วิกเกตสไตน์-พรูสต์(ต่อ)-diary-วันรักการอ่านและวันข้าวและชาวนาแห่งชาติฯลฯ

จาก11 พฤษภาคม creative working environment  http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1936.entry
จริงๆ ผมเสียดาย ไม่อยากให้ข้อความข้างบนตกลงจากสแปซ แต่ว่า ผมต้องเขียนบันทึก และผมดึงข้อมูลน่าสนใจมาเล่ากันต่อ
ผมจะเล่าถึงพรูสต์ ผ่านความเจ็บปวดของร่างกายตนเอง ดั่งความคิดของวิกเกตสไตน์นั้น ผมเอามาอุปมาร่างกายปวดเมื่อยของตนเอง เรื่องขีดจำกัดของร่างกาย
ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่องGoodbye, Dragon Inn
http://en.wikipedia.org/wiki/Goodbye,_Dragon_Inn
หนังของไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับ สะท้อนความเงียบ และน้ำตา ผ่านน้ำ กับความเชื่อมโยงกับมนุษย์นั้น เหมือนกับต้นไม้ ถ้ามนุษย์ไม่อาจขาดการดื่มน้ำได้ ไม่งั้นก็ห่อเหี่ยวเหมือนต้นไม้ และมนุษย์ก็ขาดรักไม่ได้ เพราะตัวละครของเรื่องดราก้อนฯ นั้น ทุกคนดื่มน้ำ ซึ่งข้อจำกัดของมนุษย์ ก็มองน้ำ
ด้วยความแตกต่างทางการมองเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ จะตอบว่า น้ำเป็นส่วนประกอบของอ๊อกซิเจน ฯลฯ เป็นต้น แต่ว่าความหมายของภาษาและมุมมองของแต่ละคน ต่อน้ำแตกต่างกัน
แล้วเราก็เหมือนกับเป็นตัวละคร ที่มีคนถูกผู้ชมที่มองไม่เห็นคอยชมละครชีวิตของเรา ตามวาทะชีวิตคือละคร  เป็นข้อจำกัดของมุมมองของตัวละครกับโลกแห่งละคร ซึ่งการ์ตูนเรื่องคินดะอิจิ ยอดนักสืบเคยตีความเรื่องThe Phantom of the Oppera ว่า ว่าแฟนท่อมตกหลุมรักคริ
สติน ผู้เป็นนางเอกละครเวที ก็ยังพาตัวเธอกลับสู่อ้อมกอดของคนรัก เพราะแฟนธ่อม รักพรสวรรค์ทางการแสดงละครของเธอ ที่มีความสุขกับงาน จึงตัดใจลาก่อนความรักเพื่อตัดสัมพันธ์กับเธอ แล้วตัวละครในการ์ตูน นักสืบ ก็ดำเนินเรื่องสืบสวนผ่านกับดักทางจิตวิทยา คล้ายกับบทละคร
กำกับให้นักสืบ ตกอยู่ภายใต้การกำกับแสดงโดยผู้ชมที่มองไม่เห็นเป็นคนร้ายกำกับบทของเรื่องทำให้สืบสวนยากมาก เพราะ Actor ก็ถูกกำกับโดยโครงสร้างของบทละคร เช่น การเมืองถูกกำกับด้วยปัญหาโครงสร้างเชิงความไม่เป็นธรรมของสังคม การเมืองไทย
Marcel Proust : In Search of Lost Time “การแสวงหาเวลาที่สูญหายของพรูสต์”
 
หลังจากที่จมหายกับ “In Search of Lost Time” (A la recherche du temps perdu) ของพรูสต์มา 3 เดือนเต็ม กับความยาว 4,347 หน้า ในฉบับแปลของ Moncrieff/Kilmartin/Enright (ทั้งหมด 6 เล่ม โดยเล่ม 5 ได้รวม 2 เล่มไว้ในเล่มเดียวกัน ได้แก่ The Captive
และ The Fugitive) ในที่สุดผมก็อ่านจนจบ ทัศนะต่องานเขียนชิ้นเอกเล่มนี้กระจัดกระจายเป็นหลายประเด็น ขอเขียนแยกเป็นข้อๆครับ
1) ผมนึกไม่ออกว่ามีหนังสือเล่มไหนในโลกที่ดีกว่านี้ นี่เป็นหนังสือที่เยี่ยมยอดลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา มีหนังสืออันมากมายที่ผมรู้สึกดีเยี่ยม อาทิ The Brothers Karamazov, War and Peace, Madame Bovary, The Red and the Black, Crime and
Punishment, The Magic Mountain แต่ไม่เคยรู้สึกถึงขนาดว่า “นึกไม่ออกจะมีหนังสือเล่มไหนในโลกที่ดีกว่านี้” หนังสือของพรูสต์มีความน่าหลงใหลอันพิเศษสุด เป็นมาสเตอร์พีซของมาสเตอร์พีซ เหมือน Sistine Chapel ของมิเคลันเจโล หรือซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟน
2) หนังสือเล่มนี้ให้แง่มุมอันลุ่มลึกต่อชีวิต, ธรรมชาติของความทรงจำ, กาลเวลา, ความรักความลุ่มหลง, ความตาย, ดนตรี, วรรณกรรม, ศิลปะ.. พรูสต์สอนให้เราสังเกตโลกรอบตัว สิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่เราอาจหลงลืมไป ประโยคอันยืดยาวของเขาถักร้อยออกมาได้อย่างงดงาม
ด้วยความยาวสี่พันหน้า หนังสือของเขาดูเหมือนมีพล็อตเรื่องน้อยมาก ผู้อ่านมักคุ้นเคยการเขียนจาก “เหตุการณ์แรก” ไปสู่ “เหตุการณ์ที่สอง” แต่ในหนังสือของพรูสต์ บ่อยครั้งที่เขียนถึงสถานการณ์หนึ่งแล้วบรรยายไว้นานมาก เขาเล่าผ่านประโยคยาวๆ เจาะลึกกับรายละเอียดของชีวิต
3) นวนิยายเขียนผ่านมุมมองของบุรุษที่หนึ่ง “ผม” เป็นเสมือนกระจกสะท้อนพาผู้อ่านไปยังโลกในอดีต, วงสังคม, ศิลปะ และปรัชญา ส่วนสำคัญสุดคือหนังสือพาเราไปยังโลกแห่งความนึกคิดของผู้เล่าเรื่อง ผู้อ่านได้รับรู้สารพันเรื่องราวในจิตใจของเขา (ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความสูญเสีย
ความหึงหวง อารมณ์อันอ่อนไหว แทบทุกความรู้สึกของมนุษย์) ผู้เล่าเรื่องมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักและศิลปะ เขาปรารถนาจะเป็นนักเขียน หนังสือทั้งหมดเป็นเรื่องราวชีวิตในอดีตก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เขาต้องเผชิญกับความรักที่ผ่านเข้ามาในชีวิต, ผู้คนในสังคม และ
ความไม่เชื่อมั่นในความสามารถทางวรรณศิลป์ของตนเอง
4) พรูสต์เป็นนักเขียนที่เข้าใจถึงสิ่งเล็กสิ่งน้อยในชีวิต เขาเขียนได้อย่างงดงามถึงประสบการณ์ธรรมดาในชีวิตมนุษย์ สิ่งที่ผ่านไปในแต่ละวัน อาทิ การนอน, การทานอาหาร, การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การจุมพิต นี่เป็นตอนที่เขาบรรยายจุมพิตแรกของ Swann ต่อ Odette
“And in an attitude that was doubtless habitual to her, one which she knew to be appropriate to such moments and was careful not to forget to assume, she seemed to need all her strength to hold her face back, as
though some invisible force were drawing it towards Swann. And it was Swann who, before she allowed it, as though in spite of herself, to fall upon his lips, held it back for a moment longer, at a little distance, between
his hands. He had wanted to leave time for his mind to catch up with him, to recognize the dream which it had so long cherished and to assist in its realization, like a relative invited as a spectator when a prize is being
given to a child of whom she has been especially fond. Perhaps, too, he was fixing upon the face of an Odette not yet possessed, nor even kissed by him, which he was seeing for the last time, the comprehensive
gaze with which, on the day of his departure, a traveler hopes to bear away with him in memory a landscape he is leaving for ever.”
5) ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องรู้ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสในช่วงที่พรูสต์เขียนขึ้น แค่รู้ Dreyfus Affair ก็เพียงพอ ซึ่งปกติคนเคยอ่านประวัติศาสตร์ยุโรปก็จะรู้ถึง Dreyfus Affair ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามถ้ารู้จักฝรั่งเศสในยุค Belle Epoque ก็น่าจะ
จินตนาการเห็นภาพชัดเจนขึ้น ยิ่งถ้าผู้อ่านเป็น Francophile จะยิ่งทวีความหลงใหลมากขึ้น
6) ผมอ่าน In Search of Lost Time ผ่านไปอย่างช้ามาก เป็นเพราะพรูสต์เขียนได้สวยงามเหลือเกิน หลายครั้งที่ผมอ่านจบย่อหน้าแล้วหวนกลับไปอ่านใหม่ในทันใด บางประโยคเขาบรรยายได้งดงามมาก บางประโยคก็แฝงนัยอันลึกซึ้งซับซ้อนจนผมต้องหวนกลับไปอ่าน พยายามเก็บ
สาส์นของเนื้อหาที่เขาต้องการสื่อ บางครั้งไม่ใช่อ่านทวนแค่หนเดียว อย่างเล่ม The Captive มีตอนเขียนถึงฉากที่ผู้เล่าเรื่องจ้องมอง Albertine กำลังนอนหลับไว้หลายหน้า ผมจำได้ว่าตัวเองเวียนกลับไปอ่านหลายรอบ อะไรจะลึกซึ้งสวยงามขนาดนั้น หนังสือของพรูสต์เต็มไปด้วย “
ช่วงขณะอันตราตรึง” ที่ทำให้ผมต้องหยุดนิ่ง เหมือนฟังดนตรีท่อนโปรดแล้วหลุดจากกรอบของกาลเวลา
7) ผมรู้สึกว่าหลายตอนในหนังสือเป็น Essay ที่แฝงในรูปแบบนวนิยาย เส้นกั้นระหว่าง Essay และนวนิยายได้ถูกพรูสต์พังทลายสิ้น
อย่างข้อเขียนนี้ในเล่ม The Fugutive ทำให้ผมนึกถึงปาสกาลและมงแตนญ์
“Our intelligence is not the subtlest, most powerful, most appropriate instrument for grasping the truth… It is life that, little by little, case by case, enables us to observe that what is most important to our hearts or to our
minds is taught us not by reasoning but by other powers. And then it is the intelligence itself which, acknowledging their superiority, abdicates to them through reasoning and consents to become their collaborator and
their servant.”
8) ตั้งแต่เล่มแรกจนถึง Sodom and Gomorrah พรูสต์บรรยายถึงเรื่องราวชีวิตและวงสังคม โดยมีบทสนทนาแทรกไว้บ้างตามสมควร ทว่าตั้งแต่เล่ม The Captive ไปจนจบ เน้นหนักไปที่ “โลกแห่งความนึกคิด” บทบรรยายในสามเล่มสุดท้ายเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์ โดย
เฉพาะเล่มสุดท้าย Time Regained นั้นสุดยอด ความรู้สึกผมเหมือนกับขึ้นถึงยอดเขาอันสูงตระหง่าน มองลงมาเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างช่างตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน พรูสต์นำทุกอย่างมาขมวดไว้ในเล่มสุดท้าย ซึ่งผู้เล่าเรื่องได้มองย้อนกลับไปยังชีวิตของตัวเอง กับเวลาที่คิดว่าสูญหายและ
ไร้ค่าได้กลายเป็นวัตถุดิบในงานเขียนของเขา
9) ประโยคแรกของหนังสือเริ่มด้วยคำว่า “For a long time” และคำสุดท้ายของหนังสือคือ “Time” ประเด็นของ “เวลา” เป็นแกนเรื่องสำคัญในนวนิยายชิ้นนี้ หากคิดว่าโธมัส มันน์ เขียนถึง “ธรรมชาติของกาลเวลา” ไว้อย่างลุ่มลึกใน The Magic Mountain แล้ว พรูสต์ยิ่งขุดลึกไป
กว่านั้นอีก ผมนึกถึงคำกล่าวของกามูส์ที่บอกว่า “หากอยากเป็นนักปรัชญา จงเขียนนวนิยาย” ใน “In Search of Lost Time” พรูสต์ได้เขียนถึงแง่มุมปรัชญาเกี่ยวกับ “เวลา” พูดถึง “เวลา” เรามักนึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่แท้จริงแล้ว “ปัจจุบัน” เป็นสิ่งสมมติ ไม่ใช่ reality ทุก
วินาทีที่ผ่านไปล้วนกลายเป็นอดีต ตรงนี้พรูสต์เข้าใจดี บางตอนเหมือนเขาใช้นวนิยายไขปัญหา Metaphysics เกี่ยวกับการดำรงอยู่, ความทรงจำ และกาลเวลา
10) ในหนังสือมีตัวละคร Bergotte (นักเขียน), Elstir (จิตรกร), Berma (นักแสดงละคร), Vinteuil (นักประพันธ์ดนตรี) ซึ่งเป็นตัวแทนของศิลปะในแขนงต่างๆให้พรูสต์ได้หยิบยกมาพูดถึง ผมชอบเวลาที่เขาเขียนถึงศิลปะ ช่างลึกซึ้งจริงๆ สำหรับพรูสต์ ความรัก (ไม่ว่าระหว่าง
เพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน) ไม่ใช่สิ่งจีรัง และชีวิตมนุษย์ต้องจบลงด้วยความตาย มีเพียง “ศิลปะ” (ดนตรี, วรรณกรรม, จิตรกรรรม) ที่อยู่ยั้งยืนยง เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดของมนุษย์
11) Graham Greene เคยบอกไว้ว่า "Proust was the greatest novelist of the twentieth century, just as Tolstoy was in the nineteenth." เป็นการเปรียบเทียบได้น่าสนใจ ส่วนตัวผมคิดว่า ตอลสตอยดูรอบด้านช่ำชองทางโลกมากกว่า เขาเขียนได้ทั้งเรื่องราว
ในสังคมชั้นสูง, ชาวบ้านชนบท, สงคราม ฯลฯ Scope โลกภายนอกของพรูสต์ไม่กว้างขวางเท่าตอลสตอย แต่พรูสต์เปี่ยมด้วยความเข้าใจตัวตนมนุษย์แบบลึกซึ้งสุดๆ สำหรับกลวิธีการเขียน ใน Anna Karenina และ War and Peace ตอลสตอยใช้มุมมอง omniscient สามารถ
สลับไปมาในจิตใจตัวละครต่างๆ (ยากมากหากนักเขียนคนนั้นไม่เก่งจริง) ส่วนพรูสต์เล่าผ่านมุมมองของบุรุษที่หนึ่ง ผมเชื่อว่าในส่วนลึกของทั้งพรูสต์และตอลสตอยมีแรงขับที่ต้องการมีชีวิตนิรันดร์ เป็นความนิรันดร์ผ่านผลงานรังสรรค์ทางศิลปะ งานของทั้งคู่จึง comprehensive
และ ambitious มาก
12) พรูสต์เป็นนักเขียนที่ฉลาดมาก เขามีทั้งความละเอียดอ่อนในอารมณ์ความรู้สึก และความฉลาดล้ำลึกทางศิลปะ หานักเขียนน้อยคนในโลกที่มีพรสวรรค์แบบนี้ ผมเห็นด้วยกับจอร์จ สไตเนอร์ ที่บอกว่า
“Proust’s place in intellectual life would remain eminent. He is, after Aristotle and Kant, one of the seminal thinkers on aesthetics, on the theoretical and pragmatic relations between form and meaning. His analyses of
the psychosomatic texture of human emotions, of the phenomenology of experience, are of compelling philosophical interest. Even in his lifetime, it became a cliche to set "Proust on time" beside Einstein and the
new Physics. "A la Recherche du Temp Perdu" is interwoven with motif of epistemology, philosophy of art (including music), and ethical debate which nevertheless have their own independent status.”
