เสียงการเดินทางในชีวิตประจำวัน 24 ชม.

เสียงระฆัง
 
เดือนกรกฎาคมมาแล้ว
เดือนกรกฎาคมไปแล้ว….
เดือนกรกฎาคมทิ้งเราเอาไว้
สิงหาคมมาแล้ว
ตอนที่เดือนสิงหาคมจะจากไปนั้น
 ได้รับเอาตาเฒ่าที่ขายดอกไม้คนนั้นไปด้วย…
และแล้ว ระฆังของโบสถ์หลังเล็ก
ดังแว่วอยู่อย่างสงบ
นักบวชผู้สวมชุดขาวกลับบ้าน
เช็ดเหงื่อด้วยอาการสงบ
เราฟังและดูอยู่อย่างเงียบๆ
รอคอยอยู่อย่างเงียบๆ
รอคอยอยู่อย่างสงบ…
และในที่สุด
ในครั้งหนึ่งของเสียงระฆัง
 จะต้องมีอยู่เดือนหนึ่ง
ที่จะรับเอาเราไปอย่างเงียบเชียบ….
 
บทกวีโดยเจิ้ง โฉว อวี๋ แปลโดย เรืองรอง รุ่งรัศมี จากนิตยสารเพื่อนนักอ่าน ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 พ.ย.2529
 
ผมมีโอกาสไปสัมภาษณ์ อ.ธีรา เรื่องวรรณกรรม เมื่อเดือนที่แล้ว เกี่ยวกับกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552 (21.00-22.00 น.)
(21.00-21.30 น.พบกับ นักเขียนศรีบูรพา 2552 ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)
(21.30-22.00 น.40 ปี พระจันทร์เสี้ยว ตอนที่ 2 :
พบกับ เรืองรอง รุ่งรัศมี ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมจีน มาให้ความรู้เกี่ยวกับชื่อกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว
ที่ยืมมาจากกลุ่มกวีจีนก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม และพูดถึงผลงานของวีระประวัติ วงศ์พัวพันธ์)
รายการวิทยุวรรณกรรม
หนังสือคือเพื่อน
ทุกคืนวันอาทิตย์ 3 ทุ่ม FM 105
 
“Dialogue คือ The Art of Listening and Thinking Together”
        ที่ Dialogue เป็น  “The Art of Listening” ก็เพราะ Dialogue นั้นเน้นกันที่การฟังเป็นส่วนใหญ่ เป็นการฟังอย่างตั้งใจ แต่ต้อง
ไม่ใช่การจ้องเพ่ง การฟังอย่าง “ตั้งใจ” กับการฟังอย่าง “จ้องเพ่ง” นั้นไม่เหมือนกันนะครับ อย่างแรกในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Listen
Attentively” ส่วนการฟังแบบจ้องเพ่งหรือจดจ่อนั้นน่าจะตรงกับคำว่า “Concentration” มากกว่า จะเห็นได้ว่าเป็นการฟังที่มีลักษณะแตก
ต่างกันไป . . . ในหลายๆ ครั้งเมื่อพูดถึงตรงนี้ สิ่งที่ผมถูกถามเป็นประจำก็คือคำถามที่ว่า . . . แล้วที่ผ่านมาคนทั่วไปนั้นฟังแบบไหน – แบบ
Attentively หรือว่าแบบ Concentration ? ซึ่งผมก็มักจะตอบไปว่า “ไม่ใช่ทั้งสองแบบ”
        เพราะคนทั่วไปมักจะฟังกันอย่าง “ทิ้งๆ ขว้างๆ” ฟังอย่างมี “ตัวกรอง” คือเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ยิน ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกน้องบอก
อะไร ก็มักจะเปรียบเทียบอยู่ในใจว่าตรงกับเราไหม ถ้าไม่ตรงก็บอกว่า “ไม่ใช่” รีบพูดสวนออกไปทันที ทำให้ไม่ได้ฟังลูกน้องอย่างเต็มที่ หรือ
ไม่ก็เป็นการฟังแบบ “ผ่านๆ” แบบ “ขอไปที” ทำท่าประหนึ่งว่ากำลังตั้งใจฟังทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ เป็นการฟังแบบผิวเผิน ฟัง
อย่างเพลิดเพลิน หรือฟังเพียงเพื่อต้องการข้อมูล (บางส่วน) มาใช้ตัดสินใจ แต่ไม่ได้ “ทุ่มเทจิตใจ” ให้กับการฟังอย่างเต็มที่ เป็นการฟังที่ “
หย่อนเกินไป” หรือไม่ก็ฟังแบบจดจ่อหรือ “ตึงเกินไป” ใครก็ตามที่ฟังแบบ “Attentively” ถือว่าเป็นผู้ที่ยึด “ทางสายกลาง” คือไม่หย่อนและ
ตึงจนเกินไป ให้ความสำคัญกับที่สิ่งกำลังฟัง ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ “ตรงหน้า” ผมว่านี่แหละครับ “ศิลปะของการฟัง”
        สำหรับประเด็นที่บอกว่า Dialogue เป็น “The Art of Thinking Together” นั้น ถึงการฟังจะสำคัญ แต่ผมมองว่า “การคิดร่วม
กัน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าในวงที่พูดคุยกันอยู่นั้น “ต่างคนต่างคิด”  ถึงจะฟังกันอย่างตั้งใจก็ไม่อาจจัดว่าเป็นวง Dialogue ได้ เพราะในวง
Dialogue ควรจะมีการสะท้อนความคิดที่อยู่ในหัวของแต่ละคนออกมาด้วย โดยไม่ต้องเกร็งว่าสิ่งที่ตนคิดนั้น “ผิดหรือถูก” ประการใด ต้อง
“ก้าวข้าม” สิ่งเหล่านี้ไปให้ได้ ต้องไม่มี “การตัดสิน” ใดๆ ปล่อยให้มันไหลไป โดนไม่ต้องไป “กะเกณฑ์” ไม่ต้องพยายามนำไปสู่ “ข้อสรุป” ใดๆ
ทั้งสิ้น หลังจากที่ได้ฟังอย่างเต็มที่ ได้มีการใคร่ครวญ เกิดมี “ความคิด” ขึ้นภายในก็ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกไป ตั้งใจฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคน
แบ่งปัน เป็นการคิดร่วมกัน นี่แหละครับ Dialogue ที่ผมเข้าใจ
 
