ค้นใจคนไปผจญภัยกับความเรียงในความรักล่องลอย

วันที่ 16 สิงหา ที่ผ่านมา
ผมเดินทาง และผจญภัยในหัวสมองกับภาพยนตร์-พระเจ้าช้างเผือก ที่มีงานรณรงค์ ฉายหนังทั่วประเทศ และนำมาฉายที่เชียงใหม่ โดยผมเคยดูหลายรอบ ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังบันทึกไว้ และคราวนี้ก็ได้ร่วมเข้าโรงหนังกับผู้คนจำนวนหนึ่งเป็นคนรู้จักกัน ครับ(โดยคนดูไม่มากนัก) แน่นอน ก็ผมอยากเล่าเรื่องมากมาย แต่หลายอย่างก็ล่องลอย เหมือนอยู่บนกระแสน้ำ ไม่ได้จมอยู่ในความเศร้าของวันเวลาในอดีต เหมือนกับนักเขียนในเรื่อง The Hours เมื่อเวอร์จิเนียวูฟ เลือกที่จมน้ำตาย และนักเขียนเป็นผู้ชายในหนัง ก็เลือกที่จมอยู่กับความเศร้า ในอดีต และแน่นอน ก็ผมไม่มีเวลาเขียนอะไรยาวๆ ก็คงนำข้อคิดของคนหลายคน ข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอให้ผู้อ่านเล่นๆ ส่วนผม ก็ทำตัวเป็นเหมือนตัวบทของความเรียงในความรัก ประดุจบทกวีกระดาษปลิวว่อนลงผืนน้ำ ก็ปล่อยกระดาษเหมือนตัวเองให้ล่องลอยไปกับกระแสน้ำ เพื่อผจญภัย ครั้งใหม่ๆ
 
-แนะนำหนังสือ การิทัต ผจญภัยฯ(ผมเคยเขียนถึงในสแปซเรื่องนี้แล้ว ก็ผมอยากนำเอามุมมองคนอื่นมาเล่าต่อ..)
 
"[…] อุดมคติต่าง ๆ ของมนุษย์นั้น ล้วนเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นสายโซ่ที่มิอาจหักสลายได้ […] เมื่อใดก็ตามที่เราแสวงหาอุดมคติหนึ่ง ๆ มันจะนำมาซึ่งภัยพิบัติ หากเรามองข้าม ละเลย อุดมคติอื่น ๆ ทั้งหมด การทำเช่นนั้นนั่นแหละ คือ การคลั่งลัทธิ […]"
ความตอนหนึ่งในจดหมายฉบับสุดท้ายจากการิทัตถึงจัสติน อันถือเป็น บทสรุปของ การิทัตผจญภัย : นิยายปรัชญาการเมือง (The Curious Enlightenment of Professor Caritat)
โดย : สตีเว่น ลุคส์  (Steven Lukes) ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองและสังคม (2538) แปล : เกษียร เตชะพีระ (2541)
เรื่อง(สุด)ย่อ : ศาสตราจารย์นิโคลาส การิทัต เป็นนักวิชาการด้านปรัชญายุครู้แจ้ง (the Enligtenment)  อาศัยอยู่ในประเทศ เสนานคร (Militaria) วันหนึ่งเขาถูกจับโดยทหารที่กุมอำนาจ เพราะแนวคิดยุครู้แจ้งอาจเป็นอันตรายต่อการปกครอง แต่ได้รับการช่วยเหลือจาก นักรบจรยุทธ์ (จัสติน) ของขบวนการ(ปฏิวัติซ้ายจัด)ที่ต่อต้านระบอบเผด็จการแบบเสนานคร การิทัตถูกขอร้อง(เชิงบังคับ)ให้ช่วยทำภารกิจหนึ่ง ซึ่งมีแต่นักปรัชญาเท่านั้นที่แบกรับได้ คือ ไปแสวงหา "โลกที่ประเสริฐสุดในบรรดาโลกทั้งหลายที่เป็นไปได้" แล้วเขียนรายงานส่งให้ขบวนการ โดยสาเหตุสำคัญที่จัสตินจำต้องขอร้องนักวิชาการ (ที่เขาเองก็ไม่ได้ศรัทธามากไปกว่าการลงมือปฎิบัติจริง) ขมวดอยู่ในประโยคเดียว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของขบวนการ ฯ เองที่ว่า "We know what we are against, but what are we for ?" (เรารู้ว่าเราคัดค้านสิ่งใด แต่อะไร คือ สิ่งที่เราสนับสนุนกันเล่า ?) การผจญภัยของการิทัต ก็คือการที่เขา(ต้อง)เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ อาทิ ประโยชน์นคร (Utilitaria), เสรีนคร (Libertaria), ชุมชนนคร (Communitaria) หรือแม้แต่ กรรมาชีพนคร (Proletaria) ซึ่งต้องผ่านภูมิทัศน์การเมือง และโลกแห่งอุดมการณ์การเมืองแบบสุดขั้วนานาชนิด ที่ซึ่งแนวคิดแห่งคริสต์ศวรรษที่ 18 เผชิญกับปมปัญหาของแนวคิดสมัยใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 …พร้อม ๆ กับต้องขบคิดให้ได้ว่า ระบอบการปกครองแบบใดกันแน่ที่ดีที่สุดที่มนุษย์พึงมี..โดยเขามีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียว กับภูมิรู้เกี่ยวกับนักคิดอย่างวอลแตร์ รุสโซ ค้านต์ และฮูม ติดตัว
 
ข้อสังเกต : ความน่าสนใจของหนังสือ ก็คือ ความสามารถในการ "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" (ของทั้งผู้เขียนและผู้แปล) ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่ "หาไม่ง่าย" ในสมัยนี้ เป็นบทสำรวจปรัชญาการเมืองตะวันตกอย่างกว้างขวาง ฉบับสนุกและเข้าใจง่าย ไม่ต้องปีนป่ายหรือใช้บันไดอ่าน แม้การิทัตฯ ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือ "อ่านง่าย" แต่ "ความยาก" ไม่ได้มีต้นเหตุจาก "ภาษา" แต่เป็นเพราะ "เนื้อหา" เองที่เข้าใจยาก กรณีนี้ จึงต่างจากงานของนักเขียนนักวิชาการสมัยใหม่บางคน ที่บางทีเนื้อหาอาจไม่มีอะไรใหม่หรือยาก แต่พยายามเหลือเกินในการปรุงแต่งถ้อยคำให้ฉุนกึกด้วยสำนวนและโวหาร หวังสร้างภาพ(ตัวเอง)ให้ดูเกินภูมิ(คนอ่าน) เข้าทำนอง "ทำเรื่องง่าย ให้กลายเป็นเรื่องยาก" ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ผ่านพบโดยไม่จำเป็น
http://biolawcom.de/blog/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C
 
บทยืน (THESIS)
ในนิยายเรื่อง การิทัตผจญภัย: นิยายปรัชญาการเมือง ของ Steven Lukes ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองและสังคม (เขียน ค.ศ. ๑๙๙๕ ผมแปลเป็นไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑) มีข้อเปรียบต่างสำคัญในบทที่ ๓ ระหว่างทรรศนะของศาสตราจารย์การิทัต ผู้เชื่อในความเป็นกลางทางความรู้ กับ จัสติน นักปฏิวัติซ้ายจัดแห่งขบวนการมือที่มองเห็น ผู้เชื่อว่าความรู้ต้องไม่เป็นกลาง พอเรียบเรียงเป็นตารางได้ดังนี้: –
จัสติน: ความรู้ไม่เป็นกลาง
๑) ปัดปฏิเสธงานเชิงวิชาการทั้งปวงอย่างดูหมิ่นถิ่นแคลนจนออกนอกหน้า ว่ามันก็ไอ้แค่ลัทธิหนีปัญหาของพวกปัญญาชน
๒) เข้าใจตัวเองว่าเป็นนักปรัชญาผู้เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่แค่ตีความมัน
๓) ถือว่าความคิดความรู้เป็นเครื่องมือหรืออาวุธ
๔) สิ่งเดียวในงานวิชาการที่น่าสนใจคือมีเนื้อหาข้อมูลอะไรในนั้นบ้างที่จะหยิบมาใช้พูดไฮด์ปาร์คหรือชูเป็นคำขวัญอย่างได้ผล
การิทัต: ความเป็นกลางทางความรู้
๑) ไม่ควรปล่อยให้การเลือกจุดยืนเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาเป็นตัวกำหนดการวิเคราะห์ล่วงหน้าแต่ต้น
๒) พึงระวังการมองอะไรแบบแบ่งแยกเป็นสองข้างสองขั้วง่าย ๆ
๓) แนวทางการใช้เหตุผลนั้นแตกต่างกันไปได้ร้อยแปดพันเก้าชนิดที่ไม่โน้มมาบรรจบเป็นหนึ่งเดียวกัน
๔) ความคิดของศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดมีค่าควรแก่การนำมาพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง
๕) การใช้เวลาตีความบรรดาความคิดที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโลกทั้งหลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าควรทำ
แน่นอน คำขวัญประจำใจของจัสตินย่อมมาจาก Thesis XI ในงานเขียนเรื่อง "Theses on Feuerbach" (1845) ของ คาร์ล มาร์กซ กล่าวคือ "นักปรัชญาได้แต่ตีความโลกไปต่าง ๆ กัน ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงโลก" ("Philosophers have only interpreted the world in various ways: the point is to change it.")
http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9712.html
 