13) ผมคิดว่าหากจะซาบซึ้งในคุณค่างานเขียนของพรูสต์ ต้องอ่านครบทุกเล่ม ไม่สามารถอ่านเพียงเล่มใดเล่มหนึ่งได้ เหมือนกับฟังซิมโฟนี ไม่สามารถวัดคุณค่าจากการฟังเพียง movement เดียวได้ ต้องอ่านทั้งหมดจึงจะเข้าใจความสมบูรณ์ของผลงาน นอกจากความยาวของหนังสือ
ที่ทำให้ผู้คนมองข้ามผลงานชิ้นนี้แล้ว สำหรับคนที่ได้ลองหยิบมาอ่าน ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่ชอบหนังสือของพรูสต์ ตรงนี้ผมเข้าใจได้ ปัจจุบันในยุคอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ทุกอย่างถูกตอบสนองด้วยความรวดเร็ว ผู้คนย่อมไม่มีความอดทนต่อการอ่านงานเขียนแบบนี้ โลกของ
พรูสต์เป็นโลกที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ใช้ความละเมียดในการอ่าน เปรียบเหมือนการละเลียดจิบไวน์รสเลิศ ซึ่งต่างจากดื่มเบียร์ราคาถูก นั่นเป็นสาเหตุที่ผู้คนจำนวนมากพลาดคุณค่าอันเลอเลิศของวรรณกรรมชิ้นนี้
14) ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้ก็มีเช่นกัน แต่ไม่ใช่ข้อเสียของตัวหนังสือ แต่เป็นผลกระทบจากหนังสือ ผมนึกถึงข้อเขียนของ “มงแตนญ์” ที่บอกว่าหนังสือให้คุณค่าต่อความคิดจิตใจ ทว่าละเลยในส่วนของร่างกาย หนังสือของพรูสต์ที่ทำให้ผมติดหนึบเล่มนี้ทำให้ผมขาดการไปออกกำลังกาย
ที่ฟิตเนส จากเดิมที่เคยไปสัปดาห์ละหลายครั้ง กลายเป็นว่าตั้งแต่เริ่มอ่าน ผมโดดเป็นประจำ เลิกงานมุ่งหน้ากลับบ้านไปอ่านหนังสือแทน .. และมีอยู่วันหนึ่งที่ผมยืนอ่านบนรถไฟฟ้า BTS ตอนเช้าขณะที่ไปทำงาน อ่านเพลินจนเลยสถานีไปสองป้าย ยังดีที่วันนั้นมาทำงานทัน
15) ผมเสียดายที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่น วัย 17-18 แต่มาคิดอีกที ในวัยที่เพิ่มขึ้น ได้มีประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น เคยผ่านความผิดหวังในความรัก ได้พบห้วงเวลาสูญเปล่าของชีวิต เคยนั่งทบทวนอดีตที่ผ่านมาของตนเอง อาจทำให้ซาบซึ้งกับหนังสือเล่มนี้ได้ดีกว่า
ตอนที่อายุน้อยๆ ผมกะว่าอนาคตข้างหน้าจะหวนกลับมาอ่านงานยิ่งใหญ่ชิ้นนี้อีก อยากรู้ว่าถึงตอนนั้น ในวัยที่มากขึ้น ผมจะรู้สึกอย่างไรกับหนังสือเล่มนี้
16) พรูสต์บอกได้ถูกต้องว่า ข้อแตกต่างของหนังสือดีอยู่ที่ wisdom ที่เราได้รับหลังจากที่วางหนังสือเล่มนั้นลง "We feel very strongly that our own wisdom begins where that of the author leaves off." และหนังสือเล่มนี้ได้พิสูจน์ข้อความดังกล่าว ยามที่ผมอ่าน
“In Search of Lost Time” ผมมองโลกของพรูสต์ด้วยสายตาของพรูสต์ เมื่อผมอ่านจบ บางทีโดยไม่รู้ตัว ผมได้มองโลกของตัวเองด้วยสายตาของพรูสต์
พรูสต์บอกไว้ว่า
“The only true voyage, the only bath in the Fountain of Youth, would be not to visit strange lands but to possess other eyes, to see the universe through the eyes of another, of a hundred others, to see the hundred
universes that each of them sees, that each of them is; and this we can do with an Elstir, with a Vinteuil; with men like these we do really fly from star to star.”
17) ผมดีใจที่ในชีวิตมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ สำหรับคนที่เคยอ่านพรูสต์ ผมปลื้มใจแทน “คุณอยู่ในกลุ่มคนที่โชคดีเหลือเกิน” และจะบอกกับคนที่ยังไม่เคยอ่านว่า “อย่าตายหากยังไม่ได้อ่านพรูสต์”
นวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์ต้นศตวรรษที่ 20
ม.ร.ว. กองกาญจน์ ตะเวทีกุล.
วารสารอักษรศาสตร์. ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 มกราคม 2529.
….มาร์แซล พรูสต์ (Marcel PROUST 1871-1922) นักเขียนชาวฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในการเขียนแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ เขาเขียนหนังสือเรื่อง A la Recheche du Temp Perdu (1913-1927) ซึ่งรวมนวนิยายถึง 7 เรื่องมีเนื้อหาเกี่ยวพันกันแต่ไม่ต่อเนื่องและเขียนด้วยกลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ อันเป็นการเขียนที่ผิดไปจากประเพณี
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia WOOLF) นักเขียนสตรีชาวอังกฤษซึ่งได้รับอิทธิพลของพรูสต์โดยตรง เธอได้อ่านงานของพรูสต์หลายเรื่อง และได้นำกลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ของพรูสต์มาเขียน นวนิยายเรื่องสำคัญของเธอคือ Mrs. Dalloway (1924) และ To the Lighthouse (1927) โดยเรียกกลวิธีของเธอว่า "กระแสแห่งความสำนึก" (Stream of consciousness)
ก่อนหน้าที่วูล์ฟจะเขียนนวนิยายทั้ง 2 เรื่องนี้ เธอได้รู้จักกับ เจมส์ จอยซ์ (James JOYCE, 1882-1941) เป็นอย่างดี และสำนักพิมพ์โฮการ์ต เพรส (Hogart Press) ของเธอเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่ยินดีพิมพ์นวนิยายเรื่อง Ulysses (1917) ของจอยซ์ ดังนั้นจอยซ์เองก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้วูล์ฟเขียนนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์ ขึ้นมา จอยซ์เริ่มเขียนนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์ เรื่องแรกคือ A Portrait of the Artist as a Young Man (1914) แม้จะเป็นนวนิยาย อิมเพรสชั่นนิสต์เรื่องแรก แต่ผู้อ่านก็จะมองเห็นกลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ได้ชัดเจน และไม่ซับซ้อนมากเหมือนนวนิยายเรื่องต่อๆมา
นักเขียนอเมริกันที่ได้รับอิทธิพลอย่างเต็มที่จากจอยซ์ คือ วิลเลียม โฟล์คเนอร์ (William FAULKNER 1897-1962) เขาประทับใจในแก่นเรื่อง (Theme) ของ A Portrait of the Artist as a Young Man มากถึงกับนำความคิดของจอยซ์มาเป็นแก่นเรื่องในนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์ เรื่องสำคัญของเขาคือ The Sound and the Fury (1929) อันที่จริง โฟล์คเนอร์ไม่ได้เป็นนักเขียนนวนิยาย A Portrait of the Artist as a Young Man เต็มตัว แต่นวนิยายที่มีชื่อเสียง 2 เรื่องของเขาคือ The Sound and the Fury และ As I Lay Dying นั้น เขียนด้วยกลวิธี "กระแสแห่งความสำนึก" จึงได้ยกโฟล์คเนอร์มารวมกลุ่มด้วย และโฟล์คเนอร์เองก็มีกลวิธีแปลกไปจากนักเขียนทั้ง 3 ที่กล่าวมาแล้วอีกด้วย
กลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์
ตามลักษณะสำคัญ 3 ข้อของกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ จะเห็นได้ว่า นักเขียนกลุ่มนี้เน้นความสำคัญของจิตใจ ความคิด และความสำนึกมากกว่าการกระทำของตัวละคร ใหึความสำคัญกับความรู้สึกของตัวละครมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แม้กรณีที่เล่าเหตุการณ์ ก็จะเป็นภาพเหตุการณ์โดยผ่านสายตาของตัวละครก่อน แล้วจึงมาสู่ผู้อ่านเสมอ นักเขียนมุ่งเสนอความคิดของตัวละครเอกในเรื่อง หรือตัวละครอื่นๆหลายตัวที่ผลัดกันเสนอความคิดของเขาเหล่านั้น กลวิธีพื้นฐานที่เหมือนกันคือการใช้บทรำพึง (Interior Monologue) ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนว่า ตัวละครกำลังระบายความในใจ บรรยายความคิดที่ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ต่อเนื่อง แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ในแต่ละความคิด เหมือนลูกโซ่แต่ละข้อที่เกาะกันไว้แต่สิ่งสำคัญที่ผู้อ่านตระหนักคือ แม้ว่าจะเป็นการเสนอความคิดที่ไม่ต่อเนื่อง แต่ความคิดนั้นจะอยู่ในขอบเขตของการจัดเลือกโดยผู้แต่งเสมอ ผู้แต่งจงใจใช้วิธีการเฉพาะของตนเพื่อให้บรรลุแก่นเรื่องที่เขาตั้งใจเสนอแก่ผู้อ่าน กลวิธีการใช้บทรำพึงจึงแยกได้เป็น 2 แบบคือ
1. ให้ตัวละครเอกแต่ผู้เดียวทำหน้าที่เป็นผู้เล่า (narrator) โดยผู้เล่านี้ใช้สรรพนามแทนตนว่า "ฉัน" (I) ขณะเล่า ในเรื่อง A la Recherche du Temps Perdu นั้น พรูสต์ให้ผู้เล่าใช้คำแทนตัวว่า "ฉัน" (Je) เสมอ ผู้เล่าเรื่องเป็นผู้มองตนเอง เล่าเรื่องราวของตนเอง บรรยายความคิดและความรู้สึกของตนที่มีขึ้นในขณะต่างๆด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ต่างๆกันไป บางครั้งผู้เล่าจะมองดูตัวละครอื่นที่อยู่รอบข้าง ที่เขาได้พบเห็น และคิดถึงเรื่องราวของคนเหล่านั้น พร้อมกับแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและผู้อื่นด้วย ด้วยกลวิธีเช่นนี้ ผู้อ่านสามารถค้นหาอุปนิสัยของผู้เล่าได้จากความคิดของเขาที่มีต่อตนเองและผู้อื่นขณะเดียวกันก็ได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในโลกภายนอกจากความคิดของผู้เล่าด้วย
พรูสต์ใช้วิธีการเขียนแบบนี้ได้สมจริงมาก ผู้อ่านอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไม่ได้ที่ผู้เล่าจะรู้เรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะบางครั้งผู้เล่าก็ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หรือเมื่อเรื่องที่เล่านั้นเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เล่าจะเกิดด้วยซ้ำ เช่นเรื่องชีวิตรักของสวานน์ (Swann) กับโอแด็ต (Odette) พรูสต์ได้แก้ปัญหานี้ด้วยการให้ผู้เล่าอ้างว่ามีคนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆมาเล่าให้ฟังอีกที "…j’avais appris au sujet d’un amour que Swann avait eu avant ma naissance,…" หรือในกรณีที่ผู้เล่าเล่าถึงฉากบางฉากที่เป็นความลับของตัวละครอื่น แต่ผู้เล่าได้มีโอกาสรับรู้ความลับนั้นเพราะผู้เล่าแอบเห็นหรือแอบได้ยินโดยบังเอิญ เช่น ฉากรักร่วมเพศระหว่างมาดมัวแซล แวง เตอย (Mlle. Vinteuil) และเพื่อนบ้านหญิงของเธอซึ่งเกิดขึ้นอย่างลับๆ ที่บ้านของแวงเตอย ผู้เล่าบังเอิญแอบเห็นเหตุการณ์นั้นทางหน้าต่าง
เมื่อผู้อ่านอ่านนวนิยายเรื่อง A la Recherche du Temps Perdu จะได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่ต่อเนื่อง ราวกับดูภาพยนตร์ซึ่งตัดกลับไปกลับมา นวนิยายของพรูสต์ไม่มีการเรียงลำดับเวลาว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน หรือหลัง แต่ถ้ารวมชุด A la Recherche du Temps Perdu ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า พรูสต์จงใจเสนอชีวิตของผู้เล่าตั้งแต่เด็กจนแก่นั่นเอง