ไดอะล็อคระดับชาติ (National Dialogue) "เพื่อสลายวิกฤตทางความคิด"
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=317770
 
Dialogic Imagination
The Dialogic Imagination: Chronotope, Heteroglossia
The Dialogic Imagination is a compilation of four essays concerning language and the novel: “Epic and
Novel”, “From the Prehistory of Novelistic Discourse”, “Forms of Time and of the Chronotope in the Novel”,
and “Discourse in the Novel”. In the nineteenth century the novel as a literary genre became increasingly
popular, but for most of its history it has been an area of study often disregarded.
It is through the essays contained within The Dialogic Imagination that Bakhtin introduces the concepts of
heteroglossia, dialogism and chronotope, making a significant contribution to the realm of literary
scholarship.
-Calnival คาร์นิวัลปลดปล่อยมนุษย์ชั่วขณะจากทางการ ระเบียบต่างๆ
การศึกษาความคิดเรื่องคาร์นิวัลของมิคาอิล บัคตินในบริบทร่วมสมัย
ปรีดีโดม พิพัฒน์ชูเกียรติ
คาร์นิวัล- เทศการรื่นเริงประจำปีที่มีทั้งการแสดงดนตรีและเต้นรำตามท้องถนนกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ถูกศึกษาอย่างแพร่หลายใน
ครึ่งหลังของศตวรรษที่20 มิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin) เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษางานเทศการรื่นเริงดังกล่าว ในงานการศึกษาทางสังคม
ศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั้งในประเทศไทยและในโลกวิชาการภาษาอังกฤษความคิดของบัคตินว่าด้วยคาร์นิวัลได้ถูกนำมาเป็นทฤษฎี และถูก
ประยุกต์ใช้ในการศึกษาปราฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับเทศการ งานรื่นเริง การแสดงดนตรี ศิลปะการแสดง พิธีกรรม รวมถึง
ปรากฏการณ์ทางสังคมอื่นๆ  ข้อจำกัดในงานการศึกษาหลายชิ้นในกลุ่มนี้มาจากการไม่ระมัดระวังต่อความหมายและลักษณะของคาร์นิวัลที่บัค
ตินกล่าวไว้  ในขณะเดียวกันงานการศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวจำนวนไม่น้อยที่พยายามชี้ข้อจำกัดและโต้เถียงกับความคิดและทฤษฎีว่าด้วย
คาร์นิวัลของบัคติน   ข้อถกเถียงต่างๆ ที่มีขึ้นในโลกวิชาการภาษาอังกฤษนั้นละเลยวัตถุของการศึกษาบริบททางการเมืองร่วมสมัยของบัคติน
เพราะคาร์นิวัลที่บัคตินหมายถึงนั้นมิได้วางอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นจริงเพียงถ่ายเดียว หากคาร์นิวัลใน
ความคิดของบัคตินนั้นวางอยู่บนความคิดทางปรัชญาสังคมและมีไว้เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อปัญหาทางการเมืองในยุคสมัยของเขา การเปรียบ
เทียบความคิดเรื่องคาร์นิวัลจากงานเขียนของบัคตินกับงานการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจและข้อระมัด
ระวังในการใช้ความคิดเรื่องคาร์นิวัลมากขึ้น
 
