อาณาจักรแห่งจินตนาการ

จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry
08 กันยายน
วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2226.entry
14 กันยายน
วิกเกตสไตน์-พรูสต์(ต่อ)-diary-วันรักการอ่านและวันข้าวและชาวนาแห่งชาติฯลฯ
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2256.entry
 
 Kingdom Of The Imagination (1927)
http://en.wikipedia.org/wiki/Khalil_Gibran
อาณาจักรแห่งจินตนาการ ซึ่งผมนำมาจากชื่อของผลงานโดยคาริล ยิบราน
 
เมื่อผมต้องเคลียร์งานต่างๆ เพราะผมถูกทวงงานต่างๆ ซึ่งชีวิตของผม ก็มีเรื่องราวเล่ามากมาย จากงานปีใหม่กับเพื่อนๆ มากมาย และการเดินทางไปกทม.เนื่องจากงานสอบสกอ.เยี่ยมเยือนเพื่อนถึงอ.สุวรรณา-ที่ทำงานของพวกเรา จากนั้นเรามาเชียงใหม่ และพวกผม ร่วมเดินทางไปบน
เส้นทางงานแต่งงาน จนกระทั่งเรื่องเกี่ยวกับที่บ้าน และพ่อเดินทางมาเชียงใหม่ แต่ว่าไม่รู้จะเขียนอย่างไร เนื่องจากพลังการเล่าเรื่องเริ่มหมด และผมได้สนทนากับนักเขียน สุชาติ สวัสดิศรี มนัส สัตยารักษ์ ทวีศักดิ์ แก้วเข้ม(รวมทั้งผู้หญิงคนนั้น) และอรรคภาค เล้าจินตมัย  เหมือนกับที่ผม
มีโอกาส Dialogue กับพี่ยอด- อ.เล็ก(สมชาย) และคน ต่างๆ ราวกับตัวละคร เช่น พี่ภัควดี วีระภาสพงษ์ ในเรื่องแรงบันดาลใจ อื่นๆ  แน่นอนว่า การพบนักเขียนจำนวนมาก ก็ทำให้มีรายละเอียด ซึ่งมันเป็นเรื่องเล่ายาวนานได้เช่นกัน ผมขอกลับมาที่เดิมของอดีต ราวเสียงของไนติงเกิล
The title is taken from the poem "Ode to a Nightingale" by John Keats.ในTender is The Night ของ F Scott Fitzgerald ผู้แต่งเรื่อง The Great Gatsby(ที่มีคนเปรียบเทียบกับ The Revoultionary Road)
 มกราคมอำลา’รงค์ บนถนนนักเขียน
On the road หรือ บนถนนของความเป็นมนุษย์ ในความหมายของชีวิตของคนบนถนนของนักเขียน แต่ละคนนั้น ก็มีจุดเริ่มต้นของชีวิต และบทจบของชีวิตเป็นธรรมดาตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนเหมือนกับตัวละครในนิยายย่อมมีจุดจบสุดท้ายของชีวิตตัวละคร และ
โดยหนังสือแต่ละเล่มนั้น มันเป็นหนังสือยอดเยี่ยมของคนหลากหลายวัยและหลากหลายคน รวมทั้งของนักเขียนและผู้อ่าน โดยรงค์ เป็นผู้ประสบความสำเร็จของความสร้างสรรค์ทางวรรณศิลป์  ทำให้เราครุ่นคิดเรียนรู้จากชีวิตของ’รงค์ เพราะหลายคนเฝ้าปรารถนาเป็นนักเขียนอาชีพ
และทำงานอย่างประสบความสำเร็จ อยู่กับงานเขียนอย่างเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องสุดยอดปรารถนาของคนทำงานเขียน แล้วหาเงินเพื่อสร้างครอบครัวในฝัน และพื้นที่สร้างบ้านสักแห่งหนึ่ง 
ทั้งที่จริงแล้ว เราต้องยอมรับว่า ผู้เขียน และเราในหลายคน กลายเป็นผู้คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คือ บางคนทำงานประสบความล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ และมันอยากเกินกว่าจะอยู่เป็นนักเขียนอย่างเจ็บปวด ไม่มีเงิน ซื้อข้าวกินเพื่อความอยู่รอดกับครอบครัว และเราไม่อาจจะมีชื่อเสียงง่าย
ดาย ภายใต้ภาพลวงตาของความฝันของความอยากเป็นนักเขียน ใน ความสิ้นหวังเดียวดายของนักอยากเขียน ในฐานะของคน ที่มีความสามารถครึ่งๆ กลางๆ และคนที่พยายามอย่างหนักที่จะเป็นสิ่งที่พวกเรา ในหลายคนคาดหวัง และพวกเราอยากเป็นนักเขียน เพราะว่า การทำงานเขียน
ในชีวิตจริงนั้น มันช่างเดียวดาย น่าเบื่อ และชวนให้ผิดหวัง ซึ่งเราต้องดิ้นรนอย่างกล้าหาญกับความธรรมดาของตัวเอง เพื่อต่อสู้กับความครึ่งๆ กลางๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งมันไม่พอที่จะต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลของโชคชะตาและโอกาสได้
เราไม่อาจหลีกหนีในเรื่องอนาคต ที่มีความผูกพันกับเวลา ซึ่งหลายคนพยายามไขว่คว้าโอกาสในเวลาจำกัดเพื่อเป้าหมายของการใช้ชีวิต และรงค์ เคยกล่าวถึงว่า งานเขียนคือชีวิต และ งานเขียนคือหน้าที่ รายงานความเป็นไปในโลก ซึ่งหน้าที่รายงานเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมทราบว่าอะไร
เกิดขึ้นในโลก และ’รงค์ เป็นคนอย่างนั้นเอง คือ เขาชอบรู้อะไรมันจะเกิดขึ้นในสังคม และการทำงานเขียนหนังสือ ซึ่งมันเป็นปกติ คือ อาชีพของ’รงค์ ต้องเอาค่าต้นฉบับมาเลี้ยงชีวิต มาเป็นเงินเดือน ดังนั้น นักเขียนก็ต้องทำงานกันต่อไป แล้วชีวิตอยู่อย่างมีความสุข เราต้องฝักใฝ่เกี่ยวกับการ
เขียนหนังสือและมองดูรอบตัวมีอะไรเกิดขึ้นในโลก ซึ่งทัศนะของ’รงค์เป็นแนวทางดังกล่าวนั้น
มันบ่งบอกถึงเวลาที่นักเขียนเก่งๆ กล้าเผชิญกับความโหดร้ายของโลก ซึ่งในการเผชิญหน้ากับโลกอย่างซื่อสัตย์ และบรรจงสร้างสรรค์เขียนหนังสือรายงานเรื่องราวทางโลกของ’รงค์ ซึ่งต่อมาพวกเพื่อนพ้องน้องนักเขียนรุ่นน้อง ร่วมจัดงานให้’รงค์ และผู้ร่วมงาน คือ นักอ่าน และแฟนๆ ทำ
ให้เขาเป็นที่รู้จักและจดจำจากหนังสือของ’รงค์  ถ้าเราคิดถึงตอนบทจบสุดท้าย เหมือนกับนิยาย ก็คือ ภาพปล่องควันไฟจากเมรุ ปล่อยควันล่องลอยกลางอากาศ พร้อมพวกเหล่าญาติมิตร หมู่ญาติน้ำหมึก นักเขียน นักอ่าน ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ’รงค์ วงษ์สวรรค์เป็นครั้งสุดท้ายไว้ใน
ความทรงจำแก่ผู้ร่วมงานทั้งหมดของทุกคน
tuneingarden.com
 ————————
In the mirror: literature and politics in Siam in the American era โดย Benedict Richard O’Gorman Anderson,Ruchira Mendiones ในหนังสือเล่มดังกล่าว ก็อ้างถึงอังคาร และ’รงค์ ว่ามีความสำคัญ ในฐานะพวกเขา คือ เส้นทางแตกต่างเพื่อกวนน้ำ จากอะไรต่อมาที่มีการเรียกวรรณกรรมไทยว่าน้ำเน่า(stagnant water) ด้วย(หน้า28)… http://books.google.co.th/books?id=97nkIltgxeMC&printsec=frontcover&dq=In+the+Mirror:+Literature+and+Politics+in+Siam+in+the+American&source=bl&ots=WiskutFWAy&sig=ZDH8rHen-vCyL8_T3RL2vKdv_ng&hl=th&ei=tKJjS5L9KcqHkQWbzeTUBQ&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=4&ved=0CBoQ6AEwAw#v=onepage&q=&f=false
————-
ย้อนพิจารณาอดีต เมื่อปรากฏกระแสข่าวในปัจจุบันว่า May be รัฐประหาร?
คอลัมน์ หอกข้างแคร่ : คำถามอันเรียวแคบถึง "โคทม อารียา" และ "สุริชัย หวันแก้ว"
Thu, 2006-11-02 17:41
ในความอึดอัด "หอกข้างแคร่" กลับมา พร้อมกับตั้งคำถามถึง "คนใน" นี่ไม่ใช่การตอบโต้บทความ "ข้ามพ้นจากกับดักคำถามที่เรียวแคบ" ที่เผยแพร่กันในหมู่ภาคประชาชนก่อนหน้านี้ และไม่ใช่ท่วงทำนองเสียดเย้ยตามสไตล์หอกหัก แต่เป็นคำถามด้วยหัวใจซื่อๆ ตรงๆ … 
http://www.prachatai.com/journal/2006/11/10353
บทความดังกล่าว นำเสนอกรณีคุณนวมทอง ไพรวัลย์ ผลพวง 19 กันยา เปรียบเทียบ เหตุการณ์นี้มีแง่มุมที่คล้ายกับ ธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ ที่ฆ่าตัวตาย ก่อน17พฤษภา 35 และอ้างทฤษฎีPeaceของอดัม เคริล"ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คน ทั้งจากคำพูด การกระทำ หรือสถานการณ์ที่ทำลายความสามารถของมนุษย์ในการแสดงความรู้สึก หรือการสร้างสรรค์" (Adam Curle ; Another Way หน้า 9 ) แต่สรุปง่ายๆ จากตัวอย่างว่า Word- รัฐประหาร เป็นความรุนแรง ต่อคน และแสดงออกสิ่งตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย เหมือนความรุนแรงตรงกันข้ามกับสันติ และอุปมาว่าความมืด ตรงกันข้ามกับแสงสว่าง …
 
