์ความหมายร่วมสมัยของมันเมื่อได้นำเอาคำในการอ้างถึงชุดของการปฏิบัติที่กำหนดวินัยทางวิทยาศาสตร์ในช่วงระยะเวลาเฉพาะใด ๆ Kuhn ตัวเองมาชอบแบบอย่างข้อตกลงและวิทยาศาสตร์ปกติซึ่งมีความหมายทางปรัชญาที่แม่นยำยิ่งขึ้น แต่ในหนังสือของเขาโครงสร้างของวิทยาศาสตร์ Revolutions Kuhn กำหนดกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์เป็น :
-คือการถูกสังเกตและสิ่งที่ scrutinized
-ชนิดของคำถามที่ควรจะถามและ probed คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้
-คำถามเหล่านี้เป็นวิธีการที่จะมีโครงสร้าง
-วิธีการผลการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ควรจะตีความ(ผมทดลองใช้กูเกิ้ลแปล เนื่องจากผมไม่มีเวลาแปลและเรียบเรียง น่ะครับ)
Paradigm shifts อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่เนื้อเพลงParadigm อาจจะเข้าใจง่ายกว่าสำหรับทุกคน ครับ
โดยเพลงParadigm นี้อาจจะสะท้อนแง่มุมหนึ่งก็ได้ว่ากันว่าบ้านเมืองไทย ตอนนี้ ก็มีการฆ่าคนมากอันดับที่สามของโลก อันดับที่สี่ คือ อเมริกา ก็เราไม่แตกแยก แต่รวมกันทั้งหมดได้ ในแง่มุมวงดนตรีร็อค”คริสเตียน” ในวงที่ไม่ต้องการให้มีกำแพงแบ่งแยกกันนะครับ
All Together SeparateParadigm


Everybody loves a rose

But will you be thankful for the thorns?

Love is easy when you’re loved But do you curse another when you’re alone
(Chorus) Oh, I give my life to you so I can take it back again

 Oh, I stand solid while the paradigm is shifting
You say live and let live But people are dying everyday

And you say what I don’t know wont hurt me
But if what I do not know Is the very thing I need Then I say….
(Chorus)

Humanity sees truth through a shattered window pane

That blocks the view, and plants the seed

So we draw the curtains to a close but I say

That the sun can still shine behind a closed mind

And sticks and stones do hurt

 When tossed from the tongue of mankind
(Chorus)Oh, oh I give my life to you so I can take it back again (Chorus)
Paradigm…..
Paradigm is shifting, is shifting…….away, away..….
http://www.lyricstime.com/all-together-separate-paradigm-lyrics.html

วันที่16-19-24 มิถุนา
เนื่องจากผมเดินทางไปหลายแห่ง และเราต้องระมัดระวังอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง ที่คุณคาดไม่ถึงแน่ ครับ โดยกลับมาก็เหนื่อยเพลีย สมองอ่อนล้าตามสภาพ จึงไม่มีเวลาเขียนบันทึกอะไรมาก พร้อมงานค้างคา ก็ผมเตรียมเขียนบทความเกี่ยวกับ24 มิถุนา ในฐานะวันชาติในอดีต ที่กำลังจะมาถึงในความคิดของราษฎร และผมก็ค่อยๆ ปล่อยของบางส่วนละกัน แต่ผมไม่ได้ปล่อยเชื้อโรค หรือโรคระบาด ในที่บางแห่ง ซึ่งผมไปปรากฏว่า ไข้หวัด2009 ย้อนกลับมาอีกครั้ง และเราจะมีสุขภาพ หรือ “ออรา”แบบใด
ว่าด้วยออร่า(รัศมี หรือaura) ถ้าคุณพิมพ์คำว่าออร่า ในกูเกิ้ล ส่วนความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครับ
ออร่าคืออะไร คำว่าออร่ามาจากภาษาลาติน แปลว่า อากาศ มาจากภาษากรีก    แปลว่าลมหายใจ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับออร่า
– แสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าที่เราเห็นตามฝาผนังโบสถ์
– ภาพรัศมีของพวกนักบุญฝรั่ง
  ส่วนหลักฐานที่จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร พบในยุโรปประมาณเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว โดยกล่าวถึงออร่าว่า มี 4 จำพวกคือ
1. นิมบัส Nimbus มีลักษณะเป็นหมอก
2. ฮาโล Halo เป็นรัศมี
3. ออเรโอลา Aureola เป็นแสงรอบตัว
4. กลอรี่ Glory เป็นแสงที่รวมเอาแสงที่ศีรษะและรอบตัวเข้าด้วยกัน (ภาพ)
แสงออร่าไม่ใช่เรื่องใหม่
  หลายๆ คนอาจจะมองออร่าไม่เห็น แต่ทุกคนสามารถรับข้อมูลและความรู้สึกจากแสงออร่าของผู้อื่นได้ จากประสบการณ์ดังนี้
1. รู้สึกสดชื่นหรือห่อเหี่ยว เมื่อได้ยินเสียงใครบางคน
2. รู้สึกว่าเพื่อนคุณสวยหรือหล่อเป็นพิเศษ เมื่อสวมเสื้อผ้าสีใดสีหนึ่ง
3. รู้สึกว่าคุณสดชื่นขึ้นเมื่อสวมเสื้อผ้าสีใดสีหนึ่ง
4. รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ เมื่อเหลียวกลับไปก็มีคนจ้องอยู่จริง
5. รู้สึกชอบหรือเกลียดขี้หน้าคนบางคน ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก
6. รู้สึกโกรธหรือสงบเมื่อย่างเท้าเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
7. รู้สึกว่าคนที่คุยด้วยไม่จริงใจกับคุณ และภายหลังคุณพบว่าความรู้สึกนั้นถูกต้อง
ถ้าคำตอบเหล่านี้คือ ใช่ แสดงว่าคุณสามารถสัมผัสออร่าได้ และหากฝึกฝนคุณก็สามารถสัมผัส ได้ด้วยตา มือ จิต และอ่านความหมายได้ รวมไปถึงหากดูแลรักษาสุขภาพ แสงออร่าของตัวเอง จะช่วยให้ร่างกายคุณ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีแต่ความสุขกายสบายใจ
http://www.lokthip.net/article/aura.php

