เริ่มต้นใหม่กับwordpress,Notebook,Happy Birthday,Happy Together,Promised Land:สาสน์-Reconciliations(break-up หรือdisappear/appear )?

วันที่2-3(ตรุษจีน) ก.พ.54
เริ่มต้นใหม่กับwordpress,Notebook,Happy Together,Happy Birthday,Promised Land:สาสน์-Reconciliations?(break-up หรือdisappear/appear )? คือ เดือนที่แล้ว ผมตั้งบันทึกสื่อถึง4D คือ Day Dream Difference Dictonary เพื่อเล่นคำ ส่วนเรื่องeither/or ก็ผมเคยเล่าไปแล้ว ถ้า”things in life”-Ashes of Timeเป็นเรื่องน่าสนใจก็ขอให้เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไป ในหัวสมองหลายเรื่องทั้งกรณีข่าวพันธมิตร หอพักที่ผมอยู่มาเข้าปีที่เก้า เปลี่ยนเจ้าของหอฯ อันเป็นเรื่องราวผลกระทบใกล้ตัว ซึ่งผมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่มีฝนตกวันที่ 30 ที่ชม. ทำให้อากาศหนาวเย็นอีกครั้งหรือไม่หนาวแล้ว? และผมต้องเคลียร์งานข่าว โดยค่าเรื่อง ค่าใช้จ่ายผมไม่ได้เศร้าสร้อย ชวนสิ้นหวัง ซึ่งขอขอบคุณ สำหรับบางท่านที่ห่วงใยจากใจกัน และเรื่องบางเรื่องผมขอไม่เล่า เพราะผมต้องเตรียมตัวเดินทางอีกแล้ว…
…เริ่มต้นใหม่กับwordpress,Happy Birthday,,,และผมคิดถึงเวลาที่หายไป และSecret ในความรัก และการค้นหาความหมายของรู้เขารู้เขา ในเรื่องที่เพื่อนผมเคยเล่าเรื่องกลยุทธ์ซูนวู รวมทั้งการเจอผู้คน ซึ่งหลายเรื่องยากจะจบแฮปปี้เอ็นดิ้งง่ายดาย
โดยผมนึกถึง…Happy Together (film)ผลงานของหว่องกาไว ซึ่งผลงานรับรางวัลคานส์ และหนังเรื่องนี้ ที่ผมเคยดู ทั้งที่ไม่อยากดู เพราะหนังเกี่ยวกับชีวิตคู่แนวชายรักชาย แต่กลับมาคิดใหม่ได้จากบทสนทนาอันหลากหลาย ซึ่งพวกผมได้มีโอกาสร่วมพูดคุยขอลายเซ็นต์ ถ่ายรูป และอีเมล์ของเบน แอนเดอร์สัน(ลุงเบน=benedict anderson) จากงานอ.เบน(เจ้าของทฤษฎีชุมชนจินตกรรมเกี่ยวกับชาตินิยม) มาบรรยายที่ชม.และงานบรรยายของอภิชาติพงศ์ โดยพวกผมที่ได้คุยกันอ.เบนนั้น ในทัศนะของผมสไตล์ลูกเล่นไม่เหมือนอ.ทามาดะ และมุขตลกเป็นคนกันเองเฮฮามาก เพราะอ.เบน ทำท่าเอาไม้เท้าเกือบคว้าแขวนคอผมเล่น! 5555 ซึ่งผมไปฟังบรรยาย เท่าที่ผมฟังและจดบันทึก ก็อ.เบน พูดถึงfacebook ด้วยฯลฯ(อ.เบน เกลียดเฟซบุ๊คจากที่ถามเนื่องจากผมเป็นแฟนเพจอ.เบน)ปล.อ.เบน เชียร์เสื้อแดง 80% เมื่อผมถามอะไรไปเรื่อยเพียบแล้ว(ฮา)ฯลฯ แล้วผมก็มานึกต่อจากคุยในข้อความเฟซบุ๊ค และผมได้ยินอ.เบน คุยกัน ก็เอ่ยชื่อของทอม  แนรน์.. ถ้าผมจำไม่ผิด…ในหลายเรื่อง(ขอไม่บอกยาวทั้งเสื้อแดง และรัฐประหาร ฯลฯ) ก็ผมคิดถึงThe break-up of Britain (Tom Nairn)http://en.wikipedia.org/wiki/Tom_Nairn
 ทำไม ผมระลึกถึงเรื่องราวอ.เบน และหนังอย่างนี้ เหรอ? ครับ โดยหัวสมองพัวพันหนังของอภิชาติพงศ์ และหลายเรื่องๆ ผสมกัน ก็มันเป็นภาวะส่วนตัวจริงๆ และเรื่องรสนิยมมากๆ ถ้าคนเข้ามาอ่าน ก็ให้ตีความว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง โดยการเมืองดูไม่เกี่ยวกัน และหนังกำลังพูดถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน แต่มันเป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของคำว่าbreak-up(ถ้าแปลว่าอกหัก หรือแบ่งแยก หรือแตกหัก) and reconciliation.(ถ้าแปลว่าคืนดี)ที่มีต่อตัวของผม กับคำว่าHappy Together ซึ่งมันคือชื่อของหนังครับ
Plot outline(Happy Together (film))
Ho Po-Wing (Leslie Cheung) and Lai Yiu-fai (Tony Leung Chiu-Wai), a couple from pre-handover Hong Kong, visit Argentina hoping to renew their ailing relationship. The two have a pattern of abuse, followed by break-ups and reconciliations. One of their goals in Argentina is to visit the Iguazu waterfalls, which serves as a leitmotif in the movie.
http://en.wikipedia.org/wiki/Happy_Together_(1997_film)
Happy Together (1997)
วงจรความรักของ Happy Together
ถ้าเราแบ่งวงจรของ ความรัก ของเป็นช่วงๆ 7 ช่วง ดังนี้
แรกพบ > ใกล้ชิด > งอกงาม > รักใคร่ > สุขงอม > อิ่มตัว > แยกทาง
จะเห็นว่า 3 ช่วงหลัง (สุขงอม > อิ่มตัว > แยกทาง) หนังถ่ายทอดให้เห็นผ่านคู่ของ ไหลเยิวฟา (เหลียงเฉาเหว่ย ) กับเหอเป่าหวัง (เลสลี่ จาง)
ส่วน 3 ช่วงแรก (แรกพบ > ใกล้ชิด > งอกงาม) หนังถ่ายทอดผ่านคู่ของ ไหลเยิวฟากับจาง (จางเจิ้น) นั่นเอง (นี่คงเป็นคำตอบว่า หลังจากถ่ายทำเสร็จรอบแรก หว่องกาไวพบว่าตัวหนังไม่สมบูรณ์ ตัวละครที่เป็นตัวเติมเต็มของหนังคือ จาง หว่องจึงเรียกจางเจิ้นมารับบทนี้ นั่นคือ การเติมวงจรความรัก 3 ช่วงแรกเข้าไปในหนังนั่นเอง)
จะเห็นได้ว่าหนังเล่าถึง วงจร 3 ช่วงหลัง ก่อน แล้วจึงเล่าถึง วงจร 3 ช่วงแรก
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 วงจร ก็ไม่มีคู่ใดไปถึงช่วงที่ 4 คือ รักใคร่ ได้เลย (ไหลเยิวฟากับเหอเป่าหวังเลิกกัน แม้จะมาร่วมกันใหม่ แต่ก็ต้องแยกจากกัน ส่วนไหลเยิวฟากับจางก็ไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งสองต้องแยกไปตามทางของตัวเองซะก่อน โดยไหลเยิวฟาไปที่น้ำตาอีกัวซู ส่วนจางไป ณ สุดขอบโลก)
จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าชื่อหนัง Happy Together ช่างเป็นปฏิภาคกับตัวหนังเสียเหลือเกิน…
เห็นชื่อหนัง หรือได้ยินเพลง Happy Together ทีไรผมก็รู้สึกขมขื่นในใจ
“Imagine me and you, I do
I think about you day and night, it’s only right
To think about the girl you love and hold her tight
So happy together”
————————–
หากคนเราไม่ไขว่คว้าก็ไม่เจ็บปวด
การเริ่มต้นใหม่หมายถึงการมุ่งหน้าไปสู่การแยกกันอีกครั้ง
หูสำคัญกว่าตา เพราะคุณแกล้งทำเป็นไม่เห็นความเศร้าได้ แต่คุณโกหกเสียงจากหัวใจไม่ได้
http://gelukkig.exteen.com/20070729/wong-kar-wai-s-anthology 
(ข้อมูลของคนที่เก็บข้อมูลหนังของหว่องฯ )

ผมหาตัวอย่างของหนังและเพลงของWong kar wai ในเรื่องHappy together ได้แล้ว ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=gq-YxBRUCGA&feature=related
Happy Together MV – Cucurrucucu Paloma
http://www.youtube.com/watch?v=T2aUymalL5w&feature=related
แน่นอน ผมเคยเล่าไว้แล้วว่า มีคนศึกษาหนังของหว่องกาไว เป็นวิทยานิพนธ์ และนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในอื่นๆ คือ
Abbas, M. A. Hong Kong: Culture and the Politics of Disappearance.(ฮ่องกง : วัฒนธรรม และการเมืองสูญหาย) Minneapolis: University of Minnesota Press, 1997. ISBN 0-8166-2925-0.
http://en.wikipedia.org/wiki/Wong_Kar-wai
On June 30, 1997, Hong Kong as we know it will disappear, ceasing its singular and ambiguous existence as a colonial holdover and becoming part of the People’s Republic of China. In an intriguing and provocative exploration of its cinema, architecture, photography, and literature, Ackbar Abbas considers what Hong Kong, with its unique relations to decolonization and disappearance, can teach us about the future of both the colonial city and the global city.
Table of Contents
Introduction: Culture in a Space of Disappearance
The New Hong Kong Cinema and the D?j? Disparu
Wong Kar-wai: Hong Kong Filmmaker
Building on Disappearance: Hong Kong Architecture and Colonial Space
Photographing Disappearance
Writing Hong Kong
Coda: Hyphenation and Postculture
Excerpt:
“In a space of disappearance, in the unprecedented historical situation that Hong Kong finds itself in of being caught between two colonialities (Britain’s and China’s), there is a desperate attempt to clutch at images of identity, however alien or clich?d these images are. There is a need to define a sense of place through buildings and other means, at the moment when such a sense of place (fragile to begin with) is being threatened with erasure by a more and more insistently globalizing space.”
Ackbar Abbas is senior lecturer in comparative literature at University of Hong Kong.
http://www.upress.umn.edu/Books/A/abbas_hong.html
“Hong Kong, has no pre-colonial past, only a colonial present and always the imminence of its disappearance. Ackbar Abbas’s extraordinary account centers on these junctures and becomes an examination of culture in a space of disappearance. Hong Kong’s then, is a particular form of presence, one which illuminates for us the elusiveness of colonial space. Abbas does this by dissecting Hong Kong’s architecture, cinema and writing to show us something about the question of subjectivity and the relation of disappearance to speed.” —Saskia Sassen, author of The Global City
http://www.upress.umn.edu/Books/A/abbas_hong.html

…I see the dust cloud disappear จากเพลงของU2 Lyrics – Where The Streets Have No Name เป็นบทเพลงประกอบหนังchungking express….หนังฮ่องกงของหว่องฯ และคำว่าdisappear ประกอบเพลงฯ และความคิดของผมต่อกรัมชี่
อ.เบน ซึ่งพูดคุยภาษาไทย และอ.เบน บอกภาษามาเลเซีย กับพวกเรา หรือครูเบน ที่บอกเมล์ของตัวเองว่า คือ ลุงเบน โดยอ้างอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) กล่าวว่า “คนเก่าก็ปฏิเสธที่จะตาย คนใหม่ก็ต่อสู้ที่จะเกิด ในที่สุดก็เกิดสัตว์ประหลาดขึ้นมา” (“When the old refused to die, and the new is struggling to be born, then monster will appear.”) ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วในวารสารฟ้าเดียวกัน เล่มโครงการเปลี่ยนประเทศไทยนั้นเอง โดยการพูดครั้งนี้คนละเวอร์ชั่นกันครับ ส่วนผมก็ได้มีโอกาสคุยกับอ.ศิวรักษ์ และผมได้ดูอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นำมาเพิ่มเติมอธิบายต่อในเฟซบุ๊คของเขาคือ The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276 (discussing “the crisis… of authority”) มันมีข้อสังเกตนิดนึงนะไอ้ quote นี้น่ะ คือ ถ้า search จะเจอ ตามที่ Anderson อ้าง (ความจริง ไมเชิงเสียทีเดียว ที่เขาเขียนกันเยอะ คือแบบนี้The old world is dying away, and the new world struggles to come forth: now is the time of monsters (ชา…ญวิทย์ ตอนได้รางวัลศรีบูรพา ก็อ้างอันนี้ http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=30399 ) ทีนี เท่าที่ผมลองค้นดู ดูเหมือนว่า ประโยคที่ออกมาแบบ Anderson (จริงๆคือแบบที่ผมเพิ่งยกมา) มันมีจุดเริ่มต้น ในงานภาษาฝรั้งเศส ที่อ้างงานของ Gramsci แต่จริงๆ ต้นฉบับ น่าจะเป็นไปตามที่ผมยกมา จาก Selection from Prison Notebooksอันนี้ เขาก็บอกว่า ต้นฉบับภาษาอิตาเลียน เป็นแบบที่ SPN แปลไว้จริงๆ (ดูเชิงอรรถที่ 1 ของเขา)http://www.monstersandphilosophy.com/introduction.htm แล้วผมไปคอมเม้นท์อีกเรื่องการเมืองกรณีพวกพันธมิตร และก็ไงๆ ก็สุขสันต์วันตรุษจีน น่ะอ.สมศักดิ์ เอ่อ ผมเห็นอ.สมศักดิ์ เขียนถึงกรัมชี่ ที่อ.เบน พูดถึงในเฟซบุ๊คอีกคน แล้วนึกถึงสมเกียรติ พงษ์ฯ อ้างกรัมชี่ตอนเคลื่อนไหวพันธมิตรฯ โน้น สงครามยืดเยื้อ หรือเปล่า ไงก็รักษาสุขภาพ ในวันตรุษจีน ละกัน คร้าบบ