In the mirror-ในกระจก ซึ่งมันมีเรื่องราวให้สะท้อนออกมาเกี่ยวกับวันเวลา และตัวตนของคน ซึ่งผมเคยอ่านเรื่องสั้น ทิดหมู ผู้ไหว้กระจกเงาของรัตนะ ยาวะประภาษ(นักเขียนรุ่นลายคราม คือ นามปากกา ราช รังรอง คนเขียนกลอนเปล่าเชิงความเรียง และแฝงปรัชญาความคิดเรียบง่ายเป็นคนแรกของไทย) น่าสนใจมาก ว่า กระจกสะท้อนตัวเองได้ดีในเรื่องสั้นนี้ครับ  ข้อมูลน่าสนใจของกวีร้อยแก้ว คือ ราช รังรอง(จัดอยู่ยุคเดียวกับ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และอาจินต์ ปัญจพรรค์) ในหนังสือขอบกรุง เป็น1ใน100เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน http://www.toulo.com/product/ProductDetail.asp?ProductID=12145&CategoryID=1100
 
“อรรคพล สาตุ้ม” สัมภาษณ์ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” เนื่องในวันครู 16 ม.ค. โดยชวนสนทนาในเรื่องวัฒนธรรมความรู้ การศึกษา และปัญญาชนไทย และทำไมนักวิชาการจึงสน (และไม่สน) ประชาธิปไตย?
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27481
 
 หลายวันก่อนนั้น ซึ่งผมสัมภาษณ์พี่ศิโรตม์ ในเรื่องวันครู.. และต่อมาผมร่วมไปเดินดูร้านหนังสือมือสองในเชียงใหม่กับพี่ศิโรตน์ ได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม คือ The Modern Culture of Latin America society and the Artist by Jean Franco(ราคา 99 บาท)….และวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งเรามีวันครูของไทยตั้งแต่สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม (ดูประวัติวันครู http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9 เพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตhttp://school.obec.go.th/donyai/wankru.htm)เมื่อปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย…" และผมยืมหนังสือพี่ศิโรตน์หนึ่งเล่มจากหลายเล่มที่พี่ศิโรตน์ ซื้อนั่นคือ Facumdo and the construction of Argentine culture by diana sorense goodrich
http://books.google.co.th/books?id=8QerbcVytQoC&printsec=frontcover&dq=facundo+and+construction+of+argentine+culture&source=bl&ots=gaYX4jpW2l&sig=epo1cz43Tvvok6_3BOx19N3AE-g&hl=th&ei=74BWS_DyLZKekQXFt7HhBA&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=4&ved=0CB8Q6AEwAw
 
ผมก็ค้นพบเรื่องน่าสนใจการเชื่อมโยงไอเดีย ที่มีอ้างอิงการสร้างชาติ โดยอ้างผลงานชุมชนจินตกรรมของเบเนดิก แอนเดอร์สันอีกแล้ว!!! และในหนังสือFacumdo and the construction of Argentine culture โดยเนื้อหาที่ผมเล่าย่อๆ ก็คือ การศึกษาTextของFacumdo ผู้เขียหนังสือเกี่ยวกับศิวิไลซ์เซชั่น และbarbarism  ซึ่งหนังสือดังกล่าวนั้น คนเขียนเล่าพาดพิงเชื่อมโยงText กับการสร้างวัฒนธรรมของArgentine และการสร้างชาติของอาเจนติน่า ก็มีคนที่ชื่อว่าDia del Maestro กับSeptember 11 ดังนั้น บทIntroduction กล่าวถึง september 11 เป็นวันTaecher’s day แน่นอนว่าผมได้เชื่อมโยงหนึ่งเรื่องจากวันครู คือ ทั่วโลก มีที่ไหนบ้าง เช่น Argentina เชื่อมโยงDia del Maestro กับSeptember 11 to honor the work of Domingo Faustino Sarmiento after he died ดูหลายประเทศเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Teachers’_Day
 
ส่วนText ที่น่าสนใจ คือ Sarmiento and Rosas are…the two genuine representatives of Argentine-ness in their light and in their shadow.somewhat like the thesis and the antithesis of national life. และหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเบเนดิก แอนเดอร์สัน ก็กล่าวอ้างถึงในชุมชนจินตกรรม ก็คือNoli Me Tangere อันล่วงละเมิดมิได้ (อังกฤษ: Touch Me Not; ละติน: Noli Me Tangere) เป็นนวนิยายอมตะเรื่องหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ ประพันธ์โดยโฮเซ รีซัล นักเขียนและนักปฏิวัติในยุคเรียกร้องเอกราชจากประเทศสเปน เขาเขียนนวนิยายเรื่องนี้ด้วยภาษาสเปน ขณะที่อาศัยอยู่ในยุโรป และเป็นหนังสือต้องห้ามเล่มหนึ่งในอาณานิคมฟิลิปปินส์สมัยนั้น นิยายเรื่องนี้แปลเป็นภาษาไทยโดยจิตราภรณ์ ตันรัตนกุล(ผมยืมมาจากแพท ก็ยังไม่ได้อ่านละเอียดแค่ดูผ่านๆหนามาก)

Noli Me Tangere (ออกเสียงว่า "โนลีเมตังเกเร" แปลตรงตัวว่า "อย่าแตะต้องตัวข้า")

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89
นักวิชาการหลายคน อธิบายหนังสือเล่มนี้ ทั้งชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายในเรื่อง"ชาติ"ในหนังสือ(อธิบายเชื่อมโยงกับผลงานเบน เล่มหนึ่ง)และสีดา สอนศรี ฯลฯ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005dec13p1.htm

ทั้งนี้ Text  กรณี Noli Me Tangere และการอธิบายFacumdo and the construction of Argentine cultureถึงการสร้างชุมชนจินตกรรมแห่งความเป็นชาติ แน่นอนว่าท่ามกลางการพัฒนาของความทันสมัยของไทย ก็หนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับภายในอาณาเขตของรัฐชาติ ทำให้นึกถึงThe Modern Culture of Latin America society and the Artist ในบทหนึ่งของเรื่อง Back to the Roots : I. Cultural Nationalism เขียนถึง I imagine a near  future in which the nations will be merged into four great ethnic federations. สื่อถึงพลังของGood และ Beautiful คือ ความสวยงาม ซึ่งถ้าเรา คิดถึงเรื่องอืนๆ ในความงามของหลายอย่าง และสมมติอดคิดถึงlimited คือ ขีดจำกัดไปกับความเป็นเพื่อน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เพื่อนจะเข้าใจเพื่อนได้ทุกเรื่องเสมอไป เหมือนประชาชนในอาณาเขตภายใต้รัฐชาติสมัยใหม่ นั้นเอง
  
