บทกวีในส.ค.ส.

บทกวีในส.ค.ส.(ย่อมาจาก ส่งความสุขปีใหม่http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA.%E0%B8%84.%E0%B8%AA.)
จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry
08 กันยายน
วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2226.entry
เพลง : บทกวี
ศิลปิน : Artfloor
เนื้อเพลง :
ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า ทุกๆเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในยามค่ำคืนที่เธอมองหา ไขว่คว้าความสุขใดขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…และได้พบกันขอให้บทเพลงที่ฉันร่ำร้อง เป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องไป กับช่วงเวลาที่เธอเสียใจเก็บช้ำไว้เถิดหนา…ขอให้เป็น
ฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…และได้พบกัน*ให้ฉันเป็นบทกวี ยามนิทรา ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงามจากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า ทุกๆเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในยามค่ำคืนที่แสง
เหวงว้าง ไขว่คว้าความสุขใดขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย ขอให้เป็นดังเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา…และได้พบกันให้ฉันเป็นบทกวี ยามนิทรา ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงามจากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านไป…ให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม ส่งเธอขึ้นไปบน
ฟ้า ความอ่อนล้า จงจากเธอ…จากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื่อนเอ่ย คำเฉลยที่ผ่านมา…โฮววว(ญ)เพียงบทกวี หากจะเป็นเรื่องราวที่ดีให้เราก้าวไป หากเธอเป็นความสวยงาม สว่างแสนไกล…จะ
อย่ๅงไร ฉันนั้นก้อจะรักให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม(ญ.สวยงาม) ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ความอ่อนล้า จงจากเธอ…(ช/ญ. จากนี้จะผ่าน เรื่องราวใดใดก้อตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป…(ญ.แสนนานสักเท่าไหร่ ฉันยังเฝ้าคอย) สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆข้อ
ความ ผ่านไป…
www.songdee.com/?p=4316
 
