Eyes of The nation-imagination-ลุงบอยสร้างทฤษฎีขนมรวมมิตรรักเมืองไทย

Eyes of The nation-imagination-ลุงบอยสร้างทฤษฎีขนมรวมมิตรรักเมืองไทย
 
วันที่ 5 เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก-วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ
เราจะสร้างทฤษฎีเหมือนขนมรวมมิตรไทยๆ โดยทำขนมขึ้นมา ใช้สายตาแห่งชาติ และจินตนาการไม่ให้หลับหูหลับตาทำไปเรื่อย หรือลืมหูลืมตาขึ้นมา ก็ผมนึกถึงหนังสือ Eyes of the nation: a visual history of the United States …และ imagination คือ Nationalism and the Imagination ก็หน้าปกหนังสือทำเป็นรูปภาพของคน กับสมอง ซึ่งปรากฏรูปหลายหลากภาพในหัวคน
เมื่อเราอยากจะเป็นเพื่อนกับคนจน และเราต้องมองเห็นโดยสายตาแห่งความเข้มแข็ง การสูญสิ้นของคน ก็คือ การเลือกต่อสู้โดยไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ไม่เกรงกลัวทุกอย่าง กับชีวิตของพวกชาวนา เป็นตัวอย่างสู้กับโลกธรรมชาติ ผ่านสายตาของชาวนาเอง
เราน่าคิดใคร่ครวญจินตนาการของสายตาแห่งชาติ จากผลงานของเกษียร เตชะพีระ
1) เมื่อสอนเรื่อง "Concepts and Definitions" (แนวความคิดและคำจำกัดความ) ของชาติในบทที่ 1 Introduction ของหนังสือ ปัญหาแรกที่เจอคือนักศึกษาไทยคุ้นชินอยู่ใต้มนต์สะกดของ Reification ของชาติ คือยึดมั่นถือมั่นว่าชาติเป็นวัตถุสิ่งของก้อนกายภาพจริงๆ เป็นตัว
เป็นตนอย่างไม่ค่อยเคยนึกสงสัย ฉะนั้น ภารกิจอันแรกคือต้องร้องทักให้พวกเขารู้สึกตัวและสลัดมายาคติอันนี้ไปเสียก่อน ทำยังไงให้เกิด the shock of recognition หรืออาการตื่นตระหนักรู้ได้ว่าชาติเป็นของจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น?
ปกติผมจะถามนักศึกษาว่า เคยเห็นชาติไทยไหม? แบบเห็นด้วยตาเปล่าของตัวเองน่ะ?
นักศึกษาส่วนใหญ่จะงง แต่บ้างจะหลุดปากว่าเคย ทว่าพอซักไซ้ไล่เลียงเข้าก็จะพบว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเพียงบางส่วนบางเสี้ยว (ตรอกซอย, ถนน, เมือง, หมู่บ้าน, ตำบล ฯลฯ) หรือสัญลักษณ์ของชาติ (เช่น ธงชาติ) เท่านั้น ไม่ใช่ชาติไทยทั้งหมดจริงๆ
ดูเหมือนทางเดียวที่จะเห็นชาติไทยทั้งหมดได้คือเหาะออกไปในอวกาศแล้วมองลงมาบนพื้นโลกส่วนนี้ แต่แน่นอน ต่อให้ขี่ยานอวกาศหรือดาวเทียมออกไปนอกโลกได้ มองลงมาก็ไม่เห็นชาติไทยอยู่ดี จะเห็นแต่พื้นที่หลากสีสันเขียวๆ ฟ้าๆ ติดเป็นพืดไปหมด แยกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าตรงไหน
ไทย/พม่า/ลาว/เขมร/มาเลเซีย ฯลฯ อย่างเป็นเอกเทศชัดเจน …..
……ผมเห็นว่าปมสำคัญคือ ควรเข้าใจว่าที่ครูเบ็นทำคือ พยายามเล่าประวัติเชิงวัตถุนิยมวัฒนธรรมของเงื่อนไขความเป็นไปได้ในการคิดชาติได้ (a cultural materialist historical account of the conditions and possibility of the perception of nation)
มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดียวกันนั้น นิยายหลายเรื่องของ Charles Dickens เล่าฉากกรุงลอนดอนจาก bird"s-eye view หรือวิวตานก หรือบรรยายฉากครอบ คลุมทั่วโรงงานเหมือนมองจากหลังคาลงมา ประหนึ่งผู้เขียนมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดปีกเหาะขึ้น
ไปได้แล้วจินตกรรม "เห็น" หน่วยสังคมทั้งหมดในคราวเดียว
อีกทั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เครื่องมือสำรวจสถิติ และสำมะโนครัวประชากรพัฒนาขึ้นมา เพื่อป้อนข้อมูลดิบช่วยให้ผู้ปกครองสามารถหลับตาวาดภาพ "เห็น" หน่วยการเมืองทั้งหมดใต้อำนาจปกครองของตน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
4) อาการร่วมอย่างหนึ่งของนักศึกษาหลายรายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา "ไม่เห็น" ชาติเรียบร้อยแล้วก็คือ ตื่นเต้นในความรู้ความเข้าใจใหม่ เกิดความภาคภูมิทะนงตน พาลเกลียดชาติ มองชาติไม่ขึ้น และยิ้มหยันเยาะเย้ยพวกที่ยังเชื่อชาติและรักชาติว่าช่างโง่เขลาเบาปัญญาดวงตาไม่เห็นธรรม
เสียนี่กระไร
ผมคิดว่านี่เป็นอาการคล้าย "สาวแรกรุ่นตื่นนมต้ม" ของตัวเอง แล้วหันไปเยาะเย้ยเพื่อนร่วมรุ่น ที่หน้าอกยังไม่อวบขึ้นว่าไม่สมหญิง…..
การเข้าใจสิ่งใหม่ไม่มีอะไรผิด แต่ถ้ามันกระจ่างจ้าเสียจนตาลายพาลไม่เห็นความจริงอย่างอื่นด้านอื่น ดูถูกดูเบาความจริงเหล่านั้น อหังการมมังการ ก็เลยจะพลอยเป็นอุปสรรคขัดขวางความเข้าใจสืบต่อไปของตัวเอง เพราะเราไม่ควรลืมว่า คำถามนำอย่างหนึ่งของครูเบ็นใน "ชุมชนจินตกรรม" คือทำไมคนนับร้อยๆ ล้านทั่วโลกจึงรักของที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่วัตถุสิ่งของกายภาพจริงๆ หากจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น ถึงแก่ยอมฆ่า และยอมตาย ยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงกระทั่งพลีเลือดเนื้อชีวิตตัวเองเพื่อจินตกรรมอันนี้ตลอดประวัติศาสตร์สองศตวรรษที่ผ่านมา? พลังของมันอยู่ตรงไหน? มันทำงานอย่างไร? และในทางกลับกัน มันมีคุณมีด้านบวกอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่รังแกที่ผ่านมา?
 ….ชาติจึงเป็นความจริงชนิดที่คุณต้อง (หลับหู?) หลับตาแล้วจึงเห็น เป็นสิ่งที่สร้างด้วยจินตกรรม
ลุงแซมเป็นบุคคลจริง ๆ หรือเปล่า..!!
 ระหว่างการสงครามเมื่อปี 1812 แซมวล วิลสัน แห่งเมืองทรอย, นิวยอร์ก บรรจุเนื้อเค็มลงถังส่งไปให้รัฐบาลเพื่อทหารในแนวหน้า เพื่อแสดงว่าเขาได้ตรวจสอบเนื้อเค็มด้วยตนเอง วิลสันได้ประทับอักษร "U.S." ลงบนแผ่นเนื้อ เพื่อระบุว่ามันเป็นของรัฐบาล แต่เพื่อนบ้านของวิลสันในเมืองทรอย ผู้ชอบเรียกเขาว่า "ลุงแซม" กลับใช้ในความหมายว่า.. เป็นชื่อย่อของ "Uncle Sam Wilson"หลายปีผ่านไป หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งสร้างรูปการ์ตูนชื่อ "ลุงแซม"  เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลอเมริกัน และภาพนั่นก็แพร่หลายยิ่งขึ้นในสมัยสงครามโลก
ครั้งที่ 1 โดยโชว์รูป "ลุงแซม" ไว้ในดาวและแถบของธงสหรัฐ การ์ตูน ลุงแซมที่ดังมากคือ รูปนิ้วชี้แล้วพูดว่า "ผมต้องการคุณเพื่อกองทัพบกสหรัฐ"
 http://www.vcharkarn.com/vcafe/162981
Uncle Sam Wilson เกี่ยวโยง การเรียกสหรัฐอเมริกาของคนไทย ในอดีต เคยเรียกชื่อสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการว่า "สหปาลีรัฐอเมริกา"[13] ส่วนชื่ออื่นที่ใช้เรียกสหรัฐอเมริกา เช่น มะกัน ลุงแซม อินทรี พญาอินทรี หรือ เจ้าโลก แน่นอนเรามีการเรียกว่า เมืองลุงแซม ด้วย
…ผมอยากลองทำขนมรวมมิตรรักเมืองไทย ให้รสชาติหวานๆ ส่งให้ทหารโดยมีที่มาคล้ายลุงแซม แล้วผมก็ต้องแก่ชรา กลายเป็นลุงบอยในอนาคต….
 
-เจ้าคุณพิพิธ หรือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ เขียนในนิตยสารvote เด็กคิดว่าเก่งกล้า หรือจะสู้เฒ่าชราเก่งกาจ เข้าตำราว่า สิบรู้ไม่สู้หนึ่งเคย สิบลูกเขยไม่สู้หนึ่งพ่อตา เหลี่ยมแพ้กลม มีดแหลมคมแพ้หินคาย…คนน่ะเป็นเซียนตาเอียง ส่วนอาตมาคิดว่าเป็นเซียนตาชั่ง ถูก ผิด ข้อคิดวันนี้จะปรากฏผลวันหน้า...
 
-….ความอิหลักอิเหลื่อแห่งชาติ  เนื่องมาจาก  6  ตุลา   2519  ไม่เป็นประวัติศาสตร์  ไม่มีอนุสาวรีย์  ไม่มีวีรชน  ไม่สนใจชีวิต โดยธงชัย  วินิจจะกูล..เขียนไว้ว่า…วัฒนธรรมไทยไม่มีธรรมเนียมเคารพยกย่องสามัญชนที่ท้าทายอำนาจรัฐจนกระทั่ง  14  ตุลา  2516  จึงเกิด  “วีรชน”   ชนิดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ผู้เสียสละเมื่อ  14  ตุลา  2516   ไม่เข้าข่ายผู้กอบกู้รักษาเอกราชของชาติด้วยการต่อสู้กับชาติอื่นก็จริง   แต่พวกเขาเข้าข่ายนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญก้าวหน้าครั้งใหญ่    พวกเขาตายท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่สาธารณชนเข้าข้างพวกเขา    สาธารณชนต่างรู้สึกร่วมว่าตนตกเป็น  “เหยื่อ”   ของระบอบเผด็จการทหาร  กล่าวได้ว่า  ความตายของพวกเขาเป็นการเสียสละ  “แห่งชาติ”   ในนามของชาติและเพื่อชาติ  โดยที่ชาติในที่นี้เริ่มเกิดความหมายใหม่คือ  การมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวนมหาศาลภายในชาติทั้งที่มาร่วมเดินขบวนและที่เอาใจช่วยอยู่กับบ้าน  ผู้เสียชีวิตเมื่อ  14  ตุลา  จึงได้เป็น  “วีรชน”   ทันที  คนจำนวนมากยังเรียกได้เต็มปากไม่ขัดเขิน  14  ตุลา  ยังเป็นกรณีพิเศษในแง่ที่ว่า    สมญานามดังกล่าวมาจากสาธารณชนและสื่อมวลชนโดยไม่สนใจว่าทางการจะเรียกเช่นนั้นหรือไม่
 
ผู้เสียชีวิตเมื่อพฤษภา   2535   ก็ได้รับการยกย่องทันทีในทำนองเดียวกัน   คือ  ประชาชนร่วมใจกันยกย่องเพราะเป็นความตายแห่งชาติที่ประชาชนเข้าข้าง   แต่  “วีรชน”    เดือนพฤษภาอาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญเท่า  14  ตุลา  2516  เพราะมีคนไม่น้อยสงสัยลังเลที่จะยกย่องการต่อสู้ในถนนของประชาชนคราวนั้น    บทเรียนจาก  14  ตุลา  2516 – 6  ตุลา  2519  ยังรบกวนใจหลาย ๆ  คนว่า   จะประเมินค่าการต่อสู้เสียสละเช่นนั้นอย่างไรดี เพราะอดีตอย่าง  6  ตุลา  2519  ยังค้างคาอยู่ในใจทุกฝ่าย   จะเรียกผู้เสียชีวิตในวันนั้นว่าเป็นอะไรดี    ศัตรูของชาติหรือวีรชนประชาธิปไตย? หรือเป็นเพียงแค่  “เหยื่อ”   ที่น่าสงสาร  หลัง  6  ตุลา  มา
 
