Bird’s-eye view – คนธรรมดา

Bird’s-eye view – คนธรรมดา
จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2098.entry
สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2113.entry

วันที่ 2 ธันวา บอลไทยกับเวียดนาม เตะบอลเปิดสนามซีเกมส์ และวันที่ 2ธค 52 ก็เป็นวันชาติลาวด้วยครับ
วันที่ 3ธันวา ผมได้คุยกับพี่อี๋ด วาสนา บก.คมบาง และผู้เขียนคอลัมภ์นิสต์ประจำนิตยสารVote ร่วมวงคุยกับพี่ปาน(ชลธี) อัคนี(น้อย) และ….(เซํนเซอร์) คุยกันหลายเรื่องถึงเรื่องนิทเช่ และแดนอรัญ ฯลฯ

บทความของผม : ส่งท้ายซีเกมส์ ณ สปป.ลาว http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_18.html
หลายวันก่อน บ้านอาจารย์เทพ และการพบเจอขโมย ขับรถมอเตอร์ไซด์วิ่งราวกระเป๋าฝรั่ง ที่ปั่นจักรยาน และอ.เทพฯ ได้ยินเสียงฝรั่งร้องก่อนพวกผม และอ.เทพฯวิ่งไปช่วยเหลือฯลฯ

คำบางอย่างที่น่าสนใจเช่น Revolution culture,answer,Head -โรงเรียน-ความกระหายถ้อยคำ(ประโยคนี้ได้มาจากนิยายเรื่องจอมโจรหนังสือ)
Revoluttionary Road บทสรุปของมันนั้น จบลงด้วยทางตันในทุกแง่ ความรู้สึกบีบคั้นกดดันนี้ดูจะเหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นนิยายของนักเขียนที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทรงคุณค่าทางวรรณกรรม ของ คนเดียวดายขี้แพ้ชั้นกลางอเมริกันอย่างริชาร์ด เยตส์
ในนิยาย A Long Way Down ของนักเขียนดัง นิค ฮอร์นบี้ ผู้แต่ง High Fidelity มีตัวละครที่คิดจะกระโดดตึกตายโดยถือ Revolutionary Road ไว้ในมือ ด้วยเป้าหมายว่า มันคงทำให้การตายของเขาดูเท่ดี และอีกอย่างมันอาจจะทำให้คนหันมาอ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น นี่เอง คือ ชะตากรรมของนักเขียน ผู้ถูกมองข้ามอย่างเยตส์ และเพื่อนนักเขียนของเยตส์ คือ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์(เจ้าของผลงาน"รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา / A STREETCAR NAMED DESIRE"นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์-บอยเพิ่มเติม) ก็บอกว่า มันเป็น The Great Gatsby แห่งยุคผม
เป็นหนังสือยอดเยี่ยมของคนร่วมรุ่นของผม และเยสต์เป็นที่ชื่นชมของเพื่อนนักเขียน มากกว่าจะเป็นนักเขียนคนโปรดของนักอ่าน เยสต์กล่าวถึงตัวละคร และผู้คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งสนใจความล้มเหลวมากกว่า"เยสต์กล่าวไว้
แม้ Revolution Road จะตีแผ่ความล่มสลายของสถาบันครอบครัวอย่างเจ็บปวด และทำลายภาพลวงตาของ ความฝันแบบอเมริกัน ในยุค 50 ที่ทุกคนต้องมุ่งทำงานหาเงินเพื่อสร้างครอบครัวในฝัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเยตส์ต้องการพูดถึงนั้น คือ ความสิ้นหวังเดียวดายของมนุษย์ "ถ้าเราตื่นขึ้นมาตอนอายุ 30 แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเราไม่ได้กำลังใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่เราใช้ชีวิตอยู่บนความผิดหวังมาโดยตลอด เราจะทำยังไงให้ตัวเองหลุดพ้นจากตรงนั้นไปได้… คนที่มีความสามารถครึ่งๆ กลางๆ และคนที่พยายามอย่างหนักที่จะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็น เพราะว่าชีวิตนั้นช่างเดียวดาย น่าเบื่อ และชวนให้ผิดหวัง…มองทะลุปรุโปร่งว่าคนเราต้องดิ้นรนอย่างกล้าหาญกับความธรรมดาของตัวเอง ตัวละครของเขามีความดีและพรสวรรค์ ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งมันไม่พอที่จะต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลของโชคชะตาและโอกาสได้"
…..
เยสต์เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางอันแตกแยกด้วยการเลี้ยงดูของแม่ขี้เมาผู้เป็นนักแกะสลักที่ไม่ประสบความสำเร็จ และตัวเขาเองก็มีชีวิต ครอบครัวที่ล้มเหลว เขาทำงานเป็นคนเขียนคำโฆษณาให้บริษัทคอมพิวเตอร์ก่อน Revolutionary  Road ตีพิมพ์ และหลังจากนั้นก็เขียนสุนทรพจน์ เขียนบทหนัง และสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเพื่อให้มีเงินใช้เขียนหนังสือเล่มถัดๆ มา เยตส์ประสบปัญหาทางจิตหลายครั้ง และใช้ชีวิตบั้นปลายเขียนหนังสืออย่างจริงจังด้วยกิจวัตรซ้ำๆ เดิม คือ ไปกินข้าวในร้านราคาถูกเจ้าประจำ นอนพักยามบ่าย และนั่งเขียนงานในห้องพักรูหนู ที่มีแมลงสาปวิ่งพล่าน โดยไม่มีอะไรติดห้องครัวเลย นอกจากเหล้ากับกาแฟ เขาสูบบุหรีวันละ 4 ซอง แม้จะต้องหอบหิ้วถึงออกซิเจนไปไหนมาไหนด้วย เพราะโรคถุงลมโป่งพอง ที่ต่อมาได้คร่าชีวิตเขาก็ตาม

….Revolutionary  Road ว่าด้วยชีวิตคู่อันล่มสลายของภรรยาผู้เอาดีในการเล่นละครเวทีไม่ได้ และสามีผู้เกลียดชังงานที่ตัวเองทำ พวกเขาต้องการหลุดพ้นจากชีวิตอันแสนสิ้นหวัง และคิดว่าปารีสอาจเป็นที่ทำให้ ความพิเศษ ในตัวของพวกเขาโชนแสงขึ้นมาได้ หลายสิ่งในนิยายมาจากเศษเสี้ยงชีวิตของเยสต์เอง เขาเคยเป็นทหารในสงคราม และใช้ชีวิตในปารีสเพื่อเขียนหนังสือ…

…เอลเล็น บาร์คิน เป็นโปรดิวเซอร์(กำลังทำหนังจากหนังสือของเยสต์เรื่อง The Easter Parade) พูดอย่างเจํบแสบว่า คนอังกฤษอาจจะเข้าใจงานเขียนของเยตส์ ได้ดีกว่า "เพราะเราไม่เชื่อในสิ่งงี่เง่าอย่าง อเมริกันดรีม แต่บางทีตอนนี้เยตส์อาจจะได้รับการตอบรับจากคนอเมริกันแล้วก็ได้ นะคะ หลังจากที่เวลา 8 ปีแห่งภาพลวงตาในยุค จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถูกทำลายลงแล้ว ซึ่งผู้กำกับหนัง Revolutionary Road กับเคท วินสเล็ต เป็นคนอังกฤษทั้งคู่ ก็ได้ทำให้หนังขึ้นมา สะท้อนตัวละครแบบเยตส์ ซึ่งเยสต์ เคยกล่าวว่า เวลาที่นักเขียนเก่งๆ กล้าเผชิญกับความโหดร้ายของโลก ซึ่งๆหน้า แต่ยังคงเขียนเรื่อง ซึ่งจบลงด้วยการเฉลิมฉลองชีวิตออกมาได้อย่างซื้อสัตย์ ก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่งน่ะครับ ซึ่งเยสต์กล่าวถึง เหตุผลที่ทำให้เขาเขียนหนังสือ โดยจบแบบโศกนาฏกรรม…อาจจะฟังเหมือนแก้ตัว แต่ผมว่ายุคสมัยของเรา มันสับสนวุ่นวายเกินกว่าที่นิยายดีงามตามแบบฉบับดั้งเดิมจะเกิดขี้นได้แล้วกระมังครับ…

หนังที่เกี่ยวข้องกับเยตส์
Hannah and Her Sisters,Lonesome Jim,Seinfeld,Mad Men

ที่มาของข้อมูล Revoluttionary Road  ถนนคนลืม ของริชาร์ด เยตส์ โดยอินดี้ แพนด้า(Bioscope ฉ.88 1 มีนาคม 2552 : 84-86)
Revolution culture ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เด็กๆและครอบครัว
———
Revolution culture ว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนอเมริกัน เด็กๆและครอบครัว
จากชีวิตวัยหนุ่มเป็นทหารชีวิตทหาร  ความกล้าหาญ และความเสี่ยง ในสมรภูมิรบ ซึ่งทำให้คนต้องกล้าเสี่ยง ต่างจากสมรภูมิในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิต

เรื่องราวของภาพยนตร์ยังสะท้อนเรื่องเพื่อนบ้านหลายคนเพื่อนหลายคน ขาดความเข้าใจคนอื่น เหมือนอ่านหนังสือไม่เข้าใจคนเขียน
———

Revolutionary Road  (2009)   
 ข้อมูลงานสร้าง "Revolutionary Road"               
           “คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือเรื่องนี้โดยเข้าใจว่ามันคือนิยายที่เหมือนต่อต้าน ชีวิตในย่านชานเมือง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกผิดหวังมาก…ผมว่ามันเป็นเหมือนข้อกล่าวหา…ถึงความหิว กระหายในการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ไม่ใช่แค่ในย่านนอกเมือง เป็นความพยายาม

ยึดมั่นถือมั่นอย่างสิ้นหวังเพราะอยากมีความปลอดภัยและความ มั่นใจ…ผมอยากบอกว่าเส้นทางการเปลี่ยนแปลงของปี 1776 ได้มาถึงจุดที่เป็นเหมือนทางตันในทศวรรษ 50”
ริชาร์ด เย็ทส์, บทสัมภาษณ์ใน Ploughshares ปี 1992
ในปี 1961 นิยายของริชาร์ด เย็ทส์ เรื่อง Revolutionary Road ได้เขย่าวงการวรรณกรรม ตัวละครหลักของเรื่อง อันได้แก่ คู่สามีภรรยาหนุ่มสาว แฟรงก์และเอพริล วีลเลอร์ ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ได้กลายมาเป็นคนจริงๆ ในสายตาคนอ่าน นับแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาได้จุดประกาย

ให้เกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตแต่งงาน บทบาทของชายและหญิงในสังคมยุคใหม่ และความเป็นไปได้ของการประนีประนอมความเป็นจริงในเรื่องต่างๆ ในครอบครัว งาน และความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการถวิลหาความวัยเยาว์ เมื่อแฟรงก์และเอพริลวางแผนการที่จะ

สร้างชีวิตชีวาให้กับชีวิตแต่งงานของเขา กับเธอด้วยการย้ายไปสู่อิสรภาพอันน่ารื่นเริงของนครปารีส มันได้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความฝันของเอพริล และความหวาดกลัวของแฟรงก์ที่กลัวว่าจะไม่อาจทำให้ความฝันเป็นจริงได้
หนังสือนิยายเรื่องนี้ค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในหนังสือที่ส่งอิทธิพลมากที่สุดแห่งศตวรรษ ริชาร์ด ฟอร์ด นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ได้กล่าวเอาไว้ว่าหนังสือเรื่องนี้ได้กลายเป็นเหมือนกับ “การจับมือตกลงกันอย่างลับๆ” ในหมู่นักเขียน หมายถึงความรู้ที่พวกเขาร่วมแบ่งปันกันในเรื่อง

ที่ว่านี่คือหนึ่งในนิยาย อเมริกันที่หาได้ยาก เป็นนิยายที่ช่วยเปิดหูเปิดตาในแบบที่นักเขียนทุกคนฝันว่าจะได้จรดปลายปากกา เขียนออกมา ดูเหมือนนิยายเรื่องนี้จะจับเอาช่วงเวลาสำคัญในอเมริกา เมื่อคนในชนชั้นกลางเริ่มต้นชีวิตใหม่ท่ามกลางการตื่นตัวจากสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ทำให้ความ

