วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)

วิกเกตสไตน์กับมาร์แซล พรูสต์(นิทเช่กับคาฟคาสั้นๆ)
 
‘วิตเกนสไตน์’
ความเงียบกับอภิปรัชญา
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์”
ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล
หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว
เมื่ออภิปรัชญาเกี่ยวกับข้องกับภาษาเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือว่า ความเป็นจริงเอง […]
 
การเดินตามกฏกับภาษาส่วนตัว
การศึกษาแนวคิดของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับการเดินตามกฏกับเรื่องภาษาส่วนตัว อาจทำให้คิดไปได้ว่า สองอย่างนี้มีอะไรขัดกันหรือไม่ กล่าวคือเมื่อพูดถึงการเดินตามกฏ ผลที่ได้ดูเหมือนจะเป็นว่า กฎไม่มีอยู่จริง เพราะพอเป็นเรื่องของการบวก กฏที่มีอยู่อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เพียงแต่ให้การบวกที่เกิดขึ้นถูกต้องกับตัวอย่างที่มีอยู่เท่านั้น ส่วนเรื่องภาษาส่วนตัวนั้นเน้นหนักที่ว่า ภาษาใดๆก็ตามต้องมีกฏเกณฑ์ของภาษา หรือของการเป็นภาษา มิฉะนั้นแล้วก็ไม่อาจเป็นภาษาได้ตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม สองอย่างนี้ก็ไม่ได้ขัดกันในความเป็นจริง เพราะเรื่องการเดินตามกฎนั้น วิตเกนสไตน์ (หรือที่ถูกต้องเป็น “คริปเคนสไตน์” เพราะเป็นความคิดของคริปคี ที่ใส่เข้าไปในปากของวิตเกนสไตน์มากกว่า) บอกว่า กฎนั้นมีอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การบวกก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ และจะไม่มีความเป็นระบบของการบวก เพียงแต่ว่าในระดับของตัวอย่างที่สังเกตได้ด้วยประสามสัมผัส หรือที่เป็นตัวอย่างภายใต้ขอบเขตจำกัด อาจเป็นไปได้ว่ามีกฎอื่นๆที่ทำงานได้เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพวกนี้ต่างก็เป็นกฎทั้งสิ้น กล่าวคือมีความเป็นระบบ ซึ่งนี่ก็ตรงกับแนวคิดของเรื่องภาษาส่วนตัว
การเดินตามกฎ
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญในปรัชญาของวิตเกนสไตน์ได้แก่เรื่อง “การเดินตามกฎ” หรือ rule following อันที่จริงเรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องของวิตเกนสไตน์โดยตรงก็ไม่ถูกนัก เพราะผู้ที่นำเอาเรื่องนี้มาขยายหรือมานำเสนอจนเป็นที่สนใจกัน ไม่ใช่ตัววิตเกนสไตน์ แต่เป็นคริปคี ดังนั้น จึงมีคนบอกว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่ของวิตเกนสไตน์ แต่น่าจะเป็นของ “คริปเคนสไตน์” มากกว่า
เนื้อหาหลักๆของเรื่องการเดินตามกฎก็คือว่า วิตเกนสไตน์ (หรือคริปเคนสไตน์) เสนอว่า การที่เราทำอะไรตามกฎที่มีการวางไว้ก่อนนั้น จะถือได้ว่าเป็นการ “เดินตามกฎ” ได้แม้ว่ากฎที่เดินตามนั้นอาจจะมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละกฏก็ให้ผลออกมาตรงกันในเชิงประจักษ์ทั้งสิ้น กล่าวถือ สมมติว่าเรามีกฎอยู่สองกฎ ได้แก่ L1 กับ L2 ซึ่งสองกฎนี้มีเนื้อหาต่างกัน (คือเป็นคนละกฎ) แต่หากในระดับที่ไม่สามารถจะแยกแยะความแตกต่างนี้ในเชิงประจักษ์ได้ (กล่าวคือไม่ว่าจะใช้ประสาทสัมผัสอย่างไร ก็มองหาความแตกต่างนี้ไม่พบ) ก็จะต้องสรุปว่า การเดินตามกฏนี้เป็นการเดินตามทั้ง L1 และ L2 ได้ทั้งคู่ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพียง L1 กับ L2 แต่จะเป็นกฎอะไรก็ได้ เพียงแต่ให้ผลเชิงประจักษ์ตรงกัน
ตัวอย่างเช่น ในคณิตศาสตร์เรามีฟังก์ชั่นอยู่หนึ่งฟังก์ชั่น ได้แก่ฟังก์ชั่น “บวก” ซึ่งมีความหมายดังนี้
L1: สำหรับจำนวนใดๆ m และ n ฟังก์ชั่นบวก(m, […]
 
ภาษาส่วนตัว
หัวข้อที่เราต้องเรียนกันในวันพฤหัสนี้ที่ผมต้องงดไป คือเรื่อง “ภาษาส่วนตัว” (private language) กับ “การเดินตามกฏ” (rule following) ซึ่งก็เป็นหัวข้อสำคัญในปรัชญาของวิตเกนสไตน์ และก็มีผลพวงทางปรัชญาตามมามากมาย โดยเฉพาะในปรัชญาจิตและญาณวิทยา แนวคิดหลักของเรื่องภาษาส่วนตัวก็คือ ภาษาส่วนตัวไม่มีจริง และมีไม่ได้ เรื่องนี้ต้องพูดละเอียดพอสมควร ในโพสนี้จะพูดเรื่องภาษาส่วนตัวก่อน แล้วจะพูดเรื่องการเดินตามกฏทีหลัง
ภาษาส่วนตัวที่วิตเกนสไตน์พูดถึง ไม่เหมือนกับการที่เราคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วไม่มีใครมารู้ว่าเราคิดว่าอย่างไร (เว้นแต่เป็นผู้ที่บรรลุญาณวิเศษที่สามารถหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ แต่เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในโพสนี้ อย่างไรก็ตามการรู้ความคิดของผู้อื่น ก็เป็นอะไรที่สนับสนุนข้อเสนอของวิตเกนสไตน์อยู่โดยอ้อม) สำหรับวิตเกนสไตน์แล้ว “ภาษาส่วนตัว” หมายถึงภาษาที่มีแต่เราเองแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ นั่นคือสิ่งที่ภาษาส่วนตัวระบุถึง ต้องเป็นอะไรที่มีแต่ “เรา” เท่านั้นที่รับรู้ได้ ซึ่งก็ย่อมได้แก่ความรู้สึกส่วนตัวของเราเอง ตัวอย่างเช่น ผมรู้สึกคันที่ขา เพราะยุงกัด สมมติว่าผมมีคำพิเศษที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ซึ่งย่อมไม่ใช่คำว่า “คัน” ในภาษาไทย เพราะคำนี้ทุกคนที่พูดภาษาไทยรู้กันอยู่แล้ว แต่เป็นคำพิเศษที่ผมไม่บอกใคร (ภาษาส่วนตัว!) ผู้ที่เชื่อว่ามีภาษาส่วนตัวจะถือว่า คำที่ผมใช้เรียกความรู้สึกนี้ไม่สามารถแปลออกมาเป็นภาษาที่รับรู้กันโดยทั่วไปได้ เพราะสิ่งที่ภาษานี้ระบุถึง ได้แก่ความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งในเมื่อไม่มีใครนอกจากผู้ที่มีความรู้สึกนั้นจะรู้ความรู้สึกนี้ได้ คำใดที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของภาษาส่วนตัว ที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ภาษานี้ได้ (ตัวอย่างนี้จะเห็นชัดมากขึ้น ถ้าตัวอย่างไม่ใช่เรื่อง “คัน” แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้)
เหตุผลที่วิตเกนสไตน์บอกว่า ภาษาส่วนตัวมีไม่ได้ก็เพราะว่า […]
 
วิตเกนสไตน์กับภาษาและตรรกวิทยา
วิีดีโอนี้เป็นการอธิบายควาามคิดของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับภาษา โลก และความเป็นจริงที่ปรากฏในเรื่อง Tractatus Logico-Philosophicus อันเป็นงานยุคแรกของเขา แนวคิดหลักก็คือว่า โลกนี้ประกอบไปด้วย “ข้อเท็จจริง” ซึ่งได้แก่ประพจน์ที่เป็นจริง และขอบเขตของภาษาหรือปรโยคที่เป็นจริง ก็ได้แก่ขอบเขตของโลกและความคิด ความคิด โลกกับภาษาตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
 
วิตเกนสไตน์ที่ ม. เคมบริดจ์
วิดิโอจากยูทูบ – วิตเกนสไตน์กำลังสอนปรัชญาที่ ม?. เคมบริดจ์ จากภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในภาพคนแก่ใส่เสื้อคลุมสีแดง (เสื้อครุยมหาลัย) ที่นั่งเรียนกับวิตเกนสไตน์อยู่ด้วยได้แก่ เบอร์ทรันด์ รัสเซล เจ้าของเรื่อง “กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน”
 
วิดิโอจากยูทูบเกี่ยวกับ “การเดินตามกฏ” และ “ภาษาส่วนตัว”
ผมไปค้นยูทูบ แล้วก็พบวิดิโอนี้ ซึ่งน่าสนใจมากๆ เกี่ยวกัน “การเดินตามกฏ” กับ “ภาษาส่วนตัว” ซึ่งเป็นการชี้แจงแนวคิดที่ค่อนข้างยากนี้ ให้เข้าใจได้ง่าย แล้วเราจะพูดเรื่องนี้กันเมื่อเรียนถึงเรื่องนี้
 
