สวัสดี..ตอนเช้า กับเมฆ-ฟ้าของทุกคน

ต้นกำเนิดความหมายของ…สวัสดี
          ความหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 สวัสดี หมายถึงความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง คำทักทาย หรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน
          สวัสดี ในส่วนที่นำมาใช้เป็นคำทักทายนั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าถึงต้นเหตุเดิมไว้ว่า เจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงได้ใช้คำ "ราตรีสวัสดิ์" ลงท้ายคำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลมตามคำว่า "กู๊ดไนต์" (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย
          ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง จึงขอให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น ช่วยคิดหาคำให้ ตกลงได้คำว่า "สวัสดี" ไปใช้ และเมื่อ พ.ศ. 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้นำไปเผยแพร่ให้นิสิต ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน จึงได้แพร่หลายใช้กันต่อมา
          ครั้นต่อมาในยุคบำรุงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติ รัฐบาลในสมัยนั้น ก็เห็นชอบกับการใช้คำว่า "สวัสดี" ในโอกาสแรกที่ได้พบกัน ได้มอบให้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 ดังต่อไปนี้ (ตัวสะกดและการันต์ในสมัยนั้น)  
   
          "ด้วยพนะท่านนายกรัฐมนตรี ได้พิจารนาเห็นว่า เพื่อเปนการส่งเสริมเกียรติแก่ตนและแก่ชาติ ให้สมกับที่เราได้รับความยกย่องว่า คนไทยเปนอารยะชน คำพูดจึงเปนสิ่งหนึ่งที่สแดงภูมิของจิตใจว่าสูงต่ำเพียงใด ฉะนั้นจึงมีคำสั่งให้กำชับ บันดาข้าราชการทุกคนกล่าวคำ "สวัสดี" ต่อกันไนโอกาสที่พบกันครั้งแรกของวัน เพื่อเป็นการผูกไมตรีต่อกัน และฝึกนิสัยไห้กล่าวแต่คำที่เปนมงคล ว่าอะไรว่าตามกัน กับขอไห้ข้าราชการช่วยแนะนำ แก่ผู้ที่อยู่ไนครอบครัวของตนไห้รู้จักกล่าวคำ "สวัสดี" เช่นเดียวกันด้วย" นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ทางราชการในสมัยนั้นได้กำหนดให้ใช้คำว่าสวัสดี ไว้แล้วตั้งแต่ พ.ศ.2486   
            
          แต่ปัจจุบันนี้เยาวชนไทย เมื่อพบกันแทนที่จะใช้คำว่า "สวัสดี" กลับนำเอาคำผรุสวาทมาใช้แทน ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นมงคลแก่ตนเองทั้งสิ้น นับเป็นความเสื่อมทางวัฒนธรรมด้านภาษา และจิตใจอย่างมากที่สุด 
          ในปัจจุบันนี้มีชาวต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมาก ได้พยายามยกมือไหว้และกล่าวคำว่า "สวัสดี-Sawasdee" เพราะเข้าใจวัฒนธรรมของไทยดีขึ้น นับเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยได้ประการหนึ่ง
          คำว่า สวัสดี ได้แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นคำของ "ชาตินิยม" เป็นวัฒนธรรม อันหยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจของชาวไทยทั้งประเทศ อากัปกิริยาของการ "สวัสดี" ผนวกกับ ความมีน้ำใจไมตรีของคนไทย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ทำให้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำที่มีความหมายมากมายนัก
          คนไทยควรจะมาร่วมกันดำรงความเป็น "ไทย" ด้วยรอยยิ้มแจ่มใสและคำทักทาย "สวัสดีค่ะ" "สวัสดีครับ"
blog.eduzones.com/nuihappy/2270
ที่มาของสวัสดี
ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี" คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสดิ" ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2486 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศให้ใช้คำว่า สวัสดี เป็นคำทักทายเมื่อแรกพบกัน เป็นครั้งแรก เป็นต้นมา
"สวัสดี" เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า "สุ" เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า "อสฺติ" เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า "สุ" เป็น "สว" (สฺวะ) ได้โดยเอา "อุ" เป็น "โอ" เอา "โอ" เป็น "สฺว" ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า "อสฺติ" เป็น "สวสฺติ" อ่านว่า สะ-วัด-สะ-ติ แปลว่า "ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)"
พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า "สวสฺติ" ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น "สวัสดี" ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า "good night" ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า "อรุณสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good morning" และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า "ทิวาสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good afternoon" ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า "สายัณห์สวัสดิ์" มาจากคำว่า "good evening" แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า "สวัสดี" มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ ในชีวิตประจำวันของคนไทยปัจจุบัน
การนำไปใช้
สวัสดี ถูกนำไปใช้ในหัวนิตยสารบนเครื่องการบินไทย
สวัสดี ถูกนำไปใช้ในการตลาด โดยเอไอเอสใช้สวัสดี เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์พรีเพด
สวัสดี ก็มีที่มา…
        "ฮัลโหล" เป็นคำทักทายที่ใช้มากที่สุดในการรับโทรศัพท์ บ่อยครั้งเราก็นำมาใช้เป็นคำทักทาย ระหว่างเพื่อนฝูง เมื่อพบเจอกัน ทุกวันนี้คนไทยใช้คำว่า "ฮัลโหล" กันจนติดปาก จนบางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า คนไทยเราเองก็มีคำทักทายแบบไทย ๆ ที่มีความงดงามทางภาษา มีความไพเราะ และเป็นคำที่มีความหมายดีด้วย เป็นเวลา 66 ปีแล้ว ที่คำว่า "สวัสดี" ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของคนไทย
สวัสดี มีความหมายว่า ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย
โสตถิ มีความหมายว่า ความสวัสดี ความเจริญรุ่งเรื่อง
จะเห็นได้ว่าคำดังกล่าว เป็นความหมายที่ดี จึงมีความเหมาะสม ที่จะใช้กล่าวเมื่อแรกพบกัน หรือเมื่อลาจากกัน เพราะสวัสดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่ คำทักทายเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต เป็นการอวยพรให้กับผู้ที่เราสนทนา ให้ประสบแต่สิ่งดี ๆ นั่นเป็นลักษณะพิเศษในคำทักทายของคนไทย ซึ่งในคำทักทายของหลายชาติไม่มีเหมือน ยกตัวอย่างคำว่า "ฮัลโหล" ในภาษาอังกฤษ ก็แค่ทักทายกันเมื่อพบกัน คำว่า "หนีฮ่าว" ของภาษาจีนนั้นก็มีความหมายว่าคุณสบายดีไหม ส่วนคำทักทายทั้ง 3 เวลาของชาวญี่ปุ่นนั้น ก็จะเป็นแค่การทักทายโดยทั่วไป ไม่ได้มีความหมายพิเศษอื่น ๆ แต่อย่างไร
ส่วนคำว่า "สวัสดี" นั้นจะทำหน้าทีทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และ เมื่อเรากล่าวคำสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย ถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้น มาจากใจของผู้ไหว้
ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่า สวัสดี พร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลทั้งต่อตัวผู้พูด และผู้ฟัง
ไม่ว่าโลกจะล้ำหน้าไปขนาดไหนเพียงใดก็ตาม แต่การทักทายด้วยคำว่า สวัสดี ที่สื่อถึงความจริงใจมีไมตรี และความปรารถนาดี ที่คนไทยมีต่อกันและกันนั้น ก็ยังไม่เคยล้าสมัย
ซึ่งชาวต่างชาติเขาก็ยังชื่นชมวัฒนธรรมล้ำค่านี้ แล้วพวกเราจะปล่อยให้ การคำทักทายอย่าง "สวัสดี" นั้นสูญสลายหายไปตามกาลเวลาหรือ….
 
