เพลงเถลิงศก,เพลงชาติไทย,Popular culture,นิยายกำลังภายใน,ความยืดหยุ่น,Experience,Experimental,Secret ของสมอง และธรรมชาติ ในTotal Future? (ภาพสะท้อนของโลกดิจิตอล และTrainในหนังเอเชีย2046)

4 เม.ย.54

 วันที่3 เมษายน 2554 เป็นวันตรุษไทย ตรงกับเลขวันที่3 ก.พ.54(วันตรุษจีน) และวันที่4 เมษายน ทำให้นึกถึงอนาคตวันที่ 5 เมษายน ก็วันนี้เป็นวันเชงเม้ง ถ้ายึดตามปฏิทินแนวคนจีน ที่มาข้อมูลประกอบของสำนักฮวงจุ้ยเบญจธาตุสัมพันธ์… http://www.arkung.com/node/124

ส่วนวันเสาร์ ที่ 02 เม.ย. 2554    ไบเทค บางนา 2 เม.ย.- นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดงานวันรักการอ่าน 2 เมษายน  เป็นวาระแห่งชาติโดยกำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน ซึ่งเอื้อต่อบรรยากาศการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ แผนงานด้านการสร้างนิสัยรักการอ่าน, เพิ่มสมรรถนะการอ่าน, สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการอ่าน, สร้างเครือข่ายความร่วมมือการอ่าน และแผนงานวิจัยและพัฒนาการอ่าน โดยตั้งเป้าหมายให้อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2551-2552 เพียง 8 บรรทัดต่อวัน หรือ 5 เล่มต่อปี เพิ่มเป็น 10 เล่ม ในปี 2561 และอัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 97 เป็นร้อยละ 99.- สำนักข่าวไทย(รัฐบาลจัดงานวันรักการอ่าน ส่งเสริมคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น 10 เล่มต่อปี)http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/189913.html

เมื่อวันเวลา ผ่านไปหลายวัน ในเรื่องต่างๆ และผมระลึกถึงเรื่องราวอดีตนศ.ต่างๆ ที่ผมเคยบรรยายในมหา’ลัยแห่งหนึ่งเรียนจบแล้วบังเอิญเจอกัน รวมทั้งเรื่องราวผมพบผู้คนและติดต่อกับผู้คนต่างๆ ส่วนในวันที่4 เดือนMay , 2010 คือ ปีที่แล้วผมเขียนเรื่องWhy So Serious:Take History;2010 -2046 ในฐานะผมไปมาเก๊า-ฮ่องกง ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนิยายกำลังภายใน และภาพยนตร์กำลังภายใน ที่ผมเคยได้ดูพวกวิทยายุทธ์ น่ะครับโดยนวนิยายจีนกำลังภายในเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น เหยี่ยวเดือนเก้า ดาบจอมภพ จอมดาบหิมะแดง ประพันธ์โดยโก้วเล้ง แปลโดย ว. ณ เมืองลุง เป็นคน พิษณุโลก ซึ่งนามปากกา “ว.ณ เมืองลุง” ว. เป็นชื่อของวิไลสาวคนรักที่พบกันเมื่อท่านไปทำงานที่จังหวัดพัทลุง จึงเกิดเป็นนาม ว.ณ เมืองลุง และช่วงนี้ข่าวน้ำท่วมภาคใต้ ที่พัทลุง ก็โดนในเดือนมีนา ต้นเมษา ขอให้หายแผ่นดินไหว ภัยพิบัติตามธรรมชาติไวๆ ส่วนชีวิตนักประพันธ์อย่างโกวเล้ง ก็ไม่ได้ เป็นชีวิตสนุกๆ ง่ายดาย ผจญภัย เพราะเขากินเหล้ากับยานอนหลับ และตื่นมากินยากระตุ้นประสาท โดยผมเชื่อมโยง ไม่ให้เราเป็นโรคซึมเศร้า

ในวันที่1 เมษายน ในฐานะเป็นวันApril Fool’s Day ก็มีเรื่องโกหกตลก เกี่ยวพันหนังเรื่องChungking express ตัวละครตัวหนึ่งถูกสาว บอกเลิกวันนี้ คือวันที่ 1 เมษายน คือวันที่ ‘เมย์’ แฟนสาวบอกเลิกกับ ’622?และเรื่องเศร้าจริง คือ เลสลี่ จาง(ผู้แสดงหนังเรื่อง Day of being wild) เสียชีวิตอย่างกระทันหันจากการทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการกระโดดลงมาจากชั้น 24 ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล ใจกลางฮ่องกง เมื่อเวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2003 โดยเชื่อว่ามีสาเหตุจากความรักที่ไม่สมหวังกับผู้จัดการส่วนตัว โดยมีจดหมายเขียนทิ้งไว้สั้น ๆ ว่า “ต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาต่าง ๆ” ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อถึงวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ที่ฮ่องกงจะมีการจัดงานรำลึกถึง การจากไปของเขาเสมอที่หน้าโรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล

ส่วนวันที่ 1 เมษายน ของไทย ไม่ใช่สากล ก็มีเพลงวันปีใหม่ไทย ทำให้ระลึกถึงไว้ครับ เพลงวันปีใหม่ไทย คือ

เพลงเถลิงศก คำร้อง ขุนวิจิตรมาตรา ทำนอง พระเจนดุริยางค์

วันที่หนึ่ง เมษายน ตั้งต้นปีใหม่

แสงตะวันพร่างพรายใส สว่างแจ่มจ้า

เสียงระฆังหง่างเหง่งก้องร้อง

ท้าทายมา ไตรรงค์ร่า ระเริงปลิว พลิ้วพลิ้วเล่นลม

(สร้อย) ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ

ขอให้สวัสดี ยิ้มเถิด ยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี สิ่งใดแล้ว ให้แล้วไปไม่ต้องนำพา

สิ่งผิดมาให้อภัย พาใจผ่องแผ้ว สิ่งร้าวราน ประสานใหม่ ให้หายเป็นแนว

สิ่งใดแคล้ว มาสอดคล้อง ให้ต้องตามกัน (สร้อย) ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี มาจับมือแสดงยินดี ในวันปีใหม่ มาทำใจให้เริ่มประเดิมปฐม มาเถอะมาพวกเรามา มาปล่อยอารมณ์ มาชื่นชม ยินดี วันปีใหม่เอย

เพลงนี้ใช้ร้องกันมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2477 โดยนับเอา วันที่ 1 เมษายน ของทุกปีเป็นวันปีใหม่ เพลงเถลิงศก นี้จึงมีความไพเราะ มีความหมายดีเยี่ยม เป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบไทย ๆ แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ เป็น วันที่ 1 มกราคม แทน วันที่ 1 เมษายน เมื่อปี พ.ศ. 2482 ในสมัย จอมพล ปอ พิบุลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เพลงเถลิงศก จึงค่อย ๆ หมดความสำคัญลง เพราะขึ้นต้นเพลงด้วยคำว่า “วันที่หนึ่ง เมษายน…” จนไม่มีใครร้องและจดจำได้อีก อย่างน่าเสียดาย http://www.msticket.music.mahidol.ac.th/SCardImage/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9E% E0%B8%A5%E0%B8%87.htm (สมภพ ภิรมณื หนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่23 ฉบับที่3 มกราคม 2545 ) http://pakmom007.exteen.com/20080102/entry-1

ทั้งนี้ ขุนวิจิตรมาตรา เป็นผู้แต่งเนื้อร้องเพลงชาติสยาม ก่อนเปลี่ยนเป็นเพลงชาติไทย ซึ่งจริงๆ เพลงนี้สอดคล้องกับหัวข้อ วันที่8 เดือนมีนาคม ในปี2010ของบันทึก ที่ผมเขียนไว้ คือ ยิ้มสยาม ในประสบการณ์สุนทรีย์ของฮอลิเดย์ ตรงกันข้ามกับหัวข้อที่ผมเคยเขียนไว้ วันที่ 1 ต.ค.2551(2008) คือ ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง 

 เมื่ออาการท้องเสีย-ท้องร่วง-ท้องเดินของผมดีขึ้น เกือบหายเป็นปกติแล้ว ก็รอดพ้นหุบเหวของมรณะ โดยเดือนเมษายน ในปีนี้ 2011 ก็ผมอยากจะเรียนรู้ว่า ทบทวนตรึกตรอง ในตนเอง โดยผมกับเข้าใจประสบการณ์(Experience) ในชีวิต ผ่านบทเพลงของชาติไทย ที่ผมเติบโตมาโดย เพลงนี้

—– เพลงชาติไทย

ประเทศไ ทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุถกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศสชาติไทยทวี มีชัย ชโย ที่มา: กรมศิลปากร

 Thai National Anthem (เพลงชาติไทย)

Thailand is the unity of Thai blood and body. The whole country belongs to the Thai people, maintaining thus far for the Thai.

All Thais intend to unite together. Thais love peace, but do not fear to fight. They will never let anyone threaten their independence. They will sacrifice every drop of their blood to contribute to the nation, will serve their country whith pride and prestige–full of victory, Chai Yo. ที่มา: หนังสือ THAILAND in the 90s ของสำนักนายกรัฐมนตรี http://personal.swu.ac.th/students/fa471010214/lyric.htm http://www.my3space.com/khaotommat/blog/3648-3609-3639-3657-3629-3648-3614-3621-3591-3594-3634-3605-3636-3652-3607-/

เมื่อผมดูฉบับแปลเพลงชาติ ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง…Indeed,nationhood has a powerful grip that can hold together a community whose members may never know each other…ครับ โดยผมคิดถึงข้อเขียน ทั้งบันทึกเรื่องการอ้างอิงถึงการกระซิบให้แต่ง เพลงชาติ และบันทึกลับเรื่องเพลงชาติ ในบริบทหนึ่งของบทความเรื่องความเป็นมาของเพลงชาติไทยในปัจจุบัน แล้วเพลงชาติ ก็ทำให้นึกถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งสำหรับในฐานะนักแปล ก็มีการแปลเรื่อง เชอร์ล็อก โฮลมส์ เป็นภาษาไทยครั้งแรก โดย หลวงสารานุประพันธ์ ตีพิมพ์ลงใน นิตยสารสารานุกูล ในช่วงปี พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) ต่อมา อ. สายสุวรรณ แปลต้นฉบับเชอร์ล็อก โฮลมส์ จนครบทุกตอนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวเป็นคนแรก ปี พ.ศ. 2535 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า นำผลงานแปลของ อ. สายสุวรรณ มาจัดพิมพ์ใหม่ทั้งชุด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 สำนัก พิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ ได้นำเรื่อง เชอร์ล็อก โฮลมส์ มาแปลใหม่อีกครั้งทั้งชุดโดย มิ่งขวัญ แต่ใช้สำนวนแปลและชื่อเรื่องที่ต่างออกไป อย่างไรก็ดี ชุดที่ได้รับการกล่าวขวัญในหมู่นักอ่านว่าดีที่สุด คือ ชุดแปลของ อ. สายสุวรรณ และในปีพ.ศ. 2552 แพรวสำนักพิมพ์ ได้ตีพิมพ์ เชอร์ล็อก โฮ ลมส์ ขึ้นใหม่โดยใช้สำนวนแปลของอ. สายสุวรรณ

 —-ทั้งนี้ ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ คือ เรื่องสำคัญของเชอร์ล็อก โอลมส์ เกี่ยวพันการแปลของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งหลวงสารานุประพันธ์ เป็นนักเขียน ผู้แต่งเพลงชาติ ให้เรานั่นเอง นี่เป็นเรื่องรายละเอียด หรือภาพรวม(Total) ที่ผมสนใจว่า ทำไม ไม่มีการแปลเพลงชาติ ตั้งแต่สมัยหลวง สารานุประพันธ์ เขียนเพลงทั้งที่มีความสามารถภาษาอังกฤษ ถ้าทำนองเพลงชาติ ซึ่งพระเจนดุริยางค์ โดยดัดแปลงจากทำนองเพลงชาติ “ลา มาเซเยส” ของฝรั่งเศส ก็ทำไม ไม่มีเนื้อร้องฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งผมก็ได้ถามผู้รู้คำตอบว่า..ถ้าแปลในความหมายที่มีเวอร์ชั่นอีกภาษา ในทำนองเดียว กันทุกอย่าง และสามารถนำไปร้องได้เลย (แบบเพลง Internationale)ทีนี้ หลังจากมีเพลงชาติกันแล้ว แต่ละประเทศจะแปลเพื่อให้ต่างชาติเข้าใจความหมาย (นี่คือการแปลในแบบที่สอง) ก็คงแล้วแต่ แต่ละประเทศ..ไม่มีการแปลเนื้อเพลงชาติเป็นภาษาอังกฤษสมัยนั้น เพราะความเฉพาะ ของเนื้อเพลง แต่เราเห็นแปลเนื้อความทีหลัง นะครับ ทำให้ผมนึกถึงกรณีแง่มุมการสืบค้นรายละเอียด เหมือนเรื่องเชอร์ล็อก โฮลม์ น่ะครับ

เมื่อถูกถามว่า เชอร์ล็อก โฮลมส์มีตัวตนจริงหรือไม่ โคนัน ดอยล์ มักตอบว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเชอร์ล็อก โฮลมส์ มาจากนายแพทย์โจเซฟ เบลล์ ผู้ซึ่งดอยล์เคยทำงานด้วยที่โรงพยาบาลเอดินเบิร์กรอยัล นายแพทย์เบลล์มีความสามารถในการหาข้อสรุปจากความสามารถในการ สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นเดียวกับเชอร์ล็อก โฮลมส์ นอกจากนี้นายแพทย์เบลล์ยังมีความสนใจในอาชญากรรมและเคยช่วยเหลือตำรวจในการคลี่คลายคดีต่างๆ ด้วย

-ข้อมูลเรื่องเชอร์ล็อกโฮมส์ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81_%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0% B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AA

-ข้อมูลเรื่องเนื้อร้องเพลงชาติทั่วโลก http://www.national-anthems.net/asia/page4

ซึ่งผมอยากกลับมาทบทวนรายละเอียดของหนังเรื่อง2046 ในแง่มุมหนึ่ง มีการคิดทดลอง(Experimental)ดัดแปลงทำนอง และบันทึกเพลงชาติไทยใหม่ ในช่วงปี2545-46 โดยคนร้องเพลงชาติ คือ ธงไชย แมคอินไตย นักร้องยอดนิยม(Popular) ผู้แสดงหนังเรื่อง2046 ซึ่งผม รู้สึกจำได้ว่า ผมเคยเขียนถึงนิตยสารPULP ฉบับเดือนseptember 2004 No.15(น่าเสียดายนิตยสารนี้เจ๊งไปแล้ว) ที่หน้าปกหนังเรื่อง2046 ที่มีรายละเอียดเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแง่มุมการเก็บข้อมูลต่างๆ นานา จำนวนมาก โดยน่าสนใจกรณีหนังแต่ละเรื่องของหว่องกาไว มักจะมี รายละเอียดบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงหนังเรื่องอื่นของเขา โดยเกี่ยวพันตอนถ่ายทำหนังเรื่อง2046 ซึ่งหว่องต้องถ่ายทำหนังเรื่องนี้ สลับกับหนังเรื่องIn the Mood for Love ซึ่งหว่องกล่าวว่า การทำงานกลับไปกลับมาแบบนี้ ทำให้เขาปวดเศียรเวียนเฮ้ดสุดบรรยาย เปรียบไปคล้ายการ ตกหลุมรักผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกันน่ะคุณ..เป็นการเปรียบเปรยเสียจริง…ทำให้ผมนึกถึงเรื่องสมอง…

The brain in love-asian familyและความลับในความรัก เมื่อผมเขียนเรื่องสมองเป็นภาคต่อ เหมือนหนังเรื่อง2046 เป็นส่วนหนึ่งของหนัง Day of being wild แล้วความรัก ความลับเหมือนชู้ลับเปิดเผยไม่ได้ ตามวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียว ไม่ได้เป็นธรรมชาติอิสระ และความจริงของข้อมูลประกอบภาพยนตร์เรื่อง2046 โดยหนังเรื่องนี้ ซึ่ง ผมคิดว่า หนังอาร์ต ดูยากเหมือนกันในแง่หนึ่ง ก็ตัวละคร เยอะกว่าหนังเรื่องIn the Mood for love ก็ผมนับผู้หญิงที่ปรากฏในเรื่อง2046 มี6 คน ครับ ส่วนใครสนใจก็ลองอ่านคำอธิบายภาษาอังกฤษ ต่อเรื่อง2046ประวัติและบทของตัวแสดงในหนัง2046 น่ะครับ

Cast –Tony Leung Chiu-Wai as Chow Mo-wan, the main character and narrator. A journalist and writer, he is the same character, played by the same actor as in In the Mood for Love. He also appears in a silent cameo at the very end of Days of Being Wild.

Maggie Cheung as Su Li-Zhen, the woman Chow Mo-wan loved most. She appears only in flashback. See In the Mood for Love.

Gong Li as Another Su Li-Zhen. Presented as a “professional gambler” and nicknamed “Black Spider”, she said that she was from Phnom Penh. Chow Mo-wan met her in Singapore.

Wang Sum Mr. Wang, the hotel owner. He had taken singing lessons in Harbin, China. The captain of the train to (or from) 2046.

Faye Wong Wang Jing Wen (???, py Wang Jingwen; which incidentally was Faye Wong’s stage name as a singer until she changed it back to Faye Wong, Chinese: ??; pinyin: Wang F?i, in 1994) . The first daughter of Mr. Wang, the hotel owner. She was in love with a Japanese man, a relationship that her father opposed strongly. An android in the train to (or from) 2046.

Takuya Kimura A Japanese man, sent to Hong Kong for a while by his company. He is Wang Jing Wen’s boyfriend. Tak, a passenger of the train to (or from) 2046.

Dong Jie – Wang Jie Wen. The second daughter of Mr. Wang, the hotel owner.

Carina Lau Mimi/Lulu. See Days of Being Wild. An android in the train to (or from) 2046.

Chang Chen The drummer boyfriend of Mimi/Lulu. Played by Jacky Cheung in Days of Being Wild. A passenger of the train to (or from) 2046.

Zhang Ziyi as Bai Ling. A beautiful cabaret girl who lived in room 2046 in the Oriental Hotel, and a lover of Chow Mo-wan. Siu Ping-lam as Ah Ping, a colleague and friend of Chow Mo-wan.

Bird McIntyre http://en.wikipedia.org/wiki/2046_(film)

ผมสนใจในแง่มุมของหนัง2046 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของDay of being wild ซึ่งตัวละคร ที่แสดงโดยเลสี จาง เคยกล่าวว่า ในชีวิตนี้ผมจะรักผู้หญิงอีกหลายคน ยังไม่ตายก็ไม่รู้หรอกว่าจะรักใครมากที่สุด…เขาเป็นคนที่ขาด.. คำว่าเด=พ่อ คือภาษาจีนไหหลำ(ไหหนำ คำว่ามา= แม่) ซึ่ง เสียงพ้องคำว่าDay หรือเดย์ .ผมกับเพื่อนเคยเดินเที่ยวถนนในฮ่องกง เราก็เจอชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากในฮ่องกง ก็ทำให้นึกถึงความเป็นไปได้ ที่คนฮ่องกงแต่งงานกับคนฟิลิปปินส์ ที่มีเรื่องแม่ของพระเอกไปฟิลิปปินส์..และต่อมาในหนัง2046..ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป ?(เพลงประกอบadagio)…

2046 is the number of the hotel room in In the Mood for Love in which Tony Leung Chiu Wai and Maggie Cheung’s characters meet to write their kung fu novel serial. It is the number of a hotel room occupied by Lulu, and later by Bai Ling at the Oriental Hotel, while Tony Leung’s room number is 2047. The main character (Tony Leung) writes science fiction stories, in which 2046 is a popular year and place to which people travel through time.

The stories are titled 2046 and later 2047 (a collaboration with Faye Wong’s character). The year 2046 has its own significance for Hong Kong. It is 49 years after the handover of Hong Kong by the British on 1 July 1997. At the time of handover, the Mainland government promised fifty years of self- regulation for the former British colony.

The year 2046 references the moment before Hong Kong’s special, self-regulated status ends.

http://en.wikipedia.org/wiki/2046_(film) In April 2004, the film was nominated for the Golden Palm at the 2004 Cannes Film Festival. http://en.wikipedia.org/wiki/2046_(film) หนังเรื่องนี้ ได้รับรางวัลคานส์ด้วยครับ

2046- Wong Kar-wai-part1 http://www.youtube.com/watch?v=xNKn5O_XmwA

2046- Wong Kar-wai-part2 http://www.youtube.com/watch?v=omfnbCzYMIU&NR=1

2046 (2) http://www.youtube.com/watch?v=R_oTpuUjtX8

2046 (3) http://www.youtube.com/watch?v=ePU0KP5vHfo

2046 (4) http://www.youtube.com/watch?v=yCFjtZAlyoQ&NR=1

2046- Wong Kar-wai- part 8 หุ่นยนต์ทำมือ สัญลักษณ์เป็นรู หรือโอเค และตัวละครที่เล่นโดยเฟย์ โทรศัพท์หาคนรักที่ญี่ปุ่น ซึ่งพูดคุยกันไม่ได้ แสดงออกแบบไม่พูดเหมือนตัวละครในเรื่องIn The Mood for Love http://www.youtube.com/watch?v=DjJOpodJtrA

2046- Wong Kar-wai- part 9 เขาพยายามบอกความลับให้หุ่นยนต์ โดยชวนหุ่นยนต์ไปด้วยกัน แต่หุ่นยนต์ไม่เคยตอบเขาเลย จึงสันนิษฐานว่า หุ่นยนต์ไม่เคยรักเขาเลย http://www.youtube.com/watch?v=kHrQ_I03W2c&NR=1

2046- Wong Kar-wai- part 10 คำตอบว่า ทำไม แอนดรอยด์ คือ หุ่นยนต์ ไม่ตอบคำถาม ก็เธอ…กลไกไม่ได้ทำงานช้า หรือเธอไม่รักเขา แต่เธอรักอีกคน ทำให้นักเขียนนิยาย คิดเรื่องตอนจบตั้งหลายชั่วโมงว่าจะจบอย่างไร? มันจะต่างกับการตัดสินใจรักหรือไม่รัก…การตัดสินใจเดิน ทางไปหรือไม่ไป มากมายแค่ไหน? http://www.youtube.com/watch?v=jC2DThOTpVs&NR=1

2046- Wong Kar-wai- part 11ตัวละครพูดถึงHistory http://www.youtube.com/watch?v=ucMQvsXzDTc

2046- Wong Kar-wai- part 12

http://www.youtube.com/watch?v=AjyLLRJTGhc

หนังเกี่ยวพันประวัติศาสตร์ เมื่อตัวละครพูดถึงHistoryและเรื่องครอบครัว

2046- Wong Kar-wai-part3 ตอนที่เบริด์ ธงไชย ปรากฏตัว และตอนกล่าวถึง เหตุการณ์ 22 May 1967 เป็นการสื่อสารกับการเมืองยุคนั้นของหว่องฯ เป็นเรื่องHong Kong 1967 riots: Clashes between striking workers and police kill 51 and injure 800. และผลงานนี้เป็นDepiction in the media โดยWong Kar Wai’s movie 2046 features backdrop of the riots, mentions of the riots and a few old newreels of the rioting. ดูข้อมูลเพิ่มเติมen.wikipedia.org/wiki/1967 และhttp://en.wikipedia.org/wiki/Hong_Kong_1967_riots

โดยของไทยก็เหตุการณ์พฤษา35 และ และscience-fiction angle ในแง่มุมนี้ เรามีจินตนาการและความทรงจำ ต่อรสชาติเรื่องราวอย่างไร? หนังสือจิตวิทยาEssential Psychology edited by peter herriot ในHuman MemoryของVernon Gregg กล่าวอย่างง่ายๆ จินตนาการ ทำให้เกิดการสร้างภาพของประสบการณ์ความทรงจำให้มนุษย์ หนังเรื่อง 2046 ตัวละครเขียนนิยายแนวกังฟูหรือกำลังภายในเหนือจริง และหนังแนววิทยาศาสตร์เหนือจริง ส่วนตัวละคร ที่เป็นคนญี่ปุ่นในหนัง2046 ทำให้ผมหันมานึกถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วรังสีรั่วไหล ถ้ายุคปัจจุบันโดนสารกัมมันตภาพ รังสีของนิวเคลียร์เข้าไปก็ฝังศพไม่ได้ เผาก็ไม่ได้ สำหรับถ้านึกถึงความตาย ก็รุ่นพี่ของผม เตรียมเขียนหนังสืองานศพไว้ก่อนตาย โดยเขาคิดว่าจะอายุยืนถึงเก้าสิบกว่าปี?และถ้าผมเตรียมเขียนหนังสือสำหรับเข้าคุก หละ? มันดูเท่ห์ไหม?

แต่นั่นแหละ ชีวิตไม่ได้ง่ายดาย เพราะรุ่นพี่ของผม บางคนก็ป่วยเป็นโรคไตวายไม่รู้ตัว ก็มีให้เห็น รวมทั้งผมก็ขับรถมอเตอร์ไซด์ ผ่านโรงพยาบาล ก็รู้สึกคิดเรื่องความป่วยที่ซ่อนเร้นในตัวมนุษย์ นัยยะประหวัดระหว่างการเดินทางของชีวิต บนรถไฟในอนาคต หรือคุณ จะมีน้ำตาตกในใจ เพราะว่า วิวัฒนาการของมนุษย์อาจจะกลายพันธุ์จากสารกัมมันตภาพรังสี หรือสารอันตราย รอบตัวในชีวิตประจำวันๆ พร้อม ปัญหาโลกแตก แต่เมื่อมองในแง่มุมของความสัมพันธ์ระหว่างเพศby Engels ได้คิดเรื่องนี้ เหมือนกัน แล้วอนาคตของพวกเรา หละ? ในเมืองกรุงเทพฯ (ที่มีชื่อเป็นเทวดา) ก็เหมือนฮ่องกง ที่เป็นเมือง ตึกสูง เหมือนที่เพื่อนผม มาแต่งงานที่พิจิตรกล่าวไว้ แล้วหนัง2046 ก็ยังมีตัวแทนคน ไทย คือ พี่เบริด์ ธงไชย แมคอินไตย(Bird McIntyre) แล้วส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯประเทศไทย ในฐานะของชาติไทย อนาคตเป็นอย่างไร? เรายังมีความหวังต่ออนาคตอย่างไร?

