พรูสต์-impressionism-ซาสตร์-Being-ความเข้าใจเรื่องเวลานิรันดร์-เวเบอร์-บาร์ต-มาร์เกซและช.ช้อน-โชคดี-ชุมชนในจินตนาการ

พรูสต์-impressionism-ซาสตร์-Being-ความเข้าใจเรื่องเวลานิรันดร์-เวเบอร์-บาร์ต-มาร์เกซและช.ช้อน-โชคดี-ชุมชนในจินตนาการ
จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
03 มิถุนายน
ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
? LA RECHERCHE DU TEMPS PERDU
ในการค้นหาเวลาที่หายไป
MARCEL PROUST – มาร์แซล พรูสต์
TOME I – DU COT? DE CHEZ SWANN
เล่มที่ 1 – ข้างบ้านตระกูลสวอนน์
PREMI?RE PARTIE – COMBRAY
ตอนที่ 1 – เมืองกงแบรย์
     ผมเข้านอนแต่หัวค่ำมานานแล้ว บางครั้ง ทันทีที่เทียนดับ ตาของผมจะปิดลงอย่างรวดเร็วเสียจนผมไม่มีเวลาบอกตัวเองว่า “ฉันหลับ” และครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ความคิดที่ว่าตอนนี้เป็นเวลานอนก็ปลุกผมให้ตื่น ผมอยากวางหนังสือที่นึกว่ากำลังถืออยู่ลงแล้วดับเทียน ขณะที่หลับอยู่ ผม
ยังคงคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งอ่านไป แต่ความคิดเหล่านั้นออกจะประหลาดอยู่สักหน่อย ผมรู้สึกว่าสิ่งที่หนังสือพูดถึงซึ่งได้แก่ โบสถ์ วงดนตรีควอเต็ต การเป็นปรปักษ์กันระหว่างฟรองซัวส์ที่หนึ่งกับชาร์ลส์ แก็งต์ เป็นเรื่องของตัวผมเอง ตอนที่ผมตื่น ผมยังเชื่อเช่นนั้นต่ออีกสองสามวินาที ซึ่ง
ไม่ได้ทำให้ผมตกอกตกใจแต่อย่างใด หากมันกดอยู่บนเปลือกตาราวกับเกล็ดปลาและรั้งไม่ให้รู้ตัวว่าเทียนบนเชิงไม่ได้ส่องสว่างแล้ว จากนั้นเรื่องราวเริ่มสะเปะสปะเหมือนเป็นความคิดที่ติดมาจากชาติก่อนหลังกลับมาเกิดใหม่ เรื่องราวในหนังสือหลุดออกจากตัวผม ผมมีอิสระที่จะคิดเรื่อง
นี้ต่อหรือไม่ก็ได้ ไม่ช้า ผมกลับมามองเห็นอีกครั้งและแปลกใจที่ได้เจอกับความมืดที่นุ่มนวลและสบายตารอบๆ ตัว แต่ว่าในใจของผมอาจจะสบายยิ่งกว่า ด้วยรู้สึกว่าความมืดนั้นปรากฎให้เห็นดั่งเป็นสิ่งไร้ที่มาที่ไป สุดจะเข้าใจได้ ราวกับเป็นสิ่งมืดดำอันจริงแท้ …
     การหยุดนิ่งของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราอาจจะเกิดขึ้นเพราะความเชื่อมั่นของเรายัดเยียดให้พวกมันเป็นเช่นนั้น ไม่ให้เป็นอย่างอื่น รวมทั้งจากการหยุดนิ่งของความคิดที่มีต่อพวกมันของเราเอง ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมาในลักษณะนี้ ขณะที่จิตใจของผมวุ่นวายไปกับการค้นหาว่าตนเองอยู่ที่
ไหนอย่างไร้ผล ทุกอย่าง ทั้งสิ่งของ สถานที่ เดือนปี หมุนคว้างรอบตัวผมอยู่ในความมืด ร่างกายของผมซึ่งหนักอึ้งเกินกว่าจะขยับตัวได้เพราะความเหนื่อยล้าพยายามดึงแขนขาให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อจับทิศทางของผนังห้องและตำแหน่งที่เครื่องเรือนตั้งอยู่ เพื่อกลับมาสร้าง
สถานที่ที่มันมาอยู่อีกครั้งและตั้งชื่อเรียกให้แก่สถานที่นั้น ความทรงจำของมัน ความทรงจำที่เกิดขึ้นกับสีข้างทั้งสองข้าง หัวเข่า หัวไหล่ ทยอยนำภาพห้องมากมายที่เคยนอนมาให้มันดูไม่ขาดสาย พร้อมๆ กันนั้น ผนังล่องหนซึ่งเปลี่ยนที่ไปตามรูปแบบของห้องต่างๆ ในจินตนาการก็หมุน
วนอยู่ในความมืดมิดรอบๆ ตัวมัน และก่อนที่สมองของผมซึ่งกำลังลังเลอยู่ในความก้ำกึ่งของเวลาและรูปทรงจะระบุสถานที่ด้วยการรวบรวมสถานการณ์ได้ด้วยซ้ำ มัน – ร่างกายของผม – ก็นึกถึงเตียง จุดที่ตั้งประตูบานต่างๆ แสงที่ผ่านตามช่องหน้าต่าง ยังมีทางเดินนอกห้อง โดยเป็น
ความคิดแบบเดียวกับที่ผมมีตอนกำลังหลับและกลับมาเจออีกครั้งตอนตื่น สีข้างแข็งทื่อของผมพยายามเดาตำแหน่งที่มันอยู่ด้วยการนึกภาพ เช่น กำลังนอนเหยียดยาวบนเตียงใหญ่แบบมีเสาตั้งสี่ข้าง หันหน้าเข้าผนังห้อง และผมจะบอกตัวเองในทันทีว่า “ดูสิ สุดท้ายฉันก็หลับจนได้ ถึงแม่จะ
ไม่มากล่าวราตรีสวัสดิ์” ตอนนั้นผมอยู่ชนบทที่บ้านคุณตาของผมซึ่งเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว และร่างกายของผม สีข้างที่ผมนอนทับ ผู้ทำหน้าที่อารักขาอดีตไว้อย่างซื่อสัตย์ อดีตซึ่งใจของผมไม่อาจลืม ได้สะกิดให้ผมนึกถึงเปลวซึ่งจุดไว้สลัวๆ ตอนกลางคืนในตะเกียงโถแก้วโบเอ็มแขวนด้วย
โซ่เล็กๆ บนเพดาน และเตาผิงหินอ่อนจากเมืองเซียนนาในห้องนอนของผมที่บ้านคุณตาคุณยายที่เมืองกงแบรย์ ในวันคืนอันห่างไกลจากปัจจุบันมากจนผมนึกว่าเป็นเวลาเดียวกับตอนที่ตื่นตอนนั้น โดยไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับตัวเองว่าเป็นช่วงเวลาไหนกันแน่ แล้วอีกสักพัก ผมจะกลับมาเห็น
ชัดเจนอีกครั้งเมื่อตื่นเต็มตา…
     สิ่งปลอบใจเดียวที่ผมมีในสมัยนั้น คือ เมื่อผมขึ้นนอน แม่จะมาจูบผมขณะที่ผมอยู่บนเตียง แต่การกล่าวราตรีสวัสดิ์นี้สั้นมาก เพราะแม่จะรีบกลับลงไปข้างล่าง สั้นจนกระทั่งช่วงเวลาที่ผมได้ยินแม่ขึ้นมากับช่วงเวลาที่เสียงเสียดสีเบาๆ ของชุดกระโปรงสำหรับใส่ในสวน ที่ทำจากผ้า
มัสลินสีน้ำเงิน ซึ่งมีเชือกฟางถักเปียห้อยเป็นชาย ผ่านลอดมาตามทางเดินที่มีประตูสองชั้น เป็นช่วงเวลาอันเจ็บปวดสำหรับผม มันเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่จะติดตามมา เวลาที่แม่จะไปจากผม เวลาที่แม่จะกลับลงไป ผมชอบการกล่าวราตรีสวัสดิ์นี้มากกระทั่งยินยอมให้มันมาถึงช้าที่สุด
เท่าที่จะเป็นได้เพื่อยืดเวลาก่อนที่แม่จะมาถึงให้ยาวนานออกไป บางครั้ง ตอนที่แม่เปิดประตูเพื่อออกจากห้องหลังจากจูบลาผมเสร็จ ผมอยากเรียกแม่และบอกว่า “จูบผมอีกทีเถอะครับ” แต่ผมรู้ว่าแม่จะทำหน้าไม่พอใจในทันที เพราะความปราณีที่แม่มีต่อความเศร้าโศกและความตื่นเต้นของ
ผมด้วยการขึ้นมาจูบผม ด้วยนำการจูบแห่งความสงบสุขนี้มาให้ผมนี้ สร้างความขัดเคืองใจให้กับพ่อของผมผู้มองว่ากิจวัตรเช่นนี้เป็นเรื่องไร้สาระ และแม่ประสงค์จะทำให้ผมเลิกความต้องการที่เป็นความเคยชินนี้ ซึ่งเป็นความประสงค์ซึ่งห่างไกลกับการที่จะปล่อยให้ผมมีนิสัยชอบขอจูบ
อีกครั้งเวลาแม่อยู่ที่ประตูแล้ว …
     หลายปีมาแล้ว นอกเหนือจากละครเวทีกับเรื่องเศร้าสลดใจเกี่ยวกับการเข้านอนของผม ทุกสิ่งทุกอย่างจากคงแบรย์ไม่มีความหมายกับผมอีกต่อไป ตอนที่ผมกลับบ้านในวันหนึ่งช่วงฤดูหนาว แม่เห็นว่าผมหนาวเลยชวนให้ผมดื่มชาสักเล็กน้อยแม้ว่าปกติแล้วผมจะไม่ค่อยดื่มชาเท่าไหร่นัก
ตอนแรกผมปฏิเสธ แล้วไม่รู้ว่าทำไม ผมเปลี่ยนใจ แม่ให้คนไปหยิบขนมไข่ก้อนกลมป้อมเล็กๆ ที่เรียกว่า เปอติ มาเดอเลน ดูเหมือนจะทำในแม่พิมพ์รูปฝาหอยเชลล์คว้าน และหลังจากนั้น ขณะที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากวันอันเศร้าหมองและภาพที่อยู่ในใจคือความโศกตรมของวันพรุ่ง ผมยกช้อน
ตักน้ำชาที่ก่อนหน้านี้ผมได้จุ่มขนมมาเดอเลนลงไปเพื่อให้ขนมนุ่มเข้าปากอย่างไม่ได้ใส่ใจ แต่เมื่อน้ำชาซึ่งมีเศษขนมปนอยู่สัมผัสกับเพดานปาก ผมสะดุ้ง ใจจดจ่อกับสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นในตัวเอง ความสุขอันหอมหวานรุกคืบเข้าสู่ตัวผมโดยมาเพียงลำพังไร้สิ่งบ่งบอกซึ่งสาเหตุ และฉับ
พลันนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าความผันแปรของชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่น่าแยแส เรื่องเลวร้ายของชีวิตมิได้มีพิษภัยใดๆ ความสั้นของชีวิตเป็นเพียงภาพมายา มันเป็นดั่งหัวเชื้อล้ำค่าที่เติมลงในตัวผมดุจเดียวกับที่ความรักได้กระทำ หรือถ้าจะพูดให้ถูก หัวเชื้อดังกล่าวไม่ได้อยู่ในตัวผมแต่มันคือตัวผม
เอง ผมเลิกรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนงุ่มง่าม เป็นตัวสำรอง เป็นมนุษย์ที่จะต้องตายไปในวันหนึ่ง ความสุขอันทรงพลังนี้มาจากไหนได้หนอ ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับรสชาติของชาและขนมนั่น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะและไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันอย่างแน่นอน มันมาจากไหน มันหมายถึงอะไร
จะไล่ตามจับมันได้ที่ไหน ผมดื่มชาอึกที่สอง ซึ่งก็ไม่ได้เจออะไรในนั้นมากไปกว่าในชาอึกแรก อึกที่สามให้ความรู้สึกน้อยกว่าอึกที่สองเล็กน้อย ผมควรจะหยุดได้แล้ว สรรพคุณของเครื่องดื่มดูเหมือนจะเสื่อมลง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าความจริงที่ผมค้นหาไม่ได้อยู่ในตัวน้ำชาแต่อยู่ในตัวผม มัน
ได้ปลุกความจริงขึ้นมาแต่มันไม่รู้จักความจริงนั้น และทำได้แค่แสดงให้เห็นสิ่งเดิมๆ ที่ผมไม่รู้จะตีความว่าอย่างไรไปเรื่อยๆ ทั้งยังจืดจางลงทุกที อย่างน้อยที่สุด ผมต้องการที่จะเรียกร้องให้มันเกิดขึ้นได้อีก และอยากเจอสิ่งที่เหมือนเดิมทุกประการในทุกครั้งที่ผมต้องการต่อไปอีกสักพัก
เพื่อความกระจ่างและชัดเจน ผมวางถ้วยชาลงแล้วหันมาพินิจจิตใจของตัวเอง มันมีหน้าที่ค้นหาความจริง แต่จะค้นหาอย่างไรเล่า เพราะความไม่แน่ใจอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่จิตใจตามตัวมันเองไม่ทัน ตอนที่มันเองในฐานะผู้ค้นหาเป็นทั้งหมดแห่งดินแดนอันมืดมิดที่มันเฝ้าค้นหา
และสิ่งที่สะสมนำติดมาด้วยก็ไม่มีประโยชน์แต่ประการใด ค้นหาหรือ ไม่เพียงเท่านั้นหรอก ต้องสร้างด้วย จิตกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่ยังไม่ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่าง และมีแต่จิตเท่านั้นที่สามารถสร้างได้ ก่อนที่สิ่งนั้นจะได้ปรากฎต่อแสงสว่างของมันเอง…
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aticha&group=60
—————————————–
เพลง :  (หัวใจช้าง)คนไทยหรือเปล่า
ศิลปิน :  แอ๊ด คาราบาว
อัลบั้ม :  คาราบาว อินเตอร์
เวลาจะช่วยอะไร
http://www.ijigg.com/songs/V2BDBAAAPAD
Album: My Music
Genre: Pop
Language: Thai
Artist: lula
เนื้อเพลง Midnight Piano
เนิ่นนาน ที่ชีวิตต้องเดินทาง
เวลา ก็ไม่เคยรั่งรอ ที่จะเปลี่ยนทุกเรื่องราว
ให้เป็นการ เดินทางครั้งใหม่
หากทำได้เพียงวันนี้แค่เฝ้ารอ
ไหนเล่าคำตอบจากหัวใจ
ทุกวัน คือการเริ่มต้นใหม่
ร้อยเรียงไป จนกว่าจะพบเจอ
ความต้องการที่สวยงาม
ความต้องการ ที่รอการพบเจอ
ทุกสิ่งไม่มีอะไรแน่นอน
เลือกทุกคำตอบจากหัวใจ
เมื่อชีวิตไม่ยาวนานดั่งเช่นเวลา
อย่ายอมให้มันผ่านอย่างไม่ได้อะไร
ทำไมทุกสิ่งที่เธอทิ้งขว้างมันให้กับวันพรุ่งนี้
ไม่อยากให้ใครซักคนที่ต้องเสียบางสิ่งไป
จากการให้อภัยความอ่อนล้าของตัวเอง
อาจจะทุกข์หรือสุข แต่ทุกวันมีความหมาย
จะไม่มีคำว่าเสียดาย ที่ได้เกิดมาครั้งนึง
เมื่อชีวิตไม่ยาวนานดั่งเช่นเวลา
อย่ายอมให้มันผ่านอย่างไม่ได้อะไร
ทำไมทุกสิ่งที่เธอทิ้งขว้าง..
ไม่อยากให้ใครซักคนที่ต้องเสียบางสิ่งไป
จากการให้อภัยความอ่อนล้าของตัวเอง
อาจจะทุกข์หรือสุข แต่ทุกวันมีความหมาย
จะไม่มีคำว่าเสียดาย..
จะไม่มีคำว่าเสียดายที่ได้เกิดมาครั้งนึง
——————————————————————
ถ้าชีวิตเป็นดั่งเรือถึงจุดหมาย ผมนึกถึงตอนจบบนเรือของlove in the time of cholera บวกกับโรคอหิวาต์ในชีวิต love_in_the_time_of_cholera
เรื่องย่อหนัง Love in the Time of Cholera
