ยิ้มสยาม ในประสบการณ์สุนทรีย์ของฮอลิเดย์

จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry
08 กันยายน วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2226.entry
14 กันยายน วิกเกตสไตน์-พรูสต์(ต่อ)-diary-วันรักการอ่านและวันข้าวและชาวนาแห่งชาติฯลฯ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2256.entry
04 ตุลาคม พรูสต์-impressionism-ซาสตร์-Being-ความเข้าใจเรื่องเวลานิรันดร์-เวเบอร์-บาร์ต-มาร์เกซและช.ช้อน-โชคดี-ชุมชนในจินตนาการ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/?_c11_BlogPart_BlogPart=blogview&_c=BlogPart&partqs=amonth%3d10%26ayear%3d2009
02 พฤศจิกายน ค้นหาจินตนาการในวันเวลา-พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนร่วมชาติ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2283.entry
——
วันที่ 8 มีนา สตรีสากล และวันเวลา
ถ้านึกถึงเรื่องคำสารภาพ ซึ่งเป็นผลงานของรุสโซ ซึ่งผมก็สารภาพบาป และชีวิต สถานที่ เมือง เวลา จากเชียงใหม่ก็ต่างจากกรุงเทพฯ(เมืองเทวดา-อภิมนุษย์หรือเหนือมนุษย์) ในหนึ่งวัน ซึ่งผมเผลอหยิบหนังสือเก่ามาอ่าน แล้วขาดคามือ กับลักษณะของอาการปวดเมื่อย นั่งอยู่กับที่พิมพ์งาน
และเราต้องพักผ่อนเป็นหวัด และอาการขาแว่นหนีบหัว ซึ่งเราจะคลายเครียดอย่างไร? โดยผมดื่มน้ำหมัก สำหรับยารักษาโรคแก้หวัด ซึ่งมันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็เป็นยา ที่รุ่นพี่เอามาให้แต่ผมจำไม่ได้ว่าทำมาจากอะไร และเราในชีวิตประจำวัน ก็ใช้เวลาออกกำลังกาย และทำความ
สะอาดห้อง และห้องน้ำไปบ้าง จากห้องของผม ก็ทำงานในชีวิตประจำวัน และผมร่วมไปร้านไอซ์ chic กับกินอาหารญี่ปุ่น กับเบลล์ ต้น รุ้ง ในร้านโกฮะ และร้านเล่า ในหนึ่งวันแห่งจินตนาการของโลกประชาธิปไตยกินได้ ปรัชญากินได้ วรรณกรรมกินได้ ซึ่งเราต้องเรื่มหัด กินขี้ฟันในปาก
ก่อนแพล่บๆ อร่อยยยย ถ้าเรานึกถึงผลงานของคาริล ยิบราน ว่าด้วยประเทศฟันผุ(และspirit rebellious) ถึงการยอมรับ "คณะปฏิกูล" ธเนศ วงศ์ญานาวา เคยกล่าวถึงไว้ในหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยาฯ ว่า เฮ้ย เรียกมันเลยว่า คณะปฏิกูล(ไม่ใช่ปฏิรูป) แหะๆ ไม่งั้นจะ "หายนะ"ซึ่งจริงๆแล้วก็เคยมีข้อถกเถียงว่ารัฐ: สิ่งปฏิกูลทางประวัติศาสตร์ในวารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองสมัยก่อนของไทย
ส่วนผลงานน่าสนใจ จุดจบแห่งจินตนาการของอรุณธตี รอย ที่ผมมักเข้าใจจำสลับกับเทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ(The God of small things)ของ สดใส แปล(อ.ไชยันต์ ก็แนะให้ลองอ่านดู ในสิ่งที่ผมมองข้ามไป) นี่เป็นเล่มที่ผมเคยอ่านจุดจบแห่งจินตนาการ(The End of Imagination)
อรุณธตี รอย : เขียน / ไอดา อรุณวงศ์ และพงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ : แปล ดูเพิ่มเติม สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์
http://www.thaiwriter.net/blog01/?p=290
 
โดยอะไร คือ ความจริง ผลของการเขียนภาพเหมือนของตัวเองของเรมบรันท์ คือ ความจริงเกี่ยวกับตัวเขากระนั้นหรือ อะตอมมิใช่เป็นระบบสุริยจักรวาลเล็กๆ จริงดังที่(รัธเธอร์ฟอร์ด คิด) ทั้งเรมบรันท์ และรัธเธอร์ฟอร์ด เริ่มงานในโลกของข้อเท็จจริง ทั้งสองคน บันทึกสิ่งที่ตนเห็นขึ้นก่อน
แล้วทั้งสองคนก็เปลี่ยนสิ่งที่ตนเห็นให้กลายเป็นสิ่งอื่นที่ละเอียดอ่อนกว่า และช่วยอธิบายได้มากกว่าการบันทึกข้อเท็จริงเฉยๆ ภาพคนของจิตรกร และคำอธิบายของนักฟิสิกส์ ต่างก็มีรากฝังอยู่ในความเป็นจริง แต่ภาพและคำอธิบายนี้ก็ถูกเปลี่ยนแปลง..ให้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่คำนึงขึ้น
อย่างล้ำลึกกว่า ภาพที่ปรากฏอย่างรูปถ่ายของสิ่งต่างๆ ทั้งภาพวาดและทฤษฎีต่างก็เป็นสิ่งเฉพาะตน และเป็นส่วนตัวมากกว่าตาธรรมดาของกล้องถ่ายรูป
 
…ฟิสิกส์.. นั้นถูกสร้างขึ้นด้วยมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร แน่นอนว่า ฟิสิกส์ คือ เรื่องราวของความเป็นจริงทางกายภาพ แต่จุดสำคัญที่หักเหทิศทางในเรื่องราวนี้ คือ ขณะแห่งการค้นพบทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ ขณะเหล่านี้ล้วนเป็นแวบหนึ่งของทรรศนะ เมื่อบุคคลผู้หนึ่งมองเห็นสายสัมพันธ์
ระหว่างแง่มุม ที่มองดูว่าแตกต่างกัน และไม่เกี่ยวพันกันเลยในความเป็นจริง..และทัศนะของเขาก็เป็นสิ่งที่เกิดจากคิดคำนึงเอา เป็นการสร้างสรรค์เท่ากันกับทัศนะของจิตรกร  ซึ่งนิธิ เอียวฯ เคยอ้างงานของ J.Bronowski เหมือนกับ Theodore Roszak ก็อ้างเช่นเดียวกัน
ในปัจจุบัน ความยุติธรรมต่อความเสมอภาค เมื่อจินตนาการ ก็มีอยู่จริง และtransdental สู่transiton และเรายืดหยุ่นให้พื้นที่ในสังคมไทยกันเถิด
วันที่ 2 กุมภา ที่ผ่านมา ครบรอบ 128  ปีของJames  Joyce -2 February 1882- เกี่ยวพันเมืองดับลินน์อย่างลึกซึ้งมาก เพราะเขาเป็นนักเขียนชาวไอร์แลนด์ เกิดในเมืองดับลิน และ He is best known for his landmark novel Ulysses (1922). Other major works
are the short-story collection Dubliners (1914), and the novels A Portrait of the Artist as a Young Man (1916) and Finnegans Wake (1939).
http://en.wikipedia.org/wiki/James_Joyce
ผลงานของจอยซ์ ก็มีลักษณะกระแสสำนึก เหมือนกรณีของวอจีเนีย วูลฟ์ นักเขียนสตรี ผู้เป็นเฟมินิสต์ ก็เกี่ยวพันในเรื่องspace and timeฯ(ผมอ้างเล่มนั้นแล้ว)   ซึ่งมันเกี่ยวโยงทางความคิดกับจอยซ์ และพรูสต์ เป็นต้น
 
-ศักดิ์ ภัทรา(ผมเข้าใจว่า นี่คือนามปากกาของชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ถ้าจำไม่ผิด)และหลายวันต่อมา ซึ่งผมอีเมล์ไปถามอ.ชูศักดิ์ ก็ข้อมูลถูกต้องตามด้วยผมไปหาหนังสือเรื่องคนกับหนังสือ มาดูใหม่อีกรอบว่า เคยเขียนบทความเรื่อง 100 ปี เจมส์ จอยซ์ ในนิตยสารโลกหนังสือ ปีที่ 5 ฉ.11 ส.ค. 2525 ( ฉบับ 100 ปี เจมส์ จอยซ์ )*. โปรยว่า "…เจมส์ จอยซ์ ยังคงครองความเป็นนักเขียน ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ใน
แง่ที่เขาไม่เคยตีพิมพ์งานใดๆ เลย นอกจากงานที่ยิ่งใหญ่…"คำยกย่องจาก Time Literary Supplement ซึ่งบทความดังกล่าว ผมก็ย่นย่อเล่าให้ฟังถึงการบรรยายเทคนิคการเขียนต่างๆ เช่น จอยซ์ ใช้เครื่องหมายขีด (-)  แทนการใช้เครื่องหมายคำพูด ("…  ") ตามแบบนิยายทั่วไป และ
เขาไปถึงขั้นใช้ภาษาหลุดพ้นหลักไวยากรณ์ไปในงานFinnegans Wake ซึ่ง Finnegan’s Wake ไม่มีตัวสัญลักษณ์’sแสดงความเป็นเจ้าของและบทความยังกล่าวถึง ว่าด้วยเมืองดับลินเนอร์ส ซึ่งนักเขียนหลายคน ใช้คำว่า ลอนเดอนเนอร์ และปารีเชียน กันมาก แต่ไม่มีใครเคยเขียน
ถึงกรุงดับลิน หรือเมืองดับลินแบบจอยซ์ แน่นอนว่า บทความดังกล่าวให้ภาพรวมในเรื่องชีวิตการทำงาน และความรักของจอยซ์ รวมทั้งผลงานต่างๆ เช่น Ulysses ว่า มาจากโครงสร้างเรื่องOdysses แต่ว่ามิใช่นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ที่ต้องมีการเดินทางผจญภัยกลับเมืองของเขา มันกลับ
กลายเป็นเรื่องคนขี้เมา ที่เดินท่องไปตามท้องถนนกรุงดับลิน…
 