 
วิตเกนสไตน์กับเรื่องของภาษา – – by ฟานอันหยุง
สุวรรณา สถาอานันท์ กล่าวถึงวิตเกนสไตน์มีชื่อเสียงโด่งดังมากในหมู่นักภาษาศาสตร์ … ระส่ำระสายไร้ระเบียบ (สุวรรณา สถาอานันท์, 2533 : 25)
ปรัชญา: ทฤษฎีความหมายในปรัชญาภาษาของลุดวิก วิตเกนสไตน์
การศึกษาความคิดทางปรัชญาของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstien 1889 – 19510 A.D.) มีลักษณะที่แตกต่างเป็นพิเศษไปจากนักปรัชญาท่านอื่นๆ นั่นคือ แนวคิดของเขาถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ความคิดในช่วงแรก (Early Wittgenstein) และ ความคิดในช่วงหลัง (Late Wittgenstein) เนื่องจากความคิดทั้งสองช่วงดังกล่าว มีท่าทีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษาและความจริงที่แตกต่างกันในระดับหนึ่งที่มีนัยยะสำคัญ ในที่นี้ผู้เขียนจะนำเสนอแนวความคิดโดยรวมของวิตเกนสไตน์ในทั้งสองช่วง พอสังเขป
ความคิดในช่วงแรกของวิตเกนสไตน์
กล่าวได้ว่าปัญหาสำคัญที่วิตเกนสไตน์อธิบายถึงใน “Tractatus Logico-Philosophicus” คือ ปัญหาในเรื่องความชัดเจนของการใช้ภาษา หรือการอธิบายถึงหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับข้อเท็จจริงในโลกว่าเป็นไปในลักษณะอย่างไร? ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอยู่ในสมัยนั้น นักปรัชญาที่นำเสนอความคิดในประเด็นเรื่องนี้ เช่น เบอร์ทรัลด์ รัสเซล (Bertrald Russell) หรือ นักปรัชญากลุ่ม Logical positivist เป็นต้น สำหรับวิตเกนสไตน์เขามีความเห็นว่า ภาษาคือภาพในเชิงตรรกะ (logical picture) ที่ทำหน้าที่แสดงแทน เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์แทนข้อเท็จจริงต่างๆในโลก หรือเหมือนกับการทำหน้าที่ของโน้ตดนตรี แผ่นเสียง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเสียงดนตรี วิตเกนสไตน์อธิบายว่า “สัญลักษณ์หน่วยย่อย” (simple sign) ที่สุดของภาษาคือ “นาม” (names) นามเป็นสิ่งที่ใช้เรียกแสดงแทน “วัตถุ” (object) ต่างๆในโลก ประพจน์ที่มีความหมายคือประพจน์ที่ประกอบด้วยนามที่มีความหมายหรือหมายถึงนามที่แสดงแทนวัตถุต่างๆในโลกเท่านั้น ดังนั้นความหมายของภาษาจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่สะท้อนความมีอยู่จริงของสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลก หากประพจน์สามารถระบุถึงหรือรองรับด้วยข้อเท็จจริงในโลกได้ข้อความนั้นก็จะเป็นข้อความที่มีความหมาย ส่วนข้อความใดที่ไม่มีข้อเท็จจริงในโลกมารองรับข้อความนั้นก็เป็นข้อความที่ไร้ความหมาย (meaningless statement) หรือเรียกว่าเป็นประพจน์เทียม (pseudo statement)
ความคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่ในรูปของภาษา มนุษย์จะสามารถสัมผัสข้อเท็จจริงในโลกได้ผ่านรูปแบบของประพจน์หรือภาษาเท่านั้น สิ่งใดที่สามารถคิดหรือกล่าวถึงได้อย่างชัดเจนและมีความหมายก็คือสิ่งที่เราสามารถใช้ภาษาในการระบุถึงข้อเท็จจริงในโลกที่รองรับอยู่ของสิ่งนั้นได้ แต่สิ่งใดที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้อย่างเป็นชัดเจนก็เนื่องจากการที่เราไม่สามารถระบุถึงข้อเท็จจริงในโลกที่รองรับมันอยู่ได้ เราอาจเข้าใจถึงการทำหน้าที่ของภาษาที่วิตเกนสไตน์นำเสนอได้โดยใช้แผนภาพ ดังนี้
พื้นที่ในส่วนที่ 1 จะแสดงแทนภาษาหรือความคิดที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในโลก ภาษาชนิดนี้จึงถือได้ว่าไม่มีความหมาย ข้อความ เช่น “แมวดำมีสีดำ”, “วงกลมที่มีเหลี่ยม”, “คนโสดทุกคนยังไม่ได้แต่งงาน” วิตเกนสไตน์มีความเห็นว่าข้อความเหล่านี้เป็นข้อความที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นจริงหรือเท็จภายในโครงสร้างของภาษาเท่านั้นไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับโลกแต่อย่างไร พื้นที่ในส่วนที่ 3 จะแสดงแทนข้อเท็จจริงต่างๆในโลกที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดที่เราไม่สามารถลดทอนลงสู่ภาษาได้ มนุษย์จึงไม่สามารถเข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆในแบบนี้ได้ เช่น มโนทัศน์เรื่องอภิปรัชญา เรื่องชีวิตหลังความตาย หรือเรื่องในเชิงคุณค่าต่างๆ เช่น สุนทรีย์ศาสตร์ และหลักเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ได้ ไม่สามารถจะรับรู้หรือกล่าวถึงได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ที่มนุษย์จะกล่าวถึงเรื่องในลักษณะเช่นนี้ พื้นที่ในส่วนที่ 2 คือส่วนที่ระหว่างภาษากับข้อเท็จจริงในโลกมีความสัมพันธ์กันได้ หรือในส่วนนี้ภาษาสามารถระบุแทนสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงในโลกได้ มนุษย์จึงสามารถใช้ภาษาในลักษณะนี้ได้อย่างมีความหมาย ความจริงของข้อความในลักษณะนี้จะพิสูจน์ได้โดยการเปรียบกับว่าตรงกับข้อเท็จจริงในโลกหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ข้อความ “มีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่นอกหน้าต่าง” ข้อความนี้จะสามารถพิสูจน์ได้โดยการพิสูจน์ว่ามีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่นอกหน้าต่างจริงหรือไม่ หากระบุได้ว่ามีต้นไม้อยู่นอกหน้าต่างจริงก็ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นจริง เป็นต้น
 
สำหรับวิตเกนสไตน์ภาษาจึงเป็นสิ่งที่มีข้อจำกัดในการอธิบายสิ่งต่างๆในโลก และข้อจำกัดดังกล่าวก็คือการรับรู้ข้อเท็จจริงในโลกในเชิงประจักษ์ของมนุษย์ ดังนั้นความพยายามของนักปรัชญาในการใช้ภาษาอธิบายถึงสิ่งที่ไม่สามารถระบุถึงข้อเท็จจริงในโลกเชิงประจักษ์ได้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในการกล่าวถึงความจริงข้อความ ซึ่งสำหรับเขามีความเห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่มีความหมาย เช่นเดียวกับการใช้มโนทัศน์ทางอภิปรัชญาในการกล่าวถึงความจริงในเรื่องความมีอยู่ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ข้อความนี้เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จเพราะเป็นข้อความที่ไร้ความหมาย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้ภาษาระบุถึงการมีอยู่ของสิ่งนั้นในโลกได้ วิตเกนสไตน์มีความเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องลึกลับ (Mystic) ที่ไม่สามารถจะให้คำตอบหรือกล่าวถึงได้อย่างชัดเจนเหมือนกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถแตะต้องได้อย่างสมบูรณ์” (Completely Untouchable) สิ่งที่เราจะสามารถเกี่ยวข้องได้กับเรื่องที่มีความคลุมเครือในลักษณะนี้คือ “เราควรปล่อยผ่านไปในความเงียบ” หรือดังที่เขากล่าวว่า “ทุกสิ่งที่สามารถคิดถึงได้คือสิ่งที่สามารถคิดได้อย่างชัดเจน ทุกสิ่งที่สามารถบรรจุลงในคำได้ คือสิ่งที่สามารถบรรจุลงไปได้อย่างชัดเจน” ความเชื่อในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถกล่าวถึงได้ด้วยข้อจำกัดของภาษามนุษย์ เป็นเรื่องไร้ความหมายหรือเปล่าประโยชน์ที่จะกล่าวถึงในเรื่องเหล่านี้
 
ความคิดของวิตเกนสไตน์ในช่วงแรกได้แสดงถึงขอบเขตในการใช้ภาษาในการอธิบายสิ่งต่างๆในโลกที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของการเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งเขามีความเห็นว่าสิ่งนี้คือหน้าที่ของนักปรัชญา ในทัศนะของเขาบทบาทของนักปรัชญาแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์มีวิธีการในการแสวงหาความจริงในโลกได้ดีกว่าเพราะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆให้สามารถรับรู้ได้ในเชิงประสบการณ์ หน้าที่ของนักปรัชญาคือกิจกรรม (activity) ในการสร้างความกระจ่างชัดเจนให้กับการใช้ภาษาหรือกำจัดความกำกวมไม่ชัดเจนต่างๆในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในสิ่งที่วิตเกนสไตน์พยายามทำคือการพยายามลดทอนความหลากหลายและความคลุมเครือของภาษาให้อยู่ในรูปที่มีความแน่นอน ชัดเจน และมีความเป็นสากล เช่น การลดทอนภาษาในชีวิตประวันให้อยู่ในรูปของ ตรรกวิทยาสัญลักษณ์ (Symbolic Logic) ที่เขาเชื่อว่าสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงในโลกได้อย่างสมบูรณ์
 
สำหรับประพจน์ความเชื่อในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่ใช่ประพจน์ที่เป็นจริงหรือเป็นเท็จแต่เป็นประพจน์ที่ไร้ความหมาย (เช่นเดียวกับประพจน์ทางอภิปรัชญา) เป็นความจริงในชนิดที่เราไม่ควรที่จะคิดหรือกล่าวถึง เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของการรับรู้ของมนุษย์ และในเมื่อเราไม่สามารถคิดหรือกล่าวถึงคุณลักษณะของพระเจ้าได้ด้วยภาษาแล้ว การตั้งคำถามหรือตอบคำถามด้วยภาษาก็เป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับปัญหาในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า สิ่งที่เขาเสนอไม่ได้เป็นการตอบปัญหา หากแต่เป็นการยุติปัญหานี้ด้วยการทำความเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ นั่นคือการที่มนุษย์ไม่สามารถกล่าวถึงสิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าข้อเท็จจริงในโลกที่ปรากฎเท่านั้น ดังนั้นความจริงของความเชื่อในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีอยู่หรือไม่มนุษย์ไม่สามารถจะรับรู้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือกระบวนการการรับรู้ของมนุษย์ ดังนั้นลักษณะของความมีอยู่ของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นลักษณะการมีอยู่ในเชิงบุคคลหรือในเชิงมโนทัศน์จึงไม่สามารถกล่าวถึงได้อย่างมีความหมาย และการตัดสินว่าความเชื่อนี้เป็นจริงหรือเท็จจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ การให้หลักการกับความเชื่อทางศาสนา สำหรับเขาแล้วจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน
 
ทฤษฎีเกมภาษา
ความคิดเรื่องเกมภาษา (Language game) เป็นความคิดที่อยู่ในช่วงหลังของวิตเกนสไตน์ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากความคิดที่เขาได้เสนอไปในความคิดช่วงแรกที่มีความสำคัญในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความหมายของภาษา จึงกล่าวได้ว่าข้อเสนอของเขาใน “Philosophical Investigations” เป็นการปรับปรุงพัฒนาความคิดของตัวเขาเองในช่วงแรกให้สามารถอธิบายถึงความหมายของภาษาและสามารถอธิบายถึงกิจกรรมทางปรัชญาได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
จากความคิดในช่วงแรก วิตเกนสไตน์ได้พยายามหาความแน่นอนชัดเจนให้กับภาษา หลังจากได้มีเวลาทบทวนตรวจสอบความคิดของตัวเอง เขาได้พบว่าความจริงของภาษาไม่ได้มีลักษณะหยุดนิ่งตายตัวหรือจำกัดด้วยข้อเท็จจริงอย่างที่เคยเข้าใจ แต่ภาษามีลักษณะที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลักษณะของการใช้ ในย่อหน้าแรกเขาได้ยกเอาข้อความของเซนต์ออกัสติน (St. Augustine) ที่เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับสารัตถะของภาษา (essence of human language) ซึ่งส่งผลทำให้เขามีความเห็นว่า “คำทุกๆ คำมีความหมาย และเป็นความหมายที่เกี่ยวเนื่องกับโลกด้วยกันทั้งสิ้น” วิตเกนสไตน์เปรียบเทียบการใช้ภาษาว่า เหมือนกับการทำหน้าที่ของเครื่องมือต่างๆในกล่องเครื่องมือช่างที่มีอุปกรณ์อยู่หลากหลายชนิด เช่น ค้อน, คีม, ไขควง ฯลฯ เครื่องมือแต่ละชนิดก็มีทำหน้าที่เฉพาะของมัน เช่น ใช้กับตะปู, น็อต เป็นต้น การทำหน้าที่ของภาษาก็เช่นเดียวกัน คำแต่ละคำล้วนแล้วแต่มีความหมายด้วยกันทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของมันในสถานการณ์และการใช้ที่มีความแตกต่างกัน จึงกล่าวได้ว่าความหมายของภาษาไม่ได้เป็นความหมายที่มีอยู่อย่างตายตัวคงที่ระบุถึงข้อเท็จจริงในโลกอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยตัวของมันเอง (เหมือนในความคิดช่วงแรก) แต่ความหมายของภาษาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของตัวมันในบริบทมากกว่า วิตเกนสไตน์ได้ยกตัวอย่างของคำพูดของช่างก่อสร้างที่กล่าวกับผู้ช่วย การที่เขากล่าวขึ้นมาว่า “ก้อนอิฐ” “ไม้กระดาน” ไม่ได้มีความหมายถึงการที่ช่างก่อสร้างจะนึกสนุกเรียกชื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นมาลอยๆ แต่การใช้คำเรียกชื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความหมายว่าให้ผู้ช่วย ส่งก้อนอิฐมาให้เขา และส่งไม้กระดานมาให้เขา เป็นต้น
 
