คลื่นทะเลเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง-โปรดระมัดระวังอุบัติเหตุต่อความรัก ในวันเวลาแห่งการพิสูจน์

คลื่นทะเลเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง-โปรดระมัดระวังอุบัติเหตุต่อความรัก ในวันเวลาแห่งการพิสูจน์
อิจฉา (ชุดบาปต้นเจ็ดประการ)
ความอาฆาตพยาบาทที่ไม่อาจเอ่ยนาม  ความเป็นปฏิปักษ์อันเลือดเย็นหากปกปิดเอาไว้ ความปรารถนาที่ไร้กำลัง  อีกทั้งความขมขื่นและเจตนาร้ายซึ่งซ่อนเร้นล้วนหลอมรวมอยู่ตรงใจกลางของความอิจฉา  โจเซฟเอพสไตน์บรรยายว่า  ความอิจฉานั้นบดบังความคิดเบียดบังความกรุณา  ทำให้ความหวังต่อความสุขสงบนั้นริบหรี่  และจบลงด้วยด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว  เอพสไตน์สรุปว่าในบรรดาบาปต้นทั้งเจ็ดประการ  มีเพียงความอิจฉาเท่านั้นที่ไม่อภิรมย์เอาเสียเลย
ด้วยแนวการเขียนประหนึ่งบทสนทนา เปี่ยมด้วยความรู้ ชวนให้คิด  ติเตียนตัวเอง เอพสไตน์ได้นำเราสู่การเดินทางอันน่าตื่นตาที่เผยโฉมหน้าความอิจฉาอันหลากหลาย  เขาพินิจพิเคราะห์ข้อเขียนเกี่ยวกับความอิจฉาของบรรดานักคิดคนสำคัญ อาทิ จอห์น รอลส์ โชเปนฮาวร์ และนิทเช ทั้งแยกแยะความแตกต่างระหว่างความอิจฉา ความปรารถนาอันแรงกล้า  ความหึงหวง ความขุ่นเคือง และ การมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
ผู้เขียน            โจเซฟ เอพสไตน์
ผู้แปล             ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์
บรรณาธิการ     อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ
Envy: the seven deadly sins โดย Joseph Epstein
http://books.google.co.th/books?id=HLPBSlhuJkgC&printsec=frontcover&dq=The+Seven+deadly+sins:envy&source=bl&ots=mfxbiRXSyD&sig=sDbdXK-vki-83bNYknceOkWD3hw&hl=th&ei=9gF1TMe6JI2KvQO5sbTCBg&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=6&ved=0CCUQ6AEwBTgK#
เกียจคร้าน (ชุดบาปต้นเจ็ดประการ)
เกียจคร้าน
ขอให้คุณโชคดี ถ้าคุณปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้ ฉันมั่นใจว่าคุณจะพบความสุขที่ปราศจากการดิ้นรนอย่างสิ้นเชิง เฉกเช่นที่ฉันได้พบมา ความเกียจคร้านทำให้เรากล้าที่จะเลิกแสวงหาสูตรสำเร็จในการพัฒนาตนเอง  อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะกล่าวอำลากับความกระหายที่จะปรับปรุงตัวเองที่เคยกวนใจคุณตลอดมา  ความเกียจคร้านเป็นกระแสของวิถีการใช้ชีวิตที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก  และนั่นก็เพราะว่ามันทำได้จริง  ถ้าคุณยอมรับความเกียจคร้าน  มันจะเป็นสิ่งที่สุดท้ายคุณจะต้องทำอีกครั้ง
 เวนดี  วาสเซอร์ไตน์เป็นหนึ่งในนักเขียนหัสคดีที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกา ซึ่งมักจะมีประเด็นให้ขบไปพร้อมกับขันเสมอ  ครั้งนี้เธอยั่วล้อแวดวงหนังสือคู่มือการใช้ชีวิตและเสียดสีชาวอเมริกันจำนวนมากที่เป็นพวกเกียจคร้านทางวัฒนธรรมและการเมือง
ผู้เขียน     เวนดี วาสเซอร์สไตน์
ผู้แปล      ไอดา อรุณวงศ์
คำนำ       มุกหอม วงษ์เทศ
 
ตะกละ (ชุดบาปต้นเจ็ดประการ)
ตะกละ
เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ที่ทุกข์ทรมานระหว่างเรากับอาหารรสดีได้อย่างน่าทึ่ง  ‘ตะกละ’ ไล่เรียงเหตุการณ์และอธิบายอย่างสนุกสนาน – ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างความสุขสำราญของโต๊ะอาหารกับบาป  ทั้งสนุกและให้ความรู้…และยังเป็นขุมทรัพย์ของคำพูดเด็ด ๆ – ซึ่งผมตั้งใจจะขโมยมาใช้ให้หมด”
ในหนังสือ ตะกละ ฟรานซีน โพรสได้จัดงานเลี้ยงที่เสิร์ฟเมนูข้อสังเกตต่าง ๆ ที่หลักแหลมและชวนติดตามในบาปต้นข้อที่อร่อยเด็ดที่สุด…เธอได้แสดงให้เห็นว่าความตะกละเป็นประเด็นที่ลึกซึ้งในทางจิตวิญญาณในยุคกลาง  แต่ในปัจจุบันเราแปรเปลี่ยนความตะกละจากบาปให้กลายเป็นโรคภัยความน่าสะพรึงกลัวของคอเลสเตอรอลและภัยของเนื้อแดงได้กลายเป็นมารปิศาจในสายตาเรา
ผู้เขียน            ฟรานซีน โพรส
ผู้แปล             มีคาเอล อดุลย์เกษม
บรรณาธิการ      อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ
                     สาโรจน์ พานิชชานนท์
คำนำ              มุกหอม วงษ์เทศ
 
โลภ(ชุดบาปต้นเจ็ดประการ)
การฉกฉวย ความละโมบ ความมักได้  งกอยากได้ไม่รู้อิ่ม  ความทะเยอทะยานอย่างเลยเถิดอารมณ์ปรารถนาที่คลุ้มคลั่งจนควบคุมไม่อยู่  บาปต้นเรื่องความโลภมีชื่อเรียกหลายชื่อ  ปรากฏตัวในหลายรูปโฉม  และสร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้ทั้งปัจเจกและรัฐชาติพอกัน
ในหนังสือที่มีชีวิตชีวาและเนื้อหาเข้มข้นเล่มนี้ฟิลลิส เอ.ทิคเกิล ได้เสนอว่า ความโลภเป็น “เจ้าแม่แห่งเผ่าพันธุ์มรณะ” เป็นต้นกำเนิดทั้งปวงของความ จองหอง ริษยา ขี้เกียจ ตะกละ ใคร่ และความโกรธ เธอแสดงให้เห็นว่าศาสนาหลักทั้งหลาย ตั้งแต่ฮินดู และเต๋า  ถึงพุทธและคริสต์  ล้วนถือว่าความโลภเป็นวิบัติยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์อาจหลงระเริงได้ อันจะก่อให้เกิดบาปอื่น ๆ คลานตามกันมา  และคว้านเอาคุณธรรมทั้งหลายทิ้งไปจนหมดสิ้น
ผู้เขียน                    ฟิลลิส เอ. ทิคเกิล
ผู้แปล                     วิสูตร ปัญญาวชิราสูตร
บรรณาธิการ           อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ และสาโรจน์ พานิชชานนท์
คำนำ                      มุกหอม วงษ์เทศ
http://www.oknation.net/blog/kobfai/page1
หนังสือที่เขียนเรื่องบาปเจ็ดประการ น่าสนใจ คือ ขี้เกียจ ตะกละ อิจฉา ราคะ โลภะ  โทสะ อัตตา
วิถีสู่อภิมนุษย์-นิทเช่(สำหรับผู้สนใจดูฉบับย่อทางอินเตอร์เน็ตสำนวนกีรติ บุญเจือ)
http://olddreamz.com/bookshelf/zarathus/zarathustra.html
วันที่  7 กันยายน 2553
ผมเริ่มต้นนำข้อคิดจากเรื่องบาป เจ็ดประการ มาเล่าให้ทุกท่านฟังกันอย่างย่อๆ ซึ่งหนังสือเรื่องนี้มีความน่าสนใจ และขบขันในตัวเอง เช่น คู่มือของคนขี้เกียจ หรือบาปของคนเกียจคร้าน ที่เขียนกวนเช็คสเปียร์ ว่าถ้าเขาไม่เขียนหนังสือเยอะ ก็จะไม่ถูกครหาว่า เขาก็อปปี้งานคนอื่น หรือเขาไม่ได้เขียนงานเอง ดังที่เช็คสเปียร์ ถูกกล่าวหาว่า มีคนเขียนงานแทนเขา
ส่วนเรื่องอิจฉา ก็น่าสนใจ สำหรับการอธิบายนิทเช่ เชื่อมกับเรื่องจอหน์ รอลส์ ซึ่งทั้งสองเป็นนักปรัชญาคนละยุค และที่สำคัญ จอหน์ รอลส์เขียนเรื่องทฤษฎีความยุติธรรม ที่นำมาสู่ปฏิบัติการทางสังคม เช่น อารยะขัดขืน ก็มีการเชื่อมโยงกับหนังสือของจอหน์ รอลส์ในการดื้อแพ่งทางกฏหมาย และสังคมต้องการใกล้ความยุติธรรมมากที่สุด เป็นต้น โดยคนเขียนในเรื่องอิจฉา เอาการอธิบายเรื่องบาป เชื่อมโยงโครงสร้างความรู้สึกของคน กับความไม่ได้รับความยุติธรรมจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เป็นปมปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีปรากฏอยู่ในหนังสือทฤษฎีความยุติธรรมของรอสล์ด้วย
นี่เป็นตัวอย่างที่นำเสนอ สั้นๆ กรณี จอหน์ รอลส์ หรือ john rawls ที่มีปรากฏในเรื่องEnvy ใน A Theory of Justice และก็มีบทที่มีชื่อว่า Justice as Fairness ในเมื่อเราคิดถึงเรื่องความยุติธรรมในความหมายเป็นธรรม และความเท่าเทียมแบบประชาธิปไตย ในทางสิทธิ ฯลฯ 
ผมพบกรณีปัญหาคนไทยในปี2553 มีคนกล่าวว่า ชนชั้นกลางไม่ได้เป็นชนชั้นที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย เพราะตราบใดที่วิถีชีวิตปกติไม่กระทบกระเทือน ชนชั้นกลางก็อยู่ได้สบาย ชนชั้นล่าง ต่างหากเป็นไพร่ เป็นแรงงาน เป็นชาวบ้าน เป็นตัวขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นตัวเรียกร้อง เป็นคนที่มีความต้องการ เป็นคนที่ขาดแคลน ต้องการความเท่าเทียม ต้องการสิทธิ์ ต้องการเสียง….
 โดยผมมีหนังสือหนึ่งเล่ม น่าสนใจก็ได้รับมรดกจากรุ่นพี่ คือ New Left Review I/183, September-October 1990 ฉบับ UNDERSTANDING POST-COMMUNISM
CONTENTS
Jurgen Habermas: What Does Socialism Mean Today? The Rectifying Revolution and the Need for New Thinking on the Left
Maxine Molyneux: The ‘Woman Question’ in the Age of Perestroika
Slavoj Zizek: Eastern Europe’s Republics of Gilead
Eric Foner: Blacks and the US Constitution
Victor Kiernan: Modern Capitalism and Its Shepherds
Julian Stallabrass: The Idea of the Primitive: British Art and Anthropology 1918-1930
Christopher Bertram: International Competition in Historical Materialism
In NLR I/183, Jurgen Habermas:
‘What Does Socialism Mean Today? The Rectifying Revolution and the Need for New Thinking on the Left’
There has recently been a spate of articles about the end of the socialist illusion, about the failure of an idea, and even about West European or German intellectuals finally coming to terms with the past. [*] In them,
rhetorical questions always prepare the way for the refrain that utopian thought and philosophies of history necessarily end in subjugation. The critique of the philosophy of history is, however, old hat. Löwith’s
Meaning in History was translated into German in 1953. [1] So what are the terms of today’s debate? How should one assess the historical significance of the revolutionary changes in Eastern and Central Europe?
What are the consequences of the bankruptcy of state socialism for political movements whose roots lie in the nineteenth century, or for the theoretical traditions of the West European Left?
http://www.newleftreview.org/?page=article&view=573
ถ้ามีเวลาว่าง ก็ค่อยมาว่ากัน ถึงแนวการอธิบายของHabermas กัน
อย่างไรก็ตาม ผมอาจจะมีเวลาสำหรับเขียนถึงการพิสูจน์ผิดหรือถูกของกระบวนการยุติธรรม หรือเรื่องความยุติธรรม ในทัศนะของWright,Erik Olin(ผู้เขียนเรื่องClasses)  ที่เป็นความหวังของปัญหาทางชนชั้น และความไม่เท่าเทียม เสมอภาคในสังคม โดยผมก็อยากเห็นคลื่นทะเลลูกใหม่ สัญลักษณ์ของความหวัง บางครั้งก็รอคอยวันเวลาแห่งการพิสูจน์…
((โปรดติดตามว่าผมจะมีเวลาเขียนต่อไหม? และดูข้อมูลเดิม))
The eyes สารภาพรัก-ยุติธรรม-Smile-Truthจากวันวาเลนไทน์ถึงตรุษจีน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2473.entry
I have dream-พัฒนาการ:มาตรฐานของความรักตะวันตก-ตะวันออกในดวงตาดี
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2548.entry
 