-ดูข้อมูลรูปประกอบนิตยสารโลกหนังสือ http://www.digitalrarebook.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_detail&cid=6932&pid=60873 (หน้าปกโปรยบทความนิธิฯ ภาษาไทย"อิเลคทรอนิคส์"ด้วย)
-ผู้คนแห่งมหานครดับลิน = Dubliners / เจมส์ จอยซ์, ประพันธ์ ; วิมล กุณราชา, แปล-เรียบเรียง. คนสำเริง คืนสำราญ / เจมส์ จอยซ์, เขียน ; วิมล กุณราชา, แปล. A Portrait of the Artist as a Young Man=ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน แปลโดย วิมล กุณราชา และThe dead
แปลโดยภัควดี ฯ
-ยูลิสซีส (อังกฤษ: Ulysses) เป็นนวนิยายที่เขียนโดยเจมส์ จอยซ์ ที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเป็นตอนๆ ในนิตยสารอเมริกัน “The Little Review” ตั้งแต่เดืยนมีนาคม ค.ศ. 1918 จนถึงเดืยนธันวาคม ค.ศ. 1920 ต่อมาพิมพ์ทั้งเล่มโดยซิลเวีย บีชเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922
ที่ปารีส “ยูลิสซีส” เป็นงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญที่สุดของวรรณกรรมสมัยใหม่นิยม (Modernist literature)[1] ที่ได้รับการบรรยายว่าเป็นนวนิยายที่ “สรุปสะท้อนให้เห็นถึงสถานภาพของขบวนการทั้งสมัยทั้งหมด”[2]
“ยูลิสซีส” บรรยายเรื่องราวชีวิตของตัวละครเลโอโพลด์ บลูมในดับลินในวันๆ เดียววันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1904 ชื่อนวนิยายพ้องและเป็นนัยยะถึงโอดิสเซียส (ภาษาละตินของคำว่า “ยูลิสซีส”) ผู้เป็นตัวเอกในมหากาพย์ “โอดิสเซียส” โดยโฮเมอร์ (ตัวอย่าง, การติดต่อระหว่างเลโอโพลด์
บลูมกับโอดิสเซียส, มอลลี บลูม (ภรรยา) และ เพเนโลพี และ สตีเฟน เดดาลัส และ เทเลมาคัส) ในปัจจุบันผู้นิยมงานเขียนของจอยซ์ ฉลองวันที่ 16 มิถุนายนเป็น “วันบลูม” (Bloomsday)
หนังสือ “ยูลิสซีส” ที่มีทั้งหมด 265,000 คำจากศัพท์ 30,030 คำ (รวมทั้งชื่อ, พหูพจน์ และคำกิริยาในรูปต่างๆ)[3] แบ่งเป็น 18 ตอน ตั้งแต่ได้รับการพิมพ์เป็นต้นมา “ยูลิสซีส” ก็เป็นต้นตอของความโต้เถียงกันอย่างรุนแรง (controversy), การวิจัยอย่างละเอียดตั้งแต่การดำเนินคดีของ
เนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าหยาบโลน ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างผู้มีความเห็นแตกแยกกันที่ดำเนินต่อมา ลักษณะการเขียนที่เรียกว่าการเขียนตามกระแสสำนึก (Stream of consciousness) ของ “ยูลิสซีส” ที่วางโครงร่างอย่างระมัดระวัง และการเขียนเนื้อหาแบบทดลอง—ที่เต็มไป
ด้วยการเล่นคำ, วรรณกรรมล้อ และ นัยยะ รวมทั้งการสร้างตัวละครที่เต็มเป็นด้วยสาระ และอารมณ์ขัน ทำให้หนังสือได้รับสรรเสริญว่าเป็นงานชิ้นเอกของงานเขียนของวรรณกรรมสมัยใหม่นิยม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AA
 
-มโนสำนึกของฟินเนกัน (อังกฤษ: Finnegans Wake) เป็นนวนิยายชวนขัน (Comic novel) และงานชิ้นสุดท้ายที่เขียนโดยเจมส์ จอยซ์ ที่เขียนโดยใช้ลักษณะการเขียนแบบทดลอง ที่มีผลให้ได้ชื่อว่าเป็นงานวรรณกรรมนวนิยายชิ้นที่ยากแก่การเข้าใจมากที่สุดชิ้นหนึ่งของภาษา
อังกฤษ[1][2] จอยซ์ใช้เวลาถึง 17 ปีในการเขียนงานชิ้นนี้ในปารีส และในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939 สองปีก่อนที่จอยซ์จะเสียชีวิต
หนังสือทั้งเล่มเขียนโดยใช้จินตภาษา (idioglossia/idiosyncratic language) ที่ประกอบด้วยการเล่นคำ และคำสมาสที่จอยซ์สร้างขึ้นเอง (จินตสมาส (portmanteau)) โดยมีวัตถุประสงค์ที่สร้างบรรยากาศของจิตสำนึกที่อยู่ในสภาพระหว่างการหลับและการฝัน[3] การเขียน
โดยการใช้การทดลองทั้งโครงสร้างและการใช้ภาษา, การเขียนตามกระแสสำนึก, การใช้นัยยะ, การใช้นัยประหวัดอิสระ[4] (Free association) และการละทิ้งการเขียนแบบที่มีโครงเรื่อง และ ตัวละคร ทำให้ “มโนสำนึกของฟินเนกัน” กลายเป็นหนังสือที่ยังไม่ได้รับการอ่านโดย
สาธารณชนส่วนใหญ่[5][6]
B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99
 
-Odysseus (กรีก:???????? Odusseus) โอดีสซุซหรือยูลิซิซ (Ulysses) ในภาษาลาตินเป็นตัวเอกในบทประพันธุ์โอดิสซีของโฮเมอร์ และยังมีบทบาทสำคัญในอีเลียดของผู้เขียนคนเดียวกันอีกด้วย โอดีสซุซเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปจากการเดินทางกลับเมืองของเขาที่กินเวลาถึง
สิบปีหลังเสร็จสิ้นสงครามเมืองทรอย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B8%AA
กามเทพ ตามศิวปุราณะ กล่าวว่า กามเทพเป็นโอรสของพระพรหม http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E
-ผมยกตัวอย่างสองเรื่องนี้ คือ odysseus กับมหาภารตะ(อ.สุวรรณา แนะนำให้อ่านไว้อีกหนึ่งเล่ม และส่งมาให้ผมทางไปรษณีย์) ซึ่งทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกับเทพปกรัมของกรีก และเทพของพราหมณ์ ซึ่งมหาภารตะ จะเห็นถึงพระพรหมเป็นเทพเจ้าที่ลิขิตชีวิตของคน และยกการอุปมา
ชาติกำเนิดของคนเป็นว่ามนุษย์ ก็เหมือนสายน้ำไม่สามารถเลือกต้นกำเนิดแห่งน้ำได้ เป็นต้น โดยมุมมองของความรัก ก็เป็นเหมือนความเชื่อกับความรัก(ดูPostmodern magicฯ) กรณีมีกามเทพแบบฮินดู หรือ คิวปิค/อีรอส แบบกรีก ซึ่งกำหนดความรักของคน นอกจากแนวคิดของยุค
สมัยปัจจุบันว่า ความรักเป็นอารมณ์ ความรู้สึกของคนแล้ว
 