จอยซ์ให้สตีเฟน (Stephen) ตัวละครเอกของเรื่อง A Portrait of the Artist as a Young Man เป็นผู้เล่าแต่เพียงผู้เดียว เหมือนพรูสต์ ต่างกันแต่จอยซ์ใช้สรรพนามแทนตัวสตีเฟนว่า "เขา" (he) จึงทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกเหมือนกับว่า ผู้แต่งเป็นคนกลางในการนำความคิดและความรู้สึกของสตีเฟนมาเปิดเผยให้ผู้อ่านฟังอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่สนทนากับผู้อ่านโดยตรงอย่างผู้เล่าของพรูสต์ อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ในการใช้บทรำพึงของจอยซ์และพรูสต์ก็ไม่ต่างกันเลย จอยซ์เปิดเรื่องของเขาขึ้นในใจของเด็กชายสตีเฟน เผยให้เห็นความรู้สึก และการพัฒนาทางจิตใจของเขาตั้งแต่เด็กจนเข้าสู่วัยหนุ่ม จากความคิดคำนึงของสตีเฟนที่มีต่อตัวเอง ต่อบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัว ครูที่โรงเรียน พระ หรือเพื่อนๆ ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้เห็นถึงสาเหตุแห่งการตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเอง คือ หนีทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างศิลปิน
2. ให้ตัวละครหลายตัวเปลี่ยนกันทำหน้าที่เป็นผู้เล่า ดังที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง The Sound and the Fury ของโฟล์คเนอร์ เขาสร้างตัวละครหลายตัว และเปลี่ยนกันเป็นผู้เล่า โดยแบ่งกันทำหน้าที่นี้คนละตอน ผู้เล่าทุกคนใช้สรรพนามแทนตนว่า "ฉัน" (I) เช่นเดียวกับผู้เล่าของพรูสต์ ดังนั้น (ฉัน) ในเรื่อง The Sound and the Fury จึงเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งที่เปลี่ยนผู้เล่า กลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ในการแสดงความคิดก็เปลี่ยนไปตามนิสัยและภูมิหลังของผู้เล่าด้วย คือ ในตอนที่ 1 โฟล์คเนอร์ เสนอความคิดของเบนจี้ (Benjy) แต่เนื่องจากเบนจี้เป็นชายปัญญาอ่อน ความคิดของผู้เล่าจึงไม่ปะติดปะต่อ ไม่มีลำดับเวลา สับสนมาก มีการเปลี่ยนความคิดจากเรื่องหนึ่งมาอีกเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ไปกระตุ้นความคิดความรู้สึกของเขา เช่น เมื่อเบนจี้คิดถึงการแต่งงานของแคดดี้ (Caddy) นั้น ภาพเหตุการณ์บางอย่างในงานแต่งงานกระตุ้นให้เขาคิดถึงวันตายของยายของเขาด้วย เบนจี้เล่าถึงวันทั้งสองนี้สลับไปสลับมา จนผู้อ่านสับสนว่าขณะนี้เบนจี้กำลังคิดถึงวันใดกันแน่ โฟล์คเนอร์ได้ช่วยผู้อ่านโดยการเปลี่ยนตัวอักษรเป็นตัวตรงบ้าง ตัวเอนบ้างทุกครั้งที่เบนจี้เปลี่ยนความคิด แต่กระนั้นก็ยังสับสนอยู่ดี ภาษาที่เบนจี้ใช้ เป็นภาษาง่ายๆ ตามลักษณะของคนปัญญาอ่อนที่แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว แต่สติปัญญาเท่ากับเด็ก 3 ขวบเป็นต้น
เมื่อถึงตอนที่ 2 ของเควนติน (Quentin) เป็นการเล่าความคิดในวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตาย ดังนั้นจิตใจและความคิดของคนที่กำลังสิ้นหวังและพร้อมที่จะหยุดชีวิตของตนเอง จึงมีแต่ความสับสน วุ่นวายและซับซ้อน ความคิดของเขาผูกพันอยู่กับความเป็นมาในอดีต เช่นเรื่องราวของแคดดี้น้องสาวแท้ๆ ของเขาและความรักฉันชู้สาวที่เขามีต่อเธอ
และเมื่อถึงคราวของเจสัน (Jason) วิธีการเล่าก็เปลี่ยนไปตามตัวละครนี้ด้วย เขาเป็นพวกวัตถุนิยม เป็นคนที่เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัว ดังนั้นความคิดที่ปรากฏในตอนนี้จะไม่มีการแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกที่ซับซ้อน แต่จะตรงไปตรงมา มีแต่ความคิดที่จะหาทางกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น ความคิดวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความร่ำรวยของเขาเท่านั้น อันที่จริงการเปลี่ยนตัวผู้เล่าไปเรื่อยๆเช่นนี้ ทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ กลับจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สืบสวนหาความจริงที่เกิดขึ้นจากปากคำของผู้เล่าแต่ละคนที่เปลี่ยนกันมาเล่าด้วย
กลวิธีนำความรู้สึกนึกคิดของตัวละครออกมาตีแผ่นี้ วูล์ฟเรียกว่า "กระแสแห่งความสำนึก" ไม่ว่าจะเป็น Mrs. Dalloway หรือ To the Lighthouse ผู้อ่านจะได้เห็นตัวละครหลายตัวสลับกันมาเล่าความคิดของเขาเหล่านั้นเช่นเดียวกับตัวละครของโฟล์คเนอร์ ต่างกันตรงที่ผู้เล่าทุกคนของวูล์ฟใช้สรรพนามแทนตนว่า "เธอ" หรือ "เขา" (she or he) เช่นเดียวกับจอยซ์ การเปลี่ยนตัวผู้เล่าของวูล์ฟไม่ได้เปลี่ยนเป็นตอนๆอย่างของโฟล์คเนอร์ แต่ใช้กลวิธีที่แนบเนียนมากจนดูเป็นธรรมชาติ ความคิดของผู้เล่าแต่ละคนรับส่งกันอย่างสมจริง เช่นในฉากอาหารค่ำที่นางแรมเซย์จัดขึ้นอย่างประณีตที่สุด ผู้อ่านกำลังอยู่ในระหว่างติดตามความคิดของเธอที่มีต่อแขกแต่ละคนที่ทยอยเข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหาร เธอจะคิดถึงเขาเหล่านั้นทีละคนอย่างช้าๆ เธอคิดถึงชีวิต ท่าทาง นิสัย และอารมณ์ในขณะนั้นของชาร์ลส์ แทนสเลย์ แล้วก็เลยมาถึงวิลเลียมส์ แบงค์ (Williams Bankes) นางแรมเซย์คิดว่า แบงค์เป็นผู้ชายที่น่าเห็นใจ เขาเป็นชายโสดเช่าบ้านอยู่คนเดียวและเหงามาก พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเธอถามเขาอย่างปรานีว่า "Did you find your letters? I told them to put them in the hall for you," เมื่อจบคำถามนี้ ผู้เขียนได้เปลี่ยนไปเสนอความคิดของลิลี่ทันที ลิลี่เฝ้าจับตาดูอาการที่นางแรมเซย์สังเกตแขกแต่ละคนมาตั้งแต่เมื่อเข้ามานั่งในโต๊ะอาหาร หลังจากที่นางแรมเซย์ถามแบงค์ด้วยท่าทีที่เห็นได้ชัดว่านางแรมเซย์สงสารความโดดเดี่ยวของแบงค์
ลิลี่เริ่มความคิดของเธอที่นางแรมเซย์เองว่า "How old she looks, how worn she looks, Lily thought, and how remote…" และในความคิดของลิลี่ ผู้อ่านได้พบว่าลิลี่ไม่เห็นด้วยกับท่าทางของนางแรมเซย์ที่เห็นใจแบงค์ ลิลี่คิดว่าเธอไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแสดงความเห็นใจแบงค์ เขาอาจจะพอใจชีวิตแบบนี้ก็ได้ เขาเป็นชายหนุ่มและก็มีงานทำ ความคิดของลิลี่จะดำเนินติดต่อกันประมาณ 1 หน้า ผู้อ่านจะได้ยินคำตอบของแบงค์ที่ตอบคำถามของนางแรมเซย์เรื่องจดหมายว่า "It’s odd that one scarcely gets anything worth having by post, yet one always wants one’s letters," ทันทีที่จบคำตอบนี้ ผู้เขียนจะต่อด้วยความคิดของ ชาร์ลส์ แทนสเลย์ทันทีว่า What dammed rot they talk, thought Charles Tansley… แล้วจากนั้นก็จะเป็นความคิดของแทนสเลย์ที่มีต่อผู้อื่นบ้าง รับส่งกันเช่นนี้เรื่อยไป ถ้ามีโอกาส วูล์ฟจะแทรกข้อความเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่า ขณะนี้ตัวละครใดเป็นผู้เล่า โดยมักเติมว่า "Lily thought" หรือ "Mrs. Ramsay thought" เป็นต้น
การใช้สรรพนามแทนผู้เล่าว่า "ฉัน" หรือ "เธอ" หรือ "เขา" นั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างในแง่วิธีการดำเนินเรื่องแบบอิมเพรสชั่นนิสต์แต่อย่างใด แต่การใช้ตัวละครตัวเดียวเป็นผู้เล่าและการใช้ตัวละครหลายตัวเป็นผู้เล่านั้น มีข้อที่น่าสังเกตคือ การใช้ผู้เล่าแต่เพียงผู้เดียวนั้น ผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในใจของผู้เล่า จะติดตามผู้เล่าไปทุกหนทุกแห่ง จะเข้าใจความคิด ความรู้สึก และปมปัญหา (conflict) ของผู้เล่าซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ในบางครั้งผู้อ่านจะเข้าใจตัวละครอื่นๆ ผิดไป เพราะตามความคิดของผู้เล่านั้น ผู้เล่าจะวิจารณ์ตัวละครตัวอื่นจากการกระทำภายนอกของตัวละครนั้นๆ ผู้เล่าอาจมีอคติโดยส่วนตัวกับตัวละครตัวนั้นก็ได้ ผู้อ่านอาจคล้อยตามคำวิจารณ์นั้นทั้งๆที่ตัวละครนั้นไม่ได้เป็นดังที่ผู้เล่าวิจารณ์ ตัวละครนั้นอาจมีเหตุผลส่วนตัวอยู่ภายในใจของเขาและไม่ได้แสดงออกมาให้ผู้เล่าเห็นก็เป็นได้ เช่นผู้เล่าของพรูสต์เคยชื่นชมฟรองซัวส์ (Francoise) ซึ่งเป็นแม่ครัวว่า เป็นคนจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อครอบครัวของเขามาตลอด ผู้อ่านอาจเห็นคล้อยตามผู้เล่าด้วย แต่ภายหลังเมื่อได้พบความจริงว่า ฟรองซัวส์นั้นเป็นหญิงขี้อิจฉา คอยกลั่นแกล้งสาวใช้อีกคนที่อายุน้อยกว่าอย่างร้ายกาจ ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจดีอย่างที่เคยคิดไว้ตั้งแต่แรกเป็นต้น ดังนั้นผู้อ่านจึงควรตระหนักไว้เสมอว่า การใช้ผู้เล่าแต่เพียงผู้เดียวนี้ เป็นการมองแบบอัตวิสัย (subjective) ในแง่ของความซื่อตรงต่อการเสนอตัวละคร ดังนั้นการใช้ตัวละครหลายตัวเป็นผู้เล่า จึงเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้อธิบายสาเหตุแห่งการกระทำของตนและผู้อ่านได้รับรู้ความคิดของตัวละครหลายๆ ตัวที่มีต่อตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น ใน The Sound and the Fury ของโฟล์คเนอร์ในความคิดของเบนจี้ ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมๆของสมาชิกในครอบครัวคอมสัน (Compson) แต่ยังสับสนและจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้รับรู้ว่าแคดดี้ได้ประพฤติตัวเสื่อมเสียในเรื่องผู้ชาย แต่ผู้อ่านไม่รู้สาเหตุว่า ทำไมแคดดี้จึงประพฤติตัวเช่นนั้น รู้แต่ว่าเบนจี้รักแคดดี้มาก เพราะเธอเป็นสมาชิกคนเดียวในครอบครัวคนเดียวเท่านั้นที่รักและเข้าใจชายปัญญาอ่อนอย่างเบนจี้ เมื่อฟังจากเควนติน ผู้อ่านได้พบความจริงว่า แท้จริงเป็นเพราะว่าแคดดี้ทนสภาพชีวิตทางสังคมและความกดดันในครอบครัวไม่ได้จึงทำผิดเพราะต้องการประชด แต่ในสายตาของเจสัน เขาจะพูดถึงแคดดี้แต่ในทางร้าย ว่าเป็นผู้หญิงใจง่ายชอบผู้ชาย ถ้าโฟล์คเนอร์ปล่อยให้เจสันเป็นผู้เล่าแต่เพียงผู้เดียว ผู้อ่านคงตัดสินความประพฤติของแคดดี้ตามเจสันเป็นแน่ แต่เพราะความเห็นของเบนจี้และเควนติน ประกอบกับอุปนิสัยที่ไม่ดีของเจสันที่ตัวละครทุกตัวพูดถึงเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ความจริงว่าแคดดี้เป็นคนอย่างไร
