Angel-angle-Comrades(สหาย), almost a life story-Engel/The brain in love-asian familyและความลับในความรัก

8 มีนา 54

ฤดูกาลเหมือนใบไม้ร่วงตามสายลม แต่ว่านศ.ส่วนใหญ่เรียนจบ และเริ่มใกล้ปิดเทอม ก็แยกย้ายกลับบ้าน หรือหางาน ที่ชม.ก็จะเงียบสงบบางส่วน และผมนึกถึงเรื่องเพื่อนโทรมาจากมาเก๊า ในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยเชื่อมโยงผมไปทักเฟซบุ๊คของแฟนเพื่อนเรื่องงานแต่งงาน ซึ่งจะเกิดงานแต่งงานเร็วๆนี้ กันแล้ว ครับ
–ไปปายดีกว่าไปตาย ในฤดูร้อน ก็มีเรื่องราวมากมาย เหมือนเรื่องหักมุม และเวลา3 o’clock รวมทั้งMetonymyแต่ผมยังไม่มีเวลาเขียน ทั้งเรื่องคนได้ยินเสียงผี คนเห็นผี ก็ผมดูหนังลุงบุญมีระลึกชาติฯ และInsectsฯโดยผมเล่าถึงความสำคัญของวันนี้ เช่น 8 มีนา 54 งานวันสตรีสากล(ครบรอบ 100 ปี)ของ (เชียงใหม่)  ซึ่งเสียดาย ผมเพิ่งรู้ข่าว ลืมเดินทางไปปายไม่ตาย จนลืมงานสตรีสากลนี้ไปเลย คร้าบบ
ส่วนที่ผมIntro ไปเพื่อมาเล่าเรื่องภาค2 สำหรับเรื่องการเริ่มต้นใหม่กับwordpress,Notebook,Happy Birthday,Happy Together,Promised Land:สาสน์-Reconciliations(break-up หรือdisappear/appear )? และผมอยากเล่าเรื่องหนังต่อ คือ In the Mood for Love (2000)  ส่วน 2046 (2004) เป็นหนังแนวย้อนเวลาและอนาคต ส่วนเรื่องHappy Together (1997) เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตรงกับปีที่ฮ่องกง ออกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง…Indeed,nationhood has a powerful grip that can hold together a community whose members may never know each other…ครับ
กรณีฮ่องกง ตอนที่กำลังออกจากอาณานิคมอังกฤษ กลับเข้าสู่ความเป็นเจ้าของจีน ทั้งเรื่องความฝัน และการถูกครอบครองในตัวละครดิ้นรน ทั้งนอนไม่หลับอกหัก เหมือนโรคประสาทกับภาวะการออกจากอาณานิคมของอังกฤษ หรืออาการวิตกนอนไม่หลับ กินยานอนหลับ ก็ไม่หายจากอาการอกหัก จากหญิงสาวคนรัก และculture in a space of disappearance โดยภาวะต้องเลือกระหว่างอย่างใด-อย่างหนึ่ง และความเป็นอยู่ของความสัมพันธ์ ที่มีbreak-ups and reconciliations.ภายใต้พื้นที่ของโลก (ผมอ้างงานเรื่องฮ่องกง : วัฒนธรรม และการเมืองสูญหาย)
ส่วนหนังเรื่องChungking Express (1994) ซึ่งผมนึกถึงThe Angel of history  อ้างทอม แนรน์ ไว้ ก็มีคำสำคัญ เช่น The Break-up Britain หรือThe break-up of Britain: crisis and neo-nationalism โดย Tom Nairnคือhttp://books.google.co.th/books?id=g3GOn2em9pgC&printsec=frontcover&dq=The+Break-up+of+Britain&source=bl&ots=PR9p0skhWv&sig=q_Arj6c2f45BfF1igvfpKCDt_ME&hl=th#v=onepage&q&f=false

ส่วนเรื่องFallen Angels (1995)โดยผมสนใจสืบค้นเรื่องAngel หรือ Angle ซึ่งหมายถึงมุมมอง ได้ รวมทั้ง angel หมายถึง นางฟ้าหรือเทวดา 
ดังนั้น เมื่อผมระลึกถึง The angel of history ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ แล้วก็ยังนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับผลงานของทอม แนนท์ ต่อ คือDavidson, N. 1999. In perspective: Tom Nairn. International Socialism Journal. 82.  โดยกล่าวถึงIn perspective: Tom Nairn และผมเปรียบเทียบกับหนังเรื่องFallen angels– คนตกสวรรค์ในวันฟ้าเปิด ที่มีการตีความคำว่าangleกับangel คือคำว่า Angle (มุม) หรือ Angel (เทวดา, นางฟ้า) ก็สะกดต่างกันเพียงนิดเดียว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดคำทั้งสอง และเลนส์กระจกของกล้องต่อจากผู้กำกับภาพอีกที ก็คือ “ผู้กำกับ” อย่างหว่องกาไว กระจกกล้องจึงเปรียบเสมือน “ตา” ของผู้กำกับที่ทำตัวเสมือน “พระเจ้า” ผู้คอยสอดส่องและควบคุมชะตากรรมผู้คนมากมายในเมืองนี้….
 http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=merveillesxx&month=23-03-2006&group=1&gblog=30
โดยPerspectiveคือมุมมองดังกล่าวและเมื่อผมคิดต่อ ก็บังเอิญพบจุดอ่อนของบทความดังกล่าว โดยบังเอิญ ในแง่การตีความหามุมเกี่ยวกับชาติ(nation) มาอธิบายangleกับangel ก็ทำให้ผมคิดถึงความฝัน และเส้นแบ่งของความจริงจากการสืบค้นหารากของมันเหมือนที่มาของเว็บเสริจเอ็นจิ้น ที่มีชื่อว่าBaidu(ไป่ตู้) ”ชื่อของ”ไปตู้” คือ แรงบันดาลใจที่มาจากบทกวีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งบรรยายถึงความเพียรพยายามของชายหนุ่มในการออกตามหาหญิงสาวในอุดมคติ “ไป่ตู้” แปลตรงตัวว่า “นับร้อยครั้ง ลองดู ‘Baidu’ was inspired by a poem written more than 800 years ago during the Song Dynasty. The poem compares the search for a retreating beauty amid chaotic glamour with the search for one’s dream while confronted by life’s many  obstacles.‘…hundreds and thousands of times, for her I searched in chaos, suddenly, I turned by chance, to where the lights were waning, and there she stood.’ Baidu, whose literal meaning is hundreds of times,represents persistent search for the ideal.http://en.wikipedia.org/wiki/Baidu(ลองตามหาดูบทกวีดังกล่าวน่ะครับ)

เมื่อเรามองในแง่ความฝัน เหมือนบทกวีดังกล่าว คือ การค้นหาคนในความฝัน ส่วนตรงกันข้าม คือ บทความน่าสนใจของT Nairn, ‘The Three Dreams of Scottish Nationalism’, New Left Review 49, May-June 1968 คือ สามความฝันของลัทธิชาตินิยมของสก็อต ก็น่าสนใจ แต่ผมต้องการอธิบายในแง่นิรุติศาสตร์(การสืบค้นคำ) และเรื่องของประวัติศาสตร์ ที่มาของคำว่า angel เกี่ยวกับangel ของอังกฤษ คือ อังกฤษ (อังกฤษ: England) หรือในอดีตเรียกว่า แคว้นอังกฤษ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งบนเกาะบริเตนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป และเป็นดินแดนส่วนที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 4 แคว้น คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ…

—-คำว่า “อิงแลนด์” (England) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาอังกฤษของอังกฤษในปัจจุบัน ได้มาจากชื่อ “อังเกิล” (Angles) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในบรรดาชนเผ่าเยอรมันหลายเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 6 โดยมาจาก “Engla Land” และกลายมาเป็น”England” ในปัจจุบัน

ผมลองค้นดูangel vs angle : Common Errors in English
http://www.beedictionary.com/common-errors/angel_vs_angle
www.wsu.edu/~brians/errors/angel.html

-history of england+angel
For example, it is well-known that the old name of England and English people was not “England” but “Anglia”, “Angles” (from “Angel”), maybe “Angeln” ([2], p.12-13,289). Term “Angels” as a name of population appears in Anglo-Saxon Chronicle at a date 443 A.D. After that this term is used constantly. The first king which was called as “king of Anglia (England)” was Athelstan (925-940) ([7],p.340).
Note that “Angels” was also a famous noble feudal family in Byzantine which includes Byzantine emperor dynasty of Angels (1185-1204) ([15], p.166).
The natural question arises: may be the name “England” – “Angels” – “Anglia” is the reflection of the name of Byzantine dynasty Angels of 11-12th cc.?….
http://www.revisedhistory.org/Investigation-eng-history.htm
—ผมลองค้นดูจากพจนานุกรมโดยOld English Dictionary
angel [] 1. m (angles/anglas) angle, hook, fish-hook, fishing hook; 2. m see engel
Angel [] n (Angles/-) Anglen, a district in Schleswig, from which the Angles came into Britain; Anglen in Denmark, the counry between Flensburg and the Schley from which the Angles came into Britain
Angel [] f (Angle/Angla) Anglen in Denmark, the counry between Flensburg and the Schley from which the Angles came into Britain
Angel- [] prefix English
Angelcyning [] m (-es/-as) an Angle or English king
Angelcynn [] n (-es/-) the English people; England?ngeld see ?ngilde
Angelfolc [] n (-es/-) the English people; the Angle or English race
angel?c [] adj like, similar
angeltwicce [] f (-an/-an), m (-es/-as) a certain worm used as bait, a red worm used for a bait in angling or fishing, earthworm?
Angel??od [] f (-e/-a) the English people, the English nation; England
Angelwitan [] m pl English councilors
angle [] angel m hook
Anglen, a district in Schleswig, from which the Angles came [] Angel n
Angles [] nor?l?ode m pl, the ~ Angle m pl
Anglo-Saxon abbey at York, afterwards St. Mary’s [] Galmanh? ?
Engel see Angel
Engel [] f (Engle/Engla) Anglen in Denmark, the counry from which the Angles came into Britain
engelcund [] adj angelic
engelcynn2 [] n (-es/-) the angel race or order, race or order of angels
engellic [] adj angelic, of angels
engetr?ow see hengetr?ow
Englaland [] n (-es/-) country of the Angles or Engles, England
Englan [] m pl the Angles (as opposed to the Saxons), the inhabitants of Anglen in Denmark; the English generally; [Anglen was the province from which the English derived their being and name.  Anglen lies on the south-east part of the Duchy of Sleswick, in Denmark.  The majority of settlers in Britain were from Anglen and the neighborhood, hence this country and people derived their name England and English, England being derived from Engla land the land or counry of the Angles]
Engle [] m pl the Angles (as opposed to the Saxons), the inhabitants of Anglen in Denmark; the English generally; [Anglen was the province from which the English derived their being and name.  Anglen lies on the south-east part of the Duchy of Sleswick, in Denmark.  The majority of settlers in Britain were from Anglen and the neighborhood, hence this country and people derived their name England and English, England being derived from Engla land the land or counry of the Angles]

http://home.comcast.net/~modean52/oeme_dictionaries.htm
engel
Middle English
Etymology
From Old English engel.
Noun
engel (genitive engles, plural engles)
angel
http://en.wiktionary.org/wiki/engel
-ผมค้นต่อเรื่องคำว่า angel จากMiddle English
http://en.wiktionary.org/wiki/angel

ผมลองค้นดูที่มาของDICTIONARY OF ANGELS: INCLUDING THE FALLEN ANGELS
http://www.amazon.com/DICTIONARY-ANGELS-INCLUDING-FALLEN/dp/002907052X

—-“อิงแลนด์” (England) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาอังกฤษของอังกฤษในปัจจุบัน ได้มาจากชื่อ “อังเกิล” (Angles) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในบรรดาชนเผ่าเยอรมันหลายเผ่าที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนี้ ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 6 โดยมาจาก “Engla Land” และกลายมาเป็น”England” ในปัจจุบัน…The area now called England was first inhabited by modern humans during the Upper Palaeolithic period, but it takes its name from the Angles, one of the Germanic tribes who settled during the 5th and 6th centuries..นี่น่าจะเป็นต้นฉบับของการแปลวิกิพีเดียเป็นภาษาไทยดังกล่าวข้างต้น ซึ่งโปรดสังเกตคำว่า Angles(ชนเผ่า หรือความหมายว่า “มุม”) โดยเราจะค้นหารากศัพท์ต่อในภาษาอังกฤษ คือ angles จะไปเชื่อมโยงกับAngels  คือ Angel(เทวดา/นางฟ้า)??? แองเกิลส์ (อังกฤษ: Angles) เป็นคำภาษาอังกฤษสมัยใหม่สำหรับเรียกกลุ่มผู้พูดภาษากลุ่มเจอร์เมนิคที่ได้ชื่อมาจากบริเวณการตั้งถิ่นฐานแองเกลน (Angeln) ที่อยู่ในบริเวณชเลสวิก-โฮลชไตน์ (Schleswig-Holstein) ในเยอรมนีปัจจุบัน แองเกิลส์เป็นกลุ่มชนหลักที่มาตั้งถิ่นฐานในบริเตนในช่วงเวลาหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน (Fall of the Roman Empire) และก่อตั้งอาณาจักรหลายอาณาจักรในสมัยแองโกล-แซ็กซอนของอังกฤษและ “Angles” เป็นรากของคำว่า “England” (อังกฤษ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5

แองเกลน หรือ แองเกลีย (อังกฤษ: Angeln หรือ Anglia, เดนมาร์ก: Angel, ละติน: Anglia) คือคาบสมุทรทางตอนใต้ของชเลสวิกทางตอนเหนือของชเลสวิกโฮลสไตน์ในเยอรมนีที่ยื่นออกไปในอ่าวคีล แองเกลนแยกจากคาบสมุทรอื่นของชวานเซนคาบสมุทร (เดนมาร์ก: Svans หรือSvans) โดยปากน้ำชไล และจากเกาะอัลส์ของเดนมาร์กโดยฟเลนเบิร์กเกอร์ฟยอร์ด (Flensburger F?rde) ไม่เป็นที่ทราบว่าอาณาบริเวณในประวัติศาสตร์ของแองเกลนจะตรงตามอาณาเขตในปัจจุบันหรือไม่ อาจจะเป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่กว่าแต่ข้อมูลที่ตรงกันคือเนื้อที่อย่างน้อยครอบคลุมบริเวณแองเกลนปัจจุบัน
…Modern Angeln, also known as Anglia (German: Angeln, Danish: Angel, Latin: Anglia)
..Both England and the English language thus ultimately derive their names from the Angles and Angeln.
http://en.wikipedia.org/wiki/Angeln
…The word Engel in German means “angel”, but is used as a way to designate the area they occupied (Anglia). The most common theory is that the name Angeln itself etymologically means “hook”, as in angling for fish….(Angeln แปลว่า ตะขอ,เกี่ยวการตกปลา)
-ผมนำข้อมูลจากวิกิพีเดียอังกฤษ ก็ลองเปรียบเทียบกับวิกิพีเดียไทย ดูน่ะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Angeln
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%99

…The Old English word for the Jutlandic district of Angeln (where the Angles are believed to have emigrated from) is Angel. This is the preferred etymological theory amongst historians, and may connect to Angle

(the peninsula is noted for its “angular” shape). 
http://en.wikipedia.org/wiki/Angles
The Angles is a modern English word for a Germanic-speaking people who took their name from the ancestral cultural region of Angeln, a district located in Schleswig-Holstein, Germany. The Angles were one of the main groups that settled in Britain in the post-Roman period, founding several of the kingdoms of Anglo-Saxon England, and their name is the root of the name “England”.
Etymology
..history of the world uses Angelcynn (-kin) to describe England and the English people; Bede used Angelfolc (-folk); there are also such forms as Engel, Englan (the people), Englaland, and Englisc, all showingsigns of vocalic mutation and later developing into the dominant forms.Angle is used as the root of the French and Anglo-Norman words Angleterre (Angleland, i.e. England) and anglais (English).
-ผมนำข้อมูลจากวิกิพีเดียอังกฤษ ก็ลองเปรียบเทียบกับวิกิพีเดียไทย ดูน่ะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Angles
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5
ผมพยายามเน้นตรง ที่มีนักบุญบีด(Bede) ใช้คำว่าAngelfolc (-folk); there are also such forms as Engel, Englan (the people), Englaland, and Englisc เป็นต้น ซึ่งน่าจะเห็นถึงAngelfolc กับEngel(แปลว่านางฟ้าได้ด้วย) ถูกเชื่อมกับEngland คืออังกฤษ
โดยนักบุญบีด ถือเป็นบิดาประวัติศาสตร์ของอังกฤษ และ “Bieda” ปรากฏใน “พงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน” ปี ค.ศ. 501 และก็เป็นที่เดียวที่อ้างถึงชื่อนี้ และชื่อบีดสันนิษฐานว่ามาจากภาษาอังกฤษโบราณจากคำว่า “b?d” (สวดมนต์) โดยลองดูข้อมูลเพิ่มเติม ครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%94

-ข้อถกเถียงเรื่อง “ชื่อของEngland… there names are all wrong?
gabbyhayes
Saxony” was already taken. England takes its name from the name given the people by the Romans. Dark-skinned and black-haired Romans (like all the mediterranean people, they’d interbred with semites and africans for millennia) were suddenly confronted with the pale-skinned, white-haired nordics of England, and they referred to them as angels, hence angleterre–angel land–hence england (from the germans who conquered england in the first century of the second millennium) who spelled angel as engle. Wales is so named because the people there were the welsh. Ireland is so named because the people there are pissed off all the time. Scotland is so named because the Romans were unable to conquer it (hence Hadrian’s wall) and thus unable to tax its people. Scot is derived from the word for tax (as in getting off scott-free). The scots got off scott-free, so that’s what the area was called. Bizarre, no? Another interesting tidbit–Nottingham, of Robin Hood fame, was originally known as Snottingham and the locals known as Snots. From this we derive snotty and snooty. At some point, for reasons I don’t know, the S was dropped and it became Nottingham. But, as far as I can recall, the people in the area are not known as Nots but Nottinghammers.
http://boards.straightdope.com/sdmb/archive/index.php/t-43293.html
-ความเป็นมาของAnglo-Saxon England,สลับซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ และภาษา ซึ่งถ้าพิจาราณาที่มาของ The Saxons (Latin: Saxones, Old English: Seaxe, Old Saxon: Sahson) were a confederation of Old Germanic tribes.โดยกลุ่มภาษาเจอร์เมนิก(Germanic)  เป็นสาขาหนึ่งของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน…The pre-Christian settlement of the Saxon people originally covered an area a little more to the northwest, with parts of the southern Jutland Peninsula, Old Saxony and small sections of the eastern Low Countries (Belgium and the Netherlands). During the 5th century AD, the Saxons were part of the people migrating to the Romano-British province of Britannia. One of the other tribes was the Germanic Angles, whose name, taken together with that of the Saxons led to the formation of the modern term, Anglo-Saxons.

-“เบื้องหลัง”ผมเอาคำว่านิรุกติศาสตร์ มาอ้าง แต่ผมไม่เก่งเรื่องศัพท์สันนิษฐาน และนิรุกติศาสตร์นี้ เพราะนิรุกติศาสตร์ เป็นศัพท์บัญญัติ จากคำว่า philology ในภาษาอังกฤษ…คำว่า ฟิโลโลยี (philology) ในภาษาอังกฤษ มาจากคำศัพท์ภาษากรีก ไฟลอส (?????) ความรักอย่างพี่น้อง และ ลอกอส (?????) สนใจ หมายถึง ความรักในคำศัพท์ การศึกษาเชิงนิรุกติศาสตร์ คือการทำความเข้าใจถึง ที่มาของภาษา และมักใช้ในการศึกษาภาษา หรือคัมภีร์โบราณ…นิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบ (comparative philology) หรือ ภาษาศาสตร์เปรียบเทียบ (comparative linguistics) เป็นสาขาหนึ่งของภาษาศาสตร์เชิงประวัติ มุ่งที่จะศึกษาความเกี่ยวเนื่องของภาษาโบราณ เช่น ภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน อันมีภาษาต่างๆ ได้แก่ กรีก ละติน สันสกฤต อเวสตะ บาลี ฮิทไทท์ เปอร์เซียโบราณ ฯลฯ เป็นเรื่องยาก

โดยสรุป Term “Angels” as a name of population appears in Anglo-Saxon Chronicle  ก็ผมขอเดาว่าAngels จากความเข้าใจที่อ้างในควาหมายชื่อของประชากร ที่ปรากฏ ในแองโกล แซกชั่น ซึ่งAngel อาจจะมีความหมายไม่ใช่แค่Angel=เทวดา,นางฟ้าก็เท่ากับที่ผมพยายามหาดูจากพจนานุกรม เพียงแค่ผมค้นหาEngland โดยมีทีมาสัมพันธ์กับรุ่นพี่ ที่ไปทำบุญโดยผมพูดเล่นๆว่าจะไปทำบุญที่วัดในอังกฤษ เชื่อมโยงกับนางฟ้า(Angel) กับคำว่าEngland(Engel)  คือ หลังคุยเพิ่มเติมต่อจากการคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งมีแฟนกลับมาจากอังกฤษน่ะครับ ในท้ายที่สุด เราก็รู้ว่าการเกิดมาของมนุษย์ ไม่เหมือนเทวดา และมนุษย์ จำเป็นต้องสื่อสารโดยการพูด ยากมากที่พวกเราจะรับรู้โดยไม่พูด ซึ่งพระเอก ก็ทำตัวไม่พูด แล้วเขาจะเหมือนเทวดาได้ไหม? ที่ไม่พูดแต่สื่อสารกันรู้เรื่อง ในบางครั้งคนรักกันก็รู้ว่าไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดๆเหรอครับ

-ดูหนังอีกหนึ่งรอบเพื่อเก็บรายละเอียดของหนังเรื่อง Fallen Angels1995 (Ashes of Time 1994), – Wong Kar Wai(โลกของคู่รักในหนังของหว่องกาไว เป็นโลกยามกลางคืน) เพื่อทบทวนดวงตาของมนุษย์ ผ่านภาพยนตร์
The central relationships between the two couples (and other peripheral ones) in the movie are like the fog that settles over a city every night and disappears the next morning.
http://www.culturazzi.org/cinema/fallen-angels-wong-kar-wai
คนไทยเคยศึกษาแนวคิดหลังสมัยใหม่ในภาพยนตร์ของหว่องกาไว โดยนศ.ป.โท Media art and design ทีนี้ลองมาดูอีกแง่มุมหนึ่งเรื่องการศึกษาเสียงของพื้นที่ประเภทต่างๆ ในภาพยนตร์ของหว่องกาไวฯลฯ เช่น เสียงพูดคุยกับตัวเองสะท้อนความเหงา และเสียงเกี่ยวพันพื้นที่และเวลา รวมทั้งการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ชายหนุ่มและหญิงสาว เหมือนความสัมพันธ์จีนกับฮ่องกง ผ่านภาพยนตร์เรื่องDays of Being Wild (1991) และChungking Express (1994)
http://www.rsu.ac.th/grad/thesis/graduate/Abstract_Thesis/0661-0044Abstract.pdf
-บทสัมภาษณ์ของหว่องกาไว ที่มีสัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังFallen Angels และChungking Express (1994)คือ สองเรื่องซ้อนกัน และDays of Being Wild (1991), หกเรื่องซ้อนกัน เป็นต้น ครับ
Peter Brunette, Kar-wai Wong – 2005
Interview with Wong Kar-wai (Toronto International Film Festival, … following
the screening of Wong Kar-wai’s fifth film, Fallen Angels. …
books.google.co.th/books?isbn=0252029925
The film uses lots of wide angled shots with some extreme close-ups and it’s mixed with a vibrant colors and music that help to create to the mood of the film- all of these three elements are like characters in the film.
http://www.enterline-media.com/fallenangels.html
Six “Hong Kongs” in search of a Negative Director:Wong Kar-Wai’s alter-Native cinema
..Fallen Angels, love, to the killer (played by Leon Lai) and his agent (played by Michelle Li), is incommunicable. The dumb He Qiwu (played by Takeshi Kaneshiro) can only communicate with his father through videotape images after his father died. All these failed communications evince a city in motion, where lost subjects can by no means be stabilized under any network or identity, especially under the one called “HongKong.”
..Fallen Angels แปลโดยสรุปเกี่ยวกับลูกชาย ที่ถ่ายวิดิโอให้พ่อ แล้วสุดท้ายพ่อตาย ทำให้ทั้งหมดขาดพ่อเหมือนขาดการสื่อสารกับเมือง ในความเคลื่อนไหวสูญหาย..ลองแปลดูน่ะครับ(ผมคิดว่าการวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นเรื่องชาติ-nation)
http://www.tofu-magazine.net/newVersion/pages/Wong%20Kar%20Wai_3.html