เป็นอยู่ของทุกครอบครัวมุ่งเน้นไปที่ความมั่งคั่งและมั่นคง แต่มาพร้อมกับความอิ่มเอมใจและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม แต่ถึงนิยายเรื่องนี้จะปลุกกระแสสังคมยุคนั้น แต่ตัวนิยายกลับยิงประเด็นที่จับใจและเป็นสากลที่สุดประเด็นหนึ่ง ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างอารมณ์อันรื่นเริง

ของความคิดตามอุดมคติของหนุ่มสาว กับการประนีประนอมในความสัมพันธ์ของมนุษย์ปุถุชน แม้จะไม่ถึงกับได้รับความนิยมไปทั่ว แต่นิยายเรื่องนี้ได้สร้างกระแสคลื่นใต้น้ำที่ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อนัก เขียนอเมริกันที่โด่งดังที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
มันคือการเดินทางอันยาวนานมาก กว่าที่ผลงานชิ้นเยี่ยมของเย็ทส์เรื่องนี้จะก้าวจากหน้ากระดาษไปสู่จอภาพยนตร์ได้
“มีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน, เอาจริงเอาจัง และรุ่งโรจน์”:
นิยายและการดัดแปลงบท
Revolutionary Road คือผลงานนิยายเรื่องแรกของริชาร์ด เย็ทส์ หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์เมื่อตอนเขาอายุ 36 ปี ทำให้เขาก้าวสู่จุดสนใจของแวดวงวรรณกรรมอย่างฉับพลัน หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน และนับแต่นั้นเป็นต้นมา นักเขียนคนอื่นๆ ต่างพากันประเมินถึงพลังของนิยาย

เรื่องนี้ เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์ เรียกหนังสือนิยายเรื่องนี้ว่า “มันมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน, เอาจริงเอาจัง และรุ่งโรจน์ ถ้ายังจะต้องมีอะไรมากไปกว่านี้เพื่อจะทำให้มันกลายเป็นนิยายอเมริกันสมัยใหม่ชิ้นโบว์แดง ผมแน่ใจว่าผมคงไม่รู้ว่าต้องมีอะไรอีก” เคิร์ก วอนเนกัท ได้ยกย่องนิยายเรื่องนี้ว่าเป็น

“The Great Gatsby ในยุคของผม” วิลเลี่ยม สไตรอน กล่าวว่านิยายเรื่องนี้คือ “นิยายที่มีความงดงาม ประชดประชัน เชี่ยวชาญ ที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานคลาสสิก”
มีคนมากมายที่เปรียบเทียบเย็ทส์กับฟิตซ์เจอรัลด์ในความรู้สึกที่ว่าเขาได้ กลายเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์แห่งยุคของเขา เป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นความถวิลหา เป็นความทะเยอทะยาน และเป็นความวุ่นวายในชีวิตสมรสของ “ยุคแห่งความวิตกกังวล” เหมือนที่ฟิตซ์เจอรัลด์ได้ทำไว้กับ “

ยุคแจ๊ซ” เมื่อกาลเวลาผ่านไป ดูเหมือนนิยายเรื่องนี้จะยิ่งเข้ากันได้มากขึ้นกับจุดเริ่มต้นของยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงบทบาท และอำนาจของผู้หญิงในครัวเรือนอเมริกัน และแรงผลักดันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม จนถึงทุกวันนี้ Revolutionary Road ยังคงเป็น

ผลงานที่เป็นสากลและกระตุ้นความคิด

—-
ประวัติริชาร์ด เย็ทส์
ริชาร์ด เย็ทส์ นักเขียนนิยายและเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้ได้รับคำชม ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับนักเขียนอย่างเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์, จอห์น คลีฟเวอร์ และเรย์มอนด์ คาร์เวอร์ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ผลงานของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของชีวิตอเมริกันชน
เย็ทส์เกิดในปี 1926 ในยอนเกอร์ส, นิวยอร์ก พ่อแม่ของพวกเขาหย่ากันตอนเขาอายุได้ 3 ขวบ เขาอาศัยอยู่กับแม่ ด้วยการย้ายอพาร์ตเม้นต์ไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตวัยเด็กของเขา และเช่นเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาเข้าร่วมกองทัพในปี 1944 และเดินทางไปยังฝรั่งเศสที่ซึ่งเขาได้เห็นการต่อสู้และเกิดติดเชื้อเยื่อหุ้มปอดอักเสบและปอดบวม ซึ่งทำให้เขามีปัญหาเรื่องปอดไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ เมื่อเขาเดินทางกลับไปนิวยอร์ก เขาทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง และทำงานฟรีแลนซ์เป็นก๊อปปี้ไรเตอร์ให้กับบริษัท เรมิงตัน แรนด์ คอร์ปอเรชั่น หลังจากต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่นานหนึ่งปี เย็ทส์กับ ชีล่า ภรรยาคนแรกของเขา เดินทางไปปารีสและทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่ซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่โดยใช้เงินบำนาญจากกองทัพที่จ่ายเป็นค่าชดเชยความพิการของเขา ที่นั่น เขาเริ่มเขียนและขายผลงานเรื่องสั้น ที่ต่อมาได้ถูกนำมารวมเป็นหนังสือเรื่อง Eleven Kinds of Loneliness
จนกระทั่งปี 1961 ด้วยอายุ 35 ปี เย็ทส์ถึงได้ตีพิมพ์ผลงานนิยายเรื่องแรกของเขา Revolutionary Road ซึ่งได้รับคำชมอย่างท่วมท้น และในปีนั้น หนังสือเรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล National Book Award ร่วมกับหนังสือคลาสสิกอย่าง ผลงานของโจเซฟ เฮลเลอร์ เรื่อง Catch-22 แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับหนังสือของวอลเกอร์ เพอร์ซี่ เรื่อง The Moviegoer ยอดขายอันน่าผิดหวังของหนังสือเรื่องนี้บีบให้เย็ทส์ต้องทำงานอื่น เขาได้รับการว่าจ้างให้เขียนคำแถลงการณ์ให้กับโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ตามคำแนะนำของวิลเลี่ยม สไตรอน โดยในขณะนั้น โรเบิร์ตเป็นอธิบดีกรมอัยการในขณะที่พี่ชายของเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากการลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เย็ทส์กลายเป็นอาจารย์ด้านการเขียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, นิวสคูล ฟอร์ โซเชียล รีเซิร์ช, มหาวิทยาลัยบอสตัน, ยูเอสซี และไรเตอร์สเวิร์กช็อปที่โด่งดังของมหาวิทยาลัยไอโอว่า เขายังรับงานในฮอลลีวู้ด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานดัดแปลงบทภาพยนตร์ อาทิเช่นการดัดแปลงบทภาพยนตร์จากหนังสือของวิลเลี่ยม สไตรอน เรื่อง Lie Down In Darkness และต่อมา เขาพยายามที่จะซื้อลิขสิทธิ์ของ Revolutionary Road กลับคืนมา เพื่อที่ว่าเขาจะได้ดัดแปลงมันด้วยตัวเอง

เขายังตีพิมพ์หนังสือออกมาอีก 8 เล่ม ซึ่งรวมถึงนิยายที่ผู้อ่านรักใคร่อย่างเรื่อง The Easter Parade และหนังสือเรื่องสั้นอีก 2 เล่มที่ถูกยกย่องให้เป็นแม่แบบของเรื่องคลาสสิก
เย็ทส์เสียชีวิตด้วยวัย 66 ปีด้วยโรคถุงลมโป่งพอง แม้จะได้รับคำวิจารณ์ชื่นชม แต่ผลงานของเขาไม่เคยได้รับคำชมจากผู้อ่านในวงกว้างอย่างที่เขาฝันไว้ เย็ทส์เองก็ต้องดิ้นต่อสู้กับความขัดแย้งภายในใจของเขาเอง ซึ่งรวมถึงชีวิตแต่งงานที่มีปัญหาสองครั้ง กับพฤติกรรมติดเหล้าที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่เขาต่อสู้มาตลอดชีวิต เขาเสียชีวิตในสภาพหม่นหมองในฐานะนักเขียนที่ได้รับความชื่นชมจากเพื่อนฝูง
แต่นักเขียนคนอื่นๆ ไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำของเย็ทส์ต้องจืดจางไป แซม ลอว์เรนซ์ และเคิร์ต วอนเนกัทได้จัดงานรำลึกถึงเย็ทส์ในนิวยอร์ก ขณะที่อังเดร ดูบัสได้จัดงานรำลึกขึ้นอีกงานที่เคมบริดจ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา นักเขียนยอดนิยมทั้งหลาย ตั้งแต่ริชาร์ด ฟอร์ด จนถึงไมเคิล ชาบอน และนิค ฮอร์นบี้ ต่างพูดถึงอิทธิพลที่เย็ทส์มีต่อแวดวงวรรณกรรมอเมริกัน ในปี 2005 นิตยสารไทม์ แม็กกาซีนได้ยกย่องให้ Revolutionary Road เป็นหนึ่งใน 100 หนังสือภาษาอังกฤษยอดเยี่ยมที่สุด โดยนักวิจารณ์ ริชาร์ด ลาคาโย่ ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้า Revolutionary Road ไม่ทำให้เย็ทส์เป็นนักเขียนผู้เป็นอมตะแล้วคนเราก็ไม่ควรค่าแก่การเป็นอมตะ”

http://74.125.153.132/search?q=cache:hCx9gECUYGkJ:www.openmm.com/movie/movie_profile/2009/023-2.html+Great+Gatsby%2B%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=27&hl=th&ct=clnk&gl=th
4 ธันวา
วันเกิด

    * พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) – โทมัส คาร์ลิล นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวสกอต (ถึงแก่กรรม 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2423)
    * พ.ศ. 2349 (ค.ศ. 1806) – โยฮันน์ เฟรดริก ฟร้านซ์ เบิร์กมุลเลอร์ คีตกวีชาวเยอรมัน (ถึงแก่กรรม 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2416)
    * พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) – สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สิ้นพระชนม์ 29 มกราคม พ.ศ. 2478)
    * พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) – ฟรันซิสโก ฟรังโก นายพลเผด็จการชาวสเปน (ถึงแก่กรรม 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518)
    * พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) – ระพี สาคริก อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายกสมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทย
    * พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) – ไทรา แบงกส์ นางแบบชั้นนำของโลก
    * พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) – อีเกิ้ล อากากูร่า (เด่น จุลพันธ์) แชมป์โลกมวยสากลชาวไทยคนที่ 34
    * พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) – มาริโอ้ เมาเร่อ นักแสดงชาวไทย

[แก้] วันถึงแก่กรรม

    * พ.ศ. 1674 (ค.ศ. 1131) – โอมาร์ คัยยาม กวี นักคณิตศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ชาวเปอร์เซีย (เกิด 18 พฤษภาคม พ.ศ. 1591)
    * พ.ศ. 2222 (ค.ศ. 1679) – โทมัส ฮอบบส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ (เกิด 5 เมษายน พ.ศ. 2131)
    * พ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) – ลูอีจี กัลวานี นักฟิสิกส์และแพทย์ชาวอิตาลี (เกิด 9 กันยายน พ.ศ. 2280)
    * พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) – ชูศรี มีสมมนต์ นักแสดงตลกหญิง
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1

ความในวรรคหนึ่ง

“   ในการใช้เหตุผล  เรามักเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งเข้ากับสิ่งอื่นที่ถือว่าดีกว่าโดยถือว่าสิ่งหลังนี้เป็นเหตุผลของสิ่งแรก  และสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้ก็จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งอื่นที่เราคิดว่าดีขึ้นไปอีก  แต่การเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นนี้จะต้องมีจุดจบ  กล่าวคือ  เป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดว่าดีที่สุด  ซึ่งเรียกว่า “จุดหมาย”  และจุดหมายนี้เองคือจุดปลายทางของการใช้เหตุผล  ”

……………………………………………………………………………………..
http://74.125.153.132/search?q=cache:U4duh3kcKQMJ:gotoknow.org/blog/human-mean-to-me/249768+%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84+%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97&cd=26&hl=th&ct=clnk&gl=th
—–ความข้างบนสะท้อนถึงความหวัง และสิ่งดีๆในความหมายของเป้าหมายชีวิต——–