ผมฟังเพลงเพื่อตระหนักถึงเรื่องราวของThe title is taken from the poem "Ode to a Nightingale" by John Keats.ในTender is The Night ของ F Scott Fitzgerald ผู้แต่งเรื่อง The Great Gatsby
Revolutionary Road
แม้นิยายเรื่องนี้จะได้รับความสนใจอย่างมากมายก็ตาม แต่ตัวเย็ทส์เองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เขาพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาเลย ตัวเขาเองยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่ต่างจากตัวละครของเขา ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับการติดเหล้า ความกดดัน และกับความสัมพันธ์ที่มีปัญหา
ตลอดทั้งชีวิตของเขา เขาเสียชีวิตด้วยวัย 66 ปี อย่างไรก็ดี ผลงานของเขายังคงมีชีวิตสืบสานยาวนานต่อมาในหัวใจของคนอ่าน ต้องขอบคุณเป็นพิเศษต่อความพยายามของแฟนๆ ผู้ซื่อสัตย์ของเขาจากแวดวงวรรณกรรมปัจจุบัน อาทิเช่น ริชาร์ด ฟอร์ด, นิค ฮอร์นบี้ โจน ดิเดี้ยน, เดวิด แฮร์,
เคต แอ็ตกินสัน, สจ๊วร์ต โอนัน และเซบาสเตียน ฟอล์กส์ ผู้เริ่มกล่าวถึงอิทธิพลของ Revolutionary Road อย่างแพร่หลาย
เบล็ก ไบลี่ย์ ผู้ซึ่งในปี 2003 ได้เขียนชีวประวัติของเย็ทส์ขึ้นเป็นเล่มแรก ในหนังสือเรื่อง A Tragic Honesty เชื่อว่า Revolutionary Road เป็นที่นิยมมายาวนานได้ เพราะการเล่าเรื่องนี้ได้ส่องสว่างให้เห็นถึงชีวิตที่มากไปกว่าชีวิตแต่งงาน ของคนอเมริกันคู่หนึ่ง “มันยังพูดถึง
ประเด็นสำคัญต่างๆ ของการเป็นมนุษย์” ไบลี่ย์กล่าวเอาไว้ “เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นตัวเอง การซื่อสัตย์กับตัวเอง การเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเอง และพยายามสร้างความสุขในชีวิตแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม เหมือนที่เย็ทส์บอก ‘สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณสามารถทำในชีวิตนี้ได้ ก็คือการอยู่
อย่างโกหก’”
ด้วยความรู้สึกมากหลายที่เกิดขึ้นรอบๆ หนังสือนิยาย Revolutionary Road การค้นหาตัวมือเขียนบทที่เต็มใจจะดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้าย เส้นทางที่วกวนได้มาสิ้นสุดลงที่ จัสติน เฮย์ธี่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่มือเขียนบทเท่านั้น (เขาร่วมเขียนบทภาพยนตร์
ทริลเลอร์เรื่อง THE CLEARING กับปีเตอร์ แจน บรักก์) แต่ยังเป็นนักเขียนนิยายที่ได้รับคำชมไม่แพ้กัน จนเขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Man Booker Prize มาแล้วจากผลงานชิ้นแรกอย่างเรื่อง The Honeymoon
เฮย์ธี่รู้ดีว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักเขียน แต่เขาก็รู้สึกว่าการเสี่ยงครั้งนี้ช่างคุ้มค่า เพราะเรื่องราวของเย็ทส์ยังคงสมเหตุผลแม้ในยุคนี้ “ถึงแม้นิยายเรื่องนี้จะวางเรื่องราวเอาไว้ในยุค 50 แต่ตัวละครเหล่านั้นยังคงเป็นที่ยอมรับในช่วงเวลาของพวกเรา” เฮย์ธี่กล่าว “ผมรู้สึกว่า
เรื่องราวนี้มีเนื้อหาที่เข้ากันกับชีวิตเราในตอนนี้ แต่มันวางเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดในอเมริกา มันช่างคุ้มค่าต่อการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์” เช่นเดียวกับตัวเย็ทส์เอง เฮย์ธี่มองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลาและสถานที่ในเรื่อง “ผมไม่เคยมองว่ามันเป็น
เรื่องเกี่ยวกับชีวิตในย่านชานเมืองเลย” เฮย์ธี่อธิบาย “ผมว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเปราะบางและความปรารถนาของมนุษย์”
ความลำบากอยู่ตรงการนำเสนอภาพของ แฟรงก์และเอพริล วีลเลอร์ บนจอภาพยนตร์ในแบบที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ทำให้พวกเขาดูเพ้อฝันเกินไป หรือเป็นการเสียดสีพวกเขา แต่ต้องทำให้พวกเขาเปิดเผยซึ่งความหวัง ความหวาดกลัวผ่านถ้อยคำและการกระทำ และผ่านวิถีที่พวกเขาแสดง
ปฏิกริยาต่อต้านการประณามของสังคมต่อเรื่องที่ว่า ชายและหญิงควรจะทำตัวต่อกันและเมื่อไม่มีกันอย่างไร
สำหรับเฮย์ธี่ จุดสำคัญของเรื่องนี้ก็คือความเชื่อของพวกวีลเลอร์ว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษ แตกต่าง และเกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตที่พวกเขาเป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเป็นภาพมายาที่สภาพแวดล้อมแตกสลาย ยิ่งพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาอยู่พ้นจากอิทธิพลของวัฒนธรรมผู้บริโภครอบๆ ตัว พวก
เขาก็ยิ่งรู้สำนึกว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของมันเหมือนเพื่อนๆ และเพื่อนบ้านของพวกเขา “สิ่งที่ทำให้ความรักของแฟรงก์และเอพริลดูน่าตื่นเต้นในตอนแรก ก็คือการนึกทึกทักไปเองว่าพวกเขาไม่เหมือนกับทุกคนรอบๆ ตัว” เฮย์ธี่อธิบาย “แล้วจากนั้น วันหนึ่ง เอพริลเดินเข้ามาหาแฟรงก์ และ
พูดว่า ‘รู้ไหม เรากำลังกลายเป็นเหมือนคนอื่นๆ ไปแล้ว เรามาทำอะไรสักอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่น่าผิดหวังของเราดีกว่า ไปจากที่นี่ ย้ายไปปารีส ต้องรักษาตัวเราไว้ให้ได้’ แต่การหลบหนีอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาไม่มีวันเกิดขึ้น”
อันที่จริง ปารีสยังคงเป็นดินแดนในฝันต่อไป เพราะเอพริลเกิดตั้งท้อง ทำให้แฟรงก์ต้องกลับมาพิจารณาถึงความเป็นไประหว่างพวกเขา “ปารีสกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของความกล้าหาญและความสามารถที่จะเป็นไปได้” เฮย์ธี่กล่าว “โดยหัวใจแล้ว ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยว
กับคำถามที่ว่า ถ้าคุณมีโอกาสที่จะได้ลองเป็นคนที่คุณอยากเป็นเสมอมา มันจะเปิดเผยสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ ออกมาอย่างไร”
ความชื่นชมและความนับถือที่เฮย์ธี่มีต่อสิ่งที่เย็ทส์ทำสำเร็จกับหนังสือเรื่องนี้ เป็นแรงกระตุ้นในการดัดแปลงหนังสือให้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์ เขาพยายามยึดมั่นในโทนและบทสนทนาของหนังสือเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ย่อมต้องมี
ความแตกต่างไปจากตัวนิยาย “ในหนังสือนิยาย คุณสามารถเข้าถึงคำสารภาพในใจของตัวละครได้ทันที ขณะที่ในภาพยนตร์ มันจะมีศิลปะในการแสดงอารมณ์เหล่านั้นออกมา” เฮย์ธี่อธิบาย “ผมหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คนดูรู้จักเย็ทส์มากขึ้น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและจดจำในแบบที่
เขาต้องการและสมควรได้รับเสมอมา”
ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอรับบท แฟรงก์ วีลเลอร์
“. . . บางครั้ง กลางดึก เมื่อคอของเขาปวดร้าวไปหมด ตาร้อนผ่าวจากการพูดคุย เมื่อเขาค่อมหลังลง ขยับขากรรไกร และปลดเน็คไทให้หลวม และปล่อยมันห้อยโยงเหมือนเชือก เขามองไปที่หน้าต่างและเห็นจุดเริ่มต้นอันกล้าหาญของคนๆ หนึ่ง”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
แฟรงก์ วีลเลอร์อยู่ท่ามกลางตัวละครที่มีความซับซ้อนที่สุดในงานวรรณกรรมอเมริกัน ด้วยอายุ 29 ปี เขาประสบความสำเร็จมากมายหลายอย่าง เขาสำเร็จการศึกษาจากโคลัมเบีย เป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ และอยู่ระหว่างไต่เต้าในหน้าที่การงานที่น็อกซ์ แม้จะมีชีวิตที่มั่นคง แต่แฟรงก์ได้
ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดหลายอย่างในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์ปุถุชน ในการพิสูจน์ถึงคุณค่าใน ตัวของเขาที่มีต่อเพื่อนๆ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และที่พิเศษที่สุดก็คือต่อเอพริล แต่แฟรงก์เหมือนถูกตามหลอนด้วยความปรารถนาที่จะไม่ตกลงไปในหลุมพรางเดียวกับ ที่พ่อผู้เป็นเซลแมนของ
เขาต้องเจอ นั่นก็คือเขาไม่เคยเป็นอย่างที่เขาเสแสร้งว่าเป็นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เขาอาจไม่ได้พิสูจน์ตัวให้เห็นว่าเขาเป็นหนุ่มอนาคตไกลที่มีความสามารถที่เอ พริลตกหลุมรัก ดังนั้นเมื่อเอพริลเปิดเผยความจริงของเขา เขาจึงซวนเซไป เขารักเอพริลสุดหัวใจที่แสนเปราะบางของเขา แต่เมื่อ
เธอบีบให้เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกรอบ และเมื่อเขาถูกดึงกลับไปสู่ชีวิตที่พวกเขารู้จักดีอยู่แล้ว เส้นทางของเขากับเธอจึงถูกบิดทึ้งจนแยกจากกัน
เคต วินสเลตรับบทเอพริล วีลเลอร์
“ภายในห้านาที เขาพบว่าเขาสามารถทำให้เอพริล จอห์นสันหัวเราะได้ เขาไม่เพียงแต่ตรึงความสนใจจากดวงตาสีเทาเบิกกว้างของเธอได้เท่านั้น แต่ยังทำให้รูม่านตาคู่นั้นกรอกขึ้นลง และกรอกไปรอบๆ ดวงตานั้นได้”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เอพริล วีลเลอร์คือหญิงสาวสวย เจ้าอุดมคติ ผู้อยู่ได้ด้วยความฝันในยุคสมัยที่ความฝันของผู้หญิงแทบไม่เคยได้เห็นเดือนเห็นตะวัน เธอเป็นนักแสดงสุดทะเยอทะยานและเป็นหญิงสาวเจ้าอุดมคติผู้อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก เธอไม่ยอมรับในบทบาทหน้าที่ที่ถูกบีบคั้นของตัวเองในฐานะแม่บ้าน
ชาวคอนเน็คติกัต (ถึงแม้เธอจะรักครอบครัวก็ตาม) และเช่นเดียวกับผู้หญิงมากมายในช่วงปลายยุค 1950 เธอปรารถนาที่จะเป็นมากกว่านั้น และความปรารถนานี้เองที่ทำให้เอพริลฝันถึงชีวิตใหม่ในปารีส ที่ซึ่งเธอจะคอยให้การสนับสนุนสามีของเธอ และหวังว่าเขาจะทำความฝันของตัว
เองให้เป็นจริงในแบบที่ไม่เหมือนใคร และใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเป้าหมายและความพอใจที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เธอรู้จักปฏิเสธมัน ด้วยอัดแน่นไปด้วยแรงกระตุ้นที่จะหลุดพ้น แหวกไปจากแบบอย่างของสังคม เพื่อจะเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ในอนาคตของสามี สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นทุกสิ่ง
ทุกอย่างสำหรับเอพริล จนกระทั่งทุกอย่างต้องกลับตาลปัตรเพราะการตั้งท้องอย่างไม่คาดฝัน เอพริลที่เกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองติดกับดักอยู่นั้น ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอได้ทลายทุกอย่างจนเผยให้เห็นถึงความเปราะบาง เมื่อเธอพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางที่จะกู้ความสุขของเธอกับ
สามีกลับคืนมา รวมไปถึงความเชื่อในอนาคตของเธอกับเขาด้วย
เคธี่ เบ็ตส์รับบทมิสซิสกิ๊ฟวิ่งส์
“จากวินาทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถไฟ เมื่อในเวลาต่อมา เธอบอกกับสามี เธอจำพวกเขาได้ในฐานะคู่สามีภรรยาที่สร้างปัญหาน้อยนิด แม้กระทั่งในระดับราคาต่ำ”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
ใน REVOLUTIONARY ROAD แฟรงก์กับเอพริล วีลเลอร์รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้านที่ต่างแอบซ่อนความต้องการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่ในใจ เพื่อนบ้านคนสำคัญของพวกเขาก็คือมิสซิสกิฟวิ่งส์ สาวใหญ่ที่มัวยุ่งแต่เรื่องชาวบ้าน และเป็นนายหน้าค้าบ้าน ผู้ขายฝันแบบอเมริกันชน แต่กลับ
ซุกซ่อนวิกฤตของครอบครัวของตัวเองเอาไว้
ขณะที่มิสซิสกิฟวิ่งส์ปรารถนาชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่สภาพอาการปวดทางจิตของจอห์น ลูกชายของเธอ กลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขว้าง ซึ่งนำไปสู่ฉากดินเนอร์สุดหายนะกับครอบครัววีลเลอร์ “ฉันว่ามิสซิสกิฟวิ่งส์ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงที่ห่างไกลจากความรู้สึกที่เธอมีต่อลูกชาย” เบ็ตส์