จนกระทั่งการนิรโทษกรรม  รัฐบาลและกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเรียกฝ่ายนักศึกษาว่าผู้ก่อการจลาจล   ผู้ก่อความไม่สงบ   หรือกระทั่งเรียกว่าเป็นคอมมิวนิสต์   เป็นญวน  คือเป็นทั้งเหยื่อและอาชญากรผู้ก่อเหตุวุ่นวาย   แม้แต่เมื่อปลอบผู้ต้องหาคดี   6  ตุลา   ออกมา   นายกรัฐมนตรีขณะนั้นยังตักเตือนว่าอย่าทำผิดซ้ำอีก    ราวกับว่าเราเป็นฝ่ายผิดเมื่อ  6  ตุลา   จนกระทั่งสุธรรม  แสงประทุม   ต้องตอบโต้ด้วยการยืนยันว่า   “เราคือผู้บริสุทธิ์”  ซึ่งกลายเป็นคำตอบโต้ที่มีความหมายยาวไกลทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นการให้ความหมายต่อ  6  ตุลา  สวนทางกับทัศนะที่รัฐพยายามสถาปนา ความเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมาค่อย ๆ   ปลดนักศึกษาออกจากการเป็นผู้กระทำผิด   ผู้เสียชีวิตค่อย ๆ    ได้รับความเคารพเห็นใจ    พวกเขาไม่ใช่อาชญากร   ไม่ใช่ศัตรูของชาติ  ไม่ใช่ผู้หลงผิด  อีกต่อไป    แต่พวกเขายังคงเป็นแค่เหยื่อ   เป็นหมากอันน่าสงสาร  ทุกวันนี้พวกเขาจึงอาจได้รับการรำลึกถึงอย่างน่าสงสาร   น่าเห็นใจ   แต่ความเคารพ   ความยกย่องไม่ได้ตามมาด้วย
….
คนส่วนใหญ่ ก็มีหัวใจอยู่ข้างซ้าย ย่อมเป็นคนที่อกหักมากกว่าคนที่มีหัวใจข้างขวา โดยเหตุว่าคนหัวใจขวามีน้อยกว่าซ้าย เพราะฉะนั้น เราทุกคนส่วนใหญ่ก็เจ็บปวดจากหัวใจข้างซ้ายทั้งนั้น
 
วันที่ 6  มิถุนายน คือ วันชาติในประเทศสวีเดน
Imagined Communities (ค.ศ.1983) ของเบเนดิก แอนเดอร์สัน อันเป็นงานศึกษาว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเกี่ยวดองเชื่อมโยงของบรรดาผู้คนที่เอาเข้าจริงไม่เคยประสบพบพานหรือติดต่อกันโดยตรงเลยนั้นมันรวมกันก่อตัวเป็นเอกลักษณ์ร่วมที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งชาติได้อย่างไร, และยังศึกษาเนื้อแท้ที่มีลักษณะพลการและประดิดประดอยขึ้น (แม้บ่อยครั้งจะเหลือวิสัยจะไปยับยั้งทัดทานได้) ของการนับเนื่องสังกัดที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้… http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february06p7.htm
ถ้าสยามเมืองยิ้ม คือ เมืองก็เหมือนกับคน เป็นสิ่งมีชีวิตจากความรู้สึกของคน และภาษาที่มีการเปรียบเปรยว่าเมืองใหม่ๆ และภาษาใหม่ๆ แล้วถ้าเมืองกลายเป็นลักษณะที่ถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก จากพรก.ฯฉุกเฉิน ก็คงน่าคิดใคร่ครวญกัน เพราะเราอาจจะนึกถึงคำว่าภัยผู้ก่อการร้าย ต่างๆ ในอดีต ก็มีเรื่องภัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดิมเรียกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์สยาม” ผู้ก่อตั้งคนแรกชื่อ สหายซุง หรือสหายโฮจิมินห์ ผู้นำชาวเวียดนาม มีการประชุมลับครั้งแรก เมื่อ 20 เมษายน 2473 ต่อมาได้ตั้งเป็น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในคราวประชุมสมัชชาพรรค เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 ที่จังหวัดนครสวรรค์ และรายนามสมาชิกพรรคสำคัญ คือ โพยม จุลานนท์ (ลุงคำตัน) อัศนี พลจันทร (ลุงไฟ) จิตร ภูมิศักดิ์ (สหายปรีชา) วิรัช อังคถาวร (จางหย่วน หรือ ลุงสวน) ผิน บัวอ่อน (เฉินจง หรือ อำนาจ ยุทธวิวัฒน์ และธง แจ่มศรี (ลุงธง)
 
-ความน่าสนใจต่อมา กับภาพยนตร์ของคนไทยได้รับรางวัลจากเมืองคานส์ ที่มีเนื้อหาถึงการฆ่าคอมมิวนิสต์ คือ เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ (อังกฤษ: Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) เป็นภาพยนตร์ไทยนอกกระแส ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 กำกับโดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งเป็นผลงานเรื่องที่ 6 ของเขา ภาพยนตร์ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 63 นับเป็นภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ภาพยนตร์ได้ผู้ร่วมทุนเพิ่มจากสเปน (Seta) อังกฤษ (Illuminations Films) ฝรั่งเศส (Anna Sanders) และเยอรมนี ….ภาพยนตร์ที่ทำให้พวกเขาเข้าใจประเด็นเรื่องความตายจากมุมมองใหม่แบบ “ตะวันออก”
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4
เมื่อในยุคสมัยปัจจุบัน ก็ดูสิ่งที่รัฐบาลกระทำต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่เคยพูดว่า "สลายม็อบ" "ล้อมปราบ" "ล้อมฆ่า" แต่พูดในลักษณะ "ขอพื้นที่คืน" "กระชับพื้นที่" "Big Cleaning day" เพื่อตอบโจทย์พื้นที่ทางกายภาพของคนเมือง โดยทำให้เห็นว่าคนที่มาชุมนุมไม่มีตัวตนอยู่ในทางสังคมและทางการเมือง แม้ว่าจะพวกเขาจะชุมนุมจริงอยู่ที่ผ่านฟ้าและแยกราชประสงค์ และวันที่ 4 พฤษภา(จำลอง เริ่มอดข้าวประท้วง ในเหตุการณ์ต่อมาเรียกว่า พฤกษภาทมิฬ) พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) เชอร์ล็อก โฮลมส์ ตกลงไปในหุบเหวพร้อมกับ ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ เป็นตอนจบของนิยายเรื่อง เชอร์ล็อก โฮลมส์ ของเซอร์อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
แน่นอนว่า การมองเห็นของนักสืบ ไม่ว่าจะเป็นเชอร์ล็อก โฮลมส์ คือ seeing และ ประสบการณ์ สั่งสมในการสืบสวน เช่นเดียวกับ ประสบการณ์ของการมองเห็นได้ และเราอธิบายความคิดสิ่งที่เราคิดได้ว่าเห็นอะไร ซึ่งถ้าเรามองเห็นสิ่งนั้นเป็นชาติ และเราทำการสืบสวนและอธิบายความเป็นชาติ และคนต้องมีสัญชาติ ในฐานะ เขาต้องมีจมูก และสองหู (Ernest Gellner) ซึ่งคนเราจากประสบการณ์การอ่านหนังสือในห้องสมุด ก็ต้องใช้ควบคุมโสตประสาทหู โดยจดจ่อตาอยู่กับตัวอักษร บางครั้งหูอาจจะไม่ได้ยิน เสียงใครเลย โดยเรารับรู้เสียงทางจินตกรรมจากการอ่าน และเสียงจากหนังสือบางเล่ม ก็ช่วยเปลี่ยนตัวเอง ฟังเสียงของตัวเอง เสียงที่เหมือนกัน ส่งตรงถึงสมอง และเสียงก็ล้างสมองได้ ซึ่งเสียง และคำพูดของตัวเอง ในการยอมรับอดีตเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ ซึ่งมันมาจากประสบการณ์ในความเงียบของคนสื่อสารกับตัวเอง ไม่ได้ยินเสียงของผู้คน ในเมือง ก็เหมือนกับอาการหูหนวกชั่วคราว ไม่อยากรับฟังเสียง และดวงตา ก็อาจมองไม่เห็นโดนบดบังจากการเห็นที่ต้องกลายเป็นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นั่นก็คือ การนำแนวคิดพุทธมาดัดแปลงเป็นคำสุภาษิตและสำนวนไทยๆอย่างแพร่หลาย ที่มีการสะท้อนความเข้าใจของการมองเห็นมาเป็นถ้อยคำ จากประสบการณ์ของการมองเห็นที่น่าสนใจ ดังเรื่องเล่า คือ คำสุภาษิตที่กล่าวว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” นี้โดยมากรู้จักความหมายกันอย่างแพร่หลายคือหมายถึง การเห็นผิดเป็นชอบ ซึ่งในนิทานทางพุทธศาสนา
ได้กล่าวถึงสุภาษิตนี้ในหนังสือพระมาลัย ท่านนักปราชญ์โบราณกล่าวไว้เป็นคำกาพย์ซึ่งคัดข้อความมาจากคัมภีร์มหาวิบาก อันกล่าวถึงผลบาปที่ได้รับจากความทุกข์และผลบุญที่ได้รับจากความสุข ในหนังสือพระมาลัยนี้ได้กล่าวถึงเรื่อง “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” หมายถึง จักรกรดที่ทำโทษสัตว์นรก เช่น คนที่เป็นชู้กับเมียหรือสามีคนอื่นต้องตกนรก ยมบาลจะเอาหอกไล่ทิ่มแทงให้ไปขึ้นต้นงิ้วที่มีหนามคมเป็นกรด คนที่ตีด่าพ่อ แม่ และพระภิกษุสามเณร ตายไปตกนรกมีกงจักรพัดอยู่บนศีรษะ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์นรกที่ได้รับความทุกข์ต่างๆ มักเขียนไว้ตามวัดทั่วไป เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่มวลมนุษย์ไม่ให้กระทำความชั่วต่อสัตว์โลกด้วยกัน
 
นอกจากนี้ในคัมภีร์ได้กล่าวถึงการบำรุงบิดา มารดา โดยแต่งเป็นนิทานที่มีเรื่องเล่าว่ามีมาณพนามว่า “มิตตวินทุ” เป็นบุตรเกกมะเหรกของอุบาสิกาหม้ายผู้หนึ่ง เขาต้องการจะไปเที่ยวทะเลกับพ่อค้าสำเภา แต่มารดาไม่อนุญาตให้ไปเพราะด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าจะได้รับอันตราย บุตรชายไม่พอใจจึงใช้เท้าถีบมารดาล้มคว่ำลง แล้วจึงหนีไปเที่ยวกับพ่อค้าสำเภาจนได้ ด้วยผลกรรมที่ได้กระทำไว้แก่มารดาของตนเช่นนั้น เผอิญเรือลำนั้นมีเหตุเป็นไปคือเรือได้แตกอยู่กลางทะเล มิตตวินทุ ได้ว่ายน้ำไปพบเกาะๆหนึ่ง ซึ่งเป็น ที่อยู่ของพวกเปรตเศษนรกเมื่อมิตตวินทุขึ้นเกาะนั้นได้ เผอิญไปพบเปรตตนหนึ่ง ซึ่งทุบตีพ่อแม่แล้วไปตกนรก เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็มาเป็นเปรตที่เกาะนี้ บนศรีษะมีกงจักหมุนคว้าง ผ่าศีรษะ มีเลือดไหลกระเซ็นเป็นฝอย ร้องครวญคราง พร้อมกับยกมืออันสั่นระริกขึ้นกวัดแกร่งด้วยความเจ็บปวดอันแสนจะทนได้ เป็นเพราะผลกรรมที่ได้กระทำไว้กับมารดาตน มิตตวินทุจึงได้แลเห็นกงจักรที่พัดอยู่บนศีรษะของเปรตตนนั้นเป็นดอกบัว ซึ่งช่างเหมือนดอกไประดิษฐ์ที่ทำเป็นเครื่องสวมศรีษะอย่างงดงาม และสังเกตเสียงร้องครวญคราง พร้อมกับยกมืออันสั่นกวัดแกว่งไปมานั้นเป็นเสียงร้องรำทำเพลง พร้อนกับการฟ้อนรำที่รื่นเริงยิ่งนักถึงแก่หักใจไว้ไม่ได้จึงเข้าไปขอกงจักรซึ่งตนเห็นเป็นดอกบัวต่อเปรตตนนั้น และเปรตตนนั้นก็ได้ทราบทันทีว่ามิตตวินทุ คงต้องทำกรรมอันแสนชั่วเช่นเรา กรรมจึงดลบัลดาลให้เขาต้องรักชอบและนิยมอย่างนี้ ซึ่งเราก็น่าจะพ้นจากกรรมนี้แล้ว เปรตตนนั้นจึงได้มอบกงจักรให้แก่ มิตตวินทุ
 