—ผมอยากตั้งข้อสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพราะผมยังเขียนเรื่อง2046 ไม่จบ โดยต่อเนื่อง เกี่ยวพันเมื่อคราวที่แล้ว คือ วันที่ วันที่27-28-31 มีนา 54 In Nature และผมเขียนถึงเรื่องดิจิตอลหมายถึงการแยกแยะระหว่าง “0 กับ “1 แหม ก็ผมไม่มีดวง โชคชะตา ด้านเลขหวยเลย เพราะผมลืมซื้อหวยอีกแล้ว โดยผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2554 ออกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว คือ 01

ฉะนั้น ผมขอพูดถึงเรื่องดิจิตอลต่ออีกตอนหนึ่ง คือ

โลกดิจิตอลในวันนี้.. มนุษย์ในอนาคตต่างลืมว่าความอบอุ่นและความใกล้ชิดในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น ท่ามกลางโลกออนไลน์มักเต็มไปด้วยความเหงา ความโดดเดี่ยว เพราะเป็นโลกที่จำลองขึ้นมา เชื่อไหมครับว่า 3 พันล้านคนจากจำนวนประชากรทั่วโลกส่วนมากเป็นกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 25 ปี ซึ่งกว่า 61% เป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่ม GenY ที่กำลังมาแรงและเป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนับวันยิ่งทวีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างจากฮ่องกงดูก็ แล้วกันครับ จากข้อมูลในเชิงสถิติเด็กฮ่องกงใช้เวลาไปกับการออนไลน์ประมาณ 4.7 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนในฟิลิปปินส์ดูทีวีตกวันละประมาณ 6.2 ชั่วโมง ทางด้านคนจีนยังน้อยกว่าหน่อยก็คือ 3.2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ในประเทศจีนเองนั้นผู้คนมักใช้เงินส่วนตัวไปกับค่าใช้จ่ายบริการอินเตอร์เน็ต ถ้าเปรียบเทียบตามอัตราส่วนแล้วมากกว่าทางโลกตะวันตกเกือบสิบเท่าตัว คำถามต่อไปคือแล้วประเทศไทยละครับเป็นอย่างไรกันบ้าง จากข้อมูลสถิติการวิจัยบอกว่า เมืองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Virtual Networking or Bogging) มากเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย อันดับท็อปคือประเทศจีนนั่นเอง ที่มีสังคมออนไลน์เกือบ 85% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด ส่วนในประเทศไทยรั้งอันดับ 2 คือ 71% โดยตัวเลขดังกล่าวค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าอย่างน่าใจหาย ซึ่งเด็กไทยกลุ่มนี้ (อาจรวมไปถึงผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน) นิยมใช้บริการแช็ตออนไลน์ ดาวน์โหลดดนตรี และใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งแมสเสจต่างๆ กันอย่างมาก ทั้งนี้ ในเชิงพฤติกรรมเชื่อไหมครับว่าเด็กที่เราเรียกว่า GenY นี่นะครับ

เขาบอกว่ามีความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ อาทิ ทำการบ้านพร้อมกับดูเคเบิลทีวี หรือดูหนังดูทีวีและใช้อินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆ กัน จะสังเกตได้เลยว่าคนรุ่นใหม่หนีไม่พ้นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ว่าไปแล้วอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอวัยวะเสริมที่คนรุ่นใหม่มิอาจขาดได้เลยทีเดียว

ดังนั้น ดูเหมือนกับว่าตัวเลขดิจิตอล 0 และ 1 ได้แทรกซึมเข้าถึงทุกอณูของสังคมยุคปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนหล่อหลอมวัฒนธรรมและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตใหม่ขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะเป็นคนชนชาติใด สีผิวไหน ศาสนาใดก็ตาม ก็ได้ถูกทำการหล่อหลอมไปด้วย วัฒนธรรมดิจิตอล (Digital Culture) ไปเรียบร้อยแล้วครับ ลองสังเกตดูซิครับว่าใครไม่มีมือถือบ้าง สำหรับตัวผมเองคงไม่ต้องมองไกลที่ไหนหรอกครับ ขนาดคุณย่าวัย 70 กว่าปีของผมเองนั้น สามารถกดโทรศัพท์มือถือได้คล่องดั่งกับวัยรุ่นเลยทีเดียว ส่วนรุ่นลูกหลานพออายุไม่ถึงสิบขวบก็ไม่ขอของเล่นกับเขาแล้ว แต่ต้องการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กกับเขาบ้าง สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปคือ โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ ทุกอย่างในเวลานี้ขึ้นอยู่กับ

1.ความรวดเร็วและความคล่องตัว ซึ่งนำมาด้วยความยืดหยุ่นในการติดต่อผู้คนได้จากทั่วทุกมุมโลผู้คนต้องการเชื่อมโยงด้วยความฉับไว ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารภายในไม่กี่วินาที และที่สำคัญยิ่งมีสิ่งนี้มากขึ้นเท่าไหร่ผู้คนต่างใจร้อนมากยิ่งขึ้น และมีความอดทนน้อยลงเป็นเงาตามตัว

2.ความสะดวกสบายและความครบครัน อาทิ อุปกรณ์สมัยใหม่ต้องครบเครื่อง บางเบา เก๋ไก๋ สะดวกและใช้ง่าย อย่างการมีมือถือที่มีกล้องคุณภาพสูง มีออแกไนเซอร์ในตัว แช็ตออนไลน์และดูยูทิวบ์ได้ กล่าวคืออุปกรณ์หนึ่งเป็น One Stop Service เลยทีเดียว

3.ระบบเครือข่ายทำให้เกิด สองปรากฏการณ์ใหม่ กล่าวคือ การกระจายตัวของผู้คนแทนที่จะอยู่เป็นกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันจะจะ แต่เจอบนโลกออนไลน์ ข้อดีคือสะดวกและคล่องตัว แต่สิ่งที่นับว่าเป็นดาบสองคมคือผู้คนได้ถูกตัดออกจากสภาวะแวดล้อมของความเป็นจริง (Reality) และใช้ดินแดนดิจิตอลเป็นที่พบปะสังสรรค์ (Virtual Reality) ทั้งสองอย่างนี้เป็นทางเลือกที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น แต่ทำให้มนุษย์ในอนาคตต่างลืมว่าความอบอุ่นและความใกล้ชิดในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น ท่ามกลางโลกออนไลน์มักเต็มไปด้วยความเหงา ความโดดเดี่ยว เพราะเป็นโลกที่จำลองขึ้นมา

4.ผู้คนต้องการมีกลุ่มของตนเอง มีความเป็นปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากการสร้าง Blog ของตนเอง หรือการสร้างสังคมหรือกลุ่มต่างๆ ที่มีความเชื่อเหมือนกัน จึงทำให้เกิดสังคมและวัฒนธรรมที่แตกแขนงยิบย่อยออกไปบนโลกออนไลน์

5.เป็นเรื่องร้ายต่อวงการสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง เพราะตัวเลขได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่าผู้คนเริ่มใช้บริการจากการอ่านข้อมูลข่าวสารออนไลน์มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือสามารถเลือกในสิ่งที่ตนต้องการบริโภค อาทิ ณ ปัจจุบันมีวิทยุออนไลน์เปิดเพื่อสนองอารมณ์ของน้องหมาที่บ้าน ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มที่แปลก แต่มีผู้ใช้บริการเยอะมากนับแสนคน ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่บางทีเราอาจจะมองข้ามหรือไม่เคยนึกถึงมาก่อน แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าโลกในวันนี้ได้ก้าวกระโดดไปสู่ยุคดิจิตอลจนเราคาดไม่ถึง สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ สภาวะจิตสังคมในอนาคต และสภาวะร่างกายของผู้คนเสียมากกว่า เด็กวันนี้โดยเฉพาะในเกาหลีใต้มีมือถือมากกว่า 85% และโดยเฉลี่ยส่งแมสเสจข้อความ 60 ครั้งต่อวัน ถือว่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการศึกษา

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างโลกดิจิตอล และสภาวะจิตของผู้คนในอนาคต โลกไซเบอร์เป็นโลกที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่เราถอยหลังไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยถ้าเราได้มีการศึกษาถึงผลกระทบมากกว่านี้คงเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ถือว่าเป็นการเตรียมตัวก่อนที่เราจะถูกครอบงำไปด้วยตัวเลข 0 และ 1 ครับ… คอลัมน์ วัยทวีนส์ โดย เอกลักกษณ์ ยิ้มวิไล ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=11689&catid=14 http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=400.0

—–แน่นอนว่า รายละเอียดของโลกดิจิตอล หรือภาพรวม ก็คงมีอีกมากในการทบทวนตรวจสอบแง่มุมของโลกดิจิตอล หรือเรื่องเล่า ในช่วงไปปาย ก็ผมยังไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมด ก็ขอให้ทุกคนกลับมาฟังเพลงซึ้งๆ ทิ้งท้ายไว้ครับ

คุณลองเปิดฟังซ้ำช้าๆ”Adagio” โดยSecret Garden – “Adagio” with David Agnew (cor anglais) ประกอบฉาก(scenes 3, 27, 31, 34)จากข้อมูลของhttp://en.wikipedia.org/wiki/In_the_Mood_for_Love และผมค้นหาเพลงเป็นเพลงบรรเลงไม่มีเนื้อ ร้อง น่ะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=nNL9Lole-iE http://www.youtube.com/watch?v=0fV7L0SS3B0

Wong Kar Wai- Shigeru Umebayashi. Long Journey (Instrumental) 2046.wmv

ผมนำเพลงของZbigniew Preisner – “Decision” from Thou shalt not kill, part 5 of Krzysztof Kie?lowski’s The Decalogue 2046 Zbigniew Preisner Decision, From A Short Film Abou dodk.wmv ซึ่งเพลงประกอบหนัง2046 แต่มันเป็นเพลงบรรเลง ไม่มีตัวอักษร เนื้อร้องให้ทุกคนดู น่ะครับ

 http://www.youtube.com/watch?v=tedY0pHyNfo

2046 – Main theme นี่ก็เป็นเพลงหลักของหนัง2046 เป็นเพลงบรรเลง น่ะครับ

 ผมให้เลือกเพลงของNat King Cole and the Nat King Cole Trio – “The Christmas Song” (1946 version with strings) (scenes 20, 35) เพลงประกอบ2046 http://www.youtube.com/watch?v=jTRxHn9VkLw

 — เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง-รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส คนบรรยายว่า เพลงที่สร้างชื่อให้คุณรุ่งฤดี ดังเป็นพลุ ปี 2514 คำร้อง-ทำนอง ครูพยงค์ มุกดา

…เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลงไหลลง ไหลลง ไหลลงทะเล เบื่อ ความรักจากคนร้อยเล่ห์ เล่ห์ลวงลึกกว่าทะเล สุดคาดคะเนสุดนับคณา เอาความทุกข์ยากฝากธาราใส ให้มันไหลไป ไหลไปไหลไปมิให้หวนมา ช่วยกลบฝังความหลังของข้า บทเรียนรักด้วยน้ำตา แม่โขงเจ้าขาช่วยกลบช่วยกลืน แม้ความเจ็บปวด เป็นเหมือนกรวดทราย ถมทิ้งลงไปแม่โขงทั้งสายคงกลายเขินตื้น ถ้าความเจ็บช้ำ เป็นน้ำก็คงท่วมพื้น รสชาติบาดแผลขมขื่น แม่โขงช่วยกลืนให้ไกลแสนไกล เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลงไหลลง ไหลลงไหลลงลับไป โอ้แม่โขงที่โค้งคดไกลเปรียบยังมิเท่าน้ำใจ คดเคี้ยว เ ชี่ ย ว ไหลกว่าลำโขงเอย http://www.youtube.com/watch?v=XIoxG3uw1YA

วันที่ 7 เมษา 2554
วันที่ 4 เม.ย.เป็นวันInternational Day for Mine Awareness and Assistance in Mine Action และวันที่ 4 เมษา สำหรับเซเนกัล: วันชาติ และวันเกิดของฮุนเซน และดูเพิ่มเติม ในวิกีพีเดีย ครับ ส่วนวันที่6 เมษา เป็นวันสุดท้ายของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และผมนึกถึงอะไรบางอย่าง เช่น ปีที่แล้ว คือ 2553 ในวันที่ 7 เมษา 2553 ก็ผมร่วมจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งวันนี้ ก็เกิดอุบัติเหตุ รถมอเตอร์ไซด์ของผม ถูกชน ระหว่างทางโค้งเลี้ยวกลับหอพัก ใกล้จะถึงแล้วมอเตอร์ไซด์ของเจ้าของร้านส้มตำเป็นผู้ชายแบบในหนังHappy Together ที่อยู่แถวใกล้หอพักของผมนั้น ก็ขับรถมอเตอร์ไซด์ล้อพุ่งเข้ามาชนล้อรถมอเตอร์ไซด์ของผม โดยเขาเบรคไม่ทัน จนกระทั่ง ล้อหน้าของรถเกือบพลิกคว่ำ แต่ว่าผมกับรถมอเตอร์ไซด์ไม่เป็นอะไร ส่วนถุงโจ๊ก ที่ผมจะเอามากินร่วงหล่นจากถุงแตกกระจายบนพื้นถนน…
นี่เป็นเรื่องราว สำหรับการระลึกอดีตของวันนี้ ที่เดินทางต่างๆ ในหนึ่งวันแห่งการเดินทางทั้งการไปส่งรุ่นพี่ที่สนามบิน และแวะบ้านแห่งหนึ่งให้ระลึกถึงอดีตผ่านไปรวดเร็วไว้ ในเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน…เช่น ข่าวแผ่นดินไหวที่เชียงราย เมื่อเวลา 0.26 น.ของวันนี้ .และวันนี้ แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น..
แน่นอน เมื่อชีวิตของคนเหมือนตัวละคร และชีวิตจริงของผม ในแต่ละวัน ก็มีเรื่องให้บังเอิญเจอรปภ.คนเก่า ซึ่งผมเคยเขียนบันทึกไว้ แล้วเรากลับมาพบพูดคุยกัน โดยเรื่องราวแลกเปลี่ยนชีวิตกัน ทำให้ผมอยากสืบค้นว่าวันที่ 7 เมษา มีความสำคัญอะไรไหม? วันที่7 เมษาในอดีตของไทย คือ พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) – พลเอกสุจินดา คราประยูร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากก่อนหน้านี้ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ประธานรสช.จะนำชื่อนายณรงค์ วงศ์วรรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แถลงว่านายณรงค์อยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ เนื่องจากพัวพันกับนักค้ายาเสพติด และวันที่7 เมษา พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) – การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี : พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมเป็นครั้งสุดท้ายที่ท้องสนามหลวง ภายหลังการประกาศเว้นวรรคของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และส่วนความสำคัญวันนี้ในสากล คือ วันอนามัยโลก – วันที่ 7 เมษายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันอนามัยโลก มีการจัดงานใน 191 ประเทศสมาชิกเพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพอนามัย เริ่มเมื่อ พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) ดูเพิ่มเติมในวิกีพีเดีย
—-ผมกำลังใช้โลกดิจิตอล ให้เป็นประโยชน์ในแง่ค้นข้อมูล และสำหรับเรื่องคิดเขียนคอลัมภ์ให้นิตยสารVote และงานอื่นๆ โดยผมพบผู้คนต่างๆ จึงต้องหยุดพักเล่าเรื่องบางเรื่อง และบันทึกบางเรื่องเพื่อผ่อนคลายตัวเอง ซึ่งผมเอาเรื่องเกี่ยวกับดิจิตอลมาให้ดูคั่นรายการกันไป น่ะครับ
Rich media วัฒนธรรมแห่งโลกดิจิตอล
ย้อนไปประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในยุคทองที่กระแสของอินเทอร์เน็ตกำลังมาแรง ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ได้มีการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เว็บไซท์ต่างๆ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด จนมาถึงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ของวงการดอทคอมแตก การลงทุนบนอินเตอร์เน็ทก็พลอยซบเซาลงไปตามระเบียบ
ภาวะการขาดทุนในธุรกิจนี้ ทำให้เข้าใจว่าเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ความจริงแล้วไม่ใช่ ซะทีเดียว หากแต่เทคโนโลยีที่ใช้กับเว็บในขณะนั้นยังเป็นแบบธรรมดา ไม่หวือหวา และไม่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าหรือผู้ใช้งานเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดการอิ่มตัวและผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายมากขึ้น
ต่อมาในปี 2004 ทาง O’Reilly Media และMedia Live International ได้เสนอแนวคิดที่จะพัฒนาศักยภาพของเว็บไซท์ขึ้นใหม่ และนิยามคำว่า Web 2.0 ขึ้น โดยให้ความสนใจกับ Rich Internet Applications ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ากับเว็บ เช่นWeb Usage Mining, Ajax, Rich Media, Blog, RSS, Gadget และอื่น ๆ ประกอบกันเพื่อให้มีความน่าสนใจมากกว่าเดิม
ตัวอย่างที่เป็นแอพพลิเคชั่นออนไลน์ ของ web 2.0 คือ การเขียนบันทึกบนเว็บแบบ Blog, รูปแบบการนำเสนอข้อมูลผ่านการดึงข่าวแบบ RSS, สารานุกรมแบบมีส่วนร่วมอย่าง Wikipedia, การใช้งานโปรแกรมประเภท Torrent, การเขียนโปรแกรมแบบ AJAX เป็นต้น
สิ่งต่างๆที่กล่าวมา ถือเป็นความหวังใหม่ที่จะกอบกู้ความนิยมของอินเตอร์เน็ทขึ้นมาอีกครั้ง แต่ลำพังแค่แอพพลิเคชั่นที่หรูอลังการขนาดไหน ถ้าขาดลูกเล่นและรูปแบบนำเสนอของสื่อที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะสื่อมัลติมีเดียแล้ว จุดจบของ Web 2.0 ก็คงไม่ต่างจากเว็บไซท์ในยุคแรกๆ
รู้จักกับ Rich Media มากขึ้น
Rich Media ซึ่งเป็นศัพท์ใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นการนำเสนอสื่อรูปแบบต่าง ๆ บนเว็บให้น่าสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมหรือผู้ใช้งานให้มากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันพอจะยกตัวอย่างของ Rich Media ได้ดังนี้
วิดีโอออนไลน์ เช่น บนเว็บ YouTube หรือ Google Video ซึ่งโดยมากจะฝัง (Embed) ไฟล์หลักไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ เมื่อมีการเรียกดูผ่านหน้าเว็บหรือโปรแกรมบางตัว วิดีโอเหล่านี้จะค่อยๆทยอยมาแสดงผลทีละนิด (Streaming Video) ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกว่าต้องรอคอยนานเกินไป
ภาพยนตร์ผ่านเว็บ ในหลายประเทศที่อินเตอร์เน็ทมีความเร็วสูง มีหน่วยเป็นเทราไบต์ (tera byte) ผู้ใช้สามารถเปิดชมภาพยนตร์ออนไลน์ได้ง่ายๆ โดยสั่งให้เล่น (Play) หยุด (Pause) เหมือนกับเราชมภาพยนตร์บนเครื่องเล่นวิดีโอที่บ้านได้เลย จนแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างสำหรับในเมืองไทยเรา อาจต้องรอคอยกันนานสักหน่อย…
ทีวีออนไลน์ ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ทั้งในและนอกประเทศที่เปิดให้ชมทีวีผ่านเว็บ ซึ่งมีทั้งทีวีออนไลน์แบบ real time ซึ่งหากรายการใดในขณะนั้นกำลังฉายอยู่ ผู้ชมบนเว็บก็สามารถดูบนอินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆกัน หรือมีทั้งรายการทีวีแบบ off line ที่อัพโหลดเนื้อหาเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์แล้วให้ดาวน์โหลดมาดูทีหลัง

วิทยุออนไลน์ สถานีวิทยุหรือค่ายเพลงบางแห่ง มีการนำเนื้อหาบางช่วงทำเป็นรายการออนไลน์ และปรับเปลี่ยนตัวสถานีให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังมากขึ้น บางแห่งทำเป็นสถานีวิทยุออนไลน์ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง บางแห่งก็ทำรายการกระจายเสียงแบบ Podcast เพื่อให้กลุ่มผู้ฟังที่มีเครื่องเล่นเพลงเช่น iPod หรืออื่นๆ สามารถดาวน์โหลดและรับฟังรายการใหม่ได้ทันทีที่ต้องการ แผนที่และภาพถ่ายสามมิติ ส่วนมากจะพบเห็นสื่อแบบนี้ในเว็บที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท หรือสปา โดยมากจะนำเสนอเป็นภาพแบบ 360 องศา คือเห็นเกือบทุกมุมมอง ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนกับว่าเดินเข้าไปยังสถานที่นั้นจริงๆ ตัวอย่าง Virtual Tourเว็บไซต์ของไทยสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.silkroad-pattaya.com
ภาพเคลื่อนไหวเชิงปฏิสัมพันธ์ เป็นสื่อแบบใหม่ที่นิยมใช้กันมากในยุคหลังๆ นับตั้งแต่การทำภาพแบบ Gif animation ตั้งแต่ยุคแรกๆ แต่ปัจจุบันได้เพิ่มขีดความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์และตอบสนองต่อผู้ใช้มากขึ้น ด้วยการเขียน ActionScript เข้าไปในไฟล์ .swf
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือนิตยสารออนไลน์ พบเห็นได้ในหลายๆเว็บที่ให้ดาวน์โหลดตัวอย่าง e-book มาใช้งานฟรี หรือทำเป็น magazine online ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเราไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อหนังสือตามร้าน ง่ายๆแค่เพียงเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เปิดเว็บไซต์ ก็สามารถอ่านหนังสือออนไลน์ได้ทันที
บล็อก(Blog) เป็นหนึ่งใน concept ของ Rich media เพราะมีการเขียนบันทึก และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาอ่านได้ตอบและวิจารณ์อย่างเสรี เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในสังคมไซเบอร์อย่างแท้จริง
เกมออนไลน์ตามเว็บ ในยุคของ Rich media ผู้เล่นเกมสามารถล็อกอินเข้าไปในเว็บและร่วมสนุกกับผู้เล่นคนอื่นๆ ได้ทั่วโลก มัลติมีเดียที่แนบมากับอีเมล์ ซึ่งก็คือไฟล์วิดีโอ ไฟล์เสียง ไฟล์ Flash ที่เป็นเมล์ Forward ที่เราพบเห็นทั่วไป ซึ่งเป็นการประยุกตใช้สื่อแบบอีเมล์รูปแบบเดิมให้มีความน่าสนใจมากขึ้น
การหาพิกัดที่ตั้งด้วย Google Earth ในปัจจุบันเราสามารถหาที่ตั้งสถานที่สำคัญต่างๆ รวมไปถึงการคำนวณระยะทางจากที่ตั้งของเราได้อย่างเสร็จสรรพด้วยบริการ Google Earth
ธุรกิจโฆษณาบนเว็บที่เปลี่ยนไป
ยุค Rich media ได้ส่งผลต่อวิวัฒนาการของโฆษณาตามเว็บ จากที่เป็นเพียงภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวธรรมดา จนเริ่มเข้าสู่การโฆษณาที่สมบูรณ์ทั้งภาพ เสียง และวิดีโอ รวมไปถึงการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน ซึ่งก็มีหลายบริษัทหันมาให้ความสนใจกับสื่อโฆษณาในรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการโฆษณาในสื่อรูปแบบอื่น รูปแบบของสื่อโฆษณาแบบ Rich Media ที่พบเห็นในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ซึ่งได้แก่
ป๊อปอัพ (Pop-ups) หรือ ป๊อปอันเดอร์ (Pop-unders) เ ป็นรูปแบบของการเปิดหน้าบราวเซอร์เล็กๆขึ้นมาใหม่ และแสดงโฆษณาอยู่ภายในหน้านั้นๆ
โฆษณาแบบคั่นรายการ (Interstitial Ads) โดยเปิดหน้าเว็บไซต์ไปยังอีกหน้าหนึ่ง ซึ่งมีทั้งแสดงแบบเต็มหน้าจอหรือบางส่วนของหน้าจอ
โฆษณาแบบขยายได้ (Expandable Ads) จะตอบสนองเมาส์ โดยจะแสดงเนื้อทั้งหมดแสดงออกมาเมื่อเราทำการคลิกเมาส์หรือเอาเมาส์ไปวางบนโฆษณา
โฆษณาลอยที่หน้าเว็บไซต์ (Floating Ads) เมื่อทำการเลื่อนหน้าเว็บเพจขึ้นหรือลง โฆษณาก็จะเลื่อนตาม หากคุณไม่ต้องการดูก็สามารถที่จะปิดหน้าโฆษณานั้นได้
หากจะเปรียบว่า Web 2.0 คือ Rich Internet Application ตัว Rich Media ก็คือ Rich Internet Content หรืออีกนัยหนึ่ง Web 2.0 เปรียบเสมือนบ้านที่มีห้องต่างๆ และ Rich media คือเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน ดังนั้นเมื่อ 2 สิ่งนี้มาประกอบกัน ก็จะส่งผลให้เกิดความสมบูรณ์แบบนั่นเองสำหรับในประเทศไทยนั้น ถือว่ากำลังเข้าสู่ยุค Web 2.0 แต่ Rich Media ที่พบเห็นในบ้านเราอาจจะยังไม่ใช่ Rich media ที่สมบูรณ์ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะรองรับสื่อบางตัวที่มีขนาดใหญ่ได้หมด

แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยเพิ่มแบนวิธ หรือความเร็วของอินเตอร์เน็ตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งก็หวังว่าอนาคตอันใกล้นี้ความฝันของชาวไซเบอร์ทุกคนคงจะกลายเป็นจริงเสียที
http://www.dplusmag.com/insight-digital-technology-tech-trend/rich-media.html

-ผมขอมอบเพลงของ Laurie Anderson สำหรับขับกล่อมนอนพักผ่อน คือ Strange Angels
They say that heaven is like TV  A perfect little world that doesn’t really need you And everything there is made of light And the days keep going by Here they come Here they come Here they come. Well it was one

of those days larger than life When your friends came to dinner and they stayed the night  And then they cleaned out the refrigerator – They ate everything in sight And then they stayed up in the living room And they

cried all night Strange angels – singing just for me Old stories – they’re haunting me This is nothing like I thought it would be. Well I was out in my four door with the top down. And I looked up and there they were:
Millions of tiny teardrops just sort of hanging there And I didn’t know whether to laugh or cry And I said to myself: What next big sky? Strange angels – singing just for me Their spare change falls on top of me
Rain falling Falling all over me All over me Strange angels – singing just for me Old Stories – they’re haunting me Big changes are coming Here they come Here they come.