ตั้งข้อสังเกต “เธออยากคิดถึงเขาว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เก่งกาจที่น่าประทับใจ เธอไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำให้พวกวีลเลอร์ตกใจ เธอมีความตั้งใจที่ดี แต่เธอถูกชักนำไปในทางที่ผิด”
ไมเคิล แชนน่อนรับบทจอห์น กิฟวิ่งส์
“ขณะยืนอยู่หลังพ่อแม่ของเขา เขายืนอยู่ด้วยเท้าที่แยกห่างจากกันบนพื้นลูกรังเปียกๆ เท้าหันเข้าด้านใน เขากำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่…ราวกับว่าควันจากบุหรี่มวนนี้คือทุกอย่างที่ เขาเคยมีหรือคาดหวังความอิ่มเอมใจทางอารมณ์”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เขาก็คือจอห์น กิฟวิ่งส์ นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการป่วยทางจิต ผู้ทำให้เกิดฉากที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดหลายต่อหลายฉากในภาพยนตร์เรื่อง REVOLUTIONARY ROAD เมื่อเขาเจาะลึกสู่ความจริงเบื้องหลังโฉมหน้าภายนอกของครอบครัววีลเลอร์ โดยเขารู้สึกได้ถึงความตึง
เครียดในชีวิตสมรสของพวกเขา และตั้งคำถามต่อการทำตามแบบแผนของสังคมและการหลบหนีของพวกเขา และยังตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่าโดยส่วนตัวของ “การเล่นเป็นครอบครัว” สำหรับพวกเขาแต่ละคน
เมนเดสกล่าวว่า “ก็เหมือนที่พบกันบ่อยๆ ในงานวรรณกรรม คนบ้าในเรื่องนี้ดูจะเป็นคนที่พูดความจริงออกมา จอห์น กิฟวิ่งส์เป็นผู้เผยความแตกแยกระหว่างแฟรงก์และเอพริล”
แชนน่อนบอกว่าจอห์นนำธีมหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดมาสู่เรื่องนี้ “คนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้มักคิดกันว่าจอห์นคือคนที่ปกติที่สุดคนหนึ่งในบรรดาตัวละครทุกตัว ดังนั้นมันจึงเป็นการนำเสนอประเด็นที่ว่าชีวิตแบบไหนที่บ้าและแบบไหนที่ไม่บ้า” แชนน่อนกล่าว “เพื่อจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ คุณต้อง
ทำตัวชาด้าน หรือไม่แสดงความใส่ใจ หรือยินดีที่จะทิ้งความรู้สึกของการค้นพบชีวิตทิ้งไปหรือเปล่า หรือคุณต้องทำสิ่งตรงกันข้าม”
แต่เพื่อสะท้อนความเข้าใจที่ตัวละครตัวนี้มีต่อแฟรงก์และเอพริล แชนน่อนต้องระวังที่จะไม่พูดออกมามากจนเกินไปว่าจริงๆ แล้วจอห์นมีปัญหามากแค่ไหน เพราะเขาคือชายที่ไม่สามารถไปไหนได้ในชีวิตของเขา เนื่องจากความคิดเพ้อฝัน “ไม่สำคัญว่าคนอื่นจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดมากแค่ไหน
แต่จอห์นคือคนที่ถูกทำให้เสียหายไปแล้วจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ต้องเราต้องเข้าใจ” แชนน่อนบอก
แชนน่อนได้สารภาพกับเคต วินสเลตถึงความหวังที่เขามีต่อบทนี้ เขาเล่าว่า “ผมบอกเธอตั้งแต่วันแรกว่าผมรู้สึกเป็นกังวลมากเพราะหนังสือเรื่องนี้และตัว ละครตัวนี้มีความหมายกับผมมาก ทั้งเธอกับลีโอเป็นนักแสดงที่เก่งมาก จนน่าเกรงขาม แต่ก็น่าตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับพวกเขา”
ในทางกลับกัน ดิคาปริโอได้รับแรงบันดาลใจจากแชนน่อน “เขานำพลังมากมายมาสู่บทนี้ และกลายมาเป็นพลังที่ช่วยจุดประกายระหว่างแฟรงก์กับเอพริลในแบบที่น่าทึ่ง” ดิคาปริโอบอก “ทุกที่ที่แฟรงก์กับเอพริลไป ไม่มีใครพูดความจริงเลย ทุกคนต่างยิ้มหวานบนใบหน้า ทุกอย่างดูดีไปหมด
และจอห์น กิฟวิ่งส์ก็เดินเข้ามาและพูดความจริง”
เดวิด ฮาร์เบอร์ และแคธรีน ฮาห์น รับบทครอบครัวแคมป์เบลล์
“ในห้องนั่งเล่น ขณะนั่งจิบเครื่องดื่มและทำหน้าตาบูดบึ้งใส่แก้วเครื่องดื่มที่เย็นจัด พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันในวินาทีแห่งความชื่นชมในกันและกัน จากนั้น พวกเขาดำดิ่งสู่ท่าทางแห่งความล้มเหลวอย่างควบคุม”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เชพและมิลลี่ แคมป์เบลล์ เพื่อนบ้านซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัววีลเลอร์ ได้เปิดเผยอีกด้านหนึ่งของชีวิตแต่งงาน เป็นด้านทางสังคม ซึ่งคู่สมรสได้สานสัมพันธ์กับคู่สมรสอื่น ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าครอบครัวแคมป์เบลล์ ชื่นชม หรืออาจอิจฉา ครอบครัววีลเลอร์ที่
ดูดีและสวยงามไปหมด แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเหมือนถือกระจกสะท้อนเงาครอบครัววีลเลอร์ เป็นการสะท้อนกลับภาพทุกอย่างที่พวกวีลเลอร์ไม่อยากเป็น ถึงแม้ทั้งสองครอบครัวจะมีหลายอย่างคล้ายๆ กันอยู่ แต่แฟรงก์และเอพริลเชื่อว่าครอบครัวแคมป์เบลล์ แม้จะนิสัยดีแค่ไหน แต่พวกเขา
ก็ติดอยู่ในชีวิตสมรสที่น่าเบื่อ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกับชีวิตสมรสของพวกเขา แต่โชคชะตาของพวกเขาจะยิ่งเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะเมื่อเชพสูญเสียความปรารถนาในตัวเอพริลที่ซ่อนอยู่ในใจเขาลึกๆ
แซม เมนเดสกล่าวว่า “สำหรับผม เชพและมิลลี่คือบทที่น่าสนใจที่สุดบทหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเมื่อพวกวีลเลอร์เดินเข้ามา พวกเขารู้สึกว่ามิตรภาพของสองครอบครัวทำให้ชีวิตของพวกเขามีความหมาย ทำให้มันมีเสน่ห์และน่าตื่นเต้น มันคือสถานการณ์ที่ล่อแหลม จากนั้น
แฟรงก์กับเอพริลก็ปล่อยระเบิดตูมลงมาว่าพวกเขากำลังจะจากไป พวกเขาจะไปปารีส และทิ้งชีวิตที่ทุกคนเคยมีร่วมกันเอาไว้เบื้องหลัง มันทำลายพวกแคมป์เบลล์ ผมชอบที่เย็ทส์นำรายละเอียดเล็กๆ นี้ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนแผ่นดินไหว เป็นการสำรวจวิธีที่ชีวิตแต่ง
งานถูกสะท้อนผ่านมิตรภาพที่มีกับเพื่อนบ้าน เพื่อน และชุมชน”
เมื่อมองภายนอก เชพ แคมป์เบลล์อาจดูเหมือนสามีที่อยู่ตามชนบททั่วไป แต่ลึกๆ ลงไป ในที่ที่เขาต้องกดความต้องการของตัวเองเอาไว้ เขาปรารถนาในตัวเอพริล วีลเลอร์ และคุณสมบัติของสตรีทั้งหลายที่เธอมี พร้อมด้วยความปรารถนาที่ครอบงำจิตใจ เดวิด ฮาร์เบอร์บอกว่า “ผมคิดว่าเมื่อ
เชพได้พบกับเอพริลและแฟรงก์ เขารู้สึกราวกับว่าเขาได้มาถึงจุดหมายปลายทาง และเขามองเอพริลว่าเป็นเสมือนผู้หญิงในอุดมคติที่เขาฝันว่าจะได้อยู่ด้วยเสมอมา เธอเป็นคนพิเศษที่หล่นลงมาสู่โลกบ้านๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าที่เธอเคลื่อนไหว วิธีการพูดของเธอ การแต่งตัวของเธอ
คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้สึกว่าเขาไม่เจอในตัวมิลลลี่”
ฮาร์เบอร์บอกว่าการแสดงของเขาได้รับความช่วยเหลือจากความร่วมมือระหว่างเขากับวินสเลต “ความแข็งแกร่งและความเฉลียวฉลาดของเคตปรากฎอยู่ในตัวเอพริล คุณจะเห็นได้เลยว่าทำไมเธอถึงได้เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชายอย่างเชพ ผู้รู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในชีวิตของเขา” ฮาร์เบอร์ให้
ความเห็นไว้
ในทางที่ คล้ายๆ กัน แคธรีน ฮาห์นมีอารมณ์ร่วมไปกับมิลลี่ แคมป์เบลล์ ถึงแม้จะมีความจริงที่ว่าเธอเป็นคนที่ดูเชื่อมั่นน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้ง สี่ และเป็นเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะยอมรับในบทบาทตามธรรมเนียมสังคมอย่างไม่ เคยตั้งคำถามสงสัย “ฉันชอบมิลลี่นะ เพราะว่าเธอพยายาม
ที่จะเป็นภรรยาที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะเป็นไปได้ในชีวิต สมรสของเธอกับชายที่เธอรู้สึกว่าเธอไม่เคยทำอะไรได้ดีพอสำหรับเขาเลย” ฮาห์นอธิบาย “เธอรู้ดีว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงเจนโลก มีระดับ มากประสบการณ์ หรือมีคุณสมบัติอย่างที่เอพริล วีลเลอร์มี แต่เธอมองเรื่องนี้ในด้านบวก และรู้สึกโชคดี
ที่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับพวกวีลเลอร์”
ฮาห์นมองมิลลี่ว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นมากกว่าแม่บ้านในยุค 50 เป็นตัวแทนของคนที่ยังคงมีความรู้สึกที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกวันนี้ “ยังมีความหวาดกลัวที่จะต้องทำตัวแตกต่าง” ฮาห์นตั้งข้อสังเกต “ความหวาดกลัวที่จะต้องดูโดดเด่นแตกต่างอยู่ในสังคม ความรู้สึกเช่นนั้นมี
บทบาทสำคัญอยู่ในโลกของมิลลี่” แต่ฮาห์นยังบอกด้วยว่าการที่เธอแสดงท่าทางนิ่งๆ เงียบๆ ของมิลลี่ จะดูมีประสิทธิภาพดีก็ต่อเมื่อดูขัดแย้งกับการที่วินสเลตแสดงให้เอพริลเป็น ผู้หญิงที่ไม่มีความหวาดกลัวในตัว
โซอี้ คาซานรับบทมอรีน
“เมื่อเธอเหลือบตามองขึ้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างน่าพอใจ เต็มไปด้วยการมีส่วนร่วมรู้เห็น จนเกือบเหมือนว่า…เขาเกือบลืมไปเลยว่าเขาเสแสร้งว่าเขามาเพื่อเอาอะไร”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เมื่อแฟรงก์ วีลเลอร์พบว่าเขารู้สึกหงุดหงิดอึดอัดเมื่ออยู่บ้าน เขาจะระบายอารมณ์ด้วยการแอบคบชู้มีสัมพันธ์กับเลขาฯ ของเขาในยามบ่าย มอรีน เลขาฯ ของเขาคือหญิงสาวชาวนิวยอร์กแสนซื่อ ผู้หลงใหลไปกับอำนาจและความเป็นชายของเขา สำหรับคนที่มารับบทเป็นมอรีน เมนเดสเลือก
โซอี้ คาซาน หญิงสาววัย 23 ปีซึ่งอยู่ในวัยเดียวกับตัวละครสาวแสนซื่อที่เธอแสดงอยู่พอดี โซอี้ ซึ่งเป็นหลานสาวของผู้กำกับ เอเลีย คาซาน เคยผ่านงานแสดงละครเวทีระดับคว้ารางวัลมาแล้ว และเธอกำลังสร้างชื่อในภาพยนตร์จอเงิน
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในทีมนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ คาซานรู้สึกประทับใจกับนิยายของเย็ทส์
เธอบอกว่า “สำหรับฉันแล้ว มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตที่ชายและหญิงยุคใหม่ต้องเผชิญในเรื่องที่ ว่าพฤติกรรมของพวกเขาควรเป็นเช่นไร อะไรคือมาตรฐาน อะไรคือกฎเกณฑ์ สำหรับมอรีน เธออยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพังในเมือง เธอพยายามคิดหากฎเกณฑ์เพื่อตัวเธอเอง มีทั้งความ
อ่อนหวานและความใสซื่อในตัวเธอ แต่เธอยังต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เธอแสดงทุกอย่างออกมาจากหัวใจ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธออ่อนไหว”
เมื่อแฟรงก์แสดงความสนใจในตัวมอรีน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ มันทำให้โลกของมอรีนสดใสสว่างขึ้น คาซานบอกว่า “สำหรับมอรีน มันคือสิ่งที่ทั้งน่าตื่นเต้นที่สุด โรแมนติคที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ แต่สำหรับแฟรงก์ ฉันว่าเธอคงดูเหมือนเป็นของง่ายๆ ที่นุ่มนวลที่สุดในโลก เหมือน
เธอไม่เคยตัดสินเขา หรือคิดว่าเขาเป็นอะไรที่มากกว่าผู้ชายสุดดีเลิศอย่างที่เขาอยากจะเป็น”
การสร้างตัวละครผ่านรายละเอียด:
การออกแบบถนนรีโวลูชั่นนารี่
“มันคือปี 1955 และที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอนเน็คติกัตตะวันตก ที่ซึ่งหมู่บ้านที่ถูกขยายตัวออกไปทั้งสามแห่งถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย ถนนไฮเวย์สายกว้างและอึกทึกครึกโครม”
— ริชาร์ด เย็ทส์, Revolutionary Road
เมื่อถึงเวลาต้องสร้างภาพให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แซม เมนเดสต้องการสร้างภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของอเมริกาในปี 1955 ที่ทุกคนทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม ขณะที่เน้นกล้องไปที่ความขัดแย้งในชีวิตแต่งงานของเหล่าตัวละคร ไอเดียก็คือการเผยโลกที่รู้สึกแตกต่าง เป็นขอบเขต
ของบ้านที่ตกแต่งอย่างดี แต่คับแคบ เป็นอาคารสำนักงานกลางเมืองที่สูงริบ แต่ไร้ซึ่งวิญญาณ และค่ำคืนที่อยู่กับเพื่อนบ้าน นั่งจิบมาร์ตินี่ แต่ไร้ซึ่งความสบายใจ แต่เป็นก้าวหนึ่งที่ห่างไกลจากโลกของเรา
B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=27&hl=th&ct=clnk&gl=th