แต่ผมสนใจประเด็นเรื่อง disappear หรือ appear มากกว่าคำอื่น นะครับ ส่วนตัวของผม ก็สนใจภาพยนตร์เรื่องchungking express เรื่องราวของความรักอารมณ์เหงาๆ ของสองเหตุการณ์ สองเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วย เวลาและสถานที่ …ว่ากันว่าสื่อสารว่า กรณีฮ่องกง กำลังออกจากอาณานิคมอังกฤษ กลับเข้าสู่ความเป็นเจ้าของจีน ทั้งเรื่องความฝัน และการถูกครอบครอง(Hegemony-ถูกแปลคำนี้หลายเวอร์ชั่น) ถ้าเรานึกถึงแนวคิดของกรัมชี่ สิ่งหนึ่งที่พวกเขา ในตัวละครดิ้นรน ทั้งนอนไม่หลับอกหัก เหมือนโรคประสาทกับภาวะการออกจากอาณานิคมของอังกฤษ หรืออาการวิตกนอนไม่หลับ กินยานอนหลับ ก็ไม่หายจากอาการอกหักจากหญิงสาวคนรัก และculture in a space of disappearance โดยภาวะต้องเลือกระหว่างอย่างใด-อย่างหนึ่ง และความเป็นอยู่ของความสัมพันธ์ ที่มีbreak-ups and reconciliations.ภายใต้พื้นที่ของโลก
Chunking Express (1994)
At the high point of our intimacy, we were just 0.01cm from each other. I knew nothing about her. Six hours later, she fell in love with another man.
A woman says ‘Happy Birthday’ to me on May 1, 1994. Because of this, I remember this woman. If memory could be canned, I hope this one will never expire. If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years.
If my memory of her has an expiration date, let it be 10,000 years…
I go jogging. The body loses water when you jog, so you have none left for tears(ผมไปวิ่ง ร่างกายขาดน้ำ เมื่อคุณวิ่ง ดังนั้น คุณจะไม่มีน้ำตา)
http://gelukkig.exteen.com/20070729/wong-kar-wai-s-anthology
(ข้อมูลของคนที่เก็บข้อมูลหนังของหว่องฯ )
โดยส่วนตัวแล้ว ข้อมูลของหนังเรื่องต่างๆ ซึ่งผมเคยเล่าไปแล้ว ก็มีปรากฏด้วย แต่บางสิ่งก็ยังไม่มีจากผมเขียนไว้ โดยคนอื่นเขียนก็หยิบยืมมาประกอบเพิ่มเติม รวมทั้งผมเล่าซ้ำอีกครั้ง ในวันนี้ ก็ผมขอมอบเพลงนี้ คือThe Greatest (Cat Power) เป็นบทเพลงประกอบหนังchungking express(แด่วันคล้ายวันเกิดของsomebodyด้วยรัก)
Once I wanted to be the greatest No wind or waterfall could stop me  And then came the rush of the flood The stars at night turned you to dust Melt me down To big black armour Leave no trace Of grace Just in your honor Lower me down That corporate slob Make a watch For a space in town For the lack of the drugs My faith had been sleeping Lower me down In the end Secure the grounds For the later parade Once I wanted to be the greatest Two faced, sad little rock When things I couldn’t explain Any feelings Lower me down In the end Secure the grounds For the lack of the drugs My faith had been sleeping For the later parade
Once I wanted to be the greatest No wind or water fall could stop me And then came the rush of the flood The stars at night turned you to dust
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Cat%20Power&song=The%20Greatest

Chungking Express + The Greatest (Cat Power)

วันที่ 4-5-6 ก.พ.54
เมื่อผมระลึกถึงฮ่องกง เพราะผมเคยมีโอาสไปกินข้าวมันไก่คนไทย ที่ฮ่องกง(ฮา) และผมมีโอกาสฉายหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกอีกรอบในปีใหม่ที่ผ่านมา ทำให้ผมทบทวนดูข้อมูล และงานเขียนเก่าๆของตัวเอง รวมทั้งผมได้เปรียบเทียบดูเลขของปี 2483-2484 กับ2549-2554 แล้วนึกถึงการชุมนุมของพันธมิตร ยังดูเหมือนสงครามยืดเยื้อตามความหมายของกรัมชี่ คือ War of position หรือเปล่า แต่ปัญหาประเทศ ก็มีปัญหาสู้รบชายแดนกับกัมพูชาแล้ว โดยปัญหายังไม่เลิกยาวนานกว่า คือ ปัญหาภาคใต้อย่างแน่ๆ ซึ่งผมพยายามย่อยความคิด จากการครุ่นคิดเรื่องBreak-up และความแปลกแยก(Alienation) ต่อปัญหาภาคใต้ โดยไอเดียของเบนฯ ด้วยเพิ่มเติมกรณีเบเนดิก แอนเดอร์สัน: มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก http://thaiaudio.wordpress.com/2011/02/01/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%81-%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87/
ซึ่งผมลองมาดูหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ เปรียบเทียบไทยกับอังกฤษ ในเล่มตอนจบฉบับพิมพ์ครั้งแรกของบท The Angel of history  อ้างทอม แนรน์ ไว้ ก็มีคำสำคัญ เช่น The Break-up Britain ซึ่งถ้าเรานึกถึงการเกิดการแตกแยกของเวลลส์ และสก็อตแลนด์ แล้วกลับมาเกิดใหม่เป็นอังกฤษในปัจจุบัน นี่เป็นเรื่องที่ผมตีความเอง ยังอ่านทอม แนรน์ไม่จบจากหนังสือภาษาอังกฤษในกูเกิ้ลบุ๊ค(ฮา) แน่นอน เราก็ต้องยินดี happy birth day กับอังกฤษ สามารถทำให้ชาติมั่นคง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเติบโตช้า แต่สุกงอมได้เป็นต้นแบบ ฯลฯ(ลองดูคำว่าSlow เปรียบเทียบไทยและอังกฤษของชุมชนจินตกรรมฯ) อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจดังกล่าว ก็อาจจะเปรียบเทียบไทย ในแง่ปัญหาภาคใต้ อาจจะbreak-up ได้ ถ้าเราไม่ทำเหมือนฮ่องกง กรณีหนึ่งประเทศสองระบบของจีนต่อฮ่องกง นี่คือแนวคิดของผม เอง แต่บทเรียนที่น่าสนใจกรณีโมเดล รับอิทธิพลของอังกฤษต่อสยามหรือไทย ต้องดูปวศ.วิทยานิพนธ์ของไชยันต์ รัชชกูล เป็นต้น ส่วนเรื่องความเป็นมาของทฤษฎี “แบ่งแยกดินแดน” ในภาคใต้ไทยhttp://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999781.htm โดยผู้อ่านจะลองตามไปอ่านทัศนะทางประวัติศาสตร์อันซับซ็อนก็ได้ แต่นี่เป็นเรื่องเล่าย่อๆ เพื่อดึงมาสู่ความสนใจส่วนตัวของผมเอง ให้เข้าใจง่ายๆ ผ่านหนังเรื่องนี้..(แม้ผมไม่มีเวลาต้องทำงานอื่นๆ อีกก็ตาม)
โดยจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้แนะนำตัวให้อ.เบน รู้จักหรอกครับ และผมก็เหมือนหนังเรื่องFallen Angels (1995) ที่มีนัยยะไม่รู้จักกัน เหมือนเสียงเงียบ ในฐานะตัวละครเป็นใบ้ หรือไม่พูดคนหนึ่งด้วย

หนุ่มใบ้เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนชิโร่) จดจำวันพบรักแรกคือวันที่ 30 พฤษภาคม 1995…“ทุกๆ วันเราเดินสวนกับคนมากมาย บางคนอาจกลายมาเป็นเพื่อนคุณหรือคนที่คุณรัก ดังนั้นผมจึงไม่เคยทิ้งโอกาสที่จะเดินสวนกับคนอื่นๆ”..
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=merveillesxx&month=23-03-2006&group=1&gblog=30

การที่คนเรามีความทุกข์ก็เพราะมีความทรงจำดีเกินไป(ลองดูคำคม และประโยคคมๆจากหนังฮ่องกงของFallen Angelsต่อไปน่ะครับ)
The best thing about my profession is that there’s no need to make any decision. Who’s to die… when… where… it’s all been planned by others. I’m a lazy person. I like people to arrange things for me. That’s why I need a partner.
When I am about to leave, I ask him to take me home. I haven’t ridden on a motorbike for a long time. Actually, I haven’t been so close with a man for awhile. The road isn’t that long, and I know that I’ll be getting off soon, but I’m feeling such warmth this very moment.
They say that love can change a man. I start to find myself looking better and more charming, and suddenly I discover that I’m turning blonde.
I look at the tape over and over again…Watching dad cook again in the kitchen, I feel very happy. I’ll never taste his steaks again, but I’ll never forget the taste of those steaks.
ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนร้านค้า ที่เปิดประตูให้เธอเข้ามาโดยไม่รู้ว่าเธอจะนานแค่ไหน รู้แต่ว่ายิ่งนานก็ยิ่งดี

แต่ผมอยากเล่าเรื่องไม่เกี่ยวกันถึงหนังอีกหลายเรื่องของหว่องกาไว ต่อ คือ Ashes of Time (1994)
I thought I was the winner, until one day I looked into the mirror and saw the face of a loser. I failed to have the person I loved most to be with me in my best years. How wonderful it would be if we could forget the past…
The harder you try to forget something, the more it will stick in your memory. Once I heard someone say that if you have to lose something, the best way to keep it is to keep it is to keep it in your memory.
——————————————————————————–
เมื่อผมมีเวลาจำกัด ก็ขอเล่าว่า เราต่างก็เติบโตมาบนพื้นดินแห่งดินแดน และที่ดิน ต่างๆ กัน ซึ่งวันเด็ก ก็มีกิจกรรม(ข่าว) และเราเติบโตมาจากความรักของแม่ ซึ่งผมหาเนื้อเพลงPromise Land ไม่เจอก็เอาเนื้อเพลงกฤดาภินิหาร-เพลงศรีอยุธยา เป็นเพลงประกอบหนังพระเจ้าช้างเผือกและเพลงชาติ ซึ่งแต่งคำร้องโดยขุนวิจิตรฯ และทำนองโดยพระเจนดุริยางค์(ผู้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก) มาฝากไว้แทนก่อนหละกัน ครับ
เพลงกฤดาภินิหาร                                 คำร้อง  มนตรี  ตราโมท          ทำนอง  พระเจนดุริยางค์
ปราโมทย์แสน องค์อัปสร                       อมรแมน แดนสวรรค์
ยินกฤดาภินิ หารมหัศจรรย์                    เกียรติไทยลั่น ลือเลื่อง เรืองรูจี
ต่างเต็มตื้น ชนชมโสมนัส                      โอษฐ์เอื้อนอรรถ อวยพร สุนทรศรี
แจ้วจำเรียง เสียงเพลง สดุดี                   ดนตรีรี่ เรื่อยประโคม ประโลมลาน
แล้วลีลาศ เริงรำ ระบำร่าย                       กรกรีดกราย โปรยมาลี ศรีประสาน
พรมน้ำทิพย์ ปรุงปน สุคนธ์ธาร             จักรวาล ฉ่ำชื่น รื่นเริงรมย์
http://www.msticket.music.mahidol.ac.th/SCardImage/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87.htm