วิชา ร. ๒๑๐ ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น อาจอำนวยประโยชน์แก่ผู้เรียน ๒ – ๓ ประการด้วยกัน  กล่าวคือ : –
๑) ในฐานะนักศึกษาสังกัดคณะและสาขาวิชาต่าง ๆ ของธรรมศาสตร์ เนื้อหาวิชา ร. ๒๑๐ จะช่วยปูพื้นความเข้าใจหลักปรัชญาพื้นฐานอันเป็นที่มาทางความคิดก่อนจะพัฒนาเป็นศาสตร์สาขาวิชาทั้งหลาย โดย เฉพาะด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ การรู้เท่าทันรากเหง้าสมมุติฐานทางปรัชญาความคิดของคณะสาขาวิชาของตน เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของมัน จะช่วยให้นักศึกษาไม่หลงยึดติดหลักวิชาแห่งศาสตร์ที่ตนเรียนอย่างคับแคบตายตัว หากรู้จักใช้มันเป็นเครื่องมือศึกษาโลกความเป็นจริงและแก้ปัญหาอันหลากหลายสลับซับซ้อนอย่างยืด หยุ่นพลิกแพลงมีชีวิตชีวา ตระหนักถึงคุณประโยชน์และข้อจำกัดของมัน กล้าคิดริเริ่มแก้ไขปรับปรุงมัน โดยมอง เห็นทางเลือกด้านความคิดความรู้อื่น ๆ นอกเหนือสาขาวิชาเฉพาะของตน
๒) ในฐานะสมาชิกสังคมผู้หนึ่ง  วิชา ร. ๒๑๐ จะช่วยให้มองเห็นฐานคิดเบื้องลึกเบื้องหลังทัศนคติ แบบแผนการปฏิบัติและสถาบันทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองต่าง ๆ มากกว่าการรับรู้ผิวเผินฉาบฉวยทั่วไป เข้าใจว่าที่เขาคิดเขาทำเขาดำเนินการกันในสังคมเช่นนั้นมันตั้งอยู่บนความคิด ความเชื่อ ความคาดหวังอันใด เพื่อฝึกทักษะในการซักถามตรวจสอบหรือกระทั่งรื้อคิดสิ่งเหล่านี้ใหม่ตามสิทธิพลเมืองของตน
๓) ในส่วนตัวคุณเอง ผมหวังว่าวิชานี้จะช่วยฝึกให้คุณ อ่านหนังสือเป็น, คิดเองเป็น, และเลิกเชื่อเป็น รายละเอียดเรื่องนี้ เราจะค่อย ๆ ทำความเข้าใจต่อไปข้างหน้า
              ตำราหลักเล่มเดียวในวิชานี้คือ การิทัตผจญภัย: นิยายปรัชญาการเมือง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ซึ่งผู้สอนแปลจากนิยายเรื่อง The Curious Enlightenment of  Professor Caritat : A Comedy of  Ideas  (ค.ศ. ๑๙๙๕) แต่งโดย Steven Lukes  (ค.ศ. ๑๙๔๑ – ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองและสังคมชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงผลงานเป็นที่รู้จักแพร่หลายในโลกตะวันตก  เขาเคยสอนที่ Oxford University และ London School of Economics ประเทศอังกฤษ, European University Institute และ University of Siena ประเทศอิตาลี ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์สังคมวิทยาสังกัด New York University รวมทั้งได้รับเชิญไปสอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก
              หนังสือ การิทัตผจญภัย เหมาะเป็นตำราเรียนวิชานี้เพราะเนื้อหาทันยุคสมัยปัจจุบัน  กว้างขวางครอบ คลุมเป็นระบบ ทั้งอ่านง่ายสนุกสนานน่าสนใจชวนติดตาม โดยเฉพาะสำหรับผู้ ไม่เคยเรียนหรือสนใจปรัชญาการเมืองมาก่อน  มันได้รับยกย่องเป็นหนังสือแนะนำทฤษฎีการเมืองที่เทียบเคียงได้กับนิยายเรื่อง โลกของโซฟี ของ โยสไตน์ กอร์เดอร์ (พ.ศ. ๒๕๓๙)  อันเป็นหนังสือแนะนำประวัติความคิดปรัชญาตะวันตกที่ขายดีทั่วโลก  ปัจจุบัน The Curious Enlightenment of  Professor Caritat ถูกแปลออกพิมพ์เผยแพร่ในภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว ๑๖ ภาษา ได้แก่ เยอรมัน, ฝรั่งเศส,  โปรตุเกส-บราซิล, กรีก, เกาหลี, ญี่ปุ่น, โปรตุเกส, ไทย, ดัตช์, เดนิช, นอร์เวเยียน, เตอร์กิช, อิตาเลียน, จีน, โปลิช, สโลเวเนียน
เนื้อหา
              เนื้อหาใจกลางของนิยาย การิทัตผจญภัย ยาว ๒๙ บท ๓๒๓ หน้าได้แก่บรรดาปรัชญาการเมืองหลัก ๆ รวม ๖ สำนักที่มีผู้เลื่อมใสปฏิบัติกันแพร่หลายในโลกปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ข้ามสหัสวรรษมาปัจจุบัน คือ: –
              ๑)  ปรัชญายุครู้แจ้ง              หรือ              the Enlightenment
              ๒)  ลัทธิอำนาจนิยม              หรือ              Authoritarianism
              ๓)  ลัทธิประโยชน์นิยม              หรือ              Utilitarianism
              ๔)  ลัทธิชุมชนนิยม              หรือ              Communitarianism
              ๕)  ลัทธิคอมมิวนิสต์              หรือ              Communism
              ๖)  ลัทธิอิสรเสรีนิยม              หรือ              Libertarianism
              ผู้แต่งวางพล็อตให้ศาสตราจารย์ นิโคลาส การิทัต ซึ่งเสมือนตัวแทนปรัชญายุครู้แจ้งของยุโรปสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นตัวเดินเรื่องโดยพกพาแนวคิดความเชื่อเรื่อง เหตุผลนิยม-มนุษยนิยม-ความก้าวหน้า-ทรรศนะมองโลกในแง่ดี (Rationalism-Humanism-the Idea of  Progress-Optimism) แบบยุครู้แจ้ง ออกเดิน ทางซัดเซพเนจรจาริกแสวงหา “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ” (the best possible world) ผ่านเข้าไปในนคร   ต่าง ๆ ทั้ง ๕ ได้แก่ เสนานคร (Militaria), ประโยชน์นคร (Utilitaria), ชุมชนนคร (Communitaria), กรรมาชีพนคร (Proletaria), และ อิสรเสรีนคร (Libertaria) ซึ่งต่างก็จำลองภาพเมืองในอุดมคติที่จัดระเบียบบริหารกิจการบ้าน เมืองตามหลักปรัชญาการเมือง ๕ สำนักข้างต้นอย่างสมบูรณ์แบบ  จากนั้นก็อาศัยฉาก ตัวละคร เรื่องราว เหตุ-การณ์ บทสนทนา มาสะท้อนให้เห็นสมมุติฐาน ลักษณะ ข้อดี ข้อด้อย จุดแข็ง จุดอ่อน ปมปัญหา ความขัดแย้งลักลั่นภายในของแต่ละสำนักปรัชญาการเมือง หากนำมันไปปฏิบัติแบบคลั่งไคล้สุดโต่งในโลกความเป็นจริง
www.polsci.tu.ac.th/table/PO210kasain.doc
ข้อสอบวิชา ร.210 ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น อ.เกษียร
๑) กลวิธีทางการประพันธ์หนึ่งที่ผู้แต่งหนังสือการิทัตผจญภัย:นิยายปรัชญาการเมือง มักใช้เพื่อสะท้อนลักษณะทางความคิดของปรัชญาการเมืองสำนักต่าง ๆ คือบรรดาคำศัพท์ที่ไม่มี, ไม่ปรากฏ, ไม่รู้จัก หรือกำลังจะถูกลบล้างยกเลิกทิ้ง ในประเทศต่าง ๆ ที่การิทัตเดินทางไปถึง ให้นักศึกษาคิดค้นหาตัวอย่างคำศัพท์ที่ไม่มีฯ ทำนองเดียวกันนี้ในประเทศไทยมาประมาณ 3 คำ
และวิเคราะห์วิจารณ์ว่าทำไมจึงไม่มีคำศัพท์ดังกล่าวในสังคมไทย? และการไม่มีคำศัพท์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นบุคลิกลักษณะทางความคิดการเมืองของสังคมไทยอย่างไรบ้าง (๕๐ คะแนน)
๒) ในโลกแห่งทุนนิยม-วัตถุนิยม-บริโภคนิยมปัจจุบัน มีเหตุผลอะไรบ้าง ที่เราควรกำกับควบคุมการบริโภคที่ไร้ขอบเขตจำกัด? และจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ให้นักศึกษาตอบคำถามเหล่านี้โดยประยุกต์ใช้แนวคิดต่าง ๆ ทั้งหลายที่ปรากฏ ในบทตอนที่ว่าด้วยชุมชนนครและอิสรเสรีนคร ในหนังสือ การิทัตผจญภัย : นิยายปรัชญาการเมือง (๕๐ คะแนน)
http://singhadang.freeforums.org/210-t494.html
 