วันที่ 9-10-11-12 เมษา 54
วันที่ 8 เมษา เป็นวันกระทรวงกลาโหม…พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) – พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รวมทหารบกและทหารเรือเข้าด้วยกัน และตราพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมยุทธนาธิการ ภายหลังยกฐานะเป็นกระทรวงและเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหม วันที่8เมษายน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคายกับเวียงจันทน์ และวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) – เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทยเมษายน พ.ศ. 2552 : แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมใหญ่โดยทำการปิดถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทั้งหมด ซึ่งข้อมูลจากวิกีพีเดียในแง่มุมการเมืองสั้นๆนั้น แต่ความจริง มีความซับซ้อนมาก จนกระทั่งวันที่10 เมษา 2553 ก็มีเหตุการณ์นองเลือดต่อมา ซึ่งพวกผม ก็เมื่อวานทบทวนปัญหาทางประวัติศาสตร์การเมืองกัน ในวันที่8 เมษา 2554.แน่นอนว่า พวกผมคุยกันซีเรียสคุยคลุกเคล้าคุกความคิดของสังคมให้ผ่อนคลายยืดหยุ่น…

วันที่ 9 เป็นวันกองทัพอากาศ และวันที่27 มีนา เป็นวันที่ระลึกกองทัพอากาศ อะไรสักอย่าง คือ ผมเขียนโดยความทรงจำจากการเห็นป้ายที่กองบิน 41 ระหว่างทางไปส่งรุ่นพี่ ที่สนามบิน และผมเห็นป้ายตลาดนัดวัฒนธรรม ก็ผมคิดถึงแง่มุมPopular culture ในวัฒนธรรมดิจิตอล…ซึ่งผมเดินผ่านไนท์บาร์ซา เมื่อช่วงต้นเดือนเมษา ก็ฝรั่งเดินเที่ยวกันจำนวนมาก
เมื่อผมติดต่อกับผู้คนผ่านทางโลกดิจิตอล,It,อินเตอร์เน็ต,สื่อออนไลน์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมมาเขียนบันทึกตามอารมณ์ นัยยะตามอำเภอใจสะดวก ก็ระลึกถึงเรื่องราวหลายอย่างมากมาย ทั้งเรื่องบังเอิญเจอคนที่มีเกี่ยวกับคำว่าExpress และธรรมชาติ..จู่ๆ ฝนก็ตกวันที่6 เมษา แม้ว่าจะตามพยากรณ์อากาศ ซึ่งส่งผลให้กิ่งไม้ของต้นลั่นทม(ลีลาวดี) ที่อยู่ติดกำแพงหอพัก ก็กิ่งไม้หักลง เพราะแรงลม กับฝนตก แต่หลายวันต่อมา ฝนก็หยุดตกไปอีกครั้ง ซึ่งหลายวันมานี้ ก็ผมพยายามทำความสะอาดห้อง และต่อสู้กับแมลงสาป โดยผมเปิดทีวี บังเอิญเจอบอกว่าแมลงสาป ก็อายุยืนถึง 6 ปี ในแง่มุมสืบสวนอายุแมลงสาป และค้นหา สืบหาแหล่งแมงสาป ก็ผมจะเล่าเรื่องนิยายกำลังภายใน มีทั้งแนวสืบสวน คือ หงส์ผงาดฟ้า  เป็นชุดนวนิยายกำลังภายในโดยการประพันธ์ของโก้วเล้ง เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1976 – 1981 เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้นๆของนวนิยายทั้งหมดของโกวเล้งเลยก็ว่าได้ ชุดนี้้เป็นนิยายกำลังภายในแนวสืบสวน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2

แล้วหนังเรื่อง2046ตัวละครพระเอก รับบทให้เป็นเหมือนชารล์ บูรสกี้ ซึ่งต่อมา ผมมีโอกาสอ่านรวมเรื่องสั้นแปลเป็นไทยของนักเขียนอเมริกัน ออกแนวอินดี้ เป็นเจ้าของผลงานเรื่องBarfly คนนี้ คือ ชารล์ บูรสกี้ หรือCharles Bukowskiเป็นนักเขียน กวีขี้เมา ถีบเมียเด็ก และกักขฬะ

อย่างที่ผมเคยเล่าให้อ่านกันไปแล้วครับ แต่ความแตกต่างกับพระเอกในหนัง 2046 เพราะว่า ตัวละครพระเอก เขียนนิยายกำลังภายใน ซึ่งดูเหมือนเรื่องราวกำลังภายใน จะไปเชื่อมโยงAshes of Time  หรือส่วนหนึ่งของAshes of Time หนังเกี่ยวกับนิยายกำลังภายในของหว่องกาไวหรือไม่? ในการสวมบุคลิก บทบาทให้กับตัวละครในนิยาย เหมือนนิยายเรื่อง 2047 ที่เรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งพระเอกเอาตัวเองเป็นตัวละครด้วย..ซึ่งแตกต่างจากเรื่องDay of Being wild ที่พระเอกตายตอนจบ โดยการแสดงของเลสสี่ จาง ผู้แสดงหนังเรื่องHappy Together

แน่นอนว่า หนังเรื่อง2046 พยายามเล่าถึงการเขียนนิยายกำลังภายใน ที่มีตัวละครตายแล้วฟื้นด้วย? ตอนที่พระเอกร่วมเขียนงานกับนางเอก ซึ่งตัวละครแทนค่าความสลับซับซ้อนยอกย้อน อันย้อนแย้งก็นึกถึงเรื่องParadox…
“ข้าพเจ้าสามารถหักห้ามใจในทุกสิ่ง ยกเว้นความเย้ายวนใจ”
“Paradox” มักจะเป็นคำที่ใช้ทับศัพท์ แต่ก็มีคำแปลอันเยี่ยมยอดว่า “ความย้อนแย้ง” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการคิดยุ่งเหยิงว่า อะไร “ย้อน” มา “แย้ง” กับอะไร ที่แน่ๆ นั้น Paradox ไม่ใช่ถ้อยคำที่รื่นหูหรือลื่นปาก เพราะโดยรากศัพท์แล้ว Paradox แปลว่า สิ่งที่ไปไกลกว่าความเชื่อปกติของคนส่วนใหญ่
“ชีวิตมีความสำคัญเกินกว่าที่จะไปพูดถึงมันอย่างจริงจัง”
“Aphorism” เป็นคำที่นิยามและแปลยาก ถ้า “Maxim” แปลกันว่า คติพจน์ และ “Axiom” แปลกันว่า สัจพจน์ เราก็อาจแปล “Aphorism” ทื่อๆ ได้ว่า “คำคม” (ซึ่งรวมถึงพวกสุภาษิต คำพังเพย คำจำกัดความด้วย) เนื่องจาก Aphorism เป็นคำกล่าวสั้นกระชับที่ “กลั่น” มาจากประสบการณ์ มุมมอง และความคิดต่อสรรพสิ่ง Aphorism จึงมักจะแสดงความหลักแหลมและปฏิภาณของผู้กล่าว
ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าแอบกังขาวาทะบางวาทะอยู่เป็นประจำ การปะทะกับวาทะไม่ใช่การวิวาทหรือวิวาทะ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ประสงค์ความอึกทึก และปรารถนาจะกังขาในความสงัด
ความน่าสงสัยในคำคมบางคำคือ “ความจริง” ในคำคมนั้นๆ ด้วยธรรมชาติและเจตนาที่จะให้ “คม” นั่นเองที่ทำให้เนื้อหาของ Aphorism ดูจะ “จริง” ไปด้วย ส่วนใหญ่แล้ว การเป็นที่จับใจและติดหูของ Aphorism ก็มักจะอยู่ที่ความบรรเจิดและงามสง่าของถ้อยคำ มากกว่าค่าความจริงของข้อความ
Eco แยกความแตกต่างระหว่าง Paradox กับ Aphorism ไว้ว่า ไม่จำเป็นว่า Aphorism จะดูเฉียบแหลมเสมอไป ทั้งยังไม่ได้มุ่งหมายที่จะเสนออะไรที่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ด้วย Aphorism จึงเป็นข้อความที่ต้องการแสดงความลึกซึ้งและความกระจ่างแจ้งในสิ่งที่เป็นที่เข้าใจรับรู้อย่างผิวเผินกันอยู่แล้ว พูดอีกอย่างได้ว่า Aphorism แสดงความคิดเห็นที่ธรรมดาๆ ด้วยลีลาอันบรรเจิด โดยไม่ได้ทำให้เราเห็นอะไรเพิ่มเติมจากที่เห็นๆ อยู่แล้ว เช่น
“แอลกอฮอล์ คือ ของเหลวที่ฆ่าคนเป็นและรักษาคนตาย”
“อย่ามองโลกอย่างที่มันเป็น แต่มองอย่างที่มันควรจะเป็น”
เมื่อใดที่ Aphorism ขัดแย้งกับความเห็นส่วนใหญ่อย่างรุนแรงจนกระทั่งดูราวกับว่ามันจะกล่าวความเท็จ และต่อเมื่อได้สกัดรูปแบบที่ดูเกินจริงของข้อความออกไปจนพอจะมองเห็นความจริงบางอย่างแล้วนั่นแหละ ความเป็น Paradox จะเผยร่างพรางกายออกมา
แล้วเราจะทดสอบความจริง (truth) ของ Aphorism ได้ยังไงล่ะ? Eco เสนอให้เราลองกลับ (reverse) ประโยคดูว่า Aphorism ที่ “คมๆ” นั้น หากถูกกลับความหมายแล้วจะยังฟัง “คม” และ “จริง” เหมือนเดิมไหม ถ้าปรากฏว่าความหมายที่กลับแล้วยังคงจริงอยู่ ก็แสดงว่าความจริงของคำคมนั้น “จริง” เพียงบางส่วนเท่านั้น (พูดแบบนี้ก็ถูก พูดกลับตาลปัตรก็ถูกอีกเหมือนกัน) Aphorism ต่อไปนี้จึงน่าเคลือบแคลง เพราะถึงจะกลับหัวกลับหางข้อความตั้งต้นแล้ว มันก็เป็นความจริงได้พอๆ กัน
“ใครๆ ก็สร้างประวัติศาสตร์ได้ เฉพาะคนที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สามารถเขียนประวัติศาสตร์” เ “ใครๆ ก็เขียนประวัติศาสตร์ได้ เฉพาะคนที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์”
“มีผู้หญิงบางคนที่ไม่สวย แต่มีไอแห่งความงาม” เ “มีผู้หญิงบางคนที่สวย แต่ไม่มีไอแห่งความงาม”
“ใครที่เห็นความแตกต่างระหว่างจิตวิญญาณกับร่างกาย คนคนนั้นไม่มีทั้งสองอย่าง” เ “ใครที่ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างจิตวิญญาณกับร่างกาย คนคนนั้นไม่มีทั้งสองอย่าง”
“ยิ่งเราศึกษาศิลปะมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งใส่ใจธรรมชาติน้อยลงเท่านั้น” เ “ยิ่งเราศึกษาธรรมชาติมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งใส่ใจศิลปะน้อยลงเท่านั้น”
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เ “ความรู้สำคัญกว่าจินตนาการ”
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่อื่น”
Aphorism ที่เมื่อกลับความหมายให้ตรงกันข้ามแล้วยังคงความจริงอยู่ได้ ก็ย่อมแปลว่ามันไม่ได้ใส่ใจความจริงอย่างแท้จริง การที่คำคมอย่างนี้ดูเหมือนจะนำเสนอความจริง เป็นเพราะลีลาภาษาที่ดูสวยงามเฉลียวฉลาดเคลือบเอาไว้ต่างหาก
แม้จะดูคลับคล้ายคลับคลาในบางครา Paradox กลับไม่ได้มีอุปนิสัยใจคออย่าง Aphorism ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าเราไม่สามารถกลับประโยคที่เป็น Paradox เพื่อที่จะทำให้ประโยคนั้นจริงได้ เพราะ Paradox เป็นการพลิกกลับวิธีคิดที่เป็นที่ยอมรับในสังคมแต่แรกอย่างแท้จริงอยู่แล้ว Paradox จึงเป็นวิถีทางตรรกะอันยอกย้อนไปสู่ความจริง ถ้าประโยคแบบ Aphorism ทำให้เรารู้สึกคล้อยตามและแทงใจในวูบแรกที่อ่าน ประโยคแบบ Paradox กลับจะทำให้เรารู้สึกสะดุดชะงัก มึนงง และยากจะเชื่อในทันทีจนต้องคิดกลับไปกลับมาอีกหลายๆ ครั้ง
“เพื่อที่จะเป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบ ทั้งหมดที่เธอต้องการก็คือข้อบกพร่องสักอย่างหนึ่ง”
“การลงทัณฑ์มีไว้ขู่พวกที่ไม่ต้องการทำบาป”
“ฉันฝันถึงความเป็นจริง ช่างโล่งอกเสียนี่กระไรที่ได้ตื่นจากฝัน!”
“แม้แต่ในขณะที่เขากำลังอยู่ในความเงียบ ก็ยังมีความผิดพลาดทางไวยากรณ์”
“เฉพาะพวกที่ตื้นเขินเท่านั้นที่รู้จักตัวเอง”
“ความทึ่มเป็นช่วงวัยเปลี่ยนผ่านไปสู่ความซีเรียส”
ถ้าคำคมไม่ได้คมจริงๆ มันจะยังเป็นคำคมอยู่หรือไม่? วัฒนธรรมของเรารู้จัก-ไม่ต้องทะเยอทะยานไปถึงสันทัด-การตรวจสอบคำคมกันบ้างหรือเปล่า? นอกจากสุภาษิตคำพังเพยเก่าๆ แล้ว เรามีปัญญาและปฏิภาณในการสร้างคำคมใหม่ๆ กันบ้างไหม? หรือว่าส่วนใหญ่ที่พอจะมีกลับมักจะเป็นคำทื่อๆ ที่แสดงหรือตอกย้ำวิธีคิดดาษๆ ที่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ทั้งที่คิดในกรอบและคิดนอกกรอบอยู่แล้ว? หรือถ้าเข้าข่ายเป็นคำคมก็อาจจะคมแบบเฝือๆ หรือเป็นประเภท reverse ได้!
บางทีวิถีแห่ง Paradox ที่ลึกล้ำที่สุดวิถีหนึ่งคือวิถีแห่งเต๋า
“The words of truths are always paradoxical.” – Lao Tzu
บางที Paradox ก็เป็นสิ่งสูงส่งจนเจ็บแสบ
Take away paradox from the thinker and you have the professor.” -Soren Kierkegaard
คำที่คมไม่จริง ต้องเพ่งนานๆ จึงจะเห็น แต่การจะเห็น Paradox ได้ ต้องหลับตา
ข้าพเจ้าไม่คิดว่าคำที่เพิ่งกล่าวไปนี้ “คม” แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มันไม่ “จริง”
http://203.150.0.182/forever///////ipage/board4222.html

–แน่นอนว่า หนัง 2046 ก็ผมไม่อธิบายให้ย้อนแย้งปวดหัวมึนงง แต่ผมก็ยังเขียนไม่จบ เพราะไม่มีอารมณ์ In the mood for love ต่อการเขียนเรื่องหนัง2046 ในเงื่อนไขต่างๆ เมื่อเรื่องเกี่ยวกับความย้อนแย้ง หรือParadox ไม่ง่าย ก็ลองมาดูนิยามเรื่องDigital ต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว
ดิจิทัล (อังกฤษ: digital, เฉพาะชื่อเฉพาะอาจสะกดเป็น ดิจิทอล หรือ ดิจิตอล) หรือในศัพท์บัญญัติว่า เชิงเลข เป็นระบบที่ใช้ค่าตัวเลข โดยเฉพาะเลขฐานสอง สำหรับการส่งผ่าน ประมวลผล จัดเก็บหรือแสดงผลของข้อมูล ซึ่งต่างจากระบบแอนะล็อกที่ใช้ค่าต่อเนื่องของข้อมูลในการทำงาน ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของทั้งสองระบบสามารถกล่าวถึงได้จากการส่งผ่านข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูล
ที่มาของคำ
คำว่า “ดิจิทัล” มาจากภาษาละตินว่า digit มีความหมายว่า นิ้ว ซึ่งหมายถึง การนับนิ้วซึ่งเป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่อง
คำว่า ดิจิทัล มักใช้ในเชิงคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำค่าใดๆ เก็บเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ในสื่อต่างๆ เช่น ภาพถ่าย เสียง หรือวิดีโอ โดยค่าในการจัดเก็บของดิจิทัลจะเก็บเป็นค่าใดค่าหนึ่งในระหว่างสองค่า คือ ค่า 1 (ค่าสัญญาณ) และค่า 0 (ค่าไม่มีสัญญาณ)และหลายโอกาส คำว่า ดิจิทัล จะถูกเรียกแทนที่ด้วยคำว่า “อี” (e-) ที่ย่อมาจาก อิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล (ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) อีบุ๊ก (หนังสืออิเล็กทรอนิกส์) ฯลฯ อย่างไรก็ตามระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบดิจิทัลเสมอไป
 เนื้อหาดิจิทัล
เนื้อหาดิจิทัล หรือ ดิจิทัลคอนเทนท์ (digital content) คือ สารสนเทศที่มีรูปแบบดิจิทัล โดยอาศัยการสื่อ หรือการแสดงเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร หรือแม้แต่โทรทัศน์ หรือ โรงภาพยนตร์ซึ่งปัจจุบันใช้ระบบดิจิทัลเป็นหลัก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5
-ลองอ่านข่าวที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ;ไอซีทีเล็งอัปเกรด พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุกhttp://prachatai.com/journal/2011/04/33965

เมื่อผมนึกถึงในหนังเรื่องHappy Together ซึ่งเรื่องราวของคนจีน และการพลัดถิ่น หรือการอพยพคนจีนไหหลำก็เป็นกลุ่มคนจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทย เช่นเดียวกับคนจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน นอกจาก“ข้าวมันไก่”(ซึ่งผมเคยไปฮ่องกงกินข้าวมันไก่คนไทย)ที่เป็นอาหารดั้งเดิมของไหหลำแล้วคนจีนไหหลำก็ยังมีภาษาพูดเป็นของตนเองคือภาษาไหหลำ(นสพ.มติชน9เม.ย.54 มีคนเล่าว่าข้าวมันไก่มาสมัยร.7 ครับ) ลองมาฝึกพูดกัน ซึ่งภาษาจีน มีทั้งภาษากวางตุ้ง จีนกลาง แล้วภาษาไทย ก็มีคำเมือง อีสาน และภาษาใต้ฯลฯ และเรื่องราวHappy Togetherเกี่ยวกับน้ำตก โดยคำว่าน้ำตก(อาหารไทย) ภาษาอังกฤษ คือ spicy pock salad: น้ำตกหมู…

… โดยผมนึกถึงการกินปีกไก่ย่าง ตับ และเพลงตับ ในทางดนตรีไทยหมายถึงเพลงที่นำเพลงหลายๆเพลงมาบรรเลงติดต่อกันเป็นชุด โดยมากเป็นเพลงสองชั้น เพลงตับมี 2 ชนิดคือ ยึดตามเนื้อร้องเป็นสำคัญ คือในเพลงตับนั้นจะต้องมีเนื้อหาเดียวกัน ฟังแล้วรู้เรื่องตลอด เช่น ตับนางลอย ตับกากี ตับจูล่ง ตับวิวาห์พระสมุทร เป็นต้น โดยยึดตามทำนองเพลงเป็นสำคัญ คือ ในเพลงชุดนั้นจะมีอัตราจังหวะเดียวกันตลอด สามารถบรรเลงสวมต่อกันอย่างสนิท ส่วนเนื้อเรื่องอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันก็ได้ เช่น ตับแขกมอญ ตับลมพัดชายเขาเป็นต้น (ดูเพิ่มเติมวิกีพีเดีย ครับ)

-ผมขอมอบเนื้อเพลง-เพลงตับของเหินฟ้า ชุด 3 และเพลงกินตับ เท่งเถิดเทิง เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องจีวรบิน ซึ่งผมยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้หรอกครับ แต่ดูเพลงประกอบก็ตลกใช้ได้ ล้อเลียนจีวรของพระสงฆ์ตลกๆ พร้อมอย่าใช้คำศัพท์พระยากๆ ขณะขับเครื่องบิน ซึ่งยุคสมัยนี้น่าสังเกตว่า หนังตลกหลายเรื่องรอบหลายปี ล้อเล่นกับพระได้มากขึ้น และเพลงนี้ เขาก็บอกมีสองเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นแรกของเหินฟ้า และรีมิกซ์โดยเท่งเถิดเทิง ซึ่งเพลงตับ นี่ทำให้คิดว่า คนกินเหล้าที่ชื่อยี่ห้อหงส์ทอง อาจจะเหินฟ้า ก็บินได้เหมือนชื่อนักร้อง(ฮา)
-เพลงตับ เหินฟ้า ชุด 3
คนโสดมีมั้ย อ้ายจะพาไปกินตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ พี่โสดมาตั้งนานเพราะหน้าตาสู้ใครไม่ได้ อกหักมาทีไรต้องจำใจ ทำลายตับ เมื่อใดที่เสียใจก็ร้องไห้อยุในผับ ผับ ผับ เอ๊ายก เอ๊ายก ยกยกยกยก เลยต้องดูแลตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ๆๆดริงกิ้งแอลกอฮอล์ โอ้โนเบบี้ ยิ่งไวท์วิสกี้ แอนนี่ กระชากตับ ที่แท้ ที่ใจทำไมต้องไปผับ ทำกันจนตับของเฮามัน แข็ง แข็ง แข็ง แข็ง แฮงกะบ่มีอารมณ์กะบ่ดี ฟงฟนกะบ่มี ยะไดดีล่ะคับ จะไปหาหมอขอยาบำรุงตับ หลังเลิกจากผับ ดีมั้ย
 โอ้เบบี้ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ โอ้เธอบิ้วตี้ฟูล์แหมแลดูทรวดทรงได้ใจ ทำไมมายืนร้องไห้เสียใจอยู่ในผับ เป็นแฟนกับพี่เอาไหม พี่จะพาไปกิน ตั๊บ ตั๊บ ตั๊บ เอ๊ายก เอ๊ายก เอ๊ายก ยกยกยกยก ยกเข้าไปตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ๆๆ จะปาไปกิ๋นตั๊บหมู ตั๊บงัว ตั๊บไก่ หรือชอบตั๊บควายบอกได้เลยครับ ถ้าเธอน่าฮักตี้สุดในผับ ต้องดูแลตับ จะได้บ่ แข็ง แข็ง แข็ง แข็ง แฮงก่จะมี อารมณ์ก่จะดี ฟงแฟนก่จะมี ก็อ้ายไงล่ะครับ จะปาคนงามปากั๋นไปกิ๋นตั๊บ หลังเลิกจากผับ ดีมั๊ย * / * / *
http://www.youtube.com/watch?v=_RcrrLva3ko
เนื้อเพลงกินตับโดยเท่งเถิดเทิง+Mv. กินตับ-จีวรบิน
ไปเที่ยวกันไหม จะไปก็รีบไป ไปกับพี่แล้วสบาย เดี๋ยวพี่พาไปกินตับ ตัวพี่ชอบกินตับหวาน ส่วนตัวน้องนั้นชอบทานตำไทย ตำมั่ว ตำซั่ว ตำแตง จะมัวออกแรง นั่งตำทำไม ตับหวานน้องสนใจไหม ตับหวานน้องสนใจไหมตับหมูตับไก่ อยากให้น้องกินตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ
ตัวพี่ชอบตับกินเด็ก เฮ้ย! พี่ชอบให้เด็กกินตับ เฮ้ย! กินตับมาตั้งแต่เด็ก ให้แร่ธาตุเหล็กน้องคงเข้าใจ ของหวาน ของมัน ของคาว ไม่เอ้าไม่เอา พี่สะบัดก้นใส่ ถ้าเป็นตับล่ะพี่ยอมตาย ถ้าเป็นตับล่ะพี่ยอมตาย ก่อนนอนครั้งใดต้องได้กินตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ
ไปเที่ยวกันไหม จะไปก็รีบไป ไปกับพี่แล้วสบาย เดี๋ยวพี่พาไปกินตับๆ ๆๆ ตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับตับตับ ตับตับตับตับตับ! ไม่ทานไม่ลองไม่รู้ตับไก่ตับหมูน้องจะติดใจจจจจจจ ไม่ต้องเหนื่อยเพราะพี่ทำให้ ฝีมือผู้ชายไม่ตามกระแส รับรองอร่อยแน่ๆ รับรองอร่อยแน่ๆ ขนาดตุ๊กแกยังต้องกินตับ! อาหารที่มีประโยชน์และไม่มีโทษประโยชน์นับพันกินได้ทุกวี่ทุกวันขอให้บอกกันตับหวานจัดไป คนอื่นขอกินไม่ให้ให้น้องทรามวัยกินได้คนเดียวว-โอ้ย อร่อยจริงโว้ยยย อยากกินตับ-ไปเที่ยวกันไหม..ไปเที่ยวกันไหม เดี๋ยวพี่พาไปกินตับ!
http://www.youtube.com/watch?v=no30f7MAAu4
เมื่อผมให้เลือกผ่อนคลายกับเพลงไทย และผมนึกถึงนักร้องนำวงNirvana ซึ่งผมชอบเพลงในอัลบั้มหลายอัลบั้มของพวกเขา แต่ว่าวันที่8 เมษายน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) – พบศพของเคิร์ท โคเบน นักดนตรีวงเนอร์วานา ในบ้านของเขาที่วอชิงตัน หลังเสียชีวิต 3 วัน ซึ่งผมอยากจะเอาเพลงของเขามาให้ฟัง แต่ผมคิดว่าจะไม่มีร่องรอยต่อเนื่องหนังเรื่อง2046 และผลงานของหว่องกาไว คราวที่แล้วผมให้ฟังเพลงของ Laurie Anderson สำหรับขับกล่อมนอนพักผ่อน คือ Strange Angels ซึ่งหนังเรื่องFallen Angels ก็มีเพลง Speak My Language ของLaurie Anderson

 โดยLaurie Anderson – The Dream Before (for Walter Benjamin) Lyrics โดยผมเอาเนื้อเพลง..ความฝันมาก่อน(เพื่อวอเตอร์ เบนจามิน) ซึ่งวอเตอร์ เบนจามิน เป็นนักทฤษฎี ที่น่าสนใจเขียนเกี่ยวกับThe Angel History ซึ่งอ.เบน แอนเดอร์สัน ที่ศึกษาชุมชนจินตกรรมฯ เคยไปอ้างไว้ และผมเคยกล่าวถึงวอเตอร์ เบนจามิน ซึ่งวันที่9 เมษายน พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง: ยุทธการเวเซรือบุง (Operation Weserübung) เยอรมนีรุกรานเดนมาร์ก และนอร์เวย์โดยวอเตอร์ เบนจามิน ก็เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง เกี่ยวพันถูกนาซีคุกคาม จนกระทั่งเขาฆ่าตัวตาย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของภาพวาดพร้อมประกอบเรื่องสงครามโลก อันสะท้อนปัญหาระเบิดนิวเคียร์ เกี่ยวพันมนุษยชาติทำลายธรรมชาติ และทำลายตนเอง ก็ลองดูภาพและข้อความในThe Angel of History

http://www.youtube.com/watch?v=Yh5u2wO9AQ0

โดยLaurie Anderson ว่า นักดนตรีทดลอง ซึ่งผมเคยกล่าวถึงLaurie Andersonไปแล้ว ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมhttp://en.wikipedia.org/wiki/Laurie_AndersonถูกนำเอาเพลงThe Dream Before มาเชื่อมภาพวาดที่ชื่อ‘Angelus Novus’  http://vimeo.com/6836341

ซึ่งผมเอาภาพของThe Angel of History ที่วอเตอร์ เบนจามิน อ้างถึงมาให้ดูด้วย โดยเพลงThe Dream Before (for Walter Benjamin) เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มStrange Angelshttp://en.wikipedia.org/wiki/Strange_Angels_(Laurie_Anderson_album) ลองดูรายละเอียด ครับ
-เพลงนี้ ก็มีเวอร์ชั่นการแสดงสด ซึ่งออกตลก คือ Meow Meow: Laurie Anderson’s “The Dream Before”
http://www.youtube.com/watch?v=LDI3tupgJT0

-เพลงซึ้งๆ โดยLaurie Anderson – The Dream Before (for Walter Benjamin) หรือProgress (a. k. a. The Dream Before) – Laurie Anderson Live in San Remo 2001
Hansel and Gretel are alive and well 

And they’re living in Berlin

 She is a cocktail waitress

 He had a part in a Fassbinder film

And they sit around at night now drinking schnapps and gin

 And she says: Hansel, you’re really bringing me down

And he says: Gretel, you can really be a bitch

He says: I’ve wated my life on our stupid legend

When my one and only love was the wicked witch.