จำเพื่อลืม ดื่มเพื่อเมา เหล้าเพื่อโลก
สุขเพื่อโศก หนาวเพื่อร้อน นอนเพื่อฝัน
ชีวิตนี้ มีค่านัก ควรรักกัน
รวมความฝัน กับความจริง เป็นสิ่งเดียว(โอมาร์ คัยยัม:รุไบยาต)
—-

เพื่อนร่วมชาติของข้า / คาห์ลิล ยิบราน
* พวกเขากล่าวว่า หากผู้ใดเข้าใจตัวเอง ผู้นั้นเข้าใจคนทั้งมวล แต่ข้าขอบอกกับท่านว่า เมื่อผู้ใดรักผู้คน ผู้นั้นเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาเอง

  * ……เราเรียกร้องเสรีภาพของการพูดและการตีพิมพ์ แม้ว่าเราไม่มีอะไรจะพูด และไม่มีอะไรที่มีค่าพอจะตีพิมพ์………
  …….ในการทำศึกกับความชั่ว การทำเกินขอบเขตเป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้ที่บันยะบันยังในการประกาศความจริง กำลังเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว เขาปิดบังอีกครึ่งหนึ่ง ด้วยเกรงกลัวความชิงชังจากประชาชน……

……..บางส่วนของคาห์ลิล ยิบราน

http://tumtoilet3.tarad.com/product.detail_241298_th_1090917

ฟันผุ
http://www.santipap.com/kahlil.htm

คาห์ลิล ยิบราน(Kahlil Gibran) เกิดเมือง เบเชอรี ประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม  ค.ศ. 1883 (ผู้เขียนบางคนอ้างว่า 6 มกราคม )
—————

BIRD’S-EYE VIEW (Bird’s-eye view)
คือการถ่ายภาพต่างมุมมองจากปกติ โดยการมองจากที่สูงลงมาที่ต่ำคล้ายกับการมองของนก ทำให้ภาพที่ได้จะมีมุมมองต่างจากมุมมองทางพื้นราบ.
———————————————
…. เราจะจากไปยังที่ที่ซึ่งพวกเขามิได้ไปได้อย่างไร ?"

ข้าบอกกับท่าน ..

"เราจงไป ณ ที่ราบ  และ ข้าจะชี้ให้ท่านเห็นเหมืองทองคำ  และ สมบัติบนพื้นพิภพนี้"

ท่านปฏิเสธโดยกล่าวว่า ..

"บนที่ราบเต็มไปด้วยขโมยและโจร"

ข้าบอกกับท่าน ..

"เราจงไปยังชายหาด ที่ซึ่งทะเลแสดงความใจบุญสุนทาน"

ท่านปฏิเสธโดยกล่าวว่า ..

"ความปั่นป่วนแห่งความลึกล้ำนั้น ทำให้เราตกใจยิ่ง"

ข้ารักท่าน  เพื่อนร่วมชาติของข้า …..

My Countrymen

What do you seek, my countrymen?
Do you desire that I build for
You gorgeous palaces, decorated
With words of empty meaning, or
Temples roofed with dreams? Or
Do you command me to destroy what
The liars and tyrants have built?….

http://leb.net/gibran/

Kingdom Of The Imagination (1927)
http://en.wikipedia.org/wiki/Khalil_Gibran 

Lose your self และ Nobody ของ wonder girls และ December ของนอร่าห์ โจนส์
http://www.azlyrics.com/lyrics/eminem/loseyourself.html
http://www.imeem.com/nabiya-2u/music/sB6vMZs7/wonder-girls-nobody/
http://www.youtube.com/watch?v=PoNiG3DOKx0

หลายวันก่อน แม่ของผม โทรมาหาบอกว่า แม่ตกบันได ทำให้ผมตกใจพอสมควร โดยความห่วงใยของใจผมส่งให้แม่ ถึงบ้าน(ดีที่แม่ไม่เป็นอะไรมาก)

เจ็บหัวใจ-เสก โลโซ
http://musicstation.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88.html

WHAT WOMEN WANT
เรื่องย่อ
                หนังเริ่มด้วยการปูพื้นชีวิตวัยเด็กของนิค มาร์แชล ลูกของสาวเต้นโชว์ในบาร์ที่โตมาในบรรยากาศของคนกลางคืน ท่ามกลางการรุมล้อมของน้า ป้า สาวๆ นักเต้น โตมาเป็นหนุ่มใหญ่เจ้าเสน่ห์ แต่ล้มเหลวในชีวิตคู่ หย่าภรรยา มีลูกสาววัยรุ่นที่ไม่ค่อยเข้าใจกัน ๑ คน  นิค (เมล กิ๊บสัน) เป็นครีเอทีฟในสำนักงานโฆษณาชื่อดัง เป็นขวัญใจสาวๆ (ในความคิดตัวเอง)  เมื่อตำแหน่งผู้บริหารว่างลง เขามีความคาดหวังเต็มที่ แต่แล้วก็ถูกตัดหน้าไป โดยดาร์ซี่ย์ (เฮเลน ฮันท์) สาวสวยเก่ง ฉลาด  ที่ได้รับเชิญมารับตำแหน่งนี้โดยเฉพาะ  เพื่อเป็นกำลังหลักในการทำโฆษณาที่กำลังในการซื้อสินค้าเกือบทั้งหมด เป็นผู้หญิง

                ความสัมพันธ์ของนิคกับดาร์ซี่ย์เจ้านายสาว เริ่มต้นเหมือนแข่งขันกันกลายๆ การบ้านแรกที่เจ้านายสั่งคือนิคต้องพยายามเข้าถึงความคิดของผู้หญิง  คิดงานโฆษณาในแบบของผู้หญิง ซึ่งสินค้าก็คือ พวกถุงน่อง      วันเดอร์บรา ผลิตภัณฑ์กำจัดขน ฯลฯ  เมื่อกลับบ้าน นิคพยายามลองใช้สินค้าทุกตัวที่มีอยู่ในกล่องที่เจ้านายให้มา จนเป็นเหตุให้เขาประสบเหตุถูกไฟฟ้าช็อตในอ่างอาบน้ำ แต่เมื่อฟื้นคืนสติ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิด นิคสามารถ ได้ยินเสียงในใจของผู้หญิงทุกคน ซึ่งทำเอาเขาแทบบ้า แต่เมื่อได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์หญิง ที่ว่า  “เข้าถึงความคิดผู้หญิงได้ ก็ครองโลกได้” นิคจึงกลับมาใช้ความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์กับงานโฆษณา จนทุกคนทึ่งกับเขาแมัแต่ดาร์ซี่ย์เอง โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองถูกนิคขโมยความคิดไป ในขณะที่ทุกอย่างสำหรับนิคกำลังไปได้ดี ลูกสาวเริ่มเข้าใจกัน งานก็ก้าวหน้า แต่ดาร์ซี่ย์กลับถูกปลด เพราะเมื่อมีนิค ก็เหมือนไม่จำเป็นต้องมีเธอ  นิคจึงต้องพยายามชี้แจงกับเจ้านายใหญ่ เพื่อให้จ้างดาร์ซี่ย์ไว้ต่อ และสารภาพว่าทุกอย่างเป็นความคิดของเธอ  เขาตัดสินใจไปบอกดาร์ซี่ย์ แต่ก็ประสบเหตุเสียความสามารถในการฟังความคิดผู้หญิง ดาร์ซี่ย์เสียใจเมื่อรู้ความจริงทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ให้อภัยนิค แล้วทั้งสองก็ครองรักกัน..อย่างมีความสุข.

ประเด็นวิเคราะห์
                หาก G.I.GANE เป็นการต่อสู้ของสตรี ที่ตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิของบุรุษ WHAT WOMEN WANT ก็ดูเหมือนจะกลับกัน  หนังนำเสนอภาพของผู้ชายที่ตกอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผู้หญิง ผู้หญิง และผู้หญิง ตั้งแต่การได้รับการเลี้ยงดูในวัยเด็ก จนถึงโฆษณาทางโทรทัศน์ กระแสทุนนิยมที่ความเป็นใหญ่อยู่ที่อำนาจการซื้อ ซึ่งอยู่ในมือผู้หญิง ทำให้พวกเธอดูเหมือนจะเป็นใหญ่ในการบริโภค แต่ก็ใหญ่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกดขี่ รีดเร้น และลดคุณค่าของพวกเธอเอง

                หนังซึ่งนำเสนอการต่อสู้ระหว่างเพศ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Feminist Standpoint Theory ของโดโรธีสมิธ   ในขณะที่สมิธเสนอไว้ว่า “ในการเคลื่อนไหวของผู้หญิง เราพบว่า เราอยู่ในโลกที่เราถูกทำให้เงียบ ถูกกีดกันด้วยอำนาจให้ไม่สามารถพูด ดังนั้น ประสบการณ์ของเราจึงไม่เป็นที่ได้ยิน ไม่มี “ภาษา” ที่จะสื่อ..”  what women want จึงทำให้เสียงของผู้หญิงเป็นที่ได้ยินอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านวิธีการนำเสนอที่ทั้งน่าขบขัน และขบคิด

                หนังเล่นกับประเด็นของการกดขี่และลดคุณค่าของผู้หญิงได้อย่างน่าสนใจ ในหลายกรณี ดูเหมือนสตรีจะเต็มใจถูกกดไว้ และไม่ใส่ใจที่จะปลดโซ่ตรวนพันธนาการแห่งตน หรือแทบไม่สนด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่หรือไม่?

หนังทำให้เห็นธรรมชาติของผู้ชายที่แม้แต่จะเข้าใจผู้หญิง ก็ยังเข้าใจเพื่อควบคุม

หนังนำเสนอความคิดของผู้หญิงมากมาย ผ่านเสียงที่ผู้ชายได้ยิน นำไปสู่บทสรุปในเรื่องของความเข้าใจที่ทุกฝ่ายต้องมีให้กัน  แถมยังแตะไปยังแนวคิดของ ฟรอยด์  ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เมื่อโดยมากผู้ชายก็โตมาด้วยการดูแลที่มีแม่เป็นใหญ่ แล้วทำไมผู้ชายถึงยังเป็นแบบนี้  นี่อาจเป็นเพราะเสียงของผู้หญิง ไม่เคยเป็นที่ได้ยิน หรือผู้หญิงไม่เคยทำให้เสียงของตัวเองเป็นที่ได้ยินกระมัง?

http://www.forbeautifullife.net/home/index.php?option=com_content&view=article&id=42:what-women-want-in-gi-jane-&catid=12:2009-09-15-15-28-38

—-หลายวันก่อนผ่านไป ซึ่งมีคนพยายามยืมเงิน กู้เงินกับผม และผมก็ไม่มีเหมือนกันสำหรับให้ยืมเงิน และหลายวันก่อนตอนเช้าไปหอน้องขวัญ
ก็โดนเจ้าของหอสอบสวน ราวกับผมเป็นชู้ลับ 555 ทำงานก็คุยรับโทรศัพท์ที่คุยกับพี่ยอด ทางเมล์กับพี่โปีะ และแพทเรื่องงาน ถึงติดบอร์ดประชาสัมพันธ์งานอุโมงค์-กิจกรรมนศ. ต่างๆ

** ก็ฉันมันคนธรรมดา
คนธรรมดา – ซัน ชายส์ Sunshine
http://www.songdee.com/?p=3385

————————————————————————–
หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณอาจยังไม่รู้ในหนังเรื่อง Magnolia
"กบในหนังเรื่อง Magnolia ต้องการสื่อถึงอะไร???"