แล้วก็อันตรธารหายไป ต่อจากนั้น มิตตวินทุ จึงได้รับช่วงกงจักร ซึ่งตนสำคัญผิดว่าเป็นดอกบัว พร้อมด้วยความทุกขเวทนาที่ไม่ผิดแผกกับเปรตผู้มอบให้แก่ตนจนสิ้นกรรมไปในครั้งนี้
รวมความสุภาษิตที่กล่าวว่า “ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ” นั้นมาจากเรื่องของ มิตตวินทุ ซึ่งใช้เปรียบเทียบในเรื่องที่เห็นผิดเป็นชอบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
โดยจริงๆ ผมก็สนใจบทความเรื่อง เปรตประหลาด: ประวัติศาสตร์นรกภูธร ซึ่งนายบอย ก็เคยไปเที่ยววัดไผ่โรงวัว ดังที่มีเบน แอนเดอร์สัน ผู้ศึกษาเรื่องnation เขียนบทความเกี่ยวกับวัดไผ่โรงวัว ที่มีเปรต..ดังกล่าว ก็น่าสนใจกรอบที่ตีไว้คร่าวๆ ช่วงกลับไปเที่ยววัดไผ่โรงวัวใหม่รอบนี้ คือ จะ “อ่าน” นรกภูมิอย่างไร ให้สัมพันธ์กับบริบทท้องถิ่นของวัด ส่วนบริบทที่กว้างกว่านั้นล่ะ สมควรจะนำอะไรมาเกี่ยวโยงด้วยบ้าง http://www.readjournal.org/read-journal/2009-10-vol-6/ben/
โดยบทความก็กล่าวถึงว่า วัดไผ่โรงวัว ก็สร้างใกล้ยุควัดสวนโมกข์ และเมื่อเวลาสนทนากับเพื่อน เราสามารถเรียกขานว่า ไอ้เปรต ได้…คือ บทสรุปอย่างย่อๆ จากนายขอม-หลวงพ่อขอม+ประวัติศาสตร์+เทคโนโลยีของคอนกรีต+ความแปลกใหม่อย่างแรกของนรกภูมิ คือ สร้างขึ้นในสไตล์สวนประติมากรรม…แล้วเรื่องเด็กวัด,ข้าวัด?..ก็ทำให้เหลียวหน้าแลหลังอย่างน่าสนใจ = หลวงพ่อ เป็นเกย์ ฯลฯ นั่นคือความหลากหลายของมุมมองสู่การค้นซอกหลืบประวัติของวัด… โดยสายตาของการมองเห็นมุมมองก็น่าสนใจ เพราะว่า เบน เคยเอ่ยถึงในหนังสือชุมชนจินตกรรมถึงเรื่องความเป็นสมัยใหม่เชิงภววิสัยของชาติ ในสายตาของนักประวัติศาสตร์ ที่ตรงกันข้ามกับความเก่าแก่โบราณเชิงอัตวิสัยในสายตาของนักชาตินิยมเมื่อถ้าเรามองดูชาตินิยม ว่ามีความใกล้ชิดกับคำว่าศาสนา หรือ เครือญาติ…แล้วสมัยก่อนในชวา ถ้าถามว่า ท่านคือใคร คำตอบอาจจะว่า คือ ลุงของ x เป็นต้น
 
เมื่อผมอ่านพบเรื่องเล่าน่าสนใจ นักนสพ.ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ครั้งหนึ่งเบ็น แอนเดอร์สัน นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอร์แนล เคยบอกผมว่า คณาธิปไตยทางการเมือง ก็คือ ระบบที่คุณมีลุงคนหนึ่งอยู่พรรครัฐบาล ละอีกคนหนึ่งอยู่ฝ่ายค้าน ดังนั้น ครอบครัวของคุณ จึงไม่มีทางแพ้เลย คราวนี้คณาธิปไตยทางปัญญานั้น มันก็ดำเนินงานคล้ายๆ กันนั้นแหละ..ชีวิตของผม จากสิ่งแวดล้อมของคน ที่เรียกตัวเองว่า ลุงโป๊ะ และสิ่งแวดล้อมแบบนั้น เมื่อรุ่นน้องของผม เริ่มแก่ชรา ก็เอาบ้างเริ่มเรียกตัวเองว่า "ลุง" และมันเป็นความใกล้ชิด ผูกพันกันเหมือนเครือญาติ วันหนึ่งชาวคณะนัดพบพี่ภัควดี ก็พาลูกสาวของพี่ภัควดีมาร่วมวงสนทนา แล้วลูกสาวของพี่ภัควดี ก็เรียกผมว่า อาบอย ซึ่งผมเคยเป็นเด็กวัด-อารามบอย นะครับ ซึ่งต่อมา ในฐานะลุงบอย เหมือนกับที่ผมถือว่า อาบอย เป็นคำชม และทำให้นึกถึงเรื่องคำชมและการตอบรับคำชมในภาษาไทยที่ใช้โดยเพศชาย-เพศหญิง และเพศชาย ที่มีจิตใจเป็นหญิง โดยอมรสิริ บุญญสิทธิ์ วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 27 ฉ.3 พ.ศ.2550:125 และคำตลกในภาพยนตร์ และทัศนะเรื่องความเสมอภาค ที่ค้นพบในประวัติศาสตร์ไทย โดยพรเพ็ญ ฮั่นตระกูล วารสารอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ปีที่23 ฉ.2 ธค 2543-2544 และการนำเสนอว่า คุณมาแต่ไหน-คุณมาจากไหน ที่ว่า นิยาม คำว่า "แต่" ก็เป็นคำเชื่อม หรือสันธาน บุพบท เช่น คุณมาแต่ไหน แล้วตอบว่า มาแต่พัทลุง(สถานที่) เป็นลักษณะคำว่าแต่ในภาคใต้ แล้วเปลี่ยนหายไป เพราะ อิทธิพลคำว่า From จากภาษาอังกฤษ 7-13 พ.ค.2553 มติชนสุดสัปดาห์
 
แต่เรื่องเล่าวันนี้ ก็ขอจบลงด้วยเรื่องราวบทสนทนาของโรบิน วิลเลียมส์ (ที่เคยแสดงหนังร่วมกับจินตรา สุขพัฒน์ คือ Good Morning, Vietnam) โดยบางส่วนของบทสนทนาในหนังเรื่องGood Will Hunting และรวบรวมโดยการโพสต์ของjekellhydeในยูทูบ :… wake up next to a woman and feel truly happy …… puttin an angel on earth just for you …… rescue you from the depth of hell ….. for ever, through anything …… when u love something more then u love yourself …… you rip my fuckin life apart …… i can’t read in some fuckin’ book …… i m fascinated …… what you might say …… you need truth … "Do you think I know about how hard your life has been; how you feel who you are because I read Oliver Twist Does that encapsulate you?
 
วันที่ 7 มิถุนา 2553 เป็นวันธรรมดา ในวันหนึ่งที่ชาวบ้าน อาจจะเริ่มต้นสนใจข่าวฟุตบอลโลก และหลายวันก่อนชาวบ้านชาวเมืองเชียงใหม่ เก็บแมลงมัน หลังฝนผ่านไปแล้วแมลงมัน วันเดียวตายเพื่อเอาแมลงมัน ทำอาหาร ซึ่งแมงมัน (The subterranean ants) เป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นมดราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carebara sp. 1 of AMK และแมงมันเป็นอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติของ มนุษย์ โดยเฉพาะในภาคเหนือ … และเก็บลูกแมงมันเฉพาะตัวเมียมาทำอาหารรับประทาน
วันนี้ในอดีต7 มิถุนายน พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) – ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย : กลุ่มคนร้ายพร้อมอาวุธสงคราม บุกเข้าปล้นอาวุธปืนของทางราชการในบ้านพักของอาสาสมัครป้องกันตนเอง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งมีทั้งปืนเอ็ม 16 พร้อมแม็กกาซีนและกระสุนปืน และวันนี้ในอดีต7 มิถุนายน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) – เริ่มการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศออสเตรีย แต่ตอนนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงฟุตบอลโลก 2010 และคงไม่เกิดจากกรือแซะ หรือตากใบถึงผ่านฟ้า-ราชประสงค์ คือ ปัญหาภาคใต้ ที่เคยถูกเรียกว่า ก่อการร้าย ตามมาด้วยพรก.ฯ ฉุกเฉิน 2548  และทีมงานของผมเคยร่วมเขียนบทความลงนิตยสารฟ้าเดียวกัน ฉบับที่มีชื่อหลักว่าคนที่ตายใต้ฟ้าเดียวกัน ซึ่งหลายปีต่อมา ทำให้ผมนึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ถ้าการเมืองระดับชาติ ยังเป็นอย่างนี้ คือ "มาร์ค"บี้"แม้ว"ต้องเลือกสละสัญชาติ ขอดูกม.-หาช่องขับพ้นคนไทย นายกฯมอนเตเนโกรเมินส่งตัวกลับ…วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:55:11 น.  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275047015&grpid=00&catid
 