วิตเกนสไตน์เปรียบเทียบกระบวนการการทำหน้าที่ของภาษาว่าเป็นเหมือนกับเกม หรือเรียกว่า “เกมภาษา” การใช้ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีความเข้าใจร่วมกันในกฎเกณฑ์หนึ่งๆ ในการที่จะกำหนดว่าการทำหน้าที่ของคำในสถานการณ์นั้นๆมีความหมายว่าอย่างไร การเข้าใจคำๆหนึ่งร่วมกันจึงจะสามารถทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปได้ แต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัวซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ กฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเหมือนกับกติกาของการเล่นเกมต่างๆ คำทุกคำจึงมีความหมายเช่นเดียวกันภายใต้เกมที่มีความหลากหลายและมีความแตกต่างกัน คำๆเดียวกันหากอยู่ในเกมภาษาหรือบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกันก็อาจจะมีความหมายที่ต่างกันได้ เช่น อาจจะขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด มีน้ำเสียง, สีหน้า อย่างไร หรือเป็นการพูดในโอกาสอะไร เช่น ข้อความที่ นาย ก. ชม นาย ข. ว่า “นาย ข. เป็นคนดี” ในบางสถานการณ์ข้อความดังกล่าวอาจไม่ได้มีความหมายว่า นายก.ต้องการยกย่องว่า นายข. เป็นคนดีจริงๆ แต่อาจจะมีความหมายของการประชด หรือล้อเลียนการกระทำของ นาย ข. ก็ได้ การเข้าใจความหมายของภาษาจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อมการใช้คำๆ นั้นอย่างแยกไม่ออก เช่นเดียวกับสถานการณ์ในการใช้ภาษาที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เกมภาษาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่ามีความหลากหลายเป็นไปตามบริบทของชีวิต (Context of life) ของมนุษย์ หรือดังที่วิตเกนสไตน์เรียกว่าเป็น “แบบของชีวิต” (form of life) ที่อาจจะมีความหมายถึงบริบทของวัฒนธรรม, การเมือง, การศึกษา ฯลฯ ทั้งหมดที่แวดล้อมชีวิตมนุษย์
การเปรียบเทียบภาษากับเกมในแง่หนึ่งมีความหมายถึงการเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เราเรียกว่าเกม สิ่งที่เราเรียกว่าเกมเป็นสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น อาจมีความหมายถึง ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, หมากรุก, วิ่งไล่จับ ฯลฯ ในขณะที่เราไม่สามารถระบุถึงสิ่งที่เป็นสารัตถะ (essence) ร่วมกันของเกมเหล่านี้ได้ แต่เราก็เรียกสิ่งเหล่านี้ร่วมกันได้ว่าเป็นเกม ซึ่งก็เหมือนกับความคล้ายถึงกันภายในครอบครัวหนึ่ง นาย ก. อาจจะมีสีของตาคล้ายกับ เด็กชาย ข., เด็กชาย ข. อาจจะมีจมูกคล้าย นางสาว ค., และ นางสาว ค. อาจจะมีผมสีเดียวกับ นายก. เราจะพบว่าแต่ละคนไม่ได้มีลักษณะที่สำคัญอะไรร่วมกันเหมือนกันทุกคน แต่เราก็พบว่าทุกคนมีความคล้ายคลึงกันที่จะสามารถระบุได้ว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน วิตเกนสไตน์เรียกความคล้ายคลึงที่มีร่วมกันในลักษณะนี้ว่า “ความคล้ายคลึงเชิงครอบครัว” (family resemblance) เช่นเดียวกับนิยามของสิ่งต่างๆที่เราไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจน มโนทัศน์ต่างๆในชีวิตประจำวันของมนุษย์ส่วนมากก็จะมีลักษณะเช่นนี้ ดังที่เขาได้ยกตัวอย่างว่า เวลาที่เรากล่าวกับเพื่อนว่า “ยืนอยู่แถวๆนี้นะ” ซึ่งการยืนอยู่บริเวณนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีตำแหน่งที่แน่นอนว่าต้องยืนอยู่ตำแหน่งใด เช่น ห่างจากป้ายรถประจำทางไม่เกิน 5.35 เมตร ซึ่งการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของเราไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้ การใช้คำว่า “แถวๆนี้” เป็นเพียงการกล่าวถึงระยะทางอย่างคร่าวๆเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายที่แน่นอน หรือตัวอย่างเช่น การพูดถึงสีฟ้าของ นาย ก. เราไม่สามารถแน่ใจได้วาสีฟ้าของ นาย ก. จะเป็นสีฟ้าในแบบที่ นาย ข. คิดถึง แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันในลักษณะหนึ่ง (ความคล้ายคลึงเชิงครอบครัว) ที่ทำให้คนทั้งสองสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรได้ กล่าวได้ว่าสิ่งที่เป็นข้อแตกต่างในเรื่องความหมายของภาษาจากแนวคิดในช่วงแรกอย่างชัดเจนของเขาก็คือ เขาไม่เชื่อว่าความหมายของภาษามีลักษณะที่แน่นอนตายตัว หรือเป็นความแน่นอนในประเภทที่เรียกได้ว่าเป็นความแน่นอนในระดับที่พอเพียงเท่านั้น (sufficient certainty) ในการใช้เท่านั้น
 
วิตเกนสไตน์ปฏิเสธความคิดในเรื่องภาษาส่วนตัว (private language) หรือปฏิเสธว่าความหมายของภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในจิตใจของมนุษย์ เพราะหากเป็นเช่นนั้นภาษาจะไม่สามารถทำหน้าที่ในการสื่อสารระหว่างมนุษย์ได้ แต่เขามีความเห็นว่าภาษาเป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นสาธารณะ และเกิดขึ้นจากการกำหนดเรียกสิ่งหนึ่งเพื่อติดต่อสื่อสารร่วมกันของคนในชุมชนมากกว่า คำๆหนึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันอยู่ภายใต้เกมซึ่งมีหลักเกณฑ์ความหมายร่วมกับผู้อื่นได้ ภาษาจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้สิ่งภายนอกมากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่อยู่ภายใน เขาได้ยกตัวอย่างการเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาเรียกสิ่งต่างๆของเด็กทารกว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่เด็กได้ยินหรือสังเกตคนอื่นๆที่แวดล้อมเรียกสิ่งๆนั้น ดังนั้นความหมายของภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถกำหนดเอาเองได้ว่าจะเรียก “โต๊ะ” ว่า “ตู้” การที่เราใช้คำว่า “ตู้” ใช้เรียกแทน “โต๊ะ” โดยเป็นกฎที่เราตั้งขึ้นใช้เองโดยไม่ได้มีการตกลงกับใคร หรือเปลี่ยนคำเรียกโต๊ะไปเรื่อยๆ การใช้ภาษาในลักษณะเฉพาะตัวเช่นนี้ไม่สามารถที่จะมีคนอื่นเข้าใจได้ ดังนั้นภาษาจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออยู่ในลักษณะที่เป็นสาธารณะมากกว่าการเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นจากภายในเหมือนกับลักษณะของภาษาส่วนตัว
 
ในแนวคิดเรื่องความคล้ายคลึงเชิงครอบครัวและการปฏิเสธภาษาส่วนตัวของวิตเกนสไตน์อาจส่งผลต่อความคิดในเรื่องความจริงที่มีลักษณะเป็นสิ่งสากล หรือการกำหนดความหมายที่แน่นอนให้กับสิ่งต่างๆอย่างแน่นอนตายตัว การกล่าวถึงสิ่งสากลเป็นเพียงการกล่าวถึงสิ่งที่มีการกำหนดขึ้นร่วมกันในการเรียกสิ่งๆหนึ่ง หรือเป็นเพียงความคล้ายคลึงกันในลักษณะหนึ่งๆเท่านั้น สิ่งที่เป็นความจริงโดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นหรือบริบทใดๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นการให้หลักการกับความเชื่อ (justified belief) ที่หมายถึงการหามาตรฐานที่มีความแน่นอนให้กับความเชื่อต่างๆจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดังที่เขากล่าวถึงไว้ใน “On certainty” ว่า “ความเชื่อไม่มีพื้นฐาน หรือหากมีก็เป็นเพียงพื้นฐานที่ผิดเท่านั้น” ความหมายของคำแต่ละคำเป็นเพียงความหมายที่ขึ้นอยู่กับบริบทหนึ่งๆเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การกำหนดความหมายที่แน่นอนให้กับสิ่งที่เรียกว่า “เก้าอี้” ตั้งแต่ความหมายของเก้าอี้ที่หมายถึงเก้าอี้ในชุดหลุยส์จนกระทั่งถึงก้อนหินที่ใช้นั่ง สิ่งที่อยู่ปลายสุดทั้งสองข้างมีความแตกต่างกันจนไม่สามารถที่จะกำหนดความหมายที่แน่นอนให้กับความหมายของเก้าอี้ได้ว่าระบุถึงสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงในโลกสิ่งใดอย่างแน่นอนชัดเจน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียกว่าโต๊ะหากเราใช้มันในการนั่ง เราอาจจะเรียกมันว่าเป็นเก้าอี้ด้วยก็ได้เช่นกัน
 
สรุป
อาจกล่าวได้ว่าในความคิดช่วงแรกของเขา ความหมายของภาษาเป็นสิ่งที่จำกัดอยู่ด้วยข้อเท็จจริงในโลกที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ แต่ความคิดในช่วงหลังนี้ความหมายของภาษาเป็นสิ่งขึ้นอยู่กับบริบทของการใช้ หรือแบบของชีวิตที่แวดล้อมการใช้ภาษานั้นๆซึ่งไม่ถูกจำกัดข้อเท็จจริงเหมือนในในช่วงแรก ในการตั้งคำถามกับความคิดช่วงหลังนี้ว่า หากความหมายของภาษามีลักษณะที่สัมพัทธ์ไปตามบริบทของการใช้จะสามารถมีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงในโลกเป็นอย่างไร? ก็ต้องตอบว่า ความหมายของภาษาไม่ได้มีลักษณะการสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงในโลกอย่างชัดเจนเหมือนความคิดช่วงแรกอีกต่อไป การรับรู้โลกของมนุษย์เป็นเพียงการรับรู้ผ่านมุมมองของบริบทหนึ่งๆที่เป็นเบื้องหลังทางประสบการณ์ของมนุษย์ สิ่งที่เป็นความหมายของข้อความหนึ่งๆจะระบุถึง เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการยอมรับร่วมกันในชุมชน ไม่ได้เป็นสิ่งที่ระบุถึงข้อเท็จจริงในโลกเหมือนกับความคิดในช่วงแรก ดังนั้นจากการที่มีความเชื่อว่าพื้นที่ในส่วนที่สอง (ในแผนภาพหน้า 2) เป็นส่วนที่แทนภาษาที่สามารถระบุถึงข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจนแน่นอนจึงไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ในความคิดช่วงหลัง กล่าวได้ว่าความคิดช่วงแรกของวิตเกนสไตน์เป็นการค้นพบความเป็นเอกภาพของภาษาจากลักษณะที่หลากหลายของภาษา แต่ความคิดในช่วงหลังนี้เป็นการค้นพบว่าเอกภาพของภาษานั้นแท้จริงแล้วก็คือความหลากหลายของการใช้
 