วันที่ 19 สิงหา 53
จ ะ "อ่ า น" ว ร ร ณ ก ร ร ม ต า ม ใ จ ใ ค ร ดี
โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ 
   เราควรจะอ่านหรือตีความวรรณกรรมตามใจใครดี ? ถ้าให้ตอบโดยไม่ต้องคิด คนส่วนมากคงจะตอบว่า "อ่านตามใจตัวเองนะสิ" แต่ถ้าไปถามนักเรียนส่วนใหญ่แล้วน่าจะตอบว่า "อ่านตามใจคุณครูครับ (ค่ะ)" แต่ถ้าไปถามสำนักพิมพ์บางแห่ง คำตอบอาจจะเป็น "อ่านตามใจตลาด" ส่วน บ.ก. คัดเรื่องสั้นตามนิตยสาร อาจจะตอบว่า "อ่านตามใจผู้อ่านนิตยสาร"
    ในวงวิชาการวรรณกรรมศึกษา คำถามดังกล่าวถือเป็นคำถามสำคัญมีผลต่อการกำหนดทิศทางการศึกษาวรรณกรรม เพราะนัยยะของคำถามนี้คือการเปิดประเด็นเรื่องความหมายและการตีความวรรณกรรมว่าควรจะอิงอยู่กับอะไรเป็นสำคัญ ระหว่างผู้แต่ง ผู้อ่าน บริบททางสังคม หรือตัวบทวรรณกรรมเอง
——————————————————————————–
    อ่านตามใจผู้แต่ง
    นักวิชาการบางกลุ่มเห็นว่า เนื่องจากนักเขียนเป็นผู้สร้างงาน ดังนั้นเขา/เธอย่อมรู้ดีที่สุดว่าต้องการจะสื่อความหมายอะไร ดังนั้นความหมายวรรณกรรมและการตีความวรรณกรรมควรจะต้องยึดเอาเจตนาผู้แต่งเป็นตัวกำหนด ในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวดูจะเสื่อมความน่าเชื่อถือไปมากด้วยเหตุผลหลายประการ
    "การตีความตามเจตนาผู้แต่ง" นั้นมีปัญหาในเชิงปฏิบัติที่เห็นง่ายที่สุดคือ ในกรณีงานเขียนเก่าแก่ที่เรามีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนน้อยมาก หรือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าใครเป็นผู้เขียน อย่าว่าแต่เจตนาผู้เขียนเลย แม้แต่การจะสืบหาประวัติผู้เขียนยังนับว่ายาก ส่วนในกรณีที่เราสามารถสืบค้นหลักฐานแสดงเจตนาของผู้แต่งได้ (ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของจดหมาย บันทึกส่วนตัว บทสนทนา บทสัมภาษณ์ หรือบทความ) แต่เราไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเจตนาดังกล่าวคือความตั้งใจขณะเขียน หรือหลังเขียนเมื่อผู้แต่งย้อนกลับไปอ่านงานของตนเอง
    (ในกรณีหลังนักเขียนมีสถานะเป็นเพียงนักอ่านคนหนึ่งเท่านั้น) ยิ่งไปกว่านั้นผลงานที่ปรากฏกับสิ่งที่นักเขียนตั้งใจไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องสอดคล้องกัน
    ที่สำคัญคืองานวรรณกรรมถือเป็นข้อเขียนสาธารณะ ความหมายของงานไม่ควรอย่างยิ่งที่จะถูกผูกขาดโดยเจตนาของผู้แต่ง ที่สำคัญกว่าคืองานวรรณกรรมเขียนขึ้นด้วยภาษาที่คนทั่วไปใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นความหมายใดๆที่จะพึงมีจึงเป็นสิ่งที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้โดยศึกษาจากตัวงาน ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องนำเจตนาผู้เขียนมากำหนดและกำกับความหมาย
——————————————————————————–
  อ่านตามใจนึก
    อย่างไรก็ตาม การไม่ยึดติดเจตนาผู้แต่ง มิได้หมายความว่าเราสามารถจะพูดอะไรก็ได้ตามใจนึกเกี่ยวกับงานวรรณกรรม อย่างไรก็ตามที่ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้อ่านจำนวนหนึ่งมีแนวโน้มที่จะนำประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองมาผูกโยงกับวรรณกรรม เช่น เมื่ออ่านนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน แล้วคิดไปว่าตัวเองเป็นแม่พลอย เพราะตนเองมีสามีชื่อเปรมเหมือนกัน หรือบางคนชอบนวนิยายเรื่อง เจ้าชายน้อย เพราะเป็นหนังสือที่คนรักซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด หยิบขึ้นมาอ่านทีไร ก็จะนึกว่าเจ้าชายน้อยคือคนรักของตนเองทุกครั้งไป
    การอ่านในลักษณะข้างต้นคือ "การตีความตามเจตนาผู้อ่าน" หรือการตีความตามใจนึก แม้ว่าผู้อ่านจะมีสิทธิกระทำได้ แต่เขา/เธอพึงเก็บการตีความดังกล่าวไว้ในใจตนเองเท่านั้น เพราะหากนำมาเผยแพร่ หรือพูดให้คนใกล้ชิดฟัง ผู้ตีความหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอธิบายแจกแจง เพื่ออย่างน้อยที่สุดให้ผู้ฟังยอมรับได้ว่าการตีความดังกล่าวชอบด้วยเหตุและผล
    ถ้าจะพูดกันอย่างถึงที่สุดแล้ว การตีความตามใจนึกใช่ว่าผู้อ่านจะตีความส่งเดชอย่างไรก็ได้ เพราะโดยพื้นฐานที่สุดผู้อ่านจะต้องอ่านวรรณกรรมชิ้นนั้นด้วยกรอบ กติกา และความหมายของภาษาที่ใช้เขียนงานชิ้นนั้น เป็นต้นว่าเมื่ออ่าน สี่แผ่นดิน ผู้อ่านจะต้องรู้ว่า "พลอย" ในนวนิยายเล่มนี้คือชื่อตัวละครผู้หญิง มิใช่อัญมณีชนิดหนึ่ง
    กรณีเดียวที่จะเป็นไปได้ในการตีความตามใจนึกชนิดพูดอะไรก็ได้ทั้งสิ้น คือผู้อ่านผู้นั้นเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออก หรือเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไม่รู้จักภาษาโลก ซึ่งถ้าเป็นดังว่า วรรณกรรมชิ้นนั้นก็มีสถานะเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นข้อเขียนที่ใช้สื่อสารผ่านภาษาอีกต่อไป
——————————————————————————–
  อ่านตามใจความ
    การตีความวรรณกรรมที่พึงกระทำคือ "การตีความตามเจตนาของตัวบท" เนื่องจากตัวบทวรรณกรรมโดยตัวของมันเองสามารถจะสื่อความหมายได้ ทั้งนี้เพราะในด้านหนึ่งตัวบทวรรณกรรมคือรูปแบบการสื่อสารด้วยภาษาประเภทหนึ่ง ย่อมสามารถจะสื่อความหมายได้ด้วยตัวมันเอง เหมือนกับข้อความต่างๆที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน กล่าวคือหากผู้อ่านมีความสันทัดทางภาษา (language competence) เขาหรือเธอย่อมตีความข้อความ "วัตถุมีพิษ ห้ามรับประทาน" ที่ติดอยู่บนขวดดีดีทีได้ โดยไม่ต้องวิ่งไปถามผู้เขียนข้อความว่ามีเจตนาอะไร หรือไม่ควรอย่างยิ่งที่จะตีความตามใจนึกเอาเองว่าขวดดังกล่าวบรรจุน้ำยาแก้ไอ
    อย่างไรก็ตาม ลำพังความสามารถทางภาษาแต่ประการเดียวยังไม่พอเพียงที่จะใช้ในการตีความตัวบทวรรณกรรมได้ เพราะในอีกด้านหนึ่งนั้น วรรณกรรมเป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาพิเศษแตกต่างจากการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ดังนั้นนอกเหนือจากความสันทัดทางภาษาแล้ว ผู้อ่านยังต้องมีความสันทัดทางวรรณกรรม (literary competence) อีกโสดหนึ่งด้วย หากหลักไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค และความหมายของคำ ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของภาษาได้ฉันใด ไวยากรณ์ โครงสร้าง องค์ประกอบทางวรรณศิลป์ ตลอดจนขนบหรือสัญนิยม (convention) ทางวรรณกรรม ก็ช่วยให้เราตีความตามเจตนาของตัวบทได้ฉันนั้น
    อาทิ เมื่อกวีกล่าวว่า
"ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม
ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาต้องใจอาลัยวรณ์
สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน"
    ผู้อ่านจะอ่านกลอนสี่วรรคนี้ตามความหมายตรงตัวของภาษาเพียงประการเดียวย่อมไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงร่างกายมนุษย์ไม่มีพื้นที่มากมายพอให้ง้าว หลาว แหลนนับแสนเล่มมาทิ่มแทงพร้อมกันได้ แต่เพราะเราตระหนักดีว่าบทกลอนดังกล่าวใช้โวหารที่เรียกว่าความเปรียบเกินจริง (hyperbole) เพื่อชมความงามของหญิงสาว โดยเปรียบเทียบว่าการจะถอนสายตาจากนางนั้นยากยิ่งกว่าการถอนศาสตราวุธนับแสนชิ้นออกจากร่าง จะเห็นว่าการตีความบทกลอนข้างต้นดังกล่าว ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องลงทุนไปสืบค้นเจตนาของสุนทรภู่ หรือคิดเอาเองตามใจนึกว่าบทกลอนต้องการจะสื่ออะไร
    การตีความตามเจตนาของตัวบท คือการยอมรับว่าตัวบทวรรณกรรมมีศักยภาพที่จะสื่อความหมาย และศักยภาพดังกล่าวดำรงอยู่โดยอิสระนอกเหนือเจตจำนงของผู้แต่งหรือผู้อ่าน
    อย่างไรก็ตาม ข้อควรคำนึงประการสำคัญคือ การตีความตามเจตนาตัวบทในงานวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ๆ มิจำเป็นต้องได้ผลลัพธ์เพียงความหมายเดียวเสมอไป ตัวบทวรรณกรรมจำนวนมากมีความหมายกำกวมเอื้อให้สามารถตีความได้หลายนัย และมีจำนวนไม่น้อยที่ตัวบทวรรณกรรมจะท้าทาย ขัดขืน และตั้งคำถามกับการตีความของผู้อ่าน
——————————————————————————–
     อ่านตามใจชอบ
    บ่อยครั้งเมื่อผู้อ่านเผชิญหน้ากับวรรณกรรมที่มีความหมายกำกวมและคลุมเครือไม่ชัดเจน กระบวนการตีความของผู้อ่านจะเป็นการโต้ตอบกันระหว่างศักยภาพของความหมายในตัวบทและความสันทัดทางวรรณกรรมของผู้อ่าน โดยผู้อ่านมีแนวโน้มที่จะอ่านความหมายวรรณกรรมให้สอดคล้องกลมกลืนกับความชอบ ความเชื่อ และความคาดหวังของผู้อ่าน เราอาจจะเรียกการอ่านแบบนี้ว่าเป็นการอ่านตามใจชอบ หรือ "การตีความตามอัธยาศัย"
    เพื่อสาธิตวิธีการอ่านและนัยยะของการตีความตามอัธยาศัย ผมใคร่ขออนุญาตเล่าถึงการทดลองที่ท่าพระจันทร์ เมื่อผมให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ประจำภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยายามตีความบทเปิดเรื่องของนวนิยายขนาดสั้นชื่อ เมตามอร์โฟซิส (การแปลงร่าง) เขียนโดย ฟรันซ์ คาฟก้า ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ 
    ในเช้าวันหนึ่ง เมื่อ เกรเกอร์ แซมซ่า ตื่นจากความฝันอันว้าวุ่นสับสน เขาพบว่าเขาได้กลายเป็นแมลงยักษ์อยู่บนเตียง เขานอนหงายโดยมีแผ่นหลังที่แข็งราวกับเกราะอยู่ด้านล่าง เมื่อผงกหัวขึ้นเล็กน้อย เขามองเห็นหน้าท้องโค้งนูนสีน้ำตาลเป็นปล้อง ๆ ตามแนวโค้งของซี่โครง ผ้าที่ห่มร่างโค้งนูนของเขาเลื่อนหลุดจากตัวเกือบจะทั้งผืน ส่วนขาอันมากมายที่เรียวเล็กอย่างน่าเวทนาเมื่อเทียบกับขนาดอันมหึมาของลำตัว กำลังดิ้นกระแด่วๆ อยู่เบื้องหน้าเขา
    "ฉันเป็นอะไรไปเหรอนี่" เขาคิด นี่ไม่ใช่ความฝันแน่ ห้องของเขาซึ่งเหมือนห้องคนธรรมดาทั่วไป เสียแต่ออกจะเล็กไปสักหน่อย ดูเงียบสงบอยู่ภายในผนังทั้งสี่ด้านที่ดูคุ้นเคย บนโต๊ะมีตัวอย่างผ้าวางกระจัดกระจายอยู่ แซมซ่าเป็นพนักงานขายที่ต้องเดินทางเป็นประจำเหนือโต๊ะขึ้นไปมีภาพใส่กรอบสีทองงดงามแขวนอยู่ ภาพนี้เขาเพิ่งตัดมาจากนิตยสารอาบมัน เป็นรูปสุภาพสตรีสวมหมวกและผ้าคลุมไหล่ทำจากเฟอร์นั่งตัวตรง มีผ้าขนสัตว์อย่างหนาปิดหุ้มแขนทั้งแขน
    (บทแปลเป็นสำนวนของผู้เขียนบทความ)
    นักศึกษาเข้าใจตรงกันหมดว่า ตัวละครเอกแซมซ่าตื่นขึ้นมาและพบว่าตนเองได้กลายเป็นแมลงยักษ์ แต่ในขั้นตีความการแปลงร่างเป็นแมลงของแซมซ่า นักศึกษามีคำอธิบายแตกต่างกันอย่างน่าสนใจดังนี้
    การตีความแบบที่ ๑ นักศึกษาบางส่วนชี้ว่า นวนิยายเรื่องนี้น่าจะเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ และการแปลงร่างเป็นแมลงของแซมซ่าน่าจะเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในโลกอนาคต โดยยกเหตุผลสนับสนุนว่ามีนวนิยายหลายเรื่องอาทิ The Fly จะนำเรื่องการแปลงร่างมาเป็นแกนเรื่อง
    การตีความแบบที่ ๒ นักศึกษากลุ่มหนึ่งเห็นว่า การกลายเป็นแมลงของแซมซ่าน่าจะเป็นเพียงแค่ความฝันของเขา และแม้ว่าตัวบทจะบอกว่าทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความฝัน
    แต่ก็เป็นไปได้ว่าเรื่องจะคลี่คลายในเชิงหักมุมในท้ายที่สุดว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของความฝันซ้อนความฝัน ทั้งนี้เพราะเมื่อพิจารณาจากการบรรยายที่เน้นรายละเอียดเชิงเหมือนจริงตามขนบนวนิยายแนวสัจนิยมแล้ว เป็นไปไม่ได้ว่า แซมซ่าจะกลายเป็นแมลงไปจริง ๆ
    การตีความแบบที่ ๓ นักศึกษาบางคนชี้ว่า ทั้งหมดอาจจะเป็นสภาวะจิตหลอนชั่วคราวของแซมซ่า อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับคนเพิ่งตื่นนอน ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า แซมซ่าเป็นพนักงานขายของที่ต้องเดินทางเป็นประจำ ต้องนอนในที่แปลกถิ่นแปลกที่ตลอดเวลา แม้ว่าตามท้องเรื่องเหตุการณ์จะเกิดในห้องนอนของเขาเอง แต่โดยอาชีพแล้ว เขาน่าจะรู้สึก "ผิดที่" กับห้องนอนของเขาไม่น้อยไปกว่าห้องนอนในโรงแรม
    การตีความแบบที่ ๔ นักศึกษาอีกจำนวนหนึ่งเสนอว่า การกลายเป็นแมลงของแซมซ่าเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความรู้สึกแปลกแยกของเขาที่มีต่อตัวเองและต่อผู้คนรอบข้าง การให้แซมซ่ากลายเป็นแมลงในห้องนอนที่ "ดูคุ้นเคย" เป็น irony ที่ช่วยตอกย้ำความรู้สึกแปลกแยกนี้มากยิ่งขึ้น นักศึกษาบางคนในกลุ่มนี้ยอมรับว่า การกลายเป็นแมลงของแซมซ่าคือสัญลักษณ์สื่อสภาวะทางจิตของแซมซ่า แต่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นสัญลักษณ์สื่อความรู้แปลกแยกของแซมซ่า เพราะเมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาที่เยือกเย็น ปราศจากความตระหนกตกใจหรือตื่นเต้นใด ๆ กับการกลายเป็นแมลงของแซมซ่าแล้ว เป็นไปได้มากว่า โดยลึก ๆ แล้ว
    แซมซ่าต้องการและพอใจที่จะเป็นแมลง เพื่อหลีกหนีภาระหน้าที่การงานและชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายของเขา
    การตีความแบบที่ ๕ นักศึกษาจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องราวเกี่ยวกับการแปลงร่างเป็นแนวคิดหลักแนวหนึ่งของโลกตะวันตก สามารถสืบย้อนไปไกลถึงยุคกรีก-โรมัน โดยเฉพาะในงานของ Ovid ที่มีชื่อเดียวกันกับนวนิยายเรื่องนี้ของคาฟก้า แต่ด้วยบทบรรยายที่เน้นรายละเอียดในเชิงเหมือนจริงตามขนบนวนิยายแนวสัจนิยม นวนิยายเรื่องนี้น่าจะเป็นการหลีกล้อและเล่นกับขนบวรรณกรรมสองแบบ คือ ขนบตำนานปกรณัมและขนบวรรณกรรมสัจนิยม
    ความน่าสนใจของการตีความทั้งห้าแบบดังที่สรุปมาข้างต้น มิได้อยู่ที่ว่าการตีความแบบใดลุ่มลึกหรือน่าเชื่อถือกว่ากัน แต่อยู่ที่ความพยายามของนักศึกษาในการระดมความสันทัดทางวรรณกรรมทั้งหมดที่พวกเขาร่ำเรียนฝึกปรือมาเพื่ออธิบาย "ความแปลก" ของตัวบทวรรณกรรมชิ้นนี้
    การตีความแบบที่ ๑ นักศึกษาแปรการเป็นแมลงของแซมซ่าให้เป็นเรื่องแฟนตาซีในแนวนวนิยายวิทยาศาสตร์ เพราะขนบวรรณกรรมแนวนี้เปิดโอกาสให้มีสถานการณ์และเหตุการณ์ในท้องเรื่องที่ไม่ต้องอิงกับความเป็นจริงได้ แต่ใช้หลักความน่าจะเป็นทางวิทยาศาสตร์มาสร้างความสมจริงให้กับเรื่อง
    ส่วนการตีความแบบที่ ๒ และแบบที่ ๓ นั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยม ที่ถ่ายสะท้อนโลกของความเป็นจริง เมื่อในโลกของความเป็นจริงเท่าที่เรารับรู้ มนุษย์ไม่สามารถจะแปลงร่างเป็นแมลงได้ การตีความทั้งสองแนวนี้จึงต้องพยายามอธิบายเหตุการณ์แซมซากลายเป็นแมลงตามหลักความเหมือนจริง โดยในแบบที่ ๒ ตีความว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝันของตัวละคร ส่วนแบบที่ ๓ อาศัยคำอธิบายทางการแพทย์มาสร้างความเหมือนจริงให้แก่เหตุการณ์
    การตีความแบบที่ ๔ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความรู้สึกแปลกแยก หรือความต้องการหลีกหนีความจริงของแซมซ่า เราเห็นได้ชัดเจนว่านักศึกษาทำให้ความแปลกของตัวบทกลายเป็นเรื่องปรกติ โดยนำหลักจิตวิทยามาใช้วิเคราะห์เหตุการณ์และพฤติกรรมตัวละคร
    การตีความแบบที่ ๕ นักศึกษาไม่พยายามใช้หลักความเหมือนจริง หรือความเป็นจริงในชีวิตมาอธิบาย แต่นำเอาแนวคิดเรื่องสัมพันธบท (intertextuality) ที่มองว่าตัวบทวรรณกรรมคือการปะทะสังสรรค์ระหว่างตัวบทต่าง ๆ มาใช้ตีความ การกลายเป็นแมลงของแซมซ่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้ เพราะตัวบทชิ้นนี้กำลังสนทนากับตัวบทของ Ovid ในยุคคลาสสิก
    แม้การตีความทั้งห้าแบบจะให้คำอธิบายที่แตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง โดยคำอธิบายทั้งหมดล้วนมีความน่าเชื่อถือและพอยอมรับได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ลักษณะร่วมกันของการตีความเหล่านี้คือกระบวนการที่เรียกกันในวงวิชาการว่า naturalization* อันได้แก่การที่ผู้อ่านพยายามทำให้ตัวบทวรรณกรรมดูเป็นธรรมชาติและสมจริง ("ความสมจริง" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "ความเหมือนจริง" กบกลายเป็นเจ้าชายคือความสมจริงตามขนบวรรณกรรมแบบนิทาน) นั่นคือผู้อ่านจะพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ นานาอันอาจจะเป็นไปได้มาใช้อ่าน อธิบาย และตีความ เพื่อทำให้งานวรรณกรรมที่ดูแปลกแยกเข้ามาอยู่ในกระบวนทัศน์ที่ตนเองคุ้นเคยให้ได้
    แนวคิดเรื่องการทำตัวบทให้เป็นธรรมชาตินี้มิเพียงแต่จะช่วยอธิบายกระบวนการอ่านเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ "การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์" (metacriticism) ผมใช้คำคำนี้ในความหมายที่กว้างกว่าความหมายที่ใช้กันทั่วไปในบ้านเราว่า คือการที่นักวิจารณ์ออกมาโต้แย้งกัน2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้การวิจารณ์และการตีความหนึ่ง ๆ เป็นไปได้ และสามารถเป็นแนวทางเพื่ออธิบายว่า อะไรคือปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้สังคมยอมรับการวิจารณ์และการตีความบางชนิด
    เพิกเฉยการวิจารณ์บางแนว และปฏิเสธการวิจารณ์และการตีความบางสำนัก
    หากเราเชื่อว่า เราสามารถ "ดูสังคมจากวรรณคดีและดูวรรณคดีจากสังคม"
    ดังที่นักวิจารณ์อย่าง บรรจง บรรเจอดศิลป์ ว่าไว้ ผมก็เชื่อเช่นกันว่า
    เราสามารถจะดูสังคมจากวรรณกรรมวิจารณ์และดูวรรณกรรมวิจารณ์จากสังคมได้ด้วย
——————————————————————————–
   * Jonathan Culler นักวิชาการแนวโครงสร้างนิยม และสัญศาสตร์ เป็นผู้บัญญัติคำคำนี้ ผู้สนใจแนวคิดในเรื่องนี้ โดยละเอียดควรอ่าน Jonathan Culler,
Structuralist Poetics
http://www.sarakadee.com/feature/2000/07/book-human.htm
นี่อาจจะเป็นการเรียกว่า กระบวนทัศน์(paradigm)ของการอ่าน ในแต่ละแบบ เท่าที่มนุษย์จะตีความผลงานของนักเขียน เช่น คาฟคาได้ ในนิยายMrs Dalloway แปลเรื่องคุณนาย ดัลโลเวย์ ก็อ้างอิงกับผลงานของคาฟคา โดยคนแปล บอกว่า ถ้าคนคุ้นชินกับงานกระแสสำนึกของคาฟคามาก่อนจะเข้าใจ และผมคิดว่า ถ้าเราคุ้นเคยกับงานเจมส์ จอยซ์ ซึ่งร่วมสมัยกับเวอร์จิเนีย วูลฟ์ ก็น่าจะเข้าใจถึงการใช้ภาษาอันยุ่งยาก และโครงเรื่องอันสลับซับซ้อนของการเขียนแนวกระแสสำนึก ซึ่งจอยซ์ไปไกลมาก และงานเขียนในเรื่องยูลีซิสของจอยซ์ ก็มีคนตีความว่า วรรณกรรมล้อให้ตลกขบขันในเรื่องโอดิสซี ผู้เร่ร่อนรอนแรม หาทางกลับบ้านด้วย
ผมอยากจะยกตัวอย่างของการเขียนถึงThe Hours(ชื่อดั้งเดิมของนิยาย) หรือ คุณนายดัลโลเวย์ ในแง่มุมต่างๆ  เช่น Mrs Dalloway – Virginia Woolf คุณนายดัลโลเวย์ จากดลสิทธิ์ บางคมบาง2 ต.ค. 2007 … คุณนายดัลโลเวย์ เล่มนี้ก็เช่นนั้น และอาจเป็นปัญหาอยู่บ้างสำหรับนักอ่านที่ยังไม่คุ้น แต่ผู้แปลเชื่อว่า เมื่อได้อ่านลึกเข้าไปในตัวเรื่องแล้ว …www.oknation.net/blog/combang/2007/10/02/entry-1
นอกจากเรื่องราวความรักแล้ว เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ยังใช้บรรยากาศของลอนดอนในเดือนมิถุนายนที่สงครามเพิ่งจบสิ้นลง ช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงระลึกถึงพวกทหารที่ไปตายในสนามรบ แม่ระลึกถึงลูกชายแสนดีถูกฆ่า ภรรยานึกถึงสามี และหญิงสาวนึกถึงคนรัก รวมถึงสัญญาณ “บิกเบ็น” ที่ลั่นขึ้นทุกชั่วโมงและครึ่งชั่วโมง ราวกับเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้คนในรัศมีแห่งเสียงกระหึ่มนั้นระลึกถึงสงครามและความสูญเสียทุกห้วงยาม
ซึ่งบิกเบ็นนั้นก็ส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะอยู่ตลอดเรื่อง และราวกับตัวละครทุกตัวได้ส่งผ่านสัญญาณแห่งชีวิตอันล้ำลึกไปถึงกันและกัน แม้กระทั่งการฆ่าตัวตายของ เซพทิมุส ทหารผู้ผ่านสมรภูมิมาด้วยจิตใจที่บอบช้ำ ตัวละครซึ่งแทบจะไม่มีวันได้ปฏิสัมพันธ์กับคลาริสซาเลย แต่ความตายของเขายังก้าวล่วงเข้ามาสร้างปฏิกิริยาแก่คลาริสซาถึงในงานเลี้ยงของเธอ http://www.blogazine.in.th/blogs/bookgarden/post/2860 
http://kullawatkullawattong.spaces.live.com/blog/cns!6F326A283CED2BE4!684.entry
http://www.combangweb.com/columnview.php?id=180
http://nokbook.com/book_dalloway.html
http://www.onopen.com/loveyouallmass/09-11-24/5151
แม้เวอร์จิเนีย วูลฟ์เขียนไว้ว่าไม่มีใครจะแนะนำคนอื่นได้ว่าควรอ่านอย่างไร หากให้เราจงทำตามเสียงใจของเราเอง.. http://www.faylicity.com/book/book1/readgrain.html
..Polonius : What do you read, my lord ? โพโลเนียส : พระองค์ทรงอ่านอะไรอยู่พะยะค่ะ
Hamlet : Words, words, words.  แฮมเล็ต : คำ คำ คำ
Shakespeare, Hamlet, II.ii.194
.."การอ่านไม่เอาเรื่อง" คือการอ่านแบบตามใจฉัน และตามใจชอบ ที่ปราศจากหลักเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น นึกจะอ่านและตีความงานเขียนให้เข้ารกเข้าพงตามใจนึกและใจสนุกของผู้อ่าน วิธีการอ่านเช่นนี้มิใช่แนวทางการวิจารณ์วรรณกรรมที่ผู้เขียนเห็นด้วย หรือสนับสนุนแต่อย่างใดทั้งสิ้น
"การอ่าน (ไม่) เอาเรื่อง" จะต้องเริ่มต้นจาก "การอ่านเอาเรื่อง" เสียก่อน นั่นคือผู้อ่านต้องฝึกฝนทักษะและความจัดเจนที่จะสามารถอ่านเพื่อจับใจความตามท้องเรื่องได้ถูกต้องว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร สามารถจะจับอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องและตัวละคร ซึ่งอาจจะยอกย้อนแยบยล หรือตื้นเขิน โจ่งแจ้ง สุดแล้วแต่ตัวงานแต่ละชิ้นจะนำเสนอ สามารถจะจับใจความสำคัญและใจความรองของเรื่องได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน และอย่างครบถ้วนไม่ตกหล่น ตลอดจนสามารถจะตีความนัยยะที่ตัวงานต้องการจะสื่อถึงผู้อ่านได้อย่างทะลุแจ้งแทงตลอด
ในระดับของการอ่านเอาเรื่องดังว่านี้ ผู้อ่านจะได้รับความเพลิดเพลินจากเรื่องราวที่นำเสนอ ได้รับความจำเริญใจมากน้อยสุดแล้วแต่ความเข้มข้นทางอารมณ์ในตัวงาน และบางกรณีอาจจะได้รับความอิ่มเอิบทางความคิดในอรรถรสและความหมายที่ตัวงานมุ่งสื่อแสดงต่อผู้อ่าน
ส่วนการ "อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง" เป็นการอ่านในระดับที่สูงขึ้นไปจากการอ่านเอาเรื่อง ที่มิได้มุ่งดูเพียงเนื้อเรื่อง ใจความหลัก หรือความหมายที่ปรากฏในตัวงาน แต่มุ่งวิเคราะห์กระบวนการสร้างความหมาย ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้การสื่อความหมายเป็นไปได้ และที่สำคัญคือมุ่งพินิจเพื่อตีแผ่สิ่งที่ "ไม่ปรากฏ" ซึ่งแฝงเร้นหรือแอบซ่อนติดมากับเรื่อง นั่นก็คือความหมายที่เนื้อเรื่องพยายามจะปกปิดไว้ จะโดยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม
หลายคนอาจจะนึกแย้งอยู่ในใจว่า ทำไมจึงต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากขนาดนี้ ใยจึงต้องแปรกิจกรรมการอ่านวรรณกรรม ที่น่าจะนำมาซึ่งความเพลิดเพลินทางอารมณ์ ให้กลายเป็นเรื่องซับซ้อนยอกย้อนชวนปวดหัวเกินกว่าเหตุเช่นนี้
โดยส่วนตัวและโดยสัตย์จริง ผู้เขียนขอยืนยันว่า "การอ่าน (ไม่) เอาเรื่อง" เป็นการอ่านที่นำมาซึ่งความสำราญอารมณ์ และความเบิกบานทางปัญญาได้ไม่ยิ่งหย่อน และเผลอ ๆ อาจจะมากกว่า "การอ่านเอาเรื่อง" ด้วยซ้ำไป เพราะวิธีการอ่านดังกล่าวช่วยทำให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทันตัวบท ทั้งยังช่วยเพิ่มมิติอันแปลกใหม่ ที่ลำพังอาจจะมองไม่เห็นหากเรายึดติดอยู่แค่ระดับของการอ่านเอาเรื่อง
แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด กิจกรรมการอ่านวรรณกรรมนั้นมิได้แตกต่างจากกิจกรรมอื่น ๆ ในสังคม หาได้บริสุทธิ์ผุดผ่องและไร้เดียงสาดังที่เราอยากจะให้เป็น วรรณกรรมเป็นผลผลิตของสังคม เช่นเดียวกับที่การอ่านวรรณกรรมคือกิจกรรมทางสังคม จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามที จะโดยความยินยอมพร้อมใจหรือไม่ก็ตามแต่ ทั้งวรรณกรรมและการอ่านวรรณกรรมล้วนมีมิติทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นและอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
http://www.faylicity.com/book/book1/fstreadgrain.html
นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทความอันลึกซึ้งของอ.ชูศักดิ์ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคนอ่านธรรมดา และคนระดับผม ก็ไม่ได้คิดมากอะไร สำหรับทรมานตนเอง และผมไม่มีเวลาอ่านอย่างละเอียดพิถีพิถันอะไรมากมาย กับโครงเรื่องนิยายคุณนายดัลโลเวย์ เพราะผมเคยพยายามอ่านฉบับภาษาอังกฤษของmrs.dalloway.มาก่อน เช่นเดียวกับผมพยายามอ่านงานของนักเขียนคนเดียวกันในเรื่อง To the lighthouse จนกระทั่ง หลายวันก่อนผมก็ตัดสินใจไปร้านหนังสือมือสอง ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษในราคาถูก มาเก็บดองไว้ว่าจะอ่าน(ฮาๆ) ส่วนนิยายคุณนายดัลโลเวย์ เช่น ผมมองเห็นบางคำ และประโยคน่าสนใจเท่านั้นเอง.."เขียนอะไรมั่งหรือเปล่า" เธอถามกับเขา กางฝ่ามือ มือที่แน่นและได้รูป ลงบนหัวเข่าของเธอ ในแบบที่เขาจำได้ "ไม่เลยสักคำ" พีเทอร์ วอลซ์ กล่าว และเธอหัวเราะ(221)
โดยผมจะสรุปรวบยอด บางคำ และประโยคจากการอ่านคุณนายดัลโลเวย์ ที่จบลงน้ำแบบของผม ก็คือ พวกเด็กหนุ่มในเครื่องแบบ กับท่าทางการสวนสนาม(87) เป็นสัญลักษณ์ของเรื่องราว หลังสงครามน่าสนใจดี ต่ออารมณ์แสดงออกต่อประเทศอังกฤษ และวูลฟ์ เปรียบเวลาเป็นเปลือกแข็งแตกออก(88-89) โดยน่าสนใจเวลากับมนุษย์ โดยเปรียบเวลาดั่งพี่น้อง(125) และอุปมาเวลา กับนิตยสารไทม์ รวมทั้งความสุกงอม คือ เวลา กับคน(133)
 
