โลกาภิวัตน์ของปฏิบัติการฟุตบอลโลก-มาราธอนในเดอะเฮด

โลกาภิวัตน์ ยากจะแยกชุมชนจินตนาการ ออกเป็นชุมชนในชนบท และชุมชนในเมืองได้….
The marathon is a long-distance foot race with an official distance of 42.195 kilometres (26 miles and 385 yards), that is usually run as a road race. The event was instituted in commemoration of the fabled run of the Greek soldier Pheidippides, a messenger from the Battle of Marathon (the namesake of the race) to Athens. The historical accuracy of this legend is in doubt,[1] contradicted by accounts given by Herodotus, in particular.[2]
The marathon was one of the original modern Olympic events in 1896, though the distance did not become standardized until 1921. More than 500 marathons are contested throughout the world each year, with the vast majority of competitors being recreational athletes. Larger marathons can have tens of thousands of participants.
ตำนานมาราธอน
490 ปีก่อนคริสตกาล เปอร์เชียยกกองทัพอันยิ่งใหญ่มากด้วยกำลังพลมุ่งเข้าทำลายล้างก รีก โดยยกทัพผ่านเมืองมาราธอน(เมืองหนึ่งในประเทศกรีก ภาษากรีก มาราธอนแปลว่า ดินแดนที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่มีดอกสีเหลือง) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเอเธนส์ (เมืองหลวงของประเทศกรีก) เมื่อกรีกรู้ข่าวการยกทัพมาโจมตีของศัตรู ก็หวั่นใจเพราะกำลังพลฝ่ายกรีกมีน้อยกว่าเปอร์เชียร์หลายเท่า  ครั้นจะปิดเมืองหนีก็มิใช่หนทางแห่งนักรบ  ในคราวนี้กรีกจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเมืองสปาร์ต้า ซึ่งเก่งกาจด้านการรบจนเป็นที่เลื่องลือ เพราะกรีกรู้ดีว่ากองทัพของกรุงเอเธนส์เสียเปรียบด้านกำลังพลกอ งทัพเปอร์เชียร์อยู่มาก 
ในการส่งสารขอความช่วยเหลือครั้งนี้ ผู้นำกองทัพกรีกได้ไว้วางใจให้ นายทหารฟิดิปปิดีส (Pheidippides) ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการวิ่งระยะไกล วิ่งจากกรุงเอเธนส์ไปยังเมืองสปาร์ต้า ระยะทาง 224 กิโลเมตร โดยไม่มีจดหมายใดๆ ติดตัวไป แต่ให้จดจำเนื้อหาสารไปแทน เพื่อเป็นการป้องกันความลับทางราชการรั่วไหล แต่เมื่อฟิดิปปิดีสถึงสปาร์ต้า เขาต้องผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับ สปาร์ต้าไม่สามารถยกทัพไปช่วยกรีกได้ในเวลานี้ เนื่องจากในช่วงเวลานี้เมืองสปาร์ต้ามีพิธีกรรมทางศาสนา ต้องรอจนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีกรรม จึงจะยกทัพไปช่วยกรีกได้ ฟิดิปปิดีส จำต้องออกวิ่งอีกครั้งเพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้ให้กรุงเอเธนส์ทราบ
แม้เหนื่อยล้าขาแทบหมดแรง แต่ด้วยเลือดรักชาติ ฟิดิปปิดีส กลั้นใจวิ่งอีก 224 กิโลเมตร เพื่อแจ้งข่าวให้บ้านเกิดของตนทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ ในใจเขาห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิตตนเอง เขาวิ่งโดยไม่หยุดพัก ไม่มีอาหาร ไม่มีการนอนพัก มีเพียงแวะวักน้ำข้างทางประทังชีวิตเท่านั้น
เมื่อกรีกทราบข่าวร้ายจากฟิดิปปิดีส จึงตัดสินใจเคลื่อนกองพลกรีกออกไปดักรอโจมตีศัตรู ที่มาราธอน โดยกระจายกำลังโอบล้อมไว้ กรีกจงใจให้เมืองมาราธอนกลายเป็นสนามรบ เพื่อขัดขวางไม่ให้กองทัพเปอร์เชียผ่านเมืองมาราธอนเข้ากรุงเอเ ธนส์ได้ง่าย  แม้กองทัพกรีกจะมีทหารน้อยกว่าเปอร์เชียหลายเท่าตัว  แต่กรีกก็เป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง ประกอบกับกรีกใช้วิธีโจมตีแบบจู่โจม รวดเร็ว ทำให้กองทัพเปอร์เชียแตกพ่ายไม่เป็นท่า ถือเป็นชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจของชาวกรีก แม้กำลังพลน้อยแต่ก็สามารถเอาชนะเปอร์เชียได้
แต่สงครามไม่จบเพียงเท่านี้  ทหารเปอร์เชียที่ยังรอดตายจากการถูกโจมตี หนีกลับไปแจ้งแก่กองทัพเปอร์เชียที่เหลือว่าขณะนี้ เปอร์เชียพ่ายแพ้กรีกแล้วที่เมืองมาราธอน เมื่อทราบข่าวดังนั้นกองทัพเปอร์เชียที่เหลือจึงเตรียมบุกกรุงเ อเธนส์ทันที
ทางฝ่ายกรีก ยังไม่วางใจกองทัพเปอร์เชีย เพราะเปอร์เชียแม้จะล้มตายไปมากแต่ก็ยังเหลือทัพที่ยังไม่ได้ยก มา และกรีกคาดว่า เอเธนส์อาจเป็นเป้าหมายของกองทัพเปอร์เชียที่เหลือ กองทัพกรีกที่อยู่ ณ เมืองมาราธอน จำต้องแจ้งข่าวแก่ประชาชนในกรุงเอเธนส์ให้หนีออกจากมืองโดยด่วน 
หน้าที่ส่งข่าวที่สำคัญและยิ่งใหญ่นี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก  ฟิดิปปิดีส  แม้เขาจะยังอยู่ในอาการเหนื่อยล้า จากการวิ่งที่แสนทรหด แต่ด้วยจิตวิญญาณความจงรักภักดีต่อแผ่นดินเกิดของชายชาติทหาร  หลายชีวิตอยู่ในความรับผิดชอบของเขา  ฟิดิปปิดีสลุกขึ้นกลั้นใจวิ่งอีกครั้ง  แม้ครั้งนี้ร่างกายแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง  แต่ก็ต้องวิ่ง วิ่งให้เร็ว ก่อนที่กองทัพเปอร์เชียจะถึงเอเธนส์ 
ฟิดิปปิดีสวิ่งจากเมืองมาราธอนถึงกำแพงอะโครโพลิสของกรุงเอเธนส ์ รวมระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เขาล้มลงด้วยแข้งขาไรกำลัง แจ้งข่าวดีแก่ชาวเมืองว่าขณะนี้กองทัพกรีกมีชัยเหนือกองทัพเปอร ์เชีย แต่ให้ประชาชนระวังตัวเตรียมหนีไว้ เพราะเกรงว่าเปอร์เชียอาจยกทัพบุกเอเธนส์ในไม่ช้า เมื่อสิ้นความ  ฟิดิปปิดีสก็สิ้นใจ
ฝ่ายทัพเปอร์เชียเห็นความกล้าแกร่งของกองทัพกรีก ก็ยังลังเลใจที่จะเข้าโจมตีเอเธนส์  แม้กรีกจะมีกำลังพลน้อยกว่าแต่ก็ชนะมาได้ครั้งหนึ่ง และครั้งนี้หากเปอเชียร์บุกเอเธนส์ผลีผลาม อาจทำให้เปอร์เชียสูญเสียกำลังพล  เปอร์เชียจึงเบนเป้าหมายออกจากกรีก  เพราะเห็นว่ากรีกไม่ได้เข้าโจมตีง่ายอย่างที่คิด
ด้วยเหตุนี้เอง  การวิ่งครั้งสุดท้ายของ ฟิดิปปิดีสจึงกลายมาเป็นประวัติศาสตร์ของการวิ่งมาราธอน วิ่งระยะไกล และต้องใช้ความอดทนสูง 
สำหรับนักวิ่ง  ฟิดิปปิดีสเป็นเสมือนบิดาแห่งการวิ่งมาราธอน  แต่สำหรับประชาชนชาวกรีก เขาเป็นเสมือนฮีโร่ เพราะเขายอมวิ่งด้วยระยะทางอันไกล  ไกลเกินกว่าคนๆหนึ่งจะมีกำลังวิ่งได้ เขายอมสละชีพของตน เพื่อแจ้งข่าวดีแก่ชาวเมือง และแจ้งให้ชาวเมืองเตรียมความพร้อมเผื่อกองทัพเปอร์เชียบุกมาโจมตีเอเธนส์  ชาวกรีกระลึกถึงความดีความชอบของฟิดิปปิดีสที่วิ่งด้วยระยะทางม หาโหดทำให้เมืองเอเธนส์รอด  ชาวกรีกจึงจารึกชื่อเขาไว้ ณ อะโครโพลิส ซึ่งเป็นจุดเขาสิ้นใจ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความดีความกล้าและความสามารถที่ไม่มีใครเท ียบได้ 
http://www.khonkaenmarathon.com/forum/forum_posts.asp?TID=96[
 ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักความเครียดกัน ก่อน ปกติร่างกายของคนเราจะพยายามอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาส มดุลโดยการทำให้ระดับ อุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต ระดับกลูโคสในเลือดที่ให้พลังงาน และอื่นๆ อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด (stressor) คืออะไรก็ตามที่มาขัดขวางหรือทำลายสมดุลนั้น หากคุณเป็นม้าลายในทุ่งหญ้าสะวันนา สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดคงไม่พ้นสิงโตที่กำล ังงับเท้าคุณอยู่ การจะเอาชีวิตรอด (จากสิงโต) ให้ได้นั้น คุณต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่ออัดฉีดพลังให้กล ้ามเนื้อ ดังนั้นกลไกสำคัญของ ‘การตอบสนองต่อความเครียด’ (stress response) จึงอยู่ที่การหลั่งฮอร์โมนชื่อว่าอีพิเนฟริน (epinephrine) หรือฮอร์โมนเนื้อในต่อมหมวกไต (รู้จักกันดีในอีกชื่อหนึ่งว่า อะดรีนาลีน)
ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานที่สะสมไว้ให้กลายเป็นกรดไขมันแ ละกลูโคสในรูป แบบง่ายๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด อีกทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และอัตราการหายใจล้วนเพิ่มขึ้น เพื่อส่งพลังไปสู่กล้ามเนื้อภายในชั่วพริบตา เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเครียด (stress hormone) โดยเฉพาะกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoid) จะวิ่งเข้าสู่สมอง ทำให้ประสาทสัมผัส เฉียบคมขึ้นและเพิ่มพลังการเรียนรู้และการจดจำ คุณจึงตื่นตัวและมีสมาธิจดจ่อ
กลไกตอบสนองต่อความเครียดยังไปขัดขวางกระบวนการเผาผล าญพลังงานที่ เก็บสะสมไว้ไม่ให้ถูกนำไปใช้อย่างเปล่าๆ ปลี้ๆ การย่อยอาหารถูกยับยั้งเนื่องจากเป็นกระบวนการทางสรี รวิทยาที่เชื่องช้าและ สิ้นเปลือง ความอยากอาหารก็ถูกระงับไว้เช่นกัน รวมไปถึงการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ไม่เว้นแม้แต่การสืบพันธุ์
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องหนีจากผู้ไล่ล่า ไม่ใช่เวลาที่จะมาตกไข่ สร้างตัวอสุจิ หรือเริ่มต้นโครงการขยายเผ่าพันธุ์ ในทางตรงข้าม นี่เป็นเวลาดีที่จะเตรียมรับมือกับอาการบาดเจ็บ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงอยู่ในสภาพพร้อมรบอย่าง รวดเร็ว เซลล์เกล็ดเลือดจะเหนียวขึ้น และยึดเกาะกันจนเกิดเป็นลิ่มเลือดเพื่อทำให้เลือดหยุ ดไหลจากบาดแผล โดพามีน (dopamine) สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความสุขจะถูกหลั่งในสมอง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้
ภาพยนตร์เขย่าขวัญ นวนิยายลึกลับ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณตื่นเต้นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้มีอะไรเสียหายต่อสุขภาพของคุณหรอก แต่การกระตุ้นกลไกตอบสนองต่อความเครียดให้ทำงานอย่าง ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะ ส่งผลต่อสุขภาพในทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด หากความดันโลหิตของคุณสูงขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปั่นป่วนของของเหลวจากกระแสเลือดที่พุ่งแรงเป็นช ่วงๆ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่ผนังหลอดเลือด ไขมัน กลูโคส และคอเลสเตอรอลที่มาพร้อมกับการตอบสนองต่อความเครียด ของระบบเผาผลาญ มีโอกาสที่จะเกาะติดกับบริเวณหลอดเลือดที่มีปัญหามาก ขึ้น
แล้วไหนจะเซลล์เกล็ดเลือดเหนียวหนืดที่พร้อมจะก่อลิ่ มเลือดอีกล่ะ ตอนนี้พวกมันพร้อมจะซ้ำเติมปัญหาด้วยการจับตัวเป็นก้ อนเหนียวๆ ตรงบริเวณที่ได้รับความเสียหาย ทั้งหมดนี้จะเพิ่มโอกาสในการก่อตัวของคราบหินปูนที่ท ำให้ท่อเลือดแดงและหลอด เลือดแดงแข็งตัว ซึ่งจะส่งผลให้คุณเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเ ลือดได้
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสมองของคุณล่ะ ในขณะที่ฮอร์โมนเครียดทำให้คุณตื่นตัวในช่วงแรกของกา รตอบสนองต่อความเครียด
