Why So Serious:Take History;2010-2046

ในยุคสมัย-I Pad I phone I pod ที่เราต้องสร้างประวัติศาสตร์ คือ นวัตกรรม เมื่อผมไปพบภาพและคำว่า Take History! นี้ ที่บอร์ดมหาวิทยาลัยมาเก๊า ผมก็กลับมาครุ่นคิดเขียนอะไรสั้นๆ สักหน่อยให้ตีความคำดังกล่าว ซึ่งผมอยากเขียนถึงจินตนาการของ อาเธอร์ ซี คลาร์ก ที่ผมเคยคุยกับไมค์-พี่อ้อย ว่าจินตนาการของอาเธอร์ ก็เจ๋งมาก ทั้งที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย(จาการหาข้อมูลของเขาทางวิกกีพีเดีย และผมก็เคยคิดเขียนจม.ไปถามสุชาติ สวัสดิ์ศรี) แต่ก็สุดยอดของเขา คือ การคิดเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ และเสนอไอเดียวงโคจรดาวเทียมต่างๆ เนื่องจากปีนี้ มันปี 2010 ก็เป็นปีเดียวกับ ที่มีชื่อตรงกับนิยายเรื่อง2010: Odyssey Two…โดยทะเล อวกาศ และอากาศ เป็นแรงบันดาลใจของอาเธอร์ ซีคล๊าก ในการสร้างสรรค์เป็นนิยาย คือ ถ้าใครยังไม่รู้จัก ก็อ่าน…สุดเศร้า! เจ้าพ่อนิยายไซไฟ "อาเธอร์ ซี คลาร์ก" ลาโลก bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=FT04090 Arthur C. Clarke http://en.wikipedia.org/wiki/Arthur_C._Clarke และนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ อีกคนหนึ่ง ที่มีความน่าสนใจ ก็คือ โรเบิร์ต เอ.ไฮน์ไลน์ ผู้เขียนเรื่องวัฏจักรเวลา (อังกฤษ: By His Bootstraps) เป็น เรื่องสั้นขนาดยาว แปลมาจากเรื่อง By His Bootstraps (พ.ศ. 2484) ประพันธ์โดย: โรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ และนำมาแปลในภาษาไทยโดย เวหน วิษุวัต ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2525 โดย สำนักพิมพ์ต้นหมาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2  ก็ดูประวัติของโรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95_%E0%B9%80%E0%B8%AD._%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C  http://en.wikipedia.org/wiki/Robert_A._Heinlein ซึ่งถ้าเปรียบเทียบอาร์เธอร์ ซี คล้าก บ้างก็ว่าเขาเรียนจบป.ตรีกับ โรเบิร์ต ก็เรียนจบป.โท แล้วเปรียบเทียบกับดร.ไอแซฟ อาซิมอฟ(เรียนจบป.เอก คนเขียนเรื่อง I robot กฏ3ข้อของหุ่นยนต์ต้องปกป้องมนุษย์)

แน่นอนว่า นิยายวิทยาศาสตร์เป็นพลังจินตนาการ และภาพยนตร์ จากการ์ตูน อันเป็นจินตนาการของคน พอจะสะท้อนการเมืองปัจจุบันได้ไหม?
เมื่อหนังเรื่องBatman: The Dark Knight – "Why So Serious?!" เป็นคำถามผูกพันต่อโจ๊กเกอร์ อันเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบทแมน ผู้พยายามปราบเหล่าร้าย และเขาเคยไปถึงฮ่องกงเพื่อจับผู้ร้ายโดดจากตึกสูงของฮ่องกง ในภาวะการเมืองนี้ เราอาจจะนึกถึงTrue face อีกคน
เพราะมันน่าสนใจตัวละคร สามคน นี้ อาจจะไม่มีใครถูกผิด แบบขาวดำ ทั้งโจ๊กเกอร์(อนาธิปไตย+ไพ่โจ๊กเกอร์) แบทแมน และทรูเฟซ(คนดีสองหน้า ฆ่าคน)
ซึ่งผมกลับมาจากมาเก๊าและฮ่องกง ก็มีเรื่องเล่ามากมาย เกินกว่าจะเล่าจบง่ายๆ ไม่ว่าจะทั้งแวะไปกทม.ดูติดตามสถานการณ์ที่กรุงเทพฯ ว่า ไพร่ หรือไพ่ ที่เหลือในมือของนปช.จะต่อสู้ไปได้ถึงไหน และชีวิตส่วนตัวของผม ที่มีโอกาสพบแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ คือ จิตรา และผมก็ฟังเขาสนทนากัน

-แน่นอนว่าภาษาจีนย่อมแตกต่างจากภาษาไทย และภาษาสยามสำนวนไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า ถ้อยคำสำนวนไทยที่คนไทยใช้กันอยู่นั้น ได้บันทึกภาพชีวิต สังคม ค่านิยมต่าง ๆ ในอดีตของไทยไว้เป็นอย่างดี แต่ก็น่าเสียดายว่า คนรุ่นปัจจุบันไม่ทราบที่มาและความหมายที่แท้จริง มิหนำซ้ำยังใช้กันผิด ๆ เช่น ลืมหน้าอ้าปาก ก็เพี้ยนเป็น ลืมตาอ้าปาก หรือ เงยหน้าอ้าปาก กงเกวียนกำเกวียน ก็มักใช้กันผิด ๆ ว่า กงกำกงเกวียน หัวหวานก้นเปรี้ยว ก็มักใช้กันผิด ๆ (จนกลายเป็นถูกในเวลาต่อมา) ว่า ปากหวานก้นเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีสำนวนไทยอีกมากที่คนรุ่นปัจจุบันไม่เข้าใจ บางทีถึงกับไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่น อุ้มหมูทั้งมุ้ง, ชิงนาง ตีหมากผัว, ไม้ไล่ตายเพราะลูก คือ สำนวนพวก ที่มี เกลือเป็นหนอน หนอนบ่อนไส้ ก็ยังพบในปัจจุบันแล้ว ตำรวจมะเขือเทศ ทหารแตงโม พอจะจัดเป็นสำนวนใหม่ได้ไหม? เหมือนกับการผูกคำว่า "แดกด่วน"ขึ้นมา
ว่ากันว่าภาษาญี่ปุ่นSabi หรือ Wabi  หมายถึง ความสวย เพราะมาจากการใช้งาน  และภาษาไทย ไม่มีคำนี้ ไม่เห็นความงามของใช้เก่า แต่มีคำว่า อีแก่ สำหรับของเก่า เช่น มอเตอร์ไซด์ และรถบัส รถยนต์เก่า…คนไทย กับการกระทำต่ออีแก่ หรือของเก่า จะเคารพเชื่อต่อสิ่งที่ใช้งาน เช่น วัว ควาย และรถยนต์บางคนเห็นรถเก่า คือ อีแก่ สำหรับของเขาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเอาพวงมาลัยมาคล้องรถและว่ากันว่า มันเหมือนสมัยก่อนคนไทยใช้เรือก็เคารพแม่ย่านาง หรือ เราเจิมรถเพื่อความขลังศักดิ์สิทธิ์ปลอดภัยในการเดินทาง…

เมื่อบางคนต้องการความรัก ไม่อยากเป็นหัวใจซ้ายอกหัก(ซ้ายอกหัก) สำหรับบางคน ควันธูปปลดปล่อยความชั่วร้าย แล้วสำหรับบางคนก็ความทรงจำเพื่อปลดปล่อย และบางคนก็เปรียบเทียบ "ห้อง" ว่าเป็นประวัติการใช้ห้อง หญิงสาว ในสมัยวัยรุ่น(ก่อนถูกเรียกว่า อีแก่) ก็รู้จักกับผู้ชายโง่ๆ สมัยวัยรุ่นเป็นเหมือนห้อง และห้องก็มีประวัติคนตาย แต่เราจะปลดปล่อยอดีตของห้อง เมื่อบางคนเวลาปั้นเรื่องหลอกลวงเหมือนภาพลวงตาปรากฏในแววตา และชีวิตเหมือนความฝันกึ่งหลับกึ่งตื่น เสี่ยงโชคในเมืองหมอก และยามเช้าไออุ่นจากถ้วยมาม่า ณ มาเก๊า(หรือ ความหมายสื่อถึงอาหม่า)

-หนังสือเรื่องถนนสายที่นำไปสู่ความตาย : รวมเรื่องสั้น ร่วมสมัยของไทย 2518  และกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว เฟื่องนครฯลฯ กลุ่มอิสระในมหาลัย ฯลฯ โดยสุชาติ เล่าถึงที่มีอาณาจักรทำหนังสือของตนเอง จึงได้สานต่อระดับการแสดงออกไปมากขึ้น โดยไม่แยแสกับการไต่อันดับจากกลุ่มนักเขียน รุ่นเก่าด้วยการซื้อโอเลี้ยงให้ลูกพี่(36) แตกต่างจากความเห็นนิธิ ว่า โอเลี้ยงทำให้เรียนรู้งาน และความแตกต่างของคำว่า ข้าพเจ้าของสุจิตต์ กับชาญวิทย์ ;ว่า การใช้ข้าพเจ้าไม่เสมอภาคฯลฯ …ตัวอย่างการฝึก "เด็กใหม่" ในยุคสมัยของนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา" นักหนังสือพิมพ์ยุคแรกๆ นักข่าวใหม่ในสมัยนั้นทำหน้าที่ "เด็กซื้อโอเลี้ยง" ซึ่งไม่ใช่เป็นงานที่น่ารังเกียจ แต่เป็นการฝึกให้นักข่าวใหม่ได้เรียนรู้การถกเถียง และนำไปสู่ "ประเด็นข่าว" ซึ่งไม่ใช่การสั่งของหัวหน้าโดยตัวเองไม่เข้าใจและเรียนรู้ในประเด็น
http://www.columnet.net/sss/index.php?topic=874.0
ที่มาแห่งคำว่า "ข้าพเจ้า" ของเพื่อนบ้านลาวกับไทย…คำว่า "ข้าพเจ้า" กลับมีความเป็นมาที่ยาวนานและมีร่องรอยแห่งการต่อสู้อันสลับซับซ้อนซ่อนแฝงอยู่
"สุจิตต์ วงษ์เทศ" ได้เคยเสนอไว้ในเรื่องสั้นชื่อ "ข้าพระพุทธเจ้า" ในวารสารช่อการะเกดฉบับที่ 46 ถึงรากฐานของความคิดความเชื่อในเรื่องกษัตริย์ของสุวรรณภูมิ ซึ่งมีที่มาทั้งจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาพุทธ โดยในส่วนของศาสนาพุทธนั้น มีความเชื่อว่าพระราชาหรือสมมติราชามีบรรพชนคือ สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ส่งผลให้พระราชามีสถานะเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด ด้วยเหตุนี้ คำแทนตัวเองของบรรดาไพร่บ้านพลเมืองในเวลาพูดกับพระราชา จึงได้แก่คำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" นั่นเอง ข้อเสนอของสุจิตต์มีความสอดคล้องต้องกันกับงานวิชาการของนักมานุษยวิทยาฝรั่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องลาวอย่าง "แกรนท์ อีแวนส์"อีแวนส์เคยเสนอเอาไว้ว่า แม้ในช่วงหลังการปฏิวัติลาว รัฐบาลของระบอบใหม่จะประกาศห้ามผู้คนใช้คำราชาศัพท์ในชีวิตประจำวัน และบัญญัติภาษาปฏิวัติขึ้นมาแทนที่ แต่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ผู้คนในประเทศลาวกลับเริ่มใช้ภาษาพูดที่เป็นภาษาปฏิวัติน้อยลง แล้วหันมาใช้ภาษาพูดที่เชื่อมโยงกับสังคมลาวสมัยที่ยังถูกปกครองโดยสถาบันกษัตริย์มากขึ้น ดังในกรณีของคำสรรพนามบุรุษที่ 1 ของคนลาว ซึ่งในช่วงเริ่มต้นแห่งการปฏิวัติจะใช้คำว่า "เฮา" ที่แปลว่า เรา/ฉัน แต่ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา คำที่เก่าแก่กว่าอย่าง "ข้าพเจ้า" ซึ่งนอกจากจะหมายถึง ฉัน แล้ว ยังแปลว่า "ข้าทาสของพระพุทธเจ้า" (ข้าพระพุทธเจ้า/ข้าพระเจ้า) อีกด้วย ก็ได้หวนกลับถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยการเริ่มต้นของ "ไกสอน พมวิหาน" อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ตั้งแต่ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 และนี่คือเกร็ดความเป็นมาน่าสนใจบางประการของคำว่า "ข้าพเจ้า" หรือ "ข้าพระพุทธเจ้า" ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ถูกใช้ร่วมกันโดยผู้คนสองฝั่งโขง
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259929145&grpid=01&catid=02
ข้าพเจ้า” เพราะคำนี้  “ศรีบูรพา” ใช้ในความหมายของความเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าจะด้วย “คุณวุฒิ-วัยวุฒิ-ชาติวุฒิ” และก็น่าจะขยายรวมถึง “เพศวุฒิ”….
http://www.thaiwriterassociation.org/columnread.php?id=160
เมื่อผมนึกถึงข้างหลังภาพ ในระดับคำต่อคำ สรรพนาม และถ้าประเมินทุกการเคลื่อนไหว? แล้วบทสนทนาของนพพร กับมรว.กีรติ ก็ซับซ้อนไม่น้อย เหมือนภาพยนตร์ ที่มีฉากหนึ่ง ณ มิตาเกะ กับดอกไม้ คือ ดอกฟอร์เก็ต มี น็อต’ ในบทสนทนาว่า ผมรักคุณหญิง หรือว่า การใช้คำว่า เธอกับนพพร และบางครั้ง ก็กล่าวว่า โอยาซูมินาไซ เด็กดีของฉัน(บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าคนพูดอาวุโสหรืออายุแก่กว่าเด็ก..) และผมรู้สึกว่า ผมจะฉลาดขึ้นมาก จะฉลาดอย่างผิดสังเกต ถ้าได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณหญิงต่อไปสักหนึ่งปี..และตัวอย่างตอนมรว.กีรติจะไปจากญี่ปุ่น.."เธอจงพูดเท่าที่จะพูดได้ส่วนที่เหลืออยู่นั้น ฉันจะอ่านจากดวงตาของเธอ"…และ นพพร ก็ถามว่า "คุณหญิงรักผมไหม"และมรว.กีรติ ตอบว่า "ฉันเป็นเพื่อนตายของเธอ"…ฯลฯ และการตอบรับ(รัก)โปรดคิดถึงผมเสมอ..ฉันจะคิดเธอเสมอ,ลาก่อน…และนพพรถามซ้ำว่า คุณหญิงรักผมไหม..เธอ(มรว.กีรติ ยกมือปิดหน้า) รีบไปเสีย ฉันแทบจะขาดใจ…(140-144)