ผมแนะนำซี่รีส์เบาๆ ตลกๆ แต่มีสาระ ก็วันนี้เป็นตอนจบของมิสเตอร์เบรน นายอัจฉริยะ Mr.Brain
มิสเตอร์เบรน นายอัจฉริยะ Mr.Brain ออกอากาศ : ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางทีวีไทย (tpbs)
สึคุโมะ ริวสึเกะ เดิมทีพระเอกของเราทำงานเป็นโฮสต์ (Host Club)  ซึ่งหล่อก็จริงแต่ออกจะไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ และก็ดันซวยโดนแผ่นป้ายโฆษณาข้างถนนล้มทับ ทำให้สมองมีการกระทบกระเทือนส่งผลให้เป็นอัจฉริยะผู้มีปัญญาเป็นเลิศภายใน พริบตา 5 ปีต่อมาก็ได้เข้าทำงานที่ไอพีเอส ต้องมาไขคดีฆาตรกรรมและอาชญากรรมทั้งหลายโดยอาศัยการทำงานของสมองในการคลี่ คลายคดี ซีรี่ส์ที่สะท้อนมุมมองการทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยา แพทย์ และตำรวจผู้พิทักษ์ประชาชน นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดังอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ทาคุยะ คิมุระ กับบทบาทของ คนบ๊องๆ แต่ อัฉริยะเกินคน เขาคือนักประสาทวิทยา ที่ทำงานให้กับสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์
เรื่องย่อมิสเตอร์เบรนนายอัจฉริยะ (Mr.Brain)
ปัจจุบันในขณะที่สึคุโมะกำลังเดินทางมารับหน้าที่ใหม่ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็ถูกตำรวจจับ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมือวางระเบิด ทันบาระ กับฮายาชิดะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนที่หนึ่งของกรมตำรวจ ก็มั่นใจว่าสึคุโมะเป็นคนร้ายวางระเบิดตัวจริง แล้วก็เริ่มสอบปากคำอย่างหนัก แต่ว่าในขณะที่อยู่ในห้องสอบปากคำ สึคุโมะก็ค้นพบคนร้ายตัวจริง เมื่อปิดคดีได้และถึงแม้จะรู้แล้วว่าสึคุโมะเป็นคนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่เพราะถูกทำให้เสียหน้า ทันบาระจึงรู้สึกไม่ดีต่อสึคุโมะ ซึ่งตรงกันข้ามกับฮายาชิดะ ลูกน้องของเขาที่รู้สึกนับถือสึคุโมะขึ้นมา สึคุโมะไปเริ่มงานสายตั้งแต่วันแรก จึงถูกซาสะหัวหน้าฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ต่อว่าเล็กน้อย ก่อนที่จะแนะนำให้เขารู้จักกับยูริ คาสึเนะ ที่จะมาเป็นผู้ช่วยของสึคุโมะ และคาสึเนะก็รู้สึกปลื้มในความหล่อของสึคุโมะในคืนนั้นก็เกิดเหตุผู้บริหารของกระทรวงคมนาคมถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองคนล้วนเคยมีส่วนผลักดันให้ล้มเลิกการเจรจาที่เกี่ยวกับวงการก่อสร้าง หรือว่านี่จะเป็นการก่อการร้ายทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มคนที่ผูกใจเจ็บต่อเรื่องดังกล่าว คนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปมีอยู่ไม่น้อย จากรายงานของทาเคอิที่อยู่ฝ่ายปราบปรามอาชญากรรมที่สี่ พบว่ามีแก๊งค์อันธพาลที่มีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ อยู่ พื้นที่คาสึมิงาเซคิ จึงตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวภายในชั่วข้ามคืน นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุทั้งสองแห่งก็พบสัญลักษณ์แปลกๆ อยู่บนกำแพง ถึงจะไม่เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์นั้น แต่ก็ดูเหมือนเป็นข้อความอะไรบางอย่าง และยังพบลายนิ้วมือของผู้ชายคนหนึ่งจากตู้เซฟขนาดเล็กที่อยู่ในที่เกิดเหตุรายแรกด้วย แต่ว่าชายคนนั้น ได้ก่อเหตุทำร้ายเจ้าพนักงานเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และขณะนี้ถูกคุมตัวอยู่ถ้าเขาไม่สามารถเดินทะลุกำแพงหรือหายตัวได้ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นผู้ลงมือได้เลย แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ฮายาชิดะก็มาขอความช่วยเหลือจากสึคุโมะที่ห้องวิจัยของเขา สึคุโมะซึ่งสนใจในเรื่องดังกล่าว จึงไปหาชายที่ถูกคุมตัวอยู่กับฮายาชิดะ เมื่อสึคุโมะได้พบกับชายที่สามารถเดินทะลุกำแพงได้ ก็สามารถสาวไปจนถึงแก่นแท้ของคดีได้ แต่ว่าก็มีความจริงบางอย่างที่แม้แต่สึคุโมะเองก็คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ จากนั้นบ้านของโดอิ, อธิบดีกรมวางแผนของกระทรวงคมนาคมก็ถูกวางระเบิด ทำให้ภรรยาของโดอิและเลขาฯ ของเขาต้องรับเคราะห์ไปด้วย สึคุโมะต้องตามหาคนร้ายตัวจริง จากปริศนาของสัญลักษณ์แปลกๆ กับความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลที่สลับซับซ้อน ติดตามชมซีรี่ส์ญี่ปุ่น Mr. Brain นายอัจฉริยะ ได้ทุกวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 20.20 น. ทางทีวีไทย
http://www.konmun.com/drama/MrBrain-MrBrain-id16216.aspx
http://www.thaipbs.or.th/Mr-Brain/
 