She said: What is history?
And he said: History is an angel being blown backwards into the future

He said: History is a pile of debris And the angel wants to go back and fix things

To repair the things that have been broken

But there is a storm blowing from Paradise

And the storm keeps blowing the angel backwards into the future

And this storm, this storm is called Progress

…วันที่ 13-14-15-16-18..เมษา..54…เสียงประสานตามจังหวะเพลง….Travel/Train/Angel/Imagine/Future/Nature
กิจกรรมหลายอย่าง ทำให้ผมคิดถึงสมองที่ทำงาน ในบางคืนก็ทำให้นอนหลับช้าของร่างกายของผม และสมอง ก็ทบทวนความทรงจำ ในเรื่องต่างๆ จากวันเวลา..วันที่12 เมษายน พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) – เริ่มใช้เพลง God Save The Queen เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีในสยาม(???..ข้อมูลจากวิกิพีเดีย1606: England adopts the Union Jack as its flag God save the king) ส่วนวันที่ 12 เมษา พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) – ยูริ กาการิน นักบินอวกาศโซเวียต เป็นมนุษย์คนแรกในอวกาศ ส่วนวันที่ 12 เมษา54 ..สนนท. ขอเชิญประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมเผากงเต้กประท้วงงบประมาณทหารภายใต้ชื่องาน “อุทิศส่วนกุศลให้ ไม่ต้องใช้เงินประชาชน” ในวันอังคารที่ 12 เมษายน 2554 ที่บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหม เป็นส่วนหนึ่งGlobal Day of Action on Military Spending ในวันที่ 12 เมษายน 2011 มาร่วมกิจกรรมกับเราในวันที่ 12 เมษายนนี้ เพื่อเสียงของเราจะเป็นที่ได้ยินและได้รับฟัง ในประเทศไทย และทั่วโลกหลายวันมานี้ ก็ผมพยายามทำงานหลายอย่าง ซึ่งผมคิดว่าก้าวหน้าไปบ้างตามเป้าหมาย และผมได้รับการติดต่อจากเพื่อนบางคน รวมทั้งผู้คนมากมาย อีกด้านหลายเรื่อง นอกเหนือจากนั้น ก็ผมต้องการทำงานผู้ช่วยเก็บข้อมูลวิจัย ที่เกี่ยวพันเรื่องสังคมการเมืองไทย ทำให้ผมนึกถึงเพลงของLaurie Anderson – The Dream Before(for Walter Benjamin) หรือProgress (a. k. a. The Dream Before)….
…She said: What is history?
And he said: History is an angel being blown backwards into the future
He said: History is a pile of debris And the angel wants to go back and fix things To repair the things that have been broken
But there is a storm blowing from Paradise
And the storm keeps blowing the angel backwards into the future
And this storm, this storm is called Progress ในแง่มุมหนึ่งนั้นเอง
วันที่13 เมษายน กับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) – รถไฟฟ้ามหานคร เปิดให้ทดลองใช้บริการได้เป็นวันแรก ก่อนมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) – วันแรกของเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 และวันที่ 13 เมษา ในฐานะวันสำคัญและวันหยุดเทศกาล คือ วันมหาสงกรานต์ ตามหลักการคำนวณทางโหราศาสตร์ (พ.ศ. 2547, พ.ศ. 2551, พ.ศ. 2555, …) เป็นวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ ตามปฏิทินไทยปัจจุบันที่กำหนดให้อยู่ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน และวันผู้สูงอายุ และวันประมงแห่งชาติ เป็นต้น
โดยเบน แอนเดอร์สัน เป็นผู้เขียนหนังสือชุมชนจินตกรรม+The Angel of History-สงครามจากบทแรก สู่บทจบเล่ม(ฉบับพิมพ์ครั้งแรก) โดยรัฐ กับการเติบโตเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ กรณีอังกฤษ คิวบา  อัลเบเนีย สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สู่เอเชีย:จีน เวียดนาม กัมพูชาฯลฯ…

ซึ่งผมย่อในแง่มุม จากการปิดท้ายความก้าวหน้าหลังสงคราม ทั้งแง่มุมของการต่อสู้ทดลอง ก็ลองผิดลองถูก ก็อาศัยการสร้างทฤษฎี การปรับปรุงและรูปแบบ ซึ่งการอธิบายบทนี้ ก็ย้อนกลับไปบทแรกอธิบายเกี่ยวพันการประดิษฐ์สร้างแนวคิดปฏิวัติ และแนวคิดชาตินิยม โดยรายละเอียดเยอะ ก็ผมย่อว่า วิจารณ์มาตรฐานของจีน และความฝันของจีน โดยผู้นำกับรับระบอบ(Fallen Regime)รัฐที่ล่มสลายมาเป็นมรดกตกทอด และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ก็มาชุมนุมกันภายในพระราชวังต้องห้ามขององค์จักรพรรดิจีน(The  Forbidden City of the Sons of Heaven)มีคำว่าProgressสอดคล้องกับเพลง The Dream Before(for Walter Benjamin) หรือProgress (a. k. a. The Dream Before)….ดังกล่าว ทำให้ผมมาสังเกต ฉบับแปลไทย และภาษาอังกฤษเปรียบเทียบกันรายละเอียด ที่อ.เบน ชอบเล่นคำ จึงน่าสนใจ เช่น คำว่า ahead แปลว่า นำหน้า,เดินหน้า ก่อน(เวลา) โดยคำว่า ahead เป็นคำสุดท้าย ที่อ้างต่อจากคำสุดท้ายจากงานของวอเตอร์ เบนจามิน และการแปลคำนี้ ยังมีบริบทการอ้างได้ฉบับภาษาไทย แปลว่า ก้าวหน้า และผมอยากอธิบายเพิ่มเติมว่างานเขียนของอ.เบน ดังกล่าวก็มีลักษณะเหมือนกระโดด หรือข้ามไปข้ามมาในแง่การเปรียบเทียบจากตะวันออก คือ จีน เวียดนาม กัมพูชา ไปที่ตะวันตก หรือยกตัวอย่างของเยอรมัน!!!

นี่อาจจะพลวัต หรือพัลวัน ไปนัยประหวัดเยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตก จึงต้องนำตัวอย่างฉบับแปลไทย มาให้ดูแสดงความสอดคล้องบริบท ทั้งหมดแปลเป็น..
ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต
อดีตที่เรามองเห็นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ร้อยเรียงเป็นลูกโซ่
แต่เขามองเห็นเป็นมหันตภัยหนึ่งเดียว ที่ทับถมกันพังพินาศครั้งแล้วครั้งเล่า
กองสุมท่วมอยู่แทบเท้า เทวดาอยากจะหยุดอยู่ที่นั่น
เพื่อปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้น
แล้วเยียวยาทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างขึ้นมาใหม่
ทว่ามีพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำลงมาจากสวรรค์
กระหน่ำแรงเสียจนเทวดาไม่อาจหุบปีกลงได้
กวาดเอาเทวดาเข้าไปสู่อนาคตทางด้านหลัง
ในขณะที่กองซากปรักหักพังเบื้องหน้า สูงขึ้นท่วมฟ้า
พายุใหญ่ที่ว่านี้ คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเจริญก้าวหน้า(Progress)
ทว่าเทวดานั้นเป็นอมตะ ในขณะที่พวกเราจำต้องจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า(ahead)…
…นั่นเป็นงานเขียนของเบน ที่สลับซับซ้อน(Complex)เป็นระบบ(system) แบบของอ.เบน แอนเดอร์สัน..และเราอาจจะคิดถึงข่าวเรื่องตำราแดงเผาเมือง”ปลูกฝังเด็ก ม.3″ ซึ่งหนังสือดังกล่าว ถูกเสื้อแดงประท้วงว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ และการสร้างเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ให้จารึกชื่อของผู้ตาย ก็เป็นการเยียวยา แก้ไขให้ผู้จากไป สู่สวรรค์ เพื่อahead แล้วProgress…
—————————–
‘มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก’ โดย เบน แอนเดอร์สัน(ฉบับพากย์ไทย)
..ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจให้ฟัง ไม่กี่เดือนก่อน ผมได้คุยกับคนขับรถแท็กซี่ที่ขับพาผมไปสนามบินหนองงูเห่า เขาอายุกว่า 50 ปี และมีพื้นเพมาจากย่านเยาวราช ผมถามว่าเขาคิดอย่างไรกับทักษิณ คำตอบของเขาทำให้ผมแปลกใจ“ทักษิณสุดยอด ผมสนับสนุนเขา 100%” พอผมถามว่าทำไม เขาตอบว่า “เพราะทักษิณเป็นจีนแคะเหมือนผม จีนแคะเป็นคนจีนที่ดีที่สุด กล้าหาญ เข้มแข็ง ซื่อสัตย์และขยัน จีนแคะเป็นผู้นำกบฏไต้ผิงที่เคยยึดภาคใต้ของจีนไว้ได้และเกือบโค่นล้มราชวงศ์ชิงของแมนจูเรีย ศัตรูของทักษิณในเมืองไทยเป็นจีนฮกเกี้ยน ไหหลำ และแต้จิ๋ว ต้นตระกูลของอภิสิทธิ์เป็นฮกเกี้ยนผสมเวียดนาม สนธิ ลิ้มทองกุลเป็นไหหลำ และคนในวังส่วนใหญ่เป็นแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยนเป็นพวกขี้ประจบ ขี้เกียจ ขี้โกหก ไหหลำสกปรกและฉวยโอกาส ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นพวกเจ้าเล่ห์และไม่ซื่อสัตย์” ผมถามว่า แล้วคนไทยล่ะ เขาตอบว่า คนไทยเป็นคนง่ายๆเอาแต่สบาย ไม่ค่อยรับผิดชอบ คิดแต่เรื่องกินกับเรื่องเซ็กส์ ลงท้ายผมเลยพูดขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้น การเมืองสยามก็เหมือนการเมืองในสามก๊กสิใช่ไหม? คนขับแท็กซี่ก็หัวเราะเห็นด้วย

คนมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดอย่างไรต่อการเมืองไทย? ชาวเลหรือชาวขแมร์ในอีสานตอนใต้หรือคนธรรมดาในต่างจังหวัดคิดอย่างไรต่อการเมืองไทย? แน่นอน มีการสำรวจความคิดเห็นอยู่บ้าง แต่ประชาชนที่ตอบแบบสำรวจก็ต้องตอบตามกรอบความคิดที่เป็นที่นิยมในหมู่นักสำรวจ ผมยังไม่เคยเจอใครที่พยายามมองการเมืองไทยผ่านสายตาของชนกลุ่มน้อย ประชาชนในเมืองเล็กๆ หรือในชนบท เพื่อนๆ ลองคิดดูก็ได้ว่า ประชาชนเหล่านั้นอาจเป็น“คนนอก” ยิ่งกว่านักข่าวฝรั่งหรือนักวิชาการฝรั่งเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงทัศนะแบบภูมิภาคนิยมที่เริ่มปรากฏให้เห็นในช่วง 15 ปีหลังมานี้ รวมทั้งความไม่พอใจและไม่ไว้ใจใน “กรุงเทพ” ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย…
… ผมอยากกล่าวว่า ในลักษณะนี้ กระฎุมพีชาวกรุงเทพฯ ก็ไม่ต่างจากกระฎุมพีชาวมะนิลา กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และจาการ์ตาสักเท่าไร ขี้ขลาด เห็นแก่ตัว ไร้วัฒนธรรม คลั่งบริโภคและไม่เคยมีภาพอนาคตของประเทศอยู่ในหัว….
..การสร้างความเป็นประชาธิปไตยหมายถึงทั้งสิทธิของไพร่ที่จะเรียกร้องแทนที่จะคอยรับการ “ให้” รวมทั้งภาษาหยาบคายอีกมากมายที่จะใช้ด่าพวกคณาธิปไตย (ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองดูภาษาหยาบคายน่าเกลียดที่พวกฝ่ายขวาอเมริกันใช้ด่าโอบามาสิ)อีกด้านหนึ่งของพัฒนาการนี้ ซึ่งยิ่งย้ำให้เห็นชัดจากวัฒนธรรมใหม่ของการเขียนบล็อก ใช้มือถือ ยูทิวบ์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ฯลฯ กันตลอดเวลา ก็คือ วิกฤตการณ์ของพวกคณาธิปไตยที่พยายามจะเปลี่ยนโฉมใหม่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในสยามเท่านั้น นับแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ระบอบกษัตริย์ในยุโรปตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก พร้อมๆ กับการขยายตัวของการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนทั่วไป หนังสือแทบลอยด์ ฯลฯ ฯลฯ สาเหตุพื้นฐานประการหนึ่งก็คือชัยชนะที่แน่ชัดของวัฒนธรรมฆราวาส (secular culture) เดิมทีนั้น กษัตริย์ถูกยกให้เป็นคนพิเศษที่พระเจ้าโปรดปราน กษัตริย์มีแม้กระทั่งพลังอำนาจที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ข้าราษฎรด้วยการวางมือกษัตริย์สัมผัสเท่านั้น อำนาจนี้ยุติลงในอังกฤษเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 และในฝรั่งเศสอีกสองสามทศวรรษให้หลัง จากนั้นจึงเกิดแนวความคิดเกี่ยวกับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา และเป็นการสิ้นสุดประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าความเป็นกษัตริย์มีบารมีปาฏิหาริย์ สถาบันกษัตริย์ต้องปรับตัวกับการเกิดขึ้นของลัทธิชาตินิยมภายในจักรวรรดิโบราณที่มีประชากรหลายเชื้อชาติ โดยที่กษัตริย์จำต้องผูกพันตัวเองเข้ากับขบวนการชาตินิยมอันใดอันหนึ่ง สถาบันกษัตริย์ยังต้องรับมือกับความคาดหวังของกระฎุมพีที่มีอำนาจมากขึ้นด้วย ยุคที่ในวังเต็มไปด้วยความสำส่อนทางเพศต้องถึงกาลสิ้นสุดลง การแพร่หลายของหนังสือพิมพ์ก็มีส่วนในเรื่องนี้ไม่น้อยทีเดียว ในแง่นี้ ระบอบกษัตริย์แบบกระฎุมพีจึงต้องเกิดขึ้นแทนที่ระบอบกษัตริย์แบบศักดินา ความคิดเก่าๆ เดิมๆ ว่า การล่มสลายของราชวงศ์หนึ่งหมายถึงการเกิดขึ้นของราชวงศ์ใหม่ ค่อยๆ หายไปจนหมดสิ้น กษัตริย์ทั่วทั้งยุโรปเริ่มตระหนักว่า ถ้าราชวงศ์ของตนล่มสลาย จะไม่มีราชวงศ์อื่นมาแทนที่อีกแล้ว ความกลัวนี้ปรากฏกลายเป็นจริงระหว่าง ค.ศ. 1911-1920 เมื่อราชวงศ์ในจีน รัสเซีย ออสโตร-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมันและเยอรมนี ล่มสลายลงพร้อมๆ กับการก่อตั้งสันนิบาตชาติ เหลืออยู่แต่ในสหราชอาณาจักรกับเครือจักรภพที่ชนะสงครามเท่านั้นที่ระบอบกษัตริย์เกรดเอยังอยู่รอดมาได้ และระบอบกษัตริย์อังกฤษก็ต้องประพฤติตัวเป็นกระฎุมพีที่ดีเท่าที่จะทำได้…
http://prachatai.com/journal/2011/04/33843
โดยวันที่ 10 เมษา 54 ก็ผมไประลึกถึงคนตาย ที่ถนนคนเดิน ในเชียงใหม่ ซึ่งมีการถือป้ายไวนิลฯ รูปหน้าตาคนตาย และข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ คือ “คนตาย 10 เมษา คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต”….บรรยายกาศงานรื่นเริง และพวกเราก็น่ารักน่าจะทำให้เขารู้สึกพิพักพิพ่วนฯลฯ แล้วพวกเราเคารพธงชาติ ในช่วงจังหวะนั้น ส่วนตัวของผมก็ชอบ มันได้อารมณ์ท่ามกลาง ถนนคนเดิน.. แล้วเมื่อคืนก็มีฝนตกมาเล็กน้อย ก่อนอ่านแถลงการณ์,บทกวี,สะตวง,จุดเทียน,ร้องเพลงอ่านชื่อผู้ตาย,ปล่อยโคม…ทำให้ผมนึกถึงว่าวันนั้นเหมือนจะมีพายุอะไรเข้ามาประเทศไทย อีกหรือเปล่า ก็ผมไม่แน่ใจ แต่ฝนตกมานิดหน่อยในคืนนั้น…มีบุคคลที่มองไม่เห็น คือ Invisible help ผู้ช่วยที่มองไม่เห็น ก็คอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับงานนี้ 

ดังนั้น ขอขอบคุณ สำหรับผู้ช่วยที่มองไม่เห็นอื่นๆ ที่เป็นข้อต่อ หรือช่วยเติมเต็มช่องว่างการสื่อสาร สำหรับงานนี้ ครับ
เมื่ออดีต ที่หลอกหลอน จากพายุที่อาจจะเข้ามาประเทศไทย ทั้งในแง่พายุการเมือง และประวัติศาสตร์ เหมือนการช่วยเยียวยาผู้เสียชีวิตในอนาคต ที่เราเรียกว่าความก้าวหน้า…ลองดูข่าวICG เผยรายงานฉบับล่าสุด “ประเทศไทย: ความสงบก่อนพายุอีกลูกจะมาเยือน?”
http://prachatai.com/journal/2011/04/34005 

ถ้าเราอาจจะกล่าวได้สวรรค์ เหมือนกับทีวี หรือ ผมนึกถึงเพลง Strange Angels ที่มีเนื้อร้องว่าThey say that heaven is like TV.?…ซึ่งเราก็น่าสนใจ และน่าเห็นใจ ในฐานะลูกเทวดาของชาวกรุงเทพฯ(เมืองเทวดา)..โดยเราเห็นผ่านภาพการเดินทางให้เราดู และมองเห็นผ่านทีวี…
——
ตอนที่ ผมเดินทางไปบนรถทัวร์กลับบ้าน ก็คิดถึงหนังสือพิมพ์ ที่พิจิตร ซึ่งลงข่าวเนื่องในเทศกาลวาเลนไทน์ ในเรื่อง นายคอย จันบาง อายุ 104 ปี คือ เกิดปี 2450 เป็นคู่รักของนางไข่ จันบาง อายุ 101 ปี คือ เกิดปี 2453 แต่งงานตอนฝ่ายชาย อายุ 18 ปี และฝ่ายหญิง อายุ 15 ปี ซึ่งอยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเป็นตามคำสอนโบราณ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่อยู่ด้วยกันโดยคำมั่นสัญญา มีลูก 9 คน  มีหลาน 11 คน มีเหลน 19 คน  เขย สะใภ้ รวมกว่า 100 คน ในแง่มุมของความรัก…

นั่นคือมีหลายแง่มุมกว่าจะไปถึงจุดนั้น ก็อาจจะเกิดแง่มุมของอกหัก ซึ่งเราจะย้อนมาดูภาพยนตร์เรื่องChungking Express ก่อนไปสู่การเล่าเรื่องหนัง2046 แล้วเปรียบเทียบความต่าง ในรื่องสังคมการเมืองของหนัง(สือ)1984
chungking express หนังคนอกหัก ที่โคตรเท่ห์ posted on 18 Apr 2008 20:28 by deadrabbit  
คนที่ไม่เคยอกหัก คนที่ไม่เคยมีความรัก มักจะนึกสงสัย คนที่อกหักว่ามักจะชอบทำอะไรแปลกๆ อย่างที่นายตำรวจหนุ่ม 2 คนในเรื่องนี้ทำ ซึ่งหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องได้อย่างมีลูกเล่น มีสีสัน ผ่านมุมกล้องแปลกๆ บทสนทนาที่คม โดยแบ่งหนังออกเป็นออกเป็นสองตอน ผ่านสองนายตำรวจที่กำลังอยู่ในช่วงอกหักเหมือนกัน

 ตำรวจคนแรก จื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร) เพิ่งถูกเมย์แฟนสาวบอกเลิกในวันเอพริลฟูล(รู้สึกแย่พิลึก) แต่ยังทำใจไม่ได ้คิดว่าเธอกำลังหลอกเค้าเล่น จึงหากิจกรรมทำเพื่อหลอกตัวเองไม่ให้เศร้า ไปซื้อสัปปะรดกระป๋อง ที่แฟนเค้าชอบกิน โดยเลือกกระป๋องที่มีวันหมดอายุ วันที่ 1 เดือน 5 ซึ่งเป็นวันเกิดของเค้าเอง ซึ่งเค้าบอกกับตัวเองอยู่ตลอดว่า เมื่อถึงวันนั้นแฟนสาวของเค้าจะกลับมา แล้วเค้าก็ซื้อทุกวัน วันละกระป๋อง แต่ถึงวันนั้นเค้าก็ต้องทำใจ แฟนสาวเค้าไม่กลับมาแล้ว อาอู่จึงประชดโลกด้วยการกินสัปปะรดกระป๋อง 30 กระป๋องหมดในคืนเดียวด้วยความเจ็บใจ หลังจากนั้นเค้าก็หาวิธีแก้อกหักด้วยวิธีอะไรที่แปลกๆอย่าง การวิ่งให้เหงื่อออก โทรศัพท์ไปหาสาวๆที่เคยรู้จักเพื่อแทนแฟนตัวเอง ไปกินเหล้าในบาร์จนอ้วกหมดไส้หมดพุง แล้วก็ไปนั่งหน้าบาร์แล้วบอกตัวเองว่า “จะจีบผู้หญิงคนต่อไปที่เดินเข้าไปในบาร์”แล้วก็กลายเป็นว่า ผู้หญิงผมทองใส่แว่นดำตลอดเวลาที่เดินเข้ามาในบาร์ เป็นเอเย่นต์ค้ายา ผิดกับนายตำรวจอีกคน 663(เหลียงเฉาเหว่ย) ไม่เหมือนกับอาอู่ ในขณะที่ 663 เพิ่งอกหักถูกบอกเลิกจากแอร์โฮสเตสแฟนสาวเหมือนกัน

แต่ 663 จะใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ไม่มีใครได้เห็นว่าเค้าเศร้ายกเว้นยามที่เค้าได้อยู่คนเดียว พอปล่อยให้ความเหงามาอยู่เป็นเพื่อน ก็มาแอบปลอบใจตุ๊กตา บ่นสบู่ว่าทำไมผอมลง ให้กำลังใจผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ ส่วนคนที่ยอมรับความจริงยากอย่างอาอู่ ที่ซื้อสัปปะรดกระป๋องแล้วก็กินหมดในคืนเดียว 30 กระป๋อง หลังจากคืนนั้นที่่ความบ้าถูกปล่อยออกมาหมด เค้าก็มีวิธีทำใจที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการวิ่งให้เหงื่อออกเพราะเค้าคิดว่า ถ้าทำให้น้ำส่วนเกินของร่างกายหมดไป น้ำตาก็จะไม่ไหลออกมา……………ในคืนนั้นหลังจากที่อาอู่เจอกับหญิงผมทอง

เค้าไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านั้นเธอได้ทำอะไรมา และที่เธอเข้ามาในบาร์ก็เพราะว่าจะเข้ามาพักทำใจ หลังจากที่ต้องยิงคนไปหลายคน เธอบอกกับอาอู่ว่าต้องการพักผ่อนแล้วก็กินเหล้าจนหลับไป อาอู่ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากดูหนังจบไป 2 เรื่อง กินเชฟสลัดไป 4 ชุดแล้วก็ดูเธอนอนจนถึงเช้า

แต่ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แผลใจได้รับการเยียวยาอย่างไม่รู้ตัว เนี่ยหล่ะครับจิดใจของคนเรา  ไม่เที่ยงแท้เหมือนอย่างกับที่พูด  เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อนะครับถ้าใครบอกว่าอกหักแล้วเสียใจมาตลอดเวลาเป็นปีๆ เช่นเดียวกับนายตำรวจ 663 สุดท้ายเค้าก็ไปมีความรักใหม่กับสาวร้า้้้นฟาสต์ฟู้ด หลังจากที่เค้าได้รู้ว่าคนที่ชอบแอบเข้ามาตกแต่งบ้านใหม่ก็คือเธอ อาอู่ก็มีความสุขกับข้อความของหญิงสาวผมทองที่อวยพรวันเกิดให้เค้า…สุดท้ายถ้าคนเรายอมรับกับความจริงได้  แล้วเปิดใจตัวเองรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาอกหักมันก็แค่เรื่องนึงที่เข้ามาในชีวิตแหล่ะครับ
http://deadrabbit.exteen.com/20080418/chungking-express
-การเดินทางบนถนน หรือการเดินทาง ในความหมายของเรื่องTrain ในหนัง 2046 เป็นไง?…มันเป็นexpress แปลว่าขบวนรถไฟด่วนพิเศษ หรือการแสดงออก ฯลฯ..?…
มนุษย์กับการเดินทาง  แล้วแง่มุมของความหมายในการเดินทาง…

1.เดินทางไปด้วยกัน ในฐานะคู่รักของหุ่นยนต์ กับมนุษย์

 2.การเติมเต็มช่องว่างของการสื่อสารสมองของมนุษย์กับหุ่นยนต์

 ซึ่งเราเห็นการเดินทางเกี่ยวข้องกับหนังของหว่อง โดยพาหนะของทั้งเรื่องHappy Together(รถยนต์-รถไฟฟ้ากลับบ้าน คือฮ่องกง) และDay of being Wild(รถยนต์-รถไฟ) โดยเกี่ยวพันการเดินทาง ในแง่มุมจากรถยนต์มาถึงรถไฟในหนัง 2046 ส่วนถ้าเราคิดให้นอกเหนือบริบทของหนัง2046 ในแง่มุมไกลกว่านั้น คือ เรื่องการเดินทาง ในฐานะความรู้ และTrain(แปลว่าฝึกหัด,รถไฟ) /Travel (เดินทาง)…
the word film which passes quickly,like a trian,on the screen,or whose spool unwind by itself,like the fishing reel the cycle of Sequenza,the tachygraphic traject of the Authobio-grafia,Gorki’s Journey to Capri,the emigration of Miles  Van der Rohe to Chicago,Benjamin’s last exile…โดยผมอ้างอิงจากบริบทของภาพLa meccanica dell’aveentura ซึ่งผลงานภาพศิลปะเข้าใจยาก เกี่ยวพัน Journey of the drawing และงานเขียนของแดริดา ก็อ่านยากอยู่แล้ว

โดยความเร็วของรถไฟ ก็เกี่ยวข้อง the speed of a Transecurope Express : historico-prctonal,theoretico-political being-in-train.นำมาจากJacques derrida ในThe Truth in Painting.ในแง่มุมคิดถึงการ์ตูน วิกเกนสไตน์ ก็ทำภาพให้เข้าใจง่าย เติมเต็มช่องว่างสื่อสารเป็นรูปภาพTrain กับกล้องถ่ายภาพตามการเคลื่อนไหวของรถไฟ ซึ่งก็น่าสนใจในแง่การเดินทาง และภาพยนตร์ ในฐานะภาพเคลื่อนไหว ที่เราคิดต่อจากเรื่องของวอลเตอร์ เบนจามิน ที่ผมอ้างไว้ โดยแง่มุมของการเดินทางของกอร์กี้ ก็ตาม ฯลฯ ซึ่งผมไม่แปล และไม่ยกตัวอย่างบริบทมาทั้งหมด แค่กล่าวเป็นตัวอย่างไว้ ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า คุณจะออกเดินทาง มีอุปกรณ์อะไรบ้าง รองเท้า ร่ม หมวก ฯลฯ และการเดินทางของคุณใช้พาหนะอะไร?