เหนื่อยล้า … อาจมีวันฟ้าเป็นสีเทา
เพียงเงาเมฆฝนลอยมาขวางกั้น
.
ฝัน … หากความฝันยังดูมืดอยู่
ทนดูต่อไปมีโอกาสได้เห็น
.
หากกลัวฝน … รีบท้อไม่ทน
อยู่มองดูวันข้างหน้า
.
พรุ่งนี้อาจไม่มีฟ้าเป็นสีฟ้า
 
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ ฟ้ายังดูสดใส
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ ฟ้าไม่เลือนจากไป
.
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ มั่นใจ
พรุ่งนี้ต้องมีสิ่งที่ดีกว่า
.
เดินฝ่าเมฆฝนยืนดูอยู่บนยอดเขา
ฟ้าคอยอยู่
.
ความหวัง … อย่าจริงจังกับความแพ้พ่าย
ไหว้วอนกับใครคงไร้ประโยชน์ โกรธ …อย่าไป
.
โทษใครอื่น อันความยั่งยืนมันขึ้นอยู่ที่เรา
หลับตาพัก …ให้ใจมีโอกาสวาดวันข้างหน้า
.
ค้นหาจุดยืนแล้วเดินจากจุดนั้น
 
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ ฟ้ายังดูสดใส
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ ฟ้าไม่เลือนจากไป
.
ฟ้ายังฟ้า …อยู่ ฟ้ายังดูสดใส ฟ้ายังฟ้า …อยู่
ฟ้าไม่เลือนจากไป ฟ้ายังฟ้า …
 
 
——————————————————————————–
 
 
เพลง :  ฟ้ายังฟ้าอยู่
ศิลปิน :  Smile Buffalo
 
 
Ludwig Wittgenstein on Language and Logic
Ludwig Wittgenstein and a Fuzzy Photograph

Wittgenstein: Philosophical discussion in Cambridge – Part 1

Ludwig Wittgenstein’s Language Game
 
Part 1:
http://ca.youtube.com/watch?v=quxB0y9…
Part 2:
http://ca.youtube.com/watch?v=wpxzcFe…
Part 3:
http://www.youtube.com/watch?v=B2FO7r…
Part 4:
http://www.youtube.com/watch?v=_CCctd…
Part 5:
http://www.youtube.com/watch?v=m90iwI…
Part 6:
http://www.youtube.com/watch?v=IUR9lZ…
Part 7:
http://www.youtube.com/watch?v=b65pUX…
Part 8:
http://www.youtube.com/watch?v=s65yc2…
Pare 9:
http://www.youtube.com/watch?v=Y-mPGl…

Category:  Education
 
ตรรกแห่งความคลุมเครือ
(ตอนทลายกำแพงเบอร์ลิน)
พิสิทธิ์ พรมจันทร์
บริษัท เทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กล่าวนำ

ถ้าหากในอดีตกำแพงเบอร์ลินเคยแบ่งเยอรมันออกเป็นสองฝ่ายคือเยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตกแล้ว ทฤษฎีตรรกวิทยาที่ผ่านมาก็เคยแบ่งโลกออกเป็นสองซีกเช่นเดียว กันคือ “จริง” หรือ “เท็จ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ศูนย์” หรือ “หนึ่ง” ทฤษฎีนี้ได้ถูกใช้มายา วนานในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่แก้ไขด้วย คอมพิวเตอร์ ตรรกวิทยาสามารถใช้แก้ปัญหาได้ดีและรวดเร็วสำหรับปัญหาที่มีความแจ่มแจ้ง ชัดเจน การแก้ปัญหาต่าง ๆ จะอาศัยหลักทางตรรกวิทยาเช่น “ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นจริงและ/ หรือเหตุการณ์โน้นเป็นเท็จให้ทำงานอย่างนั้น ถ้าไม่ ให้ทำงานอีกอย่างหนึ่ง” เป็นต้น ยกตัว อย่างเช่น ถ้าวันนี้ฝนตกก็ให้หยิบร่มติดมือก่อนออกจากบ้าน ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์หยุดการ ทำงาน โครงข่ายล่ม หรือโปรแกรมคอมพืวเตอร์ตายให้แจ้งผู้ใช้งานว่าไม่สามารถใช้ระบบได้ เป็นต้น

แต่ในชีวิตประจำวันแล้วเราพบว่าปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งตรงไปตรง มาเสมอไป ความคลุมเครือมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกวงการในสังคมมนุษย์ เช่นวันนี้ลมพัดแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนยังไม่ตก แต่ดินฟ้าอากาศมีความคลุมเครือสูง ในวงการแพทย์เมื่อคนไข้ บอกคุณหมอว่าปวดท้องก็จะพบกับความคลุมเครือที่ว่าอาจจะเป็นโรคกระเพาะ ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้ก็ได้ ในวงการเมืองคณะกรรมการเลือกตั้งอาจพบความคลุมเครือของการเลือกตั้งวุฒิ สมาชิกที่ว่า อะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง ”การแนะนำตัว” กับ ”การหาเสียง” ของผู้สมัคร ในวง การเศรษฐกิจนักเศรษฐศาสตร์ได้ประสบกับความคลุมเครือของปัญหาเศรษฐกิจในบ้านเรา ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา นักคอมพิวเตอร์พบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่หยุดการทำงาน โครง ข่ายยังไม่ล่ม และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยังไม่ตาย แต่ทำไมผู้ใช้งานจึงบอกว่าระบบช้า ฯลฯ

การก่อกำเนิด

เมื่อมนุษย์มีความต้องการที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและคลุมเครือมากขึ้น พบว่า ทฤษฎีตรรกวิทยามีข้อจำกัดเป็นอันมาก วิธีการอมตะวิธีหนึ่งในอดีตที่ใช้ในการแก้ปัญหาเหล่า นี้คือการใช้ศิลปแห่งการเดา (Heuristics) ในปี ค.ศ. 1964 ศาตราจารย์ล็อตฟิ ซาดาห์ (Lotfi Zadeh) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเบิร์กเล่ย์ ได้คิดค้นและเผยแพร่ทฤษฎีใหม่คือ ทฤษฎีตรรกแห่งความคลุมเครือ (Fuzzy Logic) ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะใช้ในการแก้ปัญหาที่ คลุมเครือซับซ้อนนี้ได้ดีกว่า โดยหลักปรัชญาของทฤษฎีนี้แล้วสิ่งต่าง ๆ สามารถมีสถานะได้ มากกว่าสองสถานะนอกจากเท็จกับจริงแล้ว เช่น “อาจจะจริง” “ค่อนข้างที่จะจริง” “คงจะ จริง” เป็นต้น

ยกตัวอย่างเรื่องคนสูงกับคนเตี้ย ถ้าสมศรี สมชาย สมควร และสมศักดิ์ สูง ห้าฟุต ห้า ฟุตครึ่ง หกฟุต และหกฟุตครึ่ง แล้ว ถ้าเรามองโดยใช้แนวคิดแบบตรรกวิทยาเราอาจบอกว่า สมศรีกับสมชายตัวเตี้ย และสมควรกับสมศักดิ์ตัวสูง แต่ถ้ามีสมปองเพิ่มเข้ามาอีกคนโดยที่เขา มีความสูง ห้าฟุตเจ็ดนิ้ว ก็จะเกิดความคลุมเครือที่ว่า สมปองควรจะจัดอยู่ในกลุ่มพวกที่สูงหรือ เตี้ยดี ลองมองปัญหาโดยใช้แนวคิดตรรกแห่งความคลุมเครือบ้าง จะเห็นว่าทุกคนเป็นสมาชิก ของกลุ่มคนที่มีความสูงทั้งหมดโดยแต่ละคนมีสัดส่วนความเป็นสมาชิกที่แตกต่างกันไปเช่น สม ศรีมีสัดส่วนเป็น 0.35 สมชาย 0.55 สมปอง 0.6 สมควร 0.75 และสมศักดิ์มีสัดส่วนเป็น 0.95 ศาสตราจารย์ซาดาห์เรียกกลุ่มของสมาชิกใด ๆ ว่า เซ็ตของความคลุมเครือ (Fuzzy Set) และเรียกสัดส่วนของความเป็นสมาชิกว่าค่าของความคลุมเครือ (Fuzzy Values)

ในทางตรรกวิทยาแล้วถ้าสมศรีเป็นสมาชิกของคนตัวเตี้ยแล้ว เธอก็จะไม่ใช่สมาชิกของ คนตัวสูง แต่ในทางตรรกแห่งความคลุมเครือแล้วถ้าสมชายมีสัดส่วนเป็นสมาชิกของชมรม วิทยาศาสตร์ 0.75 แล้ว อีก 0.25 ที่เหลือในชีวิตเขาอาจมีสัดส่วนของความเป็นสมาชิกของ ชมรมประวัติศาสตร์ก็ได้ นี่คือแก่นหลักที่บ่งชี้ว่าในปัญหาที่มีความคลุมเครือ ตรรกวิทยามี ความจำกัดในการแก้ปัญหาเป็นอย่างมาก และตรรกแห่งความคลุมเครือสามารถแก้ปัญาได้ อย่างกว้างขวางและแม่นยำกว่า แต่มีข้อระวังว่าในปัญหาที่มีความชัดแจ้ง การแก้ไขโดยใช้ตรรก แห่งความคลุมเครืออาจใช้ต้นทุนในการแก้ไขปัญหาสูงกว่า