ออร่า..คืออะไร
ออร่า (Aura) ..คือแสงสีที่เกิดจากเซลล์ต่างๆ และอวัยวะส่วนสมองของเราบ่งบอกถึงสภาวะจิต ความรู้สึกนึกคิด  สุขภาพร่างกายของเราว่าเป็นอย่างไร
–   ใครมีความคิดดี มีสมาธิดี  มีสติปัญญา  ความขยันหมั่นเพียร  มีความสดชื่น สดใส  แสงออร่าก็จะแผ่กว้างออก  ยิ่งมีพลังมากก็จะแผ่กว้างมาก
–   ใครที่ไม่มีสมาธิ  ขาดสติปัญญา  แสงออร่าก็จะน้อยไม่มีพลัง
–   ในทางวิทยาศาสตร์  พิสูจน์ได้ว่า สมองของคนเรานั้นจะมีคลื่นพลังไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เปล่งรัศมีเป็นพลังอำนาจออกมา  ขนาดความกว้างและความสว่างของแสงนั้นขึ้นอยู่กับคลื่นพลังสมองของผู้นั้น
ในแถบยุโรปและอเมริกา ได้รับการยอมรับอย่างมากและสรุปสีที่ปรากฏ  ได้ให้ความหมายของสีต่างๆดังนี้
แสงสีทอง          : จิตใจมีเมตตากรุณา อยากช่วยเหลือผู้อื่น มีความพึงพอใจในตนเอง
แสงสีขาว           : ความบริสุทธิ์ จริงใจ
แสงสีม่วง           : เห็นสัจธรรมของโลก มีความคิดแจ่มใส
แสงสีคราม         : มีไหวพริบดี ฉลาด รู้เท่าทัน เข้าใจสิ่งต่างๆได้เร็ว
แสงสีฟ้า             : อารมณ์อ่อนไหว ต้องการชื่อเสียง
แสงสีเหลือง        : สมถะ พอเพียง รักสันโดษ รู้จักประมาณตน
แสงสีแดง           : ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด ยึดติดอำนาจ ทรัพย์สิน
แสงสีส้ม             : ฉลาด มีความคิด เอาตัวรอดเก่ง
แสงสีชมพู          : ความรัก โรแมนติก สุนทรีย์
แสงสีเขียว          : อารมณ์แปรปรวนง่าย ชอบเด่นดัง
แสงสีเทา หรือดำ : จิตขุ่นมัว มีความเคียดแค้น พยาบาทจองเวร
 http://www.phd-hypno.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=3&Id=322240

รังสีออรา ในตัวคุณ
รังสี Aura เป็นรังสีที่มีแสงต่างๆ เปล่งออกมาจากร่างกายของคนเราแต่ละคน จะมีสีไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจในช่วงนั้นๆ แต่จะมีสีที่เป็นสีพื้นฐานที่แต่ละคนมีประจำตัว  การที่เราจะรู้ว่ารังสีของตัวเรา มีสีอะไรนั้นจะต้องใช้กล้องสำหรับถ่ายโดยเฉพาะ  ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายสูงมากในการถ่ายแต่ละครั้ง
แต่จากสถิติที่นักค้นคว้าทางจิตได้ทำการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้  สามารถนำมาทำนายโดยไม่จำเป็นต้องใช้การถ่ายภาพจริงๆ ก็พอที่จะทำนายได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในระดับหนึ่งซึ่งจะใช้วันเดือนปีเกิดมาใช้ในการทำนาย หากใครอยากรู้ว่าตัวเรามีรังสีเป็นสีอะไรให้คำนวณโดย
ใช้วันที่เกิด + เดือนเกิด + ปีค.ศ.  เช่น ถ้าเกิดวันที่ 28 เดือน 10 ปี 1976 จะคำนวณได้ดังนี้
28 + 10 + 1976 = 2014
ให้นำเอาตัวเลขทั้ง 4 ตัวมารวมกันจะได้
2 + 0 + 1 + 4 = 7
แล้วนำไปดูผลได้ตามข้อความข้างล่าง
แต่ถ้าใครรวมออกมาได้ 11 กับ 22 ไม่ต้องนำมาบวกกัน เพราะ มีคำทำนายให้ แต่ถ้านอกเหนือจากนี้ก็ให้เดาเอาเอง เช่น ถ้ารวม ออกมาได้ 25 ก็ลองเอาบวกกัน จะได้ 7 ซึ่งอาจจะตรงกับลักษณะนิสัยหรือไม่ก็ได้
1. สีแดง เป็นผู้มองโลกในแง่ดี
2. สีแสด เข้ากับคนง่าย
3. เหลือง มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด
4. เขียว รักษาโรค ชอบสิ่งท้าทายความสามารถมีเมตตา
5. น้ำเงิน เก่งรอบด้าน หน้าตาอ่อนกว่าวัยไม่ค่อยแก่
6. คราม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
7. ม่วง สมถะ สนใจสิ่งลี้ลับ มีญานหยั่งรู้
8. ชมพู ประสบความสำเร็จด้านการเงิน มีเมตตา
9. ทองเหลือง นักสังคมสงเคราะห์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
11. เงิน นักอุดมคติ ซื่อตรง
12. ทองคำ ความสามารถไม่มีขอบเขตจำกัด
http://www.iisaan.com/th/node/213

1.ออร่าของแต่ละคน จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน
สนามพลังของแต่ละคน จะไม่มีทางเหมือนกันเป๊ะๆเลยครับ อย่างมากก็แค่คล้ายๆ ไม่ว่าจะเสียง สี แสง สัมผัส สนามแม่แหล็ก หรืออื่นๆ ยังไงก็ไม่เหมือนแน่ ทุกคนมี”ความถี่”ของตัวเอง
เวลาที่ความถี่ของใครใกล้ๆกัน มันจะมีความรู้สึกคุ้นเคย รู้สึกเป็นธรรมชาติ เราจะ”ต่อติด”ง่าย ซึ่งบางทีการที่มันสอดคล้องนี่ก็อาจจะมาจากความเกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึง ทางอารมณ์ นิสัย วิธีการใช้ชีวิต สภาพแวดล้อม หรือความหลังเมื่อชาติที่แล้วก็ได้!
ในทางกลับกัน มันก็มีที่แบบว่าพลังงานมีตวามถี่ต่างกันสุดๆไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่นี่ทำให้เกิดความอึดอัดหรือไม่ชอบขี้หน้าตั้งแต่แรกพบโดยที่ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่จริงๆคนคนนั้นอาจไม่มีปัญหาหรือเลวร้ายอะไรหรอกครับ(เอาล่ะ อาจมีคนที่เลวจริงๆอยู่ดี แต่บางคนเราก็ไม่ชอบเพราะออร่ามันขัดกัน ทั้งที่เขาไม่ได้แย่ตรงไหน)
ยังไงก็เถอะ ถ้าออร่ามันขัดกันนะครับ เราอยู่ใกล้ๆกันไปนานๆ มันจะทำปฏิกิริยาบางอย่างทำให้ออร่ามันปรับเข้าหากันเองครับ แล้วจากที่ว่ามานี้ เป็นที่มาของกฏ”การดึงดูดคนแบบเดียวกัน”นั่นเอง หมายความว่า ….เราเป็นยังไง เราก็มีแนวโน้มจะพบเจอคนที่เป็นแบบนั้นแหละครับ
2.ออร่าของแต่ละคนถ่ายเทซึ่งกันและกันได้
เวลาที่เราไปติดต่อหรือพบปะกับใครพลังงานออร่าของเราจะแลกเปลี่ยนกันไม่มากก็น้อยครับ ขึ้นอยู่กับว่าระดับความถี่มันไกล้กันแค่ไหน แล้วก็ติดต่อกันมากแค่ไหน ซึ่งจะมีทั้งการรับพลังหรือส่งพลังก็ได้
แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราไม่รู้จักวิธีจัดการกับพลังงาน บางครั้ง เราอาจสะสมเอา”ขยะ”พลังงานมาไว้โดยไม่รู้ตัว บางทีเราอาจมีอารมณ์หรือไอเดียแปลกๆ(ที่ปกติเราไม่ได้เป็นแบบนั้น)หลังจากที่คลุกคลีกับคนบางคน บางคนเราอยู่ใกล้ๆแล้วเหนื่อย บางคนอยู่ใกล้ๆแล้วคึกคัก บางคนอยู่ใกล้ๆแล้วอยากจะบ้าโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรต่างจากปกติเลย แต่มันเกี่ยวกับพลังงานรอบๆตัวเราต่างหาก
ทุกอย่าง ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของ ต่างก็มีพลังออร่าทั้งนั้น และนั่นทำให้ไม่เพียงคนที่มีผลกระทบต่อเรา สัตว์(โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่”ปรับความถี่”แล้ว) สถานที่ และแน่นอน ต้นไม้ ล้วนส่งผลต่อพลังงานของเราทั้งนั้นครับ โดยทั่วไปแล้วต้นไม้มีความสามารถที่จะเอาพลังงานเสียๆของเราไป