วันที่ 9 กันยายน 2553
เพื่อนของผม หลายคนในหลายวันก็โทรมาหาผม เช่น เพื่อนคนมุสลิม โทรมาหาเรื่องงาน และเขาบอกว่า วันนี้เป็นวันที่จะออกจากการถือศีลอด และผมนึกถึงเรื่องงาน เช่น เพื่อนที่มาเก๊า ติดต่อไปให้ผมทำงานในเมืองจีน และญาติของผม จะแต่งงานกับคนญึ่ปุ่น แล้วอยู่เมืองจีน แน่นอน ทำให้ผมนึกถึงเรื่องญาติบางคนของผม อยู่อเมริกา ซึ่งผมนึกถึงปี51-52 ก็ผมได้รับคัดเลือกไปนำเสนอบทความ ที่เกาหลี แต่ว่าเงินทุนสนับสนุนนำเสนองาน ไม่พอค่าเครื่องบิน ซึ่งผมกำลังทบทวนความหลังเก่าๆ  เช่นเดือนนี้ กรณี1กันยา กับความตายของสืบ นาคะสเถียร เป็นต้น
ผมอยากเล่าเรื่องหนัง "ตายกี่ชาติก็ขาดเธอไม่ได้"-May 18
จิ้งจอกเงิน เป็นนักฆ่าที่ได้รับคำสั่งจากแก๊งค์ให้ตามเก็บอาจารย์ของตัวเองที่อยู่ในคุกเพราะทำงานพลาด ก่อนอาจารย์จะตายได้ขอร้องให้ช่วยแก้แค้น เหม่ยจิน เป็นคนที่ทำงานพลาดและ.มีปัญหารักสามเส้า กับเพื่อนร่วมงาน และ.หนึ่งในนั้นคือเอาฉิน ที่รักกันมาตั้งแต่เด็ก เหม่ยจินไม่อยากให้อาฉินมีอันตรายเลยปฏิเสธรักและ.หนีไป แล้วอาฉินจะตามหาเหม่ยจินเจอหรือไม่ จิ้งจอกเงินจะแก้แค้นให้กับอาจารย์ได้หรือไม่ โปรดติดตาม
www.amornmovie.com/shop/home/product-details.php?…
Savior of the Soul II ตายกี่ชาติ ก็ขาดเธอไม่ได้ 2
การกลับมาของหลิวเต๋อหัว ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ฝันเรื่องเดิม ๆ เกี่ยวกับนางในฝันมา 28 ปี และวันหนึ่งเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์เจอว่าถ้าใครหาธิดาหยกเย็นตำหนักจอมมารได้จะมีรางวัลให้ แต่ทว่าธิดาหยกเย็นคือคนเดียวกันนางในฝันของหลิวที่ตามหาเขาตลอด แต่จอมมารกระดูกดำอยากได้พลังชีวิตของธิดาหยกเย็นส่วนหลิวจะตามช่วยเหลือนางในฝันได้หรือไม่
www.mono2u.com/…/VCD-S-227_Savior+of+the+Soul+II+ตายกี่ชาติ+ก็ขาดเธอไม่ได้+2+/
.May 18ว่าด้วยเหตุการณ์ลุกฮือของประชาชนที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ May 18 เป็นชื่อของภาพยนตร์เกาหลีที่สร้างขึ้นอิงจากเรื่องจริงของเหตุการณ์รัฐบาลชุนดูฮวานปราบปราบประชาชนผู้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างนองเลือด โดยยัดเยียดให้ผู้ถูกสังหารเป็นผู้ก่อการร้าย และกบฎคอมมิวนิสต์ ต่อมามีการสอบสวนรื้อฟื้นเหตุการณ์ และลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจอมเผด็จการและสร้างอนุสาวรีย์คืนเกียรติยศแก่วีรชน
…………………………….
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1980 (พ.ศ.2523 หรือเมื่อ 30ปีที่แล้ว) ประธานาธิบดี ชอนดูฮวาน (ดำรงตำแหน่ง 1980-88) ได้ทำการขยายอำนาจของตนเองโดยการเข้าควบคุมสภาและจับกุมนักการเมืองหลายคน
รวมไปถึงนักประชาธิปไตยหัวเอียงซ้ายอย่าง คิมแดจุง หัวเรือใหญ่ในแถบจอลล่า โดยเขาได้รับการตัดสินโทษประหารชีวิต
แต่เขาก็รอดมาได้และได้เป็นประธานาธิบดีแห่งเกาหลีใต้ในปี 1998 – 2003
………………………………..
นักศึกษามหาวิทยาลัยในจอนนัม ได้เริ่มมีการชุมนุมคัดค้านหน้าประตูมหาวิทยาลัย จนกระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม
ก็มีประชาชนมากกว่า 300,000 คนเข้ายึดอาวุธที่สถานีตำรวจและก่อตั้ง "กองทัพประชาชน" จนเข้าควบคุมเมืองทั้งหมดไว้ได้
จากนั้นจึงเปิดการเจรจาระหว่าง "ประชาชน" และ "รัฐบาล"
27 พฤษภาคม ประธานาธิบดีชอนได้ส่งกองกำลังทหารทั้งทางบกและทางอากาศมากกว่า 200,000 นายเพื่อเข้าทำการ
กวาดล้างกลุ่มผู้ชุมนุมในย่านใจกลางเมือง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 90 นาที
จนกระทั่งในปี 2003 จากข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้เสียชีวิต 207 คน บาดเจ็บ 2,392 คน และเหยื่อทั่วๆไปอีกกว่า 987 คน แต่ข้อเท็จจริงยังคงไม่ได้รับการยืนยันจนถึงทุกวันนี้
ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อประชดประชันฝ่ายทหารโดยมีชื่อว่า ฮวารยอฮัน ฮยูกา หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "วันที่แสนวิเศษ"
"ในฐานะที่ผมเป็นผู้กำกับ มันท้าทายอย่างมากที่เราจะย้อนกลับไปในวันนั้นและเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้น" คิมกล่าวกับนักข่าว
"มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ จากการที่ผมสัมภาษณ์เหยื่อและครอบครัวที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ผมรู้สึกเลยว่ามันแย่ เถื่อน
และเหมือนฝันร้ายมากกว่าฉากในภาพยนตร์หลายเท่านัก"
http://www.pantown.com/board.php?id=21454&area=4&name=board6&topic=230&action=view
…ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองกวางจู (Gwangju Democratization Movement) ระบุถึงการลุกฮือของประชาชนในเมืองกวางจูตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. ถึง 27 พ.ค. ปี 2523 ซึ่งบางครั้งเหตุการณ์นี้ประชาชนเกาหลีจะเรียกว่าเหตุการณ์ ‘518’ ซึ่งระบุถึงวันและเดือนที่เกิดเหตุการณ์
…ความยุติธรรมมี 2 ระดับ คือในระดับตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือคุณทำเราคุณต้องถูกลงโทษ ขณะที่ในอีกระดับหนึ่งคือแบบ Transformative ซึ่งไปไกลกว่าระดับตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นการให้อภัย-แต่ก็จำไม่ลืม ซึ่งคนในสังคมเกาหลีมีการให้อภัยแต่ก็มีการจดจำ เขาเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองประชาธิปไตย เป็นเมืองที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ มีการระลึกถึงและให้รางวัลกวางจูกับคนทั่วเอเชียซึ่งเรียกร้องในเรื่องประชาธิปไตย…
 
วันที่ 11 กันยา 53
วันที่ครบรอบ 9/11 ซึ่งผมก็ยังงานยุ่งๆ และขอขอบคุณ อ.ไชยันต์ ที่แนะนำสิ่งดีๆ ต่างๆ นานา เช่น หนังสือเรื่องThe Waning of the Middle Agesฯ
The Waning of the Middle Ages : a study of the forms of life, thought, and art in France and the Netherlands in the XIVth and XVth centuries / Johan Huizinga.
Preface to the First English Edition
History has always been far more engrossed by problems of origins than by those of decline and fall. When studying any period,we are always looking for the promise of what the next is to bring.Ever since Herodotus,and earlier still,the quetions imposing themselves upon the mind have been concerned with the rise of  families, nations,kingdoms,social form,or ideas.So,in medieval history,we have been searching so diliently for the origins of modern culture,that at times it would seem as though what we call the Middle Ages had been little more than the prelude to the Renaissance.
But in history,as in nature,birth and death are equally ballanced. The decay of overripe forms of civilization is as suggestive a spectacle as the growth of new ones….
Johan Huizinga (1872-1945) 
Dutch historian, whose most famous works include The Autumn of the Middle Ages (1919), which dealt with life, ideas, art, and behaviors of the upper classes of Burgundy in the 14th and 15th centuries, Erasmus (1924), a biography of the famous Dutch Renaissance scholar, and Homo Ludens (1938), focusing on the element of play in human culture.
"When the world was half a thousand years younger all events had much sharper outlines than now. The distance between sadness and joy, between good and bad fortune, seemed to be much greater than for us; every experience had that degree of directness and absoluteness that joy and sadness still have in the mind of a child. Every event, every deed was defined in given and expressive forms and was in accord with the solemnity of marriage, death – by virtue of the sacraments, basked in the radiance of the divine mystery. But even the lesser events – a journey, labor, a visit – were accompanied by a multitude of blessings, ceremonies, sayings, and conventions." (from The Autumn of the Middle Ages) 
http://www.kirjasto.sci.fi/huizin.htm
Johan Huizinga’s The Autumn of the Middle Ages
Johan Huizinga (p. 1) introduces his portrait of life, thought, and art in fourteenth and fifteenth century France and the Netherlands by stating that 500 years ago, "all events had much shaper outlines than now." Throughout his text, Huizinga explores the nature of the passion that shaped and informed virtually every aspect of life in what turned out to be the final years of the Medieval period. As Europe stood poised on the brink of a great humanistic Renaissance, the quality of Medieval life was firmly directed toward Huizinga (p. 37) calls "the path of the positive improvement of the world." Permeating the discussion in the text is the belief that for the vast majority of people in the Middle Ages, it was the belief in God that centered all dreams and aspirations, shaped all human interactions, and created a lens through which the good and the bad of the world could be filtered.
A new spirit began to stir at the end of the Medieval period, says Huizinga (p. 41), but there remained "in principle, still only the old choice between God and the world: the total rejection of all the splendor and beauty of earthly life or a daring acceptance of it that ran the risk of harming the soul." A central theme addressed throughout the entire text is that of religion, which Huizinga clearly identifies as running powerfully throughout all threads of human existence and enterprise.
In the Middle Ages, religion was not something
http://www.lotsofessays.com/viewpaper/1695793.html
The Civilization of the Renaissance in Italy by Jacob Burckhard
http://www.boisestate.edu/courses/hy309/docs/burckhardt/1-1.html
 