– ตาบอด-ตาดีของพุทธทาส
http://www.buddhadasa.org/html/word/poem/handwriting_41.html

-ตัวเลข 2046 เป็นภาพยนตร์ของหว่องกาไว ผู้กำกับชาวฮ่องกง ผู้มีผลงานภาพยนตร์เกี่ยวกับความรัก….มันเป็นปี 1966  เชา โม หวัน (โทนี่ – เหลียงเฉาเหว่ย) กลับมาสู่ฮ่องกง และต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาได้ซ่อนเร้นเอาไว้ อดีตอันเกี่ยวเนื่องกับหญิงสาว : หญิงสาวหลายคน ในช่วงนั้น บางอย่างได้เกิดขึ้นกับเขา หัวใจของเขาเย็นชา และฝังเอาไว้ซึ่งความทรงจำบางอย่างที่เลือนหาย ไม่มีใครสักคนที่จะเข้าถึงเขาได้ และ เขาเขียนนิยายประโลมโลกราคาถูกเพื่อประทังชีวิต เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องหมายเลข 2047 และหลังจากนั้นได้ไม่นานนัก ก็ได้เขียนนิยายที่เขาให้ชื่อมันว่า "2046" และในเรื่องนี้ ใครก็ตามที่ได้ขึ้นรถไฟที่มุ่งสู่ปลายทาง 2046 จะมีโอกาสย้อนสู่ความทรงจำแห่งอดีตที่สูญหายของตน ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครเคยกลับมาจาก 2046…หมายเลข 2046 นั้นมีความหมายว่าอย่างไร? ในปี 1997 เมื่อฮ่องกงถูกมอบคืนให้กับประเทศจีนนั้น ฮ่องกงได้รับทราบว่า ทุกอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีก 50 ปี และปี 2046 จะเป็นปีที่ครบคำสัญญานี้ ผู้กำกับฯ หว่อง กา ไว นั้นเกิดแรงบันดาลใจจากคำสัญญาและตัวเลข เขาเกิดความสงสัยว่า เรื่องราวของความรักจะเป็นอย่างไร ถ้ามันจะต้องเข้ามาเกี่ยงข้องกับตัวเลข เขายังได้ถามตัวเขาเองว่า จะมีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราตกหลุมรัก เรามักจะถามตัวเราเองว่า "เขาหรือเธอจะยังซื่อสัตย์กับฉันหรือเปล่า? และตัวของฉันเอง จะยังเหมือนเดิมไหม?" และภาพยนตร์เรื่อง 2046 เริ่มต้นจากตัวเลขนี้….

-Godess Of Mercy เป็นภาพยนตร์จีน ว่าด้วยเรื่อง "ความเข้าใจรัก ผมไม่เข้าใจ แต่ผมเข้าใจเรื่องความหวัง ถ้าคนที่ตายไปแล้วยังไม่ถูกลืมก็อยู่ในใจเราตลอดไป" -กระสุนพิฆาต ปืนไม่ปราณี http://en.wikipedia.org/wiki/Okay

วันนักเขียน และผมก็ร่วมงาน ที่เชียงใหม่ พูดคุยพบนักเขียนจำนวนมากพอสมควร ฯลฯ
-ตอนนี้เฟซบุ๊ค กำลังฮิตมาก กับปัญหาในเฟซบุ๊ค และภาษาญี่ปุ่นว่า อย่ามาซึนเดเระ(ปากแข็งหรือปิดบัง) ถึงเรื่องราวเล่าถึงการล่าแม่มดทางการเมือง และผู้บริสุทธิ์ ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน(ผมมีภาพประกอบแทนการเล่าเรื่องในมาเก๊า-ฮ่องกง เป็นภาพเก่าที่มีภาพการตรึงกางเขน)
Conceptual Semantic เป็นทฤษฎีภาษาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชอมสกี้ แก่นของทฤษฎีนี้คือความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีกรอบความคิดในหัวเหมือนกับหมดทุกชาติทุกวัฒนธรรม กรอบความคิดนี้กำหนดการใช้ภาษาอีกทีหนึ่ง แต่เนื่องจากมนุษย์ทั้งโลกมีกรอบเดียวกันหมด ทุกภาษาก็

เลยออกมามีส่วนคล้ายคลึงหรือเหมือนกันโดย "บังเอิญ" (ขั้วตรงข้ามของ Conceptual Semantic คือ Linguistic Determinism ความเชื่อว่าภาษาเป็นตัวกำหนดความคิด ต่างภาษาจึงมีความคิดต่างกันไป)

นักภาษาศาสตร์สายชอมสกี้จะพยายามล้มล้าง "ตำนานหิมะของเอสกิโม" ที่บอกว่าภาษาเอสกิโมมีศัพท์ที่แปลว่าหิมะมากกว่าภาษาอื่น เพราะคนเหล่านี้คุ้นเคยกับหิมะหลากหลายประเภทกว่า วิธีการหนึ่งคือจับเอาคนขาวชาวอเมริกันมานั่งในห้องทดลอง แล้วฉายภาพหิมะชนิดต่างๆ ให้เขาดู

โดยกำกับควบคู่ไปด้วยว่าหิมะชนิดนี้เรียกว่าอะไรในภาษาเอสกิโม หลังจากคอร์สเร่งรัด ชาวอเมริกันผู้นั้นก็สามารถแยกแยะได้ว่าหิมะชนิดต่างๆ มีศัพท์เฉพาะว่าอะไร นักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้จึงสรุปว่าภาษาไม่ได้เป็นตัวกำหนดความคิด แต่เป็นเพียงเปลือกนอกของกรอบความคิดที่เหมือนกันหมดทุกชาติทุกวัฒนธรรม (อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ในหนังสือของ Stephen Pinker แทบทุกเล่ม)

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดของชอมสกี้เท่าไหร่ นัก Conceptual Semantic หลายคนมีพื้นเพทางชีววิทยาและประสาทวิทยา พวกเขาจึงมองภาษาแยกจากบริบททางวัฒนธรรม ถึงเราจะสามารถฝึกฝนคนอเมริกันให้มองหิมะแบบเอสกิโม แต่ถ้าวัฒนธรรม (และสิ่งแวดล้อม) ไม่ได้

เอื้อให้ภาษาและแนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ ก็ต้องถือว่า "คนอเมริกันไม่มีความสามารถในการมอง เห็น (และคิด) ถึงหิมะแบบเดียวกับชาวเอสกิโม" ใช่ไหม

ผมแปลกใจทุกครั้งเมื่อเห็นโพสต์ประเภท "คนที่สนับสนุนเสื้อแดงไม่รู้ตัวหรือไง ว่าตอนนี้ทุกคนที่คิดต่างจากเขา ถ้าไม่ลงหลุมไปเรียบร้อยแล้ว ก็นอนสาหัสอยู่ในโรงพยาบาล" (ใช้ในบริบทที่ว่าเสื้อแดงคือกลุ่มที่รักความรุนแรง และชอบทำร้ายคนที่เห็นต่างจากตัว) ความแปลกใจของผม

คือคนเหล่านี้ "มองไม่เห็น" หรือ "ไม่สามารถคิด" ถึงยี่สิบกว่าศพที่เสียชีวิตไปในวันที่ 10 เมษายนหรืออย่างไร ราวกับว่าในวันนั้นมีทหารพลีชีพเพื่อชาติไปแค่สี่คน เช่นเดียวกันกับคนเสื้อแดงที่ยังยืนยันว่าการต่อสู้ของตัวเองเป็น "สันติ อหิงสา" พวกเขามองไม่เห็น หรือไม่สามารถคิดได้ถึง

ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือ

แน่นอนว่าถ้าเราเอาคนพวกนี้มานั่งจับเข่าคุยกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตระหนักว่ามุมมองของตัวเองไม่สมบูรณ์ แต่การ "จับเข่าคุยกัน" นั้น แตกต่างอะไรจากจับคนอเมริกันมานั่งเรียนรู้หิมะประเภทต่างๆ นั่นคือสถานการณ์ในห้องทดลอง ที่แยกออกจากบริบททางสังคม เมื่อปล่อยพวกเขากลับเข้า

ไปในสังคม พวกเขาก็จะคืนสู่ “วัฒนธรรม” ที่รู้จักหิมะเพียงแค่ประเภทเดียว วันที่ 10 เมษายนมีทหารเสียชีวิตสี่คน และการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล และเด็กในโรงเรียนคือ "สันติ อหิงสา"

เพราะนั่นคือภาษาที่พวกเขาต้องใช้ใน "ชีวิตประจำวัน" (สังสรรค์กับคนที่คิดแบบเดียวกันตามเวบบอร์ด FB หรืออ่านหนังสือพิมพ์และเสพสื่อที่ตอกย้ำสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่แล้ว) พวกเรามีชีวิตอยู่ภายใต้สิ่งสมมติทางวัฒนธรรม การสื่อสาร ภาษาที่เราใช้อิงอยู่กับสมมติฐานทางวัฒนธรรม (เช่น การที่คำนามภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็นนับได้และนับไม่ได้ แต่ภาษาไทย ทุกอย่างนับไม่ได้หมด ถึงต้องอาศัยลักษณะนาม)

นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ประเทศไทยตอนนี้กำลังแบ่งออกเป็นสองวัฒนธรรม คือวัฒนธรรมของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง และเมื่อวัฒนธรรมต่างกัน เราก็จะสูญเสียความสามารถในการสื่อสาร เพราะภาษาสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอย่างแยกกันไม่ออก นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมความขัดแย้งคราวนี้ดูจะไม่อาจจบลงง่ายๆ ด้วยการมาจับเข่าคุยกัน "ในห้องทดลอง"

ถ้าฟรอยด์แบ่งจิต (Seele) มนุษย์ออกเป็นสองส่วนคือจิตเหนือสำนึก และจิตใต้สำนึก ผมก็อยากแบ่งจิตเหนือสำนึกย่อยออกไปอีกสองส่วนคือส่วนภาววิสัย และส่วนวัฒนธรรม ส่วนภาววิสัยคือความจริงที่เรารับรู้และเข้าใจได้ในห้องทดลอง ส่วนนี้เหมือนกันหมดทุกชาติ ทุกวัฒนธรรม และ

เสื้อทุกสี แต่ส่วนวัฒนธรรมนี่สิ นั่นคือส่วนที่ถูกควบคุมด้วยอคติและสมมติฐานทางวัฒนธรรม แค่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็แย่พอแล้ว แต่คนไทยกำลังจะถูกแบ่งแยกเป็นสองเผ่าพันธุ์ นั่นต่างหากหายนะที่สุดของบ้านเมืองเราในขณะนี้

ผมไม่ได้เขียนเอง นำมาจากที่นี่ http://www.facebook.com/home.php?#!/note.php?note_id=122371074441874&id=660171580

จากตัวอย่าง ในความแน่นอนของการเห็นภาพ และตรรกะของเหตุผล แตกต่างจากอารมณ์ของความรู้สึก ซึ่งผมไม่เคยพบ "หิมะ" จริงๆ ก็ตอนนี้เมืองไทยร้อนๆ น่ะ ครับ ดังตัวอย่างข้างบนภาษาและการมองเห็นหิมะแบบเฮสกิโม จึงเป็นเงื่อนไขจำกัดของวิธีคิดแบบไทยๆ และไม่สามารถเหมือนกับที่นอม ชอมสกี้ เสนอว่า เราจะเหมือนกันทุกวัฒนธรรม เพราะวิธีคิดแบบไทยๆ ก็อ้างถึงประชาธิปไตยไทยๆ(ส่วนเรื่องภาษาดูเพิ่มเติม วิกเกนสไตน์ กับ seeing as ที่ผมเขียนถึงคราวที่แล้วนิดหน่อยละกัน) โดยตอนนี้ รู้สึกไม่สนใจจำนวนของชัยชนะจากการเลือกตั้ง และจำนวนของผู้ชุมนุม ว่าจำนวนเป็นสิ่งสำคัญไหม?