-เราต้องระวังเรื่องตาต่อตาฟันต่อฟัน และการเผชิญหน้า ซึ่งเราอาจจะลืมหน้าอ้าปาก หรือลืมตาอ้าปากสำหรับการครุ่นคิดเรื่องการเมืองให้จงดี ไม่ให้เกิด identification as We-self/Otherness  ถ้าเราจำที่ครูคิทติ้ง สอนเกี่ยวกับเรื่องราวเพื่อสร้างพวกเราไม่ให้กลายเป็นอื่น ซึ่งโรบิน วิลเลียมส์ แสดงบทนี้ในหนัง Dead poet society ได้ แล้วเราสนใจภาษากับคำ ก็เรื่องราวข่าวว่า
คลอดพจนานุกรมคำใหม่เวอร์ชั่น3 ศัพท์ใหม่เพียบ "ส.ส.นอกไส้-พี่วิกกี้-อมโบสถ์มาพูด"ราชบัณฑิตฯคัดไว้แล้วเกือบพันคำ คำสแลงและสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ ห้าวเป้ง, ฮากริบ, จ้อจี้, ฮากลิ้ง, ขำกลิ้ง, อั๊ปยา, แว็กซ์ขน,ไม่ไหวจะเคลียร์, ขอบอก, อุนจิ, ทอล์กอะเบ๊าเมาธ์แตก, ทอล์กอ๊อฟเดอะทาวน์, อากู๋รู้ทุกเรื่อง, ครูกู ฯลฯ นางกาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต และนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราชบัณฑิตยสถานและคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมคำใหม่กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมคำศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น และทันยุคสมัย ทั้งคำใหม่ คำสแลง หรือสำนวนที่ใช้จนติดปากกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 รวมทั้งคำศัพท์ที่บรรจุไว้ในพจนานุกรมแล้ว แต่ยังไม่มีคำอธิบายและยกตัวอย่างที่แสดงถึงวิธีการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อจัดทำพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่มที่ 3 หลังจากที่ได้จัดทำพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่ม 1 และเล่ม 2 ฉบับราชบัณฑิตยสถานไปแล้ว นางกาญจนากล่าวว่า เป้าหมายการจัดทำพจนานุกรมคำใหม่ก็เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิดและการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในเรื่องที่มาของคำในอนาคต ที่สำคัญเป็นคู่มือภาษา โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องการทราบความหมายของคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งในอดีตไม่มีการเก็บบันทึกคำศัพท์ที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยไว้ จนทำให้คำเหล่านั้นสูญหายจากสังคม ดังนั้น พจนานุกรมคำใหม่จึงเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางภาษา โดยพจนานุกรมคำใหม่เล่ม 3 ทางราชบัณฑิตยสถานได้คัดเลือกคำศัพท์ใหม่เพื่อบรรจุไว้ในพจนานุกรมใกล้ครบ 1,000 คำแล้ว คาดว่าจะพิมพ์เผยแพร่และเปิดตัวได้ช่วงปลายปี 2553
นางกาญจนากล่าวว่า สำหรับตัวอย่างคำศัพท์ใหม่ที่จะบรรจุในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่ม 3 จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 คำและสำนวนที่เกิดใหม่ อาทิ เป้หลังรัฐบาล, ส.ส.นอกไส้, ชิคุนกุนย่า, คาวาซากิ, อวบระยะสุดท้าย, ปากกล้าขาสั่น, เปิดหน้าชก, น้ำหมักชีวภาพ, เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล, น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ, ผ่านร้อนผ่านหนาว, ดังแล้วแยกวง, บริหารสมอง, บริหารขา, ได้หน้าลืมหลัง ได้หลังลืมหน้า
กลุ่มที่ 2 คำและสำนวนที่เก็บไว้แล้วในพจนานุกรม แต่มีความหมายที่ขยายออกไป มีความหมายใหม่ เปลี่ยนรูปคำ หรือไม่มีตัวอย่างการใช้ เช่น หน้ามือเป็นหลังเท้า, เสือผู้หญิง สิงห์ผู้ชาย, อมโบสถ์มาพูด, หวัดแกมบรรจง, เดชะกรรม, บาปซ้ำกรรมซัด, เวรซ้ำกรรมซัด 
กลุ่มที่ 3 คำสแลงและสำนวนที่มีความหมายเฉพาะ และคำที่รับมาจากต่างประเทศ เช่น บดแข้ง, ห้าวเป้ง, ฮากริบ, จ้อจี้, ฮากลิ้ง, ขำกลิ้ง, อั๊ปยา, แว็กซ์ขน, กุ้งร้อยขา, ไม่ไหวจะเคลียร์, ขอบอก, อุนจิ, จั๋งหนับบุเรงนอง, ทอล์กอะเบ๊าเมาธ์แตก, ทอล์กอ๊อฟเดอะทาวน์, อากู๋รู้ทุกเรื่อง, ครูกู, พี่พจน์, พี่วิกกี้, วาซาบิ, อุด้ง, ราเม็ง, ไวนิ่ล, ล็อบบี้, เตียงหัก, ยุทธการหักเตียง
กลุ่มที่ 4 คำเก่าใช้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรม เช่น ดูหนังสือ, ประมาณ, เลือดศิลปิน, รมควัน, คลิปวีดิโอ, ดีเลิศประเสริฐศรี, ค้าแข้ง, ฟาดแข้ง, สมองฝ่อ, สมองนิ่ม, สมองกลวง, สมองโบ๋, สมองขี้เลื่อย, ห้าดาว, ดูหนังสี่จอ, ช็อตปลา, ปอดกระเส่า, เก้าอี้ไฟฟ้า, เก้าอี้นวม, เกาตรงที่คัน, กำแพงแลงเตย, คนใกล้ชิด, เก็บอาการ, ป่วนเมือง, กัดไม่ปล่อย, เล่นไม่เลิก, น้ำท่วมหลังเป็ด และเลือดสาด
"คำศัพท์ใหม่ในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่เล่ม 3 ถือว่าหลายคำมีความน่าสนใจ เพราะเป็นคำที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น ในแวดวงการเมือง มีคำว่า "เป้หลังรัฐบาล" หมายถึง ภาระหนักที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยเป็นสิ่งที่กำลังรอการแก้ไข เช่น ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ราคาน้ำมันแพง และภัยแล้ง ดังนั้น เปรียบปัญหาต่างๆ เหมือนเป้ที่รัฐบาลต้องสะพาย และหากไม่แก้ไขก็จะคอยถ่วงรัฐบาลตลอดเวลา และคำว่า "ส.ส.นอกไส้" หมายถึง การเปรียบ ส.ส.และนักการเมืองที่ไม่มีความสัมพันธ์ในกลุ่มหรือคนละกลุ่ม รวมถึงเป็นคนนอกพรรค
แต่ปรากฏว่ากลับได้ดีกว่าคนในพรรค นอกจากนี้ ยังมีคำสแลงที่วัยรุ่นฮิตและนิยมพูดกัน เช่น คำว่า "ครูกู" หมายถึง โปรแกรมกูเกิล (Google) ซึ่งเป็นโปรแกรมช่วยค้นหาข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต รวมทั้งใช้เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ต่างๆ และคำว่า "พี่พจน์" หมายถึง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน รวมทั้งคำว่า "พี่วิกกี้" หมายถึง วิกิพีเดีย (Wikipedia) สารานุกรมเสรีหลายภาษาบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งทุกคนสามารถอ่านและปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาได้เอง รวมทั้งยังมีคำว่า "ไม่ไหวจะเคลียร์" ซึ่งดารา นักร้อง พิธีกรนิยมพูดกันมาก โดยความหมายว่า ไม่อยากจะอธิบายหรือชี้แจงอีกแล้ว" นางกาญจนากล่าว
นางกาญจนากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันภาษาได้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยวัยรุ่นได้ดัดแปลงสำนวนและคำศัพท์จากในอดีตให้เป็นคำใหม่ๆ บางคำก็มีความหมายแรงขึ้น และเห็นภาพมากขึ้น อย่างเช่น "หน้ามือเป็นหลังเท้า" มาจากคำว่า ?หน้ามือเป็นหลังมือ? คำว่า "อมโบสถ์มาพูด" ดัดแปลงมาจาก "อมพระมาพูด" ซึ่งคำเหล่านี้เมื่อพูดทำให้เห็นภาพมากขึ้น และสะท้อนถึงปัญหาสังคมปัจจุบันได้อย่างดี อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สร้างคำศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นมาในสังคม ทั้งในวงการการเมือง แพทย์ และกีฬา ดังนั้น ราชบัณฑิตยสถานจึงมีหน้าที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อพิจารณาว่าคำใดบ้างที่จะต้องเก็บบรรจุลงในพจนานุกรมคำศัพท์ใหม่ หรือว่าคำใดต้องบรรจุลงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ทั้งนี้ ในเบื้องต้นคำศัพท์ที่จะได้บรรจุลงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งเป็นพจนานุกรมหลัก คงเป็นคำศัพท์ใหม่
กลุ่มที่ 4 ดังกล่าว เพราะเป็นคำเก่าที่ใช้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เก็บบรรจุไว้ ส่วนกลุ่มที่ 1-3 จะต้องพิจารณาเป็นคำๆ ไป.. "คลอดพจนานุกรมคำใหม่เวอร์ชั่น3 ศัพท์ใหม่เพียบ "ส.ส.นอกไส้-พี่วิกกี้-อมโบสถ์มาพูด""วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 08:48:45 น.  มติชนออนไลน์
ตัวอย่างลักษณะนาม http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no22/example.html
ลักษณะนามของ "หู" "ตา" "จมูก" " คิ้ว" เรียกว่าอะไร
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=65f17649137cbe21
Countable/Uncountable Nouns – นามนับได้/ไม่ได้
http://ict.moph.go.th/English/content/nouns02_count.htm
เรามาเรียนรู้คำนามนับไม่ได้ หรือ Uncountable Nouns กันบ้าง …
"มันสำคัญยังไงล่ะคะ คำนามนับไม่ได้ ทำไมเราต้องมาเรียนกัน" ด.ญ.นกเอี้ยงถาม..สำคัญสิจ๊ะ เพราะภาษาอังกฤษมันมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เหมือนภาษาไทย บ้านเรา จะนามนับได้ ไม่ได้ เราก็พูดของเราธรรมดา น้ำตาล ก็น้ำตาล  ไม่ต้องไปใส่ -s หรือไปใส่ a, an , the คำกริยาก็ไม่ต้องเป็นแบบเอกพจน์ พหูพจน์ ไม่มี is , are เป็น ก็ เป็น ไม่มี เป็น แล้วเติม เป็นส์ ทีนี้ ถ้าเราไม่รู้จักชนิดของคำนามเนี่ยนะ นกเอี้ยง เราก็จะใช้กริยาผิดประเภท แล้วก็ผิดแกรมม่าไปด้วย
http://www.hitsplay.com/hitsblog/mystory.aspx?blogID=512440&storyID=2356
คำว่า " จลาจล " มีรากศัพท์มาจากคำบาลีสองคำ คือ  " จล – อาจล " จล  แปลว่า หวั่นไหว, ปั่นป่วน   เมื่อมี……อา  ซึ่งเป็นคำอุปสรรคอยู่ข้างหน้า จึงต้องแปลว่า หวั่นไหวมา,ปั่นป่วนมา เมื่อเอา จล กับ อาจล มาสนธิกันเป็น จลาจล ตามศัพท์เดิมก็ต้องแปลว่า หวั่นไหวไปหวั่นไหวมาหรือปั่นป่วนไปปั่นป่วนมา เมื่อถือเอาความ ก็แปลเป็น วุ่นวายใหญ่ ปั่นป่วนใหญ่
ถ้าเรานึกถึงการสู้รบแบบตาต่อตาฟันต่อฟันในหนังเรื่อง300 (film)http://en.wikipedia.org/wiki/300_(film) ซึ่งไม่ใช่การจราจล แต่นั่นคือ สงคราม หรือเรื่อง ตรงกันข้ามกัน คือ ลุงบุญมีระลึกชาติ ก็สัมพันธ์โลก ภพภูมิและสวรรค์ ในเรื่องคนระลึกชาติได้ ที่คุณอภิชาติพงศ์ ได้รับจาก พระศรีปริยัติเวที แห่งวัดป่าแสงอรุณ จังหวัดขอนแก่น เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงประสบการณ์การระลึกชาติของนายบุญมี ผู้เคยเป็นทั้งนายพราน เป็นเปรต เป็นกระบือและโค ก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้ มันคือสมรภูมิการต่อสู้ ระหว่างชาวบ้านตาดำ ๆ กับทหารปราบปราม communist ที่จบลงด้วยการสังเวยชีวิตในวันเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๖๕  ถ้าถามว่า คอมมิวนิสต์ คือ ใคร เขาก็เป็นลุงๆ หรือ คนธรรมดา และเสื้อแดง คือ ใคร ก็เสื้อแดง ก็เป็นลุงคนหนึ่ง นั้นแหละ ครับ ซึ่งผมไม่เคยพบหน้าพบตา สนทนาโดยตรงกับอภิชาติพงศ์ แค่เคยฟังเขามาพูดที่คณะวิจิตรศิลป์ มช.นานแล้ว ยิ่งกว่านั้น ผมไม่เคยพบหน้าค่าตาของเบน แอนเดอร์สัน แต่ผมก็อยากพบทั้งสองคน น่ะครับ และสิ่งที่มากกว่าการพบกันของสองคนนั้น ผมไม่เคยพบกับลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เราอาจจะเห็นจากข่าวว่าผมก็รู้สึกถึงลุงนวมทองจากข่าว หนังสือ และอภิชาติพงศ์ เป็นคนไทยได้รับรางวัลนานาชาติ  แล้วเขาเคยร่วมออกแบบปกหนังสือชุมชนจินตกรรมฉบับแปลไทย ให้เบน แอนเดอร์สัน ในฐานะเบน เหมือนเป็นผลงานinternational(นานาชาติ) อันเป็นงานศึกษาว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเกี่ยวดองเชื่อมโยงของบรรดาผู้คนที่เอาเข้าจริงไม่เคยประสบพบพานหรือติดต่อกันโดยตรงเลยนั้นมันรวมกันก่อตัวเป็นเอกลักษณ์ร่วมที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งชาติได้ นับเนื่องมาจากชาติถูกจินตกรรมขึ้นก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม(ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคมhttp://akkaphon.blogspot.com/2010/03/blog-post.html)
 
เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือน เมื่อผมพบหม่วย พี่เอ๋ เช่นเดียวกับผมพบกับ แซ๊ก เพื่อนที่ไม่เจอหน้ากันนาน และการเดินทางในเดือนที่แล้วการเดินทางเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิสต์ มหาสารคาม ขอนแก่น หลายจังหวัดฯลฯ แล้วย้อนกลับมาเชียงใหม่ ผมพบกับครรชิต ป๊อดและภรรยา และมิตรภาพไมตรีจิตของคนไม่รู้จักกันมาก่อนระหว่างการเดินทาง ในเรื่องราวระหว่างทางขอนแก่น กลับมาเชียงใหม่จากรถอีสานทัวร์ ก็มีรายละเอียดมากมาย และห้วงคิดถึงร้านสแตมป์เชียงใหม่ ที่มีญาติ คือ เฮียชัยพาไปเที่ยวดูเนื่องจากผมไม่เคยไปมาก่อน  และชาวคณะเก่งกิจ พี่คูณ(แห่งร้านย้อนแยง)ไปบ้านของพี่คำ ผกา(นักเขียน) ผู้เขียนเรื่องชาติไทยในแบบเรียนเป็นวิทยานิพนธ์ ป.โท ที่ญี่ปุ่น แน่นอนก็มีหนังสือเรื่อง Nation น่าสนใจมากมาย และหนังสือในบ้าน(ผมจะกล่าวต่อไปครั้งหน้าเรื่องหนังสือ ถ้าว่าง รวบรวมสมาธิเขียนสั้นๆน่ะครับ) ,ผมกับชาวคณะพบกับพี่สร้อยแก้ว(นักเขียน) พี่จบ และตาน้ำ(ลูกของพี่สร้อยแก้ว) และผมกับผู้คนต่างๆ นานา
-รุ่นพี่ของผม ที่น่าสนใจเขาเป็นคนครุ่นคิดตลอด บางครั้งก็น่าหวั่นถึงการคิดอย่างต่อเนื่องว่า อาจจะไปไกลเกิน แต่มันก็จำเป็นต้องคิดต่อเนื่องจริงๆ และเขาวิเคราะห์ทุกคำ และการเคลื่อนไหว ตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เขาเป็นอัจฉริยะ ซึ่งมันก็เป็นเส้นบางๆ ตรงกันข้ามกับชีวิตของผม ก็พบเจอคนใหม่ๆ มีคนย้ายออกจากหอพักไปคนที่เป็นคนพิษณุโลกอยู่หอมาไม่ต่ำกว่า ห้าปี ก็เรียนจบไปแล้ว และคนรู้จักในหอพัก เช่น ภัค ก็เป็นคนกทม. ซึ่งหอพักของผม ก็มีคนย้ายออกไปอยู่กทม.จำนวนหนึ่ง บางคนชอบศึกษาเรื่องมนุษย์ต่างดาว และบางคน ก็มีเรื่องเล่าถึงคนเคยเห็นเปรตเดินผ่าน แต่ว่าพื้นที่กับการสร้างกรุงเทพฯ ให้รู้สึกเป็นเมืองเทวดา ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยถูกชำระล้างทำความสะอาด ถ้านึกถึงเรื่องangel of history  หรือเทวดาแห่งประวัติศาสตร์ ในหนังสือชุมชนจินตกรรม ผมสรปุมันใหม่ ที่ว่าคนธรรมดาได้แต่จ้องมองไปข้างหน้าในอนาคตกับความดำมืด เมื่อเทวดาแห่งประวัติศาสตร์หายไปแล้ว บางครั้งผมก็คิดจินตนาการไปถึงเรื่องร้านหนังสือ รอบโลก กล่าวถึง
"ที่คั่นหนังสือ : เมื่อความทรงจำถูกอำพราง" โดย สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ และความทรงจำในประวัติศาสตร์ถูกอำพราง ซึ่งเราต้องการสร้างให้มนุษย์เป็นผู้กระทำการในประวัติศาสตร์ไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของความศักดิ์สิทธิ์เข้าครอบงำ จนกระทั่งเทวดา กลายเป็นปิศาจ เพราะเราอย่าไปคิดถึงเมืองอย่างเดียว เพราะ มันส่งผลต่อการผลักดันคนเข้าป่าแบบคอมมิวนิสต์ หรือ ลงใต้ดิน ซึ่งเว็บน่าสนใจอย่างบ้านตุลาไทย www.thaioctober.com ก็พยายามชี้ให้เห็นระยะยาวของเป้าหมายทางการเมืองของคำว่า พลังประชาชน => ห้องข่าวชาวนา, พลังประชาชน => :พรรคชาวนา แต่เว็บบ้านตุลาไทย ก็มีความแตกต่างทางความคิดของเหลือง-แดง เหมือนกับเว็บบอร์ดปรากฏว่าฒ.ผู้เฒ่า เล่าความหลัง, เรื่องเล่าต่างมุมของคนเดือนตุลา… เมื่อเราต้องคิดและมองมุมของชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ชาวเขา ชาวป่า อันเนื่องพลังของป่าจากธรรมชาติเป็นพลังงานให้กับคนที่อยู่ในป่า และผู้คนเดินทางท่องเที่ยว มักค้นพบอาธรรพ์ของป่า สร้างจินตนาการไม่รู้จบ ดังนั้น ศูนย์กลางของจินตนาการของเมือง ไม่ใช่สิ่งสำคัญอย่างเดียว ไม่งั้น เราจะมารณรงค์สิ่งแวดล้อมโลก ปลูกป่า และรณรงค์วันชาวนา และวันข้าวแห่งชาติ ไปทำไมในเมื่อสนใจแต่เมืองกรุงเทพฯ ไม่สนใจตาสีตาสา ผู้ไม่มีดวงตาที่สาม และเขาเป็นคนปกติ ธรรมดา ยิ่งถ้าพรก.ฯฉุกเฉิน มาใช้จับคนมั่วๆ ก็คงมาจับคนที่หอพักที่ผมอยู่ได้เลย เพราะว่า พวกเขากินเหล้าเสียงดัง จำนวนเกินห้า คน คือ คนเป็นสิบคน ไม่ได้เกี่ยวการเมืองเลย แต่หนวกหูเสียงดังของคนเกินห้า ฮ้า ฮา
 