นี้อาจเป็นคำถามที่ซ้ำซากที่สุดคำถามหนึ่งในเฉลิมไทยโซนภาพยนตร์ เพราะแม้หนังจะฉายมาสามปีกว่าแล้วแต่ก็จะยังมีคำถามนี้ปรากฏอยู่ประปรายในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะใครก็ตามที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คงอดสงสัย งงงวยด้วยกันทั้งนั้น
Magnolia เป็นหนังเรื่องที่สาม(มั้ง??)ของ พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ซึ่งเล่าเรื่องราวของตัวละครมากมายในลอสแอนเจอร์ลิส ในช่วงเวลาหนึ่งวัน ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องมิได้มีชีวิตเกี่ยวข้องกันโดยตรง บางไม่เคยรู้จักกันในหนังไม่เคยเจอกัน แต่สิ่งที่พวกเขาเชื่อมโยงกันอยู่ก็คือ ทุกคนกำลังเผชิญวิกริตของชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เป็นวิกริตในแบบที่แตกต่างกันไป

Earl(เจสัน โรบาร์ด) เจ้าของรายการทีวีดังกำัลังนอนรอความตายด้วยโรคมะเร็ง สิ่งที่เขาปรารถนาก็คือการได้พบหน้าลูกชายที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันในวาระสุดท้าย
Linda (จูเลียน มัว)ภรรยาคนล่าสุดของEarl ที่ทนไม่ได้กับวาระสุดท้ายของสามี
Frank(ทอม ครุซ) ผู้เชี่ยวชาญด้านยั่วยวน(ล่อหลอก)ผู้หญิง ที่มาตกที่นั่งลำบากเมื่อถูกนักข่าวสัมภาษณ์ ขุดคุ้ยความลับเกี่ยวกับชีวิตในอดีต
๋Jimmy (ฟิลิป เบเกอร์ ฮอลล์) พิธีกรรายการตอบปัญหาเด็ก ซึ่งพยายามปรับความเข้าใจกับลูกสาว หลังจากรู้ข่าวว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง
Jim Kurring (จอช์น ซี ไรล์ลี) ตำรวจที่เกิดไปตกหลุมรัก Claudia (มิรินด้า วอร์เตอร์) ลูกสาวขี้ยาของJimmy
Donnie Smith (วิลเลี่ยม เอช เมซี่) อดีตเด็กอัฉริยะ ในรายการ ของJim ที่ปัจจุบันต้องตกอับอย่างสุด ๆ
Stanley (เจรามี่ แบล็กแมน) เด็กที่รวมแข่งเกมเด็กอัฉริยะคนล่าสุด ที่ถูกพ่อคอยครอบงำ บงการชีวิต

หนังความยาวสามชั่วโมงกว่า ได้ร้อยเรียงเรื่องราวของตัวละครมากมาย โดยถ่ายทอดวินาทีที่แสนยากลำบากของแต่ละคนสลับกัน หนังอาศัยฉากสะท้อนภาวะของตัวละครอย่างน่าสนใจ ทั้งการช่วงเริ่มต้นที่กล่าวถึงพยากรณ์อากาศถึงโอกาสเกิดฝนตก ช่วงกลางเรื่องที่เกิดพายุฝนในเวลาเดียวกับที่ตัวละครกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก และช่วงท้ายที่ฝนหยุด โดยตัวละครหาทางคลี่คลายปัญหา

จากคุณ : ole (trufa)

ก่อนจะมาคุยว่า "ฝนกบ" สำคัญอย่างไร บางทีเราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจก่อนว่าหนังเรื่องนี้กำลังพูดถึงอะไร โดยส่วนตัวผมว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาคริสต์อย่างมาก เรื่องนั้นว่าด้วยเรื่องของการสารภาพและการให้อภัย (ผมเองไม่ใช่ชาวคริสต์ เข้าใจเอาเองว่าทั้งสองสิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาคริสต์)
เรื่องราวทั้งหมดในหนังดำเนินไปช่วง ๆ ตั้งแต่บทเริ่มต้น (เมื่อฝนตั้งเค้า) ตัวละครต่าง ๆ ได้กระทำผิด (ทั้งพ่อที่เคยทำผิดต่อลูก สามีที่เคยทำผิดต่อภรรยา ภรรยาทำผิดต่อสามี ฯลฯ)
ช่วงต่อมา (ช่วงที่เกิดพายุ) ตัวละครต่าง ๆ ล้วนทุกข์ทรมานกับความผิดที่ได้กระทำไป
จนกระทั้งเมื่อตัวละครเริ่มสำนึกในความผิดและได้สารภาพออกมา นับตั้งแต่ตอนที่Earl สารภาพความผิดตนได้กระทำไว้กับลูกและภรรยา พายุต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ สงบลง

ก่อนที่จะเกิด "ฝนกบ"

จากคุณ : ole (trufa)
มีคนเคยสรุปไว้แล้วแหละครับ(ซึ่งผมก็เห็นด้วย) ว่า "ฝนกบ" นั้นหมายถึง "พลังปฏิหาริย์ของพระเจ้า" ที่เข้าคลี่คลายปัญหาให้ตัวละครผู้สำนึกผิดทั้งหลาย
เมื่อEarl สารภาพผิด และFrank(ครุซ) ได้เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ฝนกบก็ช่วยให้ทั้งคู่ได้เห็นหน้ากับในวาระสุดท้าย
เมื่อJim สารภาพความผิดกับภรรยา แต่เขาก็รอดชีวิตจากความพยายามที่จะฆ่าตัวตายอย่างปาฏิหาริย์
ดอนนี่(วิลเลี่ยม เอช เมซี่) ที่เป็นโจรกลับใจ ก็ได้ทำศัลยกรรมฟันสมใจอยาก และเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจนไม่ต้องติดคุก

จากคุณ : ole (trufa)

สิ่งที่ยืนยันว่าเรื่อง Magnolia นี้เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ ที่สำคัญก็คือ ในฉากที่ฝนกบกำลังจะตกนั้น ผู้กำกับได้ซ่อนข้อความ ข้อความหนึ่งไว้ ซึ่งมีที่มาจากหนังสือ "พันธสัญญาเก่า" หรือ the old testament ซึ่งจำได้เลาว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโมเสสที่พาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์

ข้อความที่ผู้กำกับซ่อนไว้คือคำว่า "Exodus 8:2"

ในพันธสัญญาเก่านั้น ตอนหนึ่งชื่อว่า Exodus (การอพยพ) โดยในExodus บทที่8 วรรคที่ 2 คือข้อความว่า
"And if thou refuse to let them go, behold, I will smite all thy borders with frogs"
แปลว่า "และถ้าคุณปฏิเสธการไปของพวกเขา, ข้าจะกระหน่ำโจมตีอาณาจักรของคุณด้วยกบ" (ประมาณนี้..)

เนื้อความต้องนี้ เป็นต้องที่โจเสสเข้าไปเจรจากับกษัตริย์อียิปต์ให้ปล่อยพวกชาวยิวอพยพไป และเมื่อkingปฏิเสธ โมเซส(ตัวแทนของพระเจ้า)จึงบันดาลให้กบจำนวนมหาศาลขึ้นมาจากแม่น้ำ บุกเข้าอาละวาดไปทั่วเมือง

การที่ผู้กำกับแทรกข้อความนี้ในหนังจึงเหมือนยืนยันว่าการมาของฝนกบในหนังนั้น เป็นพลังอำนาจของพระเจ้านั่นเอง

จากคุณ : ole (trufa)

นอกจากนี้ผู้กำกับยังใช้ข้อความ "Exodus 8:2" และเลข 82 แทรกอยู่ในหลาย ๆ ตอนของหนังด้วย ซึ่งผมเข้าใจว่าเขาคงต้องการแสดงถึงอำนาจของพระเจ้าที่บันดาลให้เกิดเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมากมายด้วย(นอกเหนือจากฝนกบ)

ตัวเลขมหัศจรรย์ 82 นั้นแทรกในตอนต่าง ๆ เอาที่เห็นชัด ๆ ก่อนก็เช่นหมายเลขของเครื่องบินดับฟ้าป่าในตอนต้นเรื่อง

จากคุณ : ole (trufa)

ขดเชือกประหลาด ในคดีอัตวินิบาตกรรม(ที่กลายเป็นคดีฆาตกรรม)

หมายเลขนักโทษในคดีฆาตกรรมที่กรีนแบรี่ฮิลล์ (ถ้าใครดูหนังแล้วมองรูปนี้ทัน ผมยกนิ้วให้เลย

นักพนันที่ต้องการแต้ม 2 … (ชู สองนิ้ว)

แต่คนแจกกลับให้ไพ่ 8
8…2 (คุณว่ามันเรื่องบังเอิญหรือเปล่าครับ???)

จากคุณ : ole (trufa)

ในงานสัมนาของแพทย์ชันสูตรศพ (ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องเล่าคดีโดดตึกที่แสดงพิสดาร) จัดขึ้นในเวลา…. (8 20 PM)

ที่เห็นชัด ๆ ก็ดูไปแล้ว ที่นี้ลองแบบหายาก ๆ บ้างครับ

เช่น ในตอนนับถอยหลังเพื่อเริ่มรายการ "What kids do know?" นั้นพวกกองเชียร์เขาได้ซ่อนป้ายอันหนึ่งอยู่…
เดาสิครับว่าป้ายเขียนว่าอะไร

จากคุณ : ole (trufa)

และนี้เป็นภาพระยะไกลครับ ป้ายหนึ่งเขียนว่า "Go Stanley"
ส่วนอีกใบก็ "Exodus 8:2" (ใบเดียวกับรูปบนแหละ)

(ใครเห็นไม่ชัดหรือไม่เชื่อว่าใช่ ก็หาวิดีโอมากรอดูเองแล้วกันครับ)

จากคุณ : ole (trufa)

และนี้ก็เป็นรูปตอนที่ตำรวจขับรถฝ่าฝนกบไปหาโจร
โปรเตอร์ยักษ์ด้านซ้ายนั้นอ่านได้ค่อนข้างชัด แต่ป้ายด้าน
ขวานั้นผมเดาว่าน่าจะเป็นป้ายนีออนอันเดียวกันในความเห็น
ที่ 7 แหละครับ

จากคุณ : ole (trufa)

ส่วนอันนี้ก็สังเกตรหัสนักโทษครับ
820 820 820..

อากาศวันนี้ ท้องฟ้ามีเมฆคลึ้ม มีโอกาสเกิดปาฏิหาริย์…82%

จากคุณ : ole (trufa)

บรรดาเลข 82 นี้ผมเจอเท่านี้ครับ และคิดว่าถ้าหาอีกก็
อาจจะมีอีก (แต่ผมไม่ไหวแล้วครับ) ใครเจอที่อื่นก็บอก
ด้วยแล้วกัน (มีคนเคยบอกว่ามีเลข82 ตรงbillboard แต่
ผมยังหาบิลบอร์ดไม่เจอเลย)

555 แล้วก็มีคนถามเรื่องชื่อ
ผมเองเคยตั้งข้อสังเกตว่าหนังเรื่องนี้ตั้งชื่อตัวละครหญิง
เป็นดอกไม้ ทั้ง Rose Lily Claudia??(ไม่รู้ว่าชื่อดอกไม้หรือเปล่า)
ผมเลยคิดว่าชื่อเรื่องน่าจะหมายถึงผู้หญิงที่เราควรรักษา
และทนุถนอม (แต่ผมว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเลย)

ตอนหลังเลยมาถึงบางอ้อ ว่าจริง ๆ แล้ว "Magnolia เป็นชื่อถนน(หรือสี่แยก)" ครับ
ซึ่งก็สัมพันธ์กับthemeเรื่องเลย ที่หมายถึงชีวิตของผู้คน
หลากหลายที่ ที่ซ้อนทับเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน(ประมาณนั้น)
ผมเองพยายามหารูปจากในหนังครับ แต่มันหามาได้ชัด
เท่านี้ เลยยืนยันไม่ได้นะครับ ว่าไอ้ที่คิดไว้มันถูกหรือเปล่า
(ถ้าดูแบบเข้าข้างตัวเอง ผมก็ว่าน่าจะใช่นะครับ)

ole (trufa)
แก้ไขเมื่อ 30 ส.ค. 47 12:55:15

จากคุณ : ผมต้องการคุณ  – [ 30 ส.ค. 47 12:54:18 ] 
 
 ความคิดเห็นที่ 23 

และขอทิ้งท้าย (เพราะจะหนีไปนอนแล้ว)
หลาย ๆ คนคงเคยโปรเตอร์หนังเรื่องนีที่เป็นรูปดอกไม้แล้ว
ที่พยายามสื่อถึงชีวิตของผู้คนหลากหลายที่เกี่ยวข้องกัน
(เหมือนดอกไม้แต่ละกลีบ)
แต่จริง ๆ แล้วโปรเตอร์นี้อาจจะบอกถ้าชีวิตของตัวละครที่
ถูกเชื่อมโยงด้วย "ปาฏิหาริย์ของพระเจ้า" ด้วย