—————————-

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26818

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27136

———-
ภาพยนตร์เรื่อง July Rhapsody
Lam Yiu kwok (แสดงโดย Jacky Cheung) เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง สำหรับผู้ชายวัยกลางคน ที่คร่ำเคร่งกับวิชาการอย่างเขา ดูเหมือนอาชีพดังกล่าวค่อนข้างลงตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันของเขาอีกหลายคน ที่มีชีวิตที่มีสีสันกัน ดู
เหมือนเขาจะด้อยไปถนัด แต่แล้ว ทุกอย่างในชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อนักเรียนสาวชื่อ Choi-nam (แสดงโดย Karena Lam) เกิดหลงรักเขาขึ้นมา
เด็กสาวคนนี้ทำให้ Yiu kwok คิดถึงภรรยาของเขาในช่วงวัยเยาว์ แต่กระนั้นเ ขาก็พยายามหักห้ามใจ ไม่ให้อะไรเกินเลยไปกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันที่บ้าน Man-ching (แสดงโดย Anita Mui) ภรรยาของเขา ได้พบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจ เมื่ออาจารย์ Seng ได้กลับมาอีกครั้ง
หลังจากที่หย่ากับภรรยา และปัจจุบันกำลังป่วยเรื้อรัง อาจารย์ Seng เป็นอาจารย์ที่เป็นที่รักใคร่ของนักเรียน สมัยที่ Yiu kwok และ Man-ching ยังเรียนอยู่ นอกจากนี้ เขายังเคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ Man-ching ด้วย
เมื่อเป็นดังนี้ Man-ching จึงต้องการแยกตัวเอง ออกมาจากครอบครัว เพื่อติดตามข่าวดังกล่าว และจัดการให้อดีตคนรักเก่าออกไปจากชีวิต เมื่อเธอแจ้งให้ Yiu kwok รู้ว่า เธออาจจะจากไปสักเดือนหนึ่ง เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เป็นเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงวัยทอง เมื่อผสมกับอารมณ์
โกรธปนเวทนา ที่มีต่อชายที่เป็นอดีตคนรักของภรรยาเขา ทำให้ Yiu-kwok เกิดความปรวนแปรทางอารมณ์ ดูเหมือนทางออกของเขา จะอยู่ที่ Choi-nam เด็กสาวที่เขาหลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดมาตลอด หากเป็นเช่นนั้น …ประวัติจะย้อนรอยกลับมาอีกครั้งหรือไม่
——————————————————————————–
ภาพยนตร์เรื่อง July Rhapsody เป็นผลงานกำกับของ แอน ฮูย (Ann Hui)
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/julyrhapsody/jr.html
อาหลาง (จางเซียะโหย่ว – Jacky Cheung) ครูสอนวรรณคดีจีนวัยกลางคน (หากพิจารณาตามชื่อหนังในภาษาฮ่องกง เขามีอายุ 40 ปี) ที่ใช้ชีวิตคู่มายาวนาน 20 ปีกับอาชิง (เหมยเยี่ยนฟางผู้ล่วงลับ – Anita Mui) กำลังประสบวิกฤตวัยกลางคนเมื่ออาชิงผู้ภรรยาขอกับเขาว่าจะไปดูแล
คนรักเก่าที่เคยเป็นครูสมัยมัธยมของทั้งคู่ที่กำลังป่วยหนักในวาระสุดท้ายในช่วงกลางวันและสัญญาว่าจะกลับมาทำอาหารเย็นให้ทันทุกวัน และอาจจะด้วยส่วนหนึ่งของเหตุนี้ ทำให้อาหลางเริ่มปล่อยใจให้ อาหยู (Karena Lam) นักเรียนสาวมัธยมที่กำลังหลงใหลเขาโดยไม่แคร์ว่าเขาจะ
เป็นครูของเธอ
ผมชอบจังหวะจะโคนของการดำเนินเรื่องราวในหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองปมเคลือบแคลงสงสัยของคนดูต่อความลับแต่หนหลังของทั้งคู่ผ่านการที่ทั้งคู่ผลัดกันเล่าเรื่องให้ลูกชายคนโตฟัง พร้อมๆ กับที่เราคนดูก็ได้รับทราบไปพร้อมๆ กันด้วย หลายคนอาจบอกว่าหนังเรื่องนี้
เชื่องช้าชวนหลับ ซึ่งผมเองก็รู้สึกเช่นนั้นในช่วงแรกๆ แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็พบว่า มันต้องมีจังหวะเช่นนี้แหละจึงลงตัวที่สุดอย่างที่ควรจะเป็น จริงอยู่ที่ลักษณะบ้านช่องของชาวฮ่องกงที่เป็นเกาะจะไม่เอื้อให้มีพื้นที่กว้างขวางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สภาพบ้านแคบๆ ที่หนังถ่ายทอดให้เห็น
ก็ช่วยขับเน้นความรู้สึกอึดอัดของสภาพชีวิตคู่ของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม อาหลางถึงกับพูดกับอาชิงในฉากหนึ่งว่าเธอมักจะเก็บข้าวของเก่าราวขยะเอาไว้ในบ้านไม่ยอมทิ้งเหมือนสมบัติล้ำค่า แต่ขณะเดียวกันสภาพโต๊ะในห้องพักครูของอาหลางที่เต็มไปด้วยกองหนังสือและเอกสารสูง
ทึบอึดอัดท่วมหัวกลับให้ภาพไม่ต่างกัน
หนังเต็มไปด้วยฉากเรียบๆ ที่งดงามน่าจดจำ ฉากที่อาหลาง อาชิง และลูกชายคนโตผลัดกันท่องบทกวีของหลีไป่ (Li Bai) ในโรงพยาบาล ฉากที่อาหลางและอาหวูนั่งรถไฟกลับจากเสิ่นเจิ้น ฉากภาพทิวทัศน์ลำน้ำแยงซีที่ตัดแทรกเข้ามาราวกับสวรรค์ที่ทุกคนเฝ้าบอกว่าต้องการเดินทางไป
แต่ไม่เห็นมีใครเคยไปถึง
http://eakearly.exteen.com/20090125/july-rhapsody
July Rhapsody ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน ไม่มีเรา
Lam Yiu kwok (แสดงโดย Jacky Cheung) เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง สำหรับผู้ชายวัยกลางคน ที่คร่ำเคร่งกับวิชาการอย่างเขา ดูเหมือนอาชีพดังกล่าวค่อนข้างลงตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันของเขาอีกหลายคน ที่มีชีวิตที่มีสีสันกัน ดู
เหมือนเขาจะด้อยไปถนัด….
http://www.dvdup2u.com/catalog.php?idp=2605
http://www.siamzone.com/movie/m/933/synopsis
July Rhapsody เป็นเรื่องของ อาหลาง ครูสอนวรรณกรรมจีนอันแสนน่าเบื่อ (สำหรับนักเรียน) ดูเผินๆ แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขกับชีวิตครอบครัวกับ มั่นชิง ภรรยาที่แสนดี และลูกชายอีก 2 คน เขาไม่ค่อยใส่ใจนักที่เพื่อนๆ ร่วมรุ่นจะก้าวไกลในหน้าที่การงานมากกว่าเขาซึ่งเป็น
แค่ครูต๊อกต๋อย และเขาก็ไม่ค่อยใส่ใจในตัวของ อาหวู ลูกศิษย์สาวสวยที่ดูจะมีใจให้กับเขาอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งเรื่องราวในอดีต เรื่องราวที่เจ็บปวด เรื่องราวที่ควรจะถูกฝังไว้ในความทรงจำโดยที่ไม่ต้องขุดขึ้นมาอีก กลับมาหลอกหลอนทั้งเขาและภรรยาอีกครั้ง ทำให้เขาต้องมานั่งชั่ง
ใจว่าจะข้ามเส้นแบ่งของจารีตระหว่างครูและศิษย์แล้วยอมให้เหตุการณ์ร้ายๆ ในอดีตย้อนรอยกลับมาเกิดกับตัวเขาอีกหรือไม่
http://www.popcornfor2.com/movies/archives/ft_023.html
————-
หลี่ไป๋(Li Bai) ได้เขียนมากกว่า 1,000 บทกวี และมีชื่อเสียงที่สุดในบทกวีแบบ (yue fu, ??) ซึ่งมีความชัดเจนและมหัศจรรย์ งานของเขาได้รับแนวคิดของเต๋า ส่งเสริมและปรับปรุงแนวคิดของเต๋า
หนึ่งในบทกวีที่มีชื่อเสียงของหลี่ไป๋ ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์ (จีน: ????; พินอิน: Yu? Xi? D? Zhu?; อังกฤษ: Drinking Alone under the Moon) แสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ
     ไหสุราประหนึ่งดัง ดอกไม้
     ไร้เพื่อนดื่มเคียงกาย ผู้เดียว
    ยกจอกขึ้นเชื้อเชิญจันทร์ กระจ่างใส
   ทอแสงรวมเงาข้า เป็นสาม
    จันทร์เจ้าลอยเลื่อน ไม่อาจ ดื่มได้
     เงาเจ้าคล้อยเคลื่อนตาม ติดไหว
     มีทั้งจันทร์และเงาอยู่เป็นเพื่อน
    เริงรื่น ก่อนฤดูไม้พรรณพฤกษ ผลิใบ
    เมื่อข้าร้องเพลง จันทร์ทอแสง
     เมื่อข้าเริงระบำ เงาสั่นไหว
    เมื่อยังตื่น ร่วมสรวลเสเฮฮา
   เมื่อเมาแล้ว ต่างต้องแยกจากกัน
     มิตรภาพของเรายังคงอยู่ตลอดไป
     และพบกันใหม่ในธารดารา
 