พรูสต์ได้กล่าวไว้ว่า "ประสบการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ จะเกิดขึ้นภายในจิตสำนึก" ดังนั้นด้วยกลวิธีแบบบทรำพึง หรือ กระแสแห่งความสำนึกนี้ จะทำให้ผู้อ่านสามารถค้นหาชีวิตที่แท้จริงของตัวละครได้มากกว่าการเขียนแนวนวนิยายแบบประเพณีนิยม และกลวิธีนี้ยังช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงแก่นเรื่องชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย
แก่นเรื่องที่สำคัญในนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์
อองรี แบร์กซง (Henri BERGSON 1895-1941) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับเรื่อง "เวลา" ว่า "เวลาเป็นสสารที่ยืดหยุ่นได้ ช่วงระยะเวลา (duration) และความมีอยู่ (existence) ของเวลานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามองค์ประกอบเชิงอัตวิสัย (subjective factor) พรูสต์ได้นำความคิดเกี่ยวกับเรื่อง "เวลา" นี้มาเป็นแก่นเรื่องสำคัญในหนังสือชุด A la Recherche du Temps Perdu โดยให้คำจำกัดความเรื่องนี้ว่า "เวลาคือความรู้สึกที่ไม่แน่นอน อาจถูกทำให้หยุดอยู่กับที่ หมุนให้เร็วขึ้น หรือย้อนกลับไปกลับมาได้ในจิตสำนึกของมนุษย์" นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์ตระหนักดีถึงความหมายของ "เวลา" เขารับรู้ถึงการเคลื่อนที่อย่างไม่มีวันหยุดนิ่งของเวลา ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่เวลาเป็นผู้นำมาแก่มนุษย์ และความเฉยเมยของเวลาที่มีต่อมนุษย์ ปัจจุบันนั้นคอยแต่จะหนีไปกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตนั้นเล่าก็ยังไม่มาถึง ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรและเมื่อมาถึงก็จะกลายเป็นอดีตไปอีก นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์เสนอแก่นเรื่องหนึ่งที่ตรงกันคือ "เวลา" โดยมักมุ่งไปยังประเด็นสำคัญคือ "อดีต"
ชื่อเรื่อง A Portrait of the Artist as a Young Man ของจอยซ์นั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจได้ดีว่า เป็นเรื่องของการวาดภาพชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยตัวหนังสือ ตั้งแต่เป็นเด็กจนกลายเป็นศิลปิน โดยผู้แต่งมุ่งจับภาพการเจริญเติบโตทางด้านจิตใจของเด็กชายสตีเฟน ซึ่งมีชีวิตอย่างอึดอัดราวกับถูกติดกับอยู่ในเขาวงกต (labyrinth) และกำลังพยายามหาทางออก พยายามหาคำตอบเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคม เพื่อก้าวสู่โลกของผู้ใหญ่ เป็นการพัฒนาจากสภาวะของความไม่มั่นใจ ไม่อาจตัดสินไปสู่สภาวะที่มีความเชื่อมั่นในตนเองและกล้าเลือกวิถีชีวิตของตน เขาได้ค้นพบคำตอบและสรุปว่า "อดีตมีอิทธิพลอยู่เหนือปัจจุบัน" สาเหตุที่เขาไม่สามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะเมื่อความคิดหรือการกระทำใดของเขาขัดต่อสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ขัดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆที่สังคมสร้างขึ้นมา เขาก็จะถูกมองว่าเป็นคนนอกสังคมที่กำลังทำผิด หรือคิดผิดอย่างร้ายแรง ชีวิตในปัจจุบันถูกผูกติดกับชีวิตในอดีตอย่างสิ้นเชิง สตีเฟนยอมรับว่าอดีตมีส่วนช่วยตัดสินปัจจุบันและอนาคต เพราะอดีตนี่เองที่ทำให้เขาตัดสินใจตัดขาดกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ศาสนา สังคม และทิ้งไปได้แม้แต่ประเทศไอร์แลนด์อันเป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อเลือกทางเดินที่เขาต้องการและได้กลายเป็นศิลปินไปในที่สุด
ชีวิตของมิสซิส ดัลโลเวย์ไม่แตกต่างจากสตีเฟนในแง่ที่ชีวิตในปัจจุบันของเธอเป็นผลมาจากการตัดสินใจในอดีต เมื่อเธอปรากฏตัวเป็นครั้งแรกนั้น เธอก็ได้กลายเป็นมิสซิสดัลโลเวย์แล้ว กลวิธีกระแสแห่งความสำนึกเปิดเผยให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความคิดของเธอ และจูงใจให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเลือกแต่งงานกับมิสเตอร์ดัลโลเวย์ ทำให้ชีวิตของเธอกลายเป็นชีวิตที่เรียบง่าย ทั้งๆที่เมื่อเริ่มสาวนั้นเธอฝันที่จะมีชีวิตหรูหราท่ามกลางเพื่อนฝูง ทำไมเธอจึงแต่งงานทั้งๆที่เธอไม่ได้รู้จักสามีของเธออย่างถ่องแท้เลย ทุกวันนี้ทั้งคู่พยายามอย่างที่สุดที่จะอยู่ด้วยกันโดยไม่ทำร้ายจิตใจฝ่ายตรงข้าม วูล์ฟสร้างตัวละครหลายตัวซึ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องกัน ผลัดกันเล่าความคิดของเขา ทำให้มุมมองของตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อมิสซิสดัลโลเวย์ และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบันต่างกันออกไป ความคิดส่วนใหญ่มักพาดพิงถึงมิสซิสดัลโลเวย์ จนผู้อ่านได้พบคำตอบชัดเจน ราวกับนำชิ้นส่วนกระเบื้องโมเสคชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อกันเป็นภาพ ว่าการตัดสินใจเลือกแต่งงานกับผู้ชายคนนี้เป็นผลจากอดีตซึ่งมีผลสำคัญต่อปัจจุบัน เป็นความลังเลใจในอดีต ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้ามองตนเองด้วยความจริงและความไม่มั่นใจในคนรักเก่า คือ ปีเตอร์ (Peter) ผู้อ่านได้พบว่าเมื่อเธอได้พบกับปีเตอร์อีกครั้งหนึ่งนั้น บางขณะเธอรู้สึกดีใจ โล่งใจ และปลอดภัยที่ได้เลือกแต่งงานกับมิสเตอร์ดัลโลเวย์ เพราะเธอทนนิสัยของผู้ชายที่ต้องการแต่จะเรียกร้อง ต้องการที่จะได้อยู่ตลอดเวลาอย่างปีเตอร์ไม่ได้ ทั้งปีเตอร์เองก็ยังไม่เคยแสดงความรักตอบเธอด้วย แต่ในบางขณะเมื่อได้ค้นพบความจริงว่า ในอดีตนั้นปีเตอร์รักเธออย่างจริงใจและยังคงรักเธออยู่จนปัจจุบัน เธอรู้สึกเสียดายความรักของเขาที่มีต่อเธอ เพราะแท้จริงในส่วนลึกของจิตใจนั้น เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอก็รักปีเตอร์เช่นกัน แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะอดีตไม่มีวันย้อนกลับมา มิสซิสดัลโลเวย์ต่างจากสตีเฟนก็ตรงที่เมื่อจบเรื่องลงนั้น ชีวิตของเธอได้เดินมาไกลจนเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ในขณะที่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตของหนุ่มน้อยสตีเฟนของจอยซ์เท่านั้นเอง
อิทธิพลความคิดเกี่ยวกับเรื่องอดีตของจอยซ์นี้ ได้ปรากฏให้เห็นชัดในนวนิยายเรื่อง The Sound and the Fury ของโฟล์คเนอร์ เขาพยายามแสดงให้เห็นบ่อยครั้งและมากครั้งเพียงใดที่อดีตเข้ามารุกรานในช่วงแห่งปัจจุบัน ในความคิดของคนปัญญาอ่อนอย่างเบนจี้นั้น ความคิดเกี่ยวกับอดีตและปัจจุบันจะต่อกันอย่างแยกไม่ออก ซ้ำยังย้อนไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งโฟล์คเนอร์ยังจงใจให้ความคิดในอดีตเป็นลางของเหตุการณ์ในอนาคตอีกด้วย
ในช่วงของเบนจี้นั้น โฟล์คเนอร์ได้เพิกเฉยต่อความสำคัญของการเรียงลำดับเวลาโดยสิ้นเชิง เมื่อมาพิจารณาถึงความคิดของเควนตินบ้าง จะเห็นว่าโฟล์คเนอร์ได้เสนอความคิดสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเวลานี้ไว้อย่างชัดเจน เควนตินสงสัยเสมอว่า ทำไมอดีตจึงมีอิทธิพลกับปัจจุบันและอนาคตนัก เขาพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของเวลา แต่ไม่สำเร็จ เขาย้อนคิดถึงปรัชญาของพ่อ คือ ให้มีชีวิตอยู่เพื่อปัจจุบัน ในชีวิตมนุษย์นั้น ไม่มีอะไรที่มีคุณค่าแท้จริงเลย ความเสียใจที่เรามีต่อสิ่งใดนั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ทั้งนี้เพราะไม่ช้าเมื่อเวลาผ่านไป เวลาก็จะช่วยปัดเป่าความเสียใจนั้นได้ แล้วเราก็ลืมมันไปเอง เช่น เมื่อเควนตินเสียใจที่พบว่า น้องสาวแอบไปมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับเพื่อนชายคนหนึ่งของเธอนั้น เขารู้สึกเสียใจมากที่น้องสาวประพฤติเสื่อมเสีย พ่อกลับบอกว่าความเสียใจนั้นไร้สาระ พรหมจรรย์ของผู้หญิงนั้นไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเวลาผ่านไปเควนตินก็จะลืมเรื่องเสียใจนั้นเอง เควนตินพยายามคิดอย่างที่พ่อบอก เพื่อจะได้ไม่ติดอยู่กับอดีต แต่เขาทำไม่ได้ เขายอมรับความคิดของพ่อไม่ได้ เพราะ ถ้าเป็นอย่างที่พ่อว่า คุณค่าที่ดีในชีวิตก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อคุณค่านั้นสูญไปเราก็ไม่เสียใจ เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็จะเลือนหายไปเอง ชีวิตจึงเหมือนอยู่ไปวันๆไร้ซึ่งคุณค่าที่ดีงาม นอกจากนั้นเควนตินคิดว่า ถ้าเวลาทำให้เราลืมอดีตในช่วงที่เราเสียใจได้ เวลาก็จะทำให้เราลืมอดีตในช่วงแห่งความสุขด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่ต้องการลืม เขาไม่อยากให้เวลาผ่านไป เพราะยิ่งนานวันทุกอย่างก็จะลบไปในอดีต เขาจึงอยากหยุดเวลาไว้ โฟล์คเนอร์ให้เควนตินพยายามหนีเวลาโดยวิธีการต่างๆ เช่น เขาพยายามทิ้งนาฬิกาข้อมือของเขา พยายามไม่สนใจเวลา แต่เขากลับชอบมองนาฬิกาตามที่ต่างๆอย่างไม่ตั้งใจ และภายในใจก็มัก พะวงอยู่เรื่อยว่าขณะนั้นกี่โมงแล้ว ได้ยินเสียงนาฬิกาเดินจากที่โน่นที่นี่ หรือแม้แต่เมื่อเห็นนาฬิกาที่ไม่มีเข็มในร้านนาฬิกา เขาก็มีความรู้สึกว่าได้ยินเสียงนาฬิกาเดินดังติ๊กๆ ในความคิดของเควนตินนี้สับสนวุ่นวายอยู่กับความเป็นมาในอดีต โฟล์คเนอร์ใช้กลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์แสดงให้เห็นถึงจิตที่กระวนกระวายของเควนติน และได้เห็นสาเหตุที่เขาต้องการหยุดเวลาไว้กับที่
ทางออกของตัวละครที่ยอมรับว่าอดีตมีอิทธิพลต่อปัจจุบันนี้มีต่างๆกันไป ถ้าไม่สามารถยอมรับปัจจุบัน ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้อย่างมิสซิสดัลโลเวย์ ก็จะหาทางออกอย่างสตีเฟนคือ ตัดขาดจากอดีตทั้งหมด หนีไปสู่อนาคตใหม่ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน ว่าที่จริงก็ยังเป็นที่สงสัยว่าเขาจะหนีอดีตที่ติดมาในตัวของเขาได้พ้นหรือไม่ หรือเลือกทางออกอย่างเควนตินคือ เมื่อไม่สามารถจัดระเบียบและหาคุณค่าที่แท้จริงให้กับชีวิตได้ ก็เลือกที่จะหยุดเวลาของเขาเองไว้กับที่ เควนตินจึงตัดสินใจกระโดดน้ำตายเพื่อหยุดชีวิตของเขาเอง