หลายคนอาจเห็น "เงากบ" นี้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจ
ยังไม่เห็น
 
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/A2986563/A2986563.html

ผมเคยจำได้เรื่องรุ่นพี่ประสบอุบัติเหตุกับรถทัวร์ ส่วนพี่ปื้ด ภาคย์ฯ นักวิจารณ์ฯก็ขับรถมอเตอร์ไซด์โดนรถชน เมื่อไม่นานมานี้เอง  และพนักงานของรถทัวร์ ไม่สามารถจำคนได้ทุกคน หรอก
140 ประเทศพร้อมใจยกปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระของโลก
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26875
4 ธันวา เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย และ 10 ธันวาเป็นวันรัฐธรรมนูญ หลายวันก่อน ผมไปทำงานสัมภาษณ์แรงงานข้ามชาติ
และพี่ชวลิต.(ไจ๋)ผู้ส่งอิทธิพลเรื่องเหรียญฯ. ก็โทรมาคุยกันหน่อย
สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26904

ผมค้นหาที่เรียนต่อ ก็พบหลักสูตรแปลกๆ เช่น หลักสูตรการบำบัดการสะสมของ UCLA และ การจัดการสนามกีฬาหญ้า หลักสูตร ระดับปริญญาและสาขาวิชาที่ Newcastle College North East England
เมื่อหลายวันก่อน ก็บังเอิญได้ดูหนังศรีธนญชัย เป็นภาพยนตร์เก่า ก็สนุกได้สาระดี สำหรับคนไทย ที่เคยเรียนหนังสือ และเรื่องเก่าๆ ที่ต้องมีคนรู้อย่างแน่นอน เช่น เรื่องศรีธนญชัย ใช้มุกหลอกคน เขียนบนฝ่ามือ ให้คนอ่านว่าอ่านไม่ออก เป็นต้น
คนในอนาคต กลับมาหาตัวเองในอดีต และ การแลกเปลี่ยนกับตัวเองในโลกคู่ขนาน นั่นก็คือ   มนุษย์ก็อาจจะจัดการความทุกข์ในชีวิตประจำวัน และเราก็สร้างความคิดบางอย่างออกมาเพื่อให้เราเกิดความสบายใจ เวลาเกิดเรื่องไม่ปกติ หรือ นอกลู่นอกทางจากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
ชีวิตการเดินทาง:พลังงานของชีวิตกับการเดินทางเพื่อความรักและความเข้าใจกับชั่วขณะแห่งการพบพาน บางส่วนจากไอเดียของSymbolic logic =สถาบันสถาปนา -foundation ย่นช่องว่างสั้นเหลือ อนารยะยุค 1000ปี ผมไม่สามารถหยุดยั้งเวลา และความทรงำจได้ บังเอิญเจอ

เพื่อนก็หลงลืมบ้าง

การหยุดยั้งเรื่องเวลาของหนังเรื่อง IQ และแรงดึงดูดของไอน์สไตน์ เป็นสิ่งที่อยู่กับการทดลอง เช่น นักจิตวิทยา พยายามกักขังคนไว้เพื่อทดลองไม่ให้คนรู้วันเวลา จะอยู่ได้ไหม? และแรงดึงดูดของโลก จะทำให้คนโคจรมาพบกันไหม? สำหรับความคิดของอัจฉรัยะแบบไอนสไตร์ กับการ

พยายามทำให้หลานสาวได้พบคนรักดีๆ

การเดินทางแต่ละครั้ง ดีที่ผมไม่เป็นลม เพราะ การเหนื่อยล้าจากการเดินทาง หรือผลกระทบจากเสียงต่อระบบนิเวศของร่างกายตัวเราเอง จากความทรงจำของผม มักได้ยินเสียงกล้ามเนื้อ ขณะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ได้มีอำนาจ ต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บ 
เวลาเราเดินทาง จะทำให้เรารู้จักพบเห็นชุมชนต่างๆ ทั้งชุมชนของคอนโด ลิฟท์ ที่ทิ้งขยะต่างๆ และผมก็มักได้บังเอิญพูดคุยกับนักเขียน นักเดินทางนามเสี้ยวจันทร์ แรมไพร ณ ร้านเล่า (ทำให้นึกถึงเมื่อวานบังเอิญเจอพี่อภิชาติ ที่อื่น เขามีผลงานทำเป็นหนังเรื่องเพื่อนสนิท ) และผมพบเจอหลายคนในงานNAP นิมมานณฯ เช่น  พี่เจ พี่ฮวงซีเนี้ย พี่ท่าน ป็อบ ลาน อดีตนศ.วิจิตรศิลป์มากๆฯลฯ ซึ่งผมคุยกับแฟร์ ชมรมวรรณศิลป์ว่า จริงๆ แล้วชีวิตแวดวงหนังสือ แค่เฉพาเชียงใหม่-วงการวรรณกรรม มันก็ไม่ได้ใหญ่โต อะไร นักหรอก

จริงๆ ชีวิตระหว่างทางไปสู่จุดหมาย ซึ่งมันมีเดินทางผิดหลงทางบ้างเรื่องเล่าทั้งหมดที่ผมยกตัวอย่างรูปแบบการแต่งกาย และวิถีชีวิตนั้น ผมไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด เพราะผมไม่ใช่ผู้พิพากษา
การเสียดสีของใใใ โโโโ และสสส (ผมขอใช้สัญลักษณ์แทนชื่อ) จริงๆ แล้วเราอาจจะคิดไปเอง เขาไม่ได้เสียดสีอะไรหรอก เช่น ผมพูดคุยปกติตามสไตล์ ก็มีคนตีความว่า ผมชอบพูดเสียดสี 555 ผมไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่จริงๆมันก็มีคำพูดบางคน ที่น่าตีความให้ชวนว่าเสียดสีเป็น

Symbol หรือเปล่า ก้ำกึ่ง กึ่งยิงกึ่งผ่านเหมือนเตะบอล 555  และผมไปร่วมงานแรงงานเหนือ หลายเดือน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องเสียดสีเป็นเรื่อง ฮาๆ ไม่คิดมากของผม ก็มีหญิงขายบริการ (ผมนึกคำดีๆไม่ออกกว่านี้ ไม่มีเวลาเขียนมาก คนอ่านอย่าซีเรียส)มาร่วมกลุ่มแรงงาน เธอแจกcondom ให้พี่ภัคฯ(นักแปล)  ก็ยื่นส่งต่อมาให้ผม และผมก็บอกว่า ผมไม่ได้ใช้หรอกพี่ หญิงคนนั้นก็ถามผมต่อว่า ไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่

เป็น…(ชวนตีความ!!!!) ผมก็หัวเราะ 55 ไปแหละครับ แล้วอีกคนก็เสริมงั้นเอาไปแจกเพื่อนก็ได้ คือ แต่ละคนคิดอย่างไรไม่รู้สำหรับผม ไม่ได้ใช้มันจริงๆ 555 ไม่เคยใช้มัน ซึ่งผมไม่เคยเรื่อง…อย่างว่า…แบบนี้ 5555

เรื่องน่าสนใจเหมือนป้ายบอกทางความเร็วต่อชั่วโมง, goodbye และคำลงท้าย

คำว่า Dialogue ในภาษาอังกฤษในความหมายของนักฟิสิกส์เรืองนาม นาม   เดวิด โบห์ม ซึ่งมีผู้แปลว่า "สุนทรียสนทนา" บ้าง หรือ "สานเสวนา" บ้าง กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นทุกที เช่น กลุ่มเชียงราย อันมีคุณวิศิษฐ์ วังวิญญู เป็นโต้โผใหญ่ ทำการเผยแพร่และจัดฝึกอบรม

ทั่วไป คุณสุภาวดี หาญเมธี นำไปใช้เรื่องครอบครัวเข้มแข็ง ดร.ปาริชาต สุวรรณบุปผา แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล นำไปลองใช้สร้างความสมานฉันท์ที่จังหวัดปัตตานี เป็นต้น
การ "เสวนา" ในที่นี้ไม่ใช้การโต้เถียงกัน แต่ใช้การฟังอย่างลึก (Deep Listening) เป็นหลัก
เพราะการโต้เถียงเป็นเรื่องตื้นๆ แยกส่วน มีอารมณ์เข้ามาเป็นตัวป่วน ไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดจิตสำนึกใหม่ ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวตน (Transformation)

 

-จินตนาการไม่รู้จบ
จินตนาการและความเป็นจริงเป็นทวิลักษณ์ของกันและกัน โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกสองใบที่ทับซ้อนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ก็เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในโลกฝั่งหนึ่งก็จะส่ง

ผลกระทบกับโลกอีกฝั่งหนึ่งด้วย เช่น การที่ความว่างเปล่ากำลังทำลายโลกจินตนาการนั้นก็เป็นผลกระทบมาจากการที่มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เชื่อว่าจินตนาการมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียง ความเท็จ ในทางกลับกัน โลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างแห้งแล้ง อยู่อย่างว่าง

เปล่าไปวันๆ
http://amarinwriter.exteen.com/20061222/entry-1

10 สุดยอดปริศนาจากประวัติศาสตร์โลก….
http://www4.eduzones.com/rangsit/15129

http://board.palungjit.com/f2/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%

A5-148836.html

Mind Map
สมัยก่อนผมเป็นคนคิดมาก ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้เป็นคนคิดมาก แต่ผมคิดว่าตอนนี้ผมสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น คิดซ้ำไปซ้ำมาน้อยลง คิดออก (คิดตกแล้ว) มากขึ้น หรือจะเรียกได้ว่าเข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้นนั่นเอง

หลาย ๆ คนคงอยากรู้ว่าผมทำยังไง จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมาก ผมก็แค่เริ่มเขียน(จริง ๆ ก็พิมพ์ลงคอมพ์ฯ เนี่ยแหละ) ว่าตอนนี้ผมคิดเรื่องอะไรอยู่ โดยเขียนเป็น Mind Mapping (แผนภูมิต้นไม้) แตกแขนงความคิดตัวเองออกไปเรื่อย ๆ จัดกลุ่มความคิดของตัวเอง คิดอะไรออกก็เขียน

ลงไป อันไหนคิดแล้วมันก็อยู่ในภาพนั้น ๆ ก็ทำให้ไม่ต้องคิดซ้ำอีก

บางทีตอนแรกผมนึกว่าเรื่องที่คิดนั้นซับซ้อนมาก พอเขียนเป็น Mind Map แล้วดันเป็นเรื่องแค่นิดเดียว พอผมเห็นภาพรวมว่าคิดอะไรอยู่ ก็สามารถสรุปความคิดทั้งหมด และคิดทางออก หรือเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

จะว่าไปแล้วผมใช้ Mind Map มานานพอสมควร ตั้งแต่อาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งได้ให้โปรแกรมนี้ไว้ (Mind Mananger หรือ Mind Map XP) โดยมันได้ช่วยผมในการคิดมากขึ้นเยอะมาก ทั้งในเรื่องการเรียน การประชุม หรือแม้แต่ตอนที่ผมทำโปรเจคต์ประกวด แข่งขันต่าง ๆ

ซึ่งทำให้ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา ซึ่งคนที่เห็นผมใช้โปรแกรม หรือวิธีคิดแบบนี้ ก็ขอให้ผมแนะนำวิธีใช้กับเค้า ซึ่งผมก็ยินดีเสมอ

จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เป็นคนที่เก่งอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นคนที่ฟังมาก และพยายามจับใจความ และลำดับเรื่องราวโดยแบ่งแยกการคิดออกมาเป็นหมวดหมู่ ทำให้สามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายมากขึ้น สนุกกับการเข้าใจอะไรมากขึ้นด้วย
http://74.125.153.132/search?q=cache:gy9MSm3AnUYJ:zoozaarus.multiply.com/reviews%3F%26page_start%3D20+%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%