-ลุงเฮสล์บลูบอย บ้า ขอเอ่ยเรื่องเล่าของความรัก…ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้… ผมอ่านข่าวการถึงแก่กรรมของวิมล พลจันทร หรือ “ป้าลม” ภรรยาของ “นายผี” อัศนี พลจันทร….ในความเรียงเรื่อง “ความงามของชีวิต” ที่ป้าลมเขียนขึ้น (ในนามปากกา “ฟองจันทร ทะเลหญ้า”) และตีพิมพ์ในโอกาส 72 ปีของนายผี (รำลึกถึงนายผี จากป้าลม ดอกหญ้า, 2533)…..จีระนันท์ พิตรปรีชา ที่เคยไปใช้ชีวิตอยู่กับนายผี (ผู้มีชื่อจัดตั้งในป่าว่า “ไฟ”) และป้าลมที่ “หน่วย 20” (“หน่วยทฤษฎี” ของพคท.) ในลาวระหว่างปี 2522 เขียนเล่าถึงเรื่องนี้ในภายหลัง (“ผู้เฒ่าเมอร์ลิน”, ถนนหนังสือ, ปีที่ 3 ฉบับที่ 4, ตุลาคม 2528, หน้า 37) ดังนี้: "ชีวิตคู่ของลุงไฟกับป้าลมเป็นเรื่องที่หลาย ๆคนไม่ยอมทำความเข้าใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลมปากของคู่ปรปักษ์เก่าๆ ที่คอยกระพือคำจำกัดความสำเร็จรูปอย่าง “ศักดินา” หรือ “ล้าหลัง” อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะความใจเด็ดยืนหยัดไม่ปฏิวัติ (วัฒนธรรม) ของป้าเอง ในขณะที่เมียสหายนำส่วนใหญ่มีตำแหน่งสำคัญ คุมหน่วยงานและคุมเสียงไปในตัว ป้าลมประกาศตัวเองว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคหรือสังกัดหน่วยงานไหนทั้งสิ้น ในทางปฏิบัติป้าลมสังกัดบ้านตัวเองโดยมีลุงไฟเป็นบุคคลเพียงผู้เดียวที่ป้ายอมรับฟัง วันๆ ป้าลมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการปลูกผัก ซ่อมแซมบ้าน ทำอาหาร ซักผ้า ถ้ามีเวลาเหลือก็อ่านหนังสือเก่าๆ ที่เก็บไว้ตรงหัวเตียงหรือแวะมาคุยตามบ้านของพวกเรา ในมือมักมีผลผลิตจากแปลงผักหลังบ้านหรือกาแฟมาแบ่งปัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือบุหรี่จินซาเจียง ที่ป้ามักจุดสูบก่อนการเล่าเรื่องราวแห่งวันเก่าๆ นานๆ ทีป้าเขียนกลอนมาให้อ่านสนุกๆ ฝีมือป้าน่าทึ่งทีเดียว
 
ดูเหมือนจะมีผู้หญิงเพียงคนเดียวในขบวนปฏิวัติที่พูดคำว่า “ดิฮั้น” หรือ “ค่ะ” อย่างเต็มปากเต็มคำไร้กังวล น่าสลดใจที่ความเป็นตัวของตัวเองถูกตีตรา “ลัทธิเอกชน” ไปเสียหมดทุกเรื่อง ป้าลมก็เลยกลายเป็น “เอกชน” ตัวอย่างไป พูดคุยกันบ่อยครั้งข้าพเจ้าจึงพบว่า ลึกๆ แล้วป้ามีความทุกข์อยู่ในอกไม่น้อย เป็นทุกข์ที่การปฏิวัติมอบภาระให้ ….."  ป้าลมเองใน “ความงามของชีวิต” ได้พาดพิงหลายครั้งถึงความเป็น “ช้างเท้าหลัง” ที่ดีในครอบครัว (“ข้าเจ้า…ไม่มีความกังวลว่าคุณอัศนีจะกลับมาหรือไม่… ข้าเจ้าจึงไม่รู้เรื่องของคุณอัศนี จะรู้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งเท่านั้น” หรือ “ในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคุณอัศนีจะทำสิ่งใดหรือจะไปไหน ข้าเจ้าไม่เคยซักถาม นอกจากจะพูดหรือมาเล่าให้ฟัง”) และความภักดีต่อนายผีเพียงผู้เดียว (“มือซ้ายของข้าเจ้าไม่มีโอกาส ‘กำ’ และชูขึ้นปฏิญาณ มือซ้ายของข้าเจ้าคือมือที่มีไว้รักษาคุณอัศนีในยามเจ็บป่วย”)…ทุกวันนี้นายผีเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ใช่ในฐานะนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่เขาเองต้องการเป็นที่รู้จัก หากในฐานะผู้เขียนเพลง “เดือนเพ็ญ” ที่มีผู้นำมาร้องอย่างแพร่หลายในลักษณะเพลงที่สะท้อนอารมณ์โหยหาถึงบ้าน หรือชุมชนในอุดมคติ (idealized home)…  โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล "ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้" มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2545 http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=122
 
มันมีหนังสือน่าสนใจเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่าWho Sings the Nation-State?: Language, Politics, Belonging อันสะท้อนคำถามว่า ใครร้องเพลงรัฐชาติ:ภาษา,การเมือง,การคงอยู่ยาวนาน… และถ้าเราร้องเพลงชาติไทย ก็ชัดเจนว่า เพลงผูกพันกับรัฐไทยและชาตินิยมทางการ(official nationalism) เพราะว่า แค่คำว่า "รักชาติ" ก็ยังนิยามแตกต่างกัน ไม่ว่าจะรักชาติแบบรักชาติบ้านเมือง(patriotism) หรือ รักชาติแบบรักชาตินิยมทางการ/ราชการโดยรัฐ(ดูผลงานการศึกษา-รัฐ-ชาติ :นิธิ เกษียร ธงชัย นครินทร์) ซึ่ง 2คำ นี้ ก็ปะปนทับซ้อนกันในไทย เนื่องจากแบบเรียนตำราของเรา ก็นิยาม "รักชาติ"แบบหมู่บ้านและครอบครัว ซึ่งผลิตผลของรัฐสร้างชาตินิยมทางการขึ้นมา(ก็ต่อมาสู่ชาตินิยมขบวนการประชาธิปไตย) ซึ่งชาติก็เป็นสิ่งที่เราเกิดติดตัวเป็นสัญชาติเหมือนอวัยวะแขน ขาของร่างกาย แต่เราก็อยู่ร่วมกับครอบครัว ในบ้าน และหมู่บ้าน ชุมชน จังหวัดในรัฐชาติ
 
ซึ่งผมก็คิดว่าเพลงเดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา แสงจันทร์นวล ชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์ …ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป บอกเขานั้นหนา ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย… ในเรื่องของป้าลม อาจจะเป็นเช่นเดียวกับหนังสือความลับในความรัก ที่มีจิตระนันท์ แปลไว้ ผมเคยเขียนถึงไปแล้วก็น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ และ3 ช้า รักช้า แต่งงานช้า มีลูกช้า ตามแนวทางพรรคคอมฯ สมัยก่อนพูดง่ายให้เยาวชนเก็บพลังงานไว้ ซึ่งคำว่า ช้า มันผูกกับเรื่องเวลา ก็ทำให้ผมนึกถึงชื่อของลุงกาล หรือ นายพรม  บูรณชน(สหายกาล) ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป….ลุงเฮสล์บลูบอย บ้าทำขนมรวมมิตรรักแฟนเพลง ร้องเพลงว่า เรไร ร้องดังฟังว่า เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน…
 