ฟลอเรนติโน่ (ฮาเวียร์ บาร์เดม) หลงรักเฟอร์มิน่า (จิโอวานน่า เมซโซจิออร์โน่) ตั้งแต่แรกเห็น เขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตพร่ำพรรณนารักที่มีต่อเธอ แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เฟอร์มิน่าย้ายออกจากเมืองและไปแต่งงานกับ ดร. จูเวอนาล (เบนจามิน แบรทท์) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน
อหิวาตกโรค เธออาจมีลูกกับเขาหนึ่ง, สอง, สาม หรือสี่คน แต่ไม่เคยมีความสุข ทางฝ่ายฟลอเรนติโน่ แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานเท่าใด เขาก็ยังลึกซึ้งในรักที่มีต่อเฟอร์มิน่าเช่นเดียวกับวันที่ได้สบตาเธอครั้งแรก และแล้ว 5 ศตวรรษผ่านไป โชคชะตาก็นำพาให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ในดิน
แดนแห่งเดิม แล้วความรู้สึกในวันเก่าก็ทบทวีเข้ามาพร้อมกับทางแยกที่ทั้งสามต้องเลือก…..
เขายังโชคดี ที่มีอายุยืนยาวนาน และเรื่องราวของเขา ก็เหมือนกับจดหมาย ที่เขาเริ่มประทับใจต่อหญิงสาว เขียนถึงเธอ ผู้เป็นนิรันดร์ของเขา………..ทำให้ผมนึกถึงเรื่องภาพจิตรกรรมที่ถ้ำตุนฮวง ที่ประเทศจีน ว่ากันว่าภาพสตรีดังกล่าวถึงการแต่งงานของสตรีที่มีอายุ500ปี! ถึงได้แต่งงาน
เพราะ มันเกี่ยวกับว่า ถ้าคุณอายุยืนยาวเป็นพันปี หละครับ
————
ช้อนกินข้าว แล้วคนไม่ได้กินข้าวเจ้า กินข้าวเหนียว และโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009อินฟลูเอ็นซ่า A [H1 N1] "กินร้อน ใช้ช้อน กลาง ล้างมือ"ช้อนเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เวลากินข้าว ซึ่งสมัยก่อนคนไทยใช้มือมากกว่าช้อน และช้อนตักข้าว ที่ครูพยายามสั่งสอนให้เรานึกถึงชาวนา
————
ถอดรหัสอัจฉริยะ = Mind Game ปกติคนอ่านเร็ว คือ คน ทำความเข้าใจการอ่านได้มากกว่าอ่านช้า สมอง ภาพรวม สมาธิ = อ่านเร็ว ดีกว่าอ่านช้า  และหนังสือถอดรหัสอัจฉริยะ ยังกล่าวถึงเรื่องลูกตุ้มนาฬิกา กับจิตใต้สำนึก  และวิธีโกหกเครื่องจับเท็จ  คิดแบบเปอร์เซ็นต์ เช่น ไทรเกอร์
วูดส์  ที่ตีลูกระยะไกล คนพัดลูกไม่ต้องดีที่สุด แต่กอลฟ์ คือ รวมทั้งหมดของตีพัดสั้น ไกล ฯลฯ คือ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด และนั่นมนุษย์สร้างโชคดี ทั้งความบังเอิญ พลัง คาร์ล จุง หลักการเชื่อมโยงไม่เป็นเหตุผล วิธีอ่านรังสี  ดังนั้น สิ่งที่ตรงกันข้ามทางจิตวิทยา คือ เบื่อ สนุก ทำงานที่ชอบ
ความสุขตกอยู่ที่คาดไม่ถึง วิ่งไปเพื่ออะไร วิ่งไปไกลแล้วล้มเลิอกกลางคัน ท่ามกลางถนน ที่มืดไม่มีแสงสว่างของเมือง สีของทะเล วิ่งผ่านส่วนต่างๆ แต่วิ่งล้มเลิกกลางคันเท่ากับไม่ทำอะไรเลย
—————————–
"อ่านเร็ว" How to reading
ทันทีที่อ่านจบ (อย่างเร็ว) ฉันก็รีบนำมาบอกเล่าใน “สวนหนังสือ” ทันที ชนิดไม่มีเม้มอีกต่างหาก แต่ก่อนอื่นมาดูวิธีการเขียนของลุงไอน์สไตน์ ที่เราคุ้นเคยกันดีว่าเป็นหนังสือแนวฮาวทู
เป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับนักเขียนหนังสือแนวนี้ ที่ต้องมีการอธิบาย ยกประโยชน์ให้แก่สิ่งที่ตนเขียนถึง เช่น ถ้าเขียนถึงการฝึกคิดเลขให้เร็วกว่ามนุษย์ธรรมดานั้น มีความจำเป็นมหาศาลปานใด หนำซ้ำหากคุณสามารถคิดเลขเร็วกว่าคนอื่นในสังคม ประโยชน์โภคผลนับพันประการ
จะตกแก่คุณอย่างงดงามปานใด
เช่นเดียวกัน ลุงไอน์สไตน์ก็ยกยอการอ่านว่าเป็นคุณประโยชน์มากเพียงใดแก่มนุษยชาติคนหนึ่ง ๆ
แกเขียนว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า 80 – 90 % ของความรู้หรือข้อมูลข่าวสารที่คนเราต้องการ มักจะได้มากจากการอ่าน
ท่านธีโอดอร์ รูสเวลท์ ยังรับประกันให้อย่างองอาจ สมกับตำแหน่งหน้าที่การงานว่า ก่อนเวลาอาหารเช้า ท่านจะอ่านหนังสือให้จบ 1 เล่มเสียก่อน และยังถือเป็นวัตรปฏิบัติอันสง่างามขณะที่เข้มงวดอย่างน่ายำเกรงอีกต่างหาก
นอกจากอธิบายและเอ่ยอ้างให้การอ่านเป็นเรื่องของชนชั้นเป็นมันสมองของสังคมแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีแบบทดสอบเพื่อประเมินประสิทธิภาพการอ่านของเราด้วย มีสูตรให้คำนวณ มีแบบทดสอบการอ่าน ให้เราได้ลับมือ อีกใจหนึ่งก็จดจ่ออยู่กับเคล็ดลับอ่านเร็วที่กำลังจะเปิดเผยตัวเองใน
บทต่อไป ทั้งนี้ สำหรับคนที่ยึดมั่นในมารยาทการอ่านอย่างเข้มงวด คือจะอ่านตั้งแต่ต้นไปจนกระทั่งจบ ไม่มีการโกง แอบอ่านเอาเฉพาะในส่วนเนื้อหาที่ตนเองสนใจก่อน
และเมื่อเราได้ทำการทดสอบตัวเองผ่านบททดสอบการอ่านที่มาพร้อมในหนังสือแล้ว เราจะตระหนักว่าอันตัวเรานั้นเสียเวลาไปกับการอ่านอันเชื่องช้าอย่างมากมาย ชนิดไม่อยากให้อภัยตัวเอง เพราะว่า
จากสถิติที่เคยมีการบันทึกไว้ มี “มนุษย์” ที่สามารถอ่านได้เร็วขนาดมือยังเปิดหน้าตามแทบไม่ทัน
ไม่เท่านั้น คิม พีค อัจฉริยะออทิสติก ชาวอเมริกัน สามารถอ่านได้สองหน้าในวลาเดียวกัน และด้วยตาเพียงข้างเดียว (โอ้โห) ขณะที่อ่านเร็วผิดมนุษย์สามัญปานนั้น พ่ออัจฉริยะคิม พีค ยังสามารถจดจำและเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านได้อย่างขึ้นใจ หรืออย่างท่านอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคน
เนดี แห่งอเมริกา ยังสามารถอ่านได้เร็วถึง 1,000 คำต่อนาที ซึ่งหากดูระดับความเร็วในการอ่านแล้ว ทั่นจอห์น เอฟ เคนเนดีมีความสามารถในการอ่านเร็วเข้าขั้นทะลุเทพเลยทีเดียว
ไหน ๆ แล้ว ลองมาดูตารางระดับความเร็วกันดีกว่า
ความเร็วเฉลี่ย (คำ/นาที) ระดับ
301 – 400 ดีเยี่ยม
201 – 300 ดี
101 – 200 พอใช้
ต่ำกว่า 100 ควรปรับปรุง
ขนาดฉันที่เคยประเมินตัวเอง (ก่อนทำแบบทดสอบ) ยังรู้สึกว่าตัวเรานี่ก็อ่านเร็วไม่ใช่เล่น แต่ที่ไหนได้ พอมาทำแบบทดสอบแล้ว คะแนนออกมาตกต่ำจนใจหาย ฉะนั้นฉันจึงมุ่งหน้าไปสู่เคล็ดลับอ่านเร็วทันที
เคล็ดลับอ่านเร็วมีอยู่ 5 ขั้นตอนด้วยกัน แต่หากจะยกมาให้อ่านกันสด ๆ ตรงนี้ อาจไม่เป็นการบังควร ฉะนั้นฉันจึงควรแอบเอามาสรุปกันสั้น ๆ พอเป็นกระสาย สำหรับใครที่อ่านเร็วเข้าขั้นอยู่แล้ว ก็ถือเสียว่า งานนี้เป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน จะช่วยอุดหนุนบ้างก็จะเป็นพระคุณยิ่ง โฮะ
ใครเคยสังเกตเห็นใคร หรือตัวเองบ้างไหม ยามอ่านหนังสือจะส่ายหน้าจากซ้ายไปขวา ขวากลับมาซ้ายไปตามสายตาที่จับอยู่บนบรรทัดของหนังสือที่อ่าน เหมือนกำลังส่ายหน้าปฏิเสธอะไรบางอย่างอยู่อย่างงั้นแหละ ขอบอกเลยว่า อาการส่ายหน้าตามสายตาไปตามตัวอักษรอย่างนี้ ถือเป็น
ความผิดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย
เคล็ดลับการอ่านเร็วได้ระบุไว้ว่า การอ่านเร็วนั้นให้มองตรงไปข้างหน้าเท่านั้น
ใครที่เคยอ่านออกเสียงพึมพำหรือคลออยู่ในลำคอ หรือแม้กระทั่งอ่านออกเสียงอยู่ในใจก็ตามที
ถ้าอยากอ่านเร็วควรเลิกพฤติกรรมนี้เสีย เพราะมันทำให้สมองเรามัวเสียเวลาบัญชาการอวัยวะอื่น
นอกจากตา ปกติแล้วการอ่าน มีกระบวนการเริ่มที่ตารับภาพแล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง เป็นความรับรู้ แล้วส่งไปยังสมองในส่วนที่จะทำการบันทึกเป็นความทรงจำ ซึ่งมีทั้งความทรงจำชนิดสั้นและยาว หากเรามาเสียเวลาเปล่งเสียงแม้จะเป็นการเปล่งเสียงในใจก็ตาม ก็จะถือเป็นตัวถ่วง
เวลาทั้งสิ้นที่ถูกต้องแล้ว เราควรอ่านทีละบรรทัด หรือถ้าได้ฝึกฝนจนคล่องแล้ว เราควรใช้สายตาให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่องสแกนภาพ คือ อ่านทีละหน้า โดยไม่ต้องไล่สายตา แต่ให้โฟกัสสายตาไปที่หน้าหนังสือ ซึ่งมีประกอบด้วยประโยคแต่ละประโยค กลุ่มคำที่เราคุ้นชินและเคย
ได้ทำความรู้จัก โดยมันเคยถูกเก็บไว้เป็นความรับรู้ในสมองส่วนบันทึกความทรงจำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่โอ้โหย…ขั้นนั้น ใครจะไปทำได้
ทางที่ดี เราควรเริ่มฝึกจากการอ่านแบบทีละวรรค โดยไม่ต้องพยักหน้าขึ้นลงเมื่อต้องวาดสายตาผ่านตัวอักษรทีละวรรค พอคล่องแคล่วแล้ว ก็หัดอ่านไปทีละบรรทัด โดยโฟกัสไปทีบรรทัดบนสุด แล้วไล่ลงมาสู่บรรทัดล่าง แต่มีข้อแม้ว่า อย่าเผลอขยับหน้าตามบรรทัดที่อ่าน คราวนี้พอคล่อง
แล้ว เราจะหัดสวมวิญญาณเครื่องสแกนภาพกันล่ะ อ่านมันไปทีละหน้า ทีละหน้า ขอให้มือเปิดพลิกหน้ากระดาษให้ทันก็แล้วกัน งานนี้ใครฝึกไปถึงขั้นแล้ว ก็เชิญตัวเองไปลงทะเบียนแข่งขันอ่านเร็วได้เลยทีเดียว
หากสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้หรือ ในหนังสือเขาอธิบายว่า โดยปกติแล้ว เซลล์ประสาทตาคนเรามี 2 แบบ คือ แบบกรวย กับ แบบแท่ง แบบกรวยจะกระจุกตัวอยู่กลางจอรับภาพของดวงตา ทำหน้าที่เก็บรายละเอียดตรงหน้า
ทำให้มองเห็นได้ 5 % แบบแท่งจะกระจายตัวอยู่รอบ ๆ จอรับภาพ ทำให้สามารถมองเห็นด้านข้างและด้านหลังได้ ราว 95 % ปกติเราใช้แบบกรวยอ่าน ซึ่งก็เท่ากับใช้สายตาเพียง 5 % ต้องสูญเสียโอกาสในการมองเห็นไปถึง 95 % น่าเสียดายออก ฉะนั้น หากเราโฟกัสไปที่กลางบรรทัด
ให้ครอบคลุมไปจนสุดแนวซ้าย – ขวาของหน้ากระดาษ โดยเฉพาะถ้ารูปแบบการพิมพ์ที่แบ่งเป็นคอลัมน์ ๆ จะใช้ได้ดีเยี่ยมกับการอ่านแบบนี้ เหมือนคนจีนกับคนญี่ปุ่นที่อ่านแบบแนวนิ่ง ต่างแต่เขากันอ่านทีละตัวอักษร
นอกจากเคล็ดลับเหล่านี้แล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สมาธิอันแน่วแน่ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การอ่านบรรลุวัตถุประสงค์ เพราะนอกจากอ่านเร็วอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้เข้าใจต่อเนื้อหาของหนังสืออย่างแจ่มชัดด้วย และเขาก็บอกว่า การเรียกสมาธิให้มาอย่างเร็วนั้นมีตัวช่วยชนิดหนึ่ง นั่น
คือ ภาพMandala ซึ่งก็คือภาพเรขาคณิตที่ทับซ้อนและดูวกวนนั่นเอง ใครเคยดูภาพ Mandala แล้วต้องเข้าใจว่าทำไมมันจึงสร้างสมาธิได้อย่างฉับพลัน หากใครเป็นพวกสมาธิสั้น สมาธิมีแบบกระปริกระปรอย ควรพกMandala ติดตัวไว้ หากต้องการสมาธิก็ควักภาพมาดูซะ เขาว่า
อย่างงั้น
ถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านนั้นจะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านและประเภทหนังสือเซอร์ฟรานซิส เบคอน กล่าวว่า เราต้องรู้ด้วยว่าหนังสือเล่มที่เรากำลังจะอ่านนั้นเป็นหนังสือประเภทใด
ถ้าเป็นตำราวิชาการ ก็ต้องอ่านคนละแบบกับการอ่านวรรณกรรม หนังสือก็เหมือนอาหาร บางชนิดมีไว้ชิม ละเลียด บางชนิดมีไว้ขบเคี้ยว บางชนิดไว้มีซด อันนี้เชิญพิจารณากันเองตามอัธยาศัย เหนืออื่นใด หัวใจของการอ่านก็คือ การทำความเข้าใจนักเขียน นั่นเอง เพราะนักเขียนก็เขียนเพื่อ
สื่อความหมายบางประการ ดังนั้น หากเราจะอ่านโดยไม่ถามถึงหัวใจดวงนี้เลย จะเป็นบิดเบือนเจตนารมของการอ่านไปเสียเปล่า ใช่ไหม
ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นพวกนิยมช้าหรือชื่นชมความเร็ว การอ่านแบบช้าหรือเร็วก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ที่ไม่ใช่ป้ายโฆษณาติดประกาศอย่างจำกัดความว่าเราเป็นพวกช้านิยมหรือเร็วนิยม เสียหน่อย.
ชื่อหนังสือ : ถอดรหัสอ่านเร็ว HI-SPEED READING
http://blogazine.prachatai.com/user/bookgarden/post/2261
———————————
"อ่าน"ตัวเลข
09-09-09 วันดี-วันซวย กันแน่ ?
ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว…กับ "ฤกษ์เลขสวย" ฤกษ์ดังที่ฮือฮากันในระดับสากล ดังทั่วทุกมุมโลก และก็คงจะดังในเมืองไทยเราด้วยอย่างมิต้องสงสัย เพราะคนไทยเราก็ให้ความสนใจเรื่องแบบนี้กันมากพอสมควร
   