-หนังสือ น่าสนใจเล่มหนึ่ง ก็คือ ถึงอย่างไรก็อยู่กันมาได้ : ข้อเขียนว่าด้วยวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้านไทย / นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ก็คือ การอธิบายจำนวนบนฐานของวิธีคิดของมนุษย์- ธรรมชาติ ในคำว่า แมง(คนใต้ออกเสียงแค่ "ม" หรือ คำว่า "นม" คือ "แม่"ในภาษาภาคใต้(คุยกับพี่แพร จารุ(พี่ยาย) ก็พูดถึงหนังสืออาจารย์ประมวลเรื่องนี้)  หรือ แมลง ในวิธีคิดของคนไทย ไม่นับขา แต่ดูอาการจากการเห็น โดยอ้างวิชา Northern Thai inscriptions -ประเสริฐ ณ นคร เช่นเดียวกับคำว่า กิ้ง จิ้ง …จิ้งหรีด จิ้งจก จิ้งเหลน กิ้งกือ กิ้งก่าคือ อาการคลาน เป็นวิธีคิดของไทย ตรงกันข้ามกับฝรั่ง ที่มองเห็นความหมายตามธรรมชาติของแมง ทางอาการ ไม่เหมือนฝรั่งมองเห็นทางกายภาพ(กรอบคิดจำแนกแบบไฟลัม) จากความสัมพันธ์ตามท้องไร่ นา และดูดาว เพื่อทำไร่ นา เช่น ดาวลูกไก่ และจิตรกรรมในตำราดาว ดาวช้าง ดาวไก่หน้อย ดาวจระเข้ หมายกำหนดทิศเหนือ ดาวลูกไก่บอกเวลา และทิศทาง และการมองเห็นดูจิตรกรรมดาว 12 นักษัตร วัดคงคาราม จ.ราชบุรี  วัดเกาะแก้ว สุราธาราม จ.เพชรบุรี  ก็คือ มนุษย์-ธรรมชาติ ดังนั้น การมองเห็นเป็นการเห็นที่ใจ เหมือนมองเห็นจิตรกรรมในวัดของมนุษย์- ธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนไทยไม่มองตีนสัตว์ เช่น กลอนกลบท "เสือซ่อนเล็บ" ที่ไม่มีใครสามารถถอดคำตอบที่ซ่อนอยู่ร้อยปี แล้วพ่อของคนเขียนสามารถถอดได้จากการสังเกตเล็บของแมว และสามารถถอดกลอนดังกล่าวได้จากดวงตาแบบคนโบราณ แล้วสังเกตวาดรูปลายเส้นบนกลอนกลบท

-นั่นเป็นตัวอย่างเรื่องยากของกลอนกลบท ว่าจะต้องถอดรหัสอย่างไร? แล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน  ในการสร้างประวัติศาสตร์ หรือTake History ในเมื่อการประชุมเรื่องประชาธิปไตย ครั้งหนึ่งที่ผ่านมา ผมจำที่พี่เนตรดาว ก็พูดได้อย่างน่าสนใจว่า มีคนใส่ร้ายพวกเสื้อแดง เป็นควายไม่น่าเรียนจบด็อกเตอร์(ผมเรียบเรียงใหม่เพื่อความปลอดภัย) ก็ทำให้นึกถึงตรรกะของน้องคนหนึ่ง ก็ด่าผม ว่าไม่ควรเรียนด็อกเตอร์ด้วย เพราะเรียนมา ก็เท่านั้นปัญญาชน ซึ่งก็ปัญญาชนไม่ช่วยเหลืออะไรเรา พวกเพื่อนพวกนั้น ก็ไม่เคยช่วยเหลืออะไรเราหรอก

และจริงๆ ผมก็ไม่ว่างมาตอบเท่าไหร่ เพราะมันเถียงไม่รู้จบแน่ๆ แต่ก็ต้องตอบไปในที่สุด จากหลายครั้ง เช่นว่า พอแกเดือดร้อน เจ็บป่วย พวกมันจะมาดูแลแกไหม เหมือนญาติ…ซึ่งผมก็ตอบว่า มันคนละเรื่อง และคนละประเด็นกัน ซึ่งน้องเอาอารมณ์และความรู้สึกมาเล่น เช่น ถ้าคุณเข้าพวก กับ ก. หรือ มีแฟนแล้วก็จะช่วยเหลือคุณ แล้วไงก็ไม่เป็นเหตุผลว่า เขาจะร่วมเห็นด้วยกับทุกเรื่องและทุกอารมณ์ แล้วช่วยเหลือคุณตลอดเวลา ง่ายๆ(จริงๆเนื้อหาพาดพิงเรื่องส่วนตัวแบบแสบสันต์ แต่ผมไม่เอามาเล่าให้ฟังว่า เธอพยายามโยงว่าเพื่อนแท้เป็นไง !)  ส่วนที่บอกว่า ใช้ภาษาโหด อารมณ์ภาษาพาไป มันจะอันตราย หมิ่นเหม่ ต่อจะโดนฟ้องทางกฏหมายหมิ่นประมาท ไงก็ระวังตัวไว้ และถ้ายังต่อความยาว สาวความยืดแบบนี้ ต่อก็คงต้องลบ น่ะ ครับ

นี่เป็นตัวอย่างขีดจำกัดของการสื่อสารทางภาษาสมัยใหม่ของเฟซบุ๊ค ที่ไม่ได้คิดก่อนโพสต์ แล้วส่งผลกระทบต่อชีวิต ก็มีปรากฏอยู่เรื่อยๆ มาจากสะใจตามอารมณ์ ต่อให้พี่น้องเตือนกัน ทั้งสั่งสอน และพูดคุยกันก็ไม่รู้เรื่อง ทำความเข้าใจกันไม่ได้ ตัดขาดความเป็นญาติสมมติของพี่น้อง เครือญาติและความใกล้ชิดเหมือนเพื่อนสนิท ป้า ที่ช่วยเหลือกัน "ลงแขก"ทำนาแบบหมู่บ้านในชุมชนของไทย เมื่อความเป็นพี่น้อง ก็มีปัญหา ในสมัยตั้งแต่ 6 ตุลา 19 ซึ่งเกษียร เตชะพีระ เคยเล่าว่า เขาก็ทะเลาะกับน้องสาว(หมวย)ของเขา เหมือนกัน ในขณะที่พี่ชายกลับมาบ้านจากชุมนุม

แล้วเจอน้องสาว เข้ามาร้องเพลง "หนักแผ่นดิน"(ต่อมา)…ภาพสังหารโหดนักศึกษาประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แทรกอยู่บางตอน อาทิ ภาพคุณวิชิตชัย อมรกุล นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชั้นปีที่สอง เพื่อนเก่าของผมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ถูกแขวนคอกับต้นมะขาม มีรองเท้าแตะยัดปาก และโดนรุมทุบตีเตะซ้ำ ภาพกองศพ 4 ศพถูกสุมทับด้วยยางรถยนต์ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา(ที่มีปรากฏรูปโฮจิมินห์-ยัดเยียดไม่ใช่คนไทย(เพิ่มเติม)) โดยมีผู้คนมากหลายห้อมล้อมมุงดูอยู่กลางสนามหลวง ตรงข้ามวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ผมจึงเตือนนักศึกษาให้รู้และเตรียมใจไว้ล่วงหน้าก่อนฉายว่า จะมีภาพรุนแรงโหดร้ายทำนองนี้อยู่ หากทำใจไม่ได้ถึงตอนนั้นก็ควรหลับตาเสีย

พอฉายวิดิโอเรื่องนี้เสร็จแล้ว เลิกเรียนคาบนั้น ต่างคนแยกย้ายกันไป ก็มีนักศึกษาหญิงสองคนเดินรี่ตามผมมา เมื่อทันกันกลางทาง ก่อนที่ผมจะขึ้นรถกลับ หนึ่งในสองก็เอ่ยถามผมด้วยหน้าตาอึดอัดไม่สบายใจว่า: “อาจารย์คะ ทำไมประชาชนปรบมือหัวร่อดีใจที่พวกเราถูกฆ่า?” เป็นคำถามที่เล่นเอาผมอึ้ง คิดตอบไม่ทัน เพราะมันแปลกและ แหลมคมทั้งโดยเนื้อหา และตรงที่ผู้ถามซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นหลังเกือบยี่สิบปี แต่กลับนับตัวเองเกี่ยวดอง เป็นพวกเดียว กับบรรดานักศึกษาเหยื่อ 6 ตุลาฯ รุ่นน้ารุ่นอาเหล่านั้นว่า “พวกเรา”… 

ดูเพิ่มเติม : คำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : "จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน…
www.prachatai.net/journal/2008/01/15388 หรือ http://oldforum.serithai.net/index.php?topic=20846.0

ส่วนกรณียุคสมัยปัจจุบัน นปช.เคยอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายสันติประชาธรรมไม่นานมานี้ ก็อ้างชื่อ ที่มีนักวิชาการ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็มีนามสกุลเดียวกับคล้ามไพบูลย์ ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ความคิดเห็นต่างกัน…

…ผมนึกถึงตอนเข้าป่าใหม่ๆ ที่ท่าเดินลากเท้าประสาคนกรุงฟุตปาธเรียบของผมพาเท้าให้เตะตอป้าบ หนังหัวแม่ตีนเปิด เลือดไหลซิบเป็นประจำ ข้างสหายชาวนาก็เอาแต่หัวร่อคิกคักก่อนเข้ามาช่วยทำแผลให้ที่ทำแผลให้นั้นซึ้งใจอยู่ดอก แต่ทำไมต้องหัวร่อล้อด้วยล่ะ ปัดโธ่ ยังไม่ต้องพูดถึงเวลาดำนาแล้วแนวต้นกล้าของผมโค้งไปมาเหมือนงูขณะของสหายชาวนาตรงแน่ว, หรือเวลาไปเลี้ยงควายแล้วผมต้อนฝูงควายเข้านาข้าวหน้าตาเฉยเพราะแยกแยะต้นกล้าอ่อนกับต้นหญ้าไม่ออก, หรือหน้าฝนน้ำมาทำนบทรุด แล้วเราระดมกำลังกันไปขุดดินซ่อมเสริมทำนบไม่หยุดตลอดวันตลอดคืนเพื่อไม่ให้ต้นกล้าในนาที่เพิ่งปักดำถูกน้ำท่วมตาย ขณะผมนึกอยากชวนสหายนำที่เป็นชาวนาอภิปรายแผนซ่อมทำนบโดยรวมก่อน ฯลฯ เป็นไปได้ว่ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มันคงมีเรื่องของถูก/ผิดประกอบอยู่ด้วยด้านหนึ่งแต่ก่อนอื่น มันเป็นเรื่องของการไม่คุ้นชิน-ไม่เข้าใจ-และปะทะทางวัฒนธรรมมากมายทีเดียว เรื่องทำนองนี้ต้องอาศัยความเยือกเย็น อดกลั้น เข้าใจและให้อภัย และก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการกระทบกระทั่งและว่ากล่าวโต้แย้งกันบ้างเป็นธรรมดา มันไม่ง่ายหรอกครับและต้องผ่านการค่อยๆ เรียนรู้ ปรับตัว ปรับพฤติกรรมกันทั้งสองฝ่าย เหมือนที่สมัยนั้นกว่าผมจะเล่าข่าวต่างประเทศและสถานการณ์สากลให้พ่อใหญ่แม่ใหญ่ฟังเข้าใจตามที่จัดตั้งมอบหมายได้ ก็ต้องหัดเว้าลาวอยู่นานสองนานและเริ่มต้นจากอธิบายภูมิศาสตร์พื้นๆ เรื่องสัณฐานทรงกลมของโลก, แผนที่, ทวีป, ภูมิภาค, ประเทศ ขึ้นมาเป็นลำดับกว่าจะถึงสงครามเย็น, จักรพรรดินิยมอเมริกา, สังคมจักรพรรดินิยมโซเวียต, สังคมนิยมจีน ฯลฯ ผมได้เรียนรู้ว่าการไม่อ่อนไหวไม่พยายามเข้าใจหรือสดับปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องที่พื้นถิ่น, หากเอาแต่ดื้อรั้นยืนกรานยัดเยียดความคิดความเชื่อของตนซึ่งเป็นคนต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมให้ ตามแบบแผนวิธีการอันคุ้นชินของตัวโดยถือดีว่ากูถูกและไม่รับฟังชาวบ้านเขาเลยนั้น, มันช่างเป็นความอ่อนหัดโง่เขลาไร้เดียงสาทางวัฒนธรรม ซึ่งมีต้นทุนทางการเมืองที่จะต้องจ่ายออกไป การปะทะทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นเมื่อจู่ๆ ผู้คนที่ปกติดำเนินชีวิตอยู่ต่างเวลา ต่างสถานที่ ต่างข่ายใยความสัมพันธ์ทางสังคมกัน กลับเข้ามาอยู่ร่วมเวลาและสถานที่เดียวกัน และในกรณีที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ ก็ยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในพื้นที่การเมืองบนท้องถนนสายเดียวกันอีกด้วย
…….เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข ใครได้เสียงเลือกตั้งมากกว่า คนนั้นชนะ ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า แต่ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน รวมทั้งสิทธิของเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างออกไป.….