วันที่ 8 มิถุนายน ผมระลึกถึงเวลาหลายวันก่อน ผมกับชาวคณะได้นัดพบพูดคุยกับอ.นิธิ(นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เสาหลักเมืองไทย) พี่สุชาดา(อดีตบก.สารคดี ปีที่ผ่านมาทำหนังสือข่าวสืบสวน ฯลฯ) ที่ห้องสมุดหนองควาย ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ค้นดูหนังสือจำนวนมากของพี่วัลลภ(นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เคยเขียนลงนสพ.ในอเมริกา)สำหรับมาไว้ใช้งานอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตน โดยอนุเคราะห์จากพี่ฮัว พี่โอ๋ แน่นอนมีเรื่องราวมากมาย กับผู้คนมากมาย รวมทั้งการพบเพื่อนบุษ ซึ่งคนเราชีวิตมากกว่าหนังสือ และคนเราต่างก็มีมุมมองของแต่ละคนเป็นวันที่ผมคิดถึงเตรียมเรื่องการเดินทางอีกครั้งๆๆๆ ในวันเวลาชีวิตประจำวัน ซึ่งผมเป็นร้อนในปากเป็นแผล และผมพบหมอฟันขูดหินปูน รวมทั้งอุดฟัน ซึ่งวันเวลาผ่านไป ไม่เหมือนความเชื่อในอดีต ที่มีเวลาเป็นเรื่องเวียนว่ายตายเกิด แต่ความคิดเรื่องเวลาเหมือนในยุคปัจจุบันตามสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านาฬิกา และปฏิทิน ..ในวันที่8 มิถุนายน วันนี้ในอดีต คือ พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) – หนึ่งเก้าแปดสี่ นวนิยายการเมือง ประพันธ์โดยจอร์จ ออร์เวลล์ ตีพิมพ์ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก และจอร์จ ออร์เวลล์ ตอนนั้นก็เป็นคนหนุ่มโสด(young bacelors) ที่มีโอกาสเป็นตำรวจชั้นไม่สูง คือ ตำรวจของประเทศอังกฤษ เจ้าอาณานิคมของพม่า ทำให้เขาเขียนถึงพม่าอย่างโกธิคได้น่าสนใจ ซึ่งหนังสือชุมชนจินตกรรมของเบน ยังต้องอ้างถึงประสบการณ์จากงานเขียนของเขาอย่างย่อๆ ว่าจอร์จ ออร์เวลล์ นั้น พูดง่ายๆว่าอยู่ในพม่าโดยฐานะที่ทั้งรักและเกลียดจอร์จ ออร์เวลล์ในตัวคนๆเดียวกัน ถ้างั้น เราจะเข้าใจคนๆเดียวกัน เหมือนเข้าใจคนไทยเหมือนกัน เพราะคนไทยมีหัวใจเดียวกันได้ง่ายๆ ไหม? ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากซีเรียสมาก ก็คุณนึกถึงเพลง(หัวใจช้าง).. คนไทยหรือเปล่า.. คนไทยหัวใจเดียวกัน
‘น้าหมู’เปิดเวที ต้านทำถนน ทำลายเขาใหญ่
"น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ"  ในฐานะประธานมูลนิธิเขาใหญ่ ตั้งเวทีระดมคนสีเขียวต้านการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ กลุ่ม "คนรักเขาใหญ่บนเฟซบุ๊ก" แถลงการณ์จวก "โสภณ" ขาดจิตสำนึกอนุรักษ์.. กรณีกรมทางหลวงขยายถนนธนะรัชต์ (ปากช่อง-เขาใหญ่) เส้นทางขึ้นสู่อุทยาน
แห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่มีการตัดต้นไม้ใหญ่ 128 ต้น และบานปลายกระทั่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งให้กรมป่าไม้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับกรมทางหลวงและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) นั้น
"กลุ่มขอประณามท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายรับผิดชอบกรมทางหลวง ที่ไร้จิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่านักการเมืองจำต้องปรับทัศนคติของคำว่าการพัฒนาเสียใหม่อย่างเร่งด่วน” แถลงการณ์ระบุ….5 มิ.ย. 2010 … "น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ" ในฐานะประธานมูลนิธิเขาใหญ่ ตั้งเวทีระดมคนสีเขียวต้านการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ กลุ่ม "คนรักเขาใหญ่บนเฟซบุ๊ก" …www.thairath.co.th/content/region/87359
น้าหมู"พงษ์เทพ"ทำพิธีบวชต้นไม้ทางเข้าเขาใหญ่ลั่นหยุดขยายถนนต่อเด็ดขาด…ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 9 ถนนธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ นักร้องเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง และประธานมูลนิธิเขาใหญ่ พร้อมด้วย กลุ่มกรีนพีซ กลุ่มรักษ์กระทิงเขาใหญ่ กลุ่มมูลนิธิเขาใหญ่ และกลุ่มเพื่อนเขาใหญ่นับร้อยคน รวมตัวกันเพื่อร่วมล้อมต้นไม้ขนาดใหญ่ ริมถนนธนะรัชต์ ระยะทาง 24 กม. สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อร่วมทำบุญบวชต้นไม้ในวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 12:03:32 น.  มติชนออนไลน์  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275714258&grpid=03&catid=00
ขณะที่เรากำลังมุ่งเป้าในการคัดค้านการขยายถนนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สิ่งหนึ่งน่าจะติดตามกันต่อ เป็นปรากฏการที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน ไม่เคยเป็นข่าวคราวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่เคยเป็นประเด็นทางสังคม แต่กลับเป็นเรื่องราวอันน่าเศร้าเล็ก ๆ ในซอกมุมหนึ่ง ที่มีอยู่หลาย ๆ มุมทั่วประเทศแห่งนี้นั่นคือ ฆาตกรรมอำพรางที่ถูกละเลย ระหว่าง ถนนและสัตว์ ระหว่างความรุดหน้าเร่งรีบกับชีวิตที่ควรมีสิทธิแห่งชีวิต หลังการกราบกรานเจ้าพ่อกูเกิ้ลอีกครั้ง ผมก็พบกับประเด็นที่ชวนให้ตระหนก เมื่อพบว่าสัตว์สงวนหลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์ ได้กลายเป็นเหยื่อเซ่นสังเวยบนท้องถนนหลายสายที่ตัดผ่าอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยในบางเส้นทางยังใช้หลังพิงกับเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ และบางเส้นทางก็อิงอยู่กับเหตุผลทางเศรษฐกิจ นั่น..เท่ากับเป็นสิ่งสะท้อนระบบการจัดการเขตอุทยานแห่งชาติ-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของรัฐ ที่ไร้แบบแผน ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน “การอนุรักษ์” จึงเป็นคำเรียกอันสมมติขึ้นมา เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ตนเองเป็นประเทศศิวิไลต์ในสายตาอนารยะประเทศที่กำลังจับจ้อง ในปี 2010 นี้ น้อยคนอาจจะรู้ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติ ประกาศให้ปี 2010 เป็น “ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” อันเป็นผลจากการที่ไทยได้เข้าร่วมประชุมประชาคมลดโลกร้อน ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นับเป็นการประชุมภาคีสมาชิกของ UNFCCC ครั้งที่ 15 (COP15) และการประชุมภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 5 (CMP5) อีกทั้งสหประชาชาติได้เสนอให้ปี 2010 เป็น ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity) ไปพร้อมกัน จึงเป็นผลให้รัฐบาลมีมติ ครม.ดังกล่าวออกมา แต่อย่างที่เกริ่นไว้เบื้องต้น ความสนใจในฐานะรัฐต่อเรื่องเหล่านี้ เป็นเพียงภาพพจน์ที่ถูกหยิบชูขึ้น เพื่อความศิวิไลต์ร่วมกับนานาประเทศ แต่ในทางความจริง สิ่งที่ปฏิบัติของรัฐต่อปัญหาการดำรงไว้ซึ่งการอนุรักษ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ ล้วนแล้วแต่สวนทางกับคำสมมติที่ประกาศออกไป “ถนน” เป็นตัวการหนึ่ง ที่ลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้อมูลที่มาจากเฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/note.php?note_id=394071139530&id=100000258130240
-น้าหมู-พงษ์เทพ ร่วมชุมนุมไม่โดนพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน? เพราะเวลาสำหรับพรก.ฉุกเฉิน ไม่ครอบคลุมโคราช ที่นั่นเขาใหญ่คงกลัวไฟป่า มากกว่าไฟเผาหน้างห้างเซ็นทรัลเวิลด์
ที่มา"เดอะเฮด"หน้าเซ็นทรัลเวิลด์
"เดอะเฮด"หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการชุมนุมที่ราชประสงค์ไปแล้ว ภาพประติมากรรมรูปศีรษะผู้หญิงเกล้าผมที่ตั้งตระหง่านตั้งแต่เมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักโดยรอบบริเวณ จนมาถึงวันที่เพลิงเผาไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งส่งผลให้อาคาร
พังถล่มเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้ยังคงโดดเด่นอยู่ที่เดิม หลายคนที่เห็นภาพ หลายคนที่เคยแวะเวียนไปนั่งเล่นพร้อมถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ทั้งในช่วงเวลาปกติและช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสและปีใหม่
"เดอะเฮด" (THE HEAD) คือชื่อประติมากรรมชิ้นนี้ ในเดือนพ.ค.ปี 2552 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการสนับ สนุนจากหอการค้าอินเดีย-ไทย สถานเอกอัคร ราชทูตอินเดีย รับมอบประติมากรรมระดับโลก จัดแสดงที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้โครงการ "เดอะ สคัลป์เจอร์ แอต เซ็นทรัลเวิลด์" เพื่อเฉลิมฉลอง ครบรอบ 62 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-อินเดีย โดยจะชูให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแลนด์มาร์คของศิลปะและประติมากรรมใจกลางกรุงเทพฯ "เดอะเฮด" สร้างขึ้นจากโมเดลต้นแบบจากประเทศอินเดีย แล้วนำมาหล่อแบบให้เป็นผลงานประติมากรรมสูง 4 เมตร (รวมฐาน 1 เมตร) สร้างด้วยวัสดุบรอนซ์ทองทั้งหมด ตกแต่งด้วยสีอะคริลิก ใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญงานประติมา กรรมจำนวน 30 คน ประติมากรเรดดี้ บอกว่า ต้นแบบที่ใช้สร้าง "เดอะเฮด" เป็นผู้หญิงที่สร้างขึ้นจากจินตนา การของตนเอง ไม่มีตัวตน และเขากำลังตามหาผู้หญิงคนนี้อยู่เช่นกัน
ผลงานส่วนใหญ่ของเรดดี้ เป็นผลงานประติมากรรมในรูปแบบอินเดีย-ฮินดู คอนเทมโพรารี่ อาร์ต ศิลปกรรมร่วมสมัย ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากศิลปินแนวป๊อป อาร์ต ชื่อดังระดับโลกอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล ผลงานประติมากรรมที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับเรดดี้จะเป็นประติมากรรมรูปศีรษะของหญิงชาวอินเดีย ด้วยการเลือกใช้สีบรอนซ์ทองเป็นพื้นผิวใบหน้าและลำคอ โดดเด่นที่ดวงตาอันกลมโต และเรียวคิ้วดำขลับโค้งได้รูปของหญิงสาว เน้นลูกเล่นที่มวยผมสีดำประดับประดาด้วยดอกไม้สีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรดดี้ ราวินเดอร์ เรดดี้ กล่าวในครั้งนั้นว่า "เดอะ เฮด" สร้างด้วยวัสดุบรอนซ์ทั้งหมด ตกแต่งด้วยสีอะคริลิก และใช้ไฟเบอร์กลาสในการหล่อแบบ เนื่องจากเป็นวัสดุที่คล้ายพลาสติกมากที่สุด ตั้งอยู่ในหรือนอกสถานที่ก็ได้ ที่สำคัญไฟเบอร์กลาสทนความร้อนได้ดี ส่วนที่เลือกใช้บรอนซ์เพราะมีความคงทนอยู่ได้นานนับสิบปี   ที่มา"เดอะเฮด"หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7116 ข่าวสดรายวัน หน้า 25
 
จากเซ็นทรัลเวลิ์ด เป็นพื้นที่ของศูนย์การค้าเป็นที่ตั้งเดิมของวังเพ็ชรบูรณ์ในอดีต และเซ็นทรัลเวิลด์ เดิมชื่อ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นโครงการศูนย์การค้า โรงแรม และอาคารสำนักงาน ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ ตัดกับถนนพระราม 1 เป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน รองจาก เอส.เอ็ม. ซิตี้ นอร์ธ อี.ดี.เอส.เอ. (SM City North EDSA) ของประเทศฟิลิปปินส์ และมีพื้นที่ขายมากเป็นอันดับสามของโลก ปัจจุบันได้มีการปิดพื้นที่ในส่วนที่เสียหายเพื่อแก้ไขพื้นที่และยังไม่มีความคืบหน้าในปรับปรุงพื้นที่
อันเนื่องมาจากความเสียหายจากเพลิงไหม้ th.wikipedia.org/wiki/เซ็นทรัลเวิลด์
ผู้ค้าราชประสงค์จัดบวงสรวงใหญ่ 6 เทพเจ้าพรุ่งนี้ ชูฤกษ์ดีใช้เลข 9 เป็นหลัก
รายงานข่าวจากสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์(RSTA)แจ้งว่า ทางสมาคมกำหนดทำพิธีบวงสรวงทวยเทพย่านราชประสงค์ในวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เวลา 07.15 น.นำพิธีโดย พระราชครูวามเทพมุนี  หัวหน้าพราหมณ์ แห่งเทวสถานโบสถ์พราหมณ์  โดยพิธีบวงสรวง
เริ่มเวลา 07.39 น. ณ ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ….วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 11:49:59 น.  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275886297&grpid=&catid=10
ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ เป็นศาลตั้งอยู่หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือจากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในแต่ละวันจะมีผู้คนมาสักการะบูชากัน
อย่างไม่ขาดสาย มีการจัดคณะทัวร์จากต่างประเทศเพื่อเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมโดยเฉพาะ
 ประวัติ
เมื่อ พ.ศ. 2494 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ขึ้นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรองรับแขกต่างประเทศ ว่ากันว่าในช่วงแรกของการก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมาย เมื่อการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ปลายปี พ.ศ. 2499 ทาง บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ผู้บริหารโรงแรมได้ติดต่อ พลเรือตรีหลวงสุวิชาน นายแพทย์ใหญ่กองทัพเรือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์ เข้าดำเนินการหาฤกษ์วันเปิดโรงแรม พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ได้ท้วงติงว่า ในการก่อสร้างโรงแรมไม่ได้มีการทำพิธีบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้นก่อน ฤกษ์ในการวางศิลาฤกษ์ของโรงแรมก็ไม่ถูกต้อง อีกทั้งชื่อของโรงแรม "เอราวัณ" นั้น เป็นชื่อของช้างทรงของพระอินทร์ ถือเป็นชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์ จำเป็นต้องมีการบวงสรวงที่เหมาะสม วิธีการแก้ไขจะต้องขอพรจากพระพรหมเพื่อช่วยให้อุปสรรคหมดไป และจะต้องสร้างศาลพระพรหมขึ้นทันทีหลังจากการก่อสร้างโรงแรมแล้วเสร็จ และสร้างศาลพระภูมิขึ้นไว้ในโรงแรม จึงได้มีการตั้งศาลพระพรหม ออกแบบตัวศาลโดยนายระวี ชมเสรี และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล องค์ท้าวมหาพรหมปั้นด้วยปูนพลาสเตอร์ปิดทอง ออกแบบและปั้นโดยนายจิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร และอัญเชิญพระพรหมมาประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอราวัณเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ตามแผนงานครั้งแรก องค์ท้าวมหาพรหมจะเป็นโลหะหล่อสีทอง แต่เนื่องจากระยะเวลาจำกัดด้วยฤกษ์การเปิดโรงแรม จึงได้เปลี่ยนวัสดุเป็นปูนปั้นปิดทองแทนศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ ถือเป็นศาลพระพรหมศาลแรกที่มีขนาดใหญ่ ในเวลาต่อมาเมื่อมีการสร้างศาลพระพรหมไว้บูชาในอาคารหรือสถานที่ขนาดใหญ่ จะยึดแบบการสร้าจากศาลท้าวมหาพรหมที่โรงแรมเอราวัณ เนื่องจากความเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าความขัดข้อง อุปสรรค และส่งเสริมโชคและความสำเร็จ ปัจจุบัน ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหม ด้วยเหตุที่ท่านท้าวมหาพรหมถูกชายที่ไม่สมประกอบทุบในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งทำให้ตัวองค์แตก ดังนั้นจึงมีกำหนดการที่จะบูรณะพระองค์ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับสร้างองค์ใหม่ด้วย แล้วเสร็จในปลายเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน th.wikipedia.org/…/ศาลท่านท้าวมหาพรหม_โรงแรมเอราวัณ
 