ซึ่งผมเล่าให้อ่านไปแล้วว่าหนังFallen Angelsมีเวอร์ชั่นเยอรมัน และผมเล่าเพิ่มเติมว่าความสนใจจากมุมมองของผมเอง และประเทศในยุโรปปัจจุบัน ก็เป็นสหภาพยุโรป ครับ ส่วนผมนำเสนอหนังเรื่องChungking Express (1994) แล้วFallen Angelsเป็นเหมือนภาคต่อเนื่องกัน
Chungking (Chongqing ฉงชิ่ง หรือ จุงกิงความหมายของชื่อ คือ เฉลิมฉลองซ้ำ)Express part 1/10 eng subhttp://www.youtube.com/watch? v=euwk0ZSTCDA ลองย้อนดูควบคู่กันไปน่ะครับ
Fallen Angels part 1/10 eng sub จากจุดเริ่มต้นของเรื่องFallen Angel เสียดายลูกเชื้อชาติจีนอย่างผมไม่ตั้งใจเรียนจีนกลาง-แต้จิ๋ว และกวางตุ้ง จึงฟังไม่รู้เรื่อง ต้องเพิ่งซับอังกฤษ ที่มีคนนำมาปล่อยไว้ 31 ธค2010 เองครับ
http://www.youtube.com/watch?v=NCFFJbREVN0
???? Fallen Angels Part 2 นักฆ่า คือ หวังจื่อหมิง (หลี่หมิง) ก็บังเอิญพบเพื่อนสมัยเรียนในอดีต บนรถตู้ระหว่างนั่งรถเดินทาง ซึ่งเพื่อนบอกว่าถ้ารถเบนซ์ของเขาไม่Broken downก็ไม่บังเอิญพบเขา และเขาอยากรู้เรื่องงานของเพื่อนเผื่อว่าจะทำงานด้วยกัน(together) เขาต้องโชว์นามบัตร หน้าที่การงานปลอม และรูปหญิงคนรัก ที่จ้างจ่ายเงินถ่ายรูปร่วมกับตัวเอง รวมทั้งซื้อรูปลูกปลอมๆ ให้เพื่อนที่เขาจำไม่ได้ดูไว้ และหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) พูดเล่าเรื่องเสียงในใจผ่านภาพยนตร์ว่าI lost my voice โดยเกี่ยวพันเสียงหายจากกินสัปปะรดกระป๋องหมดอายุ…แล้วเขาทำตัวเป็นขโมยงัดร้านค้า ปลอมตนเป็นพ่อค้า ทั้งขายอาหาร ผลไม้  ตัดผม ไอศครีม หละครับ ดูตัวอย่างของพระเอก เป็นพ่อค้า ที่พูดไม่ได้ และสื่อสารกับลูกค้าไม่ได้ง่าย น่ะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=86pV_a–oCc
???? Fallen Angels Part 4 ฉากฝนตก และเดินไปส่งสาวของนักฆ่า คือ หวังจื่อหมิง (หลี่หมิง) ทำให้ทั้งสองคน เป็นคนรู้จักกันเหมือนจะพัฒนารู้จักกันลึกซึ้งมากขึ้น หรือ คู่หู ที่รู้จักกันมานาน แต่ทุกอย่างสามารถทำให้การรู้จักกันเป็นอดีตผ่านชั่วขณะของเวลา และความรู้สึกของคน ที่มีเรามีต่อกัน กลายเป็นไม่รู้จักกัน เหมือนบทเพลง Forget Him เป็นคำถามต่อการรู้จักกัน เป็นที่มาลึกซึ้งต่อมาในตอนจบ ที่ทาเคชิ พบนางเอกอีกครั้ง
http://www.youtube.com/watch?v=gBTDMZuikxg
???? Fallen Angels Part 7เมื่อเขานึกถึงรสชาติสเต๊กของพ่อ กับความทรงจำI look at the tape over and over again…Watching dad cook again in the kitchen, I feel very happy. I’ll never taste his steaks again, but I’ll never forget the taste of those steaks.
http://www.youtube.com/watch?v=w0bQvSXFXuM&NR=1

Fallen Angels part 7/10 eng sub-ฉากร้านMidnight Express โดยPeople say breaking up hurts. แต่หนุ่มใบ้เหอจื้ออู่พูดไม่ได้ และเส้นผมทองของเขา ก็Disappeared…ถ้าจำกันได้เรื่องราวของเจ้าของร้านMidnight Express เคยเป็นพ่อสื่อให้ลูกจ้างในร้านเป็นแฟนกับลูกค้า แล้วเธอก็ไปตกหลุมรัก ตำรวจอีกคนหนึ่งเอง ซึ่งเรื่องราวของหนังโดยหว่องกาไว เป็นเรื่องเกี่ยวข้องแฟนพันธุ์แท้ต่อหนังของเขา ไม่ว่าChungking Mansions จะปรากฏบางอย่างในFallen Angels ที่มีพ่อของหนุ่มใบ้ดูแลMansions ที่พักของคนหลายสัญชาติ

และส่วนภายในห้องอันคับแคบแออัดห้องเล็กๆ ทั้งนี้ หนังเหมือนการเชื่อมต่อของหนังทั้งสองเรื่องFallen AngelกับChungking Exprss ดูเพิ่มเติมen.wikipedia.org/wiki/Chungking_Express
http://www.youtube.com/watch?v=c4fWUf2pikY
Fallen Angels part 8/10 eng subในฉากนี้ ผมสีทองของสาวผมบลอนด์ (ม่อเหวินเว่ย) เป็นสื่อ (Mediumหรือชักนำให้รู้จัก) ตัวกลาง(Mediumหรือสื่อกลาง) และตัวเชื่อมโยง(connect) ราวกับเป็นแม่สื่อให้สองคู่หูนัดมาพบกันอีกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญก็คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทั้งสองเจอกันแล้วใกล้ชิดเกิดความรักด้วยกันทั้งคู่ ก็เรื่องฝนตกเป็นสื่อกลางให้เชื่อมโยงสองคนคือ ม่อเหวินเว่ยกับหลีหมิง รวมทั้งเรื่องราวบุคลิกภาพต่างๆ แล้วจากIntimacyของคนหนึ่งคน(ใกล้ชิดแป๊บเดียว) ไปสู่อีกหกชั่วโมงต่อมา เธอไปตกหลุมรักอีกคนหนึ่ง ในหนังเรื่องChungking

Express สื่อกลางคือ อาหารของร้าน Midnight Express ส่วนหนังเรื่องFallen Angels ก็มีจุดเชื่อมโยงกับสถานที่ เช่น ร้าน Midnight Express และความเชื่อมโยงบางแง่มุมของชีวิตตัวละคร โดยหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) แสดงนั้น ทั้งผมเปลี่ยนสีเป็นสีทองแบบฝรั่งรัสเซีย หรือ เรื่องราวของตัวเอก ประสบการณ์อกหักรักครั้งแรก โดยเกี่ยวพันหญิงสาวในอดีตกลายเป็นแอร์โฮสสเตรท ต่างๆFallen Angels part 8/10 eng subในฉากนี้ ก็เชื่อมโยงกับความรู้สึก ที่ใกล้ชิดกัน ระหว่างพ่อกับลูก ไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเรื่องลูกชาย ถ่ายวิดิโอเป็นของขวัญวันเกิดให้พ่อ แล้วลูกก็รู้ด้วย

จนกระทั่ง ลูกมาพบทีหลังว่าพ่อพอใจดูวิดิโอ และฉากที่นางเอก ทำงานร่วมกับนักฆ่า คือ หวังจื่อหมิง (หลี่หมิง)มานาน จึงสื่อรู้ถึงขณะเดินสวนกับคนรักของหลีหมิง รู้โดยสัญชาติญาณ และeffectของกลิ่นคนๆ นั้นต่อตนเอง แล้วฉากนี้ ก็มีปรากฏว่า I had come to look at partners from a new angle(ผมไม่แน่ใจว่าซับอังกฤษผิดหรือเปล่า คือ angle/angel)จากการสืบค้นคำว่า Angel กับหนังเรื่อง Fallen Angels จะเป็นการบังเอิญไปไหม? ว่าช่วงฮ่องกง โดยก่อนออกจากอาณานิคมของอังกฤษ(england/engel/angel)  และคนฮ่องกงถือสัญชาติอังกฤษในพาสปอรต์ ซึ่งมีหนังเรื่องดังกล่าวออกมาสื่อนัยยะถึงAngel/angle ของอังกฤษได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ผมขอจบเรื่องเกี่ยวข้องEnglandนี้ โดยคำขวัญ: อังกฤษ: “God and my right
http://www.youtube.com/watch?v=daL7QKM4lEo
Fallen Angels part 9/10 eng sub ในฉากนี้ หลี่หมิง ที่แสดงเป็นนักฆ่า ถูกยิงตาย สัมพันธ์กับไม่มีpartner(คู่หู/คู่คิด/หุ้นส่วน-ช่วยวางแผน)The best thing about my profession is that there’s no need to make any decision. Who’s to die… when…where… it’s all been planned by others. I’m a lazy person. I like people to arrange things for me. That’s why I need a partner.(คู่หู,คู่คิดวางแผน,คล้ายคู่รักและคนรับใช้ของเขา) แล้วภาพก่อนตาย คือเขาถูกยิง และภาพตัดฉับฉากวับไว ก็ถูกไปเชื่อมโยงไปท้องฟ้า
http://www.youtube.com/watch?v=sNR-WX3sRd0
Fallen Angels part 10/10 eng sub เมื่อดูกันอีกรอบ เริ่มจากฉากเหมือนเชื่อมโยงกับChungking Express โดยเกี่ยวข้องร้านMidnight Express จากประสบการณ์อกหักของหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) รวมทั้งเขาถูกลืมจากอดีตคนรัก…

จนกระทั่ง ตอนจบ จากการอ่านซับอังกฤษ อีกเวอร์ชั่น ก็ปรากฏว่า พระเอกspark นางเอก ต่างจากเวอร์ชั่นFallen Angel _I และFallen Angels (1995) – Ending (ฉากจบของหนังฯ พระเอกหลงเสน่ห์นางเอก ซึ่งทั้งสองแบบผม) ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อบางส่วนของChungking Express นี่ก็เป็น

การพลิกบทตำรวจ เป็นคนร้าย หรือนักฆ่า/ฆาตรกรของสองตัวเอก  ซึ่งมีคนแสดงความคิดเห็น ดังต่อไปนี้ คือ This is my favorite movie ending of all time! It’s such a classic passage, so beautiful and sublime … at once sad and melancholy but utimately hopeful and inspiring.คลื่นเสียงล่องลอยแห่งความคิด (voice over) มากมายยิ่งกว่าคำพูดและบทสนทนา (dialogue) เป็นทวีหลายเท่าตัว ซ้ำร้ายอุปสรรคขัดขวางการสื่อสารยังถูกส่งคลื่นรบกวนออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะในคู่ของ หวังจื่อหมิงและมิเชล (หลี่เจียซิน) ยามทั้งสองอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยจะได้อยู่ในห้วงความคิดท่ามกลางความสงัดเงียบ เสียงรถราจากท้องถนน และเสียงข่าวสารไร้สาระจากโทรทัศน์โอบรัดรอบตัวอยู่เสมอ แล้วตอนจบของเรื่องFallen Angel ก็ยังมีเสียงเหมือนทีวี หรือวิทยุรายงานข่าวสาร และ เสียงคนทะเลาะตีกันรบกวนการอยู่คนเดียว..
..ปัญหาคือทั้งคู่บังเอิญพบกัน ที่ร้านอาหาร แล้วอะไรเป็นสื่อ (Mediumหรือชักนำให้รู้จัก) ตัวกลาง(Mediumหรือสื่อกลาง) และตัวเชื่อมโยง(connect) ราวกับเป็นแม่สื่อให้สองคู่หูนัดมาพบกันอีกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญก็คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทั้งสองเจอกันแล้วใกล้ชิดเกิดความรักด้วยกันทั้งคู่

จากwinter และบริบทpartnerเสียชีวิตไป โดยเธอต้องการความแข็งแกร่ง คิดในใจ ก็เกิดการทะเลาะกันในร้าน ซึ่งหนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ บังเอิญเจอกับเธอ เป็นคนในอดีตอีกครั้ง โดยคติของเขา คือ เราเดินสวนกัน อาจจะได้เป็นเพื่อน ก็รู้จักปรับทุกข์กัน วันใดวันหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเจอเธอ แต่ไม่ปิ๊งอาจจะเพราะweather..ลม..ฝน(ผมตีความเพิ่ม คือAngelก็ตาม) แต่คืนนี้เขาและเธอใกล้ชิดอบอุ่นร่วมกันระหว่างทางโดยมอเตอร์ไซด์แล่นบทถนน พร้อมเพลงประกอบตอนจบ ยังเกี่ยวกับบางด้านของอังกฤษ คือ เพลงOnly you ก็ร้องโดยวงFlying Pickets เป็นBritish acappella vocal group ซึ่งความสำคัญที่สุด คือ ทั้งสองน่าจะรักกันWhen I am about to leave, I ask him to take me home. I haven’t ridden on a motorbike for a long time. Actually, I haven’t been so close with a man for awhile. The road isn’t that long, and I know that I’ll be getting off soon, but I’m feeling such warmth this very moment น่าจะทำให้คนดูตีความได้ว่า หนังเรื่องนี้จบอย่างHappy Ending น่ะครับ

–โดยบางคน เคยพูดกับผมว่า เขาเคยขับรถมอเตอร์ไซด์เร็ว เหมือนบินได้ ตอนเขาเมา ซึ่งในChungking Express อดีตแฟนของพระเอก เป็นแอร์โฮสสเตสไปติดใจหนุ่มขับรถมอเตอร์ไซด์ ก็น่าคิดว่า ทาเคชิในเรื่องก็อกหักจากแอร์โฮสสเตสด้วย ซึ่งจริงๆในแง่มุมหนึ่งของFallen Angels ก็คือ มนุษย์ธรรมดา ผู้ต้องการค้นพบชีวิต ซึ่งเขาและเธอ ขับรถโบยบินสู่ท้องฟ้า เหมือนกับท้องฟ้า ที่ไม่มีเมฆหรือหมอกในความหมายที่ชัดเจน..clear…แล้วตอนที่ผมไปมาเก๊าและฮ่องกง ซึ่งตอนเดินห้างในมาเก๊า ก็มีหญิงสาวจีน ให้ผมถ่ายรูปให้เธอ ก็ให้อีเมล์ไว้ติดต่อ คือ ชื่ออีเมล์Angel แต่ทุกอย่างก็เงียบหายไป โปรดลองฟังเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องComrades(สหาย), almost a love story สำหรับประวัติศาสตร์เทคโนโลยีภาพยนตร์จากยุคไม่มีเสียงประกอบฟิลม์ สู่ยุคเสียงประกอบฟิลม์ และเพลงประกอบเพิ่มเติมส่วนของหูให้กับดวงตา โดยผมเขียนบันทึกนี้เปลี่ยนคำนิดหน่อยกับComrades(สหาย), almost a life storyนี่เป็นเสน่ห์ของเพลงนี้ครับ
..ใครจะเศร้ากว่าฉัน-เถียนมีมี่-(รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส) นี่เป็นเพลงเอาทำนองฉบับภาษาจีน มาใส่เนื้อร้องไทย โดยผมเคยเล่าถึงเรื่องเถียนมีมี่(หวานปานน้ำผึ้ง…) และเติ้งลีเจิ้ง ที่ร้องเพลงForget Him เป็นเพลงประกอบหนังFallen Angels ซึ่งเป็นเพลง1818 number luckyของนักฆ่ามาแล้ว จึงมาให้ลองฟังเพลงกัน ครับ(มีเนื้อเพลงปรากฏด้วย)

9 มีนา 2554
–ฮ่องกง เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอซินอัน เมืองเซินเจิ้นของประเทศจีน และสิงค์โปร์ ก็มีความเหมือนตรงเป็นหมู่บ้านชาวประมงเช่นกัน ในแง่ที่มีangle, hook, fish-hook เหรอ? ส่วนเว็บhttp://apps.facebook.com/livingcities/?c=contestและLiving Cities : Singapore Episode 2 Trailerhttp://www.youtube.com/watch?v=RJOxvuwO9YM เว็บนี้แนะนำอัตลักษณ์ รสชาติและอาหารของสิงคโปร์ คือ เรื่อง breakfast the traditional Singaporean way. และผู้คนเชื้อชาติจีนอพยพ ทำให้ผมนึกถึงในแง่มุมมองของลูกค้า ประจำ กินอาหาร รสชาติเดิมๆ เหมือนความรัก เป็นรักกันเหมือนเดิมไหม? เมื่อเวลา ที่ผมได้ยินคำคมๆ ก็นึกถึงเรื่องรสชาติของอาหาร และสถานที่ในความทรงจำ ระหว่างทางที่ผมไปกับแม่ และอากู๋ หาร้านอร่อยๆ ถามรถตุ๊กๆหรือแท็กซี่ และผมนึกถึงหนังเรื่อง2046 (2004)ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป
-ผู้คนอพยพ โดยชาวจีนไปหลายแห่งทั่วโลก เหมือนเทวดาจากสวรรค์ เช่น หนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่)อพยพจากไต้หวันมาฮ่องกง ในเรื่องFallen Angels และผมคิดว่าหนังเรื่องต่อมา คือ Happy Togetherของหว่องกาไว อาจจะดูหดหู่ พร้อมแฝงความหมายของชีวิตไม่สิ้นหวัง…
…”ฮ่องกง” เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า “เซียงก่าง” ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า “ท่าเรือหอม” มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน…สถานที่สำคัญไฉน? Where is The love? ถ้าประเทศไทย สถานที่เกี่ยวกับความรัก ก็มีแนะนำเรื่องบางรัก เป็นที่คนนิยม ไปจดทะเบียนแต่งงาน และChao Mae Soi Dok Mak Shrine เชื่อกันว่าเจ้าแม่สร้อยดอกหมากจะดลบันดาลให้ผู้ที่มากราบไหว้ขอพรมีแต่ความสุข  ความสำเร็จ  โดยเฉพาะหากมาขอพรในเรื่องของความรักและคู่ครอง  เป็นอีกแห่งของไทย ที่ผสมผสานกับความเชื่อของจีน…
จากAshes of Time (1994) ถึงHappy Together(1997)
คำว่า “รัก” สะกดง่ายนะ แต่เวลาจะพูดจะบอกแต่ละทีมันยาก ยากมากจริงๆ บอกไปก็กลัวจะเสียฟอร์ม ฟอร์มเหี่ยวแล้วตรู จะมีหน้าอยู่สู่ผู้คนได้หรือ หลายๆคนในเรื่อง ASHES OF TIME คงโดนกับดักแห่ง SUPER EGO เข้าให้แล้ว ชีวิตเลยต้องตกอยู่ในวังวนแห่งการอกหักรักคุด ด้วยประการฉะนี้ พี่สะใภ้ที่ทนพิษบาดแผลมาหลายปีในที่สุดก็ลาจากโลกนี้ไป “อึ้งเอี๊ยะซือ” ช้ำรัก ดื่มเหล้าเมามายหรรษาจนลืมทุกอย่างสิ้น จำได้อย่างเดียวว่าสิ่งที่ตัวชอบที่สุดคือดอกท้อที่เป็นเครื่องหมายแทนสตรีที่รักสุดหัวใจ ตื่นมาอีกทีไปโผล่อีกทีที่เกาะไหนไม่รู้ เลยอุปโลกตั้งตนเป็นเจ้าเกาะดอกท้อ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชา จนชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา สองปีให้หลัง จดหมายแจ้งข่าวการเสียชีวิตของพี่สะใภ้สุดที่รักของ”อ้าวเอี๊ยงฮง” ได้่่ส่งถึงมือ โลกทั้งโลกที่อยู่ตรงหน้าของเขาเหมือนกลับเป็นศูนย์ เขาพึ่งรู้สึกตัวว่า ทะเลทรายที่เขาอาศัยอยู่และปักหลังมาหลายปีดีดักนั้น กลับกลายเป็นที่ ที่ตัวเขาเองแทบจะไม่รู้จักเอาเสียเลย “อ้าวเอี๊ยงฮง” เริ่มออกเดินทางในยุทธภพอีกครั้งและสร้างชื่อเสียงในชื่อ มารพิษ”อ้าวเอี๊ยงฮง”…
http://blogblogblog.exteen.com/20090903/ashes-of-time
เมื่อคราวที่เล่าถึงตัวละครอั้งชิก อ้าวเอี้ยฮง ได้เปรียบตนกับอั้งชิกว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เมื่อแรกที่อ้าวเอี้ยฮงได้ออกท่องยุทธภพ เขาก็ได้ละทิ้งหญิงที่ตนรักไว้เบื้องหลัง แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งเขากลับพบว่า หญิงที่ตนรักได้แต่งงานกับชายอื่น (ซึ่งในที่นี้เป็นพี่ชายของเขาเอง)ไปเสียแล้วแตกต่างกับตัวละครอั้งชิก ที่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจที่จะท่องยุทธภพพร้อมกับภรรยา นั่นแสดงให้เห็นถึง ปมที่อ้าวเอี้ยฮงผิดพลาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักจนทำให้เขากลายเป็น คนสันโดดในเวลาต่อมา ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาอยู่ยังทะเลทรายที่อ้างว้าง โดดเดี่ยว ห่างไกลผู้คน
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pap-faize&month=04-2007&date=22&group=4&gblog=8
อึ้งเอี๊ยะซือ คือHong Qigong, discovered the intangible secret of true love ในฐานะคน แอบรักคนที่ไม่รักตน มันเป็นความต่างสุดขั้ว แล้วเขาในฐานะเก็บความลับที่อีกคนรักอีกคนหนึ่งไว้ ไม่ทำตัวเป็นสื่อให้คนอีกคนหนึ่งรู้ได้ Ashes of Time เหมือนกลับตาลปัตรตัวละครที่แสดงในเรื่องDays of Being Wild(1991),จากตัวเอกเพลย์บอย เป็นตัวเอกโดดเดี่ยวเดียวดาย ก็ลืมเธอไม่ลง แม้พยายามกินเหล้าที่ลืมรักเศร้าก็ตาม… (Ashes of Timeที่มาของหนังเกี่ยวกับมังกรหยก ที่ถูกนักวิชาการด้านจีนศึกษาจำนวนมากวิเคราะห์ว่าแฝงด้วยเนื้อหาชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมของพวกฮั่น) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%81
—Ashes of Time เกี่ยวพันดื่มเหล้าเพื่อลืมความทรงจำ ถ้าดื่มตอนกลางวัน กลางทะเลทราย อันร้อนระอุ ขาดน้ำ จะเป็นอย่างไร? แต่พวกเขาดื่ม A happy go-lucky life ตอนเริ่มกลางคืน ต่างจากHappy Together น้ำตก ที่มีน้ำ(water)เยอะ…
????(Ashes of Time) – ??
http://www.youtube.com/watch?v=d8Hu5xD9vJo
Ashes of Time Redux Trailer(เมื่อมังกรหยก ถูกทำให้เป็นหนังรัก)
http://www.youtube.com/watch?v=XFh55NaFVLc
Ashes of Time Redux trailer english subtitles
http://www.youtube.com/watch?v=ZTEuVzLTPeI
Ashes of Time — Wouldn’t it be wonderful if we could…
http://www.youtube.com/watch?v=3SrZQGeqBg4
-คำถาม คือ หนังจะHappy Together ง่ายไหม? คำถามต่อมาวันเวลาในอดีตจำเป็นต้องรู้ไหม?
-เรามาดูบทสัมภาษณ์ของหว่องกาไว กับหนังHappy Together โดยผมเอามาให้เราดูบางส่วน กันครับ
…Wong Kar-wai Exclusive Interview…
Question: The name of your film is “Happy Together.” What is happiness?
Wong Kar-wai: (pause) What kind of question is that? (laughs)
Question: The film is called “Happy Together” and the characters in the movie move through this relationship in which they are happy and sad, and we wanted to get an idea of what you felt happiness was, and how the characters try to achieve happiness.
Wong Kar-wai: In this film, some audiences will say that the title seems to be very cynical, because it is about two persons living together, and at the end, they are just separate. But to me, happy together can apply to two persons or apply to a person and his past, and I think sometimes when a person is at peace with himself and his past, I think it is the beginning of a relationship which can be happy, and also he can be more open to more possibilities in the future with other people.
Question: The characters in the film, what sort of progression do they make towards that sort of peace, do they start moving towards some sort of peace in the film towards the end?
Wong Kar-wai: Yeah, I think so, because they start as exiles, and I think at the end it’s kind of a return. He’s going back to his daily life, his own cities, and going to face his own people.
Question: Did you have a similiar feeling yourself while being in Argentina, being away from HK?
Wong Kar-wai: Yeah, because we wanted to make this film in Argentina because we didn’t want to make this film in HK, and the reason we didn’t want to make this film in HK because people kept asking me about this film, is it about HK 1997, which I hate so much, so I would rather make this film somewhere else. But we spent four months, and we realized that, in fact, we missed HK very much; we all wanted to go back home. In away, I don’t have an answer about what happened after 1997 in HK, but somehow at the end of this film I realized we have at least provided a wish, not an answer – that is Happy Together.