ผู้เล่าในเรื่อง A la Recherche du Temps Perdu ของพรูสต์นั้นมีทางออกที่ดีกว่า เขาแสวงหาอดีตเหมือนกัน พยายามค้นหาอดีตที่เคยเต็มไปด้วยความสุขโดยเฉพาะความสุขในวัยเด็ก และตั้งคำถามว่า อดีตเหล่านั้นหายไปไหน ผู้เล่าเฝ้าแต่คิดค้นหาความสุขนี้คืนแล้วคืนเล่า เขาพรรณนาความคิดที่ย้อนไปย้อนมาถึงตัวเอง และเหตุการณ์ที่ได้ประสบมา การคิดย้อนไปมานี้เอง ผู้เล่าก็ได้ค้นพบความจริงว่า ในห้วงสำนึกของเขานั้น ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต ผู้เล่ามองว่าเวลาเป็น "มิติที่เป็นเส้นตรงซึ่งเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับความเคลื่อนไหวของเขา" เขาค้นพบว่าในความสำนึกของมนุษย์นั้น เวลาหรือความทรงจำในช่วงเวลาใดๆ สามารถยืดออกหรือทำให้สั้นเข้าได้อย่างไม่มีขอบเขต เวลาชั่วครู่เดียวอาจคิดถึงหรือเขียนได้เป็นสิบๆหน้า และในความสำนึก มนุษย์ก็อาจมีชีวิตอยู่ในช่วงระดับเวลาที่ต่างกันมากมายพร้อมๆกันได้ เช่น คืนหนึ่งเมื่อนอนไม่หลับ ผู้เล่าจะคิดถึงความผูกพันระหว่างเขากับจิลแบร์ต (Gilberte) ในวัยเด็กและในวัยหนุ่มสาวได้พร้อมๆกัน พรูสต์เสนอทางออกที่มีค่าในการเรียกความทรงจำกลับมาโดยไม่ตั้งใจ (voluntary) และโดยไม่ตั้งใจ (involuntary)
ความทรงจำที่กลับมาในสำนึกของผู้เล่าโดยตั้งใจนั้น มักเป็นความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำ การกระทำซึ่งทำจนเป็นนิสัยในอดีต เป็นเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อน เช่น เขาจะจำความรู้สึกที่ถูกไล่ให้ไปนอนโดยแม่ไม่ได้ตามขึ้นมาจูบลาได้เป็นอย่างดีว่า เขาได้ทำฤทธิ์ขนาดไหนเป็นต้น อดีตประเภทนี้ผู้เล่าสามารถเรียกกลับมาได้เสมอ เพียงแต่ว่า วิธีการเรียกโดยตั้งใจนี้อยู่ภายในขอบเขตจำกัด ไม่สามารถเรียกอดีตทุกกอย่างกลับมาได้ แต่การเรียกความทรงจำโดยไม่ตั้งใจนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกปัจจุบัน หรือสิ่งภายนอกรอบตัวของผู้เล่าในปัจจุบันไปกระตุ้นความรู้สึกในอดีต ความทรงจำที่สูญหายไปนานแล้วจะกลับมา เช่น ผู้เล่าในปัจจุบันได้ลืมเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นที่กงเบรย์ (Combrey) อันเป็นเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในวัยเด็กนานมาแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับบ้าน แม่ของเขาได้ชวนให้เขากินขนมมาดแลน (Madeleine) และดื่มชาแก้หนาว ผู้เล่าหยิบขนมจุ่มลงในน้ำชาแล้วใส่ปาก กลิ่นและรสของขนมนี้กระตุ้นให้เขาระลึกได้ถึงกลิ่นและรสของขนมแบบเดียวกันนี้ที่ป้าเลโอนี (tante Leonie) เคยให้เขากินที่กงเบรย์เมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ ทันทีนั้นเอง ความทรงจำทั้งมวลที่เขาลืมไปแล้วก็กลับมา ราวกับออกมาจากถ้วยชานั่นทีเดียว ผู้เล่าเริ่มต้นเล่าเรื่องชีวิตของเขาจนกลายเป็นหนังสือชุดนี้ วิธีการเรียกความทรงจำกลับมาโดยไม่ได้ตั้งใจนี้เป็นลักษณะประการหนึ่งของอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ว่า ความรู้สึกและความคิดบางอย่างเกิดขึ้นได้ เพราะได้รับการกระตุ้นจากบางสิ่งภายนอกนั่นเอง
นอกจากนี้ผู้เล่าของพรูสต์ยังเสนอว่า ความทรงจำที่เรียกกลับมานั้นไม่คงที่ อาจจะหายไปอีกเมื่อใดก็ได้ เขาจึงแนะให้รักษาความทรงจำนี้ไว้ในงานศิลปะ ถ้าเรายอมรับว่างานประพันธ์เป็นงานศิลปะประเภทหนึ่ง หนังสือชุด A la Recherche du Temps Perdu นี้ คือบันทึกแห่งความทรงจำทั้งมวลของเขานั่นเอง
ความคิดที่จะรักษาอดีตไว้ในงานศิลปะนี้จะเห็นได้ชัดในนวนิยายเรื่อง To the Lighthouse ของวูล์ฟ วูล์ฟให้ลิลี่ เป็นตัวละครสำคัญในการเสนอความคิดนี้ เรื่องเปิดฉากขึ้นที่บ้านพักตากอากาศของครอบครัวแรมเซย์ (Ramsays) ลิลี่เป็นคนที่มองเห็นปมปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้ เห็นถึงความไม่เข้าใจกันระหว่างพ่อ คือมิสเตอร์แรมเซย์ และเจมส์ (James) ลูกชายคนเล็กเกี่ยวกับเรื่องการนั่งเรือไปเที่ยวประภาคาร แม้จะมีแม่ คือมิสซิสแรมเซย์คอยประสานและไกล่เกลี่ยความไม่เข้าใจระหว่างเขาทั้งสองนี้ก็ตาม ลิลี่เป็นจิตรกรสมัครเล่นด้วย เธอพยายามจะวาดภาพมิสซิสแรมเซย์และเจมส์ แต่เมื่อจบตอนที่หนึ่งนั้น ภาพวาดของเธอก็ยังไม่เสร็จ เพราะเธอไม่อาจจัดความสมดุลให้กับภาพของเธอได้ 10 ปีผ่านไป ลิลี่ได้มีโอกาสกลับมาที่บ้านพักตากอากาศพร้อมๆ กับครอบครัวแรมเซย์อีกครั้ง ขณะนั้นมิสซิสแรมเซย์ได้เสียชีวิตไปแล้ว เจมส์เองก็โตเป็นหนุ่ม ลิลี่พยายามนึกย้อนไปถึงภาพในอดีต นึกถึงมิสซิสแรมเซย์ แต่ทุกอย่างดูว่างเปล่า ไร้ความจริง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ดูไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนเลย ลิลี่นึกถึงรูปภาพที่เธอวาดค้างอยู่ได้ และมีความรู้สึกในทันทีนั้นว่า เธอต้องวาดภาพนั้นให้เสร็จ เพราะได้ค้นพบความจริงว่า ถ้าภาพนั้นเสร็จลง ชีวิตของมิสซิสแรมเซย์ วัยเด็กของเจมส์ และบรรยากาศเมื่อ 10 ปีที่แล้วอันเป็นอดีตนั้นจะกลับมาใหม่ได้ และอยู่คงทนถาวรในผืนผ้าใบของเธอ เธอได้ค้นพบความจริงที่ว่า "Life is short, art is long" ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะช่วยรักษาชีวิต ความทรงจำและช่วงเวลาแห่งอดีตไว้คือ งานศิลปะนั่นเอง
เมื่อยอมรับธรรมชาติของเวลาว่า เวลาไม่มีวันหยุดนิ่ง มีแต่จะเคลื่อนที่ไปสู่อดีต นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์จึงสามารถชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง แต่นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย เขาเหล่านั้นมักแทรกความหวังไว้ในตัวละครบางตัว ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นตัวละครที่ไม่มีบทบาทสำคัญ เช่น โฟล์คเนอร์ให้แม่บ้านชาวนิโกรคือ ดิลเซย์ (Dilsey) เป็นผู้เดียวที่เข้าใจทุกคนในครอบครัวคอมป์สัน เป็นผู้ที่สามารถจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในระเบียบ แม้เรื่องเล็กน้อย เช่น เธอรู้ว่าเมื่อเบนจี้ส่งเสียงเช่นนี้หมายความว่าเขาต้องการอะไรเป็นต้น โฟล์คเนอร์จงใจเน้นลักษณะข้อนี้ของดิลเซย์โดยให้ดิลเซย์เป็นคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อนาฬิกาในบ้านคอมป์สันตีบอกเวลา 5 นาฬิกา โดยตี 5 ครั้งนั้น แท้จริงเป็นเวลา 8 นาฬิกาแล้ว เธอเป็นตัวแทนของคนที่ยอมรับความจริง และต่อสู้เสมอ หรือตัวละครอย่าง มิสซิสแมคนับ (Mrs. Mcnub) ในเรื่อง To the Lighthouse ที่ลุกขึ้นทำความสะอาดบ้านพักตากอากศซึ่งปิดตายมาเป็นเวลา 10 ปี อันเป็นช่วงระยะเวลาที่เกิดสงคราม บ้านจึงผุพังเพราะถูกรุกรานจากธรรมชาติ ต้นไม้ต้นหญ้า หรือผุพังเพราะความเก่าแก่เนื่องจากขาดคนทำนุบำรุง เธอปลุกวิญญาณของบ้านให้ฟื้นคืนมาใหม่ พร้อมๆกับปลุกชีวิตของมิสซิสแรมเซย์ให้ฟื้นขึ้นในความคิดคำนึงของเธอด้วย มิสซิวแมคนับเป็นตัวแทรนของความหวังที่ว่า ยังมีมนุษย์บางคนที่พร้อมจะต่อสู้กับความผันแปรของเวลานั่นเอง
นวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์คือนวนิยายชีวประวัติ (autobiographical novel) จริงหรือ
เนื่องจากกลวิธีการเขียนนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์เป็นแบบบทรำพึง เป็นเหตุให้ผู้อ่านอาจตั้งปัญหาได้ว่า ความรู้สึก ความคิดความสำนึกทั้งหลายที่ตัวละครต่างๆบรรยายออกมานั้น คือความรู้สึก ความคิดและความสำนึกของผู้แต่งเองหรือไม่ ในนวนิยายที่ตัวละครเอกเพียงตัวเดียวเป็นผู้เล่าเรื่อง ซ้ำยังใช้สรรพนามแทนตนว่า "ฉัน" เช่นผู้เล่าในเรื่อง A la Recherche du Temps Perdu ของพรูสต์ เมื่อยิ่งอ่านไป ยิ่งทำให้มีผู้ถกเถียงกันว่า "ฉัน" ในเรื่องนั้นคือพรูสต์เองใช่หรือไม่ พรูสต์ได้ปฏิเสธความคิดนี้โดยสิ้นเชิง เขายังโจมตีทฤษฎีของแซงเบอฟ (Saint-Beuve) ซึ่งวิจารณ์งานวรรณกรรมโดยศึกษาภูมิหลังของผู้แต่งวรรณกรรมนั้นๆด้วย แต่นักวิจารณ์หลายคนก็ยังไม่ยอมแพ้และชี้ให้เห็นว่ารายละเอียดมากมายที่ปรากฏในนวนิยายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตส่วนตัวของพรูสต์ โดยพรูสต์ได้ใช้เป็นวัตถุดิบอันแรกในการเขียนเรื่องนี้ พรูสต์เองได้กล่าวไว้ว่า "หน้าที่ของนักเขียนควรเสนอความเป็นจริงบางส่วนในชีวิต แต่ไม่ใช่ลอกจากชีวิตจริง ควรสร้างจินตนาการเพิ่มเติมด้วย"
ชีวิตของพรูสต์นั้นคล้ายคลึงกับชีวิตของผู้เล่าในนวนิยายมาก เริ่มตั้งแต่วัยเด็กซึ่งเต็มไปด้วยความสุข แต่มาสูญหายไปเมื่อเขาโตขึ้นจนผุ้เล่าเรียกช่วงความสุขที่หายไปนี้ว่า "สวรรค์หาย" (Paradise perdu) เมื่อเป็นเด็ก พรูสต์ใช้ชีวิตอยู่ที่คงเบรย์ เป็นเด็กชายที่มีอารมณ์อ่อนไหวและเจ็บออดแอด พรูสต์รักแม่มาก และฉากที่แม่พาลูกชายไปนอน (Drame de coucher) นั้นเกิดขึ้นกับพรูสต์จริงๆ เมื่อพรูสต์เป็นหนุ่ม ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชั้นสูงแวดล้อมด้วยศิลปิน สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ก็ปรากฏอยู่ในหนังสือ ตัวละครที่อยู่รอบๆตัวผู้เล่าก็คือคนที่อยู่รอบๆตัวพรูสต์นั่นเอง เพียงแต่ดัดแปลงชื่อ และมีบางครั้งที่พรูสต์ใส่ลักษณะของเขาลงไปในตัวละครอื่นที่ไม่ใช่ผู้เล่า เช่น สวานน์เป็นต้น สุดท้ายผู้เล่าพยายามแสวงหาอดีตแห่งความสุขที่สูญหายไปโดยพยายามเรียกความทรงจำกลับมา และถ่ายทอดอดีตลงเป็นนวนิยาย ซึ่งจะเป็นชีวิตหรืออดีตของใครได้เล่า ถ้าไม่ใช่ชีวิตของพรูสต์เอง แม้ว่าเขาจะปฎิเสธก็ตาม
ตรงกันข้ามกับจอยซ์ จอยซ์ไม่เคยปฎิเสธว่าสตีเฟนคือจอยซ์นั่นเอง และเมื่อผู้อ่านได้ศึกษาชีวิตของเขาอย่างละเอียด ก็จะกล่าวได้เต็มปากว่า นวนิยายเรื่อง A Portrait of the Artist as a Young Man เป็นนวนิยายชีวประวัติของจอยซ์ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตของสตีเฟนตั้งแต่เด็กจนเข้าสู่วัยหนุ่ม และตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง หนีจากประเทศไอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นสังคมรอบๆตัวสตีเฟน ฉากต่างๆ บ้าน โรงเรียน วัด สถานที่ตากอากาศ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่แวดล้อมเขาอยู่ นับตั้งแต่สมาชิกในครอบครัว ครู พระ ผู้หญิง ก็ล้วนแต่เป็นชีวิตจริงของจอยซ์ทั้งสิ้น ภาพชีวิตของสตีเฟนคือช่วง 20 ปีแรกของชีวิตจอยซ์นั่นเอง