วันที่ 14 กันยา 53
พวกผมมีนัดพบกับอ.นิธิ จึงอยากเล่าเรื่อง รัฐกับชาติ แต่งงานกัน จนเป็นรัฐชาตินิยม อย่างง่ายๆ โดยอ้างอิงบทสนทนาของกลุ่มม.เที่ยงคืนในอดีต คือ ผู้นำการสนทนา ไพสิฐ พาณิชย์กุล. สาขานิติศาสตร์….นิติบัญญัติจากหมู่บ้าน…ถึงชาติ…"ชาติ"คือ"ประชาชน", ส่วน"รัฐ"คือ"กลไกที่มีไว้เพื่อควบคุมประชาชน".
ทีนี้ลองคิดถึงว่า ถ้าเราเอา"ชาติ"กับ"รัฐ"ไปแต่งงานกัน อย่างที่ อ.เบ็น แอนเดอสัน บอกว่า ในประเทศไทย"รัฐ"กับ"ชาติ"มันแต่งงานกัน. รัฐมันเป็นเครื่องมือ มันก็จึงมีคนบางกลุ่มบางเหล่า ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เข้ามายึดกุมรัฐ และใช้รัฐเป็นเครื่องมือไปควบคุมประชาชน ไม่ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ควบคุมประชาชนเพื่อประโยชน์ของเขาเอง เพราะฉะนั้นอย่าปนระหว่าง"รัฐ"กับ"ชาติ"
ผมคิดว่า เวลาเราพูดถึง"ชาตินิยม"ในประเทศไทย เรากำลังพูดถึง"รัฐนิยม" ไม่ใช่"ชาตินิยม". เพราะว่า เวลาพูดถึง"รัฐ"ทุกทีไป ไม่ค่อยนึกถึงหัวคน พูดง่ายๆอย่างนั้นก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้น เมื่อสักครู่นี้เวลาพูดถึงต้องการให้รัฐมีเอกภาพ รัฐสามารถมีเอกภาพได้ในระดับที่มีความหลากหลายภายในสูงมาก เพราะอย่าลืมว่ากลไกของรัฐที่เราพัฒนาขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีนี่ มันค่อนข้างแข็งพอที่จะทนต่อความหลากหลายได้มาก. เราจะหวงความเป็นเอกภาพได้แค่ไหน ต้องอย่าลืมหัวคน เพราะไอ้นั่นคือ"ชาติที่แท้จริง"
http://www.midnightuniv.org/mnu2544/newpage3.html
-สิ่งหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาได้ ในเรื่องของชำร่วยจากงานแต่งงาน และตาเหน่งแต่งงาน  เป็นเรื่องพลิกล็อก จากเรื่อเลวร้าย และผมก็เพิ่งไปงานแต่งงานของลูกสาวเพื่อนแม่ มาเมื่อวานก่อน ครับ
เมื่อคืน ผมได้รับข่าวร้าย หลังจากไปซื้ออาหาร ก็คุณตา คนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร้าน"นม" ที่มีแรงงานไทใหญ่ทำงานในร้าน ซึ่งคุณตาเสียชีวิตแล้ว คือ เมื่อเช้านั่งหลับตาเสียชีวิต เพราะหัวใจวาย ซึ่งร้านนี้ พวกผมเคยไปขอสปอนเซอร์ จัดกิจกรรม และพวกเราในอดีตต่างก็เคยสนุกสนาน ทักทายกัน เช่นเดียวกับกรณีพี่แซมแห่ง Images Asiaช่างภาพสารคดีผู้ร่วมก่อตั้ง Images Asia (ผู้ทำงานเกี่ยวกับชาติพันธุ์และสงครามในพม่าฯลฯ)…ที่ผมระลึกถึงในแง่ที่เราเคยนั่งร่วมโต๊ะกินข้าว ที่ร้านมิตรใหม่ ทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นาน แต่ผมไม่อยากนำเสนอเพียงเรื่องเศร้า ขอเล่าเรื่องQ แอนด์ A การตูน์ ตลก สนุกและกินใจในรัก ก็เรื่องราวถูกแปลเป็นภาษาไทย ในเล่ม 1 เปิดตัวด้วยเรื่องของน้องชายของพี่ชาย ที่ไปซื้อดังโงะของร้านป้า ซึ่งน้องชาย รำลึกความหลังกับขนม เมื่อสมัยเป็นเด็กประถม ซื้อขนมได้แถมหนึ่งชิ้น แต่ว่าวันเวลาผ่านไปแล้วย้ายบ้านกลับมาที่นี่ จึงอยู่ในเมืองกึ่งชนบท ซึ่งสังคมตอนปัจจุบัน เป็นช่วงร้านค้าขาย เศรษฐกิจไม่ดี บางร้านเจ๊ง บางร้านลดแหลก เพื่อความอยู่รอด ต่อมาเล่ม 2 ก็ขยายความตลก และเรื่องราวความทรงจำต่อพี่ชายของน้องชาย โดยป้าของร้านดังโงะ จำน้องชายของพี่ชายได้ จึงแถมขนม เป็นตัวแทนของความทรงจำไปทันที ในสภาพเหมือนชุมชน ที่มีความผูกพันเสมือนญาติกัน พร้อมเรื่องผีที่เป็นพี่ชาย ดำเนินเรื่องซ้อนทับกับปาฏิหาริย์ของน้องชาย ในฐานะเริ่มเป็นนักกรีฑา ต่างๆ นานา….
 ——-
วันที่ 16 กันยา 53
วันนี้ ก็เป็นวันหวยออก และเพื่อนจากแดนไกลโทรมาหาหลายครั้งในหลายวันครับ จึงอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังสือชุมชนจินตกรรม ก็เคยได้รับการแปลในสำนักพิมพ์ของกวางจูของเกาหลีด้วย และเบน เอนเดอร์สัน ก็เคยพูดถึงปัญหาสงครามอเมริกา กับอิรัค รวมทั้งเหตุการณ์ 9/11 ในฟ้าเดียวกัน ฉบับคนที่ตายใต้ฟ้าเดียวกัน ซึ่งเบน ก็พูดถึงรัฐและชาติ แต่งงานกัน ส่วนชีวิตส่วนตัวของผม ก็วุ่นๆ หลายเรื่องไม่ค่อยกินข้าว ตรงเวลา ครับ จึงอยากเอาหนังเรื่องGreen zone ที่มีนัยยะน่าสนใจ ก็ผมดูเรื่องนี้ระหว่างทางบนรถทัวร์ ซึ่งบางครั้งผมก็นั่งรถทัวร์ ที่มีผู้โดยสารน้อย แต่หนังน่าสนใจ และผมได้รับรู้ชีวิตของคนขับรถทัวร์ และเด็กรถทัวร์จากเสียงพูดคุยของเขา นั่นแหละครับ จริงๆ ก็ไม่ได้อยากรับรู้อะไรไปทุกเรื่อง แต่เสียงบางอย่างเป็นสิ่งที่ส่งผลสะท้อนในความทรงจำ เหมือนเสียงของลูกปืน กระทบต่อบางคนในไทยที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ คือ พื้นที่การใช้กระสุนจริง(Life Firing Zone) และคนรีวิว หนังเรื่องGreen zone แบบมันส์ๆฮาๆ บวกกับเขาวิจารณ์ หนังเรื่องนี้มาให้ทุกท่านอ่านกันเล่นๆ
หนังเรื่อง Green Zone เป็นหนังแนวสงคราม สร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบและข่าวลือต่างๆนาๆจากสงครามอิรัค โดยหนังจะนำเสนอเรื่องราวผ่านทางทหารอเมริกันที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิรัคนั่นแหล่ะ  เรื่องย่อของ Green Zone อ่านแล้วจับใจความได้ว่า มิลเลอร์(พระเอก) เป็นทหารที่ไปปฏิบัติการณ์ในอิรัค และได้รับคำสั่งให้ค้นหาสุดยอดอาวุธของอิรัคออกมา เรื่องย่อที่โรงหนังบอกไว้ก่อนดู มีแค่นั้นแหล่ะ (ฮา)เอาจริงๆ แค่เห็นเรื่องย่อ ความอยากดูก็หายไป 60% แล้วล่ะนะ (ฮา)
เรื่องย่อคร่าวๆ
มิลเลอร์ ทหารอเมริกัน ตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย เกิดอาการเซ็งเป็ดจากปฏิบัติการณ์ล่าสุดที่ทีมตัวเองโดนหลอกให้บุกเข้าไปในโรงงานทำโถส้วมร้างที่มีแต่ฟอลซิลอึ๊นกพิราบทับถมอยู่แทนที่จะเป็นสถานที่ซุกซ่อมอาวุธเคมีพิฆาตลับสุดยอดของซัดดัมที่มีชื่อย่อว่า WMD แถมนี่ยังเป็นหนที่สามแล้วที่ปฏิบัติการณ์คว้าน้ำเหลว!! มิลเลอร์มั่นใจว่าจะต้องมีความผิดพลาดเกิดที่ข่าวกรองแน่นอน แต่เบื้องบนก็เอาแต่ปิดหูปิดตาไม่รับรู้ และตอกหน้าหงายกลับมาแค่ว่า "มีหน้าที่ทำตามคำสั่งก็ทำไป" จังหวะที่มิลเลอร์กำลังเซ็งจิตก็มีลุงซีไอเอโพล่เข้ามาแจ้งว่าที่หมายต่อไปของมิลเลอร์นั้น มีคนไปสำรวจตั้งกะ 2 เดือนก่อนแระ แถมยังปิ๋วอีกต่างหากแล้วทิ้งนามบัตรไว้ให้และบอกว่า "มีไรโทรหาป๋าได้นะน้อง~"  แน่นอนว่าลุงซีไอเอย่อมถูกเสมอ มิลเลอร์และเพื่อนทหารที่จำใจต้องวางปืนมาคว้าจอมเสียมขุดสนามเด็กเล่นอย่างเอาเป็นเอาตายก็ได้แต่คว้าน้ำเหลว แม้แต่น้ำมันยังไม่มีผุดมาให้รวยเล่นซักกะหยด นับประสาอะไรกะอาวุธเคมี ใครมันจะบ้าเอามาผังไว้กลางสนามเด็กเล่น = =" แต่จู่ๆก็มีหนุ่มอิรัคคนนึงตรงเข้ามาหาพร้อมกับคาบข่าวมาแจ้งว่า "กำลังมีการประชุมลับๆกันเกิดขึ้นแถวนี้" มิลเลอร์ตัดสินใจเชื่อหนุ่มอิรัคนามเฟร้ดดี้คนนั้น และนำกำลังแอบซุ่มไปบุกงานประชุม(ที่มันกำลังเลิก) และก็พบว่าตัวเองจับได้ลูกน้องของลูกน้องคนที่เรียกได้ว่าสนิทของซัดดัม อย่าง โมฮัมเหม็ด อัล ราวี แต่แน่นอนว่า โมฮัมเหม็ด อัล ราวี ก็ต้องหนีไปได้ตามระเบียบล่ะนะ แต่มิลเลอร์ก็ได้เดธโน๊ตของอัลราวีมาจากคุณลูกน้องแทน แต่ก่อนที่มิลเลอร์จะพาตัวลูกน้องของนายพลอัลราวีกลับฐาน ก็มีหน่วยพิฆาตของทหารอเมริกันมาคุมตัวนักโทษไปแทนเสียก่อน ทหารอเมริกันตีกันเองวุ่นวาย กระทาชายนายเฟร้ดดี้ก็เผ่นหนีขาเดี้ยงไปอย่างว่องเพราะกลัวตาย โดยเอาสมุดจากมิลเลอร์ไปด้วย และก่อเป็นดราม่าให้เฟร้ดดี้ได้พ่นประโยคแสดงความ "เป็นอิรัค รักชาติ" ออกมา มิลเลอร์ตัดสินใจติดต่อกับลุงซีไอเอ เรื่องสมุดและนายพลอัลราวี แถมยังหนีบเฟร้ดดี้ติดเข้ากรีนโซนไปด้วย โดยที่หนังแสดงภาพความหรูหราฟู่ฟ่าภายในกรีนโซนที่มีแม้แต่สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ทั้งๆที่ชาวอิรัคด้านนอกกรีนโซนกำลังจะอดน้ำตาย พอลุงซีไอเอเห็นสมุดและได้ฟังเรื่องราวจากมิลเลอร์ ลุงก็เลยจัดการย้ายปากเปล่าให้มิลเลอร์ไปอยู่ใต้สังกัดลุง และทันทีที่ลุงซีไอเอจากไป นักข่าวสาวจากวอลล์สตรีทจอร์นอล ก็เดินเข้ามาทาบทามมิลเลอร์ทันควันพร้อมนามบัตรและประโยคเด็ด "มีไรโทรมานะจ๊ะตัวเธอว์~"
โดยนักข่าวคนนี้เป็นคนที่ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ WMD มาตลอด ซึ่งนักข่าวได้ข้อมูลของ WMD หรืออาวุธเคมีของอิรัค มาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนึงของสหรัฐซึ่งเป็นคนของกระทรวงกลาโหม และเป็นคนออกคำสั่งให้ค้นหาอาวุธชีวภาพด้วย โดยข่าวกรองที่ได้มาระบุว่ามีที่มาจาก คนของรัฐบาลอิรัค ภายใต้โค้ดเนมว่า "แมคเจเลน" เจ้าหน้าที่คนนี้(ซึ่งอิซันจำชื่อไม่ได้) จัดได้ว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลุงซีไอเอ และแสดงตัวชัดเจนว่าไม่สนใจโลกภายนอกกรีนโซนว่าจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงแค่ "จะต้องจัดตั้งประชาธิปไตยลงไปในอิรัคให้จงได้!!!" และเจ้าหน้าที่คนนี้ก็คือคนควบคุมหน่วยพิฆาตให้ตามล่าตัวนายพลอัลราวีอยู่ มิลเลอร์ที่ข้ามมาทำงานกับลุงซีไอเอ ก็ได้รับคำสั่งให้เข้าไปหาคุณลูกน้องของนายพลอัลราวี ที่ถูกขังอยู่ในเขตนักโทษพิเศษ แต่ก่อนที่คนดูจะได้เห็นการดัดหลังกันระหว่างลุงซีไอเอและเจ้าหน้าที่กลาโหม ก็ปรากฏว่าลุงซีไอเอ โดนถีบให้พ้นๆปฏิบัติการณ์ควานหาอาวุธเคมี แล้วแย่งสมุดลึกลับของอัลราวี ที่มีดีแค่เขียนที่อยู่เซฟเฮาส์เฮียแกไว้ไปซะอย่างนั้น แต่มิลเลอร์ก็ยังคงเผ่นแน่บไปหาคุณลูกน้องอยู่ดี เพื่อไปเจอคุณลูกน้องโดนซ้อมปางตาย และก่อนตายคุณลูกน้องก็สำลักคำว่า "จอร์แดน" ที่ไม่ได้เกี่ยวกับคำถามแม้แต่น้อย แต่ดันเป็นคำใบ้ไปสู่คำเฉลยของเรื่องราวทั้งหมด ทันทีที่มิลเลอร์ได้คำพูดสุดท้ายจากคุณลูกน้อง มิลเลอร์ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวและบุกไปหานักข่าวสาวถึงห้อง เพื่อสอบถามถึงที่มาของข่าว WMD ที่นักข่าวเป็นคนเขียน กระทั่งได้รับรู้ว่าเธอได้ข่าวมาจากไหน ก่อนที่มิลเลอร์จะต่อเรื่องราวได้อย่างฉลาดว่า "ไอ้คนให้ข่าวนั่น มันเคยไปเจอแมกเจเลนที่จอร์แดนชัวร์ป๊าด" มิลเลอร์รีบกลับไปหาลุงซีไอเอ ที่เป็นคนยืนยันเรื่องราวว่า ไอ้เจ้าหน้าที่กลาโหมนั่น คือคนให้ข่าว และ อัลราวี คือแมกเจเลนนี่เอง และมันก็สรุป(กันตอนไหน)ว่า "อาวุธเคมีนี่มันไม่มีจริงหรอก!!! อัล ราวี คงบอกว่าไม่มีนั่นแหล่ะ แต่ไอ้เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไปตอแหลใส่รัฐบาลว่ามันมีจริง รัฐบาลจะได้เข้ามารบยังไงล่ะ!!" เมื่อ QED. ปริศนาทุกอย่างไขกระจ่างแล้ว สิ่งเดียวที่จะทำให้สงครามสิ้นสุดลงได้ ก็คือ ต้องไปตามจับตัวอัลราวีมาแบบเป็นๆให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็นคนออกมาพูดว่า อาวุธเคมีมันไม่มีจริงหรอก แล้วทีนี้ก็จะไม่มีเหตุผลที่จะรบอีกต่อไป สงครามก็จะสงบลงแบบไร้การนองเลือด เฟร้ดดี้ซึ่งเป็นคนอิรัคเองแท้ๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของมิลเลอร์ เฟร้ดดี้เถียงด้วยประโยคง่ายๆว่า "ไม่รู้รึไงว่าพวกเขาทำอะไรเอาไว้กับประเทศเราบ้าง?" แต่มิลเลอร์ก็ไม่สนใจ และสั่งให้เฟร้ดดี้ตามไปอยู่ดี ….เรื่องจะจบแบบสงบสุขทั้งๆที่สหรัฐกำลังประกาศชัยชนะอย่างงั้นเรอะ? เป็นไปไม่ได้เด็ดๆ คนทั้งโลกกำลังมองเราอยู่!! เฮียกลาโหมคนนั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆพี่แกสั่งการ "จับตาย" อัลราวี พร้อมๆกับประกาศแถลงข่าวยุบพรรคของซัดดัม และตัดกำลังอำนาจ ปลดทหารทุกคน และอื่นๆของอิรัคทั้งหมดทันควัน ขณะเดียวกันมิลเลอร์ก็สามารถนัดหมายเจอตัวอัลราวีได้สำเร็จ ถึงจะไม่สวยหรูนัก เพราะมันโดนคนอิรัคจับตัวไปก็เหอะ  – -" ทันทีที่มิลเลอร์โดนจับตัวได้ ทหารอเมริกันก็บุกเข้าตรึงพื้นที่ทันที และทางมิลเลอร์กับอัลราวี ก็ได้ฤกษ์คุยกัน "คุณคิดหรอว่านั่นเป็นความจริงที่รัฐบาลของคุณอยากจะเชื่อ?" เป็นประโยคย้อนกลับมิลเลอร์ของอัล ราวีที่ทำให้ลุงแขกคนนี้และดูเจ๋งขึ้นมาล้านเท่า และแน่นอน ตามสไตล์หนังแนวสงครามแบบอเมริกันฮีโร่ ทหารอเมริกันต้องบุกเข้ามา อัลราวีต้องหนีหัวซุกหัวซุน พระเอกจะต้องวิ่งตามก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งมาจ๊ะเอ๋กันและพระเอกก็ช่วยอัลราวีเอาไว้ได้ แต่ก่อนที่พระเอกจะพาอัลราวีกลับไปแบบครบ 32 เฟร้ดดี้จู่ๆก็โพล่ออกมาจากข้างทาง และส่องปืนยิงอัลราวี ดับดิ้นอย่างเมามันส์ทันที!!! ก่อนจะหันมากล่าวประโยคเด็ดใส่หน้าพระเอก "พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจทิศทางการสร้างประเทศแทนพวกเราหรอกนะ"
http://kumokuma.exteen.com/20100311/green-zone——
——
วันที่ 18 กันยา 53
ผมนึกถึงคำว่า Innocent day แน่นอนว่า ไม่ได้เกี่ยวกับวันพรุ่งนี้เป็นวันที่ 19 กันยา อดีตวันรัฐประหารต่อรัฐธรรมนูญ 40 ครับ เพียงแต่
ผมกำลังระลึกถึงมุมมองบางอย่างต่ออดีตของวันวาน เหมือนกรอบรูปภาพ และคำว่าframe แปลว่า กรอบรูป(N.) และใส่ความ(V.) ได้ทั้งสองความหมาย ในการใช้คำว่า Frame แน่นอนว่า เราอาจจะเห็นนัยยะบางอย่างของภาพเหมือนคำ เช่น ภาพLas Meninas ที่ฟูโกต์ นำมาวิเคราะห์ในหนังสือ The order of Things : เราไม่อาจมองเห็นตัวการสร้างภาพความจริงได้จากมุมมองทั้งหมดทุกซอกทุกมุม อีกนัยหนึ่งเราไม่สามารถอ้างตำแหน่งพิเศษของความเป็นนักวิจัย ว่าสามารถกระโดดออกมานอกกรอบของบริบทการศึกษาแล้ว มองเห็นภาพในเชิงองค์รวมทั้งหมด(totality) หรือถ้าสนใจวิทยานิพนธ์ทางปรัชญาในเรื่องการใช้คำแบบองค์รวมกับปัญหาความเป็นศาสตร์ของสังคมศาสตร์"ของภัควดี วีระภาสพงษ์ (ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ อ.มารค ตามไท)โดยส่วนตัวของผม สนใจต่อภาพวาดของJan Van Eyck ที่ให้อิทธิพลต่อภาพLas Meninas ที่ฟูโก้นำไปอ้างอิง โดย In the Arnolfini Portrait (1434), Jan van Eyck uses an image reflected in a mirror in a manner similar to Vel?zquez in Las Meninas และผลงานThe Waning of the Middle Ages : a study of the forms of life, thought, and art in France and the Netherlands in the XIVth and XVth centuries โดย Johan Huizinga.ก็อ้างอิงถึงผลงานของJan van Eyck ดังนั้น ถ้าเรานึกถึงข้อถกเถียงเรื่องทางความคิดองค์รวม หรือความจริง เช่น The Truth in painting อะไร คือ ความจริงของภาพวาด หละ? ในผลงานของแดริดา และท่าทีต่อความเป็นจริง ใน4 ท่าที่ที่มีต่อความจริง : รากฐานปรัชญาหลังสมัยใหม่"่ เพื่อนักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน ที่กำลังศึกษาปรัชญาหลังสมัยใหม่ในเชิงลึก อาจารย์มารค ตามไท ได้พูดถึง รากฐานเกี่ยวกับความจริง 4 ประเภท ที่ผู้คนยึดถือ และนักคิดหลังสมัยใหม่ มองความจริงอย่างไร ?http://www.midnightuniv.org/midnight2544/newpage10.html