วันที่ 20 ก.ค.
ผมขอย่นย่อ เล่าว่า จากเดือนที่แล้วไปงานศพอ.มณี พยอมยงค์-งานศพย่าของเอ็ม และหลายๆวัน มานี้ ผมมีเรื่องราวมากมาย เล่ารวมๆกันว่า หลังจากเดินทางไปต่างจังหวัดกลับมาแล้ว พบเห็นคนต่างๆ มากมายๆ และนักวิชาการมีชื่อเสียง เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วีระ สมบูรณ์ และธเนศ วงศ์ยานนาวา( ผู้กล่าวถึงมิคาอิล บัคติน) โดยผมเห็นพบ ผ่านๆจากแถวโรงอาหาร และหอสมุดของธรรมศาสตร์ ขากลับจากกทม. หลังจากเจอบทสนทนากับพี่ยอด พี่เก่ง นนท์ ปลา เคน เข้าไปวันกลับผม พบกับทหาร และคนขับรถตู้ สนทนาไปเรื่อยๆ กว้างขวางระดับโลกมากมาย หลายคนที่สนทนา ยังติดตรึงใจ เหมือนกับพี่อ้อย นักดนตรี ที่มีวิถีชีวิตของตนเอง พูดถึงช่องว่างของพลาสติก คลุมร้าน รวมทั้งดินถมที่ดินของการพูดโดยเจ้าของร้าน 22 และระลึกถึงพี่ศิริวร พี่หนู พี่เรืองกิตติ์ และการพบพี่ราม อีกครั้งกับแนวคิดอันโดดเด่น เช่นเดียวกับพี่ไอซ์ ซึ่งมาสอบงาน ก็เสนอว่า การสอบงานทั้ง ก.พ. ข้อสอบแบบต่างๆ นั้น ให้ความรู้ชุดหนึ่ง และก็มองเห็นว่า ข้อสอบ คือ ตัวแบบ….และการขนของย้ายบ้านให้เพื่อนของพี่ไอซ์
 
วันนี้ เพิ่งสิ้นสุดการขนของ จำนวนหนังสือของพี่โป๊ะมาก จริงๆ ผมพูดเล่นว่า ให้ขนหนังสือฝังดินไว้ เหมือนกับยุค 14 ตุลา ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ผมได้มาจากช่วงชีวิตของ อ.เอกกมล เคยเล่าให้ผมฟังนานแล้ว และการเก็บหนังสือของอาจารย์ต่างๆ  นั้น ทำให้ผมทึ่งมากๆ เลยรวมทั้งพี่โป๊ะ จบเรื่องการขนของย้ายไป เขาจากไปโดยการหิ้วกีตาร์ออกไป เท่ห์มากครับ
ผมพูดแซวเล่นๆ ศิลปิน ออกเดินทางแล้ว!
 
การเดินทางพร้อมกับกีตาร์ ที่รอเพียงเสียงดนตรีบรรเลง และเสียงร้องของเรา อุปมาเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง บรรเลงร่วมกัน
 