-ความแตกต่าง ในรื่องสังคมการเมืองของหนัง(สือ)1984…การเดินทางถูกจับจ้องควบคุมตลอดเวลาในหนัง1984 ทั้งการเดินเท้าไปตามตรอกซอกซอยอย่างหวาดระแวงไม่อิสระเสรีภาพ และถ้าคิดถึงเผด็จการอย่างนาซี ส่งผลกระทบโดยตรงกับวอลเตอร์ เบนจามิน ที่มีเรื่องTotalitarianism ในปัญหาของเผด็จการเบ็ดเสร็จ ก็กรณีหนังสือและหนัง1984 ซึ่งเกี่ยวพันเรื่องสถานการณ์โซเวียต โดยแง่มุมทางจิตวิทยา ในหนังสือ Social Behaviour โดยKevin Wheldall-Essential Psychology edited by Peter Herriot ในเรื่องLanguage and communication-Groups,conformity and helping ก็อ้างถึงเรื่องการล้างสมอง และคำเกี่ยวกับเสรีภาพ หรือFreedom…ถ้าเราคิดถึงคำว่า เสรีภาพ คือ ความเป็นทาส โดยถูกรัฐ ก็กลับตาลปัตร ในความหมายของคำอย่างชัดเจน ในนิยาย1984 ส่งผลต่อจิตวิทยา และตัวอย่างของสงคราม คือสันติภาพ เสรีภาพ คือความเป็นทาส อวิชชาคือพลัง หรือ สองบวกสอง เป็นห้า โดยคำบางคำนั้นต้องคิดสองครั้ง(คิดสองชั้น-Doublethink) ถึงจะเข้าใจได้ว่าความหมายที่รัฐต้องการสื่อคืออะไร นั่นคือนอกจากความหมายโดยตรงตามพจนาุนุกรมที่เราเคยรู้จัก ต้องคิดถึงความหมายตาม Newspeak (new บวก speak) นั่นคือความหมายตามที่รัฐกำหนดขึ้นมาเป็นภาษาใหม่ น่ะครับ
—————————————-
ว่าด้วยเรื่องของโลกดิจิตอล
-ผมก็มีข้อจำกัดทางกฏหมาย,การเงิน,อารมณ์ขี้เกียจ ค้นหาเพลง ดาวน์โหลดเพลงทางโลกดิจิตอล และบางครั้ง ก็ผมไม่อาจเก่งค้นหาโลกดิจิทัลได้ทั่วทั้งหมด ซึ่งโลกของดิจิทัล ในด้านหนึ่งของชีวิต ที่วิ่งตามโลกดิจิทัล ในฐานะผู้บริโภค อีกด้านหนึ่งเราต้องวิ่งไล่ในฐานะผู้ผลิตจากโครงสร้างที่เปลี่ยนไปตามระบบการทำงานของมัน…
โลกดิจิทัลที่น่าทึ่ง
ดิจิทัลใช้หลักการพื้นฐานเพียงสองสามข้อ ปัจจุบันถือว่าเป็นยุคดิจิทัลโดยแท้ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มักจะใช้หลักการทางดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง  จากหลักการทางตรรกะที่เกี่ยวข้องกับปริมาณสองสถานะ โดยระบบฐานสอง ที่พัฒนาขึ้นโดยจอร์จบูล  นำมาอธิบายการทำงานของระบบสวิตช์ และเป็นรากฐานในการพัฒนาดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันท่านเชื่อหรือไม่ว่า ด้วยหลักการตัวเลขฐานสองมีแต่ 0 กับ 1 และแนวคิดทางตรรกะอีกสองสามอย่าง ที่เป็นประพจน์ทางตรรกะ เช่น ถ้าฝนตกหรือ แดดไม่ออก จะไม่ไปดูหนัง เชื่อหรือไม่ว่าประพจน์ที่กล่าวถึงนี้เป็นหลักการในการคำนวณของเครื่องคำนวณหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้  เพราะถ้าเรากำหนดว่า A =ฝนตก  , B = แดดไม่ออก และ C = ไปดูหนัง
หลักทางตรรกะ A  AND B = C  แดดออก ฝนไม่ตก จะไปดูหนัง
                 A OR B =  NOT C  ถ้าผนตก หรือ แดดไม่ออก จะไม่ไปดูหนัง
             ถ้าเขียนว่า NOT NOT C = C
        สรุปว่ามีหลักของ AND ที่ทั้งสองเงื่อนไข A และ B จะต้องเป็นจริง ผล C เป็นจริง  
                    หลักของ OR เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจะต้องเป็นจริง จึงทำให้ C เป็นจริง
                    หลักของ NOT ทำให้เงื่อนไขเดิมจริง เป็นไม่จริง เช่นถ้าแดดออก เป็นแดดไม่ออก  
                   อาจแทนจริงด้วย 1 เท็จด้วย 0
                 หลักการทั้งสามนำมาประกอบกันทำหน้าที่ทุกอย่างในการประมวลผลข้อมูลคอมพิวเตอร์ การคำนวณ การเก็บข้อมูล ตัวเลขตัวอักษรอยู่ในรูป 0,1 และตรรกะดังกล่าว
http://gotoknow.org/blog/learningcenter/165314
เมื่อ “เอเชีย” ก้าวสู่ …มหาอำนาจโลกดิจิทัล
http://articles.meemarket.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5/
ดนตรีประกอบหนัง รางวัลโลกดิจิทัล(เกี่ยวกับหนังThe social network ซึ่งผมไม่เคยดูหนังนี้ครับ)
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/movie-music/20110121/372950/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5.html
แสง-สี-เสียงที่เปลี่ยนไปใน “โลกดิจิทัล”
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114344
AR Technology เมื่อโลกดิจิตอลบรรจบความจริง
http://www.pkc.ac.th/v2009.2/index.php?option=com_content&view=article&id=292:ar-technology-&catid=48:2010-02-16-12-22-22&Itemid=149
เว็บบล็อก Back Dorm Boyz ()เหวย เหวย และหวง ยิฉิน
The Dormitory Boys…Life is short, make fools of yourselves while you can!.(ชีวิตสั้น ทำความโง่ให้ตัวคุณเองทำได้!)..The Dormitory Boys…We’re two boys, and… erh… Chinese.
http://twochineseboys.blogspot.com/2005/11/as-long-as-you-love-me.html
ลิ้งค์นี้ไฟล์หนังสือสามก๊ก เกมสามก๊ก เพลงสามก๊ก ให้โหลดตรึมเลยคับ
http://samkok.911mb.com/index.php/Downloads samkok.911mb.com
-ผมนึกถึงเฟซบุ๊คของไมค์ ซึ่งเอา”คู่มือโจโฉ” – เป็นหนังสือสามก๊กหายากเล่มหนึ่ง ที่เคยใช้เป็นแบบเรียนในระดับมัธยมศึกษา ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 เป็นผลงานการประพันธ์ของ นายแถม ชอบฝึก…อ่านสามก๊ก จบสามรอบ คบไม่ได้ เล่นเกมส์สามก๊ก ฟังเพลงสามก๊ก ครบหกรอบคบคนบ้าเป็นเพื่อน เก่งแน่นอน เป็นคู่มือของแกนนอนบวม:) (ผมไปแสดงความคิดเห็นตลกๆ)
-ช่วงที่ปีใหม่ไทย ก็ลองฟังเพลงสนุกๆ คือ ลูกเทวดา…
เนื้อเพลง ลูกเทวดา ศิลปิน สนุ๊ก สิงห์มาตร อัลบั้ม ร็อคแปดแสน ชุดที่ 5.. ลูกเทวดา-คำร้อง/ทำนอง สมบูรณ์ ปาราชิตัง เรียบเรียง อ.สมบูรณ์ ปาราชิตัง (พร้อมเพลงประกอบ)
เกริ่น……เออ…เอย..ลูกต้ำลูกคูณ ลูกแม่ ลูกเทวดา คือเว้าง่ายแท้น้อ…เอย..ลูกชายคนดีก่อนนี้มันมาดแมน ลูกชายคนดีตอนนี้..มันบ่แม่น เฮ็ดงานบ่เป็นยามเว็นพักสายตา ยามแลงลงมาถ้าเบิ่ง…….มันห่าว ไปเที่ยวเบิดคืนกลับมาเอายามเช้า ไปเที่ยวเบิดคืนกลับมา..มีแต่เมา บ่ฟังคำเว้าบ่ฟังน้อคำจา ลูก

เอ๋ยลูกหล่าพญา………….ของแม่ มื้อหนึ่งมื้อหนึ่งเวียกงานบ่เคยแล มื้อหนึ่งมื้อหนึ่งขี้คร้าน..คักแท้ รีดไถแต่เงินแม่เด่มือและฮ้ายใส่ คั่นบ่ได้ดั่งใจกะเคียด………..มันโกรธา แม่ๆขอตังค์จักหยังยามเห็นหน้า แม่ๆขอตังค์ต้องถวาย..ลูกเทวดา อย่าให้เพิ่นได้โกรธาเดี๋ยวโลกาสิบรรลัย…. สิบรรลัย

เทวดาของแม่ เทวดาของแม่. ๆบรรทมสำราญแท้ลูกฮักลูกแพง ๆ. ลูกเทวดาลูกฮักลูกแพง.ๆ… ลูกฮักลูกแพงลูกค้ำลูกคูณ ๆ…….ลูกชายเทวดาเกิดมาบ่สนใจ ลูกชายเทวดาเกิดมา..บ่เอาไผ แต่งแต่รถมอเตอร์ไซค์เท่ไปก็เท่มา ให้ไทบ้านซ่าไปทั่ว…….เมิดบ้าน โทรศัพท์คุยสาวแม่เอ้ยเป็นวันๆ

โทรศัพท์คุยสาวแม่เอ้ย…จนรำคาญ ขี่รถเลาะบ้านแป๋นๆฮอดโรงเรียน เฮ็ดให้สาวกระโปรงเฮี้ยนแนมเบิ่ง……..ว่าบ่ได้ เที่ยวงานยามได๋มอเตอร์ไซค์กวนเมือง เที่ยวงานยามได๋ขึ้นชื่อ..ลือเลื่อง มันชอบหาเรื่องหน้าฮ้านหมอลำ ขวดลอยเป็นประจำมันเท่………..มันสะใจ แม่สอนแม่ว่าเทวดาก็ฮ้ายไส่แม่สอนแม่รำคาญ..ตะคอกใส่ (ยาย) โอ้ยบักเทวดาใหญ่บัดสุดท้ายบ่หวิดแม่ บ่หวิดแม่ เทวดาของแม่ เทวดาของแม่ ๆลูกฮักลูกแพงลูกฮักลูกแพง ๆ ลูกค้ำลูกคูณลูกค้ำลูกคูณ ๆ เทวดาของแม่เทวดาของแม่ ๆ ……….
http://www.epleng.com/mv-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%81-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3/
ผมนึกถึงเพลงCoolsvilleของLaurie Anderson โดยเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มStrange Angels  ก็ผมยังไม่ได้ฟังเพลง แค่สนใจเนื้อร้องมีคำว่าTrain และมุมของความรัก น่ะครับ
Coolsville
Coolsville
So perfect So nice Hey little darlin, I’m comin your way little darlin And I’ll be there Just as soon as I’m all straightened out Yeah just as soon as I’m perfect. Some things are just pictures They’re scenes before your eyes And don’t look now I’m right behind you Coolsville So perfect So nice So nice! And down by the ocean under the boardwalk You were so handsome we didn’t talk You’re my ideal I’m gonna find you
I’m goin to So perfect So ideal This train This city This train Some things are just pictures They’re scenes before your eyes And don’t look now I’m right behind you Coolsville She said: Oh Jesus, why are you always
in the arms of somebody else? He said: Oh man! I don’t need anybody’s help I’m gonna get there on my own.
This train
This city
This train
 This city
 This train
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Laurie%20Anderson&song=Coolsville

*หมายเหตุ:ข่าวน่าสนใจประกอบเรื่องเล่า:เสวนา “ประชาธิปไตย สงครามชายแดนฯ” (ตอนที่ 1): เมื่อจินตนาการสำคัญกว่าพรมแดนภายภาพ
Sat, 2011-04-02 17:20
http://www.prachatai.com/journal/2011/04/33853
นักกิจกรรมเชียงใหม่ร่วมรำลึก “คนตาย 10 เมษา”
Sun, 2011-04-10 20:20
http://www.prachatai.com/journal/2011/04/34003

“ธาริต” เล็งฟ้องหมิ่นฯ ต่อแกนนำผู้แสดงออกเป็นภาษากายสนับสนุนจตุพรปราศรัย 10 เม.ย…อธิบดีดีเอสไอเผยเล็งออกหมายเรียกแกนนำ 18 รายที่พบหลักฐานชัดเจนว่าสนับสนุนจตุพรปราศรัย 10 เม.ย. เป็นภาษากาย ทั้งตบมือ โห่ร้อง ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ รวมถึงแสดงออกว่าเป็นแกนนำhttp://prachatai.com/journal/2011/04/34074

-ผมนึกถึงเพลงที่เหมาะกับวันที่12 เมษา ซึ่งครบรอบห้าสิบปี ที่ยูริ กาการิน นักบินอวกาศโซเวียต เป็นมนุษย์คนแรกในอวกาศ และวิทยาศาสตร์ กับหุ่นยนต์ (ไม่มีอารมณ์?) ซึ่งถ้าเรานึกถึงเรื่องทดลองการย้อนเวลาของCern ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องAngels & Demons หรือเทวากับซาตาน เป็นหนังและนวนิยายแนวลึกลับ/วิทยาศาสตร์/สืบสวนของแดน บราวน์ ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) และเป็นหนึ่งในหนังสือขายดี เป็นหนังสือตอนแรกเกี่ยวกับตัวละครที่เป็นศาสตราจารย์ด้านศาสตร์สัญลักษณ์ชื่อ โรเบิร์ต แลงดอน ซึ่งเป็นตัวละครเอกในนิยายภาคต่ออันมีชื่อเสียงโด่งดัง คือ รหัสลับดาวินชี เนื้อเรื่องเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญวันเดียวที่ตัวละครเข้าไปเกี่ยวข้องกับมหาวิหารแห่งโรมันคาทอลิก และสมาคมลับชื่อ “อิลลูมินาติ” ซึ่งมีที่มานับแต่โบราณกาล และเรื่องนี้ถูกนำมาเล่าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ปะทะความเชื่อ..ซึ่งผมนึกถึงเพลงเกี่ยววิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่โดยเพลงBig Science — Laurie Anderson โดยอยู่ในอัลบั้มBig Science
Big Science
Coo coo it’s cold outside. Coo coo it’s cold outside.Ooo coo coo. Don’t forget your mittens.Hey Pal! How do I get to town from here?And he said: Well just take a right wherethey’re going to build that new shopping mall go straight past where they’re going to put in the freeway,take a left at what’s going to be the new sports center,and keep going until you hit the place where they’re thinking of building that drive-in bank.
You can’t miss it. And I said: This must be the place.Ooo coo coo. Golden cities. Golden towns.Golden cities. Golden towns.And long cars in long lines and great big signs and they all say:

Hallelujah.Yodellayheehoo. Every man for himself. Ooo coo coo.Golden cities. Golden towns. Thanks for the ride.Big Science. Hallelujah.. Yodellayheehoo.You know. I think we should put some mountains here.
Otherwise, what are all the characters going to fall off of?And what about stairs? Yodellayheehoo. Ooo coo coo.Here’s a man who lives a life of danger.Everywhere he goes he stays – a stranger.Howdy stranger.

Mind if I smoke? And he said:Every man, every man for himself.Every man, every man for himself.All in favor say aye.Big Science. Hallelujah.. Yodellayheehoo.
Hey Professor! Could you turn out the lights?
Let’s roll the film.
Big Science. Hallelujah.
Every man, every man for himself.
Big Science.
Hallelujah.
 Yodellayheehoo.
http://www.youtube.com/watch?v=BhOvrVUoJoY

วันที่ (17)-19-22 เมษา 54
วันที่ 19 นี้ ก็ฝนตกที่เชียงใหม่ ตอนเช้า ซึ่งวิกีพีเดีย ก็บอกว่า วันที่ 18 หรือ 19 เมษายน เป็นวันสำคัญและวันหยุดเทศกาล คือวันนักวิทยุสมัครเล่นโลก,วันไหลพัทยา แต่ว่าเรื่องเล่าก็ไม่ได้ตรงกับนสพ.บางฉบับ ก็บอกว่างานวันไหลพัทยา จัดไปแล้ว จึงขอเล่าเรื่องดังกล่าวไว้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99
“ทราบแล้ว”
มาจากโค้ดวิทยุของทางราชการว่า “ว.2”
ซึ่งหมายถึง ทราบแล้ว, ได้ยินแล้ว
ส่วนที่พูดต่อไปว่า “เปลี่ยน” นั้น
หมายถึงเปลี่ยนให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดครับ
เพราะในการสื่อสารทางวิทยุกันนั้นถ้าพูดพร้อมกันคลื่นจะตีกัน
ต้องเปลี่ยนกันพูดทีละคน
คนที่ริเริ่มใช้ต้องเป็นกรมไปรษณียโทรเลข
ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการใช้วิทยุสื่อสารทั่วประเทศไทย
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=0d151b22959c2501&table=%2Fguru%2Fsearch%3Fq%3D%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599

เมื่อมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เและคุณอยู่บนการเดินทางของlong roadตามอารมณ์ และผมก็เดินทางบ่อยๆ ซึ่งหลายวันผ่านไป และวันนี้ ก็ผมคิดว่า จะหยุดคั่นเวลาบันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีรายละเอียด ก็ผมพบคนนั้น คนนี้ ไปร่วมงานกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ และผมติดต่อคนนั้น คนนี้ ซึ่งเรื่องราวหลายเรื่อง จนกระทั่ง สมองก็ทำหน้าที่ การงานอย่างสมควร แก่การดื่มสังสรรค์ด้วย(ฮา) และผมไม่มีเวลาเขียน มีเรื่องอื่นต้องเขียน ต้องทำต่างๆ
ดังนั้น ผมยังยึดเพลงเดิม และเพิ่มเติม แค่วันเวลาของบันทึก เท่านั้น เพราะผมไม่มีเวลาเขียนอะไรเพิ่มเติม ก็เอาเรื่องบางเรื่องยืมจากคนอื่นมาเล่าต่อ หรือผมเขียนความคิดเห็นเพิ่มเติมไปบ้าง เช่น (1.)ความลับของสมอง.. (2.)รถไฟไทย และรถไฟไทย-จีน(3).สุภาษิตจีน-นึกถึงคำคม (4).ภาพยนตร์กับการแพร่กระจาย(ราวกับชาตินิยมแพร่กระจาย หรือคลิปภาพแพร่กระจาย)  มาให้อ่านดูเล่นๆ กัน ครับ

(1.)-ความลับของสมอง ทำงานอย่างไรให้สมองมีความสุข
โมงิ, เคนอิจิโร. 2552.ความลับของสมอง ทำงานอย่างไรให้สมองมีความสุข.กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมเทคโลยี (ไทย – ญี่ปุ่น)
สาระสังเขป
เผยกลไกการทำงานอันน่ามหัศจรรย์ของสมอง แนะนำวิธีเชื่อมโยงข้อมูลในสมองส่วนเรียนรู้เข้ากับส่วนแสดงออก ให้ทำงานประสานกันอย่างราบรื่น พร้อมแนะนำวิธีเชื่อมโยงข้อมูลในสมองส่วนที่เรียนรู้เข้ามากับส่วนที่แสดงออกไป ให้ทำงานประสานกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ นั่นคือ..เปลี่ยนจาก “เข้าใจ” เป็น “ทำได้” เพื่อได้ผลงานตามที่ต้องการ เกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า เซนส์ หรือคิดว่าเป็นพรสวรรค์ แล้วจากนี้งานหรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป ทำให้คุณเป็นคนที่มีคุณค่าและโดดเด่นไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
http://www.sso.go.th/library/node/64

(2.)-ผมสนใจเรื่องการสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงประเทศลุ่มน้ำโขง และมันมากกว่าการสร้างสะพานในความหมายเชื่อมต่ออำเภอเชียงของกับประเทศลาวเท่านั้น แต่เรื่องรถไฟ ก็มีหลายเรื่อง และหลายประเด็น
การพัฒนาระบบโลจิสติกส์รถไฟทางคู่ กับปัญหาการไล่รื้อชุมชนริมทางรถไฟ
http://www.prachatham.com/detail.htm?dataid=6581&code=n6_14022010_01&mode=th
ประมวลสถานการณ์ต่อสู้กลุ่มริมทางรถไฟพัฒนาเชียงใหม่เพื่อให้ได้สัญญาเช่าที่ดินรถไฟตั้งแต่ปี 2539 -ปัจจุบัน
เมื่อปี  2543  ชาวบ้านร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่  สลัม  4  ภาคได้เข้าไปเจรจากดดันการรถไฟให้ รับข้อเสนอของสลัม  4  ภาคในการขอเช่าพื้นที่ของการรถไฟทั่วประเทศจำนวน  61  ชุมชน  เมื่อวันที่  13  กันยายน  2543  ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีมติคณะกรรมการรถไฟฯ ครั้งที่  14/2543  มีมติให้ทางรถไฟเชียงใหม่ซึ่งอยู่ในที่ท้องช้าง (ส่วนที่ห่างจากรางรถไฟเกิน  40  เมตร ) ซึ่งการรถไฟยังไม่อยู่ในแผนแม่บทที่จะใช้ประโยชน์ให้ชาวบ้านสามารถเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นระยะเวลา  30  ปี  โดยให้การรถไฟฯ และชาวชุมชนร่วมกันจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่า  โดยให้ทางชุมชนต้องคืนพื้นที่บางส่วนให้กับการรถไฟเพื่อการใช้ประโยชน์ของการรถไฟในอนาคต  ซึ่งนับเป็นข่าวดียิ่งสำหรับชาวชุมชนรถไฟสามัคคีเชียงใหม่ 
http://www.prachatham.com/detail.htm?code=r1_27032011_01

(3.)-สุภาษิตจีน
สุภาษิตเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การศึกษาสุภาษิตเป็นการศึกษาเพื่อค้นคว้าหาแนวความคิด และวิถีชีวิตของมนุษย์ในอดีต ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิตของชนรุ่นหลังในปัจจุบัน
คำกล่าวที่ยกมานี้ไม่ได้ผิดไปจากข้อแท้จริงของความหมายโดยแท้จริงนัก คำสุภาษิต หรือสำนวนของชนชาติใดไม่ว่าผ่านกาลเวลาไปนานสักเท่าไร ได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละท้องถิ่นนั้นนั่นเอง เรามักใช้สุภาษิตในการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ในการชมเชย ให้กำลังใจ การสั่งสอนการออกต้ว การเสียดสี และการเยาะเย้ย ฯลฯ ดังนั้นควรเข้าใจความหมายและขอบเขตของสุภาษิตแต่ละบทสุภาษิตจีนทีมีที่มาจาก 4 แหล่ง ได้แก่
1. สุภาษิตที่มาจากพงศาวดารจีน หรือวรรณกรรมจีนโบราณ มี 3 ประเภทได้แก่
1.1 เค้าโครงประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทหาร ชนรุ่นหลังได้ใช้คำวลี หรือประโยคสั้น ๆ แต่กินใจแทนเรื่องราวเหล่านี้ เช่น
วั่ง เหม่ย จือ เข่อ (ซานกั๋ว) “มองต้นบ๊วยแล้วหยุดกระหายน้ำ(สามก๊ก)”
ซื่อ เมี่ยน ฉู่ เกอ(ฉิน ฉาว) “ถูกศัตรูล้อมทั้งสี่ด้าน (ราชวงศ์ฉิน)”
1.2 เค้าโครงนิทาน ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต ในวรรณกรรมจีนโบราณได้บันทึกเรื่องราว ที่สนุกสนานและน่าสนใจหลายเรื่อง ในที่นี้มีคำสุภาษิตหลายบทที่มาจากนิทานเหล่านี้ด้วย เช่น
หู เจี่ย หู่ เวย(จั๋นกว๋อ) “หมาจิ้งจอกแอบอ้างอำนาจเสือ(ยุคสงคราม)
ลั่น หวี ซง ซุ่(จั๋นกว๋อ) “ตบตาคนโดยเอาของเสียปนกับของดี(ยุคสงคราม)
1.3 ตัดตอนมาจากบทประพันธ์โบราณ สุภาษิตบางคำมาจากบทประพันธ์โบราณ และบางคำได้วิวัฒนาการมาจากบทประพันธ์โบราณมาเป็นสุภาษิตอีกต่อหนึ่ง เช่น
ชิง ชู หวี หลัน(สวิน จื่อ เชวี่ยน เสวีย) “ลูกศิษย์เก่งกว่าครู” (เรื่องการศึกษาของสวินจื่อ)
โฮ่ว ไหล จวี ซั่ง(สื่อ จี้) “คนมาทีหลังดังกว่า” (พงศาวดารเรื่องสื่อจี้)
2. สุภาษิตมาจากการสืบทอดทางวรรณกรรมพื้นบ้าน ซึ่งมีคำสุภาษิตที่ชาวบ้านนิยมใช้กันทางมุขปาฐะ จากปากสู่ปากที่สืบทอดต่อ ๆ กัน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง หรือจากสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เช่น
ฉุน หวัง ฉื่อ หัน “ลิ้นกับฟัน”

-2-
กู่ จั่ง หนัน หมิง “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
3. สุภาษิตที่มาจากภาษาจีนปัจจุบัน ภาษาเป็นสิ่งที่มีวิวัฒนาการตามกาลสมัย ปัจจุบันมีคำสุภาษิตที่เกิดใหม่จำนวนมากที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใหม่ หรือความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่ เช่น
เจี่ยว ท่า สือ ตี้ “เท้าติดดิน”
ฉวี่ ฉัง ปู๋ ต่วน “หยิบยาวปะสั้น”
เฟ่ย ลี่ ปู้ ถาว ห่าว “เสียแรงเปล่าแล้วยังถูกตำหนิอีก”
4. สุภาษิตที่มาจากภาษาต่างประเทศ ซึ่งมาจากมิตรภาพของชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีการติดต่อแลกแปลี่ยนกันทางศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน มีสุภาษิตต่างประเทศไม่น้อย ที่มีปรากฏอยู่ในสุภาษิตจีนปัจจุบัน เช่น
อู๋ ถี่ โถว ตี้ “เบญจางคประดิษฐ์”(เลื่อมใสอย่างยิ่ง)
 เซี่ยน เซิน ซวอ ฝ่า “ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง”
หุย โถว ซื่อ อั้น “กลับใจเป็นคนดี”
นอกจากนี้ถ้าเราเปรียบเทียบสุภาษิตจีนและสุภาษิตไทย จะพบว่าสุภาษิตทั้งสองประเทศมีความหมายใกล้เคียงกัน เนื่องจากภาษาจีนกับภาษาไทยเป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบตด้วยกัน ทั้งสองภาษานี้มีการถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนคำกัน มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีใกล้เคียงกัน ดังนั้นเรามักจะเห็นคำสุภาษิตของสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น

จื้อ ลี่ เกิ้ง เซิง “พึ่งลำแข้งตนเอง”
โข่ว ซื่อ ซิน เฟย “ปากหวานก้นเปรี้ยว”
จือ เหมี่ยน ปู้ จือ ซิน “รู้หน้าไม่รู้ใจ”
ฉุน หวัง ชือ หาน “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”
จิ้น ลี่ เอ่อร์ เว่ย “หนักเอาเบาสู้
เทียน ฉาง ตี้ จิ่ว“ชั่วฟ้าดินสลาย”
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=bonnie

