Humour,Hear,Food,Face,Paradox,Reverse,Relation,Illumination,Paradise,Progress,Totality,Travel,Dream before,Eros,สถานีข่าว,สถานีวิทยุ,เสน่ห์ของHead-History-Hope,Storm,Spread กับกงล้อหมุนบนถนนหลังweekend-next time(station)

Humour,Hear,Food,Face,Paradox,Reverse,Relation,Illumination, Paradise,Progress,Totality,Travel,Dream before,Eros,สถานีข่าว,สถานีวิทยุ,เสน่ห์ของHead-History-Hope,Storm,Spread กับกงล้อหมุนบนถนนไม่ให้กลับไปกลับมาเมาให้หายไป หลังWeekend  สำหรับมุ่งสู่อนาคตในเวลา(สถานี)ต่อไป

วันที่ 1 พฤษภา ที่ผ่านมา เป็นวันเมย์เดย์ คือ กรรมกรสากล หรือแรงงานแห่งชาติ และวันที่2 พฤษภา มันเป็นวันที่ฝนยังไม่สร่างซา ผสมเสียงลมเหมือนพายุ และอินเตอร์เน็ตของหอ ก็ล่มไป ท่ามกลางสายน้ำฝน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของWireless Router  และเปลี่ยนพาสเวริด์ใหม่อีกครั้ง

ซึ่งผมเก็บเรื่องราวเล่าเรื่องความประทับใจส่วนตัว ในการอ่านบทกวีของผม ในวันที่ 30 เมษา และวันที่ 1 พ.ค.54 ไว้ในใจ และผมเล่าเรื่องให้ทราบแล้วเปลี่ยน คือ ผมเก็บโทรศัพท์ได้ และคืนเจ้าของเครื่องโทรศัพท์มือถือไป แต่ว่าวันที่ 30เมษา ก็เป็นเรื่องที่กลับกัน เมื่อวันที่พี่สมยศ ถูกจับตัว และหอพักของผม มีขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และเงินด้วย ซึ่งขโมยเข้าโดยเวลาที่ขโมยเข้าหอพัก ในห้องตรงกันข้าม ซึ่งผมอยู่ในห้อง!! และผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ซึ่งมันเกิดอะไรขึ้นกับH(ear) และHere โดยพวกชาวหอของผม จากเวลาประมาณ21.00น.และหลายคนเข้ามาดูในห้องของผม เพราะผมรู้วิธีดูกล้องในฐานะadmin แล้วเรามาย้อนเวลาดูจังหวะที่ขโมยเข้าห้องเวลา 17.04 นาที โดยประมาณ มีวินาทีด้วย และผมออกจากห้องมาเวลาประมาณ 17.10 ตามเวลาของการบันทึกของกล้องวงจรปิด ถ้าชาวหอฯ คิดเรื่องขโมย ก็เพิ่งโดนขโมยไปสดๆ คือ ช่วงลอยกระทง ปีที่แล้วมาต่อช่วงหลังสงการนต์ของปี2554 น่ะครับ…. ถ้าใช่! ขโมย น่ะแหละ ถ้าไม่มีอะไรซับซ้อน น่ะ คร้าบ
เมื่อย้อนเวลาทบทวนปัญหาหลุมหลบภัยสงคราม หรือการถูกขโมยตามบ้าน โดยผมนึกถึงเรื่องการค้นหาเรื่องIlluminations ฉบับภาษาอังกฤษจากพีดีเอฟ ก็ได้ของฟรี แต่ไม่รู้จะโดนกฏหมายเล่นงานหรือเปล่า? ฮาๆ แต่ถ้ากลับกัน ก็ผมมีข้อสังเกตที่ตึงเครียด จนไม่อาจผ่อนคลาย ในการตีความ และจินตนาการ ทั้งความจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งพวกฟาสซิสม์ ในเยอรมัน โดยนาซีได้ใช้จิตวิทยาปลุกเร้าทางศิลปะ(ชาตินิยม!!!) ในกรณีส่งผลต่อการฆ่าตัวตายของวอลเตอร์ เบนจามิน ซึ่งยกตัวอย่างในผลงานศิลปะในยุคของการผลิตว้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction, 1936 (และผมนึกถึงIlluminations)…ศิลปะเกี่ยวกับการเมือง..อันนี้คือสถานการณ์เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งลัทธิฟาสซิลสม์กำลังปฏิบัติการทางสุนทรีย์.
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage4.html
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage5.html
ปล.30 เมษา 2488 เป็นวันที่ ฮิตเลอร์ จบชีวิตฆ่าตัวตายพร้อมคู่รักในหลุมหลบภัย…หลังจากนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลงฟาสซิสม์ล่มสลาย และการก้าวมาสู่ความเป็นเจ้าโลกโดยอเมริกา…
 
โดยผมคิดถึงอัลบั้มของLaurie Andersons ในสถานการณ์สงครามด้วย และเพลงซุปเปอร์แมน ที่ผมไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ และผมห่วงใยปัญหาสงคราม ดังเช่นคนเอาเพลงมาลงยูทูบ แล้วกล่าวว่าO superman is my reaction to 9/11 and a critisizm of American Foreign Policy. It uses Laurie Andersons song of the same name written 20 years before the event. The relevance of the words is striking and eerie.ดังนั้น ผมจะเอาเนื้อเพลง มาให้รับชม แล้วยังมีสองเวอร์ชั่น ภาพประกอบพร้อมเพลงในยูทูบ(ทิว) ครับ
O Superman. O judge. O Mom and Dad. Mom and Dad.O Superman. O judge. O Mom and Dad. Mom and Dad. Hi. I’m not home right now. But if you want to leave a message, just start talking at the sound of the

tone.Hello? This is your Mother. Are you there? Are you coming home?Hello? Is anybody home? Well, you don’t know me,but I know you.And I’ve got a message to give to you.Here come the planes.So you better

get ready. Ready to go. You can come as you are, but pay as you go. Pay as you go.And I said: OK. Who is this really? And the voice said:This is the hand, the hand that takes. This is the hand, the hand that takes.
This is the hand, the hand that takes.Here come the planes.They’re American planes. Made in America.Smoking or non-smoking?And the voice said: Neither snow nor rain nor gloom of night shall stay these couriers

from the swift completion of their appointed rounds.’Cause when love is gone, there’s always justice.And when justive is gone, there’s always force.And when force is gone, there’s always Mom. Hi Mom!
So hold me, Mom, in your long arms. So hold me,Mom, in your long arms.In your automatic arms. Your electronic arms.In your arms.So hold me, Mom, in your long arms.Your petrochemical arms. Your military arms.
In your electronic arms.

ปล.ผมได้ข่าวล่าสุดเรื่องอเมริกา จับตายบินลาเดน แล้ววันที่ 2 พ.ค.54 ก็นึกถึงเพลงนี้ ขึ้นมาอีกครั้ง ครับ
-สหรัฐเผย “บินลาเดน” ตายแล้ว หลังปะทะเดือดกันในปากีสถาน
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=415962&ch=hn
….
วันที่ 3 เมษา กับเหตุการณ์ในอดีต ที่ผ่านมา
พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) – บริการไปรษณีย์ด้วยรถม้าด่วน โพนีเอกซ์เพรส ที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก เริ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) – ไอศกรีมซันเดถ้วยแรกถือกำเนิดขึ้นที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) – ความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย : เกิดเหตุลอบวางระเบิดที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ห้างคาร์ฟูร์หาดใหญ่ และโรงแรมในตัวเมืองจังหวัดสงขลา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก(เหตุการณ์หลังจากวันที่28 เมษา 2547 ที่กรือแซะ ซึ่งตรงกับวันที่เกิดกบฏดุซงญอ)
http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99

วันที่ 3 พฤษภา คือ วันเสรีภาพหนังสือพิมพ์โลก (World Press Freedom Day)
http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

เนื่องจากว่า หลายวันมานี้ ก็ผมยังไม่หายอาการหวัด เจ็บคอ จึงต้องทรมานบางครั้ง และผมต้องนอนพักผ่อน ซึ่งอาศัยนอนตามที่ต่างๆ ระหว่างการเดินทางไปร่วมกิจกรรม และรถกะบะ ที่มีหลังคา คันหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้หลับนอนพักบ้าง น่ะครับ
โดยผมพยายามหาดาวน์โหลดหนังสือฟรีทางอินเตอร์เน็ต ก็ผลงานเรื่องIlluminations แต่ไม่มีหาไม่เจอ และผมหาไม่ได้ ก็ผมคิดเอง ตีความเอง โดยสร้างความรู้จากตัวของผมเอง และไม่ได้มาจากการอ้างIlluminations โดยตรง ซึ่งผมไม่ได้ต้องการคิดเหมือนวอลเตอร์ เบนจามิน แต่ผมต้องการคิดเองเป็นให้ได้ ครับ ซึ่งภาพปกหนังสือIlluminations ฉบับหนึ่งออกแบบหน้าปกเป็นเส้นทางถนน อันซับซ้อน น่ะครับ
http://pixhost.info/pictures/844462
ทั้งนี้ ผมต้องการยกตัวอย่างหน้าปกของหนังสือIllumination เป็นรูปถนนหนทางซับซ้อน และถนนทางแยกมากมาย และหนังสือIlluminations,p259 ที่มีอ.เบน เขียนตีความเพิ่มเติมใส่หนังเรื่องWeekend นับเป็นโวหาร ซึ่งน่าสนใจสำหรับการเปรียบเทียบของอ.เบน ในกรณีIlluminationsซึ่งวอเตอร์ เบนจากมิน เสียชีวิตไปในเดือนSeptember 1940 กับหนังเรื่องWeekends ในปี1967 Weekendนั้น โหดเหี้ยมอำมหิต และสะเทือนใจมาก ถ้าดูต่อไปเรื่อยๆ หนังจะฉายภาพความวุ่นวาย ไร้เมตตา โดยการนำเสนอเหนือจริง ราวกับนรก ซึ่งหนังดำเนินเรื่องซ้อนไปซ้อนมา กลับไปกลับมา ยอกย้อนแย้ง แสดงออกขัดแย้ง ทั้งแนวคิดสงคราม แนวคิดมาร์กซ และแองเกลส์ ซึ่งสะท้อนเรื่องครอบครัวของมนุษยชาติ อีกด้วย ก็ชนเผ่า ต่างๆ จนกระทั่ง คู่รัก ทั้งสองคนไปพบพวกฮิปปี้ ปฏิวัติ ปล้นฆ่า กินเนื้อคน แล้วสามีของนางเอก ก็ถูกฆ่าตายโดยก้อนหินจากหนังสติ๊ก ต่อมานางเอก ก็เข้าร่วมกลุ่มฮิปปี้ปฏิวัติ ที่กินเนื้อคน ได้ โดยปกติ และเนื้อคนต้ม และนางเอกบอกว่าอร่อย กัดกินได้ แม้กระทั่งเนื้อสามีตัวเอง!!! (หรือหิวหน้ามืด ตาลาย)

weekendคือ ดวงตาเทวดาในที่นี้ เปรียบเสมือน กล้องถ่ายเคลื่อนที่ในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของL.Godard เรื่องWeekends ซึ่งฉายภาพถอยหลังตลอดให้เราเห็นภาพรถยนต์ คนเจ็บคนตาย ซากปรักหักพังกองแล้วกองเล่า จะค่อยๆผุดขึ้นบนเส้นทางหลวงที่ไร้จุดสิ้นสุด ทอดไปจนสุดขอบฟ้า

-ลองดูฉากนี้ประกอบส่วนหนึ่งของภาพยนตร์
WEEKEND / 1967 / jean-luc godard(หรือWeaken? คือ ผมจงใจเล่นคำต่อหนังเรื่องWeekendในบันทึกครั้งที่แล้ว)
http://www.youtube.com/watch?v=8ScGLdfqdYo
ซึ่งหากผมนึกถึงเรื่องของ2046 เป็นถนนสายหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องเรื่องราวของความทรงจำการเดินทางของความรัก
2046- Wong Kar-wai- part 12 และฮ่องกง ก็ถือว่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคม ทำให้ผู้คนแปลกแยกกับเผ่าพันธุ์ของตนเอง ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ก็กล่าวไว้บ้าง…
http://www.youtube.com/watch?v=AjyLLRJTGhc
He didn’t turn back
It was if he’d boarded a very long train
Heading for drowsy future
Through the unfathomable night
จากประโยคดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการอยู่ในห้วงคิดของพระเอก ต่อการลาจากหญิงสาว แล้วเขาจินตนาการต่อ ถึงนิยายของเขา ในเรื่องอนาคต
โดยเราดูหนังดังกล่าว ก็เราไม่เห็นภาพทั้งหมด เช่น กงล้อของรถเก๋ง คือ รถแท็กซี่สำหรับพระเอก ตอนที่เอาหัวสมองเอียงกระจกเดียวดายคนเดียว แล้วกงล้อหมุนวนเวียนความสัมพันธ์อกหักวนเวียนหรือไม่?..การไม่กลับไปกลับมา? สิ่งใดที่หมุนครบรอบของความไม่สมหวังในรัก?..สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลง? เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้ แล้วก็ไม่รู้สึกหนังปรากฏอารมณ์ตลกเบิกบานเหมือนChungking Express,Fallen Angels และผมเข้าใจได้สำหรับประสบการณ์ของความรักไม่สมหวังของพระเอก ซึ่งเรื่องราวก็ซับซ้อน บนถนน และถนน สำหรับไทย เป็นตัวแทน สัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้าในยุคชาติ ที่ต้องการพัฒนาความเจริญ ใช้ถนนเป็นเส้นทางคมนาคม และหนังเรื่อง2046 ก็ทำให้เราเห็นถึงภาพของภาษาธรรมชาติของใบหน้าผู้คน สูญเสียความรัก และถนน อันซับซ้อนอย่างกับภาพหน้าปกหนังสือIllumination เป็นรูปถนนหนทางซับซ้อนทางแยกมากมาย

แต่เราอาจจะเริ่มง่ายๆ จากประสบการณ์การเรียนรู้ของเรา ที่เราเคยอยู่บ้านไป-กลับโรงเรียน ระหว่างเดินเที่ยวเพลินบนเส้นทางกลับบ้านช้า มืดค่ำ และเราลืมทำการบ้านไม่ทัน หรือขี้เกียจ ทำการบ้าน จึงลอกการบ้านเพื่อน ซึ่งศิลปะสมัยผมเรียนศิลปะ ก็เราต้องเริ่มเรียนรู้หลักการวาดภาพ จากการวาดรูปปั้นของผลงานศิลปินระดับโลกต่างๆ คล้ายคลึงในแง่ลอกเลียนเพื่อพัฒนาปรับปรุงผลงานศิลปะเพื่อความเจริญก้าวหน้าของผลงานศิลปะตัวเองไม่เหมือนลอกงานศิลปินคนดังในอดีต และลองดูตัวอย่างเรื่องผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical ReproductionในหนังสือIllumination น่ะครับ

…ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างส่วนบน(superstructure)เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งช้ายิ่งกว่าโครงสร้างส่วนล่าง, มันต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ในทุกๆพื้นที่ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆของการผลิต. ในทุกวันนี้เท่านั้นที่มันได้ถูกชี้ชัดลงไปได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น. ดังนั้น การคาดคะเนที่แน่นอน จึงได้มาถึงจุดที่บรรจบกันกับถ้อยแถลงเหล่านี้ …. พวกเขาได้ปัดแนวความคิดทางด้านศิลปะอันล้าสมัยมากมายทิ้งไป อย่างเช่น ความสามารถในการสร้างสรรค์และความเป็นอัจฉริยะ, คุณค่าชั่วนิรันดร์และความลึกลับ รวมทั้งแนวความคิดต่างๆที่ไม่อาจควบคุมได้ …. และได้นำไปสู่กระบวนการเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อมูลในความหมายใหม่. แนวความคิดต่างๆ ถูกนำเสนอเข้าสู่ทฤษฎีศิลปะที่ดำเนินต่อมา ซึ่งมันแตกต่างไปจากศัพท์แสงต่างๆที่เราคุ้นเคยในอดีตอันไร้ประโยชน์อย่างสมบูรณ์จำนวนมาก…. ในอีกด้านหนึ่ง มันเป็นประโยชน์สำหรับหลักการเกี่ยวกับการเรียกร้องการปฏิวัติในทางศิลปะ….
1.
โดยหลักการ ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งนั้น มักจะสามารถผลิตซ้ำขึ้นมาได้เสมอ. มนุษย์ผู้สร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มักจะถูกลอกเลียนโดยมนุษย์ด้วยกัน เช่น รูปจำลองต่างๆที่ได้รับการทำขึ้นโดยนักเรียน นักศึกษา และศิลปินฝึกหัด ในการฝึกปฏิบัติงานฝีมือของพวกเขา โดยลอกเลียนผลงานศิลปะของปรมาจารย์ทั้งหลาย เพื่อศึกษาและแพร่กระจายผลงานต่างๆเหล่านี้ และในท้ายที่สุด ผลงานศิลปะได้รับการลอกเลียนโดยบุคคลที่สาม ซึ่งต้องการวิ่งไล่ตามความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ(เช่นศิลปินคนอื่นๆ)…
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage4.html

แล้วความเจริญก้าวหน้าของความสัมพันธ์ของคนรักกัน ก็อาจจะเหมือนบทเพลงDream Before ซึ่งคนตีความว่า ตอนจบของเรื่องเล่า ที่คู่รักสองคน เหมือนไม่เข้าใจกัน กับเธอกล่าวกลับกันเรื่องราวความขัดแย้งสองคน เป็น She said: What is history…ซึ่งผมสนใจความคิดเห็นของ@fritzletsch I think it’s just Laurie? Anderson🙂 And her alternate epilogue to the Hansel and Gretel story คือ เธอกลับกันเรื่องเล่าปิดท้ายถึงHansel andGretel โดยผมคิดต่อแง่มุมมองซ้อนเข้าไปถึงวอเตอร์ เบนจามิน และผมคิดเรื่องทางเลือก(alternative) ในความขัดแย้งเป็นthis storm is called Progress

Progress (a. k. a. The Dream Before) – Laurie Anderson Live in San Remo 2001

-Progress (a. k. a. The Dream Before) – Laurie Anderson Live in San Remo 2001
Live in New York was a 2-CD live album released by performance artist Laurie Anderson on Nonesuch Records in 2002. It was her ninth album of new recordings released since 1982. The front cover of the CD has the title Live at Town Hall, New York City September 19–20, 2001, however the official title of the album is just Live in New York.

Recorded less than 10 days after the September 11, 2001, attacks on New York City, the album was produced during a tour Anderson gave of the United States in which she performed a mixture of older pieces from earlier in her career and newer works, including songs from her then-recent album Life on a String, as well as earlier albums such as United States Live, Big Science, Bright Red, Home of the Brave and Strange Angels.

Following so close to the attacks, Anderson makes several statements about them in her recognizable style. The performance is highlighted by a performance of “O Superman,” the song that launched Anderson to stardom in 1981 and that contains lyrics that can—in retrospect—be seen to relate to the terrorist attacks.
http://en.wikipedia.org/wiki/Live_in_New_York_(Laurie_Anderson_album)

In 2001, Laurie Anderson was awarded by the Tenco Prize (Premio Tenco) for songwriting in San Remo. She also performed a set of songs at the ceremony. ‘Progress’ (a. k. a. ‘The Dream Before’) was originally

released on ‘Strange Angels’ in 1989, and its live version also appeared on the ‘Live at Town Hall: New York City, September 19–20, 2001’ album.
-ประวัติผลงานเพลงProgress หรือ ฝันก่อน เป็นบทเพลง ที่ทำใหม่ สำหรับช่วงที่มีเหตุการณ์ 11 กันยาของอเมริกา และบทเพลงผลิตในอัมบั้มLive in New York ซึ่ง ปกซีดีออกช่วง19-20 กันยา หลังเหตุการณ์เวริด์เทรดถล่ม ลองอ่านและแปลเอง น่ะครับ
เมื่อเวลา ที่ผมคิดถึงผลงานของวอเตอร์ เบนจามิน ผู้เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงฝันก่อนหรือProgress นั่นก็คือ ผลงานเรื่องIllumination (หรือแสงสว่าง) ก็นึกถึงนัยยะของIlluminati แปลว่า แสงสว่างหรือกลุ่มลึกลับที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก และปรากฏอยู่ในนิยายเรื่องAngel and

Demon ของแดน บราวน์ -The Illuminati (plural of Latin illuminatus, “enlightened”) is a name given to several groups, both historical and modern, and both real and fictitious. Historically, the name refers specifically to the

Bavarian Illuminati, an Enlightenment-era secret society founded on May 1, 1776 ซึ่งผมเอาลองมาอ่านใหม่ดูเนื่องจากผมซื้อหนังสือมือสองราคาถูกมาได้ในราคา 20บาท!! ตอนนี้อาจจะราคาถูกกว่า “อาหาร”(Food) ที่ขึ้นราคา ก็วัตถุดิบ และ ข้าวของแพงอีกครับ!

แถมอาจจะเกิดเจอสารใส่วัตถุกันเสีย ในอาหารอีกเพียบครับ จนกระทั่ง(ไม่)มีอาหารชิ้นสุดท้ายแฟนสวยงดงาม ครับ!

โดยสรุป ผมคิดว่าในแง่มุมหนึ่ง สำหรับความขัดแย้ง ปัญหาทางธรรมชาติ และขโมย ถ้ามองปัญหากลับกัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ไขปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าได้

ส่วนบางครั้ง คนเราก็เหนื่อย ง่ายๆ คือ นอนพักผ่อนกันบ้าง ทำให้ผมนึกถึงเพลงDream Before (Progress)อีกครั้ง ในแง่มุมHumour คือ ตลกขำขำ จากวิดีโอ เพอร์โฟมานซ์ ที่ผมเคยเอาให้ดูกัน ก็เอาให้ดูอีกครั้งแถมเพลงนี้ครับ
Meow Meow: Laurie Anderson’s “The Dream Before”
International singing sensation and exotica performance artist Meow Meow performs Laurie Anderson’s “The Dream Before” (this is kind of patchy; parts of the song) as part of Weimar New York’s west coast premiere at San Francisco MOMA, February 14, 2008. <a href=”http://www.myspace.com/meowmeowrevolution”>http://www.myspace.com/meowmeo<wbr>wrevolution meowmeowrevolution.com
madsketcher 3 เดือนที่ผ่านมา
gretel, you can really be a bitch.

spadehatesscrewtube 1 ปีที่ผ่านมา
Wow… fantastic…

stotn 1 ปีที่ผ่านมา
My ears are bleeding. After such a beautiful and haunting version by Laurie to have this in my head–ARGH!

greg5566 2 ปีที่ผ่านมา
Bravo!

badleroybrown8 2 ปีที่ผ่านมา
saw her in berlin . she closed with this. enigmatic and mesmerizing. “progress…”
http://www.youtube.com/watch?v=LDI3tupgJT0

Laurie Anderson – The Dream Before (cover) โดยเวอร์ชั่น นี้เป็นผู้ชายร้องเพลง…
http://www.youtube.com/watch?v=_KBC4YccMHw

วันที่ 8 พ.ค.54
วันนี้ ในอดีต คือ 8 พ.ค.ปีพ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) – สงครามโลกครั้งที่สอง: สงครามโลกในยุโรปสิ้นสุดลง เมื่อเยอรมนีประกาศยอมจำนน และวันที่ 8 พ.ค.พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) เป็นวันเกิดของเจนีวีฟ คอลฟิลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกัน ผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดในไทย และวันที่ 8พ.ค.พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903)เป็นวันเสียชีวิตของพอล โกแกง เป็นจิตรกรสมัยอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังชาวฝรั่งเศส และวันที่ 8พ.ค.พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) เป็นวันเสียชีวิตของ เติ้ง ลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวัน ที่เชียงใหม่ และวันที่8 พ.ค.เป็นวันสำคัญ คือ วันกาชาดโลก

Road-Read-Relation-Reverse-Resolve-Right-Light
การระลึกถึงเติ้งลี้จวิน เหมาะสมกับหนังเรื่อง2046 เพราะหนังของหว่องในเรื่องFallen Angels นำเพลงของเติ้งลี้จวินมาประกอบ ดังนั้น ผมขอนำหนัง2046- Wong Kar-wai- part 12 มาเล่าต่อ คือ เปิดฉากแรกของตอนที่12 เป็นฉากการเดินจากลาบนทางแยกของความรัก..การเดินทาง.ซึ่งมีคนแสดงความเห็นอันน่าสนใจดังนี้ คือ
thanks for uploading this. such a beautiful film. completely non linear to what we have accustomed to expect. i like that part where he says love is all about timing..true. as in life nothing is perfect its up to us to decide if this is the departure ..
http://www.youtube.com/watch?v=AjyLLRJTGhc
การเดินทางถนนของเส้นทางชีวิต หลายคน มักมีหลายเรื่องราวของแต่ละชีวิตของคน ซึ่งถนนสายวรรณกรรม ในฐานะของการระลึกถึงชีวิตของนักเขียนแต่ละคน เมื่อผมรู้ถึงเรื่องนักเขียนหายตัวไป แล้วก็ต่อมา เราทราบว่าช่วง3 พ.ค.54 คือ เสียชีวิตตั้งแต่ 26-27 พ.ย.51″KS.” มาประกาศหาคนหายในไทยไรเตอร์ 11 ก.พ.52 เป็นข่าวเศร้าชวนให้ใจหาย ผมลมหายใจระลึกถึงพี่ปาน สำหรับพานทองแดง ผู้เป็นนักเขียน และเขาเสียชีวิตล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ที่ทะเลของหัวหิน
http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?PHPSESSID=c2fe1f6f3363eca8a7aa0fcd377e8a30&topic=3207.50

เมื่อผมสำรวจข่าวบางข่าว ที่มีคนรู้จักของผม ก็ปรากฏตัว และผมไม่เล่าบางเรื่องราวเก็บลับไว้ ก็กลับมาคิดเรื่องความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ในมโนทัศน์หรือแนวคิดเกี่ยวกับการอุบัติขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสรรพสิ่ง มันเป็นเรื่องวกวนวงเวียน ทำให้กลับมาคิดในเรื่องส่วนตัวของผมชอบรูปใบหน้าของวอลเตอร์ เบนจามิน ซึ่งปรากฏเป็นรูปเบนจามิน ใช้มือจับใบหน้าส่วนหัวสมองของตนเอง เหมือนใช้ความคิด ซึ่งสมองของนักคิด นักรัก ก็น่าจะเหมือนกัน เพราะเราตกอยู่ภายใต้วาทกรรมของสมอง เหมือนวาทกรรมของความรัก ซึ่งโรล็องต์ บารต์ นักสัญวิทยา ที่มีเขียนเรื่องความรัก ที่แท้จริง คือ การรอคอย หรือสุภาษิต คำพังเพย สำนวนต่างๆ ที่มีคนเคยกล่าวไว้แล้วว่า รักอมตะ คือ การรอคอย..ทำให้ผมนึกถึงนิทเช่ กับผลงานเรื่องเทวาสายันห์ หรือวิธีจะทำให้เป็นปรัชญาได้ด้วยค้อน(How to Phlilosophize with a Hammer) ชื่อเดิม คือ ความเกียจคร้านของนักจิตวิทยา

ซึ่งผมเคยเขียนถึงผลงานนิทเช่ ไปแล้วว่า นิทเช่ให้อิทธิพลแก่โพสต์โมเดริน์ และอัตถิภาวะนิยม ซึ่งเขาใช้ภาษาสำนวน คำพังเพยแบบaphorism ซึ่งเขาก็ได้รับอิทธิพลทางปรัชญาจากโชเปนฮาวเวอร์ และวากเนอร์ในทางดนตรี ต่างๆ และนาซี ก็หยิบยืมความคิดของเขาไปใช้ในเรื่องSupermanสำหรับลัทธิฟาซิสม์.และความจริง คือ สิ่งที่เราเห็นผ่านการมองโดยเราอาจเหมือนนักแสดงบนจอภาพยนตร์ จะถูกนำเสนอโดยผ่านกล้อง โดยจะมีผลตามมาคือ

..กล้องที่นำเสนอการแสดงของนักแสดงภาพยนตร์ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการแสดงในฐานะที่เป็นภาพรวมๆทั้งหมด. ด้วยการถูกนำเสนอโดยผู้ถ่ายทำ, กล้องจะทำการเปลี่ยนตำแหน่งของตัวนักแสดงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพิจารณาถึงการแสดง. ลำดับต่อเนื่องของมุมมองในตำแหน่งต่างๆ

ซึ่งผู้ตัดต่อประพันธ์ขึ้นจากเนื้อหาเรื่องราว ซึ่งช่วยให้เขาสร้างภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ขึ้นมา. มันประกอบด้วยปัจจัยบางอย่างของการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่ในความจริงเหล่านั้นของกล้องบันทึกภาพ, อันนี้มิได้พูดถึงมุมกล้องพิเศษ เช่น ภาพระยะใกล้ หรืออะไรต่างๆ ฯลฯ แต่อย่างใด
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage5.html (ลองดูรูปภาพวอเตอร์ เบนจามินใช้ความคิดใช้มือจับใบหน้าส่วนหัวสมองของตนเอง)

โดยกล้องเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างศิลปะภาพถ่าย และภาพยนตร์ ในฐานะศิลปะ คือ ศิลปะ and Reality(ศิลปะและความจริง การมองเห็นกับจิตใจหรือseeing with the Mind) ซึ่งแสงสีของภาพถ่าย ยามกลางคืน มองเห็นเส้นแสงไฟของรถยนต์ วิ่งตามท้องถนนอย่างกับภาพนามธรรม(หรือAbstrarct art) ดังนั้น ภาพนามธรรมหรือแอ็บสแตร็ท คือ นิยามมากกว่าความจริง ที่ดวงตาของเรามองเห็น จากภาพของดวงตาสู่สมอง และมันมากกว่ารายละเอียด การมองถนน ขณะขับรถยนต์ ในด้านมองกระจกขุ่นมัว ท่ามกลางสายฝน ยามกลางคืน และกระจกมองหลัง กระจกมองด้านข้าง รวมทั้งถนนของคนตาบอด ที่เหมาะสมไม่ให้ถูกรถยนต์ชน ควรเป็นอย่างไร? และถ้ารถวิ่ง มาขณะคนบนรถคุยกัน โดยมองไม่ทัน และรุ่นพี่ของผม ก็บอกว่า ขับรถให้คิดว่ารถทุกคัน และคน เหมือนวัว จะได้ไม่วิ่งชน เพราะวัวไม่รู้เรื่องอะไร

แต่ถ้าวัว บนถนนอินเดีย จะได้รับการยกย่อง น่ะครับ แน่นอน ศิลปะ ก็เกี่ยวข้องความเชื่อ และนิยามความหมายทั้งเรื่องศิลปะแบบFuturism(เกี่ยวกับวัฒนธรรมTime และSpaceโดยผมเคยเขียนไว้) ก็ต้องอธิบายยาวทั้งบริบทต่างๆ แต่ผมไม่มีเวลาอธิบายมาก ก็ขอกล่าวสั้นๆ สำหรับการรับรู้ศิลปะบางภาพเชิงนามธรรม เพราะมนุษย์ มีข้อจำกัดของการมองเห็นของมนุษย์ แล้วบางครั้งมนุษย์ ก็หลับตา เพื่อ(น)อนหลับพักผ่อนฝันก่อน