 วันที่ 21กค
เมื่อวานผมเจอจ่อย เขากลับมาพร้อมเสียงอยากกลับมาอยู่ที่หอพักเดิม ส่วนผม เริ่มต้นเช้าวันนี้ทบทวนเสียงการเดินทางจากสถานีรถไฟ ย้อนเวลาวันที่ 19-20 มิ.ย.
ผมไม่รู้จะโดนเจ้ากรรมนายเวร กรณีที่พระเปิดละครให้เณรดูก่อนจำวัด ทุกคืนหรือไม่?
เพราะว่า ผมตบยุงตายเกือบทุกวัน  ก่อนและหลังจากพบพี่ภัควดี และก็วันต่อๆมานัดพบนฆ ปักษานาวิน(หมอนิลเป็นแพทย์อยู่เกาะยาว มีร้านหนังสือที่ภูเก็ต) โบ๊ท โจ๊ก ครีม ปาลม์ ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน เนื่องจากถ่ายทำหนังสั้นๆ กันเสร็จแล้ว ผมก็เล่าเรื่องยุงให้พี่มีน หรือ อภิชาติ เพชรลีลา คุยกันว่าผมเปิดประตูห้องทิ้งไว้เปล่า ฯลน เรื่อยๆ จนแยกย้ายกันไป ผมก็กลับมาคิดเล่นๆ ระหว่างปั่นจักรยานออกกำลังกาย ณ ขณะขี่จักรยานออกกำลังกายสุนัข คงส่งสัญญาณคลื่นต่ำ ต่อกัน จึงไล่เห่ากันต่อๆมาหลายซอยที่ผมผ่านไป จึงอดเปรียบเทียบกับเรื่องบทเพลงปลาวาฬ ส่งเสียงคลื่นต่ำใต้กระแสน้ำสื่อสารกัน ซึ่งกัปตันล่าปลาวาฬนั้น สนใจเรื่องเล่าของเด็กหนุ่มในเรือมาก เรื่องการล่าช้าง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับความฝันของตนเอง ผมลองใช้จินตนาการล่ายุงของผม มันก็มีความเสี่ยง โอกาสตบยุงได้ และตอนอาบน้ำในห้องน้ำ ก็เห็นยุงพยายามไล่ล่าฆ่า มันด้วยความรุนแรงของเสียงตบมือบ้าง มันก็บินหาหลอดไฟชวนให้ผมเสี่ยงไฟฟ้าดูดได้ง่ายๆ ชีวิตประจำวันเล็กๆ สำหรับผม แล้วนึกถึงเรื่องนิยายบทเพลงปลาวาฬ: ความรุนแรงของการฆ่าปลาวาฬ และธรรมชาติของความตาย ของผู้ฆ่า และปลาวาฬ ซึ่งถูกชักนำโดยปลาวาฬฆ่าคน จากภัยธรรมชาติกลับสู่ความตาย
หลายวันก่อนผมพบเพื่อนโดยบังเอิญ เช่น แตง และรุ่นพี่ บี ภูมิภาค และก็เจอหม่วย พี่เอ๋ ว่าจะสร้างบ้าน ส่วนรณ ก็แวะมาหาที่หอฯ ว่าพรุ่งนี้จะเดินทางกลับกทม. กลับมาสู่เรื่องสุขภาพเป็นหลายเรื่องที่คุยกับพี่มีน จึงเอาเรื่องนี้มาเล่าต่อคุณภาพของการนอน ซึ่ง ดร.สาทิศ บอกว่า การนอนหลับสนิท สำคัญกว่า การนอนจำนวน แปดชั่วโมง หกชั่วโมง สี่ชั่วโมง จริงหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ ชีวจิตของเรา ที่มีการพักผ่อนให้ร่างกายปกติสุข
 
วันนี้ก็วันที่ 21 กค…แล้ว….
 
วันที่ 22 กค.
ร้อยวันพันปี นายเอ โทรมาหาผม พูดคุยเรื่องงาน และรักแท้ ส่วนนายเอ บอกไปเที่ยวอังกฤษ และเพื่อนที่ช่วงนี้ไม่ไปเรียนอินเดีย ก็โทรมาคุยกับผม หลายวันนี้ได้รับโทรศัพท์เรื่องงานจากหลายคนเหมือนกัน เพราะว่าจะต้องเดินทางไปสอนหนังสือ เมื่อวาน ก็บังเอิญเจอลูกศิษย์ที่เคยร่วมเดินทางกัน และเด็กก็พูดกับผมว่า อาจารย์จำเราได้ เราน่ารัก ทั้งญ-ช. ส่วนตัวของผมวันนี้ตอนเย็น ท้องฟ้า สวยงาม ดั่งขอบฟ้าขลิบทอง ซึ่งเป็นชื่อบทกวี ในหนังสือของอุชเชนี  ณ ชม.และวันนี้เป็นวันที่มีสุริยุปราคา ก็บังเอิญไปออกกำลังกาย เจอปอย ซึ่งกำลังถ่ายรูปท้องฟ้างดงามไว้ และเมื่อวานก็มีการประชุมของแรงงานภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ฯลฯ
ผมก็นั่งฟัง ปวดหัว พูดเล่นๆ ไปเรื่อยๆ ส่วนตัวแล้ว ก็รอผลบางอย่าง อยู่หลายเรื่องคุยกันมา ตั้งแต่ที่กรุงเทพฯ ที่มีกลุ่มเพื่อนๆ คุยให้ฟังวิกฤติเศรษฐกิจ แรงงาน และวันนี้บังเอิญเจอคนหนึ่ง
ที่หอสมุด พี่ก็พูดถึง น้ำมันแพง และบางคน ก็พยายามมองโลกแง่ดี พี่อ้อยตัดผม บอกไว้อย่างนั้น ส่วนพวกผม ก็ขนของไปร้านรีไซเคิล ขายเศษกระดาษ ดูเอกสาร ฟังบรรยายเรื่องวัตถุ สิ่งของความเย็นของอลูมิเนียม ที่ออกแบบเป็นกระป๋องเบียร์ เทคโนโลยี กระดาษ กับสิ่งแวดล้อม ต่างๆ
 