ผมติดใจหนังฯ july Rhapsody คือ เสียงแห่งบทกวีของหลี่ไป๋ ผ่านภาพแม่น้ำแยงซี(ถ้าจำไม่ผิด) และทำให้นึกถึงสุนทรภู่ ผู้เขียนบทกวีเมาใจฯ ในวันที่ 26 มิถุนา ก็เป็นวันสุนทรภู่ ผู้แต่งนิราศเมืองสุพรรณ นิราศภูเขาทอง ฯลฯ น่ะครับ ซึ่งผมคิดถึงบทสนทนากับน้องนิวตัน..ผู้กำลังเข้มข้นกับวรรณกรรมของโกวเล้ง ทำให้นึกถึงเรื่องเดียวดาย ใต้เงาจันทร์ โกว้เล้งรำพัน -เรืองรอง รุ่งรัศมี เเปล
ส่วนเรื่องเสียงของคนจนนั้น ก็นึกถึงหนังเรื่องThe Interpreter คือ เสียงกระซิบ ซ่อนพลังเสียง ซึ่งเธอเป็นอาชีพของวิถีการฑูตในยูเอ็น โดยประเด็นสันติภาพ ผ่านนักแปลภาษา ส่งเสียงแปลความหมายหลายๆภาษาให้เกิดเชื่อมโยงกับนักแปลเป็นล่าม
เสียงกระซิบแผ่วเบา มันยังดีกว่าเสียงกองทัพ เมื่อมันเอ่ยความจริง ยิ่งกว่าเสียงปืน
คำพูด และความเห็นใจ แม้ว่าช้ากว่าปืน น่าจะแก้ปัญหาสันติภาพได้ จากหนังThe Interpreter หรือชื่อไทยว่า พลิกแผนสังหาร : เมื่อเหตุการณ์ร้อนแรงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ซิลเวีย บรูม ล่ามของยูเอ็นที่เกิดในอัฟริกา (คิดแมน) กล่าวว่าเธอเกิดไปได้ยินแผนการร้ายที่มีเป้าหมายคือผู้นำประเทศชาวอัฟริกัน โดยเสียงพูดคุยถึงแผนการร้ายนั้นเป็นภาษาที่พบได้ยาก ซึ่งนอกเหนือจากซิลเวียแล้ว มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้ ด้วยคำกล่าวที่ว่า "ท่านครูจะไม่ได้ออกไปจากห้องนี้อย่างคนเป็น"
http://sayuridvd.tarad.com/product.detail.php?id=2518111
2วันก่อน ฝนตกในฤดูหนาว ที่เชียงใหม่
เมื่องานสัมมนา ผมพบกับอ.กนกศักดิ์ แก้วเทพ แล้วมีโอกาสคุยกันไม่กี่คำ แต่ก็น่าติดใจจากคำถาม แต่ผมก็ไม่ได้คุยกันต่อ เพราะว่า ผมกับอ.กนกศักดิ์ ก็ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งคำถามว่างานวิชาการสนุกไหม? โดยเป็นคำถามที่ผมต้องตอบอย่างใคร่ครวญไปชั่วขณะหนึ่ง และเดินออกจากห้องน้ำ มาใคร่ครวญหน้าประตูห้องน้ำอีกครั้ง นั่นคือ บทสนทนาในห้องน้ำ
จริงๆ แล้วผมอาจจะอ่านนิยายนักสืบมากไปหน่อย เช่น เรื่อง อาร์แซน ลูแป็ง เผชิญ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ชื่อหนังสือ อาร์แซน ลูแป็ง เผชิญ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ โดย   โมริซ เลอบลัง/ดำเกิงเดช : แปล สำนักพิมพ์ รหัสคดี กล่าวถึงgentleman-thief หรือ "สุภาพบุรษจอมโจร" หมายถึงบุคคลผู้มีชาติกำเนิดคดี แต่ดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางที่ไม่สุจริต ตัวละครผู้ร้ายผู้ดีแบบเดียวกับโรบิน ฮู้ดได้รับความนิยมไม่แพ้ตัวละครที่เป็นนักสืบสำคัญ (great detective) ที่มีเซอร์ล็อค โฮมล์มส์เป็นเบ้าหลอมใหญ่ ทั้งยังก่อหวอดกำเนิดและพัฒนามาควบคู่กันด้วย
โฮล์มส์กับแร็ฟเฟลส์เป็นตัวละครในยุคสมัยเดียวกัน โด่งดังได้รับความนิยมพอกันในยุคสมัยของตัวเอง นักสืบและหัวขโมยคู่นี้ไม่เพียงถูกเปรียบเทียบว่าเป็นหัว-ก้อยของเหรียญเดียวกัน แต่ผู้สร้างสรรค์ยังเกี่ยวพันใกล้ชิด-ฮอร์นังผู้ให้กำเนิดแร็ฟเฟลส์เป็นน้องเขยของโคนัน ดอยส์ ผู้ให้กำเนิดโฮล์มส์
 www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/1919.html
วัตสันในฐานะของหมอ เมื่อต้องการจะรู้ลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนว่าเป็นยังไงก็ซักประวัติจากคนเป็นพ่อแม่เสียก่อน ใช่ไหม แล้วเธอไม่ลองมองดูความจริงกลับกันบ้างล่ะ? ตำรวจเจอเด็กไม่ดีก็ต้องถามพ่อแม่ก่อน แล้วกลับกันเด็กก็ต้องจับตาผู้เช่าที่อาศัยอยู่ในอพารต์เมนท์ใช่ไหม ? บทสนทนาของวัตสันกับเชอร์ล็อต โฮมส์ By โคนัน ฉบับการ์ตูนซึ่งตอนนี้ผมสนใจภาพยนตร์เรื่องเชอร์ล็อกโฮมส์ กำลังเข้าฉายในเมืองไทย และอ่านชุมชนจินตกรรม จนกระทั่งเกิดพลังจินตนาการให้คิดมากเกินไป ในเรื่องน่าสนใจสำหรับผม คือ เรื่อง  imagined immunities โดย PRISCILLA WALD ซึ่งหัวข้อดังกล่าวเล่นล้อกับโต้แย้ง Imagined Communitiesของ เบเนดิก แอนเดอร์สัน และกล่าวถึง Stanger Anxiety and "Medicalixed Nativism"-Contagion,Metaphor, and the Body Politic
-Mapping a Cultural Imaginary-"We’re All Related"
เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมขอลายเซ็นต์จากอ.ไชยันต์ รัชชกูล เพราะผมมีหนังสือนิยายของนิโคไล โกโกล เรื่องเสื้อคลุม(the overcoat) ซึ่งอ.ไชยันต์ เป็นคนแปล และผมซื้อหนังสือเล่มนี้ เก็บไว้อ่าน
เราพบกัน จึงสนทนาหลายเรื่อง วรรณกรรม ดอสโตเยฟสกี้ และสันติภาพ เช่น ประวัติอ.ไชยันต์ เคยเขียนถึงอดัม เคริล์(Adam Curle)  ผู้ที่สอนเรื่อง Peace studies โดยไม่พูด I Expect better from you อ.ไชยันต์ เขียนว่า…ผมไม่ประสีประสากับสังคมศาสตร์นัก จะติดกรอบการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์,,,,
ผมฟังบรรยายของครูอย่างมีกำแพงกั้น ผมไม่เข้าใจ ต่อมาผมกลับมาอ่านหลายเที่ยวงานของอดัม เคริล์…อ.ไชยันต์ ยังได้กล่าวถึงว่า ความเป็นเลิศในการวิเคราะห์ ไม่ได้มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมของสังคมศาสตร์…
-อาวรณ์ คำสอน แด่ครู อดัม เคริล ในฉบับธันวาคม ๒๕๔๙ – มกราคม ๒๕๕๐
————–
ผมคิดต่อเรื่องวรรณกรรม เมื่อหลายวันก่อนบังเอิญพบกับคนทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับดอสโตยอสกี้ ที่มีอ.ไชยันต์ เป็นที่ปรึกษา ซึ่งผมก็สนทนาไปเรื่อย และมาค้นหาข้อมูลนิดหน่อย(เวลาส่วนใหญ่ของผมมีน้อยในการทำงาน น่ะครับ) Williams acknowledges from the outset his indebtedness to the great Russian critic-philosopher Mikhail Bakhtin, whose Problems of Dostoevsky’s Poetics has been essential reading since it was first published in 1929, and which has had such an immense effect on literary theory.
Bakhtin’s development of what he called “dialogism” perhaps reflected his own necessarily secret attitudes to Orthodoxy. The Party bullies were profoundly suspicious of his readings of Dostoevsky, and saw him as a religious subversive.
http://entertainment.timesonline.co.uk/tol/arts_and_entertainment/the_tls/article4905068.ece
หากกล่าวถึงดอสโตยอสกี้ ก็เชื่อมโยงกับบัคติน นักวิจารณ์วรรณกรรมรัสเซีย ที่เสนอความคิด The dialogical imagination ซึ่งผมกล่าวถึงไปแล้ว และเขาก็รับอิทธิพลของดอสโตยอสกี้ มาเป็นพัฒนาการความคิดเรื่อง“dialogism”(จากการอ้างอิงดังกล่าว) ทั้งนี้ ชีวิตของดอสโตยอสกี้ ก็ทนทรมาน เพราะโรคลมบ้าหมู ผู้เขียนเรื่องอาชญกรรมและการลงฑัณฑ์ Crime and Punishment และพี่น้องคารามาซอฟ หรือThe Brothers Karamazov.และไม่รู้ว่าทำให้เขาเป็นอัจฉริยะแบบพรูสต์ ที่ป่วยเหมือนกันหรือเปล่า? แต่แน่ๆ ว่างานของเขาทำให้เกิดThe Dialogic Imagination is a compilation of four essays concerning language and the novel: "Epic and Novel", "From the Prehistory of Novelistic Discourse", "Forms of Time and of the Chronotope in the Novel", and "Discourse in the Novel". It is through the essays contained within The Dialogic Imagination that Bakhtin introduces the concepts of heteroglossia, dialogism and chronotope, making a significant contribution to the realm of literary scholarship. และBakhtin, M. M. (1984) Problems of Dostoevsky’s Poetics. Edited and translated by Caryl Emerson. Minneapolis: University of Minnesota Press. นั่นก็คือ ผลงานProblems of Dostoyevsky’s Art: polyphony and unfinalizability…During his time in Leningrad, Bakhtin shifted his focus away from the philosophy characteristic of his early works and towards the notion of dialogue. It is at this time that he began his engagement with the work of Dostoevsky. Problems of Dostoyevsky’s Art is considered to be Bakhtin’s seminal work, and it is here that Bakhtin introduces three important concepts.
First, is the concept of the unfinalizable self: individual people cannot be finalized, completely understood, known, or labeled. Though it is possible to understand people and to treat them as if they are completely known, Bakhtin’s conception of unfinalizability respects the possibility that a person can change, and that a person is never fully revealed or fully known in the world. Readers may find that this conception reflects the idea of the soul; Bakhtin had strong roots in Christianity and in the Neo-Kantian school led by Hermann Cohen, both of which emphasized the importance of an individual’s potentially infinite capability, worth, and the hidden soul.
………….
http://en.wikipedia.org/wiki/Mikhail_Bakhtin#The_Dialogic_Imagination:_Chronotope.2C_Heteroglossia
 ——–
ผมไปดูหนังเรื่องเชอร์ล็อกโฮมส์ กับพวกโฟน แฟร์ ก็สนุกดี
Sherlock Holmes ( 2009 )
เชอร์ล็อค โฮล์มส์ (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ผู้มีชื่อเสียงในการเสาะหาความจริงในเบื้องลึกแห่งปริศนาสุดซับซ้อน ด้วยความช่วยเหลือจาก ดร. จอห์น วัตสัน (จู้ด ลอว์)มิตรคู่ใจ – “นักสืบที่ปรึกษา” ชื่อดังซึ่งหาผู้มีฝีมือทัดเทียมได้ยากในการไขคดีอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยพลังแห่งการสังเกตอันเป็นเอกลักษณ์ ทักษะการอนุมานอันโดดเด่น หรือพลังหมัดอันรุนแรงของเขา
แต่พายุร้ายกำลังก่อตัวเหนือลอนดอน การข่มขู่ซึ่งไม่เหมือนกับอะไรทั้งหมดที่โฮล์มส์เคยเผชิญหน้ามาก่อน …และเป็นความท้าทายที่เขากำลังมองหาอยู่พอดี หลังจากคดีฆาตกรรมโหดร้ายในพิธีกรรมอย่างต่อเนื่อง โฮล์มส์และวัตสันไปถึงทันเวลาช่วยชีวิตเหยื่อรายล่าสุด และเผยโฉมหน้าฆาตกร : ลอร์ดแบล็กวู้ด (มาร์ก สตรอง)ผู้ไม่สำนึกผิด ขณะที่ใกล้จะถูกแขวนคอ แบล็กวู้ด—ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับทั้งบรรดาเพื่อนร่วมคุกและเหล่าผู้คุม กับการที่เขาดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับพลังด้านมืด—ได้เตือนโฮล์มส์ว่าความตายไม่มีอำนาจเหนือเขา และที่จริงแล้วการประหารนั้นจะเป็นไปตามแผนการณ์ของแบล็กวู้ด และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ่น แบล็กวู้ดก็ทำตามสัญญา การฟื้นคืนชีพของเขาสร้างความตื่นตระหนกให้กับลอนดอนและความทึ่งให้กับสก็อตแลนด์ยาร์ด แต่สำหรับโฮล์มส์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเกม
พวกเขากำลังแข่งกับแผนการมฤตยูของแบล็กวู้ด โฮล์มส์ต้องกระโจนสู่โลกแห่งความศาสตร์มืดและตกตะลึงกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ซึ่งตรรกะอาจเป็นอาวุธที่ดีสุดในการต่อสู้กับอาชญากรรมในบางครั้ง…แต่หมัดฮุคขวาแม่นๆ ก็มักจะช่วยไว้ได้เสมอ
http://www.nangdee.com/title/html/m1841.html
——–
หลายวันก่อน พวกผม คุยกับพี่กานต์ และก้อย ซึ่งพวกผม แลกเปลี่ยนหลายเรื่องรวมทั้งอ.อรรถจักร์ ชวนไปงานปีใหม่ที่บ้าน
Finding Neverland
เมื่อ เจ. เอ็ม. แบร์รี่ (จอห์นนี่ เด็ปป์) อดีตนักเขียนดาวรุ่งไฟแรง กำลังมองดูผลงานประพันธ์ของตัวเอง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นละครเวทีเรื่องล่าสุดของเขาอย่างหมดไฟ ณ จุดนั้น แบร์รี่รู้ดีว่า ผลงานของเขานั้นไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่อีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่เท่ากับที่เขารู้ตัวว่า เขานั้นกำลังต้องการแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และแล้วเช้าวันหนึ่งอันเงียบสงบ ในสวนสาธารณะเคนซิงตันการ์เด้นส์ แบร์รี่และสุนัขพันธุ์เซนท์เบอร์นาดของเขาก็มีอันสะดุดลง เมื่อเขาพบกับเด็กชาย 4 คน แห่งครอบครัวเลเวอลิน-เดวี่ส์ และ แม่ของพวกเขา ซิลเวีย (เคท วินสเล็ท) แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น…
แม้ว่าแบร์รี่จะได้รับเสียงคัดค้านจาก เอ็มม่า ดู มอริเย่ร์ (จูลี่ คริสตี้) ย่าของเด็กๆ และภรรยาของเขาเอง แมรี่ (ราด้า มิทเชลล์) แต่เขาก็ยังคงใช้เวลากับเป็นจำนวนมาก กับเด็กน้อยที่ 4 คนต่อไปในการเล่นสนุก สรวลเสเฮฮา ปลอมตัว เล่นเกมต่างๆ และสร้างโลกแห่งจินตนาการที่มีปราสาท, กษัตริย์, คาวบอย, อินเดียนแดง, โจรสลัด และลูกเรือ แบร์รี่สร้างโลกจินตนาการของเด็กๆ ขึ้นมา โดยยึดเอาเนินเขาเตี้ยๆ นั้นเป็นเสมือนกับกราบเรือ พร้อมกับพกกิ่งไม้ที่เป็นเสมือนดาบวิเศษศักดิ์สิทธิ์ และเด็กน้อยทั้ง 4 ก็คือ The Lost Boys of Neverland
ล้วเรื่องราวสนุกสนานและการผจญภัยของเด็กๆ ก็กลายมาเป็นผลงานเขียนระดับมาสเตอร์พีซเรื่อง ปีเตอร์ แพน แม้ว่าหลายคนกำลังกังวลว่า ผลงานครั้งนี้ของเขานั้นอาจไม่ประสบความสำเร็จ ทว่าหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เชื่อมั่นในตัวเขาตลอดมาก็คือ ชาร์ลส์ ฟรอห์แมน (ดัสติน ฮอฟแมน) แล้วเขาก็ช็อคนักแสดงนำของเขา ในการซ้อมการแสดงว่า ให้เขานั้นเหาะข้ามเวที และนักแสดงนำคนอื่นแต่งตัวแบบหลุดจินตนาการ เกินกว่าที่สังคมอังกฤษในยุคนั้นจะรับได้ ในที่สุด แบร์รี่ก็พร้อมที่จะแนะนำให้โลกได้รู้จัก… ปีเตอร์ แพน เรื่องราวโศกนาฏกรรมของโชคชะตา ที่จะทำให้ผู้ประพันธ์และทุกคนที่เขารัก และทุกคนที่รักเขา ได้เข้าใจว่า …ความเชื่อมั่นนั้นมีค่าเพียงใด
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/neverland/finding.html
ความคิดของคนเก่ง ล่องลอยดั่งใบไม้ลอยไป และเขามองเหม่อจมปลักกับแรงดลใจ
sickness and genius สุขภาพของพรูสต์และดอสโตยอสกี้ ที่เจ็บป่วยตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ซึ่งน่าจะสิ้นหวังกับชีวิต แต่พวกเขาก็ต่อสู้สร้างสรรค์ผลงานเขียนใช้จินตนาการอย่างที่ควรเป็นไปให้แก่โลก ดั่งจินตนาการในเรื่องปีเตอร์ แพน
————-
A Challenge To The Dark 
shot in the eye
shot in the brain
shot in the ass
shot like a flower in the dance 
 