จากเราแล้วหมุนเวียนใช้ประโยชน์ต่อได้ (ซึ่งในแง่วัตถุหากคนหรือสัตว์ถ่าย shit ลงที่โคนต้นไม้ ต้นไม้ก็นำมาใช้ได้อยู่แล้ว ดังนั้น อย่ารังเกียจการ”คืนพลังเสีย”ไปให้ต้นไม้) และคงไม่ต้องยืนยันว่าการพักผ่อนใต้ร่มไม้จะช่วยทำให้เราฟื้นตัวได้ดีกว่าการนั่งในที่ทั่วๆไปมาก จริงใหมครับ
นอกจากนั้น ยิ่งนานวันผมเองเริ่มค้นพบว่าคริสตัลส่งผลกระทบต่อสนามพลังงานในตัวเราได้อย่างน่าสนใจมาก คริสตัลแต่ละอย่างและแต่ละชิ้นจะส่งผลกระทบต่อเราไม่เหมือนกันเลย(แต่ชนิดเดียวกันก็จะใกล้เคียงกัน) และด้วยความที่มันสามารถขนย้ายได้ง่ายกว่าต้นไม้ คริสตัลจึงเป็นเครื่องมือในการบำบัดฟื้นฟูที่ดีมากครับ
3.ยิ่งนาน ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งกระทบต่อพลังงาน และจะยิ่งมีร่องรอยเหลือไว้
นอกจากเรารับผลจากสิ่งแวดล้อมแล้ว ส่งแวดล้อมก็รับผลจากเราด้วยครับ สมมุติเรานอนบนเตียงเดิมนานๆ พลังงานของเตียงนั้นจะถูกปรับให้สอดคล้องกับเราครับ แล้วทีนี้คุณคงเคยเห็นคนที่เวลาไปนอนที่อื่นแล้วนอนไม่หลับ ทั้งที่เตียงสุดแสนจะสบาย ก็เพราะพลังงานมันไม่ตรงกันนั่นเอง
หรือแม้แต่เพื่อน แรกๆอาจจะไม่ค่อยคุ้น แต่นานๆไปจะเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดใกล้เคียงกัน หรืออาจเริ่มไปไกลเกินเพื่อน(อาฮ่า!)
แล้วเด็กๆบางคนที่กอดตุ๊กตาเน่าๆมานานๆ เวลาใครเอาตุ๊กตาหรือผ้าห่มเน่าๆนั่นไปทิ้งแล้วเอาของใหม่ สบายกว่า นุ่มกว่า สวยกว่ามาให้ เด็กๆส่วนใหญ่จะไม่ชอบครับ เขาชอบอันเก่า เพราะพลังงานของผ้าขี้ริ้วนั่นมันตรงกับเขา เขากอดมันแล้วรู้สึกสบายกว่าอันใหม่เป็นไหนๆ
หลักการนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้กับพลังจิต psychometry เวลาที่นักพลังจิตจับสิ่งของที่เคยถูกใครใช้มานานๆ เขาจะรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับผู้ใช้ เพราะเขาสัมผัสและตรวจสอบจากร่องรอยของพลังงานที่ตกค้างอยู่บน”หลักฐาน”นั้นๆ ซึ่งแน่นอน ของที่ไม่มีความสำคัญหรือไม่ค่อยได้ใช้ก็จะอ่านยากกว่า
อย่างเวลาทำงานร่วมกับคนอื่น สมมุติเพื่อนร่วมงานสองคนฉลาดเท่าๆกันทุกอย่าง เราจะทำงานได้ดีกับคนที่คุ้นเคยกว่าครับ อันนี้ไม่แปลก แต่เบื้องหลังก็คือพลังงานมันสอดคล้องกันและไม่ตีกันเองนั่นแหละครับ
ยิ่งถ้าสมมุติมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเพศ พลังงานจะกระทบ(ทั้งที่ดีและไม่ดี) ต่อกันมากครับ
อย่างเวลาตายจากกัน ร่องรอยพลังงานของผู้ตายบนตัวของคนที่ยังอยู่ จะสลายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดความแปรปรวนอย่างมาก การร้องไห้ตีโพยตีพายเป็นกระบวนการปรับพลังงานตามธรรมชาติ ยิ่งพลังงานประทับไว้มาก ยิ่งจำเป็นต้องร้องมากครับ
4. สภาพออร่า บ่งบอกสุขภาพ อารมณ์ จิตและวิญญานของเจ้าของ
สี ความสว่าง ความชัด ขนาดและรูปทรงของออร่า บ่งบอกสภาพของเจ้าของได้เสมอ(แต่ระวัง ต้องตีความสิ่งที่เราเห็นดีๆนะครับ) ยังไงซะ โดยทั่วไป ออร่าที่ไม่ดีจะดูไม่งาม หมองคล้ำ บิดเบี้ยว ซีด บาง แหว่ง ส่วนออร่าที่ดีก็จะตรงข้ามครับ สดใสสะอาด สวยงามได้รูป ส่องสว่างกว้างไกล(ไม่ใช่แสงสว่างทางฟิสิกส์นะ) ส่วนสีต่างๆก็จะมีความหมายต่างกันออกไป ซึ่งภายหลังหากเราฝึกไปมากๆ เราก็จะรู้ว่าสีแบบไหนหมายถึงอะไรโดยประสบการณ์
แต่ระวัง! สภาพของคนคนหนึ่งไม่คงที่ เดี๋ยวดี เดี๋ยวแย่ได้ ดังนั้นออร่าก็ไม่คงที่เหมือนกัน ดังนั้นสมมุติเรามองเห็นคนหนึ่งเป็นสีแดง แล้วเวลาผ่านไปมองอีกทีเขียว เราอาจไม่ได้กำลังอ่านผิดครับ (เอาล่ะ เราอาจอ่านผิดก็ได้ อิอิ)
สรุป
1.ออร่าของแต่ละคน จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน
2.ออร่าของแต่ละคนถ่ายเทซึ่งกันและกันได้
3.ยิ่งนาน ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งกระทบต่อพลังงาน และจะยิ่งมีร่องรอยเหลือไว้
4. สภาพออร่า บ่งบอกสุขภาพ อารมณ์ จิตและวิญญานของเจ้าของ
http://tantricjin.exteen.com/20060619/entry-3