ความลับในความรัก
ความลับในความรัก หรือ Condition of Love: The Philosophy of Intimacy เป็นความเรียงวิเคราะห์ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับ "ความรัก" เขียนโดย John Armstrong และแปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา โดยสำนักพิมพ์ freeform นำเสนอว่าคุณจิระนันท์เป็นผู้เสนอให้สำนักพิมพ์จัดซื้อลิขสิทธิ์และขอแปลเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า "ถ้าความรักทำให้ตาบอด หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ตาสว่าง"
เราอ่านจบอย่างเร็วด้วยความเพลิดเพลิน จะเรียกว่าเพลินได้มั้ยนะ แต่เราชอบมากเลยล่ะ เป็นงานเขียนเชิงปรัชญาแต่ย่อยให้เข้าใจง่าย โดยจับแนวคิดของนักปรัชญา นักจิตวิทยา ไปจนกระทั่งงานเขียนคลาสสิก หนัง หรือเรื่องเล่าตำนาน ที่เสนอแนะมุมมองเกี่ยวกับความรักมายกตัวอย่าง เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นกลับได้อย่างแยบยล เราว่าคนเขียนเล่าเรื่องเก่ง ช่างสรรหาตัวอย่าง แถมคุณจิระนันท์ก็แปลได้สละสลวย…
…สรุปโดยรวมแล้ว ความรักในทัศนคติของผู้เขียนก็มาบรรจบกับสิ่งที่เราเชื่อในปัจจุบัน (เริ่มจะเชื่ออย่างหนักแน่นขึ้นทุกวัน) ว่า การที่คนเราจะมีความรักที่ดีได้ ต้องมีความสุขกับตัวเอง และรู้จักว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิตเสียก่อน ถึงจะทำให้ความรักดีไปด้วย (ถ้าเป็นไปได้ทั้งสองฝ่าย ยิ่งเวิร์ก)
อีกสิ่งที่ชอบคือความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่อง "คู่แท้" หรือ "จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป" เหมือนไปหักล้างความเชื่อตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณมาจนถึงคนที่ชอบความโรแมนติกมากๆ เลยทีเดียว เพราะถ้าเอาความจริงมาพูดเปรียบเทียบ เราก็ชอบที่เค้าบอกในหลายๆ ตอนว่า เราไม่ใช่ส่วนที่ขาดหายไปของใครคนนึง ไม่มีใครเป็นจิ๊วซอว์ของใครได้อย่างสมบูรณ์ เพราะทุกคนเป็นภาพรวมของสิ่งอื่นอีกที และถึงแม้เราจะพบว่าคนที่เราคิดว่าเหมือนหรือใช่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะทำให้คู่รักนั้นมีความรักที่ยืนยาว
ไม่มีทางที่คนเราจะ ‘ใจตรงกัน’ ไปหมดทุกเรื่อง และข้อเรียกร้องของเราก็จะไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้อย่างก็จะเอาอีกอย่างอยู่เรื่อยไป เมื่อข้อเรียกร้องเปลี่ยน สภาวะที่เคย ‘เข้าคู่กันได้’ ก็จะเปลี่ยนไปด้วย … วิธีป้องกันปัญหาชีวิตรักด้วยการเรียกร้องให้ ‘ใจตรงกัน’ ไปเสียทุกๆ อย่างนี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด
อีกอย่างที่ความรักจะเติบโตได้นั้น ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่การค้นพบตัวบุคคล แต่อยู่ที่การค้นหาพลังความสามารถในตัวเองที่เอาใจใส่ดูแลคนๆ นั้น ซึ่งก็คือการรักเขานั่นเอง
ส่วนการที่จะทำให้ความรักอยู่ไปได้ตลอด คือการไม่ยึดติดยึดมั่นกับจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ เพราะมันเหมือนการตีกรอบให้เรามีความคิดเกี่ยวกับความรักมุ่งไปในทางเดียว โดยไม่ยอมมองว่าความรักเป็นกระบวนการที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
การยอมรับความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเรื่องที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ เราสามารถแสดงความรักได้มากขึ้นและดีขึ้นด้วยการคิดและใส่ใจจำว่า อะไรบ้างที่คนรักของเราถือเป็นเรื่องสำคัญ แล้วพยายามช่วยให้เขาหรือเธอได้ดังใจ
อันข้างบนนี่เหมือนจะง่ายแต่ยากแฮะ เพราะสุดท้ายคนเราก็สนใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง เอาใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เพราะทุกคนก็รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถจะเข้ากับตัวเองได้เต็ม 100% เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จักเว้นที่ว่างไว้สำหรับความแตกต่างและเข้ากันไม่ได้ โดยพยายามเข้าใจมัน หรือถ้าเก่งหน่อย ก็สามารถแปรเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นความรักได้ ก็คงถือว่าคนๆ นั้นโชคดีสุดยอด ที่พบความรักแบบนี้ได้สักครั้งในชีวิต
แต่ถ้าจะเอาความคิดที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับความรักในเล่มนี้ เราชอบสมมุติฐานของโสกราตีสที่ว่า "ความรักเกิดจากความไร้" เขาสรุปว่า "ความบกพร่องของตนเองทำให้คนเราต้องใฝ่หาความรัก"
เพราะว่า…การมีคนรักอาจช่วยลดความไม่มั่นใจ ความกังขา ความรู้สึกแย่ๆ ต่อตัวเอง ความรู้สึกยุ่งยากต่อหน้าที่การงาน หรือความกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ ลงไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ปัญหาพวกนี้ก็ยังรอให้เราสะสางด้วยการลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวเองอยู่ดี และระหว่างที่เราทำ คนอื่นอาจช่วยเราได้ แต่ก็ไม่อาจทำแทนเราได้
เพราะสุดท้ายแล้ว แม้เราจะหวังว่าคนที่เราเลือกมาเป็นคู่รัก เป็นคนดีแสนดี มีคุณสมบัติอะไรหลายอย่างที่เราชอบ แต่เราก็ไม่สามารถจะรับความเป็นตัวเขาเข้ามาในตัวเราได้
ไม่มีใครสามารถเติมเต็มให้ตัวเราได้ ต่อให้โชคดีได้เจอใครสักคนที่มีใจจะช่วยเหลือสนับสนุน และมีอุปนิสัยที่น่าจะช่วยดึงคุณสมบัติที่ดีทั้งหลายในตัวเราออกมาได้ก็ตามที….
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=foneko&month=08-2008&date=18&group=2&gblog=338

ความลับในความรัก
จิระนันท์ พิตรปรีชา : แปล
การรักใครสักคนนั้นหมายถึงอะไรกันแน่? ‘คู่สร้างคู่สม’ มีจริงหรือไม่? ทำไมความหลงจึงไม่ใช่ความรัก? อะไรคือรัก อย่างไรคือหลง? ทำไมการรักคนเลวจึงเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า? เพราะความรักเป็นเรื่องของความรับรู้ และการสร้างจินตนาการ การรักคนจริงๆ ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งการได้รับความชื่นชมและเข้าใจจากคนที่เรารักนั้น ไม่ใช่ด้วยการรอคอยให้บุพเพสันนิวาสชักนำ แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างสรรค์เองได้
………..

จอห์น อาร์มสตรอง ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ เขาได้นำเสนอบทวิเคราะห์ความรักทั้งในเชิงจิตวิทยา วิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์สังคม และเพศศึกษา ยังมีวิธีคิดอีกตั้งมากมายหลายทางที่จะช่วยปรับความเข้าใจ เสริมสร้างความดีงามและความพึงพอใจในสัมพันธ์รักโดยไม่ต้องปักหลักเรียกร้อง หรือโทษโน่นโทษนี่ แล้วท้ายที่สุดก็ไม่ได้ดังใจหวังเลยสักอย่าง

หนังสือเล่มนี้เป็นการเปิดประเด็นอย่างรอบด้าน ช่วยไขความลับของความรักในหลายแง่มุมหลากทฤษฎี เป็นการประมวลภาพรวมที่จะช่วยให้เรารู้จักความรักดีขึ้น เข้าใจตัวเอง และรู้ใจคนที่เรารักมากขึ้น
ความรักเป็นเรื่องของความรับรู้และการสร้างจินตนาการ การรักคนจริงๆ ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งการได้รับความชื่นชมและเข้าใจจากคนที่เรารักนั้น ไม่ใช่ด้วยการรอคอยให้บุพเพสันนิวาสชักนำ แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างสรรค์เองได้
http://tothkanteera.multiply.com/journal/item/59/59

Conditions of Love: The Philosophy of Intimacy
Editorial Reviews
From Publishers Weekly

In this meditative but somewhat murky philosophical account of love, Armstrong aims to develop a "mature conception" of the emotion by exploring a different love-related theme in each chapter of this slim volume.