เพลงศรีอยุธยา                       คำร้อง      น.อ.สวัสดิ์ ทิฆัมพร                 ทำนอง    พระเจนดุริยางค์
ทวยเทพไทย ใหญ่น้อย                          ลอยอยู่บนนภา
ข้าขอวันทา ไทยเทวาธิราช                     ประสาทอยู่คุ้มครองไทย
ขออัญชลี อานุภาพวิญญาณไทย            นิมิตชนชาติ กาจไกร
ศรีอยุธยา ไทยไม่สิ้นคนดี                      ศรีศักดิ์ไทย คงไทย ทุกสมัย
ไทยเรืองฤทธิ์ไกร ไชโย
ไทย วัฒนธรรม ศิลปกรรมอันสูงศักดิ์  อยู่กินพำนัก สืบเชื้อสายอันเลิศล้ำ ศิลปกรรมสูงส่ง
ข้าจะมั่นอุรา ในประชาชาวไทย             รวมน้ำใจมั่นไว้ ผูกพันเสริมส่ง
ไทย วัฒนธรรม ศิลปกรรม ป้องกันภัย   บันดาล วัฒนชัย แสนวิจิตรประดิษฐ์ล้ำ วัฒนธรรมสูงส่ง
ด้วยสัจจะวจี สามัคคีของไทย                รวมน้ำในไว้ มั่นผูกพันเสริมส่ง
ข้าขออัญเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร         โปรดอำนวยพร ให้ประชาชาวไทยธำรง
ข้าขอเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร               โปรดอำนวยพร ให้ประเทศชาติไทยยืนยง
เราขอบวงสรวง ปวงเทพนิกร                 โปรดอำนวยพร ให้พุทธศาสน์มั่นคง
ข้าขอทูลเชิญ อมรินทร์ได้โปรด             ทรงบริรักษ์องค์มหาราช ปราศภัย ไชโย
เพลงศรีอยุธยา เป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์ เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก อีกเพลงหนึ่ง  เป็น เพลงประจำพระเจ้าจักรา ซึ่งถือว่า เป็นเพลงหลักของเรื่อง  นอกจาก  เพลงเดินทัพ  พระเจ้าจักรา  เพลงดำเนินเรื่อง  เพลงเกียรติยศ  เพลงลาวครวญ  เพลงเชิดจีน เพลงศรีอยุธยา นี้ พระเจนดุริยางค์ นำทำนองมาจากเพลงเก่า ซึ่งมีโน้ตปรากฏอยู่ใน จดหมายเหตุลาลูแบร์ สมัย  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกชื่อว่า เพลงสายสมร
http://www.msticket.music.mahidol.ac.th/SCardImage/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87.htm
เพลงชาติ                                คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา           ทำนอง  พระเจนดุริยางค์(ดูข้อมูลอีกด้าน ฉันท์ ขำวิไล ร่วมแต่งเนื้อร้อง และนี่เป็นฉบับที่2ของเพลงชาติไทยในอดีต20สิงหา2477)
แผ่นดินสยาม นามประเทือง ว่าเมืองทอง                              ไทยเข้าครอง ตั้งประเทศ เขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทย ดึกดำบรรพ์ บุราณมา                                            รวมรักษา สามัคคี ทวีไทย
บางสมัย ศัตรู จู่โจมตี                                                              ไทยพลี ชีพร่วม รวมรุกไล่
เข้าลุยเลือด หมายมุ่ง ผดุงไผท                                               สยามสมัย บุราณรอด ตลอดมา
อันดินสยาม คือว่าเนื้อ ของเชื้อไทย                                       น้ำรินไหล คือว่าเลือด ของเชื้อข้า
เอกราษฎร์ คือเจดีย์ ที่เราบูชา                                               เราจะ สามัคคี ร่วมมีใจ
รักษาชาติ ประเทศ เอกราชจงดี                                               ใครย่ำยี เราจะ ไม่ละให้
เอาเลือดล้าง ให้สิ้น แผ่นดินไทย                                           สถาปนา สยามให้ เทิดไทยไชโย
เหล่าเราทั้งหลาย ขอน้อมกาย ถวายชีวิต                                รักษาสิทธิ์ อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่ ยอมม้วย ด้วยพยายาม                                              ปราบเสี้ยนหนาม ให้พินาศ สืบชาติมา
ถึงแม้ไทย ไทยต้องด้อย จนย่อยยับ                                       ยังกู้กลับ คงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นาม งามสุด อยุธยา                                                     นั้นมิใช่ว่า จะขัดสน หมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลาย เลือดและเนื้อ เชื้อชาติไทย                         มิให้ใคร เข้าเหยียบย่ำ ขยำขยี้
ประคับประคอง ป้องสิทธิ์ อิสรเสรี                                         เมื่อภัยมี ช่วยกัน จนวันตาย
จะสิ้นชีพ ไว้ชื่อ ให้ลือลั่น                                                      ว่าไทยมั่น รักชาติ ไม่ขาดหาย
มีไมตรี ดียิ่ง ทั้งหญิงทั้งชาย                                                   สยามมิวาย ผู้มุ่งหมาย เชิดชัยไชโย
เป็นเพลงที่ พระเจนดุริยางค์ แต่งขึ้น หลังวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะมีบุคคลผู้หนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองขอร้องเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2474 มาก่อนหน้านั้นแล้ว พระเจนดุริยางค์ เล่าว่า ทำนองเพลง เพลงนี้ เกิดขึ้นขณะที่นั่งรถรางประจำทาง จากถนนสุรวงศ์จะไปทำงาน ที่สวนมิสกวัน และมาเปลี่ยนรถที่สี่แยก เอส.เอ.บี. พอดี จนเป็นเหตุให้ พระเจนดุริยางค์  ถูกปลดออกจากราชการ รับเบี้ยบำนาญ ทั้งๆที่มีอายุเพียง 49 ปี เท่านั้น ในปี พ.ศ. 2477 เพลงนี้ได้รับรางวัลใน การประกวดเพลงชาติ พ.ศ. 2482 ได้เปลี่ยนไปใช้เนื้อร้องของ กองทัพบก  เป็น เพลงชาติใหม่ ที่ใช้กันอยู่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน

http://www.msticket.music.mahidol.ac.th/SCardImage/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87.htm

ฉบับที่ 1 (ปลายสิงหาคม 2475และทำนองเพลงชาติโดยพระเจนดุริยางค์ 14 กรกฏาคม 2475)
เนื้อร้อง : ขุนวิจิตรมาตรา
            แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง          ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา                          รวมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย
บางสมัยสัตรูจู่มารบ                                               ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท                                 สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย                น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา                                 เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี                                    ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย                          สถาปนาสยามให้เชิดชัยไชโย
—-เพลงชาติที่เลิก หรือหายไป เหมือนคนที่เลิกรัก หรือคนรัก /ดินแดนหายไป ครับ
เนื้อร้องเพลงชาติที่เราร้องกันในปัจจุบัน
            ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย          เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน( ปรับเป็น “เป็นประชารัฐผไทของไทยทุกส่วน”)
อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล                                      ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ, แต่ถึงรบไม่ขลาด                               เอกราชไม่ยอมให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี                                 เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีไชย ขโย

http://www.prachatai.com/journal/2008/06/17161

–ลองฟังเพลงPromised Land(ที่ดิน หรือดินแดน ที่มีดินแดนสัญญากับพระเจ้า เป็นสัญลักษณ์ของชาติ)
Dennis Brown & Aswad–Promised Land

วันที่ 7-8 ก.พ.54
ผมเดินทางไปหลายแห่งจากโคราช เหมือนออกสำรวจโลกในแง่มุมใหม่ และผมเดินทางไปกทม.ในเรื่องกิจกรรมเพื่อสันติภาพ โดยท่องเที่ยว อื่นๆ ซึ่งผมมีเรื่องเล่าสำหรับการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งการแวะมานั่งพิมพ์บันทึก ที่ร้านกาแฟ Cafe Mesamis ทำให้ผมระลึกถึงเรื่อง Fallen Angels ต่อในแง่มุมมองของความหมายคำว่า Angel หรือ Angle ซึ่งหมายถึงมุมมอง หรือPerspective ได้ รวมทั้ง angel หมายถึง นางฟ้าหรือเทวดา  ดังนั้น เมื่อผมระลึกถึง The angel of history ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชุมชนจินตกรรม แล้วก็ยังนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับผลงานของทอม แนนท์ ต่อ คือ
Davidson, N. 1999. In perspective: Tom Nairn. International Socialism Journal. 82.  โดยกล่าวถึงIn perspective: Tom Nairn
…The discussion of ‘micro-states’ is the one point in the book where Nairn blurs the difference between states and nations–with good reason, for the notion of a Monacoan nationalism is implausible to say the least. But so too, more importantly, is a Hong Kong nationalism. All of the forces which opposed the Chinese takeover, bourgeois and proletarian, did so on class, not nationalist grounds. The national identities which have developed in ‘micro-states’ tend to be those of the dominant power which guarantees their existence. In Ulster and Gibraltar (and the Falkland Islands) it is British nationalism which holds sway, not that of the territory itself.
http://pubs.socialistreviewindex.org.uk/isj82/davidson.htm
Nairn, T (2008) “Globalisation and nationalism: the new deal“, The Edinburgh lecture, 2008
เราคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ และลัทธิชาตินิยม กันมากแค่ไหน? ในสังคมไทยปัจจุบัน ก็เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งพลเมืองโลก หรือเปล่า โดยผมอยากนำเสนอมุมมองของmerveillesxx เขียนถึงหนังFallen angels– คนตกสวรรค์ในวันฟ้าเปิด

1. เมืองใหญ่ของคนตกสวรรค์
ว่ากันตามจริงแล้ว Fallen Angels นั้นเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของหว่องกาไวที่ถ่ายทอดภูมิทัศน์ของฮ่องกงอย่างเต็มรูป เพราะหลังจากนั้นแล้วหนังของเขาก็แปรสภาพกลายเป็นหนังที่ยอกย้อนทั้งด้านสถานที่และกาลเวลา (Happy Together (1997) ถ่ายทำในอาร์เจนติน่าและฮ่องกง, In the Mood for Love (2000) เป็นหนังพีเรียดฮ่องกงในยุค 60 แต่ที่จริงแล้วมันถ่ายทำในเมืองไทย ส่วน 2046 (2004) ไปไกลที่สุดเพราะกลายเป็นดินแดนสมมติ)

ดังนั้นแล้ว “สังคมเมือง” ใน Fallen Angels จึงถูกปรุงแต่งอย่างสุดโต่ง ฮ่องกงเต็มไปด้วยแสงสีที่ฉูดฉาด กระแสเวลาถูกขับเคลื่อนด้วยภาพ fast motion แถมซ้ำด้วยการให้บ้าน (?) ของนักฆ่าอย่างหวังจื่อหมิง (หลี่หมิง) อยู่ขนาบข้างกับรถไฟฟ้าที่ไม่เคยวิ่งด้วยความเร็วปกติเลยสักครั้ง ควบคู่ไปกับภาพของเมืองใหญ่ การขาดห้วงของการสื่อสารของเหล่ามนุษย์ถูกกล่าวถึงเสมอในงานของหว่องกาไว ตัวละครใน Fallen Angels พรรณาพรั่งพรูถึงคลื่นเสียงล่องลอยแห่งความคิด (voice over) มากมายยิ่งกว่าคำพูดและบทสนทนา (dialogue) เป็นทวีหลายเท่าตัว ซ้ำร้ายอุปสรรคขัดขวางการสื่อสารยังถูกส่งคลื่นรบกวนออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะในคู่ของ หวังจื่อหมิงและมิเชล (หลี่เจียซิน) ยามทั้งสองอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยจะได้อยู่ในห้วงความคิดท่ามกลางความสงัดเงียบ เสียงรถราจากท้องถนน และเสียงข่าวสารไร้สาระจากโทรทัศน์โอบรัดรอบตัวอยู่เสมอ (แต่หากมองอีกนัยหนึ่งพวกเขาอาจจะเป็นคนที่อยู่ “เงียบๆ คนเดียว” ไม่เป็น)

มนุษย์พรรณหนังของหว่องกาไวไม่เคยจะนั่งลงจิบน้ำชาแล้วพูดคุยกันตรงไปตรงมา กลับชอบจินตนาการใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วตอบโต้ความรู้สึกไปมาในห้วงสำนึก เป็นกิจกรรมที่ทำซ้ำวนเวียนไปมาจนเป็นการ “ยึดติด”
ความยึดติดในอะไรบางอย่างของผู้คนถูกส่งผ่านเชิงรูปธรรมด้วย กลิ่นน้ำหอมของหวังจื่อหมิง, ผมสีทองของสาวผมบลอนด์ (ม่อเหวินเว่ย) และรอยกัดที่เธอมอบให้หวังจื่อหมิง …ที่สำคัญคือ “ตัวเลข” โดยหวังจื่อหมิงจำได้ว่าเขาร่วมงานกับ “คู่หู” มาเป็นสัปดาห์ที่ 155, มิเชลชอบฟังเพลงหมายเลข 0718 และได้รับเพลง “บอกลา” หมายเลข 1818 จากคู่หู่….

2. กระจก
ใน In the Mood for Love เคยมีประโยคเปรียบเปรยที่ว่า “การเพ่งพิจไปยังอดีตนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการมองผ่านกระจกที่เคลือบคลุมไปด้วยฝุ่นหนาทึบ” มันเป็นดั่งสรุปที่ปรากฏขึ้นในอนาคตต่อตัวละครในหนังเรื่องนี้ เพราะพวกเขาล้วนใช้สายตามองอีกฝ่ายผ่านกระจก
2.1 มิเชลมองผ่านกระจกไปยังบ้านของหวังจื่อหมิงในขณะอยู่บนรถไฟฟ้า
2.2 เหอจื้ออู่บันทึกภาพของพ่อด้วยกล้องวิดีโอ (และรวมถึงซาโต้ที่บันทึกคำอวยพรวันเกิดส่งไปให้ลูกที่ญี่ปุ่น)
2.3 ชาร์ลีพยายามกระโดดโลดเต้นในสนามฟุตบอลเพื่อให้จอห์นนี่ (แฟนเก่าของเธอ) เห็นเธอทางโทรทัศน์
ทั้งสามข้อนี้ล้วนมี “กระจก” มาเป็นสิ่งกั้นกลางระหว่างบุคคล ในสองข้อแรกเป็นเรื่องของการ “ลอบมอง” นั่นคือ มิเชลมองเข้าไปในบ้านของหวังจื่อหมิง (ซึ่งแน่นอนว่าเธอจะไม่เห็นตัวเขา เธอต้องการเพียงแค่แสงไฟนีออนที่ยืนยันว่าเขาอยู่ในบ้านหลังนั้น) ส่วนพ่อของเหอจื้ออู่ก็ลุกขึ้นมาแอบดูวิดีโอที่ลูกถ่ายไว้ตอนกลางดึก ในทางกลับกันเหอจื้ออู่ก็นั่งดูวิดีโอนั้นเมื่อพ่อเสียชีวิตไปแล้ว
ในกรณีของชาร์ลีคือ ความต้องการให้อีกฝ่าย “มอง” มาที่ตนเอง หากแต่เธอเองก็รู้แก่ใจว่านั่นเป็นเพียงการหวังต่อปาฏิหาริย์อย่างโง่งม (เธอบอกว่า “เขาจะมาหาฉันได้อย่างไร พรุ่งนี้เขาจะแต่งงานแล้วนี่นะ”) ว่ากันตามจริงแล้ว เธอไม่ต้องไปตามล่านังหลิงผมทองหรือทนนั่งดูฟุตบอลก็ได้ วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการไปหาจอห์นนี่ที่บ้านของเขา แต่แน่นอนว่าเธอไม่กล้า
เช่นนั้น กระจกในหนังก็ยังย้ำถึงประเด็นเดิม แม้กระจกอาจจะเป็นสื่อส่งผ่านข้อความ, ภาพและเสียง (กล้องและโทรทัศน์) แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการส่งต่อที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ภาพที่ปรากฏในหนังยังมีหลายครั้งที่เป็นการถ่าย “ภาพสะท้อน” จากกระจก อันเป็นการสะท้อนความรู้สึกนึกคิด “ภายใน” ที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่แสดงออกมาของเหล่าตัวละครปากแข็ง โดยเฉพาะในฉากที่หวังจื่อหมิง (และมิเชล) นั่งอยู่ในบาร์ (กระจกสะท้อนถึงความรู้สึกของตัวละครในขณะฟังเพลง) และฉากที่เหอจื้ออู่กับพ่อนอนข้างกัน (ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองที่ไม่เคยปรากฏในยามตื่น)
พูดถึงกระจกแล้ว ก็อดนึกถึงการใช้ภาพใน Fallen Angels ไม่ได้ หนังถ่ายทำด้วยภาพมุมกว้าง (Wide Angle) เป็นส่วนใหญ่ วิลเลี่ยม จาง (โปรดักชั่นดีไซน์คู่บุญของหว่องกาไว) ให้เหตุผลว่าฮ่องกงนั้นมีพื้นที่คับแคบ ในการจะเก็บภาพให้ครบถ้วนจึงต้องใช้เลนส์กว้าง

นั่นจึงเป็นที่มาของภาพหน้าตัวละครที่บิดเบี้ยว ที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึง “ความว้าวุ่นใจ” ของคนเหล่านั้น ถึงแม้พวกเขาจะเดินบนถนนไปมาด้วยความเท่-เริ่ด-เชิด-หยิ่งขนาดไหนก็ตาม และการถ่ายหน้าตัวละครแบบเดี่ยวๆ นั้นก็เน้นถึงความเป็น ”ปัจเจก” ระดับสูงอันสอดคล้องกับเสียง voice over ที่คลอไปทั้งเรื่องจะว่าไปแล้ว คำว่า Angle (มุม) หรือ Angel (เทวดา, นางฟ้า) ก็สะกดต่างกันเพียงนิดเดียว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดคำทั้งสอง และเลนส์กระจกของกล้องต่อจากผู้กำกับภาพอีกที ก็คือ “ผู้กำกับ” อย่างหว่องกาไว กระจกกล้องจึงเปรียบเสมือน “ตา” ของผู้กำกับที่ทำตัวเสมือน “พระเจ้า” ผู้คอยสอดส่องและควบคุมชะตากรรมผู้คนมากมายในเมืองนี้….