ระดับความเครียดที่มากและเรื้อรังกลับมีผลในทางตรงกั นข้าม คุณจะเสี่ยงต่ออาการวิตกกังวล เนื่องจากกลูโคคอร์ติคอยด์จะไปทำให้เซลล์ประสาทในสมอ งส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความกลัวและวิตกกังวลเกิดการขยา ยตัว
ขณะเดียวกันเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความทรงจำ และในเปลือกสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจจะฝ่อเล็กลง ความสามารถในการเรียนรู้และการตัดสินใจจึงแย่ลง ความเข้มข้นของโดพามีนในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับควา มสุขจะลดลงด้วย ทำให้คุณเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า
การทำงานด้วยหลักการ ‘เก็บเอาไว้ซ่อมวันหลัง’ ของกลไกตอบสนองต่อความเครียดที่ซ้ำไปซ้ำมาส่งผลให้อา การบาดเจ็บจากเชื้อ แบคทีเรียบางชนิดไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข ในผู้หญิง การทำงานของระบบสืบพันธุ์ที่ถูกกดไว้เป็นเวลานานจะทำ ให้การตกไข่หยุดชะงัก และทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น ส่วนผู้ชายจะมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและจำนวนอสุจ ิลดต่ำลง การแข็งตัวของอวัยวะเพศอาจกลายเป็นเรื่องลำบากยากเย็ น
ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก หากคุณมีน้ำหนักตัวเกินและชอบนั่งๆ นอนๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิตแบบตะวันตก ความเครียดเรื้อรังจะทำให้เซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ในการสะสมไขมัน ทำให้มีไขมันและกลูโคสเหลืออยู่ในกระแสเลือดของคุณมา กมาย ทุกเหตุปัจจัยล้วนทำให้หลอดเลือดของคุณเกิดการบาดเจ็ บ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานในวัยผู้ใหญ ่ และขณะที่กลไกตอบสนองต่อความเครียดกดดันระบบภูมิคุ้ม กันของคุณให้ทำงานอย่าง รวดเร็วในตอนแรก แต่หากปล่อยไว้นานๆ ก็อาจไปกดการทำงานของภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน
ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ความเครียดไม่เพียงทำให้โรคเริมกำเริบ และเพิ่มความเสี่ยงของการติดหวัด แต่ยังทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยเอดส ์แย่ลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ความเครียดกับโรคมะเร็งมีความเกี่ยวข้องกันเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น ก็นับว่ายังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ก่อนอื่นต้องระลึกไว้ว่าจุดประสงค์ของการทำความเข้าใ จเรื่องความเครียดนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อที่จะหาทางหลีกเลี่ยงทุกรูปแบบ
ความตื่นเต้นที่มีระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่เหมา ะสม อย่างการเล่นรถไฟเหาะ การดูภาพยนตร์สยองขวัญ การโขกหมากรุกกับคู่แข่งระดับพระกาฬ จะช่วยปลดปล่อยโดพามีนเข้าสู่กลไกสร้างความสุขในสมอง ของคุณ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคุณจะรู้สึกดีนั่นเอง เราเรียกความเครียดชนิดดีนี้ว่า สิ่งกระตุ้น และเราก็ยินดีควักกระเป๋าไม่อั้นเพื่อให้ได้มา
ยังมีอีกหลายวิธีที่ใช้จัดการกับความเครียดเรื้อรัง อย่างเช่นในระดับชีววิทยามีการใช้วัคซีนหรือยา ส่วนในระดับปัจเจกบุคคล เทคนิคหรือวิธีจัดการกับความเครียดก็มีอยู่มากมาย ตั้งแต่การทำสมาธิ สวดมนต์ เต้นแอโรบิก จิตบำบัด และทำงานอดิเรก เรื่อยไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากโอกาสทางสังคม
บางวิธีสามารถลดการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายได ้โดยตรง การหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างช้าๆ ระหว่างการทำสมาธิจะลดการหลั่งฮอร์โมนเครียดลงได้ ขณะที่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับฮอร์โม นเครียดในภาวะปกติได้
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกในการบั งคับควบคุมและคาดการณ์ ซึ่งรวมถึงความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาหลากหลายรูปแบบ ที่อาจให้คำอธิบายในสิ่งหรือปรากฏการณ์ (เช่น ภัยพิบัติ หรือความตาย) ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ ตลอดจนสัมพันธภาพทางสังคมที่มีประโยชน์หลายลักษณะด้ว ย
……….
เรื่อง : โรเบิร์ต ซาโพลสกี
ภาพถ่าย : ลินน์ จอห์นสัน
ขอบคุณ : นิตยสารเนชันแนล จีโอกราฟฟิก ภาคภาษาไทย
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:Ls2kJ5qzYhwJ:www.junjaowka.com/webboard/showthread.php%3Ft%3D117297+%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81%2B%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th
 
ความลับของการนอน (fatal familial insomnia)(เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก-พค.2553)
? เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2553, 00:43:28 ? 
——————————————————————————–
เชอรีล ดิงเกส ทหารยศสิบเอกวัย 29 ปี จากเมืองเซนต์ลูอิส  เป็นครูผู้สอนศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าให้ทหาร  เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการรับรองจาก กองทัพว่ามีความสามารถในการต่อสู้ระดับสอง ซึ่งรวมถึงการฝึกฝนการต่อสู้แบบสองต่อหนึ่งอย่างหนักหน่วง แต่เธออาจต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัสกว่าในอนาคต ดิงเกสอยู่ในครอบครัวที่มียีนของโรคนอนไม่หลับถึงตายที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (fatal familial insomnia: FFI) อาการหลักของโรคเอฟเอฟไอคือ ผู้ป่วยจะไม่สามารถนอนหลับได้ โดยมีอาการเริ่มแรกคือไม่สามารถงีบหลับ จากนั้นก็จะนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน จนกระทั่งผู้ป่วยไม่สามารถนอนได้เลย กลุ่มอาการนี้มักเริ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยย่างเข้าสู่วัย 50 ปี และโดยทั่วไปแล้วจะดำเนินไปเป็นระยะเวลาราวหนึ่งปีก่อนจะเสียชีวิตลงตามชื่อโรค  ดิงเกสปฏิเสธการตรวจหายีนของโรคนี้ “ฉันกลัวว่าหากรู้ว่าฉันมียีนนี้อยู่ ฉันอาจถอดใจยอมแพ้ ไม่ต่อสู้ดิ้นรนกับอะไรอีกแล้วในชีวิต”
เอฟเอฟไอเป็นโรคที่น่าพรั่นพรึง  และการที่เรามีความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับกลไกของโรค ยิ่งทำให้มันฟังดูน่ากลัวยิ่งขึ้น นักวิจัยคิดว่า โปรตีนรูปร่างผิดปกติชื่อว่าพรีออน (prion) โจมตีทาลามัส (thalamus) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่อยู่ลึกเข้าไปในสมองของผู้ป่วยโรคเอฟเอฟไอ และทาลามัสที่เสียหายก็รบกวนการหลับ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะหยุดโรคหรือบรรเทาอาการอันโหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร  เอฟเอฟไอเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก โดยมีรายงานเพียง 40 ครอบครัวในโลกเท่านั้น แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งมันยังเป็นปริศนาพอๆกับการนอนไม่หลับอีกหลายประเภทที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก
ความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจจากภาวะ นอนไม่หลับนั้นมีมหาศาล  สถาบันแพทยศาสตร์ของสหรัฐฯ (Institute of Medicine) ประเมินว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนเกือบร้อยละ 20 มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ขับขี่ง่วงนอน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับการอดนอนสะสมหรือ “หนี้การนอน” (sleep debt) สูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ สหรัฐต่อปี  ความเสียหายในแง่ของประสิทธิภาพการผลิต นั้นยิ่งสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ ทั้งสัมพันธภาพที่ได้รับผลกระทบและที่หายไป  การที่ทำให้ผู้คนอ่อนล้าเกินกว่าจะทำงานได้  รวมถึงความสุขในการใช้ชีวิตที่หมดไปด้วย
เป็นที่รู้กันมานาน 50 ปีแล้วว่า การนอนหลับแบ่งออกได้เป็นสองช่วง ได้แก่ ช่วงหลับลึก (deep-wave sleep) และช่วงหลับฝันหรือเร็ม (rapid eye movement: REM)  ซึ่งสมองมีการทำงานอย่างตื่นตัวใกล้เคียงกับตอนตื่น แต่กล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจอยู่ในสภาพไม่ไหวติง  เรารู้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกล้วนนอนหลับ โลมาเองก็นอนหลับโดยที่สมองอีกซีกหนึ่งตื่นอยู่เพื่อรับรู้โลกใต้น้ำรอบตัว ทั้งปลา สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงต่างมีประสบการณ์ของการนอนหลับพักผ่อนเช่นกัน
ทฤษฎีการนอนหลับอันโด่งดังเชื่อว่า สมองต้องการการพักผ่อน การวิจัยที่ฮาร์วาร์ดซึ่งนำโดยโรเบิร์ต สติกโกล์ด เมื่อเร็วๆนี้ ได้ทำการทดลองกับนักศึกษาด้วยแบบทดสอบความถนัดในรูปแบบต่างๆ และอนุญาตให้นักศึกษางีบหลับก่อนจะกลับมาทดสอบอีกครั้ง ผลวิจัยพบว่า ผู้ที่หลับจนถึงช่วงหลับฝันจะทำแบบทดสอบเกี่ยวกับการจดจำรูปแบบ เช่นไวยากรณ์ได้ดีกว่า  ขณะคนที่หลับลึกจะท่องจำได้ดีกว่า นักวิจัยคนอื่นๆพบว่า ในช่วงที่หลับ สมองพยายามจะสร้างความทรงจำระยะยาวเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนั้น การวิจัยดังกล่าวเสนอว่า หน้าที่หนึ่งของการนอนหลับอาจได้แก่การเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นเป็นความทรงจำระยะยาว
นอกจากนี้  การนอนหลับยังน่าจะมีจุดประสงค์ทางสรีรวิทยาอีกด้วย  กล่าว คือการที่ผู้ป่วยโรคเอฟเอฟไอมีอายุสั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า การนอนหลับมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของร่างกาย งานวิจัยหลายชิ้นมุ่งไปที่การค้นหาสาเหตุของการเสียชีวิต ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตเพราะอดนอนหรือไม่  ถ้าหากไม่ แล้วการนอนไม่หลับทำให้เกิดสภาวะใดที่คร่าชีวิตพวกเขา นักวิจัยบางคนพบว่า การอดนอนทำให้แผลของหนูทดลองหายช้า ขณะที่บางคนกล่าวว่า การนอนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แต่การศึกษาเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดในปัจจุบัน
บ่ายวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ผมไปเยี่ยมชมศูนย์เวชศาสตร์การนอนที่สแตนฟอร์ด  ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1970 และเป็นแห่งแรกในประเทศที่ มุ่งรักษาปัญหาการนอนไม่หลับ  ศูนย์แห่งนี้รักษาผู้ ป่วยกว่า 10,000 รายต่อปี  เครื่อง มือหลักที่ใช้ในการวินิจฉัยของศูนย์คือ  เครื่องโพลีซอมโนแกรม (polysomnogram: เครื่องตรวจและบันทึกสภาพสรีรวิทยาช่วงการนอนหลับ) ที่บันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง (electroencephalograph: EEG) ซึ่งจะจับกระแสไฟฟ้าที่ส่งออกมาจากสมองของผู้ป่วยที่กำลังหลับ เมื่อเราเริ่มหลับ สมองจะทำงานช้าลงและลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองจะเปลี่ยนจากคลื่นแหลมเล็กไปเป็น ลูกคลื่นขนาดใหญ่ขึ้น  เช่นเดียวกับทะเลที่ยิ่งห่าง ฝั่งคลื่นก็ยิ่งราบเรียบ  คลื่นสมองที่เงียบสงบนี้จะ ถูกคลื่นที่รวดเร็วและรุนแรงของการหลับช่วงเร็มแทรกเป็นระยะๆ เวลาที่เราฝันเกือบทั้งหมดจะอยู่ในช่วงเร็ม โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ
การวินิจฉัยโรคเอฟเอฟไอและภาวะง่วงเกิน (narcolepsy หรือโรคที่ผู้ป่วยมีอาการง่วงนอนเวลากลางวันมากผิดปกติ ชนิดหนึ่ง) จะไม่สามารถทำได้หากปราศจากการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองและเครื่องตรวจวัดอื่นๆ แต่คลีต คูชิตะ ผู้อำนวยการศูนย์ บอกผมว่า เขาสามารถระบุปัญหาการนอนหลับของผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ตั้งแต่การสัมภาษณ์เบื้องต้น นั่นเป็นเพราะมีทั้งคนที่ต้องคอยถ่างตาให้ตื่นตลอดเวลา และคนที่เล่าถึงความอ่อนล้าแต่ก็ไม่ได้เผลอหลับขณะสัมภาษณ์ กลุ่มแรกมักเป็นพวกที่หยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) หรือผู้มีอาการกล้ามเนื้อคลายตัวขณะนอนหลับ ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนในคอและหลอดอาหารปิดลง ทางเดินอากาศหายใจของผู้นอนจึงถูกปิดกั้น เมื่อสมองรับรู้ว่าไม่ได้รับออกซิเจน ผู้ที่หลับอยู่จึงตื่นขึ้นและสูดลม หายใจเข้า  สมองก็จะได้รับการเติมออกซิเจนและหลับต่อ ได้อีกครั้ง ส่วนกลุ่มหลังมีอาการที่คูชิตะเรียกว่า “การนอนไม่หลับที่แท้จริง” หรือคนที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ทางด้านการนอนหลับว่าเป็นโรคนอนไม่หลับ จากสรีรวิทยาทางจิต (psychophysiological insomnia) หมาย ถึงคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้หรือหลับๆตื่นๆโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด คนเหล่านี้เมื่อตื่นนอนจะรู้สึกว่าไม่ได้พัก และเมื่อล้มตัวลงนอนสมองก็เริ่มหมกมุ่นครุ่นคิด คนกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์การนอน
ในขณะที่การหยุดหายใจสามารถรักษาด้วย อุปกรณ์ที่อัดอากาศเข้าไปในลำคอของผู้นอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจ แต่การรักษาการนอนไม่หลับแบบดั้งเดิมนั้นยังไม่มีวิธีการที่ชัดเจน การฝังเข็มอาจช่วยได้เพราะใช้กันมานานแล้วในเอเชีย และศูนย์การนอนหลับแห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กกำลังศึกษาวิธีนี้อยู่
โดยทั่วไปการรักษาโรคนอนไม่หลับจาก สรีรวิทยาทางจิต มีสองส่วน ส่วนแรกคือการใช้ยานอนหลับ ซึ่งส่วนใหญ่ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการทำงานของกรดแกมมา-แอมิโนบิวทรีริกหรือ กาบา (gamma-aminobutryric acid: GABA) ซึ่งเป็น สารส่งผ่านประสาทที่ควบคุมความวิตกกังวลและการตื่นตัวโดยรวมของร่างกาย แม้ว่ายานอนหลับจะปลอดภัยกว่าสมัยก่อน แต่ก็ก่อให้เกิดการติดยาทางด้านจิตใจ (psychological addiction)ได้ ผู้ใช้ยานอนหลับหลายรายกล่าวว่า การนอนหลับโดยใช้ยาแตกต่างจากการนอนหลับตามปกติ และจะมีอาการเมาค้างเมื่อตื่นนอน
ขั้นที่สองในการรักษาผู้ที่นอนไม่หลับ ที่แท้จริงคือ การบำบัดความคิดและพฤติกรรมหรือซีบีที (cognitive behavioral therapy: CBT) ในการบำบัดแบบซีบีที นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญจะสอนให้ผู้นอนไม่หลับคิดว่า ปัญหานี้แก้ไขหรือจัดการได้ นั่นคือส่วนของการรับรู้ และร่วมกับการฝึกให้มี “สุขอนามัยการนอน” ที่ดี ซึ่งระบุว่า เราควรนอนในห้องมืด เข้านอนเฉพาะเวลาที่ง่วงนอน และอย่าออกกำลังกายก่อนนอน การศึกษาหลายชิ้นเผยว่า ซีบีทีมีประสิทธิภาพในการรักษาการนอนไม่หลับในระยะยาวมากกว่าการใช้ยา แต่ผู้ป่วยหลายรายก็ยังไม่มั่นใจ
การ ที่เรานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะเราลืมไปว่าจะหลับอย่างไร โดยเฉลี่ยแล้วเรานอนน้อยกว่าคนในศตวรรษที่แล้วประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง การนอนไม่หลับหรือการอดนอนที่แพร่ระบาดอาจเป็นเพียงเพราะเราไม่ใส่ใจความ ต้องการของร่างกาย จังหวะการนอนตามธรรมชาติ ของวัยรุ่นระบุว่า พวกเขาควรนอนตื่นสาย แต่เด็กๆกลับต้องเข้าเรียนตอนแปดโมงเช้า คนที่ทำงานกะกลางคืนเข้านอนตอนเช้า และนั่นเป็นการต่อสู้กับจังหวะชีวิตที่มีมาแต่โบราณของร่างกาย ซึ่งสั่งการ ให้เราตื่นเพื่อล่าสัตว์หรือหาของป่าในเวลาที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงสว่าง แต่คนเหล่านั้นก็ไม่อาจเลือกได้ เราต่อสู้กับแรงขับดันทางธรรมชาตินี้โดยเดิมพันกับสวัสดิภาพของเราเอง ชาร์ลส์ ไซส์เลอร์ จากฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การไม่ได้นอนติดต่อกัน 24 ชั่วโมงหรือนอนเพียงคืนละ 5 ชั่วโมง ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์มีค่าเท่ากับการมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด ร้อยละ 0.1 แต่การทำธุรกิจใน ปัจจุบันยกย่องการที่พนักงานทำงานติดต่อกันโดยไม่ได้หยุดพักผ่อน
ในทศวรรษ 1980 เรคต์ชาฟเฟนทำการทดลองโดยกระตุ้นให้หนูตื่นอยู่ตลอดเวลาในห้องปฏิบัติการ เขาวางพวกมันลงบนจานที่ตั้งอยู่บนแกนหมุนเล็กๆเหนือแท็งก์น้ำ ถ้าหนูหลับ จานจะพลิกและทำให้หนูตกน้ำ พอตกน้ำ มันก็จะตื่นขึ้นทันที หลังจากสองสัปดาห์ พวกมันก็ตาย แต่เมื่อเรคต์ชาฟเฟนผ่าชันสูตรศพ เขากลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆชัดเจน อวัยวะของหนูไม่ได้เสียหาย และดูเหมือนว่าพวกมันจะตายเพราะเหนื่อยจนหมดแรงมากกว่า ซึ่งนั่นเป็นผลจากการไม่ได้นอน การทดลองครั้งต่อมาในปี 2002 ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้นก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดของ หนูได้
ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดผม ได้พบกับ วิลเลียม เดเมนต์ หนึ่งในผู้ค้นพบการหลับช่วงเร็ม ผมถามถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการค้นคว้าวิจัยเรื่องเหตุผลของการนอนหลับมา ตลอด 50 ปี เดเมนต์ตอบว่า “เท่าที่รู้ในตอนนี้ เหตุผลที่แท้จริงเพียงประการเดียวที่เราต้องหลับก็คือ เพราะเราง่วงนอนครับ”
เรื่องโดย ดี. ที. แมกซ์
 www.thaihospital.org/board/index.php?topic=246.0
http://www.ngthai.com/ngm/1005/feature.asp?featureno=1
 ——————————————————–
เล่าเรื่องหนังก่อนนอน The Hours เรื่องที่ 1
..บางครั้ง คุณอาจจะเคยพบว่า แม่ของคุณ หรือ เพื่อนของคุณ เป็นพวกเดียวกับคุณ แต่ว่าเขาไม่เข้าใจคุณ เหมือนกับคุยไม่รู้เรื่องจากปัญหาครอบครัว เพื่อนถึงโครงสร้างที่มองไม่เห็นของความสัมพันธ์ทางการผลิตของวัฒนธรรม เพราะแม่อาจจะแช่แข็งความทรงจำต่อคุณไว้ที่วัยเด็ก ส่วนคุณกับแช่แข็งความทรงจำของคุณไว้ที่วัยเด็ก เช่นตัวละครเรื่องThe Hours ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไหลไปตามช่วงเวลาอีกแล้ว นักเขียนชาย ผู้ที่ได้รับรางวัล แต่คนอ่านหนังสือหลายคนบางว่า อ่านหนังสือของเขาเข้าใจยาก แม้กระทั่งแม่ของเขาเอง!
เราไม่สามารถหยุดเวลา และเราไม่สามารถแช่แข็งความทรงจำให้เหมือนเดิมตลอดไปได้
นั่นเป็นช่วงเวลาแห่งการเลือก มีชีวิตอยู่หรือตาย
คนตายเพื่อให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น…กวีจะต้องตาย กับจินตนาการ
คุณต้องเผชิญช่วงเวลา และอีกต่อไป
แต่คุณมีช่วงที่ดี
แต่มันไม่ตลอดไป!
….เล่าเรื่องให้ฟังหน่อย วันนี้คุณทำอะไรบ้าง…ตื่นเช้า ไปซื้อดอกไม้ เหมือนมิสดอลล่าร์เวย์ ในนิยายของคุณ และภูมิอากาศบริสุทธิ์ เหมือนสมัยอายุ19 …เป็นเช้าที่ปกติในชีวิตของทุกคน….ผมรักคุณ….ไม่คิดว่าคู่ไหน จะมีความสุขเท่าคู่รักของเรา
เขาเลือกที่จะตาย คือ ชีวิตสั้น ผลงานเขียนอันเป็นศิลปะยืนยาว คือ เลือกตายเพื่อเป็นงานศพ มากกว่างานปาร์ตี้ ในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งช่วงเวลา ก็คือ ความรัก และโมงยาม  
——— 
เล่าเรื่องหนังก่อนนอน Rocky Balboa  เรื่องที่ 2
พระเอก ทำการระลึกถึงอดีตกับเรื่องราว เกี่ยวกับเมียที่ตาย ก็ไปยังหลุมศพของเมีย และเดินระลึกถึงสถานที่สำคัญของเขากับเมีย เหตุการณ์ต่างๆ และชีวิตประจำวันของคนดังในอดีต เมื่อคนมีชื่อเสียง ถูกรบกวนจากคนกินเหล้า เมากวนๆ
ซึ่งชีวิตของอดีตแชมป์ และลูกชาย ในความสัมพันธ์ ที่วันเวลาผ่านเลย ก็เจอคน รู้จัก ในอดีต ที่เขาเป็นเด็กหญิง แล้วเธอเติบโตขึ้น เป็นสาวแก่และมีลูกหนึ่ง คน จากที่เขาเคยโดนเธอด่า ตอนที่เธอ เป็นเด็กวัยรุ่น-kids และเขาชอบระลึกถึง สถานที่เก่า ซึ่งคนเขาเคยรู้จักกับเขา และคนรู้จักเขาผ่านหนังสือพิมพ์ ต่างๆ เขาแก่ตัวไป แล้วก็ลูกของพ่อ ตกอยู่ภายใต้กดดันในฐานะลูกของอดีตแชมป์และคู่ปรับของเขา ที่ยังหนุ่มกว่านักมวย ที่ไร้คู่ชก โดยการเชียร์ของนักเขียนข่าวกีฬาชื่อดัง และคอมพิวเตอร์เอาแชมป์ ทั้งสองคนมาชกกันบนจอเสมือนจริง แล้วเขาอยากชกกับนักมวยหนุ่ม และเขาไม่ได้อีโก้อย่างที่ลูกของเขาไม่เข้าใจเขาเลย ในความว้าเหว่ แล้วเขาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองในชีวิต และเขามองว่า ชีวิตของเขาเอง
ไม่สนว่า ใครจะมองเขาอย่างไร ในการทำสิ่งที่เขาอยากทำในการชกมวย
I am understand (ถูกแปลว่า-พ่อเข้าใจ-บริบทสนทนาของพ่อกับลูกในภาพยนตร์) นี่เป็นสิ่งที่เขาพูดกับลูกหลังจาก ที่ลูกของเขาลาออกจากงาน ซึ่งเขาได้ลูกของเขา กลับมาหลังจากห่างเหินการพูดคุยกันมาก ซึ่งเขาไปหาหมามาเลี้ยงหนึ่งตัว สำหรับร่วมวิ่งออกกำลังกายกับเขา โดยลูกชายของเพื่อนหญิงต่างวัยของเขา ก็ตั้งชื่อหมาตัวนั้นว่า หมัดหนัก และชีวิตของเขาในนามร็อคกี้ และร็อคกี้ ก็ได้ลูกชายแท้ๆของเขา กลับมาช่วยซ้อมมวย การชกมวยไม่เกี่ยวกับว่า หมัดหนัก แค่ไหน แต่คือ การรับหมัดได้มากเท่าไหร่ หรือ เราใช้ชีวิตอยู่กับมันได้มากเท่าไหร่ ต่างหากที่สำคัญมาก
—–
เล่าเรื่องหนังก่อนนอน The Reader  เรื่องที่ 3
-จริงๆ ผมเป็นคนไม่ชอบไปศาล เพราะว่า บรรยากาศเครียดมาก ในนิยายเรื่องเดอะรีดเดอร์ ก็เล่าถึงเรื่องการทำหน้าที่ของอัยการ ต่างๆ  โดยการแสดงออกพรรณาโวหาร ให้คนฟังคดีความ และผู้พิพากษา รวมทั้งคนฟัง ก็จะรับรู้ถึงเรื่องเล่าจาก ผู้ประสบภัยสงคราม บางคนก็เล่าทั้งน้ำตา อารมณ์ความรู้สึกเจ็บปวด แต่ว่าหนังสือเล่าเรื่องผ่านมุมมองของพระเอกในช่วงเป็นนักศึกษา ไปนั่งสังเกตการณ์ในศาล ก็นำเสนอการบรรยายว่า บางครั้งทั้งอัยการ และผู้พิพากษา ก็ชาชิน กับอารมณ์ความรู้สึก เมื่อหมดพลังไปหนึ่งวัน แล้ววันรุ่งขึ้นกลับมาว่าคดีความต่อ ก็จะมีพลังมากขึ้น โดยตัวผู้พิพากษา ใส่แว่นน่าสนใจ ซึ่งถ้าเขารำคาญการพูดของโจทก์ ก็จะถอดแว่นออก และแน่นอนว่าเขาจะเห็นภาพไม่ชัด และเขาจะถามโจทก์ ว่า ฮ้า อย่างนี้ใช่ไหม? คุณหมายความว่าอย่างนี้ไหม?