…Conducted October 27, 1997 for WBAI, 99.5, New York, conducted by Khoi Lebinh and David Eng
http://web.archive.org/web/20071229154411/http://www.asiastudios.com/interviews/members/wongkarwai.html
Interview with Wong Kar Wai
http://www.abc.net.au/atthemovies/txt/s1397057.htm

Six “Hong Kongs” in search of a Negative Director:Wong Kar-Wai’s alter-Native cinema
In Happy Together ( ) (1997), the one and only appearance of Hong Kong is a reversed one, at the moment when Lai cannot return to Hong Kong owing to his betrayal of his father, which parallels the return of Hong Kong’s sovereignty from Britain to China in the year the film was screened. Instead of this one and only reversed appearance of Hong Kong, it is the BNO [British National (Overseas)] passport, a passport with which the holders have no right of abode in Britain, that both germinates the film, and terminates the relationship between Lai Yiu Fai ( ) and Ho Po Wing (at the moment when the BNO is returned to Ho. In opposition to the film’s title Happy Together and the official euphoria of the year Hong Kong was returned to China, departure is what the film is all about.
แปลโดยสรุปกรณีพาสปอร์ต์ก็เป็นสัญชาติอังกฤษ(อพยพ) และส่วนเรื่องแม่/พ่อ เหมือนเป็นเรื่องมาตุภูมิหรือปิตุภูมิ(พ่อของแผ่นดิน)mother/fatherland. เป็นเรื่องที่มีการตีความกรณีหนังเรื่องHappy Together ซึ่งHo โดยเหลียงเฉาเหว่ย มีปัญหากับพ่อ และเลสี่จาง มีปัญหากับแม่ในDays of Being Wild (1991)
http://www.tofu-magazine.net/newVersion/pages/Wong%20Kar%20Wai_3.html

Happy Together– Part 1ฉากเปิดเรื่องบ่งชี้ว่าตัวละครเอก สัญชาติอังกฤษ มาจากฮ่องกง ผ่านพาสปอรต์ และพวกเขาร่วมเดินทางโดยรถยนต์ เถียงกันเรื่องดูแผนที่ ไปน้ำตกอีกวาซู (Iguazu Falls) คำว่าอีกวาซู แปลว่า “สายน้ำอันยิ่งใหญ่” เป็นคำมาจากภาษากวารานี (Guarani)ชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม น้ำตกอีกวาซูตั้งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศอาร์เจนตินา เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุด ในทวีปอเมริกาใต้ และขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก(ทำไมเป็นสถานที่เกี่ยวกับความรัก มีความหมายต่อสองคน) โดยแตกต่างกับIntimacyของคนหนึ่งคน(ใกล้ชิดแป๊บเดียว) ไปสู่อีกหกชั่วโมงต่อมา เธอไปตกหลุมรักอีกคนหนึ่ง ในหนังเรื่องChungking Express โดยHappy Together ไปมีความสุขเดินทางร่วมกัน…
http://www.youtube.com/watch?v=EwYhWG8GXws
Happy Together– Part 12-เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิตคนส่วนใหญ่พอสมควร ถ้าคิดเป็นจำนวนประชากรของแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ และไม่มีนักฆ่า ถ้าเราสังเกตเรื่องFallen Angels จะพยายามเล่าเรื่องผิดปกติของนักฆ่า โดยคู่ขนานกับการพยายามใช้ชีวิตสามัญธรรมดาของคนอย่างทาเคชิ ซ้อนทับเรื่องChungking Express แต่เรื่องHappy Togetherพลิกเป็นประเด็นเรื่องเพศสภาพของชายรักชาย คือไหลเยี่ยฟาน (เหลียงเฉาเหว่ย) และ โหวเป่าหวิง (เลสลี่จาง) คู่รักที่รักกันอย่างสุดซึ้ง ตัดสินใจเดินทางออกจากฮ่องกงสู่อาร์เจนตินาด้วยกันโดยมีจุดมุ่งหมายคือ น้ำตกอีกัวซู น้ำตกที่ได้ชื่อว่ามีความยิ่งใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุด เมื่อมาถึงอาร์เจนตินา เยี่ยฟานและเป่าหวิงเกิดเรื่องระหองระแหงกัน ทั้งสองจึงแยกทางกัน โดยสัมพันธ์กับรถที่สองคนขับมาด้วยกัน ก็มันดันBroken down
ซึ่งแปลกแยกทางจุดหมายการเดินทาง ในช่วงปี1997 ระหว่างคนรัก การเดินทางร่วมกันตอนเริ่มต้น ในอาเจนตินา สู่การตามหาคนรักใหม่ หลังจากไหลเยี่ยฟาน เลิกคบโหวเป่าหวิง มาคบหาอาเฉิน เพื่อนร่วมงาน(น่าจะสื่อถึงTogetherและความใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานกัน)ในร้านอาหารเดียวกัน  และต่อมาแยกย้ายเดินทาง
จนกระทั่งต่อมา ไหลเยี่ยฟานตามหาอาเฉิน( จากฉากอาเฉินที่lighthouse) ที่ไทเปแห่งเกาะไต้หวัน(20 Feb 1997) โดยพบเพียงFamily-พ่อแม่ และร้านค้าในตลาดกลางคืน โดยเหลียงเฉาเหว่ย ที่แสดงในเรื่องHappy Together คิดว่าคนรักที่พกเทปเสียงของเขาไปสุดขอบโลก จะรีเทริน์ ที่ดินแดนนี้(กลับบ้าน และอาเฉินก็ตั้งใจกลับไปจุดเริ่มต้น) แล้วเขาฉกรูปคนรักจากร้านของพ่อแม่ของคนรัก โดยพกรูปกลับติดตัวมาด้วย ซึ่งมันแตกต่างจากเรื่องFallen Angels ที่หลี่หมิงพกรูปคนรักปลอมของเขา ส่วนตอนท้ายในปลายทางสถานีรถไฟฟ้าที่เกาะฮ่องกง

หรือreturn? อย่างไรก็ตาม การออกไปจากดินแดนฮ่องกง สุดท้ายก็หวนกลับคืนโดยเขาพกรูปคนรักติดตัวฟังเพลงประกอบไปด้วย แล้วการตีความ  ที่มีคนตีความชื่อหนัง Happy Together ช่างเป็นปฏิภาคกับตัวหนัง หรือParadox ซึ่งผมอ้างไปในคราวที่แล้ว ก็แตกต่างจากทัศนะของผม คือ จุดเริ่มต้นคู่รักเดินทางไปด้วยกัน โดยทั้งสองใกล้ชิดทางกายกันมาก แต่ว่าลักษณะตัวชี้วัด ในการเดินทางคนเดียวจากความเข้าใจประสบการณ์ของผม เป็นเรื่องความใกล้ชิดทางใจ โดยตัวชี้วัดจากรูปถ่ายและเทปอัดเสียง ซึ่งคู่รัก ที่เดินทางโดดเดี่ยว ก็มีสิ่งของเป็นรูปธรรมไปด้วยกัน และส่วนนามธรรม ก็ไปด้วย แม้ว่าทั้งสองไม่ได้เดินทางกายภาพไปด้วยกัน นี่แหละเป็นทัศนะที่ผมอาจจะตีความเกินกว่าผู้กำกับ แต่มันเป็นความเป็นไปได้ สมเหตุสมผลในแง่จิตใจ ถ้าคนมีความเข้าใจประสบการณ์การเดินทางไปด้วยกัน โดยคุณคิดถึงคนหนึ่งพกรูปติดตัวไปด้วย น่ะครับ(ลองดูเพิ่มเติมกัน น่ะ ครับ)

Happy Together ก็ชื่อไทยคือ “โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา”)โลกใบนี้มีบางคน ที่เก็บความลับไว้จนตาย ส่วนบางคนก็คิดว่าชีวิตสั้นเกินกว่าจะเก็บความลับไว้ ซึ่งความลับ ก็เป็นเสน่ห์ ก็มันยังเป็นความลับ ช่วงเวลานั้น ความลับจะเหมือนหญิงสาวที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง เทียวไล้เทียวขื่อไปหาทุกวันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็นฝ่ายพิชิตใจเธอ หรือบางทีความลับก็เหมือนขุมทรัพย์…The Secret…และเว็บไซด์ ที่เรียกว่าจอมแฉอย่างWikiLeaks หรือภาษาไทย เรียกว่าวิกิลีกส์ นี่เป็นเรื่องตรงกันข้าม กับคู่รัก ในเรื่องIn The Mood for love ที่มีเหลียงเฉาเหว่ย แสดงเป็นผู้เก็บความลับ และความรักไว้ในรูของนครวัด ถ้าเราจำได้เรื่องที่ผมเคยเขียนถึงหนังสือ “ความลับในความรัก”(Condition of Love: The Philosophy of Intimacy )ถ้าหนังสือเล่มนี้เป็นการเปิดประเด็นอย่างรอบด้าน ช่วยไขความลับของความรักในหลายแง่มุมหลากทฤษฎี เป็นการประมวลภาพรวมที่จะช่วยให้เรารู้จักความรักดีขึ้น เข้าใจตัวเอง และรู้ใจคนที่เรารักมากขึ้น..http://tothkanteera.multiply.com/journal/item/59/59…..แน่นอน ความลับเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะต้องประเมินแง่มุมของความลับ ที่ทำให้ความรักเข้าใจได้ยาก เพราะมันอาจจะอธิบายความรักไม่ได้ง่ายในทุกแง่มุมของTotality of love………………………………………………
โดยตัวละครของหว่องต่างก็รักษาความลับ ทำให้เราไม่เห็นภาพรวมของควมรัก ได้ ถ้าเราไม่ใช่คนดูหนังฯ คือ ถ้าเราเป็นตัวละครหนึ่ง จะไม่รู้ความลับของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งหนังเหมือนกับตั้งคำถามเรื่องความรัก การตั้งใจ วางแผนล่วงหน้าไว้สำหรับเรื่องความรัก แต่ศึกรบ ศึกรัก ช่างใหญ่หลวงไม่ง่ายดายนัก ทั้งนี้ หว่องฯ ก็ชอบกำกับหนังแบบด้นสด หรือไม่มีบทชัดเจนอีกด้วย จากกรณีการเปรียบเทียบให้เห็นบทของHappy Together ซึ่งเหลียงเฉาเหว่ยมารู้ทีหลังว่าเขาต้องแสดงบทรักกับชาย โดยเขาเป็นฝ่ายตั้งรับ มากกว่าฝ่ายรุก หรือเปล่า? คุณลองย้อนกลับไปดู หละกันครับ ส่วนเรื่องมังกรหยก หรือ Ashes of Time ซึ่งWong Kar-wai, and loosely based on four characters from Louis Cha’s wuxia novel The Legend of the Condor Heroes.นิยาย ชื่อไทย คือ มังกรหยก  และหว่องฯ produced a parody of the same novel with the same cast titled The Eagle Shooting Heroes.(นิยายไทย ชื่อ จอมยุทธเจ้าอินทรี) โดยเพลงประกอบไพเราะ เช่น หัวใจโดดเดี่ยว และไปสู่สายลม
Ashes of Time Soundtrack – Prelude – A Lonely Heart

Ashes of Time Soundtrack – Finale – Gone With The Wind

Go Away From My World“เป็นเพลงประกอบหนังเรื่องFallen Angels ด้วยครับ
Performed by Marianne Faithfull
Marianne Faithfull Go Away From My World (with lyrics)
Go away from my world,Let me dream alone.And you see it never worked from the start,All I got for all of my love was a broken heart.Go away from my world,And let me dream alone.I’ll dry my eyes and comb my hair,And I’ll pretend you’re never there.Now you’re gone the breezes blow so sadlyYou never could understand the love I wanted so badly.Go away from my world,And let me walk all alone.All alone in my room,
All alone and so sad.I can dream of how I wanted us to be Dreams I have the kind I knew could ever be.Go away from my world.

10 มีนา 54(รวมหลายวันก่อน คือ วันที่1มีนา-ก่อนจะถึง10 มีนา )

–จริงๆ ผมไม่ได้สนใจเรื่องสัญชาติอังกฤษของนายกฯ เท่าไหร่ เลยครับ
ผมไม่ได้ตามข่าว ลิเบียฯลฯ ตลอดด้วย แต่ว่าหลายวันก่อน ผมนึกถึงเรื่องผมเดินทางไปปาย ในปีที่99 ก่อนครบรอบ100 ปี ซึ่งเมื่อผมนึกถึงเรื่องรุ่นพี่ตาทิพย์ มองเห็นผี และเรื่องคนนั่งสมาธิเสียสติ โดยผมเปลี่ยนมาเล่าเรื่องThe brain แล้วถ้ามีโอกาสหน้าจะเล่าเรื่องThe brain in love
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเคษในตัวท่าน
1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น
คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลง
เข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง
เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์
ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ก็พบว่าไม่จริง
สมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ
ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียน
เปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย

อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ
สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน
เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน
ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่า
ท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน
และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น

2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ
สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัว
แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)
สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแส
ไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่

3.อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ
นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน
โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ
ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อย
แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย
เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่าย
เท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆ
มักจะฉลาดกว่าคนอื่น
แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ
นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง
มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงาน
ไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมี
ไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,
เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ
คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน
ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้
สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้
แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน
การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว
ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรค
หรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้
ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้
เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ
สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อ
ตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น
ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ
ความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น
มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ
กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง
ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา
หรือความยากลำบากต่างๆ
กำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น

6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์
ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า
จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ
และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง
แต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้
มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วน
และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว
จิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต
อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ
เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล
จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น
ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน
แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น
มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ
นักจิตวิทยากล่าวว่า
หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้
อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่
เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง
ถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด
เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=34379aa6358b7ea1&clk=wttpcts

-ผมเอามาให้เราดูเล่นๆ กัน แต่มันเป็นข้อคิดแฝงข้อขัดแย้งในตัวมันเอง คือ ข้อ1สมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ กับข้อ5สมองเหมือนกล้ามเนื้อฝึกฝนได้ มันดูเหมือนstory-หักมุม เปรียบเทียบคำจากภาษาอังกฤษ คือ culminateและangleฯลฯ แต่มันสมองแฝงสาระ และผมอยากจบด้วย
Happy Together Lyrics
Artist(Band):Simple Plan (หลายวงร้องเพลงนี้ เช่น Turtles)
Imagine me and you, I doI think about you day and night,Its only right, to think about the girl you love and hold her tight so happy together If I should call you up, invest a dime and you’d say you belong to me, and

ease my mind Imagine how the world would be so very fine, so happy together I can’t see me loving nobody but you for all my life When youre with me, baby the skies will be blue for all my life Me and you, and you

and me No matter how they toss the dice, it has to be The only one for me is you, and you for me so happy together If I should call you up, invest a dime and you’d say you belong to me, and ease my mind Imagine

how the world would be so very fine, so happy together I can’t see me loving nobody but you for all my life When youre with me, baby the skies will be blue for all my life I can’t see me loving nobody but you
for all my life When youre with me, baby the skies will be blue for all my life Call you up, ease my mind, ease my mind EASE MY MIND I can’t see me loving nobody but you for all my life When you’re with me, baby

the skies will be blue for all my life I can’t see me loving nobody but you for all my life When youre with me, baby the skies will be blue for all my life..Babababadabababadababadababa
So happy together. Babababadabababadababadababa So happy together. Babababadabababadababadababa So how is the weather? Babababadabababadababadababa So happy together.
Babababadabababadababadababa
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/Happy-Together-lyrics-Simple-Plan/C1468051E8A4069648256D8F00223486

วันที่ 11 มีนา 54 โดยIn the Mood for Love
เมื่อผมระลึกถึงหลายเรื่องหลายราว ทั้งกรณีตูนีเซีย,อียิปต์ ในเหตุการณ์การเมือง และเรื่องราวส่วนตัว ทั้งหลาย etc จากวันที่ 5 มีนา เป็นวันนักข่าว โดยผมสนใจนัยยะของภาพถ่าย ที่ได้รับรางวัลชมเชย ชื่อภาพ รับเละ บรรยาย : กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังจับทหารที่ขับรถผ่านเข้ามาในถนนราชปรารภ สามเหลี่ยมดินแดงและรุมทำร้ายร่างกายทหาร..  เป็นต้น เนื่องจากเรื่องภาษาของข่าว และภาษาภาพ สะท้อนนัยยะเรื่องอะไร? และรางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว ภาพข่าวที่รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ภาพข่าว “คนเครียดหมาเครียด” ถ่ายโดยช่างภาพนสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการ  http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000028865
ดังนั้น จากภาษาภาพ และภาษาข่าว และอิศรา อมันตกุล ก็เป็นอดีตนักเขียน ทำงานวรรณกรรม นิยาย เรื่องสั้น เช่น เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี ต่างๆ ผู้เคยถูกจับ ด้วยข้อหา มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยถูกคุมขัง(ดูเพิ่มเติมวิกีพีเดีย) และอิศรา อมันตกุล เป็นผู้ร่วมติดคุกลาดยาว ในปีพ.ศ.2501 ที่เดียวกับจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้เขียน”ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะ เพื่อประชาชน”ผลงานแปลนวนิยายเรื่อง “แม่”   ของแมกซิม กอร์กี้ ผู้แต่งบทกวี คือ เปิบข้าว.. ฯลฯ 

ซึ่งผมย้อนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรม โดยคำว่าMetonymy(ตุลยคีตา,อธินามนัย) คือ การใช้ชื่อของสิ่งหนึ่งหรือคำๆหนึ่งมาใช้หมายถึงอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เช่น กล่าวว่า “เขารักเก้าอี้ของเขามากกว่าเกียรติยศ” โดยใช้เก้าอีแทนตำแหน่ง และใช้คำว่า “มงกุฎ” แทน “พระราชา” เป็นต้น(ข้อมูลโดยหนังสือศัพท์วรรณกรรมและพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย)..Metonymy (pronounced /m??t?n?mi/, mi-ton-uh-mee  is a figure of speech used in rhetoric in which a thing or concept is not called by its own name, but by the name of something intimately associated with that thing or concept. For instance, “Westminster” is used as a metonym (an instance of metonymy) for the Parliament of the United Kingdom, because it is located there.

The words “metonymy” and “metonym” come from the Greek: ?????????, met?nym?a, “a change of name”, from ????, met?, “after, beyond” and -??????, -?nym?a, a suffix used to name figures of speech, from?????, ?nyma or ?????, ?noma, “name.”Metonymy may also be instructively contrasted with metaphor. Both figures involve the substitution of one term for another. In metaphor, this substitution is based on som specific similarity, whereas, in metonymy, the substitution is based on some understood association (contiguity).
Metonymy can also refer to the rhetorical strategy of describing something indirectly by referring to things contiguous to it, in either time or space. และข้อมูลชี้ให้เห็นความแตกต่างของMetaphor กับMetonymyยังยกตัวอย่าง ผลงานของJane Austen ในนิยายเรื่อง Pride and Prejudice,และข้อมูลคำต่างๆ
http://en.wikipedia.org/wiki/Metonymy

-เมื่อผมคิดเรื่องAngel(ผมต้องสอบถามผู้รู้ขอไม่บอกไว้),Metaphor,Metonymy และIrony ซึ่งรุ่นน้องของผม ที่เรียนจบMass communication จู่ๆ ก็มาถามผมเรื่องMarshall Mcluhan โดยผมเคยเล่าไปแล้วว่าMcluhan(อิทธิพลต่อเบน แอนเดอร์สัน ที่ศึกษาเรื่องชาตินิยม)Mcluhan กล่าวถึงสื่อ (Mediumหรือชักนำให้รู้จัก) ตัวกลาง(Mediumหรือสื่อกลาง) และตัวเชื่อมโยง(connect) โดยรุ่นน้องชวนคุยเรื่องสื่อร้อน สื่อเย็น กรณีทีวี เป็นต้น ส่วนผมแค่กำลังอ่านหนังสืออีกเล่มของMarshall Mcluhan ซึ่งผมก็บอกเรื่องที่ผมรู้ว่าสื่ออิเล็คทรอนิค ในข้อมูลข่าวสารแวดล้อม เหมือนการรับรู้เห็นว่า เราเป็นปลาอยู่ในน้ำ คือ หนังสือCounter-Blast และเราคิดเรื่องปลากับน้ำเหมือนเป็นสัญลักษณ์ แล้วเราคิดเรื่องสัญลักษณ์กัน อย่างไร? ถ้าแทนค่าของพระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่นก็ได้ หรือแทนค่าทีวีเป็นสื่อร้อน หรือสื่อเย็น ที่อยู่รอบตัวละครในหนังFallen Angels แล้วย้อนมองดูหนังเรื่องFallen Angels ในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเปรียบเทียบศาสนาคริสต์ กับศาสนาของชาวจีนโบราณถึงปัจจุบัน เพื่อวิเคราะห์เรื่องเทวดา นางฟ้า และฟ้า โดยReligion in China : ศาสนาในจีนโดยสมัยโบราณ คือ ฟ้า หรือสวรรค์ เกี่ยวข้องเป็นเหมือนความเชื่อต่อฟ้าทางศาสนานั่นเอง
…Shang Dynasty bronze script character for tian (?), “Sky” or “Heaven.”The “official” orthodox faith system held by most dynasties of China since at least the Shang Dynasty (1766 BC) until the overthrow of the last dynasty (1911 AD) centered on the worship of Shangdi (“Supreme God”) or “Heaven” as an omnipotent force.
ณ ที่นี้ คือจัตุรัสเทียนอันเหมิน
เทียนอันเหมินเฉิงโหลว หรือ หอประตูเมืองเทียนอันเหมิน (?????) ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของจัตุรัส ประตูเทียนอันเหมินเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่ถือว่าเป็น ‘ดวงตา’ ของเมืองปักกิ่ง และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000047202
The Tiananmen or Tian’anmen (simplified Chinese: ???; traditional Chinese: ???; pinyin: Ti?n’?nm?n), the gate of heavenly peace, is a famous monument in Beijing, the capital of the People’s Republic of China. It is widely used as a national symbol.เทียนอันเหมิน ประตูส่สวรรค์แห่งสันติ เป็นอนุสาวรีย์ของปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนของจีน เทียนอันเหมินถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ
http://en.wikipedia.org/wiki/Tiananmen
Tiananmen Square จัตุรัสเทียนอันเหมิน เหมือนสัญลักษณ์ของจีน
http://en.wikipedia.org/wiki/Tiananmen_Square
Tian Tan Buddha, also known as the Big Buddha, is a large bronze statue of a Buddha, completed in 1993, and located at Ngong Ping, Lantau Island, in Hong Kong. The statue is located near Po Lin Monastery and symbolises the harmonious relationship between man and nature, people and religion. It is a major centre of Buddhism in Hong Kong, and is also a popular tourist attraction.
Description
The statue is named Tian Tan Buddha because its base is a model of the Altar of Heaven or Earthly Mount of Tian Tan, the Temple of Heaven in Beijing.
http://en.wikipedia.org/wiki/Tian_Tan_Buddha
-พระพุทธรูปเทียนอันขนาดใหญ่ของฮ่องกง เป็นพื้นฐานรูปแบบของสวรรค์ ฯลฯ หรือชี้ให้เห็นง่ายๆ เหมือนเชื่อมโยงกับTemple สวรรค์ในปักกิ่ง