3. เดินสวนกันในวันฟ้าเปิด
….ภาพสุดท้ายของ Fallen Angels เป็นภาพมุมเงยจับไปยังท้องฟ้าสีครามหม่น มันเป็นภาพที่สวยจับใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในหนังที่เราเห็น “ท้องฟ้า” โดยก่อนหน้านี้สิ่งที่เราเห็นมีเพียงแสงไฟจากตึกรามบ้านช่อง (หนังเรื่องนี้เป็นฉากกลางคืนตลอดทั้งเรื่อง) แต่อีกนัยภาพตึกสูงที่เสียดแทงไปยังแผ่นฟ้าก็ชวนน่าเศร้า เพราะมันอาจแฝงความหมายถึงความเป็นสังคมเมืองที่รุกรานไปถึงถิ่นที่มาของมนุษย์ นั่นก็คือสวรรค์ สายตาที่มองไปยังท้องฟ้าไม่น่าจะใช่ของตัวละครใดในหนัง พวกเขาล้วนไม่เคยแหงนมองท้องฟ้า ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีความทุกข์ พวกเขาทุกข์มากด้วยซ้ำ …ถึงกระนั้นมุมมองปริศนานี้ยังคงระบุไม่ได้ถึงที่มา แต่มันคล้ายจะเป็นสายตากล่าวคำอำลาถึงดินแดนที่มนุษย์เราจากมา และไม่มีวันกลับขึ้นไปได้อีก ในขณะที่ภาพยังคงค้างอยู่ที่ท้องฟ้า มอเตอร์ไซค์ของเหอจื้ออู่และมิเชลคงวิ่งจากไปไกล นั่นแสดงถึงการที่ทั้งสองพร้อมจะสละปีก และก้าวต่อไปในฐานะมนุษย์เดินดิน….

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=merveillesxx&month=23-03-2006&group=1&gblog=30

ดูข้อมูลเพิ่มเติม Fallen Angels (1995 film)

Plot outline

Set in contemporary Hong Kong, a disillusioned hitman embarks on his last hit but first he has to overcome the affections of his cool, detached partner he rarely sees. Thinking it is dangerous and improper to become involved with a colleague, he tries to find a surrogate for his affections. Against the sordid and surreal urban nightscape, he crosses paths with a strange drifter looking for her ex-boyfriend and a mute trying to get the world’s attention in his own ways.
http://en.wikipedia.org/wiki/Fallen_Angels_(1995_film)

Wong Kar-wai’s art house movie Fallen Angels (1995) as the Jukebox song number “1818”. As the title suggested, the hitman played by Leon Lai wanted his accomplice, Michelle Reis, to forget him.

ดูตัวอย่างหนังFallen Angel _I

ดูเพลงประกอบตอนจบของหนังfallen angels
Flying Pickets – Only You +fallen angels

Fallen Angels (1995) – Ending (ฉากจบของหนังฯ)

Flying Pickets – Only You (เพลงประกอบตอนจบของหนังฯ)
Looking from a window above It’s like a story of love Can you hear me Came back only yesterday We’re moving farther away Want you near me
All I needed was the love you gave All I needed for another day
And all I ever knew Only you

Sometimes when I think of your name When it’s only a game
And I need you Listening to the words that you say It’s getting harder to stay When I see you All I needed was the love you gave All I needed for another day And all I ever knew Only you All I needed was the love you gave All I needed for another day And all I ever knew Only youThis is gonna take a long time And I wonder what’s mine Can’t take no more
Wonder if you’ll understand It’s just the touch of your hand Behind the closed door

All I needed was the love you gave All I needed for another day
And all I ever knew Only you

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=merveillesxx&month=23-03-2006&group=1&gblog=30

9-11 ก.พ.54

Happy Together
ไหลเยี่ยฟาน (เหลียงเฉาเหว่ย) และ โหวเป่าหวิง (เลสลี่จาง) คู่รักที่รักกันอย่างสุดซึ้ง ตัดสินใจเดินทางออกจากฮ่องกงสู่อาร์เจนตินาด้วยกันโดยมีจุดมุ่งหมายคือ น้ำตกอีกัวซู น้ำตกที่ได้ชื่อว่ามีความยิ่งใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุด เมื่อมาถึงอาร์เจนตินา เยี่ยฟานและเป่าหวิงเกิดเรื่องระหอง

ระแหงกัน ทั้งสองจึงแยกทางกัน เยี่ยฟานทำงานอยู่ที่บาร์แทงโก้แห่งหนึ่งเพื่อหาเงินเดินทางกลับฮ่องกงในขณะที่เป่าหวิงได้ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลไปวันๆ เลือกคบผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ต่อมา เป่าหวิงถูกทำร้าย เยี่ยฟานสงสารจึงดูแลรักษาเป่าหวิงและลองพยายามที่จะกลับมาใช้ชีวิตคู่เหมือนดัง

เดิมอีกครั้ง แต่ดูเหมือนความพยายามทั้งหมดจะล้มเหลว เมื่อทั้งสองคนเกิดความไม่เข้าใจกันอีก จึงต้องลงเอยด้วยการแยกทางกัน เยี่ยฟานเริ่มทำงานหนักขึ้นเพื่อหวังจะให้ลืมเป่าหวิง และแล้วในขณะที่เขากำลังสับสน เขาก็ได้พบกับ อาเฉิน เพื่อนร่วมงานในร้านอาหารเดียวกัน อาเฉินเป็น

เพื่อนที่ดีต่อเยี่ยฟานมาก คอยปลอบโยนเมื่อเขามีทุกข์ จนทำให้เยี่ยฟานรู้สึกสบายใจและกำลังจะลืมเป่าหวิง แต่แล้วเรื่องอันน่าเศร้าก็เกิดขึ้นกับเยี่ยฟานอีกครั้งเมื่ออาเฉินมาบอกลาพร้อมกับบอกว่าตนจะออกเดินทางออกไป ไปยังประภาคารที่อยู่สุดขอบโลกซึ่งเป็นความฝันของเขา พร้อมกับ

ขอร้องให้เยี่ยฟานพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูดลงไปในเทปเพื่อที่จะนำไปเปิดที่นั่นตอนไปถึง ปรากฎว่าไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของเยี่ยฟาน นอกจากเสียงสะอื้นอันน่าสงสาร เมื่อทำงานจนได้เงินมากพอ เยี่ยฟานซื้อรถมืองสองมาหนึ่งคันเพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ความฝันที่เขาเคยตั้งใจไว้

ตั้งแต่แรกให้ได้ก่อนเดินทางกลับฮ่องกง นั่นก็คือ เดินทางไปยังน้ำตกอีกัวซูเพื่อชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของมัน หากจะต่างกันก็แต่เพียงที่ที่ตรงนี้ไม่มี โหวเป่าหวิง คนที่เขาเคยรักและจะรักตลอดไปอยู่ข้างๆ ด้านเป่าหวิงเอง หลังจากเวลาผ่านพ้นไป เขาจึงได้รับรู้จิตใจของตนเองว่าแท้จริง

แล้วนั้นไม่มีใครจะแทนที่ “ไหลเยี่ยฟาน” ได้ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะอาร์เจนตินาในวันนี้ ไม่มีร่างของเยี่ยฟานให้เห็นอีกต่อไป จะมีก็แต่เพียง “ความสุข ความทรงจำร่วมกัน” ที่เคยร่วมสร้างกันมา…….. จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากการที่ได้ดาราชั้นนำอย่าง เหลียงเฉาเหว่ยและเลสลี่จาง มานำแสดงแล้ว ยังต้องชื่นชมในฝีมือของหว่องคาไวอีกด้วยที่ใช้สีเข้ามาช่วยกระตุ้นอารมณ์ของคนดู โดยเราจะเห็นได้จากช่วงต้นเรื่อง ตอนที่ทั้งสองมีปากเสียงกันจนต้องแยกทางกัน หว่องคาไวเลือกที่จะใช้สีขาว-ดำชืดๆ

ซึ่งนั่นจะช่วยทำให้คนดูรับรู้ถึงอารมณ์หรือบรรยากาศของตัวละครในตอนนั้นว่ามีความรู้สึกเช่นใด แต่พอตอนที่ทั้งสองคนคืนดีกัน มีความสุขร่วมกัน สีสันที่เคยหายไปก็กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้คนดูได้มีความรู้สึกร่วมไปกับหนัง เป็นต้น
http://www.dvd-cm.com/catalog.php?idp=924
เมื่อผมเดินทางด้วยรถตู้กลับมาจากกทม. ไม่ใช่เครื่องบิน เหมือนองค์ประกอบหนังเรื่องFallen angels (  Fallen Angels ชื่อไทยคือ “นักฆ่าตาชั้นเดียว” ส่วนHappy Together ก็ชื่อไทยคือ “โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา”) ซึ่งระหว่างทางอันเหน็ดเหนื่อยของการนั่งรอรถตู้ออกจากท่ารถสองชั่วโมงอย่างหลับไปบ้าง และต่อมาผมนั่งรถจากรถตู้ต่อรถเก๋งโดยบริการของบริษัทรถตู้ ก็มาจอดตรงบขส. แล้วเขาเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ รถตู้ และรถเก๋ง ก็ยกมือไหว้ตรงศาลเจ้าที่ ซึ่งส่งผมที่เดียวกันเลย ครับ
แต่ว่ารถตู้ คราวนี้ มีการปรับเปลี่ยนแต่งชุดเครื่องแบบ และคนขับรถ ก็ไม่ได้หวาดเสียว เหมือนคราวที่แล้ว จะพาผมไปร่วมขบวนรถชนกัน เพราะตอนออกจากหมอชิต รถตู้ก็ปะยางก่อน ดีไม่มียางระเบิด  โดยการหวนระลึกความทรงจำ สลับกับเรื่องที่เพื่อนของผม คือ แจนบอกว่า ตอนที่เราขับรถจากพิจิตร-พิดโลก-ชม.นั้น ก็เขาระลึกถึงเราเคยไปกทม.ด้วยกันแล้ว รถของอากู๋ยางระเบิดกลางคัน ก็อันตราย นี่ก็คล้ายๆเรื่องในความทรงจำหนึ่งของผม ซึ่งเคยประสบการณ์รวมทั้งเรื่องรถของพ่อ แล้วผมนึกถึงหนังของหว่องกาไวฯ…สำหรับผมแล้วหนังแต่ละเรื่องคือ postcard 1 ใบ ไม่ใช่หนังสือ 1 เล่ม
…เมื่อเวลาผ่านไปเลยผ่านวันเกิดของsomebody และเพื่อนของผม เมื่อวันที่26 ม.ค.แล้ว ผมก็อยากบอกเล่าประสบการณ์ โดยนี่ก็เป็นเรื่องของพบปะผู้คนทั้งวันที่ 9 ก.พ.54 ซึ่งผมพบญาติ และงานงิ้ว ที่จ.พิจิตร โดยผมได้ดูทีวีก็พวกพันธมิตรฯ เปิดเพลงต้นตระกูลไทย ปลุกม็อบด้วยครับ ส่วนผมต้องเตรียมตัวเดินทางต่อไป ซึ่งมอบเพลงสองเพลง คือ HOW TO DISAPPEAR COMPLETELY และ Everything in its right place โดย

“Everything in its right place” music video
Everything In Its Right Place Lyrics
Artist(Band):Radiohead
Everything, everything, everything, everything In its right place In its right place In its right place In its right place Yesterday I woke up sucking a lemon Yesterday I woke up sucking a lemon Yesterday I woke upsucking a lemon Yesterday I woke up sucking a lemon Everything, everything, everything In its right place In its right place In its right place Right place There are two colours in my head There are two colours in my head What, what is that you try to say? What, what was that you tried to say? Tried to say… tried to say…Tried to say… tried to say…Everything, everything, everything, everything

Radiohead How to Disappear Completely Music Video Kid A
How To Disappear Completely Lyrics
Artist(Band):Radiohead
That there That’s not me I go Where I please I walk through walls I float down the Liffey I’m not here This isn’t happening I’m not here I’m not here In a little while I’ll be gone The moment’s already passed
Yeah it’s gone And I’m not here This isn’t happening I’m not here I’m not here Strobe lights and blown speakers Fireworks and hurricanes I’m not here This isn’t happening I’m not here I’m not here