…ว่าด้วยออรากับศิลปะ

…แนวความคิดเกี่ยวกับรัศมี(aura) ซึ่งเสนอเอาไว้ข้างต้นโดยการอ้างอิงถึงวัตถุทางประวัติศาสตร์ อาจได้รับการให้ภาพที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ ด้วยการอ้างอิงถึงรัศมี(aura)ของธรรมชาติ. พวกเรานิยามรัศมี(aura)ของอย่างหลังในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์อันหนึ่งที่ชี้เฉพาะเกี่ยวกับระยะห่าง(distance)อันหนึ่ง, อย่างไรก็ตาม มันอาจจะใกล้ก็ได้ เช่น
ถ้าหากว่า ขณะที่กำลังพักผ่อนในบ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อน คุณติดตามสายตาของคุณไปยังทิวแถวของภูเขาที่เรียงรายตามเส้นแนวนอนอยู่ข้างหน้า หรือ กิ่งก้านของต้นไม้ที่ทอดเงาของมันลงบนร่างกายของคุณ คุณจะมีประสบการณ์กับรัศมี(aura)ของเทือกเขาเหล่านั้น, หรือกับกิ่งไม้อันนั้น.
ภาพอันนี้มันง่ายมากที่จะทำให้เราเข้าใจถึงพื้นฐานทางสังคม เกี่ยวกับความเสื่อมถอยในเรื่องของ“รัศมี”(aura). มันวางอยู่บนสถานการณ์สองอย่าง ซึ่งทั้งคู่ได้ถูกทำให้เกี่ยวข้องกับนัยสำคัญที่เพิ่มขึ้นของผู้คนในชีวิตร่วมสมัย กล่าวคือ ความปรารถนาของผู้คนร่วมสมัยที่จะนำเอาสิ่งต่างๆเข้ามาใกล้ในเรื่องของระยะ(spatially) และอย่างเป็นมนุษย์(humanly), ซึ่งนั่นเป็นแรงกระตุ้นของมนุษย์ และพร้อมกันนั้นพวกเขาก็โค้งคำนับให้กับการเอาชนะความมีลักษณะเฉพาะของความจริงทุกๆอย่างโดยการยอมรับการจำลองหรือการผลิตซ้ำเกี่ยวกับมัน. (มนุษย์เปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่สัมผัสโดยตรงจากธรรมชาติ[ที่มีระยะห่าง] มาสู่ผลงานศิลปะ[ใกล้เข้ามา]ที่ทำขึ้นโดยมนุษย์)
ทุกๆวัน แรงกระตุ้นดังกล่าวได้เจริญเติบโตและแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะไปให้ถึงความเป็นวัตถุอันหนึ่งให้ใกล้มากที่สุด เพื่อที่จะผลิตซ้ำให้ได้เหมือนกันกับวัตถุที่ได้รับการจำลองทุกประการ. อย่างไม่ผิดเพี้ยน, การผลิตซ้ำดังที่เห็นกันอยู่ในหน้านิตยสารและภาพยนตร์ มันแตกต่างไปจากภาพที่ถูกเห็นกันโดยสายตาที่เปล่าเปลือย. ความมีลักษณะเฉพาะหนึ่งเดียวและความคงทนของต้นฉบับ มันถูกทำให้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาพที่ทำขึ้น และความสามารถในการผลิตซ้ำในต้นฉบับ.
การเฝ้ามองวัตถุชิ้นหนึ่งจากเปลือกนอก, การทำลายรัศมี(aura)ของมัน, เป็นเครื่องหมายของการรับรู้อันหนึ่ง ผัสสะของมันเกี่ยวกับความเสมอภาคกันของสิ่งต่างๆได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับหนึ่ง ซึ่งมันดึงหรือสกัดมาจากวัตถุที่มีลักษณะเฉพาะชิ้นเดียวด้วยอาศัยการผลิตซ้ำหรือการจำลองแบบ.