สิ่งที่สำคัญต่อความจริง ก็เป็นเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามต่อความจริง หรือ เราควรจะกล่าวแบบนักปรัชญาว่า ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่…(จริง)  บ่อย
ครั้งที่ผมไปฟังเวทีทางการเมืองแนวสันติวิธีของอ.มารค ทำให้มาค้นหาถึง“อะไรคือหัวใจ” หรือ “แกนกลาง” ของสันติวิธี คำตอบก็คือ “สันติยุติธรรม” (Just – Peace) คือ “หัวใจของสันติวิธี” ซึ่ง “สันติยุติธรรม” นั้น มีนัยที่ครอบคลุมถึง “สันติ” ตามที่ศาสนาต่าง ๆ ได้นำเสนอ ซึ่งเป็น “สภาวะสันติ” ที่มีคำว่า “ความยุติธรรม” รวมอยู่กับคำอื่น ๆ ด้วย เช่น ความรัก ความเสมอภาค เป็นต้น
http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=935&articlegroup_id=187
นี่เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ผมคิดค้นคว้าข้อมูลและความรู้ต่อยอด ซึ่งผมสนใจจากเวทีแนวสันติวิธี น่ะครับ
-จากการของศิลปะ และเรื่องราวของความยุติธรรม ในสันติวิธี-ผมขอเล่าเรื่องmonalisa smile-ชื่อภาษาไทย โมนา ลิซ่า: ขีดชีวิต เขียนฝันให้บานฉ่ำ
เรื่องย่อ
ในเรื่องราวของกลุ่มผู้หญิงที่ดิ้นรนเพื่อหาความหมายให้กับตัวเองในโลกที่ได้กำหนดบทบาทของพวกเธอไว้แล้ว แคเธอรีน วัตสัน (โรเบิร์ตส์)
เดินทางจากแคลิฟอร์เนียมายังเวลเลสลีย์ คอลเลจ ในนิวอิงแลนด์ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1953 เพื่อสอนประวัติศาสตร์ ในช่วงยุคหลังสงคราม แคเธอรีนคาดหวังว่าลูกศิษย์ของเธอ ซึ่งเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุดและฉลาดที่สุดในประเทศ คงจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มาถึงมือของพวกเธอได้ อย่างไรก็ดี หลังจากมาถึงได้ไม่นาน แคเธอรีนพบว่าสภาพแวดล้อมภายในสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้กลับสอนให้นักเรียนทำตัวให้เหมือนกัน ตามที่แนนซี่ แอ๊บบีย์ (มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เด้น) ครูสาวผู้สอนวิชาการออกเสียงและการวางตัวบอก แหวนหมั้นบนนิ้วนางของหญิงสาวถูกมองว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าการได้รับการศึกษาทุกด้าน
เมื่อแคเธอรีนสนับสนุนให้ลูกศิษย์ของเธอคิดอย่างเป็นอิสระ ทำให้บรรดาคณะครูและศิษย์เก่าหัวโบราณหลายคนไม่ชอบหน้า ซึ่งก็รวมถึงลูก
ศิษย์คนหนึ่งของเธอที่ชื่อเบ็ตตี้ วอร์เรน (ดันสต์) เบ็ตตี้ ซึ่งเพิ่งแต่งงาน ตั้งตัวเป็นศัตรูเมื่อแคเธอรีนกล่อมให้เพื่อนซี้ของเธอ โจน แบรนด์วิน (สไตลส์) สมัครเข้าเรียนต่อโรงเรียนกฎหมายของเยล ขณะที่โจนรอเวลาให้แฟนหนุ่มมาขอแต่งงาน สำหรับจิเซล เลวีย์ หญิงสาวหัวดีและช่างคิด (จิลเลนฮาล) แคเธอรีนคือแม่แบบทางสังคมและเป็นที่ปรึกษาที่เธอต้องการ คอนนี่ เบเกอร์ (กู๊ดวิน) หญิงสาวที่แสนอ่อนหวานและขี้อาย
เหมือนได้รับความกล้าหาญจากแคเธอรีน และเริ่มมีความเชื่อมั่นที่จะเอาชนะความไม่มั่นใจของตัวเองได้ในโลกที่บอกพวกเธอว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร แคเธอรีนกลับสอนให้พวกเธอรู้จักคิดเพื่อตัวเอง ขณะเดียวกัน แคเธอรีนที่เสมือนได้เรียนรู้จากการค้นหาเส้นทางของตัวเองของเหล่าลูกศิษย์ ได้เรียนรู้ที่จะแสวงหาเส้นทางที่แตกต่างไปให้กับตัวเองเช่นกัน
http://movie.sanook.com/movie/movie_09087.php
Frozen Flower
" A Frozen Flower "Frozen Flowers คือภาพยนตร์ที่อิงมาจากเหตุการณ์จริงในปลายยุคสมัยของราชวงค์โครยอ ที่ต้องเผชิญกับ
ภยันอันตรายที่มาจากอาณาจักรวอน โดยการอ้างเหตุผลที่ว่ากษัตริย์ของโครยอ (รับบทโดย จูจินโม) นั้นไม่มีทายาทสืบราชบัลลังค์เสียที จึงได้ส่งนักฆ่ามาหมายที่จะเอาชีวิต ซึ่งทำให้เขาจำเป็นต้องตัดสินใจแต่งตั้งกลุ่มทหารรักษาพระองค์ ที่เรียกตัวเองว่า กอนรยงวี ขึ้นมาถึงแม้ว่ากษัตริย์จะมีมเหสีผู้เลอโฉมจากอาณาจักรหยวน (รับบทโดย โซงจีฮโย) อยู่ข้างกายแล้ว แต่ก็เป็น ฮงริม (รับบทโดย โจอินซอง) หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์นี้เองที่เขาเริ่มมีใจให้ ในขณะเดียวกัน ด้วยความที่กษัตริย์ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทสืบสานราชวงค์ต่อไปได้ ฮงริม จึงต้องรับหน้าที่ในการทำให้ราชบัลลังค์อยู่รอดปลอดภัยต่อไป ทางเลือกที่ไม่อาจปฏิเสธ…โชคชะตาที่สวนทางกัน  http://movies.narak.com/preview/a_frozen_flower.shtml
ค่ำคืนแห่งความสะเทือนใจ…นำมาซึ่งผลกระทบต่อโชคชะตาของคนทั้งสาม สร้างจากเรื่องจริงในยุคของโครยอ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความ
รักและการทรยศของกษัตริย์ นักรบจำนวน 36 ชีวิตที่มีชื่อเรียกว่า กอนรยงวี  และมเหสีผู้เลอโฉมจากอาณาจักรหยวน โจอินซอง รับบทเป็น ฮงริม ผู้บัญชาการของ กอนรยงวี ซึ่งเขาได้รับ "ความรัก" จากกษัตริย์เป็นอย่างมาก ทางด้านคู่ขาของ โจอินซอง อย่าง จูจินโม (Joo Jin Mo) นั้นได้รับบทเป็นกษัตริย์โครยอที่ตกหลุมรักกับ ฮงริม ผลงานของจูจินโมที่ผ่านๆมาซึ่งส่งผมให้เขาโด่งดังอยู่ทุกวันนี้มี "Musa: The Warrior", "200 Pounds Beauty" และ "Love/ซาราง"ทางด้านโฆษกของภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า Frozen Flower จะเป็นภาพยนตร์รักร่วมเพศเรื่องแรกของเกาหลีที่เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา
http://www.pingbook.com/news/view.php?id=1115
 