หลายวันผ่านไปเป็นวันที่14-16-17 ก.พ.54
คุณลองตั้งสมาธิพร้อมกับผมดูหนังง่ายๆ ไม่ยากสื่อเรื่องความรัก คือ every day is valentine(ที่มีฉากมาเก๊า และลองดูเนื้อเรื่องเพิ่มเติมด้วย ครับ)
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/everydayvalentine/ev.html
วันที่14 นี้เป็นวันพิเศษทางสากล ที่มีประวัติของวาเลนไทน์ในวิกีพีเดีย และถ้าเราดูกูเกิ้ล ก็ทำสัญลักษณ์วาเลนไทน์ จนถึงผลต่อคนไทยด้วย และผมนึกออกเรื่องราวจากการฟังเสวนาและการเขียนบทความของผมเอง แน่นอนบางอย่าง ก็มาจากส่วนผสมหลายอย่างในหัวสมองของตนเอง เช่น ระหว่างเดินทางบนรถไฟ ก็ผมได้ทบทวนถึงเรื่องนิยายของผม ซึ่งหลังปกมีคำว่าหัวสมองดึกดำบรรพ์…แน่นอนผมย่อมแก่ขัยไปตามกาลเวลา ทำให้ผมสังเกตจากกระจกส่องใบหน้า คือ บางอย่างว่าผมอ้วนขึ้นใบหน้าเริ่มเปลี่ยนไป และผมมีตาสองชั้นในอีกข้างของดวงตา ตอนผมหนังตามันไม่เป็นอย่างนี้ และผมคิดถึงหนังเรื่องFallen agels ซึ่งทั้งสองคนตอนจบนั่งมอเตอร์ไซด์ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อต โดยบางสิ่งเราก็สวมใส่อุดมการณ์ ความเชื่อเหมือนหมวกกันน็อต น่ะครับ
โดยเราอาจจะนึกถึงเรื่องราว ที่ผมเคยเล่าให้ฟังจากการแวะมาอ่าน น่ะครับ เพราะว่าผมเขียนให้อ่านยาก และผมซ่อนบางอย่างไว้โดยข้อจำกัดการเขียนและเวลา รวมทั้ง.angel…angle…angle of reflection…angler…angkor และหนังบางเรื่องของหว่องกาไว ก็มีปรากฏตัวไปนครวัดด้วย และบ่อยครั้งที่ผู้เขียนยังวิเคราะห์สาวไม่ถูก ก็ตลกอกหักบ่อยๆเหมือนคนตกงานตลอดเวลา(ฮา โดยไม่เครียดเดี๋ยวผลกระทบสุขภาพจิต) ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องนี้ต่อ….

เมื่อสภาพอากาศของที่นี่ คือ ร้อนๆ หนาวๆ และผมได้รับข่าวว่าคุณตา รู้จักกันข้างบ้าน ซึ่งผมเพิ่งพบเขาเดือนที่แล้วเสียชีวิต ทั้งที่ผมเพิ่งสวัสดีปีใหม่ไปแท้ๆ ขณะที่เราเดินสวนกัน ณ สวนสาธารณะ ซึ่งผมรู้สึกว่าแว่นตาหนีบหัวเจ็บปวด ในขณะที่ผมต้องสะสางงานต่างๆ และส่วนตัวผมมีอาการปวดหัว ปวดหัวใจจริงๆ รวมทั้งผมท้องเสีย ก็ของในห้องมีของหมดอายุอยู่เหมือนกัน ส่วนความทรงจำยังไม่หมดอายุ ก็ระลึกถึงบทความของอ.เบน ในเรื่องWithdrawal Symptoms: Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup(บทความมีแปลฉบับไทยคือ บ้านเมืองของเราลงแดงฯ ลองหาดูน่ะครับ ส่วนคำว่าSymptoms สังเกตดูตรงกับ…morbid symptoms appear.(ออกอาการผิดปกติ?)Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks(พรรคคอมมิวนิสต์ไทยนั้น ตอนแรกเริ่มก่อตั้งไม่ให้สมาชิกเขียนบันทึกdiaryหรือมีNotebook))การไปเยี่ยมพ่อของรุ่นน้อง ที่รพ. แม้เราจะไม่พูดอะไร แต่มันมีเสียงอยู่ในหัวสมองก้องตลอดเวลาสำหรับผม และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเสียงในชุมชนจินตกรรม เพราะผมกล่าวถึงอีกแง่มุมหนึ่งของเสียงเพลงชาติที่ไกล จนคนไม่ได้ยินแต่คนเรารู้ได้ด้วยเสียงในชุมชนจินตกรรม

นี่เป็นบทหนึ่งที่กล่าวถึงเพลงชาติโดยตรงของผลงานเบน แอนเดอร์สันในImagined Communitiesฯ  แต่ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องอ.เบน ที่พวกผม คุยกันเป็นรายละเอียดมากนัก ซึ่งเรื่องหนึ่งผม ก็บริบทของการคุยมีพี่ภัคฯ คนแปลบทที่8ของหนังสือดังกล่าวฯ เข้ามาร่วมในตอนท้าย โดยผมมีเวลาอยากบันทึกไว้ ก็คือ ชั่วขณะหนึ่งอ.เบนได้คุยกับพวกผม เรื่องสนธิ และเรื่องดวงตาเหล่(ดวงตาไม่ตรง หรือซิกแซก?) ไว้ ซึ่งก็เราสอบถามภาษาอังกฤษ คุยกับอภิชาติพงศ์ฯ ถามคำถามนี้ แลกเปลี่ยนในกลุ่มช่วงเวลา แป๊บเดียว แล้วอ.เบน ก็ถามเป็นภาษาอังกฤษกับผมว่า ได้ยินไหม?(คำนี้แน่ๆ น่ะ คือhear)ในบริบทของคำ และเรื่องเล่าดังกล่าว ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าจะสื่อถึงสนธิเรื่องคัมมิ่ง(? ภาษาอังกฤษ?)ไปทำไมในบริบทการพูดคุยเรืองการเมืองให้มีนัยยะอะไร?(หรือว่า จะคล้ายกรณีเป็นศัพท์ที่ฮิตอย่างตาสว่าง)

ทำให้ผมต้องมาอ่านหนังสือของอ.เบน อีกรอบในรอบที่น่าจะมากมาย จนเลิกนับแล้ว ก็เหมือนนิยายดีๆ หนังสือคลาสิค ที่อ่านใหม่ เสมอๆ เนื่องจากความซับซ้อน และสมองของอ.เบน มาถ่ายทอดสิ่งนี้เป็นหนังสือ ทำให้ผมกลับมาดูบทPatriotism and Racism ที่มีแปลภาษาไทยของหนังสือ คือ ความรักชาติ และการเหยียดเชื้อชาติ (Patriotism and Racismโดยบทนี้เกี่ยวกับคำว่า สามัคคี หรือ solidarityด้วย) ซึ่งผมนำเอาไปประกอบโดยไม่รู้ตัวในบทความต่อเนื่องจากสิ่งที่ผมเคยเขียนมาบ้างแล้ว และการอ่านใหม่ ก็ทำให้ผมพบสิ่งหนึ่ง ที่เหมาะกับเรื่องความรัก

จึงนำเฉพาะส่วนนี้ มาบรรยายอย่างย่อๆง่ายๆ คือ ..ความรักชาติ หรือรักประเทศ ก็ไม่ได้แตกต่างจากความรักแบบอื่นๆ ในแง่ที่ต้องมีองค์ประกอบของการจินตนาการถึงความรักรวมอยู่ด้วย (นี่เป็นเหตุผลที่การดูอัลบั้มรูปถ่ายงานแต่งงานของคนแปลกหน้า จึงไม่ต่างจากการศึกษาแผนผังสวนลอยแห่งบาบิลอนของนักโบราณคดี)ดวงตาสำคัญต่อคนรักฉันใด(ฉบับภาษาอังกฤษเขียนว่า what the eye is to the lover)-แม้จะเป็นแค่ดวงตาธรรมดาๆ ที่ติดตัวเขาหรือเธอมาแต่เกิดก็ตาม-ภาษาก็สำคัญต่อผู้รักชาติฉันนั้น…นี่เป็นส่วนย่อของเรื่องราวทั้งหมด ที่มีการอ้างถึงทอมแนนท์

ซึ่งผมอยากขยายความเล่าเรื่องหนังFallen agels ต่อ คือ เสียงเงียบ หรือคนใบ้ในเรื่องนี้ ที่มีปรากฏเป็นเสียงในจินตนาการของหัวสมอง มากกว่าเสียงจริงๆ ที่มีพูดปรากฏออกมาให้เรารู้ตัว น่ะครับ ซึ่งโลกเรา ก็มีข้อจำกัดของการพูด เป็นการสื่อผ่านภาษามนุษย์ โดยเรารับรู้ไม่ต้องตีความมาก แต่ถ้าคนเราไม่พูดจะอยู่ในห้วงแห่งความคิดในใจ ทำให้เกิดการตีความ จินตนาการกันไป น่ะครับ ซึ่งผมสื่อต่อความรัก และความสัมพันธ์เรื่องหนังฯและความรักชาติ เป็นส่วนหนึ่งเหมือนเรื่องราวของความรักอื่นๆ

Fallen Angels – First Killing Song เพลงประกอบฉากแรกของการฆ่าในหนังฯ(Wong Kar Waiเป็นคนที่เรียนจบไม่สูง จากสาขาการออกแบบกราฟิก  แล้วเขาต้องอพยพมาฮ่องกง)
http://www.youtube.com/watch?v=cyYw5ShxEMI
Fallen Angels Soundtrack (Forget Him)ลืมเขา เถอะ นี่เป็นเพลงหมายเลข1818 ที่บอกลาคู่หู ซึ่งไม่ได้กลายเป็นคู่รัก หรือคู่แค้น-คู่รบ(ผมนึกถึงโฆษณากาแฟ ก็สโลแกน คือ คู่รัก คู่รส) แต่ฉากนี้ และเพลงประกอบฟังแล้วเศร้ามากมาย ครับ ส่วนบริบทและทฤษฎีการวิจารณ์ภาพยนตร์ ก็ผมจะไม่วิเคราะห์หนังและเพลงนี้มากเท่าไหร่

แต่ผมยกตัวอย่างหนึ่งในชุมชนจินตกรรม ก็บทMemory and Forgetting ซึ่งเริ่มต้นโดยอ้างอิงถึงspace new and old โดยกล่าวถึงเวลาเก่า ที่มีชื่อใหม่ คือ เชียงใหม่ ที่มีความหมายสืบทอดสิ่งที่หายไป และผมพลิกกลับมากล่าวถึงเรื่อง แฟนใหม่ ที่มาแทนแฟนเก่า เป็นสิ่งใหม่ ซึ่งคู่หูจะได้แฟนใหม่ หลังจากฟังเพลงForget Him…ทำไม ผมถึงเน้นหนังเรื่องFallen agels ก็กลับไปที่เรื่องThe Angel of History ของอ.เบน อีกครั้ง ซึ่งสื่อตอนจบของเล่มพิมพ์ครั้งแรกอ้างอิงวอลเตอร์ เบนจามิน โดยงานเขียนอ้างถึงดวงตาของเทวดาในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของL.Godard(ในเรื่องWeekendsผู้กำกับหนังผู้เข้าใจยากคนหนึ่ง ซึ่งผมดูหนังเขาไม่กี่เรื่องหรอกครับ) ดังนั้น เพลงประกอบหนังFallen agels เข้าใจง่ายกว่า แล้วเพลงป็อบไพเราะยอดนิยมโดยคนร้องเสียชีวิตไปแล้ว เธอ คือ Teresa Teng หริอเติ้งลี่จิง ผู้ร้องเพลงเถียนมีมี่ ประกอบหนังเรื่องเถียนมีมี่ หรือComrades, almost a love story และเธอมาเสียชีวิต ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย โดยผมมอบเพลงประกอบหนังผู้ชายเลี้ยวซ้าย ผู้หญิงเลี้ยวขวาในชื่อหนังภาษาไทย ซึ่งเพลงFor get himนี้ มีซับภาษาอังกฤษด้วยน่ะครับ
-(Forget Him)เพลงประกอบหนังFallen Angels

Teresa Teng – Mong Gei Ta (Forget Him)เพลงประกอบหนังผู้ชายเลี้ยวซ้าย ผู้หญิงเลี้ยวขวา(นี่ผมทำแก้ไขบทความอื่นๆ ก็ฟังเพลงนี้หลายรอบๆ)