He critiques Plato’s "myth of original unity," suggesting that the right attitude may more important than the right person; contemplates Stendahl’s beauty-is-in-the-eye-of-the-beholder theory of "crystallization"; and

ponders love’s relationship to charity, the meaning of life and, much too briefly, sexuality. In general, the goal seems to be a gathering of miscellaneous and diverse ideas from thinkers, novelists, and artists from

Augustine to Freud put to service towards a study of our most powerful emotion. Armstrong calls this approach "pandoxist," which at its best is breezy and refreshing, and at its worst seems to be an excuse for not

examining views critically enough. Armstrong’s primary focus is on long-term romantic love (i.e., between sexual partners), but he often veers into discussing fraternal, parental, divine, and altruistic love, and he takes

a page from Wittgenstein to argue that there is no one essence uniting all the ways we use the word love. Unlike, say, Ted Cohen’s Jokes, a philosophical study of jokes that is itself funny, this book is neither romantic

nor sexy. But it is an interesting perspective on the problem of love-one that ultimately feels more personal than philosophical.

From Booklist
Like an island of rock in the seas of sentimental popular literature, Armstrong’s philosophical analysis of love challenges the beguiling simplisms of romantic fervor. Under Armstrong’s scrutiny, the love depicted so

memorably by Byron (the type of love dominant for centuries in Western conceptions of the emotion) reduces to nothing but a short-lived though intense feeling, lacking the substance necessary to sustain a lifelong

relationship. Beyond the gender-specific limits set by evolutionary biology, Armstrong probes the refinements that can make love last. Because those refinements entangle him in tensions and conflicting ideals,

Armstrong approaches love as a "pandoxist," seeking to synthesize different and even antithetical perspectives. He thus tests Aristotle’s requirement for virtue in the beloved against a Christian love extending even

to the cruel and dissolute. Though he soberly acknowledges the many ways love can collapse in despair, Armstrong holds out substantive hope that–when cultivated with kindness and humility–love can endure. A

rare work of philosophy that speaks clearly to general readers on a topic of universal interest. Bryce Christensen

http://www.amazon.com/Conditions-Love-Philosophy-John-Armstrong/dp/0393057593
http://www.amazon.com/John-Armstrong/e/B001IU2JMI/ref=ntt_athr_dp_pel_1

John Armstrong is a British philosopher living in Melbourne, Australia. He was born 1966 in Glasgow and worked as a research fellow at the University of London. Armstrong is currently Philosopher in Residence at the Melbourne Business School and Senior Adviser to the Vice-Chancellor of Melbourne University. He is author of several books on philosophical themes.
—-
Publications
The Intimate Philosophy of Art (2000)
Conditions of Love: The Philosophy of Intimacy (2002)
The Secret Power of Beauty: Why Happiness is in the Eye of the Beholder (2005)
Love, Life, Goethe: How to be Happy in an Imperfect World (2006)
In Search of Civilisation: Remaking a Tarnished Idea (2009)


http://en.wikipedia.org/wiki/John_Armstrong_(British_writer/philosopher)

John Armstrong’s University home page
http://www.mbs.edu/index.cfm?objectid=06AD4FCD-D60E-CDDB-81EEE83F92DAA7A9
Armstrong, John (November 5 2008). "Decline reflects poorly on the arts". The Australian. http://www.theaustralian.news.com.au/story/0,25197,24601993-5015676,00.html. Retrieved 2009-09-02. 
http://www.theaustralian.com.au/higher-education/opinion-analysis/decline-reflects-poorly-on-the-arts/story-e6frgclo-1111117943320

22-01-2010และหลายวันผ่านไป
ซึ่งผมต้องเขียนรายงานในเรื่องงานศพของ’รงค์ (ทำให้ผมพบกับนักเขียน ศิลปิน ฯลฯ) โดยผมไปในฐานะตัวแทนชาวหอ ที่รู้จักกับจ่อย และพี่อ้อม ซึ่งผมก็ทำความรู้จักกับสำนักพิมพ์สมมติ คือ ปิยวิทย์ และชัยพร ผ่านพี่ศิโรตน์เล็กน้อย รวมทั้งผมต้องทำรายงานส่งVote เพื่อคิดเขียนTitle ของรายงาน และมันเหมือน The Time of secrets and the time of love by marcel pagnol ซึ่งผมยืมอ.ไชยันต์ มาอ่านแต่ว่าเปิดอ่านและเรียกว่าเปิดดูมากกว่าอ่าน เพราะมันหนามาก จากอารมณ์ต้องการอ่าน กลับกลายเป็นดูผ่านๆ ก็กลายเป็นไม่มีเวลา เหมือนกับFacumdo ก็ไม่ได้อ่านแบบละเอียด แต่ผมใช้วิธีการอ่านเร็ว น่ะ ครับ จนกระทั่ง เวลาผ่านไปและผมร่วมงานกิจกรรมต่างๆ และผมพบบุคคลสำคัญ แต่ว่ามันก็ลับ ลวง พราง ดั่งเรื่องราวของชีวิตส่วนตัวของผม ก็ไม่มีเวลาเขียนเช่นกัน ราวกับsecrets…………..
 
นี่เป็นโน้ต น่าสนใจ ซึ่งเพื่อนชาวต่างชาติ ส่งมาให้ทางเมล์ และสรุปย่อ เกี่ยวกับงานกิจกรรม โดยหัวใจของงานผมเรียกสั้นๆ ว่า Dialogue ครับ
 
Sharing some notes:
International Media Dialogue on
‘The Roles and Responsibilities of Media in Conflict Sensitive Reporting’
30th September – 2nd  October 2009
Grand Sukhumvit Hotel, Bangkok
Organised by
Friedrich-Ebert-Stiftung
 
Introductions
Vesna Rodic
Sommart Krakeo
Dr. Gotham Arya
Ground Rules
Language: English is the accepted international language so have built in methods that will help non-native speakers
Speed Dating and Life Concepts
Three letters that describe yourself; meet as many people as possible.
(A) Retrospective
Introduction
There are many people with many types of experiences in the room.   Think about what you are proud of, what positive things have happened/ are happening in your country? 
 
Yellow cards: things you are proud of, changes in your country, things you’ve done yourself, positive developments in media and conflict
Pink: Set backs, sorries, Think of set backs and sorries that you don’t feel so happy about.  For example, in 2008 the online media caused economic trouble for print media.
 
One idea, one thought, one card.  Do not make a list on the card.
Not a competition in number.  Will have 5 minutes to write and go to wall to find appropriate time to stick it.
Timeline spans 30 years from 1980 to 2009.
One person speaks at one time in the timeline gallery walk.
 
What comes to mind when you look at the timeline?  What is the overall view?
Increase in more recent times.
More sorries than prouds.
There is conflict everywhere.
More yellows from 1980 – 2000 but recent times more pinks.
In the future there is more conflict it seems.
There was confusion about the placement of events/ feelings because it’s ongoing and rather than place it in the past, you’d place it in the present.
Everyone is crying out for peace, none is crying out for justice (Peter Toush and Bob Marley)
We should not fight for the supremacy of the law but rather the supremacy of justice.
The violence towards media/ journalists is a political product; in other words, the politics creates divisions and conflict.
 
Let’s look at 1980 -2000.  Does anyone have stories to share in 3-4 sentences?
We tend to remember conflicts that are more recent rather than the past.
Journalists treat old ns as new ones so would place in newer timeframe.
Increase in media channels at this time which is good because removed it from hands of government but now subject to religious, commercial and political use, etc.
Many countries are colonized and still using laws issued by colonizers which causes conflict.
In 1986, the Philippines changed the president from dictator to Kory Akino (President just died).
Two things: The context of this area and the new area is different.  There is development of internet media and communications in mobile phone. 
In 1995, there started an awareness of hidden conflicts led to development of conflict management.
India had censorship role in media and press.  Everyone believed to be a journalist was foolish, “to live on hope and idealism.”  Twenty years later all parents wanted their children t o appear on tv as journalists.  Hope and idealism has been forgotten for money.
 