—–
สองคนในนิยาย คือ พระเอก ตั้งฉายาให้ฮานา ว่าเหมือน ม้า
——-
The Reader (หรือภาษาเยอรมัน=Der Vorleser แปลว่า "คนอ่านหนังสือให้ฟัง") ชื่อไทย :  เดอะ รีดเดอร์ ในอ้อมกอดรักไม่ลืมเลือน
ไมเคิลพบว่าฮันนาชอบให้ใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟัง ในขณะเดียวกันสัมพันธ์กายก็เกินเลยลึกซึ้ง นับวันฮันนาก็ยิ่งหลงใหลเรื่องที่ไมเคิลอ่าน ไม่ว่าจะเป็น Odyssey, Huck Finn หรือแม้แต่ The Lady with the Little Dog แต่แล้วเมื่อความรักสุกงอมหอมกรุ่น ฮันนากลับหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ปล่อยไมเคิลไว้ในห้วงแห่งความสับสนและทรมานเนื่องเพราะหัวใจสลาย
เมื่อแปดปีให้หลัง ไมเคิลกลายเป็นนักศึกษากฎหมาย ระหว่างเข้าฟังการพิพากษาคดีอาชญากรรมสงครามของพรรคนาซี เขาต้องตกตะลึง เมื่อฮันนาหวนคืนสู่ชีวิตของเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอมาในฐานะจำเลย ณ ห้องว่าความ ในขณะที่อดีตของฮันนาค่อยๆ เผยให้เห็นเด่นชัด ไมเคิลก็เผยความลับลึกซึ้งซึ่งจะกระทบชีวิตของเขาและเธอนับจากนี้
THE READER
…เบื้องหลังปริศนามีหนึ่งความจริงอำพราง
ซึ่งทำให้เราต้องตั้งคำถาม ต่อทุกสิ่งที่เคยรู้มา…
ภาพยนตร์ในความทรงจำแสนรักของ แอนโธนี มิงเกลลา และ ซิดนีย์ พอลแล็ก
——————————————————————————–
เบื้องหลังงานสร้าง
THE READER นำเสนอเรื่องหลอนลวง เกี่ยวกับความจริงและการหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง พร้อมด้วยเรื่องราวของคนรุ่นหนึ่งที่ต้องรับกรรมจากการที่คนรุ่นก่อนตกเป็นอาชญากรสงคราม นำแสดงโดย เรล์ฟ ไฟนส์, เดวิด ครอซ และ เคต วินสเลต กำกับโดย สตีเฟน ดัลดรี (ผู้กำกับซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากเรื่อง THE HOURS) จากบทภาพยนตร์โดย เดวิด แอร์ ซึ่งอ้างอิงกับนวนิยายชนะรางวัลจากปลายปากกาของ เบอร์นาร์ด ชลิงก์ โดยที่นวนิยายนั้นได้รับการแปลถึง 40 ภาษา และเป็นนวนิยายเยอรมันเล่มแรกที่ขึ้นครองอันดับหนึ่งของตารางหนังสือขายดีใน New York Times ได้
จากหนังสือสู่แผ่นฟิล์ม
หลายๆ มุมในเรื่องราวสะเทือนอารมณ์ของ THE READER มีพลังแห่งถ้อยคำและวรรณศิลป์สร้างภาพให้ปรากฏขึ้นได้อย่างลึกซึ้งตรึงใจ เรียกว่าเหมาะสมแล้ว หากจะมีภาพยนตร์สักเรื่องถือกำเนิดขึ้นจากหนังสือที่เรียงร้อยถ้อยคำอย่างงดงามและเรียบง่าย แต่สะเทือนไปถึงขั้วอารมณ์ หรือตามที่ Los Angeles Times สะบัดหมึกไว้ว่า “นี่คือนวนิยายที่เรียบหรูดูงาม ชวนติดตามจนวางไม่ลง และสุดท้ายก็มุ่งตรงเข้าทำลายกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมจนย่อยยับ”
งานกึ่งอัตชีวประวัติเล่มนี้เขียนโดย เบอร์นาร์ด ชลิงก์ ชาวเบอร์ลินผู้เป็นทั้งอาจารย์กฎหมายและนักเขียนแนวลึกลับ ตีพิมพ์ในปี 1995 ต่อมาได้รับการแปลถึง 40 ภาษา และกลายเป็นนวนิยายเยอรมันเรื่องแรกที่ก้าวขึ้นไปครองอันดับหนึ่งบนตารางหนังสือขายดีของ New York Times กระทั่งแพร่หลายเป็นที่นิยมกันไปทั่วในปี 1999 หลังจากที่ โอปราห์ วินฟรีย์ เลือกใช้ชื่อนวนิยายเล่มนี้เป็นชื่อสำหรับบุ๊คคลับอันโด่งดังของเธอ “ใครจะคิดว่าหนังสือแค่ 218 หน้าจะรบกวนอารมณ์ได้มากมายขนาดนี้คะ” โอปราห์ วินฟรีย์ ตั้งคำถาม และตั้งข้อสังเกตว่ามีคนอ่านนวนิยายเรื่องนี้มากกว่าหนังสือเรื่องอื่นๆ ที่บุ๊คคลับของเธอคัดสรรมา ตั้งแต่ก่อนที่จะนำมันมาพูดคุยกันในรายการของเธอเสียอีก
“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เรียกกันว่า ‘ชนรุ่นสอง’ ครับ” ชลิงก์บอก และอธิบายว่าหมายถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ “เกิดช้าไปหน่อย แต่โชคดีที่สุด” ซึ่งเติบโตในยุคหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง “พวกเราเติบโตขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ใสซื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็รับรู้สิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ บาทหลวง และคุณครูของเราเคยกระทำไว้ กับการต้องรักใครสักคนที่เคยพัวพันกับเรื่องเลวร้ายน่ะ น่าปั่นป่วนใจจริงๆ” ในประเทศเยอรมัน ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสงคราม กลายเป็นศัพท์ทางจิตวิทยาว่า – vergangenheitsbew?ltigung – หมายถึง “ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อเข้าใจและยอมรับอดีต” ยิ่งไปกว่านั้น นวนิยายเรื่องนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการเข้าใจประวัติศาสตร์ของประเทศมากมายถึงขนาดที่ว่าโรงเรียนในเยอรมันนำไปใช้เป็นตำรา
http://movies.narak.com/preview/the_reader.shtml
เดอะ รีดเดอร์ แบ่งออกเป็นสามภาคในเล่ม
ภาคแรก ไมเคิล แบร์ก อายุ 16 ปี ได้พบกับ ฮันนา ชมิตซ์ อายุ 36 ปี จากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็ได้มีสัมพันธ์สวาทกัน ในภาคแรกนี้นิยายมีลักษณะเป็นอีโรติกที่ละเมียดละไมและลึกซึ้ง ขั้นตอนก่อนร่วมหลับนอนกันนั้น ฮันนาค่อยๆ จัดระบบระเบียบขั้นตอนพิธีขึ้นไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การปรุงกลิ่นกาย และที่สำคัญคือ เด็กหนุ่มจะต้อง ‘อ่านหนังสือ’ จำพวกวรรณคดีคลาสสิกทั้งหลายให้เจ้าหล่อนฟังก่อนร่วมรักกัน
ภาคที่สอง เป็นตอนที่พระเอกโตเป็นหนุ่มนักศึกษาแล้ว ได้เข้าร่วมฟังการตัดสินคดีค่ายกักกันเอาชวิตซ์ อาจเป็นเพราะว่าผู้เขียนเองก็เป็นผู้พิพากษา ดังนั้นจึงสามารถบรรยายการต่อสู้กันระหว่างบุคคลฝ่ายต่างๆ ในศาลได้อย่างมีชั้นเชิง ดุเดือดด้วยถ้อยวาที และน่าตื่นเต้นติดตาม แล้วในที่สุด ไมเคิล แบร์ก ก็ได้พบความจริงอันน่าแปลกใจและได้ล่วงรู้ความลับบางอย่างของฮันนา ชมิตซ์
ภาคที่สาม ด้วยชีวิตที่ไร้ฮันนา เขาก็ใช้ชีวิตที่เหลือของเขาไปอย่างเรื่อยเปื่อย เมื่อเขาได้มีโอกาสติดต่อฮันนาอีก เขาทำเพียงส่งเทปที่อัดเสียงของเขาขณะอ่านวรรณกรรมชิ้นสำคัญของโลกทั้งหลายลงไป และส่งไปให้เธอ เพียงเท่านั้น
เดอะ รีดเดอร์ ได้เปิดประเด็นวิวาทะด้านศีลธรรม ตั้งคำถามถึงปัญหาชีวิตคู่ และเปิดโปงปมจิตวิทยาของมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น
“ทำไม ทำไมหนอสิ่งสวยงามในชีวิตจึงต้องปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว หรือเพียงเพราะมันมีความจริงอันลึกลับดำมืดซ่อนอยู่? ทำไมหนอ ความทรงจำดีงามในชีวิตคู่ของใครต่อใครต้องเปลี่ยนเป็นเรื่องเศร้า เพียงเพราะคู่ของเราไปมีคนอื่นอีก เราไม่อาจมีสุขได้ในสถานการณ์แบบนั้นหรือ? ทั้งที่ความจริงเราก็มีความสุขไปแล้ว น่าแปลกที่บางครั้งความสุขความทรงจำแสนดีไม่อาจคงอยู่ตลอดไป เพียงเพราะมันจบลงด้วยความทุกข์ ถ้าจะให้ความสุขนั้นคงอยู่ตลอดไป ก็ต้องให้เรื่องนั้นจบลงอย่างมีความสุขด้วยหรือ? เหตุผลคือเรื่องราวต่างๆ มักจบลงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ถ้ามันมีความรวดร้าวแฝงอยู่ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ว่าแต่อะไรเล่าคือความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว? เป็นอย่างเดียวกันกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง แต่เราไม่ได้ใส่ใจจดจำใช่ไหม?”
ผู้เขียนได้แบ่งเรื่องออกเป็นบทสั้นๆ เมื่ออ่านจบบทหนึ่งก็อยากอ่านต่อไปอีกบททันที นอกจากนั้น ฉากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากอีโรติก ฉากการต่อสู้ด้วยวาจาในศาล ฉากอดีตอันเจ็บปวดรุนแรง หรือฉากการต่อสู้กับชีวิตของตัวละคร ล้วนมีพลังล้นออกมาอย่างเหลือเฟือ ชวนติดตามและยังสอดแทรกข้อชวนคิดมากมาย
อย่างน้อย นิยายเล่มน ี้ก็อาจจะทำให้เราได้สามารถมองเห็นความรุนแรงที่เรากระทำต่อคนอื่นโดยไม่รู้ตัวมากขึ้นก็เป็นได้
BlogGang.com : : ommyz – เดอะ รีดเดอร์ : ยั่วยุอย่างแยบยล
www.bloggang.com/viewblog.php?id=seta…date
——————————–
The Reader แบร์นาร์ด ชลิงก์ ผู้เขียนนิยายเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องของคนรุ่นเดียวกับเขา ซึ่งเกิดหลังสงครามโลก ทนทุกข์ทรมานกับปมศีลธรรมที่ถูกยัดเยียดมาแต่กำเนิด และต้องหาคำตอบว่าจะปรองดองกับอดีตได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่ออดีตนั้นเป็นของบรรพบุรุษ คนรุ่นนี้รับรู้ว่าชาติของตนเคยมีส่วนร่วมในอาชญากรรมครั้งใหญ่ และคนรุ่นพ่อแม่ตนเกือบทุกคน แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง ก็ปล่อยให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้นโดยไม่ต่อต้าน
ข้ออ้างของคนยุคก่อนสงครามโลก ที่ว่าไม่รู้เรื่องการฆ่าชาวยิวในอีกฟากหนึ่งของประเทศ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนนิยายและคนสร้างหนังให้ความสำคัญ เขาจึงเอาไปใช้เปรียบกับการไม่รู้หนังสือ (illiteracy) ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่อง และ แบร์นาร์ด ชลิงก์ ผู้เขียนนิยายก็ยอมรับว่าหมายถึงอาการบอดใบ้ทางศีลธรรม (moral illiteracy) ของชาวเยอรมันนั่นเอง ฮานนา ชมิดซ์ เป็นตัวแทนสำนึกของคนยุคก่อนสงครามโลก ส่วนไมเคิล เบิร์ก ก็เป็นเยอรมันรุ่นต่อมา ซึ่งแม้จะตกเป็นเหยื่อของฮานนา แต่ก็รักและสงสารเธอเป็นที่สุด