18-19 ก.พ.54
วันมาฆบูชา เป็นวันที่ฝนตกปรอยๆ…ผมนอนไม่หลับ ในหลายวันมานี้ ซึ่งบางคืนก็สมองทำงานถึงตีสามครึ่ง แล้วตื่นเช้า เพราะผมแก้ไขบทความ ซึ่งผมเสียพลังงาน และต้นทุนทำบทความไปมาก จนกระทั่งผมครุ่นคิดถึงหนังเพื่อผ่อนคลาย คือ In the mood for love(ผมเคยเล่าให้คนอ่านแล้วครับ) และหลายเรื่อง ก็เคลียร์งานกับชีวิตผมยุ่ง น่ะครับ
ซึ่งIn the mood for love เป็นสิ่งที่ผมเคยเล่าให้ผู้อ่านไปแล้ว ก็อยากพูดถึงซ้ำอีก ในฐานะหนังดี ต้องพูดบ่อยๆ และหนังถ่ายทำเมืองไทย มีเกี่ยวกับไทย และangkor ก็ดูตัวอย่างหนังดูน่ะครับhttp://www.youtube.com/watch?v=kXqAcmDtEXc
หนังเศร้าครอบครัวแตกร้าว เมื่อรักต้องห้ามเกิดขึ้น ลองดูหัวข้อเก่าของผม : ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง ช่วงวันที่ 1 ต.ค.2551 พายุเมขลาเข้าประเทศไทยhttps://akkaphoncyber.wordpress.com/2008/10/01  ส่วนสมัยนั้น ผมก็เขียนถึงหนังเรื่องChungking Express และคำว่า EXpress(แปลได้หลายแบบว่า แสดงความรู้สึก หรือขบวนรถไฟพิเศษ ซึ่งหลายวันก่อนโน้นผมก็นั่งรถไฟ..) จริงๆ ผมอยากForget Her  น่ะ แต่ผมไม่ลืมเธอ ผมไม่อาจขึ้นจากการตกหลุมรัก แล้วก็ไม่เลิกรัก น่ะสิ ในแง่หนึ่งของหนัง และชีวิตส่วนตัวของพระเอก ในหนังChungking Express ชอบวิ่งออกกำลังกาย ก็ดีกว่ากินเหล้าเมามาย การอ้างอิงในตอนนั้นยังอ้างSiam Mappeddฯ ซึ่งหลายปีต่อมา โดยผมก็ได้เจออ.ธงชัย แต่ผมก็ไม่ได้แนะนำตัวรู้จักกัน หรอกครับ
ส่วนเรื่องเพลง-(Forget Him)ประกอบหนังผู้ชายเลี้ยวซ้าย ผู้หญิงเลี้ยวขวา ก็คือเพลงประกอบหนังFallen Angels โดยมีคนแสดงความเห็น คือ FranNgr (1 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
I really, really appreciated it! I adore this song, love Teresa and i’m grateful for your work & translation! thrills! I’m moved Teiska-san. Please take care and God? bless you.
teiska123 (1 สัปดาห์ที่ผ่านมา)
@FranNgr Ah, thank you very much for the very kind and positive comment. It made me glad. ^_^ Thank you for the subscription and a friend invite as well. I wish you a happy “Rabbit Year”. God bless you, too,FranNgr. Stay safe and take care! P.S. Next week I will post my new Teresa video to YouTube. It will be my 10th Teresa video since last March.? Stay tuned, my friend! ^_^ Best wishes, Teisuka

พวกตัวละครในFallen Angels ก็พยายามเป็นปัจเจก แต่แน่นอนพวกเขาไม่สามารถเหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ตามถ้ำ ซึ่งผมเคยเล่าถึงFallen Angelsไปแล้ว สมัยโน้นว่า ตัวละครแต่ละคน ต่างก็ทนเหงา ไม่ได้ และหลีหมิง ที่แสดงเรื่องนี้ ก็มีฉากหนึ่งเขาเหมือนเจอเพื่อนเก่า แล้วโกหกว่าเขาลูกมีเมียแล้ว ส่วนความจริงเขายังโดดเดี่ยวเหมือนต้องอยู่คนเดียวอีกนาน เมื่อเขาทิ้งคู่หูไป แต่เขาก็Make love กับผู้หญิงอีกคน และแน่นอน นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสังคมอีกแบบหนึ่ง(มนุษย์เป็นสัตว์สังคม) ถ้าเราคิดว่า สังคมเรา มีปัจเจก กันได้น้อย ทั้งนศ.เป็นตัวอย่างง่ายๆ งานรับน้อง บายเนียร์ ฯลฯ
Fallen Angel’s Wong Kar Wai Trailer ฉากรวบรวมในหนังฯ การฆ่าคนขณะเล่นไพ่ และปืนอาวุธสังหาร ทำให้ผมนึกถึงรุ่นน้องของผม ที่หอพักไปฝึกงานนิตยสารเกี่ยวกับปืน ซึ่งเขาจะมีรถมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์ โดยในภาพยนตร์ปรากฏมอเตอร์ไซด์เป็นความเร็ว(speed) และผมนึกถึงนิยายslowness(ช้า)ของมิลาน คุนเดอรา ก็มอเตอร์ไซด์เป็นส่วนหนึ่งของความเร็ว ของการปฏิวัติโลกให้เดินทางเร็ว และคนขับสัมผัสสายลม-ความเร็ว โดยรู้สึกต่อร่างกาย และความเร็วก็มีผลต่อความทรงจำ ทำให้ลืมเร็ว ซึ่งสำหรับผมนึกถึงเรื่องการรอคอยรถไฟอันเชื่องช้าตามตารางเวลา ก็พูดคุยกับญาติในความทรงจำของผม ส่วนถ้าเปรียบเทียบมอเตอร์ไซด์เล็กๆคันเก่าของผม ก็ทำให้คนซ้อนท้ายได้กลิ่นเผาไหม้ของเครื่องยนต์ของท่อไอเสีย(ฮา))
http://www.youtube.com/watch?v=GAagldnjT0o
Fallen Angels-Massaging a pig นี่เป็นฉากที่สื่อถึงเสียงในใจของหนุ่มใบ้
http://www.youtube.com/watch?v=SVBXlg3u3_A
Fallen angels (in a lost message)ฉากของหนังพร้อมเพลงประกอบสื่อในสารที่หายไป เหมือนมองโลกผ่านควันบุหรี่( ซึ่งบุหรี่สะท้อนอะไรได้บ้าง? เช่น Smoking – Nicotine – Coping with Nicotine Withdrawal Symptoms หรือตัวละครเสพติด /ยึดติดบุหรี่)
http://www.youtube.com/watch?v=3n426FE8G2U&NR=1
Fallen Angels. Speak My Language – Laurie Anderson(ภาพยนตร์ก็สื่อนัยยะของเพลงประกอบภาพโดยผลงานเพลงของLaurie Anderson เป็นExperimental music, Art rock น่ะ)
http://www.youtube.com/watch?v=o-UpRavnhYc&NR=1
ปิดท้ายด้วยเพลงประกอบหนังFallen Angels
Speak My Language – Laurie Anderson
Daddy Daddy. It was just like you said
Now that the living outnumber the dead.
Where I come from it’s a long thin thread
Across an ocean. Down a river of red.
Now that the living outnumber the dead. I’m one of many.
Daddy Daddy. It was just like you said
Now that the living outnumber the dead.
Speak my language.
Hello. Hello.
Here come the quick. There go the dead.
here they come. Bright red. Speak my language.
http://www.absolutelyrics.com/lyrics/view/laurie_anderson/speak_my_language/

วันที่ 21-24 ก.พ.54
ผมไปทำบุญวันมาฆบูชามาด้วย และผมระลึกถึงคู่รัก เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดครอบครัวสะท้อนภาพ ส่วนหนึ่งของสายเลือดของครอบครัวเป็นอาณาจักร ถ้าเรานึกถึงตัวละครในภาพยนตร์ คือ คนอกหักจากอำนาจ ต้องการแย่งชิงต่อสู้แตกหัก รอเวลากลับมาในสังคม เพราะคนอกหัก ตกอยู่ภายใต้สภาวะแปลกแยก กลายเป็นคนแตกแยกกับสังคม โดยคู่รัก ที่มีบ้านหลังหนึ่งเหมือนประเทศ ซึ่งมีพ่อแม่ของคู่รักอยู่ในบ้าน แต่ว่าคู่รักหรือคู่ขัดแย้งชนเพื่อนบ้าน ที่อยู่ข้างบ้านเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน… นี่เป็นการยกตัวอย่างจากเสื้อแดงพลิกกลับมาเป็นเสื้อเหลือง เหมือนคู่รักขัดแย้งกัน ไม่มีใครเป็นผู้ฟังใครอย่างชอบเข้าใจกัน ก็มีแต่คนพูดโวยวายต้องการชัยชนะใส่กันภายในบ้าน และพ่อแม่ ที่อยู่ในบ้านก็ห้ามปรามไม่ได้(นี่เป็นอิทธิพลจากหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ลองดูตรงหน้า 143 ฉ.อังกฤษเปรียบเทียบโดยผมจะใส่ทั้งไทย-อังกฤษให้ดู คือ …The vocabulary of kinship(motherland,Vaterland,patria,มาตุภูมิ,ปิตุภูมิ) หรือ เปรียบถึงบ้าน(บ้านเกิดเมืองนอน,heimar หรือ tanah air(แผ่นดินและน้ำ เป็นวลีที่หมายถึงหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซีย) และประสบการณ์ส่วนตัวของผม ซึ่งบ้านของผม+ครอบครัว และลักษณะบ้านกึ่งร้านค้า ในครอบครัว ที่มีเพื่อนบ้านเป็นร้านค้าอาคารพาณิชย์…

โดยผมขอยกตัวอย่างนอกบริบทดังกล่าว แล้วผมกลับมาระลึกเรื่องFallen angels ที่มีพระเอก ชอบแอบไปเปิดร้านค้าตอนกลางคืน และเล่นบทขายของ โดยผมนึกถึงคนขายกับสินค้า และปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้สินค้านั้นมีมูลค่ามากกว่าสิ่งของ และการต่อรองราคากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งพระเอกพยายามเล่นสินค้า ของในร้านค้า กับนางเอกให้นางเอกชอบประทับใจด้วย เหมือนกับเราเข้าไปตลาด ก็เลือกสิ่งที่เราชอบกลับมาจากตลาด ถึงบ้าน และตลาด ก็มีทั้งลูกค้าขาจร ไม่ใช่ขาประจำ และบริบททำเล อื่นๆ ทำให้ผมนึกถึงในแง่หนึ่งของส่วนหนึ่งมีวัฒนธรรมจีนในตัวตนของผม และHong Kong: Culture and the Politics of Disappearance.(ฮ่องกง : วัฒนธรรม และการเมืองสูญหาย) ในแง่มุมนี่ก็เห็นว่าประเด็นเรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องหลัก ซึ่งนอกเหนือจากวัฒนธรรมในแง่มุมบวร.(บ้าน วัด โรงเรียน) ซึ่งผมเป็นผู้อ่าน”ชุมชนจินตกรรมฯ”ในฐานะของคนอ่านก็ได้มีโอกาสพบคนเขียน คือ อ.เบน ซึ่งตรงกันข้ามกับเรื่องงานเขียนของปราโมทยาฯ นักเขียนอินโดฯ “โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายว่าจะต้องพบหน้ากันเลย” -ชุมชนจินตกรรมฯ หน้า343
ทำไม ผมเล่าเรื่องพวกนี้ ในครอบครัว ก็เป็นตัวอย่างง่ายๆ ว่าพี่กับน้อง ซึ่งเราเข้าใจประสบการณ์ตรงผ่านครอบครัวของเราเอง ก็ได้ โดยพี่กับน้อง ยังมีอิจฉาริษยา ได้รับของรักไม่เท่ากันจากพ่อแม่ ในเรื่องมรดก หรือเราจะดูจากทีวีละครทีวี ที่มีนางอิจฉาก็ได้ นี่สะท้อนภาพสังคมไทยมากๆ ทำให้ละครน้ำเน่าต้องมีนางอิจฉา รอบๆ ตัวเราเองก็มีในความจริง เมื่อเราคบใครสักคน นานๆ ก็น่าจะรู้จักเขาดี และเราก็รู้ว่า บางคนนั้นเรา อยู่ในความเงียบเฉยๆ ไม่พูดอะไรแค่ดูดวงตา ฟังเสียง และกลิ่น ก็รู้แล้ว แต่นั่นแหละขีดจำกัน  อคติและข้อขัดแย้ง ทำให้ตีความผิดก็ได้
ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องMovie เบาๆต่อจากเรื่องFallen Angels(1995)….คือ Days of Being Wild (1991) เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาก่อนเรื่องFallen Angelsด้วยซ้ำ ก็มีเรื่องความรักของแบดบอย ผู้รักผู้หญิงไปทั่วมั่วๆ กับปมจิตวิทยาขาดแม่ และการตามหาแม่ที่แท้จริง ซึ่งหนังมีกล่าวถึงองค์ประกอบมาเก๊า และฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องราวการเมืองไทย ก็ยกตัวอย่างกรณีปัญหากับเสื้อแดงในเหตุการณ์ปี2553 ซึ่งทหารของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ บอกว่า “..ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีขวัญและกำลังใจที่ดี เราก็ต้องใช้หลักธรรมชาติ คือการชี้แจงซ้ำๆ ชี้แจงบ่อยๆ ต้องใช้ลูกตื๊อ เหมือนกับเราไปจีบสาวสักคน ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ชอบเรา แต่ต่อมาก็ต้องคิดกันแหละครับว่าจะทำยังไงต่อไป สาวคนนี้เขาชอบไม่ชอบอะไร และต้องพูดจาแบบไหนเขาจึงจะชอบ..”