อีก 2 สัปดาห์เศษ…ก็จะถึงวัน "ฤกษ์เลขสวย" อีกครั้ง…
   
ครั้งนี้เป็น "ฤกษ์เลข 9" วัน-เดือน-ปี ค.ศ. "09/09/09"
   
กับเรื่อง "ฤกษ์เลขสวย" นี้ทาง อ.เก่งกาจ จงใจพระ ประธานสถาบันโหราศาสตร์เก่งกาจพยากรณ์ บอกกับ "สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์" ว่า… ความเชื่อในเรื่องตัวเลขนั้น แต่ละชาติ แต่ละภาษา ก็จะเชื่อไม่เหมือนกัน
   
เช่น… คนจีนเชื่อว่าเลข 8 เป็นเลขมงคล เมื่อปีที่แล้ว ปี ค.ศ. 2008 คนจีน คนเชื้อสายจีน ก็จะตื่นเต้นกับวันที่ 8 เดือน ส.ค. เดือน 8 สากล ซึ่งประเทศจีนก็ใช้วันที่ 8 ส.ค. 2008 เป็นวันเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
   
พอมาปีนี้ ปี ค.ศ. 2009 ผู้คนในหลายประเทศทุกมุมโลกก็ให้ความสนใจกับ "เลข 9" ให้ความสำคัญกับวันที่ 9 เดือน ก.ย. ที่เป็นเดือน 9 สากล มีการกำหนดให้ "วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009" เป็นฤกษ์จัดงานมงคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น… งานหมั้น, งานแต่ง, คลอดลูก, ขึ้นบ้านใหม่, เปิดบริษัท
ฯลฯ ต่างก็พากันจองใช้วันนี้
   
"เมื่อมีคนสนใจมากมายอย่างนี้ ถามว่า…แล้ววันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 นั้นดีจริงไหม ? ก็สำหรับคนไทย และถือการออกเสียงเป็นหลัก ก็ต้องบอกว่าดี เพราะเสียงที่ออกมาคือ…ก้าว – ก้าว – ก้าว คือ…ก้าวหน้า – ก้าวกลาง – ก้าวหลัง ก็เชื่อกันว่าเป็นเคล็ดที่ดี ชีวิตจะได้มีแต่ความก้าวหน้า" …อ.
เก่งกาจระบุ
   
อย่างไรก็ตาม โหรดังรายนี้บอกอีกว่า… ถ้ายึดตามหลัก "โหราศาสตร์ไทย" แล้ว ตามหลักโหรก็จะมี "วันที่ห้ามทำการมงคล" คือ "วันที่วันข้างขึ้นหรือข้างแรมตรงกับเดือน" เช่น… ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เป็นต้น โดยวันลักษณะนี้ถือเป็น "กทิงวัน" (กทิง – เป็นการสะกดคำในตำราโหร หมายถึง "
กระทิง")
   
ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เป็นกทิงวัน ซึ่งถ้าข้างขึ้น…ก็กทิงตัวผู้ ถ้าข้างแรม เช่น แรม 9 ค่ำ เดือน 9 ก็เป็นกทิงตัวเมีย ซึ่งตัวเมียก็จะดุน้อยลงกว่าตัวผู้หน่อย แต่ไม่ว่าจะตัวผู้-ตัวเมีย…ก็ดุ ตามหลักโหราศาสตร์จะห้ามใช้วันลักษณะนี้เป็นฤกษ์ทำพิธีประกอบการมงคลใด ๆ เพราะมักจะทำให้เกิดผล
ร้ายกับผู้ใช้ฤกษ์วันนี้ประกอบพิธีการ
   
"แต่จะนิยมปลุกเสกเลขยันต์ เครื่องรางของขลัง"
   
ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า "วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009" เป็นกทิงวัน ก็ไม่ใช่ ซึ่งทาง อ.เก่งกาจแจกแจงต่อไปว่า… "เลข 9" นั้นทางหลักโหราศาสตร์ คือตัวแทนดาวเกตุ เป็นดาวคราสน้อย คล้ายกับเลข 8 ราหู ซึ่งจะ "ให้โทษแบบเดียวกับราหู" แต่ขณะเดียวกัน ในทางวิชา "โหรเลข 7 ตัว
พรหมชาติ" เลข 9 เป็นเลขของกำลังดาวเกตุ "เป็นเลขคุ้มโทษ-คุ้มภัยอันตราย ถือว่าเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ แคล้วคลาดปลอดภัย"
   
นอกจากนี้ในทาง "ไสยศาสตร์" ก็ถือว่า "เลข 9" นั้น "เป็นเลขดี-เป็นเลขนำโชค" ตรงกับพระนพโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมอันสูงสุด ถือว่าเลข 9 "เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์" สัญลักษณ์เลข 9 เป็นรูปอุณาโลมเจิมที่หน้าผากเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือเลข 9 ที่เป็นเปลวรัศมีพระพุทธ
รูป อย่างนี้เป็นต้น
   
ในทาง "เคล็ด" คนไทยจะนิยมเก็บธนบัตรที่มีเลข 9 อยู่ตัวหน้าและตัวหลัง เรียกว่า "ก้าวหน้า-ก้าวหลัง" บางคนนำไปให้พระปลุกเสกลงคาถาอาคม เชื่อว่าจะทำให้เกิดโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา !!
   
ขณะที่ในทางวิชา "เลขศาสตร์" นั้น "เลข 9" ใช้แทนดาวพลูโต ซึ่งเป็นดาวดวงสุดท้ายในระบบสุริยจักรวาล ที่เรียกกันว่าดาวแคระ อยู่ในราศีเมษ เป็นดาวที่เกี่ยวกับ… การแพทย์, วัตถุโบราณ, ศาสตร์เร้นลับ
   
เลข 9 พลูโต "เป็นเลขที่อำนวยความสำเร็จให้มีวาสนาและบารมี มีบริวารมากมาย และมีอำนาจส่งเสริมให้มีชื่อเสียง ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้" แต่ในทางกลับกัน เลข 9 ตามทรรศนะของไคโร "โหรฝรั่ง" จะบอกว่าเลข 9 หมายถึงดาวอังคาร เพราะเป็นเลข 3 เท่าของเลข 3 ดาวอังคาร
ซึ่งคนที่อยู่ใต้อิทธิพลเลข 9 มักจะ "กำพร้า ประสบอุบัติเหตุ ชีวิตมักจะมีปัญหาเรื่องบุตรที่จะนำความเดือดร้อนมาให้เสมอ ๆ"
   
ก็จะเห็นได้ว่า…แค่ "เลข 9" ก็มีเรื่องราวมากมาย ดังนั้นจึงไม่แปลก…  ที่ "วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009" ซึ่งใกล้จะมาถึง จะเกิดกระแสฮือฮา เกิดการ "ตื่นตัว-ตื่นเต้น" กันทุกมุมโลก…
   
อย่างไรก็ดี วันที่ 9 ก.ย. ปี ค.ศ. 2009 นี้ ทาง อ.เก่งกาจบอกว่า…   ตรงกับวันไทยทางจันทรคติ คือ "วันพุธ" แรม 5 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู จ.ศ. 1371 กาลโยคประจำปี "วันพุธปีนี้เป็นวันอธิบดี ทำการมงคลได้"
   
แต่กระนั้นในทางโหราศาสตร์ด้านฤกษ์ยามก็ไม่นิยมใช้วันพุธเป็นวันมงคลสมรส เพราะ "วันพุธเป็นวันหัวกุดท้ายเน่า" ซึ่งที่ทางโบราณาจารย์ถือเป็นเคล็ดสำคัญ ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับวันที่ห้ามใช้โดยทั่วไป คือ… "ห้ามเผาผีวันศุกร์, ห้ามโกนจุกวันอังคาร, ห้ามแต่งงาน
วันพุธ, ห้ามขึ้นบ้านใหม่วันเสาร์"
   