ดูเพิ่มเติม : "การปะทะทางวัฒนธรรมบนท้องถนนในกรุงเทพฯ"โดย เกษียร เตชะพีระ http//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272023730&grpid=no&catid=02

…"จุดกำเนิดของชาตินิยมที่เป็นประชาธิปไตย"…..สิ่งที่เขาเลือกมาเป็นคำอธิบายตรงนี้ก็คือ"ความเป็นคนชาติเดียวกัน" ก็คือกำลังเสนอว่า ในสิ่งที่คุณเรียกว่าเป็น"ชาติ" ไม่เพียงแต่เท่ากัน แต่ในความเท่ากันนั้นเกิดจากความเหมือนกันอย่างยิ่ง เวลาที่เราบอกว่าเราเป็นคนชาติเดียวกัน มันมีอะไรบางอย่างในความเป็นชาติที่ทำให้เราทั้งหมดเป็นก้อนเดียวกัน มีความเป็นปึกแผ่นเดียวกันอย่างยิ่ง แล้วอันนั้นล่ะที่ทำให้เราเท่ากัน ทีนี้ถ้าเราเท่ากัน แล้วถ้าชาติมันมีความเป็นปึกแผ่นเดียวกัน มันมีความเสมอเหมือนกันยิ่งแล้ว มันนำไปสู่ประการที่ 3 ก็คือ เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข. ลองนึกถึงครอบครัว สมมุติว่ามีพ่อ แม่ และลูกอีก 3 คน, ถ้าพ่อบอกว่าวันนี้พ่อจะไปกินอาหารเยอรมัน แล้วลูก 3 คนบอกว่าวันนี้จะไปดูหนัง ในระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ถามว่า เราจะไปไหน ? ก็ไปกินอาหารเยอรมันใช่ไหมครับ ถึงแม้ว่าลูกจะ 3 เสียง ต่อพ่อ 1 เสียง ที่เสียงข้างมากแพ้เสียงข้างน้อยในระบอบพ่อปกครองครอบครัว เพราะคนเราไม่เท่ากัน ในเงื่อนไขของครอบครัว อำนาจพ่อโดยสถานะที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ,"พ่อ"ถือว่าใหญ่กว่า"ลูก"อยู่แล้ว …แต่ถ้าเรากำลังจินตนาการถึงสังคมหนึ่ง ซึ่งประการที่หนึ่งคนเราเท่ากันอย่างยิ่ง, ประการที่สองที่เราเท่ากันเพราะเราเป็นคนชาติเดียวกัน. เมื่อคนเราเท่ากัน ไม่มีเหตุผลใดๆที่พอจะฟังขึ้น ที่ทำไมคนที่เท่ากันบางคน จึงควรจะมีสิทธิปกครองเหนือคนที่เท่ากันอีกจำนวนมากได้. ถ้าเท่ากันจริง อำนาจย่อมไปอยู่กับคนที่เท่ากันเหล่านั้นที่มีจำนวนมาก ก็คือนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ในชาติที่คนเราเท่ากันแล้วเป็นปึกแผ่นที่เสมอเหมือนกันนี่ มันควรที่จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย….

ดูเพิ่มเติม เกษียร เตชะพีระ "กระแสชาตินิยม":http://midnightuniv.org/middata/newpage12.html

…ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลา ได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทยท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุดผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด
ดูเพิ่มเติม :รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย http://invisiblenews.exteen.com/20061018/2549-double-false-consciousness-self-righteousness หรือ ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม http://akkaphon.blogspot.com/2010/03/blog-post.html

เพราะ เราอาจจะนึกถึงยุคสมัยก่อนวลีของEldridge cleaver (.ในกระจก :วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน..หน้า30 และชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็เคยอ้างถึงวลีนี้)กล่าวว่า "คนที่ว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็เป็นการเมืองตั้งแต่เริ่มพูดเสียแล้ว" ทั้งนี้เพราะคนที่ไม่ยอมเกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาก็กลับกลายเป็นคนที่ดึงให้ทุกอย่างอยู่กับที่ ก็เลยกลายเป็นตัวปัญหาไปเองโดยไม่รู้ตัว หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ"ถ้าท่านไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั่นเอง" และวัฒนธรรมประชาธิปไตยอันแตกต่างของวิธีคิดไทยๆ บวกกับสิ่งที่ไม่เป็นสากลเหมือนทุกวัฒนธรรม ที่มีการสื่อสารประชาธิปไตยเป็นเหตุเป็นผล บนพื้นที่สาธารณะ(Public sphere)ตามร้านกาแฟ ห้องสมุด นสพ. และอินเตอร์เน็ต(เฟซบุ๊ค) ฯลฯ  แต่ว่า คนไทย ก็เรามักเห็นข่าวเนืองๆ ว่า คุยกันตามร้านเหล้า กินเหล้ากัน ทะเลาะกัน และฆ่ากัน เพราะสองคนพูดคุยการเมืองไม่ตรงกัน แล้วคนเราไม่ใช้ดวงตามองเห็นอกเห็นใจเอ็นดูกันเองแล้วเฮฮากันได้

-Why So Serious?!และโจ๊กเกอร์อันเป็นตัวตลกแนวchaos ทำให้ผมคิดว่าหลายเดือนนี้ ในชีวิตประจำวันของผมก็ไม่ฉลาดพอ และไหวพริบเร็วกับทุกเรื่อง จะแก้ไขปัญหาทุกอย่าง จากเรื่องเล็กๆ ไม่ให้สร้างปัญหา แต่แก้ปัญหา เช่น จอดรถมอเตอร์ไซด์แล้ว จอดต่อท้ายรถยนต์ชนรถของผมต้องซ่อม ซึ่งบางคนมองเรื่องเล่าของผมว่า ปัญหาก็พุ่งชนผมนั่นเองและ เมื่อผมรู้สึกว่านานกว่า จะเข้าใจอ่านมหาภารตะได้จบ  จึงอ่านหนังสือหลายรอบ เหมือนกับแก้ไขโจทย์ของปัญหาในเรื่องสั้น ฆาตกรรมที่ถนนม็อกร์ก (โดยการโปรยของปกหนังสือว่า 160 ปีนิยายสืบสวน) อันเป็นผลงานของเอ็ด การ์ อัลโปน ในวัย 32 ปี ซึ่งเขาสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าว ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3(เขาเขียนงานทั้งบทกวี นิยายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) แล้วคนแปลเรื่องสั้น ก็ไม่ได้แปลภาษาไทยแบบสมัยรัชกาลที่ 3 ก็กล่าวในเรื่องสั้นฆาตกรรมที่ถนนม็อกร์ก ถึงงคนแข็งแรงพึงใจกับสมรรถนะทางกายของตัวเอง และชอบเล่นกล้ามฉันใด คนที่รู้จักวิเคราะห์รู้จักแยกแยะเหตุผล ก็มักสนุกกับการไขปริศนาลี้ลับ ฉันนั้น

ซึ่งสมองของคนฉลาด คือ กิจวัตรชอบวิเคราะห์ว่า คนพวกชอบเล่นเกม ปริศนาคำทาย เกมส์อักษรไขว้ และคนชอบไขปริศนา ภาพต่างๆ นี่เป็นลักษณะพื้นฐานของตัวละคร นักสืบ ที่มีความสามารถอ่านใจคนได้เหมือนกับอ่านไพ่ในมือของคนเล่นไพ่ และการคาดคะเน วิเคราะห์ แยกแยะเหตุผล ชิงไหวพริบอย่างกับเล่นเกมส์หมากฮอส ซึ่งเอ็ดการ์บอกว่า คนวิเคราะห์เก่ง จะเร็วในการคิดจากหมากฮอส ไม่ใช่หมากรุก จากบทเริ่มต้น เรื่องสั้นนักสืบของเขาเอง(ผมสรุปเองครับ) ในศตวรรษที่ 19 เป็นเวลาที่โลกมีความเคลื่อนไหวทางปัญญาคับคั่ง นักคิด นักประดิษฐ์ หรือ นักวิทยาศาสตร์ ต่างเติบโต และเริ่มเผยแพร่นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงโลก เช่น รถยนตร์ รถไฟ กล้องถ่ายรูป ภาพถ่าย ภาพยนตร์ แถลงการณ์คอมมิวนิสต์ ต่างๆ ในปี 1841 หรือปีเดียวกับที่ คารล์ มารกซ์ กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก,อองตวน-โจแซฟ แซ็ก แสดงสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า "แซกโซโฟน",แซมมวล สโลคัม คิด "สันห่วง" เข้าเล่ม,หมอบรัดเลย์ปล่อยหนังสือพิมพ์ไทย ผ่านแท่นออกมาฉบับแรก ในปีเดียวกันนั้นเอง เอ็ดการ์ แอลแลนโป ตีพิมพ์ผลงานฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก…
นั่นก็เป็นเรื่องน่าสนใจ จากนิยายสืบสวนไม่ว่าการคาดคะเน หรือ วิเคราะห์จะเปรียบเหมือนเกมส์หมากฮอส หรือหนังสือ ก็ตาม ใครจะเก่งหรือฉลาด เป็นเรื่องสำคัญไหม ? ซึ่งผมอ่านหนังสือ ห้องสมุดลับของฮิตเลอร์(ฉบับแปล) ซึ่งอ้างแนวคิดของวอลเตอร์ เบนจามิน ว่า ใครสะสมหนังสือแบบไหน ก็เป็นคนแบบนั้น โดยเรื่องราวหนังสือของฮิตเลอร์ ก็ผมแปลกใจว่า ฮิตเลอร์ สะสมหนังสือไม่ต่ำกว่า หมื่นหกพันเล่ม… ทำให้นึกถึงเรื่องวัฒนธรรมการอ่านใครเป็นผู้สร้าง ว่าด้วยนักวิจารณ์และบก. ซึ่งเนตรดาว แพทย์กุล เขียนในนิตยสารดีเขต กล่าวถึงบทบาทของนักวิจารณ์ และบก.บางรุ่น ที่มีลักษณะเป็นพี่เลี้ยง และช่วยเสริมสร้างนักอ่าน นักเขียนขึ้นมา นี่เป็นลักษณะประโยคสรุปความจากบทความ

-หนังสือน่าอ่านกับวารสารหนังสือใต้ดิน 12 ฉบับ วรรณกรรมอำพราง ว่ากันด้วยเรื่องของวรรณกรรมแนวรหัสคดี (Mystery) ซึ่งมีความเป็นมานับย้อนไปไกลตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอารยธรรมของมนุษย์ เนื้อหาหลักของวารสารฉบับนี้ ประกอบไปด้วย วรรณกรรมอำพลางๆ ตลกหน้าม่านที่พยายามชักชวนกันไปเข้าใจ ‘ปรากฏการณ์นวนิยายสืบสวนสอบสวน’ บทความขนาดยาว สืบวงศ์วานการสืบสวน  ตามติดกันมาด้วยข้อเขียนอันโด่งดัง นวนิยายบทบัญญัติ 20 ประการแห่งการประพันธ์นักสืบของเอส. เอส. แวน ไดน์ และศิลปะฆาตกรรมบทสัมภาษณ์จอร์จส์ ซิเมอน็อง นักเขียนนวนิยายรหัสคดีคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ใครเป็นใครในนวนิยายนักสืบ บทแนะนำนักสืบสำคัญต่างๆ ในทั่วทุกมุมโลก และบทความสมทบของอนุสรณ์ ติปยานนท์ ที่ทำการไขความลับ New York Trilogy ของพอล ออสเตอร์ สมัญญาแห่งดอกกุหลาบของอุมแบร์โต เอโค และแกะรอยแกะดาว ของฮารูกิ มูราคามิ จะลึกลับสับสนงุนงงขนาดไหน โปรดอ่าน ตามหานักสืบที่หายไป : นวนิยายสืบสวนหลังสมัยใหม่ รวมไปถึง เปิดสำนักรหัสคดี บทสัมภาษณ์เรืองเดช จันทรคีรี บก. สำนักพิมพ์และนิตยสารรหัสคดี…