อย่างไรก็ดี ด้านมุมมองต่อสงคราม และวัตถุระเบิดสำหรับระเบิดนิวเคียร์เป็นเรื่องใหญ่โตมากจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่2 ส่วนผลงานIlluminationของวอเตอร์ เบนจามิน เกี่ยวข้อง ลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งถูกใช้ขึ้นครั้งแรกโดย เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการชาวอิตาลี จากปี พ.ศ.2465 ถึงปี พ.ศ. 2486 รัฐบาลของ เอ็นกิลเบริต ดอลฟิว ในออสเตรีย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในนาซีเยอรมนี และฟรานซิสโก ฟรังโก ในสเปน และบางด้านของสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ส่งผลต่อประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และไทย ฯลฯ ซึ่งลักษณะฟาสซิสต์ และผู้นำเผด็จการ ในช่วงสงครามส่งผลลุกลาม

จนกระทั่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางประเทศ ก็ต่อมาประกาศเอกราช และชัยชนะของคอมมิวนิสต์ทางอินโดจีน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งในแง่มุมมองของไทย ก็ผมอ่านผลงานรื่องนโยบายวัฒนธรรมของจอมพลป.พิบูลสงคราม :ลัทธชาตินิยมกับผลกระทบทางสุนทรียทัศน์ โดยจิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ ปรับปรุงบทความส่วนหนึ่งวิทยานิพนธ์Nationalism and the Transformation of Aesthetic Concepts:Theatre in Thailand during the Phibun Period ซึ่งงานวิจัยเชิงสหวิทยาการเชื่อมโยงการเมืองวัฒนธรรมและศิลปะ ก็ใช้แนวคิด 1.กรัมชี่เรื่องHegemony 2.อ.เบนเรื่องชาตินิยมในชุมชนจินตกรรมฯ 3.Clifford Geertzในเรื่องสุนทรียทัศน์ฯ เป็นต้น

นี่เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ อำนาจนำทางศิลปะ และวัฒนธรรมในไทย สมัยที่เรารู้กันต่อมาถูกจำลองสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง“โหมโรง”ที่สะท้อนภาพดนตรีไทยเก่าปะทะวัฒนธรรมตะวันตกดังกล่าว ในช่วงบริบทเยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และโดยการวิเคราะห์โฟกัสที่ไทย ฯลฯ เป็นต้น(หมายเหตุ :บางเรื่องต้องอ่านเรื่องที่ผม หรือคนอื่นเคยเขียนไปแล้วเพิ่มเติม)

ส่วนทัศนะในเรื่องลัทธิมาร์กซ์ของกรัมชี่ โดยกาญจนา แก้วเทพ ซึ่งกล่าวว่าภาคภาษาไทย เช่น กุลชีพ วรพงษ์,”ทำไมใครๆ จึงสนใจกรัมชี่”ปาจารยสาร ปีที่9 ฉบับที่ 4(เมษายน 2525)โดยกาญจนา แก้วเทพ กล่าวถึงผลงานของกรัมชี่ ผู้โดนผลกระทบของฟาสซิสต์เหมือนกัน โดยผมคิดเรื่องthesis-antithesis-synthesis ซึ่งสายมารกซิสม์ มีหลากหลายสายทั้ง Polanyi(เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ) อื่นๆ ส่วนผมคิดเรื่องกรณีฟาสซิสม์ของอิตาลี ทำใหเกิดมุมมองของนักลัทธิมาร์กซสองคน คือ วอเตอร์ เบนจามิน และกรัมชี่ แตกต่างในรายละเอียดของการมองเห็นในเรื่องTotality ซึ่งกรัมชี่ กลับไปสู่มาร์กซ์อย่างเรื่องPraxis ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และการวิเคราะห์โครงสร้างส่วนบน และHegemonyต่างๆ มากกว่าเรื่องศิลปะ และการทำนายของMarx-การทำนายทายทักพยากรณ์จากประวัติศาสตร์ สู่อนาคต โดยกรัมชี่ ก็สนใจวัฒนธรรมกลุ่มอนาคต(Futurism) ซึ่งแตกต่างจากบริบทเยอรมันของวอเตอร์ เบนจามิน กล่าวไว้ในผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction, 1936 (และผมนึกถึงหนังสือIlluminationsที่มีเรื่องWork of Art..ดังกล่าวนั้น)

ซึ่งบทส่งท้าย (EPILOGUE) กล่าวถึง..สูตรของเทคโนโลยีอาจได้รับการกล่าวถึงดังต่อไปนี้ : เพียงสงครามเท่านั้นที่ทำให้มันเป็นไปได้ที่จะเคลื่อนหรือระดมทรัพยากรทางเทคนิคในทุกวันนี้ได้ ขณะเดียวกันก็ธำรงรักษาระบบทรัพย์สินเอาไว้. มันดำเนินไปโดยไม่ต้องกล่าวว่า การยกย่องสรรเสริญของฟาสซิสท์เกี่ยวกับสงคราม ไม่ได้ใช้ข้ออ้างเหตุผลต่างๆอันนั้น. แม้กระนั้น Marinetti ได้กล่าวเอาในแถลงการณ์ของเขา ในสงครามอาณานิคมเอธิโอเปียเอาไว้ว่า :
“สำหรับเวลา 27 ปี พวกเราเหล่าบรรดานัก Futurists (หมายถึงศิลปินแนวหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปที่สนับสนุนลัทธิฟาสซิสท์) …. ตามที่กล่าวไว้ : … สงครามเป็นความงดงาม เพราะว่ามันได้สถาปนาอำนาจของมนุษย์ขึ้นมา… โดยอาศัยหน้ากากกันแก๊สพิษ, การโฆษณาด้วยกระบอกแตรที่น่ากลัว, คนขว้างระเบิด, และรถถังขนาดเล็ก. สงครามคือความงดงาม เพราะมันริเริ่มน้อมนำความฝันเก่าๆเกี่ยวกับการทำให้เรือนร่างของมนุษย์ให้กลายเป็นเหล็ก. สงครามเป็นสิ่งงดงามเพราะมันได้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับทุ่งหญ้าดอกไม้ ด้วยกล้วยไม้ที่ลุกเป็นไฟออกมาจากปากกระบอกของปืนกล”.
“สงครามคือความงดงามเพราะมันได้รวมห่ากระสุนปืน, การระดมยิงด้วยปืนใหญ่, การหยุดยิง, กลิ่นสาบต่างๆ, และกลิ่นเหม็นของความเน่าเปื่อยเข้าไปสู่วงดนตรีซิมโฟนีวงใหญ่. สงครามเป็นความงดงามเพราะมันสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ๆ, คล้ายกับถังใบใหญ่ๆขึ้นมา, การก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วของสถาปัตยฯในรูปทรงเรขาคณิต, ควันที่ม้วนตัวเป็นรูปก้นหอย จากกองเพลิงที่กำลังเผาผลาญหมู่บ้าน, และอะไรอื่นๆอีกมาก…. นักกวีและศิลปินของลัทธิ Futurism! … จดจำได้ถึงหลักการต่างๆเหล่านี้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์อันหนึ่งของสงคราม ดังนั้น การต่อสู้ดิ้นรนของคุณเพื่อวรรณคดีใหม่ และงานกราฟิคใหม่ๆ, อาจได้รับการทำให้สว่างไสวขึ้นมาได้โดยพวกมัน!”
แถลงการณ์อันนี้มีความน่าชื่นชมในเรื่องของความชัดเจน. หลักการต่างๆของมันสมควรเป็นที่ยอมรับโดยบรรดานักวิภาษวิธี. สุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับสงครามในปัจจุบันปรากฎออกมาดังต่อไปนี้ : ถ้าประโยชน์ของธรรมชาติของอำนาจการผลิตได้ถูกขัดขวางโดยระบบทรัพย์สิน, การเพิ่มขึ้นในด้านสิ่งประดิษฐ์ทางเทคนิค, ในด้านความเร็ว, และในเรื่องต้นตอของพลังงาน จะไปบีบคั้นและกดดันสำหรับประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ และอันนี้ถูกพบได้ในสงคราม
การทำลายล้างของสงครามได้ให้ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานยืนยันว่า สังคมไม่สุกงอมเพียงพอที่จะรวมเอาเทคโนโลยีเข้ามาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะของมัน เทคโนโลยีไม่ได้รับการพัฒนาพอที่จะจัดการกับอำนาจพื้นฐานของสังคม. ลักษณะท่าทีที่น่ากลัวของสงครามจักรวรรดิ์เป็นสิ่งที่เนื่องมาจากความไม่ลงรอยกัน ระหว่างวิธีการอันมากมายของการผลิต และการได้ประโยชน์จากมันอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยในกระบวนการผลิต – ในอีกด้านหนึ่งก็คือ, การไม่มีงานทำและการขาดตลาดสำหรับระบายสินค้า
สงครามจักรวรรดิ์นิยมเป็นการกบฎอันหนึ่งของเทคโนโลยีซึ่งได้สั่งสมขึ้นมา, ในรูปเกี่ยวกับวัตถุปัจจัยของมนุษย์, ข้อเรียกร้องต่างๆซึ่งสังคมปฏิเสธวัตถุปัจจัยทางธรรมชาติของมัน. แทนที่จะระบายแม่น้ำสายต่างๆออกไปตามคูคลอง, สังคมกลับไปกำกับกระแสธารมนุษย์เข้าไปสู่ที่ฐานแห่งคูคลองของสนามเพลาะ; แทนที่จะหยอดเมล็ดพันธุ์จากเครื่องบินลงในไร่นา, กลับไปหย่อนระเบิดที่ลุกเป็นเพลิงลงเหนือเมืองใหญ่ต่างๆ; และโดยผ่านสงครามแก๊สพิษ รัศมีดังกล่าวได้ถูกลบล้างลงไปในหนทางใหม่อันหนึ่ง.
“Fiat ars–pereat mundus,” กล่าวออกมาโดยลัทธิฟาสซิสม์, และ, ดังที่ Marinetti รับสารภาพ, หวังให้สงครามมาแทนหรือชดเชยความปลื้มปิติทางศิลปะ ของผัสสะการรับรู้ที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยเทคโนโลยี. อันนี้คือการบรรลุถึงจุดสุดยอดในทางหลักฐานเกี่ยวกับ “l’artpour l’art”(ศิลปะเพื่อศิลปะ).
มนุษยชาติ, ซึ่งในยุคสมัยของ Homer คือวัตถุชิ้นหนึ่งของการครุ่นคิดไตร่ตรองสำหรับเทพเจ้าต่างๆแห่ง Olympion, มาถึงตอนนี้คือหนึ่งในตัวของตัวเอง. ความแปลกแยกของตัวตนได้นำไปสู่ระดับหนึ่งซึ่งมันได้ประสบกับการทำลายล้างของตัวมันเอง ในฐานะที่เป็นความพอใจทางสุนทรีย์ของระเบียบแบบแผนอันดับแรก. อันนี้คือสถานการณ์เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งลัทธิฟาสซิลสม์กำลังปฏิบัติการทางสุนทรีย์. ส่วนลัทธิคอมมิวนิสม์ขานรับโดยศิลปะเกี่ยวกับการเมือง 
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage5.html
The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction Walter Benjamin
http://www.youtube.com/watch?v=hhMhZlfK37s
The Work of Art in the Age of Mechanical Reproducation Part 2(คลิปอธิบายเป็นการ์ตูน ครับ) มารกซ์ ฉบับการ์ตูน ก็มีภาษาไทย (ผมคิดว่า ถ้าFriedrich Engels,Leszek kolakowski,Leon Trotsky,walter benjan,antonio gramsci ฯลฯฉบับการ์ตูน ก็คงดี ครับ)
http://www.youtube.com/watch?v=MEUkHzvDhlw&NR=1
Walter Benjamin’s Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction – Epilogue(คลิปอธิบายฉากส่งท้ายบทความของBenjaminโดยทำได้อลังการน่าสนใจมากครับ) ซึ่งผมซื้อหนังแผ่นเกี่ยวกับปัญหานาซีมาสองแผ่น ก็ดูแบบไม่มีเวลาตั้งใจดู ก็ดูผ่านๆ คือ หนังเรื่องVALKYRIE (วัลคีรี่ ยุทธการดับจอมอหังการ์ อินทรีเหล็ก) และGHETTO (เสียงเพลงร้องบนแผ่นดินนองเลือด) ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=HzvWdKQGmS0
นั่นคือ เรื่องเกี่ยวกับIlluminations(ทำให้ผมนึกถึงilluminatiในAngel and demon และilluminationในหนังสือดังกล่าวด้วย) และilluminations สำหรับ Walter Benjamin Edited and with an Introduction by Hannah Arendt ซึ่งธเนศ วงศ์ยานนาวา เคยอ้างถึงHannah Arendt แต่มันเป็นเรื่องอื่น ในประเด็นความก้าวหน้าของมนุษยชาติ..ความหวัง ในเลคเชอร์ว่าด้วยKant’sปรัชญาการเมือง ซึ่งผมเคยเขียนถึงในเรื่องบอง ชวลิต(แปลว่าแสงสว่าง) ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ “…อดีตเป็นสิ่งที่เกิดไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความหวังจึงอยู่ในสภาวะของอนาคต แต่ครั้น เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด และก็ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะรู้ได้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ความหวังจึงเป็นเพียงความหวัง เพราะไม่สามารถหาหลักฐานหรืออะไรที่จะมายืนยันไปได้มากกว่าการเป็นเพียงความหวัง..”

http://akkaphon.blogspot.com/2010/03/blog-post_21.html 

 โดยHannah Arend Essays and Reflections “On the Concept of History” (Theses on the Philosophy of History).The ninth thesis in the essay “Theses on the

Philosophy of History” presents:A Klee painting named Angelus Novus shows an angel looking as though he is about to move away from something he is fixedly contemplating. His eyes are staring, his mouth is open, his wings are spread. This is how one pictures the angel of history.

…A Klee painting named Angelus Novus shows an angel looking as though he is about to move away from something he is fixedly contemplating. His eyes are staring, his mouth is open, his wings are spread. This is how one pictures the angel of history. His face is turned toward the past. Where we perceive a chain of events, he sees one single catastrophe which keeps piling wreckage upon wreckage and hurls it in front of hisfeet.

The angel would like to stay, awaken the dead, and make whole what has been smashed. But a storm is blowing from Paradise; it has got caught in his wings with such violence that the angel can no longerclose them. The storm irresistibly propels him into the future to which his back is turned, while the pile of debris before him grows skyward. This storm is what we call progress.