ดังนั้นจึงถูกแสดงให้ประจักษ์ในขอบเขตของการรับรู้ สิ่งที่อยู่ในปริมณฑลทางทฤษฎีที่น่าสังเกตในความสำคัญที่เพิ่มขึ้นในเชิงสถิติ. “การปรับตัวเกี่ยวกับความจริงไปสู่ผู้คน” และ”การปรับตัวของผู้คนไปสู่ความจริง” เป็นกระบวนการอันหนึ่งของขอบเขตที่ไร้ขีดจำกัด, ซึ่งคล้ายกับความคิดมากเท่าๆกันกับการรับรู้
4.
การมีลักษณะเฉพาะหนึ่งเดียวของผลงานศิลปะ เป็นสิ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้จากการฝังตรึงของมันอยู่ในสายใยของขนบประเพณี. ขนบประเพณีอันนี้โดยตัวมันเองเป็นสิ่งที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่ตลอดเวลาและเป็นไปอย่างสุดๆ. รูปปั้นโบราณชิ้นหนึ่งที่เป็นภาพของวีนัส, เป็นตัวอย่าง, มันยืนอยู่ในบริบทของขนบจารีตที่แตกต่างไปสำหรับชนชาวกรีก, ผู้ซึ่งทำมันขึ้นมาเพื่อเป็นวัตถุสำหรับอการเคารพบูชา, ยิ่งกว่าโดยพวกพระหรือบาทหลวงในยุคกลาง, ผู้ซึ่งมองดูรูปปั้นชิ้นนี้ในฐานะที่เป็นรูปของความอัปมงคล(เพราะภาพวีนัสส่วนใหญ่เป็นภาพเปลือย และเป็นเทพแห่งความรักทางเพศ – sexual love). แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ต่างๆก็เผชิญหน้ากับความมีลักษณะเฉพาะเพียงหนึ่งเดียวของมันเท่าๆกัน. นั่นคือ, รัศมี(aura).
ในลักษณะที่เป็นต้นฉบับเดิม(originally) การบูรณาการทางด้านบริบทของศิลปะในขนบประเพณี ได้พบพานกับการแสดงออกของมันในลัทธิความเชื่อ(cult). พวกเราทราบว่าผลงานศิลปะในยุคเริ่มต้นบังเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้พิธีกรรมอันหนึ่ง – แรกทีเดียวก็รับใช้พิธีกรรมทางไสยเวทย์(magical), ต่อจากนั้นก็รับใช้ศาสนา. มันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่า การดำรงอยู่ของผลงานศิลปะ โดยการอ้างอิงถึงรัศมี(aura)ของมัน ไม่เคยเลยที่จะแยกห่างอย่างสิ้นเชิงออกจากหน้าที่ในทางพิธีกรรมดังกล่าวนี้
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง, คุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะของผลงานศิลปะที่จริงแท้(authentic)ในอดีต มีพื้นฐานของมันอยู่ในพิธีกรรม, ตำแหน่งแหล่งที่เกี่ยวกับต้นฉบับเดิมของมันใช้ในเชิงคุณค่าประเภทนี้. อย่างไรก็ตาม พื้นฐานเกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าว เมื่อผ่านระยะเวลามายาวนาน, ยังคงเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นพิธีกรรมทางโลก เท่ๆกันกับในรูปแบบต่างๆที่หยาบคายที่สุดของลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับความงาม
ลัทธิความเชื่อทางโลกเกี่ยวกับความงาม(secular cult of beauty), ได้พัฒนาขึ้นมาในช่วงระหว่างสมัยเรอเนสซองค์ และแพร่หลายอยู่ประมาณสามศตวรรษ, ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นฐานเกี่ยวกับพิธีกรรมที่เสื่อมถอยของมัน และวิกฤตอันลึกซึ้งแรกสุดที่บังเกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้
และต่อมา ด้วยการมาถึงเกี่ยวกับวิธีการที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติจริงๆครั้งแรกของ”การผลิตซ้ำ” นั่นคือ “ภาพถ่าย”, พร้อมกันกับการถือกำเนิดขึ้นมาของลัทธิสังคมนิยม ศิลปะได้เริ่มตระหนักหรือรู้สึกถึงวิกฤตที่คืบคลานเข้าใกล้ ซึ่งกลายเป็นพยานหลักฐานในหนึ่งศตวรรษต่อมา
ณ เวลานั้น, ศิลปะที่เคยเป็นมาในอดีตซึ่งเคยฟูมฟักอยู่กับลัทธิความเชื่อศาสนา(อาจเรียกว่าเทววิทยาศิลปะ)ได้แสดงปฏิกริยาตอบโต้กับคำสอนเกี่ยวกับ l’art pour l’art (ศิลปะเพื่อศิลปะ). แต่อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันนั้นได้ก่อให้เกิดสิ่งที่อาจได้รับการเรียกว่า เทววิทยาในเชิงนิเสธ(negative theology)อันหนึ่งเช่นเดียวกัน ในรูปความคิดเกี่ยวกับศิลปะ”บริสุทธิ์“(“pure” art), ซึ่งไม่เพียงปฏิเสธบทบาทหน้าที่ในทางสังคมของศิลปะเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการปฏิเสธการจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ใดๆโดยสาระและเรื่องราวด้วย
การวิเคราะห์เกี่ยวกับศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกล จะต้องมีความยุติธรรมต่อความสัมพันธ์ต่างๆเหล่านี้ เพื่อว่าจะได้นำเราไปสู่ความเข้าใจที่สำคัญทั้งหมดอย่างแท้จริง : สำหรับอันดับแรกสุดในประวัติศาสตร์โลก, การผลิตซ้ำเชิงกลได้ปลดเปลื้องผลงานศิลปะจากการพึ่งพาคล้ายกาฝากของพิธีกรรมให้เป็นอิสระ. ในระดับที่ใหญ่กว่าที่เคยเป็นมาอันหนึ่ง ผลงานศิลปะที่มีการผลิตซ้ำกลายเป็นผลงานศิลปะที่ถูกออกแบบเพื่อสามารถผลิตซ้ำหรือจำลองได้. จากฟิล์มเนกาทีฟเป็นตัวอย่าง เราสามารถที่จะพิมพ์ภาพออกมาได้จำนวนนับไม่ถ้วน ; การที่จะถามถึงภาพถ่ายที่ได้รับการพิมพ์ออกมาว่าเป็น”ของแท้”(authentic)หรือไม่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ
ในทันทีทันใด บรรทัดฐานเกี่ยวกับ”ความเป็นของแท้”ก็สิ้นสุดความเหมาะสมลงในการผลิตงานศิลปะ, หน้าที่ทั้งหมดของศิลปะได้ถูกพลิกผัน. แทนที่จะได้รับการวางอยู่บนพื้นฐานทางพิธีกรรม, มันเริ่มถูกนำไปวางอยู่บนพื้นฐานการปฏิบัติการอีกอันหนึ่ง – นั่นคือ เรื่องของการเมือง
(THE WORK OF ART  IN THE AGE OF MECHANICAL REPRODUCTION หรือผลงานศิลปะในยุคการผลิตซ้ำเชิงกลไก http://www.reocities.com/midnight2545/newpage4.html)

จากเรื่องออราทางศิลปะ-เกร็ดเรื่องเล่าของดารา
อลิซาเบธ เทเลอร์ กับเรื่องราวของAura โดยเกี่ยวข้องว่าสมัยเธอเป็นเด็ก แม่พาสมัครเป็นดารา แต่ว่ายูนิเวอร์ซอล์ บอกว่า เธอร้องพลง ก็ไม่ได้ เต้นก็ไม่เป็น แล้วแสดงไม่ได้อีกต่างหาก  ส่วนเมโทร โกลวิน เมเจอร์ หรือ MGM รับเธอเป็นดาราเด็ก เพราะว่าเห็นAuraของเธอ จากเรื่องในคู่สร้างคู่สม 20-30 เมษายน 54 ซึ่งอลิซาเบธ ก็เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน

เยอรมัน-ฮิตเลอร์,วอเตอร์ เบนจามิน และโลกหนังสือ ในแง่มุมชีวิต…ความรัก…

ผมจะเล่าเรื่องห้องสมุดลับของฮิตเลอร์ต่อเนื่องอีกหน่อย ในแง่มุมชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว เหมือนที่ปราชญ์เยอรมันกล่าวไว้ คือ ฮิตเลอร์อ่านหนังสือมาก เพราะเขารู้ถึงข้อจำกัดของตัวเอง ที่ไม่ได้เรียนมาสูง และเขายังสนใจงานของนิทเช โชเปนฮาวเวอร์ ซึ่งหนังสือเรื่องห้องสมุดลับดังกล่าว

อ้างอิงถึงวอเตอร์ เบนจามิน และเรื่องเล่าว่า เขาเคยเขียนบทความว่า คนสะสมหนังสือไว้ แต่อ่านจริงๆ แค่ 10 % ของหนังสือที่สะสมไว้ และวอเตอร์ เบนจามิน ต้องอพยพหนีภัยนาซี จึงเอาหนังสือบางส่วน ที่สะสมไว้ไปฝากบ้านเพื่อน ต่อมาเขาต้องขายหนังสือบางส่วน สำหรับการหลบหนีและความรักต่อหนังสือของเขา ก็เกี่ยวโยงกับเรื่องเล่าวว่า ฮันน่าห์ อันเนห์ว่า วอลเตอร์ เบนจามิน ฆ่าตัวตาย น่าจะเกี่ยวกับหนังสือ ที่เขาเอามาไม่ได้จากการสะสม ซึ่งคาดว่าหนังสือเขาหายไป นี่เป็นการสรุปสั้นๆ จากสิ่งที่ผมอ่าน น่ะครับ ส่วนหนังสือโลกในมือนักอ่านฯ(History of Reading)