ธน วงศ์เครือมั่น ทรรศนะของวิตต์เกนสไตน์เกี่ยวกับจิตของสัตว์
ปัญหาเรื่องสวัสดิการของสัตว์ (animal welfare) เป็นปัญหาที่ได้รับการถกเถียงอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เหตุผลหนึ่งที่นำมาอ้างก็คือ การมีอยู่ของจิตของสัตว์วิตต์เกนสไตน์เป็นนักปรัชญาคนสำคัญซึ่งความคิดของเขามีอิทธิพลต่อวงการปรัชญาปัจจุบันอย่างมาก เขากล่าวเรื่องจิตของสัตว์เอาไว้แต่ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น วัตถุประสงค์ประการแรกของวิทยานิพนธ์นี้ก็คือ ตีความทรรศนะของวิตต์เกนสไตน์ในเรื่องจิตของสัตว์หลังจากนั้นจะเป็นการวิจารณ์ทรรศนะของวิตต์เกนสไตน์ที่ตีความได้ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ประการที่สองของวิทยานิพนธ์นี้ ผลจากการศึกษาพบว่านักปรัชญาท่านต่าง ๆ ได้เสนอการตีความทรรศนะของวิตต์เกนสไตน์จาก ~iPhilosophical Investigations~i และ ~iZettle~i ดังนี้ โรลลิน (BernardE.Rollin) จากหนังสือ ~iThe Unheeded Cry: Animal Consciousness Animal Painand Science~i และเฟรย์ (R.G.Frey) จากหนังสือ ~iInterests and Rights: The CaseAgainst Animals~i ตีความวิตต์เกนสไตน์จากข้อถกเถียงเรื่องภาษาส่วนตัว (privatelanguage argument) อย่างเป็นเอกเทศ ส่วน เดอกราเซีย (David DeGrazia) จากบทความ"Wittgenstein and The Mental Life of Animals" ตีความโดยพิจารณาถึงความสอดคล้องกันของระบบปรัชญาของวิตต์เกนสไตน์โดยรวม ผู้วิจัยเห็นว่าการตีความวิตต์เกนสไตน์จากข้อถกเถียงเรื่องภาษาเฉพาะตัวอย่างเป็นเอกเทศจะทำให้ข้อสรุปที่ได้ออกนอกกรอบความคิดของวิตต์เกนสไตน์ แนวทางการตีความที่น่าเชื่อถือจะต้องตีความโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระบบปรัชญาของวิตต์เกนสไตน์โดยรวม ซึ่งทำให้ข้อสรุปว่าสัตว์สามารถมีความเจ็บปวดอารมณ์ ความเชื่อ และความคิดได้ ในทรรศนะของวิตต์เกนสไตน์ภาษาเป็นศักยภาพที่สัตว์ไม่มี ซึ่งทำให้มันไม่สามารถมีความหวังในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า และไม่มีความคิดในระดับที่ซับซ้อนเช่นในมนุษย์ แม้กระนั้นการทดลองร่วมสมัยเกี่ยวกับสัตว์บางประการก็ทำให้น่าเชื่อว่าสัตว์บางชนิดมีศักยภาพทางภาษา
http://www.tkc.go.th/thesis/abstract.asp?item_id=10969
"…ตราบใดที่คนยังจัดการกับความต้องการของตัวเองไม่ได้ ทุนนิยมก็ชนะวันยังค่ำ"
http://www.skyd.org/html/sekhi/55/09-greed.html
วิตเกนสไตน์กับเรื่องของภาษา ตอนที่ 1
Philosophy
 การศึกษาเปรียบเทียบของคนเรานั้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การ
เปรียบเทียบความเหมือน (comparison) กับการเปรียบเทียบความแตกต่าง หรือ
การเปรียบเทียบแยกแย้ง (contrast) การเปรียบเทียบความเหมือนเป็นการ
แสวงหาลักษณะหรือคุณสมบัติที่สิ่งต่างๆ มีร่วมกัน ส่วนการเปรียบเทียบแยก
แย้งเป็นการแสวงหาลักษณะเฉพาะที่สิ่งทั้งหลายมีแตกต่างกัน วิตเกนสไตน์เป็น
นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากในศตวรรษที่ 20 และมักจะมีผู้คนนำความคิดของ
เขาไปเปรียบเทียบกับแนวความคิดต่างๆ อยู่เนืองๆ ในบทความเรื่องนี้ ผู้เขียนจะ
สืบสาวดูว่า การเปรียบเทียบความเหมือน และความแตกต่างระหว่าง
แนวความคิดของวิตเกนสไตน์กับเซ็นมีความเป็นไปได้และน่าเชื่อถือมากน้อย
เพียงใด การสืบสาวจะเป็นไปในลักษณะการวิพากษ์เชิงปรัชญา โดยมีศูนย์กลาง
อยู่ที่ภาษาเป็นสำคัญ
1. วิตเกนสไตน์ : อัจฉริยะหรือปัญญาอ่อน
ผู้เขียนได้ยินชื่อของวิตเกนสไตน์ครั้งแรกในตอนที่เรียนวิชาภาษาศาสตร์อยู่กับ
อาจารย์ ดร. ประพาศน์ พฤทธิประภา ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสาน
มิตร) และได้ยินได้ฟังมากขึ้นเมื่อมาเรียนปรัชญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอาจารย์ ดร. มารค ตามไท ดร. ริชาร์ด ไดค์ และดร.
สุวรรณา สถาอานันท์ วิตเกนสไตน์มีชื่อเสียงโด่งดังมากในหมู่นักภาษาศาสตร์
และนักปรัชญา คงจะไม่เป็นคำกล่าวที่เกินเลย ถ้าหากจะบอกว่าวิตเกนสไตน์
เป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นหนึ่ง
ในนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 เพื่อยืนยันความคิดดังกล่าว
โปรดสังเกตคำชมต่างๆ จากนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงดังต่อไปนี้
สกรูตัน (Roger Scruton) กล่าวถึงวิตเกนสไตน์ไว้ว่า “…เขาเป็นนักปรัชญาที่สำคัญ
ที่สุดของศตวรรษของเรา”
เคนนี่ (A. J. Kenny) เขียนบรรยายไว้ว่า วิตเกนสไตน์เป็น “หนึ่งในนักปรัชญาที่
ยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดในยุคสมัยของเรา”
มัวร์ (G. E. Moore) ในฐานะผู้ตรวจสอบวิทยานิพนธ์ในการขอรับปริญญาเอก
ของวิตเกนสไตน์ เขียนไว้ว่า “ The Tractatus เป็นผลงานของอัจฉริยะ”
แม้กระทั่งฟินด์เลย์ (J. N. Findlay) ผู้เป็นปรปักษ์คนสำคัญของวิตเกนสไตน์ก็ได้
บรรยายลักษณะของวิตเกนสไตน์ไว้ว่าเป็นนักคิดที่ “มีความคิดริเริ่ม…ลึกซึ้ง…
ปราดเปรื่อง”
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิตเกนสไตน์ไว้มากมาย
บางครั้งนักปรัชญาหรือนักคิดที่มีชื่อเสียงถูกยกขึ้นมาศึกษาเปรียบเทียบกับวิต
เกนสไตน์ ยกตัวอย่างเช่น (1) Marx and Wittgenstein : Social Praxis and Social
Explanation ของ D.Rubinstein (2) Wittgenstein and Derrida ของ H. Staten (3)
Wittgenstein, Frege and the Vienna Circle ของ G. Baker (4) “Philosophy and
Style : Wittgenstein and Russell” ของ J. Hughes ในวารสาร Philosophy and
Literature ปีที่ 13, 1989 (5) “Goethe and Wittgenstein” ของ M.W. Rowe ใน
วารสาร Philosophy ปีที่ 66, 1991 ดั่งนี้เป็นต้น
ในตอนที่วิตเกนสไตน์กำลังศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ด้านอากาศยานอยู่นั้น เขาไป
พบเฟรเก (Frege) เพื่อขอคำแนะนำ เฟรเกแนะนำให้ไปหารัสเซล (Russell) ที่
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อพบกับรัสเซล ก็มีการ “ประลองฝีมือ” เกิดขึ้น
ระหว่างลูกศิษย์และอาจารย์ในอนาคต วิตเกนสไตน์กล่าวแก่รัสเซลว่า “ผม
เป็นอัจฉริยะหรือปัญญาอ่อน ถ้าหากเป็นอัจฉริยะผมจะเรียนปรัชญา ถ้าหาก
ปัญญาอ่อน ผมจะเรียนวิศวะ”
รัสเซล กล่าวตอบว่า “กลับบ้านไปเขียน
บทความมาให้อ่านก่อน” วันต่อมาวิตเกนสไตน์มาหารัสเซล พร้อมกับ
บทความ หลังจากที่รัสเซลอ่านไปได้ประโยคเดียวก็กล่าวแก่วิตเกนสไตน์ว่า
“ไม่ คุณจะต้องไม่เป็นนักอากาศยาน” การกล่าวโต้ตอบกันระหว่างรัสเซล และ
วิตเกนสไตน์เราสามารถถอดออกมาเป็นข้อความตรรกวิทยาได้ดังนี้
G # วิตเกนสไตน์เป็นอัจฉริยะ
I # วิตเกนสไตน์เป็นคนปัญญาอ่อน
P # วิตเกนสไตน์จะเรียนปรัชญา
E # วิตเกนสไตน์จะเรียนวิศวะ
คำกล่าวของวิตเกนสไตน์ที่ว่า “ผมเป็นอัจฉริยะหรือปัญญาอ่อน” ถอดออกมา
เป็นสัญลักษณ์ได้ว่า(1) G ? I (อ่านว่า G หรือ I)
“ถ้าหากวิตเกนสไตน์เป็นอัจฉริยะเขาก็จะเรียนปรัชญา” ถอดออกมาเป็น
สัญลักษณ์ได้ว่า
(2) G ? P (อ่านว่า ถ้า G ก็ P)
“ถ้าหากวิตเกนสไตน์เป็นคนปัญญาอ่อน เขาก็จะเรียนวิศวะ” ถอดออกมาเป็น
สัญลักษณ์ได้ว่า
(3) I ? E (อ่านว่า ถ้า I ก็ E)
คำตอบของรัสเซลที่ว่า “คุณจะต้องไม่เป็นนักอากาศยาน” ถอดออกมาเป็น
สัญลักษณ์ได้ว่า
(4) ? E (อ่านว่า ไม่ E)
จากข้ออ้างทั้ง 4 ข้อข้างบน เราสามารถนิรนัยไปสู่ข้อสรุปว่า “วิตเกนสไตน์
จะต้องเรียนปรัชญาเพราะเขาเป็นอัจฉริยะ” เพื่อมองเห็นได้ชัดโปรดสังเกตการ
พิสูจน์ต่อไปนี้
1.G ? I
2.G ? P
3.I ? E
4.? E
5.? I3, 4, Modus Tollens, IR
6.G1, 5, Disjunctive Syllogism, IR
7.P2, 6, Modus Ponens, IR
Q.E.D.
ผลปรากฏว่าวิตเกนสไตน์เลิกเรียนวิศวะแล้วมาเรียนปรัชญากับรัสเซลสมใจ
ปรารถนา ถึงแม้ว่าตอนหลังจะแตกคอกันก็ตาม รัสเซลเองในฐานะอาจารย์เคย
กล่าวชมวิตเกนสไตน์ผู้เป็นศิษย์ว่า วิตเกนสไตน์เป็น “บุคคลที่มี
ความสามารถมากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยพบนับตั้งแต่มัวร์เป็นต้นมา” คำกล่าว
ของรัสเซลค่อนข้างจะเป็นปริศนา เพราะรัสเซลไม่ได้ตัดสินว่าระหว่างมัวร์กับ
วิตเกนสไตน์ “ใครเจ๋งกว่ากัน” วิตเกนสไตน์เป็นอัจฉริยะหรือไม่ ไม่มีใครทราบ
แต่ที่แน่นอนก็คือ เขาไม่ได้เป็นคนปัญญาอ่อน และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าวิต
เกนสไตน์เป็นหนึ่งใน “สามผู้
ยิ่งใหญ่” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการปรัชญาในศตวรรษที่ 20 แนวความคิด
ของวิตเกนสไตน์จะยังมีอิทธิพลหรือไม่ในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่เราต้องคอยดู
กันต่อไป เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
งานของวิตเกนสไตน์นั้นหลากหลาย ซับซ้อนและคลุมเครือ ด้วยเหตุนี้งานของ
เขาจึงมีเสน่ห์และมนตร์ขลัง เมื่ออ่านตอนหนึ่งจะเข้าใจอย่างหนึ่ง แต่พอไป
อ่านอีกตอนหนึ่งอาจจะเข้าใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ยิ่งงานที่ต่างเล่มกันด้วยแล้ว
อาจจะแตกต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นอร์แมน มัลคอม (Norman
Malcom) ลูกศิษย์คนหนึ่งของวิตเกนสไตน์ถึงกับเขียนไว้ว่า
ความพยายามที่จะสรุป (งานของ วิตเกนสไตน์) ย่อมไร้ผลและไร้ประโยชน์
วิตเกนสไตน์อัดความคิดของเขาเข้าด้วยกัน จนกระทั่งถึงจุดที่ไม่สามารถอัด
ต่อไปได้อีก สิ่งที่จำเป็นก็คือ แกะความคิดเหล่านั้นออกมาและสืบสาวดู
สัมพันธภาพระหว่างความคิดเหล่านั้น (Grayling, 1988 : V)
ผู้เขียนรู้สึกว่าคำกล่าวของมัลคอมค่อนข้างจะเกินเลย เพราะอันที่จริงแล้วเรา
สามารถสรุปความคิดของใครๆ ได้เสมอ วิตเกนสไตน์เองก็ไม่ได้รับการยกเว้น
สาเหตุที่มัลคอมกล่าวเช่นนั้นก็เพราะยกย่องบูชาอาจารย์มาก อคติที่เกิดขึ้น
ในทางพุทธศาสนาเรียกว่าฉันทาคติ กล่าวคือลำเอียงเพราะชอบ สำหรับคนที่
ยกย่องบูชาวิตเกนสไตน์เป็นชีวิตจิตใจ คนเหล่านี้ย่อมจะมีความรู้สึกว่าวิตเกนส
ไตน์เป็นบุคคลที่ “แตะต้องไม่ได้” (untouchable) แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มี
ความรู้สึกเชิงบวกต่อวิตเกนสไตน์ เขาอาจจะรู้สึกว่าวิตเกนสไตน์เป็นคน
ประเภทหลงตนเอง (arrogant) ไม่เต็มใจที่จะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของคน
อื่น (intolerant) และหยาบคาย (rude) (Grayling : 10) แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่อง
ส่วนตัว ในบทความเรื่องนี้ผู้เขียนจะวิพากษ์เฉพาะแนวความคิด และท่าทีที่
วิตเกนสไตน์มีต่อภาษาเท่านั้น ในที่นี้ต้องการสรุปแต่เพียงว่า วิตเกนสไตน์
ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ส่วนจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่นั้นไม่แน่ เพราะเขาอาจจะเป็น
คนปกติ ฉลาดกว่าปกติ หรืออัจฉริยะก็ได้
To be continued …
วิตเกนสไตน์กับเรื่องของภาษา ตอนที่ 2
Philosophy
2. วิตเกนสไตน์กับเซ็น : มีอะไรที่เหมือนกัน
ในบทความของเขาชื่อ “Wittgenstein and Zen Buddhism” ฮัดสัน (Hudson)
ได้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้มีคน 2 กลุ่ม ได้พูดถึงเรื่องราวของวิตเกนสไตน์
กับพุทธศาสนานิกายเซ็น กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่บอกว่าปรัชญาของวิตเกนสไตน์
เหมือนกับเซ็น กลุ่มที่สองบอกว่าไม่เหมือนโดยให้เหตุผลว่า ที่ว่าเหมือนกันนั้น
เป็นแต่เพียงลักษณะปรากฏผิวเผิน ฮัดสันวิพากษ์ว่าทั้งสองกลุ่มไม่ได้สืบสาว
หรือให้รายละเอียดใดๆ ที่เป็นเรื่องเป็นราว (Hudson, 1973 : 471) จากคำกล่าว
อ้างของ ฟานน์ (K.T. Fann) ที่ว่า
นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เราควรแสวงหาความเหมือนที่เด่นชัด
ระหว่างวิธีการของวิตเกนสไตน์กับวิธีการของพุทธศาสนานิกายเซ็น ซึ่งเป็น
ปรัชญาที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก (Hudson, 1973 : 471)
ฮัดสันได้ให้ข้อสังเกตว่า ฟานน์พอใจอยู่แต่เพียง
1. ข้อสังเกตทั่วไปเกี่ยวกับความสามารถของพระอาจารย์เซ็น (Zen masters) ใน
การชี้ให้เห็นถึงลักษณะที่ไร้สาระของปัญหาทางอภิปรัชญา
2. ข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมือนกันระหว่าง การบรรลุธรรมของเซ็นกับสภาพแห่งความกระจ่างชัดสมบูรณ์ (state of complete clarity) ที่วิตเกนสไตน์แสวงหา
ฮัดสันวิจารณ์ว่า ข้อสังเกตของ ฟานน์มีปัญหาดังนี้ คือ
1. ที่ฟานน์บอกว่า เซ็นเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่ต่างกันมากนั้นเป็นสิ่งที่
ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ที่บอกว่าเซ็นเป็นปรัชญานั้นเป็นสิ่งที่ต้องปฏิเสธ เพราะ
เซ็นไม่ได้เป็นปรัชญา แต่เป็นการปฏิบัติ (practice) ถึงแม้เราอาจจะ “คิดแบบ
ปรัชญา” (philosophize) เกี่ยวกับเป้าหมาย และวิธีการของเซ็น แต่นั่นก็ไม่ใช่
การปฏิบัติแบบเซ็นอยู่ดี
2. ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสามารถของพระอาจารย์เซ็นในการชี้ให้เห็นถึง
ลักษณะที่ไร้สาระของปัญหาทางอภิปรัชญาเป็นข้อสังเกตที่ทำให้ไขว้เขว
เพราะจริงๆ แล้ว เซ็นและพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่าปัญหาทางอภิปรัชญา “ไร้
ความหมาย” เหมือนดั่งที่ชาวปฏิฐานนิยมเชิงตรรก (logical positivists) เข้าใจ
เพียงแต่ถือว่าปัญหาทางอภิปรัชญา “ไร้ดอกผล” (profitless) เนื่องจากว่าหนึ่ง
มันไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยให้เราพ้นจากทุกข์ สองมันเป็นปัญหาที่ตอบหรือ
ตัดสินไม่ได้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงแนะให้ “ปล่อยสิ่งที่ตัดสินไม่ได้ ให้
เป็นสิ่งที่ตัดสินไม่ได้”
ในฟุตโน้ตข้อแรก ฮัดสันได้ให้ข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่เขาพูดถึงวิตเกนสไตน์ใน
บทความของเขา เขาหมายถึง “วิตเกนสไตน์ระยะหลัง” กล่าวคือ วิตเกนส
ไตน์ใน Philosophical Investigations ไม่ใช่ “วิตเกนสไตน์ระยะแรก” ใน
Tractatus Logico-Philosophicus ผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความ
ผิดพลาดประการแรกของฮัดสัน เพราะการมองข้ามวิตเกนสไตน์ใน
“Tractatus” ทำให้ฮัดสันมองไม่เห็น “ที่มาที่ไป” ของวิตเกนสไตน์โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งทัศนคติที่มีต่ออภิปรัชญา ทั้ง Tractatus และ Philosophical
Investigations ต่างก็มีศูนย์กลางอยู่ที่ภาษาและความหมาย ความพยายามที่จะ
เข้าใจ “วิตเกนสไตน์ระยะหลัง” โดยไม่สนใจ “วิตเกนสไตน์ระยะแรก” จึงเป็น
ความพยายามที่ไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้การเปรียบเทียบความเหมือนข้อแรก
ระหว่างวิตเกนสไตน์กับเซ็น ฮัดสันก็พลาดแล้ว ความเหมือนกันประการแรก
ที่ฮัดสันเปรียบเทียบก็คือ ทัศนคติของเซ็นและวิตเกนสไตน์ที่มีต่ออภิปรัชญา ฮัด
สันบอกว่าทั้งเซ็นและวิตเกนสไตน์ระยะหลังไม่ต่อต้านอภิปรัชญา (anti-
metaphysics) ที่บอกว่าเซ็นไม่ได้ต่อต้านอภิปรัชญานั้นถูกต้อง แต่ที่บอกว่าวิต
เกนสไตน์ระยะหลังไม่ต่อต้านนั้น ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะวิตเกนสไตน์ไม่ว่า
“ระยะแรก” หรือ “ระยะหลัง” ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับหน้าที่ของปรัชญา
ของตนและไม่ได้มีท่าทีที่เป็นบวกต่ออภิปรัชญา จุดยืนที่วิตเกนสไตน์ไม่เคย
เปลี่ยนแปลงเลยคือ ความคิดที่ว่า หน้าที่ของปรัชญา คือการแสวงหาความ
กระจ่างชัดในภาษา ใน Tractatus วิตเกนสไตน์
กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
4.111.ปรัชญาไม่ได้เป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
4.112. ปรัชญามุ่งไปยังการทำให้ความคิดกระจ่างชัดในทางตรรก
ปรัชญา ไม่ได้เป็นองค์คำสอนแต่เป็นกิจกรรม
งานทางปรัชญา โดยแก่นแท้แล้วประกอบด้วยการทำให้กระจ่างชัด
ปรัชญา ไม่ได้จบลงด้วย “ข้อความเชิงปรัชญา” แต่จบด้วยการทำให้ข้อ ความกระจ่างชัด
(Wittgenstein, 1992 : 75-77)
ใน Philosophical Investigations วิตเกนสไตน์ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของตนใน
เรื่องนี้แต่อย่างใด เขากล่าวว่า “สิ่งที่เราทำก็คือ นำถ้อยคำกลับคืนมาจากการใช้
ในเชิงอภิปรัชญา มาเป็นการใช้ในชีวิตประจำวัน”
(Wittgenstein,1968 : 48e) เรา
จะเห็นได้ว่าท่าทีของวิตเกนสไตน์ที่มีต่ออภิปรัชญานั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงโดย
ประเภทระหว่างวิตเกนสไตน์ระยะแรกกับวิตเกนสไตน์ระยะหลัง เพียงแต่ว่า
ระดับของความเป็นปฏิปักษ์ลดน้อยลง จากเดิมที่เคยมองนักอภิปรัชญาเป็น
อาชญากร (criminals) ก็เปลี่ยนมาเป็นคนไข้ (patients) แทน (Stumpf, 1989 :
463) จากเดิมที่เคยคิดกำจัดก็เปลี่ยนมาเป็นสงสารและหาทางบำบัดรักษา
ความเหมือนประการที่สองที่ฮัดสันเปรียบเทียบระหว่างวิตเกนสไตน์กับเซ็น คือ
ทัศนคติที่มีต่อการยึดมั่นแบบหัวชนฝาในปรัชญา ฮัดสันกล่าวว่า
ไม่ว่าพุทธศาสนาและวิตเกนสไตน์จะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งๆ เดียวกัน
โดยพื้นฐานหรือไม่ก็ตาม ทัศนคติของทั้งสองที่มีต่อการยึดมั่นถือมั่นในปรัชญา
ช่างเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ (Hudson : 475)
ในประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับฮัดสันที่ว่าทั้งเซ็นและวิตเกนสไตน์สอนให้คน
ไม่ยึดมั่นในสูตรสำเร็จตายตัว เซ็นถูกมองในเชิงวิธีการมากกว่าหมวดคำสอน
ตายตัว วิตเกนสไตน์ถือว่าสิ่งที่เขานำเสนอไม่ใช่ข้อคำสอนทางปรัชญา แต่เป็น
วิธีการแห่งการบำบัดรักษา
ความเหมือนกันประเภทที่สามที่ฮัดสันพูดถึงก็คือเรื่องของผู้ใช้ภาษา ฮัดสันอ้าง
ว่าทั้งวิตเกนสไตน์และเซ็นต่างก็ต้องการช่วยให้ผู้ใช้ภาษาปฏิรูปตนเอง (Hudson
: 476) ที่บอกว่าเซ็นต้องการให้ผู้ใช้ภาษาปฏิรูปตนเองนั้นถูกต้อง เพราะเซ็นเป็น
ศาสนา และปรารถนาให้คนทุกคนบรรลุธรรม แต่ที่บอกว่าวิตเกนสไตน์
ต้องการให้ผู้ใช้ภาษาทุกคนปฏิรูปตนเองนั้นผิด ฮัดสันเริ่มต้นด้วยการบอกว่า
เนื่องจากวิตเกนสไตน์สนใจในภาษาธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด คนเป็นจำนวนมาก
จึงดูเหมือนจะคิดว่าวิตเกนสไตน์เกี่ยวข้องกับการบำบัดภาษา (therapy of
language) ฮัดสันบอกว่า จริงๆ แล้ว วิตเกนสไตน์เกี่ยวข้องกับการบำบัดคน
คือ ผู้ใช้ภาษาต่างหาก เขากล่าวว่า “ไม่มีอะไรผิดเกี่ยวกับภาษาธรรมชาติ ไม่มี
อะไรผิดแม้แต่กับภาษาอภิปรัชญา ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่การขาดความรู้และ
การหยั่งเห็นในส่วนที่เรากำลังกระทำในเวลาที่เราใช้ภาษา” (Hudson : 476)