เคล็ดวันต้องห้ามเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในทางโหร เพราะเป็นหัวใจของการให้ฤกษ์ ถ้าใครฝืนใช้วันต้องห้ามดังกล่าวอาจจะประสบกับปัญหา เจอกับอุปสรรค อันตราย ทำให้ต้องเดือดร้อน จึงห้ามใช้
   
"และเมื่อดูที่วันพุธที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ดาวพุธเดินถอยหลังในราศีสิงห์ ภพวินาศของตัวเอง จึงถือว่าเป็นวันที่ไม่เหมาะจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ แต่ถ้าคนไม่รู้เรื่องฤกษ์ยาม ไม่ถือก็เป็นเรื่องของความเชื่อและความชอบ ซึ่งคนเรานั้นเมื่อไม่รู้…จิตก็ไม่กังวล และเมื่อทำเรื่องดี…ก็ถือว่าดีแล้ว" …อ.
เก่งกาจระบุ
   
นับถอยหลัง…ฤกษ์ดังเลขสวย "09/09/09" ใกล้มาถึงแล้ว
   
ใครเชื่อ-ใครชอบ-ใครจะประกอบการใด…ก็ลองตรองกันดู !!.
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=279310&ch=hn
เส้นทางการเดินทางของเวลา กับมนุษย์สมัยใหม่
———————
เหลาจื้อยังได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ในหนังสือ“เต้าเต๋อจิง”ว่า สรรพสิ่งมีความสัมพันธ์กันโดยพึ่งพิงซึ่งกันและกันและก็ขัดแย้งกัน  อาจกล่าวได้ว่า  เป็นความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี อย่างเช่นคำกล่าวที่ว่า “โชคดี”กับ”โชคร้าย”สามารถเปลี่ยนพลิกไปมาระหว่างกันได้ “โชคดี”มีอยู่ใน“โชคร้าย” “โชค
ร้าย” แฝงอยู่ใน“โชคดี” หรือคำพูดที่เป็นสัจจะไม่ถูกหู  คำพูดที่ไพเราะไม่ชอบด้วยสัจจะ”ฯลฯ  เหล่าจื่อกล่าวว่า เมล็ดพืชเล็กๆเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่โตได้ ดินที่สลายนั้นสามารถนำ ไปทำเป็นเนินสูงได้ คนเราถ้าไม่กลัวความยากลำบาก ถ้าเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยก็สามารถขจัดอุปสรรคและ
บรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้
คนรุ่นหลังยกย่องให้เหลาจื้อเป็นปฐมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า แนวคิดด้านปรัชญาของเหลาจื้อมีฐานะสำคัญในประวัติปรัชญาของจีน  ส่วนความคิดทางการเมืองของเหลาจื้อเช่น“การปกครองประเทศ ใหญ่ก็เหมือนต้มปลาในหม้อ ถ้ากวนน้ำมากก็จะเสียหายมาก”นั้นก็มี อิทธิพลต่อนักคิดก้าวหน้า
และนักการปฏิรูปสังคมเพ้อฝันในยุคต่อมา
http://74.125.153.132/search?q=cache:GxVGwfiwmnsJ:thai.cri.cn/chinaabc/chapter17/chapter170205.htm+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%
B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%
E0%B8%8A%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th
 
วันที่ 23 สค-20ก.ย.
บางช่วงเวลาของการออกกำลังกาย และบางช่วงไม่ได้ออกกำลังกาย ก็มีโอกาสคุยกับผู้คนต่างๆ
ผมคิดถึงเธอ…. และการจินตนาการ ต่อหนังสือโลกอนาคต
แน่นอนว่า วิถีชีวิตประจำวันของคน แตกต่างกัน มันเป็นความหมายของวิถี ไม่ใช่วิธีที่จะทำงานของแต่ละคน เพราะว่า วิถีชีวิตของคน มันมีมาก่อน แบ่งแยกเป็นงานในสังคมสมัยใหม่แบบทุนนิยม ต่างๆ เช่น วิถีชีวิตของชาวนา เพื่อสร้างข้าวสำหรับกินอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
ในสภาวะนิรันดร์
คนเคยเปรียบเทียบนิธิ เป็นนิทเช่ และผมคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง ราวกับเวลานิรันตร์ ผมสมมติว่าชื่อนิรันดร์ ต่อไปจะให้ฉายาชื่อของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเขาจะมีชื่อว่า นิรันดร์-นิทเช่ หละกัน 55 ขออภัยไม่อยากให้ซีเรียส หรือไม่สีเสียดเสียดสี ใคร ผมยกย่องน้องนิรันดร์ไม่ใช่ยอกย้อนหรือ
ย้อนแย้ง ครับผม ถ้าเกิดมาบางคนอ่านมาเจอก็ขอให้ฮาๆ  เช่น พี่ยอด โทรมาคุยกับผมด้วยความเป็นห่วงใย และผมคิดตั้งฉายาเล่นๆให้พี่ยอด(มนุษย์)
Essence precede exitance คือก่อนนั้นแนวคิดหลักของยุโรปเชื่อว่าโลกนี้ออกแบบไว้แล้ว เป็นระบบและมีระเบียบ ซึ่งมนุษย์มีหน้าที่ยอมรับในระเบียบนั้นแล้วเดินตามมันไป นั่นหมายถึงแก่นแท้ของมนุษย์ด้วย พวกนี้เชื่อว่าแก่นแท้ของมนุษย์มีอยู่ก่อนที่มนุษย์จะเกิด (ถูกออกแบบไว้
แล้วโดยพระเจ้า) http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3480628/K3480628.html
หลายวันก่อน ผมพยายามขายของในห้อง เช่น หนังสือสิบสี่เล่ม ได้เงิน แปดสิบบาท มันจะพอสำหรับความเป็นจริงของชีวิต และการมีอยู่ของเรา ไหม? นอกจากนั้นผมยังขายมอเตอร์ไซด์คันเล็กๆไปหนึ่งคัน.ซึ่งผมจอดอนุรักษ์ไว้ไม่ได้ใช้งานมานาน.. นี่มันเป็นเรื่องมีอยู่(being) and time ของไฮเดกเกอร์(เยอรมัน) แล้วซาสตร์ ก็ปรับแนวคิดเป็น being and nothing ซึ่งผม
สนทนากับอ.เทพทวี และผมมาคิดต่อว่า นิยายเรื่อง nausea ซึ่งมันเป็นลักษณะของบันทึก โดยการตีความ ก็ว่า ซาสตร์ได้อิทธิพลของนิทเช่ คาฟคา ดอสโตยอฟสกี้ฯลฯ  ซึ่งพรูสต์ตามชีวิต ก็อ่านนิทเช่ต่างๆ และผลงานของซาสตร์ ก็ทำนิยาย nausea ซึ่งไม่มีใครแปลเป็นไทย สักที ผมมี
อยู่เล่มหนึ่งอ่านไปอ่านมาก็เข้าใจยากอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่า เรื่องเวลา และความทรงจำ ก็ปรากฏร่องรอยของอิทธิพล เช่น นักเขียนฝรั่งเศสอย่างพรูสต์ เพราะว่า ผลงานอิมเพรสชั่นนิสม์ของพรูสต์ ก็พัฒนาไปสู่อัตถิภาวะนิยม หรือ existentialist philosophy : มันเป็นปรัชญาเกี่ยวกับ
สภาวะความเป็นอยู่ของมนุษย์ในชีวิตประจำวัน และเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์(พินิจ รัตนกุล : ปรัชญาชีวิตของฌอง-ปอล ชาร์ตร์)ในที่สุด นั่นก็คือ จากเวลาถึงความมีอยู่และไร้แก่นสารของชีวิต ควบคู่อยู่ด้วยกันของยุคสมัยของนักเขียนฝรั่งเศส เพื่อความว่าง
เปล่าและเสรีภาพ
Steven Ungar compares[18] Nausea with French novels of different periods, such as Madame de La Fayette’s La Princesse de Cl?ves (1678), Honor? de Balzac’s Le P?re Goriot (1835), Andr? Malraux’s La
Condition humaine(1933), and Annie Ernaux’s Une femme avec une grande kut (1988), all of which novels have scenes with men and women faced with choices and "provide literary expressions to concerns with
personal identity that vary over time more in detail than in essence."
…………..
Selected bibliography
L’Imagination (Imagination: A Psychological Critique), 1936
La Transcendence de l’?go (The Transcendence of the Ego), 1937
La Naus?e (Nausea), 1938
Le Mur (The Wall), 1939
Esquisse d’une th?orie des ?motions (Sketch for a Theory of the Emotions), 1939
L’Imaginaire (The Imaginary), 1940, lit. "The Unconscious"
Les Mouches (The Flies), 1943 – a modern version of the Oresteia
L’?tre et le n?ant (Being and Nothingness), 1943
R?flexions sur la question juive (Anti-Semite and Jew; literally, Reflections on the Jewish Question), 1943
Huis-clos (No Exit), 1944
Les Chemins de la libert? (The Roads to Freedom) trilogy, comprising:
L’?ge de raison (The Age of Reason), 1945
Le Sursis (The Reprieve), 1947
La Mort dans l’?me (Troubled Sleep, title formerly translated as Iron in the Soul, literally "Death in Spirit"), 1949
http://en.wikipedia.org/wiki/Jean-Paul_Sartre
แน่นอนผมยังดำดิ่งกับเรื่องราวในห้อง(Room)  เพื่อนอนให้หลับในห้องจาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
และ03 มิถุนายน นั่นคือ ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!2013.entry
และระลึกถึงสนธยา ทรัพย์เย็น และพงศ์เลิศ พงศ์วนานต์ ซึ่งผมเคยพบกับทั้งสองคน โดยพี่พงศ์เลิศ แปลผลงานเรื่องFLICKER มีปรากฏว่า ซาสตร์เป็นคนชอบดูหนังเป็นอย่างมากด้วย
————————————————–
ห้องนอน
เขียน:มาร์แซล พรูสต์
ถอดความ : ปียะธิดา สุจริตกุล
(แปลจากContre Sainte-Beauve ต้นร่างของ  A la resecherche du temps perdu นิยายเล่มยิ่งใหญ่ของพรูสต์) ดูเพิ่มเติม หนังสือ MiNi  SCALE ROOM(ชื่อหนังสือ รูม)
ครั้งแล้วครั้งเล่าการนอนหลับได้นำฉันกลับไปสู่วันเวลาเก่าๆ อย่างง่ายดาย…
——————————————————
รศ.ดร. ธีรา  ผู้เขียนหนังสือ เสียงจากความเงียบสัมพันธบท "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" กับวรรณกรรมฝรั่งเศส
ทำไมจึงสนใจศึกษาความเงียบของสุชาติ สวัสดิ์ศรี
ประเด็นของความสนใจศึกษา ความเงียบอยู่ที่ได้พบว่า วรรณกรรมเรื่องสั้นชุดนี้ มีลักษณะร่วมทางแนวคิดกับวรรณกรรมฝรั่งเศส จึงได้พยายามศึกษาว่า ลักษณะร่วมทางแนวคิดมีอะไรบ้าง และมีกระบวนทัศน์ของความร่วมสมัยต่อกันอย่างไร  แล้วเราจะอธิบายมันได้อย่างไร
ในตอนแรก คือ เมื่อปี 2541 ได้ทำวิจัยเรื่องแนวคิดจากวรรณกรรมฝรั่งเศส ในเรื่องสั้น ความเงียบ ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี หลักการที่เห็นได้ชัด คือ วรรณกรรมเรื่องนี้ มีความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเนื้อหา และรูปแบบเกิดขึ้น แตกต่างจากวรรณกรรมแนวเดิม ข้อเท็จจริงข้อนี้ นำไปสู่ประเด็น
ของการค้นหาสาเหตุ ว่า ทำไมวรรณกรรมไทย จึงต้องการเปลี่ยนแปลง ที่พูดเช่นนั้น ก็เพราะว่า ก่อนปี พ.ศ. 2500 เราก็ยอมรับว่า วรรณกรรมไทยสมัยใหม่ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดังนั้น วรรณกรรมไทยในช่วงนับจากทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นไป ก็ควรจะต้องได้รับการขานเรียกว่า เป็น
วรรณกรรมหลังยุคสมัยใหม่ (Post-Modern) ซึ่งมีลักษณะต้านขนบ และแสดงให้เห็นการกระทำและความคิดที่ตรงข้ามกับวรรณกรรมที่ผ่านมา  ตัวสังคมไทยได้มีส่วนบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น เมื่อสังคมเปลี่ยน วัฒนธรรมความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย กระแสความคิดของนานาชาติ
ได้มีส่วนในการเปิดโลกทัศน์ของนักเขียนไทย มีหนังสือหลายประเภท ที่แพร่หลายเข้ามาสู่สังคมไทย เมื่องานเขียนของสุชาติ สวัสดิ์ศรี แพร่ออกไป คอวรรณกรรมที่รู้จักฌอง-ปอล ซาร์ตรก็วิจารณ์กันว่าสุชาติ สวัสดิ์เขียนวรรณกรรมแปลง ผู้เขียนก็เลยได้รับฉายานามว่า สุซาร์ตร มีข้อ
เขียนของนักวิจารณ์ รวมทั้งวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาความเป็นมาเช่นนี้หลายเรื่อง จนนำไปสู่ประเด็นความสงสัยว่า จะมีวิธีอธิบายแนวคิดตะวันตกในวรรณกรรมไทยได้อย่างไร เราจะเรียกว่าเป็นอิทธิพลทางความคิด หรือ ลักษณะร่วมที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม สามารถที่จะค้นหา
รูปแบบแนวคิดที่เป็นปรากฏอีกนอกจากแนวคิดเอ็กซิเต็นเชียลิสม์ หรือ ไม่ ขอวงเล็บว่า เมื่อศึกษาแล้วก็พบรูปแบบแนวคิดที่เป็นตะวันตกอีกหลายแนวคิดเลยทีเดียว ทีนี้ก็เลยสนุกใหญ่ สนุกขึ้น เริ่มคิดว่า อิทธิพลทางความคิดเป็นอย่างไร ประสบการณ์ทางสังคมของตะวันตก ทำให้เกิด
วรรณกรรมแนวหนึ่งแนวใดขึ้นมา ประสบการณ์ทางสังคมของ ไทยก็ย่อมส่งผลให้เกิดวรรณกรรมแนวหนึ่งแนวใดขึ้นมาได้เช่นกัน คือไม่อยากจะใช้คำว่า “อิทธิพลทางความคิด” แต่อยากจะศึกษาแนวคิดที่พ้องกัน โดยไม่พยายามตอบคำถามในเรื่องของอิทธิพลทางความคิด บางครั้งความ
คิดที่พ้องกัน มิได้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการส่งอิทธิพล หรือรับอิทธิพลแต่ประการใด
อีก 6 ปีต่อมา เมื่อได้ศึกษาเรื่องวรรณคดีวิจารณ์ของฝรั่งเศส ก็มีประเด็นเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากเวลาผ่านไป และเรื่องราวของอิทธิพลอ่อนตัวลง ก็จำเป็นต้องทบทวนความคิดกันใหม่ จากมุมมองแรกเริ่มที่เบเนเด็ตโต กรอซ กล่าวว่า วรรณคดีของชนชาติหนึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อ
วัฒนธรรมของชนอีกชาติหนึ่งในเรื่องของรูปแบบเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในด้านเนื้อหา สามารถบ่มเพาะพลังทางปัญญาให้เกิดขึ้น ศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษที่ผสมผสานทางวัฒนธรรม มนุษย์เริ่มมีวิถีชีวิต ระบบความคิด การรู้เท่าทันที่ใกล้เคียงกัน ทำให้การเกิดและการแพร่
กระจายของประสบการณ์ และการแสดงออกของสังคมในโลกไม่แตกต่างกัน ทำให้มนุษย์ในส่วนต่างๆ มีแนวโน้มที่จะอยู่ในจุดที่คล้ายคลึงกันมากขึ้นและเมื่อมีการบุกเบิกวิชาการแนวใหม่ เพื่อทบทวนวิธีทำความเข้าใจตัวบทด้วยความรู้อีกชุดหนึ่ง เรื่องอิทธิพลทางความคิดเป็นอันตกไป
เกิดมุมมองใหม่ขึ้นมาแทน เช่น มองว่า วรรณกรรมเป็นพื้นที่ว่าง เป็นแผนผังเครือข่าย ที่โยงใยไปมา หรือจะมองเป็นห้องสมุดก็ได้ ซึ่งตัวบทแต่ละตัวบทมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนตัวบทอีกหลายๆ ตัวบท ซึ่งตัวบทหลายๆ ตัวบทนี้สามารถจะกลับมาปรับเปลี่ยนตัวบท ที่เคยเป็นตัวบทที่
ปรับเปลี่ยนมันมาก่อนหน้านี้ก็ได้ จูเลีย คริสเตวา เชื่อว่า ตัวบทนั้นเป็นการรวมตัวกันเป็นการผสมผสาน เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่เราเรียกว่า “สัมพันธบท” ดังนั้น ที่บอกว่า วรรณคดีเป็นเรื่องสนุกที่ต้องขบคิด ก็อยู่ที่เราจะเลือกวิธีการศึกษา ซึ่งเราสามารถ
กำหนดได้
ความเงียบสะท้อนยุคสมัยของสังคมอย่างไร     
สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวไว้ใน “ยุคสมัยแห่งความเงียบว่า ยุคสมัยของเขาเริ่มต้นขึ้นภายหลังการปฏิวัติ 2500 เขาเรียกช่วงเวลานั้นว่า “ระยะว่างเปล่าทางการเมือง” ผลกระทบจากการปฏิวัติครั้งนั้น ก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางความคิดต่อบ้านเมือง หลังจากสิบปีผ่านไป ก็สามารถเห็นความ
เปลี่ยนแปลงด้านวัตถุเกิดขึ้น แต่เนื้อหาสาระในชีวิตของผู้คนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ประชาชนยังถูกริดรอนเสรีภาพ ถูกมอมเมา เหมือนอยู่ใน “ยุคมิคสัญญี” ในหน้าแรกของ “ยุคสมัยแห่งความเงียบ” สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนว่า “….เรายังเชื่อกันว่า มีภยาคติ ที่ครอบงำอยู่ทั่วไป
แม้ระยะว่างการเมืองตั้งแต่พ.ศ.2500 จะทำให้ผู้คนสำรวจตรวจสอบตัวเอง จนมีความเคารพตัวเองมากขึ้น และดำเนินการไปในทางที่มีเหตุผลมากขึ้น แต่ยุคปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นยุคฉาบทองที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า โดดเดี่ยวอ้างว้าง และไร้ความหมาย” จะมีใครอยากกลับไปอ่านความ
เงียบกันอีกไหมนี่ เราพูดว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ลองกลับย้อนไปดูสาระที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ดูซิ ทุกปัญหาสังคม ทุกมุมมองต่อชีวิตเกิดแล้ว คงอยู่ แต่ไม่เคยดับไป ลองดูตัวอย่างทีละเรื่องๆไป เรื่องอัตชีวะประวัติ เริ่มส่งสัญญาณเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บริโภคนิยมเรื่องมาจากไหน
จะไปไหนไปอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พูดถึงอำนาจครอบงำของการโฆษณา จะขออ่านให้ฟัง “ก่อนข้ามสะพานไม้เข้าตลาด มีป้ายโฆษณาวิทยุและฝงซักฟอกของบริษัทญี่ปุ่น ใช้ถ้อยคำโฆษณา บัดซบไร้สาระ และไม่มีความจำเป็นอย่างใดในชีวิต แต่ฉันก็จำข้อความโฆษณานั้นได้ โดย
ตลอด เพราะต้องเดินผ่านทุกวัน สิ่งเหล่านี้ซึมซาบเข้ามาในใจของฉันโดยไม่รู้ตัว”
 