วันที่ 25 กค.-26 ก.ค.
ทำความเข้าใจ กับ             
“ความเข้าใจ” ในสังคมไทย
โดย รศ.ดร.สุวรรณา  สถาอานันท์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันนี้อยากพูดประเด็น “ความเข้าใจ” ดิฉันคิดว่าสังคมวัฒนธรรมไทยมีปัญหาในการทำความเข้าใจกับ ‘ความเข้าใจ’ จึงขอพูดเรื่องนี้จาก 5 มิติด้วยกัน คือ
     1.ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับความเข้าใจ
     2.ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงกับเรื่องราวที่สร้างขึ้นจากข้อเท็จจริง
     3.การเข้าใจสาเหตุและผล อะไรเป็นสาเหตุ อะไรเป็นผล ทำให้มีผลต่อการทำความเข้าใจเรื่องหนึ่งๆ
     4.ปัญหาจินตนาการชีวิตอื่นในสังคมและวัฒนธรรมไทย
     5.ปัญหาเศรษฐศาสตร์แห่งความเห็นใจ
ประเด็นที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และความเข้าใจ
ในการศึกษาสมัยใหม่ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในยุโรปใน 400 ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกในความหมายที่ค่อนข้างแคบและเฉพาะเจาะจง เราพยายามที่จะหาความรู้ที่เป็นปรนัย คือเป็นอย่างนั้นโดยที่ไม่เกี่ยวกับความชอบไม่ชอบของเรา ที่เรียกว่าความรู้ที่ปลอดอคติ ตัวอย่างของวิธีของความรู้แบบนี้ที่ชัดที่สุดคงจะเป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ฝากวิธีหาความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกไว้ที่เครื่องมือและมนุษย์มาตรฐาน “มนุษย์มาตรฐาน” นี้เป็นมนุษย์ที่ลบประวัติศาสตร์ส่วนตัว ลบความชอบ – ไม่ชอบ ลบคำตัดสินทางศีลธรรมออก อย่างสมมุติคนๆ หนึ่งยกปรอทแล้วจุ่มลงไปในน้ำ วิทยาศาสตร์ต้องการจะรู้ว่าน้ำอุณหภูมิเท่าไร คนที่ถือปรอท คนๆ นี้ชอบหรือไม่ชอบปรอท ชอบหรือไม่ชอบน้ำไม่เกี่ยว ความรู้ที่เป็นปรนัยคือพยายามหาอุณหภูมิจากปรอท ความรู้แบบนี้ในแง่หนึ่งก็สำคัญทำให้เรามีห้องแอร์แบบนี้ได้ ทำให้โลกเปลี่ยน เราสร้างเครื่องบินได้ เราสร้างถนนสร้างเขื่อนได้ แต่ความรู้แบบนี้ก็มีปัญหาเพราะว่าให้ความสนใจกับความเข้าใจของผู้รับรู้น้อย สนใจแต่ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไรในเชิงกายภาพและวัดได้ แต่ผู้รับรู้เข้าใจสิ่งที่รับรู้อย่างไร อาจอยู่นอกขอบข่ายการหาความรู้แบบนี้ ในประวัติศาสตร์ปรัชญาก็ถกเถียงกันเรื่องนี้ ในทางหนึ่งก็เชื่อในความรู้ประจักษ์คือความรู้ทางปรนัย ในอีกทางหนึ่งเป็นปัญหาเรื่องความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับตัวเอง เป็นประเด็นของพวกประจักษ์นิยมกับพวกตีความ ดิฉันคิดว่าถ้าสังคมลงทุนกับความรู้ประเภทที่พยายามจะเป็นปรนัยแบบวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แต่ไม่ค่อยลงทุนกับการพัฒนาความเข้าใจ ตรงนี้ดิฉันคิดว่าทำให้ศักยภาพในการเข้าใจปัญหาต่างๆ อ่อนแอลง เราไม่ค่อยลงทุนกับการพัฒนาวิจารณญาณและความเข้าใจของมนุษย์ แต่เราพร้อมจะทุ่มเททุนสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
ประเด็นที่ 2 ปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงกับเรื่องราวที่สร้างจากข้อเท็จจริง