—จากการค้นหาเรื่อง “ฟ้า” ในหนังFallen Angels แล้วย้อนดูเปรียบเทียบหนังDays of being wild (ชื่อไทย”วันที่หัวใจกล้าตัดขอบฟ้า”ปี1991) เป็นหนังที่ได้รับการโหวตเป็นหนังทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของฮ่องกง ซึ่งมันสะท้อนอะไร ถ้าเราขาดแม่ อย่างหยกไจ๋ แล้วจะไม่เป็นแบดบอย ได้หรือไม่ ในสังคมไทยด้านพลิกกลับไม่มีแม่ เช่นเดียวกัน(หนังเรื่องนี้สร้างก่อนเรื่องFallen Angels โดยผู้กำกับหว่องฯ)
http://en.wikipedia.org/wiki/Days_of_Being_Wild
“วันที่ 16 เมษา 1960 หนึ่งนาทีก่อนบ่ายสามคุณอยู่กับผม เพราะคุณ…ผมจะจำนาทีนั้นไว้ จากนี้ไปเราเป็นเพื่อนกันแล้วหนึ่งนาที ความจริงข้อนี้คุณปฏิเสธไม่ได้หรอก มันเกิดขึ้นแล้ว”
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2006/02/A4071982/A4071982.html
-นี่แหละ คือ สัญลักษณ์ถึง3 o’clock…ซึ่งแตกต่างจากผมเดินทางที่ปาย.. 
-ตัวอย่างของคนแสดงความคิดเห็นว่า…ดูหนังเรื่อง Days of being wildของว่อง คาไว แล้วไม่เข้าใจง่ะ
-เขาว่าต้องดูสามเรื่องต่อกันครับ Day of Being wild, In the Mood for Love, 2046
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/A3014185/A3014185.html
เมื่อหนังเรื่องIn the Mood for Love(พระเอกส่งเสียงใส่รูในนครวัด) ถูกห้ามถ่ายทำในปักกิ่ง หรือบทถูกเซ็นเซอร์จากกรณีมีฉากจัตุรัสเทียนอันเหมิน และมันไปถ่ายทำมาเก๊า กรุงเทพฯ และอังกอร์วัดหรือนครวัด ต่างๆ ดูเพิ่มเติม:รายชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย -th.wikipedia.org/wiki/%25E0%25B8%25A3..
ส่วนเรื่องหนัง In the Mood for love คือThe filming of In the Mood for Love (2000) had to be shifted from Beijing to Macau after the Chinese Film Bureau demanded to see the completed script. This was all in all a minorsetback in the “very complicated evolution” of the project which goes as far back as 1997. It was Wong’s intention to make two films, one of which would be titled Beijing Summer, the plot unclear at the time, but eventually taking form in Macau. Here Wong planned to call it Three Stories About Food, but saw it better to settle for only one story, A Story About Food, that centers on a writer. Together with scenes shot in Bangkok and Angkor Wat, the filming took as long as 15 months.
http://en.wikipedia.org/wiki/Wong_Kar-wai
จากIn the Mood for Love (หรือชื่อเดิม คือBeijing Summer) หนังที่เกี่ยวกับอาหาร ถึงหนังเรื่อง2046 โดยดูจากบทสัมภาษณ์
O: Could you talk about 2046?
WKW: Well, we wanted to make this film because in 1997, the Chinese government promised Hong Kong 50 years without any changes. So 2046 is the last year before the promised date. We wanted to make a film about promises, and we wanted to make a film to explore how things can change in life.
http://www.avclub.com/articles/wong-karwai,13700/
TIME: I’m confused. This film was originally called Beijing Summer and it seems to have been going on for about one year. What is it now?
Wong Kar-wai: It’s a long story. We wanted to make a movie in Beijing two years ago and actually did shoot some scenes there Then we submitted the script to the censors in China. Actually it was more like a first draft. The authorities said some points would have to be adjusted.
TIME: What didn’t they like?
Kar-wai: For a start, they didn’t like the title.
TIME: What was wrong with Beijing Summer?
Kar-wai: They didn’t say. We asked them to suggest something better, but they didn’t. Secondly, they told us we couldn’t shoot scenes in any part of Tiananmen Square.
…TIME: Food seems very important in all your movies. Why?
Kar-wai: People don’t always understand the notion of eating. They do it every day–it’s common, like breathing. And while eating, you have different emotions. You eat out of frustration, or out of joy, and have lots of different motivations.
..TIME: I’m struck by the fact you’re always dealing with individuals There’s no sense of society or family in what you’ve done. No one has any foundations.
Kar-wai: The truth is, we make a film in a very minimal way because of low budgets, and our style has been dictated by that. When I look at Fallen Angels, I realize it is not a film that is truly about Hong Kong. It’s more like my Hong Kong fantasy. I want Hong Kong to be quiet, with less people.
…TIME: Have you ever wanted to act?
Kar-wai: No, I prefer to watch, rather than being watched.
http://www.time.com/time/asia/features/interviews/int.wongkarwai05224000.html/
สรุป ย่อบทสัมภาษณ์จาก2046 เป็นช่วงหมดคำสัญญาของจีนกับฮ่องกงทางการเมือง จึงอยากทำหนังเรื่อง2046 และความคิดทางการเมืองของจีน การเซ็นเซอร์หนังBeijing Summer หรือIn the mood for loveจากบทหนังฉากเกี่ยวกับจัตุรัสเทียนอันเหมิน และเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน ส่วนผมคิดถึงแง่มุมของasian family ผ่านIn the mood for love ที่มีเรื่องคนรักและครอบครัวด้วย
เมื่อเรารับรู้ว่า คอมมิวนิสต์จีน ซึ่งปกครองประเทศ ก็ได้อิทธิพลของมาร์กซ มาแล้ว ทั้งนี้ หนังเรื่องคู่รัก คู่หู In the mood for love คือ ผมเล่าย่อๆ ว่าคนหนึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่เขาและเธอ ก็สองคนช่วยกันร่วมเขียนนิยายเป็นคู่คิดกันด้วย ซึ่งผมเคยเล่าให้อ่านในครั้งโน้น แล้วเราจะปฏิเสธคู่คิดของมารกซ์คนนี้ ได้ไง คือ Friedrich Engels ฟรีดริช แองเจิลส์ เป็นบุตรของนักธุรกิจสิ่งทอที่มั่งคั่ง เขาเข้าศึกษาในวิทยาลัยแต่เรียนไม่สำเร็จเพราะปฏิเสธที่จะเข้าสอบและลาออกมาช่วยบิดาทำธุรกิจ ใน พ.ศ. 2384 เขาถูกเกณฑ์เป็นทหารและไปประจำการอยู่ที่นครเบอร์ลินเป็นเวลาปีเศษ เขาสนใจศึกษาเกี่ยวกับกองทหารและยุทธศาสตร์การรบ ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้ถ่ายทอดความรู้ทางทหารดังกล่าวให้มาร์กซนำมาเขียนทฤษฏีการเมืองว่าด้วยอำนาจรัฐ โดยเขามีโอกาสพบและรู้จักมาร์กซเป็นครั้งแรกที่เมืองโคโลญ ใน พ.ศ. 2385 ในขณะนั้นมาร์กซ์เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Rheinische Zeitung ได้ชักชวนแองเจิลส์ให้ช่วยเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ มิตรภาพที่เริ่มต้นด้วยตัวอักษรทำให้มาร์กซ์และแองเจิลส์เริ่มใกล้ชิดกันทางความคิด..  เขาเป็นผู้ร่วมเขียนงานกับมารกซ์(แองเจิลส์ กับมารกซ์ ก็สหายทั้งสองตายที่อังกฤษ) โดยผลงานเด่นของแองเจิลส์ คือThe Origin of the Family, Private Property and the State(กำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติ ระเบียบสังคมของมนุษย์ฉบับไทยแปลโดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้ถูกจับขังคุกในฐานะกบฎสันติภาพ) นี่แหละ คือ เรื่องราวของครอบครัว โดยเปิดประเด็นต่อเรื่องครอบครัวของชาวเอเซีย หรือ asian family จะเป็นเรื่องของครอบครัว ที่มีลักษณะตรงกันข้ามยุโรป มากน้อยแค่ไหน ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเอเชีย กับยุโรป คือ ตะวันตกพบตะวันออกแล้ว ครับ

จากasian family ถึงเติ้งลี้จวิน ในฐานะสัญลักษณ์เชื่อมโยงเอเชีย วัฒนธรรมป็อบ และความทันสมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรมแผ่นเสียง ในฐานะเสียงเพลงของเธอประกอบหนังFallen Angels
โดยจริงๆ ก็มีเรื่องที่ผมอยากเล่าต่อคือ เรื่องราวของเติ้งลี้จวิน ที่ผมเคยเล่าให้ทุกคนอ่านไปแล้ว ในหนังเรื่องComrades(สหาย), almost a love story และบทเพลงของเธอ ประกอบหนังFallen Angels ผ่านเรื่องเล่าต่อคอมมิวนิสต์จีน น่ะครับ
ทั้งนี้ ประวัติเติ้งลี่จวิน ก็น่าสนใจ คือ เธอเป็นนักร้องเพลงป๊อบ ครอบครัวอพยพจากจีนมาไต้หวัน โดยเธอได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวตลอดมา และเมื่อถึงทศวรรษที่ 1960 ไต้หวันได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ชาวไต้หวันซื้อหาแผ่นเสียงได้ง่ายขึ้น จนทำให้พ่อของเธออนุญาตให้เธอออกจากโรงเรียน และหันมาเป็นนักร้องอาชีพอย่างเต็มตัวที่สนใจการเมืองกรณีจัตุรัสเทียนอันเหมิน ครับ ใน พ.ศ. 2532 เติ้ง ลี่จวิน ได้เปิดคอนเสิร์ตในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ขณะนั้น เกิดเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินของนักศึกษาชาวจีนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 เติ้ง ลี่จวิน ได้เปิดคอนเสิร์ตในนามของกลุ่มนักศึกษา เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษาในกรุงปักกิ่งของจีน คอนเสิร์ตดังกล่าวมีชื่อว่า “บทเพลงประชาธิปไตยเพื่อเมืองจีน” (???????, m?n zh? g? sh?ngxi?n zh?ng hu?) จัดขึ้นที่สนามม้าแฮปปี้วัลเลย์ ฮ่องกง มีผู้เข้าชมกว่าสามแสนคน เธอได้ประกาศจุดยืนว่า “บ้านของฉันอยู่คนละฝั่งกับภูผาใหญ่” อันตีความได้ว่า เธอจะต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง แม้ว่า เติ้ง ลี่จวินจะได้เดินทางไปแสดงตามประเทศต่างๆทั่วโลกตลอดชีวิตการเป็นนักร้อง แต่เธอก็ไม่เคยไปแสดงในสาธารณรัฐประชาชนจีนเลย แต่เธอหวังมาโดยตลอด จนในที่สุด ในช่วงทศวรรษ 1990 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เชิญเธอไปแสดงในประเทศจีน แต่ยังไม่ทันที่ความฝันของเธอจะเป็นจริง เติ้ง ลี่จวินก็มาเสียชีวิตเสียก่อน

ตั้งแต่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เติ้ง ลี่จวิน ป่วยด้วยโรคหอบหืดเรื้อรังมาตลอด จนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 เติ้ง ลี่จวิน เสียชีวิตอย่างกระทันหันด้วยโรคหอบหืดขั้นรุนแรง ขณะมาพักผ่อน ณ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ด้วยอายุ 42 ปี (43 ปีตามปฏิทินจีน) พิธีศพของเติ้ง ลี่จวิน ถูกจัดขึ้นแบบรัฐพิธี โลงศพขอเธอถูกคลุมด้วยธงชาติสาธารณรัฐจีน โดยอดีตประธานาธิบดีลีเต็งฮุย และประชาชนจำนวนหลายพันเข้าร่วมพิธีด้วยความอาลัยรัก ศพของเติ้ง ลี่จวิน ถูกฝันที่สุสานจินเป่าซาน อันเป็นสุสานติดภูเขาในเมืองจินซาน มณฑลไทเป ทางตอนเหนือของไต้หวัน ป้ายหลุมศพมีรูปปั้นของเติ้ง ลี่จวิน และคีย์บอร์ดเปียโนไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่พื้น เมื่อมีคนเหยียบที่แต่ละแป้น จะมีเสียงออกมาต่างกัน แม้ว่าชาวจีนจะเชื่อว่าควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสุสานก็ตาม แต่สุสานของเธอมักมีแฟนเพลงจากทั่วโลกเข้ามาเคารพและรำลึกถึงเธออยู่เสมอในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2545 ได้มีการเปิดตัวหุ่นขี้ผึ้งของ เติ้ง ลี่จวิน ที่พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ ฮ่องกง ในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ได้มีการจัดคอนเสิร์ต “15 ปี เติ้งลี่จวิน A Special Tribute” ขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีนักร้องชาวไทย 13 ขึ้นขับกล่อมบทเพลงของเติ้ง ลี่จวิน เพื่อเป็นการรำลึกการจากไปครบ 15 ปีของเธอ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87_%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99

-ลองดูเปรียบเทียบเรื่องเพลงชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีชื่อว่า มาร์ชทหารอาสา(แน่นอนว่า คอมมิวนิสต์ ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมแทบไม่มีศาสนา และผลกระทบต่อเรื่องชาติ และลัทธิคอมมิวนิสต์ยังผ่านเพลงชาติและเทียนอันเหมิน ในหลายยุคสมัยฯลฯ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2
ขอมอบเพลงนี้ให้ทุกคน ครับ
I Only Care about you
Teresa Teng(เติ้งลี่จวิน)
If I do not meet you, where will I be? how will I complete my day? will I treasure life? will I know someone? will my days be ordinary? I do not know if I will, also have a sweet love like honey.
Let time flies. I only care about you. I’m willingly to be influence by the way you are. How many times in our live we can get a close friend? Loosing life strength is also not a pity.
So I beg you, do not let me leave you. Except you, I do not feel affection for somebody else. If one day, you say you are going to go away immediately.
I will be lost. I will walk in the crowd. I do not want any promise. I only want to be together everyday. I can not depend only on pieces of memory to go on.
www.amethystlyrics.com/Lyrics/T/Teres

วันที่ 12-15 มีนา 54
คนไทยอ่านหนังสือปีละ6 หรือ9 บรรทัด จริงหรือ? ซึ่งเรามาทบทวนข่าวต่างๆ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์-จีน-ญี่ปุ่น(สึนามิ) และ ข่าวหลวงตาบัว รวมทั้งข่าวแม่ถ้วน ชวนหลีกภัย อีกทั้งข่าวที่ต่างๆ ส่วนผมเห็นข่าวนี้ ก็ดูไม่เครียด คือ ซึ้งรักวิศวะ2ล้อ พญ.โร่พบ เอ่ยขอแต่งงาน จากกรณีนายปิติพล วังธิยอง หรือดรีม หนุ่มวิศวกร จ.ระยอง วัย 30 ปี ต้องการพิสูจน์รักแท้กับแฟนสาวแพทย์หญิงร.พ.แห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ผ่านรายการทีวี “ศึกน้ำผึ้งพระจันทร์” ทางช่อง 5 ช่วงเรียลลิตี้ CP Will You Marry Me แต่งงานกันเถอะ http://www.hi-happy.com/news_detail.php?catid=1&table=news&types=1&id=3077 นี่เรียกว่า การแสดงออกความกล้าหาญอีกแบบหนึ่ง น่ะครับ
จากเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องส่วนตัวของผมเอง ซึ่งผมไม่มีโอกาสไปงานญาติพี่สาว ที่จะแต่งงานในเดือนนี้ และรุ่นน้องของผม ก็โทรมาชวนไปงานแต่งงาน แต่มันหลายเรื่องจริงๆ ที่ต้องแบ่งเวลา จัดการชีวิต  และผมไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย เช่น กรณีรุ่นน้องถามเรื่องMarshall Mcluhan รวมทั้งสื่อDigitality ซึ่งผมก็มีเวลาเขียนถึงบริบทเรื่องเล่าจำกัด และผมนึกถึงการเข้าถึงสื่อ หรือThrough ในกรณีผมไปบรรยายให้นศ.ที่โคราช อยู่ในยุคดิจิตอล ก็ไม่รู้จักประกันสังคม และลุงนวมทอง ซึ่งชีวิตของผม ก็จำกัดหลายอย่างไม่ได้นั่งใช้อินเตอร์เน็ตในห้องแอร์อย่างวันนี้ ขอไม่บอกว่า ผมมาใช้เน็ตที่หนึ่งเผลอตบยุงตายไปหนึ่งตัว น่ะ ครับ
ผมตบยุงตายไม่ได้ฆ่าคนตาย ไม่ติดคุก นี่เป็นเรื่องราวของคุกลาดยาว ที่น่าสนใจ ซึ่งเราสามารถหาอ่านกันได้ เพิ่มเติม ครับ เช่น การคุก การตะราง ในยุคแรก สมัยรัชกาลที่ ๕… http://www.oknation.net/blog/nukpan/2009/03/29/entry-1 และเรือนจำลาดยาว เป็นชื่อเรียกของกลุ่มทัณฑสถานที่ตั้งอยู่บนถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มเรือนจำลาดยาวประกอบด้วยเรือนจำขนาดใหญ่หลายแห่งอันได้แก่ เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และทัณฑสถานหญิงกลาง http://www.thaipoliticsgovernment.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7 และดูเพิ่มเติมเรือนจำลาดยาว หรือคลองเปรมhttp://www.kpprison.in.th/index2.htm
ส่วนเรื่องเครียดขึ้นมา กรณีภาพข่าว เป็นกระจกสะท้อนมากกว่าแค่มองตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว จากกรณีภาพข่าวต่างๆ ก็มีเรื่องของคนเรามีเรื่องราวเหมือนภาพยนตร์ เช่น ตอนกรณี 9/11 ก็มีภาพข่าวเครื่องบินพุ่งชนตึกเวริดเทรดฯ ซึ่งผม หรือหลายๆ คนก็คิดว่าเหตุการณ์เหมือนภาพยนตร์

แล้วเรื่องตรงข้ามเบาสมองหน่อย คือ Brain in love ก็ถูกนำเอาไอเดียทางจิตวิทยา มาทำเป็นรายการทีวี โดยภาพยนตร์ซีรี่ส์ออกฉายในอเมริกา คือ Brian in Love http://en.wikipedia.org/wiki/Brian_in_Love ในด้านกลับกัน จากกรณีสมองในความรัก กลับมาเป็นสมองทำหน้าที่อื่นๆ…
-สมองมีหน้าที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความรู้สึกทั้งหมด และควบคุมการทำงานของร่างกาย
     สมองของคนเรามี 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวา ในสมองแต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป การทำงานของสมองนั้น สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา โดยทำหน้าที่ในส่วนของการตัดสินใจ การใช้เหตุผล ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย โดยทำหน้าที่ในส่วนของการสร้างสรรค์       ความสามารถของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ และการพัฒนาของสมองทั้งสองซีกในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
     การที่คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน อาจเกิดจากการเจริญเติบโตของสมองทั้งสองซีกไม่เท่ากัน บางคนจึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องคำนวณ แต่บางคนก็เชี่ยวชาญในการเต้น ความสามารถที่แตกต่างกันเหล่านี้ อาจเนื่องมาจากการพัฒนาของสมองไม่เท่ากันก็ได้
    แม้สมองจะทำงานต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองทั้ง 2 ซีก จะทำงานเชื่อมโยงไปพร้อมกัน ในแทบทุกกิจกรรมทางการคิด โดยการคิดสลับกันไปมา ในการควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด การรับรส สมองทั้ง 2 ซีกของร่างกายจะทำงานไปพร้อม ๆ กันและ จะประสานงานกันเป็นอย่างดี ดังนั้นสมองทั้งสองซีก จะต้องทำงานคู่กันเสมอ แม้ว่าบางช่วงสมองซีกใดซีกหนึ่งจะทำงานมากกว่าก็ตาม
-สมองแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. สมองส่วนหน้า (Forebrain) – มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีกดังนี้
– ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) อยู่ด้านหน้าสุด ทำหน้าที่ – ดมกลิ่น (ปลา,กบ และสัตว์เลื้อยคลานสมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
– ซีรีบรัม (Cerebrum) – มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส
– ทาลามัส (Thalamus) – อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรมด้านความเจ็บปวด
– ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) – ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองซึ่งจะทำการควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำและสารละลายในเลือด และยังเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อารมณ์ความรู้สึกวงจรการตื่นและการหลับ การหิว การอิ่ม และความรู้สึกทางเพศ
2. สมองส่วนกลาง (Midbrain) – เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษย์สมองส่วน obtic lobe นี้จะเจริญไปเป็น Corpora quadrigermia ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
3. สมองส่วนท้าย (Hindbrain) ประกอบด้วย
-พอนส์ (Pons) – เป็นส่วนของก้านสมอง ติดกับสมองส่วนล่าง ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และเป็นที่อยู่ของประสาทคู่ที่ 5,6,7,8
-เมดัลลา (Medulla) – เป็นสมองส่วนท้ายสุด ต่อกับไขสันหลัง เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
-ซีรีเบลลัม (Cerebellum) – อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กันและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=7f1898f0284bbf4a&clk=wttpcts
9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์
1.     จิบน้ำบ่อย ๆ  (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2.     กินไขมันดี  (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3.     นั่งสมาธิวันละ 12 นาที  (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4.     ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5.     หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟืนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6.     เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7.     ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8.     เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียน

เรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9.     ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

จากสมอง และหัวใจของคน ในครอบครัวโลก-asian family ต่อหัวใจข้างซ้าย ในเพศสภาพ
บทกวี – สหายเอย
สหายเอย………………………………วานเฉลยว่าสตรีสวยที่ไหน
สวยที่ตาซึ้งงามหวามหัวใจ……………..สวยที่แก้มอำไพผ่องชมพู
สวยที่โอษฐ์เต็มอิ่มยิ้มน่าจูบ……………..สวยที่รูปร่างระหงทรงเพรียวหรู
สวยที่อกอันชายต้องร้องอู้ฮู้………………สวยตะโพกชวนดูเดินแนบเนียน
บ้างว่าสวยพร้อมพรายยามอายเหนียม…..บ้างว่าเยี่ยมก็ตรงตอนงอนปวดเศียร
บ้างว่าสวยพร้อมสรรพเมื่อดับเทียน……….บ้างว่าสวยเพราะเธอเพียรให้ชมเชย
สวยเพราะแสนรักผัวจนกลัวหงอ…………..สวยเพราะรอเป็นเท้าหลังฟังเฉยเฉย
สวยเพราะผัวมีเมียน้อยปล่อยตามเคย…….สวยเพราะเป็นทาสเชลยเสมอไป
สหายเอย…………………………………..คำเฉลยต่อไปนี้เข้าทีไหม
สวยเพราะทำงานแข็งกร้านแกร่งไกร………เพื่อช่วยมวลชนไทยที่มืดมน
เพื่อช่วยให้เขาได้มีที่เรียนร่ำ……………….มีงานทำมีเงินจ่ายหายขัดสน
มีบ้านอยู่อย่างเป็นสุขทั่วทุกคน……………งานเพื่อชนทั้งสิ้นอยู่กินดี
สวยเพราะเป็นเท้าหน้าขวาหรือซ้าย………เทียมเท่าชายเชิดความรักในศักดิ์ศรี
ใช่แขวนชีพไว้กับผัวชั่-ว-ตาปี………………ใช้ความสามารถที่มีกอบกิจกรรม
จงตื่นเถิดรู้ตนว่าตนสามารถ……………….จงองอาจอย่ายอมให้ใครเหยียบย่ำ
แม่แห่งลูก แม่แห่งโลก แม่แห่งธรรม………..สองมือแม้นแม่แรงค้ำโลกและคน
เธอจักสวยเพราะคำนึงซึ่งในสิทธิ…………..ที่ควรมีเสมอมิตรทุกแห่งหน
สิทธิ..หะหา..จงเธอปองสิทธิของตน…………สวยด้วยศักดิ์ “เสรีชน” ใช่เชลย”

-งานชิ้นต่อไปนี้เป็นมุมมองของ “จิตร ภูมิศักดิ์” อันเป็นผู้เขียน(ชาย) ที่ในห้วงเวลาต่อมา “จิรนันท์ พิตรปรีชา” ก็บอกเล่ามุมมองผู้เขียน(หญิง) ที่มีต่อผู้หญิง ในชื่อชิ้นงาน
“อหังการ์ของดอกไม้” 
“สตรีมีสองมือ………………….มั่นยึดถือในแก่นสาร
เกลียวเอ็นจักเป็นงาน………….มิใช่ร่า-น-หลงแพรพรรณ
สตรีมีสองตี-น-………………….ไว้ป่ายปีนความใฝ่ฝัน
ยืนหยัดอยู่ร่วมกัน………………มิหมายมั่นกินแรงใคร
สตรีมีดวงตา……………………เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล…………มิใช่คอยชะม้อยชวน
สตรีมีดวงใจ…………………….เป็นดวงไฟมิผันผวน
สร้างสมพลังมวล……………….ด้วยเธอล้วนก็คือคน
สตรีมีชีวิต………………………ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล
คุณค่า “เสรีชน” ……………….มิใช่ปรนกามารมณ์
ดอกไม้มีหนามแหลม………….มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม……………….ความอุดมแห่งแผ่นดิน”
http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=477.0
http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=146

-จิตร ภูมิศักดิ์นั้น ก็มีคนศึกษาในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ และเรื่องราวของความรัก ในนิยายขนาดสั้น”ขวัญเมือง”,”กลอนเรื่องแม่”ซึ่งกลุ่มคนก็ยังจัดงานสืบทอดความคิด พูดคุยในแง่มุมต่างๆ มามากแล้ว นอกเหนือจากนั้น ผมคิดคำถามการศึกษาเรื่องคุกลาดยาว เชิงสถาปัตย์+ศิลปะกับแนวคิดคุกของฟูโกต์ ผู้เขียนแนวคิดเรื่องคุก ในฐานะพื้นที่ต่างๆ และกรัมชี่ ผู้ติดคุก เหมือนจิตร ภูมิศักดิ์ อริศรา อมันตกุล และกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา ผู้เขียนเรื่องข้างหลังภาพ และผู้แปลกำเนิดครอบครัวฯ ก็ติดคุกคดีกบฎสันติภาพ โดยความเหมือน คือ พวกเขาติดคุกเหมือนกัน ส่วนความต่างเป็นความตายที่ถูกยิงตายชายป่า คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ในเรื่องความต่าง ก็กรณีความเป็นหญิงของจีรนันท์ พิตรปรีชา ก็เป็นอดีตนศ. อดีตสหายคอมมิวนิสต์ ต่อมารับรางวัลเป็นกวีซีไรต์ จนกระทั่งเลิกรากับอดีตสามีเสกสรรค์ซึ่งจีรนันท์ เป็นคนแปลหนังสือเรื่องความลับในความรัก ที่เล่ามาย่อๆ เพราะผมเคยเขียนเกี่ยวกับความรักของจิตร ผ่านบทเพลงอาณาจักรความรัก โดยประเด็นคิดต่อ ก็คือ ทำไม บางคนต้องการความรัก ไม่อยากเป็นหัวใจซ้ายอกหัก(ซ้ายอกหัก) และผมเคยคุยกับไมค์ หรือ ไมเคิล เลียไฮ นักเขียน คอลัมภ์นิสต์ในไบโอสโคป ฯลฯ ซึ่งเขามาชม.แวะไปเที่ยวปายกับผม ที่ผ่านมา ทำให้ผมอยู่ในอารมณ์การระลึกถึงความหลังของปีที่แล้ว คือ ผมเขียนหัวข้อเรื่อง