หนังสือ“สื่อจี้” หรือ ”บันทึกประวัติศาสตร์”
http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter14/chapter140202.htm

(4.)-ใครเคยเห็นงานของ Paul Vidal de la Blache กับ Maurice Halbwachs บ้าง(ภาพยนตร์กับการแพร่กระจาย)
——————————————————————————
พวกนี้เป็นรุ่นอาจารย์ของ Lucien Febvre มีอิทธิพลสูงเหมือนกัน คนแรกรู้สึกเป็นคนแรกๆ ที่เอาประวัติศาสตร์มามิกซ์กับภูมิศาสตร์อย่างจริงจัง คนที่สองเป็นคนริเริ่มแนวคิด Social Memory แต่หนังสือผมยังหาไม่เจอ (ที่ มธ. มีสามเล่ม แต่ไม่ใช่ประเด็นนี้)
แต่คนแรกนี่ไม่มีหนังสือเลย ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Vidal_de_la_Blache http://en.wikipedia.org/wiki/Maurice_Halbwachsโดย FxxkNoEvil [29 ม.ค. 2551 , 09:47:39 น.]
ข้อความ 1Maurice Halbwachs คุ้นๆ ว่าเหมือนเคยอ่านงานของลุงแกนะ สนุกดี น่าติดตาม คนที่บอกว่า คนสมัยนี้เข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านภาพยนตร์มากกว่าหนังสือเรียนหรือเข้าพิพิธภัณฑ์เสียอีก (ผิดคนเป่าเนี่ย นานแล้วจำไม่แม่น)
 โดย tudd [29 ม.ค. 2551 , 14:49:14 น.] 
ข้อความ 2เก่าแล้ว! ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย! โดย ปรีดีโดม [29 ม.ค. 2551 , 23:02:42 น.]
ข้อความ 3 ถ้าใช่ก็น่าสนใจนะครับ เพราะ ลุงแกก็ตายช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยเดียวกับ Marc Bloch กับ Walter Benjamin เหมือนๆ กัน ลุงแกตายปี 1945 แต่สมัยนั้น Cinema มัน Wide Spread ขนาดนั้นแล้วหรือ? เป็นไปได้นะ ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไร
 โดย FxxkNoEvil [29 ม.ค. 2551 , 23:39:01 น.] 
ข้อความ 4เมื่อวานผมได้คุยกับคุณกิตติพล โดยคุณกิตติพลได้เล่าให้ผมฟังว่าเพื่อนของเขาที่เป็นคนฝรั่งเศสที่เรียนสายประวุติศาสตร์นั้นเล่าให้เขาฟังอีกทีหนึ่งว่า การพูดถึงภาพยนตร์ในงานของนักวิชาการฝรั่งเศสนั้นดูจะไม่เป็นที่นิยมนัก (ทั้งนี้ยังสงสัยว่ามันไม่เป็นที่ยอมรับด้วยหรือไม่?)Deleuze นั้นเป็นผู้แรกที่ทำกระแสดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับได้ มันดูเข้ากับความคิดที่คุณtuddทิ้งไว้ในกระทู้ได้ แต่อย่างที่คุณFxxkNoEvil ถาม (และผมเองก็สงสัย เพราะไม่มีความรู้เรื่องภาพยนตร์) ว่าอิทธิพลของภาพยนตร์ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่20 นั้นมีมากและแผ่ขยายขนาดนั้นหรือ?
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=tudomedang&topic=384

เมื่อเรามองดูในแง่มุมการแพร่กระจายของภาพยนตร์  และการเดินทาง เพื่อท่องเที่ยว กิน ดื่ม ชม ทัวร์เซ็กส์หรือเที่ยวทำบุญตามวัด-เที่ยวเป็นความรู้ ฯลฯ ซึ่งหนัง2046 สังเกตแง่มุมการเดินทาง ในหนัง2046 ส่วนใหญ่ พระเอกใช้แท็กซี่(Taxi) และTrain(รถไฟ) ส่วนหนัง Day of being wild ใช้รถไฟ ตอนจบ ที่พระเอกตาย ส่วนเรือ เป็นการเดินทางที่ไม่เห็นในฉากที่พระเอก เดินทางข้ามประเทศไปฟิลิปปินส์ และหนังเรื่องIn the mood for Love ก็เราเห็นแต่Taxi ไม่เห็นเรือ ข้ามประเทศ ในฉากที่พระเอกเดินทาง และHappy Together ก็เห็นแต่ฉากรถไฟฟ้า ในฮ่องกง ทำให้เห็นพระเอก เดินทางชัดเจน แต่ฉากเครื่องบิน ก็ไม่มีให้เห็นในหนัง และFallen angel ก็เห็นรถมอเตอร์ไซด์… ส่วนChungking Express ก็ไม่เห็นฉากเครื่องบิน แต่เห็นมอเตอร์ไซด์ ทำให้ผมกลับมาเล่าในแง่มุมการเดินทางของหนัง2046

แล้วขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องChungking Express ในแง่มุมอกหัก เหมือนนกปีกหัก ซึ่งผมก็เล่าไปเป็นอีกรอบหนึ่งในหลายรอบ แล้วผมอยากเล่าต่อ คือ วิธีการแก้เมาเหล้าตอนเช้า ออกไปวิ่งเพื่อสุขภาพของพระเอก(หรือDance-ในแง่มุมการเต้นแก้เมา) ก็เป็นวิธีคลายเครียดจากความรักนั่นเอง

วันเวลาผ่านไป กับสงการนต์ ก็ถ้าคิดถึงในแง่มุมของหนังChungking Express กล่าวถึงการเดินทาง โดยนัยยะเครื่องบินของสาวแอร์โฮสเตรส แล้วเธอเปลี่ยนไปซ้อนมอเตอร์ไซด์ ส่วนFallen Angels ก็เห็นว่า มอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะสำคัญสำหรับการเดินทาง ถ้ากลับกันนึกถึงนางสงการนต์ปีนี้ คือ ปฏิทินหลวงวันสงกรานต์ ปี 2554 ปีใหม่ไทยปีนี้ตรงกับปีเถาะ นางสงกรานต์(ไม่ได้เปลือยอก) มีนามว่า “กิริณี เทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว-งา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ.
โดยข่าวที่น่าสนใจ และหนังที่ผมอยากเล่าเปรียบเทียบกับหนังสือ ซ้อนเรื่องราว ในแง่มุมของเซ็กส์(Sex) และกามรมณ์ของหนังในเรื่องต่างๆ จากChungking Express-2046 ด้วย แต่บางแง่มุมก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องบันทึกความทรงจำในสมองของตน เช่น ๑.My Secret Life… ๒.3 สาวเต้นเปลือยอกสงกรานต์สีลม… ๓.หนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ๔.เรื่องโรงหนังโป๊ และเปลือยชีวิตฯลฯ ๕.หนังเรื่องAir Doll กับแง่มุมทางเพศ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฯลฯ ๖.ภาษากาย กับการเมือง-ภาษากายในภาพยนตร์ และความเป็นชาตินิยมของหนังLust,caution เล่ห์ ราคะ ฯลฯ ๗.คำศัพท์การเมืองไทยสมัยใหม่-หลังยุคคำว่า ซ้ายอกหัก ๘.WEEKEND / 1967 / jean-luc godard และหนังกล่าวถึงการเดินทางเหมือน นรก และเทวดาการเชื่อมโยงกับชุมชนจินตกรรมฯ…. เกี่ยวกับชาตินิยม…

๑.My Secret Life หนังสืออีโรติค ที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องแต่ง หรือใครเป็นผู้ประพันธ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายที่ให้บริการทางเพศในสังคมไฮโซยุควิคเตอเรีย ตีพิมพ์ครั้งแรกประมาณปี1888 เป็นมหากาพย์ 11 เล่ม ที่ทยอยออกวางตลาดตลอดเจ็ดปี รวมเนื้อเรื่องยาวกว่าสี่พันหน้า ซึ่งผู้นำไปพิมพ์ก็มักโดนจับข้อหาเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร…ที่มาจากไร้ชื่อ แต่ไม่ไร้(ชื่อ)เสียง Anonymous…Invisible Help..ผู้ช่วยที่มองไม่เห็น…พวกทำงานเบื้องหลังอันเป็นคนสำคัญ…ไม่ว่าจะเป็นคนพิสูจน์อักษร…ในนิตยสารคิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์…ก.ค.53 ซึ่งทำให้ผมนึกถึงเรื่องข่าวดัง ในช่วงสงการนต์ การท่องเที่ยว และสาวโชว์เต้า ส่งเสริมหรือทำลายวัฒนธรรมในยุคทุนนิยม?,

๒.3 สาวเต้นเปลือยอกสงกรานต์สีลม ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว”เจ๊เบียบ”ซัดทำลายวัฒนธรรม ต้องจับให้หมดhttp://www.matichon.co.th/news_detail.phpnewsid=1303097658&grpid=00&catid&subcatid
กระทรวงไอซีที เผยยอดโพสต์คลิปสาววัยรุ่นเต้นโชว์เปลือยย่านสีลมจากหลายเว็บไซต์มีกว่า 9 แสนครั้ง ระบุ วธ.ต้องชี้ให้ชัดเจนว่าผิดกฎหมายอย่างไร ก่อนส่งเรื่องให้ไอซีทฟัน…http://www.thairath.co.th/content/tech/164807

ทั้งนี้ ข้อสังเกต ในการเดินทางร่วมงานสงกรานต์ของสามสาว ก็ใช้รถกะบะ ไม่ใช่รถแทร็คเตอร์ หรือรถจักรยาน และขี่ช้างฯลฯ น่ะครับ

๓.หนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ สะท้อนเรื่องมารยาทของไพร่(งานศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เรื่องมารยาท ก็ผมเคยกล่าวถึงไว้แล้วทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้ดีฯลฯ) ส่วนหนังสะท้อนภาพลูกสาว ที่เป็นลูกหลานจีนกลายเป็นชนชั้นกลาง หรือกระฎุมพี ซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้ ทำการสำรวจก่อนทำหนังกับผู้หญิงที่ใช้รถไฟฟ้าในกทม. โดยส่วนตัวของผม ก็ดูหนังเรื่องนี้อย่างตลก แต่ผมยังไม่ได้ดูจนจบ และหนังเรื่องนี้ ก็ขายดี มีคนดูมาก และฮ่องกง กำลังเอาไปทำรีมิกซ์ในเวอร์ชั่นใหม่ ครับ ซึ่งหนังสะท้อนเรื่องเพศของผู้หญิง ที่เก็บกดไว้ จนกระทั่ง เธอเริ่มตื่นตัวหลังจากเพื่อนๆ สาวของเธอก็แต่งงานไปหมดแล้ว ครับ แน่นอน อีกด้านหนึ่งของหนังสะท้อนการเดินทางลำบากในกทม.จากที่เคยชินใช้รถยนต์ ต้องเปลี่ยนมานั่งแท็กซี่ นั่งเรือ รถมอเตอร์ไซด์ รถไฟฟ้าฯลฯ โดยสะท้อนผ่านชีวิตการเดินทางไปทำงานต่างๆ รวมทั้ง ช่วงเหตุการณ์ของหนัง ก็เกี่ยวพันวันสงการนต์ อีกด้วย
หนังเรื่องนี้ ยังเกี่ยวกับสีลม ย่านที่เกิดเหตุของสีลม (แขวงสีลม เขตบางรัก) สาวเต้น และตรงกันข้าม กับสามสาว คือ เหมยลี่ ทำตัวเป็นเหมือนผู้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของแม่ ที่มีลักษณะเหมือนระเบียบรัตน์ ในฐานะนายกสมาคมครอบครัวอบอุ่นและเป็นสุข…แล้วนางเอกเกือบได้ไปจีน มีฉากสนามบิน และพระเอกไปเยอรมัน.หนังออกฉายหลังเหตุการณ์สงการนต์เลือดปี2552..
ลองดูข้อมูลเนื้อเรื่องเพิ่มเติม น่ะครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2_%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD

๔.รูดม่านปิดฉากโรงหนัง ‘โป๊’ แห่งสุดท้ายในฮ่องกง โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2554 09:50 น.
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000046070
-เปลือยชีวิต “เอเจ ไบเลย์” ดาวโป๊ฉลาดที่สุดในโลก
เอเจ ทำงานในลอสแองเจลิส แต่มีบ้านเกิดที่เทกซัส เธอเล่าเพิ่มเติมว่า เธอไม่มีทีวีและอินเทอร์เน็ตในบ้าน และถ้าต้องดูอะไรที่ต้องออนไลน์ เธอก็จะขับรถไปห้องสมุด? “ฉันเพาะบ่มวิถีชีวิตของตัวเองผ่านงานเขียนชื่อแอนนา คาเรนนีนา ของลีโอ ตอลสตอย ฉันมักจะอ่านหนังสือของเขาอยู่เสมอๆ เพื่อจรรโลงจิตใจและทำให้ตัวเองสดชื่น หนังสืออื่นที่ฉันกำลังอ่านอยู่ตอนนี้คือหนังสือเรื่ องพิคเจอร์ออฟโดเรียน เกรย์ ของออสการ์ ไวลด์”? เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า “ฉันค่อนข้างชอบนะที่ถูกเรียกว่าเป็นดาวโป๊ที่ฉลาดที่ สุดในโลก ขณะที่ก็มีคำพูดเก่าๆ ตลอดมาว่า ดาวโป๊ทุกคนโง่ทั้งนั้น”(เอเจ ไบเลย์ เรียนจบปริญญาตรีสาขามานุษยวิทยา และจบปริญญาโทสาขาศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ มหาวิทยาลัยชั้นนำของสกอตแลนด์)http://movie.mthai.com/movienews/hollywood-news/47354.html

๕.ทำไม Air Doll ถึงเป็นหนังน่าดู แค่หนังสือเดิ้นๆ อย่าง Damn บอกว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นจะกลับมาบูมอีกรอบในปี 2012 หรือนิตยสารหัวเจ๋งตัวจริงอย่าง WAD ชี้ว่า ในบรรดาผมหงอกผมขาวของเอเชียนั้น pop culture ของญี่ปุ่นมีวัฒนธรมที่ยืดหยุ่นกับ (วัฒนธรรม) ตลาดโลกมากที่สุด http://www.komchadluek.net/detail/20100115/44626/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1AirDoll%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B9.html
๕.๑ Air Doll ลมหายใจที่เข้าออกร่าง บางครั้งก็ไม่ได้บ่งบอกถึงการมีหัวใจ
วันหนึ่งเมื่อตุ๊กตายางในรูปลักษณ์ของเพศหญิงเกิดมีชีวิตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร คงไม่ได้สนุกสนานเหมือนตุ๊กตาของเล่นใน Toy Story อย่างแน่นอน และยิ่งเป็นตุ๊กตายางที่คอยบำบัดความสุขทางเพศให้กับมนุษย์เพศชายด้วยแล้วยิ่งนึกภาพไม่ออก แต่ฮิโรกาซึ โคเรเอดะ ก็ทำให้การคืนชีวิตของตุ๊กตายางเพศหญิงกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนความหดหู่ เปลียวเหงา และว่างเปล่าของสังคมมนุษย์ในปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อ Air Doll ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องล่าสุดของผู้กำกับที่เคยมีผลงานที่ชื่อว่า Nobody Knows เป็นเรื่องราวของตุ๊กตายางที่ชื่อ “โนโซมิ” ที่บังเอิญมีชีวิตขึ้นมา

และเริ่มที่จะเรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบข้างนั่นก็คือมนุษย์ บางทีโนโซมิอาจจะเป็นตัวแทนของมนษย์อีกพันธ์หนึ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งแต่อยู่ๆวันหนึ่งต้องมาใช้ชีวิตกับอีกพันธ์ที่ได้รับการปรุงแต่งเรียบร้อยแล้ว และก็เหมือนกับภาพยนตร์หลายๆเรื่องของญี่ปุ่นที่สร้างมาจากแมงก่าหรือการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ที่แปลกดารานำหญิงของเรื่องที่รับบทตุ๊กตายางที่มีชีวิตกลับเป็นของนักแสดงสาวเกาหลีที่ชื่อว่า แบ ดูนา…
http://www.oknation.net/blog/rukpong/2010/02/23/entry-1
๕.๒———-Air Doll: เหงา เปล่า กลวง
Air Doll มีความหมายที่มากมายกว่าการมีเพศสัมพันธ์
วัน หนึ่ง โนโซมิ ได้ไปนั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะและได้พบกับชายแก่คนหนึ่ง เธอได้พูดคุยกับเขา เธอบอกว่าในตัวเธอนั้นไม่มีอะไรเลย (เพราะว่าเธอเป็นตุ๊กตายาง) ชายแก่ก็บอกกับเธอว่า เราทุกคนก็เป็นเหมือนเธอ “คนทุกคนภายในล้วนว่างเปล่า” โดยเฉพาะคนในเมืองอย่างนี้ คนเราทุกคนล้วนไม่สมประกอบ มีภายในที่ว่างเปล่า ล้วนแต่มีความไม่สมบูรณ์ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของร้านวีดีโอที่โดดเดี่ยวจากการสูญเสียภรรยาไป ฮิเดโอะ ที่จินตนาการว่า โนโซมิ เป็นภรรยาของเขาเพราะว่า “เหงา” จากการที่สูญเสียภรรยาไป
http://board.sarubaga.com/index.php?topic=21421.0
๕.๓ ฝ่ายรุก ฝ่ายรับ
http://www.youtube.com/watch?v=YOabfgsa8zw&NR=1
-“ยอม” หรือ “อยาก”
http://www.teenpath.net/content.asp?ID=13611
เพื่อนของผม ก็ตอบว่าเรื่องAir doll ตอนดูก้อชอบนะ ชอบตอนจบมากด้วย สงสัยเป็นเพราะมันเปิดกว้างมั้ง คิดว่านะ อย่างเรื่องเพศ สังคมมันเปิด การที่มันเปิดกว้าง เลยผสมผสานได้มาก มันเลยยืดหยุ่นกับตลาดได้มากกว่า คือมันคงมีส่วนผสมที่คุ้นเคยกับคนตะวันตกหรือโซนอื่นได้มากกว่าแ่้้้ล้วกุว่าในโซนเอเชีย ญี่ปุ่นนี่เปิดกว้างสุดแ้ล้วนะ การที่มันผสมผสานจารีต ประเพณีเก่า กับเรื่องสมัยใหม่อะไรต่างๆ มันทำให้ดูแล้วน่าสัมผัส เพราะไม่ปิดตัว มั้งงงงงงง
๕.๔—Sexกับตุ๊กตาหุ่น ซึ่งการแสดงออก ในการร่วมรัก ย่อมแข็ง ไม่มีการสัมผัส และการแสดงบทเป็นหุ่น ของนักแสดง ก็ต้องสวมบทบาทเป็นหุ่น คือ หุ่นตุ๊กตายางในเรื่องAir Doll เหมือนเป็นตัวแทนแฟนเก่าของแต่ละคนด้วย ถ้าเราคิดในแง่มุมนักแสดงสลับกับเป็นมนุษย์ ก็น่าสนใจในแง่มุมต่อหนังเรื่อง 2046 อะไรคือการแสดงออกอย่างธรรมชาติ(Nature) ในฐานะของการแสดงออกของมนุษย์ กับการแสดงออกแบบหุ่นยนต์ เหมือนตุ๊กตา ซึ่งการแสดงออกของดารากับบทหนัง เป็นเส้นแบ่งของการแสดงออก จริง และสมมติ….ในแง่มุมเกี่ยวพันวันเกิดสมมติของตุ๊กตายาง?…ความสัมพันธ์ชีวิตจริง เส้นแบ่งกับเนื้อหนังตุ๊กตายาง.ซึ่งหนังสะท้อนบางคนชอบหุ่นตุ๊กตายาง มากกว่ามนุษย์จริงๆ ก็น่ารำคาญ..
๕.๕———แน่นอน นี่เป็นการเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ แต่มุมมองเรื่องความรัก เกี่ยวพันกับsex ซึ่งผมไม่ได้เปรียบเทียบมั่วๆ เช่น ผมเอาหนัง 2046 เปรียบเทียบความเหมือนกับ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” คือ หนังไทย ที่ห่างไกลจากการเปรียบเทียบในแง่มุมนี้ได้ เพราะผมคิดถึงหนังไทยเรื่องนี้ เนื่องจาก ผมเดินทางโดยสารรถทัวร์ แล้วบังเอิญได้ดูตั้งสองรอบ ก็ยังไม่มีอะไรตรึงใจมาก….ตรงกันข้ามกับเรื่องAir doll ซึ่งเล่าเรื่องว่า.ลมช่วยนำพาเกสร ให้ต้นไม้ สิ่งที่ได้เห็นมีความเศร้า และความสวยงามบ้างไหม?…ไร้จุดมุ่งหมาย…บทกวี…คือ…ดูเหมือนว่าชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพียงมีแค่คนใดคนหนึ่งโดยสมบรูณ์ (หรือเพื่อคนใดคนหนึ่ง) นัยยะของอิสระภาพการเลือกของหุ่นตุ๊กตายาง

๖.ภาษากาย กับการเมือง-ภาษากาย และสปายในภาพยนตร์ ในความเป็นชาตินิยมของหนัง Lust,caution เล่ห์ ราคะเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่แนะนำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ และผมดูยังไม่จบ และเพื่อนของผม ผู้เชียวชาญหนังแนวนี้ ก็บอกว่าดูแล้ว โคตรชอบเลย ดูยังอะ ถ้ายังไ่ม่ได้ดูก็ดูเลย ดีมากกกกกกอะ   และผมตอบเพื่อนว่าดูไปได้หนึ่งแผ่น ผ่านๆ ทั้งเศร้า-อุดมการณ์-เซ็กซ์ จนวุ่นวาย ก็หยุดดูพักผ่อน แล้วคิดดูใหม่ให้จบ ซึ่งเพื่อนของผม บอกว่า เออ ดูฉากเซ็กส์ดีๆดิ หนังเรื่องนี้มันตัดฉากเอ็กซ์ออกไม่ได้เลยนะ มันมีผลกะการเล่าเรื่องมาก ที่เกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ของพระเอกกะนางเอกจะเสียไปเลย มันเล่าส่วนนี้ผ่านฉากเอ็กซ์ล้วนๆเลย  
-ชื่ออังกฤษ Lust Caution ชื่อไทย เล่ห์ ราคะ | เรื่องย่อ ในเซี่ยงไฮ้ ปี 1942 ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองยังคงคุกรุ่น กองทัพญี่ปุ่นยังคงเข้ายึดครองเมืองต่างๆ ของจีน คุณนายมัค หญิงสาวผู้งามสง่า ได้เดินเข้าไปในคาเฟ่ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้น แล้วนั่งคอย เธอหวนนึกถึงว่าเรื่องราวของเธอเริ่มต้นอย่างไรเมื่อหลายปีก่อน ในจีน ปี 1938 จริงๆ แล้ว เธอไม่ใช่คุณนายมัค แต่เป็นหวัง เจีย จี (ทัง เหว่ย) สาวน้อยขี้อาย เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น หวังถูกพ่อของเธอทิ้งหนีไปอังกฤษ เธอที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ได้พบกับเพื่อนนักศึกษา กวง ยู มิน (วังลีฮอม)กวงได้เริ่มก่อตั้งชุมนุมละครขึ้นเพื่อปลุกระดมความรักชาติ หวัง ซึ่งเป็นนางเอกคนใหม่ของละคร ตระหนักดีว่าเธอได้พบสิ่งที่รักแล้ว เธอสามารถสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมและกวงได้ เขาได้รวบรวมกลุ่มนักศึกษาเพื่อปฏิบัติแผนการบ้าบิ่น มุทะลุที่จะลอบสังหารบุคคลสำคัญที่ร่วมมือกับชาวญี่ปุ่น มิสเตอร์ เย่ (โทนี่ เหลียง) นักศึกษาแต่ละครต่างก็มีบทบาทของตัวเอง หวังจะรับบทคุณนายมัค ผู้ทำให้เย่ไว้วางใจด้วยการผูกมิตรกับภรรยาของเขา (โจอัน เชน) และล่อลวงให้เขามีสัมพันธ์กับเธอ
http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=506

โดยภาษาธรรมชาติ(Natural language) คือ อวัจนภาษา เป็นภาษาท่าทาง ภาษามือ กลิ่น รส ฯลฯ ก่อนมีภาษาพูด และก่อนมีภาษาเขียน ก็น่าสนใจจากหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายไว้.คือ.ภาษาธรรมชาติ อันมากความหมายว่า มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เราใช้มันได้โดยไม่ต้องเข้าโรงเรียน เราไม่ต้องท่องจำว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ หมายความว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราเข้าใจมันได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องตีความ และเราเข้าใจมันตามที่มันเป็น ตามภาวะหรือภาวะวิสัย(objectively)ในหนังสือ”เข้าใจการ์ตูนฯ”เล่มนี้ใช้ว่า “ปรนัย”(ปร=อื่น,เป็นมุมมองอันให้ความสำคัญที่ผู้รับสาร ซึ่งเป็นผู้อื่น) เรารับรู้ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำได้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งหลายของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิต หรือที่เรียกรวมกันว่า อายตนะหก.. ตามองเห็นภาพ,หู ได้ยิน เสียง,จมูก รับรู้กลิ่น,ลิ้น รับรู้รส,กาย รับรู้ผิวสัมผัส และจิต รับรู้กระแสจิต รูปแบบของภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ คือ ภาพ =ภาษาภาพ,เสียง =ภาษาเสียง,กลิ่น=ภาษากลิ่น,ฯลฯ ไปจนถึงภาษาจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผู้ศึกษาค้นคว้ากันอยู่..ภาพหรือการมองเห็น สามารถรับรู้ความเป้นของสิ่งต่างๆ ได้มาก ทำให้เกิดภาษาภาพในระดับย่อยลงไปอีก ได้แก่ ภาษากาย(สีหน้า,ท่าทาง.การบุ้ยใบ้) ภาษามือ,ภาษาวัตถุ,เสื้อผ้า,ภาษาสัญญาณ เป็นต้น ..

๗.คำศัพท์การเมืองไทยสมัยใหม่-หลังยุคคำว่า ซ้ายอกหัก— ต่อมาคือ–การสำเร็จความใคร่ทางปัญญา ชักว่าวทางความคิด และหนังโป๊แบบ มาร์กซิสม์ รวมทั้งเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นของชาติไทย ในแง่มุมความรักเกี่ยวพันกามรมณ์ อย่างไรก็ตาม คำศัพท์ต่างๆ ทางการเมืองไทย ก็มีมากมาย ให้ผมเรียนรู้ เป็นความรู้ในการเข้าใจอีกรูปแบบหนึ่ง ในข้อจำกัดเรื่องรับรู้ประสบการณ์ทางกามรณ์ของผม ซึ่งผมสนใจคำอื่นๆ เช่น ตาสว่าง และความสัมพันธ์ของการเรียนรู้จากคู่รัก และเพื่อน ที่เราต้องเรียนรู้ประสบการณ์ และความทรงจำ บางทีก็หลงลืมไป
ทั้งนี้ จากภาษา-คำศัพท์ และถ้าเราจำผมพวกคำคมโวหาร “หนังสือ(Book) คือ เพื่อน(Friend)” แล้วเราลองกลับ เพื่อน(Friend) คือ หนังสือ(Book) และเพิ่มโวหาร หนัง(Movie) คือ เพื่อน(Friend) หรือ เราอาจจะไม่เข้าใจเพื่อนใหม่ จากภาษา และการพูดจา จนกระทั้งเราเรียนรู้เพื่อนใหม่ แล้วร่วมทำงานเข้าใจกันเป็นเพื่อนรักกัน หรือคู่รัก ก็ปรับตัวเข้าหากันบ้างก็ตามนั้น แล้วเราอาจจะลืมหนังสือบางเล่ม หรือหนังบางเรื่อง แต่เราไม่ลืมรักครั้งแรกกันละมั้ง?