20 สิงหา 53(หลังจากวันที่18 ที่ฝนตก น้ำท่วมขังถนนชม.)
จากการเดินทางของผม เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ผมต้องทำงาน ตอบคำถาม และร่วมงานพบผู้คน รวมทั้งงานศพ สัมมนาต่างๆ เช่น ผมไปศาล ดูผู้โดนคดีความ และผู้พิพากษา อ่านบันทึกคดีอัดเทป โดยผมไม่มีเวลาในการคิดให้ตลอดรอดฝั่งง่ายๆ แล้ว เพราะผมต้องเตรียมตัวเดินทางต่อไป และผมก็นึกถึงนิยายคุณนายดัลโลเวย์ ก็ปรากฏเรื่องเวลา คือ เดือนสิงหาคม 1922 เวลา และการเดินทาง เหมือนคนเดินบนท้องถนนแบบสวนสนามของทหาร หรือคนเดินพเนจรของนักเขียน เช่น แม็กซิม เกอร์กี้ ในประวัติชีวิตของเขา ก็เคยเดินทางรอนแรมไป…“มหาวิทยาลัยของฉัน” เท่านั้นจริงหรือ? แต่ในที่สุดก็พบข้อความที่กอร์กี้เขียนบันทึกไว้เมื่อครั้งทำ “อัตวิบาตกรรม” ซึ่งซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา อ้างเอ่ยเฉลยไขถึงความลับของอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า “ในการตายของข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวโทษ ไฮน์ (Hine)” กวีชาวเยอร์มัน ที่ได้ค้นคิดประดิษฐ์การปวดฟันแห่งหัวใจ ข้าพเจ้ามีหนังสือเดินทางกำกับตัวข้าพเจ้า หนังสือเดินทางนี้ข้าพเจ้าได้รับมาเป็นพิเศษ เพื่อการอันนี้ขอได้ โปรดทำการชันสูตรศพของข้าพเจ้า และลงความเห็นว่าปีศาจได้เข้าครอบงำข้าพเจ้าเมื่อเร็วๆนี้”http://www.oknation.net/blog/print.php?id=236441 แน่นอนว่า ประวัติของกอร์กี้(แปลว่า ขมขื่น) สำหรับผู้สนใจลองไปหาหนังสืออัตชีวประวัติของกอร์กี้ดูก็ได้ "You are an artist, a man of intelligence, of acute and plastic pereception. When you describe a thing you both see and feel it. That’s what makes real art." From Anton Chekhove’s letter to Gorky เมื่อแม็กซิม กอร์กี้ ได้รับจดหมายจากเชคอฟ ผู้เป็นนักเขียนอาวุโส ก็น่าสนใจสำหรับผู้เขียนนวนิยายเรื่องMother(แม่) คือ แม่เป็นผู้แจกเอกสารสำหรับการต่อสู้ทางการเมือง สืบทอดเจตนารมย์ของลูก กลายเป็นแม่ สำหรับคนทั้งโลก ก็นั่นเป็นส่วนหนึ่งของนิยายต้นแบบของนิยายเพื่อชีวิตของไทย
เมื่อผมนึกย้อนอดีตเล่าถึงเรื่องเมื่อมีคนอ่านให้ฟัง คือ การอ่านต่อหน้าชุมชนถือเป็นหน้าที่ทางสังคมอย่างหนึ่งในฝรั่งเศสศตวรรษที่18 ก็ปรากฏภาพพิมพ์แกะสลักเป็นรูปเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของMarillier ในหนังสือโลกในมือนักอ่าน(A History of Reading) และวันที่ 21 ม.ค.48 ก็ผมเคยเขียนเรื่องแนะนำโปสเตอร์จัดกิจกรรมคุยเรื่องa history of reading โดยผมเขียนว่า ในนามของคนรักการอ่านหนังสือ หลังจากที่ได้อ่านผ่านสายตาเข้าสู่สมอง มาหล่อเลี้ยงหัวใจ การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมได้รู้สีกถึงความรู้ประเทืองปัญญาทั้งโลกการอ่านตะวันตกกับตะวันออก ที่มีอารมณ์โดดเดี่ยวเดียวดาย และเต็มเปี่ยมด้วยความรักต่อหนังสือทุกเล่ม ในหนังสือ history of reading กล่าวถึงอย่างเปี่ยมสารัตถะแห่งคุณค่า ดั่งท่วงทำนองวัฒนกรรมการอ่านเต้นระบำสนุกสนานร่วมกับคนอ่านผ่านประวัติศาสตร์ของกาลเวลา และองค์ความรู้ และผมอยากยกตัวอย่างของนักเขียน ในชีวิตไม่ปกติของวูลฟ์-กอร์กี้ และนิทเช่ เมื่อหลายปีก่อน ก็ผมเคยได้มีโอกาส ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องศิลปะเพื่อศิลปะ และศิลปะเพื่อชีวิต จากแง่มุมตะวันตกกับอ.Hans จนกระทั่ง พวกผมเก็บข้อมูลนำเสนอเรื่องวรรณกรรม และศิลปะดังกล่าว ซึ่งแต่ก่อนอ.Hans ก็สอนปรัชญา ที่มช. แต่ว่า ปัจจุบันนี้ อ.Hans ก็กลับไปอยู่เบลเยี่ยมแล้ว ซึ่งรุ่นพี่ หรือคนหลายๆ ต่อหลายคน ที่เป็นศิษย์เก่าของอ.Hans ก็จะบอกว่า ถ้าคนที่เรียนกับอ.Hans จะได้รับแง่มุมความคิดทางปรัชญาตะวันตก ที่ลึกซึ้งเป็นอย่างมาก แม้ว่าผมจะไม่ได้เรียน แต่ผมก็เคยร่วมรับฟังเรื่องราว ทั้งปรัชญาโมเดริน์ และโพสต์โมเดิรน์ เล็กน้อยสำหรับผู้สนใจก็ลองอ่าน ดูจากบทความของม.เที่ยงคืน ซึ่งอ.สมเกียรติ ก็เคยจัดกิจกรรมเสวนาอันน่าสนใจ คือ นิทเช่ : ในฐานะรากฐานแนวคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่ รวมทั้งเรื่องการอ่านหนังสือปรัชญา(อ.ฮันส์ พูดไทยได้)Nietzsche : The Pedestal of Postmodern Thinking นิทเช่ : ในฐานะรากฐานแนวคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่ บรรยายโดย Hans de Crop ภาควิชาปรัชญาศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 19 กันยายน 2544 / เวลา 17.00 – 19.00 น. บรรยายที่ห้อง 1307 คณะวิจิตรศิลป์ มช. / กระบวนวิชาปรัชญาศิลป์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน…
 