ลองมาพิจารณาประชาชนชาวเยอรมันบ้าง ถ้าใช้หลักตรรกวิทยาแล้วประชาชนที่อยู่ ทางตะวันออกของกำแพงเบอร์ลินเป็นคนเยอรมันตะวันออกและอีกฝั่งหนึ่งเป็นคนเยอรมัน ตะวันตก แต่ถ้าใช้ตรรกแห่งความคลุมเครือแล้วทุกคนเป็นคนเยอรมันทั้งหมดโดยบางคนอาจมี สัดส่วนความเป็นเยอรมันตะวันออกมากกว่าอีกคนที่มีสัดส่วนความเป็นเยอรมันตะวันตกมาก กว่า ถ้าพูดให้หนักลงไปอาจพูดได้ว่าทุกคนเป็นคนเยอรมันหมดโดยที่แต่ละคนมีความ “ฟัซซี่” ของความเป็นเยอรมันตะวันออกและตะวันตกไม่เท่ากัน อาจมีคนถามว่าแล้วจะวัดค่าความ “ฟัซซี่” นี้ได้อย่างไร เดเนียล แมกนีล กับ พอล ฟรีเบอร์เกอร์เขียนไว้ในหนังสือของพวกเขาว่า ถ้าเราเดินทางจากด้านหนึ่งของเยอรมันไปเรื่อย ๆ แวะเยี่ยมชมและฟังคนเยอรมันท้องถิ่นพูด คุยไปตลอดทางจะสังเกตได้ว่าสำเนียงภาษาเยอรมันจะค่อย ๆ แตกต่างผิดเพี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดินทางห่างออกไปจนในที่สุดก็จะต่างกันมากจนทำให้คนที่อยู่ห่างไกลคนละสุดด้านของ เยอรมันไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง ความแตกต่างทางสำเนียงอาจสามารถใช้เป็นเครื่องวัดค่า ความ “ฟัซซี่” ของคนในชาติใด ๆ ได้

การปฏิวัติทางตรรก

ตรรกแห่งความคลุมเครืออาจถือได้ว่าเป็นการปฎิวัติทางความคิดและนำไปสู่การ ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งจะมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์เป็นอันมาก วิศวกรเคยอกกแบบรถยนต์ที่สมารถทำความเร็วจากศูนย์ถึงร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา น้อยกว่าสิบวินาที แต่วิศกรรุ่นใหม่สามารถออกแบบรถไฟฟ้าที่สามารถทำความเร็วจากศูนย์ถึง สี่ร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยที่ผู้โดยสารสามารถเดินไปมาหรือยืนอ่านหนังสือพิมพ์โดยไม่มี ความรู้สึกใด ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้จับยึดราวเอาไว้ และถ้วยเต็ม ๆ ของกาแฟที่วางอยู่บนโต็ะ หน้าผู้โดยสารอีกคนหนึ่งยังวางนิ่งสนิทเหมือนเดิมแม้ว่ารถไฟจะลดความเร็วจากความเร็วสูง สุดและจอดสนิทแล้วที่ชานชาลา สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกปัจจุบัน ถ้าท่านมีโอกาสได้นั่ง รถไฟใต้ดินที่ทันสมัยที่สุดของโลกที่เมืองเซ็นไดประเทศญี่ปุ่นและได้อ่านบทความฉบับนี้ท่านก็ จะไม่แปลกใจเลยกับทฤษฎีตรรกแห่งความคลุมเครือที่ว่านี้

ผลกระทบกับมวลมนุษย์

แนวความคิดตรรกแห่งความคลุมเครือ (Fuzzy Logic) ได้ถูกคิดค้นขึ้นในอเมริกาและ ได้รับการศึกษาค้นคว้าพัฒนาเป็นผลิตภัณท์ในชิวิตประจำวันมากมายโดยประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่า จะเป็นรถไฟฟ้าที่ออกตัวและเข้าเทียบจอดอย่างนิ่มนวล เครื่องควบคุมการปรับอากาศที่มีความ สบายดั่งควบคุมด้วยความรู้สึก ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ สมัยใหม่ที่มีความเรียบนุ่ม ตู้เย็นที่รู้ว่าในเวลากลางคืนอัตราการเปิดปิดประตูใช้งานต่ำจึงควบ คุมการทำงานให้ประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น เครื่องซักผ้าที่ทำงานทุกอย่างด้วยปุ่มควบคุมเดียว ระบบคอมพิวเตอร์ที่รู้จำเสียงพูด รู้จำตัวเขียน ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถสังเคราะห์ อ่าน พูด ออกเสียงได้แม้จะเป็นชื่อเฉพาะ คำทับศัพท์ใหม่ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือแม้แต่รถยนต์อนาคต ที่สามารถขับไปได้ด้วยตัวมันเอง ผลิตภัณท์เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการพัฒนาออกแบบมาโดย อาศัยหลักปรัชญาของตรรกแห่งความคลุมเครือ

สรุป

ตรรกแห่งความคลุมเครือคือความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งของเทคโนโลยีซึ่งนักวิทยา ศาสตร์ผู้มีวิสัยทัศน์ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อปฏิวัติโลกในอนาคตที่มนุษย์และเครื่องจักรกันได้อย่างเป็นธนรรมชาติ และสัติภาพ

 
คำว่า Fuzzy แปลว่าคลุมเครือ,ไม่แน่ชัด คือเป็นคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้ระบุเพียงแค่ใช่หรือไม่ใช่ แต่สามารถระบุ ความใกล้เคียงที่จะใช่หรือไม่ใช่ได้ นั่นคือช่วงตรงกลาง ระหว่างใช่ กับไม่ใช่ ซึ่งเป็นลักษณะของภาษามนุษย์ (Human Language) ที่มักใช้คำว่า ค่อย ๆ ,ค่อนข้าง, เล็กน้อย , เกือบ เป็นต้น
http://www.9engineer.com/au_main/Fuzzy%20control.htm
fuzzy logic ตรรกศาสตร์คลุมเคลือหมายถึง แบบหนึ่งของตรรกะ ซึ่งใช้ในระบบผู้เชี่ยวชาญ (expert system) ตรรกะ ประเภทนี้ไม่ใช่มีแต่ ผิด-ถูก (กล่าวคือ ถ้าไม่ถูก ก็ต้องผิด หรือถ้าไม่ผิด ก็ต้องถูก) แต่ตรรกะแบบนี้ มีขอบเขตกว้างขวาง
http://dict.longdo.com/search/fuzzy
 
 ตรรกศาสตร์คลุมเครือ
 ตรรกศาสตร์คลุมเครือ หรือ ฟัซซี่ลอจิก (fuzzy logic) พัฒนาจาก ทฤษฏีเซตวิภัชนัย โดยเป็นการใช้เหตุผลแบบประมาณ ซึ่งแตกต่างจากการใช้เหตุผลแบบเด็ดขาดในลักษณะ ถูก/ผิด ใช่/ไม่ใช่ ของ ตรรกศาสตร์แบบฉบับ (classical logic) ตรรกศาสตร์คลุมเครือนั้นสามารถถือเป็นการประยุกต์ใช้งานเซตวิภัชนัย เพื่อจำลองการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ ต่อปัญหาที่ซับซ้อน
 
Heidegger And Jean-Paul Sartre
 
Heidegger life and Philosophy 1 of 6
 
.ห้องสมุดเสียงhttp://web.schq.mi.th/~suriyon/soundlibrary.htm…ห้องสมุดเสียง….http://www.snamcn.lib.su.ac.th/sndlib/webpage/
 
….ผมเก็บรวบรวมงานของผม เกี่ยวกับรายการวิทยุวรรณกรรม
 
เสียงในชีวิตประจำวัน

1.เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร
-การสั่นสะเทือนของวัตถุ(เสียงพูด)
2.เสียงเดินทางมาสู่หูอย่างไร
-ต้องอาศัยตัวกลาง
3.สมบัติของตัวกลาง
-อัตราเร็วของเสียง
-องค์ประกอบของการได้ยิน
4.ธรรมชาติของเสียง
-คลื่นเสียง เสียงสูง-ต่ำ เสียงดัง-เสียงค่อย เสียง-เงียบ
5.สภาพของเสียงเป็นพิษ
-ความเข้มของเสียง
-เสียงที่หูได้ยิน
6,สมบัติของเสียง
เสียงสะท้อน (เสียงก้อง,การมองด้วยหู)
การหักเห(ปรากฏการณ์) การแทรกสอด(บีท) การเลี้ยวเบน(ปรากฏการณ์)
7.ปรากฏการณ์บางอย่างของเสียง
คอปเปลอร์,เรโซแนนท์
8.เสียงดนตรี
ประเภทสาย(เส้นเสียง),ประเภทตีหรือเคาะ(ชนิด),ประเภทเป่า(ลำอากาศ)
9.การแปลงเสียงและการบันทึกเสียง
การแปลงเสียง การบันทึกเสียง
10. การรับฟังเสียง
หู(ส่วนประกอบ) ระบบประสาทรับเสียง การระวังรักษาหู
สัตว์บางชนิดใช้หลักการของเสียงสะท้อน หาอาหารเวลากลางคืน เช่น ค้างคาว ปลาโลมา ผีเสื้อกลางคืน
ปรากฏการณ์บางอย่างของเสียง
ถ้าเรายืนอยู่ที่สถานีรถไฟ มีรถไฟเปิดหวูดแล่นเข้ามา เสียงหวูดจะมีความถี่มากขึ้น เราเรียกว่า คอปเปลอร์
 