๘.WEEKEND / 1967 / jean-luc godard และหนังกล่าวถึงการเดินทางเหมือน นรก และเทวดาการเชื่อมโยงกับชุมชนจินตกรรมฯ…. เกี่ยวกับชาตินิยม ซึ่งเราหันกลับมาอธิบายดูมุมมองของหนัง เกี่ยวกับอุบัติเหตุ ในช่วงWeakend และสงการนต์ ก็คนไทยตาย เพราะอุบัติเหตุ ทั้งเรื่องเมา แล้วขับรถ เมาแล้วถูกจับ และอุบัติเหตุ ฯลฯ
A cut from Jean-Luc Godard’s “Weekend” (1967), one of the most virulent attack on bourgeois values and in this sequence a stunning attack on the role of cars in post modern societies. This movie foreshadowed the

Parisian riots during the Spring of 1968, in which so many cars turned into burning barricades.
http://www.youtube.com/watch?v=8ScGLdfqdYo
————————————————————————
Weekend (1967) 1/10
http://www.youtube.com/watch?v=yAYDUFPOrQU
The master of the ?r?nch ??w W??? indicts consumerism and elaborates on his personal vision of Hell with this raucous, biting satire. A nasty, scheming bourgeois Parisian couple embarks on a journey through the

countryside to her father’s house, where they pray for his death and a subsequent inheritance. Their trip is at first delayed, and later it is distracted by several outrageous events and characters including an

apocalyptic traffic jam, a group of fictional philosophers, a couple of violent carjackers, and eventually, a gross display of cannibalism. By the time the film concludes, their seemingly simple journey has deteriorated

into a freewheeling philosophical diatribe that leaves no topic unscathed. With W??k?nd, J??n-L?c G?d?rd reaches an impressive plateau of film originality, incorporating inter-titles, extended tracking shots, and

music to add an entirely new grammar to film language. The result is a deeply challenging work that will most certainly invigorate some viewers just as much as it will as frustrate others. Standout highlights include a

jarring, s?x??lly graphic opening monologue shot with a roaming camera and blaring musical accompaniment, and the infamous traffic jam scene, where an endless parade of cars sit bumper to bumper amidst

burning cars, picnics, and honking horns. The work of a true artist and pioneer, G?d?rd’s W??k?nd is a landmark film that hasn’t aged or lessened in impact over time. Director/Screenwriter: J??n-L?c G?d?rd

Cinematography: Raoul Coutard Composer: Antoine Duhamel Featured Music: W?l?g?ng ?m?d??s ??z?rt Cast: ??r??ll? D?rc, J??n ??nn?, J??n-???rr? ??l??n, Valerie Lagrange, Jean-Pierre L?aud, Jean Eustache,

Paul G?gauff, Ernest Menzer, Yves Afonso
W??k?nd (1967) 2/10
http://www.youtube.com/watch?v=oB9s1gGiruk&NR=1
A bourgeois French married couple, Roland (Jean Yanne) and Corinne (Mireille Darc), both have secret lovers and are both planning each other’s murder. They set out by car for Corinne’s parents’ home in the

country to secure her inheritance from her dying father, by murdering him, if necessary.

The trip becomes a chaotically picaresque journey through a French countryside populated by bizarre characters and punctuated by violent car accidents. After their own car is destroyed, the characters wander

through a series of vignettes involving class struggle and figures from literature and history, creating an overall impression of a humorous, beautiful, but also senseless and frightening world. Godard’s trademark

intertitles intrude suddenly, cutting off and commenting on the action and the process of film viewing itself. For example, two graphics near the beginning announce that you’re watching ‘a film adrift in the cosmos’ and

‘a film found on a scrap heap’.

The film is particularly well known for a single tracking shot that lasts for over 8 minutes. The shot follows a car slowly moving through a traffic jam. After eight minutes, the cause is discovered: a family has been in a

car accident and their bodies lie across the road. It is a stark contrast to the beeping horns and frustrated drivers waiting to get by.

Corinne and Roland eventually arrive at her parents’ place, only to find that her father has died and her mother is refusing them a share of the spoils. They kill her and set off on the road again, only to fall into the

hands of a group of hippy revolutionaries supporting themselves through theft and cannibalism, in whose encampment the film ends.
http://en.wikipedia.org/wiki/Week_End_(1967_film)
-คราวหน้า ก็เราจะมาพบกับหนังเรื่องที่ผม ดูผ่านๆ เข้าใจยาก สำหรับอ้างอิงในImagined communities: reflections on the origin and spread of nationalism โดย Benedict R. O’G. Anderson ซึ่งคำศัพท์ของคำว่าชุมชน คือ  commuinty ในภาษาลาตินนั้น ซ่อนรากศัพท์ อันเป็นที่มาเดียวกัน กับคำว่า gemeinschaft (ชุมชน สายใยที่แนบแน่น) ในภาษาเยอรมัน!!!!
สรุป หนังแต่ละเรื่อง และเรื่องเล่าของผม ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกัน ซึ่งประสบการณ์ดูหนัง เป็นบันทึกความทรงจำในสมอง แบบเปรียบเทียบบางแง่มุมมาเล่าต่อให้ทุกคน ครับ
กระนั้น หนังสือดังกล่าว ก็มีการพาดพิงมีคำว่า Angel และผมนึกถึงคำว่าFriend กับคำว่า Freedom และผมอยากมอบเพลง ที่มีเนื้อร้อง และเพลงให้ฟังของLaura Phillips “Laurie” Anderson (born 5 June 1947 ) is an American experimental performance artist and musician who plays violin and keyboards and sings in a variety of experimental music and art rock styles. Initially trained as a sculptor…โดยผมสนใจหนังเรื่องHome of the Brave is a 1986 American concert film featuring the music of Laurie Anderson,who also directed the movie.  ซึ่งนักแสดง ก็น่าสนใจThe film included appearances by guitarist Adrian Belew, author William S. Burroughs (who famously briefly dances a slow tango with Anderson during one song),

..แน่นอนว่า นักเขียน ก็มาร่วมแสดง คือ William S. Burroughs ซึ่งผมมีผลงานหนังสือของเขา หนึ่งเล่ม ในเรื่องNaked Lunch และประวัติส่วนตัวของเขา ก็สุดโหดไม่น้อยเกี่ยวกับเขาเป็นเจ้าลัทธิขี้ยา การใช้ชีวิตแบบBeat เจเนเรชั่น น่ะครับ ส่วนเพลง”Gravity’s Angel”อยู่ในอัลบั้มMister Heartbreak borrows imagery from Thomas Pynchon’s Gravity’s Rainbow.

http://en.wikipedia.org/wiki/Mister_Heartbreak

ซึ่งนิยายGravity’s Rainbow ก็ผมเคยอ่านฉบับภาษาอังกฤษ ก็หนามาก เพราะผมอยากลองอ่านนิยายโพสต์โมเดริน์ และประวัติส่วนตัวของThomas Pynchon ก็น่าสนใจ คือ เขาเป็นคนเก็บตัวอย่างมาก จนกระทั่ง มันเกือบแทบไม่เคยมีใครเห็นใบหน้านักเขียน คนนี้เลย แต่ตอนที่ผมพกนิยายเล่มดังกล่าวไปอ่าน ขณะที่ผมไปเก็บข้อมูล ที่อ.เชียงของ ใกล้แม่น้ำโขง ติดพรมแดนลาว และผมเคยไปเล่นงานสงการนต์ที่ฝั่งลาว ซึ่งผมยืมหนังสือเล่มนั้น จากห้องสมุด โดยความทรงจำต่อเนื้อหาของหนังสือ ก็ผ่านไปกับกาลเวลา..น่ะครับ

ดังนั้น ผมสนใจในแง่มุมเอาเนื้อเพลง ค่อนข้างสนุกสนาน สำหรับเทศกาลอันเป็นความหมายให้กำลังใจมาให้รับชม ซึ่งหลายคนคอมเม้นท์ เช่นJAZZWOLFEN (2 ปีที่ผ่านมา)บอกว่าunbelievable … all these years I paid her no attention at all … i had no idea… my mind is officially? blown!..ลองดูเพิ่มเติม แล้วยังมีสองเวอร์ชั่น ภาพประกอบพร้อมเพลงในยูทูบ ครับ

LAURIE ANDERSON – GRAVITY’S ANGEL
You can dance. You can make me laugh. You’ve got x-ray eyes.You know how to sing. You’re a diplomat. You’ve got it all.Everybody loves you.You can charm the birds out of the sky. but I, I’ve got one thing.
You always know just what to say. And when to go.But I’ve got one thing. You can see in the dark.But I’ve got one thing: I loved you better.Last night I woke up. Saw this angel. He flew in my window.
And he said: Girl, pretty proud of yourself, huh?And I looked around and said: Who me?And he said: The higher you fly, the faster you fall. He said:Send it up. Watch it rise. See it fall. Gravity’s rainbow.
Send it up. Watch it rise. See it fall.
Gravity’s angel.
Why these mountains? Why this sky?
This long road.
This ugly train.
Well he was an ugly guy. With an ugly face.An also ran in the human race.And even God got sad just looking at him. And at his funeral all his friends stood around looking said. But they were really thinking of all the ham and cheese sandwiches in the next room.And everybody used to hang around him. And I know why.They said: There but for the grace of the angels go I.Why these mountains? Why this sky?Send it up. Watch itrise. See it fall.

Gravity’s rainbow.Send it up. Watch it rise. And fall. Gravity’s angel.Well, we were just laying there.And this ghost of your other lover walked in.And stood there. Made of thin air. Full of desire.Look. Look.

Look. You forgot to take your shirt.And there’s your book. And there’s your pen, sitting on the table.Why these mountains? Why this sky? This long road? This empty room?Why these mountains? Why this sky? This long road. This empty room.
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Laurie%20Anderson&song=Gravity’s%20Angel

วันที่ (23-24) 25-29เมษายน 54
วันที่ 21 เมษาว่ากันว่าทีวีจอดำ เพราะผลกระทบของพายุ ท่ามกลางข่าวเรื่องทหารตบเท้า และผมพบเจอผู้คนน่าสนใจอื่นๆ ซึ่งต่อมาวันที่ 23 เมษา เป็นวันเกิดของผม ก็ส่งข้อความHappy ทางโทรศัพท์ไปทั่วในหลายเบอร์มือถือ หลายเรื่องมากๆมายๆ ซึ่งผมพบผู้คนๆ และไม่มีเวลาเขียนถึงความทรงจำเท่าใด และวันนี้เป็นวันเกิดของรุ่นพี่ของผม คนหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศตอนนี้ ที่เชียงใหม่ ก็มีสภาวะภายใต้พายุฝนฤดูร้อน แต่ผมยังมองโลกในแง่ดี ก็หลายๆ ด้านเช่น ผมมองแสงหิ่งห้อย คือ ตัวแทนของความหวังความฝัน  และแสงจันทร์ที่อ่อนโยนให้ความเย็นตา  แต่อ่อนโยนอย่างเเข็งแกร่ง นับตั้งแต่วันที่หนึ่ง เมษายน ตั้งต้นปีใหม่ แสงตะวันพร่างพรายใส สว่างแจ่มจ้า เหมือนภาพแห่งบทกวี เราลงเรือเดียวกันแล้ว ล่องลอยไปกับกระแสน้ำ…
แล้วผมนึกถึงเพลงชาติ ที่มาของทำนองเพลงชาติปัจจุบันนั้น จากบันทึกความทรงจำของพระเจนดุริยางค์ ได้เล่าไว้ว่า ราวปลายปี พ.ศ. 2474 เพื่อนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งของท่าน คือ หลวงนิเทศกิลกิจ (กลาง โรจนเสนา)  ได้ขอให้ท่านแต่งเพลงสำหรับชาติขึ้นเพลงหนึ่ง ในลักษณะของเพลงลามาร์แซแยส
เพลงชาติแบบไทย
คณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติได้ตัดสินให้ผลงานเพลง “มหานิมิตร” ซึ่งประพันธ์โดย จางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นผลงานชนะเลิศ เพลงมหานิมิตรนี้จางวางทั่วได้ประพันธ์ดัดแปลงมาจากเพลงหน้าพ?าทย์สำคัญของไทยที่มีชื่อว่า “ตระนิมิตร” ให้สามารถบรรเลงเป็นทางสากล ซึ่งเพลงตระนิมิตรนี้ เป็นเพลงที่ถือว่าเป็นเพลงครู นักดนตรีจะใช้บรรเลงในพิธีสำคัญต่างๆ เช่น งานไหว้ครู บรรเลงเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์ เทวดาทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้นจึงมีความหมายอันควรแก่การเคารพนับ?ถือเป็นสิริมงคล เหมาะสมที่จะใช้เป็นเพลงชาติไทยได้
รัฐบาลได้ทดลองบรรเลงออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงอยู่ระยะหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อคณะกรรมการพิจารณาเพลงชาติจะเสนอผลการประกวดให้คณะรัฐมนตรีประกาศรับรองนั้น คณะกรรมการฯ ได้ประชุมกันและมีความเห็นว่า เพลงชาติมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความ?ศักดิ์สิทธิ์ หากมีการใช้อยู่ 2 เพลง จะทำให้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง จึงได้ตัดสินใจไม่เสนอเพลงชาติแบบไทยที่ได้คัดเลือกไว้ให้คณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเป็นเพลงชาติในที่สุด
สุกรี เจริญสุข. เพลงชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 1
เพลงชาติ
การเกิดของเพลงชาติ
เพลงชาติมีที่มาได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. เพลงชาติเกิดจากเพลงที่ประชาชนนิยม
เพลงชาติประเภทนี้เกิดจากเพลงที่คนนิยมร้องทั่วไปไปในทุกโอกาส เป็นเพลงที่ประชาชนมีความศรัทธานิยมชมชอบ เช่น เพลงก็อดเซฟเดอะควีน (God Save The Queen) ของสหราชอาณาจักร เพลง Land der Berge, Land am Strome ของประเทศออสเตรีย เป้นต้น
2. เพลงชาติเกิดจากความกดดันทางการเมือง 
โดยเหตุที่เพลงเป็นเครื่องมือประกอบกิจกรรมทางการเมืองมาตลอด เพลงชาติประเภทนี้จึงเกิดขึ้นจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางการปกครองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เช่น เพลงลามาร์แซแยส (La Marseillaise) ของประเทศฝรั่งเศส เพลงชาติไทยของประเทศไทย ฯลฯ
3. เพลงชาติที่เกิดขึ้นโดยลัทธิชาตินิยม 
เพลงชาติประเภทนี้เริ่มเกิดขึ้นในยุคโรแมนติก โดยคีตกวีชาวรัสเซียชื่อ ไมเคิล อิแวนโนวิช กลินกา ได้ประพันธ์เพลงเกี่ยวกับการต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออุปรากรเรื่อง “A Life for the Tzar” เพื่อปลุกเร้าให้ชาวรัสเซียเกิดความรักชาติ อันเนื่องจากขณะนั้นรัสเซียถูกรุกรานโดยชาวโปล

บทเพลงเหล่านี้ได้กระตุ้นให้กลุ่มคนต่างๆ เกิดความคิดชาตินิยมที่จะใช้เพลงชาติเป็นเครื่องหมายแบ่งแยกดินแดน ศาสนา เชื้อชาติ และผลประโยชน์ออกจากกัน แนวคิดดังกล่าวนี้ได้แผ่ขยายไปยังยังกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ อย่างกว้างขวาง และเกิดบทเพลงปลุกเร้าให้เกิดความรักชาติขึ้นจำนวนมากจากคีตกวีต่างๆ ทั้งนี้ งานเพลงหลายชิ้นไม่ได้เป็นเพลงชาติโดยตรง แต่ก็กระตุ้นให้เกิดความคิดรักชาติตามลัทธิชาตินิยม และทำให้กลุ่มนักการปกครองทั้งหลายสนใจที่จะมีเพลงประจำชาติเฉพาะขึ้นมา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4

-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ความเป็นมาของเพลงชาติไทยปัจจุบัน ใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 หน้า 20
มีความยาวถึง 100 หน้า (วารสารขนาดประมาณกระดาษ A4) ในบทความนั้น ผมได้แสดงให้เห็นว่า การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของเพลงชาติ โดยเฉพาะในบันทึกความทรงจำของผู้แต่งทำนองและเนื้อร้องทั้ง 3 คน คือ พระเจนดุริยางค์, ขุนวิจิตรมาตรา และหลวงสารานุประพันธ์ รวมทั้งในบทความของคนร่วมสมัยอย่าง มนตรี ตราโมท (ผู้แต่งเพลงชนะประกวดวันรัฐธรรมนูญปี 2482 ที่รู้จักกันดี “24 มิถุนา” – ที่ขึ้นต้นว่า “24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์…”) มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในแง่ข้อเท็จจริงหลายอย่าง (ซึ่งเป็นธรรมดาของความทรงจำ)…

ทั้งนี้ เราก็รู้จักเพลงชาติผ่านโรงเรียนเคารพธงชาติ และสวดมนต์ ซึ่งเขาเรียนรู้มาว่าการเคารพธงชาติก็เหมือนกับการทำความเคารพบรรพบุรุษผู้ซึ่งเคยปกป้องและกอบกู้บ้านเมือง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้อยู่กันอย่างสงบสุข จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่คนรุ่นหลังอย่างเราๆที่ไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาวะการ์แห่งการสู้รบฆ่าฟันกันควรจะระลึกถึงไว้
Land of My Fathers
http://www.watkinsfhs.net/?Stories_and_Articles:Welsh_National_Anthem
มันเป็นเรื่องราวของธรรมชาติที่ปั้นแต่งโดยมนุษย์ก็ได้ ในจินตนาการของนิยายเรื่องฟารม์สัตว์ ก็มีเพลงBeasts of England เป็นเพลงชาติของสัตว์ สำหรับสัตว์ร้องในเรื่องanimal farm ร้องเพลงนี้และนิยายanimal farmก็เคยเป็นหนังด้วยครับ ซึ่งจอร์จ ออร์เวล ก็ถูกอ้างอิงในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ และผมอ้างอิงโดยอาจกล่าวได้ว่า นิยายเรื่อง1984 เกี่ยวกับอนาคต เป็นภาคหลังของanimal farm คำพูดที่ว่า หากความหวังยังมี ก็อยู่ที่ประชาชน นั้น ย่อมใช้ได้การทำความเข้าใจเรื่องanimal farm ครับ

Laurie Anderson – “National Anthem” การทดลองของเพลงชาติโดยLaurie Andersonนั้น ควรถูกมนุษย์ตีความ หรือสร้างใหม่ เหมือนให้มีกลิ่นของอาหารไหม?

สงคราม”ความเชื่อ”กรณี”ใครยิงก่อน”ที่ชายแดน”ไทย-กัมพูชา”วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 19:25:27 น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303643584&grpid=01&catid&subcatid
ข่าวสงครามความเชื่อเชื้อร้ายแห่งชายแดน ล่องรอยแพร่กระจายปลายทางสู่ที่ใด?
ผมติดตามข่าว และคิดเรื่องเพลงเบาๆ ในลักษณะของความเชื่อต่อรัฐชาติไทย ก็นึกถึงเรื่องSTUDIES OF THE THAI STATE: THE STATE OF THAI STUDIES ของเบน แอนเดอร์สัน ก็แค่ชื่อเรื่อง ก็ย้อนแย้ง หรือ ลักษณะกลับกัน(Reverse)ของการตั้งชื่อบทความดังกล่าว ซึ่งลองดูเพิ่มเติม http://www.polsci.chula.ac.th/pitch/sempol10/ben78.pdf   โดยผมเล่าอย่างย่อๆ ในเรื่องการไทยศึกษาเชื่อมโยงกับองค์รวม(Totality) ฯลฯ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประชาชนยังเป็นความหวังของรัฐไทย ไม่ให้ชาตินิยม ทำให้เชื้อร้ายหายชาติหน้า น่ะครับ

—————————-
หนังเรื่องWeakend กับ ใบหน้าของคุณหันหน้าสู่ถนน ขณะขับรถยนต์เดินหน้า หรือถอยหลัง
นี่เป็นการเริ่มต้นง่ายๆ กับหนังเรื่องนี้สำหรับคุณ ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่มีภาพลมพายุ ฝน แต่ก่อนจะมีเติมความสลับซ้อนเพิ่มจินตนาการ ท่ามกลางลมพายุ และสายฝน…คุณจงขับรถโดยความระมัดระวัง! ก่อนเลี้ยว! ครับ
…ใบหน้าของเขาหันไปสู่อดีต แค่บริบทของคำว่า ใบหน้า ถ้าแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ คือ คำว่า “Face” ซึ่งแปลว่าใบหน้า และFace เป็นภาษาถ้อยคำ เพราะดูแล้วต้องแปลไม่ใช่ภาษาภาพ เพราะดูแล้วไม่ต้องแปล(Face ในรากศัพท์กับภาษาเยอรมันหละ?) โดยภาษาภาพเป็นภาษาธรรมชาติ คือมีอยู่แล้ว และเป็นไปเองตามธรรมชาติ(ภาษาภาพใบหน้า) ส่วนภาษาถ้อยคำ เป็นภาษาประดิษฐ์(สร้าง) คือ คนแต่ละชาติแต่ละภาษาประดิษฐ์ขึ้นมาเองตกลงกันเอง ว่าเขียนอย่างนี้ให้หมายความว่าอย่างนั้น แน่นอนว่า หนังสือชุมชนจินตกรรม สลับซับซ้อนทั้งบทThe angel of history คือ หลายประเทศอย่างที่ผมได้เขียนไว้ รวมทั้งเรื่องตัวอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในหนังเรื่องWeakend ถูกมาเชื่อมโยงบริบทของหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ โดยลักษณะย้อนแย้งดังกล่าว

ซึ่งผมจะเล่าเรื่องหนังWeakendย่อๆ ไว้ว่า คู่รักสองคน ขับรถอย่างรีบเร่งเพื่อไปฆ่าคน และผลของการผจญภัย นำไปสู่เรื่องเล่าซับซ้อนแบบโพสต์โมเดิรน์ บนถนนอันตรายของซากปรักหักพังของผู้คนตายบนท้องถนน และคู่รักไปพบกับฮิปปี้ ปฏิวัติปล้นฆ่า เป็นหนังสุดโหดเล่าเรื่องกินเนื้อคน โดยการต้ม? ซึ่งผมทดลองเล่าซ้ำแบบโพสต์โมเดริน์ย้ำว่าWeakendนั้น โหดเหี้ยมอำมหิต และสะเทือนใจมาก ถ้าดูต่อไปเรื่อยๆ หนังจะฉายภาพความวุ่นวาย ไร้เมตตา โดยการนำเสนอเหนือจริง ราวกับนรก ซึ่งหนังดำเนินเรื่องซ้อนไปซ้อนมา กลับไปกลับมา ยอกย้อนแย้ง แสดงออกขัดแย้ง ทั้งแนวคิดสงคราม แนวคิดมาร์กซ และแองเกลส์ ซึ่งสะท้อนเรื่อง

ครอบครัวของมนุษยชาติ อีกด้วย ก็ชนเผ่า ต่างๆ จนกระทั่ง คู่รัก ทั้งสองคนไปพบพวกฮิปปี้ ปฏิวัติ ปล้นฆ่า กินเนื้อคน แล้วสามีของนางเอก ก็ถูกฆ่าตายโดยก้อนหินจากหนังสติ๊ก ต่อมานางเอก ก็เข้าร่วมกลุ่มฮิปปี้ปฏิวัติ ที่กินเนื้อคน ได้ โดยปกติบอกว่าอร่อย กัดกินได้ แม้กระทั่งสามีตัวเอง!!! 

ซึ่งหนังออกแนวเซอรเรียล และดนตรีประกอบของหนัง ก็สะกดจิตคนดูพร้อมภาพเปลือยหัวใจมนุษย์ได้พอสมควร นี่ขนาดผมดูหนังเรื่องนี้ผ่านๆ จากยูทูป ในLong weakend ไทย ครับสะท้อนบริโภคนิยม,ไม่เมาแต่ขับรถเหมือนเมา,ไม่เป็นหนังสำหรับผู้รักษาสุขภาพชอบวิ่งออกกำลังกาย หรือdanceบนรถกะบะ และถ้าเราคิดเรื่องsee driver,การมองเห็นประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์,วัด,water,20km,walk travel,rich man not forget friend,middle class,car wash,ปั้มน้ำมัน,walk,car+สงกรานต์+western,lao,english tour….