B8%B4%E0%B8%AA+mind+map&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th
———————————-
โซฟี อามุนด์เซ่น (Sophie Amundsen) เด็กหญิงวัย 14 ปีเป็นตัวเด่นในการดำเนินเรื่อง โดยเริ่มจากสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างน่าสงสัย น่างุนงง แต่เธอก็มีความกล้าหาญ (หรือบ้าบิ่นเล็กๆ) เพียงพอที่จะเผชิญหน้าไปพร้อมๆกับเรียนรู้บทเรียนทางปรัชญา (ผ่านโครงการหรือแนวคิด

ต่างๆ ของนักปรัชญาในประวัติศาสตร์) การดำเนินเรื่อง เริ่มต้นจากคำถามว่า “เธอคือใคร?, มนุษย์คืออะไร?, โลกมาจากไหน?” โดยมีผู้ส่งบทเรียนลึกลับ (ไม่รู้ที่มาอย่างเด่นชัด) และแปลกประหลาด (หลายรูปแบบ ที่ไม่เหมือนการเรียนการสอนในห้องเรียน เช่น ไปรษณียบัตร วิดีโอย้อนยุค

การสร้างสถานการณ์ต่างๆ อีกมากมาย ฯลฯ) ผู้ส่งบทเรียนคือ นายพันตรี อัลเบิร์ต น้าค (Albert Knag) ทำงานที่กองกำลังสหประชาชาติ พร้อมทั้งมีการสอนปรัชญาให้กับโซฟีผ่านครูปรัชญาชื่ออัลแบร์โต้ น้อคซ์ ( Alberto Knox) ฮิลเด้ โมลเลอร์ น้าค (Hilde Moller Knag) โดย

เรียนรู้พร้อมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งมีคุณแม่ เพื่อนสนิทโจอันนา สัตว์เลี้ยง คุณครูปรัชญาที่โรงเรียน ฯลฯ
http://74.125.153.132/search?q=cache:vGJyhwbtWBYJ:www.wealth-society.com/modules.php%3Fname%3DForums%26file%3Dviewtopic%26p%3D14731+%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%

84%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA+mind+map&cd=5&hl=th&ct=clnk&gl=th
—————————————-
—————————————-
สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_09.html
แถลงการณ์องค์กรสิทธิฯต้องชัดเจนจัดการปัญหาละเมิดสิทธิสตรี
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/26829
ฉาวโฉ่นักสิทธิมนุษยชนเหลืองลวนลามพนักงานสาว องค์กรสิทธิคู่กัดแม้วงามไส้พักงาน1ปีคดีจบ
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/1_04.html

จริงๆ ช่วงนี้ ผมบังเอิญเดินผ่านสถานที่ต่างๆ ก็เจอดาราบ่อย ที่เชียงใหม่ เช่น นักร้อง ปั๊บ วงโปเตโต้ ดาราเรื่องปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น เต๋อ ที่เล่นคู่กับโซระ อาโออิ และป็อบ อารียา(คนนี้เจอบ่อยมาในชีวิตนี้)

รวบหนุ่มแอบถ่ายใต้ก้น"นุสบา"ดาราดัง
ดาราสาว กล่าวว่า ไม่ค่อยอยากมาแจ้งความแต่อย่างใด เพราะไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากตนก็แต่งตัวมิดชิดนุ่งกางเกงยีนขายาว และไม่คิดว่าจะมาถูกแอบถ่ายในลักษณะนี้
http://www.komchadluek.net/detail/20091208/40396/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87.html
แจ้งจับโรคจิต นุสบากรี๊ด ถูกถ่ายบั้นท้าย
http://www.thairath.co.th/content/ent/51773

ธเนศ วงศ์ยานนาวา อธิบาย"ภาพตัวแทนของตูด" ใน เผยร่าง-พรางกาย: ทดลองมองร่างกายในศาสนา ปรัชญาการเมือง ปรวัติศาสตร์ ศิลปะ และมานุษยวิทยา, ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, บรรณาธิการ, (กรุงเทพ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2541)

-ตูดกับ "ชาติ" ที่ชาตินี้คงรักกันไม่ได้
 http://74.125.153.132/search?q=cache:TGb76RcznCQJ:www.geocities.com/teaptong/ass02.html+%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A5+%E0%B8%

9A%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99&cd=14&hl=th&ct=clnk&gl=th
————–
ธเนศ  ยังอธิบายถึง การอุ้มเด็กให้ถูกต้องเป็นการสร้างชาติแบบจอมพลป. และการห้ามพูดคำว่า "เอา"ของโรงเรียนคริสเตียน คำว่า อสุจิ(ไม่บริสุทธิ์) และอุสจิของพระศิวะ สู่แม่น้ำคงคา ก็มาจากน้ำของพระศิวะ
และความหลากหลายของการตอบเรื่องเพศ ว่าความเหมาะสม ความต้องการทางเพศ ควรแก้ไขอย่างไร?หากิจกรรม และงานอดิเรกทำ และความฝัน คือ การบำบัดความใคร่ตามธรรมชาติ หนังสือเพศ: จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2551)

—————
—————-

โรคกลัวผู้ชายที่เคยช่วยเหลือตัวเองมาก่อน
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=16-10-2006&group=12&gblog=4
—————–

Atonement (novel) โดยIan McEwan ผู้เขียนได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์ และสไตล์ เทคนิคการเขียนนิยายเป็น metafiction and psychological realism. ซึ่งเนื้อหาสื่อถึงความหวัง โดยผู้แต่งช่วยแก้ไขเรื่องราวโศกนาฏกรรมของคนสองคน ให้โคจรมาพบกันในนิ

ยายของไบรโอนี่ ซึ่งแต่งตอนจบไว้ช่วงท้ายของชีวิต-โดยเธอรู้สึกเป็นคนก่อเหตุแห่งโศกโศร้า จึงเขียน Atonement(ไถ่บาป-คำแปลในหนังฯ) ให้ความหวังแก่ผู้อ่าน และมอบความสุขในจุดจบของนิยายเรื่องแต่งแสนงดงาม กลายเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน

http://en.wikipedia.org/wiki/Atonement_%28novel%29
—————-
จากนิยายAtonement รักสุดซาบซึ้งของ Ian McEwen ถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์รักสุดประทับใจ โดยผู้กำกับหนุ่มฝีมือละเมียด Joe Wright (จากผลงานเรื่อง Pride and Prejudice) นำแสดงโดย ดาราสาวสวยเคียร่า ไนท์ลี่ย์ และ ดาราหนุ่มอังกฤษเลือดใหม่ เจมส์ แม็คอะวอย  

          ในเรื่องราวของสาวหนุ่มที่แตกต่างด้วยฐานันดร แต่ประสานเป็นหนึ่งด้วยความรัก ถูกพลัดพรากด้วยความหวาดกลัวของคนรอบข้าง และหวนคืนกลับมาหากันด้วยความหวังเรื่องราวของความรักสะเทือนใจนี้ ย้อนกลับไปในยุค 1935 ของประเทศอังกฤษ ในวันที่อากาศร้อนที่สุดของปีนั้น ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กสาวตระกูลสูงศักดิ์และร่ำรวย ไบรโอนี่ ทัลสิส อาศัยในคฤหาสน์สไตล์วิคตอเรียนอันโอฬารกับครอบครัวของเธอ

         การรวมญาติในช่วงสุดสัปดาห์ประกอบกับอากาศร้อนที่เหี่ยวเฉาและอารมณ์ที่หดหู่ ทำให้เธอเกิดความกังวลและไม่สบายใจ เด็กสาวที่หัดจะเป็นนักเขียนตัวน้อยอย่างไบรโอนี่จึงเกิดจินตนาการร้ายๆไปใหญ่โต ด้วยความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เธอกล่าวหาให้ร้ายคนบริสุทธิ์อย่าง ร็อบบี้ เทอร์เนอร์ ชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายของแม่บ้าน และ เป็นคู่รักต่างชนชั้นที่แอบเร้นของ ซิซีเลีย พี่สาวของเธอเอง เหตุการณ์นี้ทลายวิมานรักที่ร็อบบี้ และ ซิซีเลีย กำลังร่วมกันสร้าง และได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

          พบกับบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมและเรื่องราวความรักสุดซึ้ง ในภูมิทัศน์สวยตื่นตาทั่วอังกฤษ จากภาพยนตร์รักที่จะเป็นความประทับใจครั้งใหญ่แห่งปี ATONEMENT ตราบาปลิขิตรัก…
http://hilight.kapook.com/view/15693

ผมชอบเรื่องที่ ธเนศ (ในอีกนามปากกาหนึ่ง) เขียนบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ก็คือ เรื่อง "เวลาของข้าพเจ้าจะต้องมา.." Gustav (Alma) Mahler กับดนตรีของโลก (8) มติชนสุดสัปดาห์ 27 พ.ย.-3 ธ.ค.52 ปีที่ 30 ฉ.1528
…ความไม่ชัดเจนเป็นคุณสมบัติทางเพศที่แยกไม่ได้ว่า เป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย การแบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาดเป็นกรอบคิดของสภาวะสมัยใหม่ ที่แบ่งแยกเพศชาย และหญิง มีความชัดเจนมาก เช่นเดียวกับการแบ่งแยกอาณาเขตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและศิลปะ ตลอดจนการแบ่งแยกดินแดนออกรัฐประชาชาติ และการแบ่งแยกพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนออกจากกัน ……….
….ภายใต้โครงสร้างของสภาวะสมัยใหม่ ที่ต้องการแบ่งแยกอาณาเขตต่างๆ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด….

แต่ว่า ปัญหาของชนชั้น และฐานันดร ยังเป็นปัญหาอยู่มาถึงปัจจุบัน จากเรื่องATONEMENT ในงานเขียนของเด็กน้อย เป็นร่วมความรัก เร้นลับ ซึ่งไบรโอนี่ เติบโตก็พยายามเรียนรู้ชีวิต โดยการเป็นพยาบาล ทำให้เรียนรู้ชีวิต ขณะสงครามเกิดขึ้นมา ก็พยายามใช้เวลาว่างเขียนนิยายให้จบ
เพราะ มันเหมือนการแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ โดยการเขียนนิยาย เพื่อการชดใช้(ATONEMENT)  ที่ไบรโอนี่ สามารถทำให้กับอดีต ซึ่งภาพยนตร์ฉายภาพมาถึงขณะปัจจุบัน ที่ไบรโอนี่ แก่มากแล้ว…..
ยุคสมัยในความต้องการเป็นนักเขียน ถ้าใครไม่ได้อ่านเช็คสเปียร์ ก็แปลกมาก
เปรียบเธอดั่งหนึ่งวัน แห่งคิมหันต์ แม้เธอนั้นจะนุ่มนวลกว่านักหนา ลมโชยพัดบุปผา พฤกษา ฤดูร้อนที่ว่า ฤายาวนาน นัยนาแห่งสวรรค์ บางครั้ง จ้า บางคราว คราหรี่ แสงทุกแห่งหน ความงามแห่งธรรมชาติ ใช่คง ทนมี เปลี่ยนปน ผันแปร สิแท้จริง
Shall I compare thee to a summer’s day?  Thou art more lovely and more temperate  Rough  winds  do shake the darling buds of May
And summer’s lease hath all too short a date
sometime  too hot the eye of the heaven shines
And often is his gold complexion dimm’d: And every fair from fair sometime declines
By chance of Nature’s changing course untrimm’d
สมัยเช็คสเปียร์นั้น เวลาเรียกคนสนิทจะใช้คำว่า Thou แทนคำว่า You = งานวรรณกรรมของเช็กสเปียร์ มีความลึกซึ้งมาก คำว่า เข้าใจ แล้วแค่คำเดียวยังไม่พอ….(จากการ์ตูนป๋าอัจฉริยะ)
ซึ่งพวกผมหลายวันช่วงนี้ ได้ยินเสียงสวดมนต์ล่องลอยมาตามอากาศ…..