การเลี้ยวเบนของเสียง หมายถึง การเดินทางของเสียง ที่สามารถอ้อมไปด้านหลังของตัว กีดขวางได้ เช่น คนหันหลังคุยกัน หรือ การพูดคุยกัน ซึ่งอยู่คนละห้อง
หลักการของโทรศัพท์ คือ เปลี่ยนจากพลังงานเสียง เป็นพลังงานไฟฟ้าของเสียง แล้วเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานเสียงตามเดิม
การผลิตเสียงจากเทป เป็นการเปลี่ยนพลังงานสนามแม่เหล็ก เป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานเสียง
เสียงเดินทางมาสู่หูได้อย่างไร
-เสียงเดินทางไปสู่ผู้ฟังในลักษณะของคลื่น ที่เรียกว่า คลื่นจามยาว
-พลังงานเสียงสามารถถ่ายทอดผ่านตัวกลางได้
สมบัติของเสียง
-ความเร็วของเสียงที่อุณหภูมิ 0 ซี ความดัน 1 บรรยากาศ ในอากาศเท่ากับ 331.36 เมตร/วินาที
-คนเราจะได้ยินเสียงที่มีความถี่ในช่วง 20-20,000 เฮริตซ์  ความถี่ที่มากหรือน้อยกว่านี้ เป็นเสียงเงียบ
ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2531-2533 รวมรวมโดยอาจารย์สมชาย เอมหยวก
เรื่องเสียงในชีวิตประจำวัน
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้ ออกตรวจผู้ลักลอบตัดไม้ โดยใช้หูแนบกับพื้นดิน ได้ยินเสียงคนตัดไม้ในระยะ 3-5 กิโลเมตร จากบริเวณที่เขาอยู่ ท่านคิดว่าข้อใดข้างล่างนี้ถูกต้องที่สุด
ก.เป็นไปไม่ได้ เขาจะได้ยินเสียงไกลขนาดนั้นได้อย่างไร
ข.เป็นไปไม่ได้ เมื่อนอนคะแคงเอาหูข้างหนึ่งแนบกับพื้น ความสามารถในการได้ยินเสียงย่อมลดลงอยู่แล้ว เนื่องจากโมเลกุลของดินหนาแน่นมาก จะได้ยินเสียงระยะไกลไม่ได้ เมื่อคนที่ไม่ได้แนบกับพื้นไม่ได้ยินเสียง
ค.น่าจะเป็นไปได้ เพราะมีดิน ซึ่งเป็นตัวกลางกั้นระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงและผู้ฟัง ดินมีความหนาแน่นมาก กว่าอากาศ จึงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า
ง.น่าจะเป็นไปได้  เพราะเมื่อเสียงเดินทางผ่านดิน จะอยู่ในลักษณะของคลื่นอัลตราโซนิก ความถี่สูง
ก..เอ๋ย กอไก่
ข..ไข่ของเฮา
ค…คอตัวนี้คนลาวออกเสียงอย่างไรครับ
ง..งู..ของลาวเป็นงอ..งัว
จ..จานเป็นจอจอก แสดงว่าลาวชอบดื่มกันเป็นจอกๆ (เหมือนหนังจีนกำลังภายในเลยเน๊าะ)
จากจอ..จอก ข้ามไป
ส..เสือ..(สอนลูก หรือว่า สอเสือดาวคะนอง)
ช..ช้าง..เข้าท่า ตัวอักษรเหมือนช้างชู งวง
ย..ยักษ์กลายเป็น ยอ..ยุงไปเสียนี่
ด..เด็ก เหมือน ถ..ถุงของไทย
ต..เต่า กลายเป็น ต..ตา เขียนเหมือนเลข ๓ ของเรา
ถ..ถุงคล้ายๆตัว ฤ
ท..ทหาร กลายเป็น ธ..ธง
ก็นับว่าตัวอักษรมีส่วนใกล้เคียงกับของไทยมากที่สุด คนที่สนใจจริงๆ
คงจะเรียนได้เร็ว
http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=4520.10;wap2
"ตัวเลขลาว"
?????????: ? ? ? ? ? ? ? ? ? ?ตัวเลขไทย: ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันมากพอสมควร โดยเฉพาะเลข 3, 6, 7 และ 8 เหล่านี้จะมีวิธีเขียนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่เชื่อลองหัดเขียนดูสิครับ
http://pasalao.net/category/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2/
 
เอนก นาวิกมูล (2536) แกะรอย ก ไก่. กรุงเทพฯ : สารคดี.x
การตั้งชื่อพยัญชนะในภาษาไทยไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดขึ้นเป็นคนแรก จากหลักฐานเท่าพบในปัจจุบันสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2378 ที่มีการเล่นหวยขึ้นเป็นครั้งแรก แล้วมีการนำพยัญชนะไปกำกับตัวหวย เรียกกันว่า "หวย ก ข" ทำให้พยัญชนะภาษาไทยมีคำกำกับหวย เช่น ก สามหวย  ข ง่วยโป๊  ฃ เจียมขวย  ค เม่งจู  ฅ ฮะตั๋ง เป็นต้น
(พยัญชนะที่เหลือ ดูที่นี่)
          จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยาง***ร) ผู้แต่งหนังสือเรียนหลวงชุด "มูลบทบรรพกิจ" ซึ่งเป็นครูสอนอยู่โรงส***ลหลวง หรือโรงเรียนหลวง เกิดสังเวชใจที่คนไทยจนคำพูด ต้องเอาชื่อหวยมาใช้เป็นชื่ออักษร จึงคิดคำกำกับ ก ข จำนวน 27 ตัว เพื่อให้เด็กจดจำได้ง่ายว่า ข ขัดข้อง ฃ อังกุษ ค คิด ฅ กัณฐา ฆ ระฆัง ช ชื่อ ฌ ฌาน ญ ญาติ…ฬ จักรวาฬ
          จากนั้นปี 2426 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กชาวนามาเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจ และอ่านไม่ได้ เพราะต้องกลับไปช่วยพ่อแม่ทำนา จึงมีเวลาเรียนเพียงปีละ 3 เดือน ท่านจึงคิดแบบเรียนเร็วขึ้น เพื่อจะให้อ่านได้ภายใน 3 เดือน และเริ่มจากของที่จำได้ง่าย ก ไก่ ข ไข่ เด็กจำได้เร็วขึ้น จนเกิดเป็นหนังสือเรียนเร็วที่ถูกตีพิมพ์ถึง 15 ครั้ง
          แต่กลอนที่คนรุ่นปัจจุบัน (2536) จำติดปากมากที่สุด และเห็นจะแพร่หลายมากที่สุด ก็คือ กลอน ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ในเล้า ฃ ขวดของเรา ค ควายเข้านา ฅ ฅนขึงขัง ฆ ระฆังข้างฝา ง งูใจกล้า จ จานใช้ดี …ฮ นกฮูกตาโต ของบริษัท ประชาช่าง จำกัด เริ่มพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.2490 เป็นต้นมา แต่กลับหาตัวคนแต่ง คนวาดภาพประกอบ ก ไก่ อมตะชุดนี้ไม่ได้ ทำให้ เอนก นาวิกมูล ยุติการค้นหาไว้เพียงฉบับ บริษัท ประชาช่าง จำกัด เท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า บทกลอนและรูปภาพประกอบ ก ไก่ ฉบับหลังๆ ค่อนข้างขาดเสน่ห์ รูปประกอบไม่งดงาม ประณีต น่ารักเหมือนเดิม
 
 
Jürgen Habermas Interview
 
Heidegger Speaks. Part 1. English subtitled.
http://www.youtube.com/watch?v=9_vYz4nQUcs&feature=related
 
 วันที่ 26-29 ก.ค.เล่าสั้นๆ สี่-ห้าบรรทัด ระหว่างการเดินทาง บนรถทัวร์เสียงสั่นสะเทือนของล้อรถกับพื้นถนน
จดหมายมาหาถึงผม แต่ว่าผมไม่มีโอกาสได้รับเองเลย กับปัญหาการจัดการเชิงซ้อน และจัดการตัวเอง
ผมไปสอนหนังสือ แล้วพบกับอาจารย์เทพทวี พูดคุยเรื่องนิทเช่ (ในฐานะของอาจารย์เทพทวี แปลนิทเช่ฉบับการ์ตูน) ไฮเดกเกอร์ Being and time, Habermas, mobilities และเทคโนโลยี Being and Notingness ซาสตร์ และปรัชญาการกีฬา เบอร์ทรัล รัสเซลล์ และวิกเกนสไตน์ ฯลฯ
ผมอ่าน การ์ตูนเล่มหนึ่งๆ เรื่องปริศนาเกาะแอตแลนติส ซึ่งการ์ตูนยังกล่าวถึงว่า ชีวิตคนเราส่วนใหญ่ล้มเหลวมากกว่า ประสบความสำเร็จ และคนเราควรทำสิ่งที่รัก แม้ทางเดินลำบากก็ตาม จะได้ไม่เสียใจทีหลังเมื่อล้มลง…..
 