-Literary Review
The Time of Secret & The Time of Love
‘There is a limpid simplicity about his world,the gift
or the invention of childhood…it seems likely that
Pagnol’s oeuvre will be accorded a great measure
of respect as time goes by’
 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
พระพุทธรูปยิ้มได้ ข่าวดังเมื่อ 2 ปีก่อน
http://www.oknation.net/blog/SHUTTERTD/2007/07/29/entry-1
หลวงพ่อสมใจนึก (หลวงพ่อเพชร คือ ชื่อเดิม)….พระยิ้มได้ที่วัดอุโมงค์(เชียงใหม่)
http://74.125.153.132/search?q=cache:pYNtIIEIyHEJ:topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/02/E4112332/E4112332.html+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%
B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%2B%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%
E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C&cd=8&hl=th&ct=clnk&gl=th
ลุง  ลุง ๑ ความหมาย น. พี่ชายของพ่อหรือแม่ หรือชายที่มีวัยไล่เลี่ยแต่แก่กว่าพ่อหรือแม่, คําเรียกชายที่ไม่รู้จักแต่มักจะมีอายุแก่กว่าพ่อหรือแม่.ลุง ๒ ความหมาย ดู กร่าง.
 Uncle (Latin avunculus "little grandfather," diminutive of avus "grandfather,") is a family relationship or kinship, the brother or brother-in-law of a parent. A woman with an equivalent relationship is an aunt, and the
reciprocal relationship is that of a nephew or niece. It is also a title of respect for elders (for example older cousins, neighbors, acquaintances, as well as total strangers), especially in Russia, Japan, Malaysia,
Nigeria, Jamaica, India, Pakistan, Turkey, China, Maori culture and most Pacific Islands. See fictive kinship.
In the United States, the expression "say uncle" or just "uncle" may be used to indicate submission, such as when wrestling, or a cry for mercy in a game.[
uncle ‘[th/117520/cmupro/dictionary/m5r9-8a1d0d6a7] uncle N. ลุงrelate:{อาผู้ชาย}{น้าผู้ชาย}
[th/207817/en-th/dictionary/m5r9-6ffad7ff4] uncle uncle  (อัง’เคิล)n. ลุง, คุณลุง, คุณอา, คุณน้า, อาผู้ชาย, น้าผู้ชาย, อาเขย, น้าเขย,ผู้ให้กำลังใจ,
 