MACBETH : เปิดศึกแค้น ปิดตำนานเลือด ดินแดนนรกแห่งนี้มีแต่รถสปอร์ตสุดหรูกับปืนกลสังหารเท่านั้น จากบทประพันธ์ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ สู่ภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญ ไม่มีอีกแล้วกับภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายที่มีแต่ม้าและดาบ เพราะ ณ ดินแดนนรกแห่งนี้มีแต่รถสปอร์ตสุดหรูกับปืนกลสังหารเท่านั้น แม็คเบท (แซม เวิร์ททิงตัน) มือสังหารพรสวรรค์อันดับหนึ่งปลิดชีพมัลคอล์ม ลูกชายของดันแคน เจ้านายที่เขาเคยภักดีรับใช้มาโดยตลอดเพื่อครองบัลลังก์ผู้นำกลุ่ม แต่ทว่า ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว บรรดาคนที่อยู่ใต้อำนาจของเขาทุกคนต่างปรารถนาที่จะล้มล้างเขาเพื่อขึ้นครอง ตำแหน่งผู้นำกลุ่มเช่นกัน
เรื่องย่อ
ณ ดินแดนนรกแห่งนี้มีแต่รถสปอร์ตสุดหรูกับปืนกลเท่านั้น แม็คเบท (แซม เวิร์ตธิงตัน) มือสังหารพรสวรรค์อันดับหนึ่งปลิดชีพ มัลคอล์ม (
แมตต์ โดแรน) ลูกชายของ ดันแคน (แกรี่ สวีต) เจ้านายที่เขาเคยภักดีรับใช้มาโดยตลอด เพื่อครองบัลลังก์ผู้นำกลุ่ม แต่ทว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาว บรรดาคนที่อยู่ใต้อำนาจของเขาทุกคนต่างปรารถนาที่จะล้มล้างเขาเพื่อขึ้นครอง ตำแหน่งผู้นำกลุ่มเช่นกัน
http://sayuridvd.tarad.com/product.detail.php?id=2479715