แต่เราจะมองอดีต และประวัติศาสตร์ในแง่มุมมองไหน เช่น พวกวอลเตอร์ เบนจามิน(Walter Benjamin) ซึ่งกลุ่มของเขา คือ สำนักFrankfurt อย่างAdorno(ผลงานเกี่ยวกับดนตรี),Habermas(ผลงานเกี่ยวกับอาณาเขตสาธารณะหรือPublic Sphere) ก็มองในแง่องค์รวม(Totality)รากฐานจากเฮเกล(Hegel)และมารก์ซ(Marx) http://en.wikipedia.org/wiki/Marxist_philosophy และhttp://en.wikipedia.org/wiki/Frankfurt_Schoolส่วนกรัมชี่(Gramsci)ก็คล้ายแนวทางเดียวกัน โดยถ้าLeszek Kołakowski เป็นนักปรัชญามาร์กซิสม์ ก็กล่าวถึงประวัติศาสตร์ และความหวัง(History and Hope) คือ ประวัติศาสตร์ และความหวัง เกี่ยวพันความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปย่อๆ ในเรื่องโชคชะตาของประวัติศาสตร์ และคนเราต้องมีจินตนาการ ซึ่งวันที่ 5 พ.ค.( 2509)  เป็นวันเสียชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้สร้างผลงานมากมายไว้ ทั้งงานเขียนวรรณกรรม และผลงานวิชาการเรื่องโฉมหน้าศักดินาไทย เป็นงานเขียนเชิงวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ โดยการอธิบายวิวัฒนาการของสังคมแบบมาร์กซิสม์ด้วย

-บางครั้ง คนเราก็มีข้อจำกัดต้องการเพื่อนแลกเปลี่ยนมุมมอง เหมือนหลับตา เพื่อ(น)อนหลับพักผ่อนฝันก่อน เพราะทุกคนย่อมเหนื่อย ได้ง่ายๆ คือ นอนพักผ่อนกันบ้าง ทำให้ผมนึกถึงเพลงDream Before หรือProgress สำหรับalternate เป็นบทส่งท้าย (EPILOGUE) อีกครับ

………………
 Laurie Anderson’s “The Dream Before”…
Hansel and Gretel are alive and well  And they’re living in Berlin She is a cocktail waitress He had a part in a Fassbinder film And they sit around at night now drinking schnapps and gin And she says: Hansel, you’re really bringing me down And he says: Gretel, you can really be a bitch He says: I’ve wated my life on our stupid legend When my one and only love was the wicked witch.
She said: What is history?
And he said: History is an angel being blown backwards into the future He said: History is a pile of debris And the angel wants to go back and fix things To repair the things that have been broken But there is a storm blowing from Paradise And the storm keeps blowing the angel backwards into the future And this storm, this storm is called Progress

http://www.davemcnally.com/lyrics/LaurieAnderson/TheDreamBefore.asp
Laurie Anderson – The Dream Before  โดยเวอร์ชั่น นี้เป็นผู้ชายไว้หนวดเครา และไม่ใส่เสื้อร้องเพลงเล่นกีตาร์…

http://www.youtube.com/watch?v=_KBC4YccMHw

13 พ.ค.54
วันที่11 พ.ค.เป็นวันปรีดี. และวันที่ 13 เป็นวันพืชมงคล และวันที่13 ปีที่แล้วเสธ.แดงถูกสไนเปอร์ยิงเข้าที่หัว และหลายวันก่อนหน้านี้ ซึ่งพวกผมไปกินเคเอฟซี สำหรับผมกลับมาเช็คข่าว: พนักงาน “เคเอฟซี-พิซซ่าฮัท” ยื่นเจรจาสภาพการจ้าง-นายจ้างปัดไม่คุยด้วยhttp://prachatai.com/journal/2011/05/34443

จากการค้นหาคำว่า วันที่14 พฤษภาคม-วันที่ 15 พฤษภา 53 จะพบการค้นหาว่า ทหารยิงประชาชน และวันที่ 15 พฤษภา พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) – พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และวันที่ 15 พฤษภา 53 จะพบการค้นหาว่า ทหารยิงประชาชน วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล คือ ปารากวัย – วันประกาศเอกราช,วันสำคัญ คือวันสากลแห่งครอบครัว(INTERNATIONAL DAY OF THE FAMILY),วันสากลแห่งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ,วันสากลแห่งผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรม ,วันคล้ายวันประสูติของพระพุทธเจ้า ในฮ่องกง, มาเก๊า, และเกาหลีใต้ (พ.ศ. 2548) ,วันรณรงค์ความโลหิตสูงโลก….

หลายวันต่อมา พวกผมไปดูหนังเรื่องลัดดาแลนด์ ที่โรงภาพยนตร์มาแล้ว ก็ทำให้คนกรี๊ด,บางคนที่กลัวหลับตาดูหนัง และเสียงหัวเราะพอสมควร และผมอยากเล่าเรื่องหอพักของผมต่อเนื่องจากคืนนั้นในหลายวันก่อน กลับมาจากดูหนังลัดดาแลนด์ แล้วที่หอพักต้องเช็คดูเสียงคนเดินแถวหลังคาของหอ!! โดยผมเล่าสั้นๆ ก็ผมพูดกับชาวหอฯ ว่าสันนิษฐาน 3 อย่างจากดูรอบบริเวณ พร้อมสอบถาม 1.แมว 2.ขโมยซ่อนตัวอยู่แถวนั้น 3.ผี ซึ่งผมเพิ่งกลับจากดูหนังลัดดาแลนด์เกี่ยวกับหมู่บ้านจัดสรรในเชียงใหม่ร้าง เพราะผีในเรื่องราวเกี่ยวข้องชีวิตของหัวหน้าครอบครัวได้รับผลกระทบนี้

ซึ่งหัวหน้าครอบครัวทำงานเกี่ยวกับธุรกิจลูกโซ่ ทำให้ผมนึกถึงน้องสาวแท้ๆ โดยเดินทางไปจีน ธุรกิจลูกโซ่ในอีกแง่มุมหนึ่ง และเรื่องราวหนี้สินของคนผ่อนบ้าน รวมทั้งเรื่องของผม ที่มีรุ่นพี่ถามเรื่องผมยาวบนหัว และผมเล่าเรื่องเพื่อนแม่ เปิดร้านทำผม ยืมเงินไปแล้วต้องให้ผมไปตัดผมใช้หนี้ นี่แหละครับ เรื่องราวในชีวิตประจำวันส่วนหนึ่งในหัวสมอง รวมทั้งเรื่องผมๆ ที่มีคนถามถึงมาด้วย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องhttp://movie.kapook.com/view20086.html

แน่นอนว่า ต้นทุนทางสังคม เพื่อนฝูง หรือต้นทุนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมเป็นเรื่องราวของแต่ละคน ซึ่งคนเราย่อมมีวัตถุดิบของเรื่องราว หรือวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในแง่มุมของการสร้าง และการนำเมล็ดพันธุ์ ที่ลงทุนทำการปลูกพืช และผลิตออกดอกออกผล แล้วอาจจะนำมาชั่งกิโลของตราชั่ง ในเรื่องความยุติธรรม(Fair) ในแง่มุมน้ำหนัก และความเบา ต่างกัน ในแต่ละคน

ซึ่งนี่แหละเป็นเรื่องราวต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม เกี่ยวพันความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ที่ต้องเลือกน้ำหนักของภาพรวมการปฏิบัติในกิจกรรมการกระทำ(Praxis)เกี่ยวข้องชีวิต และชีวิตของผม โดยส่วนตัวก็เป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำในหลายเรื่องที่เล่าให้ทุกคนได้ หรือไม่ ก็อาจจะไม่เล่าก็ได้ ครับ ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องออกแนวนิยาย(Fiction)-สินค้าออกสะท้อนเรื่องดราม่า แนวละครพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ผู้ได้รับผลกระทบและบริโภคอย่างไม่รู้ตัวโดยประสบการณ์ของตัวเอง จากในแง่มุมการอ่านนิยาย และผมซื้อนิยายเป็นสินค้าเหมือนกัน และข่าวคราวในชีวิตประจำวันและหลายเรื่องของผมเกี่ยวพันติดต่อหลายคน และหลายพวกนี้ จากเรื่องชาวหอ และตัวของผมเอง ซึ่งผมไม่เล่ารายละเอียดในงานประจำวัน น่ะ ครับ(ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมในวันพืชมงคล น่ะครับ)
Praxis-Travel-Train-Television-Traveller และTeller
เมื่อหลายวันก่อน จากสถานีข่าวเป็นกระแสข่าวสื่อมวลชนทั่วโลกต่างพร้อมใจกันรายงานข่าว ‘พิธีเสกสมรส’ ระหว่างเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และ น.ส.เคท มิดเดิลตัน ในวันที่ 29 เม.ย. โดยกล่าวขานว่านี่เป็น ‘พิธีวิวาห์แห่งศตวรรษ’ ในฐานะที่เป็นข่าวมงคลครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของราชวงศ์อังกฤษhttp://www.prachatai.com/journal/2011/04/34294 และหลายวันก่อน ผ่านวันที่กำเนิดเกี่ยวข้องโรงเรียนคนตาบอดของไทย ซึ่งคนตาบอด ต้องการเห็นแสงสว่าง? หรือ คนตาดี แต่ไม่เลือกมองแสงสว่าง อย่างไหน แปลกกว่ากัน? ท่ามกลางพายุฤดูร้อน และลมมรสุม ทำให้ฝนตกหนัก และหอพัก ไฟดับเป็นบางครั้ง ก็เซ็งไปเลย ครับ และข่าวนี้สะท้อนได้ดี คือ พายุฤดูร้อนซัดพิษณุโลกต้นไม้โค่นขวางจราจร วันอาทิตย์ ที่ 08 พ.ค. 2554…พายุฤดูร้อนที่พัดกระหน่ำในพื้นที่ตำบลท่าโพธิ์ อ.เมืองพิษณุโลก นานกว่า30 นาที ทำให้ต้นไม้ใหญ่บนถนนสายพิษณุโลก-กำแพงเพชร หักโค่นกีดขวางการจราจรหลายจุด ส่งผลให้การจราจรติดขัดนานหลายชั่วโมงhttp://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/206148.html และสถานีข่าวรายงานแกนนำติดคุกต่างๆ

ส่วนตัวของผมหลายวันก่อน ก็รุ่นพี่ของผม ก็เข้ามาถามว่าHead(หัว,เศียร)พระเจ้าชัยวรมันที่ 7ซื้อมาจากที่ไหน และผมตอบว่า ผมซื้อมาจากกัมพูชา ซึ่งชาวบ้านทำขาย โดยรุ่นพี่ ก็บอกว่าฝรั่งชอบซื้อเศียรพระต่างๆ กัน ซึ่งผมก็คิดในแง่เสน่ห์ของHead และระลึกความหลัง ที่เศียร ก็ประดับวางอยู่บนโต๊ะในห้องของผม โดยหลายคน ก็ทักไปคนละแบบ ที่ทำให้ผมตกใจ เช่น รุ่นน้องผู้หญิงเข้ามาหาว่าผมตัดเศียรพระ!! มันเป็นเรื่องชวนหัว(เราะตลก)หรือเปล่า ฮาๆ และหลายเรื่องให้ผมระลึกถึงความหลังครั้งอดีต เช่น ผมระลึกถึงกล้องดิจิตอลของผม ซึ่งฝากรุ่นพี่คนญี่ปุ่นซื้อมาจากที่นั่นหลายปีผ่านไป ก็เจ๊งเสียแล้ว และเพื่อนของผม ชวนผมว่าน่าไปเที่ยวว่ะ อยู่ อ.ปัว จ.น่าน, เป็นรอยเลื่อน คงคล้ายแผ่นดินแยกที่ปาย แต่ที่นี่มันมีน้ำขังด้วย โดยตามรอย รอยเลื่อนปัว (วังศิลาแลง) และผมตอบโอเค น่าสนใจดูสวยงาม ที่ปัว มีบ้านเพื่อน แต่ไม่ติดต่อกันนาน

เมื่อก่อนผมเคยจีบน้องสาวมันด้วย ปัจจุบัน น่าไปตามหาว่าน้องสาว มันมีลูกไปหรือยัง?   และเพื่อนผมตอบว่ารำลึกความหลังได้อีกเนอะ 555555555555+ ….ผมตอบไปว่าใช่ สาวเรียนจบเภสัชกร เผื่อหายาแก้บอยบ้าไม่ยาก 555..แต่ผมดูรูปประโยคแล้วน่าเล่นคำว่า “ยาแก้บ้าไม่ยา(ก)”แบบไม่ซีเรียส

ฉะนั้น กรณีที่ผมกล่าวไปครั้งที่แล้ว ทั้งเรื่องคำว่าPraxis(ปฏิบัติ) ก็เขียนซ้ำขยายความเพิ่ม คือ เราอาจจะเริ่มง่ายๆ จากประสบการณ์การเรียนรู้ของเรา ที่เราเคยอยู่บ้านไป-กลับโรงเรียนโดยเส้นทางถนนทางแยกมากมาย ระหว่างเดินเที่ยวเพลินบนเส้นทางกลับบ้านช้า มืดค่ำ และเราลืมทำการบ้านไม่ทัน หรือขี้เกียจ ทำการบ้าน จึงลอกการบ้านเพื่อน

ซึ่งศิลปะสมัยผมเรียนศิลปะ ก็เราต้องเริ่มเรียนรู้หลักการวาดภาพ จากการวาดรูปปั้นของผลงานศิลปินระดับโลกต่างๆ คล้ายคลึงในแง่ลอกเลียนเพื่อพัฒนาปรับปรุงผลงานศิลปะเพื่อความเจริญก้าวหน้าของผลงานศิลปะตัวเองไม่เหมือนลอกงานศิลปินคนดังในอดีต และลองดูตัวอย่างเรื่องผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical ReproductionในหนังสือIllumination บนถนนหนทางยอกย้อน และทางแยกมากมาย ซึ่งฮิตเลอร์ในแง่หนึ่ง คือ ลัทธิฟาสซิลสม์กำลังปฏิบัติการทางสุนทรีย์ โดยประวัติชีวิตของฮิตเลอร์ เคยเรียนโรงเรียนเดียวกับวิกเกนสไตน์(นักปรัชญาภาษา)ในตอนเด็ก และฮิตเลอร์ เติบโตเรียนศิลปะ กลับกลายต่อมาเขาเป็นผู้นำเยอรมัน ร่วมนำศิลปะแนวFuturismมารับใช้มวลชนเป็นปฏิบัติการทางสุนทรีย์ มันเหมือนเป็นIrony,paradox ถึงเรื่องนักปรัชญาตีความโลก นี่เป็นวรรคทองสำหรับส่งท้ายของนักปฏิบัติ คือ เปลี่ยนแปลงโลก โดยผมสรุปง่ายๆ ว่า ศิลปะทางสุนทรีย์ของฮิตเลอร์ ถูกทำให้เป็นปฏิบัติการทหารและการเมือง แม้กระทั่งการร่วมเดินขบวนสวนสนาม เหมือนการเดินทางในบนถนน และชีวิตประจำวันกับงานทุกอย่างประกอบสร้างโดยสุนทรีย์แทรกซึมไว้ด้วย เหมือนวัฒนธรรมเป็นสินค้าได้ ก็เปลี่ยนวัฒนธรรมกลับเป็นไม่ใช่แค่สินค้าได้ น่ะครับ

แต่ความจริง ก็ผมไม่มีเงินเดินทางสำหรับTravel-น่าน ก็เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้นึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ เป็นส่วนกำหนดเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง ในผลงานของโปลันยี คือThe Great Transformation ที่มีการเขียนบทความระลึกถึงKarl Paul Polanyi หรือPolanyi
ซึ่งกล่าวถึง…Drawing from Karl Polanyi’s ‘commodity fiction'(ผมไม่แน่ใจว่า มีคนแปลศัพท์เป็นไทยหรือยัง ซึ่งมันควรแปลตรงตัวว่า “สินค้าโกหกหลอกลวงหรือนิยายสินค้า”???) and Karl Marx’s ‘commodity fetishism'(ที่มีการแปลเป็นไทยว่า “ลัทธิบูชาสินค้า”)