-Days of Being Wildนั้น ตัวแบดบอย ก็จีบสาวเก่งคำคม โดยตัวอย่างนี้ คือ Sixteenth… April the sixteenth. At one minute before 3pm on April the sixteenth 1960, you’re together with me. Because of you, I’ll remember that one minute. From now on, we’re friends for one minute. This a fact you can’t deny. It’s done. และเขามีทัศนะ คือ ในชีวิตนี้ผมจะรักผู้หญิงอีกหลายคน ยังไม่ตายก็ไม่รู้หรอกว่าจะรักใครมากที่สุด..
I always thought one minute flies by. But sometimes it really lingers on. Once, a person pointed at his watch and said to me, that because of that minute, he’d always remember me. It was so charming listening to that. But now I look at my watch and tell myself that I have to forget this man starting this very minute.
I just want you to hate me. That way, at least you won’t forget me
I didn’t really think she’d call me. Passing that telephone booth every time, I would just hang around. It was possible that she had gone back to Macao.(มาเก๊า) Naturally, she only wanted someone to talk with her for one night. Soon afterwards, my mother died and I went to the sea.
ผมเคยได้ยินเรื่องนกไร้ขา มันได้แต่บินและบิน เหนื่อยนักก็นอนในสายลม ในชีวิตจะลงดินก็เพียงครั้งเดียว เมื่อถึงวันตาย
ผมเคยคิดว่ามีนกชนิดหนึ่งที่ตั้งแต่เกิดมาก็ได้แต่บิน บินจนตาย ความจริงคือมันไม่เคยไปไหน มันตายแล้วตั้งแต่แรกแล้ว
http://gelukkig.exteen.com/20070729/wong-kar-wai-s-anthology
Days of Being Wild (Trailer)
http://www.youtube.com/watch?v=5A4P6YAl3Uc
 แน่นอนว่า ชีวิตของพระเอกในหนังเหมือนไม่มีศาลพระภูมิ เป็นที่ตั้งจุดหมาย หรือเป้าหมายของชีวิตคู่ และเขาอาจจะเหมือนผม ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งผมหลงทางนั่งรถไฟฟ้าผิด ไม่ได้ไปทางวงเวียนใหญ่ ในแง่มุมหนึ่ง ถ้าเราคิดเรื่องชีวิตคู่ คือ แต่งงาน และการเข้าคอร์สสำหรับแต่งงาน ซึ่งเรื่องการวางแผน เป้าหมายการแต่งงาน โดยเอ๊ะ เป็นดารา ก็เล่าผ่านหนังสือพิมพ์ ในเรื่องจะแต่งงานกับดารา-นักร้อง ที่มีชื่อว่าเจมส์ ซึ่งคู่แต่งงาน ต้องเรียนรู้พิธีที่โบสถ์ การเปิดใจเรื่องการใช้เงิน และการอยู่บ้านของใคร หลังการแต่งงาน รวมทั้งมุมมองของการใช้เงินของทั้งคู่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ คนแต่งงานแล้ว80% เกิดปัญหาเรื่องมุมมองการใช้เงิน แตกต่างกัน ก็คือ มองคนละแบบ คนละมุมในการใช้เงินของคู่สมรส แน่นอน เวลาที่ผมอ่านข่าวนี้ ซึ่งผมมาคิดถึงเพื่อนของผม บ่นเรื่องนี้พอสมควร สำหรับคนแต่งงานไปแล้วครับ
The Break-Up เตียงหัก แต่รักไม่เลิกhttp://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/thebreakup/break.html เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตคู่ แต่ผมไม่เคยดูเรื่องนี้ น่ะครับ
โดยถ้าเรานึกถึงตำราพิชัยสงครามของซุนวู ในเรื่องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง(ลองดูเพิ่มเติมข้อมูลตำราฯบางส่วนในวิกกีพีเดียภาษาไทย) และประเด็นสำหรับมุมมองของผู้เขียน คือ ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายที่ชนะนั้น จะรู้ว่าจะรบก่อน จึงออกรบ ดังกล่าวนั้น ทำให้ผมนึกถึงหลิวเต๋อหัวที่เล่นหนังเรื่องDays of Being Wild และThe Warlords (3 อหังการ์ เจ้าสุริยา(หนังสงครามน่าสนใจครับ)) ของปีเตอร์ ชาน แสดงร่วมกับ เจท ลี (เจ้าตัวรอดตายมาจากเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศไทยเมื่อปลายปี 2004)  และ ทาเคชิ คาเนชิโร(ผู้แสดงเรื่องFallen angels) จนกระทั่งกลางปี 2552 หลิว เต๋อ หัว ก็ออกมายอมรับว่าได้แต่งงานแล้วอย่างเงียบ ๆ กับ จูลี่เชี่ยน ที่คบหากันมานานถึง 25 ปี และในกลางปี 2553 ก็มีข่าวปรากฏว่า จูลี่เชี่ยน ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้วมีข่าวลือเรื่องหลิวเต๋อหัว” เตรียมเป็นพ่อในวัย 50 ภรรยาท้อง 3 เดือนแล้ว ถ้าการทำสงครามรักก็ต้องรู้หมดไหม? ครับ

สิ่งที่ผมอยากระลึกถึงในชุมชนจินตกรรมฯ ก็คือ ภาษาเก่า แม่แบบใหม่ Old Languages,New Models: กล่าวถึงภาษา และความเป็นจริงถูกจินตกรรมในรูปแบบ เพลงชาติ ธงชาติ  ต่างๆ จากสิ่งที่ผมย่อความ ก็กลับนึกถึงเรื่องดวงตาอีกครั้ง โดยอ้างอิงถึงThe Quest for Proust ในเล่ม La Recherbe du Temps Perdu นั่นก็คือ sparking eyes….แน่นอน ดวงตาแห่งรัก มองผ่านกระจก หรือมองตัวเราในกระจกออกมา

ภาพยนตร์In the Mood for Love ซึ่งvictorksli (3 เดือนที่ผ่านมา) เสนอผ่านมิวสิควิดิโอประกอบหนังว่า
The movie is a real classic. It? masterfully describe the dilemma of “to love or not to love” given the moral burden faced by two married adults.

Te Quiero Dijiste – Nat King Cole – ???? In the Mood for Love
http://www.youtube.com/watch?v=Hj8pRh1wzeI&NR=1

ส่วนเพลงนี้ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องIn the Mood for Love แต่ผมเลือกมาโดยเสียงและเนื้อหาของเพลง..

Fly me to the moon- Nat King Cole

In Other Words (Fly Me To The Moon) Lyrics
Artist(Band):Nat King Cole
Poets often use many wordsTo say a simple thing.It takes thought and time and rhyme To make a poem sing. With music and words I’ve been playing For you, I have written a song.To be sure that you’ll know what

I’m saying, I’ll translate as I go along…Fly me to the moon, And let me play among the stars. Let me see what spring is like On Jupiter and Mars.In other words,Hold my hand. In other words, Darling, kiss me.
Fill my heart with song,And let me sing forever more.You are all I long for,All I worship and adore.In other words,Please be true. In other words, I love you.Fill my heart with song,And let it sing forever more.
You are all I long for,All I worship and adore.In other words Please be true.In other words,I love you.
http://www.sing365.com/music/lyric.nsf/in-other-words-fly-me-to-the-moon-lyrics-nat-king-cole/194c5184450a835648256af1000e761d

25,26-28 ก.พ.54
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ร้อนหรือเย็น และผมกำลังต้องเคลียร์งาน และกำลังเตรียมงานต่อ โดยหาเวลาว่างด้วย แต่ผมคิดเรื่องความเข้าใจสัมพันธ์ประสบการณ์ของคน ในบริบทของเวลา อารมณ์ และบางคน ก็เข้าใจผ่านภาษาภาพ ภาษาคณิตศาสตร์ ตรรกะอื่นๆ  หลายวันก่อนผมไปเที่ยวบ้าน รุ่นพี่ พร้อมทั้งกลุ่มพวกชาวหอ ทั้งอดีต-ปัจจุบัน ท่ามกลางเรื่องเล่าต่อหอพักของผม มีต้นโมกข์ ต้นปีบ ต้นวาสนา  ต้นมะม่วงที่หายไป ฯลฯ ส่วนหนึ่งของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมหอพัก
เมื่อวานผมไปขูดหินปูน มาระหว่างที่เจ็บปวด และสมองรับรู้ เหมือนโดนกดทับ กับฟังเสียงหมอฟันคุยกับผู้ช่วยเรื่องงานวิจัย เข้าหู ทั้งเครื่องมือการวิจัย การอ้างอิง ตัวชีวัดฯลฯ แต่ว่าผมกลับมาคิดเรื่องความรักไม่เจ็บปวดให้ดีไหม? เอ๊ะ ผมเคยเล่าให้ฟังหรือยังว่าผมเคยเห็นภราดรเดินกับสาวสวยคหนึ่ง ก่อนปีใหม่ ที่เชียงใหม่ ด้วยปรากฏว่าวันนี้ผมก็ถึงบางอ้อว่าเขาทำไม ไม่มาเดินกับนาตาลี เมื่อรู้ว่าเรื่อง-เลิกแล้วค่ะ นาตาลี-ภราดรhttp://www.talkystory.com/?p=7952 และ16ปี กับวิวัฒนาการของ IE (Internet Explorer) http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?

path=spec&rid=0&id=12430 และข่าวเรื่องอิทธิพล’ผีเสื้อขยับปีก’ ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ‘ก่อพายุ’กระหน่ำโลกhttp://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=399866&ch=pl1 ซึ่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก นี่ก็เฟซบุ๊ค กำลังบุกตลาดจีน อยู่ในตอนนี้ โดยเฟซบุ๊คพยายามจะร่วมมือกับเจ้าของไป่ตู้ ซึ่งไป่ตู้เป็นเสริ์ชเอนจิน คู่แข่งของกูเกิ้ล ที่มีคนใช้กันเยอะในเมืองจีนโดยBaidu(ไป่ตู้)นี้ เจ้าของโรบิน หลี่(ประวัติน่าสนใจ ถ้ามีโอกาสค่อยเล่าให้ฟังแข่งกับเจ้าของเฟซบุ๊คได้)

 “ชื่อของ”ไปตู้” คือ แรงบันดาลใจที่มาจากบทกวีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งบรรยายถึงความเพียรพยายามของชายหนุ่มในการออกตามหาหญิงสาวในอุดมคติ “ไป่ตู้” แปลตรงตัวว่า “นับร้อยครั้ง”

มันสื่อถึงการค้นหาเป็นคำที่เหมาะสม และการเติบโตของไป่ตู้ ตรงกันข้ามกับกูเกิ้ล ในประเทศจีนก็บล็อกกูเกิ้ล โดยผมเคยเล่าให้อ่าน ผ่านภาพ ในมหา’ลัยฮ่องกง ก็ติดโปสเตอร์ทำรูปประท้วงไม่มีกูเกิ้ลเท่ากับปิดตาประชาชน นี่ผมว่าง ก็คิดกำลังทำword pressให้มีรูปประกอบเหมือนเดิม รวมทั้งมีรูปตอนที่ผมไปมาเก๊า-ฮ่องกง ใช้พาสปอร์ตและค่าเดินทางไป น่ะครับ
ตอนนี้ เล่ามาจนข้ามประเทศฮ่องกง แล้ว ก็มีภาพประกอบมหา’ลัยฮ่องกง ผ่านหนังฮ่องกงในยุคของผมชอบดูหนังฮ่องกงกันครับ โดยหนังฮ่องกง คือ Happy Brithday ซึ่งผมไม่เคยเล่าให้ฟังง่ายๆ ก็นำมาให้โฟกัสดูผ่านยูทูบ ครับ
Happy Birthday (HK movie) – Thai Sub Part 1/11 ใช้ฉากในมหา’ลัยฮ่องกง และเรื่องราวความรัก และการพยายามคงความรัก เพื่อคืนดีกัน ผ่านสัญลักษณ์วันเกิด โดยนางเอกใฝ่ฝันเป็นนักเปียโน น่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=L1vblXZh17Q&playnext=1&list=PLA98845DB285EDB14

–จากเรื่องเบาๆ บันทึกเกร็ดชีวิตกลับมาชาติบ้านเมืองไทย ในระหว่างทางแยกของโลกาภิวัตน์ และชาติไทย——-ผมขอเก็บเรื่องเล่าบางส่วนต่ออ.เบน หรืออ.เบน บอกพวกเราว่า อีเมล์ใช้นามว่าลุงเบนไว้บางส่วนไว้โอกาสหน้าว่างจะเขียนต่อโดยเล่าเรื่องชาติ คือ…Indeed,nationhood has a powerful grip that can hold together a community whose members may never know each other… จริงๆ ความเป็นชาติ มีอำนาจจับมือเกาะเกี่ยวไปด้วยกัน ที่สมาชิกชุมชนไม่เคยรู้จักคนอื่น(ผมยกท่อนประโยคนี้ โดยขออนุญาติไม่บอกที่มาของหนังสือเรื่องชาติเล่มนี้ เดี๋ยวมีคนหาว่า แปลผิด(ฮา))
-แน่นอนว่า ชีวิตของเรา ก็มีเรื่องparadox(ย้อนแย้ง หรือปฏิทรรศน์) โดยตัวอย่างhttp://www.mod-x.net/archives/310 และตัวอย่างhttp://203.150.0.182/forever///////ipage/board4222.html ทั้งเรื่องชาติ…บ้านเมือง ลองดูตัวอย่างการอธิบายดังกล่าวเรื่องย้อนแย้งกับชาติเราhttp://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=41504 และลองดูข้อมูลเพิ่มเติมการอธิบายparadoxจากhttp://en.wikipedia.org/wiki/Paradox แต่ถ้าใครปวดหัว ก็ฟังเพลงกอดฉันไว้mv ประกอบหนัง สามชุกของพาราด๊อก แทนละกัน เพราะผมเคยเอามาให้ฟังแล้วลองหาดูเองน่ะ คร้าบ 

25ม.ค.2485 เป็นวันที่จอมพลป.ประกาศสงครามกับอังกฤษ และอเมริกา ต่อมาเป็นวันสำคัญกองทัพไทย ที่เปลี่ยนไปและพันธมิตรฯ เริ่มชุมนุมฯวันที่25 ม.ค. ถือว่าพันธมิตรฯชุมนุมฯ ครบหนึ่งเดือนแล้ว?
โดยผมนึกถึงบทความของผม คือ เราเหมือนดูภาพยนตร์คู่รักอกหัก:พันธมิตรฯแตกหักรัฐกระทบเพื่อนบ้านกลายเป็นคู่รบ
Sun, 2011-02-20 11:16
http://www.prachatai.com/journal/2011/02/33206