เรื่อง รถไฟเด็กเล่น สะท้อนให้เห็นว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สร้างความแตกต่างระหว่างเมือง กับชนบท เนื่องมาจากการกระจายรายได้ ที่ไม่เป็นธรรม เศรษฐกิจทุนนิยม ทำให้ความสัมพันธ์ทางการผลิตอยู่เหนือความสัมพันธ์ของมนุษย์ในฐานะเพื่อนร่วมโลก แต่เป็น
ความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้าง ส่งผลให้
สภาพชีวิตลูกจ้างไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรกล
 
เรื่อง กำแพง ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากว่า เป็นวรรณกรรมแปลง จากเรื่อง La Naus?e ของ ซาร์ตรก็ได้สร้างตัวละคร ในบรรยากาศแบบไทย ที่ทำให้เรารู้ ถึงพิษภัยของสื่อในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่น คลื่นวิทยุที่เปิดเพลง ที่สื่อเรื่องทางเพศอย่างตรงไปตรงมา หรือหนังสือพิมพ์ ที่
หาดหัวข่าวสังคมฟอนเฟะ ซึ่งเท่ากับยังแพร่กระจายความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมออกไป
 
พันธกิจทางสังคมของผู้เขียน ความเงียบชัดเจนมาก เหมือนกับที่ซารตร์ เคยเขียนไว้ในหนังสือชุด Qu’est- ce que la litt?rature?   ซาร์ตรกล่าวว่า วรรณคดีเป็นตัวชักนำให้เข้าสู่สนามรบ การเขียนเป็นวิธีการหนึ่งที่นักเขียนใช้เรียกร้องเสรีภาพ การเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง จะ
ด้วยความพอใจ หรือถูกบังคับ ก็เท่ากับบุคคลนั้นได้สร้างพันธกิจให้ตัวเองแล้ว
————————————————————————————————————————-
หากคุณอยากออกจากบรรยากาศไทย และคุณอยากรู้สึกถึงภาพแนวอิมเพรสชั่น โดยอ่านนวนิยายข้างหลังภาพ คุณจะรู้สึกถึงฉาก ที่มีความแตกต่างจากฉากไทยๆ ไม่เหมือนบ้านทรายทอง เพราะว่า บ้านทรายทอง เราเห็นฉากยึดโยงกับความเป็นไทย แน่ๆ และบ้านทรายทองก็ถูกทำเป็น
ละครทีวี และนิยายก็ดำเนินเรื่องโดยPlot ที่มีการลอกเลียนดัดแปลง ทำซ้ำ แล้วเปลี่ยนตัวละคร นำเสนอกันไป หลายยุคหลายสมัยของเรา ซึ่งเราอาจจะแสวงหาเนื้อเรื่องสำหรับplot ใหม่กัน หรือ ทำแบบพรูสต์นั้น ความแตกต่างของโครงเรื่องผ่านวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งมันเป็นภาษาจากภาษา
ธรรมดาไม่ชัดเจน  และภาษาเป็นสิ่งมีความหมายเพื่อจะให้บรรลุถึงภาษาของอุดมคติ(Russell ใน wittgenstein : 1922,Tractatus Logico Philospphicus: 7-9)
ชีวิตกับเวลา
เราเอาชีวิตไปผูกกับนาฬิกามากเกินไป ก็ไม่ใช่สิ่งที่ซาสตร์ นำเสนอเน้นปัจจุบัน เพราะว่า ความคิดของตะวันตกมองแม้น้ำ ก็คือ สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ แต่ถ้ามองแบบตะวันออก ก็คือ มองดูเวลาเป็นวงกลม ไม่มีอะไรสูญหายไปตามกาลเวลา ไม่มีการเริ่มต้นและสิ้นสุดเด็ดขาด ซึ่งเวลาเพียงแค่
เปลี่ยนรูปและนามเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เราสูญหายไป ซึ่งมนุษย์มีอยู่ได้เพราะความทรงจำในอดีต และขณะของปัจจุบันถึงความหวังต่ออนาคต เกี่ยวกับเสรีภาพของตนต่อปัจจุบัน (เรียบเรียงจากพินิจ รัตนกุล) ซึ่งจากข้อความดังกล่าวเป็นตัวอย่างของเรื่องเวลา ซึ่งผมเคยเขียนถึงอ.สุเทพ ยก
ตัวอย่างเรื่องเวลาตามธรรมชาติ ก็คือเวลาตามฤดูกาล หากเกี่ยวข้องสายลมแห่งฤดูฝน และการเปรียบเปรียบเวลากับสายน้ำ ผมจึงขอยกตัวอย่างนักปรัชญาตะวันตก ชื่อว่า เฮโรคลีตุส ซึ่งเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงดั่งสายน้ำ มันเป็นวิธีคิดเรื่องเวลาของตะวันตก โดยต่อมาพัฒนาเป็นแบบ
วิทยาศาสตร์ กลายเป็นนาฬิกา และความแตกต่างของเวลา กรณีเรื่องเวลานั้น ซึ่งผมอ่านหนังสือหลายเล่มมาเป็นเวลาพอสมควร เกี่ยวกับข้อเสนอทางความคิดของแม็ก เวเบอร์ สิ่งเดียวที่จะเหนี่ยวรั้งทุนนิยมเสรีให้เป็นพลังที่มีสติได้ ก็คือ การหวลกลับไปคำนึงถึงคุณค่า และจริยธรรมทาง
ศาสนา ตลอดจนแบบอย่างวิถีชีวิตของชุมชนชนบทเรียบง่าย และMax Weber ได้เคยชี้ให้เห็นว่า ในสังคมชนบทนั้น คนเห็นว่าการพักผ่อน มีค่ามากกว่ารายได้ ซึ่งต่างจากจริยธรรมพวกโปรแตสแตนท์ ดังนั้น  สิ่งที่ Weber ต้องการชี้ให้เห็นก็คือโลกวัตถุ มิใช่เป็นรากฐานหรือโครง
สร้างส่วนล่างของสังคม
แมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยา
หากเป็นโครงสร้างส่วนบนต่างหากรากฐานของสังคม คือ ศาสนาและวัฒนธรรม และเวลาว่างในทัศนะของMax weber จึงเป็นเรื่องของยุคสมัยใหม่ก่อน จะมีลักษณะทุนนิยม ที่มีการจัดสรรหน้าที่ในโรงงาน เป็นต้น
 เวลาเป็นเงินเป็นทอง การที่เราจะเข้าใจวิวัฒนาการของการจัดการเวลาสำหรับการทำงานของมนุษย์ จำเป็นที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานความคิดในระบบทุนนิยมเวลาเป็นกุญแจสำคัญในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งระเบียบของระบบนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุมเวลาที่แน่นอน
ชีวิตในเมืองต้องทำงานเพื่อสร้างผลผลิตและรายได้ จึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากกิจกรรมในเมืองเกิดขึ้นจากการซื้อขาย และแลกเปลี่ยนแรงงาน เมืองจึงมีลักษณะการแบ่งงานกันทำ เนื่องจากเมืองมีการแบ่งบทบาทของพื้นที่เป็นพื้นที่งาน พื้นที่ของที่พักอาศัย จึงทำให้แต่ละวัน
คนในเมืองต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก ในการเดินทางจากที่พักสู่ที่ทำงาน  ดังนั้น เมื่อความยากลำบากของการเดินทาง จากที่ทำงาน ซึ่งคนเมืองจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ถูกประกอบขึ้นภายใต้การจัดตกแต่งธรรมชาติเป็นสวนรื่นรมย์เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้พักอาศัยระหว่าง
การเดินทางกลับบ้านเป็นเรื่องสำคัญมากในปัจจุบัน
หนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรมฯ ของเบน แอนเดอร์สัน
ซึ่งผมขอนำเสนอถึงสิ่งที่เบน กล่าวโดยผมย่อว่า ความเข้าใจเรื่องกาลเวลา เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น"ชาติ" จากความเปลี่ยนแปลงโดยบังเอิญของนาฬิกา และปฏิทิน ทำให้ความคิดเรื่องเวลาแบบคริสต์เตียน เชื่อมโยงกับเวลานิรันตร์ของพระเจ้า โดยสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ
นวนิยายและหนังสือพิมพ์ แตกต่างจากเวลาแบบเมสไซฮาห์ ซึ่งเป็นการบังเกิดขึ้นของเหตุการณ์อดีตและปัจจุบันขณะพร้อมๆกัน โดยต่อมาทำให้จักรวาลวิทยาและประวัติศาตร์แยกจากกัน (ผมเคยยกตัวอย่างการเขียนของอ.เกษียร กล่าวถึงเวลาในทัศนะชุมชนจินตนกรรมฯ ในรูปแบบ
พรหมลิขิตไปแล้ว) กรณีนวนิยาย ทำให้ผู้อ่านเข้าสู่จินตนกรรมภายใต้โครงสร้างของนวนิยายเป็นแบบรับรู้เวลาเดียวกันได้ โดยลักษณะสมัยใหม่ของตัวละคร 1 และตัวละคร 2,3, ต่างก็กระทำการเวลาเดียวกันภายใต้เวลาและปฏิทินเดียวกัน โดยแตกต่างจากเวลาตามพุทธศาสนา ซึ่งเวียน
ว่ายตายเกิดเป็นวงกลม และแม่น้ำ(ตามคติจักรวาลไตรภูมิแบบพุทธ)แม่น้ำไหลเข้าสู่มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล สะท้อนคติจักรวาลไตรภูมิ และระยะ
เวลากัปป์กัลป์ กลียุค(ผมเขียนอย่างง่ายๆ ดูเพิ่มเติมผลงานของเบนฯ)
การกล่าวสรุปอย่างง่าย ก็คือ เวลาในนิยายเป็นลักษณะสมจริงกับสภาวะของผู้อ่านสมัยใหม่ ในยุคมีนาฬิกา และปฏิทินแล้ว โดยขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมกรณีข้อวิจารณ์เรื่องความสมจริงในเรื่องสั้น "คำอธิษฐานของประชาคม ลุนาชัย" โดยสรายุทธ์ ธรรมโชโต (เขียนในVain Comment ปีที่
1 ฉบับที่ 4 กค-สค.2544) กล่าวถึง เวลาในเรื่องแต่งแนวสัจนิยมนั้น จะอิงอยู่กับ เวลาแบบประวัติศาสตร์(historical time) ซึ่งเวลาแนวสัจนิยม แตกต่างกับเวลาในนิทานเป็นเวลาแบบเหนือกาลเวลา(Extra-temporal time) หรือตำนานก็จะเป็นเวลาแบบปกรณัม(mythological