ผู้ฟัง : ทำไมนิทเช่จึงเน้นในเรื่องการต่อต้านศีลธรรม หรือเน้นให้หลุดออกไปจากกรอบของศีลธรรม
Hans : คำถามดีมากเลยครับ ซึ่งหมายความว่าตอบยาก, มี vdo จากโทรทัศน์เยอรมันที่พยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง อย่างเช่น งานเขียนของเขา anti พระเจ้าตลอด เรียกว่า philosophy with a hammer คือเขาจะทำร้ายศาสนาคริสต์ให้ได้. มีคนมาตีความว่าเกิดจากการที่พ่อของนิทเช่เคยเป็นบาทหลวงในหมู่บ้านเล็กๆในเยอรมัน ซึ่งได้ถึงแก่กรรมลงตั้งแต่เขายังเด็ก. ตั้งแต่วันนั้น นิทเช่รู้สึกผิดหวังกับศาสนาคริสต์ แต่ผมว่าอันนี้มันผิดไปจากทฤษฎีของนิทเช่. นิทเช่บอกว่า อย่า! มันเป็นแค่การตีความ ผมเข้าใจนิทเช่ว่าอย่างนี้นะครับว่าเป็นการตีความ. บางครั้งเราอยู่ในที่ไนสักแห่งหนึ่ง แล้วคนเขามีความคิดอย่างนี้ แต่เรามีความคิดที่ไม่เหมือนกับเขา แล้วเราไม่กล้าทำสิ่งที่เราคิด.
ผมขอยกตัวอย่างตอนที่ผมเรียนปรัชญาที่เบลเยี่ยม นักปรัชญาที่นั่นเขาจะแต่งตัวแบบ ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ? คือ ไว้ผมยาว ทาลิปสติก คือแต่งตัวบ้าๆหน่อยถึงจะเรียกว่าดี อันนี้ไม่มีใครว่า ไม่มีใครมาบังคับ แต่ว่ามันมีกฎที่เห็นชัดๆเลยว่าจะต้องทำตัวอย่างนี้ แต่ผมจำตัวเองได้ว่าในช่วงเวลานั้นผมเข้ากับเขาไม่ได้ ผมแต่งตัวแบบนี้ มันค่อนข้างจะเรียบร้อยนะครับในสายตาของเขา ผมอาจจะมองนิทเช่ในแง่นี้ มันมีแรงกดดัน, public opinion, วิธีการแต่งกาย, วิธีการคิด, ซึ่งมันไม่ต้องอยู่ในศตวรรษที่ 19 มันมีอย่างนี้ตลอดเวลา. ยิ่งสังคมไทย มีกฎเกณฑ์ต่างๆ แม้แต่เรื่องภาษามันบังคับให้เราเลือกใช้คำพูดวิธีใดวิธีหนึ่ง อยู่กับผู้ใหญ่ต้องใช้คำแบบนี้ วิธีการแต่งกาย วิธีการพูด วิธีการทานอาหาร อะไรต่างๆ ซึ่งยากที่จะหลีกกฎแบบนี้. ผมก็เลยเข้าใจนิทเช่จากแง่นี้ เขาพยายามที่จะหลุดออกจากกรอบ ซึ่งมันยากมาก การไปทำตามในสิ่งที่นิทเช่พูดนั้น จะทำให้เกิดปัญหาเพราะว่าจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ เราอย่าไปเข้าใจว่าต้องต่อต้านตลอดเวลา เพียงแต่ให้รู้ตัวว่า เราถูกล้างสมองหรือเปล่า, เราถูกครอบงำหรือเปล่า ? สำหรับนิทเช่แล้ว เขาเชื่อว่าเป็นไปได้ที่เราจะหลุดจากกรอบ แต่ปัจจุบันนี้ Foucault ได้พิสูจน์แล้วว่าแทบเป็นไปไม่ได้. Foucault มาบอกว่า หน้าที่ของ intellectual ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่าง แค่รู้ตัวว่าตัวเองถูกบังคับ ถูกตั้ง identity (สร้างอัตลักษณ์) แค่รู้ก็พอแล้ว เพราะมันลึกซึ้งมาก มากกว่านี้คาดหวังไม่ได้ ผมขอมาพูดถึงงานเขียนหนังสือของเขา เท่าที่ผมอ่านมาพอสรุปได้ว่า เขาเป็นคนที่ชอบกวีมาก สุนทรียภาพที่มีอยู่ในกวี ขอให้เราลองไปอ่านต้นฉบับ Thus spoke Zarathustra อ่านครั้งแรกจะรู้สึกงงมากเลย พออ่านครั้งที่สองจะรู้สึกว่างานเขียนชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เขาตั้งใจมากที่จะให้มันมีลีลาเป็น rhetoric อาจจะกล่าวได้ว่า นิทเช่ยังยึดติดกับการเขียนที่เน้นในเรื่องของ beauty ดั้งเดิม. เท่าที่เห็นนะครับ เขาไม่นำเสนอทฤษฎีอะไรทั้งสิ้น เขาไม่มุ่งมั่นอะไรทั้งสิ้น นอกจากปฏิเสธ เพื่อที่จะอยู่รอดเท่าที่จะเป็นไปได้ เท่าที่ได้ทราบจากอาจารย์สมเกียรติ ที่บอกว่า หนังสือของนิทเช่ในภาคภาษาไทยมีน้อยมาก แต่ผมได้ข่าวว่ามีหนังสือ Zarathustra ที่เพิ่งแปลใหม่อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้ข่าวว่าค่อนข้างจะดี. ส่วนเรื่อง"อภิมนุษย์"รู้สึกว่าเป็นการตัดต่อจาก Zarathustra และเป็นการตีความของอาจารย์กรีติ บุญเจือ ซึ่งท่านสอนปรัชญา และเป็นบาทหลวง. อันนี้ผมไม่ได้ว่านะครับ แต่ว่าอาจจะมีการตัดต่อเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง ก็เลยแนะนำให้ไปอ่านต้นฉบับ. การอ่านงานปรัชญา อย่าตะลุยอ่านให้มันจบๆภายในอาทิตย์สองอาทิตย์ บางทีไม่จำเป็น. เราอาจจะเปิดอ่านดูประมาณครั้งละ 4-5 บรรทัด แล้วนำมาคิด. งานของนิทเช่ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งนี่คือลักษณะงานเขียนของเขา
ผมเองอยากแนะนำให้พวกเราลองไปอ่านหนังสือเล่มสุดท้ายของเขา คือเรื่อง Ecce Homo สำหรับคำนี้เป็นคำพูดคำสุดท้ายในระหว่างที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน. นิทเช่เปรียบเทียบตัวเองกับพระเยซูมาตลอด งานชิ้นนี้เป็นอัตชีวประวัติ จะสังเกตว่าเขาเยาะเย้ยผู้อ่านตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น บทที่สองที่ว่า Why am I so clever ? บทที่สาม Why am I a genius ? ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากอ่านเสียเท่าไหร่. หนังสือเล่มสุดท้ายนี้ เขาจะพูดถึงหนังสือที่เขาได้เขียนขึ้นมาทั้งหมด เหมือนกับว่าเขารู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาในปี 1888 เป็นเวลา 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียสติ
เหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงเสียสติ มีคนอธิบายว่า พ่อของเขาเป็นโรคทางสมอง และเขาได้รับการติดต่อมาจากพ่อ บางคนบอกว่านิทเช่ไปเที่ยวผู้หญิงในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น แล้วก็ติดซิฟิลิส. มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แปลกมาก คือคนที่ไม่สบายในช่วงนั้นเขามักจะไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์สักสองเดือน ไปอยู่ในเขตพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่สูงๆหน่อย เพื่อไปสูดบรรยากาศที่สะอาด, หรือในฤดูหนาวก็จะไปเที่ยวอิตาลี.
ผลงานชิ้นเยี่ยมในขั้นอัจฉริยะของนิทเช่ เช่นเรื่อง Zarathustra เขาเขียนขึ้นในช่วงที่ไม่สบายมากๆ เขาปวดหัวหนักมากเลย เขาชอบบอกว่า ยิ่งป่วยยิ่งอัจฉริยะ ถ้าเราไปอ่านงานที่เขาเขียนเอง เราจะพบลีลามากกว่านี้ และจะทำให้เราเข้าใจ ที่มีคนถามว่าเรื่องของ Genealogy หรือ "วงศาวิทยา" (ผู้ถามไม่ได้ใช้ไมโครโฟน จึงไม่ได้บันทึกคำถาม) ผมขอตอบดังนี้. "วงศาวิทยา"เป็นศาสตร์ในสาขาประวัติศาสตร์ คือเป็นการศึกษาที่มาของตระกูล อย่างเช่น ครอบครัว"เศวตศิลา"มาจากใคร, แต่งงานกับใคร, คือปรากฎจะเห็นชัดๆว่า ตระกูล"เศวตศิลา"ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน พูดไม่ได้นะครับ เพราะแต่งงานกับคนนี้ ผสมกับตระกูลนั้น นี่คือลักษณะ Genealogy คือ แทนที่จะไปหาต้นตอว่าตระกูลเศวตศิลาเกิดขึ้นที่ไหน ? เมื่อไหร่ ? อันนี้จะไปดูกระบวนการ หรือวิวัฒนาการความเป็นมาของตระกูลเศวตศิลา คือหมายความว่าสายตระกูล หรือ concept เศวตศิลาไม่ได้เป็นสายบริสุทธิ์ มันจะมีการผสมผสาน ที่มามันมีการผจญภัย อันนี้ค่อนข้างจะสำคัญ เพราะว่าในประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่าเราต้องการ concept ที่ชัดเจน เช่น เลือดเยอรมันที่สะอาดบริสุทธิ์ อย่างพวกนาซี หรือว่า"ความเป็นไทย" คือเราไปสร้าง"อัตลักษณ์"กับความเป็นไทยในอดีต แท้จริงแล้วมันไม่มี. ถ้าเราถามว่าความเป็นไทยคืออะไรแน่ เช่น ยกมือไหว้ใช่ไหม, หรือว่าการร่ายรำ, แม้กระทั่งภาษาไทย มันมาจากที่อื่นหมดเลย. ซึ่ง concept เหล่านี้ เราใช้กันอยู่ทุกวัน ทำให้คนบางคนรู้สึกไฟแรง หึกเหิม สู้เพื่อชาติ แต่แท้จริงแล้ว ความเป็นไทย หรือตระกูลเศวตศิลานั้น ไม่มี.
Foucault พยายามต่อต้านนักประวัติศาสตร์ Annles School ของ Fernand Braudel. คือโดยทั่วไปประวัติศาสตร์พยายามจะอธิบายเหตุการณ์จากบริบท จากสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นตลอดมา เช่น ทำไมพวก Humanism จึงเกิดขึ้นในอิตาลี ก็เพราะว่า อิตาลีเป็นศูนย์กลางทางการค้า ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 13-14 อันนี้เป็นคำอธิบายเพราะว่ามันมี commerce. Foucault บอกว่าระวัง เราไม่มีความรู้เพียงพอที่จะทำเช่นนั้น เขาบอกว่าการมองแบบนี้มันเรียบร้อยมากเกินไป แล้วโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดมีมาก เขาจึงใช้วิธีการ"วงศาวิทยา"
ผมขอยกตัวอย่างในคริสตศตวรรษที่ 16 เป็นตัวอย่างของงานจิตรกรรม เป็นงาน painting ของ Verlazques, เขาไปดู Decartes ในปรัชญา, และไปดูวรรณคดีในช่วงนั้น และเขาสังเกตว่ามันเกิด Subject (อัตบุคคล)ขึ้นมา มีการมองมนุษย์เหมือนกันในทุกสาขาวิชา อันนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ? ไม่ทราบ. ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ? ไม่รู้. แค่เปิดหนังสือดู ไปค้นดูในหนังสือเก่าๆ. โบราณคดี, วงศาวิทยา เป็นวิธีการของ Foucault.
ส่วนที่ถามเรื่อง"วัตถุวิสัย" หรือ objectivity (ผู้ถามไม่ได้ใช้ไมโครโฟน จึงไม่ได้บันทึกคำถาม) อันนี้ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 19 คือได้เกิดมีการถกเถียงเกิดขึ้นระหว่าง natural science กับ human science ที่เกิดขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 19 เฉพาะในประเทศเยอรมัน. คือหมายความว่า วิทยาศาสตร์ควรจะมีวิธีการศึกษาแบบไหน ? ลักษณะเด่นของ modern science ก็คือ วัตถุวิสัย, อย่างเช่น ถ้าผมทดลองเรื่องอะไร ผลออกมาอย่างไร, ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำการทดลองในแบบเดียวกันนี้กับผม ผลออกมาก็ต้องเหมือนกัน. คือมันมีความเกี่ยวข้องกับตัวผมน้อยที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่ศึกษาแบบนี้ ทดลองแบบนี้ก็จะมีผลออกมาเหมือนกัน เพราะไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล อันนี้เรียกว่า"วัตถุวิสัย". ผู้ศึกษาจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกศึกษาไม่ได้, มันเป็น fact ไม่ใช่ value นี่คือลักษณะของวัตถุวิสัย.
นิทเช่ มาบอกว่ามันเป็นอุดมการณ์ที่มันปฏิบัติตามไม่ได้. เมื่อช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 ความคิดแบบนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับนะครับ ผมขอเอ่ยชื่อ Thomas Kuhn ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Structure of Scientific Revolution ปัจจุบันเขามาพิสูจน์ว่า ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เรามักจะคิดถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำวิจัย ว่าเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่ม เรียกว่าเป็นอัจฉริยะเล็กน้อย มีความเป็นปัจเจก ไม่มีใครมารบกวน. แต่โดยแท้จริง ถ้าไปดูแล้ว กระบวนการวิจัยในปัจจุบันนี้ มีเรื่องของ value เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา เช่น ยกตัวอย่างงานวิจัยใหญ่ๆ อย่างเรื่อง cloning เอย หรือ การผลิตพันธุ์ข้าวที่ปราศจากศัตรูรบกวน ความจริงแล้วมันมีบริษัทใหญ่ๆที่ให้ทุนในการทำวิจัย. อันนี้หมายความว่า โอกาสที่ผู้วิจัยจะไปวิจารณ์คนที่ให้ทุนนั้นน้อยมาก. คือในปัจจุบัน กระบวนการวิทยาศาสตร์มีเรื่องของ value เข้ามาเกี่ยวข้องมากพอสมควร. แต่ในวิทยาศาสตร์ เรายังนับถือวัตถุวิสัยอยู่ เรายังนับถือคนที่สวมชุดสีขาว. เราเห็นโฆษณายาสีฟันคอลเกตไหมครับ ? ผู้ที่มาโฆษณายาสีฟันคอลเกต จะสวมชุดสีขาว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น. อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องสะอาด หรือความเป็นครู อันที่จริงแล้ว พวกครูไม่ควรที่จะมาโฆษณายาสีฟันเลยด้วยซ้ำ. สีขาวนั้น เราจะเห็นในโรงพยาบาลด้วย ซึ่งหมายถึงสะอาด, objective, true value. นิทเช่จะไม่ยอมรับ เขาบอกว่ามันไม่มี. อันที่จริงผมอยากจะแก้ไขสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด คือ การใช้คำว่า individualism ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ควรทำเลยนะครับ เพราะว่าเขาไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น. ถ้าหากว่าพวกเรามีโอกาสดู vdo ที่ผมเตรียมมา จะเห็นถึงสิ่งที่นิทเช่พูดตอนที่มีสติอยู่ก่อนที่เขาจะบ้า ส่วนช่วง 11 ปีหลังที่เขาเป็นบ้าไปแล้วนั้น หลายคนได้กระทำอะไรไปในทางตรงกันข้ามกับที่เขาพูด ที่เขาไม่ชอบ ยกตัวอย่าง เขาไม่ต้องการสาวก ไม่ต้องการลูกศิษย์ และปรากฎว่าพี่สาวของเขาได้นัดคนสำคัญๆในยุโรป เพื่อมาดูนิทเช่กินข้าวกลางวัน คล้ายๆกับการไปดูคนที่เป็นอัจฉริยะกินข้าว พี่สาวของเขาได้ทำให้เขากลายเป็นพิพิธภัณฑ์ อันนี้ตรงข้ามกับสิ่งที่นิทเช่เขียนมาตลอดเวลา
จากเรื่องราวดังกล่าว ก็อ.Hans ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับปรัชญาวิทยาศาสตร์ด้วย  Hans: คือถ้าเราไปดูเรื่องของ Paradigm ของ Thomas Kuhn ที่พูดถึงการเกิด paradigm ใหม่ เขาอธิบายว่า ใน paradigm เดิมมันจะมีปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์แก้ไขไม่ได้ แล้วมันก็สะสมขึ้นมาเรื่อยๆครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ และอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะมีนักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะไม่เข้ากลุ่ม โดยเริ่มศึกษาประเด็นนั้น โดยใช้แนวคิดของคนอีกคนหนึ่ง หมายความว่า แม้ว่าจะ anti ก็ตาม แต่ก็ยังมีการต่อเนื่องระหว่าง paradigm แต่ผมว่าภาพลักษณ์โดยทั่วไป paradigm shift มันไม่ logical เลย คือไม่เกี่ยวกับเหตุผล. การเปรียบเทียบระหว่าง paradigm จะเอาเหตุผลมาใช้ไม่ได้ เพราะว่าแต่ละทฤษฎีก็จะมองปัญหาต่างกัน คือมันคุยกันไม่รู้เรื่อง. อันนี้เป็นลักษณะของ discourse หรือวาทกรรม , นี่เป็นส่วนหนึ่งของการระลึกอดีตของผม ที่มีต่อการร่ำเรียนในอดีตของปรัชญาศิลป์กับศิลปะ  ที่มีความหมายต่อ Enlightenment waning / อันนี้หมายความว่า บรรยากาศแบบ Enlightenment กำลังจะหายไป. ความคิดแบบ Enlightenment หมายถึงเรื่องของ optimism และ rational เป็นเรื่องของเหตุผล. ถ้าเราย้อนกลับไปถึงคำเรียกร้องของนักปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค แสดงถึงความมั่นใจอย่างมาก และเขียนปฏิญานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปี 1789 เขามั่นใจว่าอีกไม่นาน โลกทั้งโลกจะต้องดีขึ้น. ปรากฎว่าในช่วง 1850 เป็นต้นมา optimism (การมองโลกในแง่ดี) มันหายไปบ้างแล้ว ดังนั้น เราอาจจะต้องรื้อสร้างเพื่อดึงการมองโลกในแง่ดีกลับมาให้สังคม โดยในอดีต ก็มีลักษณะขบขัน โดยอ.ชัชวาล ก็เคยยกตัวอย่างเช่นในวรรณกรรมที่เรียกว่า"ชาดกนอกนิบาต"ในล้านนา…เป็นต้น ซึ่งในอดีต และปัจจุบัน ก็มีลักษณะการมองโลกแง่ดี และล้อเล่นกับชีวิตกันบ้าง น่ะ คร้าบ
 