[th/251711/hope/dictionary/m5r9-0ab5692a7]
uncle tom N. คนรับใช้ผิวดำ (คำหยาบ)    relate:{คนผิวดำหรือนิโกรที่ถูกสอนให้รับใช้พวกผิวขาว}
[th/207820/en-th/dictionary/m5r9-f43666ca3]
uncle sam SL. รัฐบาลสหรัฐอเมริกาN. สหรัฐอเมริกา syn:{the United States}{United States}{America}
N. ชาวอเมริกัน[th/207818/en-th/dictionary/m5r9-1d60d5547] ลุง uncle
 Very Thai : ไก๊ด์บุ๊กยุคโพสต์-ทัวริสต์ (ดีไซน์ คัลเจอร์ ๒)
คอลัมน์ “ดีไซน์ คัลเจอร์” : ประชา สุวีรานนท์ “มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 6-12 เมษายน พ.ศ.2550″
ความเป็นไทยในหนังสือสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนมากนั้น มักจะนำเสนอด้วยวัตถุสิ่งของและพฤติกรรมที่มีความหมายตามประเพณี เช่น ลายไทย ใบตอง หลังคาจั่ว และรำไทย ถ้าเป็นสถานที่ ก็ต้องมีความหมายตามประวัติศาสตร์ฉบับราชการ เช่น วัดพระแก้ว และตลาดน้ำ
แต่ Very Thai : Everyday Popular Culture (River Books, 2005) เป็นหนังสือสำหรับนักท่องเที่ยว “พันธุ์ใหม่” ในสายตาของผู้เขียน คือ ฟิลิปส์ คอร์นเวลล์-สมิธ และช่างภาพ จอห์น กอสส์ ฝรั่งสองคนที่เข้ามาใข้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยมากว่าสิบปีแล้ว มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถุง
พลาสติคใส่น้ำดื่ม ลูกกรงเหล็กดัดและปลัดชิกต่างหากที่มีเอกลักษณ์หรือความโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร วิถีชีวิตที่พบเห็นตามตรอกซอย ตึกแถว และสวนจตุจักร อาจจะ Very Thai มากเสียยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในวัดวาอารามหรือพระราชวัง
Very Thai หรืออาจจะแปลว่า “ไทยๆ” คืออะไรก็ได้ที่ป๊อปปูล่าร์ในหมู่คนไทย และของไทยๆ เหล่านี้มีอยู่ดาษดื่นเสียจนคนไทยมักจะมองข้าม แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้ว ของดาษดื่นนี่แหละที่กระทบตากระทบใจยิ่งกว่าไทยประเพณีที่ราชการและบริษัททัวร์พยายามขาย ด้วยเห็นว่ามี
ความโดดเด่นและไม่ซ้ำแบบชาติใดๆ ในโลก
ในรูปเล่มที่คล้ายไก๊ด์บุ๊ก หนังสือแบ่งของไทยๆ ออกตามพื้นที่ นั่นคือ บนท้องถนน, ในโลกส่วนตัว, พิธีกรรม และกิจกรรมเพื่อความสนุก แต่ละพื้นที่มีบทความที่พยายามอธิบายความเป็นมาทั้งในเชิงรับใช้พฤติกรรมและความเชื่อ จุดเด่นคือรูปประกอบจำนวนมากที่ถ่ายอย่าง Snap Shot
หรือซื่อๆ ตรงๆ ราวตาเห็น ไม่มีการตกแต่งหรือดัดแปลงให้สวยงามแบบรูปโปสการ์ด ตามธรรมเนียมของหนังสือนำเที่ยวทั่วๆ ไป
ของไทยๆ อยู่ในทุกปริมณฑลของชีวิต เช่นทั้งในวิถีชีวิตของเมืองและชนบท (ยามรักษาความปลอดภัยกับคาราโอเกะ), ทั้งมีรากเหง้าและนำเข้ามาจากต่างประเทศ (พระเครื่องกับโทรศัพท์มือถือ), ทั้งสิ่งที่เราภูมิใจและไม่เคยนึกอยากจะเอาออกมาอวด (ตึกโรมันกับท่อพีวีซีสีฟ้า), พาด
ผ่านพรมแดนของเพศและวัย (นางงาม, กระเทย และชุดพระราชทาน),
อาจซึมซ่านไปทั่วโดยไม่คำนึงถึงชนขั้น (กระแสคลั่งต้นไม้ในกระถางกับหนังสือการ์ตูน) และเนื้อหาการเมือง (เครื่องแต่งกายของนักร้องเพลงเพื่อชีวิตกับอินดี้)
ที่สำคัญ ของไทยๆ ไม่ได้มีรากเหง้าเก่าแก่มาจากไหน อยู่ในปัจจุบันและชีวิตประจำวันของเรานี่เอง
อันที่จริง เรื่องราวของสักยันต์ แม่ย่านางและรถตุ๊กตุ๊ก อาจจะเคยปรากฏในหนังสือนำเที่ยวยุคก่อน แต่ก็มีฐานะเป้นเพียงน้ำจิ้มหรือโชว์สลับฉาก มีไว้แก้เลี่ยนหลังจากอิ่มเอมกับความเป็นไทยแบบทางการมาแล้ว แต่สำหรับ Very Thai สิ่งที่เคยเป็นแค่ “กาก” ทางวัฒนธรรมนั้นความสำคัญ
ถึงขั้นสะท้อนความเป็นไทยที่แท้จริง
Very Thai มีข้อมูลและคำอธิบายที่หนักแน่นไม่แพ้งานวิจัยเชิงมานุษยวิทยา หนังสือจะพยายามให้คำอธิบายว่าทำไมนักดนตรีตาบอดและช้างจึงมีอยู่ทั่วไปตามท้องถนน ละครน้ำเน่ามีอิทธิพลต่อชีวิตคนไทยแค่ไหน เหตุใดชาวไฮโซต้องไว้ผมทรงบิ๊กแฮร์ จิตรกรรมบนตัวถังรถสิบล้อและ
รถทัวร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่และสักยันต์ลวดลายแปลกๆ มีความหมายอย่างไร
ด้วยลีลาที่สนุกสนานเข้ากันกับจิตวิญญาณแบบไทยๆ Very Thai สามารถโน้มน้าวให้ชาวต่างชาติมองเห็นความลึกซึ้งในส่ิงที่เป็น “ทัศนะอุจาด” หรือขาดรสนิยมในสายตาคนไทยเช่น สายไฟรกรุงรัง ลูกกรงเหล็กดัด ประตูอัลลอยด์ และเก้าอี้พลาสติค
นอกจากนั้น Very Thai ยังนำความเห็นของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านวัฒนธรรมไทย (เช่น สุเมธ ชุมสาย, เอนก นาวิกมูล, เผ่าทอง ทองเจือ, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ) มารวบรวมและเทียบเคียงกัน คำอธิบายวิธีขับและจอดรถของชาวไทยที่ว่าคล้ายธรรมเนียมดั้งเดิมในการพายเรือ จึงฟังดูคล้ายข้อ
เสนอของนักวิชาการใน “ลักษณะไทย” (พ.ศ.2525) หรือหนังสือที่นิยามความเป็นไทยเล่มมาตรฐานเล่มหนึ่งทีเดียว
กล่าวได้ว่า ทั้งใจแง่ข้อมูลและมุมมอง Very Thai เป็นหนังสือของนักท่องเที่ยวพันธุ์ใหม่ที่เรียกกันว่า “โพสต์-ทัวริสต์”
“โพสต์-ทัวริสต์” คืออะไร คำตอบคือ “ด้านตรงข้าม” ของทัวริสต์ในยุค Mass Tourism
ในขณะที่ทัวริสต์จะตระเวณชมวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของบรรพบุรุษของตนเองหรือคนอื่น เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้” (Authentic) ในเชิงวัฒนธรรม โพสต์-ทัวร์ริสต์ หรือนักท่องเที่ยวรุ่นต่อมา กลับมีสำนึกว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (เช่น ความเป็นไทย ลาว จีน หรืออิตาลี)
หรือความแท้ที่โฆษณาไว้ในโบรชัวร์สีสวยๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการจัดฉาก
Very Thai มีทัศนะคล้ายกัน ผู้เขียนมองเห็นวิกฤตของไทยประเพณี เช่น หันเหไปรับใช้นักท่องเที่ยวด้วยเทศกาลปลอมๆ และไลท์แอนด์ซาวด์เว่อร์ๆ หรือไม่ก็กลายเป็นช้างหล่อเรซิ่นและเครื่องสังฆทานพลาสติค ส่วนไทยพื้นบ้านนั้นเล่า ก็ถูกราชการ, บริโภคนิยม และกระแส OTOP ดูด
กลืน แต่ในวิกฤตนี้ ของไทยๆ กลับตอบสนองอย่างว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงดีไซน์หรือเทคโนโลยี ที่สำคัญสะท้อนความรักสนุก และมีชีวิตชีวาของสังคมไทยได้ดีกว่า
มองในเชิงโครงสร้าง ไทยๆ กับไทยประเพณีมีความสัมพันธ์กันแบบคู่ตรงข้าม เช่น แทนท่ีจะมีเนื้อแท้และรากเหง้าอันเก่าแก่ไทยๆ จะอยู่ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเกิดจากการประยุกต์ ผสมผสาน หรือกระทั่งลอกเลียนแบบ แทนที่จะเป้นเลิศหรือวิจิตรบรรจง ไทยๆ จะหลวมๆ สบายๆ หรือ
ไม่เคร่งครัดจริงจัง
Very Thai ไม่ติดยึดในที่มาหรือรากเหง้า ไม่สนใจว่ากำเนิดของสิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิปัญญาหรือความมักง่าย ลอกเลียนหรือสร้างใหม่ อิมพอร์ตหรือไพเวต มันอาจจะเป็นประดิษฐกรรมของคนไทยที่ใช้ประกาศฐานันดรใหม่และปลีกตัวออกห่างจากประเพณี อาจเกิดจากการหยิบฉวยอะไร
ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น, เพลงป๊อป ลัทธิพิธีบูชาผู้คนหรือกระทั่งแบรนด์นอกชื่อดังๆ
โพสต์-ทัวริสต์ เป็นปรากฏการณ์ของโลกยุคโพสต์-โมเดิร์น ซึ่งตั้งคำถามกับ “ความแท้” ของประสบการณ์และวัฒนธรรมในบทความชื่อ The Consumption of Tourism ของ จอห์น เออรี่ (Consuming Places, Routledge 1995) ผู้เขียนให้คำนิยามโพสต์-ทัวริสต์ ไว้ว่า “…
เป็นนักท่องเที่ยวที่รู้ดีว่า สถานที่ท่องเที่ยวแบบหมู่บ้านชาวประมงที่แท้นั้น จะรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ได้ก็โดยพึ่งพาเงินตราจากนักท่องเที่ยว” พูดอีกอย่างหนึ่ง การแสวงหาความแท้ผ่านการท่องเที่ยวนั้น มีความขัดแย้งในตัวเองหรือเป็น Paradox ถ้าหากวิถีชีวิตของชาวประมงดำรงอยู่
ได้โดยมีจุดประสงค์แต่เบื้องต้นว่าเพื่อรับใช้นักท่องเที่ยวเสียแล้ว นักท่องเที่ยวจะค้นพบความแท้ได้อย่างไร
เมื่อเดินทางไปต่างแดน โพสต์-ทัวริสต์อาจจะทำตัวคล้ายทัวริสต์ นั่นคือดั้นด้นค้นหาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (เช่น ความเป็นไทย ลาว จีน หรืออิตาลี) แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างออกไปคือมีสำนึกว่าอิทธิพลของทุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เข้าไปทำลายอัตตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม
หมดแล้ว เขาจึงไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ จะมีความโดดเด่นเป็นหนึ่งเดียว และที่สำคัญ โพสต์-ทัวริสต์จะชอบหาความเพลิดเพลินเจริญใจจาก “ของเทียม” หรือการผสมผสานจนเกิดผลงานที่ “กลายพันธุ์” ในวัฒนธรรมต่างๆ
เพราะป๊อปคือการก๊อปปี้ การที่ Very Thai นิยามว่าของไทยๆ อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป ทำให้ผู้เขียนสรุปแบบฟันธงได้ว่า ความเป็นไทยๆ ไม่มีเนื้อแท้ หรือถ้าจะมี ก็ไม่ช่ความมีรากเหง้าเก่าแก่และวิจิตรบรรจง แต่คือความสามารถดูดกลืนความไม่ไทยให้มาเป็นไทย
ของไทยๆ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เก่ากับใหม่ โหราศาสตร์ไทยมีส่วนผสมของฮินดู จีน และฝรั่ง นางงามนิยมไว้ผมทรงฟาร่า (ฟอว์เซตต์) ผู้เขียนกล่าวอย่างติดตลกว่า ความสามารถในการดูดกลืนของคนไทยนั้นแสดงออกตามตัวอักษร เช่น การแก้
ปัญหาตั๊กแตน (เมื่อครั้งบุกเข้าทำลายพีืชสวนไร่นาในปี พ.ศ.2528) ด้วยการจับเอามากิน
หากของไทยๆ จะมีเนื้อแท้ สิ่งนั้นคงไม่อาจเรียกว่านวัตกรรมแต่เป็นความสามารถในการดัดแปลง (Essence lies not in invention but transformation.) และถ้าคำนึงถึง Attitude มากกว่า Product ผลที่ได้ก็ต้องถือว่ามีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำแบบใคร
ทัศนะรังเกียจของแท้ที่จัดฉากและหันไปชื่นชมของเทียมที่เป็นตัวของตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งมุมมองแบบโพสต์-ทัวริสต์เช่นนี้ ปรากฏชัดใน Very Thai
ในเมืองไทย โพสต์-ทัวริสต์ เริ่มต้นขึ้นจริงๆ ในยุค Unseen Thailand ซึ่งเริ่มนโยบายเปิดซอกมุมที่เคยถูกปิดบังในบ้านเราให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามา “ค้นพบ” ความเป็นไทย โดยเฉพาะในแบบที่อยู่นอกรั้วของวัดวัง
พื้นที่เชิงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในเมือง, ชนบทหรือวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย ต่างก็กำลังถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และในทำนองเดียวกัน วัฒนธรรมไทยในด้านที่ Unseen หรือของไทยๆ จำนวนมากมายที่ถูกรวบรวมไว้ใน Very Thai ก็กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาทำให้เป็นจุด
สนใจ รวมทั้งถูกยกเป็น icon แห่งความเป็นไทย
ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มนี้จึงมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นไกด์บุ๊ก สำหรับนักท่องเที่ยวแบบโพสต์-ทัวริสต์แล้ว ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สะท้อนสำนึกแห่งความเป็นไทยแบบใหม่ๆ ในยุค Unseen Thailand อีกด้วย
 