Let’s move a bit.  Are there any cards you are very curious about and want to know more?
People in the South are calling for more truth and justice.  If these things are not addressed, neighboring countries may see war.
Gaza event when 20,000 people were killed but good because I was able to report on it. 
                (Running out of time.)
(Does anyone feel urgent to add something?)
The blankness of the past is because we want to forget about the past.
If we forget the past,
Conflict must be resolved with BTOH justice and peace because justice can be fought for through violent means.
I believe in the supremacy of justice over laws, because there are so many laws but no justice.
We are proud in India because the law of media was activated in 2005. 
If you say write about peace and justice, why do we continue to write about violence and conflict?
 
(B) Sharing country experiences
Presentations on role of media in conflict
               (B.1) Ms. Fiona Loyd, media trainer(South Africa), Global overview
Quotation from Gotham: Conflicts are a natural part of any society, useful to natural whether they become constructive depends on society’s ability to handle conflict non-violently.  As media, we can choose to cool the conflict by accurately report the situation or choose to make it worse by reporting mainly the violence.  As journalists we often feel uncomfortable when people tell us what to do and how.  It’s our job to report news as accurately and objectively as we can.  
Media is not the same as mediation.  In the past years, we’ve realized that objectivity is not as useful as we’ve thought.  This frame represents the amount of space and time that we are given.  We stand 360 degrees and must choose what to place in that frame and how to mediate it.  We may choose not to focus on the dialogue happening behind but instead the dead person on the ground to sell our stories.  Media is a player in the conflict.  When we report on conflict, it is a complex, nuanced and confusing but we have to squeeze it into a small frame to make sense of the information.  
Another complaint is that conflict sensitive approach is “soft,” lazy, human interest and not “real journalism.”  Yet conflict journalism is actually more rigorous and looks more deeply past mainstream news.  CSJ is good journalism.  Stories of hope, friendships, counter divide, but need to not buy into other agendas when we write these.  Do not ignore the human rights abuses.  Take care to place everything in context.  
Also, there is an idea is that peace is not sexy enough to sell ads and newspapers.  Example is 911 and plane cashing into the building.  Violent images are addictive but like all addictions, they do not truly feed us.  The point is that stories about dialogue and quieter voices must be told by journalists who give it a fresh outlook.  The issue of gender is intrinsically linked to conflict reporting.  The role of women is not only hidden but dumbed down, e.g. the rise of domestic abuse, sexually violence (without re-victimizing the victims).  
The last part of what I want to share is to think about what has changed in the last 10 years in the media landscape.  There has been more debate about what conflict journalism and peace reporting is.  What is peace, who owns peace?  Newsroom standards look more at labeling and language, e.g. ethnic conflicts.  There are more media outlets but held in smaller number of hands.  Media practitioners must produce more news all the time and do not have as much time to devote to nuances.  This provides opportunity because spaces have opened up so citizens can tell their own stories.  People can tell their own stories, strengthen community media and ensure their voices are heard.  
The recognition that journalists suffer in their work.  A woman said to me, “It must be so difficult to stick your microphone into someone’s heart.”  There is now more trainings for the safety of journalists, physically and into our hearts.  Our challenge is to continue seeking new ways to tell those untold stories, to amplify the needs and to stay close to our own humanity and open hearts.
(B.2) Mr. Kunda Dixit, Nepali Times, Role of media in peace-building in Nepal
Many more civilians are killed, displaced and missing but under represented in the media because we as media as trained to look at hard news.  We created a book that focused on the civilian victims with photos and text about children, woman, families who were overlooked in the initial reporting phase.  3,000 pictures were sent by journalists and regular people.  We chose 150 pictures.  Children drew pictures of helicopter attacks.  So many children were impacted by violence.  We took the book on tour for 6 months and showed it in remote areas.  WE hung the pictures next to actual ruins of the battles.  There was such a strong response that a second book was created called “Never Again, “ a title created from what everyone wrote in their feedback: we never again want to see something like this.  The book was full of testimonies.  The photo exhibition tour caused documentation of 7 families.   We saw that a documentary can be as powerful.  The tour revealed that a third book needed to be writer to follow the lives of people in the book and show where they are now, e.g. the teacher whose hands were cut off for not complying still teaching; 14 year old boy guerilla soldier now in UN supervised guerilla camp looking at the book; mother whose baby is 3-years old; iconic picture of young girl holding a gun, later they found out that sister and brother fought in rival armies (brother in Nationalist army, sister in Maoist army).  The newest book will be called, People after the War.
(B.3) Mr. Abdullah Alamudi, Indonesian Pres Council, Role of media in ethnic and religious harmony and understanding in Indonesia
Free flow of press and champion of justice will promote peace (Refer to Power Point Presentation)
(B.) Mr. Paranjoy Guha Thakurta, writer/ interviewer/ commentator, Media in peaceful relations between India and Pakistan with focus on Jammu & Kashmir conflict
Should be objective, unbiased, balanced and fair but what we choose to highlight and place at top or bottom contradicts the previous.  As journalists, we have become vested in conflict because it is news.  There are journalists who are watch dogs (reports hr abuses), lap dogs (propaganda tool), guard dog (bites and barks), aid dogs (guides the blind).  Roughly 60% of the world’s “largest democracy” participated in last elections.  Since 1957, there have been 15 elections and it is the most diverse, plural, heterogeneous country which acts as both strength and weakness.  (23 official languages, 28 governed states, 60k registered publications in the 23 languages.  However, the government has monopoly on tv and radio, especially news on current affairs.  We are the only country in the world with 100 news channels and thousands of websites.  Over 80% believe in Hindu, but 1 out of 7 citizens is Muslim (only Indonesia surpasses in number) which makes it the largest Muslim population in the world excepting Indo.  There is much more violence and conflict in NE (militant and separatists movements since early 50s, the birth of India); the Red Corridor has the richest in mineral and forest wealth and controlled by Maoists yet  very economically poor; 2/3 do not have a bed… in US 2/3 are over weight.  Birth of Bangladesh is an independent Muslim-nominated state.  There is much more internal conflict than the rest of the world is aware of.  World views India- Pakistan and China relations seen through Kashmir conflict.
Journalists like to see the world in black and white, not shades of gray.  For example, Kashmir is not one state but many, e.g. Ladak lowly area with close affiliation with China and Tibet; Kashmir Valley; Muslim Pakistan area.  The total population is 0.8 million in comparison to 1.1 billion India.  In Pakistan, area is called “Free Kashmir” whereas in India termed as “Occupied Kashmir.”  There is need to re-humanizing conflict.  The problem with many journalists is “parachute journalism” where people from the city and different background than where the story is from comes in to meet friend, relative or contacts through your close network and determine that you are getting a representing a cross-section of the population but really not due to quality and time constraints.  These journalists come and leave, but the people they interview and report on must continue to live in the situation.  The way we describe them, “insurgent,” “freedom fighter,” the language and people we’ve met, always creates a bias.  The media gets caught in a vicious cycle of conflict.  But media can be positive as well, e.g. a woman who brought two sides together.
Lunch, afternoon session
(C) The Media Caf?
What are the challenges and opportunities media is facing in conflict sensitive reporting and peace journalism?  Please visualize your ideas and limit the round to 40 minutes.
Think back on a time wheren you felt that you could contribute to positive change in your work or life.  Please share a short story with your colleagues.  After everyone has shared, do you see any common patterns in the stories?
How can we support each other in taking the next steps? What unique contribution can we each make? What can I do for peace?
 