ผู้เขียนคิดว่าฮัดสันอาจจะลืมนึกไปว่าวิตเกนสไตน์เป็นนักปรัชญา วิตเกนสไตน์
ไม่ได้ต้องการให้คนทั่วไปหรือผู้ใช้ภาษาปฏิรูปตนเอง แต่เขาต้องการให้นัก
ปรัชญา หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือนักอภิปรัชญาต่างหากปฏิรูปตนเอง
เมื่อสืบสาวดูประวัติของวิตเกนสไตน์ เราจะพบว่าหนังสือ Tractatus ถูกเขียน
ขึ้นในระหว่างปี 1914-1918 เขาพยายามที่จะพิมพ์หลายครั้งแต่ไม่ประสบ
ผลสำเร็จ จึงขอร้องให้รัสเซลเป็นคนจัดการให้ Tractatus ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็น
ภาษาเยอรมันในปี 1921 อีกหนึ่งปีต่อมาจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากที่
เขียน Tractatus เสร็จ วิตเกนสไตน์ก็หันความสนใจไปสู่สิ่งอื่นเพราะคิดว่า
หนังสือของเขาได้แก้ไขปัญหาปรัชญาหมดแล้ว เกรย์ลิง (A.C. Grayling) กล่าวว่า
เมื่อเขียนมัน (Tractatus) เสร็จแล้ว วิตเกนสไตน์คิดว่าเขาได้แก้ไขปัญหา
ปรัชญาทั้งหมด และโดยสอดคล้องกับทรรศนะดังกล่าว เขาได้ละทิ้งงานทาง
ปรัชญา และหันเหความสนใจไปที่อื่น (Grayling, 1988 : 6)
แต่หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกับ ชลิค (Schlick) และชาวชมรมเวียนนา (Vienna
Circle) หลายครั้ง วิตเกนสไตน์ก็หวนกลับมาสนใจปรัชญาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ
ความสนใจกลับมา วิตเกนสไตน์จึงพบว่า Tractatus ไม่ได้แก้ปัญหาปรัชญาดั่ง
ที่เขาเข้าใจในตอนแรก ดังนั้นเขาจึงเริ่มเขียนงานทางปรัชญาเล่มอื่นๆ ที่สำคัญ
ที่สุด คือ Philosophical Investigations หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ใน
ช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ งานทั้งหมดที่เขาเขียนขึ้นมาก็เพื่อแก้ไขปัญหาปรัชญา
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เพื่อต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าวิตเกนสไตน์เป็นนักปรัชญา
ของนักปรัชญา (philosopher’s philosoher) เขาต้องการช่วยให้นักปรัชญาหลุด
พ้นจากความสับสน สิ่งที่ทำให้นักปรัชญาสับสนตามทรรศนะของวิตเกนสไตน์
คือ การใช้ภาษาอภิปรัชญา ถ้าหากนักปรัชญารู้จักใช้ภาษาตามวิถีทางธรรมดาที่
มันถูกใช้แล้ว ความสับสนก็จะหมดไป เป้าหมายของวิตเกนสไตน์ในปรัชญาก็
คือ “แสดงวิถีทางออกจากขวดให้แมลงวันดู “(To show the fly the way out of
the fly-bottle)
(Wittgenstein, 1968 : 103e)
นอกจากเปรียบเทียบความเหมือนสามประการดังกล่าวแล้ว ฮัดสันยัง
เปรียบเทียบ (1) ความเหมือนระหว่างวิธีการตอบคำถามของพระอาจารย์เซ็นกับ
ของวิตเกนสไตน์ว่าไม่ตอบตรงๆ พระอาจารย์เซ็นใช้ปริศนาธรรม (Koans) ส่วน
วิตเกนสไตน์ตอบโดยใช้ขำขันหรือคำถาม นอกจากนี้ฮัดสันยังเปรียบเทียบว่า
(2) ทั้งเซ็นและวิตเกนสไตน์ต่างก็มองปัญหาปรัชญาเป็นความวิตกกังวล และ
(3) ทั้งเซ็นและวิตเกนสไตน์ต่างก็ปรารถนาให้คนเราหลุดพ้นจากปรัชญาและ
การยึดมั่นถือมั่นในข้อคำสอนตายตัว
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ
หัวข้อที่นำมาอภิปรายในบทความเรื่องนี้ ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่ขอกล่าวถึงใน
รายละเอียด
3. วิตเกนสไตน์กับเซ็น : ความแตกต่างที่เด่นชัด
โดยปกติแล้วการแสวงหาความแตกต่างระหว่างวิตเกนสไตน์กับเซ็นนั้น ย่อมทำ
ได้ง่ายกว่าการแสวงหาความเหมือน
ประเด็นความแตกต่างที่ฮัดสันหยิบยกขึ้น
มาพิจารณานั้น ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นสำคัญๆ ที่ฮัดสันกล่าวถึง
มีดังต่อไปนี้
1. การแบ่งแยกระหว่างประสบการณ์กับมโนทัศน์ (the demarcation between
the empirical and the conceptual) วิตเกนสไตน์ถือว่า ระบบเชิงแบบ (fomal
system) ดั่งเช่น คณิตศาสตร์และตรรกวิทยาก็ดี หรือการสืบสาวทาง
ประสบการณ์ (empirical inquiry) ดั่งเช่นวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ก็ดี ต่างก็ผูกติด
อยู่กับมโนทัศน์อย่างชนิดที่เรียกว่าแยกกันไม่ออก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสำหรับ
วิตเกนสไตน์แล้ว การแบ่งแยกระหว่างประสบการณ์กับมโนทัศน์เป็นสิ่งที่
เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับเซ็นแล้ว ถือว่ามีการแบ่งแยกได้ระหว่างประสบการณ์
กับมโนทัศน์ ระหว่างผัสสะบริสุทธิ์กับผัสสะที่มีมโนทัศน์เจือปน โดยนัยนี้
ศาสตราจารย์ มาซาโอะ อาเบะ ถึงกับกล้ากล่าวว่า เซ็นเป็นต้นตอพื้นฐานของ
พุทธศาสนานิกายอื่นๆ ทุกรูปแบบ (the root-source of all forms of Buddhism)
เพราะเซ็น “ไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้อยคำหรือตัวอักษร เป็นการส่งผ่านที่เป็นอิสระจาก
คำสอนของคัมภีร์หรือจากคำสั่งสอนใดๆ เป็นการชี้ไปที่จิตของมนุษย์โดยตรง
เป็นการตื่นรู้ถึงธรรมชาติแรกเริ่มของตนเอง โดยวิถีทางนี้เป็นการทำให้พุทธ
ภาวะของตนกลายเป็นภาวะจริง” (Abe, 1997 :3)
2. เซ็นและวิตเกนสไตน์มีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับความหมายของ “การหลุด
พ้น” (li-beration) การหลุดพ้นสำหรับเซ็นหมายถึงการเป็นอิสระจากมโนทัศน์
ทั้งปวง แต่สำหรับวิตเกนสไตน์หมายถึงการเป็นอิสระจากความงุนงงสงสัย