ความประจวบเหมาะอย่างนี้ล่ะที่กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ขวางกั้นสติปัญญาของนักคิดประเภทที่เรียนแต่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทฤษฎีความน่าจะเป็น คือไม่รู้ว่าเหตุผลที่เรายกมาอ้างอิงทฤษฎีของตนนั้นล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของการคาดคะเนทั้งสิ้น ”ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก

อาชญนิยายเริ่มกลายเป็นนวนิยายนักสืบ (detective story) ก็เมื่อมีการนำเอาระบบเหตุผลเข้าไปผสมกับโครงเรื่อง ตรรกะ/ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์เริ่มทำหน้าที่ผสานรวมส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวได้ว่า จุดเปลี่ยนแปลงที่ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือนวนิยายนักสืบได้ปรับรูปโฉมของอาชญากรรมให้เป็นเกมปริศนาที่ผู้อ่านต้องขบคิดหาคำตอบไปพร้อมๆ กับตัวเอกหรือตัวละครผู้ดำเนินเรื่อง ซึ่งบุคคลแรกที่คิดค้นสูตรดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จก็คือ เอ็ดการ์ แอลแลน โป  บิดาแห่งรหัสคดีสมัยใหม่ ผลงานเรื่อง The Murders in the Rue Morgue (1841) ของโป ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Graham’s Ladies and Gentleman’s Magazine ฉบับเดือนมากราคม เป็นเรื่องสั้นในแนวสืบสวนสอบสวนเรื่องแรกที่ผสานระบบเหตุผลเข้ากับเรื่องเล่าได้อย่างแนบเนียน โปเรียกงานชิ้นนี้ว่าเป็น ตรรกนิยาย (tale of rationcination) เพราะตอนนั้นยังไม่มีศัพท์เรียกนวนิยายนักสืบ

เรื่องสั้น The Murders in the Rue Morgue หรือ ฆาตกรรมที่ถนนม็อร์ก กล่าวถึงคดีฆาตกรรมสองแม่ลูกเล๊สปาเน่ย์ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบ้านพักย่านถนนมอร์ก นักสืบสมัครเล่น เซ. ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ผู้เฝ้าติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเป็นบุคคลแรกที่สังเกตเห็นความผิดปรกติ รวมถึงข้อผิดพลาดในระหว่างการสืบสวนของตำรวจ และด้วยความรู้สึกว่ามีปริศนาบางอย่างอยู่เบื้องหลังคดีซึ่งท้าทายให้ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ดูแป็งกับเพื่อนคู่หูของเขา (ผู้เป็นนักเขียน/ผู้เล่าเรื่อง) จึงทำการสืบเสาะเงื่อนงำด้วยตัวเอง จนกระทั่งสามารถหาตัวผู้กระทำ

ผิดและผู้มีส่วนรับผิดชอบได้ในที่สุด The Murders in the Rue Morgue ไม่ได้เปิดเรื่องขึ้นพร้อมกับฉากฆาตกรรมหรือการสืบสวนในทันที ทว่าค่อยๆ เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดด้วยการแนะนำให้เรารู้จักกับกระบวนการขบคิดหาเหตุผล พร้อมทั้งจำแนกแยกแยะให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘ศาสตร์การวิเคราะห์’ และ ‘การคาดคำนวณ’ ซึ่งชัดเจนว่า โปกำลังจะบอกกล่าวกับผู้อ่านเป็นนัยๆ ว่า เรื่องราวที่เขาจะเล่าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยทักษะของการขบคิดหรือใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาแบบเดียวกับหมากรุก หรือไพ่วิสท์ (ที่เป็นต้นแบบของไพ่บริดจ์ที่เราเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน)

เรื่องราวของ The Murders in the Rue Morgue ดำเนินไปหลังจากสองแม่ลูกเลสปาเน่ย์ถูกฆาตกรรมไปแล้ว ทุกอย่างที่เราทราบเกี่ยวกับคดีจึงอยู่ในรูปของข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งรายงานความคืบหน้าการสืบสวนคดีฆาตกรรมดังกล่าวโดยละเอียดลออ ความรุนแรงหรือความสยดสยองทั้งหมดจึงเกิดขึ้นจาก ‘ภาษา’ และ ‘บทบรรยาย’ ในแนวกระตุ้นเร้าอารมณ์ของบรรณาธิการข่าว คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ดูแป็งรับทราบก็คือทั้งหมดของเงื่อนงำที่เราได้อ่านในเรื่อง (ซึ่งคุณลักษณะนี้เองทำให้นักสืบและนักอ่านมีสถานะเทียบเท่ากันเป็นครั้งแรก)สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการแก้ไขคดีในเรื่องก็คือ ‘วิธี’ ของดูแป็งในการแก้ไขคดี ดูแป็งแทบจะไม่เคยไปสถานที่เกิดเหตุเพื่อสืบหาเงื่อนงำโดยตรง (นอกจากไปที่นั่นเพื่อยืนยันกับผู้อ่านว่าข้อความในหนังสือพิมพ์เป็นจริง) พูดง่ายๆ ว่าดูแป็งใช้วิธีการสืบค้นจาก ‘ตัวบท’ หรือหนังสือพิมพ์เป็นหลัก (แม้แต่ตอนที่เขาจับผู้กระทำผิด/ผู้มีส่วนรู้เห็น เขาก็ยังใช้วิธีประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์) แน่นอนว่าวิธีการนี้อาจใช้กับการแก้ไขคดีจริงๆ ไม่ได้ แต่สำหรับในโลกของนวนิยาย ‘การอ่าน’ กับ ‘การสืบค้น’ ถือเป็นสิ่งเดียวกัน

โปได้ตอกย้ำ ‘วิธี’ ดังกล่าวนี้อีกครั้งใน The Mystery of Marie Rogêt (1842) เรื่องสั้นตอนต่อด้วยการให้ดูแป็งคลี่คลายคดีฆาตกรรมผ่านการวิเคราะห์ ‘ตัวบท’ ที่ขัดแย้งบนหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ และเรื่องสั้น The Purloined Letter (1844) งานสืบสวนครั้งสุดท้ายของออกุ๊สต์ ดูแป็ง ที่ใช้การพูดคุยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดีเพื่อแก้ปริศนา อาจไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า นอกจากจะนวนิยายแนวใหม่แล้ว โปยังได้สร้าง ‘วิธีการอ่านแบบใหม่’ ซึ่งนับว่าเป็นคุณูปการสำคัญที่ถ่ายทอดไปสู่นักเขียนรุ่นต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆอร์เก้ ลุยส์ บอร์เฆ้ส ผู้นำเอานวนิยายนักสืบแบบโปไปประยุกต์ใช้กับ ‘งานสืบอักษร’ ซึ่งเป็นเสมือนค่ายกลทางความคิดได้อย่างลึกล้ำ ยิ่งกว่านั้นก็คือตัวละคร ออกุ๊สต์ ดูแป็ง ซึ่งเป็นนักสืบคนแรกในยุคคลาสสิกที่ชี้ให้เห็นกลลวงของตรรกะและมายาคติในเรื่องของความจริงแท้ที่เราอ้างกันอยู่ด้วยความเคยชิน เขาแทบจะเป็นนักสืบคนเดียวเลยก็ว่าได้ที่เชื่อว่า ถ้าระบบเหตุผลไม่อำนวยในการแก้ไขปัญหาใดๆ แล้ว การคาดคะเนคือการทำลายกำแพงของข้อเท็จที่บังตาเราอยู่ ความคิดของดูแป็งในเรื่องนี้สอดพ้อง ‘วิธี’ ของชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพิร์ส นักสัญวิทยาชาวอเมริกันที่เรียกว่า abductive reasoning หรือการจารนัย (abduction) ซึ่งมิได้หมายถึงการเดาสุ่มแบบไร้กฎเกณฑ์ หากเป็นสิ่งที่บันดาลขึ้นจากความรู้สึกว่า ทฤษฎีบางอย่างต้องการคำอธิบาย

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่เหนือความคาดหมายหรือความน่าจะเป็นทั้งปวง ผู้ที่ไม่ทึ่งกับ The Murders in the Rue Morgue, The Mystery of Marie Rogêt และ The Purloined Letter ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือบทสรุปและจุดคลี่คลายของเรื่องไม่เป็นเหตุเป็นผลมากพอ อาจจะมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญที่ว่า ก่อนหน้าผลงานชุดนี้ยังไม่มีนักสืบคนใด (ได้กระทำหน้าที่สืบสวนจริงๆ) ในโลกวรรณกรรม นั่นหมายความว่า นวนิยายนักสืบจำนวนมากเกิดขึ้นหลังความสำเร็จของเรื่องสั้นของโปแทบทั้งสิ้น และถ้าจะมีงานชิ้นใดสมบูรณ์หรือทำได้ดีกว่าก็เป็นเพราะผลงานเหล่านั้นได้ทำการแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ที่โปได้เริ่มเอาไว้ ถึงกระนั้นก็ตาม หากเราเปรียบเทียบกันอย่างไร้อคติก็จะเห็นว่าในบรรดานักสืบสายเก้าอี้นวม (cozy) หรือถุงมือขาว (white glove) ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากเรื่องสั้นของโปชุดนี้ ยังไม่มีใครคนใดเลยที่จัดว่ามีความคิดลึกล้ำเทียบเทียมได้กับออกุ๊สต์ ดูแป็ง หรือหากจะมียกเว้นก็เพียงแค่หนึ่งเดียว (ห้าสิบปีหลังจาก The Murders in the Rue Morgue) นักสืบผู้เชื่อมั่นในตัวเองถึงขนาดว่า การนำเอาเขาไปเปรียบกับดูแป็งเห็นจะเป็นการสบประมาทมากกว่าเอ่ยชม…ก็คือ เชอร์ล็อกโฮมส์!

…นวนิยายหลังสมัยใหม่ กรณี สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ  เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ช่วงชิงกันระหว่าง ‘ความเทียมแท้’ และ ‘ความจริงแท้’ ที่เอโคใส่เข้าไป เช่น ตัวละครวิลเลี่ยมแห่งบาสเกอร์วิลล์นั้น ประกอบขึ้นมาจากชื่อของนักปรัชญาเอกแห่งศตวรรษที่ 14 วิลเลี่ยมแห่งออคคัม (William of  Ockham) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และวิธีการสืบหาตัวคนร้ายของวิลเลี่ยมในสมัญญาแห่งดอกกุหลาบนั้นก็วางอยู่บนแนวคิดเดียวกับวิลเลี่ยมแห่งออคคัมที่เรียกว่า “ไม่พึงเพิ่มอะไรโดยไม่จำเป็น”  หรือการตัดเอาหนทางที่เป็นไปไม่ได้ทิ้งไปจนเหลือบทสรุปรวบยอด (Ockham’s Razor) เป็นความน่าสนใจของแนวนิยายนักสืบ ที่เป็นแวน Whatisit คล้ายนิยายคาวินชีโค้ด ไม่ใช่แนว who done it หรือใครฆ่า, whydoneit ,hard-boiled,cozy,howdoit ซึ่งวารสารใต้ดิน พยายามชี้ให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยในการสืบสวน จากพจนานุกรมคำพ้องของไทย ดูก็จะพบว่า คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ "สืบสวน" จำนวนหนึ่ง เช่น เค้นความจริง ล้วงความลับ ล้วงเอาความจริง คาดคั้น เค้นคอถาม ซึ่งคำเหล่านี้แสดงนัยยะของการใช้อำนาจและความรุนแรงในกระบวนการอยุติธรรม(ซ้อมผู้ต้องหา)ที่แฝงอยู่ในกระบวนทัศน์แบบไทยๆ

-ดูข้อมูลเพิ่มเติมจากวารสารหนังสือใต้ดิน http://buleteen.wordpress.com/underground-buleteen-12/