พวกเราคงจำเรื่องอังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีนได้ ถ้าพวกเราดูทีวีวันนั้นจะเห็นเหตุการณ์ประหลาดคือ ภาพที่ปรากฏบนทีวีดูเป็นข้อเท็จจริงเหมือนกันหมดคือ มีการลดธง มีสุนทรพจน์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส มีบุคคลสำคัญต่างๆ มากมาย แต่คำอธิบายที่ออกมาจาก CNN  และคำอธิบายที่ออกมาจาก BBC เป็นคนละเรื่อง  BBC จะบอกว่าอังกฤษได้ให้ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจแก่ฮ่องกงในขณะที่จีนไม่ได้ให้ มีการไปสัมภาษณ์มาร์กาเร็ต  แท็ตเชอร์ แล้วบอกว่า We deliver prosperity he did not.   “he’ หมายถึง เติ้งเสี่ยวผิง ในขณะที่ถ้าเราเปิดช่อง CNN ภาพเดียวกันแต่คำอธิบายจากข่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งคือ เป็นการกลับสู่มาตุภูมิ return to motherland เป็นจุดจบของอาณานิคม เราอย่าลืมว่าวันที่คืนเกาะฮ่องกงคือ 30 มิถุนา อีก 4 วัน สำหรับอเมริกาคือวันชาติอเมริกัน ดิฉันก็ไปถามเพื่อนที่เป็นคนจีนว่า ที่เมืองจีนเขาถ่ายทอดเรื่องนี้แล้วอธิบายว่าอย่างไร เขาบอกว่าที่เมืองจีนเขาถือว่าเป็นจุดจบแห่งความอัปยศอดสูแห่งชาติ lสำหรับจีนแล้วการคืนเกาะฮ่องกงเป็นการปิดฉากประวัติศาสตร์การพ่ายแพ้อำนาจอาณานิคมอันขมขื่น เพราะฉะนั้นความเข้าใจของเราไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงเท่านั้นแต่เกิดจากเรื่องราวที่ถักร้อยออกมาจากข้อเท็จจริง การที่เราเข้าใจเรื่องหนึ่งเรื่องใด เราก็ไปยอมรับความชอบธรรมของผู้ผลิตเรื่องราวนั้นไปด้วย สมมุติว่าเราเชื่อเรื่องราวของ BBC  เราก็ “อ้อ! ลัทธิอาณานิคมก็ไม่ได้เลวร้ายนะ อย่างน้อยก็ได้ให้ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ” ถ้าเราเชื่อเรื่องราวของ CNN เราก็จะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! อาณานิคมนี่ไม่ดีนะ ประเทศเสรีดีกว่า” ถ้าเราเชื่อแบบจีนเราก็จะรู้สึกว่า “อ๋อ! จีนเขาก็ต้องการเป็นตัวของตัวเอง อาณานิคมเป็นปัญหาประวัติศาสตร์” ถ้าเราเรียกคนที่ก่อความไม่สงบว่า ‘ผู้แบ่งแยกดินแดน’ และไม่มีเรื่องราวอื่นๆ เลย ถามว่าเราจะยอมรับความชอบธรรมของอำนาจส่วนไหนในสังคม
ประเด็นที่ 3 เป็นปัญหาเรื่องการเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุ อะไรเป็นผล
ตอนเกิดกรณีเวิลด์เทรด วันที่ 11 เดือนกันยายน เวลาเราเข้าใจว่าเรื่องนั้นคือสาเหตุ เป็นตัวก่อการ เราก็จะมีทัศนคติว่า “พวกนี้เลวร้าย พวกนี้ต้องทำลาย ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก…” ดิฉันไม่ได้บอกว่าคนพวกนี้ทำถูกนะคะ ดิฉันกำลังวิเคราะห์ว่า ถ้าเห็นเหตุการณ์นั้นเป็นเพียงสาเหตุ เราจะมีคำตัดสินชุดหนึ่งเกี่ยวกับผู้ก่อการเหล่านั้น แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์เดือนกันยายนว่า มันเป็นผลของนโยบายสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาด้วย ท่าทีต่อการมองเหตุการณ์ 11 กันยาฯ จะเปลี่ยนไป การบอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุก็ถูกต้อง แต่เราอย่าลืมว่าสิ่งที่เป็นสาเหตุ เหตุการณ์หนึ่งที่เป็นสาเหตุก็เป็นผลของสิ่งอื่นด้วย เวลาเราอ่านข่าวเราจะเห็นว่า ทั้ง 2 ฝ่าย หรือถ้ามากกว่า 2 ฝ่าย ก็จะอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ทำปฏิกิริยาต่อเหตุซึ่งผู้อื่นก่อ แต่ดิฉันคิดว่าจริงๆ แล้วปัญหาสาเหตุและผลมันซับซ้อนกว่านั้นมาก มีงานนวนิยายเรื่องหนึ่งของนักเขียนเกาหลี เขาเปิดฉากโดยบอกว่า “เขาถูกยิงล้มลง แล้วเลือดเขาก็ทาแผ่นดิน … แล้วเขาก็ตายไป เลือดที่อยู่ในแผ่นดินนั้น ต่อมาก็มีหญ้างอกขึ้นมา พอหญ้างอกขึ้น ต่อมาก็มีคนเอาวัวมาเลี้ยง วัวก็กินหญ้านั้น พอวัวตัวนั้นโตขึ้นก็ถูกนำไปที่โรงฆ่าสัตว์ แล้วก็ถูกชำแหละเป็นเนื้อไปขาย  ทหารคนแรกที่ยิงคนที่ตายไปตอนแรก ไปซื้อเนื้อวัวนั้นมากิน” คำถามก็คือ คนที่ฆ่าได้กินเนื้อซึ่งเกิดจากวัวที่กินหญ้าที่มาจากเลือดของผู้ถูกฆ่า คำถามคือ ถ้าเราเชื่อพุทธธรรม ปฏิจจสมุปบาท ในที่สุดแล้วการบอกว่าอะไรเป็นสาเหตุเป็นผล เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ไม่ใช่มิติเชิงเดี่ยว   
 