 วันที่ 20 กันยา 53
เมื่อวานที่ 18 เป็นวันคล้ายวันเกิดน้องสาวแท้ๆ ของผม น่ะครับ และผมอยากเล่าเรื่องภาพยนตร์ แต่ก็ยังไม่มีเวลาเขียน จึงต้องเอาผลงานของคนอื่นมาเล่าให้ทุกคนรู้ไว้ ครับ ทั้งที่ผมผ่านการทำงาน และเรื่องราวต่างๆ อันมากมาย เกินกว่าจะเล่าให้คนรับรู้ในเรื่องราวได้ทั่วไป ในวันที่19-20
ครับ โดยหนังเรื่องOctober sonata นี่ขอให้เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างเรา คือ ผมกับคนอ่าน ล่ะกัน ครับ ถ้าทุกคนจะรอคอยใครสักคน เหมือนกับผม นำเรื่องที่เขาเล่ามาเล่าต่อไป
-ฉากในหนังที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับทะเล เช่น หนังเรื่องOCTOBER SONATA รักที่รอคอย ภาพยนตร์ที่อยากให้ทุกคนรอคอยที่จะดู
ถ้าเส้นทางสุดท้ายของการ “รอคอย” อย่างยาวนานมันสิ้นสุดที่ความสมหวัง และนำพามาซึ่งความสุข คงจะดีมาก และคงจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น หากการเดินทางนั้นต้องผ่านบททดสอบ บทแล้วบทเล่าแต่ยังคงมุ่งมั่นกับการ “รอคอย” นั้นต่อไปเพียงเพื่อให้พบกับจุดหมาย แห่งความฝัน October Sonata “รักที่รอคอย”อีกหนึ่งบทนิยาม ความรัก ที่คาดไม่ถึงอีกหนึ่งมุมมอง…ที่จะทำให้ความรักของคุณมั่นคง เรื่องราวชีวิตรักของสาวโรงงาน “แสงจันทร์” กับหนุ่มซึ่งกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก “รวี” ที่มาพบกันโดยบังเอิญ ในงานศพพระเอกดัง มิตร ชัยบัญชา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 จากนั้น วันที่ 8 ตุลาคมของทุกปี จึงกลายเป็นวันนัดพบ ณ บังกะโล แสนมุก โฮเต็ล ที่ต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะมาพบกัน โดยมีหนุ่มลูกครึ่งจีน “ลิ้ม” ซึ่งถูกเปรียบเสมือนมือที่สาม เพียงเพราะเขาเห็นเธอแล้วทำความรู้จัก…ฝ่ายหนึ่งมองเห็นเป็นเพื่อน เพราะเธอมีเขาอีกคนอยู่ในหัวใจแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายถือเป็นรักแรกพบ…อีกหนึ่งเรื่องราวของความรักที่จะทำให้เกิดความซาบซึ้ง ที่จะยอมรับและเข้าใจกับความรักที่มั่นคงของคนทั้ง 3 เหมือนถูกโชคชะตาเล่นตลก สุดที่จะคาดเดา ร่วมพิสูจน์และค้นพบรักแห่งทศวรรษ October Sonata “รักที่รอคอย”
http://movie.sanook.com/news/news_16378.php
‘October Sonata’ หนังแอบดี ที่คนไม่รู้ โดยเดือนสองจันทร์ ซึ่งหัวหน้างานของผม ก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ครับ
October Sonata: รักที่รอคอย ถ้าจะมีหนังแห่งปีสักเรื่อง ผมคงยกให้กับ October Sonata ที่เข้าฉายในช่วงส่งท้ายปีเก่าและรับปีใหม่ และให้เป็นหนังแห่งปี 2552 ที่เพิ่งผ่านไป และไม่น่าจะมีหนังไทยไหนคว้าตำแหน่งนี้ไปในปี 2553 ด้วยคนดูเพียง 6 คนทั้งโรง ในค่ำคืนหนึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้หนังที่ผมยกให้เป็นหนังแห่งปี น่าจะสอบไม่ผ่าน 5 วันอันตรายของการขาย และคงจะได้เวลายืนโรงฉายอยู่เพียงน้อยนิด ความผิดประการสำคัญก็คือ การโฆษณาหนังชิ้นนี้ให้เป็น ‘หนังรัก’ โดยข้ามนัยอันทรงคุณค่าและแหลมคมไปอย่างน่าเสียดายและไม่น่าให้
อภัย นี่เป็นงานวัฒนธรรมที่บำบัดใจของผู้คนที่อึดอัดคับข้องใจในสถานการณ์สังคมการเมืองแห่งปีงานหนึ่งได้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องหนังมากไปกว่านักวิจารณ์ทั้งหลาย กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ท้าทายนักวิจารณ์ว่าจะเข้าถึง หรือเลือกหยิบมุมไหนมาเสนอได้มากแค่ไหน หนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก เท่าๆ กับหนังการเมือง ฉากของเรื่องแม้ไม่ได้มีสถานการณ์ทางการเมืองให้เห็นมากนัก ทว่าตัวละครกลับโลดแล่นอยู่ในสถานการณ์การเมือง อยู่กับมัน ได้รับผลกระทบจากมัน และหนังก็แอบกระซิบเรื่องราวแห่งความฝันมากหลายกับเราด้วยภาษาของหนังเรื่องของหญิงสาวช่างฝัน เริ่มในปี 2513 ในวันที่มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต 8 ตุลาคม ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 ป่าแตก ไปจนถึงนโยบาย 66/23 ทว่าเรื่องที่หนังบอกเรากลับเป็นเรื่อง ‘ฝัน’ ที่เริ่มขึ้นนับเนื่องไปไกลถึงปี 2475หนังจบด้วยคำอุทิศที่มอบให้ ‘ศรีบูรพา’ หลัง ‘แสงอาทิตย์’ ของเรื่องดับลง ทว่า ‘แสงจันทร์’ ที่สะท้อนอยู่ปลายขอบฟ้า กลับสว่างใส เยือกเย็น หนักแน่น นี่ไม่ใช่พล็อตเรื่องของ แสงจันทร์ ที่รอคอยว่า สักวันจะได้เจอพระอาทิตย์ ประมาณนิยายรักประโลมโลกธรรมดาๆ แน่ๆ มันเปิดให้คนดูได้ตีความ คิดต่อ กระทั่งฝันต่อ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของหนังและบทที่ดี แน่ล่ะ หนังเรื่องนี้ออกโทนเรียบๆ ไม่เร้าใจ กระนั้นก็ไม่น่าเบื่อ และออกจะฟูใจ โดยเฉพาะเมื่อเราสัมผัสได้ถึง ‘มนุษยภาพ’ ที่แฝงอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง เหมือนที่เราจะพบเช่นนั้นได้เสมอๆ ในบทประพันธ์ของ ‘ศรีบูรพา’ใน พ.ศ.ที่คนไทยไม่เท่ากัน นี่ก็คือหนังที่แหลมคม ที่แอบปลุกให้คุณได้ ‘ฝัน’ สู้ และ ‘รอคอย’ แน่ล่ะ มันอาจจะจบลงด้วยความสิ้นหวังก็ได้ ทว่าระหว่างทางนั้น มันก็เปลี่ยนคนจาก ‘ไพร่’ สู่ ‘เสรีชน’ 
http://www.blogazine.in.th/blogs/cinemania/post/2813
จริงๆ ฉากทะเล และอุบัติเหตุของความรัก ในหนังน่าจะเป็นตัวแทน ที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องพิสูจน์ความรัก แต่ว่า ผมก็อยากนำไปเขียนต่อในเดือนตุลา โดยไม่จากลา แล้วพบกันใหม่ สำหรับทุกความหวัง
 
วันที่ 22
แสงแดดของพระอาทิตย์ เข้ามาแทนเมฆฝนในหลายวันนี้ โดยแสงอาทิตย์ ก็สาดส่องมาเนิ่นนาน หากย้อนเวลาไปในจินตนาการดั่งภาษาของคำนำหน้านาม เมื่อแต่เดิมไพร่ไม่ใส่เสื้อกันมาก และคำนำหน้านามของคนไทยมีใช้มากกว่านาย นาง นางสาว เด็กชาย เด็กหญิง ยังมีคำนำหน้าอื่น ๆ อีก เช่น อ้าย อี อำแดง สมี ทิด หนู นายน้อย นางน้อย อีก คำว่านายกับนางถ้าถามว่าเริ่มมีใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถามตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ค้นดูในหนังสือพงศาวดาร ในวรรณคดีเก่า ๆ สมัยอยุธยาก็มีแล้ว รวมทั้งคำว่า อ้าย อีด้วย แต่ถ้าถามว่ามีข้อกำหนดการใช้อย่างชัดเจนเมื่อไหร่ ขอตอบว่า มีมาตั้งแต่สมัยรัฃกาลที่ ๔ โดยมี ประกาศพระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้าชนต่าง ๆ เมื่อวันพุธ เดือน ๑๐ขึ้น ๗ ค่ำ ปีระกา ตรีศก (เทียบเป็นพ.ศ. คือ ๒๔๐๑) โดยสรุป ดังนี้
๑. ให้ชายไทยสามัญทุกคน คือ ชายไทยที่ไม่ได้เป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ซึ่งจะมีคำนำหน้าบอกฐานันดรอยู่แล้ว ภิกษุ สามเณร นักบวชศาสนาต่าง ๆ ข้าราชการตั้งหมื่นขึ้นไปถึงเจ้าพระยา ให้มีคำนำหน้าชื่ออยู้ ๒ อย่างคือ นาย กัย อ้าย นาย ใช้กับ ข้าราชการชายยศต่ำกว่าหมื่นลงมา เลกหมู่ไพร่หลวงสามัญ ให้มีคำนำหน้าว่า นาย ทั้งหมด
๒. อ้ายกับอี ใช้กับ ไพร่หลวงมหันตโทษ นักโทษไม่มีบรรดาศักดิ์หรือเคยมีบรรด่ฃาศักดิ์แต่ขาดบรรดาศักดิ์ ไพร่สมกำลัง ลูกหมู่ ทาส เชลย ชายให้เรียกว่า อ้าย หญิงให้เรียกว่า อี ทังหมด
แต่คำนำหน้าของหญิงยังมีรายละเอียดปลีกย่อย อื่น ๆ อีก คือนอกจากกลุ่มที่เรียก อี แล้ว ยังมีอีก เช่น ๑.หม่อม ใช้เรียกหม่อมเจ้า พระองค์เจ้าที่ต้องโทษถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ ใช้เรียกบุตรชายหญิงของหม่อมเจ้า ใช้เรียกราชนิกูลชายหญิงที่ไม่มียศตำแหน่งและใช้เรียกนายโขลนทนายจ่าเรือนรับใช้ใกล้ชิดพระองค์เจ้าหม่อมเจ้า
๒.ภรรยาหลวงข้าราชการ(เมียน้อยกับนางเล็ก ๆ ไม่เกี่ยว) ที่ถือนำพระพิพัฒน์สัตยา ตั้งแต่ศักดินา ๑๐๐๐๐ ลงมาถึง ๔๐๐ ให้มีคำนำหน้าชื่อว่า ท่านผู้หญิง ส่วนนางเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่ทาสภริยา หญิงลูกหลานข้าราชการที่มีบรรดาศักดิ์ หญิงยังไม่มีผัว กลุ่มนี้ไม่ต้องมีคำนำหน้าชื่อ ให้เรียกชื่อเฉย ๆ
๓. ภรรยาข้าราชการศักดินาตำกว่า ๔๐๐ ลงมา รวมทั้ง ภรรยาของไพร่หลวง ไพร่สม เรีกว่า อำแดง เว้นแต่เป็นหญิงที่ต้องมหันตโทษ ทาส เชลย ให้เรียก อี
๔. เด็กทั่วไปทั้งชายหญิงที่ยังไม่โกนจุก อายุต่ำกว่า ๑๓ ปีลงมา นอกจากกลุ่มที่เรียก อ้าย อี แล้ว ให้เรียก ว่า หนู ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๖๐ และเพิ่มเติม ๒๔๖๔ มีข้อกำหนดว่า ให้หญิงที่ยังไม่มีสามี เรียกว่า นางสาว (แปลว่าคำว่านางสาวเพิ่งมีครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๖เด้อ) ที่มีสามีแล้วแต่สามีไม่มีบรรดาศักดิ์ (ทำให้เมียอาศัยรุ่งไม่ได้) ให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่า นาง แล้วเอานามสกุลสมามาต่อท้าย เช่นสมานามสกุล อ้วนน่ารัก ภรรยาก็ จะเป็นนางอ้วนน่ารัก และถ้าเป็นหญิงที่สามีมีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา หรือหญิงที่ได้รับพระชทานเครื่องราชอิสริยาภรณืชั้นจุลจอมเกล้าฝ่ายใน ให้มีคำนำหน้านามว่า คุณหญิง
นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงให้ยกเลิกคำนำหน้าชื่อเด็กไทยว่า หนู ตามพระชกฤษฎีกาคำนำหน้านามเด็ก ประกาศ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๖๔ สรุปแล้วกันนะ ว่าเดิมคำว่า หนู น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า อินู จึงไม่สมควรใช้สำหรับเป็นคำนำหน้านามเด็กที่เป็นเชื้อชาติสยามแท้ ดังนั้นเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปีลงมาให้เรียกว่า เด็กชาย เด็กหญิงแทน ส่วนบุตรข้าราชการชั้นสัญญาบัตร เว้นแต่มีเชื้อเจ้าที่จะมีคำนำหน้าชื่อตามฐานันดรอยู่แล้ว ชาย ให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่า นายน้อย หญิง ให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่า นางน้อย แต่ต่อมา ได้มีการยกเลิกการใช้คำว่า นายน้อย นางน้อย แต่ยกเลิกเมื่อไหร่ ยังค้นมิเจอ ขออภัยด้วย
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4dbc640577ceffc0&clk=wttpcts
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดของคน ส่งผลต่ออีกคนหนึ่ง ในการเปลี่ยนรูปแบบของความใกล้ชิด ; ความเป็นเพศ ความรัก และอีโรติคลิซึ่ม โดยแอนโทนี่ กิดเด้น ซึ่งผมเห็นพี่จิ๋ว วางบนโต๊ะทำงาน ก็น่าสนใจดี เพราะผมเคยอ้างอิงถึงหนังสือ Conditions of Love: The Philosophy of Intimacy (ความลับในความรัก คือ ชื่อฉบับแปลไทย) ส่วนหนังสือเรื่องThe transformation of intimacy: sexuality, love and eroticism in modern societies by Anthony Giddens ดูเพิ่มเติมbooks.google.co.th/books?isbn=0804722145…ที่มีผลงานการเขียนเรื่องThe Third way ทางที่สาม น่ะครับ โดยหนังสือเรื่องนี้ สื่อเรื่องความใกล้ชิด กับประชาธิปไตย ด้วย ครับ …Consider also the transformation of intimacy. Giddens asserts that intimate social relationships have become ‘democratised’, so that the bond between partners – even within a marriage – has little to do with external laws, regulations or social expectations, but is based on the internal understanding between two people – a trusting bond based on emotional communication. Where such a bond ceases to exist, modern society is generally happy for the relationship to be dissolved. Thus we have ‘a democracy of the emotions in everyday life’ http://en.wikipedia.org/wiki/Anthony_Giddens,_Baron_Giddens ผมเคยอ้างงานของแอนโทนี กิดเดนส์ ในรายงานของผม และผมเห็นล่าสุดบทความของอ.นิธิ ก็อ้างอิงถึงไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ แต่ว่าผลงานของกิดเดนส์ ก็มีข้อถกเถียงทางวิชาการ เช่น ผมได้ยินคำร่ำลือว่า สายอ.ใจ ก็ไม่ชอบผลงานของกิดเดนส์ (นักสังคมวิทยา) 
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานผมอยู่ในที่เกิดเหตุการณ์ ชาวออสเตรเลียกระโดดป้ายโฆษณา http://www.ch7.com/news/news_thailand_detail.aspx?c=2&p=5&d=105614 และผมถ่ายรูปไว้ด้วย  แต่ผมไม่ได้อยู่จนจบเหตุการณ์ในสองทางเลือก คือ โดดหรือไม่โดด โดยผมอยากเล่าเรื่องในแง่ดี เกี่ยวกับ เพศ ผู้หญิง และความรัก จากตัวอย่างของหนังOctober sonata กับทฤษฎีสั้นๆ มันเป็นอุปมา เชิงจินตนาการ ที่น่าสนใจ ระหว่างสิ่งที่จินตนาการกับความเป็นจริง และผมลงท้ายด้วยเรื่องเล่าถึงผลงานของกวีซีไรต์ ล่าสุด "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" ของ "ซะการีย์ยา อมตยา"  คว้ารางวัลซีไรท์ ประจำปี ๒๕๕๓ http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=5914.0 คือ พี่เช-ปุถุชน ในสมัยที่เราเคยร่วมทำงานใกล้ชิดในบอร์ดไทยไรเตอร์ ปลุกปั้นทำการเขียนบทกวี ร่วมกัน และผมช่วยเฝ้าบอร์ดดูแลบทกวี ร่วมเป็นบก.กับพี่เช มาก่อน จึงรู้สึกยินดีจากที่เราเคยร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความจริง เต็มเปี่ยมฝัน ที่จินตนาการของเรา ข้ามพ้นอิสระกลอน และกวีเดิมๆ สู่กลอนเปล่า อันอิสระเสรี
 