time) นั้นเอง มันเป็นเวลาที่มีความสมจริง(ผมคิดจะเขียนเรื่องนี้เป็นเดือน และผมก็พบกับกวีฟ่าง เพื่อนผู้รู้จักกับสรายุทธ์ กระตุ้นความคิดของผมอีกครั้ง) ดั่งเช่นผลงานของเบน ยกตัวอย่างนิยายต่างๆ และหนังสือพิมพ์ ก็จะมีบอกวันที่ออกของหนังสือพิมพ์ แพร่กระจายผ่านระบบทุนนิยม
ในการผลิตอุดมการณ์ดังกล่าว ซึ่งชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ กล่าวถึง "เวลา"ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : อีกหลายปีต่อมา เมื่อเขายืนประจันหน้าแถวทหารในลานประหาร พันเอกออริเลโยนา จะหวนรำลึกถึงบ่ายวันหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพ่อพาเขาไปดูน้ำแข็๋งเป็นครั้งแรกในชีวิต(9) นี่คือ
ประโยคเปิดเรื่องอันลือลั่นของหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว   ประโยคเปิดเรื่องสั้นๆ เพียงประโยคเดียวนี้ ได้บรรจุเวลา 3 มิติ คือ อนาคต(อีกหลายปีต่อมา) อดีต(บ่ายวันหนึ่งนานมาแล้ว) และปัจจุบัน(เวลาปัจจุบันของการเล่าเรื่อง)    ผมขอยกตัวอย่างกล่าวซ้ำย้อนเรื่องดังกล่าว คือ กรณีผม
เขียนคอลัมภ์ลงนิตยสาร Vote  ผมอยากเล่าเรื่องความเข้าใจต่อเวลา ว่าด้วยการเชื่อมโยงกับพื้นที่ของเมืองหลวงพระบางโดยความแตกต่างจากเวลาตามปกติของวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ อันเกี่ยวกับนาฬิกา ซึ่งเวลาตามฤดูกาลทางธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับเวลาตามพุทธศาสนา ซึ่งเวลา
เชื่อมโยงเรื่องเวียนว่ายตายเกิด สะท้อนเวลาเป็นวงกลม และความคิดต่อการไหลไปของน้ำในแม่น้ำ ที่มีการเปรียบเปรยว่า ชีวิตเหมือนสายน้ำ(ของ หรือ โขง) ย่อมไม่ไหลย้อนกลับ..นี่เป็นเรื่องทางธรรมชาติ แต่ว่าคติจักรวาลไตรภูมิแบบพุทธ ซึ่งภาพวาดของจิตรกรรมสมุดภาพไตรภูมิ
แม่น้ำไหลเข้าสู่มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล สะท้อนคติจักรวาลไตรภูมิ และระยะเวลากัปป์ กัลป์ กลียุค สะท้อนเรื่องเวลา เป็นต้น
 ซึ่งผมเขียนอย่างง่ายๆ ต่อความเข้าใจของผู้คน น่ะครับ เพราะว่า ความเข้าใจเรื่องกาลเวลา โดยเรื่องเล่าดังกล่าวก็เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น “ชาติ” จากหนังสือชุมชนจินตนกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยมของเบน แอนเดอร์สัน
ซึ่งนิตยสาร Vote เคยเอาเรื่องราวลงนิตยสารเล่าถึงการเปิดตัวของหนังสือ กับเนื้อหาของผลงาน ซึ่งผมขยายเรื่องเล่าว่า หนังสือชุมชนจินตกรรม กล่าวถึง การสร้างแผนที่ของสยามเป็นการสร้างชุมชนจินตกรรม ซึ่งผลงานศึกษาเรื่อง SIAM MAPPED ของธงชัย วินิจจะกูล และผมคิด
ว่าเรื่องเวลาสะท้อนเรื่องเวลาของไทยและสปป.ลาวในเวลาสมัยใหม่ คือ นาฬิกาแบบตัวเลขได้ชัดเจน
 จากความเปลี่ยนแปลงเรื่องเวลาโดยนาฬิกา และปฏิทิน ทำให้ความคิดเรื่องเวลาเก่าแบบคริสต์จักร สะท้อนเชื่อมโยงกับเวลานิรันตร์ของพระเจ้า ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ่งที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ เวลาในนิยายเป็นลักษณะสมจริงกับสภาวะของผู้อ่านสมัยใหม่ ในยุคมีนาฬิกา
หนังสือพิมพ์ และปฏิทินแล้ว โดยผมขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมกรณีข้อวิจารณ์เรื่องความสมจริง คือ เวลาในเรื่องแต่งแนวสัจนิยมนั้น จะอิงอยู่กับ เวลาแบบประวัติศาสตร์(historical time) ซึ่งเวลาแนวสัจนิยม แตกต่างกับเวลาในนิทานเป็นเวลาแบบเหนือกาลเวลา(Extra-temporal time)
หรือตำนานก็จะเป็นเวลาแบบปกรณัม(mythological time) ซึ่งการอธิบายของชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ในหนังสืออ่าน(ไม่)เอาเรื่อง ก็กล่าวถึง “เวลา”ในหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว(นิยายสัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งผมเอานิยายไปอ่าน ณ ประเทศลาวด้วย) นั่นก็คือประโยคแรกของเรื่อง
  “…อีกหลายปีต่อมา เมื่อเขายืนประจันหน้าแถวทหารในลานประหาร พันเอกออริเลโยนา จะหวนรำลึกถึงบ่ายวันหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพ่อพาเขาไปดูน้ำแข็งเป็นครั้งแรกในชีวิต…”นี่คือ
ประโยคเปิดเรื่องอันลือลั่นของหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว  ซึ่งประโยคเปิดเรื่องสั้นๆ เพียงประโยคเดียวนี้ ได้บรรจุเวลา 3 มิติ คือ อนาคต(อีกหลายปีต่อมา) อดีต(บ่ายวันหนึ่งนานมาแล้ว) และปัจจุบัน(เวลาปัจจุบันของการเล่าเรื่อง) ซึ่งประโยคเปิดเรื่องประโยคดังกล่าวเป็นการควบอัด
เวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน ในชั่วขณะเดียวกัน โดยเสมือนเส้นแบ่งของเวลาหายไป ฉะนั้น เวลาของนิยาย เป็นทั้งเวลาแบบประวัติศาสตร์ ที่มีเวลาเดินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง และเวลาแบบปกรณัม ที่มีเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงกลับวนเวียน ซึ่งจากภาพของวันเวลาดังกล่าว
ผมจะอธิบายวันเวลาแบบประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็นเวลาแบบเวียนว่ายตายเกิดเป็นวงกลมตามกฎแห่งกรรมแล้ว
—–
ความแตกต่างของความเป็นชาติ กรณีฝรั่งเศส จากนิยายของพรูสต์
? LA RECHERCHE DU TEMPS PERDU
ในการค้นหาเวลาที่หายไป
MARCEL PROUST – มาร์แซล พรูสต์
-ข่าวสาร;วรรณกรรมตัวจริงในสังคมปัจจุบัน
Room=ห้อง/ ที่ว่าง
นพพร ประชากุล ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 1 ว่าด้วยวรรณกรรม
"นักอ่านข่าวกับวรรณกรรม" กรณีมาดามแวร์ดูแร็ง ตัวละครเอกการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ของมาร์แซ็ล พรุสต์ ผู้รับประทานอาหารเช้าพร้อมกับอ่านข่าวเรือโดยสาร ลูซิตาเนีย ถูกเยอรมันยิงด้วยตอร์ปิโดจม ทำให้คนเสียชีวิตนับพัน ซึ่งผมใคร่ขอยกตอนดังกล่าวมาแปลฝากท่านผู้อ่านเป็น
การสรุปบทความในวันนี้ "ขนมครัวซ็องต์พิเศษถูกนำมาส่งในเช้าวันที่หนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวเรือ ลูซิตาเนีย ขณะที่ มาดามแวร์ดูแร็งจุ่มครัวซ็องต์ลงในถ้วยกาแฟ พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งคอยตะปปหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่ให้กางไว้ นางก็อุทานขึ้นว่า "น่าสยดสยองอะไรอย่างนี้ มัน
น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าโศกนาฏกรรมบนเวทีไหนๆ ทั้งสิ้น" แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า ชะตากรรมของผู้คนมากมายที่จมน้ำตายเหล่านั้น ระหว่างที่ชอนไชเข้าไปกระทบจิตใจของนาง คงได้เจือจางความเข้มข้นลงไปหลายด้านส่วนแล้ว ด้วยว่าขณะที่เอ่ยอุทานอย่างตื่นตระหนกโดยเคี้ยวครัวซองต์อยู่
นั้น สีหน้าของนางแสดงถึงความอิ่มเอมเปรมใจอันเกิดจากรสชาติของอาหารเช้าอันวิเศษโดยแท้ จากข่าวสาร:วรรกรรมตัวจริงในสังคมปัจจุบัน (ยอกอักษร ย้อนความคิดเล่ม 1)
B9%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2
ฉะนั้น กรณีเวลาจากหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศส และความหมายของชาตินิยม ถ้าคนที่ตายเป็นคนฝรั่งเศสร่วมชาติเดียวกัน แล้วมาดามแวร์ดูแร็ง จะลิ้มรสชาติครัวซองต์อร่อยไหม? ผ่านอรรถรสของหนังสือพิมพ์+นวนิยาย และกับความแตกต่างของไทย แสดงเป็นสมการ : เวลาตามฤดูกาล+
เวลาแบบศาสนาคติจักรวาลไตรภูมิ+เวลาแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตามเข็มนาฬิกา เป็นต้น
 