นิทเช่-การอ่าน คือ งานศิลปะ
คนส่วนใหญ่มีหูว่างพอ และพร้อมที่จะเข้าใจสาส์นของนิทเช่?…ปรัชญาในสายตาของนิทเช่ คือคำสารภาพ หรือบันทึกส่วนตัวของผู้เขียน….ผลงานเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของนิทเช่ ซึ่งยากที่ผู้อื่นจะเข้าถึงเนื่องจาก "การที่จะเข้าใจเลือดเนื้อของผู้อื่นนั้นมิใช่ของง่าย"….นิทเช่กับการอ่าน 1.อ่านจากหลายแง่มุม เปรียบดังการมองที่รอบคอบจะไม่มองจากด้านตรงด้านเดียว แต่จากด้านข้างๆด้วย 2.อ่านอย่างใช้เวลาช้า ลึก และละเอียด 3.อ่านอย่างคนหัวเปิด ไม่ด่วนตัดสินตามอคติ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของนิทเช่ ที่มีการกล่าวถึงให้ระมัดระวังดวงตาอันชั่วร้ายและหูอันชั่วร้าย ครับ เมื่อบทเรียนการฟังและอ่านของนิทเช่ เป็นบทสะท้อนว่า บางคนไม่เข้าใจความตายสูญเสียเลือดเนื้อของคนอื่น และเราอย่าดูแคลนคนอื่น โดยบางคนมีหูซ้ายและหูขวา แต่เขามีใบหูว่าง และดวงตาอันงดงาม เพื่อรวมมิตรมนุษย์ ดังนั้น การมองเห็นในมุมมองต่อมนุษย์ และประสบการณ์เป็นสิ่งสร้างสรรค์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปครั้งก่อน ก็ขยายความการเห็นและประสบการณ์ ถึงภาษาในวาระ120 ปีชาตกาลของลุงโฮฯ จากยุคคอมมิวนิสต์เวียดนามเผชิญหน้ากับไทยสู่ความเปลี่ยนแปลงของภาษากับเมืองในเวียดนาม จากไซ่ง่อนเป็นโฮจิมินห์ซิตี้ และการสร้างสรรค์งานศิลปะก็ใช้การมองเห็นในจินตนาการเพื่อสร้างความเข้าใจให้มนุษย์

ความรักและความชอบกับนิยาย-ปีศาจ ปีศาจ ปีศาจ เสนีย์ เสาวพงศ์-แนวร่วมจุฬา:จัดพิมพ์ร่วมกับกลุ่มนิติธรรม นิติศาสตร์ จุฬาฯ-เมื่ออยู่ในฐานะ ที่แตกต่างกัน การมองทุกสิ่งทุกอย่างก็แตกต่างกันด้วย(เช่นเดียวกับสมัยและกาลเวลาของคน) ก็กรณี ไพร่ และผู้ดี ย่อมต่างกัน เช่น คำว่า กิริยาไพร่ จากแนวคิดของสาย สีมา และ รัชนีนั้นถูกห้ามกินข้าวกับผู้ชายตามลำพัง …คนจนพูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ หรือไพร่เป็นขี้ครอก …เรามักพูดถึงเรื่องอกหักในเรื่องความรักไม่สมหวังเท่านั้น แต่ก็มีอกหักจากเรื่องการชีวิตการทำงาน…ดิฉันก็มีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใหญ่บ่อยๆ เป็นธรรมดาของคนเราที่เกิดมาคนละยุคคนละสมัย ท่านเกิดมาในสมัยหนึ่ง มีความรู้สึกนึกคิดอย่างหนึ่งที่ท่านรักษาไว้ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา...การค้นหาสาเหตุต้นตอ หรือการค้นหาต้นของสายน้ำเจ้าพระยา..

-สิ่งแวดล้อมนั้น ก็ส่งผลต่อการสื่อสาร เช่น ผมไปมาเก๊า และคนพุดภาษาจีน สลับกับอังกฤษ ถ้าผมไปอยู่อเมริกา และฝรั่งเศสก็เป็นอีกแบบ และนิยายเรื่องปิศาจนั้น ตัวละคร คือ รัชนี ก็ออกนอกจากกรงขังของครอบครัวสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ ส่วนเรื่องของความช้าเหมือนสายน้ำไหลเชื่องช้าในการอ่าน และการแปลก็น่าสนใจ เมื่อผมอ่านแช่มช้า(slowness)ได้หน่อยนึง จึงเขียนถึงผลงาน ซึ่งมาจากการแปลงานของมิลาน คุนเดอรา โดยสำนวนคนแปล ที่มีชื่อว่า อธิชา ฯ ซึ่งก็เขียนเกริ่นว่า การแปลจากภาษาฝรั่งเศส และคนละแนวจากพี่ภัควดี โดยอธิชา ก็อ้างถึงคำกับความรู้สึกของคุนเดอรา ในกรณีคำว่า couler-(อังกฤษ-to flow)(ไทย-ลื่นไหล)ซึ่งเขียนถึงโชแปง ว่า ไม่ชอบให้ใครชมว่าเล่นดนตรีไหลลื่น เช่นเดียวกันคุนเดอรา ก็ไม่ชอบให้ใครชมว่าไหลลื่น เพราะการตัดสินว่างานแปลดีๆ ไม่ได้ดูจากความลื่นไหล แต่จากรูปประโยคแปลกใหม่ไม่เหมือนใครที่นักแปลกล้าคงไว้ และกล้าปกป้องมัน ดังนั้น สำนวนการแปลก็สะดุดกึกกักตามคุนเดอรา และปกป้องสำนวนประหลาดพิกลดังกล่าว “นิยายที่ไม่มีคำไหนจริงจัง เป็นงานที่เขียนขึ้นเพื่อความสาแก่ใจ” เรื่องราวขำขันเฉียบคม เหตุการณ์คู่ขนานเกิดขึ้นในชั่วหนึ่งราตรี จินตนาการข้ามเขตเข้าสู่ความจริง สองศตวรรษเลื่อนไหลมาบรรจบ ความดีความชั่วไร้เส้นแบ่งแยก  ผลงานนักประพันธ์ผู้มีลีลาการเสียดสีประชดประชันทุกสิ่งถ้วนทั่วทุกตัวอันชั้นครู

 "มีความสัมพันธ์ลับๆ อย่างหนึ่งระหว่างความแช่มช้ากับความทรงจำ และระหว่างความเร็วกับการลืม ลองยกสถานการณ์ที่แสนจะธรรมดาขึ้นมาสักอย่าง เช่น ชายคนหนึ่งเดินบนถนน ทันใดนั้น เขาอยากจะนึกถึงบางสิ่งแต่จำไม่ได้ ในตอนนั้นเอง เขาชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ถ้าใครอยากจะลืมเรื่องราวเลวร้ายที่เพิ่งประสบ เขาจะเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการหลีกไกลจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยังอยู่ใกล้ตัวเขามากเกินไปในตอนนั้น"จากใจกำมะหยี่ : สำหรับ “แช่มช้า” หนังสือเล่มเล็กๆ นิยายขนาดสั้นเล่มนี้ เป็นผลงานของ มิลาน คุนเดอรา นักเขียนชื่อเลื่องระดับโลกชาวเชค ผู้ที่เราไม่รีรอจัดให้อยู่ในชุด “แกรนด์ เมจิก” ทั้งนี้มิได้เพียงเพราะชื่อเสียงของผู้เขียนเท่านั้น หากด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเรื่องแบบเหนือชั้นชนิดหาตัวจับยาก มีความมหัศจรรย์” จากพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ในการเขียนเรื่องขำขันที่ประกาศว่าไม่มีคำไหนจริงจัง เบาๆ หาก ไม่เบาหวิว แทรกอยู่ตลอดทั้งเล่ม จากผู้แปล : ถึงจะผ่านงานแปลหนังสือมาไม่น้อย หากไม่เคยมีเล่มไหนที่ดิฉันจะรู้สึก “เกร็ง” ในการทำงานมากเท่าการแปลหนังสือเล่มนี้… ดิฉันจึงตัดสินใจทำการบ้านอย่างหนักเพื่อจับจุดยืนและตัวตนของนักเขียนให้มากพอจะถ่ายทอดงานของเขาเป็นภาษาไทยได้อย่างถูกต้องครบถ้วนทั้งเรื่องและรส ด้วยการตะลุยอ่านงานเล่มอื่นๆ ของเขาในภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากไม่เพียงงานเขียนยุคหลังๆ ของเขารวมทั้งเล่มนี้จะเขียนตรงในภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น งานแปลของเขาในภาษาฝรั่งเศสยังได้ชื่อว่าถูกต้องครบถ้วนตามต้นฉบับภาษาเชค เพราะโดนผู้เขียน "ชำระ" ตรวจทานจนเกลี้ยงเกลา(ผู้แปลส่งรูปปกเล่มแปลให้คุนเดอราเลือกด้วย)  ดูเพิ่มเติม http://atichamutation.multiply.com/journal/item/36  และhttp://www.gammemagie.com/component/option,com_myblog/show,a-a-a-a-aa-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-a-.html/Itemid,79/lang,thai/

–ส่วนเรื่องการแปลและทฤษฎีการแปล ซึ่งดูจากประวัติศาสตร์การแปลของไทย ในการแปลภาษาอังกฤษดัดแปลงนิยายให้เป็นไทย ภายใต้การต้านอาณานิคม ที่มีความน่าสนใจ คือ "ต้านขนบทางวรรณกรรมไทย : ความสำคัญของนวนิยายแปล,นวนิยายต้นฉบับและนวนิยายเลียนแบบ – การศึกษาการทำให้เป็นภาษาถิ่น,ความเป็นของแท้, ความเป็นลูกผสม,การเอาแบบและลักษณะทวิวัฒนธรรม"โดยทักษ์   เฉลิมเตียณ ในรัฐศาสตร์สาร ธรรมศาสตร์ 60 ปี 30 ปี เล่ม 2 (นักประวัติศาสตร์หันมาสนใจวรรณกรรมไทยในรัฐศาสตร์สาร และนำเสนอ“Bucking the Thai Literary Canon: the significance of pre-1929 translated, original and imitation novels”หรือ โต้ขนบวรรณกรรมไทย: ความสำคัญของนวนิยายแปล ‘นว’นิยาย และนวนิยายแปลง ที่ประพันธ์ขึ้นก่อน พ.ศ. 2472 -ผู้ศึกษาการเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการในสมัยสฤษดิ์) และสุชาติ สวัสดิ์ศรี บก.สโมสรถนนหนังสือ ฉบับปฐมฤกษ์ เริ่มต้นจากวรรณกรรมฝนตก สู่ความหมายของนักเขียน ก็เรื่องวรรณกรรมฝนตก บทสนทนาในที่สาธารณะครั้งแรกและครั้งเดียวของประมูล อุณหธูป ว่าตอนเขียนจัน ดารา นั้น ปกติผมใช้เวลากลางคืนเขียนหนังสือ ผมเป็นพวกรัตติกาลที่รักครับ ผมทำงานกลางคืนตลอด บรรยากาศมันก็อยู่ในใจของผม  และประมูล กล่าวถึงไฮซินซ์ ที่เป็นตัวละครในจันดารา ซึ่งประมูลเรียนหนังสือภาษาอังกฤษอยู่ตอนกลางคืน อยู่โรงเรียนเดียวกันกับไฮซินซ์ แกอยู่ชั้นต่ำกว่า ก็ได้ผมเป็นเพื่อนเดินทางตอนกลับบ้าน….(แล้วเธอก็หายวับไป…(ดูเพิ่มเติม))- โดยตอบสุชาติ ที่ถามคุณลุงอายุเท่าไร ตอนที่มีความรักตอนนั้น คือ อายุ 14 และกล่าวถึงการแปลที่น่าสนใจ คือ เหตุจูงใจในการใช้คำว่า กันและไก ในเรื่อง เก็บเบี้ยในรังโจร และประมูล ตอบว่า ที่มาของคำว่า "ไก" มาจากชาวนาแพวบางพลี บางบ่อ… ว่า อันนี้มัน…แปลหนังสือทีไรผมลำบากใจทุกที ฝรั่งมันไม่มีสรรพนามว่า คุณว่าผม พวกนี้ฝรั่งไม่มี…โดยเฉพาะ กัน,ไก ผมลำบากใจในการแปลเรื่องเคาบอยครับ เคาบอย จะมาพูดคุณพูดผม มันขัดกันฮะ ก็จะต้องหาอะไรที่มันเป็นคำกลางๆ ไม่ถึงกับ หยาบ ผมก็เอาคำ ไก มาแทน "You" กัน มาแทน " I " เฉพาะเรื่องเคาบอย นะ ฮะ

-ส่วนแดนอรัญ แสงทอง ในฐานะนักแปล ก็มีลักษณะการแปล ที่น่าสนใจ ซึ่งผมมาสังเกตได้จากหลายเล่มที่ผมเคยอ่านผลงานแปลของเขา จากสำนวน ลีลาการแปล และเล่มที่น่าสังเกตของเขาในการแปล คือ  การเดินทางเที่ยวสุดท้ายของเรือปิศาจThe Last Voyage of the Ghost Ship โดยกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เมื่อผมพบว่า เขาเขียนอธิบายว่า a tender women เขาแปลว่า น้องนุ่น!!!! โอ้ ผมอ่านเจอเข้าอึ้งเลย ถ้าTender แปลตรงตัวหน่อยว่า อ่อนหวาน แล้วผมคงแปลประโยคทั้งหมดของ a tender women คือ ผู้หญิงอ่อนหวาน แต่ว่าแดนอรัญ กลับแปลว่า น้องนุ่น!!! (.ดูบริบทเพิ่มเติมจากนิยายในหน้า..231) นั่นเป็นสิ่งที่ผมอาจจะคิดถึงการแปลของประมูล อุณหธูปขึ้นมาว่า การสร้างสรรค์ของการแปล เพราะภาษาอังกฤษคำๆคำหนึ่ง ก็มีความหมายตั้งหลายคำสำหรับคำไทย แล้วถ้าเรานึกถึงนิยายเรื่อง Tender is the Night ในบริบทหนึ่งของตัวละคร ซึ่งผมสนใจก็คือ ตัวละครพูดว่า "You have romantic eyes."แต่ว่าหนังสือปัญหาปรัชญาของ เบอรทันล์ รัสเซล ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ของวิกเกนสไตน์ ก็กล่าวว่า ประโยคใดจะต้องมีคำสากลรวมอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคำ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ประโยค "ฉันชอบสิ่งนี้" อย่างน้อยคำว่า "ชอบ"ต้องเป็นสากล  น่ะครับ

-การตีความของความชอบและรักไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในหลายแง่มุมอย่างมุมซ้ายไร้เดียงสา ฯลฯ เช่น เรื่องข้างหลังภาพ กับประเด็นคำสารภาพของนพพร โดยเดวิด สไมท์
คำเล่าเรื่องหรือ "คำสารภาพ"ของ นพพร เราเชื่อเต็มที่หรือเปล่า (อย่างเช่นในบทสุดท้ายที่นพพรพูดว่า "ผมไม่เข้าใจว่า คุณหญิงหมายความว่ากระไร…ข้าพเจ้าแปลความหมายของเธอไม่ออก") และสอง เราคิดว่าผู้ประพันธ์ตั้งใจจะให้ผู้อ่านมองนพพรอย่างไร นพพรจึงมีสิ่งที่ต้องสารภาพ คือ ที่เขาหลงรักสตรีที่เป็นผู้ใหญ่มีสามีแล้วประการหนึ่ง และที่เขาเคยจับมือจูบปากและจินตนาการฝันไปถึงอะไรมากกว่านั้นอีกประการ หนึ่ง  แต่คำสารภาพสำคัญที่สุดคือไฟรุนแรงแห่งความรักในใจเขาดับไปเสียแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เพียงความรู้สึกที่ทั้งงงและทั้งอายที่เคยหลงเสน่ห์ ม.ร.ว. กีรติ พร้อมด้วยความเข้าใจว่าเขาจะต้องทำ อย่างไรถึงจะรักษาความรู้สึกของ ม.ร.ว. กีรติไม่ให้เธอเจ็บปวดมากเกินจำเป็น แม้หมายความว่าเขาอาจต้องปิดบังความจริงบ้าง ไม่พูดอะไรตรงๆ บ้าง หรือแกล้งโง่บ้างก็ตาม

นวนิยายข้าง หลังภาพ จบด้วยถ้อยคำอมตะของ ม.ร.ว. กีรติว่า "ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก" ซึ่งเป็นคำชวนผู้อ่านให้หันกลับไปพิจารณา ชีวิตและความรักที่ไม่ใช่ของ ม.ร.ว. กีรติคนเดียวเท่านั้น แต่เป็นของผู้อ่านเองด้วย  เราจึงอาจสรุปได้ว่า จุดประสงค์ใหญ่ของ "ศรีบูรพา" ในการเขียนข้างหลังภาพ คือสอนให้ผู้อ่านเข้าใจว่า "อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" ส่วนผู้อ่านที่มอง ม.ร.ว. กีรติเป็นสตรีตัวอย่าง ที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง ถ้อยคำสุดท้ายของเธออาจถือว่าเป็นปรัชญาชีวิตอย่างหนึ่งก็ได้

ส่วนอีกพวกหนึ่ง ถ้อยคำเหล่านี้กลับแสดงให้เห็นว่า ม.ร.ว. กีรติอยากแก้แค้นนพพรให้รู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่วันนั้นมา แต่ ความจริงเรื่องข้างหลังภาพ ไม่จบลงด้วยถ้อยคำของ ม.ร.ว. กีรติ แต่กลับจบใน "บทนำ" ก่อนบทที่ ๑ ซึ่งนพพรพูดถึงการนำภาพวาดจากมิตาเกะไปแขวนไว้ในห้องทำงาน  ถ้าผู้อ่านเข้าใจว่าข้างหลังภาพ เป็นนวนิยายประเภทสารภาพ แทนที่จะให้ถ้อยคำของ ม.ร.ว. กีรติมีน้ำหนักสูงสุด เขาก็คงกลับไปพิจารณาความรู้สึกของนพพรในเวลานั้น เพราะว่าเป็นนวนิยายเกี่ยวกับนพพรมากกว่า พออ่านจบแล้วเราควรถามตัวเองว่า ทำไมนพพรจึงคิดจะแขวนรูปวาดนั้นไว้ในห้องทำงานของเขา เพราะเขาเพิ่งเข้าใจว่าเขารัก ม.ร.ว. กีรติ เหลือเกินใช่หรือเปล่า คงไม่ใช่กระมัง ความรักของนพพรนั้นดับไปจริงหลายปีแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงเพราะเขารู้สึกว่าเป็นการแก้บาปอย่างหนึ่ง หาก ม.ร.ว. กีรติเห็นฝีมือตัวเอง

แขวนไว้ที่ฝาผนัง อาจยิ้มลงมาจากสวรรค์แล้วยกโทษให้เช่นนั้นหรือ ก็คงไม่ใช่เหมือนกัน เพราะสำหรับนพพรแล้ว แม้จะรู้สึกทั้งอายทั้งไม่สบายใจนิดๆ แต่ก็ยังเชื่อในระดับหนึ่งว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด นพพรเองแทบจะไม่ได้ให้เหตุผลอะไรนอกจากกล่าวว่า"ข้างหลังภาพนั้นมีชีวิต และเป็นชีวิตที่ตรึงตราอยู่บนดวงใจของข้าพเจ้า"ภาระก็เลยตกอยู่ที่ผู้อ่านที่จะต้องหาทางเข้าใจว่า ทำไมชายหนุ่มที่เพิ่งแต่งงานใหม่ จึงคิดจะนำภาพวาดธรรมดาๆ ซึ่งเป็นฝีมือของผู้หญิงที่เขาเคยรักไปแขวนไว้ในห้องทำงาน ที่ด้านหลังเก้าอี้ (เพราะกลัวว่าหากประดับไว้ตรงหน้า ภาพนั้นจะรบกวนประสาทของเขา)คงมีผู้อ่านหลายคนอยากเชื่อว่านพพรรัก ม.ร.ว. กีรติจริงๆ แต่ไม่ใช่แน่นอนความรักของนพพรนั้นตายไปแล้ว ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยเขามีแต่ข้ออ้างว่าทำไมไปเยี่ยมเธอไม่ได้ และที่เขาอยู่ข้างๆ ตอนเธอกำลังจะตาย ก็เพราะน้าของ ม.ร.ว. กีรติวิงวอนให้ไปเท่านั้น การแขวนรูปวาดมิตาเกะจึงน่าจะมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น

เพราะ เป็นรูปวาดมิตาเกะนั่นเอง รูปวาดนั้นไม่ได้เป็นที่ระลึกถึงที่รักเก่าหรอก  แต่กลับเป็นที่ระลึกถึงวัยแห่งรสรัก เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียหาย ความเลือนจางไป และความเหือดแห้งของน้ำรัก เพราะในที่สุดนพพรก็เสียสละอุดมการณ์วัยหนุ่มเกี่ยวกับความรักแล้วยอมแต่งงานกับคนที่เขาไม่รัก ซึ่งพ่อจัดหาให้ ซึ่งก็ตรงกับ ม.ร.ว. กีรติ ดังนั้นพอแต่งงานกับสาวที่ไม่เหมาะกับเขา นพพรจึงตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากเจ้าคุณอธิการบดี คือวัยแห่งรสรักได้ผ่านพ้นเขาไปเสียแล้วจนกลายเป็นคนไร้อนาคต ที่เหลือมีแต่รูปวาดเป็นที่ระลึกถึงน้ำรักที่ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเคยไหลอยู่ในใจของเขา.
http://kulap.org/index.php/บทความเกี่ยวกับผลงาน/คำสารภาพของนพพร.html

ถ้าผมย้อนมองอดีตช่วงปี 2551 นั้น ปรากฏหลายเรื่องยังหลากหลายแง่มุมของวิชาการและวิถีชีวิต และผมก็เขียนวิเคราะห์ข้างหลังภาพไว้ ซึ่งผมสนใจท่อนที่ว่า ความรักของเธอเกิดที่นั่น และก็ตายที่นั่น ฤาว่า นั่นแหละ ในดินแดนแห่งรักของเรา ดูเพิ่มเติม 12 เมษายน ดินแดนแห่งความรัก ที่มีความหมายและคุณค่าของทุกคน http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1271.entry และเดือนนี้ ผมก็ไม่ว่างไปงานศพในวันที่ 22 พ.ค.2553 ก็มีเพื่อนผู้หญิงร่วมรุ่นสมัยเรียนม.ปลายห้องเดียวกับผม ต่อมาวันเวลาก็ทำให้เธอมีลูกและสามี แต่วันเวลาและร่างกายก็จากไปเธอ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง..

-การเดินทางในเดือนนี้ และความรู้สึกเหมือนเลือดไหลเวียนดั่งสายน้ำ
ผมเดินทางไปธุระหลายแห่ง หลายจังหวัดบนท้องถนน และความรู้สึกของผมต่อรถ ที่มาเร็วเคลมเร็ว เหมือนโฆษณาของบริษัทประกัน จนเกินบรรยาย ล้วนพบผู้คนมากมาย แล้วเก็บไว้ในดวงใจ เหมือนห้อง(หนังสือ)สมุดลับ —-จากเรื่องพยายามซ่อมหนังสือเก่าของผม สู่เรื่องหนังสือ very thai ก็ผู้เขียนสรุปแบบฟันธงได้ว่า ความเป็นไทยๆ ไม่มีเนื้อแท้ หรือถ้าจะมี ก็ไม่ใช่ความมีรากเหง้าเก่าแก่และวิจิตรบรรจง แต่คือความสามารถดูดกลืนความไม่ไทยให้มาเป็นไทย ของไทยๆ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เก่ากับใหม่ โหราศาสตร์ไทยมีส่วนผสมของฮินดู จีน และฝรั่ง นางงามนิยมไว้ผมทรงฟาร่า (ฟอว์เซตต์) ผู้เขียนกล่าวอย่างติดตลกว่า ความสามารถในการดูดกลืนของคนไทยนั้นแสดงออกตามตัวอักษร เช่น การแก้ปัญหาตั๊กแตน (เมื่อครั้งบุกเข้าทำลายพีืชสวนไร่นาในปี พ.ศ.2528) ด้วยการจับเอามากิน…  แล้วเราจะแก้ปัญหาแบบไทยๆได้อย่างไร? โดยวิธีการ synectics เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุ คือ accident as irrelevance เราจะสร้างสรรค์ หรือแก้ไขปัญหา เหมือนศิลปินกำลังวาดรูป ทำงานศิลปะ หรือ นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลอง และเราจะเล่นคลายเครียดได้ไหม?