      (No plenary presentations.  Refer to photos of posters.)
Reflection and wrap-up Day One 
Friday, Day Two
Morning
(D) Sharing Country Experiences, Part II
Mr. Don Pathon, The Nation Regional News Editor, New Generation, old grievances: Insurgency in Southern Thailand
Mui thay, Thai kick boxing known differently in Cambodia or Myanmar.  Similar to water festival and Buddhism which is not a nation state concept (relatively new in Asia) but a transcendent cultural aspect.  The labels that we use shows the country specific idea where as it’s a human thing.  The conflict in the southern states is seen as a footnote of the Thai nation state but Patani (region, Pattani state) is considered a conflict .  We tend to think of the problem as within law and order but leaders are not identifiable.  We never question the source; media is a speaking more to the agenda of the government.  Patriotism to Thai state dictates the stories and journalists represent the region and its “trouble-makers” as misled and embracing the faulty teachings of Islam.  The Thai media labels people who question the legitimacy of the Thai State as traitors.  To think out of the box, we must remove this benchmark and look at the region as it is, which as part of the Thai nation state is very new and man-made.  The citizenship of the Thai state should not come at the expense of their identity in the Malay world.  They do not eat, sleep or speak Thai.  They have different heroes; these heroes are regarded as enemies of the Thai state however.  We as the media do not do enough to look at Patani from a wider perspective.  Instead we insist on the nationalist perspective, labeling “insurgents” as troubled young men.  We try to lump them into the Muslims in Chiang Mai who are very assimilated into the Thai culture.  Journalists need to get off their high moral ground and find the cause behind the behaviors, i.e. drugs dealing.  Our reluctance to look at  different perspectives and instead take up the government line.  We need to recognize and accommodate the differences as well as the commonalities, to report from the perspective of the “other.”  The influence of citizenship, nationalist tendencies, and loyalist cannot be underestimated.
Mr. Satya Sivaraman, independent journalist/ filmmaker, Role of media in ethnic and religious conflicts in India
 “Above all he likes to tinker with concepts, institutions and ideas without making them collapse on anyone’s heads.”  A teacher asks her students on returning from the summer holidays what they did.  Jackie replies,” I played in the sand pits.”  She asked him to spell sand, which he does correctly.  Another child reported that he played in the sand pit as well.  She asks him to spell “pit,” which he does correctly as well.  The last child said he couldn’t play in the sand pits because there was a sign that said black children could not play.  She asked him to spell “racial discrimination.”
Conflict is not new.  Mass media is.  The role of mass media is not clear because conflict has been happening without the media.  The means of spreading ideas and prejudices may have been due to clans and religious loyalty.  I believe that there are deep rooted prejudices which spring from historical experience, competition of territories and resources, etc. but it exists already in society,  The media takes theses feelings and amplifies.  What the media should do is lower the volume and go back to the causes of the prejudices and go to a larger source.  Dig deeper.  
The Pakistan media is more sensible because it is under martial law and subjected to the oppression of the government so has fought long and bravely.  Coming back to the issue of ethnic religious conflict, prejudice is not about the way media reports but to the social-economic state.  Numbers of status of Muslims: 30 MPs though should be 75 to be representative; since 1999-2008 over 7,000 causes of violence; higher unemployment.
PREJUDICES: high birth rate, polygamy, violent, police target Muslim youths over others, school text books, casual joking and cinema spread certain image of Muslims.  The media is not that important in shaping prejudices because they are deep seated.  We should be good citizens first.  To help the situation, we need more representation of Muslims in media, more balanced stories, better research, we should tell other stories, also exercise free silence not only just speech.  There is a newspaper that wax and wanes with the moon.
Some figures:
The early 20th century started the Armenian genocide, 1.5 millions killed but Turkish denied responsibility
17 million WWI
72 million WWII
How many killed in Vietnam War?
Continuing Iraq War.
1947 1 million people dead in 1 month in India abrupt division of two types of people who’ve lived together in one nation state, 12 million displaced, fighting between Muslims and Hindus, led to creation of Bangladesh in 1971
      Ms. Reem Makhoul, NYT Jerusalem, Role of media in finding peace in Palestine conflict
In 1999, I learned about conflict.  I come from a small village bordering Lebanon where there is much harmony and problems are not as clear as in Jerusalem.  I moved there that year, ordered pizza and I spoke in Hebrew.  I spoke with my mother in Arabic on the phone and the waiter was very surprised because you cannot tell.  The waiter did not bring the pizza and when I asked where it was, he said that they do not serve pizza to Arabs.  I am a Palestinian, Arab, Hebrew and Christian.  I live a conflict.  I am a conflict.  I am Palestinian and Israeli and there are 1.5 million people like us and hold a passport.  No matter how I look at it, I am a minority but the advantage is that I can speak and belong to both cultures.  I wanted to work in journalism to tell those stories.  Pallestina, my village, is under the power of Israel and we have adapted.  Created cultural stories.  One story about 16-year old Dalia Kulta who plays the flute was laughed at by the soldiers because they did not believe that Palestine has culture (Romala).  The story is about the rise of classical music in the West Bank.  Another video is from an Israeli who makes metal flowers with the remnants of the rockets.  Palestinians are always shown as riding on donkeys but I guarantee you there are more cars there.  We do not have to sell into the mainstream stereotypes.  Journalists do not have to be political active.  We need to put another side on the stories, to be objective, to put aside our personal agendas.  We also need to look at hopeful stories.
Ms. Carolyn Arguillas, Mindanews, Finding peace in southern Philippines
Refer to Power Point.
Mr. Antonio Dias (Dir. TV of TL) and Mr. Rosario da Gracia Maia (Dir. radio of TL), Media as building up a nation in TL
Fragile state still in post-conflict phase.  Independence is not everything.  Freedom does not mean anything goes.  We did not know what to do as an independent state.  Challenges include that we do not really understand what or media role is.  The Constitution does guarantee the freedom of the press though and the penal code decriminalizes defamation.  I pose a question: it is still ethical for media practitioners to say that conflict and pain is good news?  The media is vulnerable to attacks from public.  During crises, international coverage increases.  The challenge ahead is democratic changes and building a new media.  The peace process and news values may be in conflict.  Refer to PPP.
(E) Talk Show: Media in Asia—Peacemaker of Violence Instigator? 
Guest speakers:
Ms. Vinita Deshmukh, Intelligent Pune, India
(Ms.) Prof. Ubonrat Siriyuvasak, UNESCO Chair in freedom and expression, Thailand
Ms. Samira Ali Gutoc, Co-Convenor of Young Moro Professionals, Philippines
Mr. Juvensius Judy Ramdojo, Media Trainer and researcher Inst. For Press and Development Studies, Indonesia
Mr. Karuvannur Madhu Puthaveettil, Asian Institute for Broadcasting Development, Malaysia
Samira does a dance depicting Moro cultural aspects.  Moro do not have written history.  The hegemony dictates the image of Moro people, which claims they are violent people.  The Moros are making claim of their true history.  There is no definite answer if the media create violence of acts as peacemakers because it depends in the situation.  The exception for telling the truth is if the life of the media practitioner’s life is threatened in any way.  Commitment to truth must be balanced by safety.  There is a columnist who often calls Moros “pigs” and letters were sent by citizens to stop him.  There needs to be regulations against promoting hate.  Young people should be social change agents, those who are under 30, the biggest demographic on the internet.  They should claim the role of youth and not be apathetic.  They “should” but not quite there yet.  We need to study their culture and habits. 
Madhu, the role of doctors are to heal and treat people.  Doctors have caused debilitating conditions for their patients.  Media practitioners are proud like doctors and heal as doctors do.  But we also create diseases.  If we teach doctors how to kill efficiently, they are qualified.  Doctors giving their drugs may cause inadvertent harm.  If we tell journalists to create propaganda, we will never do it.  There are two issues, control and regulation.  The regulation of the state, and self as well as censure by govt and selves is comparable to driving with laws and regulations but also personal actions.  Young people are more idealistic than older people.  
Ubonrat, Can and should media mediate?  I believe media is a forum for communication which becomes lacking in a conflict.  The industry tends to emphasize war reporting.  We can be objective but in conflict we lose our impartiality and we tend to go along with elite and power and fear threats from both sides.  Regulation is one thing, but in the real world, people in modern media communicate and the government cannot keep track or control everything.  It’s like a game of cat and mouse for the state.  For example, the Red and Yellow have squabbled for 3-4 years and a rise of emotions, hatred, biases and mistrust towards one another.  We can use freedom, but we cannot dehumanize each other.  The communication in the public is not person to person and we tend to forget the bigger picture.  
Vinita, The only two pillars left are the media and judiciary.  If we sit there as we are, it does not help the situation.  News must go beyond news column and take up issues that would make things better for its citizens.  DOW chemicals were involved in chemical scandal.  I tried to interview them and looked at the environmental act and there was a mass protest.  When I take up a cause, it’s for the larger interest.  I don’t aim to make people flare up, rather I want people to flare up their minds to be proactive citizens, to want to act.  Through the internet, there were inflammatory messages posted about the leaders.  The cyber crime tracked down the computer engineer and put him in prison though he protested his innocence.  Months later they found another man with the same name and surname.  Cyber crimes take up opinions before really thinking them through.  Journalism has turned from passion to fashion.  Many young journalists aim to become tv personalities.
Juvensius, We have similar problems in Indonesia.  In radio, there is less control from the government since there are so many, over 2,000.  Indonesia focuses on political talk shows, there is positioning.  There was a peace journalism training in Sumatra during a local election and within it the candidates were fighting.  The media wanted to take part but did not know how.  The winner becomes charcoal, the loser becomes ash.
 Afternoon 
Open Space
Refer to convener notes.
Workshop wrap-up.
 