วันที่ 24 สิงหา 53 เป็นวันสารทจีน ที่ผ่านมา และหลายวัน ต่อมา
ผมก็ล่องลอยเหมือนวิญญาณพเนจรไป ยังสถานที่ต่างๆ ในความฝัน ส่วนความเป็นจริง ก็ผมเดินทางไปหลายแห่ง และผมพบผู้คนมากมาย เกินกว่าจะเขียนถึงง่ายๆ แล้วผมก็กลับบ้านด้วย ฯลฯ
หนังสือแนะนำ : หางเปีย(สัญลักษณ์ของเส้นผมกับคนจีน) และเกษียร เคยเขียนหนังสือเล่มนี้ดัดแปลงจากวิทยานิพนธ์ ป.โทของเขา
Pigtail: A PreHistory of Chineseness in Siam*Kasian Tejapirahttp://books.google.co.th/books?id=I4-
PA0PjnPQC&pg=PA41&lpg=PA41&dq=kasian+tejapira&source=bl&ots=9etyFkfdLK&sig=6GQU2sRZpUt_IaQW524q7ErjIu8&hl=th&ei=upQTTKCyOMe6rAf93dCKCA&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=8&ve
d=0CDUQ6AEwBw#v=onepage&q=kasian%20tejapira&f=false
และPost-Crisis Economic Impasse and Political Recovery in Thailand The Resurgence of Economic Nationalism by Kasian Tejapira
หนังสือแนะนำ : Mapping the nation โดย Gopal Balakrishnan http://books.google.co.th/books?id=hdrfDqF3fLoC&printsec=frontcover&dq=mapping+the+nation&source=bl&ots=h_QozqRJcy&sig=jPO-kNgQ7
Awocup_G9am-EPgnM&hl=th&ei=vpcTTI_pCsG5rAfx-eitCA&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=1&ved=0CAkQ6AEwAA#v=onepage&q&f=false
วิทยานิพนธ์ในเรื่องพัฒนาการของความหมาย "การพัฒนาชนบท" ในสังคมไทย : ศึกษาการให้ความหมายในกรณี "หมู่บ้านพัฒนาดีเด่น" แห่งหนึ่งในภาคเหนือ / ศุภชัย เจริญวงศ์(อิทธิพลต่อวิทยานิพนธ์ของผม)/ ศุภชัย เจริญวงศ์http://library.cmu.ac.th/cmul/node/186
 
วันเวลาผ่านไป และผมไม่ได้เขียนอะไรที่มีความหมายทางปรัชญาภาษา กรณีkey words เช่น คำพูดมีความหมายลอยฟ่อง(floating meaning) ซึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากเจต ที่โทรมาจากมาเก๊า และผมขูดหินปูนฟัน เมื่อวันที่ 27 สิงหา 2552 ในปีที่ผ่านมา และวันที่27-31 สิงหา 53 ซึ่งผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนหลายคน น่ะครับ ทำให้ผมนึกถึงนักปรัชญาอย่างนิทเช่ ผู้ประกาศว่าพระเจ้าตาย แล้วเชียร์ศิลปิน และตอนหลังเป็นบ้า เขาก็เลือกกินอะไร หรือเขาคิดเลือกกิน อาจจะไม่ได้คิด หรือคิดแต่ไม่เลือก สิ่งที่กินในแต่ละคำ กับสิ่งที่ไม่มีกินในแต่ละคำ
มารค ตามไท: ความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บุญ หรือ กรรม ของสังคม-คีย์ของ “บุญ” ของความหลากหลาย ก็คือทำให้เกิดการทบทวนคุณค่าของตัวเอง ที่จริงคำว่า “Revaluation of Values” อาจเป็นชื่อหนังสือเล่มสุดท้ายของนิชเช่ (Friedrich Nietzsche) พอดี แต่ไม่ได้พิมพ์ นิชเช่ไปเสียก่อนhttp://prachatai3.info/journal/2010/08/30909
 