—ผมเป็นคนไทยอยากไปสวิสตเซอร์แลนด์ แดนดินที่ จบชีวิตของจอยซ์ ซึ่งผมสมัครทุนไปที่นั่น เงียบหายต๋อมไปเลย ครับ ไม่ได้หายธรรมดา แต่มันก็ยังไม่หายนะหรอกมั้งครับ
-จอหน์ คีตส์ กล่าวถึงชีวิตของมนุษย์ นั้น เป็นเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืน แต่เสียงนกไนติงเกิล เป็นอมตะ ในบทกวี (ซึ่ง tender is The night อ้างไว้)….. เสียงอ่อนหวาน ซึ่งผมอ้างอิงจากไบโอสโคป ที่มีเชื่อมโยงกับหนังเรื่อง Dead poet society กล่าวถึงวอลท์ วิทแมน ว่าจัดอยู่ในกลุ่ม
Transdentalism ทางจิตวิญญานด้วย ครับ
-จากยุคโรแมนติคของจอหน์ คีตส์ถึงบริบทของไทย
-ข้าว-แม่โพสพเป็นจิตวิญญาณ และข้าว คือ อาหารสำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายมนุษย์เพื่อปฏิบัติธรรม และพลังงานของการทำบุญกับพระ และข้าวยังถูกเป็นพืชเศรษฐกิจของรัฐ และข้าว ยังถูกทำเป็นสินค้าสำหรับการค้าในโฆษณา
ดูเพิ่มเติมของวิทยานิพนธ์ ในบทที่ 1
http://search.lib.cmu.ac.th/search/a{736}{697}{693}{707}{692}{722}{711}+{737}{702}{695}{706}{748}{673}{728}{709}/a|b9e0b5c3b4d2c7+bee1b7c2eca1d8c5/1,1,3,B/l856~b1260211&FF=a|b9e0b5c3b4d2c7+bee1b7c2eca1d8c5&1,,3,4,0
บทที่2
http://search.lib.cmu.ac.th/search/a{736}{697}{693}{707}{692}{722}{711}+{737}{702}{695}{706}{748}{673}{728}{709}/a|b9e0b5c3b4d2c7+bee1b7c2eca1d8c5/1,1,3,B/l856~b1260211&FF=a|b9e0b5c3b4d2c7+bee1b7c2eca1d8c5&1,,3,5,0
จากแค่เรื่องคำว่า “ข้าว” เป็นคำเดียว สำหรับคนไทย เช่น คอลัมภ์ มองไทยใหม่ / นิตยา กาญจนะวรรณ "แล้วการเขียนก็เปลี่ยนไป (๑)-(๒) " ซึ่งเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 1540 [19-25 ก.พ.2553]  ก็อ้างมาตรฐานภาษาไทยใหม่ เปลี่ยนไปและข้อคิดเห็นของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เกี่ยวกับมาตรฐานของคำว่า เข้า/ข้าว ที่มีความนิยมคำว่าข้าว มากว่าในอดีต จนบรรจุอยู่ในพจนานุกรม และก็มีการสืบค้นของจิตร ภูมิศักดิ์ ในประวัติตั้งแต่คำว่า “เข้า” แปลว่า “ปี” และ “ข้าว” ซึ่งคำว่าข้าว ก็ปรากฏตั้งแต่สมัยศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ ว่า“เข้า” คือ “ข้าว” และหมายถึง “ปี” เนื่องจากชีวิตประจำวันการผลิตข้าวเกี่ยวข้องวันเดือนปีในสมัยก่อน แล้วต่อมาคำว่า เข้า/ข้าว ก็กลายเป็น “ข้าว”แค่คำเดียว นั่นแหละ ถ้าเรานึกถึงภาษาวัยรุ่นหน่อย ก็จะรู้ว่าภาษาเปลี่ยนไป เช่น คำว่า งานเข้า! ก็เป็นที่นิยมขึ้นมา แสดงถึงเมื่อเกิดวิกฤติงานๆ ครับ
 
-ก่อนช่วงสมัยร.4 สังคมไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ 1.ธรรมชาติอธิบายตามหลักพุทธศาสนา 2.แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ คือ ผี และเริ่มเกิดแนวคิดมองธรรมชาติแบบโรแมนติคในหมู่ชนชั้นนำของสยาม ซึ่งรับอิทธิพล
จากต่างประเทศควบคู่กับแนวคิดเดิม(ดู เนตรดาว "วิทยานิพนธ์:การสร้างอุดมการณ์สิ่งแวดล้อมในงานโฆษณา") นั่นก็คือ การมองธรรมชาติในทางกายภาพ ให้ความสำคัญกับความสวยงาม การเป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อชื่นชมความงดงามของป่า สัตว์ป่า ดอกไม้นานาพันธุ์ รวมถึงแนวคิด
ในการนำธรรมชาติมาดัดแปลงและจำลองธรรมชาติมาอยู่ใกล้ๆตัว เพื่อสร้างความสวยงามภายในสถานที่ๆ ตนเองอาศัยอยู่ แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในวรรณกรรมหลายเรื่องช่วงต้นรัตนโกสินทร์ในสมัยร.2 เช่น ขุนช้างขุนแผน(ดูยศ และอรัญญา "สภาพแวดล้อมนิยมในสังคมไทย"สังคมศาสตร์
ปีที่ 12ฉบับที่2/2543) และดูนิธิ เอียวฯ อันเนื่องมาจากมหาชาติเมืองเพชร(หนังสือปากไก่และใบเรือฯ)… รูปแบบฉันทลักษณ์ที่ใช้ในกาพย์มหาชาติเป็นเรื่องที่น่าสนใจ กาพย์มหาชาติใช้กลอนเทศน์ล้วนๆ ตลอดเรื่อง คำประพันธ์ที่เรียกว่ากลอนเทศน์นี้ ก็คือ ร่ายยาวนั่นเอง..(ดูคำอธิบายเพิ่ม
เติม ว่า ร่าย เกี่ยวกับสัมผัสบาท หรือประโยค เสียง จำนวนคำ ฯลฯ)…
ร่ายสำหรับการสื่อสารมนุษย์กับเทพหรือผี. ฯลฯ..การประดับตกแต่งศาลาการเปรียญตอนเทศน์ด้วยกล้วย อ้อย เป็นเชิงสมมติป่าหิมพานต์..ฯลฯ….การเปรียบเทียบวิธีการชมนก ความฉบับเมืองเพชรใช้การเล่นสัมผัสอักษรเป็นเกณฑ์ เช่น นกยางต้องจับยอดยูง สาลิกาก็ต้องจับต้นแก้ว ฯลฯ
แล้วกวีในต้นรัตนโกสินทร์ ก็หันมาชมป่าแบบนิราศสุนทรภู่ คือ ปรากฏป่าเป็นตามความจริง มีความงามที่มนุษย์สัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า อันกวีพึงบรรยายถึงถ้อยคำตรงความหมายมากกว่าอาศัยการสัมผัสอักษรให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์โดยไร้ความหมาย..(
สรุปย่อโดยผมเอง
ว่าง่ายๆ จากมหาชาติยุคปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์เราได้เห็นchangeในมหาชาติเมืองเพชร)-อรรคพล: ถ้าเช่นนั้น มหาชาติเมืองเพชร ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบความทันสมัย ความจริง ก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่อย่างแน่นอน แล้วมหาชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
กำลังถูกปรับใหม่ สู่ความจริงในแบบใหม่ เพราะการอธิบายธรรมชาติ วิธีชมนก น่าสนใจว่า กวี เช่น จอหน์ คีตส์ ยุคโรแมนติค กล่าวถึงเสียงนกไนติงเกิลร้อง ซึ่งเสียงนกร้อง ตามธรรมชาติ เป็นพลังการละเล่นจากส่วนเกินตามธรรมชาติ(ดู เฉลิมเกรียติฯ) และศิลปะ เป็นสุนทรียจากความเป็น
จริง เกี่ยวพันนิรันดร์ จินตนาการ ก็คล้ายลักษณะความเป็นไทยของกวี ที่มีการเปลี่ยนสุนทรีย์ สู่ลักษณะเสียงธรรมชาติ เป็นเสียง จังหวะคำและบทกลอน ถึงบทกวี นี่ผมเป็นตัวอย่างบริบท วัฒนธรรม และความแตกต่าง แต่ว่าลักษณะร่วม คือ ความจริงตามธรรมชาติ
กามนิต วาสิฏฐี  เป็นหนังสือดี100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน(ปรากฏในแบบเรียนเหมือนสามก๊ก) และกลิ่น coral tree  คือ ต้นทองหลาง ประวาลพฤกษ์ ต้นปาริชาติ ซึ่งกลิ่นก็จะทำให้ระลึกชาติได้
-sun ถูกซ้อนทับโดย เมฆซ่อน เทพพระอาทิตย์ และ moon เหมือนเป็นคู่กัน แต่sun ทำร้ายคนได้ กรณีนิยายเรื่อง คนนอกของกามูส์ ซึ่งมันสะท้อนสัญลักษณ์จากพระอาทิตย์ส่องสว่าง ตั้งแต่ยุคกรีก ถึงปัจจุบัน และเรื่องราวในชีวิต ทุกคนก็สามารถเป็นโศกนาฏกรรม ศิลปะ และชีวิต
ประจำวันด้วยเช่นกัน
‘I believe in justice, but I’ll defend my mother before justice.-ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรม แต่จะปกป้องแม่ของผมก่อนความยุติธรรม’,Albert Camus
View Full Version : Mother or Justice?
——————————————————————————–
Morty04-06-2005, 10:54 AM
Albert Camus was once asked to choose between his mother and justice. Claiming human emotion was more important than some ephermal idea, he chose his mother. "I love justice, but I will defend my mother
before justice." he said.
I’d also choose my mother. There is no doubt. It may be practically wrong, it may be selfish, but it is my final answer. You could give me 100 different reasons not to choose my mother, and it would change nothing.
——————————————————————————–
Io.04-06-2005, 09:32 PM
Morty,
I think you have an interesting debate here and I like your reasoning but I’m a little unsure as to how I should interpret ‘justice.’ Is it merely supposed to be the /idea/ of justice? Here’s an unrealistic situation:
My hypothetical mother is in breach of the law
However, all of my friends, relations and loved ones stand wrongfully accused of heresy/treason and will be sentenced to death unless I testify.
Now, in the name of justice I will support them, but only because I stand to lose more if I choose to save my mother, therefore the choice is a matter of value, to which, according to my own interest, I will choose who to
save, with the possibility that justice is the outcome.
Maybe you could conduct something hypothetical, perhaps a case where I should testify or condemn in a situation which I do not feel so personally attached to.
Io.
——————————————————————————–
Scheherazade04-06-2005, 10:30 PM
Albert Camus was once asked to choose between his mother and justice. Claiming human emotion was more important than some ephermal idea, he chose his mother. "I love justice, but I will defend my mother
before justice." he said.
That is an interesting quote by Camus. Made me think of ‘The Outsider’ and wanted me to read and find out more about Camus’ bio.
My choice… it would depend on many things… Justice for what? Under what conditions?
——————————————————————————–
musi04-07-2005, 09:46 AM
my mother..
probably because i think she is the greatest woman on the planet and i’ve known her for quite a while🙂 , which makes me believe she is quite unlikely to do anything against justice..
but it is a tough question, really. i mean, if i were in a situation to choose between mother and justice, represented by another person i love, that could be really trying.. then the details would really decide it for me or
my mother’s opinion..
——————————————————————————–
dumptruckrabbit04-15-2005, 12:01 PM
Is this sort of a hypothetical situation where you choose between your mothers’ death and the disappearance of justice? Well what would a world without justice be? What I have to consider is whether a world without
my mother would be worse for me than a world without justice. I suppose I could also consider if it would be worse for other people, but I wont, because that wouldn’t change my mind, I’m selfish. Unfortunately for this
argument, however, I’m having difficulty imagining a world where an abstract concept goes missing. But just because I feel I should say either way, id probably pick justice, as a world without my mother doesn’t strike
me as all that bad, I’m not very close to the lady. Although, I would feel some grief at her death and I’m not sure how id feel about the death of an idea. I guess that’s what Camus was suggesting about the importance
of human emotion over abstract concept. Overall I think its a problematic question, cant really be answered satisfactorily.
——————————————————————————–
utopian06-09-2005, 03:15 AM
Camus rewrote the question, for he was not asked to choose between justice and his mother. When Camus went to Stockholm to get his Nobel in Literature, he was criticized by an Arab student who asserted that
Camus didn’t care about the plight of Arabs in Algeria. Camus replied: "I have to denounce blind terrorism in the streets of Algiers, which might one day strike my mother or my family. I believe in justice, but I’ll defend
my mother before justice."
This was not interpreted as being ambiguous or a simple criticism of terrorism as a tactic. It indicated that even though justice was on the side of the Arab nationalists, Camus sided with the French colonialists. Even
after France moved towards independence for Algeria, Camus planned to campaign against it.
In my opinion, Camus’s remarks were demagogic. Instead of discussing the plight of Arabs, he beat his breast about his family. It is akin to those members of the middle- and upper-class who chose Pinochet over
the fear of communism in Chile. While many recognized the injustice done to the poor, they sided with Pinochet’s repression while claiming to defend God and the family.
——————————————————————————–
Unregistered06-09-2005, 07:36 AM
Well. Camus was an existentialist. For him, justice is an outside notion – a secondary one (not immediate). Thus he chooses that which gives justice meaning if it is ever to exist – his self (mother) and his own
engagement with it.
The devotion to the mother is the priority that gives justice meaning in existence, as it relates to humans and not itself. Justice is meaningless without mother and self (the subject’s relation to it, fleshed out absolutely).
Camus showed, by example, that the Arabs could only beat their own breasts -about family- and not about justice. Justice can be bloodthirsty. It deals balancing things that cannot truly be balanced. Family is
salvation – it does not balance, it dedicates and proovides the feeding ground for existence. An individual’s relation to the family, as a priority that takes precedent over everything, leads them away from the defense
of an abstract that thinks in principles. You don’t count the bodies of your family members. The idea of family taking precedent has to be internalised first if it is ever to spread to our conceptions of our enemies.
Camus might say to the terrorists of the time: "I represent injustice, but you have taken it further and intensified it. In this way you have been colonized by me. Each act of violence is the affirmation of your tendency to
be better than your master in this game. Why take on the face of my injustice – you cannot destroy it by doing so, you can only become it. I will not let my injustice be intensified. Let us finish the game, and think of our
mothers." The mother represents the unification of man. Camus would have stopped advocating French rule if he could see that the slaves had stopped trying to outdo their masters in injustice – if they had shown the
bravery of being the sons of mothers and not the sons of injustice.
– การพูดคุยประเด็นความยุติธรรมเกี่ยวกับกามูส์ จากเว็บดังกล่าว สะท้อนในเรื่อง The Rebel  หรือ spirits Rebellious แบบคาริล ยิบรานก็ได้
 