by Charles Bukowski
http://www.poemhunter.com/poem/a-challenge-to-the-dark/
—————
Charles Bukowski
รวมเรื่องสั้นคัดสรรของนักเขียนอเมริกัน หัวหอกแนวคิดแอนตี้ฮีโร่ ใช้ภาษาแรงตรงไปตรงมา ไร้การประนีประนอม
เป็นเรื่องสั้นในมุมมองของตัวละครดิบเถื่อน ขี้เมา เพี้ยน ด้วยการสร้างเรื่องราวแปลก บางเรื่องเหนือจริง บางเรื่องอ่านแล้วคิดไม่ถึงว่า มีแบบนี้ด้วยเหรอ ทุกเรื่องสั้นรับประกันมันสะใจ อ่านแล้วสำเหนียกในความไร้สาระของชีวิต !!
นี่คือครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการแปลงานของบูคาวสกี้รวมเล่ม
หนังสือเล่มนี้กลุ่มนักศึกษาศิลปะ ตามหาอ่านกันให้ควั่ก
ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์
http://www.combangweb.com/booksview.php?bookid=56
ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์ ขึ้นมาอ่าน
โอ้ว……. แม้เจ้า อะไรมันจะปานนั้น ในเล่มบรรจุด้วยเรื่องสั้นเป็นสิบเรื่อง
แต่ละเรื่องเต็มไปด้วยพลังการสร้างสรรค์ ที่น่าสะพรึง การเล่าเรื่องสุดจะคมคาย
เนื้อหาแปลกประหลาด อัศจรรย์ น่าตะลึงพรึงเพริศทุกบรรทัด ทุกตัวอักษร
และต้องอ่านทวนอีกครั้งด้วยความงงงันหรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องอ่านตอนจบซ้ำอีกรอบ
ก่อนจะอ้าปากค้าง งับอากาศ เพื่อเพิ่มออกซิเจนเข้าสู่ปอด ลึกๆ
แล้วถอนหายใจออกมาดังๆ อุทานสุดเสียง ตาเบิ่งโตมากที่สุดเท่าที่จะโตได้
โอ้วแม่เจ้า สุดยอด…!!! ดิบ เถื่อน ถ่อย
และมีตัวตนจนรู้สึกเหมือนตัวละครทุกตัวมาเล่าเรื่องอยู่ตรงหน้า
http://bysassycat.blogspot.com/2009/06/charles-bukowski.html

จริงๆ แล้วชีวิตนักเขียน ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์ ก็เหมือนกับเรื่องพันธุ์หมาบ้า ของชาติ กอบจิตติ ซึ่งผลงานแนวแอนตี้ฮีโร่ จากกามูส์ในเรื่อง"คนนอก"ปรากฏอยู่ในผลงาน และงานของbukowski ก็มีอภินิหารแปลกๆ(เรื่องหายตัว) และนักเขียนบางคนที่ผมไม่รู้จักมาก่อน ที่มีปรากฏในผลงานของ
เขา เช่น pirandello Luogi และSwinburne Algernon Charlee(เพราะเขาบอกว่าสมัยวัยรุ่นอ่านหนังสือในห้องสมุด ส่วนตอนกลางคืนอยู่แต่ในบาร์) รวมทั้งความวิปริต ผิดมนุษย์ ซึ่งผลงานของเขา ก็ลำบากลำบนกว่าจะได้ตีพิมพ์ผลงาน คนให้โอกาสเขาน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็น
นิตยสารใต้ดิน และผลงานเรื่องดื่มเบียร์ที่มุมบาร์ ก็สะท้อนความเบื่อหน่ายชื่อเสียงในเรื่อง"หยาบ" ภาพลักษณ์ตัวละครแปลกๆ เช่น คู่หูจิ๊กโกโร่ เป็นความหยาบของลักษณะบุคคล…และเรื่องห้องเช่า ก็ประกาศในหน้านสพ.หาที่พักสำหรับนักเขียน เป็นต้น และเรื่องราวชีวิตของนักเขียน
bukowski ต้องทำงานแรงงานหลายประเภท ทั้งคนงานทำอาหารสุนัข คนทำงานโรงฆ่าสัตว์ คนขับรถพยาบาล และอาศัยอยู่แหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งบางครั้งเขาก็ตกงาน ไม่มีเงิน รวมทั้งประสบการณ์โดนนายจ้างกระทำรุนแรง และเขาใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเกือบไม่รอดชีวิต หลายครั้ง และเมามาย ต่างๆ ซึ่งทำให้ผม นึกถึงชีวิตพวกเพื่อนผม กวีไหมฟ้า และกวีพี่ x ก็ได้เงินมาซื้อเหล้ากินกันเฮฮา น่ะครับ ซึ่ง bukowski ช่วงท้ายๆของชีวิตก็ทำงานไปรษณีย์ ก่อนลาออกงานดังกล่าว เขาเริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้างก็จะได้รับความคุ้นเคยจากสไตล์ดิบ เถื่อน ภาษาแรงๆ ตรงไปตรงมา
ก็เป็นผลงานเขียนทางบทกวี ขี้เหล้า แสดงออกรุนแรงทางบทกวี รวมทั้งกรณีเขาถีบเมียเด็ก ดูจากยูทูบเพิ่มเติมได้
Charles Bukowski (dinosauria, we)
http://www.youtube.com/watch?v=hRc6mHS9PjE
จากBukowski-คาริล ยิบราน และบทกวีอบอุ่นทางจินตนาการของจิตวิญญาณ
The New Frontier
(1925)
There are in the Middle East today two challenging ideas: old and new. The old ideas will vanish because they are weak and exhausted. There is in the Middle East an awakening that defies slumber. This
awakening will conquer because the sun is its leader and the dawn is its army.
…..
Sand and Foam
(1926)
Space is not space between the earth and the sun to one who looks down from the windows of the Milky Way.
http://leb.net/gibran/

————-
วธ.ทำคู่มือตั้งชื่อเล่นมุ่งอนุรักษ์ภาษาไทย
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการที่ วธ. มีนโยบายอนุรักษ์ภาษาไทย ภาษาถิ่น และรณรงค์ให้พ่อแม่คนไทยตั้งชื่อเล่นลูกเป็นภาษาไทย โดยให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศสำรวจการตั้งชื่อเล่นของประชาชนนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้รับรายงานจากนายบพิตร วิทยาวิโรจน์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ว่าจากการวิจัยเชิงสำรวจประชาชน ๒๒ อำเภอ ๒ กิ่งอำเภอ จำนวน ๑,๕๘๒ คน ชาย ๗๔๕ คน หญิง ๘๓๗ คน ตั้งแต่ เดือนก.ค.-ส.ค. ๒๕๕๐ เกี่ยวกับความนิยมในการตั้งชื่อเล่นของเด็กและเยาวชน พบว่า คนเชียงใหม่ตั้งชื่อเล่นเป็น