….. It is Polayi again, who shows that the market society, …ถ้าสมมติผมจะใช้คำศัพท์นี้ โดยผมไม่เคยอ่านหนังสือThe Great Transformationของโปลันยีแบบจริงๆจัง(รออ่านฉบับแปลที่พี่ภัควดี กำลังแปลเล่มนี้นะครับ) ก็รู้นิดหน่อย จากอ่านบทแนะนำที่ผมอ้างอิงไว้ในลิ๊งค์ข้างล่าง คือโปลันยีมีอาชีพผู้สื่อข่าวทางด้านธุรกิจของหนังสือพิมพ์ชั้นนำ ในเวียนนา ในขณะที่ลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดในฮังการี และอาศัย ประสบการณ์งานข่าวผสมเข้ากับเป็นนักอ่านตัวยง เขียนงานในระหว่างลี้ภัยครั้งต่อไปที่ลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ทั้งหลายต้องทึ่งไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ดี ผมสนใจเรื่องนักคิดก่อนสงครามโลกครั้งที่2 กล่าวถึงการเถลิงอำนาจของแนวคิดทุนนิยมโดยรัฐ (state corporatism) เช่น พวกนาซีเยอรมัน ฟาสซิสต์อิตาลี-สเปน-อาร์เจนตินา ทำให้สถาบัน ทางการเมืองและสังคมของยุโรปเปลี่ยนโฉมไปอย่างรุนแรง เพื่อช่วงชิงการสนับสนุนจากชนชั้นรากหญ้า บังคับให้ระบบการเงินโลกต้องเปลี่ยนโฉมรุนแรง..และผมใช้วิธีตีความ และสร้างเรื่องนิยาย เกี่ยวกับความเข้าใจง่ายๆ ว่า ‘commodity fiction‘ นิยายสินค้า เป็นเหมือนผู้บริโภคนิยม ซื้อหนังสือนิยายราคาแพงประดับไว้ และผู้บริโภคนิยมสิรค้าโกหกหลอกลวงเหมือนนิยายราคาแพง พร้อมวัฒนธรรมทุนนิยม ทำให้สินค้าโกหก มีคุณค่าเหมือนผู้ใช้สินค้าราคาแพงเป็นพระเอกในนิยาย ที่มีรสนิยมการซื้อสินค้านิยายราคาแพง แต่ไม่เคยอ่าน และนิยายบางเรื่องขายดี ทั้งที่มีข้อถกเถียงว่ามันไม่จริง เช่น Angels and Demons นี่เป็นนิยายของผมต่อนิยายสินค้า!!!
http://www.spf.boun.edu.tr/docs/BookofAbstracts.pdf
http://www.spf.boun.edu.tr/docs/PolanyiProgram-Final.pdf
 (ถ้าคุณสนใจลองอ่านเพิ่มเติมเรื่องของโปลันยี ฉบับภาษาไทยตามลิ๊งค์น่ะครับ)
http://www.gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books,new&id=818

ทั้งนี้ ถ้าเรานึกถึงกลุ่มอิทธิพลของมาร์กซ กับเรื่องราวกระแสความคิด เช่น มารกซ์ ที่เขียนบทกวีต่างๆ และผมนึกถึงคำคมว่า ความรู้ เป็นขุนเขา หนังสือเป็นสายธาร โดยผมจำไม่ได้ทั้งหมดว่า ที่มีต่อเนื่อง คือ ทฤษฎีต้องปฎิบัติได้ และเราอยู่ในโลกกดปุ่มของTelvesion ที่มีความรู้เหมือนหนังสือให้ดูมากกว่าอ่านหนังสือ และภาพการเดินทางท่องเที่ยว(Travel) และภาพรถไฟ(Train)ให้ได้เห็นกัน แต่เราก็ถกเถียงกัน แม้กระทั่งนิยาย หรือ ละครทีวี ตามตลาดเหมือนcommodity fiction ทำหน้าที่ให้แม่ค้าเกลียดนางร้ายได้ โดยแง่มุมมองหนึ่ง ซึ่งผมจับกระแสของละครดอกทองสีส้ม และผมดูผ่านๆ ก็สะใจคนดูอยู่พอสมควร แม้กระทั่งร้านFood ที่ผมไปกินประจำก็เปิดทีวีเรื่องนี้ดูระบายอารมณ์ (ฮา)

อย่างไรก็ตาม ผมต้องการกล่าวถึงสินค้า คือ หนังสืออยู่ในตลาด ซึ่งมันแพร่กระจายไปในระบบทุนนิยมการพิมพ์ เป็นมูลเหตุหลักของทุนนิยมจากคำอธิบายการกำเนิดสำนึกของความเป็นชาติในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ และเกษียร เตชะพีระ ก็เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง”Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927 – 1958.”ฯ ซึ่งผมอธิบายไปหลายครั้ง แล้วเกี่ยวพันอิทธิพลการอธิบายของอ.เบน ในเรื่องทุนนิยมการพิมพ์ และอิทธิพลหนังสือมารกซ์ในสังคมไทย นี่เป็นการยกตัวอย่างง่ายๆ และถ้าเราจะกลับไปย้อนนิยาม(identify) ในความหมายของชาติ ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ และPrefece to the second Edition ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ก็อ้างถึงwalter benjamin ตั้งแต่การพิมพ์ครั้งแรก โดยตั้งคำถามว่า Who would have thought that the strom blownsharder the further it leaves Paradise behind? ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ฉบับภาษาอังกฤษ ก็ยังเขียนเรื่องราวเกี่ยวโยงกับคำว่า Angel’s feet และบริบทชาตินิยม ต่อเนื่องว่า I could not see that the train…ลองดูเพิ่มเติมฉบับเต็ม ซึ่งแตกต่างจากฉบับแปล ที่ไม่มีPrefece นี้นะครับ

จากฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง จนกระทั่งฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม แล้วฉบับแปลไทย ก็มีบทเรื่องTravel and Traffic : On the Geo-biography of Imagined Communities หรือกิจการเดินสาร-ข้ามผ่านภาษาว่าด้วยภูมิ-ชีวประวัติของชุมชนจินตกรรมฯ คือTravel and Traffic :On the Geo-biography of Imagined Communities ก็ได้ปรับเพิ่มต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องสำมะโนประชากร,แผนที่,พิพิธภัณฑ์(Census,Map,Museum),ซึ่งผมยกตัวอย่างเฉพาะแผนที่สยาม ซึ่งอ้างอิงอ.เบน เรื่องภาษากับการสื่อในชุมชนจินตกรรมฯ กับการพิมพ์และแผนที่

ส่วนบทต่อมา คือ ความทรงจำกับการลืม(Memory and Forgetting) ที่มีงานเขียนเรื่องHuckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลังสงครามกลางเมือง และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอที่ล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ และต่อมา คือ กิจการเดินสาร-ข้ามผ่านภาษาว่าด้วยภูมิ-ชีวประวัติของชุมชนจินตกรรม(Travel and Traffic: On the Geo-biography of Imagined Communities) และหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ฉบับแปลไทยในGeo-biography of Imagined Communities หรือกิจการเดินสาร-ข้ามผ่านภาษาว่าด้วยภูมิ-ชีวประวัติของชุมชนจินตกรรม ซึ่งอธิบายเรื่องคำว่า commuinty ในภาษาลาตินนั้น ซ่อนรากศัพท์ อันเป็นที่มาเดียวกัน กับคำว่า gemeinschaft ในภาษาเยอรมันไว้แทบไม่มิดและคำว่า imagine นั้น ไม่สามารถสื่อความหมายให้ได้นัยอันจริงจังแบบเดียวกัน กับที่คำว่า imagined ทำได้..ซึ่งผมไม่รู้ว่าผมอธิบายซ้ำอีกครั้ง หรือไม่ เพราะหนังสือเล่มนี้ ฉบับแปลก็ยังอ่านยาก ตามงานเขียนของอ.เบน ซึ่งกระโดดข้ามไปข้ามสำหรับการเปรียบเทียบประเทศต่างๆโดยนัยของcommunity ยังมีรากคำกับgemeinschaft ในภาษาเยอรมัน คือ ชุมชน สายใยที่แนบแน่น…

ดังนั้น เวลาอ่านหนังสือของอ.เบน  ซึ่งผมทดลองอ่านแบบข้ามไปข้ามมา ในบริบทของชุมชนจินตกรรม ในบทลัทธิชาตินิยมทางการและลัทธิจักรวรรดินิยม สำหรับผมทดลองอ่านประเด็นที่สนใจ จากความยากของหนังสือ โดยการอธิบายเรื่องอาณานิคม ก็พาดพิงถึงฮ่องกง หรือการโยกย้ายในแนวดิ่ง กล่าวคือ เข้าสู่ระบบบริหารในเมืองแม่(ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ก็ฮ่องกงตกอยู่ใต้อำนาจ) เขาไม่เพียงถูก ทำให้กลายเป็นคนแปลกหน้าในสังคมของคนเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกลงโทษให้ต้องทำงานในท่ามกลางคนเหล่านั้น ซึ่งหนังสืออ.เบน ก็ยากอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องอ่านบทความ-หนังสือเปรียบเทียบ และดูหนังบางเรื่องเปรียบเทียบเพิ่มเติม รวมทั้งบริบทของหนังสือเริ่มต้นจากบทนำ-The Angel of History(เทวดาแห่งประวัติศาสตร์)จากหลังสงครามโลกครั้งที่2 ที่มีสงครามเวียดนาม กัมพูชา จีน หรือเรียกย่อๆว่าอินโดจีน น่ะครับ

กรณีตัวอย่างที่1..STUDIES OF THE THAI STATE: THE STATE OF THAI STUDIES ของเบน แอนเดอร์สัน ก็แค่ชื่อเรื่อง ก็ย้อนแย้ง หรือ ลักษณะกลับกัน(Reverse)ของการตั้งชื่อบทความดังกล่าว และในเรื่องการไทยศึกษาเชื่อมโยงกับองค์รวม(Totality)และarea studies(อาณาบริเวณศึกษา)  ซึ่งลองดูเพิ่มเติม http://www.polsci.chula.ac.th/pitch/sempol10/ben78.pdf อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประชาชนยังเป็นความหวังของรัฐไทย ไม่ให้ชาตินิยมหวุนวนกลับมา โดยกงล้อประวัติศาสตร์ที่ไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่จะหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สู่เวลาต่อไป

ซึ่งตัวอย่างที่2ส่วนหนึ่งของหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในเล่ม ก็มีSiam Mapped ซึ่งผมก็เคยอ้างอิงไปแล้ว และชาติ ก็เป็นผลผลิตของการนิยาม ทั้งชาติกำเนิด การเวียนว่ายตายเกิด และรัฐชาติสมัยใหม่ที่มีพรมแดนอย่างชัดเจน และการสร้าง(ประดิษฐ์)เพลงชาติ และเพลงเถลิงศก ก็มีข้อสังเกตว่า คนส่วนใหญ่ลืมเพลงเถลิงศกไปแล้ว เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์(History) และเหตุการณ์ เมษา ต่างๆ ก็คนหลงลืมไปหมดแล้ว เนื่องจากความเร็วเหมือนรถ ที่วิ่งไปข้างหน้า หรือคนที่มองไปยังอนาคต ทิ้งอดีต เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง ในขบวนรถไฟ(Train)ก็ผมขอกล่าวอย่างง่ายๆ

โดยตัวอย่างที่3 คือ หนังเรื่อง2046 ที่พระเอกมุ่งหน้าไปสัมผัสอดีต-อนาคต จนกระทั่ง  หลงลืมสมาชิกร่วมชาติ และผู้ร่วมเดินทาง(Travel) โดยเขา มุ่งสู่อนาคต หรืออดีตสำหรับความหวังต่ออดีต”…อดีตเป็นสิ่งที่เกิดไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความหวังจึงอยู่ในสภาวะของอนาคต แต่ครั้น เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด และก็ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะรู้ได้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ความหวังจึงเป็นเพียงความหวัง เพราะไม่สามารถหาหลักฐานหรืออะไรที่จะมายืนยันไปได้มากกว่าการเป็นเพียงความหวัง..” แล้วความเปลี่ยนแปลง เพื่อProgress หรือก้าวหน้า…
นี่เป็นตอนจบอีกแบบหนึ่ง คือ เขาเป็นนักเขียน เขาคิดว่ากำลังเขียนถึงอนาคต แต่แท้ที่จริงมันคืออดีต ในนิยายของเขา มีรถไฟขบวนหนึ่ง นำพาผู้คนโดยสารไปยัง 2046 ทุกคนที่ไปที่นั่นต่างมีจุดมุ่งหมายเหมือนๆกัน..เพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่สูญหาย กล่าวกันว่า ณ ที่แห่งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง…แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะไม่เคยมีผู้ใดกลับออกมา..ยกเว้นคนหนึ่ง เขาไปที่นั่น แล้วจากมา เพราะเขาปรารถนาความเปลี่ยนแปลง…

ฉะนั้น สรุปประเด็นสำคัญ ซึ่งผมคิดว่าในแง่มุมหนึ่ง สำหรับความขัดแย้ง ปัญหาทางธรรมชาติ และขโมย ถ้ามองปัญหากลับกัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ไขปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าได้ และมุมมองที่ผมขยายต่อผลงานของLaurie Anderson – The Dream Before ซึ่งสะท้อนเรื่องHistory-Hope คือ ประวัติศาสตร์ถึงความหวัง จากประวัติศาสตร์เกี่ยวพันHead of state แล้วต่อเนื่องกับประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในปัจจุบันถึงHead คือ หัวสมองของคนเรา…

..การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาพยนตร์เสียง จะสร้างภาพที่ปรากฎออกมาซึ่งผู้ดูไม่อาจจะจินตนาการอะไรได้เลยไม่ว่าในเวลาใดที่อยู่ต่อหน้าภาพยนตร์นั้นๆ. อันนี้เป็นการนำเสนอกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งมีความแน่นอนของภาพที่จะปรากฏต่อหน้าสาธารณชนในมุมมองหนึ่ง ซึ่งจะกันสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากฉาก อย่างเช่น องค์ประกอบภายนอกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กล้องบันทึกภาพ, โคมไฟที่ให้แสงสว่าง, สต๊าฟผู้ช่วยงานทั้งหลาย, ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะถูกกันออกไปจากจอภาพ และเราต้องใช้สายตาของเราจับจ้องภาพขนานไปกันกับเลนส์ ในโรงละครเราต่างทราบกันดีว่า สถานที่แห่งนั้นที่ใช้แสดงละคร เราไม่สามารถพบเห็นภาพลวงตาใดๆแบบทันทีทันใดได้. แต่สำหรับภาพยนตร์แล้ว ต่างออกไปทีเดียวในกระบวนการถ่ายทำ. ธรรมชาติเกี่ยวกับการลวงตาของมันคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่สอง, นั่นคือเป็นผลอันเนื่องมา

จากการตัดต่อ กล่าวคือ, ในสตูดิโอ เครื่องมือกลไกได้แทงทะลุลึกลงไปสู่ความเป็นจริง อันเป็นผลลัพธ์ของขั้นตอนวิธีการที่พิเศษอันหนึ่ง นั่นคือ การถ่ายทำหรือยิงภาพโดยกล้องที่มีการปรับปรุงเป็นพิเศษ และการต่อภาพที่มาจากการยิงภาพอันนั้นเข้าด้วยกันกับชุดภาพอื่นๆที่สอดคล้องกัน.