วันที่ 1-6 ส.ค.
จริงๆแล้ว เรื่องราวคุยกับอ.เทพทวี หลากหลาย แต่ผมไม่มีเวลาเขียนบันทึก น่ะครับ  และคงหาโอกาสเขียนน่ะครับ
ซึ่งผมอยากเขียนถึงเสียงระหว่างทางนั่งรถเมล์ แล้วรถไฟกำลังจะผ่านเสียงสัญญาณเตือน กิ้งๆ ดังระหว่างผมคุยธุระเรื่องงาน กับอ.สุวรรณา ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าจะไม่เล่าเรื่อง ดังต่อไปนี้ แต่ผมอยากบันทึกไว้สั้นๆ ว่า
หลายวันก่อน รวมทั้งในวันวาน ทีมประชุมเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทยครั้งที่ 5 ทั้งคุณจุฬารัตน์ และ อ.สุวรรณา สถาอานันท์ ก็โทรมาหาให้ผม แก้ไขงานบทความ ซึ่งผมอ้างอิงขอบคุณ อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อ.สมเกียรติ ตั้งนโม อ.ธงชัย วินิจจะกูล อ. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (อ.สุวรรณา สถาอานันท์ พี่ภัควดี วีระภาสพงษ์) และคุณชวลิต ว่องวารีทิพย์ ต่อความคิดเห็น คำวิจารณ์บทคัดย่อ แล้วอ.สุวรรณา ก็แนะนำการเขียนว่า ส่งบทแก้ไขไปใหม่ แต่ผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัด และสิ้นเดือนนี้ ผมก็ต้องอบรมต้นเดือน ฯลฯ มีรายละเอียดมาก
ยาวเกินกว่าจะเล่าสั้นๆได้ ไม่ใช่ว่าปิดลับ และแปลกมากวันก่อนมีคนไม่รู้จักกับ ผมเลยถูกเขาเข้ามาถามผมว่า ผมรู้ที่เล่นสนุ๊กไหม ผมตอบไป แล้วพี่ ก็พยายามจะเอารายละเอียดอีกว่า สักหลาดดีไหม ฮิๆ แต่ว่า แม่ของผมโทรมาพอดี ไม่ใช่โฟนอินของทักษิณ วันที่ 26 ก.ค. วันเกิดเป็นข่าวดังเลย ครับ และวันที่ 29 ก.ค.วันภาษาไทยแห่งชาติ
ส่วนการเตรียมสอน ทำให้ผมได้ความรู้เพิ่มขึ้น และปรับปรุงความรู้เดิม ขยายความคิดต่อยอดความรู้ เช่น ตำราเรียนกับสิ่งแวดล้อม อักษร ก.ไก่ ข.ไข่ และแผนที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขง คือ ชื่อแม่น้ำล้านช้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่รูปหัวช้างด้านข้างของแผนที่ไทยสยาม และลาวต่างๆ คล้ายๆ กับการไปสอบงานต่างๆ ก็กระตุ้นสมอง ได้ความรู้มาชุดหนึ่งจากคำบอกของพี่ไอซ์
 
โปรดหาเพลงมาฟังประกอบเรื่องแต่ละวัน เช่น เพลง อยากลืมกลับจำ – Ost.ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (ญารินดา …
บางสิ่งที่อยากจำ เรากลับลืม บางสิ่งที่อยากลืม เรากลับจำ. คนเรานี้ คิดให้ดีก็น่าขำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ…
 
7-18 สค.52
 

ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งจาก 24 ชม.เขียนเรื่องลาว ต่อตอนที่ 5 ซึ่งมันก็มีประโยชน์ในการพัฒนาการเขียน ความรู้ส่งนิตยสารVote

                ชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยว ย่อมแตกต่างกับผู้คน ในเมืองหลวงพระบาง ที่มีวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ได้เคลื่อนที่ร่างกายไปไหน และทุกคน ที่ทำงานประจำวันตามร้านค้า ก็เปิดร้านค้ารอนักท่องเที่ยวทุกวัน ซึ่งทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และสถานที่รอบๆตัวของเรา โดยเสริมสร้างบรรยากาศ แรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่พวกเรา ซึ่งหลวงพระบาง ในอดีตเป็นอาณาจักรล้านช้าง โดยแม่น้ำหลานซาง หรือ แม่น้ำล้านช้าง ก็คือ แม่น้ำโขงน้ำของไหลผ่านหล่อเลี้ยงผู้คน เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม จากจับปลา ค้าขายทางเรือ และทางเดินเท้า เส้นทางใช้ม้ากับวัว เพื่อมาส่งของตลาดในหลวงพระบาง ซึ่งพวกผม ก็มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของสายลมแห่งอดีตทางประวัติศาสตร์ถึงภาวะของสมัยปัจจุบัน โดยในยุคปัจจุบันผมเดินชื่นชม บรรยากาศสินค้าของชนเผ่า จากตลาดม้ง ซึ่งทำให้เห็นความหลากหลายชาติพันธุ์ และพวกผม สลับจากเดินก็ไปปั่นจักรยานขึ้นภูเขาไปดูการทอลายผ้า โดยการปั่นจักรยานออกกำลังกายถึงบ้านผานม ซึ่งมันทำให้นึกถึงหนังสือการเดินทางแบบปั่นจักรยานของนักเขียนรุ่นพี่บินหลา สันกาลาคีรี ใช้จักรยานนำสู่โลกแห่งการเดินทาง และจักรยานเป็นเพื่อนสำหรับการเดินทาง เหมือนกับหนังสือนิยายดีๆ สักเล่มเป็นเพื่อนเดินทางในการสำรวจหลวงพระบาง โดยออกสัมภาษณ์เก็บข้อมูลกับผู้คน และพวกผม ต่อมานั่งรถสามล้อ ขับรถวนแถวบริเวณเมืองเก่า ร้านทำเครื่องเงิน และพระราชวังหลวงพระบาง โดยที่ตั้งของสถานที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ริมแม่น้ำโขง ใกล้พระธาตุพูศรี ซึ่งพระราชวังเดิมกลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของหลวงพระบาง โดยตัวอาคารจั่วด้านบนเห็นสัญลักษณ์ช้างเอราวัณเป็นราชาแห่งช้างเผือกเกี่ยวกับช้างของพระอินทร์ 

 

วันต่อมา พวกผม ก็ตื่นเช้าทำบุญด้วยข้าวเหนียว ณ หลวงพระบาง….

……………………………..

ผมกำลังหาเวลาว่าง เอาไว้ผมมาเขียนบันทึกต่อ รวมทั้งช่วงทับซ้อนของเวลา กับการเขียนคอลัมภ์ท่องเที่ยวในนิตยสารVote ที่เขียนเรื่องประเทศลาว ซึ่งผมคงยกตัวอย่างได้แค่นี้ เพราะเรื่องมันยาวและเรื่องความหลัง ผ่านความทรงจำหลายปีก่อนสำหรับการเดินทางในอดีต ส่วนตัวของผม ในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา กิจกรรมเยอะพอสมควร 29 ก.ค.ตักบาตรเจอพระฝรั่ง และช่วงเข้าพรรษาไปทำบุญที่วัด ซึ่งผมมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหลวงพ่อเปลี่ยน เรื่องสันติสุข ฯลฯ และ ระหว่างเวลาวันที่ 1-6 ก.ค. และ7-18 ส.ค. ซึ่งผมมีกิจกรรม และเรื่องแปลกๆ หลายเรื่อง เช่น นักรถเมล์ช่วงเช้าผ่านหน้ามอชอ คนขับรถเมล์เห็นผมนั่งอยู่บนรถคนเดียว ก็ขอตัวของเขาลงไปตักบาตร เป็นต้น ผมคงเล่าเรื่องราวอีกได้ ภายใต้บรรยากาศของการเขียนเรื่องเล่าการเดินทาง ที่ผ่านประเด็นนโยบายจินตนาการใหม่ของลาว แล้วเป็นไง? ส่วนของไทย…เราจะมีจินตนาการ และStory ให้สนุกๆ กันไป 

 

19-20ส.ค.
ย้อนเวลาไปในอดีต….
คุณเป็นผู้โดยสารคนสุดท้ายของผมแล้ว ? ถ้าคนขับรถเมล์ รถแท็กซี่ที่คุณขึ้นมา จู่ๆ เขาพูดแบบนี้กับคุณ ซึ่งคุณอาจจะไม่ทันตั้งตัวเลยว่า คุณมาพบเหตุการณ์ดราม่า…ผมขึ้นรถเมล์ที่แห่งหนึ่งช่วงต้นเดือน เหตุการณ์ตรงกันข้าม คือ คนขับรถเมล์ สอนคนขับรถเมล์มือใหม่ ให้รู้เส้นทางฝึกหัดขับรถเมล์ รวมทั้งเล่าถึงการทำงาน อื่นๆ
ผมอ่าน การ์ตูนเล่มหนึ่งๆ เรื่องปริศนาเกาะแอตแลนติส ว่าด้วยคำถามอีสปกับโซลอน นักการเมืองเอเธนส์ และกวี กล่าวว่า แม้พระจันทร์บนท้องฟ้าลับไปก็ยัง
หวนกลับมาได้ แล้วพระจันทร์แห่งท้องทะเลที่ลับไปแล้ว ไม่หวนคืน
คือ อะไร? คำถามเชิงปริศนา จากการ์ตูน บอกว่า พระจันทร์นั้น คือ เกาะซานโตริ จมหายไปในทะเล ซึ่งดูรูปร่างกลมแล้วเปลี่ยนเป็นจันทร์เสี้ยว นั่นคือ จมหายไปจากแผนที่ด้วย….
วันที่12-13 สิงหา เป็นวันแม่ และฝนดาวตก ปรากฏบนท้องฟ้า แต่ว่า ฝนตกบดบังไปหมดเลย