————————————————————————————-
กวีต่างแดน

Robert Pinsky

กวีเอกแห่งสหรัฐอเมริกา

ภูมิช อิสรานนท์

โรเบิร์ต พินสกี้ (Robert Pinsky, 1940 – ) ถือกำเนิดในเมืองลองแบรนช์ มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส์ ในนิวบรันสวิค นิวเจอร์ซีย์ และมหาบัณฑิตกับดุษฎีบัณฑิตด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่เขาได้รับทุน Stegner Fellow ศึกษาการเขียนสร้างสรรค์ โดยเรียนกับกวีและนักวิจารณ์ อีวอร์ วินเทอร์ส์

เขาเป็นผู้ประพันธ์รวมบทกวีหลายเล่ม ได้แก่ Gulf Music : Poems (2007), Jersey Rain (2000), The Figured Wheel : New and Collected Poems 1966-1996 (1996) ซึ่งได้รับรางวัลกวีนิพนธ์เลนอร์ มาร์แชลประจำปี 1997, The Want Bone (1990), History of My Heart (1984), An Explanation of America (1980);และ Sadness and Happiness (1975)

เขายังเขียนร้อยแก้วหลายเล่ม ได้แก่ The Life of David (2006), Democracy, Culture, and the Voice of Poetry (2002), The Sounds of Poetry (1998) ซึ่งเข้ารอบสุดท้ายรางวัล National Book Critics Circle Award ; Poetry and the World (1988) และ The Situation of Poetry (1977) ปี 1985 เขายังออกนวนิยายเรื่อง Mindwheel

พินสกี้ตีพิมพ์งานแปลที่ได้รับการชื่นชมสองเล่ม ได้แก่ The Inferno of Dante (1994) ซึ่งได้รับรางวัล Los Angeles Times Book Prize และ Harold Morton Landon Translation Award และThe Separate Notebooks ของ Czeslaw Milosz กวีโปแลนด์ (ร่วมกับ Renata Gorczynski และRobert Hass)

ตั้งแต่ปี 1997-2000 เขาได้รับเลือกเป็นกวีเอกแห่งสหรัฐ และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายกวีนิพนธ์ของหอสมุดรัฐสภา ในระหว่างนั้น เขาจัดตั้งโครงการ Favorite Poem Project เพื่อยกย่อง เผยแพร่และส่งเสริมบทบาทของกวีนิพนธ์ในชีวิตของชาวอเมริกัน

ปี 1999 เขาเป็นบรรณาธิการ Americans’ Favorite Poems: The Favorite Poem Project Anthology ร่วมกับ Maggie Dietz งานบรรณาธิการของเขาเล่มอื่นๆ ได้แก่ An Invitation to Poetry (2004), Poems to Read (2002) และ Handbook of Heartbreak (1998)

พินสกี้ได้รับรางวัลเป็นเกียรติยศมากมาย เช่น รางวัลศิลปะและอักษรศาสตร์ของสถาบันอเมริกัน รางวัลออสการ์ บลูเมนธาลของนิตยสารกวีนิพนธ์ รางวัลวิลเลียม คาร์ลอส วิลเลียมของสมาคมกวีนิพนธ์แห่งอเมริกา และรางวัลกองทุนกักเกนไฮม์

ปัจจุบัน เขาเป็นบรรณาธิการ Slate นิตยสารรายสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ต และอาศัยอยู่ที่นิวตันคอร์เนอร์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ 0

—————————————

เพลงซามูไร

……………………

เมื่อฉันไม่มีหลังคา

ฉันเอาความกล้าเป็นหลังคา

เมื่อฉันไม่มีมื้อเย็น ตาดื่มกิน

เมื่อฉันไม่มีตา ฉันฟัง

เมื่อฉันไม่มีหู ฉันคิด

เมื่อฉันไม่มีความคิด ฉันรอ

เมื่อฉันไม่มีพ่อ

ฉันเอาความใส่ใจเป็นพ่อ

เมื่อไม่มีแม่ ฉันโอบกอดความเรียบร้อย

เมื่อฉันไม่มีเพื่อน

ฉันเอาความเงียบเป็นเพื่อน

เมื่อไม่มีศัตรู ฉันคัดค้านตัวเอง

เมื่อฉันไม่มีวัด

ฉันเอาเสียงของฉันเป็นวัด

ฉันไม่มีพระ คำของฉันเป็นคนสวด

เมื่อฉันไม่มีหนทาง

ชะตากรรมเป็นหนทางของฉัน

เมื่อไร้สิ้น ความตายจะเป็นชะตากรรมของฉัน

ความจำเป็นเป็นกลยุทธ์ของฉัน

การวางเฉยเป็นยุทธศาสตร์ของฉัน

เมื่อไม่มีคนรัก ฉันกกกอดความหลับ

……………………………………………………….

(จาก Samurai Song ของ Robert Pinsky)
http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

ปรัชญาเปื้อนหมึก

เส้นทางแห่งชัยชนะของ Sally Gardner

: "บงกช"

Sally Gardner นักเขียนหญิงชาวอังกฤษ ผู้ได้รับการยกย่องว่ามีพรสวรรค์พิเศษเฉพาะ คุณจะเชื่อไหมว่า เธอเพิ่งอ่านหนังสือได้เมื่อตอนอายุ 14 และก่อนหน้านี้ ก็เข้าๆ ออกอยู่หลายโรงเรียนจนสุดท้ายลงเอยที่โรงเรียนสำหรับเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวได้

ย้อนหลังไปหลายสิบปีที่วงการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า ทุกคนในครอบครัวและโรงเรียนต่างฉงนใจว่าเหตุใดเด็กหญิงเฉลียวฉลาดผู้นี้ จึงไม่สามารถอ่านหนังสือได้ และบทสรุปที่ลงตัวสำหรับทุกผู้คนคือ ความโง่ โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือตราประทับที่ไร้ความยุติธรรม

ตามความเป็นจริงแล้วเด็กหญิงเป็นผู้ที่น่าจะได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดมากที่สุด เพราะเหตุที่เธอไม่สามารถอ่านได้นั้น เพราะเธอป่วยเป็นโรค Dyslexia หรือความบกพร่องในการเรียนรู้เกี่ยวกับการอ่าน ซึ่งเกิดจากระบบประสาทส่วนกลางพิการ และมีหลายอาการ อาทิเช่น แยกแยะเสียงในคำพูดไม่ได้ สับสนในการรับรู้ตัวอักษร หรือไม่สามารถเข้าใจหรือจดจำความคิดรวบยอดไม่ได้ เป็นต้น หากผู้ป่วยถูกละเลยขาดการเอาใจใส่ตั้งแต่อายุน้อย อาจจะส่งผลให้มีปัญหาด้านจิตใจได้ อันได้แก่ ความมั่นใจตัวเองต่ำ และสมาธิสั้น

โชคดีที่การ์ดเนอร์สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นั้นได้ เธอเรียนจบทางด้านศิลปะและได้เป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายที่ประสบความสำเร็จ

โลกยังคงมีความสมดุลและยุติธรรมในเมื่อสร้างให้เธอขาดในบางสิ่ง ก็ทดแทนด้วยพรสวรรค์บางประการ สิ่งที่การ์ดเนอร์พบต่อมาคือเธอมีพรสวรรค์ในการสร้างภาพราวกับตาเห็นในหัว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะมีความสามารถในด้านงานดีไซน์ และการวาดภาพประกอบ

และเมื่อได้รับแรงกระตุ้นและกำลังใจจากบรรณาธิการ ทำให้การ์ดเนอร์ก้าวเข้าสู่วงการนักเขียนอย่างเต็มตัว ด้วยผลงานเรื่อง I,Corainder

เธอยอมรับว่าคอมพิวเตอร์ช่วยได้มากในเรื่องการเขียน และเสนอเคล็ดลับว่าให้อ่านงานเขียนช้าๆ อัดเทปไว้ และให้คนอื่นพิมพ์ภายหลัง ซึ่งเธอว่าจะเป็นวิธีที่ใช้กับงานเขียนเล่มหน้าด้วย

การ์ดเนอร์ย้ำว่า อย่ากังวลใจเรื่องไวยากรณ์ และยอมรับว่าเธอเองก็เคยกลัวมันมาก หากแต่เมื่อตระหนักว่า จริงๆ แล้ว ไวยากรณ์เปรียบเสมือนปอดของหนังสือ เรามีมันเพื่อให้ผู้อ่านได้หายใจ มันก็แค่นั้น–ไม่มีอะไรน่ากลัว

และต่อไปนี้ ก็คือกลวิธีของเธอที่นำการเว้นวรรคมาเปรียบกับจังหวะของการหายใจได้อย่างน่าสนใจ ถึงแม้ตัวอย่างที่เธอหยิบยกมาจะเป็นเรื่องของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ทว่าสามารถนำมาประยุกต์กับการเว้นวรรคในการเขียนภาษาไทยได้เช่นเดียวกัน

กล่าวคือ เครื่องหมายคอมม่า ใช้สำหรับการหายใจสั้นๆ เครื่องหมายฟูลสตอป ใช้สำหรับการหายใจยาวๆ และการจบย่อหน้า คือเวลาของชาสักแก้วหนึ่ง และการจบหนึ่งบทหมายถึงคุณสามารถทอดทิ้งหนังสือไว้ตามลำพังได้

และเมื่อใดก็ตาม หากคุณรู้สึกหายใจไม่ทันก็ให้รีบใช้ฟูลสตอปซะ และการหายใจสั้นๆ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนังสือ

ความสำเร็จที่งดงามของการ์ดเนอร์ในวันนี้ ราวกับจะตอกย้ำให้เราได้ตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดจะสามารถหยุดยั้งเราได้ หากมีความตั้งใจจริง 0
http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

เส้นทางนักเขียน

Sonya Hartnett : นักเขียนหนังสือเด็กจากแดนจิงโจ้

>ช่วยเล่าวิธีการทำงานของคุณให้ฟังหน่อยสิ

ฉันมีวิธีการทำงานในหนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนกัน ตอนที่ยังเป็นเด็กสาว ฉันมักเริ่มเรื่องอย่างคลุมเครือและดูว่าจะเป็นไงต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างพล็อตเรื่อง ตอนนี้ฉันเป็นมืออาชีพในการเขียนแล้ว ฉันจึงรู้ก่อนอันดับแรกก่อนลงมือเขียนว่า เรื่องราวในหนังสือจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก่อนที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นคำในหนังสือ ฉันทำสตอรี่บอร์ดไว้ประจำ แต่ไม่ทุกเรื่องที่ฉันทำแบบนี้นะ ฉันไม่เคยเข้าคอร์สการเขียนหรืออะไรทั้งนั้น ฉันรู้ว่าทุกสิ่งที่ฉันเขียนออกมามันจะสอนฉันเอง

ฉันเรียนรู้จากการอ่านนวนิยาย และมีบรรณาธิการเป็นอีกหนึ่งตำรา ที่เขาจะช่วยขัดสีฉวีวรรณงานเขียนของฉันให้มันแวววาว
http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

มันอาจจะเป็นเรื่องขนาดของ audience ของเราก็ได้ นักเขียนไทยบางคนใช้เทคนิคของการเขียนที่บุกเบิกมาก แต่เนื่องจากว่ามันเป็นภาษาไทย พอไปเป็นภาษาใหม่หรือเข้าไปในภาษาอื่นมันเป็นปัญหามาก เช่น ถ้าคุณคิดถึงนักเขียนที่พยายามประดิษฐ์ภาษาขึ้นมาใหม่ เช่น ปราบดา หยุ่น เขาจะใช้ภาษาในทางที่ใหม่เอี่ยม ถ้าจะทำเป็นภาษาอังกฤษจะต้องทำแบบไหน นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผลงานไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษจะออกไปทั่วโลกได้

สำหรับผมเองอยากจะบอกให้ทราบว่าต่อแต่นี้ไป จะมีผลงานปรากฏในเมืองไทยมากขึ้น เพราะตอนนี้
http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

กวีผิวหมึกบอกว่าเป็นการยากมากๆ ถ้าจะให้เขาเขียนร้อยแก้ว และเขามีความทรงจำมากกว่า 10 ปีที่ถูกขังคุก เขาเริ่มสอนนักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรการเขียนบันทึกความทรงจำ ที่มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล และยังสอนวรรณกรรมแห่งการถูกจองจำด้วย เขาไม่ชอบบอกเล่าเรื่องราวความทรงจำของตัวเอง เขาจึงคิดหารูปแบบอื่นในการถ่ายทอดความทรงจำ