การจัดการดังกล่าว ในที่นี้กลายเป็นจุดสุดยอดของเล่ห์เหลี่ยมความชำนาญ ; ภาพที่เห็นเกี่ยวกับความเป็นจริง, ฉับพลันนั้น, ได้กลายเป็นกล้วยไม้ดอกหนึ่งในดินแดนแห่งเทคโนโลยี ยิ่งไปกว่านั้น การเผยตัวออกมาที่เป็นการเปรียบเทียบกันของสภาวการณ์เหล่านี้ มันแตกต่างไปมากจากสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงละคร, และกับสถานการณ์ในงานจิตรกรรม. คำถามในที่นีก็คือว่า: ช่างกล้อง(cameraman)เมื่อเปรียบเทียบกับจิตรกรแล้วแตกต่างกันอย่างไร ? เพื่อจะตอบปัญหานี้ เราต้องหันไปพึ่งพาอาศัยต่อการอุปมาอุปมัยที่คล้ายคลึงกันอันหนึ่งกับเรื่องของศัลยแพทย์ กับนักไสยเวทย์. ศัลยแพทย์เป็นตัวแทนในขั้วที่ตรงข้ามกันกับนักไสยเวทย์. นักไสยเวทย์จะรักษาคนป่วยด้วยการวางมือลงไป; ส่วนศัลยแพทย์จะผ่าลงไปในร่างกายของคนป่วย. นักไสยเวทย์จะธำรงรักษาระยะห่างทางธรรมชาติระหว่างผู้ป่วยกับตัวของเขา แม้ว่าเขาจะลดมันลงด้วยความแผ่วเบาอย่างที่สุดโดยการวางมือลงไป, แต่ก็เพิ่มพลังมันอย่างมากโดยคุณสมบัติเกี่ยวกับอำนาจที่มีในมือของเขา. ศัลยแพทย์จะทำในสิ่งที่กลับกันเลยทีเดียว; เขาจะลดระยะห่างดังกล่าวอย่างมากระหว่างตัวเขาเองกับคนไข้ โดยกการผ่าเข้าไปในร่างกายของคนไข้ และเพิ่มมากขึ้นทีละน้อยด้วยความระมัดระวังและคอยเตือนตัวเองว่า มือของเขาได้เคลื่อนเข้าไปในท่ามกลางอวัยวะของคน

โดยสรุป ในทางตรงข้ามกับนักไสยเวทย์ ซึ่งซ่อนเร้นตัวเองอยู่ในฐานะนักปฏิบัติการทางการแพทย์ – ศัลยแพทย์ ณ ช่วงขณะที่แน่นอน จะละเว้นการเผชิญหน้ากับผู้ป่วยตัวต่อตัว; ยิ่งไปกว่านั้น ในทางตรงข้าม โดยผ่านการผ่าตัด เขาได้แทรกเข้าไปในร่างของผู้ป่วยเลยทีเดียว นักไสยเวทย์และแพทย์ผ่าตัด เปรียบเทียบกับ จิตรกรและช่างกล้อง(cameraman). จิตรกรจะรักษาระยะห่างทางธรรมชาติจากความเป็นจริงเอาไว้, ในขณะที่ช่างกล้องจะเจาะทะลุลึกลงไปในข่ายใยของธรรมชาติ. มันมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างภาพที่พวกเขาผลิตออกมา.

สำหรับภาพที่จิตรกรวาดขึ้น รูปที่ปรากฏกับสายตาจะเป็นทั้งหมด ส่วนของช่างกล้องจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆอันหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาผสมรวมกันภายใต้กฎใหม่กฎหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้, สำหรับผู้คนร่วมสมัย การเป็นตัวแทนของความจริงโดยภาพยนตร์เป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญมากอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้กับงานจิตรกรรม, เมื่อเป็นเช่นนี้, แน่นอน เนื่องมาจากการซึมแทรกอย่างสมบูรณ์ของความจริงด้วยเครื่องมือทางกลไก ด้วยเหตุดังนั้น โดยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ แง่มุมของความเป็นจริงจึงได้รับการปลดปล่อยออกมาให้เป็นอิสระ. และนั่นคือสิ่งหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามจากผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage5.html

ทั้งนี้ ผมอ้างอิงเรื่องภาพยนตร์ในงานเขียนของวอเตอร์ เบนจามิน ซึ่งผมเขียนเพิ่มเติม คือ ภาพกระทบสายตาส่งสมอง และเราก็รู้จากชีวิตประจำวันผ่านTelevision คือ ทีวีที่เราดูทุกวันในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ นั่นเอง

จากเพลงThe Dream before คือ She said: What is history? And he said: History is an angel being blown backwards into the future He said: History is a pile of debris And the angel wants to go back and fix things To repair the things that have been broken But there is a storm blowing from Paradise And the storm keeps blowing the angel backwards into the future And this storm, this storm is called Progress

โดยผมขอมอบเพลง..Bright Red เป็นชื่ออัลบั้มของanderson ในแง่มุมหนึ่ง ก็มันดูHumour คือ ตลกลึกซึ้งในบทเพลงด้วย ซึ่งอัลบั้มนี้ มีเพลง”Speak My Language“อยู่ในอัลบั้ม และเพลง”Speak My Language”เป็นเพลงประกอบหนังเรื่องFallen Angels.ของหว่องกาไว ก่อนทำหนังเรื่อง2046ที่เกี่ยวพันalone,head,ครับ
“Speak My Language” is a re-recording of a song Anderson previously performed on the soundtrack to the movie Faraway, So Close; and also featured in the 1995 film Fallen Angels.
http://en.wikipedia.org/wiki/Bright_Red
Laurie Anderson ซึ่งเพลงBright Redก็มีคนแสดงความคิดเห็นพอสมควน และบางคน ก็ไม่เข้าใจ ส่วนบางคนก็บอกว่า มันเป็นวรรณกรรม ซึ่งอัลบั้มเพลง”Bright Red” เนื้อเพลง เป็นเวลา 3:12 (additional lyrics from Isaiah 13:21)ถูกอธิบายเชื่อมโยงคัมภีร์พระธรรมอิสยาห์ เป็นศาสดาพยากรณ์กระแสจิตมุสลิม โดยเกี่ยวกับA messiah หรือเมสสิยาห์ แปลตามตัวหมายถึง “ผู้ได้รับการเจิม” คือจะเป็นผู้ที่ได้รับการเจิมด้วยน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ การเจิมจะทำเพื่อเป็นการแต่งตั้งผู้นั้นให้มีหน้าที่ฉะนั้น “เมสสิยาห์” จึงหมายถึง “ผู้ที่ได้รับเลือก” (The Chosen(One)) โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือกจากเทพ ในศาสนายิว “เมสสิยาห์” หมายถึงผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเดวิดที่จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองชาวยิวในสมัยเมสสิยาห์ (Messianic Age) นี่เป็นการขยายความเพลงน่ะครับ แล้วอีกนัยยะสื่อสารถึงความตลก…เช่น HUH?The jazz/torchlight thing is …different. Just a Laurie fan-like her male counterpointin this (as in several others) but I love lou when they’d jam together. YOUR work, fafa? Keep up the good work..keep creating. Got the joke above. Humor’s a necessity. It is only through ART that MAN can give birth! With that birth, he can perfect it; reach many; and relate to the humanity in other’s soul.What do you birth, my friend?-Angela…
 ซึ่งแน่นอนว่า ตลก ก็มีหลายแนว ทั้งตลกคาเฟ่ ที่ผมชอบ หรือตลกปัญญาชนซึมลึก และหนังสือวิชาการตะวันตก ก็ศึกษาเรื่องHomour แบบต่างๆก็ด้วย
เนื้อเพลง: Bright Red เพลงนี้น่าจะเป็นคำตอบต่อแสงสว่าง(Illumination) จากคำว่าBrightที่แปลว่า สว่างไสว และฉลาดได้ด้วย ส่วนเรื่องYour shirt on my chair อาจจะเป็นนัยยะเหมือนหนังเรื่องEros เกี่ยวกับThe Hand ซึ่งหนังสั้นเรื่องของคนเย็บเสื้อผ้ากี่เผ้า กับความปรารถนาต่อหญิงสาวในหนังของหว่อง กา ไว น่าจะเข้าใจง่ายกว่าในแง่มุมความรัก และอารมณ์ลุ่มหลงเสน่หากามรณ์ โปรดลองดูเพิ่มเติมeros the hand part 4 http://www.youtube.com/watch?v=_kWUpLJfd5Q&NR=1

-Bright Red

Did she fall or was she pushed? Your shirt on my chair Your shirt on my chair I’ll be with you. I’ll be there. I’ll never leave you. Your shirt on my chair.Come here little girl. Get into the car.
It’s a brand new Cadillac. Bright red. Come here little girl.Hey! Haven’t I seen you somewhere before? Your despair in my heart. Bright red.
Your words in my ears.
I’ll be with you. I’ll be there. I’ll never leave you.Wild beasts shall rest there And owls shall answer one another there And the hairy ones shall dance there And sirens in the temples of pleasure.

Your shirt on my chair
I’ll be with you. I’ll be there. I’ll never leave you.
Your shirt on my chair.
—Bright red (Laurie Anderson cover)

วันที่ 18-19-25-31 พฤษภา 54
จากวันวิสาขบูชาที่ผ่านมาในปัจจุบัน ซึ่งผมไปร่วมกิจกรรม และวงร้านหลายกลุ่ม ได้ฟังเพลงพร้อมเรื่องเล่ามากมาย ซึ่งผมขอเล่าย่อๆไว้ คือเพื่อนของผมหลายคน ได้มาเชียงใหม่ โดยบางคนก็ผมได้พบบ้าง แม้ว่าจะอยู่เชียงใหม่ก็ไม่ได้เจอกัน ส่วนบางคนก็เจอไม่นาน และบางคน เช่น เท็ตซึ เป็นคนญี่ปุ่น ก็เรามีโอกาสได้พบกันอีกครั้งพร้อมแฟนของเท็ตซึ โดยพรรคพวกเรา และเหตุการณ์ทางการเมืองของวันที่ 18-19 พฤษภาคมนั้น ส่งผลต่อความเข้าใจไม่ง่ายในภาพรวมของทั้งหมดทางการเมืองไทย ซึ่งผมระลึกถึงประชาชน และข่าวสาร คือ ประชาธรรม สถานีข่าวประชาชน ที่เคยสัมภาษณ์ผมไว้ ในแง่มุมเกี่ยวกับเหตุการณ์การเมืองนั้น http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_23082010_01

ส่วนปี2554 ก็พวกผมจัดงานโดยภาพรวมการงาน ซึ่งผมมีต้นทุนต้องเสี่ยงเวลา.โดยเสียงหลายแง่มุม…และทุกคน ก็มีต้นทุนโดยทำหน้าที่นักแสดงเหมือนบทบาทของตัวละคร ฯลฯ ที่ลงไปสำหรับกิจกรรมวันที่ 15 พฤษภา หาความจริง…โดยผมขอเล่าอย่างนามธรรมปิดลับให้ตีความกัน สะท้อนช่องแสงสว่าง ในความหวังว่าทุกอย่างในฐานะเรื่องราวทางการเมืองจะหวนคืนกลับมาคืนดีกัน หลังจากที่บางเรื่องเหมือนวงแตกแยกทาง ก็แตกประเด็นแตกกลุ่มต่างกันไปบ้าง และผมคิดถึงเรื่องในอนาคต ก็จิตวิญญาณกลับมาหวนคืนเกิดใหม่ ในเรื่องขององค์ดาไลลามะกับการประกาศแนวทางของพระองค์เช่นนี้น่าจะส่งผลดีกับการต่อรองกับจีนด้วย ความหมายของความต้องการให้ธิเบตเป็นเขตปกครองพิเศษ “autonomy” ของจีนคืออะไร นอกจากอนาคตธิเบต พระองค์ทรงคุยเรื่องหลักศาสนากับการแก้ปัญหาการเมือง การจุติกลับมาเกิด…เป็นผู้หญิง? http://natthanewsbeat.blogspot.com/2011_03_01_archive.html และดูเพิ่มเติมฉบับสัมภาษณ์เต็มในa dayBulletin 29april-5may2011 ซึ่งการกลับมาเกิดใหม่ และสิ่งดีๆ หลังวันวิสาขบูชา ทำให้ผมคิดถึงแง่ดี-Humour และSerious..

แล้วหลายวันต่อมา จนกระทั่งการออกติดป้ายรณรงค์หยุดฆ่าประชาชนในวันที่ 24-25 พ.ค.53 โดยส่วนตัวของผม ก็วันที่13 พฤษภา 54 ก็นาฬิกาตาย คือ นาฬิกาข้อมือของผมไม่ทำงาน และทำให้ผมอยากเขียนเรื่องอะไรบันทึกไว้เล็กน้อย และแง่มุมภาพรวมเกี่ยวข้องหนังเรื่อง 2046 คือ If there’s any left over,finish it next  time you’re here.ฉากตอนที่พระเอกอยู่ในร้านเหล้าดื่มกินกับคนรักอีกคนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้เงินจากคนรัก แต่เขาไม่ยอมรับเงินนั้น ไปใช้หนี้สินของเขา ผู้ชายที่เป็นผีพนันอย่างเขา? นี่เป็นต้นเหตุที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมใส่คำว่าNext time เพราะ

ผมคิดถึงภาพรวมของคนเรามีต้นทุนต้องเสี่ยงเวลา เป็นต้นทุนสำหรับสินค้านิยาย’commodity fiction’หรือcommodity Fictitious คือ สินค้าเชิงจินตภาพ? ส่วนพี่ภัคบอกแปล’commodity fiction’ว่าการอุปโลกน์ให้เป็นสินค้า คือ แรงงาน เงินและที่ดิน  และหนังสือThe Great Transformation ที่มีปรากฏNote on Sources ว่าด้วยข้อสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับนิยามคำต่างๆ ในแต่ละบท ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรอบรู้ของผู้เขียนหนังสือ ว่าเป็นคนที่รอบรู้ในสหสาขาวิชาอย่างมากนับแต่เรื่องเศรษฐกิจ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ทุกแขนง แม้กระทั่งศิลปะวรรณกรรม รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศในแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเราทุกคนได้เรียนรู้มาเหมือนกับอ่านนิยายเพื่อชีวิต โรแมนติค โรมานซ์น้ำเน่า ในแต่ละเล่ม อาจจะเป็นทั้งโกหก และอาจจะเป็นความจริงส่วนหนึ่งของภาพรวมหรือTotality of love นั่นเอง
————-
-การเดินทางของชีวิต และการเดินทางของประชาธิปไตย ราวกับทีวี-ภาพยนตร์ ที่มีเสน่ห์เข้าใจโดยเรียบง่ายแล้วลึกซึ้งกินใจฝังจำ
..ผมสนใจในหนัง2046 คำว่าNext timeและหนังเรื่องErosของหว่องกาไว คือ หนังสั้นเรื่องThe Hand ย่อมเกี่ยวพันSex คือEros ในเทพนิยายของกรีกโรมันในความรักของErosกับTerrest ของกรีกEros (Ancient Greek: ????, ความรักใกล้ชิด”Intimate Love”), in Greek mythology, was the primordial god of sexual love and beauty. He was also worshipped as a fertility deity. His Roman counterpart was Cupid (“desire”). In the Theogony Hesiod makes him a primordial god,while in some myths, he was the son of the deities Aphrodite and Ares.
http://en.wikipedia.org/wiki/Eros