หลายวันก่อนระหว่างการเดินทางติดต่องาน โดยพี่โป๊ะ และวินัย เล่าเรื่องการเดินทางเจออ.เทพทวี-พี่ฉือ ปราโมทย์ ส่วนอ.ไชยันต์ รัชชกูล ได้มีโอกาสสนทนาด้วยอีกครั้ง ในการไปทำธุระที่ม.พายัพ พร้อมกับพบอ.สุชาติ อ.ปิยะรัตน์ และพี่ดุษฎี
อ.สุเทพ สุนทรเภสัช และการเรียนจบเบริกเลย์ ที่เดียวกับเจ้าของทฤษฎีตรรกะของความคลุมเครือ และผมคุยกับอ.สุเทพ เรื่องหนังสือฯลฯ โดยเล่าสู่กันฟังถึงการช่วยขนหนังสือให้อ.สุเทพฯ ของอ.หลายคนไปเก็บไว้ห้องสมุดสถาบันวิจัยสังคม เช่น อ.สมโชติ ฯลฯ และผมเดจาวู ถึงวัดป่าแดง

ที่เคยเจอกับ อ.มล.สุรสวัสดิ์ ซึ่งเดือนที่แล้วถามถึงความก้าวหน้าล่าสุดของงาน และพอถึงเรื่องวัดก็ อ.มรว.รุจยา ก็บอกว่า ช่วงงานบวชของผม วันเวลาผ่านไปหลายสถานที่ และเวลาที่ไม่ว่างได้ติดธุระ และหลายเรื่อง ฯลฯ ผมเขียนไม่ทัน  ฯลฯ

โดยผมเป็นคนสายตาสั้น แม้ไม่ได้ตาบอด แต่สายตาสั้น จึงไม่อยากให้ข้อจำกัดของสายตาสั้น ทำให้จินตนาการสั้นๆไปด้วย ทำไงเขียนเรื่องลาว ซึ่งคนเขียนกันเยอะแล้วให้สนุก ผมต้องอ่านหนังสือการเดินทาง ที่มีการเขียนถึงลาวเพิ่มเติมด้วย ในการเขียนมุมมองใหม่ๆ ให้แตกต่างจากเขา

เขียนกันมาเนิ่นนานแล้ว เพราะว่า ช่องว่างการรับรู้(Perception Gap)ของคนเรา ซึ่งทุกคนประกอบวิถีชีวิตประจำวันกัน ในแต่ละคน แยกกันไปตามสายอาชีพ หน้าที่การงาน และนักเขียน ย่อมเขียนมุมต่างๆ แต่ว่า มันก็ยังเกิดช่องว่างของวิถีประจำวันของการเดินทางในแต่ละคน ทำ

ให้นำมาสู่การสร้างสรรค์ทางการเขียนของสไตล์แต่ละคนได้

ข้อมูลน่าสนใจเรื่อง : http://www.perceptiongap.com/

 

วันที่ 21 เมื่อวานคุยงานที่หนึ่ง แล้วผมบังเอิญพบเพื่อนแอะจากภูเก็ต เมื่อวานพบผู้คนต่างๆ แวะหลบฝนบ้านที่รัก… ฯลฯ ซึ่งทำให้ความทรงจำ พบเพื่อนสนิทระหว่างทางขึ้นมาชม. เพื่อนโทรศัพท์มาจากมาเก๊า บทสนทนากับพี่ปลง เตะบอล และพี่โบ้ออกกำลังกายไม่กลัวฝน ฯลฯ
การกลับมาทบทวน Gap เพื่อพิจารณาช่องว่างระหว่างกัน ความสมดุล ช่องว่างๆต่างๆ ช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างเพื่อเติมความสร้างสรรค์ ผมอยากเขียนเรื่องราวเปรียบเหมือนจำนวนเม็ดสายฝน มากมาย แต่ไม่มีเวลามาก ฯลฯ

แม่น้ำโขง ซึ่งมันกลายเป็นแม่น้ำไหล เป็นเส้นแบ่งพรมแดนทางธรรมชาติคั่นประเทศไทยและลาว ก็มีคนเขียนถึงจำนวนมากถึงน้ำจากหิมะธิเบตแล้วด้วย
ส่วนการเขียนวิธีการเขียน exotic และเรื่องมหัศจรรย์ที่น่าสนใจมากจากประสบการณ์ของการเดินทางเลย ครับ เช่น อุบัติเหตุ พวกเหตุการณ์ไม่คาดถึงสายฝน ฝนตกหนักมาก

หากเรานอนเต้นท์ ตามป่า หรือริมแม่น้ำโขง ลานทรายละแวกธรรมชาติ อาจจะได้ยินเสียงนก เสียงกบ เสียงใบไม้ เสียง เสียงฝนฟ้าคะนอง และเสียงลมพัดเอาฝุ่นตะกอนข้ามจากปากแม่น้ำโขง กลายเป็นผืนดินของริมฝั่งอ่าวไทยที่งอกเป็นคันขอบตะวันออกทะเลสาปสงขลา

วันเวลา ปีนี้ครบ 400 ปีของกาลิเลโอ , 111 ปีของตั้ว ลพานุกรม รัฐบุรุษวิทยาศาสตร์ไทย และไว้อาลัยสุพจน์ ด่านตระกูล

 

วันที่ 22  สค
ปัญหาหนี้สิน และการหาเงินในยุควิกฤติของคนไทย คุณอาจจะเป็นลม ถ้าเจ้าหนี้มาทวงเงิน หรือ ปัญหาสุขภาพไม่ดีเป็นปัญหาทางดวงตาเป็นต้อลม ซึ่งอ่อนล้า กรุณาเปิดเพลงชีวิตหนี้ของเสือ ธนพล 
บางครั้งเกิดค้นหาหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็แทบเป็นเป้าหมายของการเดินทาง เช่น นักเขียนนิยาย เล่าเรื่องการเดินทางตามหาหนังสือ และการเขียนสารคคี ร้านหนังสือรอบโลก ห้องสมุด และโลกในมือนักอ่าน น่ะครับ
นักอ่านมักใส่แว่นสายตา ซึ่งแว่นตา เป็นสิ่งของการประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมของมนุษย์ เนื่องจากพวกนักอ่านสายตาสั้น จึงใช้แว่นสายตา เพื่อทำให้ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนต่อการมองตัวอักษร กลายเป็นชัดเจนมากขึ้นกับโฟกัสของสายตา และนักอ่าน บางคนชอบสวมใส่แว่นตาดำ ท่าม

กลางอากาศสว่างจ้า เพราะนักอ่านบางคน ไม่สามารถทนต่อระดับของแสงสว่างต่างจากปกติของความสว่างของแสงอาทิตย์ หรือใช้แว่นสีดำปกปิดดวงตา เมื่อโลกปกติของทุกคน อาจจะมองด้วยมุมมองของคนไม่เหมือนกัน คนแพ้แสงสว่าง คนตาบอด คนตาบอดสี คนเป็นต้อหิน-ต้อกระจก

ต่างกับคนไม่ได้ใส่แว่น กับคนใส่แว่น ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความคิดของผม แว่นสายตาเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ เหมาะกับพิพิธภัณฑ์หนังสือ และห้องสมุด
….แว่นตานั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จำเป็น สำหรับผู้มีปัญหาสายตา
ถ้าไม่มีแว่นไว้ใช้ จะเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น
ขึ้นรถเมล์ผิดสาย, เอามีดหั่นผักแต่โดนมือตัวเอง, อ่านหนังสือแล้วเวียนหัว,
มองไม่เห็นข้อความบนกระดานที่คุณครูสอน, มองโลกไม่สดใส (ก็มันจะมัวๆ เบลอๆ ไง)
และเห็นหน้าคนที่เรารักไม่ชัด ซึ่งมันเป็นความลำบากที่คนสายตาดีคงไม่เข้าใจ

สำหรับคนที่มีฐานะการเงินไม่ค่อยดีนัก (หรือจน) อยากจะมีแว่นสักอันยังยาก
เพราะ ราคากรอบแว่นธรรมดาใส่เลนส์สายตาก็เกือบจะ 1,000 บาทแล้ว
หรือบางร้านก็มากกว่า 1,000 บาท แถมพอสายตาเปลี่ยน ก็ต้องไปเปลี่ยนเลนส์อีก …
http://blog.fukduk.tv/techtorate/%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%