จอยซ์วาดภาพสตีเฟนจากความทรงจำในอดีตของเขา เหมือนที่พรูสต์จดความทรงจำของเขาใน A la Recherche du Temps Perdu ทั้ง 2 คนเห็นคุณค่าของอดีตมาก และประสบการณ์ทุกอันดูจะมีความหมาย และมีความสำคัญสำหรับเขาทั้ง 2 อย่างมากมาย จนไม่อาจเลือกประสบการณ์ใดเพียงบางประสบการณ์ได้ เขาใส่ประสบการณ์เหล่านั้นลงไปในนวนิยายแทบทั้งหมด ทำให้นวนิยายยืดยาวมาก คงจะไม่ผิดนักถ้ากล่าวว่า พรูสต์และจอยซ์ไม่ได้เป็นนักเขียนซึ่งแต่งเรื่อง แต่เป็นนักเขียนที่มีความสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของตนให้เป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ได้
นวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์ที่มีตัวละครหลายตัว และให้ตัวละครเหล่านั้นเปลี่ยนหน้าที่กันเป็นผู้เล่าจะให้ความรู้สึกแก่ผู้อ่านว่า ผู้แต่งเลือกที่จะเข้าไปนั่งในใจของตัวละครนั้น ตัวละครนี้ แล้วใส่ความคิดความรู้สึกของผู้แต่งลงไปในความคิดของตัวละครนี้บ้าง ตัวนั้นบ้างแล้วแต่โอกาส ในนวนิยายของวูล์ฟนั้น เรามักพบตัวละครซ้ำอยู่เสมอ แม้ว่าชื่อหรือชีวิตของตัวละครนั้นๆ จะเปลี่ยนไปในแต่ละเรื่อง นั่นคือ ตัวละครเอกที่เป็นผู้หญิง เช่นมิสซิสแรมเซย์ ลิลี่ หรือมิสซิสดัลโลเวย์ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ตัวเอกผู้หญิงเหล่านี้ก็คือตัวของวูล์ฟเอง
วูล์ฟสร้างตัวละครเหล่านี้จากชีวิตบางส่วนของเธอเอง มีนักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า "Virginia Woolf n’a ecrit qu’un grand roman a un personnage, et ce personnage, en general feminin, c’est elle-meme. Clarissa Dalloway, Mrs. Ramsey, Lily.., ne sont que les epreuves successives d’un meme original. วูล์ฟเป็นผู้หญิงสมัยศตวรรษที่ 20 ที่ลุกขึ้นเรียกร้องเพื่อสิทธิสตรี ไม่ใช่ด้วยวิธีรุนแรงหรือโจมตี แต่ถ้ามีโอกาสเรามักจะได้เห็นการเปรียบเทียบระหว่างลักษณะผู้หญิงและผู้ชายในนวนิยายของเธอเสมอ มิสซิสแรมเซย์มีบางส่วนของวูล์ฟปรากฏอยู่ มิสซิสแรมเซย์ไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ แต่อ่อนโยน พร้อมจะเข้าใจและเห็นใจเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่อยู่รอบข้างเธอ เธอพยายามหยิบยื่นความรักให้กับทุกคน และยินดีเป็นฝ่ายจะให้ความเห็นใจเมื่อมีผู้ต้องการ จนตัวละครอื่นโดยเฉพาะผู้ชาย เช่น สามีของเธอเห็นว่าผู้หญิงอย่างเธอไร้สาระ ไม่มีเหตุผล ไม่ยอมรับความจริง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า แท้จริงมิสเตอร์แรมเซย์นั้น แม้จะเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่เก่งกาจ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเรียกร้องจากภรรยาอยู่ตลอดมาโดยที่ไม่รู้ตัวคือความรัก และความเห็นใจ ส่วนลิลี่นั้นคือวูล์ฟ เธอพยายามที่จะประสานลักษณะทั้งสองนี้ให้อยู่ระหว่างกลาง ไม่มารกหรือน้อยไปทางใดทางหนึ่ง ผู้หญิงและผู้ชายนั้นมีลักษณะเฉพาะเพศ ถ้ารู้จักประนีประนอมก็คงจะเดินไปด้วยกันได้โดยราบรื่น
วูล์ฟชื่นชมความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์มาก วูล์ฟมีความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนฝูงมากมาย เธออยู่ได้ด้วยความรักที่เธอมีให้และได้รับตอบจากคนเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น การไปมาหาสู่น้อยลงจนแทบไม่มีเหลือ ซึ่งวูล์ฟทนไม่ได้ และผลก็คือ เธอสะเทือนใจจนมีอาการประสาทจนต้องเข้ารับการบำบัดรักษาจากแพทย์ คงจะไม่ใช่เหตุบังเอิญที่วูล์ฟให้มิสซิสแรมเซย์เสียชีวิตในตอนกลางเรื่อง To the Lighthouse ซึ่งเป็นช่วงระยะที่เกิดสงคราม บรรดาเพื่อนฝูงที่เคยไปรวมกันที่บ้านพักตากอากาศของเธอ ต่างก็แยกย้ายกันไป อันเป็นผลจากสงครามด้วย
มิสซิสดัลโลเวย์ ก็เป็นตัวละครที่เคยเข้ารับการรักษาโรคประสาทเช่นเดียวกับมิสซิสแรมเซย์ แต่ที่แน่ที่สุดแม้จะไม่ใช่ตัวละครผู้หญิง แต่ผู้อ่านก็แน่ใจได้ว่า วูล์ฟได้แทรกชีวิตบางส่วนของเธอลงไปในตัวละครที่ชื่อแซพติมัส (Septimus) ในเรื่อง Mrs. Dalloway แซพติมัสเคยเป็นทหารในสงคราม ผลจากสงครามทำให้เขาถึงกับมีอาการโรคประสาท และหวาดผวาเสมอเมื่อได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงปืน เขามีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าเขาไม่กล้าเลือกทำในสิ่งที่อยากทำได้ การตัดสินใจฆ่าตัวตายเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาแสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจ เลือกที่จะตาย วูล์ฟบรรยายความรู้สึกของแซพติมัสที่อยู่ระหว่างคนปกติ และคนที่มีอาการโรคประสาทได้อย่างสมจริง เพราะวูล์ฟเองเคยมีอาการเดียวกับแซพติมัส วูล์ฟมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายครั้งแรกในระหว่างปี 1913-1914 แต่ไม่เป็นผล และมาสิ้นชีวิตสมใจในครั้งที่ 2 ปี 1941 โดยการกระโดดน้ำตาย เพราะเธอทนสภาพที่ต้องอยู่อย่างหงอยเหงา ห่างไกลจากเพื่อนฝูงเหมือนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้
โฟล์คเนอร์เขียน The Sound and the Fury ด้วยกลวิธีกระแสแห่งความสำนึกให้มีตัวละครหลายตัวแบ่งตอนกันเสนอความรู้สึกนึกคิดของตน ตัวละครแต่ละตัวของโฟล์คเนอร์มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้อ่านจะไม่รู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัวมีผู้แต่งชักเชิดอยู่เบื้องหลัง ตัวละครแยกจากตัวผู้แต่งโดยเด็ดขาด โฟล์คเนอร์เพียงแต่เลือกใส่ความคิดเห็นของเขาลงในตัวละครเหล่านั้นตามบทบาทที่เขาสร้างขึ้น เราไม่อาจเรียก The Sound and the Fury ว่าเป็นนวนิยายชีวประวัติ แต่ถึงกระนั้นปัญหาที่เขาเสนอในนวนิยายก็เป็นปัญหาในชีวิตจริงของเพื่อนชาวอเมริกันร่วมสมัยของโฟล์คเนอร์เอง โดยดัดแปลงชื่อจากเมืองออกซ์ฟอร์ด (Oxford) มาเป็นเมืองโยคนาพาทอพา (Yoknapatawpa) มลรัฐมิสซิสซิปปี้ (Mississippi) เป็นต้น
ด้วยกลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ นวนิยายต้องเปิดเผยความรู้สึก ความคิด และความสำนึกของตัวละคร จึงน่าจะเป็นการยากสำหรับผู้แต่ง ที่จะจินตนาการความรู้สึก ความคิด และความสำนึกของตัวละครขึ้นใหม่ โดยไม่แตะต้องความรู้สึก ความคิด และความสำนึกของตน ลักษณะสำคัญของอิมเพรสชั่นนิสต์ข้อหนึ่งก็คือ เน้นชีวิตภายในของตัวละคร เพราะชีวิตภายในนี้เองเป็นสิ่งที่ยืนยันความมีชีวิตอยู่ของเขา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์ส่วนใหญ่ต้องการยืนยันความมีชีวิตอยู่ของเขาเอง ในโลกอันวุ่นวายแห่งศตวรรษที่ 20 ด้วยการเสนอชีวิตภายในของเขาในนวนิยาย
นักเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์มุ่งสร้างความหวังที่จะหาความสุขไว้กับการแสวงหา "ชีวิตที่มีสำนึก" ความพยายามที่จะให้ความสำคัญกับสภาวะทางจิตโดยใช้กลวิธีอิมเพรสชั่นนิสต์ แต่การย้อนกลับไปสู่ความสำนึกในอดีตนั้น ดูจะไม่สามารถพามวลมนุษย์ไปสู่ความสมหวังที่แท้จริงได้ นักเขียนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของเนื้อหามากกว่ากลวิธีที่แปลกใหม่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตเพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อของสังคม ของความเจริญทางด้านวัตถุ หรือมุ่งชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมลงของสังคมมากกว่าการสำรวจสภาพจิตใจดังที่นวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์เสนอ ประกอบกับกฎเกณฑ์และกติกาของการเขียนนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์นั้นยากสำหรับผู้แต่ง ในการถ่ายทอดความสำนึกให้เป็นตัวหนังสือ ให้เป็นเรื่องราวที่เพลิดเพลินและชวนติดตาม ดังนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์จึงด้อยความนิยมลง แต่กระนั้นก็เป็นที่ยอมรับว่า กลวิธีและแก่นเรื่องของนวนิยายอิมเพรสชั่นนิสต์นั้น เป็นแนวโน้มใหม่ในการนำจิตวิทยาเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเขียนนวนิยาย และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดนวนิยายใหม่ (nouveau roman) ขึ้นในระยะเวลาต่อมาด้วย
 
ดูอ้างอิง ข้อมูลเพิ่มเติม :http://www.arts.chula.ac.th/~complit/introlit/document/impressionist.htm

(+) ข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องพรูสต์ และความทรงจำ
http://www.ngthai.com/ngm/0711/feature.asp?featureno=3
(พ.ย.2550)

ข้อมูลหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ยังกล่าวว่า ความทรงจำภายในและภายนอก จิตวิทยา กลิ่นทำให้นึกถึงความทรงจำ ภาพถ่าย ปฏิทิน  book  โดยในความทรงจำของอีพี ที่ดีที่สุด แต่ละปีบรรยากาศ ไม่เหมือนกัน และแต่ละช่วงของปี ก็แตกต่างกัน สำหรับ AJ วันเวลา เปรียบดั่งรส
ชาติเค้กในหนังสือ รีเมมเบอร์ออฟทิงส์พาสต์ ที่ทำให้จิตของมาร์เซล์ พรูสต์ ย้อนเวลาได้ แค่การพูดถึง ก็ทำให้เธอคิดถึงอดีตโดยไม่รู้ตัว(จิตไร้สำนึก ในสมองทำงาน)
กรณีดังกล่าว บอกว่า คนยุคกลางศึกษาวิธีการจำ เพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงห้องสมุดได้ทุกเล่ม จึงนำความรู้จากการจำหนังสือในห้องสมุดมาเผยแพร่แก่ทุกคน
และสิ่งที่มีประเด็นเรื่องการเขียนเรื่องความทรงจำ ซึ่งน่าสนใจว่า การจำไม่ได้ ทำให้มีผล คือ บาปเหม่อลอย เช่น ลืมเชลโล ราคาหลายล้านบาท บาปไม่ลืมทหารอเมริกา รบในเวียดนาม แต่ว่าสิ่งสำคัญ ก็มีอยู่ว่าบาป นั้น ทำให้มองไม่เห็นประโยชน์ของการลืม “ฟูนส์เดอะเมโมเรียส “ ฮอร เฮ
ลูอิส เบอร์เฮส (นักเขียน) พูดถึงชายหนุ่ม มีปัญหาเขาจำทุกอย่างได้ และไม่สามารถลืมได้ เขาไม่อาจแยกแยะเล็ก ใหญ่ จัดลำดับความสำคัญ สรุปความได้ เขาไม่อาจสรุปIdea รวบยอดได้ ในเรื่องต่างๆ ได้ บอร์เกส สรุปว่า การลืมต่างหากที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ หาใช่จดจำไม่ และการคิด คือ
การลืม ใน“เดอะบุ๊คอออฟเมโมรี”
จากบันทึกของผมในวันที่ 1 ต.ค.2551
October 01
ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง
วันที่ 1 ต.ค.2551 พายุเมขลาเข้าประเทศไทย
boycyberpunk.spaces.live.com/…/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1592.