WhySoSerious:TakeHistory;20102046https://akkaphoncyber.wordpress.com/2010/05/04/why-so-serioustake-history2010-2046/
ซึ่งเรามักพูดกันบ่อยๆ ว่า ความรัก คือเรื่องของหัวใจ แต่มันจริง ก็มีส่วนเกี่ยวกับสมองด้วย ถ้าเราดูประวัติศาสตร์พัฒนาการของคน จากยุคสมองลิง สู่ยุคเรื่องกำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติฯ(ผมได้แนวคิดจากการเคยฟังบรรยายของอ.วรวิทย์ ด้วย) โดยเองเกิลส์เคยเขียนไว้ว่า..รูปแบบของการสมรสที่เป็นบ่อเกิดของครอบครัวในยุคดึกดำบรรพ์โน้น เป็นรูปแบบการสมรสหมู่ (Group marriage) คือผู้ชายทั้งหมดและผู้หญิงทั้งหมดในหมู่มนุษย์ ที่รวมกันนั้นต่างก็เป็นผัวเป็นเมียของกันและกันเสมอหน้ากันหมด ด้วยรูปแบบการสมรสเช่นนี้ความริษยาหึงหวงในเรื่องเพศ จึงยากที่จะเกิดขึ้นได้ในหมู่มนุษย์ได้ หมู่มนุษย์ทั้งหมู่ จึงรวมกันเป็นครอบครัวอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นพี่น้อง “สังคญาติ” กันไปทั้งหมด พวกผู้ใหญ่ชายหญิงต่างก็ถือว่า เด็ก ๆ ที่เกิดจากการสมสู่ของเขาทั้งหลายเป็นลูกเต้าของเขาทุกคน ความริษยาหึงหวงจึงเป็นเรื่องที่แทบจะไม่รู้จักกันเลย..ครอบครัวแบบสังคญาติ(Consanguine family)มิให้พ่อแม่กับลูกชายหญิงสมรสกัน ต่อมาครอบครัวแบบพิวนาลวน (Punaluan family) มิให้พี่น้องชายกับพี่น้องหญิงสมรสกัน นี่เป็นตัวอย่างของเรื่องพัฒนาการของครอบครัวนั้นเอง

…“แนวโน้มเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศจะเป็นไปในทิศทางใดถ้าเรามีสังคมใหม่ที่เราร่วมกำหนด? สิ่งใดที่จะถูกยกเลิกหลังจากที่ได้มีการล้มล้างระบบทุนนิยมไป? อะไรใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา? คำถามเหล่านี้จะถูกตอบโดยคนอีกรุ่นหนึ่งที่เติบโตขึ้นจากวิถีการผลิตแบบใหม่ ชายรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักการซื้อขายหญิงด้วยเงินตราหรือตำแหน่ง ยศศักดิ์ และอำนาจทางสังคม หญิงรุ่นใหม่ที่รู้จักการมอบกายให้กับชายโดยมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ “ความรัก” ยิ่งกว่านั้นเธอจะไม่รู้จักความกลัวว่าถ้าไม่ยอมกระทำตามความต้องการของชายที่ตนรัก จะมีผลร้ายที่ต้องเผชิญทางด้านเศรษฐกิจ และเมื่อคนเหล่านี้ได้เติบโตขึ้นเต็มโลกใบใหม่ เขาจะไม่สนใจว่าคนยุคอดีตจะมองพฤติกรรมของเขาเช่นไร พวกเขาจะกำหนดประเพณีการปฏิบัติ ค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมใหม่ขึ้นมากลายเป็นวัฒนธรรมที่รับใช้มนุษย์อย่างแท้จริง”(Engels 1978: 96)
http://www.marxists.org/thai/archive/marx-engels/1884/origin-family/abstract.htm
ถ้าใครสนใจลองหาอ่านเพิ่มเติม ทั้งเรื่องThe Pairing Family,The Monogamous Family,Family and property(ทรัพย์สิน),ชนชั้น,สตรี ฯลฯ ในThe Origin of the Family, Private Property, and the State: in the light of the researches of LewiH. Morgan is a historical materialist treatise written by Friedrich Engels and published in 1884. It is partially based on notes by Karl Marx to Lewis H. Morgan’s book AncientSociety.http://en.wikipedia.org/wiki/The_Origin_of_the_Family,_Private_Property_and_the_State
http://en.wikipedia.org/wiki/Friedrich_Engels
โดยหัวข้อบันทึกเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวโลก-asian family และComrades(สหาย), almost a life story ถ้าเองเกิลส์ เรียนไม่จบวิทยาลัย แต่ทำงานทฤษฎีได้มาก ตรงกันข้ามกับประธานเหมา เจ๋อตง หรือ เหมา เจ๋อตุง  บุตรชายในตระกูลชาวนาเจ้าของที่ดิน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู ก่อนจะเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน แล้วกลายเป็นบุคคลสำคัญของจีน คือ ประธานเหมาฯ ซึ่งผมสอบถามผู้รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า ซ้ายอกหัก(ซ้ายอกหัก-คอมมิวนิสต์อกหัก/ หรือสหายอกหัก ได้ข้อมูลมาบางส่วน(ขอสงวนสิทธิผู้ให้ข้อมูลปิดลับไว้ก่อน)…มันใช้ในความหมายเรื่อง ออกจากป่า อย่างเดียว หรือว่า กับเรื่องอื่นๆทางการเมือง (อย่างสมมุติ ถ้าพวกขวาด่าผม อาจจะบอกว่า “ซ้ายอกหัก” อะไรทำนองนั้นได้ คือผมคลับคล้ายคลับคลาวา มันถูกใช้ในความหมายที่กว้างกว่าเรื่องออกจากป่า.. นี่คือ ผมเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากบางคน บอกว่าฝ่ายซ้ายอกหักออกจากป่า และนศ.ฝ่ายซ้ายเข้าถึงทางทฤษฎี ต่างกับแนวคิดการปฏิบัติของชาวบ้าน ในกรณีซ้ายไทย ใกล้ซ้ายจีน มีปรากฏถูกบอกอย่างนี้ แต่ซ้ายจีน คือ เหมาฯ และซ้ายโซเวียต คือ เลนิน(เรียนจบด้านกฏหมายและรับอิทธิพลEngels) ก็ไม่อกหักหละมั้ง ครับ?

เนื่องจากผมไปนอนเกสต์ฮาวส์ แห่งหนึ่ง ที่มีชื่อว่าFamily Huts อ.ปาย และผมนึกถึงเรื่องรุ่นพี่ คนอีสาน และเรื่องคำว่า พ่อคุณ แม่คุณ ใช้เรียกคนของภาษาอีสาน คือ พ่อ ผู้มีพระคุณ ส่วนผมอยากเล่าเรื่องเพลงเพิ่มเติม กรณีภาพยนตร์เรื่อง “Sons and Daughters in a Time of Storm” ซึ่งได้มีการนำเพลงมาร์ชทหารอาสามาใช้ประกอบภาพยนตร์ เมื่อ พ.ศ. 2478จึงขอมอบเพลง ที่ตรงกันข้ามเรื่องพ่อ แม่ แต่เพลงเกี่ยวกับสถานที่นี้ไว้ ครับ
Hotel California(หรือสำหรับผม คือ thailand) บทเพลงของดิ“อีเกิ้ลส์”(The Eagles) เป็นวงที่เพิ่งมาเมืองไทยในเดือนกุมภา ที่ผ่านมา
 On a dark desert highway, cool wind in my hair Warm smell of colitas, rising up through the air Up ahead in the distance, I saw a shimmering light My head grew heavy and my sight grew dim
I had to stop for the night There she stood in the doorway I heard the mission bell And I was thinking to myself This could be Heaven or this could be Hell Then she lit up a candle and she showed me the way
There were voices down the corridor I thought I heard them say Welcome to the Hotel California Such a lovely place Such a lovely face Plenty of room at the Hotel California Any time of year You can find us here
Her mind is Tiffany-twisted, she got the Mercedes-Benz  She got a lot of pretty, pretty boys, that she calls friends How they dance in the courtyard, sweet summer sweat Some dance to remember, some dance to forget So I called up the Captain Please bring me my winHe said, we haven’t had that spirit here since nineteen sixty-nine And still those voices are calling from far away Wake you up in the middle of the night
Just to hear them say Welcome to the Hotel California Such a lovely place  Such a lovely face We’re livin’ it up at the Hotel California What a nice surprise  Bring your alibis Mirrors on the ceiling
The pink champagne on ice And she said, we are all just prisoners here, of our own device And in the master’s chambers They gathered for the feast The stab it with their steely knives But they just can’t kill the beast
Last thing I remember, I was Running for the door I had to find the passage back To the place I was before Relax, said the night man We are programmed to receive You can check out any time you like
But you can never leave
http://www.youtube.com/watch?v=1ygI3BZxdCY

วันที่16-20 มีนา 54
วันที่หวยออก และวันที่12 มีนา ที่ชม.ฝนตก ต่อเนื่องวันที่ 13 มีนาเป็นวันช้างไทย จากนั้นต่อมาวันหยุดเขื่อนโลก และหลายวันต่อมา ซึ่งผมก็ยังเขียนบันทึกทั้งเรื่องราว และความรู้สึกเพื่อ Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every dayเพื่อPostive Thinking เป็นการมองโลกแง่บวกตามคำแนะนำเรื่องสมอง ครับ และผมสนใจเรื่องมองโลกแง่ลบ ก็คือ ภาพข่าว ปัญหาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์http://www.thairath.co.th/content/oversea/155665 และตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแล้วว่าเตากัมมันตภาพรังสีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดแล้วและจะกระจายไปทั่วเอเชียให้ระวังอย่างมาก หากมีฝนตกให้เข้าไปอยู่ในที่ร่มแล้วปิดประตูหน้าต่างให้หมดเพราะสารจะมากับสายฝน (ห้ามโดนฝนเด็ดขาด) โดยเขามีข่าวว่าฟิลิปปินส์จะโดนก่อน แต่บางสายก็ว่าลมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศไทยไม่โดน ซึ่งมีสองกระแสข่าวยังไม่ชัวร์ ครับ ซึ่งผมรับรู้เรื่องดังกล่าว และประเทศไทย ก็มีรณรงค์ต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยผมก็ลงชื่อ ส่วนผู้สนใจลงชื่อเพิ่มเติมที่นี่http://www.petitiononline.com/ubon1234/petition.html และภาพข่าวโรงแรมในเชียงใหม่ มีผีสิง คนมาพักแล้วตาย… “ชี้แขกป่วยตายไม่ใช่อาถรรพณ์รร.”(9มี.ค.54)http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=420&contentID=125736 นั่นแหละเราคงเคยได้ยินหนังเรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณ อาจจะเหมาะกับเหตุการณ์ในข่าวนั้นครับ ถ้าเราคิดเรื่องภาพแทนความจริง จากภาพถ่าย หรือภาพยนตร์ ในแง่หนึ่งภาพแทนความจริง ก็ทำให้เรารู้ว่า มันอาจจะไม่เหมือนของจริง นี่เป็นเรื่องเล่าของผม ต่ออำนาจของกล้อง ธุรกิจ การเมืองของเทคโนโลยีในโลกDigitality ก็สร้างภาพแทนความจริง ผลิตภาพออกมาจากกล้อง ผ่านเลนส์ โดยไม่ได้ฟิลม์ แบบในอดีต ซึ่งผมเคยรับจ็อบ ถ่ายภาพใช้ฟิลม์สำหรับกล้องถ่ายรูป มาก่อนเป็นดิจิตอล จึงมีประสบการณ์รับจ็อบลงทุนกับฟิลม์(Films) ถ่ายรูปคนไม่ได้เงินด้วย หรือผมบอกง่ายๆว่าผมเคยถูกโกงด้วย คร้าบบ

จากหนังเรื่องHappy Together ที่ไปถ่ายทำที่อิตาลี โดยตัวละครคนหนึ่งมั่วกับคนต่างชาติเป็นคนอิตาลี และเรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร ซึ่งตัวละครไปทำงานที่นั่น โดยผมรู้ข้อมูลหนึ่งมาว่ากันว่ามาโคโปโลเคยมาที่จีน ในเมืองหางโจว ซึ่งเขาเอาบะหมี่ไปเผยแพร่ เมื่อเขากลับไปอิตาลีแล้วกลายเป็นสปาเก็ตตี้(spaghetti) และมะกะโรนี ก็เชื่อกันเช่นนั้น
โดยความเป็นมาของอาหารดังกล่าว จริงหรือไม่? และผมกินน้ำตก(waterfall?) อาหารไทย แต่ไม่ได้กินตอนไปเที่ยวน้ำตก ไม่ใช่ผมกินน้ำตา ที่ปาย และผมไม่เหมือนHappy Together ไปดูน้ำตกอีกวาซู ซึ่งผมไม่ได้ไปเที่ยวน้ำตกคนเดียวโดยตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย และอารมณ์คนละแบบ กับช่วงเวลา 1997 ของฮ่องกง ออกจากอังกฤษ แล้วอนาคตของปี2046 อีกด้วย โดยหนังของหว่องฯ จากHappy Together สู่2046 ก็มีดาราญี่ปุ่น เล่นหนังเรื่อง2046 by Takuya Kimura จากชายรักชายในHappy Together(ประเด็นGay and Lesbian Asia: Culture,Identit;y,Community โดยGerard Sullivan (Editor), PETER A JACKSON (Editor) มีคนเคยศึกษาไว้) กลับมาสู่ความเป็นชายรักหญิง แบบDay of Being wild และIn the Mood for Love เปลี่ยนมาเป็นชายรักหุ่นยนต์หญิงในเรื่อง2046 เพราะเรื่องราวโลกอนาคต? แล้ว2046 ยังเกี่ยวกับห้องในโรงแรม หรือว่าพวกเขาอยู่ในเรือนจำของนักโทษทั้งหมดที่นี่? ความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นอย่างไร? สมองของคนกับสมองของหุ่นยนต์ ที่มีความทรงจำ ความรักของสมอง ในอดีต-อนาคตเป็นอย่างไร?

สมองของเรา ทั้งชาย-หญิง เพศสภาพ ไม่ใช่สมองหุ่นยนต์แบบจักรกล และผมอยากโน้ตบันทึก ไม่ใช่Notes แบบMarx เกี่ยวกับเรื่องสมอง…
-สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา
จิตสำนึก จิตใต้สำนึก
การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา ควบคุมระบบประสาท
เป็นแหล่งพัฒนาพลังจิต เก็บข้อมูลความจำ
ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถ
อย่างจิตสำนึก เก็บข้อมูลเหตุการณ์ประสบการณ์
มีความคิดและอารมณ์เชิงสร้างสรรค์
สมองทั้งสองซีกหรือสองด้านนี้  ต่างก็จะสื่อสารติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เสมอ  ผสมผสานความคิดแหละเหตุผลที่เป็นไปตามความคิดและอารมณ์  แต่ก็จะเน้นได้ ณ ด้านใดด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน
นักคณิตศาสตร์ใช้สมองด้านซ้าย    ส่วนจิตรกรหรือนักศิลปะใช้สมองด้านขวา
บุคคลที่ใช้ชื่อว่าเป็น  “อัจฉริยะ” รู้วิธีใช้สมองทั้งสองซีกให้ผสมผสานกันได้อย่างสมดุล
 จิตสำนึกทำหน้าที่อะไร?
จิตสำนึกทำหน้าที่ตัดสินใจในทุกเรื่อง  ทำหน้าที่รับข้อมูลต่าง ๆ ที่ เรารับเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5  จาก หู ตา จมูก  ลิ้น และทางกาย  โดยที่จะรับหรือไม่รับ หรือจะเห็นด้วยหรือไม่ รวมถึงการให้คำแนะนำ
จิตใต้สำนึกทำหน้าที่อะไร? 
ทำหน้าที่ของร่างกายทั้งหมดอย่างอัตโนมัติ   เช่น  การเต้นของหัวใจ  ความดันเลือด  การย่อมและระบบต่อมไร้ท่อ  (endocrine systems) เก็บความจำทั้งหมด  (พฤติกรรมหรือนิสัยต่าง ๆที่แสดงออกมาอย่างอัตโนมัติ)  แสดงออกมาทางคำพูด  แสดงออกมาทางกิริยาทางกาย  อย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมได้
Chart ดังต่อไปนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นในหน้าของสมองทั้งสองซีก
จิตสำนึก จิตใต้สำนึก
วิเคราะห์ และประเมินการรับรู้ ตัดสินใจปฏิเสธหรือ ยอมรับ ปฏิบัติการโดยปราศจากคำถามการวิเคราะห์หรือตัดสินใจ
มีกระบวนการของข้อมูลอย่างเป็นลำดับดำเนินการกับปัญหาครั้งละเรื่อง สามารถปฏิบัติได้ครั้งละมาก ๆการทำหน้าที่ของอวัยวะทั้งหมด
มีความจำสั้น มีความจำยาวนาน
เป็นที่ตั้งของกำลังใจ อำนาจจิต เป็นที่ตั้งของนิสัย
เข้าใจอารมณ์ขัน  คำพูดเสียดสีเหน็บแนม ปฏิเสธ เข้าใจตามตัวอักษร ไม่เข้าใจอารมณ์ขัน คำเสียดสีเหน็บแนม ปฏิเสธ
คิดช้าที่จะก่อการชั่วร้าย คิดเร็ว และเที่ยงตรง
มีความอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ นิ่งเฉยต่อความรู้หรือสิ่งใหม่
มีความเห็นตนสำคัญกว่าผู้อื่น เป็นนักอนุรักษ์ที่สงบนิ่ง
อดีต – ปัจจุบัน – อนาคต มีกรอบของเวลาเป็นหนึ่ง, ขณะนี้
มีตรรกวิทยา มีเหตุผล เป็นแหล่งอารมณ์ การตัดสินใจ
มีสติ ไร้สติ
มีพลังอำนาจน้อย มีพลังอำนาจมาก

คุณเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายหรือซีกขวามาก ทดสอบง่าย ๆ
ลองทดสอบดูดังนี้…

ยกมือทั้งสองขึ้นในท่าพนมที่หน้าอก   แล้วเอานิ้วประสานกัน เมื่อนิ้วมือประสานกันแล้ว  ดูที่ตำแหน่งหัวแม่มือทั้งสอง ถ้าหัวแม่มือซ้ายอยู่บน  แสดงว่าคุณเป็นคนใช้สมองด้านขวามากกว่า  และถ้า หัวแม่มือขวาอยู่บนหัวแม่มือซ้าย  คุณเป็นคนใช้สมองด้านซ้ายมากกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  

ก็เพราะว่า  สมองด้านขวาคุมร่างกายด้านซ้าย  และสมองด้านซ้าย  คุมร่างกายด้านขวา

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=34379aa6358b7ea1&clk=wttpcts

The Brain in Love: 12 Lessons to Enhance Your Love Life
You hold the key to stronger relationships, deeper connections, and heightened intimacy.
Everyone wants to know how to improve his or her love life, but so few of us understand the integral role the brain plays in attraction, keeping us excited about our partner, and helping us feel a strong connection.

Based on Dr. Daniel Amen’s cutting-edge neuroscience research, The Brain in Love shares twelve lessons that help you enhance your love life through understanding and improving brain function. Filled with

practical suggestions and information on how to have lasting and more fulfilling relationships, The Brain in Love reveals:
• How emotional and physical intimacy can help prevent heart disease, improve memory, stave off cancer, and boost your immune system
• How the differences between men’s and women’s brains affect our perceptions and interest in sex
• The science behind why breakups hurt so much, and what you can do to ease the pain
• Surefire techniques to fix common problems–depression, PMS, ADD–that contribute to conflicts
• How to make yourself unforgettable to your partner

The Brain in Love explains everything there is to know about the brain in love and lust, guiding you to the emotional and physical intimacy you need.
สรุป โดยย่อ หนังสือ จะเป็นกุญแจ สำหรับต่อเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งของความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งใครต้องการรู้ว่า ส่งเสริมให้เขา หรือเธอรู้วิถีชีวิตความรัก แต่เราต้องเข้าใจบทบาทของสมองทำงาน เก็บความตื่นเต้นของเรา ต่อคู่รักของเราเอง และ สมองช่วยเรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงของสมองในความรัก อธิบายทุกอย่าง ที่รู้เกี่ยวกับสมองในความรัก และ คุณจะได้รับแนะนำถึงอารมณ์ และความใกล้ชิดทางกายภาพ…กล่าวอย่างย่อๆ ง่ายๆ ว่า หนังสือแนะนำฮาวทู อารมณ์ความรู้สึกส่งเสริมความทรงจำของสมองอย่างไร ผู้ชายและผู้หญิง มีความรับรู้ทางสมองแตกต่างระหว่างกันทางความสนใจในเซ็กส์อย่างไร ฯลฯ
About the Author
DANIEL G. AMEN, M.D., is a clinical neuroscientist, psychiatrist, and brain-imaging expert who heads the world-renowned Amen Clinics. He is a distinguished fellow of the American Psychiatric Association, a regular contributer to Men’s Health, and the author of Making a Good Brain Great and the New York Times bestsellers Change Your Brain, Change Your Life and Magnificent Mind at Any Age.
DANIEL G. AMEN, M.D., สรุป คือ เขาทำคลินิกจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภาพสมอง รวมทั้งเขาเขียนเรื่องทำให้สมองดี และสมองเปลี่ยนชีวิตของคุณ ฯลฯ
http://www.amazon.com/Brain-Love-Lessons-Enhance-Your/dp/0307587894
ลองดูข้อมูลเพิ่มเติม หนังสือเล่มนี้ น่ะครับ
http://www.scribd.com/doc/17356491/The-Brain-in-Love-by-Daniel-G-Amen-MD-Excerpt

เมื่อผมเล่าเรื่องสมอง และสมองในความรัก เป็นหนังสือ แน่นอน เราเห็นว่า หนังสือบ่งชี้เหมือนเรื่องความแตกต่างของสมองชาย-หญิง ในโลกปัจจุบัน เรามีหญิงเก่งจำนวนมาก เช่น Hillary คลินตัน โดยมีคนบอกผมว่า Hillary Rodham Clintonจบป.เอก? อดีตเมียประธานาธิบดี บิล คลินตัน ซึ่งปกติ ก็ไม่เคยใช้วัฒนธรรม คำนำหน้าดร.เหมือนคนจบดร.เมืองไทย ซึ่งเธอ ก็ออกโรงมาพูดเรื่องสตรี ในวันสตรีสากล ที่ผ่านมาด้วย แต่ว่าสมองของเราเป็นสิ่งที่ปลูกสร้างผ่านวัฒนธรรมเป็นสากลไหม? ความแตกต่างระหว่างตะวันตกกับตะวันออกหละ? สมองของAsianโดยผ่านเรื่องเล่าต่างๆ จากหนังเรื่อง2046 ความเป็นเอเชีย และความเป็นตะวันตกบางครั้ง โดยสมองของเรา ก็เผชิญ อะไรมากมาย ซึ่งปัญญาชน บางคน เช่น วอลเตอร์ เบนจามิน ยังฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากถูกจับโดยรัฐบาลนาซี แทนที่จะหนีไปต่างประเทศ ทั้งที่ วอลเตอร์ เบนจามินเป็นผู้ให้อิทธิพลแก่เบน แอนเดอร์สัน ในเรื่องThe Angel of history  แต่นั่นแหละว่า ประวัติศาสตร์ช่างโหดร้าย มันพูดง่ายๆ ได้ไหม? ว่า ของขึ้นราคา ในประวัติศาสตร์ของไทย เช่น ไข่ มันเคยราคาลง หลังจากขึ้นราคาไหม? นี่คงเป็นคำถามไม่ยากกว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ซึ่งเราอาจจะรู้สึกไม่มีความหวัง แต่ผมอยากเสนอแง่มุมของความหวัง ผ่านหนังสือMarxism and Beyond ซึ่งปรากฏเรื่องHistory and Hope คือ ประวัติศาสตร์ และความหวัง เกี่ยวพันความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปย่อๆ ในเรื่องโชคชะตาของประวัติศาสตร์ และคนเราต้องมีจินตนาการโดยLeszek kolakowski นักปรัชญาชาวโปแลนด์ ผู้เขียนงานanti-totalitarian และตายที่Englandกล่าวถึงไว้ ซึ่งผมอยากนำมาเล่าแง่มุมของอนาคต ถ้าความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอนาคตแล้วอะไรๆ ก็ดีขึ้น เนื่องจากประวัติศาสตร์อาจจะดีกว่าประวัติศาสตร์ยุคครูครอง จันทวงศ์ ที่ติดคุกเรือนจำบางขวาง เป็นที่เดียวกับศรีบูรพา หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ และต่อมาครอง จันทวงศ์ ถูกสั่งโทษประหารชีวิตในยุคสฤษดิ์ วันที่31 พฤษภาคม 2505 ขณะที่ปัญญาชน เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ และนักการเมือง สงวน ตุลารักษ์ ถูกจับในคุกลาดยาว และต่อมา พวกครอบครัวของครูครอง ก็ยังถูกคุกคาม ดูเพิ่มเติม:จากลุ่มน้ำโขงถึงซับแดง : การเดินทางบนเส้นทางสายอุดมการณ์.. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=565378 และบางด้านของระบอบสฤษดิ์: ปัญหาป๋วย, การประหารชีวิตครอง…http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q1/2006january06p8.htm และปัญญาชน ที่น่าสนใจคนอื่นๆ เช่น สุวัฒน์ วรดิลก หรือ “รพีพร”(นามปากกา) นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ(สาขาวรรณศิลป์) โดยสุวัฒน์อยู่ในคุกลาดยาวระหว่างปีพ.ศ.2503-2505 ในฐานะนักโทษการเมืองเด็ดขาด ด้วยข้อหา…ระหว่างสุวัฒน์ที่อยู่ในคุกลาดยาวได้เขียนหนังสือ บทละครโทรทัศน์วิทยุ นวนิยาย อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น นิยายเรื่อง “ภูติพิวาส” ซึ่งเป็นนิยายขายดีและต่อมาได้กลายเป็นภาพยนตร์ ภายหลังเขาถูกปล่อยตัวยังได้แต่งเรื่อง “จดหมายจากลาดยาว” ด้วยนามแฝงว่า “ศิวะ รณชิต” ซึ่งผู้เขียนได้สะท้อนภาพชีวิตนักโทษการเมืองในคุกลาดยาวhttp://www.thaipoliticsgovernment.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7