ดูข้อมูล งานประชุมวิชาการ womenculturelaw 

เมื่อผู้หญิงถูกสามีทำร้ายร่างกาย เมื่อไปโรงพยาบาล แพทย์จะบันทึกว่า “แผลถูก ของมีคม” เมื่อผู้หญิงไปสถานีตำรวจ ตำรวจแนะนำว่า อย่าแจ้งความเลย “ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกัน” แต่สังคมลืมไปว่า ฟันกระทบ ลิ้นเลือดไหลและลืมคิดไปว่าใครเป็นลิ้นใคร เป็นฟัน
ดูข้อมูล ดังกล่าวน่ะครับ

http://www.womenculturelaw.net/
————-
จากกทม.ระหว่างการเดินทางบังเอิญพบเพื่อน คือ อ๊อดๆๆๆ  ทำให้ผมนึกถึงงานเขียนเกี่ยวกับfacundoฯ และ SIAM MAPPED ซึ่งMap แผนที่ และ Matrix ควบคุมจินตนาการ และอภิปรัชญาของความเป็นจริง ภายใต้โชคชะตา และกฏแห่งกรรมจากแผนที่สมุดภาพไตรภูมิของพุทธศาสนา เป็นตัวอย่างสะท้อนชุมชนจินตกรรมของรัฐชาติภายใต้โชคชะตาของคน ที่ต้องเลือกเดินไปบนเส้นทางโชคชะตาของตน ซึ่งกำหนดได้หรือว่าเลือกเดินทางไปได้ หรือEchoing Ernest Renan,Ernest Gellner reminds us that nations are made  by human will,as in a

kind’s of perperual  plebiscite, a choice rather than a fatality. In that voluntaristic enterprise, memory and forgetteing ate both essential.(จากFacundoฯ:21 )

—————-a beautiful mind
—————-
Prof Nash เห็นผู้หญิงสาวสวยผมบลอนด์เดินเข้ามาในผับ (pub) ดลใจให้คิดขึ้นได้ว่า แนวคิดของ Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ว่ามนุษย์นั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเป็นหลักนั้นไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้อง คือ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและส่วนตัว

พร้อมกันไป กล่าวคือ หนุ่มๆ จะต้องไม่แย่งกันเข้าจีบสาวสวยผมบลอนด์ แต่ต่างคนต่างต้องจีบสาวที่สวยน้อยกว่า ทุกๆ คนจึงจะประสบผลสำเร็จ ซึ่งเรื่องนี้ Prof Rubinstein ยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีเกมของ Prof Nash แต่อย่างใด เป็นเพียงจินตนาการของฮอลลีวูด

ทั้งสิ้น
ทฤษฎีเกมที่จะต้องนำมาใช้ในกรณีดังกล่าว เป็นทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งเรียกว่า Prisoner"s Dilemma และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักเรียนเศรษฐศาสตร์และมักจะถูกนำไปใช้ในการแยกการสอบสวนผู้ต้องหา ซึ่งเข้าใจได้จากตารางข้างล่างนี้

สมมติว่าโจร 2 คนร่วมกันขโมยของในบ้านหลังหนึ่ง แล้วนำสินทรัพย์ที่ขโมยมาไปซ่อนเอาไว้ แต่ต่อมาถูกจับกุมได้ ตำรวจจึงจับไปแยกสอบสวนโจรทั้งสองคน ซึ่งหากโจรทั้งสองคนปากแข็ง และไม่ทรยศต่อกัน โจรทั้งสองก็จะถูกจำคุกเพียง 2 ปี ในฐานะบุกรุก (D) ซึ่งเป็นโทษเบา และ

เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองมากที่สุด อย่างไรก็ดี ต่างคนต่างจะต้องระแวงว่า อีกคนหนึ่งจะยอมสารภาพกับตำรวจและทรยศกับตนหรือไม่ เช่น กรณีที่โจร ก.ยอมสารภาพ และโจร ข.ไม่สารภาพ โจร ก.ก็จะติดคุกเพียง 1 ปี แต่โจร ข.จะโดนโทษหนักคือติดคุก 10 ปี (B) ใน

ทำนองเดียวกัน หากโจร ข.สารภาพ แต่โจร ก.ปากแข็ง โจร ก.ก็จะได้รับโทษจำคุก 10 ปี และโจร ข. 1 ปี (C) กล่าวโดยสรุป คือ การสอบสวนแยกกัน มักจะทำให้ตำรวจสามารถกดดันให้โจรทั้งสองคนสารภาพได้ และต้องจำคุกไปคนละ 5 ปี (A) ทั้งๆ ที่หากโจรทั้งสองยึดมั่นที่จะร่วมมือ

กันแล้ว ก็จะต้องจำคุกกันคนละ 2 ปีเท่านั้น ซึ่ง Prof Rubinstein ชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎี prisoner"s dilemma นี้ ใกล้เคียงกับปัญหาการจีบผู้หญิงผมบลอนด์มากกว่า แต่ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่ John Nash คิดค้นขึ้นมาจนได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด
John Nash นั้น ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะจริงๆ เพราะเขาจบปริญญาเอกขณะที่อายุเพียง 22 ปี ในปี ค.ศ.1950 และวิทยานิพนธ์ของเขานั้น มีความยาวเพียง 27 หน้า และวิทยานิพนธ์ดังกล่าว คือสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 1994 อาจารย์ของ Nash สมัยที่เรียนจบปริญญา

ตรีเขียน Letter of Recommendation สั้นๆ เพียงประโยคเดียว (แต่ทำให้เขาได้เรียนต่อและจบปริญญาเอกที่ Princeton) คือ "This man is a genius" จากคนเขียนถึงหนังเรื่องa beautiful mind
http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?p=23018

a beautiful mind
หลายคน เป็นผู้มีจิตใจอันงดงาม และเขาเป็นศิลปิน โดยผมขอแนะนำข่าวในเรื่องเงินเดือนประจำของศิลปินแห่งชาติ
นายธีระกล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมมีมติเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ให้ปรับเงินค่าตอบแทนแก่ศิลปินแห่งชาติ จากเดือนละ 12,000 บาท เป็น 20,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจ และมอบให้เป็นของขวัญ เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ 24 กุมภาพันธ์ โดยจะเริ่มจ่ายเงินค่า

ตอบแทนอัตราใหม่ในเดือนมีนาคมนี้
ม.ร.ว.ถนัดศรีกล่าวว่า ตนมีแนวคิดที่จะนำเงินมาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อนศิลปินที่ไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ  ซึ่งไม่มีสวัสดิการ…
http://breakingnews.quickze.com/readnews-56017-%E0%B8%A7%E0%B8%98.%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5+%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%

E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%

81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%992%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%

B9%88%E0%B8%99.html

วันเด็กแห่งชาติ ที่ผ่านไป และผมเกิดในปี2522 ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นปีเด็กสากล จากข้อมูลนิตยสารโลกหนังสือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 12 ก.ย.2522 ก็แนะนำหนังสือเด็กยินดีต้อนรับปีเด็กสากล และเรื่องเล่าว่า วิกเตอร์ ฮูโก แก้ผ้าเขียนหนังสือ สำหรับสร้างแรงบันดาลใจเขียนหนังสือ รวมทั้งข้อมูลคำที่ไพเราะที่สุดในภาษา

อังกฤษ 10 คำ มีอะไรบ้าง เช่น melody จากสาระหลายเรื่องในนิตยสารโลกหนังสือในเรื่องปีเด็กสากลจนคนเราโต เป็นผู้ใหญ่ และความแตกต่างของนักวิทยาศาสตร์อย่างดาร์วิน และไอน์สไตน์ ถ้าวัดไอคิว ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยกรอบกำหนดของโลกปัจจุบันคงไม่ผ่าน ซึ่งชีวิตของไอน์สไตน์ ขับรถยนต์ก็ไม่เป็น และดูสมองทึบตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น

ปัญหาอยู่ที่การออกแบบในคำถามเป็นโจทย์วัดไอคิว ซึ่งเชื่อว่าสมองของคนนั้น สามารถเป็นสิ่งวัดได้ ว่าด้วยความเป็นคนฉลาด ว่าไอคิด เท่าไหร่ 180 เป็นต้นมา(เรียบเรียงจากการศึกษาเพื่อความเป็นไทของอดัม เคิล หรือEducation for Liberation ของAdam Curleแปลโดยวิศิษฐ์