9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%

B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87

แน่นอนว่า การลดช่องว่างการใช้แว่นราคาแพง คือ อุปมาลดช่องว่างคนจนกับคนรวย และช่องว่างทางการศึกษาของคนจนกับคนรวย ซึ่งรองเท้า ก็เป็นอำนาจ รวมทั้งประวัติคนไทยเริ่มใส่รองเท้าจริงจัง สมัยจอมพล ป.
โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติม ที่ นิทรรศการร้อยเรื่องรองเท้า เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "เท้า" และ "ศิลปะการออกแบบรองเท้า" โดยสื่อให้เห็นว่ากว่าจะเป็นรองเท้าขึ้นมาแต่ละคู่นั้นมีความเป็นมาอย่างไร…
http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=4042
http://www.komchadluek.net/detail/20090715/20385/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%

E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%

E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2.html

 

ชีวิตประจำวันของเรา กับองค์ประกอบของศิลปะ นับตั้งแต่การออกแบบแว่นสายตา รองเท้า หมวก เหรียญบาท แบ๊งค์ใช้จ่ายซื้อข้าว ฯลฯ  โดยตลอดชีวิตของคน ๆ หนึ่ง โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เท้าเดินอยู่ที่ประมาณ 184,000 กิโลเมตร หรือ 4 เท่าของระยะทางรอบโลก นั่นเท่ากับว่าเท้าของคน

เราเป็นอวัยวะที่ทนทานและแข็งแรงที่สุด แต่ไม่ว่าจะอึดแค่ไหน เท้าของมนุษย์ทุกคนก็ไม่วายอยากได้เพื่อนร่วมทุกข์สุขอย่างเช่น “รองเท้า” ดีๆ สักคู่ จริงไหม?

 

เมื่อวาน ผมนั่งกินข้าวอยู่ดี ๆ กันสาดของร้านอาหารผ้าใบดันปล่อยน้ำลงมาใส่ตัวผม ซึ่งมันเป็นการรับน้ำหนักไม่ไหวของผ้าใบได้อย่างบังเอิญ เหมาะเจาะจริงๆ ทำให้นึกถึงชีวิตกับการพบพานคนหนึ่งคน มันไม่ง่ายดาย ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ และหากคุณไปคนเดียวไม่มีไกด์ ไม่ได้ไปเป็นกรุ๊ปทัวร์ จะพบเจออะไรบ้าง บางคนคุณอาจไม่รู้จ้กเขาด้วยซ้ำ หรือว่า คุณพบเขาแล้ว มันเป็นแค่ครั้งหนึ่งครั้งเดียวของชีวิตคุณ

Bangkok Brand : รู้จักตราสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ
http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=4138

เมื่อวาน ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งสั้นๆ ได้พูดคุยกับคนเขียน "รวยรินกลิ่นชา" / เรืองรอง รุ่งรัศมี เดียวดายใต้เงาจันทร์ โกวเล้งรำพัน…พี่เรืองรอง รุ่งรัศมี  ซึ่งผมได้มีโอกาสคุยกับพี่เรืองรอง ทางโทรศัพท์ ผ่านการติดต่อจากพี่หนึ่ง หัวหน้ากองบก.Vote น่ะครับ ผมโทรคุยเรื่องพี่เรืองรองแนะ

นำสถานที่ท่องเที่ยว- เดินทางฯลฯ ซึ่งพี่เรืองรอง ให้แง่คิดและไอเดีย หลายอย่าง ผมมีโอกาสคงเขียนถึงครั้งๆต่อไป ขอบคุณครับ
.
วิถีใช่เพียงวิธีการ
แต่ละช่วงผ่านล้วนหน่วงหนัก
ดื่มจันทร์ ดื่มสุรา ดื่มความรัก
คุ้นเคยรู้จักยังเมามาย

(จากวิถีนักดาบ)

สิ่งหนึ่งผมจำได้พี่เรืองรอง พูดถึงอ.นิธิ เรื่องภาษาศาสตร์ ต่างๆ ซึ่งผมก็กลับไปอ่านใหม่ในบทความชื่อว่า จินตนาการถึงเสียงใหม่
http://nidambe11.net/ekonomiz/2004q4/article2004nov19p14.htm

สุดยอดต้นแบบ สถาปัตยกรรมรักษ์โลก
 
สถาปนิกชั้นนำทั่วโลกต่างพยายามรังสรรค์-เนรมิต "สถาปัตยกรรมสุดขั้ว" ทลายกรอบ
ความคิดเดิมๆ เพื่อใช้รับมือกับวิกฤตประชากรล้นโลกและดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไปใน
ตัวดังเช่นผลงานทั้ง 6 ชิ้น แม้บางส่วนอาจเกิดจากจินตนาการที่ดูเหมือนไกลเกินเอื้อม
แต่ก็ช่วยปลุกเร้าความคิดและพัฒนาการใหม่ๆ เพื่อโลกมนุษย์

1.วารีนคร : Floating Ecopolis

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า ถ้าวิกฤตโลกร้อนดำเนินไปจนถึงจุดแตกหัก ประเทศหมู่เกาะ
และพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกจะถูกน้ำทะเลกลืนหาย รวมถึงเกาะมัลดีฟส์ เพชรเม็ดงามในมหา
สมุทรอินเดีย

วินเซนต์ คาเลโบต์ สถาปนิกชาวเบลเยียม จึงออกแบบ "มหานครลอยน้ำ" ซึ่งแต่ละเมืองเป็น
เอกเทศแยกออกจากกัน โดยตัวเมืองจะถูกทอดสมอลอยอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ และทนต่อแรง
ซัดของคลื่น วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับประชากรที่ต้องลี้ภัยจากภาวะโลกร้อน
แต่ละแห่งรองรับประชากรได้ 50,000 คน

ระบบสาธารณูปโภคสำคัญ คือ ระบบเก็บสะสมและกรองน้ำฝน สร้างภูเขาจำลองเพื่อใช้เป็น
จุดก่อสร้างที่พัก ส่วนไฟฟ้าผลิตจากพลังคลื่นและแสงอาทิตย์

              1.วารีนคร      2.เกษตรลอยฟ้า   3.ทะเลทรายสีเขียว   4.เมืองธรรมชาติ
ิ              5."หอคอย"พลังลม     6.โรงแรมกลางทะเล

2.เกษตรลอยฟ้า

ทุกวันนี้มหานครอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชาติอภิมหาเศรษฐีธุรกิจน้ำมัน มีประชากร
กว่า 800,000 คน

ชีวิตประจำวันของผู้คนต้องพึ่งพาโรงผลิตน้ำสะอาดขนาดใหญ่ 5 แห่ง และนำเข้าผักผลไม้
เพื่อการบริโภค เพราะสภาพอากาศร้อนแล้ง เนื่องจากเป็นเขตทะเลทราย

บริษัทสตูดิโอโมบายล์ ประเทศอิตาลี นำเสนอแบบแปลน "หอเกษตรลอยฟ้า" ตั้งตระหง่าน
กลางอาบูดาบี

โครงสร้างประกอบด้วยเรือนกระจกขนาดใหญ่ 5 โรง มีหน้าตาเหมือนกับรังดักแด้ โดยดึงน้ำ
ทะเลนอกชายฝั่งมาแปรสภาพเป็นไอน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักข้างใน และยังมีกระบวนการแปรรูป
น้ำทะเลเป็นน้ำจืดได้ด้วย

3.ทะเลทรายสีเขียว

บริษัทเอ็กซ์พลอเรชั่น อาร์คิเทคเจอร์ ออกแบบโครงการ "ซาฮารา ฟอเรสต์ โปรเจ็กต์"

เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนสภาพทะเลทรายตามเขตที่ราบต่ำติดทะเลของ "ทะเลทรายซาฮารา" ให้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืช ผลิตน้ำจืด และทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำหรับปลูกพันธุ์พืช
สีเขียวขจีภายในพื้นที่รัศมีโดยรอบ พลิกฟื้นดินแตกระแหงสู่ความชุ่มชื้น

โครงสร้างหลักของ "ซาฮารา ฟอเรสต์ โปรเจ็กต์" ได้แก่ ระบบดึงน้ำจากทะเลเข้ามาใช้งาน แผงโซลาร์เซลล์แปลงแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าเพื่อใช้เดินเครื่องสร้างไอน้ำ ส่วนน้ำเหลือ
ทิ้งจากระบบจะนำไปใช้รดเพาะปลูกพันธุ์พืชโดยรอบ

4.เมืองธรรมชาติ

ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า "เมืองสีเขียว" 648,000 ตารางเมตรจะถือกำเนิดขึ้นห่างจากตอนใต้
ของกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ 35 กิโลเมตร

มีชื่อเรียกว่า "กวางเกียว กรีน พาวเวอร์ เซ็นเตอร์" (ศูนย์พลังงานสีเขียวกวางเกียว) ออกแบบ
และพัฒนาโดยบริษัทเอ็มวีดีอาร์ เนเธอร์แลนด์