โดยทั่วไป เหตุการณ์โฮโลคอสต์เป็นปัญหาทางศีลธรรมที่ยากจะอธิบาย การนำเสนอภาพของนาซีให้เป็นมนุษย์มนา ก็ประสบปัญหาคล้ายกัน ตัวละครแบบนี้ ในด้านหนึ่ง ถ้าได้รับความเห็นอกเห็นใจมากเกินไป ก็เท่ากับหนังละเลยความผิดและอาชญากรรม อีกด้านหนึ่ง ถ้าถูกใส่ร้ายมากเกินไป หนังก็จะถูกหาว่ามีอคติหรือไม่ได้เพ่งมองปัญหาอย่างแท้จริง
The Reader : อาชญากรรมกับการอ่าน (2) – ประชา สุวีรานนท์ มติชนสุดฯ 2 ก.ค.53
 ——————–
THE READER กับศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและผู้พิพากษา เบิร์นฮาร์ด ชลิงค์
นิยายกล่าวถึงโอดีซี การเดินทางที่กลับบ้านเกิดเมืองนอน และการเดินทางเพื่อจุดหมาย และไร้จุดหมาย ซึ่งหนังสือนิยาย the reader  บรรยายเรื่องดังกล่าว
และอธิบายเรื่องแม่ของพระเอก ว่าถูกเขียนถึงในบทบาทหนังสือน้อย(ในภาพยนตร์ก็ปรากฏตัวมากกว่าพ่อ) จากการเล่าให้คู่นอนของเขา ซึ่ง
เป็นอาจารย์สอนจิตวิเคราะห์ และเรื่องเล่าของเขาก็เป็นปัญหาต่อผู้รับฟัง ซึ่งบางคนก็ดูไม่สนใจแม้แต่นักวิจารณ์วรรณกรรม ทำให้เขาบรรยาย
ว่าฮานนา เคยเข้าไปดูหนังสือในห้องทำงานของพ่อพระเอก ซึ่งพระเอก ก็ต้องอ่านหนังสือเรื่องคานท์หนึ่งในผลงานของพ่อ ผู้ศึกษาเฮเกล ซึ่ง
เขาก็เด็กเกินไปกว่าจะเข้าใจในเรื่องกระบวนการและการวิเคราะห์ ซึ่งตอนนั้นเขาอ่านหนังสือวรรณกรรมสำหรับมัธยมมากกว่างานปรัชญา
และพระเอก ก็บรรยายต่อว่า เขาก็ไม่รู้ว่าฮานนา เข้าใจมันหรือเปล่า แต่เธอทำเหมือนเข้าใจมัน อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ได้ ซึ่งเขาบรรยายต่อว่า
ฮานนาถามว่า เธอโตขึ้นจะเขียนหนังสือเหมือนพ่อไหม? ซึ่งตอนนั้นเขาก็ตอบว่า ทำไม่ได้หรอก โดยหนังสือ ก็บรรยายลักษณะของพ่อ ที่เป็น
นักปรัชญา ตอนที่เขาไปปรึกษาเรื่องฮันนา(ติดคุก แต่เขาก็พูดไม่ได้อย่างเปิดอกเปิดใจเล่าเรื่องทั้งหมดกับพ่อ) ในแง่เชิงศีลธรรม และความรู้สึก
รับผิดชอบ ซึ่งพ่อของเขา ก็เป็นคนวางเฉย ไม่สนใจต่อเหตุการณ์ในสมัยสงคราม ที่นาซี ฆ่ายิว แต่ว่าพ่อของเขา เป็นคนศึกษาปรัชญาของคานท์
และเฮเกล โดยพ่อของเขาก็คุยกันจนเอ่ยว่า ไม่สามารถช่วยได้ ถ้าเราต้องคุยกับคนที่เราไม่สามารถพูดได้ ซึ่งพ่อก็ตอบลูก ว่า
ที่เสียใจคือ ไม่ใช่ในฐานะของนักปรัชญา แต่ในฐานะของพ่อกับลูก ซึ่งแน่นอนว่า มันสะท้อนการไม่เปิดใจของคนรุ่นลูก กับพ่อ ในเรื่องความ
สัมพันธ์อันลึกซึ้งของเขากับเธอ ที่หมิ่นเหม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก ที่ห่างเหินกัน แน่นอน หนังสือย่อมบรรยายในสิ่งที่ภาพยนตร์
ไม่มีปรากฏ และภาพยนตร์ ก็มีหนังสือ Huck finn ซึ่งไม่มีปรากฏในหนังสือเช่นกัน และนิยายเป็นหนังสือก็กล่าวถึงความสนใจในการ
พิจารณาคดีความของฮันนา จากอาจารย์ของเขา ซึ่งช่วยให้สนใจเรื่องความรับผิดชอบ และความยุติธรรม การตรวจสอบ และอารมณ์ของ
ความรู้สึกในการพิจารณาคดี ซึ่งพระเอก ยังเปรียบเทียบเขากับพ่อ ว่า ด้านอารมณ์ของเขากับพ่อ ต่างกันสิ้นเชิงอย่างน่าสนใจว่าพ่อเขาอารมณ์
ดับสิ้นไม่เป็นอารมณ์แบบที่เขาเคยสัมพันธ์จากฮันนา และหลายเรื่องราวเป็นประเด็นน่าสนใจ ที่ผมกลับมาอ่านทบทวนในความทรงจำต่อ
หนังสืออีกรอบแบบผ่านๆ แต่ว่าสิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้ในแง่คิดของความทรงจำ และประวัติศาสตร์กฏหมายผ่านเรื่องราวในภาพยนตร์เพื่อ
ให้เรียนรู้ในความดีงาม มากกว่าตำแหน่งแห่งที่ของฐานะ อาชีพ คือ ความผูกพันในสัมพันธ์ของธรรมชาติในความเป็นมนุษย์
 
– ผมชวนดู เรื่อง atonement ต่อเนื่องต่อไป เพราะผมดูเหมาะสำหรับคนที่คิดหาทางออกแก้ไขปัญหาให้ตัวเอง ได้น่าสนใจจากเด็กผู้หญิงไม่รู้จักถูกหรือผิด ก็เรียนรู้พยายามปรับความเข้าใจ กล้า ยอมรับเขียนหนังสือ
 
วันที่ในหนึ่งวัน บางคนอาจจะต้องอ่านสำนวนคดีความมากมาย
ถ้า the Reader เป็นสำนวนการตีความกฏหมาย และการแปลความ การตัดสินคดียุบพรรค และการอ่านให้คนฟังการตัดสินในคดีของศาล
โดยผู้พิพากษา 2 ด้านของสังคม สังคมชนบทแคบ กับเส้นสาย และโดนวิจารณ์ว่า ผู้พิพากษาไม่รู้จักสังคม ปะทะตัวบทกฏหมาย
ส่วนภาพยนตร์เรื่องThe Hours นักเขียนธรรมดา และวันปกติ เดินซื้อดอกไม้ เป็นไง ประวัติศาสตร์ของชีวิต…ขณะนั้น  ซึ่งแตกต่างจากนักเขียนได้รางวัล แล้วเป็นโรคประสาท เป็นเอดส์ เก่ง ผมตายแล้ว คุณนึกถึงตัวเอง รางวัลกับความโง่เขลา ไม่ตายเป็นอมตะ นี่เป็นบทสนทนาในภาพยนตร์ ครับ
 เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย
รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล
-จากสุริยฉัตร ผู้แปล Odyssey(โอดีสซี-ผู้เร่ร่อนกลับบ้าน) -นรา นักวิจารณ์หนัง กล่าวถึง ทัศนคติ และความแฟร์ต่อคนทำหนัง โดยนักวิจารณ์ไม่ใช่เขียนแบบสับเละคนทำหนัง ก็จะเสียใจ และนักวิจารณ์เขียนเอาใจตามความต้องการของผู้ดูหนังโดยสำนวนหวือหวา และชีวิตประจำวันของนรา ก็เหมือนมีนักปราชญ์มาเข้าสิง หลังจากอยู่หน้าแป้นพิมพ์
เริ่มเขียนหนังสือทุกวัน กับการทำงานของเขา โดยจากที่ผมอ่านผ่านๆ คือ สรุป ทัศนคติมาก่อน และการเขียนมาทีหลังฝึกฝนกันได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องของบทเรียนการเขียน ซึ่งหนังสือบางเล่มก็แนะนำ เช่น หนังสืออยากจะเขียนแทบตาย(จริงๆนะ) คือ เรียนรู้จากประสบการณ์นักเขียน และนักอยากเขียน 2 แบบ 1.อ่านมาก 2.อัดอั้น คือ 1+2=แรงบันดาลใจ+ภาษาลงตัว+เนื้อหา นั่นเอง แน่นอนว่า นักเขียนกับการดื่มด่ำในวันเช้าๆ ในชีวิตของนรา จะตื่นมาชงกาแฟกิน ทำให้นึกถึงนักแปล สุริยฉัตร ชงเหล้าก่อนแปล โอดิสซี  กับเรื่องเล่าว่าเขาทำการดื่ม
เหล้าก่อนทำงานแปล และเราอาจจะนึกถึงหนึ่งวันของชีวิตในหัวสมองของเรา และผมกับหัว เส้นผมของผม เช่น ผมยุ่งๆ
หลายวันก่อน ผมพบสนทนากับคนหลายคน และเราคุยกันหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งผมสนใจเรื่องความเป็นIntellectual คือ ปัญญาชน นักเขียน นักคิด ศิลปิน ต่างๆ และหนังสือหนึ่งเล่ม ที่น่าสนใจ คือ
j.Bronowski and Bruce Mazlish,The Western Intellectual Tradition ซึ่งผมเคยอ่านบทความของอ.นิธิ ก็พบเจอ
เรื่องประวัติศาสตร์และการวิจัยทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอ้างอิงผลงานของ j.Bronowski คือ Science and Human Values
ส่วนเรื่องj.Bronowski and Bruce Mazlish,The Western Intellectual Tradition
ก็ผมเห็นมีคนนำมาอ้างอิงในบริบทยุคสมัยหนึ่งว่า "ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกย่อมมีคุณสมบัติที่เห็นได้จากความประพฤติในโลกนี้
คือ เป็นคนขยัน อุตสาหะ มานะพยายามเพื่อจะรับใช้พระเจ้าและเพื่อความรุ่งเรืองของตนเอง
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความสำเร็จและแม้จะไม่ใช่การรับประกันว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก
แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ก็คือ เครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นที่โปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า"…
ซึ่งเรื่องj.Bronowski and Bruce Mazlish,The Western Intellectual Tradition , From Leonardo to Hegel (1960)โดยบทความภาษาไทยอ้างอิง โยงประวัติศาสตร์ยุโรปเกี่ยวกับMax weber(นักสังคมวิทยา ผู้ศึกษาอิทธิพลของโปรแตสแตนท์กับทุนนิยม) ด้วย
ถ้าผู้สนใจลองตามดูในวิกิพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Jacob_Bronowski และบทความของเบน ในแง่มุมปัญญาชน คือ เบน แอนเดอร์สัน: ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง?
http://prachatai3.info/journal/2010/07/30286
ซึ่งผมอยากเขียนถึงบทบาทของผู้ทำให้คน เป็นปัญญาชนประสบสำเร็จ โดยผู้อาวุโส หรือคุณเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คนนั้น รวมทั้งผมสนใจปราโมทยา นักเขียนอินโดนีเซีย ซึ่งเขาเรียนหนังสือไม่จบปริญญาด้วยซ้ำ ฯลฯ และผมยกตัวอย่าง ในมุมการทบทวนจากการอ่านหนังสือของผม ก็กรณีหลวงวิจิตรวาทการ ที่มีผู้ทำการศึกษาผลงานของเขา เช่น หนังสือรวมบทความ Nation-building: five Southeast Asian histories โดย Gungwu Wang,Institute of Southeast Asian Studies ซึ่งผมขอเล่าประวัติศาสตร์บอกเล่าส่วนตัว ฉบับปวศ.