ซึ่งผมได้พบคนแปลอีกครั้ง เมื่อเดือนก่อน และผมลอกประโยคของหนังสือโลกในมือนักอ่านฯ ที่อ้างถึงวอลเตอร์ เบนจามิน กับหนังสือว่า “นักสะสมฝันว่า เขาไม่ได้เพียงอยู่ในโลกที่ห่างไกลหรืออยู่ในอดีตเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ยังอยู่ในโลกที่ดีกว่า โลกที่แม้มนุษย์จะไม่ได้รับสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งของต่างๆ ก็เป็นอิสระจากการใช้ประโยชน์ที่ซ้ำซากจำเจ”…ผมอาจจะสรุปเรื่องหนังสือ-ห้องสมุดลับของฮิตเลอร์ ในแง่มุมหนึ่ง คือ ประโยคเด็ดของจอมเผด็จการอดอฟ ฮิทเลอร์

…”ถ้าคุณชนะ, คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร ถ้าคุณแพ้ คุณไม่ควรอยู่ที่จะต้องอธิบายอะไร…” แล้วฮิตเลอร์ ก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งทุกวัน มีคนตาย แต่เหตุการณ์การตายของฮิตเลอร์ ถือว่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ใช่หรือไม่ ?…………….

มันเป็นเรื่องซีเรียส ที่ถูกพลิกกลับเป็นตลกขำขัน มาดูเรื่องHitler จีบสาว และฮิตเลอร์ เกี่ยวอะไรกับเรื่องราวจีบสาวๆ ไทยๆ
Hitler จีบสาว(กลุ่มเพื่อนน้าติง)
http://www.youtube.com/watch?v=DjUuYoRgwUU
มุขจีบสาวที่สวนจตุจักร (AXE dude ตอน 1)
http://www.youtube.com/watch?v=ty3b1BURe7E
5 วิธี จีบแฟนเก่า – แฟ้มลับ คดีเลิฟ
http://www.youtube.com/watch?v=p7Zd0DN1l8w
สถานีรัก ตอน วิธีจีบสาวในผับ
http://www.youtube.com/watch?v=jeWgsZExE08

เมื่อเรื่องฮิตเลอร์ ทำให้ตลกคลายเครียดพร้อมเรื่องจีบสาว แล้วเมื่อประเด็นกระบวนทัศน์ หรือparadigm shifts อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่เนื้อเพลงParadigm อาจจะเข้าใจง่ายกว่าสำหรับทุกคน ครับ

All Together Separate – Paradigm
SonicVeritas (3 เดือนที่ผ่านมา)

@Migel : Not to start an argument, but it’s your statement that lacks integrity. Simple does not equal bad. In this case, the band most likely chose to keep the music simple in order to let the vocals and the message

stand out. This song is not ‘popular’, but it speaks volumes more than 99% of what is. It’s fine if you don’t like this song, but your opinion doesn’t translate into what is ‘good’.? This song has saved lives. I know, I’m one

of them. You vehemence produces nothing.
gx43321 (2 เดือนที่ผ่านมา)
@100truesmile I give? my life to you (Christ) so I can gain it back again! (Living like Christ not like the fleshly body!)
sarahxchristman (1 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
Drew Shirley was in this band before getting in Switchfoot. We can see? him at 1:05 veeeery clearly (:
Proverbssixteenthree (2 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
@webbertools He is back home in Southern California. He leads the young adults ministry at the? church he first started out at.
asample24 (2 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
This song saved my life back in 2000. Was a very bad night, and was close to death, and I saw this song on a random channel when I lived in Knoxville tn, and? called a friend up, and I’m alive today because of it.

THANK YOU VERY MUCH.
dmwreborn (3 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
probably my favorite song of all time?
JayJA5ON (1 เดือนที่ผ่านมา)
so much? soul in his voice WOW!
100truesmile (2 เดือนที่ผ่านมา)
@gx43321 oooh thats so kool? ^_^
CarlyDanielleMcClain (2 เดือนที่ผ่านมา)
This song has been my favorite for YEARS.? Every time I play it on YouTube i end up listening to it over and over…..where did these lyrics even come from???? First introduced to it on a Christian video satellite

station when my kids were very young now they are about to fly the nest and just roll their eyes when mom goes into crazy mode singing with the band!!!!
Akosuaification (2 เดือนที่ผ่านมา)
omg, so many memories….when I was 16 I? seriously thought I was going to marry Dex..lol
http://www.youtube.com/watch?v=6hC92PjTDg8

นิทานและเพลง…
พี่น้องตระกูลกริมม์ (อังกฤษ: The Brothers Grimm; เยอรมัน: Die Gebr?der Grimm) หรือ ยาค็อบ กริมม์ (ค.ศ. 1785-1863) และวิลเฮล์ม กริมม์ (ค.ศ. 1786-1859) นักวิชาการชาวเยอรมันซึ่งเป็นที่รู้จักโด่งดังจากผลงานการรวบรวมนิทานพื้นบ้านและเทพนิยาย รวมถึงผลงานเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา (กฎของกริมม์ หรือ Grimm’s Law) นับว่าเป็นนักเล่านิทานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคู่หนึ่งในยุโรป ซึ่งทำให้เทพนิยายมากมายแพร่หลายไปทั่วโลก เช่น รัมเพลสทิลสกิน, สโนไวท์, ราพันเซล, ซินเดอเรลล่า และ แฮนเซลกับเกรเธล(-หนูน้อยหมวกแดง)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B9%8C
** Hansel and Gretel ** “ฮันเซลและเกรเทล” เป็นนิทานพื้นบ้านของทางทวีบยุโรบซึ่งสองพี่น้องตระกูลกริมม์นำ เรื่องมารวบรวมไว้ให้ได้อ่านกัน ในเนื้อเรื่องนั้นเล่าถึงความรัก,ความสามัคคี การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสองพี่น้องที่ได้เกิดมาในครอบครัวของคนที่ยากจน อย่างช่วยไม่ได้เป็นนิทานที่ออกไปในแนวที่น่าสะเทือนใจ….
http://sukumal.brinkster.net/i_story/henserutookasi/henserutookasi01_1.html
ทั้งนี้ เพลงDream Before หรือProgress โดยLaurie Anderson เพราะว่าผลงานเพลง Dream Before หรือProgress เพื่อวอเตอร์ เบนจามิน(walter benjamin) เกี่ยวกับ The Angel of History และ ลองดูเนื้อเพลงเกี่ยวกับชื่อHansel and Gretel ก็ลองฟังเพลงเพิ่มเติม สำหรับบทเพลงทิ้งท้ายของการตีความความขัดแย้ง ปัญหาทางธรรมชาติ ความหวัง และความฝัน ถ้ามองปัญหากลับกัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ไขปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าได้
ที่เว็บ http://www.davemcnally.com/lyrics/LaurieAnderson/TheDreamBefore.asp
http://www.youtube.com/watch?v=ov4HkjQCyMI