-อาหารการกินกับวรรณกรรม
การนำเสนอในแนวปรัชญา
-การค้นหาวันเวลาที่สูญหายของ พรุสต์  นวนิยายของพรุสต์เล่มนี้มีความรุ่มรวยหลากหลายและลึกซึ้งที่สุดในแง่ความหมายและนัยยะของอาหารการกิน พรุสต์วิเคราะห์อาหารทุกประเภทและทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สีสัน รสชาติ ความนุ่ม ความแข็ง และเชื่อมโยงอาหารไปสู่ผู้คน
ภาษา ทิวทัศน์ ขนบธรรมเนียม บริบทสังคม และยุคสมัย อาจกล่าวได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราพบกระจัดกระขายในวรรณกรรมเล่มอื่นๆ ถูกนำมารวมไว้ในเล่มเดียวนี้ จุดเด่นที่เราไม่พบในที่อื่น คือ การกำหนดให้อาหารมีบทบาท ไขแสดง(reveal) ตัวตนในอดีตของผู้เล่าเรื่อง ในช่วงต้นของ
นวนิยาย ผู้เล่าเรื่องพยายามที่จะรำลึกถึงรายละเอียด ในชีวิตของเขาในอดีต  แต่ก็รำลึกได้อย่างเลือนราง และกระท่อนกระแท่นเต็มที่ จวบจนวันหนึ่งเขาได้รับประทานขนมไข่กับน้ำชา การรับรู้ถึงรสชาติและความอ่อนนุ่มของขนม ซึ่งกำลังละลายอยู่ในโพรงปาก กระตุ้นให้เขาจำได้ถึงราย
ละเอียดของบรรยากาศที่เคยแวดล้อมการรับประทานขนมนี้ในวัยเด็ก ฉับพลันภาพของผู้คน สถานที่ ธรรมชาติ คำพูด ก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เห็นได้ว่า อาหารมีบทบาทสำคัญถึงขนาดสามารถปลุกอดีตที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และเป็นการฟื้นคืนชีพอย่างมีความหมายและคุณ ค่า เพราะมันได้กลายเป็นเรื่องเล่าที่มีความยาวถึง 3,000 หน้าทีเดียว วรรณกรรมนั้นกินไม่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาในแง่ของอาหารการกิน
อย่างน้อยวรรณกรรมก็ได้ชื่อว่าเป็นอาหารประเภทหนึ่ง นั่นคือ อาหารสมอง
-จากนพพร ประชากุล ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 1 ว่าด้วยวรรณกรรม
-เวลาศักดิ์สิทธิ์ และเวลาสามัญ(ชีวิตประจำวัน) ซึ่งเวลาสองแบบแตกต่างกัน และหนังสือมานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ของอ.สุเทพ เกี่ยวกับบทความความสำนึกเกี่ยวกับอดีตของมนุษย์ ซึ่งผลงานชิ้นนี้มารวมเล่มจากบทความเดิม ที่มีการพิมพ์รวมเล่มปรัชญาประวัติศาสตร์กับคนเขียน
หลายคน โดยบทความกล่าวถึง เวลาทางนิเวศวิทยา  ที่มีเกี่ยวข้องเรื่องจันทรคติ และเวลาทางโครงสร้าง ซึ่งเกี่ยวกับเวลาการเกิด และความตาย ผ่านพิธีทางศาสนา เช่น การบวช และการจำ-นับเวลา จากประวัติส่วนบุคคลเกี่ยวกับพ่อบวช นี่เป็นตัวอย่างของเวลากับความทรงจำของมนุษย์
ซึ่งนำมาเล่าขยายต่อเรื่องของมาร์แซล พรูสต์
——————————————————————————————————————————————————————-
-วันที่ 14 ก.ย. วันก่อนผมไปสัมภาษณ์อ.ไชยันต์ รัชชกูล และผมอยากทบทวนเรื่องที่มีโอกาสนั่งสนทนา ร่วมรับฟังบทสนทนากับอ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และพี่ชิน -พี่โป๊ะ ณ ร้านอาหาร รวมทั้งโอกาสการเขียนเล่าถึงเรื่องราวบางส่วน เพราะ พี่ชิน พูดถึงว่า คนไทยไม่เขียนไดอารี่ เหรอ ผม
ไม่ได้ตอบ หรอก ผมก็นั่งฟังๆ เป็นหลัก เพราะ ผมรู้สึกแปลกๆ กับการพูดคุยด้วยบรรยากาศเกรงใจ และผมทิ้งท้ายบอกพี่ชิน ว่า ผมประทับใจ จบสั้นๆ ส่วนความลึกล้ำของบทสนทนา นั้น คุณอ่านข้อมูลข้างล่าง ประกอบแล้วกันครับ
ประวัติศาสตร์ของการเขียนไดอารี่
The History of Diaries
ในอเมริกามองว่าการเขียนบล๊อกนั้นเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ (self expression creatively) และการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว (self experience) เป็นอันดับรองลงมา (Lenhart & Fox, 2006) ดังนั้นหากจะเล่าประวัติของการเขียนบล๊อกในอีกมุม
มองหนึ่ง ก็น่าจะมองไปที่การเขียนบันทึกเรื่องราวส่วนตัว หรือที่เรารู้จักกันกันในนาม ไดอารี่ (Diary) นั่นเอง
http://74.125.153.132/search?q=cache:nEUJcPsQkFUJ:iteau.wordpress.com/category/thaibrarian/+%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%
A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%
94+dig+it+up+toy&cd=8&hl=th&ct=clnk&gl=th
เมื่อผมตระหนักรู้ว่ามีวันรักการอ่านจากนิตยสาร Hip เชียงใหม่  จึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และสัมภาษณ์อ.ไชยันต์ ว่า 2เม.ย.วันรักการอ่าน
ครม.ไฟเขียวประกาศวันที่ 2 เม.ย.
http://www.komchadluek.net/detail/20090806/23272/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A82%E0%B9%80%E0%B8%A1.%E0%B8%A2.%E0%B8%A7%E0%B8%
B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1.%E0%
B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B55261%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%
A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.html
การบริโภคกับการเมืองโดย : อรรถจักร สัตยานุรักษ์
การกินข้าวนอกบ้านที่เดิมเคยเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของคนชั้นกลาง ก็ละลายและเปลี่ยนสภาพไปอย่างมาก ร้านอาหารหรือภัตตาคารที่ตอบสนองความเท่าเทียมในการบริโภคชัดเจนมากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านหมูกระทะ ซึ่งเป็นการบริการการ
บริโภคที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะทุกคนจะบริการและจัดการกับอาหารส่วนของตนแม้ว่าจะกินอาหารร่วมกันก็ตาม
http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/attachak/20090821/70523/การบริโภคกับการเมือง.html
อาจารย์ชินนิอิชิ ชิเกโตมิ (Dr.Shiniishi Shigetomi) (คุณชินหรือพี่ชินของนักวิชาการไทย)
 มองชนบทญี่ปุ่น
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/attachak/20090529/46232/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%8D%E0%
B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99.html
http://historymcmu.blogspot.com/2007_09_01_archive.html
ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญด้านชาวนา:กระเทาะเปลือกมายาภาพแห่งวาทกรรม"ขายที่ขายชาติ"
http://thaienews.blogspot.com/2009/09/blog-post_8132.html
สัมภาษณ์ ‘อานันท์ กาญจนพันธุ์’ : ชาตินิยมล้าสมัย กับการรับมือชาวนาขายที่ให้ต่างชาติ
http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25820
วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206270116&tb=N255206
———————————————————————————————
วันที่ 15 กันยา 2552 จาก‘วันเกษตรกร" ถึงวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’ ครับ มันคงน่าแปลกถ้าเมืองเกษตรกรรมไม่มีวันเกษตรกร (เพิ่งกำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ นี่เอง)ผมเริ่มรู้จักวิกเกตสไตน์ จากห้องเรียน ที่มีอ.อานันท์ สอนทำให้ผมสนใจชีวิตของเขา เพิ่มมากขึ้น เช่น ประวัติของเขา ซึ่งเราได้อ่านมาแล้ว ว่า ความคิดแปลกใหม่ของเขา และชีวิตของเขา ก็เหมือนบันทึกของนักมานุษยวิทยา ที่มีชีวิตเป็นดั่งตัวบทให้อ่าน ผมอยากเปรียบเทียบกับวิธีคิดของพวกฝรั่งเศสอย่างมาร์แซล พรูสต์ ที่มีรสชาติของชีวิต ผ่านหนังฝรั่งเศส เรื่องหนึ่ง คือ Paris,Je t’aime หรือ Paris,I Love You คือการชุมนุมผู้กำกับมีชื่อระดับนานาชาติกว่า 20 ชีวิตและต่างแนวทาง ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองหรือความประทับใจที่พวกเขามีต่อ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผ่าน ภาพยนตร์ความยาว 5 นาทีจำนวน 18 เรื่อง เรียงร้อยคอยคั่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพบรรยากาศของเมืองแห่งนี้ในยามต่างๆ กัน  และย่านต่าง ๆ  18 แห่ง(จากทั้งหมด 20 ย่านในปารีส) ด้วยโจทย์ว่าทุกเรื่องต้องมี เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก
     
ผลที่ได้คือตัวหนังที่เปี่ยมเสน่ห์ในตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรักของสาวอเมริกันกับหนุ่มตาบอด, แม่ผู้สุญเสียกับลูกชายอันเป็นที่รัก, นักแสดงสาวกับคนขายยาแปลกหน้า, สามีผู้สลัดกิ๊กสาวสวยวัยขบเผาะเพื่อมาดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย,หรือกระทั่งความรักของแวมไพร์สาวกับนักท่องเที่ยวหนุ่ม  ทั้งหมดถูกเรียงร้อยเพื่อถ่ายทอดถึงความรักเพียง 1 เดียวที่พวกเขามีต่อมหานครแห่งนี้  
ในมหานครปารีส ช่างมีความรักอยู่ทั่วไปทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นตามบาร์หรือร้านกาแฟ จะใต้หอไอเฟล หรือในรถไฟใต้ดิน ที่แล่นลัดเลาะไปใต้ท้องถนน  Paris,Je t’aime จะเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสมหานครปารีสผ่านมุมมองของนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังของโลกมากมาย อาทิ สองพี่น้องโคเอ็น, กัส แวน แซงท์, วอลเตอร์ แซลเลส, อิสซาเบล คอยเซ่, อเล็กซานเดอร์ เพย์น และ ซิลเวน โชเม่ต์ ทั้งเรื่องราวสนุกสนาน, ความแตกต่างของวิถีชีวิต, การเผชิญหน้าที่คาดไม่ถึง, และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความรัก ที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครมากหน้าหลายตาที่แสดงโดยดาราดังระดับโลก อาทิ นาตาลี พอร์ทแมน, อีไลจาห์ วู้ด, นิค โนลเต้, แฟนนี่ อาร์แดนท์, จูเลียต บินอช และ สตีฟ บุชเซมี่ ฯลฯ
ปารีสอาจจะมีประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดผ่านภาพมากมาย แต่ก็เป็นภาพเก่า ๆ มากกว่าจะนำเสนอภาพของเมืองหลวงแห่งนี้ในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ ด้วยความพยายามจะฉีกตัวเองออกจากภาพของมหานครปารีสสวยราวกับโปสการ์ดที่เห็นกันจนคุ้นเคย และเผยบางซอกบางมุมของเมืองแห่งนี้ที่ไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่องใด ๆ มาก่อน หนังจึงสะท้อนสังคมหลายชนชั้น ผู้คนหลายช่วงอายุ หลากวัฒนธรรม และบรรยากาศแปลกแยกที่ผสมผสานเข้ากันไว้อย่างลงตัว ผู้กำกับเกือบทั้งหมดที่เข้ามาร่วมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้เกิดหรือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในมหานครปารีส ผลงานภาพยนตร์ของพวกเขาจึงเป็นการสะท้อนภาพสังคมร่วมสมัยยุคปัจจุบันของมหานครปารีส ผนวกเข้ากับบางแง่มุมของแนวคิดที่คนต่างบ้านต่างเมืองอยากถ่ายทอดเมืองแห่งนี้ให้ผู้ชมได้สัมผัส ความอยากรู้อยากเห็นชักนำให้พวกเขาก้าวล่วงเข้าไปยังหลาย ๆ มุมของเมืองที่แม้แต่ผู้คนที่เกิดในฝรั่งเศสเองแท้ ก็อาจจะยังไม่เคยคิดจะเข้าไปสำรวจเลยด้วยซ้ำ พวกเขาจะนำมหานครปารีสมาสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่เคยคิดว่ารู้จักเมืองนี้ทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดีแล้วอีกครั้ง ทั้งยังตอกย้ำว่า มหานครแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก (de l’amour) สมคำล่ำลือ
หนังได้รับเกียรติให้ฉายเปิดในสาย Un Certain Regard ใน ปี 2006 และเคยเปิดฉายในปีเดียวกัน ณ งานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 4  อีกด้วย ในอนาคต หนึ่งในสองโปรดิวเซอร์หลักของหนัง (คลอดี ออสซาร์ด และ เอมมานูเอล เบนบิไฮ) คือ เอมมานูเอล เบนบิไฮ ก็เตรียมจะสานต่อโครงการนี้ด้วยการทำหนังรักในเมืองสำคัญของโลกสองเรื่องนั่นคือ New York,I Love You(2008) ผ่านย่านสำคัญ 15 ที่ของนิวยอร์ค และ Shanghai,I Love You(2010) โดยสำหรับนิวยอร์คได้มีผู้กำกับมาร่วมงานอย่างคับคั่งเช่นเคย อาทิ ปาร์ค ชานวูค, หวังเสี่ยวชุ่ย, ซาค บราฟฟ์, และ มิร่า แนร์ เป็นต้น
>> เนื้อเรื่องย่อของภาพยนตร์ "Paris,Je t’aime" ( แบ่งตามย่านของภาพยนตร์แต่ละตอน )
ม็องต์มาร์ตร (ย่านที่ 18) : " ถนนนี้มีแต่รัก"  กำกับโดย บรูโน่ โพดาลีเดส (Dieu seul me voit)
ในระหว่างที่หนุ่มขี้เหงากำลังสอดส่ายสายตาหาที่จอดรถในถนนแคบ ๆ กลางย่านม็องต์มาร์ตร จู่ ๆ สตรีลึกลับนางหนึ่งก็มาเป็นลมล้มพับอยู่ข้าง ๆ รถของเขา ฤานี่จะเป็นพรหมลิขิตแห่งรักที่เขาโหยหารอมานาน
แม่น้ำแซน (ย่านที่ 5) : "แม่น้ำสายความรัก"  กำกับโดย กูรินเดอร์ แชดด้า (Bend it Like Beckham)
ฟรังซัว กับเพื่อนอีกสองคนตะโกนแซวสาว ๆ ที่เดินผ่านไปมาบนทางเดินเลียบแม่น้ำแซน แล้วฟรังซัวก็เห็นสาวมุสลิมคนหนึ่งเดินสะดุดล้มลง เขาเข้าไปช่วยเธอเก็บผ้าคลุมหน้าที และหลังจากนั้นเขาก็มาที่นี่ทุกวัน
เลอ มาเร่ส์ (ย่านที่ 4) : "ย่านรักไร้พรมแดน"  กำกับโดย กัส แวน แซงท์ (Elephant)
เมื่อ แกส ก้าวเข้ามาในโรงพิมพ์ ชายหนุ่มก็ถูกชะตากับ อีไล พนักงานหนุ่มเข้าให้เต็มเปา อีไล กลับไม่เข้าใจสิ่งที่ แกสป้า พูดจนเมื่อแกสป้ากลับออกไปแล้ว อีไลก็รู้ว่าความรู้สึกพิเศษระหว่าพวกเขาทั้งคู่คืออะไร
สถานีรถไฟตุยเลอรีส์ (ย่านที่ 1) :  "แรกรักเมื่อสบตา"  กำกับโดย โจเอล กับ อีธาน โคเอ็น (Fargo)
นักท่องเที่ยวอเมริกันยืนอ่านหนังสือนำเที่ยวอยู่ที่ชานชาลารถไฟใต้ดิน เขาเหลือบไปเห็นหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสคู่หนึ่งกำลังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม กว่าจะตั้งสติได้เขาก็สบตาสาวเจ้าเข้าเต็มเปาเสียแล้ว
ย่านที่ 16 : "เสียงกล่อมรักอันโดดเดี่ยว"  กำกับโดย วอลเตอร์ แซลเลส (The Motorcycle Diaries)
ในตอนเช้า คุณแม่ยังสาวจำใจต้องทิ้งลูกน้อยของเธอไว้ให้เนิร์สเซอรี่ใกล้บ้านเลี้ยงดู เพื่อรีบขึ้นรถไฟมายังเขต 16 สุดหรูหราเพื่อทำงานเป็น พี่เลี้ยงให้กับลูกของคนอื่นที่พักอยู่ในย่านนั้นนั่นเอง
ย่านปอร์ต เดอ ชัวซี (ย่านที่ 13) : "ภาษารัก  ไม่มีวันจาง"  กำกับโดย คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (ผู้กำกับภาพระดับโลก อดีตผู้กำกับภาพคู่บุญหว่องกาไว)
การพบปะกันที่แทบจะเกินกว่าความเป็นจริงใด ๆ จะตีกรอบได้ระหว่าง หนุ่มนักขายทัวร์ กับ ซ้อเจ้าของกิจการร้านทำผมจีนสุดสวย
ย่านบาสตีย์ (ย่านที่ 12) : "รักของเราไม่มีวันหมดอายุ"  กำกับโดย อิสซาเบล คอยเซ่ (My Life Without Me)
ก่อนที่หนุ่มใหญ่จะขอหย่ากับภรรยาคนปัจจุบัน เพื่อไปครองรักกับกิ๊กที่ทั้งสาวและสวยกว่า แต่ภรรยาของเขากลับโพล่งออกมาก่อนว่าเธอเป็นมะเร็ง เขาจึงตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างเพื่อมาดูแลภรรยาที่กำลังป่วย
จัตุรัสชัยสมรภูมิ (ปลาซ เด วิคตัวร์ ย่านที่ 2) : "เสียงรักไม่มีวันจาง"   กำกับโดย โนบูชิโร่ ซูว่า (After War)
หญิงสาวคนหนึ่งนอนไม่หลับด้วยเสียงร้องเพรียกหาจากลูกของเธอที่ตายไปแล้ว เธอจึงกลับมายังจัตุรัสที่ลูกของเธอเสียชีวิตเพื่อรอคอยที่จะพบกับเขาอีกครั้ง
หอไอเฟล (ย่านที่ 7) :  "ที่นี้มีแต่ รัก"  กำกับโดย  ซิลเวน โคเม็ท  (The Triplets of Belleville)
ศิลปินละครใบ้หนุ่มสุดแสนเดียวดายใช้เวลาทุกวี่ทุกวันอยู่ใต้หอไอเฟลตามตื้อนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งเขาถูกตำรวจจับข้อหาก่อกวนความสงบ แล้วที่สถานีตำรวจนั่นเองที่ทำให้เขาได้พบเนื้อคู่
สวนสาธารณะมองโซ (ย่านที่ 17) :  "เธอกับฉันรักกันไม่มีเบื่อ"  กำกับโดย อัลฟอนโซ่ คัวรอน (Children of Men)
ชายชราชาวอเมริกันนัดกับหญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่สวยแต่หัวรั้นสุด ๆ แต่เขามาสาย ทั้งสองเดินทะเลาะกันไปตามถนนในสวนสาธารณะ ซึ่งมันเป็นการเปิดเผยให้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและสับสนซับซ้อนของทั้งคู่
ย่านเด็กแดง (การ์ติเย เด ซองฟอง รูจ ย่านที่ 3) : "ความรักอยู่ในอากาศ"  กำกับโดย โอลิเวียร์ แอซสาแยส (Clean)
นักแสดงชาวอเมริกันสาวกำลังเข้ากล้องถ่ายทำภาพยนตร์ดราม่าย้อนยุคในนครปารีส เธอผูกมิตรกับพ่อค้ายาเสพติดแสนลึกลับคนหนึ่ง ว่าแต่เธอจะพบความพึงพอใจตรงตามที่ปรารถนาหรือไม่
จัตุรัสเทศกาล (ปลาซ เด แฟต ย่านที่ 19) : "ดื่มกาแฟกันไหมที่รัก"  กำกับโดย โอลิเวอร์ ชมิทซ์ (Hijack Stories )
ชายคนหนึ่งล้มนอนใกล้ขาดใจอยู่กลางจัตุรัสเทศกาล โซฟี นักศึกษาแพทย์สาวประสบการณ์น้อยพยายามจะช่วยชีวิตของเขา แล้วจึงตระหนักว่าทั้งสองเคยพบกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว
ปิกาล (ย่านที่ 9) : "ย่านทดสอบรัก"  กำกับโดย ริชาร์ด เลอกราเวเนส (Living Out Loud)
สังเวียนรักสุดแสนเซ็กซี่ที่เกิดขึ้นกลางย่านโลกีย์ ปิกาล กำลังเล่นเอาล่อเอาเถิดกับคู่รักสูงวัยที่พยายามจะรักษาความสัมพันธ์ของพวกเขาไว้ให้ยืนยาว
ย่านมัดแลน (ย่านที่ 8) : "รักด้วยเลือด"  กำกับโดย วินเซ็นโซ่ นาตาลี (Cube)
ชายหนุ่มเข้าไปขัดจังหวะในขณะที่แวมไพร์สาวกำลังสูบเลือกจากเหยื่อรายล่าสุดของเธอ เสน่ห์สาวทำให้ชายหนุ่มติดอกติดใจเข้าเต็มเปาและมุ่งมั่นจะครอบครองเธอชนิดอุปสรรคใดก็ขวางไม่ได้
แปร์ ลาแชส (ย่านที่ 20) : "รักแท้ไม่แพ้ตัวเลข"  กำกับโดย เวส คราเว่น (Scream 1-3)
คู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันหมาด ๆ พยายามปรับตัวเข้าหากัน ขณะที่หลงทางเดินวนเวียนตามหลุมศพในสุสานแปร์ ลาแชส ก่อนที่วิญญาณของออสการ์จะปรากฎตัวขึ้นมาช่วยหาข้อยุติให้กับเรื่องไม่ลงรอยกันของทั้งคู่
โฟบูร์ แซ็งต์ เดอนี (ย่านที่ 10) : "เธอกับฉัน รักกันแค่ 2 คน"  กำกับโดย ทอม ทิคเวอร์ (Run Lola Run และ Perfume)
นักแสดงอเมริกันสาวสวยโทรไปหาแฟนหนุ่มตาบอดของเธอเพื่อขอบอกเลิก การเดินทางในหัวของชายหนุ่มสะท้อนให้เราได้สัมผัสกับความสัมพันธ์ของพวกเขาตั้งแต่ที่พบหน้ากันครั้งแรกจนถึงวันที่บอกลา
ย่านละติน (ย่านที่ 6) : "รักต้องบอก"  กำกับโดย เฟร็ดเดอริค อูเบอร์แต็ง กับ เจอราร์ด เดอพาดิเย (The Bridge)
ชายสูงวัยชาวอเมริกันที่ยังกระฉับกระเฉงนัดพบอดีตภรรยาเพื่อขอให้เธอจัดการเอกสารสำคัญในการหย่าอย่างเป็นทางการให้เรียบร้อยแต่แล้วการนักพบกันครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
กาตอร์เซียม อาร์รงดิซม็อง (ย่าน 14) : "มหานครแห่งรัก"  กำกับโดย อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Sideways)
นักท่องเที่ยวอเมริกันสาวเพิ่งเข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเธอเองเมื่อเดินผ่านย่าน 14 ของมหานครปารีส ซึ่งเป็นอารมณ์ขันและบทสรุปโดนใจของภาพยนตร์เรื่อง Paris,Je t’aime ได้อย่างลงตัวสุด ๆ
http://www.mono2u.com/review/content/paris_je_taime/

ทำไมผมถึงยกตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ กับมาร์แซล์ พรูสต์ และวิกเกตสไตน์ เพราะว่า ผมคิดว่า เรื่องย่าน 14 น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเธอเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพ นักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศส ต่างๆ ทำให้ผมรู้จักฝรั่งเศสมากขึ้น และผมไม่เคยไปฝรั่งเศส รวมทั้งไม่เคยไปหลุมศพของพรูสต์ และวิกเกตสไตน์ จึงมีเพียงจินตนาการข้ามขีดจำกัดของความเป็นจริงเท่านั้น
แม้ว่า ผมอ่านผลงานของนักเขียนฝรั่งเศส เช่น ซาสตร์ กามูส์ ที่มีแปลเป็นไทย มาจำนวนมากก็ตาม ซึ่งผมเคยเอารูป walk of idea ของเยอรมัน ที่มีรูปหนังสือเป็นประติมากรรม รวมนักเขียนหลายคน และฝรั่งเศส ก็เช่นกัน เขามีถนนสายที่สร้างนักเขียน สืบทอดความคิดกันมากมาย ผมขอจบเรื่องราวของวันนี้ โดยการระลึกถึงผู้แปลโลกในมือนักอ่าน ซึ่งผมเพิ่งพบกับเธอ เมื่อไม่กี่วันก่อน และผลงานเดียวกันของผู้เขียน ก็มีคนแปลเป็นไทยแล้ว จากข้อมูลhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250253266&catid=02
โดย เรื่อง A Reading Diary บันทึกรักนักอ่าน”  มังเกล กล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนังสือว่า  “การอ่านหนังสือของผม มักผูกพันกับทุกอย่างที่ผมทำ ทุกที่ที่ผมไป” 

เรามักเลือกอ่านหนังสือตามสิ่งที่เราคิด เราเป็นโดยไม่รู้ตัว  อ่านสิ่งใด เราก็เป็นสิ่งนั้น  หนังสือที่อ่านกลายเป็นกระจกสะท้อนเงาตัวเราเอง  เคยไหมที่คุณมักจะเลือกหยิบหนังสือสักเล่มหอบหิ้วติดกระเป๋าเดินทาง  ไว้อ่านในยามที่เบื่อหน่ายจากเสียงกรนของคนข้างๆ  หรือฆ่าเวลาระหว่างการ
เดินทางอันยาวนาน…

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s