ภาษาไทย ๑,๑๙๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๒๐ โดยชื่อภาษาไทยยอดนิยมมี ๕ อันดับ ได้แก่ แดง แก้ว นก ฝน และแมว ส่วนความนิยมในการตั้งชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษมี ๓๙๒ คน โดยชื่อเล่นภาษาอังกฤษยอดนิยม ได้แก่ เอ็ม เมย์ แอปเปิ้ล การ์ตูน
ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งชื่อเล่นของเด็กในช่วงอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี จำนวน ๓๖๐ คน พบว่า เพศชาย ๑๔๙ คน มีความนิยมในการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย ๙๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๑.๗ ภาษาอังกฤษ ๕๘ คน ร้อยละ ๓๘.๓ เพศหญิง ๒๑๑ คน มีความนิยมในการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย ๑๓๕ คน ร้อยละ ๖๔ ภาษาอังกฤษ ๗๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๖
“ผมคิดว่าการตั้งชื่อเล่นลูกเป็นภาษาอังกฤษของคนเชียงใหม่กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทำให้ชื่อคำเมือง อาทิ หล้า อ้าย คำ ของเด็กรุ่นใหม่ไม่มีให้เห็นเลย ดังนั้น ผมจะนำผลสรุปการสำรวจตั้งชื่อเล่นของแต่ละจังหวัดมาสังเคราะห์หาสาเหตุ รวมทั้งจะจัดทำหมวดหมู่ชื่อเล่นพร้อมกับคำแปล ชื่อเล่นที่ตรงกับราศีเกิด ชื่อมงคลไว้ให้เป็นระบบ และจัดทำเป็นคู่มือการตั้งชื่อเล่นในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนพ่อแม่ สามารถศึกษาค้นคว้าการตั้งชื่อเล่น ที่เป็นภาษาไทยให้แก่บุตรหลานของตน เองต่อไป” ปลัด วธ. กล่าว (เดลินิวส์ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐)
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&p=319
——
วิถีแห่งชา 
อิจิโกะ อิจิเอะ การพบพานของคนเรา ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีเพียงครั้งเดียว จึงต้องหมั่นให้ความสำคัญอย่างเรื่องในวันนี้ ก็เช่นกัน
กับผู้คนที่เราได้พบเจอกัน ที่นี่ เวลานี้ และวันนี้ แม้ว่าพรุ่งนี้ จะพบกันที่นี่ อีกครั้ง แต่มันจะไม่เหมือนวันนี้อีกแล้ว
จึงควรรำลึกเสมอว่า ณ เวลานี้ คือ ช่วงเวลาหนึ่งของเวลานี้ เท่านั้น และตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ตั้งใจเรียนรู้เขา ยินดีกับการพบพาน
เพราะคำนี้เป็นคำที่มาจากคนที่เกิดในยุค WAR ซึ่งไม่รู้ชะตาชีวิตในวันพรุ่งนี้

—-
บ้านคือ ที่ซึ่งจิตวิญญาณเติบโต นี่คือคำกล่าวและแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติอันลุ่มลึกของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ในเรื่องที่อยู่อาศัยและความคิดอันเป็นแรงบันดาลใจให้สถาปนิก ชื่อก้องโลกอย่างหลุยส์ คาห์น กล่าวเป็นวลีสวยๆที่ว่า "อิฐอยากเป็นอะไร" ที่มาจากนิตยสาร Room
—————
ถ้าคนไทยดูแลกันเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน จากโฆษณาไทยพาณิชย์(ปี2552)
—-

สะสมความสุขด้วยเรื่องดีๆ ประจำวัน

ผมเชื่อว่า บทความชิ้นนี้น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับท่านผู้อ่านได้เป็นอย่างดีนะครับ เพราะเราจะสามารถใช้ “โอกาสพิเศษ” คือ “ปีใหม่ ๒๕๕๓” นี้ ทำอะไร “ใหม่ๆ” ให้กับตัวของเราเองได้เป็นอย่างดี

“ปีใหม่” สำหรับตัวผมแล้ว ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ดีมากๆ ในการที่เราจะได้ทบทวนตัวเอง และได้ตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า ในปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง-และในปีต่อไปข้างหน้านี้ เราอยากจะมีอะไรหรือทำอะไรที่ “ใหม่ๆ” และแตกต่างไปจาก “เดิมๆ” กันบ้าง

“ความคิดใหม่ๆ” “ความรู้สึกใหม่ๆ” และ “พฤติกรรมใหม่ๆ” สำหรับตัวเราเองควรเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับตัวผมเองนั้น มีความคิดใหม่กิจกรรมใหม่ๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว เรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจจะทำในปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ก็คือ ผมจะ “สะสมความสุข” ให้กับตัวเอง-ให้ชัดเจนและให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ผมพบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองที่พบว่า

ในแต่ละวันนั้น มนุษย์คิดเยอะมาก โดยเฉลี่ยก็คือ พวกเราแต่ละคนมีเรื่องที่คิดผ่านหัวสมองของเราวันละ ๔๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ เรื่อง ในช่วงเวลาที่เราตื่น นั่นหมายความว่า ในแต่ละนาทีจะมี “ความคิดไหลผ่านหัวสมอง” ของเราหลายสิบเรื่องเลยทีเดียว


ปัญหาก็คือว่า ๙๕% ของความคิดเหล่านี้ เป็น “ความคิดเก่าๆ” ที่ “ซ้ำๆ ซากๆ”

เป็นความคิดที่เราเคยคิดไว้แล้วเมื่อวานนี้ เมื่อสองสามวันก่อน เมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อเดือนก่อนหรือแม้แต่เมื่อหลายปีก่อน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ๘๐% ของความคิดเหล่านี้เป็น “ความคิดด้านลบ” ครับ

“ความคิดลบๆ” เหล่านี้จะนำไปสู่ “อารมณ์ด้านลบ” และ “ความไม่สบายใจหรือความทุกข์ใจทั้งหลายนั่นเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อีกชุดหนึ่งพบว่า “ความคิดลบๆ” นั้น “เกาะติด” กับเซลล์สมองได้แน่นหนามาก ในขณะที่ “ความคิดด้านบวก” นั้น “หลุดลื่น” ไปจากสมองได้ง่ายกว่ามากๆ

ด้วยพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมอง เหล่านี้ จึงทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้แล้วกระมังครับว่า ทำไมพวกเราจึงได้ทุกข์ใจกันได้ง่ายดายนัก

แต่ “ข่าวดี” ในเรื่องงานวิจัยทางสมองอีกชิ้นหนึ่งอธิบายได้ว่า “เครือข่ายด้านลบ” ของสมองเกาะแน่นได้มากกว่า “เครือข่ายด้านบวก” ก็เป็นเพราะว่า “ตัวเราเอง” นั่นแหละที่ไป “ซ้ำๆ ซากๆ” ให้เครือข่ายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

“เครือข่ายในสมอง” ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ จะเกาะแน่นหนามากขึ้น หากว่าเราใช้มันบ่อยๆ เหมือนกล้ามเนื้อที่เราใช้บ่อยๆ ก็จะแข็งแรง แน่นหนา

ด้วยความเข้าใจในข้อมูลข้างต้นนี้ เราคงจะเห็นแล้วนะครับว่า คงจะมีหลายวิธีการในการช่วยให้ตัวเรามีความทุกข์ได้น้อยลงบ้าง

หนึ่ง คือ การทำให้จำนวนความคิดในแต่ละนาทีลดน้อยลง เพราะจำนวนความคิดที่มากๆ เหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นความคิดด้านลบ

วิธีการที่จะทำให้ความคิดต่างๆ ลดน้อยลง ก็คือ “เราจะต้องช้าลง” อยู่กับความจริงตรงหน้าให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถอยู่กับความจริงตรงหน้าได้มากขึ้น จำนวนความคิดจะค่อยๆ ลดลงเอง เพราะความคิดจำนวนมากคือความคิดที่เราคิดถึงอดีต และความคิดที่นึกถึงอนาคต วิตกกังวลเรื่องนี้ ห่วงเรื่องนั้น ต่างๆ นานา

สอง ก็คือเราต้องตั้งใจ “แช่” กับ “ความรู้สึกดีๆ” หรือ “ความคิดด้านบวก” ให้มากขึ้น เพราะข้อมูลเรื่องสมองบอกว่า ความสุขนั้นหลุดลอยไปจากสมองได้ง่าย ในขณะที่ความทุกข์ใจฝังแน่นในเซลล์สมองได้ดีกว่า

“วิธีการแช่” ที่ดีวิธีหนึ่ง ก็คือ “การเขียนบันทึก” ถึง “ช่วงเวลาแห่งความสุข” บ่อยๆ และแช่กับอารมณ์ดีๆ ตรงนั้นให้นานขึ้นกว่าเดิมอีกสักเล็กน้อย

ถ้าเราสามารถฝึก “เขียนบันทึก” ถึงเรื่องเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้ได้เป็นประจำทุกๆ วันก็ยิ่งดี

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับแบบฝึกหัดนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาค่ำๆ หรือก่อนนอนของแต่ละวันนะครับ

เตรียมสมุดปากกาแล้วหาเวลาที่ไม่ถูกรบกวนสักสิบห้านาที

นั่งให้สบาย แล้วลองนึกถึงชีวิตของคุณที่ผ่านมาในวันนี้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำนี้

“มีช่วงเวลาใดบ้างของวัน” ที่คุณรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุข

ให้บันทึกว่า ช่วงเวลานั้นคุณกำลังทำอะไรและยาวนานประมาณแค่ไหน

ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะเป็นเพียง “ช่วงเวลาสั้นๆ” แม้เพียง “เสี้ยววินาที” ก็ขอให้บันทึกไว้ ถ้าพอจะสามารถระลึกถึงได้ ใช้เวลาสักเล็กน้อยในการ “ระลึกถึงความรู้สึกที่ดีๆ” นั้นอีกรอบ

เมื่อครบแล้ว ลองนับเวลาดูว่า ในวันนี้คุณมี “ช่วงเวลาแห่งความสุข” ได้กี่ชั่วโมงกี่นาทีหรือแม้แต่กี่วินาที!!

วัตถุประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้ จึงไม่ได้สนใจว่า คุณจะมี “ช่วงเวลา” ที่มีความสุขได้ยาวนานแค่ไหน

เพียงแค่คุณสามารถ “ระลึกถึง” ช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณได้บ้าง ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะสั้นแสนสั้นเพียงใด ก็ไม่สำคัญขอเพียงให้คุณ “เริ่มต้นบันทึก” ช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ในสมุดบันทึกของคุณก็ใช้ได้แล้ว

ปีใหม่นี้จึงเป็น “โอกาสที่ดี” ที่จะเริ่ม “กิจกรรม” นี้ให้กับชีวิตของเราเอง

เป็นโอกาสที่ดีที่จะ “เริ่มต้นกับความสุข” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะค่อยๆ ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความสุขของคุณได้รับการกระตุ้น เกิดเป็นเครือข่ายของเซลล์สมองที่มีความสุข และเมื่อเครือข่ายเหล่านี้ได้รับการกระตุ้นอยู่บ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ “เครือข่ายของเซลล์สมองส่วนที่ทำงานด้านความสุข” ของคุณแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเครือข่ายเหล่านี้แข็งแรงมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกมีความสุขได้ง่ายขึ้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ-เป็น “ความสุขแฮนเมด” ที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวคุณเองครับ

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์(ที่มาของเรื่องเขียนในนสพ_มติชน 3 มค)

http://newheartnewlife.net/wordpress/?p=449

บทเรียนชีวิตจากกีฬา…

…โธมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันจะผลิตหลอดไฟฟ้าได้ เขาผ่านความล้มเหลวมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่เขาไม่เคยมองความล้มเหลวของตนเองในทางลบเลย ตรงกันข้ามกลับมองว่าเขาได้ค้นพบวิธีการที่ไม่ถูกต้องตั้งนับร้อยนับพันวิธี และในการทดลองครั้งต่อๆมาเขาก็ไม่ทำในวิธีที่มันเคยล้มเหลว ในที่สุดเขาก็สามารถสร้างสิ่งที่ก่อคุณประโยชน์ให้แก่ชาวโลกไว้มากมาย