วันที่ 23
-หนังสือเป็นสื่อการแพร่กระจาย และบันทึกข้อมูลอันน่าสนใจของประวัติศาสตร์ไว้ โดยหนังสือชุมชนจินตกรรม ก็เขียนถึงเรื่องคลื่นลูกสุดท้าย คือ The last wave ของเบน เอนเดอร์สัน ที่กล่าวถึงจุดเสื่อมในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน…ประวัติศาสตร์ เป็นเส้นทางไกล ที่ทำให้หมกมุ่นมาก โดยปัญหาของจุดกำเนิด นั่นก็คือปัญหาของความเสื่อม และตกต่ำ เมื่อศึกษายุคสมัยของเรา มองดูเพื่อรู้ว่าแสดงถึงอะไร ที่ถูกดึงเข้าเกี่ยวพันกันมาต่อเนื่องกันไป นับตั้งแต่เฮโรโดตัส(นักปรัชญากรีกด้านประวัติศาสตร์) และตอนต้นนั้น ในคำถามกำหนดตัวเรา ที่มีในจิตใจกังวลอยู่กับการเติบโตของครอบครัว ชาติ อาณาจักร รูปแบบสังคม หรือความคิด ดังนั้น ในยุคกลางของประวัติศาสตร์ เรามีการค้นหาdilientlyของจุดกำเนิดของวัฒนธรรมสมัยใหม่ นั้นเป็นเวลาที่มันเป็นความคิดอย่างที่อะไร เราเรียกว่ายุคกลางขนาดเล็กมากกว่าสู่เริ่มต้นถึงยุคเรอเนสซองส์ แต่ในประวัติศาสตร์ในฐานะธรรมชาติ การเกิด และการตาย คือ ความสมดุลเท่ากัน โดยซากปรักหักพังของรูปแบบ ที่มีoverripeของอารยธรรม คือ ในฐานะความก้าวหน้าของลักษณะเฉพาะ กับการเติบโตของสิ่งใหม่หนึ่งเดียว…แต่ละสำนักคิดต่างก็คิดเรื่องประวัติศาสตร์ ในหลายแนวทาง ซึ่งผมอยากเล่ามุมมองเรื่องsex ในมิติของศิลปะกับพวกเซอร์เรียลลิสม์ ซึ่งเขาคิดเรื่องเซ็กส์ ผสมความฝันและความจริง ก็จัดอภิปรายเรื่องsexกัน จนมีผลงานบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์-ศิลปะอันน่าสนใจมากกับทุกคน โดยเราเห็นได้จากภาพยนตร์ และหนังสือประวัติศาสตร์ที่รวบรวมบทสนทนาการอภิปรายเรื่องsexของกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์(ลัทธิศิลปะเหนือจริง) ซึ่งภาพยนตร์น่าสนใจอ้างอิงกลุ่มศิลปินวรรณกรรมsurealism กับการอภิปรายเรื่องการสืบสวนเรื่องsex
 
-หนังเรื่องInvestigating Sex นั้นไม่มีเขียนถึงเป็นภาษาไทย ดังนั้น ผมจึงนำภาษาอังกฤษมาเล่าต่อInvestigating Sex  is a 2001 comedy/drama film written (screenplay) and directed by Alan Rudolph and starring Neve Campbell, Til Schweiger, Nick Nolte and Dermot Mulroney and based on the book Recherches sur la sexualite archives du surealisme by Jose Pierre.After a long delay, the film was finally released on DVD in the US on December 23, 2007, with a different title, Intimate Affairs. ดูหนังสือInvestigating sex: surrealist research, 1928-1932 – books.google.co.th/books?isbn=0860916030…
ผมยังไม่มีเวลาเขียนอะไรยาวๆ จึงนำเรื่องมาเล่าสั้นๆ โดยอ้างอิงแล้วครับ
กระท่อมน้อยของลุงทอม(อังกฤษ: Uncle Tom’s Cabin) เป็นบทประพันธ์ประเภทนวนิยายของแฮเรียต บีเชอร์ สโตว์ (Harriet Beecher Stowe) เกี่ยวกับปัญหาด้านทาสในสหรัฐอเมริกา วางจำหน่ายครั้งแรกวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1852 นวนิยายเรื่องนี้มีอิทธิพลกับทัศนคติที่มีต่อชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และพวกทาสในสหรัฐอเมริกาอย่างมาก จนกระทั่งนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกาในที่สุด
th.wikipedia.org/wiki/กระท่อมน้อยของลุงทอม และชาญวิทย์ เกษตรศิริ, มองผ่าน ‘กระท่อมน้อยของลุงทอม’ ถึง‘แหม่มแอนนา’ สู่ ‘เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น’ และการปฏิรูประบบทาสในสยาม, เสวนา ‘มอญในสยามประเทศ(ไทย) : ชนชาติ บทบาท และบทเรียน’ 30 พฤษภาคม 2551
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ประชาไท, 11 มิถุนายน 2551
 
แผลเก่า เป็นผลงานประพันธ์เรื่องแรกของไม้ เมืองเดิม ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2479 นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2483 และ พ.ศ. 2489 ต่อมาเชิด ทรงศรีนำกลับมาสร้างภาพยนตร์อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2520 นอกจากนี้ยังถูกสร้างเป็นละครในชื่อ "ขวัญเรียม" ฉายทางช่อง 4 บางขุนพรหม และสร้างใหม่อีกหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2544….ขวัญกับเรียมแอบนัดพบกันเสมอ ความรักของทั้งสองยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นจนทั้งคู่แอบมีอะไรกัน ขวัญพร่ำบอกว่ารักเรียมเท่าชีวิต แต่เรียมนั้นไม่แน่ใจจึงพาขวัญไปสาบานต่อหน้าศาลเจ้าพ่อไทร ขวัญโกรธที่เรียมไม่เชื่อใจจึงเอามีดกรีดแขนตัวเอง เพื่อใช้เลือดเป็นเครื่องยืนยันความรัก ทั้งคู่สาบานรักกันต่อหน้าศาลเจ้าพ่อไทรว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไป จ้อยเห็นขวัญกับเรียมอยู่ด้วยกันจึงถึบหน้าขวัญอย่างจัง ไอ้เริญได้ใช้ดาบฟันที่กกหูขวัญเป็นแผล.. ขวัญจะฆ่าจ้อยแต่เรียมขอเอาไว้ อีกอย่างนายเรืองอนุญาตให้ขวัญยกขันหมากมาสู่ขอเรืยม ซึ่งสร้างความหวังให้กับทั้งคู่เป็นอย่างมาก แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง
th.wikipedia.org/wiki/แผลเก่า
 
-หนังสือน่าสนใจDiary of เวอร์จิเนีย วูลฟ์ ที่เป็นนักเขียนเรื่อง มิสดอลล่าร์เวย์ ที่ผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ ว่า เธอเป็นเฟมินิสต์ ก็บันทึกประจำวันของเธอ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่มีหลายคนต้องอ่านบันทึกนั้น
Virginia Woolf เชื่อว่า มันเป็นพันธะหรือความจำเป็นของนักประพันธ์ที่จะต้องไปให้พ้น "เส้นทางแบบรางรถไฟที่เป็นทางการเกี่ยวกับประโยค". "ธุระในการเล่าขานอันน่ากลัวเกี่ยวกับความเป็นจริง: ดำเนินไปจากอาหารมื้อเที่ยงสู่เวลาอาหารมื้อเย็น มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่จริง เป็นเพียงเรื่องธรรมดาๆ" เธอยังบันทึกข้อสังเกตของ Thomas Hardy เกี่ยวกับหนทางใหม่ๆของเวลาที่แสดงตัวในวรรณกรรม: "พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้วตอนนี้ พวกเราเคยคิดว่ามันจำต้องดำเนินไปนับตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด พวกเราเชื่อในทฤษฎีแบบ Aristotelian" ใน ธรรมชาติของเวลา : The Nature of Time(ตอนที่ ๒)สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียงจากหนังสือต้นฉบับเรื่อง The Culture of Time and Space, 1880-1918เขียนโดย Stephen Kern
http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9713.html และดูตอนที่1 http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9714.html โดยบทความแปลนี้ อ.สมเกียรติ คือ ผู้แปลผลงานของ Stephen kern ผู้ศึกษาเรื่องEyes of love: the gaze in English and French paintings and novels, 1840-1900(โดยผมเคยเขียนไว้แล้วสั้นๆ)
แน่นอน ผมอยากเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ โดยเขียนได้ไม่เต็มที่เต็มเวลา เช่น เล่าเรื่องหนัง หรือ หนังสือlight house,The city of metaphor,CITIZENS : A CHRONICLE OF THE FRENCH REVOLUTION,D magazine ภราดรภาพ ยุติธรรม เป็นต้น แต่ผมยังไม่มีเวลา…
 