แต่ผมไม่มีเวลาเล่าเรื่องHistory ได้ทั้งหมดเป็นภาพรวม ในหลายกรณีป๋วย ก็เพิ่งเปิดตัวเว็บไซด์เป็นสื่อดิจิตอล ก็น่าตั้งข้อสังเกตคำถามต่อสื่อต่างๆ ฯลฯ ซึ่งมนุษย์ ก็มีข้อจำกัดทั้งจิตร ภูมิศักดิ์ และใคร ก็ตาม ในมุมมองของสื่อภาพรวมทั้งหมดของมนุษย์ โดยผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่าBetween These lines…หรือเส้นบางๆระหว่างความถูก-ผิด หรือ ความกล้า-กลัว ฯลฯ มันอยู่ในบทเรียนประวัติศาสตร์ ทั้งแง่จิตวิทยา ในสมองของเรา และเราเรียนรู้ความจริงจากอดีตมาแล้ว โดยเราพบเห็นคนบาดเจ็บล้มตาย ติดคุก ต่างๆ นานา แล้วผมอยากเล่าเรื่องเบาๆ ผ่านโลกอนาคต และโชคชะตาของประวัติศาสตร์ โดยเป้าหมายของชีวิตแต่ละคน ส่วนในหนัง 2046 เกี่ยวพันHotel ซึ่งมีคนตีความ และคนเขียนบรรยายไว้ว่า…

..2046 – ความเปลี่ยวเหงาล้ำอนาคตกับการรอคอยชั่วนิรันดร์”หนังเรื่อง 2046 บอกกับเราว่า ‘ไม่มีอะไรคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่เว้นกระทั่งคำมั่นสัญญา’ แต่ถ้าหากจะมีสิ่งใดที่คงอยู่นิรันดร์สิ่งนั้นคงเป็น ‘การรอคอย'” – merveillesxxชื่อเรื่องของหนัง “2046” อันหมายถึงปีสุดท้ายของช่วงเวลา 50 ปี (1997-2046) ที่รัฐบาลจีน “สัญญา” ว่าจะไม่มีอะไร “เปลี่ยนแปลง” ในเกาะฮ่องกง แต่หนังเรื่องนี้มีบอกกับเราว่า “ไม่มีอะไรอยู่ชัวนิรันดร์ ไม่เว้นกระทั่งคำมั่นสัญญา” งั้นก็แปลว่า…?? อย่างที่เราเห็นๆกันว่าหนังของหว่องก็มีประเด็นทางการเมืองอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่การมุ่งโจมตี เขานำมาใช้เพื่อเป็นบริบทขับดันตัวหนังเท่านั้น เช่น “อาเฟ่ย” ใน Days of Being Wild หรือฟุตเทจเหตุการณ์ในเขมรจากเรื่อง In the mood for love ดังนั้น 2046 จึงมีประเด็นเกี่ยวกับ “ความเปลี่ยนแปลง” 2046 ในนิยายของโจวมู่หวัน เป็นดินแดนที่เหล่าผู้คนนั่งรถไฟไปตามหาความทรงจำที่สูญหาย ที่นั่นทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน แต่ใครบางคน (ไม่บอกนะครับ เดี๋ยวจะรู้เรื่องมากไป) อยากออกมาจากที่นั่นเพราะเขาปราถนาความเปลี่ยนแปลงเหลือเกิน อีกประเด็นของหนังก็คือช่วงเวลา “อดีต” – “ปัจจุบัน” – “อนาคต” โจวมู่หวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) มิอาจหลุดพ้นจากช่วงอดีต ที่เขามีให้กับโซวไหล่เจิน (จางมั่วอวี้ จาก In the moodฯ) แต่อดีตเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้แต่มิอาจสัมผัสได้ … หนังเรื่อง In the mood บอกเราไว้เช่นนั้น … เขาคนนั้นจึงมุ่งเขียนนิยายในจินตนาการที่เกี่ยวกับอนาคต ตัวละครในชีวิตจริงมากมายถูกพัวพันไปในนิยายชิ้นนี้ แต่โจวมู่หวันนั้นลืมตัวตนของเขาใน “ปัจจุบัน” หรือเปล่า? หากจะมองว่าหนังเป็นภาคต่อ (sequel) ของ In the mood ของอาจจะไม่ผิดนัก แต่หว่องบอกกับเราว่า Day of being wild เป็นส่วนหนึ่งของ In the mood และ in the mood นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ 2046 ดังนั้นอาจจะเป็นเหตุที่หว่องใช้เวลากับหนังถึง 5 ปี และคงไม่เกินไปนักหากเราจะบอกว่า 2046 คือมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายของตัวละครที่ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแต่โรแมนติกเหล่านี้ …..
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=12-2004&date=29&group=1&gblog=57
ทัศนะอีกแบบหนึ่ง2046 คำอำลา ถึง ความทรงจำ บุหรี่ กี่เพ้า เพลงเก่า ความเหงา และ …โดยFlimsick

…ห้ อ ง ห ม า ย เ ล ข 2 0 4 6 หากมองหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวโดดๆ เราอาจตัดแบ่งหนังได้เป็น สองส่วน ส่วนแรกคือ ชีวิตของโจวมู่หวัน ชายผู้อาศัยในห้อง 2047 ผู้พยายามไขว่คว้า ใครสักคน- มาเป็นตัวแทน -ใครบางคน- หญิงสาวที่ผ่านเข้ามาในห้อง 2046 อย่าง ลูลู่ ไป่หลิงและ หวังเจิ้นหวิน เป็นเสมือน การค้นหาครั้งแล้วครั้งเล่าของเขา บางคนไม่ทันค้นหาก็มาจากไป บางคนยิ่งค้นยิ่งพบว่าไม่ใช่ บางคนเป็นได้เพียงคนของความฝัน และหญิงสาวเหล่านั้นกลับกลายมามีชีวิตอยู่ในส่วนที่สองของหนัง นั่นคือส่วนของ นิยาย เรื่อง 2047 นิยายอนาคตที่ว่าด้วย สถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า 2046 สถานที่ซี่งผู้คนไปไล่จับความทรงจำเก่าแก่ของตน สถานที่ซึ่งเมื่อไปแล้วไม่มีใครกลับมา เว้นแต่ชายผู้หนึ่ง และเมื่อมีใครถามว่า เขากลับมาทำไม เขาจะเล่าเรื่องราวเก่าแก่ของการฝากฝังความลับไว้กับผืนดิน ในตอนแรก โจวมู่หวัน พยายามจะให้ เคน หนุ่มญี่ปุ่นแฟนของหวังเจิ้นหวินเป็นตัวเอก หากพบว่ายิ่งเขียนไป คาดไม่ถึงว่าตัวเอกกลับกลายเป็นตัวเขาเอง และ หญิงสาวสองในสาม ที่เขาไม่ได้อยู่ร่วม กลายเป็นแอนดรอยด์ สาวที่บริการทุกสิ่งแก่ผู้คนบนรถไฟสายไปและกลับ จาก2046 ขณะที่ไป่หลิง ไม่ได้อยู่ในเรื่อง หากแต่ความรักของ

เธอทำให้เรื่องราวนั้นสมบูรณ์ หากแทนค่า 2046 เป็นเสมือนกล่องกักเก็บความทรงจำ หญิงสาวเหล่านั้นที่แท้ก็ล้วนเป็นเสมือนชิ้นส่วนความทรงจำที่โจวมู่หวันมีต่อหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ชิ้นส่วนที่ไม่ว่าจะประกอบอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมต่อ แต่หญิงสาวคนที่ 4 ไม่ได้อยู่ในห้องหมายเลข 2046หากเธอกลับกลายเป็นชิ้นส่วนความทรงจำที่สำคัญที่สุดและเจ็บปวดที่สุด เมื่อเขาพบว่าเธอมีชื่อ เดียวกับ หญิงสาวที่เขาค้นหา ชิ้นส่วนความทรงจำถูกก่อร่างสร้างรูปในคาสิโน มืดทึบทึมแห่งเมืองสิงคโปร์ ในซอกทางเดินคับแคบ และกี่เพ้าสีดำของเธอ หากแต่หญิงสาวก็มีความทรงจำของเธอเอง เขาอาจเป็นแค่ ชิ้นส่วนความทรงจำหนึ่งที่เธอคว้าจับไว้ เขากล่าวกับเธอว่า หากคุณหลุดพ้นจากความทรงจำเมื่อไหร่ โปรดมองหาผม ที่แท้เขากล่าวกับตัวเอง โซวไหล่เจิน จากพนมเปญคนนี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจใช่โซวไหล่เจินที่เขาตามหา และการหลุดพ้นจากความทรงจำนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เฉกเช่นกับที่ตัวละครในนิยายของเขาได้เรียนรู้ ในนิยายแอนดรอยด์ไม่ได้ตอบสนองช้า เธอไม่ได้ไม่รักเขา แต่เธอรักคนอื่นท้ายเรื่อง แอนดรอยด์สาวไปญี่ปุ่น เพื่อหลุดพ้นจากความทรงจำของเธอเอง และมีแต่โจวมู่หวันกลับมาจากสิงคโปร์เพียงลำพัง (เช่นเดียวกับที่ตัวละครในนิยายของเขา)ได้แต่หวังว่าโชวไหล่เจิน(จากพนญเปญ) คนนั้น จะหลุดพ้นจากความทรงจำของเธอได้ หากแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 63 หมายความว่า โจวมู่หวันยังคงแบกเอาโชวไหล่เจิน ทั้งสองกลับมายังห้อง 2047 และมาหลุดพ้นออกจากความทรงจำเมื่อเขาช่วยหวังเจิ้งหวิน(จนเธอได้ไปญี่ปุ่น)และบอกลาไป่หลิง เราไม่อาจรู้ว่าที่แท้เขาหลุดพ้นจากความทรงจำหรือยัง แต่ฉากสุดท้ายภาพขาวดำของโจวมู่หวัน ไม่มีหญิงสาวอยู่อีกแล้ว ไม่ว่าจะไป่หลิง หวังเจิ้นหวิน หรือ โซวไหล่เจิน มีแต่เขา ลำพัง แต่อาจไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว หรือว่าที่แท้ ผู้คนพากันโดดเดี่ยวเดียวดายไม่ใช่เพราะเขาอยู่คนเดียว หากเพราะเขาเคยอยู่ร่วม และยังคิดเช่นนั้น แม้ในยามลำพัง ที่แท้ ติดอยู่กับการอยู่ร่วมต่างหาก ที่ทำให้เราเดียวดาย…filmsick.exteen.com/20050526/2046-fs
ลองดูหนังเรื่องนี้ ก็เบริด์ ธงไชย แมคอินไตย ก็คนไทยของเรา มีปรากฏชื่อในหนัง และหนังได้รับรางวัลคานส์ ด้วย
2046- Wong Kar-wai-part1
http://www.youtube.com/watch?v=xNKn5O_XmwA

โดยandrocles คือ ทาสในนิยายโรมัน,androgen คือ ฮอร์โมนผู้ชาย,androphobia คือ โรคเกลียดผู้ชาย,แอนดรอยด์ (อังกฤษ: Android) คือ หุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบมนุษย์ โดยปกติแล้วทั้งทางด้านกายภาพและพฤติกรรม คำนี้ผันมาจากคำกรีก andr- หมายถึง “มนุษย์, เพศชาย” และปัจจัยเสริมท้าย -eides ซึ่งเคยมีความหมายว่า “ในสปีชีส์ของ, เหมือนกับ”(จากคำว่า eidos หมายถึง “สปีชีส์”)คำว่า “ดรอยด์” ซึ่งหมายถึงหุ่นยนต์ในเรื่อง สตาร์ วอร์ส ก็ผันมาจากความหมายนี้. จนถึงขณะนี้ แอนดรอยด์ยังคงมีอยู่ แต่ในนิยายวิทยาศาสตร์บ่อยครั้งในภาพยนตร์และโทรทัศน์. อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ก็มีขึ้นบ้างแล้วในขณะนี้.พจนานุกรมภาษา อังกฤษ Webster ฉบับปี 1913 ระบุว่า “Android” เป็นได้ทั้งคำนามและคำวิเศษณ์ โดยถ้าเป็นคำนามหมายถึง “เครื่องจักรหรือเครื่องอัตโนมัติในรูปของมนุษย์” และถ้าเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง “คล้ายมนุษย์” นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ของชาย-หญิง จากอดีต จนกระทั่งอนาคต คือ ผู้ชายมีหุ่นยนต์ ไว้เหมือนทาสในเรือนเบี้ย บังคับให้รักเจ้านาย เหมือนสมัยก่อน?
2046- Wong Kar-wai- part 8เมื่อตัวละครอยู่บนรถไฟ แล้วหนาวต้องการความอบอุ่น ก็กอดหุ่นแอนดรอย์ ผู้มาบริการเสริฟ์อาหารและน้ำ?
http://www.youtube.com/watch?v=DjJOpodJtrA
ส่วนผม ก็เคยไปสิงค์โปร์ และผมเคยเล่าเรื่องนี้บางส่วนไปบ้างแล้ว In the mood for love เป็นฉากประกอบสายฝนบ่อยๆ หรือสายฝนตกช่วยชำระล้างใจ ทำให้ผมนึกถึงตอนกลับจากมาเก๊า-ฮ่องกงเขียนถึง2046 ซึ่งหลักการของการตีความ และวิจารณ์ภาพยนตร์ ก็มีหลายแบบ และผมไม่ได้ชี้ถูกหรือผิด ในแง่ความจริง เพราะหนังของหว่องฯ ก็มีอารมณ์เหงาจริงๆ โดยผมยังจำได้พี่คำ ผกา เคยพูดที่มช.ไม่ชอบหนังของหว่องฯ จากอารมณ์เปลี่ยวเหงาดังกล่าว แต่ผมเคยเขียนถึงหนังเรื่อง2046 มาหลายครั้ง ในฐานะที่ผมดูใหม่อีกรอบ ก็ตัวละครจินตนาการเขียนนิยายถึงอนาคต เชื่อมโยงเลขาคนช่วยเขียนนิยายของเขา ว่าตัวละครชาวญี่ปุ่นเดินทางข้ามเวลายาวนาน ใกล้ชิด และfall in love กับหุ่นยนต์ ที่ปฏิกิริยาทำงานช้า ซึ่งผมสนใจประเด็นใหญ่(Big) ซึ่งโฟกัสในแง่ความสัมพันธ์ของจีนกับฮ่องกง และสัญญาหลังจากออกจากอาณานิคมอังกฤษของฮ่องกง แล้วความเปลี่ยนแปลงเหมือนความสัมพันธ์หญิง-ชาย ในฐานะสมองมนุษย์กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ บางครั้งความสัมพันธ์ของความช้า(slow/Adagioภาษาดนตรีแปลว่า “ช้า”)เป็นเหตุผลหนึ่งของความสัมพันธ์ของคน โดยขอเลือกมอบพลงประกอบหนัง2046เป็นเพลงนี้

“Adagio”  โดยSecret Garden – “Adagio” with David Agnew (cor anglais) ประกอบฉาก(scenes 3, 27, 31, 34) จากข้อมูลของhttp://en.wikipedia.org/wiki/In_the_Mood_for_Love และผมค้นหาเพลงเป็นเพลงบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง น่ะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=nNL9Lole-iE
http://www.youtube.com/watch?v=0fV7L0SS3B0
ซึ่งผมมอบเพิ่มอีกเพลงของNat King Cole เสียงเพลงของเขา ประกอบหนัง2046 แต่เพลงนี้ไม่ได้ประกอบหนังเรื่อง2046  ซึ่งผมสนใจคำว่าFall ต่อจากหนังเรื่องFallen Angels จึงเลือกเพลงนี้-When I Fall In Love...
When I fall in love it will be forever Or I’ll never fall in love In a restless world like this is Love is ended before it’s begun And too many moonlight kisses Seem to cool in the warmth of the sun When I give my heart it will

be completely Or I’ll never give my heart And the moment I can feel that you feel that way too Is when I fall in love with you.And the moment I can feel that you feel that way too Is when I fall in love with you.

http://www.youtube.com/watch?v=GfAb0gNPy6s
http://www.lyrics007.com/Nat%20King%20Cole%20Lyrics/When%20I%20Fall%20In%20Love%20Lyrics.html

นี่เป็นเพลงของHyde คือ เพลงMusique ถูกนำมาใส่ประกอบหนัง2046 http://www.youtube.com/watch?v=jTRxHn9VkLw โดยข้อมูลของหนัง2046 ไม่มีเพลงนี้ ซึ่งจริงๆ ก็ผมมีงานและความลับในความรักเหมือนกัน จึงขอให้เพลงเพิ่มสำหรับหยุดพักเขียนบันทึกไว้ฟังกัน เป็นเพลงประกอบIn the mood for love – undenied by Portishead ซึ่งไม่มีข้อมูลในhttp://en.wikipedia.org/wiki/In_the_Mood_for_Love จึงไม่รู้ที่มาของคนนำเพลงนี้มาใส่ในยูทูปประกอบหนังIn The Mood for Love โดยผมไปค้นหาเนื้อร้องมาประกอบ ครับ

“undenied”
Your softly spoken words Release my whole desire Undenied Totally And so bare is my heart, I can’t hide And so where does my heart, belong Beneath your tender touch My senses can’t divide
Ohh so strong My desire For so bare is my heart, I can’t hide And so where does my heart, belong Now that I’ve found you And seen behind those eyes How can I Carry on
For so bare is my heart, I can’t hide And so where does my heart, belong
Belong
Belong
Belong

http://www.lyricsdepot.com/portishead/undenied.html

วันที่ 21-23-25-26 มีนา In Relation
ผมต้องเตรียมเดินทางอีกครั้ง และผมคิดถึงประเทศไทย ในแง่ความสัมพันธ์กับจีน กำลังเป็นเรื่องหนึ่ง ในปีนี้ที่ผมติดตามต่อเนื่องอยู่เรื่องรถไฟ(Train)ความเร็ว(Speed)โดยจีนกับไทย เพื่อพัฒนารถไฟไทย หรือ”จีน-ไทยศึกษาแผนสร้างทางรถไฟเชื่อมแม่โขง”เพราะเราก็รู้อยู่ว่ารถไฟไทยยังเดินทางช้า ไม่ทันใจของผู้เดินทางในแต่ละวัน และก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องรถไฟกัน ซึ่งวันเวลาแต่ละวันกับความหนาว ลมเย็น ทำให้ระลึกถึงมาเก๊า-ฮ่องกง แต่ผมไม่เหงาหาคู่รัก เท่าที่อดทนได้ ทำหน้าที่ในแต่ละวัน ท่ามกลางข่าวปัญหาสังคมการเมืองชาวโลก กรณีเยเมน ก็มีปัญหา นี้แหละโลกของเรา นอกเหนือจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ

โดยวันที่19มีนา ที่ผ่านมา ก็การทำนายว่าจะมีปรากฏการณ์Super Moon หรือดวงจันทร์ดวงใหญ่โต และเมื่อหลายวันก่อน จู่ๆ ผมก็ได้รับข้าวหมูแดง ใส่กล่องฟรี จากคนไม่รู้จักกัน เพียงผมนั่งทำงานใกล้คุณพี่คนหนึ่ง โดยเรื่องราวรายละเอียดพอสมควร แต่ผมเล่าไว้สั้นๆ ตรงประเด็นของฟรี(ฮา)เหมือนไม่มีต้นทุนให้ลงทุนสำหรับค่าเดินทาง เพื่อเปิดเรื่องราวไปสู่การเดินทางไปปาย ที่ผมเพิ่งไปครั้งแรก แล้วก็เจอคนรู้จัก ทั้งที่ไม่น่าจะเจอคนรู้จักได้ และค่าที่พักไม่แพงในฤดูโลว์ซีซั่น พร้อมผมเห็นการโฆษณาหนังเรื่องปายอินเลิฟ ถูกติดป้ายในเมืองปาย โดยสถานที่ถ่ายทำ ก็จะถูกติดป้ายเหมือนกับการทำแบบหนังเกาหลี ที่มีคนตามรอยละครเกาหลี ในหนังกวนมึนโฮ ซึ่งผมดูผ่านๆ จากที่ผมดูหนังแผ่น ซึ่งคนไม่รู้จักกัน คุณสามารถระบายผ่านความรัก ผ่านดีเจ..เราเจอกันไม่กี่วัน ผมคิดนานผ่านเป็นปี  ก็ยังคิดถึงเธอ นี่เป็นถ้อยคำในหนังกวนมึนโฮ.. ..