…และข่าวสร้างภาพยนตร์ “ฮือฮา ชีวิตพ่อค้าขายผัก”ฮีโร่เผาตัว”ปลุกชนวนล้มรบ.ตูนิเซีย-โลกอาหรับ จะถูกสร้างเป็นหนัง” ?
ผมเห็นด้วยประเด็นเรื่องสร้างเป็นภาพยนตร์กรณีเผาตัวที่ตูนีเซีย และมุมมองของบริบทประเด็นที่เรามอง ก็ในตูนีเซีย เกาหลี(ชุน แต อิล) และไทย เช่น ช่วงเวลาของธนาวุฒิ ที่เป็นคนจริงจังของนศ.รามฯ ยุค2534 ประท้วงรัฐบาลก็ซ้อมอ่านแถลงการณ์เสียงแหบแห้งก่อนเผาตัวตาย และลุงนวม ฯลฯ ก็เป็นช่วงเวลาคนละแบบต่อสู้รัฐบาล หรือทหาร ฯลฯ แล้วเรามองเรื่องการวิจารณ์อย่างไร? ในช่วงก่อนหน้าที่จะฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ ก็ลุงนวมทอง ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง เป็นเรื่องแรกๆ หลังเหตุการณ์ แต่ว่าผมเคยฉายภาพนี้ในปี2554 ให้คนดู บางคนหัวเราะเป็นเรื่องตลกๆ บางครั้งเราอยู่หลังจากช่วงเวลาจำกัด จะย้อนเวลาไปประเมินและวิจารณ์อดีต มันก็มีขีดจำกัด เฉพาะ และตอนที่ลุงนวมทอง เสียชีวิต ก็มีนักวิชาการแสดงความคิดเห็น เช่น อ.นิธิ ในหนังสือรัฐประหาร 19 กันยาฯ ในแง่มุมค่อนข้างเคารพ ผู้ตาย และอ.สมศักดิ์ ยิ่งยอมรับนับถือลุงนวมด้วยเช่นกัน

ถ้าดูย้อนหลังของBlogฯ อ.สมศักดิ์ ส่วนข้อสังเกตของผม คิดว่าการวิจารณ์อดีตเพื่อไปสู่อนาคต ก็น่าสนใจดีสำหรับผม ก็คิดเห็นต่อประเด็นเกี่ยวกับการเดินทางของประชาธิปไตย แล้วบทเรียนอดีตก็เกิดขึ้นมา มากๆมาย แต่ทำไม มันยังเกิดซ้ำ ในความเป็นจริง นี่เป็นคำถามที่ยากมาก ในการวิจารณ์เงื่อนไขจะเปลี่ยนแปลงมัน สรุปแล้ว ผมคิดเห็นง่ายๆ ในเรื่องสร้างภาพยนตร์สำหรับรับรู้เข้าใจกันก็ดี นะครับ
…ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต(การอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ หรือการกลับไปกลับมาหมุนวนเวียน) โดยความคิดของมิลาน คุนเดอรา
มโนทัศน์เรื่องการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ เป็นแนวความคิดที่ลี้ลับคลุมเครือ และนิทช์เช่ก็มักจะทำให้นักปรัชญาคนอื่น ๆ ฉงนฉงายกับความคิดเรื่องนี้ การคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่งจะอุบัติซ้ำเหมือนดังที่เราประสบมันมาแล้ว และการอุบัติซ้ำต่อไปอีกโดยไม่มีที่สิ้นสุด ความเชื่อเร้นลับกับพิลึกกึกกือนี้หมายถึงอะไรกันแน่
หากอธิบายถึงความคิดดังกล่าวในเชิงปฏิเสธ ความเชื่อลี้ลับเกี่ยวกับการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์หมายความว่า ชีวิตที่สูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิงและไม่ย้อนกลับมาอีกย่อมเปรียบเสมือนเงาที่ไร้น้ำหนัก ตายไปแล้วแต่ต้นมือ ไม่ว่าชีวิตนั้นจะทุเรศทุรัง งดงามหรือสูงส่ง ความทุเรศทุรัง ความสูงส่งเลิศลอยและความงามย่อมไม่มีความหมายอะไร
เราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญแก่มันมากไปกว่าสงครามระหว่างสองอาณาจักรแอฟริกันในศตวรรษที่สิบสี่….จะมีความเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากว่ามันอุบัติซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในการอุบัติศาสตร์ซ้ำชั่วนิรันดร์…

หากว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสสามารถย้อนมาอุบัติซ้ำได้ชั่วนิรันดร์ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสคงภาคภูมิใจกับนายโรเบสปิแอร์(คนคอยบั่นหัวคนด้วยกิโยติน)น้อยลง…แต่เพราะนักประวัติศาสตร์ยุ่งอยู่กับสิ่งที่ไม่หวนกลับมาอีก…

…ผมสะเทือนใจกับรูปบางรูปจากหนังสือฮิตเลอร์ และญาติสนิท สมาชิกครอบครัวเสียชีวิตล่วงลับ วันเวลาที่ไม่มีทางหวนกลับมาอีก?(เรียบเรียงจากในนิยายความเบาหวิวฯ หมายเหตุลองดูฉบับเต็ม)
หากทุกวินาทีในชีวิตเราสามารถอุบัติซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน เราย่อมถูกตรึงขึงพึดกับนิรันดร์กาลประดุจพระเยซูถูกตรีงกางเขน เป็นภาพที่น่าพรั่นพรึงนัก ในโลกของการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ น้ำหนักของความรับผิดชอบสุดทนทานย่อมถ่วงหนักอึ้งทุกฝีก้าวที่เราขยับเคลื่อนไหว นั่นคือ เหตุผลที่นิทช์เช่เรียกมโนทัศน์การอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ว่าเป็นภาระหนักหน่วงที่สุด ถ้าการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์เป็นภาระที่หนักหนาสาหัสที่สุด ฉะนั้น ชีวิตของเราสามารถรับมือกับมันได้ด้วยความเบาหวิวเพริศแพร้วนั่นเอง
แต่จริงหรือที่ความหนักอึ้งเป็นที่น่ารังเกียจ ส่วนความเบาหวิวซิเพริศแพร้ว ความหนักอึ้งของภาระบดขยี้เรา ทำให้เราจมดิ่งลง กดเราตรึงติดกับพื้นธรณี ทว่าในบทกวีนิพนธ์แห่งความรักทุกยุคทุกสมัย สตรีเพศล้วนโหยหาที่จะถูกทับถ่วงด้วยเรื่อนร่างของบุรุษ ภาระหนักอื้งที่สุดกลายเป็นจินตภาพแห่งความเต็มเปี่ยมอันเร่าร้อนสุดแสนของชีวิต ยิ่งภาระหนักหน่วงเพียงไร ชีวิตของเรายิ่งแนบชิดกับปฐพี ยิ่งเป็นจริงเป็นจังและถูกต้องจริงแท้
ในทางกลับกัน ความเปล่าไร้ภาระโดยสิ้นเชิงทำให้คนเบาหวิวกว่าอากาศ ลอยล่องขึ้นไปในความสูงลิบลิ่ว ละจากพื้นโลกและโลกียวิสัย กลายเป็นแค่ความจริงเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทุกอิริยาบทเป็นอิสระเสรีพอ ๆ กับทีไร้ความสำคัญแล้วจะเลือกอะไรดี น้ำหนักหรือความเบาหวิว แล้วแง่มุมกลับกันระหว่างอารมณ์ กับเหตุผล อันไหนเป็นน้ำหนัก หรือความเบาหวิว จึงอยากยกตัวอย่างเรื่องเพลโต ปรัชญาวิวาทะว่าด้วยความรัก ซึ่งผมเล่าถึงฉบับแปลเล่มSymposiumไปแล้วในแง่มุมหนึ่ง ก็อยากเล่าเรื่องในแง่อีกมุมของsymposium และเรื่องเล่าในเรื่องเหล้า และความเมากับความรัก….
-symposium และเรื่องเล่าในเรื่องเหล้า
เรื่องของเหล้ามี ‘เรื่องเล่า’ ไม่เฉพาะแค่เหล้าที่ทำให้เราสามารถเล่าเรื่องได้อย่างออกรสออกชาติในวงกินดื่ม แต่เป็นเรื่องของตำนาน และประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเหล้า เพราะตราบเท่าที่ยังไม่มีใครสามารถตอบคำถามประเภทว่า แท้จริงแล้วเหล้าชนิดแรกในโลกเกิดขึ้นเมื่อไร? ที่ไหน?หรือเป็นอย่างไร? (ที่แม้นักโบราณคดีจะอนุมานว่ามนุษย์เรียนรู้ที่จะทำไวน์มาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งหมื่นเป็นอย่างน้อย หรือสำหรับเบียร์ที่บางเผ่าพันธุ์อาจจะรู้จักการหมักด้วยยีสต์มาก่อนหน้าการทำขนมปังด้วยซ้ำ)
ปกรณัมหรือเทพนิยายจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งในการขยายมุมมองของเรา ซึ่งสาระสำคัญคงมิได้อยู่ที่การให้ข้อจริงเท็จหรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หากเป็นเรื่องเล่าที่มีศิลปะในการผูกเรื่องและทำให้เราพูดคุยกันได้มิรู้หน่าย
ในปกรณัมกรีก เล่ากันสืบต่อมาว่า ศิลปะการหมักบ่ม ‘เหล้าองุ่น’ หรือ ‘ไวน์’ นั้นถือว่าถ่ายทอดโดยตรงจากเทพไดโอนิซุส (หรือเทพแบคคัสสำหรับชาวโรมัน)ไดโอนิซุสเป็นบุตรของเทพซุสและนางเซเมเล ซึ่งตามตำนานไดโอนิซุสนั้นถือกำเนิดขึ้นเป็นเทพองค์สุดท้ายแห่งเทือกเขาโอลิมปุส

(ไดโอนิซุสจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ-การเกิดซ้ำไม่สิ้นสุดสำหรับฟรีดริช นิทเช่ นักปรัชญาคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 19-20 ผู้ซึ่งเชื่อว่า เขาคือเทพไดโอนิซุส ในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะวิปลาสไม่นานนัก)ไดโอนิซุสเป็นเทพแห่งเหล้าองุ่น การกสิกรรม  และแม้แต่เป็นเทพแห่งการละคร ในแต่ละปีนอกเหนือจากงานเฉลิมฉลองกินดื่มที่ยิ่งใหญ่แล้ว ชาวเอเธนส์หรือชาวกรีกจะจัดงานละครเพื่อถวายเป็นสักการะแด่ไดโอนิซุส

ซึ่งประเพณีก็คืองานแสดงละครถวายนี้จะเป็นที่ประกวดประขันประชันกันของยอดนักเขียนบทละครเวทีอย่างยูพิริเดส เอสไคลุส หรือโซโฟเคลสที่แปลกก็คือชาวกรีกนิยมดื่มไวน์ผสมน้ำ (คล้ายๆ กับวิธีดื่มวิสกี้ที่แพร่หลายในบ้านเรา) การดื่มไวน์เพียวๆ จะถือเป็นพฤติกรรมของคนห่ามไม่มีสุนทรียะ และการดื่มในแต่ละครั้ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานประเพณี) เจ้าภาพของงาน (symposiarch) จะระบุบอกไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ควรเกินกี่แก้ว ระยะเวลาที่จะดื่มแต่ละแก้ว เพื่อว่าแขกที่มาจะไม่เมามายเสียจริต หรือแม้กระทั่งเสียงานการในวันรุ่งขึ้น ซึ่งมีน้อยครั้งนักที่การควบคุมนี้จะประสบผลสำเร็จ  พิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ของชาวกรีกผูกโยงอยู่กับเหล้าองุ่น หรือเรียกได้ว่า ‘มีเหล้าองุ่นเป็นศูนย์กลาง’ ตั้งแต่การทำสัตยาธิษฐานของชนชั้นปกครอง งานเฉลิมฉลองแด่เหล่าเทพไปจนถึงการตั้งวงร่ำสุราเพื่อสนทนาถกเถียงทางปรัชญาข้างถนน วิถีชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล้าองุ่นนี้ ถูกบอกเล่าผ่านภาพบนถ้วยดื่ม Kyrix) และเหยือกเหล้า

โดยเฉพาะในข้อเขียน (ซึ่งเป็นการบันทึกปากคำและเหตุการณ์) หลายต่อหลายชิ้น ที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันและมีความสมบูรณ์มากที่สุดชิ้นหนึ่งได้แก่ ผลงานปรัชญาชิ้นสำคัญเกี่ยวกับ ‘ความรัก’ ที่มีชื่อว่า ซิมโปเซียมของพลาโต (งานเขียนชิ้นนี้เป็นที่มาของมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่เรียกว่า platonic love ซึ่งในปัจจุบันเราใช้ในความหมายที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องเลย)คำว่า symposium ตามรากศัพท์เดิมมีความหมายว่า ‘การประชุมดื่ม’ ซึ่งเป็นงานชุมนุมที่มีพิธีกรรมหยดเหล้าองุ่นลงบนพื้นก่อนสองถึงสามหยด เพื่อถวายแด่เทพหรือเพื่อเป็นมงคลแก่งานชุมนุม
ซิมโปเซียมของพลาโต พูดถึงค่ำคืนหนึ่งของการประชุมดื่มที่บ้านกวีอกาธอนที่พักอยู่บริเวณชานเมืองของเอเธนส์ (สามสิบปีก่อนหน้าที่พลาโตจะลงมือประพันธ์ซิมโปเซียม) ค่ำคืนนั้นผู้ที่ไปร่วมงานประกอบด้วยปราชญ์โสเครติส นักเขียนละครหัสคดี-สัปดน อริสโตฟานเนส พี่ชายของพลาโต โกลคอน นักการเมือง อัลไซบิยาเดส, เฟรดรัส, โพซาเนียสและใครต่อใครอีกหลายคน ผ่านคำบอกเล่าของอพอลโลโดรัสที่ได้ยินมาจากอริสโตเดมัส ซึ่งถ่ายทอดมาจากโกลคอนอีกต่อ
 
แม้หัวใจของข้อเขียนชิ้นนี้จะชัดเจนว่า เน้นไปที่ปรัชญาของความรัก และการตีความทำความเข้าใจความรักในแง่มุมที่ลึกซึ้ง แต่หากปรับระยะมองเป็น ‘ภาพมุมกว้าง’ ก็จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่การถกเถียงกันประเด็นต่างๆ ไปจนบรรยากาศที่ห้อมล้อมวงสนทนา ดำเนินเรื่อยไป ถึงตอนจบที่แขกเหรื่อของอกาธอนเกือบทั้งหมดต่างหลับใหลไปบนม้านั่งยาว

โดยที่โซเครติสปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง (ซึ่งดูแล้วเป็นการจบที่ค่อนข้างคลาสิค) การกินดื่มร่ำสุรากลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขับให้เกิดเรื่องราวหรือข้อวิจารณ์ที่ออกรส ใช่หรือไม่ว่า? พลาโตต้องการนำเสนอในเชิงอุปมาอุปไมย โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพของ ‘ความรัก’ กับ ‘ความเมา’ คู่ขนานกันไป ซึ่งมีหลายตัวอย่างในโลกความจริง ที่ใช้พิสูจน์ได้เช่นกันว่า สองสภาวะนี้ในตัวเราบางครั้งมีความคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก (เราจะพูดถึง ‘ความเมา’ และ ‘ความรัก’ อีกทีในคราวต่อๆ ไป) แน่นอน ‘ความเมา’ ในวัฒนธรรมการดื่มของชาวกรีก อาจไม่ใช่ ‘เป้าหมาย’ หากเป็นเพียงผลพลอยได้……..http://www.hiclasssociety.com/hiclass/detailcontent1.php?sub_id=2975