แล้วผมขอมอบเพลงของNneka (singer) ในFebruary 2008 she released her second album, ‘No Longer at Ease. The title of the album is taken from a novel of the same name by Chinua Achebe and reflects the lyrical content of the record. Most of the songs are political, talking about the plight of the Niger Delta and the corruption in Nneka’s homeland. “No Longer at Ease” combines the political and the personal in “a winning mix of soul, hip-hop an reggae”.The lead single from it, ‘Heartbeat’, became her first song to break into the German Top 50. In September 2009, the song entered the UK Singles Chart at number twenty
http://en.wikipedia.org/wiki/Nneka_(singer)

Nneka – Heartbeat
You said you’d be there for me In times of trouble
 when I need you and I’m down And likewise you need friendship
It’s from my side pure love
but I see lately things have been changing
 You have goals to achieve
But the roads you take abroad are heartless
That wants you make another way
 You throw stones
 Can’t you see that
I am human I am breathing But you don’t give a damn
Can you feel my heart it’s beating
Can you see the pain you’re causing
Can you feel my heart it’s beating
Can you see the pain
you’re causing
 Blood blood blood…. blood is rushing
 And now the world is asleep
How will you ever wake her up
when she gets deep in her dreams, wishing And yet so many die And still we think that it is all about us It’s all about you You sold your soul to the evil and the lust
and the passion and the money and you See innocent ones die, people hunger for decades suffer under civilized armedrobbers, modern slaveholders Can you feel my heart it’s beating Can you see the pain you’re

causing Can you feel my heart it’s beating Can you see the pain you’re causing Blood blood blood… keeps rushing Evaded, eliminated, erased, interrogated Our tradition, our love for our fellow countrymen,
our property, our resources – our pride Can you feel my heart beating no no no… you don’t Can you feel my heart it’s beating  Can you see the pain you’re causing
Can you feel my heart it’s beating
Can you see the pain you’re causing

http://www.translatum.gr/forum/index.php?PHPSESSID=1e99eaca144cae5854ee218514da238c&topic=62319.0#ixzz1OkyYPM6O
http://www.translatum.gr/forum/index.php?topic=62319.0

http://www.youtube.com/watch?v=-lulJdMKaZw

 

วันที่ 26-27-30 มิ.ย.54
เมื่อวานฝนตกหนักต่อเนื่อง และวันนี้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และผมไม่ค่อยมีเวลาว่างสำหรับเขียนบันทึกเล่นเพื่อเบาสมอง ในแง่มุมชีวิตส่วนตัว ก็พบผู้คุยเรื่องราวต่างมากมาย และผมนึกถึงข้อเขียนของรุ่นพี่บางคน ในแง่มุมให้ตีความได้ แต่ผมสนใจเพียงว่า… “เขาบอกว่าต้องมีงานทำเยอะๆจะได้ไม่มีเวลามานั่งระแวงกัน พอไม่ค่อยมีงานว่างงานมากก็ทำให้เกิดความคิดระแวง หรือไม่ อีกที่ก็กลัวเข้ามาเพื่อระลาบระลวงความเป็นส่วนตัว..แบบก้าว..ก่าย..กันนะ…ฯลฯ (แต่ขอขยายความว่าเขาไม่ได้ว่าผมน่ะครับ555)ในเงื่อนไขการแยกแยะประเด็นว่า การจับผิด ก็มีประเด็นอยู่เยอะแยะ จำนวนหนึ่ง เช่น สื่อคอยตรวจสอบแล้ว ในประเด็นFlag…
…หมู่บ้านธงแดงเชียงใหม่ ใช้ธงเป็นรูปช้างขาว..  
รายงานข่าวจากจ.เชียงใหม่ แจ้งว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่กำลังให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวใน เชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการนำธงพื้นสีแดงที่มีรูปช้างสีขาวประทับอยู่ มาติดปะปนอยู่กับธงแดง ที่นำมาประดับตามที่อยู่อาศัยสำหรับธงพื้นสีแดง มีรูปช้างสีขาวประทับตรงกลาง จะมีความหมายคือ “ช้างปูเล้ย” ซึ่งเป็นช้างโบราณของชาวล้านนาที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของการแยกเชียงใหม่ให้ ปกครองตัวเองเป็นรัฐอิสระ ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่บังเอิญสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันก็คือ เรื่องนี้เคยมีการเสนอเป็นแนวคิดที่จะผลักดัน โดย

อาศัยช่วงเวลาที่เชียงใหม่ครบ รอบ 700 ปี หรือเมื่อ 15 ปีก่อน มีการเสนอความคิดจากนักวิชาการกลุ่มก้าวหน้าที่เสนอให้แยกเชียงใหม่ออก จากกรุงเทพฯ และให้มีการปกครองตัวเองแบบเป็นรัฐอิสระ ต่อเนื่องมาถึงการการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยตรง…
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P10684693/P10684693.html

เมื่อประเด็นจับผิด นี่เป็นเรื่องที่ผม ไม่เสียเวลา อธิบายมาก หรือสนใจก็ได้ แต่สำหรับผู้ศึกษาFuture และหมอดู เช่น พวกผมเจอคนเข้ามาถามว่า ที่โหรวารินทร์ บอกว่า คนชื่อป. จะได้เป็นนายกต่อ จากอภิสิทธิ์ และคนชื่อย่อ คือ ประยุทธ์(ผมตอบว่า ป.(ปู)ยิ่งลักษณ์) ที่มีคนเข้ามาคุยกับพวกผมแบบนี้ และพวกผม ก็เคยคุยกันว่าใครน่าจับตาเป็นนายกฯ มาตั้งนานแล้ว ก็ลองดู เพราะสิ่งนี้สามารถพิสูจน์ ได้ไม่ใช่จับผิด…

…โหรวารินทร์ เผยอักษร ป.จะเข้ามาดูแลชาติ
เมื่อถามว่า เมื่อหมดบุญกรรมของรัฐบาลชุดนี้แล้ว โดยเฉพาะตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แล้วใครจะขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยเฉพาะอักษรย่อ “ป.” นายวารินทร์ กล่าวว่า เคยกล่าวไว้ว่าจะมีคนเข้ามาดูแลชาติบ้านเมืองเป็นอักษร ป. เพื่อมาดูแลบ้านเมือง ทั้งนี้อักษร ป. เป็นทั้งชื่อ

จริง และชื่อเล่น ป. แต่ก็ยืนยันว่าคนที่จะมาทำหน้าที่จะต้องเป็นอักษร ป.เท่านั้น ในการดูแลประคองชาติบ้านเมืองในปี 2554
เมื่อถามว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก คนต่อไปจะเป็นใคร หลังจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เกษียณลงในปลายเดือน ก.ย.นี้ นายวารินทร์ กล่าวว่า คนที่จะมารับไม้ต่อยืนยันว่าจะต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ที่จะขึ้นมาเป็นผู้

บัญชาการทหารบกคนต่อไป 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะตนดูเรื่องบุญกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่ได้ดูเรื่องของประวัติศาสตร์ว่าตำแหน่ง รองผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้เคยได้รับการคัดเลือกให้มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แต่ตนขอคัดค้านบุญกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ มีผลบุญ

ในการส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บัญชาการทหารบกแน่นอน
http://archive.voicetv.co.th/content/18155/%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%