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
-บึงหญ้าป่าใหญ่ 1 ในหนังสือดี 100 เล่ม ที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน บทสรุปโครงการวิจัย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5_100_%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%
B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%
B8%99
รายชื่อ 100 หนังสือดีวิทยาศาสตร์ไทย (โครงการลำดับถัดไป)
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
หนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน
 
 -ว่าด้วยมหากวีสุนทรภู่ ศิลปินและนักเขียน
เมื่อเรานึกถึงมหากวีของไทย แน่นอน เราย่อมไม่ลืมนึกถึงสุนทรภู่ ผู้เขียนกลอน ….ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ,,,,
 ซึ่งนิธิ เคยอ้างถึงสุนทรภู่ ในปากไก่ฯ ว่า งานนิราศของสุนทรภู่เกี่ยวกับผู้หญิงมาก ซึ่งสะท้อนมาตรฐานศีลธรรมของคนยุคนั้นเปลี่ยนไป(นี่จากความทรงจำของผม) นอกจากล่องเรือชมธรรมชาติ เป็นนิราศแล้ว
-ถ้าคิดดูเพิ่มเติม-วิญญาณขบถ (Spirits Rebellious)แบบคาริล ยิบราน
คาริล ยิบราน (Kahlil Gibran)ได้กล่าวถึงความรักด้วยภาษางดงาม แปลโดย อ.ระวี ภาวิไล
" ความรักไม่รู้ความล้ำลึกของตนเอง
จนกว่าจะถึงชั่วโมงของการจากพราก "
 