ชาวบ้าน คือ ผมซื้อมาจากสิงคโปร์โดยตอนนั้นผมไปพรีเซ็นต์งานที่นั่น ในวันที่28 July 2006 ก็ขอลายเซ็นต์Gungwu Wangไว้เป็นที่ระลึก และผมไม่นึกว่าต่อมาจะหาดูได้ในอินเตอร์เน็ตโดยกูเกิ้ลบุ๊ค และผมต่อมาจะได้ไปมหา’ลัยฮ่องกง เห็นสถานที่เกี่ยวข้องWang Gungwu Lecture Hall  แน่นอนผมแค่ไปเห็นไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของเขาน่ะครับ ส่วนcraig j. reynolds ก็เคยอ้างถึงการสร้างชาติของหลวงวิจิตรวาทการ ในState Versus Nation in Histories of Nation-Building with Special Reference To Thailand by Craig j. Reynolds ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๕ จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์นั้น ได้มีการอภิปรายกันถึงโครงการซึ่งได้เริ่มต้นกันขึ้นที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Institute of Southeast Asian Studies) เพื่อเขียนประวัติศาสตร์การสร้างชาติในประเทศอินโดนีเชีย มาเลเชีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย  บทความนี้จึงเป็นการตอบคำถามและค้นหาข้อเท็จจริงถึงความแตกต่างระหว่าง “ชาติ (nation) “  และ “รัฐ (state) ”  อันเป็นความแตกต่างที่มักถูกมองข้ามเสมอในประวัติศาสตร์นิพนธ์ของการสร้างชาติ  ข้อเขียนนี้ยังได้สำรวจความรู้ของนักวิชาการไทยปัจจุบันเกี่ยวกับชาตินิยม  และเสนอข้อโต้แย้งว่า หลวงวิจิตรวาทการ คือ นักทฤษฎีการเมืองไทยคนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20  งานเขียนของเขามีแก่นเรื่องหลักสองแนว คือ การพึ่งตนเองและการสร้างชาติ แต่ทั้งนี้ต้องมองว่าแก่นเรื่องทั้งสองแนวนี้  เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเดียวกันในการสร้างตัวตนทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสาธารณชน โครงการซึ่งมีเขา (หลวงวิจิตรวาทการ) นั่นเองที่เป็นทั้งสถาปนิกใหญ่ผู้ออกแบบและผู้สร้าง(http://tkri.tu.ac.th/th/doyabs-journal1-2.html) ดังนั้น การbuilding….ข้าพเจ้าเห็นว่าโชคชะตาของประเทศชาติเป็นของมีจริง แต่เราสามารถหล่อหลอมกล่อมเกลาปั้นรูปให้ตามใจชอบของเรา…นี่เป็นส่วนหนึ่งของผลงานในหนังสือวิธีการทำงานและสร้างอนาคต แต่คนเรา สามารถสร้างอนาคตได้ง่ายดาย เหรอ? ครับ…. เราอาจจะดูประวัติของLeonardo คือ ศิลปินทำงานหลายด้าน จนถึงประวัติ Hegel ในฐานะนักปรัชญา ซึ่งถ้าเราไม่อาจกำหนดชะตากรรมได้ละ? มันอาจจะเหมือนที่Kant นักปรัชญากล่าวไว้ว่า ชะตากรรมทำให้เขาตกหลุมรักปรัชญา น่ะครับ
ดูบทความเล่าเรื่องเอกสารในวันประกาศเป็นวันชาติอย่างทางการ และหนังสือ “มันสมอง” ของ “หลวงวิจิตรวาทการ”(ผมต้องอ่านหนังสือ และบทความจำนวนมากถึงทบทวนหนังสือกองใหญ่ กว่าจะเขียนบทความ ก็รวบรวมข้อมูลสาม-สี่เดือน รวมทั้งหมายเหตุบันทึกเพิ่มติมในวันที่ 24 ก.ค.53 ซึ่งผมอ่านใหม่ในหนังสือชาติไทย เมืองไทย แบบเรียน และอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม,รัฐ และรูปการจิตสำนึก ที่มีธงชัย วินิจจะกูลเขียนคำนำ ซึ่งผมยกตัวอย่างสั้นๆ ว่าสื่อถึงเรื่องสมองของปัจเจกกับชาติ เป็นต้น)www.prachatai.com/category/อรรคพล-สาตุ้ม
24 มิถุนากับพระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร และลูกชาย ที่ชื่อประชาธิปไตย
ดูในประชาไท และไทยอีนิวส์
23 กรกฏาคม 53
เดือนที่แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของโลกทั้งใบ  หัวใจเดียวกัน=เบียร์ช้าง โฆษณาบอลโลก ก็ผมได้ยินเรื่องเราคนไทย ก็เชียร์บอลทวีปเอเชีย แม้ว่าบอลไทยไม่เคยไปบอลโลกจากนักพากย์บอล ก็เคยมีผู้ตัดสินบอลเป็นคนไทย ไปบอลโลกเป่านกหวีดปี๊ด!…แล้วผมก็รู้สึกน่าสนใจเรื่องโลกาภิวัตน์ ถ้าเราคิดถึงมันในแง่ความเป็นสากล คือ เอกพจน์ ทวิพจน์(ตะวันตก-ตะวันออก) หรือ พหูพจน์ ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ว่า เรายังไม่พัฒนาการมาตรฐานของฟุตบอลไปสู่ส่วนหนึ่งของทวีปแ อฟริกาได้ หรือเราเป็นอย่างเท่าแอฟริกาใต้เลย ส่วนเรื่องถ้อยคำที่เป็นมงคล และอย่าใช้คำที่ไม่มงคล เช่น  ตก,พลาด,ร่วง,สะดุด,หล่น และชื่อของต้นไม้ ที่ไม่มงคล ลั่นทม(ระทม) มะละกอ(ละจากเผ่าจากกอ) เต่าร้าง(เลิกร้าง)มะรุม(มะรุมมะตุ้ม) ระกำ(ทุกข์ระกำช้ำชอก),โศก(ชื่อเดิม คือ อโศก),ซ่อนกลิ่น(อีกชื่อหนึ่งต้นซ่อนชู้)
หรือเรื่องทิศมงคล ก็ตาม โดยเดือนที่แล้ว ยันเดือนนี้ ซึ่งผมเดินทางเร่ร่อนบ่อยมาก และแวะกลับบ้าน โดยต่อมา รับข่าวว่าแมว ที่หอพักโดนรถทับเสียชีวิต และชาวหอ บางคนก็ย้ายออกไปแล้ว ครับ เช่น ต่าย และเดือนนี้ก็เช่นเดียวกัน เด็กลำปาง เรียนรัฐศาสตร์จำชื่อไม่ได้ หรือไม่รู้จักชื่อกันแน่ แหะๆ
เล่าเรื่องหนังก่อนนอน หกเรื่องควบ ครับ
1.มันเหมือนกับมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งนิยาย ผมเป็นชายหนุ่ม ที่หลงรักกับสาวสวย ที่มักจะหายตัวเข้าไปในโลกที่เร้นลับ และไม่มีใครรู้จัก แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะกลับมาอยู่เสมอ"จอห์น เบย์ลีย์ กล่าวถึง ไอริส เมอร์ด็อค…ตลอดระยะเวลา 40 ปี ของความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจ ระหว่าง ไอริส เมอร์ ด็อค กับ จอห์น เบย์ลีย์ ชีวิตการแต่งงานของพวกเขาเป็นที่ฮือฮา กล่าวได้ว่าชีวิตสมรสของพวกเขา เป็นตำนานโรแมนซ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ แต่ขณะเดียวกัน เรื่องราวของพวกเขาก็ได้พิสูจน์ว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่สามารถอยู่ยืนยาวคงทน แม้ว่าจะต้องผ่านเหตุการณ์ที่ลึกลับ และโศกสลดก็ตามกับสมญานาม "ผู้หญิงที่ชาญฉลาดมากที่สุดในอังกฤษ" ไอริส เมอร์ด็อค เป็นคนที่มีเอกลักษณ์ ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในเกาะอังกฤษ นับตั้งแต่ช่วงเวลาแห่งการเป็นบัณฑิตที่อ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเธอสร้างความตื่นตะลึงให้แก่โลก ด้วยจิตวิญญาณแห่งอิสระชน ในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน กล่าวได้ว่า ไอริสนั้นก้าวล้ำหน้ากว่าใครๆ ในยุคเดียวกัน และภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างจากเรื่องจริงของ ไอริส เมอร์ด็อค นักเขียนและนักปรัชญาชาวไอริช บอกเล่าเรื่องราวความรัก ที่ผ่านทั้งความสุขและอุปสรรคของเธอ นับตั้งแต่เธอใช้ชีวิตแต่งงานกับนักวิจารณ์วรรณกรรมชื่อ จอห์น เบย์ลีย์ เป็นเวลา 40 ปี ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่อ็อกซ์ฟอร์ดในทศวรรษที่ 1950 จนถึงวาระสุดท้ายของเธอในปี 1999 รวมถึงประสบความสำเร็จในด้านวิชาชีพ ในฐานะนักเขียนและนักปรัชญาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เรื่อยไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เธอต้องเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์ ผลงานของเธอมักพูดถึงธรรมชาติ ของความดีและความชั่ว, เสรีภาพ, สถานะทางเพศ และ ความรัก เธอเป็นที่ประทับใจของใครหลายๆ คนที่ได้พบเห็น
——————————————————————————–
มงคลเมเจอร์ ภูมิใจเสนอ Iris ภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม ผลงานการผลิตของ Mirage Enterprises / Robert Fox / Scott Rudin ด้วยการกำกับ ริชาร์ด แอร์ จากบทภาพยนตร์ที่เขียนขึ้นโดย ริชาร์ด แอร์ และ ชาร์ส วู้ด จากบันทึกความทรงจำของ จอห์น เบย์ลีย์ เรื่อง Iris: A Memoir และ Elegy For Iris
www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/iris/iris.html
ดูหนังดูละคร… แล้วย้อนดูตน – IRIS ผู้หญิงเย้ยพรสวรรค์
newsfopdevthailand.org/index.php?option=com…iris…4
-IRIS ที่มีชื่อภาษาไทยว่า ผู้หญิงเย้ยพรสวรรค์ เธอเป็นเสรีนิยมทางความคิด และจิตใจของอัจฉริยะในวิถีชีวิต ที่มีโลกส่วนตัวลึกลับสูง โดยไอริส-IRIS ก็เป็นเรื่องความรักของชาย-หญิง ผู้เป็นนักเขียนแล้วตอนแก่อัลไซเมอร์ เป็นเรื่องจุดพลิกผันของอดีต กับปัจจุบันในช่วงตอนแก่ลำบากกว่าวัยสาว
2.-The Hoursตัวเอกในหนังเรื่องThe Hours เป็นนักเขียน ที่มีปัญหาในจิตใจของเวลาและแม่อายุยืนกว่าตน และหน้าปกนิยายเป็นผลไม้ และหน้าปกนิยายอีกแบบเป็นหน้าปกดอกไม้ร่วง คือ เมื่อเวลาดอกไม้ร่วง?
3.-Of mice and men หนังทำจากนิยายเรื่องนี้ถูกแปลเป็นไทยว่า เพื่อนยาก ก็เรื่องของคนตัวใหญ่กับปมปัญหาเศรษฐกิจ ชนชั้น สีผิวและโง่เขลา ฯลฯ
4.-atonement และตัวเอก คือ ไบรโอนี่ ตอนเป็นเด็กยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ต่อมาเป็นคนแก่ และความทรงจำไม่ดีจะตายสำนึกผิดเขียนงานatonement แตกต่างจากสมัยเป็นเด็ก ที่ภาพโปสเตอร์เขียนว่า only imagine คือ จินตนาการเท่านั้น สิ่งที่ไบรโอนี้ เติบโตในการเขียนเรื่องราวatonement+จินตนาการกับประสบการณ์ในอดีต นะ ครับ
5.-30วันรักซิ่ง.alex and emma หนังเกี่ยวกับนักเขียน ตลกโรแมนติค คอมมิวดี้ อีกแล้วครับท่าน โดยหนังเปิดเรื่องมาก็พระเอกเป็นหนี้สิน ถูกทวงหนี้ จนคนทวงหนี้ ก็เผาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ทำลายเครื่องมือหากินของเขา และนักเขียน ก็ต้องใช้หนี้โดยเขียนนิยายหาเงิน ดังนั้น เขาเป็นผู้จ้างสาวชวเลขพิมพ์งานนิยายของตน
6.-Art Museum By The Zoo.. คนหนึ่งชอบเข้าสวนสัตว์ อีกคนชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และคนหนึ่งชี้ให้เห็นกรอบการมองภาพเหมือนกล้องถ่ายรูปในภาพยนตร์ชื่อEnglishว่า Art Museum By The Zooหรือชื่อภาษาไทยว่า ค้นใจใกล้ภาษารัก ภาพยนตร์สื่อเรื่องคนสองคนเขียนบทหนังร่วมกัน และสร้างผลงานของคน ที่มีมุมมองต่างกันมาบรรจบกันได้
"Art Museum By The Zoo" – ค้นใจให้ใกล้ภาษารัก  หนังเรื่องนี้ ก็พระเอกตอนแรกๆ เริ่มรู้จักนางเอก จึงเยาะเย้ยนางเอกว่า คุณรู้จักลีโอนาโดดาวินซี เหรอ? ขณะสองคนไปเที่ยวร่วมกัน เมื่อพบทางแยกสวนสัตว์กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ต่างคนต่างไปจนกระทั่งมาบรรจบกันได้ ซึ่งนางเอกของเรื่องนี้ ก็ทำงานเป็นช่างถ่ายวีดีโอ บันทึกงานแต่งงาน โดยเธอ ทำหน้าที่สัมภาษณ์คน ที่แต่งงาน เหมือนตามหาปริศนาคำทาย ที่หายไป…..