"ผมกำลังเขียนบันทึกความทรงจำที่ไม่ใช่ของผม แต่เป็นเรื่องความเจ็บปวดของนักโทษคนอื่นๆ ตอนผมอยู่ในคุก ผมพยายามติดต่อเพื่อนๆ ที่สอนในมหาวิทยาลัย ผมสำนึกรู้ว่าหลายคนเรียกร้องอิสรภาพให้กับผม ผมลอบเขียนโน้ตลงบนกระดาษในห้องน้ำส่งให้เพื่อนๆ ที่อยู่ข้างนอก แต่นักโทษคนอื่น ไม่ได้มีเครือข่ายแบบผม หลายคนติดอยู่ในคุกเป็นเวลา 17 ปี พอผมถามว่าทางการใช้สิทธิอะไรในการจองจำ ชายผู้นั้นได้แต่ร่ำไห้และบอกว่า จวบจนวันนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าทางการมีสิทธิอะไรที่ทำกับเขาแบบนี้"
http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/

—————————-
หลายวันก่อน ผมกับพี่โป๊ะไปเยี่ยมอ.สุริชัย หวันแก้ว ผ่าตัดให้ตับกับคนในครอบครัว สุริชัย คือ ผู้ร่วมทำหนังสือศัพท์การพัฒนา : คู่มือความรู้สู่อำนาจฯ  แน่นอนว่าเรื่องคำศัพท์ไม่ใช่เรื่องง่าย ในบางครั้งที่จะเข้าใจ
เหมือนกับผมอ่านงานของธงชัย วินิจจะกูลอ่่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ “ครูเบ็น”“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552 ซึ่งผมอ่านตั้งสี่รอบถึงค้นพบคำว่า ภราดรภาพเป็นคำสำคัญเป็นประเด็นสำคัญของหนังสือที่อ่านอยู่เพื่อ

ความเข้าใจชุมชนจินตกรรม และผมอ่านผลงานของมารค ตามไท ในหนังสือมารคแห่งปัญญามารคของมารค ตามไท จบแล้ว คือ ผมยกย่องมารค ตามไท น่ะครับ เช่น ความรู้สึกฉันท์พี่น้อง (Fraternity) : อนาคตสังคมไทยในศตวรรษที่ 21
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1245 เมื่อผมอ่านประวัติของอ.มารค ในเรื่องชีวิตและความสนใจเรื่องวิชาคณิตศาสตร์ คือ การแก้ไขโจทย์ด้วยตัวเอง แตกต่างกับการเข้าใจการแก้ไขปัญหาในอดีตจากวิชาปรัชญา และผมก็รู้สึกถึงเซ็นส์โดยภาษาคณิตศาสตร์ ความ

ไม่เข้าใจของผมกับภาษา ทำให้ผมรู้สึกถึงเรื่องภาษาธรรมดาถึงภาษานามธรรม และภาพยนตร์เรื่องสัตว์ประหลาด คนไทยต้องการเข้าใจ แต่ว่าไม่เข้าใจก็ได้แบบฝรั่ง เบ็น กล่าวยกย่องQuentin Tarantinoที่กล่าวว่า"มันเป็นหนังที่วิเศษ และผมก็ไม่เข้าใจมัน" และเบ็นกล่าวถึง"เรารักคุณ

อภิชาติพงศ์เพราะว่าเราไม่เข้าใจเขา" ซึ่งผมเข้าใจเรื่องภาษาแห่งความคลุมเครือ ในเส้นแบ่งของความก้ำกึ่งทางเพศ และจินตนาการของมัน(ที่ผมไม่ได้เป็นเกย์ บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจหนังเกย์ เหมือนไม่เข้าใจผู้หญิงทั้งหมด เพราะมันถึงมีประเด็นหญิง-gender) โลกของความเข้าใจ ที่

ซ้อนทับในโลกของผู้ชายเป็นใหญ่ ภายใต้กระบวนการทำความเข้าใจต่อกัน โดยผู้กำกับบางคน ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้ไม่ต้องซีเรียส(ผมดูเรื่องสัตว์ประหลาดแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง) สรุปว่า เราไม่ต้องทำความเข้าใจทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ปล่อยไปตามสภาพแห่ง

ความคลุมเครือทางศิลปะ

—————

ผมพบศิลปินซาวาลาโดยบังเอิญระหว่างทางบนถนน และสัมภาษณ์ อ.ยุกติ เรื่องเวียดนาม สำหรับเขียนคอลัมภ์ลงนิตยสารVote ในงานสัมมนาฯ
ส่วนชีวิตของผม กับเสียง Suffering ในกระเพาะอาหาร ถ้าคิดแบบMaslow ได้กล่าวถึงทฤษฎีบุคลิกภาพที่ดีไว้ว่าควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
“ทฤษฎีที่ดีนั้นต้องไม่กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์เฉพาะในเรื่องท้อง ปาก หรือความต้องการทางเพศ แต่จะต้องกล่าวถึงความต้องการทั้งหมดของตัวบุคคล เช่น John Smith ต้องการอาหารซึ่งมิใช่แต่เพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น แต่เขาต้องการความพึงพอใจด้วย ดังนั้นเมื่อเกิด

ความหิว John Smith จึงมิได้ท้องหิวแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความหิวที่เกิดจากส่วนรวมของตัวเขาทั้งหมด”
http://74.125.153.132/search?q=cache:F-h0RYWoDxIJ:www.neric-club.com/data.php%3Fpage%3D56%26menu_id%3D76+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%

E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%

99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1&cd=7&hl=th&ct=clnk&gl=th
ซึ่งเพื่อนแต่ละคน ศิลปินในหัวใจทั้งนั้น ไม่ว่าไมค์ และตาเหน่ง…..กับปัญหาเรื่องความรัก-คดีความ-บันทึกประจำวันกับตำรวจ
เพลง พิษรัก
พิษรักที่คุณฝากไว้ ช่างแสน ร้าย กาจ ถึงเป็นไข้ กินยาก็ยังหายขาด แต่พิศวาส ตัดไม่ขาด อนาถใจ ไม่ควรริรักให้เกิดระทม พิษรักที่มันขื่นขม ตรอมตรมหมองไหม้ …
bignose.exteen.com/20090623/entry-1

ทั้งนี้ หลายเรื่องในชีวิตประจำวัน รถเสียเปลี่ยนยาง กับหมาแดง ขาโดนรถทับแล้วพาไปหาหมอฯลฯ  ผมไปช่วยขนของให้น้องนิรันดร์ กับเพื่อนๆ ในความคิดเรื่อง ต้นเหตุกับระหว่างทาง ก็คือ สาเหตุ(cause) กระบวนการ(process) ทั้งหลายผมไม่อยากขยายความใดๆ เหมือนกับพยาบาลในหนังAtonement

The Great Gatsby  ซึ่งกล่าวถึงความยากลำบากของคน และคุณค่าของเงิน ส่งผลต่อคน….
P.1     คำสอนของพ่อเมื่อครั้งผมเป็นเด็กและอ่อนต่อโลกมากกว่าตอนนี้ ยังวนเวียนอยู่ในใจผมจนถึงทุกวันนี้ ท่านสอนว่า
     " เมื่อใดก็ตามที่แกรู้สึกอยากตัดสินใครสักคน ขอให้จำไว้เพียงแค่ว่าไม่ใช่ทุกคนในโลกจะมีโอกาสทัดเทียมกับแก "
http://74.125.153.132/search?q=cache:kOSMuF05bXQJ:www.oknation.net/blog/pirachan/2007/04/22/entry-1+Great+Gatsby%2B%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th
——————

จริงๆ ในภาษาอังกฤษของThe Great Gatsby P.1 (ต่อจากประโยคคำสอนของพ่อ) เขียนว่า ‘Whenever you feel like criticizing anyone,’ he told me, ‘just remember that all the people in this world haven’t had the advantage that you’ve

had.’
——————
ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_8771.html
——————————

Lose Yourself Eminem
http://www.ijigg.com/songs/V2E40FBPA0
————————–
หน้าที่ของกรดอะมิโน
 กรดอะมิโนเป็นหน่วยทางเคมี หรือเป็นรูปแบบเพื่อนำไปสร้างโปรตีน โปรตีนไม่สามารถถูกสร้างหรือคงอยู่ได้โดยปราศจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโน ฉะนั้นเพื่อให้เข้าใจว่ากรดอะมิโนนั้นสำคัญอย่างไร คุณต้องเข้าใจก่อนว่าโปรตีนนั้นสำคัญอย่างไรต่อการดำรงชีวิต

โปรตีนเป็นส่วนประกอบของทุกโครงสร้างและของทุกสิ่งมีชีวิต  อวัยวะที่เล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จะประกอบด้วยโปรตีนในหลายรูปแบบ โปรตีนจึงเป็นส่วนประกอบทางเคมีที่จำเป็นที่ทำให้เราดำรงชีพอยู่ได้  ในร่างกายมนุษย์ โปรตีนเป็นตัวสร้างกล้ามเนื้อ ,กระดูก ,ผิวหนัง ,เลือด ,เอ็น ,อวัยวะ ,ต่อม ,ผม ,เล็บ ,เอนไซม์ ,ฮอร์โมน ,แอนติบอดี (ภูมิคุ้มกัน) และของเหลวต่างๆในร่างกาย (ยกเว้นน้ำดีและปัสสาวะ)

      โปรตีนเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูก เอนไซม์ ฮอร์โมน และยีน ซึ่งนอกจากน้ำแล้ว โปรตีนก็เป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายถึง 20% ของน้ำหนักตัว  ฉะนั้นโปรตีน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการมีร่างกายแข็งแรง และมีสุขภาพดี เพราะโปรตีนจะทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อของร่างกาย ซ่อมแซมและบำรุงรักษา เพื่อยืดอายุเนื้อเยื่อของร่างกาย ส่วนอาหารอื่นๆเพียงทำหน้าที่สนับสนุนเท่านั้น โปรตีนจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก เซลล์เม็ดเลือดแดง และภูมิต้านทานโรค และทำหน้าที่เป็นตัวนำออกซิเจนไปใช้ในร่างกายอีกด้วย
http://www.tuvayanon.net/2aminof.html
———
โลกาภิวัตน์ จากคำบาลี โลก + อภิวตฺตน ตามรูปศัพท์หมายถึง การแผ่ถึงกันทั่วโลก, การเข้าถึงโลก, การเอาชนะโลก (ดู ศัพท์บัญญัติ globalization) คำที่มีความหมายใกล้เคียง และนิยมใช้แทนกัน คือ โลกานุวัตร (ดู คำอธิบายความหมาย) ตามรูปศัพท์คือ ความประพฤติตามโลก

กราฟิกดีไซน์ : กิจกรรมหรือวิชาชีพ ? (1)
โดย คุณประชา สุวีรานนท์  
http://thaigraphicdesigner.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%

8C%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-what-is-graphic-design/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B8%

B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%

B8%AB/

กราฟิกดีไซน์ : กิจกรรมหรือวิชาชีพ? ( 2 )
โดย ประชา สุวีรานนท์
http://thaigraphicdesigner.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%

8C%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-what-is-graphic-design/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%

81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%

B8%A3/
——————–

มิคาอิล บัคติน เสนอว่า หัวใจของวรรณกรรมประเภทนิยายอยู่ที่การเล่นกับคำพูด(speech) และเสียงพูด(voice)ของผู้คน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความตระหนัก(Critical Mind) ขึ้นในความเรียงขนาดยาวชื่อ Discourse in the Novel (ตีพิมพ์รวมอยู่ใน The Dialogic

imagination)

เซ็งแซ่แต่สอดประสาน: ศักยภาพการใช้ เสียงพูดในวรรณกรรมประเภทเรื่องเล่า =เสียงพูดที่เราได้ยินในจินตนาการ(นพพร ประชากุล ในหนังสือยอกย้อนอักษรฯ)

….ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ,,,,
กลอนสุนทรภู่ บางตอนจาก "นิราศภูเขาทอง"
http://74.125.153.132/search?q=cache:NnRnZrQxChQJ:poem.kapook.com/sunthonphu.php+%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2+%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81+%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95+%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%89%E0%B8%99%2B%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88&cd=6&hl=th&ct=clnk&gl=th

Forever love -x japan

Norah Jones : Young Blood Lyrics
….you always hoped one day you’d be mine….
http://www.metrolyrics.com/young-blood-lyrics-norah-jones.html
http://www.youtube.com/watch?v=KXXDtb00U64

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s