จากมิลาน คุนเดอรา เคยกล่าวถึงความรักเป็นน้ำหนัก และกามรมณ์เป็นความเบา ซึ่งเราต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ นั่นก็เป็นเรื่องทวิลักษณ์ คือ สองสิ่ง ซึ่งมิลาน คุนเดอรา ก็อ้างถึงนิทเช่ในความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต และไดโอนีซุส กับความเมาเชื่อมโยงเรื่องความรักไปถึงเพลโต เกี่ยวพันนิทเช่ นั่นแหละในแง่มุมของอุบัติเหตุที่เมาอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรืออุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ และผมไม่ได้ผลิตซ้ำ คือ สิ่งที่มีคำถามให้ผมตอบว่าทำไม ผมต้องเอานิทเช่กลับมากล่าวถึงเรื่องการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ ซึ่งคำตอบ คือ นิทเช่ นักปรัชญาที่เข้าใจยากคนนี้ ในแง่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิทยาศาสตร์ โดยเขาเกี่ยวข้องอารมณ์ความรู้สึก และแนวดนตรี-ละครไดโอนิซุส ในแง่มุมหนึ่ง ก็ให้อิทธิพลกับวอเตอร์ เบนจามิน

จากการค้นหาผ่านกูเกิ้ลและวิกิพีเดีย ที่มีประเด็นAngel of History ซึ่งมันย้อนแย้งในแง่มุมมโนทัศน์การอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ กับProgress ที่เทวดาไม่สามารถย้อนเวลาไป เพราะStorm ของความก้าวหน้า น่ะครับ ส่วนเรื่องwalter benjamin ก็เข้าใจยากเรื่องเวลาในแบบเมสไซอาห์(Messianic time) หรือMessianism ซึ่งน่าสนใจการอธิบายในเรื่องModernity and Eternal Return – Nietzsche and Benjamin’s Philosophy of History…ลองดูเพิ่มเติม ซึ่งถ้าผมมีโอกาสว่างๆจะเล่าต่อ ครับ.. http://www.mustekala.info/node/666

แน่นอนว่า กรัมชี่ แตกต่างในรายละเอียดของการมองเห็นในเรื่องTotality ในแง่มุมการบูชาศาสนา เหมือนกับการบูชาวิทยาศาสตร์เป็นศาสนาใหม่ ซึ่งกรัมชี่ กลับไปสู่มาร์กซ์อย่างเรื่องPraxis ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และการวิเคราะห์โครงสร้างส่วนบน และHegemonyต่างๆ มากกว่าเรื่องศิลปะ และการทำนายของMarx-การทำนายทายทักพยากรณ์จากประวัติศาสตร์ สู่อนาคต โดยกรัมชี่ ก็สนใจวัฒนธรรมกลุ่มอนาคต(Futurism) ซึ่งแตกต่างจากบริบทเยอรมันของวอเตอร์ เบนจามิน กล่าวไว้ในผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction, 1936 (และผมนึกถึงหนังสือIlluminationsที่มีเรื่องWork of Art..ดังกล่าวนั้น) หรือเราจะรวมนักคิด ในอดีตอย่างกรัมชี่,วอลเตอร์ เบนจามิน,และโปลันยี ฯลฯ มาระดมสมองวิเคราะห์โครงสร้างส่วนบน และโครงสร้างส่วนล่าง ต่างๆ แน่นอน ผมเน้นที่นักคิดในช่วงบริบทก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาก็นักคิดอย่างฮันนาห์ อาเรนดท์ (Hannah Arendt),วิลเลียม เรย์มอนด์,อัลธูแชร์ หรือ ฯลฯ อีกต่างหาก ในแง่การเดินทางของมองนิยามของประชาธิปไตยจากจุดยืนเป็นกลางของเส้นทาง ฯลฯ(โปรดดูตัวอย่างประกอบกรณีดร.ชัยวัฒน์ ในฐานะนักวิชาการที่ดี กล่าวถึงนิยามประชาธิปไตย แต่ผลของปฏิบัติการพูดเป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าจะส่งผลต่อคนเป็นกลางหรือไม่?..)
 “ดร.ชัยวัฒน์ “เตือน อย่าดูถูก”ประชาธิปไตย4วินาที “ทำอย่างไรไม่ให้การรณรงค์หาเสียงเป็นที่ผลิตความเกลียดชัง
วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:20:58 น.
  ผมคิดว่าสังคมไทยก็ได้เดินมาถึงจุดหนึ่งซึ่งแต่ละคนก็มีความรู้สึกต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ผมยังคิดแบบนี้ว่า สมมุติในครอบครัว ลูกน้อยใจพ่อแม่แล้วก็บอกว่า พ่อแม่ไม่เห็นรักลูกเท่ากันเลย ผมยังรู้สึกว่าเป็นสัญญาณ(sign)ที่ดีนะ เพราะแปลว่าลูกรักพ่อรักแม่เขานะและเขาอยากให้พ่อแม่รักลูกให้เท่ากัน แต่สัญญาณที่ไม่ดีในครอบครัวก็คือว่า ลูกบอกว่าไม่สนใจแล้ว ไม่เอาด้วยแล้ว ไม่นับว่าตัวเองเป็นลูกแล้ว อันนั้นอันตรายกว่า
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304751305&grpid=01&catid&subcatid
“ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” ชวนฟัง “เสียงเต้นของความจริงในสังคมไทย”
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:30:52 น.
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. อ้างถึง ฮันนาห์ อาเรนดท์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาเริ่มต้นจากการถือว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่เองหรือมิได้ถูกค้นพบ หากเป็นสิ่งที่ถูกผลิตโดยน้ำมือมนุษย์ และแยกความจริงออกเป็น 2 ชนิด คือ ความจริงทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์หรือปรัชญา ซึ่งจัดว่าเป็น “ความจริงเชิงเหตุเชิงผล” ส่วนความจริงอีกชนิดหนึ่งคือ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ปัจจุบันแม้หลายสังคมจะอนุญาตให้ความจริงเชิงเหตุผล อย่างเช่นความเชื่อว่ามีหรือไม่มีพระเป็นเจ้า ความเชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนดำรงอยู่ด้วยกันได้ แต่ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” อย่างเช่น ใครสังหารนายทหารที่สี่แยกคอกวัว ใครยิงผู้ชุมนุม และใครเริ่มต้นเผาราชประสงค์เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา กลับเป็นปัญหาของสังคมการเมืองที่ต้องหารวิธีต่างๆ จัดการจนตกไปให้จงได้ 
“อาเรนดท์ อธิบายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะความจริงเชิงข้อเท็จจริง เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย ทั้งเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมที่เขาเหล่านั้นมีส่วน อีกทั้งเป็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นผ่านพยานหลักฐาน และการยืนยันให้การของพยาน ด้วยเหตุนี้ ความจริงเชิงข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก่อให้เกิดข้อขัดแย้งได้ โดยเฉพาะเมื่อความจริงเชิงข้อเท็จจริงดังกล่าวไปขัดหรือไปสร้างเงื่อนไขที่ทำให้บางฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น การที่ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นหรือไม่เป็นฝีมือของ “คนชุดดำ” ย่อมมีผลต่ออำนาจหน้าที่ของหน่วยราชการบางหน่วยต่างจากการที่ความรุนแรงเป็นหรือไม่เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ”
อ.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นกลางเมือง จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย มักพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลากหลายทั้งในแง่ตัวละคร โครงสร้าง และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันความรุนแรงที่บังเกิดก็ประกอบขึ้นจาก “ความเป็นจริง” หลายชั้น ซึ่งมาจากสาเหตุที่สลับซับซ้อน ผสานกับเหตุผลรองรับหลายประเภท”เคยตั้งคำถามว่า เมื่อหาความรุนแรงที่ซ่อนอยู่จนพบแล้ว ควรทำเช่นไร เมื่อได้เห็นร่างของสังคมไทยที่รุนแรงสลับซับซ้อนไม่เรียบง่าย สงบเย็นอย่างที่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน แล้วเรายังจะอยู่กับสังคมไทยอย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่อเห็นร่างแห่งความรุนแรงที่ซ่อนอยู่แล้ว ยังจะมีพลังอำนาจพอที่จะยกโทษให้ทั้งสังคมไทยและตนเองได้หรือไม่? จะทำอย่างไรกับโลกเช่นนี้ได้? จะจดจำอดีตที่เจ็บปวดโดยไม่ขมขื่นได้อย่างไร?”
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304838617&grpid=01&catid&subcatid
http://prachatai3.info/journal/2011/05/34476
…การเดินทางของชีวิต และการเดินทางของประชาธิปไตย ต้องระมัดระวังอุบัติเหตุ และการอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์ ในแง่มุมหนึ่ง ก็ใกล้เคียงกับแนวคิดพุทธ คือ การกลับมาเกิดใหม่ และเราเห็นอิทธิพลอินเดีย คือ พุทธและพราหมณ์ เช่น วันพืชมงคลกับพระโค ซึ่งถ้าคุณเป็นคนอินเดีย นับถือวัวเป็นพาหนะของเทพเจ้า เพราะคุณนับถือพราหมณ์ แต่ว่ามโนทัศน์เกิดใหม่ของพุทธ ก็จะกลับกันให้ชาติใหม่ของคุณจากพราหมณ์ เปลี่ยนมาเป็นคนที่นับถือพุทธได้ด้วยเช่นกัน! หรือเรา ที่มีการเดินทางมาโรงเรียน แล้วกลับบ้าน โดยเราอาจจะวนเวียนทำอย่างนี้มาหลายชาติ ก็กลับไปกลับมาในการเวียนว่ายตายเกิด กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเป็นเรื่องชีวิตหลังความตาย ซึ่งแนวคิดพุทธฯ แตกต่างจากคริสต์ ในเรื่องพระเจ้า-Angels and Demon ที่มีเรื่องการทดลองของCERN ย้อนเวลา หลุมดำ และอนุภาคพระเจ้า!! นี่อาจจะเป็นเรื่องparadoxของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ต่อเรื่องพระเจ้า! กลับกันจากไม่มีพระเจ้า!

เมื่อปลายเดือนเมษายน มีข่าวลือออกมาว่า LHC พบอนุภาค Higgs boson หรืออนุภาคพระเจ้าแล้ว เนื่องจากมีคนไปเจอบันทึกภายในที่ระบุว่าเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS เจอสัญญาณของอนุภาคแปลกๆ ตรงตำแหน่งที่เข้าข่ายมวลของ Higgs boson พอดี หลังจากนั้นคนของCERN ก็ออกมายอมรับว่าบันทึกที่เป็นต้นเหตุข่าวลือเป็นของจริง แต่ยังเป็นแค่การรายงานขั้นต้นที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากทีมอื่นๆ วันนี้ New Scientist ลงข่าวว่าได้รับเอกสารอีกชิ้นจาก CERN รายงานว่า CMS ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับอนุภาคอีกตัวของ LHC ไม่เจอสัญญาณตรงค่ามวลดังกล่าว ทำให้เป็นไปได้สูงว่าสิ่งที่ ATLAS เจอเป็นแค่ความบังเอิญทางสถิติหรือความผิดพลาดจากการวิเคราะห์เท่านั้น อย่างไรก็ดีรายงานของ CMS ฉบับนั้นก็ยังเป็นแค่รายงานขั้นต้น คงต้องรออีกสักพัก หากมีอะไรน่าสนใจจริง CERN คงแถลงข่าวเรื่องนี้สู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการhttp://jusci.net/node/1802

ทั้งนี้ การเมืองของHead of  state และหัวสมองกับข่าวสารต่างๆ ทำให้ผมนึกถึงการเล่าเรื่องเพลงBright Redไปแล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องของ”หัว”ใจ(Heart)ไม่ใช่แค่หัวสมอง(Head)และผมอยากเล่าถึงความรู้แบบสหวิทยาในการเล่าแบบผลิตซ้ำนิดหน่อย เช่น หนังสือชุมชนจินตกรรมฯ เกี่ยวพันหนังสือIlluminationsของวอลเตอร์ เบนจามิน เกี่ยวข้องเรื่องเวลาแบบMessianic Time ซึ่งถ้าในแง่มุมนี้ ก็อาจจะอธิบายเชื่อมโยงคัมภีร์พระธรรมอิสยาห์ เป็นศาสดาพยากรณ์กระแสจิตมุสลิม โดยเกี่ยวกับA messiah หรือเมสสิยาห์ แปลตามตัวหมายถึง “ผู้ได้รับการเจิม” คือจะเป็นผู้ที่ได้รับการเจิมด้วยน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ การเจิมจะทำเพื่อเป็นการแต่งตั้งผู้นั้นให้มีหน้าที่ฉะนั้น “เมสสิยาห์” จึงหมายถึง “ผู้ที่ได้รับเลือก” (The Chosen (One)) โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือกจากเทพ ในศาสนายิว “เมสสิยาห์” หมายถึงผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเดวิดที่จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองชาวยิวในสมัยเมสสิยาห์ (Messianic Age) แล้วย้อนกลับมาเรื่องการพยากรณ์แบบมารกซ์ ในแง่มุมหนึ่ง ก็เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมารกซ์ อ้างวิทยาศาสตร์ เหมือนเป็นศาสนาพยากรณ์ และมุมมองเวลาของการพยากรณ์ของปัญหาการเมือง สำหรับความขัดแย้ง ปัญหาทางธรรมชาติ และถ้ามองปัญหากลับกัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ไขปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าได้ คือ สิ่งที่จะเป็นเช่นใด? และเราไม่อาจย้อนเวลา หรือการเดินทางไปสู่อนาคต?

โดยผมขอบมอบเพลงVirgin Road นี้ ท่ามกลางกระแสรณรงค์การเลือกตั้ง ที่มีคำว่าการเลือกตั้งต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม… แล้วผมได้ฟังเพลงVirgin Road นี้แล้วแปลกดี โดยเปลี่ยนเพลงไปฟังภาษาอื่น ในรสนิยมเพลงภาษาญี่ปุ่นก็ได้ เหมือนกับที่Laurie Anderson ที่ร้องเพลงDream before ซึ่งนำเอาตัวละครในบทเพลงปรากฏตัวขึ้น ชื่อเหมือนตัวละครในนิทานกริมน์(Grimm’s Fairy Tales) คือ Hansel & Gretel และLaurie Anderson ก็สนใจประยุกต์เพลงทำนองญี่ปุ่นใส่ในเพลงแล้วคราวหน้าผมจะเอามาให้ลองฟังกัน ซึ่งเพลงถนนบริสุทธ์นี้ปรากฏมีเนื้อร้องฉบับแปลญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ น่ะ ครับ
ENGLISH:Virgin Road โดยHamasaki Ayumi ก็ลองฟังเทียบกับภาษาญี่ปุ่น ตามลิ๊งค์ ที่มีฉบับภาษาไทย และลองฟังเพลง ที่มีสุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพทางดนตรีของความงดงามอีกแนว ดูนะครับ
* Thank you from my heart For all your loneliness, pain, guilt and love until now You see? I couldn’t say this clearly until now Thank you for this life of mine When I couldn’t treat myself right that day It was not me at all

who was hurt You have always behaved cheerfully And I never forget the day when I saw tears on your profile for the first time I met a person who said, “I love you and want to protect you” We start to walk together

now Whatever sadness we may face, whatever gladness we may feel We promised to live on, sharing every moment together Please watch over me You see? I’ll be greatful for whatever will happen here after
Thank you forever On some nights, I quarreled with you and shouted in tears Or ran away from home But I know you have always understood me More than anyone else in the end I feel that person you once met and

loved Is somehow like the person I love I feel that person you once met and loved Is somehow like the person I love For example, his casual gestures somehow remind me of the image of that person
When I noticed that A very warm single tear slid down my cheek
http://chrisk69.exteen.com/20110115/japanese-song-lyric-27996-23822-12354-12422-12415-ayumi-hama-3
http://www.dailymotion.com/video/xf54zm_yyyyy-virgin-road_music
http://www.wat.tv/video/ayumi-hamasaki-virgin-road-34cgp_2fld3_.html

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s