 วันที่ 24
เมื่อวานผมไปฟังเรื่อง SEX IN THE CITY(ไทย) นำเสวนาโดย คำ ผกา โดยเข้าใจผิด จากตัวของผมเอง ว่า ฉายหนังเรื่องSEX IN THE CITY ที่เป็นซีรี่ส์ของแสดงวิถีชีวิตของผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมได้ดูหนังแบบบังเอิญ จากการเดินทางของผม และผมพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เปิดทีวี เคเบิลเจอ ซึ่งSEX IN the city เป็นตอนjourney  ไม่มีเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ มันเป็นแค่กระบวนการ? เนื่องจากผมสนใจหนังสื่อเล่าเรื่องการเดินทางของนักเขียนหญิง อายุเกิน สามสิบปี ก็ร่วมกับเพื่อนสาว หาทางมีเซ็กส์จากการนั่งรถไฟเดินทางไปเพื่อเปิดตัวหนังสือของตนเอง แต่ว่าเธอ และเพื่อนโปรยเสน่ห์ไม่สำเร็จ ทั้งที่พวกเธอต้องการเซ็กส์ แล้วไม่มีใครสนใจพวกเธอเลย จนกระทั่งการเปิดตัวหนังสือของเธอ ที่เธอต้องอ่านหนังสือให้ผู้อ่าน ที่มารอMr.vieky คือ หมา เพราะว่า เธอเป็นนักเขียน ที่มีเพื่อนนักเขียน ร่วมเปิดตัวอ่านหนังสือเป็นหมา… ซึ่งในท้ายที่สุด เธอเป็นนักเขียน ที่มีโอกาสจากชาย ที่เขียนถึงในหนังสือ ก็มาปรากฏตัว จึงทำให้เธอ ประสบความสำเร็จ คือ บรรลุเป้าหมายของการเดินทาง มีSex กับผู้ชายในนิยายของเธอเอง ออกจากcity เดิม ส่วนหนังผมก็ยังไม่ได้ดู ถ้าใครสนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมของหนัง ที่มีเพลงประกอบแนวเพลงป็อบ http://movie.mthai.com/movie-profile/new-movie/53144.html
 
-ส่วนการรับฟังพี่แขก คำผกา พูดทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ นวนิยาย ความรักโรแมนติค และมิติการเมืองของเรื่อง sex ชนชั้นและรัฐชาติ ฯลฯ ก็กระตุ้นให้ผมกลับไปคิดถึงเรื่องที่มี ปรากฏในหนังสือเผยร่าง-พรางกาย: ทดลองมองร่างกายในศาสนา ปรัชญาการเมือง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และมานุษยวิทยา เคยเขียนถึงว่ายุคหนึ่ง ก็มีคนเสนอว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส เกี่ยวพันหนังสือโป๊ และเซ็กส์ จนกระทั่งปัจจุบัน ทำให้ผมร่วมแลกเปลี่ยน สิ่งที่ไม่มีในพรรคการเมืองของไทย เปรียบเทียบกับพรรคการเมืองใหม่ คือ ผมนึกถึงพรรค SEX  ทีนี้มาว่าถึงเรื่องการเมืองของออสเตรเลียที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคการเมืองหลักคือ พรรคเลเบอร์ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีหญิงชื่อ จูเลีย กิลลาร์ด ผู้ที่ไม่แต่งงาน ไม่มีบุตรแต่มีกิ๊กอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยแถมยังประกาศว่าเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาใดทั้งสิ้น กับพรรคลิเบอรัล ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือนายโทนี แอ๊บบ็อท ผู้มีฉายาน่ากลัวมาก 2 ฉายาจากชาวออสเตรเลียคือ "พระบ้า (mad monk เนื่องจากเคยเข้าวิทยาลัยที่เตรียมตัวนักบวชของนิกายคาทอลิกมาก่อน") และ "นายกางเกงตุง (the budgie smuggler เนื่องจากเป็นนักกีฬาโดยเป็นทั้งนักมวย นักวิ่ง นักว่ายน้ำ มักปรากฏตัวด้วยกางเกงว่ายน้ำรัดรูปบ่อยๆ)"…แค่หัวหน้าพรรคสู้กันก็มันหยดแล้วเพราะว่ามันเป็นเรื่องของการขัดแย้งกันแบบแปลกประหลาดพอๆ กัน.. โดยพรรคการเมืองเล็กๆ 2 พรรค คือ Family First Party (พรรคครอบครัวต้องเป็นที่หนึ่ง) กับ Australian Sex Party (พรรค SEX แห่งออสเตรเลีย) แค่ชื่อพรรคการเมืองก็กินขาดแล้วยิ่งดูโลโก้กับรูปหัวหน้าพรรคทั้งสองก็ดูไม่จืดเลย…
 
คราวนี้มาว่ากันเรื่องพรรค SEX ดีกว่า พรรคนี้ไม่ใช่กระจอกนะแม้ว่าจะเป็นพรรคใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน "เมลเบิร์น เซ็กซ์โป" เมื่อปลายปี พ.ศ.2551 และจดทะเบียนพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วเนื่องจากพรรคนี้มีผู้สนับสนุนใหญ่คือกลุ่ม Eros Association ซึ่งเป็นผู้ค้าและผู้ผลิตสินค้าอย่างว่าระดับชาติและตัวหัวหน้าพรรคสตรีเองก็เป็นซีอีโอของกลุ่มนี้เอง โปรดอย่าลืมว่ากิจการสำนักโสเภณีของออสเตรเลียนั้นถูกต้องตามกฎหมายและเป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหุ้นด้วยทีเดียวนะ พรรค SEX นี้มีนโยบายดีๆ ตรงๆ ชัดๆ ไม่อ้อมค้อมคือลดการเซ็นเซอร์ในทุกรูปแบบโดยให้มีแค่เรตติ้งคือแบ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่เท่านั้น ส่วนการศึกษาก็จะปรับปรุงวิชาเพศศึกษาให้เป็นหลักสูตรของชาติเพื่อสอนในโรงเรียนทั่วประเทศและเปิดวิชาเพศศึกษาทางโทรทัศน์เพื่อสอนผู้ใหญ่ด้วย สำหรับความเสมอภาคก็จะทำให้มีจำนวนเพศชาย-หญิงของ ส.ส.และ ส.ว.ให้เท่าๆ กัน และให้สิทธิพวกเกย์ เลสเบี้ยน พวกสองเพศ และพวกแปลงเพศเท่าเทียมกับพลเมืองทั่วไป และที่ฮาที่สุดคือให้สิทธิชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย (อะบอริจิ้น) มีหนังสือโป๊และหนังโป๊ได้ นอกจากนี้ยังรับรองสิทธิการมีเซ็กซ์ของคนชราและคนพิการอีกด้วยแบบว่าจะมีสวัสดิการให้…สำหรับเรื่องสาธารณสุขก็จะให้มีการทำแท้งเสรีและให้ขายยาไวอะกร้าและยาปลุกเซ็กซ์ทั้งหลายตามร้านขายยาทั่วไป แต่จะจัดการกับการข่มขู่ขืนใจบังคับการร่วมเพศอย่างเด็ดขาด ที่น่าสนใจที่สุดคือจะยกเลิกการยกเว้นภาษีให้กับองค์การศาสนาทุกศาสนา (เก็บภาษีพระและวัด)…-เรื่องสนุกๆ ทางการเมือง ของออสเตรเลีย โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:00:00 น.  มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282725125&catid=02
เมื่อวานผมก็ยุ่งๆ ได้รับการติดต่อจากว่าที่หัวหน้างงานชาวอินเดีย โทรมาบอกจะทำวีซ่าไปจีนให้ผม ฯลฯ  และวันนี้ วันแต่งงานของพีวิ ญาติของผม ก็ไม่ได้ไปร่วมงานที่กทม. และผมเสียดาย ที่ไม่ได้คุยกับญาติๆ คล้ายกับผมนึกถึงเรื่องการคุย เป็นการวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย” มารค ตามไท นักสันติวิธี …15 มี.ค. 2010 … มารค ตามไท นักสันติวิธี http://petitpor.wordpress.com/2010/03/15/political-battle-and-peace-talk/
ซึ่งเราเรียนรู้ประชาธิปไตยใกล้ตัวจากรอบตัวของเราเอง ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมก็ได้ โดยการคุยกันเป็นการเริ่มต้นของการสร้างประชาสังคมสันติวิธี จากบทเรียนรู้เปรียบเทียบกับต่างประเทศ และเรื่องราวต่างๆ ถึงญาติมิตรของเราเอง
 
วันที่ 25–30 กันยา 53
ผมกับชีวิตส่วนตัวอันวุ่นวาย และหลายเรื่อง จึงบอกใครง่ายๆไม่ได้ และถ้าเรานึกถึงหนังเรื่องoctober sonata ในสมดุลของความเป็นกลางของตราชั่ง เปรียบเปรย ทำให้ผมนึกถึงตราชั่งที่บ้านของผม ส่วนความสับสน กับความสลับซับซ้อนของวิธีคิดของผู้หญิงสาว ในเรื่อง October sonata เธอได้ตัดสินใจเลือกผู้ชายคนหนึ่ง โดยเงื่อนไขของความรัก ซึ่งต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียวไม่ได้สองจิตสองใจ แต่เธอก็มีปัญหาอันสลับซับซ้อนเรื่องอุบัติเหตุทางการเมืองของคนสองคนในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จากกรณี 14 ตุลาฯ
จากหนังเกี่ยวกับหนังสือ นิยาย และผมนึกถึงบทกวี เพราะถ้อยคำของกวีมีความงาม และความงามช่วยเผยให้เห็นความจริง และความจริงชนิดที่ได้สัมผัสรับรู้ผ่านความงามมีผลทำให้มนุษย์ทนอยู่กับความจริงนั้นๆ โดยยังธำรงความหวังในความดีอยู่ได้ เมื่อผมทนทรมานกับโรคปวดหลัง จึงเอารูปจากหนังสือReader digest  และกิจกรรมต่างๆ และผมเห็นหนังเรื่องกลิ่นสีและทีแปรง โดยตอนจบเพลงว่า เห็นในดวงใจ เห็นในดวงตา ว่ารักนั้นยิ่งใหญ่…เราต้องเลือกคนมาแต่งงานกัน คล้ายกับเลือกคนมาจากกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งโดยเผด็จการ แล้วเราไม่เกี่ยวข้อง ไม่มืสิทธิเลือกเลย ครับ เดือนนี้ ผมก็ไปอ่านบทกวี โดยแต่งบทกวีได้ ในชื่อธูปหนึ่งดอกแด่ผู้เสียชีวิต น่ะครับ โดยนิทเช่ ว่าเกี่ยวกับกำเนิดภาษา เชื่อมโยงกับจิตวิทยาในภาษา หรือนักคิดLacan-จิตวิเคราะห์ กับโครงสร้างทางภาษา  และโปรดระวังไข้หวัด 2009 เหมือนผมระมัดระวังต่ออุบัติเหตุมาก เพราะเมื่อวานก่อน ก็เพิ่งเห็นรถพลิกคว่ำข้างทาง และผมถูกหมากัดเบาๆ ดีไม่มีร่องรอย เสียวเหมือนป้ายข้างทาง ที่มีติดป้ายว่า พื้นที่ปลอดพิษสุนัขบ้า ถ้าชีวิตของผมไม่สิ้นหวัง แลัเรานึกถึงสิ่งรอบตัวในแง่ดีใกล้ชิดของเรา จากภาษาของความงามในความรัก ช่วยเผยให้เห็นความจริง และความจริงชนิดที่ได้สัมผัสรับรู้ผ่านความงาม มีผลทำให้มนุษย์ทนอยู่กับความจริงนั้นๆ โดยยังธำรงความหวังในความดีอยู่ได้ เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์-อนาคตของชาติ ในชีวิตทุกคน…

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s