กระนั้น ผมลองทดลองเล่าเรื่องซ้อนไปซ้อนมาอย่างกับหนังเรื่องWeakend และใส่คำสั้นๆ ประกอบไปด้วย และผมขอตั้งคำถามต่อนิสัยการขับรถคนไทย ต่างกับคนต่างชาติไหม? และนิสัยการขับรถคนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯ หละ? การเมาไม่ขับรถยนต์ การเดินทางไกล long weakendของคนไทย ในวันสงการนต์  ถ้าถนนแคบๆ เสียงแตร รถยนต์ดังๆ ในสถานการณ์รีบเร่ง และการเลี้ยวขวาของรถยนต์ของภาพยนตร์Weakends แล้วมองมุมกลับเทวดาจะช่วยเราได้ไหม? เทวดาสำหรับการเมืองไทยของพันธมิตรฯ ? เทวดาของเสื้อแดง? แน่นอน ความคิดของมนุษย์ ก็มีขีดจำกัด แล้วเราก็คิดไม่เหมือนวอเตอร์ เบนจามินด้วย ซึ่งผมพบว่า มีการเขียนหนังสือเรื่องฮาวทูคิดเหมือนวอเตอร์ เบนจามิน อีกด้วย
alone,ahead.head,angel
angel ในแง่มุมย้อนแย้งว่า มนุษย์ต้องย้อนกลับไปเพิ่งเทวดา ช่วยสร้างประวัติศาสตร์ จากกรณีเยอรมัน เป็นบทเรียนจีน เวียดนาม กัมพูชา ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ แม้จะเหมือนลักษณะเฉพาะแต่ก็ย้อนแย้งลอกเลียนแบบโมเดลของการปฏิวัติความเป็นสมัยใหม่ และลัทธิชาตินิยมจากตะวันตก และการสร้างแนวคิดชาตินิยมทางประวัติศาสตร์ของสงคราม ที่มนุษย์สร้างเองด้วย ก็พูดง่ายๆ ว่าบางคนเชื่อพึ่งเทวดา เพราะข้อจำกัดของมนุษย์ ในการเดินทางต้องบูชาเทวดา สำหรับการเคลื่อนไหวของรถยนต์ต่างๆ และสัมพันธบท มาสู่benjamin,paradox เกี่ยวพันในหนังสือชุมชน

จินตกรรม ก็Paradox คือ ปฏิทรรศน์ หรือย้อนแย้ง เกี่ยวกับชาติ(Nation) ในแนวคิดและคำจำกัดความ เช่น คนไทยเชื่อว่าความเป็นไทย เป็นลักษณะเฉพาะของตนเองที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร โดยผมขอขยายความเพิ่มเติม ก็กรณีประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรืออาหารไทยเป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร แต่ว่าข้าวมันไก่คนไทย ก็รับแบบมาจากข้าวมันไก่ของคนจีนไหหลำ หรือผัดไทย เป็นต้น ซึ่งparadox ก็การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของอาหารจีน ก็ก๋วยเตี๋ยว กลายเป็นสปาเก็ตตี้

โดยอย่าลืมในเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมทางอาหาร และการเดินทางอพยพผสมผสานทางเชื้อชาติ ชนเผ่า และวัฒนธรรมว่า อิงแลนด์” (England) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาอังกฤษของอังกฤษในปัจจุบัน ได้มาจากชื่อ “อังเกิล” (Angles) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในบรรดาชนเผ่าเยอรมันหลายเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 6 โดยมาจาก “Engla Land” และกลายมาเป็น”England” ในปัจจุบัน…The area now called England was first inhabited by modern humans during the Upper Palaeolithic period, but it takes its name from the Angles, one of the Germanic tribes who settled during the 5th and 6th centuries..นี่น่าจะเป็นต้นฉบับของการแปลวิกิพีเดียเป็นภาษาไทยดังกล่าวข้างต้น ซึ่งโปรดสังเกตคำว่า Angles(ชนเผ่า หรือความหมายว่า “มุม”) โดยเราจะค้นหารากศัพท์ต่อในภาษาอังกฤษ คือ angles จะไปเชื่อมโยงกับAngels  คือ Angel(เทวดา/นางฟ้า)??? แองเกิลส์ (อังกฤษ: Angles) เป็นคำภาษาอังกฤษสมัยใหม่สำหรับเรียกกลุ่มผู้พูดภาษากลุ่มเจอร์เมนิคที่ได้ชื่อมาจากบริเวณการตั้งถิ่นฐานแองเกลน (Angeln) ที่อยู่ในบริเวณชเลสวิก-โฮลชไตน์ (Schleswig-Holstein) ในเยอรมนีปัจจุบัน แองเกิลส์เป็นกลุ่มชนหลักที่มาตั้งถิ่นฐานในบริเตนในช่วงเวลาหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน (Fall of the Roman Empire) และก่อตั้งอาณาจักรหลายอาณาจักรในสมัยแองโกล-แซ็กซอนของอังกฤษและ“Angles” เป็นรากของคำว่า “England” (อังกฤษ)

แน่นอน ความพัลวันของเชื้อชาติ ชนเผ่าของอังกฤษ เยอรมัน จนกระทั่งคำว่า ฝรั่งเศส (France) มาจากภาษาละติน Francia ซึ่งแปลตามตรงว่า ดินแดนแห่งแฟรงค์ (Frankland) และมีหลายทฤษฎีที่สันนิษฐานถึงที่มาของคำว่าแฟรงค์ (Franks) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคำในภาษาโปรโต-เยอรมัน Frankon ซึ่งแปลว่า หลาว หอก หรือทวนซึ่งเป็นอาวุธของพวกแฟรงค์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ฟรานซิสกา (Francisca) อีกทฤษฎีหนึ่งตามหลักนิรุกติศาสตร์คือในภาษาเยอรมันโบราณ คำว่า แฟรงค์ แปลว่า อิสระ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นทาส โดยคำดังกล่าวยังคงปรากฏในภาษาฝรั่งเศสปัจจุบันในรูป ฟรังก์ (Franc) ซึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศฝรั่งเศสจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสกุลเงินยูโรในปี พ.ศ. 2545ในปัจจุบันประเทศเยอรมนียังเรียกประเทศฝรั่งเศสว่า Frankreich ซึ่งแปลว่า อาณาจักรแห่งแฟรงค์ อีกด้วย

ทั้งนี้ ถ้าเราจะเล่าเรื่องอย่างโพสต์โมเดริน์ซ้อนไปซ้อนมา หรือชวนตีความซับซ้อนเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง ก็น่าสนใจจากความเป็นมาของหนังสือllluminations,p259 ที่มีอ.เบน เขียนตีความเพิ่มเติมใส่หนังเรื่องWeakend นับเป็นโวหาร ซึ่งน่าสนใจสำหรับการเปรียบเทียบของอ.เบน ในกรณีllluminations ซึ่งวอเตอร์ เบนจากมิน เสียชีวิตไปในเดือนSeptember 1940 กับหนังเรื่องWeakends ในปี1967 คือ ดวงตาเทวดาในที่นี้ เปรียบเสมือน กล้องถ่ายเคลื่อนที่ในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของL.Godard เรื่องWeakends ซึ่งฉายภาพถอยหลังตลอดให้เราเห็นภาพรถยนต์ คนเจ็บคนตาย ซากปรักหักพังกองแล้วกองเล่า จะค่อยๆผุดขึ้นบนเส้นทางหลวงที่ไร้จุดสิ้นสุด ทอดไปจนสุดขอบฟ้า
-ลองดูฉากนี้ประกอบส่วนหนึ่งของภาพยนตร์
WEEKEND / 1967 / jean-luc godard

———————
จากพายุฤดร้อน แผ่นดินไหว ถึงความเคลื่อนไหว และกงล้อประวัติศาสตร์หมุนเดินไปข้างหน้า มันก็เหมือนReporting A Thought คือ ภาพในการ์ตูนของวิกเกนสไตน์ โดยในแง่มุมนิยามดูคำศัพท์เพิ่มเติมของกงล้อประวัติศาสตร์
ศัพท์แสงแถลงไข: กงล้อประวัติศาสตร์…
ชาวลัทธิมาร์กซเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วน เปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพด้วย สาเหตุเพราะคู่ความขัดแย้ง 2 ด้าน ที่  ดำรงอยู่ในสิ่งนั้นสังคมมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ล้วนพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เพราะ การต่อสู้ของคู่ความขัดแย้งของผู้คนในสังคม ระหว่างผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิต (เช่นที่ดิน,เครื่องมือ, เงินทุน) กับผู้ที่สูญเสียปัจจัยการผลิต ทำให้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเคลื่อนจากสังคมบุพกาล อันเป็นยุคเริ่มแรก สู่สังคมทาสผ่านไปสู่ สังคมศักดินา เข้าสู่ระบบทุนนิยมแล้วก้าว ล่วงเข้าสังคมนิยมและสังคมคอมมิวนิสต์ ในที่สุดเป็นกฎเกณฑ์ทางสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เปรียบเสมือนกงล้อประวัติศาสตร์ที่ไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่จะหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ใครที่หลงละเมอเพ้อพกอยาก จะหยุดโลกไว้กับที่ไม่เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลง ก็จะถูกเรียกว่าเป็นพวก “ตกเวทีประวัติศาสตร์” ยิ่งพวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยแล้ว จะถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้ จนเหลือแต่ซาก เป็นอย่างไรบ้างครับ ดุเดือด รุนแรง ขนาดไหน ผมยังเกร็งไป ทั้งตัวเลย
เพลง “ถั่งโถมโหมแรงไฟ” ของ น้าหงาคราวานให้ภาพกงล้อที่ว่านี้ ชัดเจนพอสมควรทีเดียวครับ “ปฏิวัติ โค่นล้มสังคมแบบเก่า ปฏิวัติเพื่อเรา ประชาชาติไทย มาร่วมกันดันกงล้อ ประวัติศาสตร์ สู่เอกราช จริงแท้แลสดใส จับอาวุธถั่งโถม โหมแรงไฟเพื่อก้าวไกล แห่งสังคม อุดมการณ์”
ว่ากันว่าตอนอยู่ป่า น้าหงาถูกวิจารณ์หนักเพราะยังติดเสรีอยู่เยอะ น้าท่านเลยเปิดคัมภีร์ปฏิวัติแต่ง เพลงนี้ขึ้นมาเสียเลย ปรากฎว่าเข้าหัว ครับเข้าหัว (ศัพท์สมัยนี้ก็เรียกว่า โดนครับโดน) ทั้งสหายนำสหายตามชอบกันยกใหญ่ แม้กระทั่งทุกวันนี้ วัยรุ่นขาโจ๋ คอเพลงเพื่อชีวิตก็ยังร้องกันได้หน้าตาเฉย…

http://www.firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=21:–&catid=19&Itemid=19
-ลองดูคำศัพท์เพิ่มเติม..
1  ศัพท์แสงแถลงไข: ความรักทางชนชั้น 
2  ศัพท์แสงแถลงไข: คนเดินเมล์, วีรชนเอกชน 
3  “สำหรับบางคน ชาติหน้ามาก่อนวันพรุ่งนี้” 
4  ศัพท์แสงแถลงไข: 4 ดี 5 ร่วม 
5  ศัพท์แสงแถลงไข: จุดยืน ทรรศนะ วิธีการ 
6  ศัพท์แสงแถลงไข: สุกงอม, กุมสภาพ,สวมหมวก,ออกตัว 
7  ศัพท์แสงแถลงไข: วินัย 10 ข้อของ ทปท. ตอนที่ 2 
8  ศัพท์แสงแถลงไข: วินัย 10 ข้อของ ทปท. 
9  ศัพท์แสงแถลงไข: คารวะปฏิวัติ, ด้วยภราดรภาพ, ด้วยรักทางชนชั้น 
10  ศัพท์แสงแถลงไข: สามช้า 
11  ศัพท์แสงแถลงไข: สงคราม, สงครามประชาชน 
12  ศัพท์แสงแถลงไข: เสียลับ, เสียคิด, เสียสละ 
13  ศัพท์แสงแถลงไข: กงล้อประวัติศาสตร์, แนวทางมวลชน 
14  ศัพท์แสงแถลงไข: จัดตั้ง,วิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง 
http://www.firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=category&id=19&Itemid=19
———————–
2046- Wong Kar-wai- part 8
http://www.youtube.com/watch?v=DjJOpodJtrA
ฉากหนึ่งในรถไฟของหนัง2046 คือ พระเอกคนญี่ปุ่น ที่ไม่สามารถทนความหนาว และขาดความอบอุ่น บนรถไฟ ก็เขาเหงา alone อยู่คนเดียว และบางครั้งเขาก็สนทนากับตัวเอง ในที่สุด ตอนที่หุ่นยนต์มาหาเขา ขณะหุ่นยนต์ ถือถาดพร้อมอาหาร(?) แก้ว กับขวด ที่มีน้ำใส่ขวดน้ำ(?)

แล้วรินใส่แก้ว จังหวะนั้น เขาก็เข้ากอดหุ่นยนต์ เพื่อเติมเต็มความอบอุ่น ความต้องการของเขา เหมือนขวดน้ำ ที่ว่างเปล่า กลวง ต้องการน้ำเติมเต็มใส่ขวด และบันทึกของผม เหมือนกับพระเอกในแง่มุมหนึ่ง คือ การสนทนากับตัวของผมเอง โดยบางด้านงานเขียนเป็นอัตวิสัย(Subjective)และถ้าผมจะบอกว่าการจะเข้าใจหนังสือของอ.เบน จึงทำให้ผมต้องอ่านหนังสือ หมื่นเล่ม ดูหนังหมื่นเรื่อง และผมเดินทางมากกว่าหมื่นลี้ ก็คุณจะเอาแนวทางเข้าใจแบบผมไหม? หรือกลับกันว่า คุณพยายามจะเข้าใจงานเขียนของผมในWordpress… ที่ผมบางครั้งก็ใช้ลักษณะอัตวิสัย(Subjective) และผมซ่อนนัยยะ หรือปริศนาไว้ให้ถอดรหัส หรือผมทำให้งานเป็นนามธรรม(Abstract)แบบภาพวาด ก็คุณลองไปกลับหัวกลับหางภาพดูหละกัน? (ทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งผมพูดเล่นๆ ให้ฮา)

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะขึ้นรถไฟคนละขบวน หรือการเดินทางโดยรถคนละแบบ ซึ่งในแง่มุมหนึ่งการเดินทางของชาวบ้าน ไปทำงานต่างประเทศ เป็นการเปิดโลกกว้างไกลให้พวกชาวบ้าน พลัดถิ่น (exile)ไปรู้โลก ซึ่งผมระลึกถึงระหว่างทางที่เจอคนพิจิตร คุยกันตอนรอรถที่แถวตำบลปลวกสูง ซึ่งเขาเล่าเรื่องการไปทำงานต่างประเทศกับผม แล้วแง่มุมหนึ่งของการเดินทาง แต่ผมอยากบอกว่าหุ่นยนต์ นั้นเป็นอมตะ ไม่แก่ หรือไม่กินอาหารก็ได้ และหุ่นยนต์ ก็สาวสวยตลอดกาล ไม่เปลี่ยนแปลงตามกายภาพ และทนทาน ท่ามกลางลมพายุ แปรปรวนได้ แตกต่างจากมนุษย์

ซึ่งมนุษย์บางพวกเคยกินคน และผมเคยเห็นคนเกือบถูกกิ่งไม้(Fall)ตกใส่หัวคน (หรือรถ),ถ้านึกถึงคำว่าHead หันหัวมองข้างหลัง หรือเราถูกเรียกให้ถอยหลัง ไม่ได้เดินไปข้างหน้า แล้วเราลองคิดกลับกันของคน เหมือนกลับหัวกลับหาง(ฮา)
โดยผมก็มีเวลาจำกัด เจ็บปวด แก่ชรา ตาย และตอนนี้ผมก็เจ็บคอ ซึ่งผมไม่ได้ไปทำหน้าที่Improvise การด้นสดสำหรับการปราศัย เหมือนการร้องเพลง หรือเล่นดนตรี แต่ผมได้มีโอกาสกลับมาหยิบหนังสืออ่านPostmodern Magic เกี่ยวกับศิลปะอีกรอบหนึ่ง น่ะครับ
————————————
หมายเหตุ :ในหลายวันมานี้ ก็มีงานเข้าหลายอย่างที่ผ่านมา ทำให้ผมทบทวนอะไรหลายอย่าง และรีบเร่งเครื่องเคลียร์งานต่างๆ เช่น

1.เสวนาแรงงาน และสื่อสาธารณะ(ภาคเหนือ)
http://voicelabour.org/?p=3508
2.งานผู้ช่วยเก็บข้อมูลวิจัย ซึ่งทำให้ผมรู้ปัญหาเรื่องเพลงมิดะกับงานสืบสานล้านนา จากข่าว และเก็บข้อมูลต่างๆ ฯลฯ
3.งานข่าว At Nata Chiang Mai Chic Jungle ซึ่งตรงกับวันเกิดของผม พอดีปีนี้ก็มีเรื่องราวมากมายให้จดจำ ไม่มีเวลาเขียนเล่าเรื่องได้ทั้งหมด
4.ผมอยากเล่าเรื่องการเก็บตัวของThomas Pynchon คำวิจารณ์ในนิวยอร์กไทม์สบุ๊ครีวิวอธิบายว่า ลักษณะ”สันโดษ” ในชีวิตของThomas Pynchon โดยลักษณะเด่นของชีวิต ทำให้เกิดความสงสัย และข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งThomas Pynchonภาพในฉากของการ์ตูนเดอะซิมป์สันส์ด้วย และความเป็นมาของThomas Pynchon ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องชีวิตส่วนตัวของเขา และเขาจะมีเพียงไม่กี่รูปภาพเกี่ยวกับตัวของเขา นี่เป็นเรื่องเล่าที่ผมดัดแปลงจากการอ้างอิงดังกล่าว โดยลองดูเพิ่มเติม http://th.asiaonline.com/article?article=Thomas_Pynchon

———————————
โดยผมคิดถึงอัลบั้มของLaurie Andersons ในสถานการณ์สงครามด้วย และเพลงซุปเปอร์แมน ที่ผมไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ และผมห่วงใยปัญหาสงคราม ดังเช่นคนเอาเพลงมาลงยูทูบ แล้วกล่าวว่าO superman is my reaction to 9/11 and a critisizm of American Foreign Policy. It uses Laurie Andersons song of the same name written 20 years before the event. The relevance of the words is striking and eerie.ดังนั้น ผมจะเอาเนื้อเพลง มาให้รับชม แล้วยังมีสองเวอร์ชั่น ภาพประกอบพร้อมเพลงในยูทูบ(ทิว) ครับ
O Superman. O judge. O Mom and Dad. Mom and Dad.O Superman. O judge. O Mom and Dad. Mom and Dad. Hi. I’m not home right now. But if you want to leave a message, just start talking at the sound of the

tone.Hello? This is your Mother. Are you there? Are you coming home?Hello? Is anybody home? Well, you don’t know me,but I know you.And I’ve got a message to give to you.Here come the planes.So you better

get ready. Ready to go. You can come as you are, but pay as you go. Pay as you go.And I said: OK. Who is this really? And the voice said:This is the hand, the hand that takes. This is the hand, the hand that takes.
This is the hand, the hand that takes.Here come the planes.They’re American planes. Made in America.Smoking or non-smoking?And the voice said: Neither snow nor rain nor gloom of night shall stay these couriers

from the swift completion of their appointed rounds.‘Cause when love is gone, there’s always justice.And when justive is gone, there’s always force.And when force is gone, there’s always Mom. Hi Mom!
So hold me, Mom, in your long arms. So hold me,Mom, in your long arms.In your automatic arms. Your electronic arms.In your arms.So hold me, Mom, in your long arms.Your petrochemical arms. Your military arms.
In your electronic arms.

———————————-
30 เมษายน 54
—หลายวันผ่านไป มันเป็นเรื่องราวมากมาย กับเรื่องเล่าการติดต่อสื่อสารกับผู้คนอีกจำนวนมาก เช่น รุ่นพี่ชาวจีน ที่รู้จักกันมายาวนาน ก็กำลังจะกลับบ้าน ที่ประเทศจีน ฯลฯ เป็นต้น และในที่สุด ก็สิ้นสุด หนี่งเดือนผ่านไป ซึ่งผมทำสิ่งที่ผมตั้งใจสำเร็จหนึ่งชิ้น คือ การผลิตเรื่องสั้นชิ้นเยี่ยมได้สักหนึ่งชิ้นในรอบกี่ปี? ที่ผมเขียนเรื่องสั้นๆไม่ได้ เพราะความคิด และขีดจำกัด อารมณ์ เวลา เงื่อนไขของความเข้มงวด และหลงคาดหวังตั้งใจติดกับดักมาตรฐานการผลิตงานของตนเองไว้สูงส่งเกินไป แทนที่จะปลดปล่อยตัวเองอย่างอิสระเสรีมากกว่านี้ และวันก่อนผมไปสอดบัตรเอทีเอ็ม และทำการใช้ธนบัตร สำหรับฝากเงินในตู้เครื่องจักรกลของธนาคาร โดยปรากฏให้เห็นมีคำว่าProgress…
เมื่อผมนึกถึงเรื่องการค้นหาเรื่องIlluminations ฉบับภาษาอังกฤษจากพีดีเอฟ ก็ได้ของฟรี แต่ไม่รู้จะโดนกฏหมายเล่นงานหรือเปล่า? ฮาๆ แต่ถ้ากลับกัน ก็ผมมีข้อสังเกตที่ตึงเครียด จนไม่อาจผ่อนคลาย ในการตีความ และจินตนาการ ทั้งความจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งพวกฟาสซิสม์ ในเยอรมัน โดยนาซีได้ใช้จิตวิทยาปลุกเร้าทางศิลปะ(ชาตินิยม!!!) ในกรณีส่งผลต่อการฆ่าตัวตายของวอลเตอร์ เบนจามิน ซึ่งยกตัวอย่างในผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction, 1936 (และIlluminations)…ศิลปะเกี่ยวกับการเมือง..อันนี้คือสถานการณ์เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งลัทธิฟาสซิลสม์กำลังปฏิบัติการทางสุนทรีย์.
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage4.html
http://www.reocities.com/midnight2545/newpage5.html

ปล.30 เมษา 2488 เป็นวันที่ ฮิตเลอร์ จบชีวิตฆ่าตัวตายพร้อมคู่รักในหลุมหลบภัย…
ถ้าเรานึกถึงความก้าวหน้าจากยุคสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้เลนิน ก็พิมพ์หนังสือเรื่องเมษาวิจารณ์ (April Theses)  ดังนั้น หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ของทุนนิยมการพิมพ์ผลิตซ้ำเป็นหนังสือ ที่แพร่กระจายไป หรือเรานึกถึงการเปรียบเปรยแม่พิมพ์ของชาติ คือ ครู และแม่พิมพ์ของครอบครัว ก็พ่อแม่ สำหรับใบหน้าของผม เติบโตขึ้น ท่ามกลางใบหน้าของคนต่างๆ ทั้งใบหน้าของนักเขียน ฯลฯ ถ้าคุณเป็นนักเขียน และประวัติชีวิตส่วนตัวของคุณไม่ดี แต่คุณเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนอ่านอาจจะไม่ไว้คุณ แล้วนักเขียนอาจจะมีหลายเรื่องในหัวสมองบีบบังคับให้ผลิตงานไม่ได้

และคุณจะเข้าใจว่า การเขียนไม่ออกเป็นอย่างไร? แต่ถ้าคุณนึกถึงการเขียนให้ง่ายกว่านั้น ก็คือ คุณเขียนรายงาน เรียงความ ส่งให้ครูบาอาจารย์ก็ได้ ซึ่งคุณคงมีประสบการณ์เขียนไม่ออกกันบ้าง ซึ่งมันเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ต่อนักเขียนในหนังเรื่อง2046 ซึ่งผมก็คิดเช่นเดียวกัน และตอนจบ

จะแค่walk straight? (เดินตรงไป) จนถึงสถานีบางซื่อ ให้เรื่องราวจบง่ายๆได้อย่างไร? ซึ่งผมเล่าอย่างย่อๆ สั้นๆ ให้เดาตอนจบกัน เหมือนดวงตาของผู้ดูหนังตามดูภาพเคลื่อนไหวของตัวละคร แต่ละตัวล้วนทุกข์ทนบางคนปล่อยหยาดน้ำตา พร้อมเสียงสะอื้นไห้ระบายออกผ่านใบหน้า…
2046- Wong Kar-wai- part 12 และฮ่องกง ก็ถือว่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคม ทำให้ผู้คนแปลกแยกกับเผ่าพันธุ์ของตนเอง ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ก็กล่าวไว้บ้าง…
http://www.youtube.com/watch?v=AjyLLRJTGhc
แต่เราไม่เห็นภาพทั้งหมด เช่น กงล้อของรถเก๋ง คือ  ตอนที่เอาหัวสมองเอียงกระจกเดียวดายคนเดียว แล้ว รถแท็กซี่สำหรับพระเอกกงล้อหมุนวนเวียนความสัมพันธ์อกหักวนเวียนหรือไม่?..การไม่กลับไปกลับมา? สิ่งใดที่หมุนครบรอบของความไม่สมหวังในรัก?..สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลง? เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้ แล้วก็ไม่รู้สึกหนังปรากฏอารมณ์ตลกเบิกบานเหมือนChungking Express,Fallen Angels และผมเข้าใจได้สำหรับประสบการณ์ของความรักไม่สมหวังของพระเอก ซึ่งเรื่องราวก็ซับซ้อน บางครั้งคนที่คุณรักเขา แต่เขาไม่รักคุณ โดยข้อจำกัดของคน ที่คุณคว้าไว้ทั้งที่เขารักคุณ แต่คุณไม่รักเขาเลย แล้วความจริงภายในวันเวลาแห่งความรัก ถ้าผมอยากจะใบหน้าเด็กชาย(boy) ตลอดไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ตามธรรมชาติ ในแง่มุมของชีวิต ที่แก่ตัวไปตามสภาพ^_^ ในที่สุด ชีวิตของใบหน้าของคนธรรมดา ซึ่งไม่เหมือนใบหน้าพระพรหมสี่หน้า ใบหน้าเทพ เทวดาต่างๆ และคนธรรมดาบางคนเชื่อเรื่องชาติหน้า กับการเวียนว่ายตายเกิด(หรือกงล้อธรรมจักร..) แล้วแต่ละคนก็ต้องมีจุดจบของเรื่องราวชีวิตแต่ละคน ในกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ไหลไปตามกาลเวลาสู่อนาคต…
ผมขอมอบเพลงประกอบของหนัง2046 คือ Adagio by Secret Garden อีกครั้ง
http://www.youtube.com/watch?v=0fV7L0SS3B0
โดยผู้เขียน ก็ถูกค้นพบว่ามีเส้นผมหงอกขาวหนึ่งเส้นในปีนี้  ซึ่งหัวของผม รวบรวมเรื่องเล่ามากมาย หลายเรื่องก็มีข้อจำกัดทางสมอง ไม่สามารถทำงานตามสมองง่ายๆ ก็อยากฟังเพลงไพเราะกระตุ้นสมอง จึงขอทิ้งท้ายไว้กับบทเพลงThe Dream Beforeเวอรชั่นภาษาเยอรมัน และความคิดเห็นต่อเพลง

Here is the passage on which this song is based:? “A Klee painting named ‘Angelus Novus’ shows an angel looking as though he is about to move away from something he is fixedly contemplating. His eyes are

staring, his mouth is open, his wings are spread. This is how one pictures the angel of history. His face is turned toward the past. Where we perceive a chain of events, he sees one single catastrophe which keeps

piling wreckage upon wreckage and hurls it in front of his feet.

MrRobotoToo 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
@MrRobotoToo (continued) The angel would like to stay, awaken the dead, and make whole what has been smashed. But a storm is blowing in from Paradise; it has got caught in his wings with such violence that

the angel can? no longer close them. This storm irresistibly propels him into the future to which his back is turned, while the pile of debris before him grows skyward. This storm is what we call progress.”

MrRobotoToo 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
yeah, but it reminds on the? way, walter benjamin wrote in his letters with Adorno? and his lady, her name was Gretel.

fritzletsch 1 เดือนที่ผ่านมา
ลบความคิดเห็นแล้ว
fritzletsch 1 เดือนที่ผ่านมา
@fritzletsch hmm…. I’m not an expert on W. Benjamin so I can’t add anything clever… Anyway, looking at the context of the opening lines of the song and? the era it was written, I guess it might be Laurie’s personal

reverberation to the “big changes” that were “coming” (<— these are the lyrics of Strange Angels, too) in European history – via a snapshot of an everyday couple in the German capital which used to be the most

powerful symbol of Europe’s dividedness.

mnemosyne1980 1 เดือนที่ผ่านมา
yeah, but it reminds on the way, walter benjamin wrote in his letters? with he Adornos /Wiesengrunds

fritzletsch 1 เดือนที่ผ่านมา
“History” is? a text from Walter Benjamin about a picture of Paul Klee, but the beginning?

fritzletsch 1 เดือนที่ผ่านมา
@fritzletsch I think it’s just Laurie? Anderson🙂 And her alternate epilogue to the Hansel and Gretel story

mnemosyne1980 1 เดือนที่ผ่านมา
What a great performer. I wish she would come to? Austin, TX again. Love her stuff.

Virginia78704 1 เดือนที่ผ่านมา
Thanks for posting this beautiful song.

Love this song. Love these lyrics.She said:

What is history? And he said: History is an angel

being blown backwards into the future He said:

History is a pile of debris And the angel wants to

go back and fix things To repair the things that

have been broken But there is a storm blowing from

Paradise And the storm? keeps blowing the angel

backwards into the future And  this storm is called Progress
Progress (a. k. a. The Dream Before) – Laurie Anderson Live in San Remo 2001

Lou Reed and Laurie Anderson – Progress, live 02.09.09, Frankfurt(เวอรชั่นภาษาเยอรมัน)

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s