วังวิญญู) จึงเป็นปัญหาที่มีข้อเสนอต่างกัน เช่น สังคมแห่งความสำเร็จของเดวิด แม็คเคลแลนด์(may be สุเทพ สุนทรเภสัชเคย แปลไว้) เสนอว่า ความมีน้ำอดน้ำทน วิริยะ ความคิดสร้างสรรค์  ความกระตือรือร้น ในชีวิต และความมั่นคงในจิตใจ (ดูเพิ่มเติม: เดวิด ซี . แมคเคลแลนด์ (

David C. McClelland ) ผู้สร้างทฤษฎีการจูงใจในความสำเร็จหรือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ( Achievement Motivation )http://courseware.rmutl.ac.th/courses/44/unit1405.htm#head5)ซึ่งคล้ายกับผมยกตัวอย่างข้อมูล creative of culture ซึ่งกรณีเอดิสัน

ผลิตหลอดไฟฟ้า ล้มเหลวหลายครั้งแต่สู้ต่อไป ทั้งที่ก่อนหนัานั้น หลอดไฟฟ้ายังเป็นแค่ทฤษฎี ซึ่งคนเราจินตนาการไว้ แต่ยังทำไม่สำเร็จ และรุ่นน้องของผม เคยกล่าวไว้ว่า ในประวัติศาสตร์ของคนคิดอะไรใหม่เป็นคนครึ่งๆกลางๆมากกว่าคนไอคิวสูง เพราะมันมีเพื่อนไอคิวสูง ก็รู้ดีทีเดียว

แน่นอนว่า ผมยกตัวอย่างเรียบเรียงข้อถกเถียงและความเป็นจริงแท้หรือไม่  ถ้าครูประจำชั้นของห้องเรียน ก็สนับสนุนให้มีประชาธิปไตย โดยเลือกตั้งหัวหน้าห้อง หรือประธานนักเรียนของโรงเรียนได้เอง(ผมเคยสมัครเป็นประธานนักเรียน น่ะ …) และ กรณีจิตใจงดงามของคนในการสร้าง

สรรค์ทางจินตนาการเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนไอน์สไตน์กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้…จากจิตวิทยาภายในจิตใจสู่จินตนาการสร้างสรรรค์สังคม

-หลายวันผ่านไปจาก7มกราคม ฝนตกที่เชียงใหม่และพิจิตร  ส่วนวันที่ 25 มกราคม ฝนตกจากกรุงเทพฯมาถึงเชียงใหม่ ในภาวะพายุเข้าประเทศไทย
สุริยุปราคาวงแหวน 15 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%

87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%99_15_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2553

( 27 ม.ค ) สำนักข่าวแห่งชาติรายงาน ดาวอังคารเข้าใกล้โลกเฉลี่ยทุกๆ 2 ปี 2 เดือน ลักษณะวงโคจรที่มีความรีค่อนข้างชัดเจนทำให้ในการเข้าใกล้แต่ละครั้ง ดาวอังคารจะอยู่ห่างจากโลกไม่เท่ากัน …
http://www2.nurnia.com/38979/01/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%

B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

————————————————–
ช่วงปีใหม่ ที่ผ่านมา ซึ่งผมได้รับสคส,ปีใหม่ หนึ่งฉบับ เป็นสิ่งมีความหมายของชีวิต แหละครับ
เมื่อจุดหมาย และปลายทางของนักเขียน  ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเรื่องนักเขียนหนุ่มของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่มีสตีเฟน สเปนเดอร์ เขียนตอนจบว่า จงติดตามหน้าที่ของท่านต่อไป เขียนให้ดีที่สุดเท่าที่ท่านสามารถเขียนออกมาได้(To The Young Writers ของ Stephan Spender)

และสิ่งที่มนัส สัตยารักษ์ พูดคุยไว้หลายเรื่องมาก แต่ผมFocus เรื่องเดียวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของนักเขียน คือ นักแต่งเพลงคนหนึ่งคาดหวังกับตัวเองมาก นั่นเป็นที่มาทำให้เขาแต่งเพลงไม่ออก…ในหลายเรื่องฯลฯ และส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ ทำให้ผมคิดเรื่องชีวิตต่อมา ก็คือ

ภาพยนตร์July Rhapsody  ที่มีความคิดจะไปแม่น้ำแยงซี แต่ว่าพวกเขาไม่เคยไปถึงแม่น้ำแยงซี…จริงๆ เรื่องบางเรื่องน่าสนใจมากมาย ล้นสมองเสมอ จนกลายเป็น "ก"ลับ มา "ห"ลับ" และบทสนทนาบางคน หลังจากงานศพของพ่อของจ่อย(รงค์ วงษ์สวรรค์) และนักเขียนมากกมาย ที่

ผมรู้จักแต่ไม่ได้คุยกันมาก เช่น พี่ต้อ(บินหลา) ฯลฯ ส่วนโอกาสบทสนทนาของผม โดยส่วนตัวกับพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้เขียนหนังสือ"ความเงียบ" ใส่Symbolไว้ต่างๆ และขณะเวลาเขาพูดกับผม โดยตรงสองคน ก็คล้ายชวนให้ตีความหลายคำ ดั่งเช่น Tender is The night หรือราตรี

ยังอีกยาว(อ้างอิง’รงค์ วงษ์สวรรค์) ฯลฯ เป็นต้น
 
แน่นอนว่า ผมไม่คิดอะไรในแง่ร้าย เพราะcreative culture บ่งบอกคุณสมบัติสำคัญว่า คุณต้องมองโลกแง่ดี และตัวอย่างการวิเคราะห์สู่แง่ร้ายอะไรแบบนิยายนักสืบ เช่น หนังเชอร์ล็อกโฮมส์ วิเคราะห์คู่หมั้นของวัตสัน จากเรื่องเล็กๆน้อย ละเอียดมากเป็นการอนุมานได้เลยว่า เธอเคยมีคู่

หมั้น และทิ้งคู่หมั้นไปแล้วจากร่องรอยแหวนที่เธอเคยมีเป็นรอยของนิ้ว แต่มันแนวแง่ร้าย จนคู่หมั้นวัตสันทนไม่ได้สาดน้ำใส่หน้าโฮมส์ และผมไม่ได้ใช้การวิเคราะห์สัญญะอะไร ซึ่งกล่าวถึงเรื่องหนังสือแล้ว ก็นึกถึงข้อมูลในมติชนสุดสัปดาห์ว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม ทั้งที่หนังสือ

เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม จากการปฏิวัติในการผลิตซ้ำของการพิมพ์ของระบบทุนนิยม และถ้าสนใจเพิ่มเติมในเรื่องแนวคิดการประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม (Cultural invention) อธิบายถึงนวัตกรรมว่า เป็นสิ่งใหม่ที่ค้นพบขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบสิ่งที่จับ

ต้องได้ ค่อนข้างมีความหมายถึง การนำมาใช้ทางพฤติกรรมของคนนำมาใช้ประโยชน์ และมักใช้ไปโดยตลอดโดยผ่านคนหลายๆ รุ่น เช่น ภาษา,ระบบกฎหมาย,ระบบการเมือง,วิธีทางวิทยาศาสตร์ และ กีฬา เป็นต้น
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%

B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1แต่ว่าผมนึกถึงเรื่องไปกทม.แวะร้านหนังสือฝรั่ง เจอะกับนิยาย Atonement(ไถ่บาป) และไม่ได้สังเกตว่า เขา

ห้ามถ่ายรูปในร้านหนังสือ เพราะผมถ่ายรูปตัวอักษร-เนื้อหาบางส่วนช่วงท้ายๆ ในนิยายไว้ ซึ่งผมเคยเขียนสั้นๆ เกี่ยวกับ Atonement (novel) โดยIan McEwan ผู้เขียนได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์ และสไตล์ เทคนิคการเขียนนิยายเป็น metafiction and psychological

realism. ผมไปเปิดดูตอนใกล้ๆจะจบของนิยาย น่าสนใจมาก คือ I must sleep. ในที่สุดแล้ว จบบันทึกย้อนกลับสู่Tender is The night  แล้วเราก็"ก"ลับ มา "ห"ลับ"
—————-

…31 มกราคม 2553….
….What is it that you seek, my
Countrymen? What ask you from
Life, who does not any longer
Count you among her children?
Your souls are freezing in the
Clutches of the priests and
Sorcerers, and your bodies
Tremble between the paws of the
Despots and the shedders of
Blood, and your country quakes
Under the marching feet of the
Conquering enemy; what may you
Expect even though you stand
Proudly before the face of the
Sun? Your swords are sheathed
With rust, and your spears are
Broken, and your shields are
Laden with gaps, why, then, do
You stand in the field of battle?
…..
http://leb.net/gibran/
—————-

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s