**ลีซังเจ, ชิมอุนฮา แสดงนำ**ชุลซู กลับจากค่ายทหารเพื่อมาเยี่ยมคู่หมั้นสาวยังอพาร์ตเมนท์ของเธอ แต่เขากลับพบ ยุนฮี หญิงแปลกหน้าที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่แทนแฟนสาวซึ่งกำลังเตรียมตัวจะแต่งงานใหม่ ชุลซู จึงตัดสินใจอยู่ที่อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ต่อไปเพื่อหวังขอคืนดีกับคู่หมั้น พร้อมทั้งยังได้ช่วยยุนฮีเขียนบทหนังเพื่อส่งเข้าประกวด ซึ่งเป็นเรื่องรวมของหญิงสาวที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู้แอบหลงรักชายหนุ่มผู้ทำงานในสวนสัตว์อยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นจริงกับยุนฮีพอดี (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางInternet)
"Alex & Emma" 30 วัน รักซิ่ง…ชิ่งไม่ได้ เป็นเรื่องราวของนักเขียนหนุ่มตกอับนาม อเล็กซ์ (ลุค วิลสัน) กำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤต เมื่อเขาเผลอใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้า ในการเขียนนิยายจำนวน $50,000 หมดไปในพริบตา คำถามที่ตามมาก็คือ เขาจะทำอย่างไรกับสัญญา ที่ทำเอาไว้กับสำนักพิมพ์ ที่ระบุไว้ว่า ถ้าเขาเขียนนิยายเล่มต่อไปไม่จบภายใน 30 วัน ลิขสิทธ์ของหนังสือทุกเล่มที่เขาเขียน จะต้องตกอยู่ในมือสำนักพิมพ์ที่เขาทำสัญญาด้วย และแล้วชีวิตของอเล็กซ์ก็เริ่มปั่นป่วน เมื่อเส้นตาย 30 วันนั้นใกล้เข้ามาทุกทีในที่สุดเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อเล็กซ์ตัดสินใจจ้าง เอมม่า (เคท ฮัดสัน) นักชวเลขสาว มาช่วยพิมพ์นิยายรักสุดโรแมนติกตามจินตนาการของเขา แต่แล้วเรื่องราวกลับอลวนอลเวงไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เมื่อเอมม่าพลิกผันจินตนาการของเขาให้กลายเป็นของเธอ ด้วยเหตุผลที่เธอเชื่อมั่นมาตลอดว่า เรื่องรักโรแมนติกน่ะ ผู้ชายหน้าไหนจะมาเข้าใจไปได้ดีกว่าผู้หญิง… (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางInternet)http://www.nangdee.com/title/html/m654.html ทั้งสองเรื่อง และสองคนในภาพยนตร์ ล้วนเป็นห่วงตอนจบ
 
สิ้นแล้ว ชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาคู่ทุกข์ยาก ศรีบูรพา – 15 มิ.ย. นางชนิด สายประดิษฐ์ นักเขียน นักแปล เจ้าของนามปากกาจูเลียต ภรรยานายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 98 ปี …th.wikipedia.org/wiki/ชนิด_สายประดิษฐ์ Les Miserables แปลเป็นภาษาไทย ชื่อเรื่อง "เหยื่ออธรรม" แปลโดย จูเลียต
รายงาน: กลุ่มอิสระในเชียงใหม่ติดป้ายรณรงค์มนุษยธรรม | ประชาไท …
25 พ.ค. 2010 … กลุ่มอิสระใน จ.เชียงใหม่ ร่วมกันรณรงค์ติดป้ายตามวัดในเชียงใหม่ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดพันเตา วัดพระสิงห์ และวัดอุโมงค์ เพื่อรณรงค์ …
www.prachatai1.info/journal/2010/05/29741
ไชยันต์ รัชชกูล : บทเรียนและทางออกของปัญหาการเมืองไทย | ประชาไท …
http://www.prachatai1.info/journal/2010/05/29706
เสื้อแดงนปช.เชียงใหม่ประท้วงคัดค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-เข่นฆ่าประชาชน
http://prachatai1.info/journal/2010/05/29558
ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
สัมภาษณ์โดย หลายคนช่วยกันถาม
http://downmerng.blogspot.com/2010/06/blog-post_17.html
ประชาธิปไตยการแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม, 17 มิ.ย. 53
http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30000
เสวนาที่เชียงใหม่ “ประจักษ์” ชี้โครงสร้างการเมืองบิดเบี้ยวเพราะมี “ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง”
http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30087
เสวนา “70 ปีประเทศไทย: ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย” (ตอนที่ 1)
http://www.prachatai.com/journal/2010/07/30231
เสวนา “70 ปีประเทศไทย: ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย” (ตอนที่ 2)
http://www.prachatai.com/journal/2010/07/30287
 
วันที่ 24 กรกฏาคม เป็นวันเด็กในประเทศวานูอาตู เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จากดัชนีความสุขโลกของนิวอีโคโนมิกส์ฟาวเดชั่นส์ แต่ว่าไม่ใช่วันที่18 กรกฏา(วันประกาศเป็นวันชาติไทยในอดีตอย่างทางการ) โดยสหประชาชาติ คิดให้เป็นวันแมนสัน เมลเดลลา หรือ กัมพูชา ยืนยัน จัดงาน "วันแห่งความโกรธแค้น" 15 ก.ค.53 http://hilight.kapook.com/view/50417 เดือนมิ.ย.ถึงพ.ค. ก็ผมพบผู้คนใหม่และคนเก่า ทั้งเกี้ยง พี่หว่า พี่แหม่ม ฯลฯ ในเรื่องเล่าของผม ก็มากมายในหนึ่งวัน กับพ.ศ.53 ก็ประชากรโลก จำนวน 6000 ล้านกว่าคน มากกว่าสมัยก่อน สี่พันล้านกว่าคนโดยเข้าใกล้วันเข้าพรรษา และผมไม่ได้แวะไปดูเทียนพรรษา ในนครราชสีมา ซึ่งผมไปสอนหนังสือที่นั่น ก็บรรยายยาวเรื่องธรรมชาติ(ผมจำหัวข้อได้ แต่ขอนำเสนอย่อๆในวันนี้) โดยผมลืมบรรยายเรื่องเล็กๆว่าคนไทยแก้ปัญหาแมลงในไร่นา โดยจับมากินเป็นอาหาร และผมระลึกถึงเพื่อน ที่บังเอิญรู้จักกัน เมื่อผมบวชเป็นพระในวัดท่าหลวง เพราะว่า เดือนพฤษภาฯ ที่ผ่านมา ซึ่งผมแวะบ้าน ก็บังเอิญไปเจอหลวงพี่ หลังจากครบ หนึ่งปีผ่านปี ที่ผมลาสิกขา ในพ.ศ.52 แน่นอนวันเวลาผ่านไป เหมือนดอกไม้หรือใบไม้ร่วง ผลัดเวียนตามฤดูกาล และบางวัน อาจจะไม่แน่นอน เหมือนไม่รู้ว่าชีวิตคนจะร่วงหล่น ทำให้ผมลองรวบรวมปรับแต่งให้ขนาดสั้นในบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเรื่องถ้าเพียงแต่เราลบความทรงจำที่เจ็บปวดจากใจได้: Eternal Sunshine of the Spotless Mind
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมไปดูหนังในโรงหนังคนเดียว ในวันที่ 6 ตุลา นี่เป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับผม เพราะปกติ ผมจะไม่ทำอะไร (หรือพูดว่า ทำอะไรไม่ได้ จะถูกกว่า) ในวันที่ 6 ตุลาแต่ปีนั้น ผมนึกอยากไปดูหนังขึ้นมา(และไม่ปกติอีกอย่างสำหรับผมคือ ไปดูคนเดียวในโรงหนัง ปกติ ถ้าจะดูหนังคนเดียว ผมเปิดดูที่บ้าน) หนังเรื่องนั้น คือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind เป็นหนังที่ดีมากๆ ผมแนะนำให้ใครที่ไม่เคยดู หามาดูให้ได้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ความทรงจำ" (memory) และ การ(พยายาม) "ลบ" ความทรงจำบางเรื่อง ที่เราไม่อยากจำ ออกจากใจเรา(ใน
บางแง่ เรื่องนี้ ชวนให้นึกถึง 6 ตุลา เหมือนกัน)โรงที่ฉาย ที่ผมไปดูคือ House RCA ความจริง ผมเคยเขียนเล่าเรื่องนี้ในบอร์ด ม.เที่ยงคืน สมัยนั้น สำหรับคนที่สนใจชื่อหนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind นี้ ตัดเอามาจากกลอนที่มีชื่อเสียงของ Alexander Pope ผมตั้งใจจะไปดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ยังฉายอยู่ในโรงเครือใหญ่ (EGV, Major) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสสักที หนึ่งเพราะไม่ว่าง ติดสอบ อีกอย่างหาคนให้ชวนไปนั่งดูเป็นเพื่อนไม่ได้ พอดีวันนี้ ต้องไปบ้านแม่แถวลาดพร้าว ก็เลยนึกว่า ไหนๆก็ไหนๆ ไปดูดีกว่า อยากรู้จักโรงหนัง The
House ด้วย ว่าหน้าตาเป็นยังไง ผมอยากดูเรื่องนี้เพราะ หนึ่ง อ่านคำวิจารณ์ไม่ว่าที่ไหน ก็ยกย่องกันมาก ให้ระดับ 3 ดาวครึ่ง หรือ 4 ดาวทั้งนั้น สอง หนังเขียนบทโดย ชาร์ลี คัฟแมน (Charlie Kaufmann) คนเขียนบทเรื่อง Being John Malkovich กับ Adaptation เรื่อง Adaptation นี่ผมยังไม่ได้ดู แต่เพื่อนผม คุณชาญกิจ เขาชอบมากๆ เคยเขียนมาเล่าให้ผมฟังเสียยกใหญ่ ส่วน Being John Malkovich นั้น ผมดูทาง UBC ชอบเหมือนกัน ยกเว้นช่วงท้ายๆของหนัง ที่ผมรู้สึกว่า ออกจะ ?หลงทาง? (หรือ ?มั่ว?) ไปนิด และ สาม ประเด็นของหนัง
เรื่องนี้ (Eternal Sunshine) เกี่ยวกับความทรงจำและการลบความทรงจำ เป็นเรื่องที่ผมสนใจ Eternal Sunshine นอกจากเขียนบทโดยคัฟแมนแล้ว ยังนำแสดงโดยดาราชื่อดังๆทั้งนั้น คือ จิม เครี่, เคท วินสเล็ต (จาก Titanic), คริสเตน ดันสต์ (จาก Spider Man), อไลจาห์ วู้ด (จาก Lord of the Ring) และ ทอม วิลกินสัน (จาก In the Bedroom) แต่ขายไม่ออกเลยในบ้านเรา! นับว่าน่าเสียดายอยู่ เพราะแม้ว่า หนังจะเป็นประเภท ?ชวนคิด? ไม่น้อย แต่จริงๆแล้ว สามารถดูเป็นหนัง Romantic comedy รักซึ้งๆ ธรรมดาๆก็ได้ (นักวิจารณ์ของ Bangkok
Post ซึ่งผมชอบ – ผมคิดว่าเขาเป็นนักวิจารณ์หนังที่เขียนดีที่สุดในหนังสือพิมพ์เมืองไทย ปัจจุบัน ? บอกว่า เรื่องนี้กลายเป็น one of the year?s most romantic movies นักวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตอีกคนเรียกว่าเป็น a great romance) เรื่องย่อๆของหนัง (ผมเตือนแล้วนะว่าถ้าไม่อยากรู้ก็ไม่ต้องอ่าน) คือ พระเอกกับนางเอก มีบุคคลิกตรงกันข้าม พระเอกเป็นคนเรียบๆง่ายๆ ไม่ชอบพูดคุย นางเอกเป็นคนชอบแสดงออก สนุกสนาน ลักษณะตรงข้ามกลายเป็นความดึงดูดใจ แต่แล้วเมื่ออยู่ไปๆด้วยกัน กลับพบว่าเป็นปัญหา ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบบุคคลิกของกัน การเลิกกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเจ็บปวด ทั้งคู่จึงไปให้คลีนิคพิเศษแห่งหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านลบความทรงจำที่ไม่ต้องการ ลบความทรงจำเกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่งออกจากใจไป . . . (ฉากหรือ ?แก๊ก? สั้นๆในคลีนิคที่พระเอกและ ?คนไข้? มานั่งรอหมอ พร้อม memorabilia ต่างๆ น่าดูมาก คอยสังเกตผู้หญิงที่นั่งข้างๆว่าถืออะไร) ปัญหาคือ พระเอกพบว่า การลบความทรงจำนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ . . . .
ผมชอบตอนต้นและตอนจบของหนังมาก โดยเฉพาะตอนต้น ที่เริ่มด้วย 2 อย่างที่ผมชอบ คือ ชายหาดที่ว่างเปล่า กับ ตู้รถไฟที่ไม่ค่อยมีผู้คน ตอนจบชอบที่เพลงเพราะมาก (ขณะที่คนอื่นๆเขาลุกออกจากโรงไปหมด พอตัวหนังสือขึ้นตอนจบพร้อมเพลง ผมนั่งฟังอยู่คนเดียวในโรงเปล่าๆ) เดี๋ยวจะเอาเนื้อให้ดูตอนท้าย แต่ช่วงกลางเรื่อง มีบางอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบ คือผมรู้สึกมันออกจะ ?หลงๆ? หรือ ?มั่ว? นิดหน่อย (แต่นักวิจารณ์บางคนชอบมาก) มีการตัดฉาก สลับฉาก เยอะ ผมรู้ว่าเขาต้องการสื่อว่านี่เป็น ?ความทรงจำ? ในสมองคน ซึ่งมีลักษณะแบบนี้เอง คือ สับสน ปนไปปนมา ประติดปะต่อยาก (เหมือนเวลาเราฝันนั่นแหละ) ในแง่หนึ่งผมทึ่ง ที่เวลาดูรู้สึกคล้ายกับเรากำลัง ?ดู? ความคิดความทรงจำในสมองของเราจริงๆ แต่ใจหนึ่ง ผมก็อยากให้หนัง slow down นิดหน่อย เพิ่มด้านที่เป็น drama มากขึ้น ขยายความเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกตัวพระเอกนางเอก และความสัมพันธ์ของพวกเขา (ในส่วนนี้ ในหนัง มีลักษณะเร็วมาก และกระโดดไปมา เหมือนความจำในสมองคนเรา) และที่ผมไม่ชอบเท่าไรคือที่เป็น sub-plot ที่เกี่ยวกับ อไลจาห์ วู้ด และ คริสเตน ดันสต์ ผมรู้สึกว่ามัน distracting สู้เอาเวลาไปdevelopบุคคลิกพระเอกนางเอก และความสัมพันธ์พวกเขาไม่ได้ .. พออันนี้มันน้อย ผมเลยรู้สึกว่าการ ?เปลี่ยนใจ? ของพระเอก กับ ตอนจบ มันไม่ค่อย ?ซึ้ง? เท่าที่น่าจะเป็นได้ (ก็ ?ซึ้ง? พอดูตอนจบ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมชอบเพลง ด้วยหรือเปล่า) เรื่องเกี่ยวกับ ?ความทรงจำ? เป็นเรื่องน่าสนใจ มีประเด็นให้คิดได้เยอะ เฉพาะเรื่อง Eternal Sunshine นี้ ก็ชวนให้คิดหลายอย่าง : ถ้าเราสามารถลบความทรงจำอันเจ็บปวดจากใจได้ เราควรจะทำหรือไม่ (ที่แน่ๆคือ ถ้ามีคลีนิคไหนทำได้จริง คงมีลูกค้าเยอะมากๆ) อีกประเด็นหนึ่งที่หนังไม่ได้แตะ แต่ผมคิดว่าสำคัญคือ ความทรงจำ ?หลอก? (memory lies) คือไม่มีใคร ?จำเรื่องที่เกิดขึ้นจริง? ได้จริงๆ (ผมมักนึกถึงเพลงของบาร์บาร่า สไตร์แซนด์ จาก The Way We Were : ?Can it be that it was all so simple then? Or has time rewritten every line? If we have a chance to do it all again, tell me: Would We? Could We?) . . . . .ต่อไปนี้เป็นเนื้อเพลงของเพลงตอนจบของเรื่อง ผมไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน แต่ดูชื่อเพลงเอาจากไตเติ้ลตอนจบ และมาหาจากอินเตอร์เน็ต เนื้อร้องความจริงสั้นมาก แต่ร้องซ้ำๆหลายเที่ยว ชื่อเพลง Everybody?s got to learn sometime ร้องโดย Beck
change your heart…..
http://www.siamintelligence.com/if-only-if-we-can-just-delete-our-own-memory/
…………..