(Hudson : 475)
3. วิตเกนสไตน์ต้องการให้สติปัญญา (ของนักปรัชญา) หลุดพ้นจากมนตร์
สะกดของคำ (ทางอภิปรัชญา) แต่เซ็นไม่ได้ต้องการให้สติปัญญาหลุดพ้นจาก
มนตร์สะกดของกิเลสเท่านั้น แต่ต้องการหัวใจ (ของทุกคน) ให้หลุดพ้นจากมนตร์
สะกดของคำ (ทุกคำ)
(Hudson : 477) ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว วิตเกนสไตน์ไม่ได้พูด
กับทุกคนเหมือนดั่งที่ฮัดสันเข้าใจ
4. ในขณะที่วิปัสสนา (meditation) มีความสำคัญและเป็นศูนย์กลางในเซ็น
ปรัชญาของวิตเกนสไตน์กลับไม่มีที่ทางให้กับวิปัสสนาเลย (Hudson : 480)
5. เซ็นและวิตเกนสไตน์มีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับความหมายของความไม่รู้
หรืออวิชชา (ignorance) ในขณะที่เซ็นถือว่าอวิชชาหรือความไม่รู้หมายถึงความ
ไม่รู้ในสภาวธรรม ไม่รู้อริยสัจ4 วิตเกนสไตน์ถือว่าความไม่รู้หมายถึงการไม่
รู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์การใช้ธรรมดา เพราะเหตุนี้ทั้งเซ็นและวิต
เกนสไตน์จึงมีเป้าหมายต่างกันคือ เซ็นต้องการช่วยให้คนทุกคนหลุดพ้นจาก
ความยึดมั่นถือมั่น และการยึดอัตตาเป็นศูนย์กลาง (Hudson : 480) แต่วิตเกนส
ไตน์ต้องการช่วยให้นักปรัชญาหลุดพ้นจากมนตร์สะกดของถ้อยคำทาง
อภิปรัชญา
นอกจากนี้ฮัดสันยังได้พูดถึงสภาพหลังจากที่หลุดพ้นแล้ว เซ็นถือว่าเมื่อบรรลุ
ธรรมแล้วก็จะเป็นหลักประกันได้ว่า ไม่มีอะไรจะมาทำให้ทุกข์ได้อีก ไม่ว่า
จะเป็นความตายหรือการกระทำของผู้อื่น แต่วิตเกนสไตน์ไม่ได้ให้
หลักประกันเช่นนั้นเลย (Hudson : 481)
การนำเสนอของฮัดสันค่อนข้างจะสับสนและวกวน บางครั้งก็ไม่มีความชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของความสงสัย อันที่จริงการนำเสนอที่จะทำให้ผู้อ่าน
เข้าใจได้ง่ายควรอยู่ในรูปของการจัดลำดับทางตรรก เช่นเปรียบเทียบความ
เหมือนและความแตกต่างของ (1) เป้าหมาย (2) วิธีการ (3) หลักคำสอน และ (4)
ทัศนคติที่มีต่อภาษา การนำเสนอของฮัดสัน ผสมปนเปกันระหว่าง (1) (2)
และ (3) สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจ คือ ทำไมฮัดสันไม่พูดถึง
ทัศนคติของเซ็นและวิตเกนสไตน์ที่มีต่อภาษาเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ
 