มูลนิธิโนเบลได้ศึกษานิสัยของคนที่เคยได้รับรางวัลโนเบล และรายงานผลการศึกษาครั้งนี้ไว้ในหนังสือ Culture of Creativity พบว่านิสัยอย่างหนึ่งของคนเหล่านี้ก็คือ ความเพียรพยายาม คนเหล่านี้ไม่กลัวความล้มเหลว ล้มเหลวกี่ครั้งต่อกี่ครั้งพวกเขาก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ สุดท้ายพวกเขาก็สามารถค้นพบสิ่งที่มีคุณค่าต่อชาวโลก และชื่อของพวกเขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว
……………
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 238 วันที่ 19 – 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 หน้า 37 คอลัมน์ สายใยครอบครัว โดย นพ.อุดม เพชรสังหาร
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=5265

Cultural Creatives
http://www.culturalcreatives.org/

The Creative Culture, Inc.
http://www.thecreativeculture.com/

เหตุผลของคนดีไทยอารยธรรมชนเผ่าชายขอบโลกาภิวัตน์
…ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์…ปัญหาสูงสุดคือคนดีๆซึ่งอยู่ในอำนาจมานานกำลังไม่เข้าใจกฎของการเปลี่ยนแปลง อาจถึงขั้นเป็นการเผชิญหน้ากับกระแสอารยธรรมใหม่ เกรงว่าลงท้ายเราจะกลายเป็นอารยธรรมชนเผ่าในชายขอบโลกาภิวัตน์?…

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 238 วันที่ 19-25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 หน้า 15 คอลัมน์ กรีดกระบี่บนสายธาร โดย เรืองยศ  จันทรคีรี

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=5288

“NZIDRS”ทุนป.เอกแดนกีวีรับรายเดือน20,500เหรียญ/ปี
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=31646

วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เป็น"วันคล้ายวันเกิด"เชอร์ล็อกโฮมส์ ครบรอบ 150 ปี(2009)
th.wikipedia.org/wiki/เชอร์ล็อก_โฮล์มส์

—–

หลายวันก่อน ซึ่งผมก็ไปเจอกับชุมมี่ มะเหมี่ยว พี่เอ๋ และพี่หนุ่ย ซึ่งเราก็แวะไปอุดหนุนร้านของโอปอ

วันเด็กแห่งชาติ (ประเทศไทย)
ประวัติ
งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 ตามคำเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมจนถึง พ.ศ. 2506 และใน พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้

คำขวัญวันเด็ก
คำขวัญวันเด็ก เป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 คำขวัญ
พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)

——–
หนองหมาว้อ ก็เกี่ยวกับหมู่บ้านเดิม ตัวดำเนินเรื่องหลักมาอยู่ที่ครูดวงดาว(ผู้หญิงริมสุดของภาพสุดท้ายข้างบน) ครูสาวรุ่นเดียวกับครูปิยะ  ที่รับอุดมการณ์ของครูปิยะมาเต็มหัวใจ
แต่เรื่องนี้ไม่จำเพาะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนเท่านั้น แต่เกี่ยวกับปากท้อง สวัสดิการคนทั้งหนองเลย…เป็นเรื่องขายข้าวราคาไม่ยุติธรรม การสาธารณสุข สหกรณ์ หมอผี อะไรทำนองนี้ เพื่อมุ่งไปที่สร้างความมั่นคงแก่บ้านหนองหมาว้อ…
แน่นอนว่าเรื่องก็จบมันด้วนๆ แต่ก็จบว่า ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านมั่นคงต่อการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ด้วยความสามัคคี
http://my1.dek-d.com/Karine/diary/?id=401537
—-
วันเที่ยว : วันหยุด 3 วัน ก็ไปเที่ยวกัน คือ สังคมอุตสาหกรรม-การไปเที่ยว คือ รูปแบบของการดำเนินชีวิต ที่แสดงว่าผู้ไปเที่ยว จึงเป็นสัญญะทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เท่ากับว่ามันเป็นlife style ของคนทำงานออฟฟิต(ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ในเชิงอรรถวัฒนธรรม)

เมื่อนักท่องเที่ยวเล่น กับไกด์ทำงานท่องเที่ยวเป็นอาชีพ เปรียบดั่งกราฟฟิกดีไซน์: กิจกรรมหรือวิชาชีพ
กราฟฟิกดีไซน์ ขยายตัวเชิงกิจกรรม ที่ใครๆก็ทำได้นั้น มีมุมมอง 2 แบบ แบบหนึ่งก็คือ เห็นเป็นวิกฤติของบรรดามืออาชีพ แบบที่สอง คือ เห็นเป็นโอกาสของวงการที่จะดึงดูดคนทั่วไปให้มีส่วนร่วม….
ทำให้ผมนึกถึงบ้าน ที่มีส่วนร่วมต่างๆ นานา เช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement บ้านสร้างสรรค์ให้จินตนาการ สร้างนิยายของเด็กหญิง และบ้านก็สร้างจินตนาการพิษให้กับเด็กหญิง(จินตนาการพิษเป็นทัศนะอ.ธเนศ วงฯ ดูเพิ่มเติมบทสัมภาษณ์นิตยสารWay ฉบับขี้นินทา)
เส้นทางยาวและคดเคี้ยว
แต่งโดย พอล เส้นทางไปบ้านของคนรักที่เคยอยู่ร่วมกันมา แต่ต้องพลัดพรากจากกันนั้น ช่างคดเคี้ยวและยาวไกล นั่นเอง
กลางคืน ที่เชื่องช้า "your door" ประตูบ้านท่านชี้นำทางฉัน
และดั่งภาพที่วาดไปแล้ว ไม่ต้องมีคำพูดเพิ่มเติม มิยาซาวะ เคนจิ เรียกบทกวีของตัวเองว่า ภาพสเก็ตซ์ในใจ
พอสิ้นปี ทิ้งสิ่งเก่า ทำซ้ำๆ ในวันสิ้นปี มองโลกเริ่มต้นใหม่ ในพริบตา ความนึกคิด หายไป เมื่อรู้ตัวตามความรู้สึกไว ที่สึกกร่อนไปเป็นสิ่งผูกมัดเติบโตขึ้น (ก็คือ สิ่งใหม่ในปีใหม่-บอย)

พลังจินตนาการในบทกวี
You listen my music
เส้นผมสบายดี
It like pop music
เส้นผมไร้ฝัน
Oh,I don’t like war
แม้เส้นผมของผม ไม่ค่อยมีผม
We wish dream
ทฤษฎีสีของผม ไม่ว่าสีใดก็เป็นสี
My Theory
สีสันของผม
My colour
ทั้งขาว-ดำ ฯลฯ
Black and White
มันก็เป็นสี
I miss you
ผมจะคิดถึงเส้นผมของเธอ
ซึ่งผมเคยสัมผัส
I want touch you again
In my country
-อรรคพล สาตุ้ม
 
ผมนึกถึงเสียงดนตรี ปรัชญา กวีแรงบันดาลใจต่อความรักแบบโรแมนติค
 
แต่ผมไม่ลึกซึ้งเรื่องดนตรี ก็แค่ก็คิดถึงบทเพลง
เพลง  มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ศิลปิน  โลโซ
มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
โลโซ
E…
..เช้า ตื่น
ก็ต้องรีบไปปาก ซอย
นั่งคอยว่าใครจะมาเรียก ใช้
ถึงสาย ก็คงต้องคอยต่อ ไป
เมื่อไร เมื่อไรจะรวย
ซะที หนอ
น้ำมัน มันก็แพง รดต้นคอ
รายได้ ไม่ค่อยจะพอ
กับราย ใช้
ฟังเพลง ก็มีแต่คนหลาย ใจ
เมื่อไหร่จะสม หวังกันซักที
เกิดเป็นมอเตอร์ไซด์
รับ จ้าง
นั่งข้างทาง คนก็มอง
ว่าไม่ ดี
ส่งเธอไปทุกทาง
ไปให้ทุก ที่
ยังไม่มี ใครจะมาสน ใจ
เพราะไม่หล่อ
(เพราะไม่หล่อ)
ไม่รวย (ไม่รวย)
เหมือนใครใคร
…ดนตรี..
..เกิดเป็นมอเตอร์ไซด์
รับ จ้าง
นั่งข้างทาง คนก็มอง
ว่าไม่ ดี
ส่งเธอไปทุกทาง
ไปให้ทุก ที่
ยังไม่มี ใครจะมาสน ใจ
เพราะไม่หล่อ
(เพราะไม่หล่อ)
ไม่รวย (ไม่รวย)
เหมือนใครใคร
…. ใครหนอ
ใครจะมาสน ใจ
ประตูหัวใจเปิดให้
คนอย่าง ฉัน
รวยจน ก็คงไม่สำ มะคัญ
แค่เธอรักฉันคนเดียว ก็พอ
เกิดเป็นมอเตอร์ไซด์
รับ จ้าง
นั่งข้างทาง คนก็มอง
ว่าไม่ ดี
ส่งเธอไปทุกทาง
ไปให้ทุก ที่
ยังไม่มี ใครจะมาสน ใจ
เพราะไม่หล่อ
(เพราะไม่หล่อ)
ไม่รวย (ไม่รวย)
เหมือนใครใคร
หากเกิดเป็นรถเก๋ง
คัน ใหญ่
ไปที่ใด ใครก็มอง
ว่าเข้า ที
ส่งเธอไปทุกทาง
ไปให้เร็ว รี่
ไปไหนก็มี มีแต่คน มาสน ใจ
เพราะเขาหล่อ
(เพราะเขาหล่อ)
เขารวย (เขารวย)
แถมเส้นใหญ่ โอ๊ะ โอ
แค่เกิดเป็นมอเตอร์ไซด์
รับ จ้าง
นั่งข้างทาง คนก็มอง
ว่าไม่ ดี
ส่งเธอไปทุกทาง
ไปให้ทุก ที่
ยังไม่มี ใครจะมาสน ใจ
เพราะไม่หล่อ
(เพราะไม่หล่อ)
ไม่รวย (ไม่รวย)
เหมือนใครใคร
โอ๊ะ โอ โอ่
แม้ไม่หล่อ (แม้ไม่หล่อ)
ไม่รวย (ไม่รวย)
ไม่เป็นไร โอ่ะ โอ โอ๊
แม้ไม่หล่อ (แม้ไม่หล่อ)
ไม่รวย
แต่เร้า ใจ จ๊ะ
—–
เนื้อเพลง: Thinking About Youของ Norah Jones
Yesterday I saw the sun shinin’,
And the leaves were fallin’ down softly,
My cold hands needed a warm, warm touch,
And I was thinkin’ about you.
Here I am lookin’ for signs of leaving,
You hold my hand, but do you really need me?
I guess it’s time for me to let you go,
And I’ve been thinkin’ about you,
I’ve been thinkin’ about you.
When you sail across the ocean waters,
And you reach the other side safely,
Could you smile a little smile for me?
’cause I’ll be thinkin’ about you,
I’ll be thinkin’ about you,
I’ll be thinkin’ about you,
I’ll be thinkin’ about you.
http://www.youtube.com/watch?v=eq4pbmWiI0Y
—————

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s