ประเด็นที่ 4 คือเรื่องจินตนาการชีวิตอื่น
ดิฉันคิดว่าในสังคมวัฒนธรรมไทยมีปัญหาเรื่องนี้ค่อนข้างมากเพราะว่าปัจจัยที่ซับซ้อน วัฒนธรรมไทยถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมมาเป็นเวลานานและเป็นชาตินิยมแบบคับแคบ ชาตินิยมแบบใจกว้างไม่มี ยกตัวอย่าง เช่น พุทธธรรม เป็นศาสนาสากล เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดิฉันมีเพื่อนคนหนึ่งพูดติดตลกว่า “ไม่ต้องพยายามไปบอกคนให้เป็นพุทธหรอก พอแก่แล้วทุกคนจะเป็นพุทธเองโดยธรรมชาติ สังขารมันฟ้อง” เหล่านี้เป็นต้น ตัวพุทธธรรมเป็นสากล การดับทุกข์เป็นสากล แต่พุทธศาสนาในประวัติศาสตร์ไทยถูกใช้โดยอุดมการณ์อย่างอื่นที่ทำให้ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวดัชนีชี้ความเป็นไทย เช่น เป็นพุทธเท่ากับเป็นไทย เมื่อรับกันมาแบบนี้ทำให้กลุ่มพุทธหัวก้าวหน้าถูกป้ายว่าพวกนี้เป็นมหายาน เป็นเซ็น ไม่ใช่พุทธเถรวาท ทีนี้พอคิดเรื่องพุทธเท่ากับไทย คนที่ไม่ใช่พุทธที่อยู่ในสังคมวัฒนธรรมนี้มีความสนิทใจได้ยากที่จะเป็นไทย แล้วคนไทยก็รู้สึกว่าคนพวกนี้เป็นคนไทยได้ไม่สนิทใจเท่ากับคนที่เป็นพุทธ ตรงนี้การจินตนาการชีวิตอื่นในวัฒนธรรมไทยที่อุดมการณ์บางอย่างไปใช้ตัวอย่างเช่นพุทธศาสนามาทำให้มันมีลักษณะเฉพาะมากเกินไปทำให้การจินตนาการชีวิตอื่นมีปัญหา
ประเด็นที่ 5 เป็นประเด็นเศรษฐศาสตร์แห่งความเห็นใจ
ดิฉันขอสังเกตอย่างนี้ เวลาคนที่มาเยี่ยมคนป่วย ถ้ามีความรักความเห็นใจคนป่วยน้อย ของขวัญที่เอามามักจะแพง เวลาที่ให้มักจะน้อย บทสนทนามักจะน่าเบื่อ แต่ถ้าเป็นคนที่มาเยี่ยมแล้วมีความรักความเห็นใจจริงๆ ของขวัญถูกก็ได้แพงก็ได้ไม่สำคัญ เวลาจะให้เยอะ บทสนทนาฟังแล้วเยียวยาและชื่นใจ
ในระดับชาติ แน่นอนมีความซับซ้อนมากกว่าเศรษฐศาสตร์แห่งความเห็นใจที่ยกตัวอย่าง แต่ดิฉันคิดว่า การเยียวยาแผลที่เกิดเรื้อรังเป็นเวลานานและเป็นแผลลึก ด้วยการเอาพลาสเตอร์ราคาแพงมาปิด ดิฉันไม่เชื่อว่ารักษาได้ ต้องให้เวลา ให้ความเห็นใจ ให้ความสำคัญบางอย่าง ต้องไปที่สิ่งซึ่งพื้นฐานกว่า พลาสเตอร์ราคาแพง ปัญหาความเข้าใจในสังคมไทยเป็นปัญหาความเข้าใจในเชิงญาณวิทยา คือเป็นปัญหาเชิงการรับรู้เรื่องต่างๆ ว่ารับรู้ว่าเป็นอะไร และรัฐเข้าใจมันว่าอย่างไร พอๆ กับที่เป็นปัญหาทางความรู้สึกและเมตตาธรรม
________________________________________
ถอดเทป จากการสนทนาในหัวข้อ 
“เข้าถึง…เข้าใจ…พัฒนา… : มุ่งเยียวยาสังคมไทย”  จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ    เมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2547 ณ ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการ      สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
เสียง…………จากการยกมือป้องหู
 