-ในแง่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
คุณไม่ชอบล่าแม่มด
ขอบคุณที่มาแสดงความคิดเห็นแปลกๆ ว่าคนอ่านเองก็ได้ที่โง่ (ฮา)
แต่คุณรู้ไหม? ว่าผมประเมินอะไร แค่เนื้อหายังไม่ได้เขียนบอกเลย
ประเด็นก็คือ คุณไม่ได้เขียนเรื่องเนื้อหาออกมา ก็สมควร ครับ
ที่คุณด่าตัวเอง(ฮา)
คุณ Anonymous
ถ้าอ่านเนื้อหาไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องขอโทษผมก็ได้ ครับ
ซึ่งผมไม่ได้มีอัตตา อะไรหรอก ถ้าคุณรู้สึกผิด ก็อ่านใหม่ น่ะครับ
ผมไม่ได้สั่งสอนคุณ แต่ผมตั้งใจเตือนคุณจริงๆ ว่าเวลาคุณ แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบ ต่ออย่างนี้ มันไม่ได้ช่วยอะไรคนเขียนเลย ครับ
เพราะผมแก้ไขงานเขียน และเรียบเรียงบทความ
นี่ผมแถมเพลงให้คุณ Anonymous โดยผมคิดเรื่องตรรกะ เวลาใครเขียนแสดงความคิดเห็นไง ก็ย้อนกลับไปที่ตัวเองไม่ต้องแสดงความคิดเห็นก็ได้ เพราะผมจะมาเขียนโต้ปั่นกระทู้ต่อ จริงๆ ผมเชื่อว่าคนไม่ชอบบทความนี้เยอะ…เอาหละไม่ลงรายละเอียด รอคนมาโต้ตอบกันต่อ
Radiohead How to Disappear Completely Music Video Kid A
คุณFed up those remakers
การแลกเปลี่ยนน่าสนใจดี ครับ ผมเห็นด้วยว่าควรเลิกหนังฯเรื่องนี้แล้ว ครับ
เนื่องจากในแง่มุมมองหนึ่ง ซึ่งผมขอชี้แจงก่อน เพราะผมจะเขียนสั้นๆ เคลียร์งานอย่างหนึ่งให้เสร็จ
และสื่อออนไลน์ ก็มีข้อจำกัดในการเขียนยาว ต่อการมอง “หน้าจอคอมฯ” ตามที่บางคนว่าไว้ น่ะครับ
ซึ่งผมเขียนค่อนข้างยาวในบทความ แต่ตอนนี้ผมขอเขียนสั้นๆ ทำไม ผมต้องมาเสี่ยงเสียเวลาคิดเรื่องนี้ โดยแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อน คือ
1.เวลาเรา ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ก็อินกับเรื่องนั้น เช่น เสื้อเหลือง ก็ดูเสื้อเหลืองยาวๆ ต่อเนื่องตามรสนิยม และความชอบส่วนตัวเอง
2.ตัวละคร ที่เป็นพ่อ แม่ของคู่รัก ในบ้าน ซึ่งภาพยนตร์นำเสนอ ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร หรือพวกเราคนดูรู้แล้วอย่างที่คุณFed up those remakers กล่าวไว้ว่าเบื่อเรื่องเดิมๆ รีเมคซ้ำๆซากๆ น่ะ ครับ
3.ผู้กำกับ ลงทุนสร้างภาพยนตร์มากขนาดนี้ เสียต้นทุน ค่าใช้จ่าย สำหรับกำกับหนังเกี่ยวกับคู่รักอกหัก กระทบเพื่อนบ้าน เป็นสงคราม แล้ว ภาพยนตร์ควรจะ “จบ” อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพื่อแลกกับการสร้างภาพยนตร์เพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอก เป็นพันธมิตรฯ นี่เป็นตอนจบ ที่ผมคิดไว้แบบหนึ่ง ก็เพื่อให้หนังฯ ยืดยาวต่อไป เป็นภาค 2 ภาค 3 ก็ว่ากันไป น่ะครับ
คุณนักอ่าน
ผมไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องแรก ซึ่งผมย้อนแย้งกับคุณไม่ชอบล่าแม่มด แบบตลก แต่คนอ่านก็ตีความกันไปได้
เหมือนที่ผมอ่านคุณไม่ชอบล่าแม่มด ก็ตีความเป็นตลกๆ ไม่ซีเรียส ส่วนกรณีคุณAnonymous ก็ผมยืนยันกลับไปอ่านความเห็นของผมได้ว่า ผมไม่ได้เสียมารยาท และผมคิดว่า คนอ่านของผม เป็นตลาด ที่มีเสื้อแดง โดยตรรกะ ก็คือ
ผมอยากเอาใจลูกค้า ก็เขียนเชียร์เสื้อแดง บทกวีสรรเสริญเชิดชูเสื้อแดง จะได้ชัยชนะตามอารมณ์ก็ได้
หรือถ้าคุณนักอ่าน จะว่าผมเสียมารยาท จริง ก็ผมน่าจะอารมณ์เสีย และผมแสดงออกระบายด่าไปตรงๆ น่าจะดีกว่าสะใจ น่ะครับ
แต่นี่ผมแสดงให้เห็นแล้วว่า ผมเหมือนตลาดเปิดกว้างๆ ให้คนอ่านมาแลกเปลี่ยนมุมมอง และผมก็อยู่หน้าจอ ภายใต้ข้อจำกัดของการเขียน และเวลา ซึ่งนักอ่าน ก็น่าจะรู้ว่าจริงๆ ผมไม่มาตอบก็ได้ หรือ ผมน่าจะเขียนยาวๆ ลงที่อื่น ซึ่งไม่ต้องมีcomment และงานเขียนชิ้นนี้ ก็มีเบื้องหลังการทำงานเขียน โดยผมกระจายให้คนอื่นๆ พอสมควรก่อนมาเป็นบทความนี้ รวมทั้งกองบก.ฯลฯ
ผมสรุปว่า ประเด็นเรื่องมารยาท+คนอ่านเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าผมสนใจในแง่ว่าคนอ่านสนใจเรื่องเนื้อหาของผม โดยผมย้ำว่าผมเคารพคนอ่าน ถ้าไม่มีคนอ่านก็ไม่มีคนเขียน ด้วยรัก ครับ
ปล.ผมเขียนอย่างยาวๆ น่าจะแสดงว่าผมแคร์คนอ่านได้ชัดเจน โดยขอมอบเพลงFly me to the moon- Nat King Cole ให้ทุกคน น่ะครับ
แต่จากการเมือง ก็ผมขอย้อนกลับมาที่Fly me to the moon- Nat King Cole ผมขอไม่แปล ที่มีคนแสดงความคิดเห็นต่อเพลงไว้ว่า
http://www.youtube.com/watch?v=h5EUcYw96us
djtouchtone1 (2 เดือนที่ผ่านมา)
I guess we all want to fly to the moon but as the king said it…. When i fall in love it would be forever. The fear is inaction…. In a restless world? that we live in where love has ended before it began. The more things

change, the more things remain the same… funny huh
——–
Fallen Angel II หนังเรื่องนี้ ก็มีการตีความตอนจบ และการแสดงความคิดเห็นว่าตอนจบของเวอรชั่นเยอรมัน กับจีนต่างกัน คือเปลี่ยนเพลงจากเพลง thing in life มาเป็นเพลงonly you
http://www.youtube.com/watch?v=VUYl1enlOU8
Fallen Angel _I
http://www.youtube.com/watch?v=lLBmNel62Yw&feature=related
Although I think the ending is perfect as it is, these scenes are undeniably powerful as well. been a long time since I saw the film, but I think of him as something of an idiot, ie an absurd force of good, and her as selfish, lustrous evil, and somehow, like oil on water, they can’t mix in a fundamental sense, despite mutual attraction…dunno, been very long? since i saw this film
hi! does any of? you know the movie of takeshi, where he is a fallen angel?

uglybetty40891 (2 ปีที่ผ่านมา)
hi! does any of you know the movie of takeshi, where he is a fallen angel? or I just mistaken him for another actor?any takeshi kaneshiro die hard fan here?

Fallen Angels (1995) – Endingโดยหนังก็ถ้าตีความสะท้อนผ่านเรื่องมนุษย์ตกสวรรค์ ก็เพราะการเกิดมาของมนุษย์ ไม่เหมือนเทวดา
http://www.youtube.com/watch?v=OQN6Gkv4JRU&feature=related
mutantcommunist (2 ปีที่ผ่านมา)
mhm..that’s interesting. I’ve never watched the ending of the chinese version, only the german one. The soundtrack is so dramatically different, it felt strange at first. The german version has dennis brown’s “things in life” in it, Maybe as a connection to chunking express? I dunno..fits both, I think. Awesome flic? anyway.

rive5gauche (2 ปีที่ผ่านมา)
Very surprising to find out that they changed the ending song. Chungking Express did feature “things in life”, although California Dreamin’ is the prominent song in? that movie.

–ปัจเจกบุคคล ก็เป็นสมาชิกของชาติ—คู่รักเขียนนิยายร่วมกัน หลังจากที่ทั้งสองคน In the mood for love-ควันบุหรี่ ขณะนั่งเขียนงาน เป็นเรื่องสัญลักษณ์ชวนครุ่นคิดมาก ครับ..บางสิ่งก็ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็น หรือมองไม่ออก เช่น ผมเคยเล่าถึงหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกรณีเพื่อนรักกับเพื่อน ก็รักกันมาก จนดูไม่ออก และก็เหมือนเพลง รักน่ะ แต่ไม่แสดงออก หรือ เกลียดน่ะแต่ไม่แสดงออก(ฮา)
จากMemory and Forgetting คือ ความทรงจำ และหลงลืม ก็space new and old ปรากฏเรื่องทุนนิยมการพิมพ์ ได้ช่วยทำให้การจินตนาการแบบนี้เป็นไปได้ ก็คือ ผมพูดง่ายๆ คนอ่านกับคนเขียนหนังสือ ที่ผลิตแพร่กระจายออกไปจะถูกเชื่อมโยงจากคนละภูมิภาคต่างๆ โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายว่าจะต้องพบกันเลย(without any great expectation of ever meeting one’s partners.)…
โดยผมอยากอธิบายต่อเพิ่มเติมนิดหน่อย คือ ผู้คนในFallen angels และHappy together ดูถ้าตัวละครจะเป็นพวกวงจรชีวิตปกติยากมาก เช่น ความรัก แต่งงาน มีครอบครัว เป็นความรักสามัคคีเป็นต้นตระกูลของลูกหลาน ซึ่งพวกเขาเกิดแต่งงานกัน ก็ต้องแตกแยก อกหักแยกทางกลายเป็นชีวิตสมรสหลังแยกทางหรือเปล่า ? และชีวิตจริงของนักแสดงก็แต่งงานช้ามาก เช่น เหลียงเฉาเหว่ย อายุ 48 ปี เพิ่งแต่งงานไปปี2551 (เกิดในครอบครัวที่ยากจนเหมือนหลิวเต๋อหัว เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการชักชวนของโจว ซิงฉือ ลองดูเพิ่มเติมในวิกีพีเดีย) และนักแสดงในหนังบางคนก็ฆ่าตัวตาย คือ เลสลี่จาง(ลูกคนรวย ไปเรียนจบที่อังกฤษ) ส่วนผมมีหนังอีกสองเรื่อง แนะนำโดยเรื่องหนึ่งผมเคยเล่าไปแล้ว คือ เถียนมี่มี่
-เถียนมี่มี่  (3,650 วัน รักเธอคนเดียว) เป็นหนังดังจากฮ่องกงที่คนไทยรู้จักกันดี เนื้อเรื่องกล่าวถึงสองหนุ่มสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในฮ่องกง หลังจากพบกันครั้งแรกในร้านแมคโดนัลด์ ทั้งสองคนก็พาลพบเหตุการณ์ทั้งสุขและเศร้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมฮ่องกงก่อนที่ปี 1997 จะมาถึงตอนท้ายเรื่องชะตาฟ้าลิขิตได้บันดาลให้ตัวเอกทั้งสองมาพบกันอีกครั้ง แม้ไม่มีถ้อยคำเอื้อนเอ่ยใดๆ แต่รอยยิ้มของจางมั่นอวี้และหลีหมิง เหมือนบอกกับผู้ชมว่า…10 ปีผ่านไป…ฮ่องกงเปลี่ยน…แต่หัวใจของทั้งสองไม่เคยเปลี่ยนแปลง…
..เดือนนี้ ผมอยากจบบันทึกโดยเพลงของเติ้งลี่จวิน ที่มีเพลงforget him ประกอบหนัง fallen angel  โดยผมมอบเพลงนี้ซ้ำ จากMV ของหนังเรื่องเถียนมีมี่3,650 วัน รักเธอคนเดียว-Comrades(สหาย), almost a love storyที่ผมเคยเขียนถึงไว้นะครับ.. เถียนมีมี่(หวานปานน้ำผึ้ง…)โดย …เติ้งลี่จวิน…

เถียนมี่มี่ หนี่เซี่ยวเตอเถียนมี่มี่ (คุณยิ้มหวานเหลือเกิน)ห่าวเซี่ยงฮวาเอ๋อร์ไคไจ้ชุนเฟิงหลี่…ไคไจ้ชุนเฟิงหลี่(ราวกับดอกไม้ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ)***ไจ้หนาหลี่…ไจ้หนาหลี่เจี้ยนกั้วหนี่(เคยเห็นที่ไหนนะ…ที่ไหนกันที่เคยพบคุณ)หนี่เตอเซี่ยวหรงเจ้อร์ยั่งโสวซี(รอยยิ้มของคุณช่างคุ้นตา)
หว่ออี้สือเสี่ยงปู้ฉี่(คิดเท่าใดก็คิดไม่ออก)อา…ไจ้ม่งหลี่(อา…ในฝันนี่เอง)ม่งหลี่ ม่งหลี่ เจี้ยนกั้วหนี่(ในฝัน ในฝันที่เคยพบคุณ)เถียนมี่ เซี่ยวเตอตัวเถียนมี่(หวานฉ่ำ ยิ้มได้หวานยิ่งนัก)ซื่อหนี่ ซื่อหนี่ ม่งเจี้ยนเตอจิ้วซื่อหนี่(เป็นคุณ เป็นคุณ ในฝันเป็นคุณนี่เอง)ไจ้หนาหลี่…ไจ้หนาหลี่เจี้ยนกั้วหนี่
(เคยเห็นที่ไหนนะ…ที่ไหนกันที่เคยพบคุณ)หนี่เตอเซี่ยวหรงเจ้อร์ยั่งโสวซี(รอยยิ้มของคุณช่างคุ้นตา)หว่ออี้สือเสี่ยงปู้ฉี่(คิดเท่าใดก็คิดไม่ออก)อา…ไจ้ม่งหลี่(อา…ในฝันนี่เอง)http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bluerose&month=04-2009&date=01&group=1&gblog=61
MV เถียนมีมี่ Comrades, almost a love story

href=”http://chocochic.exteen.com/20090712/entry”>http://chocochic.exteen.com/20090712/entry

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s