โรล็อง บาร์ต
ผมกล่าวถึงบาร์ต์ว่าเรื่องราวง่ายๆ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน และนำเรื่องราวมาใกล้ยุคสมัยของเรา โดยโรล็อง บาร์ต วิเคราะห์นักเขียน เป็นดั่งดารา ลงปกนิตยสาร ซึ่งบทความชื่อว่า วันหยุดพักร้อนของนักเขียน มันสะท้อนภาวะสังคมสมัยใหม่ ใกล้เคียงกับนักเขียนไทย แม้ว่า
บรรยากาศจะแตกต่างไปบ้าง โดยเรื่องนักเขียนในช่วงหยุดพักร้อน เขาวิเคราะห์ว่า…อ็องเดร ณีด กำลังอ่านงานคลาสิคของบอสชูเอท์ ขณะล่องเรือไปตามแม่น้ำคองโก ภาพอิริยาบทดังกล่าวเป็นการสรุปรวบยอดอุดมคติที่อยู่ในภาพถ่ายของบรรดานักเขียนในช่วงหยุดพักร้อนตามที่ปรากฏ
ในหนังสือพิมพ์ฟิกาโร…..ภาพถ่ายชองนักเขียน คือ  ระหว่างที่พักผ่อนในวันหยุดร่วมไปกับเหล่ากรรมกร และพนักงานขายของอย่างฉันพี่น้องนั้ นักเขียนมิได้หยุดทำงาน หรืออย่างน้อยก็มิได้หยุด "ผลิต"เลย ความที่นักเขียนไม่ใช่ "คนทำงาน"จริงๆ เขาจึงไม่ใช่คนหยุดพักร้อนริงๆ ด้วย
เช่นกัน นักเขียนบางคนกำลังเขียนสมุดบันทึก ฯลฯ….ส่วนนักเขียนไม่ได้ทำอะไร ก็สารภาพถึงพฤติกรรมพิลึกของตนเอง ต่างๆ นี่เป็นการยืนยันในทางอ้อมว่าในทาง "ธรรมชาติ" แล้ว นักเขียนย่อมเขียนหนังสืออยู่เสมอ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด นัยยะประการแรก การผลิตวรรณกรรมหลั่งสาร
โดยไม่รู้ตัว จากร่างกาย นอกเหนือความควบคุมของเจ้าตัว และนักเขียนตกเป็นร่างทรงของเทพสถิตย์ในภายในร่างกาย หลั่งถ้อยคำพรั่งพรูออกมาเป้นวรรณกรรม นักเขียนอาจกำลังพักผ่อนในวันหยุด แต่เทพแห่งการกวียังตื่นตัวอยู่เสมอ และเนรมิตแรงบันดาลใจให้นักเขียนไม่รู้จักเหน็ด
เหนื่อย(ซึ่งผมคิดว่า นักเขียนเหนื่อยแน่ๆ) ประการที่สอง นักเขียนช่วงวันหยุด คือ การหยุดพักร้อนเป็นสัญญะบ่งบอกว่า นักเขียนเป็นปุถุชนคนธรรมดา ทว่าเทพปห่งการกวีก็ยังสถิตย์อยู่กับนักเขียนทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งบาร์ต กล่วว่า การฉุดเอา "พรสวรรค์" อันสูงส่งมาสวมใส่ภาพ
ลักษณ์อันสามัญ มีแต่จะช่วยให้พรสวรรค์ดูเด่นขึ้น แบบเดียวกับสร้างตำนานนักบุญ…รายละเอียดปลีกย่อยที่นักเขียนบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเขานั้น แทนที่จะช่วยให้เราได้สัมผัสและเข้าถึงแรงบันดาลใจของเขา กลับกลายเป็นสิ่งเน้นย้ำให้เห็นเอกลัษณ์อันเป็นมายาคติของ
สถานภาพของนักเขียน(กลายเป็นดารา) แล้วบูชาการประพันธ์เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ผิดแปลกไปจากการแต่งกายหรือการกินอาหาร…ส่วนอีกบทความหนึ่งชื่อว่า งานวิจารณ์แบบบอดใบ้ ซึ่งบาร์ต เขียนถึงนักวิจารณ์แบบแปลกๆ กับวิธีการวิจารณ์แปลกๆต่องานละครเกี่ยวกับเคียร์เคการ์ด ซึ่งแต่ง
โดยออรี เลอแฟฟร์-Henri Lefebrvre(ผู้เขียนถึงวิถีชีวิตประจำวันและผมเคยอ้างแล้ว) โดยบาร์ต กล่าวว่า วิธีการของนักวิจารณ์ แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ และประชดเพื่อแสดงความยโสว่าตัวเองโชคร้ายไม่ได้ร่ำเรียนปรัชญาสูงและ ไม่มีวิธีการใดที่จะแสดงอำนาจได้เท่ากับการยืนยันว่าผล
งานศิลปะชิ้นนั้นอย่เหนือคำบรรยาย ซึ่งสองวิธีการของการวิจารณ์ดังกล่าว บาร์ตเปิดโปงพฤติกรรมของนักวิจารณ์ ว่า ความไม่เข้าใจของนักวิจารณ์ ทำให้คนทั้งหลายก็จะตีความได้ว่าผู้เขียนผลงานนั้นๆ สื่อความไม่ชัดเจนเอง นี่เป็นกลวิธีการพูดที่พวกหัวสูงแบบตัวละครสังกัดกลุ่มแวร์ดู
แร็งต์ในนิยายของพรูสต์ เรื่องการค้นหาวันเวลาที่สูญหาย ซึ่งตัวละครใช้วิธีการพูด นั่นคือ ฉันซึ่งประกอบวิชาชีพ ที่ต้องใช้ความฉลาด อ่านงานนี้แล้วไม่เข้าใจ ส่วนคุณ เมื่ออ่านงานนี้แล้วก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ดังนั้น คุณจึงฉลาดเท่ากับฉัน ซึ่งบาร์ต กล่าวต่อว่า ส่วนใหญ่นักวิจารณ์ไม่เข้าใจ
แนวคิดเอ็กซิสเตนเชียลิสม์ หรือมาร์กซิสม์ เท่ากับเป็นการสถาปนาความบอดใบ้ของตนขึ้นเป็นหลักสากลแห่งการรับรู้ เป็นการกวาดล้างมารก์ซิสม์ และเอ็กซิสเตนเชียลลิสม์ให้สาปสูญไปจากโลก ทั้งนี้เป็นไปตามตรรกะที่ว่า "ฉันไม่เข้าใจความคิดของคุณ นั่นแสดงว่าคุณงี่เง่า" ซึ่งบาร์ต
กล่าวว่า หน้าที่ของนักวิจารณ์ คือ ทำความเข้าใจและให้คำอธิบายมิใช่หรอกหรือ จริงอยู่ คุณมีสิทธิที่จะประเมินคุณค่าของหลักปรัชญาโดยใช้สามัญสำนึก ทว่าปัญหาก็คือ ทั้ง "สามัญสำนึก" และ "อารมณ์ความรู้สึก" ไม่ช่วยให้คุณเข้าใจปรัชญา แต่ปรัชญาช่วยให้เข้าใจสองสิ่งนี้อย่างถ่อง
แท้ทีเดียว คุณอธิบายความคิดของนักปรัชญาไม่ได้ แต่นักปรัชญาอธิบายความคิดของคุณได้ คุณไม่ยอมเข้าใจบทละครของนักคิดแนวมาร์กซิสม์อย่างเลอแฟฟร์ก็จริง แต่ข้างฝ่ายเลอแฟฟร์ เขาเข้าใจ "ความไม่เข้าใจ"ของคุณอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พวกคุณออกมาสารภาพว่า
ไม่เข้าใจด้วยท่าทีเสแสร้งแกล้งไร้เดียงสา ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะเชื่อว่า พวกคุณตลบตะแลงมากกว่าที่จะไม่เข้าใจจริงๆ เรื่องนี้เลอแฟฟร์เขาเข้าใจเสียยิ่งกว่าเข้าใจแน่นอน(เรียบเรียงจากมายาคติของโรล็อง บาร์ต ซึ่งชี้ถึงขีดจำกัดที่ซ่อนอยู่ของนักวิชาการและนักเขียน)
 
ผมอยากกล่าวว่า บางครั้งเวลาก็ยังผูกพันกับคนรักเมื่อชาติที่แล้ว มันทำให้คุณผูกพันกับการพบคนรักในอนาคต ซึ่งบางคนก็ถามหมอดูเรื่องเนื้อคู่ มันเป็นเรื่องของเวลา
————————
วันที่ 19 ต.ค. หวยออกเลขท้ายสองตัว 00 ของวันที่16 ตุลา
จริงๆแล้ว เดือนที่ผ่านมาถึงหลายวันมานี้ ปรากฏรายละเอียดเยอะมาก เช่น ผมบังเอิญพบเจอผู้คนมากมาย แต่ว่าผมอยากเขียนอะไรย่อๆ บันทึกไว้ว่าเจอพี่ไอซ์กลับมาเที่ยวเชียงใหม่ ซึ่งผมพยายามเคลียร์งานที่ค้างคา และเพื่อนบางคน ก็โทรศัพท์มาหาผม เช่น จิรศักดิ์ บอกว่าไม่ได้เจอกันสิบปี
แล้วเขามาเชียงใหม่อยากพบกับผม แต่เราก็ไม่ได้เจอกัน ซึ่งผมก็ไปทำงานอบรมเรื่องสื่อกับสันติภาพ ที่กทม.กลับมาเชียงใหม่พอดี และผมก็ไปร่วมงานกลุ่มต่างๆ รวมทั้งเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ ให้ช่วยงานในการย้ายของจากห้องเก่า เปลี่ยนห้องใหม่ และน้องบางคนให้ช่วยลงรูปภาพขายของ
ทางอินเตอร์เน็ต และผมนัดร่วมงาน เคลียร์งาน ทำงานค้างให้เสร็จ เขียนคอลัมภ์เกี่ยวกับลาวให้จบ ซึ่งมันก็มีหลายเรื่องผ่านเข้ามาทั้งไปงานศพ และนายฟ่าง นัดพบเจอคุยเรื่องงาน จัดการเอกสารงานต่างๆ ซึ่งผมมีความระลึกถึงพี่ศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้พบเจอกันอีกครั้ง และอ.คามิน
ที่บังเอิญเจอพูดคุยกัน ก็เลี้ยงข้าว และกาแฟ และพี่เล็กจากhttp://www.adandartmagazine.com/ ซึ่งผมต้องทำงานที่ค้างคาต่างๆ เพราะว่า วันเวลาเป็นเดือน ทั้งผมเข้าอบรมนีโอไลฟ์และต้นกล้าอาชีพ รวมทั้งงานอื่นๆ โดยวันเวลาและความทรงจำในประเทศไทย ขอขอบคุณครับ

….จากในเรื่องที่มีคนสัมภาษณ์กวีคนหนึ่ง ถามกวีว่า เขาต้องการให้คนอ่านงานของเขา ใช้เวลานานเท่าไหร่ กวีคนนั้นตอบว่า as much time as it took me to write it คือ ต้องใช้เวลาอ่านนานเท่าที่เขาเขียนเรื่องนั้น(อ้างจากหนังสือส่องวรรณกรรม โดย ยุพร แสงทักษิณ) …..

….ครั้นว่า ผลงานเขียนเป็นประดิษฐกรรม ทำให้เกิดตัวอักษรสื่อถึงเรื่องเล่าเป็นอำนาจต่อคนอ่านได้ โดยการประดิษฐ์คำของนักเขียน ซึ่งเล่นกับภาษาราวกับเขาเป็นนักเขียน ระดับเทพ กวีเทพต่างๆ และผมไม่ได้เป็นนักเขียนอาชีพ ระดับเทพอย่างที่โรล็อง บาร์ต ชาวฝรั่งเศสเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม ผู้เคยเขียนเรื่องราวเล่าว่ามาเที่ยวเมืองไทย และเขายังวิจารณ์หนังสือท่องเที่ยวบลูไกด์ ว่าด้วยการเดินทางให้สัมผัสขนบประเพณีชีวิตประจำวันของผู้คน….

…มันมีเรื่องสนุกสนาน และน่าตื่นเต้น ตื่นตา ตืนใจในช่วงยามค่ำคืนของผม ขณะผมเดินโดดเดี่ยวเดียวเพียงลำพัง ก็มีเสียงสาวๆ ส่งเสียงเรียกถามซื้อบริการทางเพศ หรือเปล่า ซึ่งเธออาจจะคิดว่า ผมเป็นชาวต่างชาติในทางที่ต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับผม แต่ว่าผมก็เพียงแค่เดินผ่านเลยไป  ท่ามกลางแสงไฟ พร้อมเสียงเรียกร้องของเธอ เสียงรถยนต์ และเสียงผู้คนตามถนน ในยามค่ำคืนของความทรงจำในหลายปีก่อน ที่มาเวียงจันทน์นั้น พวกผมออกไปเที่ยวเธค เพื่อยลโฉมหน้าของผู้คน ทั้ง หญิงสาวน่ารัก แต่งตัวสวยงาม และเธอขับรถคันโก้หรูเข้าเธค ซึ่งพวกผมได้มองเห็นบรรยากาศของสถานที่เที่ยวกลางคืน เก็บไว้ในความทรงจำพร้อมกับซื้อแผ่นซีดี ที่เวียงจันทน์ เช่น เพลง ที่มีชื่ออัลบั้มว่า Absolutely Love และมันไม่ใช่แผ่นแท้เป็นลิขสิทธิ์ น่ะครับ ฮาๆ ซึ่งประกอบด้วยเพลงว่า If Tomorrow never comes มันเป็นสิ่งของสำหรับเป็นการรำลึกถึงอดีตอย่างย่อๆ จากการเที่ยวสถานบันเทิง ที่ได้เบิ่งสีสันเธค ดั่งดอกลีลาวดี หรือดวงจำปา ดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว….

….ภาพยนตร์เรื่องสะบายดีหลวงพะบาง โดยประโยคที่ว่า “เธอทักว่า สะบายดี (สวัสดี) ผมตอบว่า สบายดี(สบายดี) แต่เราก็รู้สึกแบบเดียวกัน…”

นี่เป็นตัวอย่างของงานเขียนเกี่ยวกับลาว ขอเอามาให้ดู/อ่านบางส่วน….
เพราะว่า เรื่องลาวมีความรู้สึกลึกซึ้ง
ในความผูกพันกับเรื่องทำวิทยานิพนธ์ที่ทำให้ผมไปที่ประเทดลาวมากกว่าประเทศ
อื่น ในที่สุดผมก็เขียนจนจบได้แล้ว!!!!