ความเข้าใจเรื่อง"เดอะเฮด"ของเซ็นทรัลเวริ์ด และพระพรหม ในฐานะเป็นผู้สร้างโลก สรรพสิ่ง และพระพรหมในเมืองแขก(อินเดีย)เป็นมังสวิรัติ แต่ในไทยกับหมูหันมาบวงสรวงถูกทำให้เป็นไทยเรียบร้อยแล้ว แถมความขัดแย้งที่มีคนทุบ ทำให้คนทุบเจอรุมกระทืบตายแล้ว พ่อของเขาก็ยังต้องขอโทษทุกคน ซึ่งนี่แหละความเป็นไทย และรัฐชาติ เกิดปัญหาอันสลับซับซ้อนขึ้นมา ยิ่งต้องแยกแยะและวิเคราะห์ภาพเหตุการณ์ทางการเมือง จากตาดำๆของเรา ก็มองภาพผลิตซ้ำพิมพ์รูป เช่น ภาพการเผาบ้านเมือง อาจจะนำมาซึ่งการเกลียดชังมากขึ้น ท่ามกลางผลประโยชน์จากการขายสิ่งพิมพ์สื่อสารกับผู้ซื้อสิ่งพิมพ์ ภายใต้อิทธิพลทุนนิยมการพิมพ์ ที่มีเครื่องจักรกล ทำการผลิตหนังสือสร้างชุมชนชาติจินตกรรม เหมือนแบบเรียน ว่า "เมืองไทยนี้ดี" ก็อาคาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจในเมืองไทย ก็เป็นตัวแทนของการใช้ไฟฟ้า และทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน และความเชื่อ วัฒนธรรมกับสังคมไทย จากแง่มุมของปัญญาชน ก็แตกต่างกันในการมองสร้างความเป็นไทย(ดู สายชล เขียนวิเคราะห์การสร้างความเป็นไทยฯ) ร่วมกับวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นเดอะเฮด ที่น่าสนใจ เพราะเราต้องการ"ปกครองแบบไทย" และเราต้องการ "คนดี"มาเป็นผู้นำอันเป็นองค์ประกอบของชาติ โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นประชาธิปไตย เกิดความหลากหลายของชาติ(เพียงแต่ผู้นำ มีศีลธรรมไม่คอรับชั่น ฯลฯ) และเมืองไทยก็บังคับคน ไม่ให้ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ เพราะรัฐไทยในอดีต ก็เคยบีบให้ชาติพันธุ์ หรือเจ๊ก กลายเป็นไทย แล้วชาติพันธุ์บางส่วน ก็ต้องยอมรับ ความจริง ความดี และความงามแบบไทย ในเรื่องนี้ มันลึกซึ้งกับลักษณะไทยเชิงโครงสร้างของปัญหาทางชนชั้น และความเชื่อว่าประชาชน ตกอยู่ในวัฎจักร โง่-จน-เจ็บ ที่มีคนยากคนจน ไม่พอใจคนมี-คนจนก็แค้นเคือง จากปัญหาว่าเมืองไทยนี้ดี ถึงแม้เมืองไทยจะมีปัญหามากมาย แต่ก็ยังดีกว่าชาติอื่นๆ โดยทำให้มองไม่เห็นช่องว่าง และปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เพราะวิธีคิดที่เห็นว่า ความไม่เสมอภาคเป็นเรื่องที่ถูกต้องนี้ ทำให้คนไทยเฉยเมยต่อความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในแทบทุกมิติของสังคม ไม่ว่าจะในกฏหมาย ในโครงสร้างและนโยบายทางการเมือง ในโครงสร้างและนโยบายทางเศรษฐกิจ ในความสัมพันธ์ระหว่างชั้น ระหว่างเพศ ระหว่างต่างสถานภาพ ในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนชีวิตประจำวัน ซึ่งผมเขียนอย่างย่อๆว่า ชนชั้นกลางก็ไม่ร่วมด้วย เหมือนกับบางส่วนสมัยยุคตุลา16 หรือพฤษภา 35 จนกระทั่งปัญหาจากผ่านฟ้าถึงราชประสงค์ ก็เกิดการเผาตามพื้นที่ต่างๆ ไปทั่วเมืองไทย หลายส่วน นอกจากแถวเดอะเฮด แน่นอนการวิเคราะห์มากมาย และการต่อสู้ครั้งนี้ ก็ทำให้กระทบจินตภาพของความต้องการ"คนดี"อยู่กับประชาชนเป็นคนดีของชาติ และเมืองไทย
 
-คนเราต่างก็มีมุมมองของแต่ละคน ซึ่งการมองเห็นในมุมมองจากเรื่องนิทเช่ : การอ่าน คือ งานศิลปะ จากแง่มุมใหม่(a new perspective) นิทเช่มองว่า มนุษย์มิใช่ผู้ที่มีเหตุผล แต่มนูษย์เป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ(man is something that must be overcome)เป็นสะพานที่ไม่มีจุดจบ ซึ่งคำนิยามของความคิดดังกล่าว ก็ยังตีความมนุษย์ได้หลายแนว เช่นว่า มนุษย์สุดท้ายแล้วอาจจะต้องการเอาชนะไม่ใช่มีเหตุผล และลุงบอย ไม่ใช่ลัทธิชูชาติ ที่มีความคิดแค่เชียร์บอลไทยให้ชนะในบอลโลก เพราะจริงๆแล้วบอลไทยยังไม่เคยไปบอลโลก
 
เราจะมองเห็นอย่างไร:แนะนำการอ่านสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เราทำขึ้นมา มันเป็นหนังสือที่ผมได้มาจากหนังสือของพี่วัลลภ How to See: A Guide to Reading Our Manmade Environment – GEORGE NELSON (Author) ก็อ้างถึงเรื่อง Using a sherlock Holmes techique  เป็นต้น ซึงหนังสือดังกล่าว ก็นำเสนอเรื่อง symbolic people ก็คือ สัญลักษณ์ประชาชน เช่น สัญลักษณ์ของลุงแซม ทำท่ามือชี้ บอกว่า ฉันต้องการคุณ เพื่อเป็นทหารของอเมริกา ซึ่งเราก็รู้ว่าสัญญลักษณ์ของคนธรรมดา ประชาชนหาได้ยากยิ่ง ที่มีใครเหมือนลุงแซม และหนังสือยังนำเสนอ เรื่อง Art and Reality (seeing with the mind) ก็คือ ศิลปะ และความเป็นจริง ในการมองเห็นในจิตใจ แน่นอนหนังสือ ยังกล่าวถึงเรื่อง Focus ก็คือ การจับจ้องจุดสำคัญของการมองเห็นของคน ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบกับเรื่องการเมืองในมุมมองของแต่ละคน ที่ไม่ใช่แค่ทักษิณคนเดียว ซึ่งผมขอยกตัวอย่างของเกษียร("ในอนาคตอันไม่ไกลนัก ใครสักคนอาจนึกใคร่จะสรุปข้อถกเถียงในหมู่ซ้ายเก่าดังนี้: สมศักดิ์โทษลัทธิ พธม., ธงชัยโทษลัทธิชาตินิยม, เกษียรโทษลัทธิทุนนิยม")…. ("ข้อสรุปนี้วิเศษมาก ผมคิดว่ามันจับประเด็นคำถาม, ความแตกต่าง, ปัญหา, จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกันได้มากมายทีเดียว") ดูเพิ่มเติม http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february06p7.htm
ส่วนลิ๊งค์ข้อมูลก็เป็นภาพเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนเมษา-พฤษภา
http://www.boston.com/bigpicture/2010/05/crackdown_in_bangkok.html
http://www.boston.com/bigpicture/2010/05/protests_turn_deadly_in_thaila.html
http://www.boston.com/bigpicture/2010/04/unrest_in_thailand.html
เราอาจจะคุ้นเคยกับก็อตซิบดารา ในเรื่องภาพลักษณ์ของดารา แล้วต่อมาเราก็ได้เห็นดารากับความเคลื่อนไหวทางการเมืองเสื้อเหลือง เช่น ศรันย์ยู วงศ์กระจ่าง และพงษ์พัฒน์ ฯลฯ ส่วนดาราดังๆ ที่เคยแสดงภาพยนตร์ ร้องเพลงอย่างเบริด์-ธงชัย ยังโดนพาดพิงกับเสื้อแดง แล้วเราสนใจผู้กำกับหญิงไหม? ผู้กำกับหญิงไทยสุดเจ๋ง คว้ารางวัล "หนังยอดเยี่ยม" อีกครั้งอโนชา สุวิชากรพงศ์ ผู้กำกับหญิงจากประเทศไทยได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทรานซิลเวเนีย เว็บไซด์ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทรานซิลเวเนีย รายงานเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า อโนชา สุวิชากรพงศ์ ผู้กำกับหญิงจากประเทศไทยได้นำภาพยนตร์เรื่อง "เจ้านกกระจอก" หรือ "มุนเดน ฮิสตอรี่" คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์นานานชาติทรานซิลเวเนีย ครั้งที่ 9 ที่จัดขึ้นที่ประเทศโรมาเนีย โดยคณะกรรมการตัดสินได้แสดงความเห็นว่า "เป็นภาพยนตร์ที่มีโครงสร้างแตกต่างไปจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มีการเลือกเฟ้นและสรรหาภาพได้อย่างน่าสนใจ สามารถแสดงถึงก้นบึ้งของความเจ็บปวดของตัวละครที่ท้ายสุดแล้วก็ต้องการใครสักคน แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน ได้อย่างน่าสนใจ"วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:42:37 น.  มติชนออนไลน์  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275882455&catid=08
ผมก็ขอให้ภาพพวกนี้ ช่วยเป็นสื่อสาร คล้ายๆ กับจดหมายข่าวมิตรไทย สื่อทางเลือกในยุครัฐบาลหอย และเราสร้างอภัยทานตามหลักพุทธฯ ที่มีความเชื่อว่า เมืองไทยนี้ดี เพราะมีพุทธศาสนา ไม่ให้เกิดเหตุฆ่า ณ เขตอภัยทาน ในวัดปทุม และ 6 ศพในวัดปทุมฯ เป็นปริศนา และการสร้างความเข้าใจผิด มากกว่าสิ่งที่ถูกต้องของทหาร ต่อวัดหลวง ระวังเปรต! เพราะการเมืองของเขตกระสุนจริง และปริศนาอีกมาก ทั้งเรื่องกระสุนฆ่า ”เสธ.แดง” ราชการใช้ ฯลฯ http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=331323&ch=hn
 