-ผมเคยเรียนวิชาทฤษฎี กับอ.ยศ เกี่ยวกับบูร์ดิเยอ เนี่ยแหละ ซึ่งเอกสารภาษาอังกฤษ เยอะมาก โดยปัจจุบัน ผมก็ยังไม่มีเวลาอ่านจบ และผมยังจำได้ดี ถึงการวิเคราะห์ของบูร์ดิเยอ กับศิลปิน ซึ่งอ.ยศ ก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับศิลปินไทย ในการศึกษา"สนาม" ไม่ว่าจะเรื่องทุนวัฒนธรรม ทุน
เศรษฐกิจ ต่างๆ แล้วผมก็กลับมาอ่านหนังสือแปล"เศรษฐกิจของทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์" ในหลายปีต่อมา ทำให้ผมเห็นบางประโยคน่าสนใจว่า บูร์ดิเยอ เคยวิเคราะห์ ศิลปิน ผู้ไม่ประสบความสำเร็จว่า เขาอาจจะหลงว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะความล้มเหลม ตลาด และคนไม่ยอมรับ
ซึ่งมันเป็นปริมณฑล อีกด้านกลับหนึ่งของโลก ว่า ศิลปินแก่ๆ หรือ คนเขียนหนังสือ ที่ไม่มีคนอ่าน ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนทำละคร ฯลฯ เป็นผู้ประสบความสำเร็จ(สรุปโดยอรรคพล) แน่นอนว่า มันเป็นมุมมอง ที่เป็นตัวชี้วัดนอกจาก ตลาด สถาบัน ผู้คนยอมรับ และกาลเวลา ก็คือ ถ้าเรานึกถึงศิลปิน
นักเขียนไทย ที่เป็นคนนอกของสถาบัน เช่น จ่าง แซ่ตั้ง ฯลฯ เป็นต้น นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมเคยคุยกับอ.เทพศิรี แต่คนละประเด็นกัน และไม่ใช่เรื่องศิลปินแบบเฟื้อ กรณีอ.เทพฯ และพี่กิ้ง ซึ่งคนนอกของสถาบัน กว่าจะได้การยอมรับอาจจะตายไปก่อน กรณีแวนโก๊ะ และกวีคนหนึ่ง ไม่แน่ใจ
ว่าของสเปน หรือ เปล่า ซึ่งผมจำได้คร่าวๆ ว่า อ่านเจอประวัติ ว่าเขามีชื่อเสียงแค่ละแวกบ้านของเขาเอง ก่อนที่เขาจะตายแล้วโด่งดัง เช่นเดียวกับนิทเช่ ที่มีหนังสือออกมาแล้วขายไม่ได้ คล้ายคลึงกรณีเจมส์ จอยซ์ ขายหนังสือไม่ออกในแง่นี้
-ดูเพิ่มเติม "ปิแยร์ บูร์ดิเยอ" ที่มีชื่อว่า "เศรษฐกิจของทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์" โดย ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข เป็นผู้แปล และมี อ.นพพร ประชากุล (ผู้ล่วงลับ) เป็นบรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คบไฟ
http://konmongnang.exteen.com/20080326/entry
http://joker225.multiply.com/journal/item/5
http://gotoknow.org/blog/krishna/341029
www.midnightuniv.org/midnighttext/000982.doc
—-ว่าด้วยวันเวลา การร่วมงานต่างๆ และการพบปะผู้คน
ผมขอเขียนสั้นๆ ว่าด้วยบทความ "ในวรรณกรรม" ตอนจบ(สารคดี ฉ.125) กรณีการผจญภัยของฮัคฟินน์ นำเสนอมุมมองภายในของฮัค เมื่อฮัคตัดสินใจว่า เขายอม"ตกนรก"(อ.ชูศักดิ์ พูดเพิ่มเติมว่า ฮัคโกหก) โดยการช่วยเหลือจิม ทาสที่หนีมา และเราคุยกันต่อ นอกเหนือเรื่องเสียงเล่าเรื่อง เมื่ออ.ชูศักดิ์ ยกตัวอย่างเปรียบ
เทียบดั่งคน เหมือนสัตว์ และสิ่งของ ที่ซื้อขายทาสได้ จากการสนทนาสั้นๆ ระหว่างบังเอิญเจอที่งานวิชาการฯ ก็ซักถามอ.ชูศักดิ์ฯ จากเรื่องที่อ.ชูศักดิ์ เคยเขียนเกี่ยวกับฮัค กับมารค ทเวน-อ.ชูศักดิ์ และเรื่องที่สองที่สอบถามหาคำตอบก็คือ วารสารอ่าน
ปรัศวภาควิโลม(แปลว่าอะไร? )วรรณกรรมไทยสมัยใหม่ ในสายตาเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน
อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ | อ่านใหม่  ชื่อบทความของอ.ชูศักดิ์ ในวารสาร อ่าน และผมนึกถึงคำว่า วาทกรรม ที่มีบัญญัติว่า ปริเฉท ฯลฯ และอ.ชูศักดิ์ ก็บอกว่ามันมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับกระจกเงา ฯลฯ
http://www.readjournal.org/read-journal/2009-10-vol-6/reread06/
ซึ่งอ.ชูศักดิ์ เคยกระตุ้นให้เขียนผลงานในวารสารอ่าน และผมก็ไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาได้เขียนสักที เหมือนกับสิงห์ สนามหลวงให้ผมเขียนจดหมายไปหาเขา
-คำประกาศนักเขียนอิสระ ‘คนต้องเท่ากัน’
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28050
-จากการร่วมลงชื่อเรื่องคำประกาศ ถึงงานเขียนคอลัมภ์ส่วนตัว ซึ่งผมต้องกลับมาเขียนเรื่องเวียดนามต่อ ก็เตรียมกล่าวถึงลุงโฮฯ หรือปู่โฮจิมินห์ นิดหน่อย เนื่องจากลุงโฮจิมินห์ เคยหลบหนีจากเวียดนาม ก็เดินทางมาบ้านดง ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร และเขาก็เข้ามาเกี่ยว
พันจัดตั้งเยาวชนฯ ที่มีความเกี่ยวข้องเวียดนามและเขาเดินทางต่อไปอยู่ที่ นครพนม มาหัดทำนา และตั้งชื่อตัวเอง ว่าลุงโฮฯ ซึ่งประวัติของลุงโฮฯ ก็มีผลงานโฮจิมินห์ โดย ศุขปรีดา พนมยงค์ แล้วทำให้ผมนึกถึงหนังสือเกี่ยวกับศิลปะของลาตินอเมริกา ซึ่งผมซื้อมามันกล่าวถึงภูมิศาสตร์กับความเป็นชาติ ที่เชื่อมโยงลาตินอเมริกา
โดยนักเขียนน่าสนใจ ที่มีนามว่าJorge Luis Borges— และเขาก็อ้างงานของเจมส์ จอยซ์ (ก็เขียนบทกวี)ยูลิซิสความเป็นสมัยใหม่ของลาติน อเมริกา ท่ามกลางบริบทรัฐชาติ สมัยใหม่ กับอิทธิพลของวรรณกรรมสมัยใหม่ ซึ่งถ้าเราคิดถึงเรื่องตรงกันข้าม เหมือนกับผมเคยยืนอยู่ตรงกันข้ามเมืองชายแดนสองฝั่งโขง
http://en.wikipedia.org/wiki/Jorge_Luis_Borges
-ชีวิตของผม ก็เหมือนผมยุ่งๆ จากเดือนกุมภา-เดือนมีนา ซึ่งผมเดินทางไปงานแต่งงานเพื่อนสนิท(เรื่องเล่าที่ดีมาก) ไปต่างจังหวัด เชียงราย กับพบปะผู้คนหลายคน และวันที่ 1มีนาคม ซึ่งผมไปร่วมสรุปงานกับชาวบ้าน แกนนำ ที่วัดเจดีย์แม่ครัวฯลฯ(ถ้ามีเวลาจะเล่าน่ะครับ)และก็มีโอกาสพบเจอ อ.กุลลดา อ.ธเนศวร์ และช่วงเดือนนั้นร่วมโตีะ อ.อรรถจักร์(ก็บอกว่าติดตามผลงานของผม ทั้งชมว่าผมเขียนภาษาดี) อ.สายชล อ.โยชิฟูมิ ทามาดะ(ผู้ที่อ.นิธิ เคยอ้างในงานเขียน) พี่โป๊ะ และหลายวันต่อมา อ.ชาตรี ภิญญพันธ์ อ.สายชล อ.อรรถจักร์ อ.ทศฯ ยุ้ย พี่ภัคฯ อ.พลอยฯ อ.สมชาย พี่ธนาพล และผมร่วมแจมติดสอยห้อยตามกินเลี้ยงอาหาร
แน่นอน ว่ารายละเอียด เรื่องเล่ามากมาย เกินกว่าจะมีเวลาเขียน ซึ่งผมก็มีงานค้างคา กับพี่นก อ.อารยะ น้องตุ๊กตา พี่นาง-Map  อ.สมโชติ พี่แอ๊บ อบ พี่สน อ.เทพ ฯลฯ(รายละเอียดจำนวนมาก) เนื่องจากความประทับใจมาก คือ ผมรับหนังสือฟรีจากอ.มารค ตามไท พร้อมลายเซ็นต์ ซึ่งอ้างผลงานของ
Roszak ด้วย คือ หนังสือรวมบทความมารคแห่งปัญญา มารคของมารค ตามไทฯ ที่ผมเคยกล่าวถึงไว้ ซึ่งในหนังสือก็มีอ้างผลงานของJohn Rawls จากการไปร่วมจัดงานเสวนา ที่ม.พายัพ ร่วมกับทีมอ.ไชยันต์ ฯลฯ แต่ผมไม่มีเวลาเขียนถึงมากนัก
 
-Roszak  อ้างเบลค และทอโร นี่เป็นตัวอย่างประวัติของทั้งสองคน
วิลเลียม เบลก (อังกฤษ: William Blake; 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1757 – 12 สิงหาคม ค.ศ. 1827) เป็นกวีและนักวาดภาพชาวอังกฤษ ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ แต่งานของเขาได้รับการยอมรับทั่วไปในแวดวงประวัติศาสตร์ทั้งบทกวีนิพนธ์และภาพวาด ผลงานการวาดภาพนิมิตของเขาได้รับยกย่องว่า "โดดเด่นและก้าวหน้ากว่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริเตนจะสามารถสร้างขึ้นได้"[1] แม้ว่าเขาแทบไม่เคยเดินทางไปไหน และเคยออกไปพ้นจากกรุงลอนดอนเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่ผลงานของเขาแสดงให้เห็นพลังจินตนาการอันยิ่งใหญ่อย่างมาก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1_%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%81
-เฮนรี เดวิด ทอโร (อังกฤษ: Henry David Thoreau, 12 กรกฎาคม 2360 – 6 พฤษภาคม 2405) นักเขียนและนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เกิดที่เมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2380 ธอโร เดินทางกลับไปบ้านเกิดและคบหาเป็นมิตรกับ ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน กวีชื่อดัง ซึ่งแนะนำงานเขียนของทอโรให้ได้รับการตีพิมพ์ ธอโร ทำงานในโรงงานดินสอของบิดา และเป็นครูในโรงเรียนของพี่ชายอยู่ระยะหนึ่ง
ในระหว่างปี พ.ศ. 2388-2390 ทอโร ทดลองใช้ชีวิตเรียบง่าย ในกระท่อมที่สร้างด้วยตนเองบนที่ดินของอีเมอร์สัน ริมบึงวอลเดน อันเป็นที่มาของงานเขียน วอลเดน (Walden) ที่มีชื่อเสียง ในระหว่างนั้น เขาปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีให้กับรัฐ ด้วยเหตุว่าไม่เห็นด้วยกับสงครามและนโยบายเรื่องทาส เขาถูกจับขังหนึ่งคืน และนำไปสู่ความเรียง ต้านอำนาจรัฐ หรือ อารยะขัดขืน (Civil Disobedience) ซึ่งส่งอิทธิพลต่อ มหาตมะ คานธี และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94_%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3
Thoreau’s books, articles, essays, journals, and poetry total over 20 volumes. Among his lasting contributions were his writings on natural history and philosophy, where he anticipated the methods and findings of ecology and environmental history, two sources of modern day environmentalism. His literary style interweaves close natural observation, personal experience, pointed rhetoric, symbolic meanings, and historical lore; while displaying a poetic sensibility, philosophical austerity, and "Yankee" love of practical detail.[2] He was also deeply interested in the idea of survival in the face of hostile elements, historical change, and natural decay; at the same time imploring one to abandon waste and illusion in order to discover life’s true essential needs.[2]
http://en.wikipedia.org/wiki/Henry_David_Thoreau
Transcendentalism was rooted in the transcendental philosophy of Immanuel Kant
http://en.wikipedia.org/wiki/Transcendentalism
-12 มีนาคม พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1930) – มหาตมะ คานธี เริ่มการเดินทางไกล 320 กิโลเมตร ในเวลา 24 วัน เพื่อประท้วงอังกฤษ กรณีที่รัฐผูกขาดการจำหน่ายเกลือในอินเดีย
นักกิจกรรม-นักสหภาพแรงงานสนับสนุนการชุมนุมสันติวิธี รัฐบาลต้องหยุดข่มขู่-ปราบปราม เสนอยุบสภา
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28043
กลุ่มเที่ยงคืน-กลุ่มหนุนแดงจวกรัฐออกพรบ.มั่นคง
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20100309/104059/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A.%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87.html
(ถ้าดูจากข่าว จะพบว่าผมให้สัมภาษณ์ แต่จริงแล้วไม่ได้พูดสักคำ ดังนั้น ความจริงต่างกัน )ฯลฯ
 