กระนั้นวันที่16 ที่ผ่านมา หวยดันออกเลขท้ายสองตัว 96 เสียดายจริงๆ ผมไม่ได้ซื้อไว้เลข6 หรือ 9 และอายุแม่ถ้วน ชวนหลีกภัย ก็ว่ากันไป ส่วนผม ก็อารมณ์ In the Mood for Loveกับผมนึกถึงเสียงเพลง”Adagio”….  โดยSecret Garden ก้องกังวาน เหมือนวันเวลาดูดกลืนบางอย่างในสมองไป ซึ่งผมอ่านหนังสือเรื่องHuman Memory ในEssential Psychology โดยผมคิดต่อยอดออกไปในจินตนาการของความทรงจำ เพราะผมคิดว่าจินตนาการกับความทรงจำ ทำให้เราผสมผสานรสชาติเหมือนอาหาร ผ่านประสบการณ์ของสมอง แล้วผมทบทวนความทรงจำในเรื่องญาติชวนไปร้านอาหารรสชาติดี และงานข่าวเดือนกุมภาฯ ที่ผ่านมา คือ”พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย” สัญจรพบแรงงานนอกระบบที่เชียงใหม่ Mon, 2011-02-21 01:05 http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33212 และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยสัญจรนิคมลำพูนSun, 2011-02-2006:45

http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33198 และเสวนาที่ ม.เชียงใหม่: เสนอไปให้พ้นจากประเด็นชาตินิยม Sun, 2011-02-131 8:22

http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33100 ส่วนผมอยากเล่าข่าวเบาๆกรณีข่าวสายการบินในไทยแห่งหนึ่งรับแอร์โฮสสเตสเป็นสาวทางเลือก คือ ผมพูดภาษาชาวบ้าน แอร์โฮสสเตสกระเทย ก็ลองดูข่าวเพิ่มเติม-ฮือฮา!! พี.ซี.แอร์ เปิดกว้างรับกะเทยเป็นแอร์โฮสเตรส..ทั้งนี้ในใบสมัครของสาวประเภท 2 จะระบุว่าเป็นบุคคลไม่มีเพศ หรือยูนิเซ็กซ์ (Unisex)http://www.itcity.co.th/content.jsp?content_id=1740

ทีนี้แหละครับ ข้อดีของสื่อDigitality หรือสื่อดิจิตอล คือการเผยแพร่ได้กว้างขวาง รวดเร็วต่อผู้รับสาร และเราเข้าถึงสื่อโดยไม่ต้องเข้าห้องสมุดก็ได้ เพราะล่าสุดผมไปค้นหนังสือ วารสารบางเล่มก็ไม่มีในห้องสมุด ไม่มีข้อมูลให้ทะลุทะลวงอย่างที่ผมต้องการหาข้อมูล จากข้อจำกัดนั้นเอง โดยผมก็ดูหนังสือสมองในความรักได้บางส่วน ไม่มีเงินซื้อหนังสือ(ฮา) ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อน ในขั้นตอนประหยัดของผม และหลายคน ก็มีถ่ายเอกสารหนังสือบ้าง แม้ยุคนี้มีทางเลือกมากขึ้นจากข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต  ก็มนุษย์ยังมีข้อจำกัดโดยเงื่อนไขของเวลาแต่ละคน และปัจจัยของการรับรู้ข้อมูลในโลกข่าวสารตามความชอบของตน โดยบางคนเปิดทีวี วิทยุเข้าถึงสมอง และปัจจัยการเข้าถึงต่างๆ แล้วผมก็สนใจเรื่องสมอง ในแง่มุมมากกว่าสมองในความรัก เนื่องจากธรรมชาติของสมอง(Nature of Brian) และผลต่อธรรมชาติของความทรงจำในแง่มุมหนึ่งผมนึกถึงหนังสือHow to Travel with a salmon ซึ่งumberto Eco ที่ผมเขียนถึงนักเขียน นักวิชาการคนนี้ไปแล้ว อ้างอิงถึงนักเขียน คือ Proust(พรูสต์) ซึ่งผู้เขียนหนังสือการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย โดยอ้างถึงเรื่องหนึ่งว่า พรูสต์ กล่าวถึงการเติบโตของเด็กขึ้นอยู่กับเวลาเป็นการเพาะปลูกในแต่ละชั่วโมง ทำให้เรื่องเล่า ที่อยู่ในซีรีเบลลัม คือ มันสมองถูกตกอยู่ในอำนาจ โดยแท้จริงของการทำลายความทรงจำของเขา ในแง่มุมของการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งพรูสต์เขียนเรื่องเล่าจากความทรงจำ นี่เป็นอีกแง่มุมของธรรมชาติของสมอง ซึ่งเราก็คงมีประสบการณ์ความเข้าใจเรื่องความทรงจำในแง่มุมสมองของเราเอง และผมคิดถึงWhat is nature (ธรรมชาติ คืออะไร) ในแง่มุมความเกี่ยวข้องธรรมชาติของความทรงจำ และผมคิดต่อเรื่องธรรมชาติของสื่อ(Nature of Media) โดยผมเข้าถึงสื่อ หรือThroughจากการเข้าอินเตอร์เน็ต จึงดูเนื้อหาของแต่ละบทจากอินเตอร์เน็ตไม่ได้ข้อมูลทั้งหมด เพราะข้อจำกัดการเสียเงินเข้าถึงแหล่งข้อมูลดังกล่าว มาเล่าให้ทราบกัน เท่านี้
หนังสือ สมองในความรัก : 12 บทเรียนส่งเสริมชีวิตของคุณ
The Brain in Love: 12 Lessons to Enhance Your Love Life
INTRODUCTIONThe  Brain  Is  the  LargestSex  Organ(andSizeMatters!)
LESSON  1.METHUSELAH’S SECRET: Sexuality, Longevity, Health, and  Happinessอันนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่1 ความลับของMethuselah ชายชราในคัมภีร์คริสเตียนที่ว่ามีอายุ939 ปี: กามรมณ์,อายุยืน,สุขภาพ และความสุข
LESSON  2.NO  FORETHOUGHT  EQUALSNO  FOREPLA Y : Understanding  and  Optimizing  the  Brain  Systems  of  Sex ไม่มีความนิ่ง สงบล่วงหน้า : ความเข้าใจและผลของระบบสมองของเซ็กส์
LESSON  3.THECHEMISTRY  OF  LOVE:  Ingredients  of Attraction, Infatuation, Commitment,and  Detachment สารเคมีของสมอง: ส่วนประกอบของเย้ายวนใจ,ทำให้หลงเสน่ห์,ตกลง,ถอนตัวไม่ขึ้น
LESSON  4.RULESFOR  HIM,  RULESFOR  HER:  Navigating  Gender  Differences  in  the  Brain บทบาทเขา บทบาทเธอ : ตัวชี้นำความเป็นเพศ ความแตกต่างในสมอง
LESSON  5.LOOK CLOSELY : Brain  Imaging  Secrets  to  EnhanceYour  Love   Lif e มองดูใกล้ชิด: ความลับของภาพสมองถึงส่วนส่งเสริมชีวิตของคุณ
LESSON  6.USE YOUR  BRAIN  BEFORE YOU GIVE AW AY  YOUR  HEART: Warning  Signs  of Trouble
LESSON  7.THE  BRAIN  IS A SNEAKY  ORGAN:  Addictions, We ird  Sex, Fiends, and  Fetishes
LESSON  8.THE  “OHGOD!”  FA CTOR:  SexAs  a  Religious  Experience
LESSON  9.BRAINSEX  TRICK S:  Sex  Potions, Passion, and  Finding  the  Damn  Spot
LESSON  10.MAKE  IT  LA ST,MAKE  IT  UNFORGETTABLE:  Embedding Yourself  inYour  Par tner s  Memor y
LESSON  11.FIX  THE  BRAIN  ISSUESTHA TGET  IN  THE  WA Y  OF SEX :  PMS, Depression, ADD, SubstanceAbuse , Denial, and  Being  a  Jerk
LESSON  12.A  HEALTHIER  BRAIN  EQUALS A SEXIER YOU: Strategies  to  ImproveYour  Brain  and  Lif e
APPENDIXA: TheAmen  Clinic  Brain  System  Questionnaire
APPENDIX  B:Why  SPECT?: What  Brain-SPECT  Imaging  CanTell  Clinicians and  PatientsThat  Cannot  Be  Obtained  Elsewher
http://www.scribd.com/doc/17356491/The-Brain-in-Love-by-Daniel-G-Amen-MD-Excerp
สรุป ย่อๆ บทที่มีการแปล ที่น่าสนใจก็คือ บทที่12 สุขภาพของสมอง…คุณลองแปลดูละกัน คร้าบบ

ผู้เขียนคนเดียวกันยังเขียนเรื่องSex on the Brain: 12 Lessons to Enhance Your Love Life What is your best tool for achieving the ultimate sexual pleasure? Your brain!
Everyone wants to know how to improve his or her love life, but so few of us understand the integral role the brain plays in getting us in the mood, keeping us excited about our partner, and helping us achieve greatersatisfaction. Based on Dr. Daniel Amen’s cutting-edge research in practical neuroscience, Sex on the Brain shares twelve lessons that help you enhance your love and sex lives through understanding and improving brain function. Filled with practical suggestions and information on how to have better sex, Sex on the Brain reveals:
• How the differences between men’s and women’s brains affect our perceptions and interest in sex
• The science behind why breakups hurt so much, and what you can do to ease the pain
• Surefire techniques to ?x common problems–depression, PMS, ADD–that get in the way of good sex
• How to tap into your senses–taste, touch, smell–and ?nd “the spot”
• How sex can save your life
Sex on the Brain explains everything there is to know about the brain in love and lust, and shows you how to create a hot, healthy, and happy sex life.
สรุป ย่อๆ สมองของคุณ เก็บอารมณ์ความรู้สึก ความตื่นเต้นของเรากับคู่รัก และเราต้องการรู้เรื่องสมอง หนังสือSex on the brain ก็ช่วยให้เรารู้เรื่องสมอง เข้าใจและส่งเสริมการทำงานของสมองตามหน้าที่ที่จะทำให้สมองดีขี้น โดยการอธิบายความแตกต่างของสมองชายและหญิงในการรับรู้เรื่องเซ็กซ์ และความสนใจเรื่องเซ็กส์ อย่างไร วิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ข้างหลังว่า ทำไม หัวใจอกหัก  และ คุณสามารถทำอะไรกับความเจ็บปวด ฯลฯ

-เมื่อผมหาข้อมูลได้บางส่วนจากอินเตอร์เน็ต และเรามองจากแง่มุมหนึ่ง ก็เทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้หาหนังสือบางเล่ม จากอินเตอร์เน็ตได้ และถ้าเราคิดถึงเรื่องเมืองในอนาคต เป็นอย่างไร? จินตนการในสมองของเราเป็นอย่างไร? ซึ่งหนังเรื่อง2046 ก็ทำภาพเมืองในอนาคต บางส่วนในจินตนาการให้เราเห็นภาพแทนความจริง(represent)จากหนังได้ ผมเคยเล่าเรื่องหนัง2046 ไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ผมอยากเล่าซ้ำ อีก คือ หนัง 2046 เกี่ยวพันกับอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต…
-เรามองแง่มุมว่า ไม่มีใครสักคนที่จะเข้าถึงเขาได้ เหมือนกับสื่อ(media) ในโลกDigital ที่คนเข้าไม่ถึง(Through) เกี่ยวพันอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ได้ไหม?
จาก2046 ย้อนกลับไปดูRelation หรือความสัมพันธ์ ในการมีอยู่(Being)แน่นอน เราไม่ไปถึงระดับอภิปรัชญา(Metaphysic) และปรัชญานามธรรม ที่อธิบายรูปธรรมของBeing หรือ”dasein” ได้ง่าย นั่นก็คืออธิบายในแง่ความรักจากหนังChungking Express…
…มีบางคนเชื่อว่า…โลกนี้คือ…ความสัมพันธ์  
โลกนี้…คือความเชื่อว่า โลกมีอยู่
และเมื่อไม่มีความสัมพันธ์ นั่นก็ทำให้เราไม่มีตัวตน
ใครจะรู้ว่าวันที่ไม่มีใครบนโลกนี้เชื่อว่าเรามีตัวตนอยู่จริง
เราอาจหายตัวไปจากโลกนี้ก็ได้
ตำรวจรหัส’623? (เหลียงเฉาเหว่ย) ซื้อสลัดฝากแฟนสาว ‘แอร์โฮสเตส’ จากร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งนี้ทุกวัน   ‘ทำไมไม่ลองอย่างอื่นบ้างล่ะ’ เถ้าแก่ถามและยัดเยียดปลาทอดให้
วันรุ่งขึ้น ’623? สั่งปลาทอด ก่อนบ่น ‘เธอไม่ชอบสลัดก็ไม่บอก’  จู่ ๆ วันหนึ่ง ’623? เปลี่ยนไปสั่งกาแฟดำอย่างเดียว  ‘ไม่ซื้ออะไรฝากแฟนแล้วหรือ’ เถ้าแก่ถาม ‘เธอไปแล้ว…เธอบอกว่าอยากเปลี่ยนรสชาติ’ 
จากChungking Express ที่ผมนำมุมมองของคนเขียนบรรยายเชิงวรรณศิลป์แฝงภาษาปรัชญามาอ้างดังกล่าว ส่วนIn the Mood for Love เป็นหนังที่ใส่ใจ รายละเอียดของความสัมพันธ์ในครอบครัว คนรัก และแหวน เป็นสัญลักษณ์เหมือนตัวแทนMetonymy คือ ศัพท์วรรณกรรมด้วย
In the Mood for Love part 1
http://www.youtube.com/watch?v=EJwx7ipB1_8
In The Mood For Love part 2
http://www.youtube.com/watch?v=nLvrhXVc_4w
In The Mood For love part 3
http://www.youtube.com/watch?v=T13TxMtIB1Y&NR=1
“@ In The Mood For Love” Making Of Documentary Part 5 of 6 มันเป็นการอธิบายหนังทั้งเรื่องมุมกล้องangle และน้ำตาของนางเอก โดยการอธิบายของผู้แสดงถึงExpress ที่คนแสดงขอให้ผู้กำกับทำตามอารมณ์แช่กล้องรอให้ตัวนักแสดงน้ำตาตกไหลออกมาเองพร้อมเสียงธรรมชาติ ขณะตอนที่พระเอกต้องไปทำงานที่สิงคโปร์ แล้วไม่ได้ชวนเธอไปด้วย? กลายเป็นภาคต่อใน2046 แต่ภาพสะท้อนคนละตัวละครเป็นญี่ปุ่น
http://www.youtube.com/watch?v=L9LQDsOg68s
In The Mood For Love part 7
http://www.youtube.com/watch?v=qXqJr1Hcsn8&NR=1
In The Mood For Love part 8
http://www.youtube.com/watch?v=CZJLszDGtwY&NR=1
In The Mood For Love part 9
http://www.youtube.com/watch?v=rwBNmvoJggM&NR=1
In the Mood for Love, 2000, by Wong Kar-Wai ฉากเหตุการณ์ในกัมพูชา
http://www.youtube.com/watch?v=wv4aW0ZPOdI&NR=1
“In The Mood For Love” Deleted Scene 3
“In The Seventies” – What became of Mrs Chan and Mr Chow after ten years? Deleted scene from the Hong Kong film “In The Mood For Love” directed by Wong Kar-wai and starring Tony Leung Chiu-wai and Maggie Cheung Man-yuk.
http://www.youtube.com/watch?v=elsi5K53YrY&NR=1
คนที่เขียนถึงIn the Mood for Love
 In the Mood for Love นะครับ ไม่แปลกหรอกครับ ที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะเกิดอาการงงเง็ง ขอสารภาพว่าตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกผมก็มึนเอาการเลยครับ คำตอบของคำถามที่ว่า หนังเรื่องกำลังพูดถึงอะไร (หรือถามว่า “Theme ของหนังเรื่องนี้คืออะไร” นั่นเอง) เรามาดูกันที่กุญแจที่ใกล้ตัวและชัดเจนที่สุดก่อนดีกว่าครับ นั่นก็คือ ชื่อ’ ของหนังเรื่องนี้ที่ว่า In the Mood for Love หรือก็คือ ’ในห้วงแห่งรัก’ นั่นเอง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=07-2006&date=02&group=1&gblog=13
In The Mood For Love (2000)
กาลเวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน ผู้คนก็ย่อมแปรเปลี่ยนไป “คนสมัยก่อนเวลาเขามีความลับสำคัญที่ไม่อยากให้ใครรู้
พวกเขาจะขึ้นไปบนภูเขา หาต้นไม้สักต้น…เจาะรูบนต้นไม้และกระซิบบอกความลับทั้งหมดของตัวเองลงไป
เสร็จแล้วก็เอาดินเหนียวอุดไว้ ความลับของเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“That era has passed. Nothing that belonged to it exists anymore”
“เมื่อยุคสมัยนั้นได้ผ่านพ้น ไม่มีสิ่งใดในยุคนั้นจะคงอยู่สืบไปได้”
“He remembers these vanished years. As though looking through a dusty window pane, the past is something he could see but not touch.And everything he sees is blurred and indistinct.”
“ชายผู้นั้นยังคงจดจำกาลเวลาที่สูญสลายหายไป เปรียบดั่งเพ่งพิศมองบานกระจกที่ปกคลุมด้วยฝุ่น อดีตนั้นคือสิ่งมองเห็นได้ แต่มิอาจสัมผัส และสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน”
(ถอดความเป็นภาษาไทย โดย merveillesxx)
http://gelukkig.exteen.com/20070729/wong-kar-wai-s-anthology
ผมเคยเขียนถึงหนังเรื่อง2046 ไปแล้ว เมื่อ 1 ตุลา 2551 คือ ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง และวันที่4 เดือนMay , 2010 คือ Why So Serious:Take History;2010-2046,เมื่อปีที่แล้ว คือ March 8, 2010 ยิ้มสยาม ในประสบการณ์สุนทรีย์ของฮอลิเดย์ และในอีกแง่มุมของการเขียนของผมถึงอาณาจักรแห่งจินตนาการ เกี่ยวกับหนังสือความลับในความรัก ในเรื่องคู่แท้ คู่สร้างคู่สม แล้วช่วงเดือนมกรา 2554 ก็ผมเริ่มโฟกัสภาพสมองของคนแสดงเรื่องChungking Expressว่าภาพหัวสมองถูกทำสโลโมชั่น ซึ่งผมมีภาพประกอบตอนที่ผมเขียนลงspace แต่ตอนนี้space หาย จึงกลายเป็นWordpress ก็ขอเน้นที่เรื่องBrain หรือสมองต่ออีกครั้งในความสัมพันธ์ของChungking Express-In The Mood For Love และ2046
…มันเป็นปี 1966 เชา โม หวัน (โทนี่ – เหลียงเฉาเหว่ย) กลับมาสู่ฮ่องกง และต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาได้ซ่อนเร้นเอาไว้ อดีตอันเกี่ยวเนื่องกับหญิงสาว : หญิงสาวหลายคน ในช่วงนั้น บางอย่างได้เกิดขึ้นกับเขา หัวใจของเขาเย็นชา และฝังเอาไว้ซึ่งความทรงจำบางอย่างที่เลือนหาย ไม่มีใครสักคนที่จะเข้าถึงเขาได้ เขาเขียนนิยายประโลมโลกราคาถูกเพื่อประทังชีวิต เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องหมายเลข 2047 และหลังจากนั้นได้ไม่นานนัก ก็ได้เขียนนิยายที่เขาให้ชื่อมันว่า “2046” และในเรื่องนี้ ใครก็ตามที่ได้ขึ้นรถไฟที่มุ่งสู่ปลายทาง 2046 จะมีโอกาสย้อนสู่ความทรงจำแห่งอดีตที่สูญหายของตน ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครเคยกลับมาจาก 2046  จนกระทั่งถึงปี 2046 รถไฟปริศนาขบวนนั้น ก็ยังออกเดินทางอย่างสม่ำเสมอ …เพื่อไปสู่ 2046http://www.nangdee.com/title/?movie_id=613
2046 จุดกำเนิดของภาพยนตร์
หมายเลข 2046 นั้นมีความหมายว่าอย่างไร? ในปี 1997 เมื่อฮ่องกงถูกมอบคืนให้กับประเทศจีนนั้น ฮ่องกงได้รับทราบว่า ทุกอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีก 50 ปี และปี 2046 จะเป็นปีที่ครบคำสัญญานี้ ผู้กำกับการแสดงหว่องนั้น เกิดแรงบันดาลในจากคำสัญญา และ ตัวเลข เขาเกิดความสงสัยว่า เรื่องราวของความรักจะเป็นอย่างไร ถ้ามันจะต้องเข้ามาเกี่ยงข้องกับตัวเลข เขายังได้ถามตัวเขาเองว่า จะมีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราตกหลุมรัก เรามักจะถามตัวเราเองว่า “เขาหรือเธอจะยังซื่อสัตย์กับฉันหรือเปล่า? และตัวของฉันเองจะยังเหมือนเดิมไหม?” และภาพยนตร์เรื่อง 2046 เริ่มต้นจากตัวเลขนี้
กำกับการแสดงโดยหนึ่งในบรรดาผู้กำกับฯ ชื่อดังของฮ่องกง หว่อง กา ไว ภาพยนตร์เรื่อง 2046 นี้ เป็นผลงานร่วมสร้างระหว่าง เซียงไฮ้ ฟิลม์ สตูดิโอและ เจ็ท โทน ฟิลม์ ตามที่ผู้กำกับการแสดงหว่องกล่าวว่า “เรื่อง 2046 นี้มาถึงมือผมในเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังทำงานเรื่อง In The Mood For Love กันอยู่ แต่ในขณะที่ตัวละครบางตัวมีส่วนคล้ายคลึงกัน เรื่อง 2046 นี้ ไม่ใช่ภาคต่อ” เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า “อันที่จริงแล้ว ความรู้สึกและหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงเรื่อง 2046 นั้นเป็นเค้าโครงและการขัดแย้ง ซึ่งลุ่มลึกและจริงใจยิ่งกว่า ซึ่งต้องการการเข้าสู่ตัวแสดงแตกต่างกันในการที่จะเล่นแต่ละบท ผมพบว่าเมื่อผมเหลียวมองไปรอบ ๆ ผู้เห็นหลายคนที่ผมรู้จักตกหลุมรัก แล้วก็เลิกรัก และมีอีกหลาย ๆ คนที่ไม่เคยมีความสามารถที่จะเก็บความรัก หรือรักอีกครั้งได้ และบางสิ่งบอกกับผม”
“เมื่อผมว่าคิดว่าอะไรคือความหมายของรักและการถูกรัก เรื่อง 2046 เข้ามาในความรู้สึกของผม ในเรื่อง 2046 นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ใช้ความพยายามจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ในอดีต : และฝังความทรงจำที่ตัวเขาเองไม่อาจจะลืมมันลงได้ เป็นสิ่งที่เขาต้องแบกรับมันและอยู่กับมันตลอดมา ซึ่งทำให้มันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินชีวิตต่อไป จากสิ่งที่เขาได้ทำ และได้เห็น พวกเราทุกคนไม่ว่าจะด้วยความรู้สติหรือไม่ จะต้องทิ้งความทรงจำเอาไว้เบื้องหลังเพื่อจะเริ่มมีชีวิตใหม่ บางคนอาจจะทำมันเพียงแค่ครั้งเดียว และบางคนอาจจะทำเป็นประจำก็ได้ภาพยนตร์ของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งถูกปฎิเสธจากหญิงสาวที่เขารัก และ ต่อมาตัวเขาก็ได้ปฏิเสธความรัก กับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง และ สูญเสียโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เขาได้เริ่มต้นปฎิเสธทุกโอกาสที่เข้ามาใหม่ในชีวิตที่จะแสวงหาความรักโดยไม่รู้ตัว และด้วยหลากหลายเหตุผล มันอาจจะฟังดูซ้ำซากแต่ถ้าเราได้ดูหนังเรื่อง 2046 แท้ที่จริงแล้วความรักนั้นเกี่ยวเนื่องกับเวลา”
Six “Hong Kongs” in search of a Negative Director:Wong Kar-Wai’s alter-Native cinema
Towards the 6th Hong Kong
If someone can be the representative of somewhere, (s)he would be one who negates what is supposed to be the characteristic of that somewhere. Thus, as Borges said, Shakespeare is not so British, Goethe is not so German, Cervantes is not so Spanish, Racine is not so French after all, if they can in any sense be considered as the representative writers of their supposed mother/fatherland. Representation is paradoxically not a way of showing what things are, but a way of showing what things are not, in as much as things are always becoming what they are not, and this is the only real picture of what things are. In Wong Kar-Wai’s films,“Hong Kong” is the negative sensibilities of what Hong Kong is supposed to be. No sooner had a “Hong Kong” been presented, then an-Other “Hong Kong” would be fashioned in alteration to the “Hong Kong” thathas become clich?, and thus, Hong Kong can never be what it is supposed to be.Is Hong Kong supposed to be like that?
http://www.tofu-magazine.net/newVersion/pages/Wong%20Kar%20Wai_3.htm

จากที่ผมเล่าอาจจะผลิตซ้ำบ้าง และเรามาทบทวนหนังเกี่ยวกับการแต่งงาน และชีวิต ครอบครัว In the Mood for love แล้วก็เรื่องราวเริ่มต้นของคู่รักเขียนนิยายร่วมกัน โดยชวนตีความเรื่องแม่/พ่อ เหมือนเป็นเรื่องมาตุภูมิหรือปิตุภูมิ(พ่อของแผ่นดิน)mother/fatherland และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดเรื่องแม่ และอนาคตกับหมอดู ผู้รู้ความลับในอนาคตว่าผมเดินทางไปในเมืองจีนแล้วผมจะตาย ซึ่งมันเป็นความลับของอนาคต ที่เราไม่ได้ใช้แค่วิทยาศาสตร์ ในแง่หนึ่งวิทยาศาสตร์ เช่น ความเสื่อมของทรงจำ ก็ต้องมีการทดลองทางจิตวิทยาว่าเราหลงลืม เพราะสาเหตุใด นั่นเป็นกรณีที่หนังสือEssential Psychology edited  by peter herriot ในHuman MemoryของVernon Gregg เป็นตัวอย่างอธิบายความทรงจำของคน ซึ่งผมขอขยายความสั้นๆ โดยดัดแปลงเล่าเรื่องประสบการณ์(Experience)กรณีตัวอย่างการทดลองเชิงจิตวิทยาแบบวิทยาศาสตร์(Science)ดังกล่าว ก็ถ้าคุณลองทดลอง(Experimental)เกี่ยวกับการทำงานรวดเร็ว(Speed) กับทำงานช้าๆ(Slow) ขณะใช้การจดจำทำงาน โดยตัวคุณเอง น่าจะรู้ว่าคุณเหมาะกับความเร็ว หรือความช้า เป็นตัวพิสูจน์ต่อความทรงจำ เพราะมันมีผลต่อความทรงจำของคุณเอง เป็นประเด็นใหญ่(Big) ซึ่งโฟกัสในแง่ความสัมพันธ์ของจีนกับฮ่องกง และสัญญาหลังจากออกจากอาณานิคมอังกฤษของฮ่องกง แล้วความเปลี่ยนแปลงเหมือนความสัมพันธ์หญิง-ชาย ในฐานะสมองมนุษย์…The brain in love-asian familyและความลับในความรัก…