 หนังสืออนาคต / หลวงวิจิตรวาทการ- สารบัญ – ชาตินิยม( 7 หัวข้อย่อย) / หลังฉากประกาศสงคราม( 5 หัวข้อย่อย) / อนาคตของ-ชาติ( 7 หัวข้อย่อย) / มิ่งขวัญของการคลัง( 19 หัวข้อ) / การรวมยุโรป / มนุษย์ปฎิวัติhttp://www.tumtoilet3.com/product.detail_263753_th_1704921 แน่นอนว่า หนังสือเล่มนี้เขียนจากอดีตหลังสมัยคณะราษภร์ จนถึงอนาคตในปัจจุบันนี้ ทำให้เราอาจจะเรียนรู้อดีตกับปัจจุบันได้…
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเวลา 08.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. หลวงพิบูลสงครามและคณะ ได้นำจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์…มาในรถถัง ส่งให้ที่หน้าประตูพระที่นั่งอนันตสมาคม…ข้าพเจ้าถวายคำนับ เชิญเสด็จฯ ทรงจ้องข้าพเจ้าด้วยพระเนตรดุเดือด ตรัสว่า "ตาประยูร แกเอากับเขาจริง ๆ พระยาอธิกรณ์ประกาศ บอกฉันไม่เชื่อ ฉันตั้งชื่อทำขวัญให้แกเมื่อเกิด ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เด็ก โกรธฉันที่ไม่ไปเผาศพพ่อแกใช่ไหม" ข้าพเจ้าเร่งให้เสด็จลงจากรถถัง ทรงสำทับถาม "จะเอาฉันไปไหน อย่าเล่นสกปรกนะ" เมื่อเข้าไปประทับในที่ประทับด้านหน้า ข้าพเจ้าสำนึก วางปืนก้มกราบขอพระราชทานอภัย ทรงรับสั่งถาม "ใครเป็นหัวหน้า พระองค์บวรเดชใช่ไหม?""ยังกราบทูลไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ" ทรงกริ้ว รับสั่งหนักแน่นว่า "ตาประยูร แกเป็นกบถ โทษถึงต้องประหารชีวิต"ทรงรับสั่งถามต่อไป "พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ ต้องการอะไร มีความประสงค์อะไร ต้องการปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม" ข้าพเจ้ากราบทูลว่า "ใช่"ทรงนิ่งชั่วครู่ แล้วรับสั่งถามว่า "แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือ ตาประยูร""อารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นอาบิสซีเนีย" ข้าพเจ้ากราบทูล ทรงถามว่าข้าพเจ้าอายุเท่าไร เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลว่า 32 ก็รับสั่งว่า "เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมา 150 ปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ"ทรงถามถึงการศึกษา เมื่อกราบทูลว่าเรียนรัฐศาสตร์จากปารีส ทรงสำทับ "อ้อ มีความรู้มาก แกรู้จักโรเบสเปีย มารา และกันตอง เพื่อนน้ำสบถฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีน เฉือนคอกันทีละคน จำได้ไหม ฉันสงสาร ฉันเลี้ยงแกมา นี่แกเป็นกบถ รอดจากอาญาแผ่นดิน ไม่ถูกตัดหัว แต่จะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้"ข้าพเจ้ากราบทูลว่า "ตามประวัติศาสตร์ มันจะต้องเป็นเช่นนั้น"
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2475
…..
ท่านพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 5 สมัย นำพาประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ช่วงสำคัญไปได้อย่างพลิกความคาดหมาย มีการปฏิรูปทางการเมืองและสังคม รวมทั้งเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สร้างประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ รวมทั้งการออกฏหมายต่าง ๆ ทำให้ประเทศสยามมีประมวลกฏหมายครบถ้วน ตามหลักสากลนิยมเป็นครั้งแรก  หลังจากลงจากบัลลังก์นายกรัฐมนตรีในปี 2481 ก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนในวงการเมืองว่าเป็น "เชษฐบุรุษ" คนแรกและคนเดียวของประเทศไทย พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา มีคำกล่าวที่เป็นอภิวาจาลึกซึ้งว่า "ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ เป็นวาทะคำคมที่ใช้กันถึงทุกวันนี้ ซึ่งหมายถึง แม้ท่านจะสิ้นลมปราณไปแล้วก็ต้องให้ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลตลอดไป การที่ พลเอกพหลพลพยุหเสนาได้รับการยกย่องเป็นเชษฐบุรุษ ก็เป็นการอนุโลมให้ใช้ตามแนวพระราชกำหนด แต่มิได้ใช้คำว่า "เชษฐบุรุษกิตติมศักดิ์" ก็เพราะไม่มี "เชษฐบุรุณกิตติมศักดิ์" ที่ได้รับเลือกตั้งนั่นเอง
ส่วนบุคคลสำคัญที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น "รัฐบุรุษ" ดังที่มีอยู่ 2 คน ด้วยกัน ดังคนแรกได้แก่ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น "รัฐบุรุษอาวุโส" ส่วนคนที่ 2 คือ พลเอกเรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ยกย่องเป็น "รัฐบุรุษ" เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 มีผู้สงสัยว่าทำไม พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงมิได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐบุรุษด้วย ทั้ง ๆ ที่ท่านได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ความจริงที่พลเอกพระยาพหลฯ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐบุรุษ ดูศักดิ์ศรีจะต่างกับ "รัฐบุรุษอาวุโส" เพราะคำว่า "อาวุโส" ในภาษาไทยใช้ไม่เหมือนกับความหมายเดิมในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า "ผู้น้อย" แต่ในบ้านเรานำมาใช้หมายถึง "ผู้ใหญ่"
————————————————————————-
“ ท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา เป็นบุคคลแรกของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ ได้ทรงตราเกียรติคุณให้ปรากฏลือชาไว้ในแผ่นดิน และได้ทรงสถาปนายกย่องไว้ในฐานะ “เชษฐบุรุษ” หรือนัยหนึ่ง ”รัฐบุรุษหลักของประเทศ” และได้ทรงพระราชทานวังปารุสกวันให้เป็นที่พำนักของท่านตลอดชั่วชีวิต  ถัดจากท่านเจ้าคุณก็มีรัฐบุรุษอีกผู้หนึ่งที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณ และความดีความชอบที่ประกอบให้แก่ประเทศชาติ คือท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้ทรงสถาปนายกย่องไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” หรือนัยหนึ่งรัฐบุรุษหลักของประเทศเช่นเดียวกัน. ”กุหลาบ  สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา)หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ ฉบับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๐
————————————————————————
“ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น ผมเพิ่งอายุ ๑๒ ปี จึงรู้เรื่องของท่านเจ้าคุณพหลฯ น้อยมาก ต่อเมื่อเป็นนักเรียนนายร้อย พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้รับคำบอกเล่าและเรียนรู้มากขึ้นว่า พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้กระทำคุณงามความดีให้แก่ชาติบ้านเมืองของเราไว้เป็นอันมาก ควรแก่การจดจำ, ยกย่อง, สรรเสริญ และเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลังอย่างยิ่ง.…หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งในการรวบรวมเอกสารหลักฐานสำคัญของประเทศ และเป็นการยกย่องคนผู้ที่สมควรแก่การยกย่องอีกด้วย ”
พลเอก  เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=513391
…เชษฐ  เชษฐ- ๑ ความหมาย [เชดถะ] น. พี่ผู้เป็นใหญ่ เช่น เชษฐบุรุษ.  เชษฐบุรุษ (เชดถะบุหฺรุด) คำแปล n. an elder statesman เชษฐบุรุษ คำแปล[เชด-ถะ-บุ-หฺรุด] น. คำเรียกรัฐบุรุษผู้ใหญ่, เทียบคำ (อก. elder statesman).http://guru.sanook.com/search/เชษฐบุรุษ/…..24 มิถุนากับพระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร และลูกชาย ที่ชื่อประชาธิปไตย http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30104
1.Pecker จิ๊จ๊ะเจ๊าะแจ๊ะ โฟกัสรักเพคเกอร์ เป็นหนังเรื่องเกี่ยวกับนักถ่ายภาพมือสมัครเล่น กลับโด่งดังง่ายดาย จากเรื่องราวครอบครัว ชุมชน โดยสังคมตรงกันข้ามเมืองนิวยอร์ค โดยอาจจะสื่อถึงช่างภาพคนนี้ ถ่ายภาพอารมณ์ลึกซึ้ง ที่แอบซ่อนดำดิ่งอยู่ในร่างกาย ผู้คน และเมืองของเขาได้ดี  หรือจะกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า Keep your pecker up แปลว่า มองในแง่ดีไว้…
2.Idiocracy อัจฉริยะผ่าโลกเพี้ยน
พลทหาร จอห์น โบเวอร์ส หนุ่มผู้มีสติปัญญาระดับ "พื้นๆ" อาสาเข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่องการยืดชีวิตมนุษย์ด้วยการ "แช่แข็ง" แต่พวกนักวิจัยดันลืมคืนชีพให้เขาจนเวลาล่วงเลยไปถึงห้าร้อยปี เมื่อเขาฟื้นมาก็พบว่าโลกในยุคนั้น ผู้คนต่างโง่เง่ากว่าเขากันหมด จอห์นเลยกลายเป็นอัจฉริยะในโลกของคนโง่ไปโดยปริยายhttp://www.mono2u.com/shopping/DVD-I-056_Idiocracy
3.Since Otar Left (2003) ของผู้กำกับ/เขียนบท Julie Bertucelli จับบรรยากาศของสังคมหลังคอมมิวนิสต์ ใน กรุงทบิลิซิ ประเทศจอร์เจีย หนึ่งในอดีตสหภาพโซเวียตมานำเสนอผ่านชีวิตของผู้หญิงสามคน คุณยายเอก้า (Esther Gorintin) นั้นเป็นหญิงชราที่ศรัทธาในความคิดทางการเมืองของอดีตผู้นำ สตาลิน เธอมีชีวิตผ่านร้อนหนาวอยู่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกสาว (มารีนา แสดงโดย Nino Khomasuridze) และหลานสาว (อาด้า แสดงโดย Dinara Drukarova) โดยมีความหวังหนึ่งเดียวคือ การได้พบกับโอตาร์ ลูกชายผู้อพยพไปอยู่ที่ฝรั่งเศสเพื่อหางานทำ
อีกสักครั้งก่อนตาย จนวันหนึ่งมีจดหมายแจ้งข่าวการเสียชีวิตของโอตาร์มาถึงมือมารีน่า เธอและลูกสาวตัดสินใจเก็บเรื่องราวนี้ไว้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของเอก้า สองแม่ลูกแอบปลอมจดหมายเพื่อบอกเล่าว่าโอตาร์นั้นยังมีชีวิตและสบายดี แต่หลังจากโทรศัพท์จากโอตาร์ห่างหายหลายเดือน เอก้าตัดสินใจขายสมบัติสุดท้ายที่มีเหลือของครอบครัว นั่นคือ หนังสือเก่าราคาแพงของสะสมของสามีผู้ตายจากเพื่อนำเงินก้อนสุดท้ายนี้ไปแลกกับตั๋วเครืองบินเดินทางไปหาลูกชายที่ฝรั่งเศส
http://lighthouse.exteen.com/20071211/euro-politics-and-movies
which include having Ada administer a foot-massage of an evening while simultaneously reading aloud to her from Proust.
http://arts.guardian.co.uk/fridayreview/story/0,,1230589,00.html
The cool, realist tone of the movie had led us to expect something more human and real.
ทำไม ผมถึงยกตัวอย่างหนังเรื่อง since otar left แน่นอน ผมยกตัวอย่างคนละเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ในหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งผมเล่าเรื่องหลายเรื่องให้ผู้อ่านดูอย่างย่อๆ เพราะผมไม่มีเวลาเขียนถึงเรื่องการเดินทาง หนังที่ดูมากมายนัก เช่น since otar left ประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมสนใจ คือ การอ่านเรื่องพรูสต์  ให้คุณยาย ซึ่งมันเป็นการระลึกถึงอดีต ที่สูญหายไป ในนิยายของพรูสต์ ก็เช่นเดียวกัน คือ มนุษย์จะคาดหวังมากกว่าความเป็นมนุษย์กับความจริง เท่านั้นหรือ? ซึ่งจริงๆ ก็มีข้อถกเถียงเรื่องความจริง และวิธีการเข้าถึงความจริง เช่น ธงชัย วินิจจะกูล ตอบ"อาจารย์สายชล"…เบาเบาว่า "อย่าดูเบาวิธีวิทยา"ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๗ และธงชัย วินิจจะกูล ตอบอาจารย์สายชลอีกครั้ง :"ขณะ"ของการเปลี่ยนแปลง และ "รอยต่อ"ของยุคสมัย ศิลปวัฒนธรรม  ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๗โดยเราอาจจะรำลึกถึงอดีต ในสมุดบันทึกมากกว่าความจริงในปัจจุบัน แต่ว่าผมระลึกถึงอดีตเพื่อเรียนรู้ปัจจุบันจากสมุดบันทึกนั่นเอง
 
 -Marcel Proust กับ ? la recherche du temps perdu (In Search of Lost Time; earlier translated as Remembrance of Things Past)หรือแปลว่าในการค้นหาเวลาที่หายไป
เนื่องจาก ผมมักยกตัวอย่างเรื่องพรูสต์ บ่อยๆ แต่ผมไม่ได้ดำดิ่งอย่างลึกซึ้ง หรือดำน้ำจมหายไป และผมคงไม่เหมือนส่วนหนึ่งในนิยาย ที่มีชื่อว่าSwann’s Way…
 
สมัยผมเรียน มช.ในช่วงปี2540 เป็นต้นมา ซึ่งผมอยู่ในช่วงที่สมาชิกวง นกแล ในคนหนึ่ง มาเรียนมช. น่ะครับ เมื่อปี พ.ศ. 2528 อัลบั้มชุดแรกของวงนกแล ‘หนุ่มดอยเต่า’ สร้างปรากฏการณ์กลายเป็นเพลงฮิตไปทั่วประเทศ…เอ้า มาร้องเพลงกัน!….
นกแล
เนื้อเพลง: คอนเสิร์ตคนจน
อัลบั้ม: เพลงประกอบภาพยนตร์ แฟนฉัน
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ นกแล
ข้างบ้านเขามีคอนเสิร์ต เขาว่ามีเบิร์ดกับพรศักดิ์ปะทะกัน บ้านเราไม่มีเงินไปดู ได้แต่เงี่ยหู นึกซะว่าอยู่ในนั้น ฟังไปเกิดน้อยใจขึ้นมา จึงเปิดคอนเสิร์ตกลางนา ใช้ชื่อว่า คอนเสิร์ตคนจน โอ๊..เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย… ต้นข้าวมาเป็นคนดู มีปูมาสังเกตการณ์ ลำโพงเขาคือต้นตาล ลำโพงเขาคือต้นตาล เสียงหวานเหลือเกิน คันนานั้นคือเวที เวทีก็คือคันนา ก้านกล้วยมาเป็นกีตาร์ ก้านกล้วยมาเป็นกีตาร์ เอาไม้ฟืนมาเป็นไมโครโฟน โอ๊..เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย บางคนก็เป็นหางเครื่อง หางเครื่องทะยอยกันมา บางคนก็เคาะกะลา บางคนก็เคาะกะลา มีดอกชบาเป็นพวงมาลัย สมชายเป็นคนตีกลอง สมปองเป็นน้องสมชาย นักร้องก็มีมากมาย โฆษกก็มีมากมาย สบาย สบาย สนุกจริงๆ โอ๊..เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย… เอ้าเร่เข้ามา มางานมีเพลง ร้องกันเอง
บรรเลง บรรเลง ไม่เสียสตางค์ เสื้อสีชมพูมาดู มาฟัง เต๋อเล่นแตร เต๋อเล่นแตร โอ๊..เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย โอ๊เย โอ๊เย
-จับตาภาคประชาชน: "อรรคพล"กลุ่มอิสระคนรุ่นใหม่ http://www.prachatai.com/journal/2010/08/30780

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s