แนวคิดการสร้างเมืองใหม่จงใจออกแบบสิ่งปลูกสร้างลักษณะวงแหวนคล้ายๆ ภูเขาไล่สูงขึ้น
ไปเป็นชั้นๆ เพื่อให้กลมกลืนธรรมชาติ ตัวเมืองมีทั้งส่วนที่พักอาศัย แหล่งช็อปปิ้งเซ็นเตอร์
สถาบันการศึกษา สำนักงาน ศูนย์วัฒนธรรม ที่จอดรถ นอกตัวอาคารทุกแห่งจะมีระเบียงปลูก
ต้นไม้ไล่ไปทุกชั้น รองรับประชากร 70,000 คน

5."หอคอย"พลังลม

ยูจีน ซุย สถาปนิกอเมริกันเชื้อสายจีน เริ่มต้นคิดโครงการนี้และนำไปเสนอกับผู้บริหารนคร
โอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ แต่ไม่ผ่านการอนุมัติ ล่าสุดหอบหิ้วผลงานไปนำเสนอกับผู้
บริหารนครเสิ่นเจิ้น เมืองท่าสำคัญของจีน

"หอคอยพลังลม" ของซุยสร้างบนเกาะจำลองขนาดเล็กบริเวณอ่าวนอกชายฝั่งเสิ่นเจิ้น และ
ปลูกป่าโกงกางคอยกรองมลพิษ ตัวหอคอยติดตั้งเทอร์ไบน์กังหันลมผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่
ตามแนวชายฝั่ง รวมทั้งมีส่วนร้านอาหารและหอสังเกตการณ์เพื่อใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวไป
ในตัว

6.โรงแรมกลางทะเล

บริษัทมอร์ริส อาร์คิเทค มองว่า แท่งสำรวจขุดเจาะน้ำมันเก่าๆ นำมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ควร
ปล่อยทิ้งเป็นขยะกลางทะเล

แผนการของบริษัทแห่งนี้ก็คือ เริ่มต้นปรับปรุงสภาพฐานขุดเจาะน้ำมันร้างนอกชายฝั่งอ่าว
เม็กซิโกให้กลายเป็นโรงแรม-แหล่งท่องเที่ยวกลางทะเล มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ ส่วนแหล่งพลังงานใช้ระบบพลัง
งานทางเลือกจากคลื่นและลม

"เราคิดว่าการปรับโฉมแท่งขุดเจาะน้ำมันเหล่านี้ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ายุคสมัย
แห่งพลังงานสกปรกกำลังจะหมดไปอีกด้วย" มอร์ริส อาร์คิเทค ระบุ

เรียบเรียงจากบทความในนิตยสาร "Discover" เรื่อง "Plan for Green Cities of the Future : Green & Extreme Architecture"
 
 http://www.womaninfocus.com/story%20content/id112.htm

 

อุตุนิยมกับชีวิตประจำวัน
 อุตุนิยมวิทยา  เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ  เืพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ัลักษณะอากาศ  รวมทำนายสภาพอากาศล่วงหน้า  ที่เรียกว่า  การพยากรณ์อากาศ  ซึ่งข้อมูลนักอุตุนิยมวิทยาไ้ดทำการเก็บรวบรวมจากการตรวจสภาพ

อากาศด้วยเครื่องมือต่างๆ ถูกรวบรวมมาทำแผนที่อากาศ  ร่วมทั้งภาพถ่ายจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา

การพยากรณ์อากาศมีประโยชน์ต่อกิจกรรมต่อไปนี้

1.  ด้านกสิกรรม

2.  ด้านวิศวกรรม

3.  ด้านการขนส่ง

http://www.geocities.com/rujida_jan/atm4

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%A1
การเกิดลม

ลม เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวระดับ จากบริเวณความกดอากาศสูง ไปสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่า

สาเหตุของการเกิดลม เกิดจากสมบัติสองประการของอากาศ ได้แก่  ความดันอากาศ และอุณหภูมิของอากาศ  เมื่ออากาศได้รับพลังงานความร้อนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้ความกดอากาศต่ำ และความหนาแน่นลดลง  อากาศจะลอยตัวขึ้นสูง  ในขณะเีดียวกันอากาศที่เย็นกว่าจะอุณหภูมิต่ำ 

ความกดอากาศสูง และความหนาแน่นมากกว่าจะไหลมาแทนที่ทำให้เกิด "ลม"

ชนิดของลม

ลมบนผิวโลกมี 5 ชนิด

1.  ลมประจำปี  ได้แก่ ลมสินค้า  ลมฝ่ายตะวันตกและลมขั้วโลก

2.  ลมประจำฤดู  ได้แก่ ลมมรสุมฤดูร้อน  และลมมรสุมฤดูหนาว

3.  ลมประจำเวลา  ได้แ่ก่  ลมภูเขา  ลมบก(เกิดในเวลากลางคืน)  ลมทะเล (เกิดในเวลาวัน)

4.  ลมประจำถิ่น เช่น ลมว่าว  ลมตะเภา  ลมชินุค

5.  ลมพายุแปรปรวนหรือลมพายุ
http://www.geocities.com/rujida_jan/atm3

มรสุม เป็นการหมุนเวียนส่วนหนึ่งของลมที่พัดตามฤดูกาล คือลมประจำฤดู เป็นลมแน่ทิศและสม่ำเสมอ สาเหตุใหญ่ ๆ เกิดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของพื้นดิน และพื้นน้ำในฤดูหนาวอุณหภูมิของพื้นดินเย็นกว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร อากาศเหนือพื้นน้ำจึงมีอุณหภูมิสูงกว่า

และลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือทวีปซึ่งเย็นกว่าไหลไปแทนที่ ทำให้เกิดเป็นลมพัดออกจากทวีป พอถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปร้อนกว่าน้ำในมหาสมุทร เป็นเหตุให้เกิดลมพัดในทิศทางตรงข้าม ลมมรสุมที่มีกำลังแรงจัดที่สุดได้แก่ ลมมรสุมที่เกิดในบริเวณภาคใต้ และภาค

ตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย

คำว่า "มรสุม" หรือ monsoon ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ???? [mausem] ในภาษาอารบิก แปลว่า ฤดูกาล

ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ 
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูง ในซีกโลกใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดออกจากศูนย์กลางเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตร มรสุมนี้จะนำมวลอากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียมาสู่ประเทศไทย ทำให้มีเมฆมากและฝนชุกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเล และเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนมากกว่าบริเวณอื่น
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 
หลังจากหมดอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แล้ว ประมาณกลางเดือนตุลาคม จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ มรสุมนี้มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ แถบประเทศมองโกเลียและจีน จึงพัดพาเอามวลอากาศเย็น และแห้งจากแหล่งกำเนิดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งทั่วไป โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้จะมีฝนชุกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก เนื่องจากมรสุมนี้นำความชุ่มชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุม การเริ่มต้นและสิ้นสุดมรสุมทั้งสองชนิดอาจผันแปรไปจากปกติได้ในแต่ละปี
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A1

อิทธิพลของมรสุมมีมากที่สุดในทวีปเอเซีย บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ บริเวณประเทศอินเดีย ปากีสถาน ไทย และแหลมอินโดจีน ในระหว่างฤดูหนาวผืนแผ่นดินใหญ่ทวีปเอเชียจะถูกปกคลุมด้วยอากาศเย็นและมีความกดอากาศสูงตั้งแต่ผิวพื้นไปจนถึงสูงประมาณ ๓ กิโลเมตร ส่วนตามบริเวณมหาสมุทรอินเดียจะมีความกดอากาสต่ำในลักษณะนี้จะมีลมพัดจากระบบความกดอากาศสูง ไปสู่ระบบความกดอากาศต่ำ ระบบของลมในบริเวณนี้มักจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเรียกว่า "ลมมรสุมตะวันออกเฉียง เหนือ" (northeast monsoon) กระแสลมนี้ค่อนข้างเย็นและมีความชื้นน้อย จึงมีฝนได้เพียงตามบริเวณชายฝั่งเท่านั้น เช่น ตามฝั่งอินโดจีน ส่วนบริเวณลึกเข้าไปในแผ่นดิน เช่น ตอนบนของประเทศไทย ฝนจะตกเป็นจำนวนน้อยมากฤดูนี้เรียกว่าฤดูหนาวอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนในฤดูร้อนตั้งต้นจากเดือนมีนาคม ถึง เดือนตุลาคม อุณหภูมิบนผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศจีนจะน้อยกว่า และมีความกดอากาศน้อยกว่าอากาศตามบริเวณพื้นมหาสมุทรอินเดีย ในลักษณะนี้ลมจะพัดจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่แผ่นดินใหญ่ลมนี้มักจะพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "มรสุมตะวันตกเฉียงใต้" (southwest monsoon) ลมชนิดนี้ค่อนข้างชื้น และพัดหอบไอน้ำไปได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลมมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยตอนบนขึ้นไปจะทำให้ฝนตกชุก ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม จึงอาจเรียกว่าเป็นฤดูฝนได้ 

http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK4/chapter5/t4-5-l2.htm

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s