ทีนี้ จากเรื่องIn The Mood for Love-2046 ในแง่มุมของความทรงจำ อารมณ์เหงา แล้วผมอยากบอกว่าไม่อยากให้คนดูหนังเป็นโรคซึมเศร้า เพราะผมดูหนังเพื่อความสุนทรีย์ทางอารมณ์มากกว่าจะจมอยู่กับความเศร้า และเราน่าจะเข้าชมรมอยู่ 100 ปี โดยโฆษณาเขียนถึงเจ้าของผลงานอยู่ถึง120 ปี ทำไม ทำให้ไม่ได้ ประกอบการบรรยายโรคซึมเศร้าคือ Major depression ก็มีคำอธิบายโรคนี้ขนาดยาวดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/psy/depression/depression.htm และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ก็มีในวิกิพีเดีย ทั้งนี้ โรคซึมเศร้า ก็มีเรื่องแบบประเมินโรคซึมเศร้า อาการซึมเศร้า และศิลปินอย่างEdvard Munch. เอ็ดเวิร์ด มุงค์ เป็นศิลปินชาวนอร์เวย์ ผู้สร้างภาพThe Scream,โหยหวน ก็เคยผ่านพ้นอาการโรคซึมเศร้า ซึ่งแน่นอนว่าการทำภาพพิมพ์ หรือการเขียนภาพเป็นงานศิลปะบำบัดจิตใจ และงานเขียนบนกระดาษ ก็ประหยัดกว่าการซื้อสีเขียนภาพบนเฟรม และคนเขียนบันทึกบนคอมพิวเตอร์ก็ประหยัดกว่าเขียนบนกระดาษ นี่แหละ เหตุผลว่า ทำไม ผมเน้นเรื่องอาการผ่านพ้นโรคซึมเศร้า และการบำบัดจิตใจ ก็เพื่อให้คนมีความหวัง แหละครับ

อย่างไรก็ตาม บันทึกปกติของผม จะปล่อยให้มีสัญญาณ และสารบทเพลงแห่งความสุขประกอบ น่ะคร้าบ
คุณลองเปิดฟังซ้ำช้าๆ”Adagio”  โดยSecret Garden – “Adagio” with David Agnew (cor anglais) ประกอบฉาก(scenes 3, 27, 31, 34)จากข้อมูลของhttp://en.wikipedia.org/wiki/In_the_Mood_for_Love และผมค้นหาเพลงเป็นเพลงบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง น่ะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=nNL9Lole-iE
http://www.youtube.com/watch?v=0fV7L0SS3B0
In the Mood for love (หรือชื่อเดิม คือBeijing Summer) หนังที่เกี่ยวกับอาหาร โดยเพลงประกอบ คือ Quizas: In the Mood for Lovehttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=07-2006&date=02&group=1&gblog=13
English translation of original Spanish lyrics:
“Perhaps, Perhaps, Perhaps”
I am always asking you When, how and where You always tell me Perhaps, perhaps, perhaps The days pass this way And I am despairing And you, you always answer Perhaps, perhaps, perhaps You are wastingtime Thinking, thinking That which you want most Until when? Until when?
http://www.youtube.com/watch?v=2wQ4gJo0bII&NR=1

———————————
วันที่27-28-31 มีนา 54 In Nature
เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นสภาพธรรมชาติในช่วงที่มีการพยากรณ์ต่างๆ นานา ว่าโลกใกล้น้ำท่วมโลก หรือเหตุภัยพิบัติ ต่างจากสมองของผม ในตัวเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ โดยใช้นักฟุตบอลแมนยู คือ รูนีย์แข่งบอลกับรูนีย์ ในฐานะสมองคน สู้กับสมองกลของคอมพิวเตอร์ ในเกมส์ แตกต่างจากชีวิตจริง ซึ่งผมยังนึกถึงเรื่องราวสนุกสนานขับรถมอเตอร์ไซด์ไปสำรวจแผ่นดินแยก ทีอำเภอปาย แม่ฮ่องสอน ก็สะท้อนธรรมชาติ ร่วมกับเพื่อนถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้ แล้วต่อมาเดือนนี้ ซึ่งผมก็ท้องเดิน ท้องเสีย หลังกลับมาจากการเดินทางไปงานแต่งงานของเพื่อนต่างๆ

ซึ่งผมขอเก็บความประทับใจไว้ก่อน เนื่องจากไม่มีเวลาเขียนอะไรมากมาย โดยงานก็ค้างคา พร้อมกับอาการปวดหัว จากสภาพอากาศ และอาหาร ทำให้อาการป่วยยังไม่ปกติดี และผมนึกถึงเรื่องพูดคุยรุ่นพี่แนะนำหนังสือเรื่องเดอะท็อปซีเคร็ด ในฐานะหนังสือเขียนมุมเรื่องความลับ หรือเคล็ดลับความคิดของตะวันออก เป็นเคล็ดลับของจักรวาล ถึงความสำเร็จ และผมคิดจะทำหนังเรื่องลุงรีไซเคิล คือ พ่อคนเก็บขยะรีไซเคิลไปขายที่หอฯ ของผม ก็รู้ข่าวจากแม่คนเก็บขยะ เมื่อวันที่21 ก.พ. เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งผมรู้เมื่อวันที่30 มีค.54 ในภาวะที่สมองของผม ยังท้องเดิน ท้องเสีย เกือบต้องเข้าโรงพยาบาล เหมือนคนใกล้ตาย เบื่อชีวิต ระหว่างปลายทางหุบเหวป่วยไข้ แล้วอาการดีขึ้นเชื่อมโยงขีดจำกัดความลับของเรื่องเล่าต่างๆ

โดยวันที่ 26 มีนา ก็มีการรณรงค์ให้ดับไฟ ซึ่งผมอยู่ที่แห่งหนึ่ง แค่สามทุ่ม ในเมือง ก็ค่อนข้างเงียบไร้แสงไฟ และผมนึกถึงเรื่องราวมากมาย หลายเรื่องที่1 ข้อเขียนคุยกันเรื่องกวี“กว่าจะทะลวงเข้าถึงใจกลางของธรรมชาติที่แสนจะเร้นลับได้ แม่งเอ๋ย เจ้าจะต้องสูญเสียหอกซัดไปสักเท่าใดแล้วเล่า” ชาร์ลส์ โบดแลร์ ซึ่งผมไปเขียนตลกๆ อารมณ์ดีในเฟซบุ๊คของกวีซีไรต์ว่า แหม อ่านแล้วรู้สึกข้าพเจ้าอยากทะลวงใจกลางความงามของธรรมชาติ บ้างจัง^^ทะลุเลยเคริ๊บพี่บอย พี่เช คือผมเป็นพวกโรแมนติค ถ้าหญิงสาวเป็นความงามของผม ก็ขอแค่ทะนุถนอมไว้🙂 ^^ฮา หลงเข้าใจผิดตั้งนานว่าบอยเป็นพวก โร__ต. 555 และผมก็เขียนอะไรต่อเนื่องไปสุดท้ายว่า…. ?555 พี่เช คิดได้ใกล้เคียงคำเป็นประโยคใกล้ๆ กันมากเลย น่ะ โร_ต.–555 เอาไว้เจอกันใหม่ เพ่ ผมหมดมุข แล้ว555….

นี่แหละ จากเฟซบุ๊ค ก็มาถึงมิตรภาพ ที่เรียกว่าเรื่องเล่าของภาษาวรรณกรรม น่ะครับ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ ผมตั้งใจจะใช้เฟซบุ๊ค ให้มีเพื่อนไว้เยอะๆ แม้อาจจะถูกเจาะข้อมูล “ความลับ” ก็ตาม โดยกรณีหนึ่งที่เว็บวิกีลีคบอกว่าเฟซบุ๊ค คือ เครื่องมือเจาะข้อมูล และในแง่หนึ่ง ผมนึกถึงเรื่องราว ที่คุยกันเรื่องเจ้าชายน้อย กับรุ่นน้อง ทำให้ผมนึกถึงจินตนาการตอนเป็นเด็ก และการวาดรูป อะไรเป็นความลับซ่อนอยู่ใต้ท้องงู เป็นช้าง ซึ่งคนส่วนใหญ่มองเป็นหมวก และผมนึกถึงข้อมูลต่างๆ ที่ผมคุยกับรุ่นน้อง แต่คนละเรื่องกัน นอกเหนือจากเรื่องเจ้าชายน้อย อินเตอร์เน็ต ฯลฯ จากวรรณกรรม มาถึงภาพยนตร์เจ้าชายน้อย ก็มีทำเป็นภาพยนตร์ และหนังเรื่องข้างหลังภาพของศรีบูรพา ก็เป็นวรรณกรรมมาก่อนเป็นภาพยนตร์

 ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดของความรัก ในคนสองคน ที่มีความลี้ลับระหว่างสาวอายุ 35 วิวาห์กับคนอายุ 50 ปี แล้วเกิดปัญหาให้นพพร ตีความหมายในเรื่องความรัก…นี่เป็นหนังสือดี ที่ผมอ่านใหม่อีกหนึ่งรอบ โดยผมคิดจะเขียนเรื่องสั้น ส่งประกวดบ้าง แต่ผมยังคิด และเขียนไม่ออก…แน่นอน ก็หลายเรื่องราว ซึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนมุสลิม และรุ่นพี่นักเขียน สำหรับโปสการ์ด รวมทั้งอาจารย์ ท่านหนึ่ง ก็ส่งจดหมายพร้อมหนังสือ…ฯลฯ
…วันแห่งเจตนาดีคือวันที่ 28 มีนา(หรือ เราควรเรียกว่า เดือนมีนม เป็นการย่อมีนาคม) ก็รัฐบาลเปิดตัววันดังกล่าว…
…ขณะเดียวกับที่ผมนึกถึงเรื่องDay of being wild เป็นส่วนหนึ่งของ In the mood และ in the mood นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ 2046 นี่ถ้าเรานึกถึงเรื่องการตีความภาพยนตร์ซับซ้อน โดยวิธีต่างๆ เช่น ตีความจากคำ โดยศัพท์วรรณกรรม ที่มีคำว่า Cannotation(นัยประหวัด)และDenotation(นัยตรง)ความหมายของนัยตรง คือ สิ่งหรือสถานการณ์ที่คำนั้นหมายถึงโดยตรง และนัยประหวัด จะมีความหมายที่คำนั้น ชวนให้นึกไปถึง ดังตัวอย่างเช่น คำว่า บ้าน มีความหมายตรงตามเนื้อผ้า หรือนัยตรง คือสถานที่ซึ่งคนอาศัยอยู่ แต่มีนัยประหวัดให้นึกถึงความอบอุ่นความส่วนตัว ความสะดวกสบายกายสบายใจ เป็นต้น(ศัพท์วรรณกรรม) นี่เป็นตัวอย่างนิยามหนึ่ง คำว่า บ้าน ซึ่งเราก็รู้ว่า บ้าน มีบริบทสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันถึงนิยามความหมายของความนัยประหวัดถึงประเทศ
จากสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ(nature) เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในหนังเรื่องDay of being wild คือ เราจะแปลว่า วันหนึ่งของชีวิตอยู่ในป่า โดยตรง หรือวันหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีชีวิตอยู่ในป่า อะไรเป็นนัยประหวัดเป็นส่วนหนึ่งของ In the mood และ in the mood นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ 2046 แต่ส่วนหนึ่งอันน่าสนใจ คือ Being and nature หรือ ความเป็นอยู่ และธรรมชาติ เป็นประเด็นใหญ่(Big)ของความสัมพันธ์(relation) สมองคน(brian human) กับสมองกลของแอนดรอย์ เป็นส่วนหนึ่งที่ผมสนใจ มากกว่าเรื่องความเหงา
…สมองของคอมพิวเตอร์คืออะไร – มีคำตอบ – กูรู… สมองของคอมพิวเตอร์ คือ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)  ซึ่งสามารถเรียกได้หลายชื่อด้วยกัน เช่น โปรเซสเซอร์(processor) …
guru.google.co.th/guru/thread%3Ftid%3… – ซีพียู(CPU)สมองของคอมพิวเตอร์ ซีพียู(CPU)สมองของคอมพิวเตอร์. ComputerDodee. ซีพียู (CPU:Central Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลกลาง เป็นส่วนประกอบซึ่งทำหน้าที่หลักในการประมวลผลต่างๆ …computerdodee.blogspot.com/2009/10/cp… – สมองกับคอมพิวเตอร์อะไรสำคัญกว่ากันครับ? … แล้วแต่ว่าจะเป็นความสำคัญในแง่ไหน จากผลการทดลองพบว่า 90% ของกำลังสมอง หมดไปกับ
การคิดเรื่องที่ไม่ก่อประโยชน์ และมักจะใส่ความคิดผิด ๆ ให้สมองของตัวเอง … .engturam.wordpress.com/2011/03/07/com… – การติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง – วิกิพีเดีย-การติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง (Brain-Computer Interface) หรือเรียกย่อๆ ว่า BCI เป็นการติดต่อกับเครื่องจักร เช่น คอมพิวเตอร์ โดยใช้คลื่นสมองของมนุษย์ …
แน่นอนว่า การทำงานของสมองคน ย่อมต่างจากสมองกล หรือสมองคอมพิวเตอร์ และธรรมชาติของคน ก็ย่อมเกี่ยวพันกับวันเวลา…
Days of Being Wild 1/11
Days of Being Wild 11/11 ถ้าเราคิดถึงเรื่องถ้อยคำก่อนตาย ที่มีการพูดคุยกันในหนัง สะท้อนธรรมชาติของความทรงจำเขาและเธอ ก็เขาตาย ก่อนแม่ของเขาเอง หรือนัยยะ ว่าเขาเป็นอิสระจากป่า ไปสบายแล้ว? แต่การตายของคนหนึ่งคน ทำให้เธอ คือนางเอก คิดเริ่มต้นชีวิต หลังภาพอ่านหนังสือพิมพ์จบลง ก็มีภาพเสียงโทรศัพท์เป็นสัญลักษณ์ร่วมกันของการสื่อสารจากนสพ.ถึงโทรศัพท์ถึงอีกคนหนึ่ง แล้วเรื่องก็เริ่มอีกครั้งโดยตัวละครอีกหนึ่งคน…
http://www.youtube.com/watch?v=n2e6Leatpb0
คุณลองไปหาดูDays of Being Wild ว่า ความลับบางอย่างนั้น ก็น่าสนใจจริงๆ ในหนังเรื่องDays of Being Wild ซึ่งผมยกตัวอย่างมาให้เราดู ในแต่ละฉาก ก็ผมจะไม่อธิบายต่อ เป็นความลับของผมเอง และความลับที่หลายคน ค้นหาทางสมอง และวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาในเรื่องความปรารถนา….

Love in the Brain
http://serendip.brynmawr.edu/bb/neuro/neuro03/web2/csmiga.html
Love in the brain
http://www.sensualism.com/love/index.html

This is Your Brain in Love: New Scientific Breakthroughs for a More Passionate and Emotionally Healthy Marriage
http://www.amazon.com/gp/product/0785228756/ref=pd_lpo_k2_dp_sr_3?pf_rd_p=1278548962&pf_rd_s=lpo-top-stripe-1&pf_rd_t=201&pf_rd_i=0307587894&pf_rd_m=ATVPDKIKX0DER&pf_rd_r=1RZM3M5VQ6SVT02Y1VW0

Buddha’s Brain: The Practical Neuroscience of Happiness, Love, and Wisdom
http://www.amazon.com/gp/product/1572246952/ref=pd_lpo_k2_dp_sr_1?pf_rd_p=1278548962&pf_rd_s=lpo-top-stripe-1&pf_rd_t=201&pf_rd_i=0307587894&pf_rd_m=ATVPDKIKX0DER&pf_rd_r=1RZM3M5VQ6SVT02Y1VW0

Totality of Love
Jan 19th, 2009
(Shri Mataji, founder of Sahaja Yoga)
We have within us a being which I call the spirit – the spirit, which is also part and parcel of the totality that is love, totality that is God, totality that is joy, totality that is knowledge. And that spirit within us is watching us. It is not watching like a guard or a police inspector. That also, we human beings cannot understand….
 The spirit is the one that is love. Can you understand total love? Can you understand something that just gives and enjoys giving and not asking for anything? Can you understand someone like that? Can you?

Loving for love’s sake, that’s what is your spirit. It is watching you with that love, that total love.
That totality of love is watching you to give you that what it is. Now here, I would say you are the spirit and you are this Self. Another one, which is this awareness, is this human awareness which you have got.

This human awareness has to be enlightened by that totality, that spirit. When it enlightens that, then only, you know that you are a part and parcel of the totality and that you are beautiful, you are really beautiful.
There’s some times one feels a little bashful to know how beautiful one is and so fragrant and so grand and so dignified. That new dimension one has to understand….
To understand the totality of love, total love, you have to know that these are all just flecks. The ocean, the oceans of oceans of love will wash off these specks in no time, but have faith in yourself, that’s all. Have faith in yourself. After all, you are human beings.
http://www.sahaja-yoga.com.au/2009/01/19/totality-of-love/

..ความรัก ในBetween These lines…ตะวันออก กับตะวันตก…วิทยาศาสตร์กับความเชื่อ ศรัทธา…ศาสนา..ในยุคทุนนิยม..
ผมได้ข้อมูลเหล่านี้ มาให้เลือกสำหรับครั้งหน้า อาจจะเล่าเรื่องสมอง หรือ ภาพรวมความรักต่อ แต่ก็นั่นแหละ หลายคนคงแปลได้ ซึ่งผมขอแปลย่อๆ สรุป ในเรื่องสมองกับความรัก ก็มีคนเขียนถึงพอสมควร ในหลายแง่มุมทั้งทางพุทธศาสนา และเรื่องสมองว่างๆ ก็ค่อยมาเขียนกันต่อ เพราะผมก็สนใจเรื่องสมอง และก็มีส่วนเรื่องTotality of Love นี้ ก็สรุปเกี่ยวพันพระเจ้า ความเชื่อศรัทธาทางจิตวิญญาณของมิติความรัก ครับ ซึ่งข้อดีของสื่อออนไลน์ ดูยูทูปทางเน็ต ก็ทำให้ผมสะดวกไม่ต้องไปเช่าหนัง หรือ ยืมหนังใคร แต่Youtube ก็อาจจะทำให้เกิดข้อเสีย จากrelation ในการยืมหนังจากเพื่อน ในแง่มุมหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่มีเวลาเขียนTotality of Love ก็แค่สรุปสั้นๆ ในแง่จิตวิญญาณ ส่วน Love in the brain และ This is Your Brain in Love : : New Scientific Breakthroughs for a More Passionate and Emotionally Healthy Marriage และBuddha’s Brain: The Practical Neuroscience of Happiness, Love, and Wisdom อีกก็ไม่มีเวลาเขียน น่ะ ซึ่งอาจจะยกยอดไปเขียนในครั้งหน้า  ครับ
โดยผมไม่มีเวลาซื้อหนังสือพวกนี้ และผมไม่มีเงิน เพราะของฟรี ทั้งเรื่องนิตยสาร หนังสือ คือ มันก็หาดียาก และผมได้นิตยสารฟรีก็อปปี้เรื่องDigitalityจากนิตยสารคิด เป็นนิตยสารฟรีก็อปปี้ ที่ผมชอบตามหามาอ่านฟรี ได้สาระจริงๆ ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องจากคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง แหละครับ ที่ผมเคยเล่าให้ทุกคนรู้ไว้ ว่า กรณีสื่อดิจิตอล นัยยะของการกล่าวถึงนิยามถึงสื่อดิจิตอล และสื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล (ตรงกันข้ามกับสื่ออนาล็อก) มักหมายถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทำงานโดยใช้รหัสดิจิตอล ในปัจจุบัน การเขียนโปรแกรมตั้งอยู่บนพื้นฐานของเลขฐานสอง ในกรณีนี้ ดิจิตอลหมายถึงการแยกแยะระหว่าง “0” กับ “1” ในการแสดงข้อมูล คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องจักรที่มักจะแปลข้อมูลดิจิตอลฐานสองแล้วจึงแสดงชั้นของเครื่องประมวลผลชั้นของข้อมูลดิจิตอลที่เหนือกว่า สื่อดิจิตอลเช่นเดียวกับสื่อเสียง วิดีโอ หรือเนื้อหาดิจิตอลอื่น ๆ สามารถถูกสร้างขึ้น อ้างอิงถึงและได้รับการแจกจ่ายผ่านทางเครื่องประมวลผลข้อมูลดิจิตอล สื่อดิจิตอลได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเมื่อเทียบกับสื่ออนาล็อก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A5
ทำไม เราต้องสนใจโลกดิจิตอล และการตลาด ในทุนนิยม ส่งผลกระทบต่อเรา ในหลายด้านๆ ทั้งบวก และด้านลบ ก็กรณีเหวย เหวย และหวง ยิฉิน คือผู้บริโกคสองคนที่นักการตลาดทุกคนต้องทำความรู้จัก อาจดูแปลกหู เพราะนักศึกษาจากกวางโจวสองคนนี้ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรมากพอที่จะทำให้เขาเป็นคนมีชื่อเสี่ยง แต่ด้วยเว็บบล็อก Back Dorm Boyz () ทำให้เหวย เหวย และหวง ยิฉิน กลายเป็นดาราแห่งอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศจีน และทำให้ภาพยุคใหม่ของการตลาดและสื่อดิจิทัล เกิดขึ้น
http://www.iqtutor.com/index.php/variety/12-digital-media
โดยผมคิดเรื่องการตลาด ในแง่ระบบทุนนิยม ซึ่งLeon Trotsky,presents the living thought of Karl Marx,Introduction by Sidney Hook. New York University….The fundamentals of Marx’s philosophy in his own words,with an interpretation by one of his most famous disciples….ทร็อตสกี้ เคยกล่าวไว้ถึงเรื่องWage  โดยเกี่ยวกับWage ซึ่งTime-Wages(ค่าจ้างต่อวัน?) ในชีวิตประจำวัน หรือ กรงขังในแต่ละสัปดาห์ของการทำงานของแรงงาน คำว่า Wage-Labour ควรแปลว่าแรงงานรับจ้าง ?… http://www.prachatai.com/journal/2011/03/33650

ซึ่งพวกเรา ก็อยู่ในโลกที่ความรักเกี่ยวพันการต่อสู้ทางชนชั้นของระบบทุนนิยม ในการใช้ชีวิตเกี่ยวกับเงินประสานให้อุดมการณ์ของชีวิต โดยการทำงาน จนกระทั่งเราแก่เฒ่าในแง่มุมต่างๆ และผมอยากเขียนบันทึกสั้นๆ ในแง่มุมของความรัก โดยอ้างอิงถึงเพลงSibony ประกอบหนัง2046 เพราะผมยังไม่ได้เล่าตอนจบของหนัง ซึ่งเปิดเผยตัวเนื้อหาของหนัง จึงอยากเล่าค้างไว้ต่อคราวหน้า ผ่านบทเพลงนี้
-เพลงSibony โดยเสียงร้องเพลงของConnie Francis ประกอบหนัง(2046) & Lyrics ซึ่งคนที่เผยแพร่เพลงประกอบหนังพร้อมแปลภาษาสเปนเป็นภาษาอังกฤษ ก็บอกว่า Just a clip i made for one of my most favorite songs used in the movie 2046 by Kar Wai Wong. I hope you like it. The song is Spanish and was originally sung by Ernesto Lecuona at 1929.  โดยมีคนแสดงความคิดเห็นเพลงSiboney ไปถึงเพลงWhere The Boys Areไว้ว่า “Connie Francis “78” of Where The Boys Are! This song expresses Connie’s affection for a man that is looking for her…. She wants to know where her man…..is Because she says in her song …”
http://www.ilike.com/artist/Connie+Francis/track/Siboney
Connie Francis – Siboney
Siboney, yo te quiero yo me muero por tu amor. Siboney, I love you, I’m dying for your love Siboney, en tu boca la miel puso su dulzor. Siboney, honey has left its sweetness on your mouth Ven aqu?, que te quiero y que todo tesoro eres t? para m?. Come to me, cause i love you and you are my only treasure (apart from everything else) Siboney, al arrullo de tu palma pienso en ti. Siboney, I think of you in the sound of the palm tree Siboney de mis sue?os si no oyes la queja de mi voz, Siboney of my dream, if you don’t hear the complaint of my voice Siboney si no vienes me morir? de amor. Siboney if you won’t come I’ll die of love Siboney de mis sue?os te espero con ansia en mi caney, Siboney of my dreams, I await for you with anxiousness in my caney Siboney si no vienes me morir? de amor. Siboney if you won’t come I’ll die of love Oye el eco de mi canto de cristal, Hear the echo of my clearly sung song no se pierda entre el ruido manigual. and don’t let it get lost amid the jungle noise.
http://www.youtube.com/watch?v=rNl_8VSmYu8

เมื่อผมนอนป่วย ต้องกินยา นอนยาวๆ ใกล้หายป่วย ก็นึกถึงเพลงไทยสำหรับเชื่อมโยงเรื่องความเป็นจีน ผ่านเถียนมีมี่ Comrades, almost a love story โดยคนร้องเพลง เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง (รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส เป็นผู้ร้องเพลงแปลงเพลงเถียนมีมี่,ด้วยใจรัก เป็นเพลงแปลงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ และวาสนาคนจน ฯลฯ)
เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง-รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s