 —ปรัชญาทั่วไปโดยวิทย์ วิศทเวย์- "เสรีภาพของมนุษย์"-ชาวเอ็กซิสฯ บอกว่า ก็ขอให้มนุษย์กลับมาหาสู่ตัวเอง ก็คือ การตระหนักถึงเสรีภาพอันเป็นธาตุแท้ของมนุษย์ การที่ท่านเป็นนักหมากรุก โดยตัดสินใจอย่างไม่สมัครใจ เพราะว่า ขาเป๋ และความกลัวที่จะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักปีนเขาที่ไม่มีชื่อต่างหากมีส่วนในการตัดสินใจของท่าน  ท่านยังมีสิทธิ์เลือกระหว่างการเป็นนักปีนเขาที่ไม่มีชื่อกับการเป็นนักหมากรุกที่มีชื่อ ท่านเลือกเอาอย่างหลัง แต่นั่นท่านเป็นอิสระที่จะเลือก ถ้าท่านรักการปีนเขาจริงๆ ท่านคงเลือกปีนเขาไม่ว่าท่านจะคิดว่าสำเร็จหรือไม่
เนื่องจากผมเขียนเรื่องพื้นที่ และปริมณฑลศิลปะ ต่อด้วยการเลือกของศิลปิน จะยกตัวอย่างเรื่องที่คุยกับคุณต้น เป็นประเด็นหนึ่งว่างานศิลปะ ดนตรีของกลุ่มฮาร์ดคอร์(แนวเพลงเดธเมทัล-ใต้ดิน)โดยเอ็ม ที่บอกว่า ตัวเองรู้สึกดีที่ไม่มีคนรู้จักเยอะมาก แต่ว่า คนในวงการ(ปริมณฑล)ของศิลปินก็รู้จักเขาเยอะ น่ะครับ
 
-รายละเอียด เล็กๆ น้อยๆ มาเรียบเรียง เสียง ศิลปะ และนิเวศวิทยา-นกร้อง ให้มีความหมาย และคุณ ค่าจากได้ยินเสียงธรรมะประกอบเครื่องเสียงของอ.ประมวล และเสียงนกร้อง และพูดคุยกับอ.ประมวล กรณีเทคนิคการสัมภาษณ์ของวรพจน์  และอ.สมปอง อุปมาการทำอาหารปรุงรสชาติ
ฯลฯ ซึ่งผมขอกล่าวสั้นๆ เป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ที่ไปแวะที่บ้านของอาจารย์ประมวล นั้นเอง "สัมภาษณ์ ‘ประมวล เพ็งจันทร์’ อันเนื่องมาแต่ ‘ความรัก’ และ ‘วันมาฆบูชา’.."
http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27874
—แน่นอน ผมทำการผลิตงานดังกล่าว ก็พกหนังสือThe Time of Secret & The Time of Loveไปด้วย ก็ใช้ไอเดียจากเล่มนั้นแหละส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์
โดยทำตาม order ถ้านึกถึงคำนี้ เราอาจจะนึกถึงฟูโก ในThe order of things /les motsetles choses (อ.อานันท์-ดูเพิ่มเติมเขียนเกี่ยวกับฟูโก) ว่าจากภาษาฝรั่งเศส น่าจะแปลว่า ถ้อยคำกับสรรพสิ่ง(แปลเป็นอังกฤษว่า Words and things) แต่ว่าแปลว่าThe order ก็ได้
เพราะภาพหน้าปกหนังสือ เกี่ยวกับภาพLas Meninas ก็มีความลึกซึ้งของชื่อภาพว่า มีชื่อหลายชื่อ และความเป็นมาของชื่อภาพ(อ.ธเนศ-ดูเกี่ยวกับฟูโก้) เมื่อภาพนี้ไม่มีชื่อตั้งแต่เริ่มแรกก็ทำให้ความหมายของภาพนี้หาความชัดเจนไม่ได้ แล้วความ"หมาย"จะ "หาย"ไปไหม? แน่นอน
จากภาพปกหนังสือถึงชื่อภาพ และความหมายของภาพ ในตัวของภาพก็สะท้อนความหลากหลายของมุมมอง ผู้วาด กับผู้ถูกวาด และผู้คนรอบๆ ส่วนผู้อ่านก็ตีความกันไป ซึ่งผมเริ่ม คำว่า "ยิ้มสยาม" มาจากบทความของอ.ธงชัยฯ ชื่อว่า ความเป็นชาติไทยผลผลิตของนิยาม? โดยความเป็น
ชาติ มีลักษณะtranscendental และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การสร้างศัตรูญวน (เวียดนาม)ในสมัย หกตุลา-การมี(คำว่า)"แขก" ยังช่วยให้พรมแดนของความเป็น"เรา" ถูกกำหนดขึ้นโดยปริยาย นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณี Transcendental ที่น่าสนใจ และผมจะมากล่าวถึง ค้านท์ และHenry
David Thoreau ฯลฯ กลุ่มที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มtranscendental(ถ้ามีเวลา) และแน่นอนว่า ผมอยากกล่าวถึงในโอกาสต่อไป คือ หนังสือแนะนำปรัชญาของเฉลิมเกียรติฯ  และชินพรตฯ ส่วนกรณีหนังสือกำเนิดและความเป็นมาของสิทธิมนุษยชน และปอกเปลือกประชาธิปไตยในอเมริกา และ“ทาสศึกษาหรือปัญหาในการศึกษาประวัติศาสตร์ระบบทาส” ในลืมโคตรเหง้าก็เผา แผ่นดิน ซึ่งงานเขียนของธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ก็เคยเขียนถึง"In the Mirror: วรรณกรรมและการเมืองไทยในยุคอเมริกัน" ถนนหนังสือ (๒๕๓๑) ที่มีเบน แอนเดอร์สัน เป็นบก.คนหนึ่งจากรวมเรื่องสั้นของไทย กรณีปัญหาร่วมสมัยน่าอ่าน ก็หนังสือของพิชญ์ กับการเมืองของไพร่: จากวิกฤตของระบอบทักษิณสู่การก่อรูปของระบอบการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ และเขียนถึงการเมืองของป๋าอุปถัมภ์ ฯลฯ และหนังสืออ่านเพิ่มเติมน่าสนใจของดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และส่วนของนิทเช่ ที่มีการเขียนเชิงบันทึกคล้ายรุสโซ(ต้นกำเนิดโรแมนติค) โดยบทความนิทเช่โดยอ.อู่ทองฯ ก็คือ นิทเช่:การอ่านคืองานศิลปะ
 
-คาลิล ยิบราน เป็นกวี นักเขียน และศิลปินที่ได้รับสมญานามว่า "วิลเลียม เบลค(กวียุคโรแมนติค)แห่งศตวรรษที่ ๒๐
http://olddreamz.com/bookshelf/prophet/ppcontent1.html
คาริล ยิบราน (Kahlil Gibran) กวีชาวเลบานอน ได้กล่าวถึงความรัก…
… เมื่อความรักร้องเรียกเธอจงตามมันไป
แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร …
คาริล ยิบราน นักประพันธ์ กล่าวว่า
"Beauty is not in the face;
beauty is a light in the heart."
ความงามมิได้ปรากฏบนใบหน้า
ความงามคือแสงสว่างในดวงใจ
—-

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s