Marcel Proust : Edmund White พรูสต์อย่างสั้น
 
"In England not long ago a survey of writers and critics revealed that the twentieth-century novelist they most admired – and who they thought would have the most enduring influence on the next century – was Marcel Proust.” – Edmund White
ผมไม่ได้หมายถึงจำนวนหน้าของหนังสือ “In Search of Lost Time” เพราะความยาวสี่พันหน้าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ครั่นคร้ามผลัดวันอ่านหนังสือเรื่องนี้มาเรื่อยๆ จนปีนี้ตั้งใจว่าจะอ่านซะที อยากหาประวัติของพรูสต์มาอ่านก่อน ที่ผมมีอยู่สองเล่มคือเล่มของ Edmund White ซึ่งยาว 165 หน้า กับเล่มของ Jean-Yves Tadie ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประวัติที่สมบูรณ์มาก แต่หนาเป็นพันหน้า
เลือกง่ายมากครับ ไหนๆจะต้องอ่านยาวขนาดนั้น ขออ่านฉบับสั้นของ White ดีกว่า
พออ่านจบกลับรู้สึกทำไมสั้นจัง ไม่จุใจ ได้รู้ประวัติพรูสต์เพิ่มขึ้นก็จริง ทว่าไม่ได้ลงลึก White เขียนได้ดี แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่หนังสือ ทำให้เขาอาจต้องตัดเกร็ดประวัติหลายอย่างออกไป
สิ่งที่ผมเกรงอย่างหนึ่งก่อนเริ่มอ่านหนังสือประวัติเล่มนี้คือ กลัวว่า White จะเขียนถึงผู้คนแวดล้อมในชีวิตพรูสต์ว่าเป็นที่มาของตัวละครคนนั้นคนนี้ ในเล่มนี้มีเขียนถึงต้นแบบของ Swann, Odette, Albertine แต่ก็ไม่เยอะมาก
พรูสต์เริ่มเขียนเล่มแรกของ “In Search of Lost Time” ในวัยเกือบ 40 (เขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 51 ปี) ก่อนหน้านั้นแทบไม่ได้เขียนอะไรที่โดดเด่นเลย ผมเคยทราบว่า อังเดร ชีด ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์เล่มแรกของ “In Search of Lost Time” White อ้างอิงข้อมูลว่าคนในสำนักพิมพ์ของชีด (รวมตัวชีดด้วย) ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แค่เปิดผ่านๆ ตอนหลังพวกเขาถึงตระหนักว่าพลาดการตีพิมพ์มาสเตอร์พีซแห่งยุค
White เขียนถึงความเป็นโฮโมฯของพรูสต์ เขียนถึงการเข้าสังคมในวัยหนุ่มที่ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต เข้าใจเรื่องราวในสังคม เขียนถึงการเป็นโรคหอบหืดที่ทำให้ต้องใช้เวลาในแต่ละวันกับการนอนอยู่ในห้อง ครุ่นคิดถึงตัวตนกับอดีตที่ผ่านมา ประสบการณ์จากโลกภายนอกและการดื่มด่ำกับโลกภายในคือที่มาของ “In Search of Lost Time”
ผมหวนนึกย้อนไป 2-3 ปีก่อนที่ได้สะพายเป้เที่ยวพม่า วันที่ไปล่องทะเลสาบอินเลได้รู้จักฝรั่งชาวเบลเยี่ยมร่วมทริป (ดูแล้วอายุไม่มาก พอๆกับผม) ตอนทานข้าวเที่ยงมีเวลาว่างคุยกันหลายเรื่อง แรกๆคุยเรื่องท่องเที่ยว จากนั้นก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น พอคุยเรื่องหนังสือ ผมถามถึงพรูสต์ ปรากฏว่าฝรั่งเบลเยี่ยมเคยอ่านแล้ว
ผมจึงบอกว่า “คุณนับเป็นไม่กี่คนที่ผมเคยเจอ ที่พบมาเป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น ยังไม่เจอเพื่อนคนไทยที่อ่านจนจบ”
เขายิ้ม และพูดประโยคที่ยังจำได้จนถึงวันนี้ “คุณต้องอ่านให้ได้ .. มันไม่เหมือนอะไรทั้งหมดที่คุณเคยอ่านมาในชีวิต.. เชื่อผม”
READING PROUST
(In Search of Lost Time, with special attention to the new translations from Penguin/Viking)
 And I was so proud of myself for turning up this scarce James Grieve translation of Swann’s Way! A couple weeks ago I got a letter (yes, the sort with postal stamps on them) from Tremain Haynes in Vancouver, who has collected ‘a rather significant library of more than 450 books–nearly all first editions–in French and English translation about MP. Now he’s written a lengthy article on his collection and how it came about. If you’re seriously interested in Proustiana, you can ask him for a copy of his catalog. (Meanwhile I’ll just hang on to my 1973 copy of Monsieur Proust by Celeste Albaret, which I bought at a Left Bank bookstall some years ago. Mr Haynes has a later edition!)
In the August 24 issue of The New Yorker, Alex Ross writes about fictional composers, including Vinteuil of Swann’s Way and later books of Proust’s great novel. Alas, TNY seems to have changed its policy of making its contents available online: you have to be a subscriber to read the whole essay. Blue skies! — Dan Ford
How this project began
 I started reading Swann’s Way a couple times before a pal challenged me to read the whole of the novel with him. Every Wednesday on his way to the law office where he was a low-level attorney, he’d stop by my room (it had a kitchen but wasn’t really an apartment). We’d drink coffee, smoke(!), and talk about Proust. Egging each other on in this fashion, we both finished the novel before the year was out.
Ten years later, I read the novel again—and aloud—to my wife over the course of two winters. (One of the French deconstructionists, arguing that one can’t just study a novel by itself, because it’s a collaborative venture between the author and the reader, cinched his case by pointing out: "After all, who has read every word of À la recherche du temps perdu?" It pleased me hugely to be able to say, if only silently, "I did!")
That was the handsome, two-volume Random House edition of the novel, entitled Remembrance of Things Past, the first six books rendered into English by Charles Scott Moncrieff and the seventh by Frederick Blossom. (Scott Moncrieff died before finishing his task, which is probably the reason Penguin decided to employ seven different translators for its 21st century Proust.) When Kilmartin’s reworking came out in the 1990s, I acquired that, too, but only read pieces of it—notably book seven, The Past Recaptured, greatly improved over the rather lame Blossom translation. Otherwise, however, Remembrance of Things Past was still hobbled by the post-Victorian prose of Scott Moncrieff.
Then came the new Penguin editions, the first four volumes of which have now been published in the U.S. by Viking. After reading a rave review of vol. 2—In the Shadow of Young Girls in Flower—I realized that I would have to read it. On second thought, I decided to start from the beginning with the new Swann’s Way. It was a good decision. Lydia Davis did a wonderful job with the first volume, and by the time I’d lulled Little Marcel to sleep (on page 43 in this edition), I knew that I was once again in for the long haul. So I set out to acquire a complete set of hardcover books—not so easy, as matters turned out! I read them in sequence, and I have reported on them here.
The novel according to Penguin
Swann’s Way (In Britain: The Way by Swann’s) (tr. Lydia Davis)
In the Shadow of Young Girls in Flower (tr. James Grieve)
The Guermantes Way (tr. Mark Treharne)
Sodom and Gomorrah (tr. John Sturrock)
The Prisoner (tr. Carol Clark)
The Fugitive (tr. Peter Collier)
Finding Time Again (tr. Ian Patterson)
http://www.readingproust.com/
 
พรูสต์เปลี่ยนชีวิต – How Proust Can Change Your Life
 
วันก่อนได้เดินเล่นในร้านหนังสือ ไปที่มุมหนังสือวิทยาศาสตร์ เห็นชื่อหนังสือใหม่สะดุดตา “Proust Was a Neuroscientist” ถ้าแปลเป็นไทย “พรูสต์คือนักประสาทวิทยาศาสตร์” ผมหยิบขึ้นมาดู ผู้เขียน Jonah Lehrer ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษาทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ ได้เขียนถึงแง่มุมของศิลปิน 8 ท่าน ที่ได้ค้นพบความจริงเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ เช่น สตราวินสกี้ (ดนตรี-การฟัง), เซซานน์ (ภาพวาด-การมองเห็น), วอลต์ วิตแมน (กวี-ความรู้สึก) และแน่นอนจากชื่อปกหนังสือ มีเขียนถึง มาร์แซล พรูสต์ กับความทรงจำ
พรูสต์อีกแล้ว.. ดูเหมือนปัจจุบันแทบทุกวงการต่างพูดถึงเขาเยอะเหลือเกิน
 
ไม่นานมานี้มีหนังสือชื่อว่า Proust and the Squid : The Story and Science of the Reading Brain (2007) ซึ่งเกี่ยวกับการอ่านและสมองมนุษย์ เล่มนี้ก็ใช้พรูสต์เป็นชื่อปกหนังสือ
 
ในหนังสือของพรูสต์ได้เขียนถึงจิตรกรไว้เยอะมาก อาทิ Vermeer, Bellini, Carpaccio, Giotto ฯลฯ (ตอนที่เขาเขียนถึงภาพวาดจ็อตโตในโบสถ์สโครเวญี เมืองปาโดวา ผมนึกไปถึงเล่ม Vertigo ของ Sebald ซึ่งมีฉากบรรยายที่นี่เหมือนกัน)
ปีที่แล้วมีหนังสือใหม่ Paintings in Proust : A Visual Companion to In Search of Lost Time (2008) นำภาพทั้งหมดจากหนังสือ In Search of Lost Time มารวบรวมไว้ โดยมีคำบรรยายจากหนังสือประกอบ
 
หากจำกันได้ หนังอินดี้เรื่องดังของปี 2006 “Little Miss Sunshine” มีตัวละครชื่อว่า Frank ซึ่งเป็น scholar เชี่ยวชาญพรูสต์เป็นอันดับต้นๆของอเมริกา ในหนังมีบทสนทนาที่ Frank กล่าวถึงพรูสต์
Frank: Do you know who Marcel Proust is?
Dwayne: He’s the guy you teach.
Frank: Yeah. French writer. Total loser. Never had a real job. Unrequited love affairs. Gay. Spent 20 years writing a book almost no one reads. But he’s also probably the greatest writer since Shakespeare. Anyway, he uh… he gets down to the end of his life, and he looks back and decides that all those years he suffered, Those were the best years of his life, ’cause they made him who he was. All those years he was happy? You know, total waste. Didn’t learn a thing. So, if you sleep until you’re 18… Ah, think of the suffering you’re gonna miss. I mean high school? High school-those are your prime suffering years. You don’t get better suffering than that.
 
ไม่เพียงแต่หนังฝรั่งที่อ้างถึงพรูสต์ หากใครเคยชมหนังญี่ปุ่นของ “ชุนจิ อิวาอิ” เรื่อง “Love Letter” คงจำได้ว่า ตอนท้ายเรื่องพระเอกได้ฝากหนังสือให้นางเอกไปคืนที่ห้องสมุด เมื่อกล้องถ่ายปกหนังสือ เราจึงเห็นชื่อภาษาฝรั่งเศสเคียงข้างภาษาญี่ปุ่นว่า “A la Recherche du Temps Perdu” หนังสือของพรูสต์นั่นเอง นั่นคงเป็นเพราะหนังมีประเด็นเกี่ยวกับอดีตและความทรงจำ ซึ่งไม่มีหนังสือเล่มไหนเป็นตัวแทนได้ดีเท่าพรูสต์
 
ในทีวีซีรีส์ของเกาหลีเรื่อง My Lovely Samsoon มีตอนที่นางเอกได้ถามคู่สนทนาว่า เคยอ่านหนังสือของพรูสต์มั้ย แล้วเธอสาธิตฉากดังในหนังสือที่นำ Madeleine จุ่มชา โดยแนะนำให้ลองทำดู คู่สนทนาชิมแล้วบอกว่า “อร่อยดี.. ผมเคยได้ยิน แต่ไม่เคยอ่านหนังสือนะ”
 
In Search of Lost Time ฉบับแปลภาษาเกาหลี ที่นั่นทำเป็น 11 เล่ม ขายเป็นบ็อกเซ็ต เกาหลีเหมือนกับญี่ปุ่นและไต้หวัน ประชากรแทบไม่ต้องรู้ภาษาต่างประเทศ เพราะความรู้ส่งตรงถึงบ้าน มีหนังสือแปลดีๆให้เลือกอ่านเยอะมาก อย่างไต้หวันผมเห็นหนังสือของ Bohumil Hrabal แปลเป็นภาษาจีน ทำเป็นกล่องบ็อกเซ็ตอย่างดี บรรจุ 3 เล่ม 3 เรื่อง
 
Alain de Botton เคยเขียนหนังสือขายดี How Proust Can Change Your Life แต่สำหรับคนเคยอ่านพรูสต์ คงไม่ต้องการหนังสือแนะนำเล่มนี้ เพราะในเมื่อพรูสต์เปลี่ยนชีวิตของคนที่เคยอ่านแล้ว จะเสียเวลาอ่านเล่มนี้ด้วยเหตุใด?
 