—เราเป็นพี่น้อง ไม่มีชนชั้นนั้นจริงไหม? ถ้าสมมติคนมีหัวใจข้างซ้าย(ไร้เดียงสา)คนหนึ่งถามขึ้นมา และหลายเดือนก่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ควรนึกถึงผมพยายาม หาทางแคะหูขี้หูออกมา ครับ โดยปกติก็ไม่ได้จ้างช่างร้านตัดผม จนกระทั่งทนไม่ไหวจริงๆ เพราะผมรู้สึกถึงความหนาแน่นของขี้หู และผมก็ไม่ใช่พวกทำตัวหูทวนลม หรือ อยากเป็นศิลปินหูที่หายไปของแวนโก๊ะ แล้วคุณไม่อาจจะหลับหูหลับตาได้

-เกษียร เตชะพีระ สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february06p7.htm…ตกลงชาติจึงเป็นสิ่งที่เราลืมตาแล้วไม่เห็น แต่ถ้าลองหลับตาล่ะ จะเห็นชาติไทยไหม? ปรากฏว่าเมื่อพวกเขาลองหลับตาดูก็พลันเกิดนิมิตหมายเห็นชาติไทยสว่างวาบขึ้นมาทันที เห็นเป็นรูปขวานหรือกระบวยตักน้ำ ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีอยู่แต่ในแผนที่เท่านั้น ไม่มีให้เห็นได้ข้างนอก! ชาติจึงเป็นความจริงชนิดที่คุณต้อง (หลับหู?) หลับตาแล้วจึงเห็น เป็นสิ่งที่สร้างด้วยจินตกรรม

—การทำงานของผม ในฐานะผู้สื่อข่าว ก็จากกทม.-เชียงใหม่ เช่น ข่าวเสื้อหลากสีหวิดเผชิญหน้าเสื้อแดงที่เชียงใหม่  …www.prachatai.com/journal/2010/04/29123 -เวทีเสวนา มช.: ยุบสภา ทางออกวิกฤตการเมืองไทย? …www.prachatai.com/journal/2010/03/28438
ความอิหลักอิเหลื่อแห่งชาติ  เนื่องมาจาก  6  ตุลา   2519  ไม่เป็นประวัติศาสตร์  ไม่มีอนุสาวรีย์  ไม่มีวีรชน  ไม่สนใจชีวิต โดย ธงชัย  วินิจจะกูล ดูเพิ่มเติมhttp://www.2519.net/newweb/doc/content1/83.doc

—-1984 เป็นภาพยนตร์ที่สร้างกันมาหลายครั้ง จากนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิก เรื่อง Nineteen Eighty – Four (ค.ศ. 1949) ของ George Orwell ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังเป็นหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่น่าอ่านอยู่ ภาพยนตร์เรื่อง 1984 ที่สร้างเป็นภาพยนตร์จอเงินได้ดีที่สุด คือ ฉบับสร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1984 มี John Hurt และ Richard Burton เป็นดารานำ ฉบับที่สร้างออกมาพอดูได้ คือฉบับสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1958 นำแสดงโดย Edmon O’ Brien และ Jan Sterling 1984 เป็นเรื่องของสังคมอนาคตที่รัฐ มีอำนาจเผด็จการ เหนือความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม คนในสังคมมีหน้าที่กำหนดโดยรัฐ และถูกจับตาอยู่ตลอดเวลา ภาพลักษณ์ ที่เด่นชัด จากภาพยนตร์และนิยาย 1984 คือ ภาพใบหน้าของมนุษย์ผู้ชาย กำลังทำหน้าตาเขม็งมองดูคนกำลังดูภาพอย่างไว้อำนาจ พร้อมด้วยข้อความ "Big Brother is Watching You" หรือ "พี่ใหญ่กำลังจับตาดูอยู่ !"http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz272.html

–นิยายเรื่อง the white tiger ก็มีแปลเป็นไทยแล้ว ชื่อว่า พยัคฆ์ขาวรำพัน ซึ่งผมเพิ่งพบไม่นานว่า the white tiger เริ่มต้นเรื่องเขียนจดหมายถึงฯพณฯ เหวินเจียเป่า ของจีน เล่าเรื่องราวต่างๆhttp://www.bloggang.com/mainblog.php?id=a-na-win&month=24-11-2009&group=7&gblog=4 ทำให้นึกถึงเรื่องจดหมายของนักวิชาการ-ประชาชน วอน ผบ.ทบ. อย่าใช้กำลังสลายชุมนุม(และบทความของอ.ไชยันต์ ที่ผมเคยกล่าวถึงหนังสือพยัคฆ์ขาวรำพันไปแล้วครับ)
www.prachatai.net/journal/2010/05/29257www.prachatai.net/journal/2010/05/29257

-หนังสือเรื่องความฝัน ในชีวิตของนักเขียนนามว่า วาณิช จรุงกิจอนันต์ เคยเขียนว่า เขาไม่ได้ฝันยิ่งใหญ่ เป็นฝันธรรมดา ก็เขาเป็นมหาบุรุษ ที่โง่ตอนเด็กแล้วฉลาดอัจฉริยะ ตอนโต และเขาไม่ได้อัจฉริยะตั้งแต่เด็ก จนครูระแวงว่าจะถูกลองดี และเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ด้วยโรคลูคี

เมียเฉียบพลัน http://th.wikipedia.org/

-บทเรียนจากสองชาตินิยมชนกันในยุค 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 และยุคเสื้อเหลือง ก็ลูกจีนรักชาติ และเสื้อแดง ชาวบ้านต่างจังหวัด ก็คือ ปัญหาในเรื่องหนึ่งนั้น ก็คือ one can see the beauty of comparison and fall in love with a nation just for the love of another.(จากผลงานของเกษียร เตชะพีระ) ก็คือ แปลง่ายๆ ว่า ผู้คนหนึ่งสามารถเห็นความงามของการเปรียบเทียบกับ การตกหลุมรักอยู่ในชาติ จะต้องทำเพื่อรักคนอื่นด้วย.

-ในหนังDead Poets Society และครูคิตติ้งไม่เห็นด้วยว่าจะทำความเข้าใจบทกวีโดยวัดจากตัวเลข และกราฟ จากแบบเรียนการสอนเรื่องบทกวีในโรงเรียน และคูรคิตติ้ง กับชื่อที่มาเชื่อมโยงจอหน์ คีตส์ ในคำว่า ode=บทรำพึง.. และคูรคิตติ้ง ก็ให้นักเรียนเรียกเขาว่า กัปตัน อันเป็นที่มาจากบทกวีของวอลท์ วิทแมน โอ มาย กัปตัน ซึ่งในหนังในเรื่องDead Poets Society-สื่อถึงวอลท์ วิทแมน ก็บ่อยมาก และเดวิด ธอโร ซึ่งเป็นกลุ่มสายเดียวกัน คือ พวก transdentalism เชื่อในธรรมชาติ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งบทกวีของทอดส์ ที่แต่งสดหน้าชั้นเรียน ก็มาจากครูคิตติ้ง พูดถึงบาบาริก(ป่าเถื่อน)เพื่อปลุกสัญชาติญาณ และความรู้สึกของทอด(ตัวละคร-ลูกศิษย์)Yawp จากบทกวีของวอลท์ วิทแมน ดูเพิ่มเติมYawp http://www.youtube.com/watch?v=aLFQYbjYsso&feature=related ซึ่งตอนนี้ในหนังก็คิตติ้งชี้รูปวอลท์ วิทแมน(ซับไตเติ้ลแปลถึงการชี้รูปให้ดูรูปลุงวอลท์!) และเขาปลุกความสามารถของทอดส์ จากเพื่อนขบขันเขา เป็นยอมรักเขาได้ โดยเทคนิคการสอนของครูคิตติ้ง ไม่ว่าการกล่าวถึงภาษา ว่า คือ อะไร ซึ่งนักเรียนตอบว่า การสื่อสาร แต่ครูคิตติ้งตอบว่า คือ การเกี้ยวสาว!(ซับไตเติ้ลไทยแปลอย่างนี้)Dead Poets Society-3 http://www.youtube.com/watch?v=2EdWgsTUhmI&feature=related ส่วนตอนจบของหนังที่มีความซาบซึ้ง ก็นักเรียนเรียกคิ้ตติ้งว่า มาย กัปตัน และยืนบนโต๊ะ ซึ่งคิตตี้งสอนให้รู้จักความแตกต่างจากการยืนบนโต๊ะเป็นอีกมุมมองหนึ่ง แล้วนักเรียนก็ร่วมกันยืน ก่อนที่ครูคิตติ้ง ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนไป และครูคิตต้ง ก็พูดว่า Thank you boys, Thank you.(บริบทนี้ หนังสือเรื่องกลุ่มกวีไร้ชีพ คือฉบับแปลของไทย และซับไตเติ้ลไทย แปลในทำนองคล้ายกันว่า ขอบคุณ นักเรียน(boys แปลว่า นักเรียนได้ด้วย) ขอบคุณ) -Dead Poet Society – Ending http://www.youtube.com/watch?v=vfwmfBfLinw&NR=1—Uploader Comments (Indifference1990) Thank you boys, Thank you.

จากการเดินทางกลับบ้าน เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนระหว่างทางขับรถกับอาจารย์สอนภาษาไทย ทำให้ผมครุ่นคิดเรื่องภาษาไทย โดยขออ้างถึงเรื่องราวต่างๆ ในการสืบค้น กรณีคำว่า เอ็นดู = เห็นดู เพราะภาษาไทย ใช้เสียง อ/ห แทนกันได้ เช่น เก็บหอมรอมริบ เป็นต้น ส่วนกรณีคำไทยกับคำเทศ คือ ก๊าซ แก๊ซ และคำจีนเป็นคำไทย คือ ซาลาเปา,เย็นตาโฟ  ส่วนคำว่า ใช่ ก็เป็นปฏิเสธในบทกลอนสมัยยุคสุนทรภู่ มันเป็นบริบทของการใช้คำ
 "แก" เป็นคำยกย่องไหม? ถ้าถ้อยคำตามธรรมชาติ ไม่มีสูง ต่ำ และหยาบ กระด้าง ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้และผู้รับ เช่น คนสนิทสนม ก็พูดคุยโดยแก ในวันหนึ่งที่มีฉายหนังกลางแปลง ในมอชอ ผมก็พบกับพี่เมฆ เป็นคนจีน ที่รู้จักกัน ก็คุยมีเรื่องคำภาษาจีน และความหลากหลายทางภาษากับคำไทย

ทั้งที่ เวลาจำกัดและผมต้องออกเดินทาง ฝากเรื่องเล่ามากมาย แต่ไม่สามารถเล่าได้หมดจด ก็ไม่ว่าจะเรื่องเล่าซ้อนเล่าอย่างสั้นๆว่า ผมร่วมพบปะ พูดคุยกับการเก็บข้อมูลของอ.นฤมล และอ.อภิชาติ ฯลฯ ก็ตาม ในประเด็น 2 มาตรฐาน และผมร่วมดูงานช่วยช้าง พบปะพี่อ้อม ฯลฯและผมพบปะผู้คน ก็คือ คุณ อาร์ต  เจ(ศิลปะก้อนหิน) และร้านปั๊กกะตืน(พี่ฮัว แซ่ตั้ง) ซึ่งผมอยากจบเรื่องเล่า ที่ภาพยนตร์ น่าสนใจอย่างpersepolis-double standard in her และภาพยนตร์ถูกเซ็นเซอร์ในเมืองไทยห้ามฉาย เพราะมันเป็นงานกราฟิกอาร์ตโนเวลอันล่อแหลมทางการเมือง ศาสนา ฯลฯ แต่ว่าเรื่องเล่าของความรัก เป็นบรรยากาศอันสวยตราตรึงใจ คือ ขณะที่มีหนังกำลังฉายเรื่อง hana and alice http://www.siamzone.com/movie/m/2767/synopsisโดยการฉายหนังกลางแปลงของชมรมวรรณศิลป์ และmediaฯ

 ฮานะ กับ อลิซ(ตอนแรกนึกถึงชื่อ อลิซใน wonderland) และความรักในวัยรุ่น(ไม่เหมือนบทสนทนาของมรว.กีรติ กล่าวถึงความรักของตนกับเจ้าคุณ คือ ผู้ใหญ่รักเด็ก… เพราะน้ำรักของท่าน ได้เหือดแห้งไปกับวัยชรา) เมื่อคุณแอบชอบใครสักคน และแอบถ่ายรูปเขา แต่คุณดันชอบ ผู้ชายหน้าตาดี หล่อ แต่ความทรงจำมีปัญหา คือ จำอะไรไม่ได้ ชอบลืมเลือน มึนๆ มั่วๆ เหมือนคนความจำสั้น น่ะเอง แล้วเพื่อนสองคนรัก ต่างมีความฝันและภาษาของรัก ในมุมองของสองคน โดยอลิซ ก็มีพ่อ ที่เป็นปัญหาหย่าร้างกับแม่ และจังหวะหนึ่ง พ่อก็พูดภาษาจีน ปนกับญี่ปุ่น แล้วผม ก็พูดคุยกับพี่เมฆ ในเรื่องรวมมิตรถ้อยคำ พี่น้อง มึงกูของคนสิบสองปันนาเป็นภาษาสุภาพ สนิทสนมเหมือนคำว่า สหาย ลื้อ อั้ว จนกระทั่งเราคุยกัน ถึงภาษา ลั้ว มอญ เขมร และคำชาวเขา จนเราแยกย้ายกัน  แต่พี่เมฆต้องค้นหาวิธีแก้ปัญหา visa สำหรับอยู่เมืองไทย ส่วนหนังเรื่องนี้ ก็เป็นผลงานของผู้กำกับที่ผมสนใจคนหนึ่ง และตอนที่ผมชอบมาก คือ ฉากของอลิซ เต้นบัลเร่ต์ แล้วต่อมาหนังจบลงที่ความงดงามในรัก

จาก11 พฤษภาคม 2552 creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry
08 กันยายน วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2226.entry
14 กันยายน วิกเกตสไตน์-พรูสต์(ต่อ)-diary-วันรักการอ่านและวันข้าวและชาวนาแห่งชาติฯลฯ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2256.entry
04 ตุลาคม พรูสต์-impressionism-ซาสตร์-Being-ความเข้าใจเรื่องเวลานิรันดร์-เวเบอร์-บาร์ต-มาร์เกซและช.ช้อน-โชคดี-ชุมชนในจินตนาการ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/?_c11_BlogPart_BlogPart=blogview&_c=BlogPart&partqs=amonth%3d10%26ayear%3d2009
02 พฤศจิกายน ค้นหาจินตนาการในวันเวลา-พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนร่วมชาติ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2283.entry

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s