อนึ่ง เมื่อผมกลับมาเขียนเรื่องราวของการเดินทางหลังข้ามพ้นสะพานมิตรภาพแล้ว ที่มีความรู้สึกต่อเพื่อนร่วมเดินทาง โดยคนเรา ก็มีทั้งเพื่อนเล่น,เพื่อนร่วมชาติ,เพื่อนร่วมโลก,เพื่อนตาย,เพื่อนซี้, เพื่อนแท้, เพื่อนกิน, เพื่อนเที่ยว ในมิตรภาพ ซึ่งผมเดินทางไปลาว กับเพื่อนๆ แล้ววันหนึ่งปรากฏว่า ผม
กินอาหารประหยัดมาก ในหนึ่งมื้อแค่โรตีแผ่นเดียว ก็ถูกเพื่อนกล่าวหาโดยคำที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกว่า ผมขี้เหนียว ซึ่งผมก็ไม่ได้ตีความว่า เสียดสี,ประชดประชัน หรือ เขาด่าผมตรง ฮาๆ  เพราะ ผมไม่ได้ซีเรียส หรือ ผูกใจเจ็บ มันอาจจะเป็นความชินชาของผมก็ได้ น่ะ ฮาๆ แต่มันเป็น
ตัวอย่างเรื่องเล่าที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันต่อเรื่องมันเล่าถึงมุมมองของคนที่ว่าเรา ซึ่งสมมติว่า เขาเป็นลูกคนรวย และเขาเป็นเพื่อนเที่ยว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องว่า born with a silver spoon in one’s mouth คุณคาบช้อนเงิน ช้อนทองมาเกิด หรือเปล่า? ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อจอห์น ร็อกกี้
เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีผู้พ่อ เข้าไปพักในโรงแรม ก็ขอห้องพักราคาถูกที่สุด พนักงานต้อนรับ ก็ถามว่าทำไมเล่า แม้แต่ลูกท่านเวลามาพักที่นี่ ยังขอห้องที่ดีที่สุดเลย เขาตอบว่ามันต่างกัน นั่นเขาเป็นลูกมหาเศรษฐี ส่วนฉันเป็นลูกชาวนา….ผผมนึกต่อถึงเรื่องความหมายของเพื่อนเที่ยว เชื่อมโยงกับคนรวย เพราะว่า ผมมีหนังสือเรื่องThe Great Gatsby โดยนักเขียนนามว่า ฟิตจอรัสด์ ซึ่งเขาเป็นคนยุคLost Generation  หลังผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1 และเขาเป็นคนอเมริกา ไปใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ช่วงหนึ่งเหมือนกับเฮมิงเวย์ ซึ่งผลงานของเขาเกี่ยวกับท่วงทำนองราวกับยุคเพลงแจ๊ส ซึ่งผลงานเรื่อง The Great Gatsbyนั้น ผมชื่นชอบประโยคในนิยาย
เกี่ยวกับว่า He Smiled understandingly-much more than understandingly. It was one of those rare smiles with a quality of eternal reassurance in it, that you may come across four or five times in life.
http://books.google.co.th/books?
id=FV5R6_FgLUAC&pg=PA41&lpg=PA41&dq=eternal+reassurance&source=bl&ots=kHQOYtiid9&sig=lZDf3c8pdIeW2h5g4gIORIhttn0&hl=th&ei=KurbStwhhKmQBdX2tckO&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum
 ทั้งนี้ ผมขอเล่าเนื้อเรื่องย่อๆ ในThe Great Gatsby เป็นเรื่องที่ Gatsby พยายามหาทางให้คนรักกลับมารักเขา โดยการจัดงานปาร์ตี้ที่บ้าน เพื่อเชื้อเชิญให้คนรัก และผู้คนมาร่วมงานกับเขา  ในฐานะ
เศรษฐี เป็นคนรวยมาก  จนกระทั่ง คนมาร่วมงานปาร์ตี้เป็นเพื่อนกินของเขามากมาย ซึ่งจุดหมายของเขา ก็คือ จัดงานคล้ายๆกับคุณจัดงานวันเกิดเพื่อเชิญคนที่คุณแอบรักมางานปาร์ตี้ของคุณ(ผมนึกถึงเพื่อน รุ่นน้อง คนหนึ่งของผม) แล้วสุดท้ายคุณเชิญเธอ ผู้ที่คุณรักมาร่วมงานได้ แต่ว่า
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และความรักก็พบอุบัติเหตุกะทันหัน เขาตายแล้วงานศพกลับไม่มีผู้คนมาจำนวนมากเท่ากับงานปาร์ตี้… นี่คือเรื่องราวที่น่าสนใจ ในเรื่องเพื่อนเที่ยว และเปรียบเปรยว่า ลูกคนรวยมักเดินทางสะดวกสบาย พักที่ดีเลิศ และลูกคนรวย ก็หาอาหารกินราคาแพงได้ง่ายกว่า
ลูกคนจนไปเที่ยว น่ะครับ  ซึ่งคุณเคยกินข้าวกับน้ำปลาอย่างเดียว ในเวลาไปท่องเที่ยวคงเป็นไปได้ยาก แต่ว่าผมมีเพื่อนชื่อเล่น บอย เหมือนกับตัวของผม และเขาเดินทางไปไหน ก็จะเห็นถึงความแตกต่างทางความเป็นชนชั้น ลูกคนจนอย่างยิ่ง มันลำบากมากกว่าคนรวย ซึ่งถ้าคุณไปเที่ยวกับ
ลูกคนรวย ก็จะแตกต่างกว่าไปเที่ยวกับลูกคนจน นั่นแหละ เพราะบางครั้ง คุณอาจจะไปเที่ยวกับลูกคนจน แล้วคุณไม่กล้ากินข้าวเปล่ากับน้ำปลาอย่างเดียว น่ะครับ 
 
ในThe Great Gatsby นั้น ตัวละคร Gatsby เสียชีวิต แล้วงานศพ ซึ่งมีตัวละครมาไม่กี่คน น่าจะสามคน คือ พ่อของแกสบี้ ตัวละครที่มาร่วมงานปาร์ตี้หนึ่งคน และตัวละครที่เป็นผู้เล่าเรื่องจากความทรงจำต่อแกสบี้ ส่วนDaisy หญิงสาวที่เป็นความโรแมนติคของแกสบี้ไม่ปรากฏ
ตัวมาร่วมงานศพ เนื่องจาก เธอก็เกี่ยวข้องการตายของแกสบี้ ในนิยายบรรยายงานศพ ท่ามกลางสายฝนหลั่งลงมา แล้วจัดวางหลุมศพของแกสบี้…
….
ผมอยากเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่มันเป็นเรื่องผมพูดคุยสนุกนั่งกินกับน้องนิรันดร์ และพี่โป๊ะ เกี่ยวกับวันหนึ่งว่า ผมไปได้ยินคนพูด ค่อนข้างเข้าขั้นเสียดสีงานวันเกิดคนหนึ่ง ซึ่งจัดงานวันเกิดเป็นปาร์ตี้ และเพื่อนจำนวนมากมาร่วมงาน โดยเพื่อนคนหนึ่งรับรู้ก็พูดว่า มันมีเพื่อนกิน เยอะ
ขนาดนั้นเลย เหรอ 555 จะขำขื่นไหมเนี่ย มันเป็นการยกตัวอย่างประสบการณ์ใกล้ตัว ที่น่าคิดจริงๆ
เรานั่งพูดคุยสนุกสนาน ดื่ม กินกับเพื่อนเที่ยว แต่ว่า จะมีเพื่อนแท้ เพื่อนตาย เพื่อนซี้ สักกี่คน ตราบชั่วชีวิตเรา
จากประสบการณ์ใกล้ตัวกับประสบการณ์ไกลตัว(หน้า 146)…เกียร์ซ เห็นว่า ความรักเป็นประสบการณ์ใกล้ตัว …ถ้านักมานุษยวิทยาจำกัดตัวเอง แต่ประสบการณ์ใกล้ตัว เขาก็จะติดอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้า และท้องถิ่น แต่ถ้าเขาติดอยู่กับประสบการณ์ไกลตัว เขาก็ติดกับของภาษา ศัพท์นัก
วิชาการต่างๆ …………..ความเป็นคนในต้องสลับกับประสบการณ์ไกลตัวกับใกล้ตัว โดยประสบการณ์ไกลตัวของเกียรซ์ คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม บารมี และชาตินิยม โดยเขาเปรียบชีวิตของคน 1.ชีวิตเป็นเหมือนกับเกม 2.ชีวิตเหมือนละคร 3.ชีวิตเป็นเหมือนหนังสือ (หนังสือ
วัฒนธรรมคือความหมาย ทฤษฎีและวิธีการของคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ โดยม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์)
ซึ่งจากตัวอย่างชีวิตเหมือนหนังสือนิยายนำเสนอเรื่องความทรงจำ และabsurdของชีวิต และเรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจว่า มีคนเข้าใจแกสบี้แค่ไหน? และเรื่องeternal reassurance 
จึงทำให้มาเล่าเรื่องของเกียสบี้ต่องานปาร์ตี้ และความรัก-เรื่องใกล้ตัว คือ เพื่อนๆ ใน impression และดูข้อมูลเพิ่มเติมการอธิบายทางทฤษฎีวรรณกรรมของชูศักดิ์ ที่เคยอธิบายงานของฟิตสจอรสด์ไว้แล้ว(ผมไม่เล่าต่อน่ะครับ ลองหาดูเอง) สู่บทสนทนาของเรื่องราวคนใกล้ตัวของคนในชาติไทย ไปสู่เพื่อนร่วมโลกในนิยายเรื่อง
 The Great Gatsby

เพลง : ยอมจำนนฟ้าดิน
….* ก่อนถนนของเราแยกกัน
ก่อนความฝันของเราสิ้นลง
แค่อยากพบกับเธอสักหน สบตาอีกครั้ง….

….**……
….เกิดชาตินี้แค่ได้พบเจอ เกิดชาติหน้าค่อยฝันกันใหม่

http://www.imeem.com/people/vHPhz-9/music/OfQXXnU-//

ส่วนของความรู้สึกผมคิดถึงทุกคนในทุกชาติภพ ชาติภูมิเหล่าสรรพสัตว์นั่นเอง…แด่เพื่อนร่วมชาติในความหมาย..ชุมชนจินตกรรมในไตรภูมิของพระพุทธศาสนา……………….

ผมขอไว้อาลัยแด่โย ที่ผมรู้จัก รวมทั้งไปร่วมงานศพมาด้วย
เมื่อ เวลา 04.20 น. วันที่ 1 ต.ค. ร.ต.อ.พิบูลย์ ธนิตกุล ร้อยเวร สภ.เมืองเชียงราย ได้รับแจ้งมีคนพบศพชายนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในร่องริมถนนสาย อ.เมือง-อ.เทิง หมู่ 2 บ้านร่องธาร ต.ท่าสาย จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุไม่มีไฟฟ้าส่องแสงสว่าง จึงให้หน่วยกู้ภัยนำศพขึ้น
จากร่อง ทราบชื่อ นายภานุพงศ์ คำมูล อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ 7 ต.ท่ากว้าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของมันฝรั่งของ บริษัท เบอร์รี่ ยุคเกอร์ ฟู๊ดส์ จำกัด เลขที่ 151 หมู่ 6 ต.ท่าสาย เบื้องต้นพบบาดแผลฟอกช้ำ และรอยถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะ
และใบหน้า ส่วนที่ขอบตามีร่องรอยถูกเหยียบด้วยรองเท้า
จากการสอบสวนเพื่อนร่วมงานผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายจบปริญญาตรี สาขาอุตสาหกรรมอาหาร และกำลังศึกษาปริญญาโท อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลางดึกที่ผ่านมาได้ชักชวนเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน ไปเลี้ยงฉลองเงินเดือนออกที่บาร์เบียร์เฮาส์แห่งหนึ่ง และมีการพูดจาหยอกล้อกับสาว
เชียร์เบียร์ จนเป็นที่เขม่นกับหนุ่มข้างโต๊ะ แต่ไม่มีเรื่องทะเละวิวาทเกิดขึ้น กระทั่งแยกย้ายกันกลับที่พัก และมาทราบว่า ถูกทำร้ายเสียชีวิตดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากการจีบสาวบาร์เบียร์ จนเกิดความไม่พอใจของกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ภายในร้าน ขณะที่คนตายเดินทางกลับที่พักมาพบกลุ่มคู่อริเข้า และถูกรุมซ้อม กลุ่มคู่อริเกรงกลัวความผิด จึงนำศพคนตายมาทิ้งที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่ง
ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป.
คุณจะระลึกชาติได้ว่า อดีตของคุณเป็นอย่างไร ได้ไหม?
กอดฉันไว้. Paradox เพลงประกอบภาพยนตร์ สามชุก
เพลงกอดฉันไว้ – Paradox (พาราด็อกซ์) เพลงประกอบภาพยนตร์ สามชุก
ลืมไปได้เลย เรื่องที่เคยผ่านมาให้แล้วไป
รู้เธอไม่ตั้งใจ ให้มันพลั้งพลาดไปอย่งวันนั้น
ฉันไม่เคยแคร์ และแม้ว่าใครจะคิดอะไรไม่สำคัญ
ขอเพียงเธอ อย่าไหวหวั่น เรายังเริ่มกันได้ใหม่
สบตากับฉัน เชื่อในฉัน เรื่องของวันวาน
ไม่ต้องมาใส่ใจ ที่เคยเปียกฝน
เดี๋ยวก็คงแห้งไป แค่กอดฉันไว้
เขามองไม่เห็นค่า อย่าไปสนปล่อยเขาช่างเขาไป
เสียแล้วก็เสียไป ไม่ต้องคิดสิ่งใดให้หนักหนา
เพราะเรื่องวันวาน จะทำอย่างไร ก็ไม่มีทางเรียกคืนมา
คิดถึงวันพรุ่งนี้ดีกว่า วันเวลาที่โลกเป็นของเรา
สบตากับฉัน เชื่อในฉัน เรื่องของวันวาน
ไม่ต้องมาใส่ใจ ที่เคยเปียกฝน เดี๋ยวก็คงแห้งไป
แค่กอดฉันไว้ วันนี้ฉันรักเธอ
สบตากับฉัน เชื่อในฉัน เรื่องของวันวาน
ไม่ต้องมาใส่ใจ ที่เคยเปียกฝน เดี๋ยวก็คงแห้งไป
แค่กอดฉันไว้ วันนี้ฉันรักเธอ

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s