พรูสต์ไม่ชอบ Popular Art ในหนังสือ In Search of Lost Time เขาเขียนไว้ว่า "the idea of popular art…if not actually dangerous seemed to me ridiculous." แต่ปัจจุบัน Popular Art มากมายต่างหยิบชื่อและผลงานของเขามาอ้างถึง
เหตุใดพรูสต์ นักเขียนที่เสียชีวิตไปแล้วร่วมเก้าสิบปี กลับเป็นที่พูดถึงแทบทุกวงการ?
ต้องอ่าน In Search of Lost Time ถึงจะเข้าใจ..
“พรุสต์ : ตัวตน กาลเวลา วรรณกรรม”
“My great adventure was undoubtedly Proust.
What is there left to write after that?”
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ
(หนึ่งในนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลก เธอเป็นนักเขียนร่วมสมัยกับ proust ฝีมือด้อยกว่านิดหน่อย แต่ก็เก่งจนน่าตระหนก)
เคยมีช่วงชีวิตอันยาวนานที่ผู้เขียนเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่ออ่านนวนิยายชุดยาวเรื่อง A la Recherche du temps perdu (การค้นหาวันเวลาที่สูญหาย) ก่อนที่จะเคลิ้มหลับไปด้วยความรู้สึกอันปีติ ระคนด้วยความภาคภูมิใจ นั่นเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และเป็นวัยแห่งความลุ่มหลง
ในทำเนียบนักประพันธ์เอกของโลก มาร์แซ็ล พรุสต์ (Marcel Proust) ได้รับยกย่องให้ยืนอยู่ในแถวหน้าในฐานะนักเขียนที่ได้ผลักดันชั้นเชิงการประพันธ์ไปถึงจุดสุดยอดของศิลปะแขนงนี้ แนวคิดที่พรุสต์นำเสนอผ่านตัวละครเอกซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องในนวนิยายชุดยาวของเขา เน้นที่ความมุ่งมั่นของจิตมนุษย์ในอันที่จะแสวงหาความหมายและคุณค่าของตัวตนท่ามกลางวิถีชีวิตอันไร้แก่นสาร ด้วยเจตจำนงที่จะพุ่งทะยานสู่ความจริงแท้ผ่านประสบการณ์เชิงสุนทรียะ การแสวงหานี้จึงเป็นการเปิดเผยตัวตนให้ได้สัมผัสและรับรู้โลกอย่างเต็มเปี่ยมและเข้มข้น
แนวคิดดังกล่าวถ่ายทอดออกมาด้วยพลังการเขียนอันน่าอัศจรรย์ใจ ประโยคของพรุสต์เป็นที่เลื่องลือว่ามีลักษณะซับซ้อนคดเคี้ยว ยืดยาว ด้วยมุ่งหมายที่จะร้อยรัดแง่มุมอันหลากหลาย ของความหมายและคุณค่าที่จิตได้ค้นพบจากประสบการณ์หนึ่งๆ ไว้ในโครงสร้างของภาษา จริตทางวรรณศิลป์ของนักประพันธ์ผู้นี้ยังแสดงให้เห็นด้วยโวหารความเปรียบที่แปลกใหม่ไม่มีใครเหมือนซึ่งเป็นการหลอมรวมผัสสะต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน หากกล่าวให้ถึงที่สุด ลีลาการประพันธ์ของพรุสต์เป็นความพยายามยืนยันว่า ภาษาของมนุษย์นั้นสามารถใช้เป็นวัสดุสำหรับรังสรรค์โลกอีกโลกหนึ่งขึ้นมา เพื่อส่งทอดความหมายและคุณค่ากลับสู่โลกที่เราดำรงอยู่
 
แม้การอ่านพรุสต์ครั้งแรกจะผ่านมาแล้วร่วม 30 ปี และแม้ผู้เขียนจะมิได้เข้านอนแต่หัวค่ำอีกต่อไป รวมทั้งไม่หลงใหลในเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีใดๆอีกแล้ว แต่ผลงานของพรุสต์เล่มนั้นก็ยังเป็นหนังสือในจำนวนไม่กี่เล่มที่ผู้เขียนนำกลับมาอ่านใหม่อยู่เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณสมบัติที่ทำให้อ่านซ้ำแล้วได้อะไรใหม่เสมอ แน่นอน ประโยคของพรุสต์ยังคดเคี้ยวยืดยาวเท่าเดิม ชาวไฮโซฯ ในเรื่องยองคงเป็นนักเสแสร้งเหมือนเก่า ความรักยังเป็นความงี่เง่าเพ้อเจ้อ ศิลปะยังเป็นสิ่งสูงส่งไม่เสื่อมคลาย แต่อาจจะเป็นผู้อ่านคนเดิมต่างหากที่เปลี่ยนไป จึงเห็น รู้สึก เข้าใจในสิ่งที่ไม่ได้เห็น รู้สึก เข้าใจ ในการอ่านครั้งก่อน การอ่านเรื่องของพรุสต์ใหม่จึงทืให้เราประจักษ์ว่า เราคือตัวตนที่เปลียนแปลงไปเพียงใด และยังเหลือคงเดิมอยู่เท่าใด ในกระแสแห่งกาลเวลา
 
(วัจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส by นพพร ประชากุล : 103-104)
 
หากย้อนกลับไปฟังคำกล่าวของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่ยกมาเป็นนิเทศพจน์เปิดบทความนี้ ก็ชวนให้คิดต่อไปได้ว่า นักเขียนเช่นพรุสต์นั้นเป็นอันตรายต่อนักเขียนด้วยกันมิใช่น้อย ว่ากันว่า นักประพันธ์ที่บังเอิญได้อ่านพรุสต์จนทะลุปรุโปร่ง มักจะตกอยู่ในภาวะย่อท้อ เสียแรงบันดาลใจ ด้วยบังเกิดความรู้สึกว่า ทั้งในด้านพลังการสำรวจชีวิตมนุษย์และในแง่ชั้นเชิงการประพันธ์ ได้มีผู้พิชิตจุดสุดยอดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับนักอ่านที่อดทนอ่านพรุสต์จนช่ำชินกล่าวได้ว่า การค้นหาวันเวลาที่สูญหาย คือ แดนสวรรค์แห่งวรรณกรรมเราดีๆนี่เอง
 
(วัจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส by นพพร ประชากุล : 127)
——–วิกเกตสไตน์ กับมาร์แซล พรูสต์ ทั้งสองคน ถูกกล่าวถึงว่า เขาเป็นโฮโมเซ็กช่วล ซึ่งชีวิตของมาร์แซล พรูสต์ ว่ากันวา วิธีการเขียนผล
งานของเขา โดยประโยคซับซ้อนของโครงสร้างประโยคอย่างกับปัญหาการหายใจของเขา ซึ่งเขาเป็นโรคหืดหอบ และพรูสต์ ก็มีชีวิต ที่ชื่น
ชอบนอนกลางวัน และทำงานเขียนกลางคืน ซึ่งช่วงท้ายๆ ของชีวิตของเขา ก็ต้องป่วย และนอนบนเตียง
ทำให้ตกอยู่ภาวะหลับๆ ตื่นๆ ซึ่งผมมีโอกาสสนทนากับอาจารย์สุเทพ สุนทรเภสัช เราก็เริ่มต้นคุยเกี่ยวกับพรูสต์จากเรื่องการค้นหาวันเวลาที่
สูญหาย..เมือวานที่ 7 กันยา 2552 แล้วก็ต่อประเด็นความเจ็บป่วย และอัจฉริยะของพรูซต์ นั่นเอง  ฯลฯ ผมพูดคุยกันหลายเรื่องๆ
โดยกรณีของพรูสต์นั้น อาจารย์สุเทพ ก็มองเชิงสังคมวิทยา เช่น ปรากฏการณ์โหยหาอดีตของพรูสต์ และอาจารย์สุเทพ ก็พูดถึงเรื่องคาฟคา "
ปราสาท" หรือ castle ว่า กรณีช่างรังวัด มันเหมือนกับแนวคิดของเวบอร์ (max weber) สะท้อนเรื่องระบบราชการ มันสลับซับซ้อนและ
ช่างรังวัดต้องรอคำตอบจากทางราชการ(bureaucracy) ซึ่งมีรายละเอียดของเนื้อหาของนิยาย โดยผมยกมาเป็นตัวอย่าง เป็นต้น
ซึ่งเรื่องคุยนิยาย เฮสเส ฯลฯ และผมขอยกตัวอย่าง นอกจากที่คุยกับอาจารย์สุเทพ แล้วถ้าอยากเห็นตัวละคร สื่อถึงพรูสต์ง่ายขึ้นก็ดูตัวละคร
ของหนัง Little Miss Sunshine” ซึ่งบทสนทนาเกี่ยวกับพรูสต์ ก็เชื่อมโยงกับเด็กหนุ่ม ซึ่งชอบอ่านงานของนิทเช่(ไม่ได้เป็นโฮโมฯ) และ
พ่อของเขา ชอบนำเสนองานเขียนเกี่ยวกับการทำให้ประสบความสำเร็จทางชีวิต เป็นต้น นะครับ
จึงเอาข้อมูลของวิกเกตสไตน์ กับพรูสต์ มานำเสนอเล่าสู่กันฟังกับอ่านแก่ทุกท่าน อันเป็นประวัติศาสตร์ ผสมกับความเป็นมนุษย์ของนักเขียน
แสดงออกมาเป็นผลงาน ซึ่งคาฟคา(ชายโสดไม่ได้เป็นโฮโมฯเหมือนนิทเช่) ก็เคยมีคนตีความว่า เขาเป็นนักเขียน ซึ่งกล่าวง่ายๆว่า เขาสร้างผล
งานมาจากความต้องการสร้างงานจากความเป็นนักอ่านของเขา ซึ่งมีทัศนะการอ่านคล้ายนิทเช่ คือ อ่านหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนกับโดนค้อนทุบ
หัว นั้นเอง(ดัดแปลงจากหนังสือโลกในมือนักอ่าน) น่ะครับ

 

(*)ข้อมูลเพิ่มเติมของนิทเช่ จากเทวาสายันห์หรือ( วิธีสร้างปรัชญาด้วยค้อน หรือ HOW TO PHILOSOPHIZE WITH A HAMMER) หนังสือที่มีชื่อเดิมว่า ความเกียจคร้านของนักจิตวิทยาถึง เพียงที่เขียนด้วยเลือด(ซึ่งหนังสือของนิทเช่ ก็มีแปลเป็นไทยหลายเล่ม รวมทั้งการ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตของนิทเช่ ซึ่งผมเคยกล่าวถึงไปแล้วด้วย)
 เมื่อกล่าวถึง นิทเช่ นักปราชญ์ชาวเยอรมันแห่งคริสตศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่นิทเช่ยังมีชีวิตอยู่ ผลงานของเขาขายได้น้อยมาก Thus Spoke Zarathustra ซึ่งมี 4 ตอน ตอนที่ 4 พิมพ์ออกมาเพียง 40 เล่ม และต้องขายอยู่นานกว่าจะขายหมด ครั้นเมื่อทดลองพิมพ์ Beyond Good and Evil เอง โดยหวังที่จะขายให้ได้สัก 300 เล่ม เพียงเพื่อคุ้มทุน ก็ปรากฎว่าขายได้เพียง 113 เล่มในปีแรก ในขณะที่ Human, All Too Human ซึ่งเป็นผลงานอีกเล่มหนึ่ง ขายได้เพียง 170 เล่มเท่านั้น หากจะสรุปเอาอย่างง่าย ๆ ตรงไปตรงมาก็คือ หนังสือของท่านไม่มีใครอ่าน

เหตุที่มีผู้อ่านงานของนิทเช่น้อยมาก เห็นจะเป็นเพราะงานเขียนของท่านอ่านค่อนข้างยากทีเดียว

ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้คัดเลือกข้อเขียนของนิทเช่เฉพาะที่พอจะอ่านเข้าใจได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนักมารวมไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ วาทะซาราธุสตรา จาก Thus Spoke Zarathustra และ ปรัชญานิทเช่ จาก Beyond Good and Evil กับ A Nietzshe Reader โดยมุ่งหวังให้หนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้ ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนความคิดบางประการของนิทเช่ ผู้รักแต่เพียง \"สิ่งที่เขียนด้วยเลือด\"

(บางส่วนจากคำนำ)
http://www.bangkokbookclub.com/product.detail_39713_th_1578657อาศัยในบ้าน

 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s