ทหารกับการเมืองไทย ก็ปรากฏการณ์ในเวลาคุณดูหน้าจอทีวีตลอดเวลา ที่มีศอฉ.ประกาศ แถลงข่าว  ในช่วงสงครามสื่อ ซึ่งก็น่าคิดถึงทฤษฎีการผลิตทางวัฒนธรรมผ่านทีวี เช่น raymond william-Television หรือนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องทีวี 2000 รวมทั้งทีวีในนิยายเรื่อง 1984โดยรัฐบาล+ทหาร ก็พ.อ.สรรเสริญ ก็มีชื่อเล่นว่าไก่อู แห่งศอฉ. ซึ่งเขาเป็นโฆษกรัฐบาล และทหารเพื่อสร้างความมั่นคง Dialogues of Mr man and Mr khong  (stability) broadcast ..elevated to…(ไม่แปลน่ะครับ) คือ ผมนึกถึงยุคจอมพลป.ที่มีรายการวิทยุ นายมั่น นายคง เพื่อสื่อสารเรื่องความมั่นคง น่ะครับ แล้วต่อมา ยุคสฤษดิ์ การเมืองแบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ ซึ่งไม่มีใครกล้าเรียกจอมพลสฤษดิ์ แบบล้อเลียนว่า เจ๊ถนอมเหมือนจอมพลถนอม เพราะความเด็ดขาดกว่า รวมทั้งสฤษดิ์ ทำตัวเป็นพ่อจับนักเลงมาอบรมเหมือนพ่อสั่งสอนลูก ในที่สุดหลังสฤษดิ์ตาย ก็เผยเรื่องราวคอรัปชั่นมากมาย แต่ว่าคนไทยก็ยังชอบผู้นำแบบสฤษดิ์ ที่มีอำนาจบารมี และเด็ดขาด In fact sarit downplayed nationalism in favour of the concept of development (patthana) ก็เขียนโดยMaurizio peleggi ครับ นี่เป็นความลั่กลั่นของความอยากเป็นคนทันสมัยของไทย กับความเป็นไทย คือ การพัฒนาในสมัยของสฤษดิ์ ก็คือ การสร้างชาติแบบหนึ่ง แล้วปูทางผู้นำแบบหนึ่ง ซึ่งต่อมาผู้นำแบบทหารก็ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่แล้วความเปลี่ยนแปลงของทางโลก ก็กระทบชิ่งกันมาก จนกระทั่งมาสมัย รัฐบาลเปรม ก็ยาวนานที่สุดกว่า สฤษดิ์ อีกต่างหาก และนั่นก็คือ สมัยเปรมเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ ไม่ต้องกล่าวถึงรูปแบบประชาธิปไตย หรือ นิยาม เนื่องจากผมเคยพยายามเขียนถึงรูปแบบประชาธิปไตยครึ่งใบไปแล้ว แต่สนใจสังคมในยุคนั้น มากกว่า ลักษณะทันสมัยที่ยังข้ามไม่พ้นปัญหาเดิม ก็คือ ผู้นำ กลับมาสู่วิกฤติ ปี2534 เข้าวงจรพฤษภา2535 อีกครั้ง ในสภาวะของไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐธรรมนูญ 2540 และปัญหาในปี 2549 ก็กลับมาสู่รัฐประหาร-2553 อีกครั้งๆ สิ่งสำคัญ คือ คนไทยไม่เชื่อในระบบรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย?….
อีกมุม เซ็นทรัลเวิลด์ ถูกเพลิงเผา ฮวงจุ้ย ก็มีเอี่ยว?
….ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตฯ ระบุว่า… ห้างแห่งนี้ตั้งแต่ยุคแรกที่ใช้ชื่อว่า “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” เริ่มก่อสร้างประมาณปี 2525 ซึ่งเป็นช่วงที่จะเปลี่ยนแปลงยุคฮวงจุ้ย จากยุค 6 สู่ยุค 7 ซึ่งเป็นยุคดิน ยุคแห่งการสรุปจบฮวงจุ้ย 180 ปี และเปิดดำเนินการในช่วงปี 2532-2533 ถือว่าเป็นยุค 7 ของฮวงจุ้ย ซึ่งทิศทางของห้างในขณะนั้น มีประตูทางเข้าออกห้างหลายทิศทาง ทั้งทางถนนราชดำริ หันประตูไปทางถนนสุขุมวิท ทางถนนเพชรบุรี ทางด้านวัดปทุมวนาราม และมีการหักมุมอาคารด้านแยกราชประสงค์ หันหน้าประตูไปที่โรงแรมเอราวัณ“แต่ละประตูเข้าออก จะมีอิทธิพลดวงดาวที่จะส่งเสริมให้ รุ่งเรือง หรือทิศทางที่เสียที่จะดึงสิ่งไม่ดีเข้ามาสร้างปัญหา สร้าง ความเสียหายให้กับอาคารได้ เสมือนหนึ่งซื้อเครื่องทีวีมาแล้วต้องมีเสาอากาศ ที่เมื่อหันไปแต่ละทิศทาง ก็จะเจอคลื่นที่เข้ามาให้เห็นในจอภาพที่ไม่เหมือนกัน”ซินแสภาณุวัฒน์ ระบุต่อไปว่า… ห้าง “เซ็นทรัลเวิลด์” นั้น จากการที่เคยได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่องการไหว้รับตรุษจีนในห้างเมื่อต้น ปี 2553 ที่ผ่านมา และเคยไปดูฮวงจุ้ยของร้านค้าหลายแห่งในห้างแห่งนี้ ก็เคยได้วิเคราะห์เรื่องของ “สี่แยกเทพเจ้า” ที่มีเทพเจ้าอยู่มากมายหลายองค์ และก็เคยบอกถึงเรื่องฮวงจุ้ยไว้ ประตูใหญ่ของห้างที่หันไปทางถนนราชดำรินั้น ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี แต่จากการที่มีประตูเข้าออกหลายทางทำให้มีจุดที่เสีย ที่ไม่ดี อยู่ตรงประตูใหญ่ตรงกลาง จะดึงปัญหาเข้ามาให้เกิดการขัดแย้ง แตกแยกกันภายในห้าง อีกทั้งจะดึงคนให้มีอันเป็นไป จนถึงขั้นจะดึงให้มี “ปัญหาฟืนไฟ” เข้ามาในอาคาร เพียงแต่จะถึงเวลาเมื่อไหร่เท่านั้นเอง และเรื่องจุดนั่งทำงานของผู้บริหาร ถ้าอยู่ในจุดเสีย ของอาคาร ก็ทำให้มีปัญหาได้เช่นกัน เมื่อฮวงจุ้ยเปลี่ยนเข้าสู่ยุค 8 ในปัจจุบัน อิทธิพลจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2547-2566 จุดไม่ดีนอกจากประตูใหญ่แล้ว เมื่อมองจากถนนราชดำริเข้าสู่ตัวอาคาร จุดไม่ดียังมีอยู่ด้านซ้ายมือด้านถนนสุขุมวิท ที่หันไปทางโรงพยาบาลตำรวจทั้งหมด และจุดเสียอีก 2 จุดอยู่ด้านหลังขวามือติดกับคลองด้านถนนเพชรบุรี ซึ่งใครไปอยู่ในจุดเหล่านั้นการทำการค้าก็จะมีปัญหาไม่รุ่งเรือง หรือถ้าค้าขายดีก็จะมี ปัญหาสุขภาพ การขัดแย้ง แตกแยก“ส่วนประตูที่อยู่ด้านหักมุมตึก ที่อยู่ตรงข้ามแยกราชประสงค์ ก็ไม่ดี จะดึงปัญหา มีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นภายใน อาคาร และดึงให้เกิดปัญหาฟืนไฟได้เช่นเดียวกัน”ซินแสภาณุวัฒน์แจกแจงถึงฮวงจุ้ย “เซ็นทรัลเวิลด์” อีกว่า… จะเห็นว่าประตูนี้ไปประจันกับเจ้าที่เอราวัณฝั่งตรงข้าม จึงมีการสร้างองค์ “พระตรีมูรติ” ขึ้นมาเพื่อเป็นการปะทะป้องกัน พร้อมกับสร้าง “ฐานรูปสามเหลี่ยม” แต่ “ปลายแหลมกลับพุ่งเข้าหาประตูตัวเอง” ซึ่งถือว่า “ไม่ดี” ควรจะทำฐานเป็นวงกลมหรือแปดเหลี่ยมจะดีกว่า และอันที่จริงไม่ควรกังวลว่าเจ้าที่เอราวัณจะมีผลกระทบกับตัวอาคาร เพราะว่าเทพ หรือพระภูมิเจ้าที่นั้น จะปกป้องคุ้มกันคนดี ๆ ไม่ให้ร้ายใคร เว้นแต่ใครทำไม่ดีก็จะลงโทษคนเหล่านั้น พร้อมกันนี้ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ยรายนี้ยังบอกด้วยว่า  …ต่อไปเมื่อมีการปรับปรุงก่อสร้าง “เซ็นทรัลเวิลด์” และเปิดทำ การใหม่ ภาพรวมทางธุรกิจก็จะยังคงดีอยู่ เพียงแต่ต้องปรับทิศทางเข้าออกใหม่ให้เหลือทิศน้อยลง เพราะจะทำให้จุดไม่ดีในอาคารน้อยลง ส่วนจำนวนประตูจะมากเท่าเดิมก็ได้ พร้อมกับควรจะมีการจัดสรรพื้นที่ภายในให้สอดคล้องกับจุดที่ดี-จุดที่ไม่ดี จุดที่ไม่ดีก็ไม่ควรเป็นร้านค้า ควรเป็นโถงทางเดิน เป็นห้องน้ำ ห้องเก็บของ ส่วนจัดนิทรรศการอื่น ๆ แล้วความวุ่นวายก็จะน้อย ก็จะยังมีความรุ่งเรืองได้ต่อไปอีก “และควรปิดประตูทิศที่หันไปทางวัดปทุมวนาราม เปลี่ยนหันไปทางถนนเพชรบุรี ประตูที่หันไปทางทิศโรงพยาบาลตำรวจ ถนนสุขุมวิท ก็ควรปรับเปลี่ยนหันไปทางถนนราชดำริ ซึ่งเป็นทิศเดียวกับประตูด้านหน้า จุดเสียก็จะน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง จะทำให้ความ วุ่นวายน้อยลง หลาย ๆ อย่างจะดีขึ้น” …ซินแสภาณุวัฒน์ระบุ http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=332327&ch=hn
จากฮวงจุ้ย ถึงRoad Map ก็ช่วงก่อนรัฐบาลฮิตพูดคำนี้ ครับ แต่ว่ามันก็ชัดเจน ถึงโรดแมป ไม่ปรองดองกันได้ ถ้ายังคิดจะฆ่ากันอยู่อีก และคนที่เจ็บ และตาย มีมากเหลือเกิน ซึ่งมันเป็นสิ่งรูปธรรม ในร่างกาย VSวัตถุสิ่งของ อาคาร เป็นการปะทะของวัฒนธรรม อันโหดร้ายที่ซ่อนลวงตาให้ไม่เห็นความจริงของเมืองไทยนี้ไม่ดีอย่างที่มันควรจะเป็นสยามเมืองยิ้ม อันเสรี
 
ผมจึงขอร้องเพลงเดือนเพ็ญ…คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์ กองไฟ สุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอก ให้ลมช่วยเป่า สุมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเรา นอนหลับอุ่นสบาย ผมร้องต่อด้วยเนื้อเพลง : เพียงลมพัดผ่าน ศิลปิน : พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ อัลบั้ม : -…..ฉันไม่อยากกล่าวคำว่าอำลา  ฉันใช่มาโอดครวญหรือชวนให้ลุ่มหลง เพียงลมลมที่ผ่านเลยก็เลยไป เหมือนน้ำหลากล่องลงไม่คืนหลัง น้ำก็ยังชุ่มเย็นเป็นสายน้ำ ไม่เคยขาดไม่ไหลคืนคือความจริง เราพบกันมีเรื่องราวเล่ากันฟัง เป็นเหมือนดั่งภาพเขียนที่เสกสรร บรรยากาศที่ดีและจริงใจ  *แม้ไม่มีพยานคำมั่นฤาสัญญา  อย่ารอเวลาให้ล่วงเลยร่างกายจะร่วงโรย จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว ใช่ว่าเราจะจากกันนิรันดร์ไป จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว ใช่ว่าเรา … จะจากกันนิรันดร์ไป
เพลง :  เพียงลมพัดผ่าน ศิลปิน :  มาลีฮวนน่า อัลบั้ม :  ปลายแสด คำร้อง สุรชัย จันทิมาทร ทำนอง สุรชัย จันทิมาทร
สายลมบางบาง บอกทิศทางฉันได้ไหม ทิศทางที่ไปของหัวใจ ฉันและเธอ สายลมเจ้าเอ๋ย ผ่านมาแล้วเลยอยู่เสมอ เหมือนใครเล่าเออ ผ่านฉันไปดุจสายลม ฝนตั้งเค้ามา เหมือนหยดน้ำตาข้ารินไหล ฝนเอยฝนใด พรมไม้ใบให้ฉันที ร้อนรุ่มอกใจ ลุกเป็นไฟแล้วโลกใบนี้ ฝนเอยแสนดี ตั้งเค้ามาแล้วอย่าหนีไป แม้เราห่างกัน แต่ความสัมพันธ์มั่นอยู่เสมอ เสียงเพลงละเมอ-หวังดี คงมีต่อกัน น้ำเอยน้ำใจ แม้ยังไม่ไร้ ขออย่าลืมฉัน ฝนตั้งเค้ามา เหมือนหยดน้ำตาข้ารินไหล ฝนเอยฝนใด พรมไม้ใบให้ฉันที ร้อนรุ่มอกใจ ลุกเป็นไฟแล้วโลกใบนี้  แม้เราห่างกัน แต่ความสัมพันธ์มั่นอยู่เสมอ สียงเพลงละเมอ-หวังดี คงมีต่อกัน คืนนี้ไร้จันทร์…เหมือนฉันไร้เธอ ฝนเอยแสนดี ตั้งเค้ามาแล้วอย่าหนีไป เสียงเพลงละเมอ-หวังดี คงมีต่อกัน คืนนี้ไร้จันทร์…เหมือนฉันไร้เธอคืนนี้ไร้จันทร์…เหมือนฉันไร้เธอ http://music.siamza.com/music.php?k=32K&id=3957
ผมอยากจบเรื่องราววันนี้ร้องเพลงสองเพลงเพียงลมพัดผ่านแบบสองเวอร์ชั่นบวกกันจงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว ใช่ว่าเรา … จะจากกันนิรันดร์ไป

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s