ส่วนตัวของผม ก็ไว้อาลัยให้อ.สมเกียรติ ตั้งนโม แห่งม.เที่ยงคืน ที่เพิ่งเสียชีวิตไปแล้ว ในสมัยก่อนผมเรียนวิชา วิจารณ์ศิลป์ ก็ดูหนังมากส่วนหนึ่ง จากกิจกรรมฉายหนังนั้น ซึ่งเมื่อหลายวันก่อนผมไปหาดูหนังแผ่น VCD ซึ่งผมซื้อหนังเรื่อง The Hours เกี่ยวกับชีวิตนักเขียนเวอร์จีเนีย วูฟท์ จนกระทั่งเวลาของนักเขียน นักอ่าน และนักเขียน บรรจบกัน ระหว่างเวอร์จีเนีย กับนักอ่าน ที่เป็นแม่ของนักเขียน ที่เป็นผู้ชาย
-บทกวี "แคนโต้" 3 บรรทัด
บทกวี ที่มีชื่อ ไว้อาลัยแด่ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม
ไว้อาลัยแด่
สมเกีรยติ
ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง
ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง…เธอเป็นดวงดาวในสายตาของเขา เมื่อยามที่เขาส่องกล้องดูดาว หรือเรามองดูภาพยนตร์…The eye for film และสำหรับวัฒนธรรมในยุคสมัยเทคโนโลยีของเรา ซึ่งผมไม่ได้ดูทีวีจอแบน(ผมดูจอเหลี่ยม) และดูทีวีผ่านVCDหรือDVD(จะมาแทนแผ่นVCDเหมือนม้วนVDO ละก็ผมแย่แน่เพราะผมเครื่องดูยังเป็นVCD และผมสะสมแต่แผ่นVCD)….เมื่อคุณเพ่งมองสนใจปรากฏการณ์พื้นที่ทางวัฒนธรรม และทุนทางวัฒนธรรม สังคมไทย เหมือนกับดูทีวี และบูร์ดิเยอ เป็นผู้ผลิตงานพื้นที่ทางกายภาพ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของศิลปิน รวมทั้งเรื่องอันยุ่งยากซับซ้อนของภาษา ในงานวรรณกรรม ถ้าคุณเคยรู้จักชื่อโรล็องต์ บาร์ต นักสัญวิทยา ผู้ศึกษามายาคติ(ฉบับแปลเป็นไทย)เป็นผู้ประกาศว่า นักเขียนตายแล้ว เมื่อนักอ่านเป็นผู้ตีความ หรืออัมแบร์โต เอโก(นักสัญวิทยา-ผู้เขียนนิยายเรื่องสมัญญาแห่งดอกกุหลาบ ฉบับแปลไทยแล้ว) หรือแดริดา หรือderridaกับโพสต์โมเดริน์ ก็ปรากฏว่าคนเขียนถึงเขา เป็นภาษาไทย หลายอย่างทั้งเรื่องการรื้อสร้าง(deconstruction) ปรัชญา ภาษา กฏหมาย และกรณีความจริงในภาพวาด บทวิจารณ์ว่าด้วยสุนทรียศาสตร์ของไฮเด็กเกอร์และแดร์ริดา โดยผู้เขียน : พิพัฒน์ พสุธารชาติ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนเรื่องไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เข้าใจผิด เรื่อง แดร์ริดา และ"วิธีคิดแบบคู่ตรงกันข้าม"/differance
http://somsakjeam.blogspot.com/2009/12/differance.html และผมได้รับมรดกหนังสือของพี่วัลลภ(เคยเล่าที่มาไปแล้ว) มาเล่มหนึ่งน่าอ่าน ก็ยากมาก เป็นBegin and end คือ ผมอ่านยังไม่จบ สำหรับ derrida กับผลงานThe Truth in Painting (หรือผลงาน Politics of Friendship ฯลฯ) แล้วก็ประทับใจในการอ้างอิง ที่มีเรื่องHegel กับเลคเชอร์ต่อสุนทรียศาสตร์ (Lectures on Aesthetics ดูเพิ่มเติมวิกีพีเดีย…Hegel’s thesis of the "end of art") และคำถาม Work of art… สิ่งที่เราตั้งคำถามต่อภาษา และความเป็นจริงในภาพวาด ที่เป็นอยู่ให้เราเห็นภาพวาด ซึ่งผมคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องThe Floating Landscape นำเสนอไม่ยากเกี่ยวกับภาพวาดถึงภาวะการดำรงชีวิตอยู่เป็นเรื่องสำคัญ คือ existential โดยถ้าคนรักตาย เป็นอดีต แล้วคุณเลือกที่จะฆ่าตัวตายตามเขาไป เหรอ?
The Floating Landscape – ผู้ชายคนนี้…ที่หัวใจไม่อยากลืม(ชื่อภาษาไทย)…มาน (คาเรน่า แลม) หญิงสาวผู้มั่นคงและศรัทธาในรักแท้ ได้สูญเสียชายคนรัก แซม (เจิ้งอวี้เจี้ยน) ไปอย่างไม่มีวันได้เขากลับคืน ด้วยสาเหตุจากโรคร้าย เธอจึงตัดสินใจเดินทางมายังเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อตามหาบ้านเกิดของเขา โดยมีเบาะแสเพียงภาพวาดใบสุดท้าย ที่เขาวาดทิ้งไว้ ก่อนตายเท่านั้น และโชคชะตาก็ได้นำพาให้เธอได้มารู้จักกับ บุรุษไปรษณีย์หนุ่ม (ลิว เย) ที่อาสาจะช่วยเธอตามหาสถานที่ดังกล่าว หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ก็ผูกพันลึกซึ้งมากขึ้นทุกวันๆ แต่ทว่ามานก็ยังมิอาจลืมเลือนบุรุษอันเป็นที่รักในอดีตได้สักที…The Floating Landscape ภาพยนตร์รักยอดเยี่ยม ที่จะทำให้ทุกหัวใจผูกพันกันยิ่งขึ้น เขียนบทและกำกับโดย แครอล ไล มิง-ซุย (Glass Tears) ได้เขียนโครงเรื่อง จากความรู้สึกและหัวใจของเธอลงไปในชิ้นงาน และได้สื่อถึงอารมณ์และพลังแห่งรัก จนกลายเป็นผลงานชิ้นมาสเตอร์พีช เทียบได้กับผลงานชิ้นเยี่ยมอย่าง Failan และ Lost and Found โดยThe Floating Landscape เป็นผลงานร่วมสร้างระหว่าง Filmko Pictures จากฮ่องกง, NHK จากญี่ปุ่น, Rosem Films แห่งฝรั่งเศส และ Sil-
Metropole Organization แห่งจีน นำแสดงโดย เจิ้งอวี้เจี้ยน (The Storm Riders, A Man Called Hero, Tokyo Raiders, The Legend of Zu, Heroic Duo) และ คาเรน่า แลม นักแสดงสาวจาก Tiramisu, July Rhapsody, Inner Senes, Heroic Duo ร่วมด้วย ลิว เย ดาราหนุ่มจากนักเรียนการแสดงจากปักกิ่ง ที่เคยมีผลงานใน Lan Yu, The Little Chinese Seamstress, Purple Butterfly โดย ภาพยนตร์เรื่อง The Floating Landscape ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวด ในสาย Official Competition ชิงรางวัล Golden Lion ในงาน Venice Film Festival 2003http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/floatinglandscape/float.html  the floating landscape ก่อนฤดูดอกไม้บานhttp://filmsick.exteen.com/20050620/the-floating-landscape
The Floating Landscape เป็นหนังที่แสดงโดยนักแสดงจากเรื่องJuly Rhapsody(ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว) คือ คาเรน่า แลม มีเชื้อสายจีนฮ่องกง-ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน แต่เติบโตที่ประเทศแคนาดา โดยบทสนทนาในภาพยนตร์ กล่าวถึงคนเรามักลืมกันง่ายๆ และการคิดในเรื่องอดีต ทำให้มันปวดหัว เท่ากับทรมานตัวเองชัดๆ แต่บางคน ก็สนใจชีวิต ตามกฏวิทยาศาสตร์ หรือธรรมชาติ ก็ตาม แน่นอนวันเวลาผ่านไป เหมือนดอกไม้หรือใบไม้ร่วง ผลัดเวียนตามฤดูกาล และบางวัน อาจจะไม่แน่นอน เหมือนไม่รู้ว่าชีวิตคนจะร่วงหล่น แต่ว่าคนรักในอดีตของนางเอก ก็รู้ว่าชีวิตของเขา กำลังใกล้หมดอายุลง จากโรคร้ายทางพันธุกรรม ซึ่งเขาค่อยๆสังเกตอาการของตน โดยเขียนเป็นบันทึกไว้ และบางคนนั้น ชีวิต ก็ถือว่าเหมือนจักรวาลไม่ได้มีไว้ให้ทดลอง มันมีไว้ให้สังเกต และผมก็สังเกตอาการท้องเสียของตนเองได้ ส่วนเรื่องภาพยนตร์เรื่อง The Floating Landscape ก็มีประเด็นให้คิดได้ง่ายๆ รวมทั้งลึกซึ้ง ก็มาจากผลงานของjimmy liao
http://www.nanmeebooks.com/teacher/author_inside.php?authorid=81 ซึ่งเขาเป็นคนไต้หวัน และนักเขียนภาพ ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยภาพยนตร์สื่อสาร ความงามของภาพ อารมณ์ ความรู้สึก และช่วงขณะของภาพยนตร์ใช้สัญลักษณ์เชื่อมโยงพุทธศาสนา กับการอ่านบันทึกออกเสียง เหมือนคนแก่เขียนบทสวดมนต์ให้คนรักแก่ชราในเรื่องนี้ ซึ่งมีองค์ประกอบดาราสมทบ ที่มีการแสดงเป็นคู่รักคนแก่ ที่มีคนหนึ่งแก่ชรา แล้วตายไปก่อน หญิงชราอีกคนหนึ่ง และคู่รักหนุ่มสาวแยกทาง ก็น่าสนใจอยู่ภายในบ้าน และเรื่องราวรอบบ้านของนางเอก ที่ไปอาศัยอยู่ในบ้านญาติของอดีตคนรักในชิงเต่า อันเป็นชนบททางธรรมชาติ แตกต่างเมืองในฮ่องกง นอกจากนั้น ในเรื่องการใช้ภาษากวางตุ้ง กับภาษาจีนกลาง คือ หญิงสาว มาจากฮ่องกง ก็มาตามหาความหลังของอดีตคนรัก ในชิงเต่า ประเทศจีน และชื่อของภาพยนตร์The Floating Landscape ก็สะท้อนในภาษาและการสร้างความจริงทางสังคมของสื่อ แปลและเรียบเรียงโดย : สมเกียรติ ตั้งนโม….ภาษาและการเมืองเกี่ยวกับการตั้งชื่อ (Language and the politics of naming) โดยภาษาเป็นเครื่องมือขั้นปฐมของการสื่อสาร เป็นสื่อกลางที่ใช้เพื่อความเข้าใจ การตีความ และการสร้างความจริง มันมีความจำเป็น สำหรับในขณะนี้ที่จะพิจารณาถึงธรรมชาติของภาษาและความสัมพันธ์ของมันที่มีต่อโลก. มีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎีสำหรับความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ และความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและโลก 1. ภาษาคือการสะท้อนหรือการล้อเลียน (Reflective or mimetic) 2. ภาษาคือการสร้าง (Constructionist) http://www.midnightuniv.org/midarticle/newpage31.html    แน่นอน ผมไม่บอกตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว แต่บางคนชอบตัดสิน วิจารณ์ หรือบางคนใช้วิธีดูตอนจบก่อน เหมือนอ่านนิยาย ที่ตอนจบ ก่อนอย่างนางเอกในภาพยนตร์ alex and emma ผู้เป็นพระเอกในหนังเสียการพนันแล้วถกเถียงโดยผู้อ่านกับผู้เขียน คือคนพิมพ์ กับนักเขียนในเรื่องเถียงกันว่า งานเขียนสร้างขึ้นแก้ไขเรื่องราวตามที่เขียนได้ หรือไม่ รวมทั้งการพยายามแก้ไขตอนจบของเรื่องไม่ให้พระเอกเดียวดายอยู่คนเดียว
 
ส่วนภาพยนตร์The Floating Landscape เป็นเรื่องรักสามเศร้า ของคนรักในอดีต กับปัจจุบัน ก็เรื่องเศร้า ในทิวทัศน์ของใบไม้ล่องลอย เหมือนดอกไม้ หรือใบไม้ร่วง ผลัดเวียนตามฤดูกาล และบางวัน อาจจะไม่แน่นอน เหมือนไม่รู้ว่า เมื่อใด ชีวิตคนจะร่วงหล่น ซึ่งตัวละครนางเอก ไม่อยากลืมคนรักในอดีตอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อเธอค้นพบlandscapeนั้นแล้ว โดยสื่อให้เห็นถึงเรื่องความรักของคุณอยู่ในสมอง หรือความรักอยู่ในใจ และความหมายของตัวละครวาดภาพในThe Floating Landscape ก็เหมือนนักเขียน เมื่อตัวเอกอีกคนหนึ่ง เป็นผู้ยุติธรรม ไม่ฉวยโอกาส ยามนางเอกเศร้าเข้าคว้าใจเธอทันที ซึ่งเขาวาดภาพค่อยๆ สร้างจุดเริ่มต้นวาดภาพสีสันอันงดงาม ต่อเนื่องธรรมชาติแห่งความรัก ปะทะภาพลวงตาของชีวิต ที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้กรอบของรูปเหมือนกรอบหน้าต่างบ้าน คือ สร้างตัวละครจากจินตนการ รวมทั้งความจริงอันโรแมนติคขึ้นได้…
-บทกวี "แคนโต้" 3 บรรทัด
บทกวี ที่มีชื่อ "สายลมรัก"
ลมพัด
ใบไม้ปลิว
ใจเอื้อนเอ่ย

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s