80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%

B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4
โหรวารินทร์ ชี้ ‘นายก ป.’ ยังไม่แน่ ย้ำสิ้นเดือน ‘นิมิต’ เปิด เฉลย …
26 มิ.ย. 2011 … เจ้าของสำนักสุขิโตชื่อดัง ระบุกรรมแกว่ง นายก ป.บนหน้าสื่ออะไรก็ยังไม่แน่นอน ย้ำ วันที่ 30 มิถุนายน นี้
http://www.thairath.co.th/content/life/181236

ซีไอเอ “สงค์” ฟันธงมีปฎิวัติ
วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2554 เวลา 19:20 น
“ประสงค์”เชื่อ หลังเลือกตั้งไม่จบ ทหารปฏิวัติแน่ แต่เป็นรูปแบบหนุนหลังประชาชน   ชี้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างพวกไม่แก้แค้น-กับพวกดีแต่พูด
http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=147203

แน่นอน การเมืองและการเลือกตั้งยังสู้กันในหลายรูปแบบซับซ้อน กรณีการจับผิดกลโกงเลือกตั้ง หรือพันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะประเทศ หลังสุวิทย์ถอนไทยจากมรดกโลก เตรียมยุติการชุมนุม 1 ก.ค.http://www.prachatai.com/journal/2011/06/35691 “สุวิทย์” ระบุต้องถอน

ตัวจากภาคีมรดกโลก เพื่อป้องกันอธิปไตยของไทยhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000078176 ผบ.ทบ.ชม “สุวิทย์” เยี่ยม ถอนตัวภาคีมรดกโลก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?

NewsID=9540000078173 และเราอาจจะเปรียบเทียบกับการเมืองประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรา ที่ผ่านมา เช่น รายงาน: “เลือกตั้งสิงคโปร์ 7 พ.ค.” เมื่อฝ่ายค้าน “ร่วมกันเดิน แยกกันตี” ฝ่ายรัฐบาล http://prachatai.com/journal/2011/05/34422
พรรคกิจประชาชนชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ ด้านฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นแถมทำ 2 รัฐมนตรีสอบตก
http://prachatai.com/journal/2011/05/34437

โดยลองค้นหาดูเพิ่มเติม จากวันที่26 มิถุนา2554 ย้อนกลับ27 มิถุนา 2475( ที่เคยมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว หลังวันที่24 มิถุนา2475)

 ถ้าย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมความผิดพลาด เหมือนกับเรื่องที่ปรีดี เคยเขียนเรื่องความผิดพลาดฯ และเราจะเห็นได้ว่าผู้คน ที่มีลักษณะทำนาย ในนสพ.ต่างๆ ในที่สุดประเด็นของผม เป็นคนหนึ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึกต้องการปลดปล่อยเล่าเรื่องระบายบันทึกไว้บ้าง น่ะครับ
ส่วนเรื่องWhat is Heart beat,Paradigm,light,line,road,right,time,wing,gravity/คัมภีร์/นิยาย/นิทาน/ลอย/ตราชั่ง/สูตรสำเร็จ หรือก็อปปี้ในReproduction-aura-art @-@สุนทรีย์ศาสตร์ทางศิลปะของการเมือง ทหาร-Flagในชีวิตประจำวัน และการพยากรณ์(อากาศ/อนาคต) และผมอาจจะเป็นเรื่องที่ผมไม่มีเวลาเขียนถึงทั้งหมด น่ะครับ

กระนั้น ผมต้องเตรียมเขียนคอลัมภ์ส่งนิตยสาร และเรื่องราวเกี่ยวกับฮ่องกง ที่ไม่ลืมอิทธิพลของหนัง2046และผมเคยเขียนถึงWhy So Serious:Take History;2010-2046 ในยุคสมัย-I Pad I phone I pod ที่เราต้องสร้างประวัติศาสตร์ คือ นวัตกรรม เมื่อผมไปพบภาพและคำว่า Take History! นี้ ที่บอร์ดมหาวิทยาลัยมาเก๊า ผมก็กลับมาครุ่นคิดเขียนอะไรสั้นๆ สักหน่อยให้ตีความคำดังกล่าว ซึ่งผมอยากเขียนถึงจินตนาการของ อาเธอร์ ซี คลาร์ก ที่ผมเคยคุยกับไมค์-พี่อ้อย ว่าจินตนาการของอาเธอร์ ก็เจ๋งมาก

https://akkaphoncyber.wordpress.com/2010/05/04/why-so-serioustake-history2010-2046/

จากแง่มุมนิสัยการทำงานของนักเขียน เช่น นักเขียนในหนัง2046 และนิสัยการทำงานของบัลซัก ในการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ และWork habits http://en.wikipedia.org/wiki/Honor%C3%A9_de_Balzac

Time in a bottle เวลาในขวดแก้ว Artist : Jim Croce

If I could save time in a bottle
หากว่าฉันสามารถเก็บรักษาวันเวลาใส่ไว้ในขวดThe first thing that I’d like to doสิ่งแรกที่ปรารถนานั้น Is to save every day คือเก็บเกี่ยวทุกคืนและวัน Till Eternity passes awayตราบจนเลยผ่านชั่วนิจนิรันดร์ Just to spend them with you เพียงเพื่อจะได้ใช้วัน

เวลาอยู่ร่วมกับเธอ If I could make days last foreverหากว่าฉันสามารถทำให้วันวานยั่งยืนยาวนานชั่วกัปกัลป์ If words could make wishes come true หากว่าเพียงถ้อยคำนั้นสามารถทำให้ปรารถนากลายเป็นจริง
I’d save every day like a treasure and then,ฉันจะถนอมและรักษาทุกเวลากาลราวเช่นสมบัติแสนรักอันเลอค่า

Again, I would spend them with you
และฉันก็จะยังคงใช้เพลานั้นชิดใกล้เคียงคู่เธอ But there never seems to be enough timeหากว่าช่างราวกับวันเวลามันแสนสั้นเหลือTo do the things you want to do
ไม่มากเผื่อเพียงพอให้กระทำทุกสิ่งเช่นใจหวัง Once you find themยามเมื่อเราพบสิ่งนั้นที่เฝ้าฝัน

I’ve looked around enough to know
อันฉันได้พินิจคิดตรองกระทั่งตระหนักรู้That you’re the one I want to go through time withว่ามีเพียงเธอผู้เดียวเท่านั้น ที่ฉันปรารถนาจะเคียงข้างผ่านกาลเวลาแม้ล่วงไกลIf I had a box just for wishesหากว่าฉันมีกล่องซักใบเพียงไว้ใส่คำอธิษฐานAnd dreams that

had never come trueและความฝันนั้นที่ไม่เคยได้ปรากฏผ่านออกมาเป็นความจริง
The box would be emptyกล่องนั้นคงจะว่างเปล่าExcept for the memory
หากว่าคงมากล้นด้วยความทรงจำ
Of how they were answered by you
เติมเต็มด้วยทุกความฝันและเรื่องราวเก่าก่อนนั้น ยามเคยชิดใกล้กัน ระหว่างฉันกับตัวเธอ
http://vanish.exteen.com/20080311/time-in-a-bottle

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s