ยกมือป้องหู แสดงความเคารพยุคก่อนกราบไหว้
คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
               ไหว้และกราบ เป็นประเพณีแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวชมพูทวีปหรืออินเดียโบราณ ต่อมาเมื่อพุทธและพราหมณ์แพร่หลายสู่สุวรรณภูมิก็เอาประเพณีกราบไหว้มาสู่ชาวสุวรรณภูมิด้วย บรรพชนชาวสุวรรณภูมิก็รับวิธีกราบไหว้ไว้แสดงความเคารพและทักทายกันและกัน แล้วใช้สืบมาทุกบ้านเมือง เช่น ไทย, ลาว, เขมร, พม่า(มอญ), ฯลฯ ต่างก็สมอ้างเป็นสมบัติวัฒนธรรมของตนทั้งนั้น
สังคมไทยก็ตีขลุมสมอ้างว่ากราบไหว้เป็นประเพณีไทยแท้ ซึ่งไม่ใช่
ก่อนรับกราบไหว้จากอินเดียโบราณ ผมเคยเขียนอธิบายว่าบรรพชนชาวสุวรรณภูมิใช้วิธียกมือป้องหูแสดงความเคารพกัน แต่การยกมือป้องหูข้างหนึ่งเป็นกิริยาที่เห็นในหมู่หมอลำ-หมอเพลง
ยกมือป้องหูขับลำทำเพลง
 อาจารย์อติภพ ภัทรเดชไพศาล แห่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนอธิบายการป้องหูของหมอลำ-หมอเพลง มาให้ดังนี้
?การเอามือป้องหูในวัฒนธรรมอีสานเมื่อขับลำ มักถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลำและช่วยให้ผู้ขับลำฟังเสียงของตัวได้ชัดขึ้น และขับลำได้ไพเราะ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก ก่อให้เกิดความสงสัยถึงที่มาของท่าทางที่ว่านี้อยู่เสมอๆ
แต่ถ้าเราลองเอามือป้องหูตนเองดู จะพบว่าการกระทำเช่นนี้สามารถสร้างเสียงพิเศษเสียงหนึ่งให้เกิดขึ้นมาได้ เป็นเสียงของลมที่วิ่งไปมาผ่านหูของเรา ซึ่งในสภาวะปกติ เราไม่สามารถได้ยินเสียงที่ว่านี้ได้
เป็นไปได้หรือไม่ ว่าการเอามือป้องหูนั้น ทำไปเพื่อสร้างเสียงพิเศษที่ว่านี้ มันอาจเป็นการสร้างเสียงบางอย่าง สร้างให้เกิดการได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงพิเศษ ที่ผีกับคนใช้ติดต่อสื่อสารกัน
เพราะอย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า เสียง คือสิ่งสำคัญที่มนุษย์มักใช้ในการสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ ทั้งเสียงลำ (ด้วยภาษาชนิดพิเศษ ซึ่งก็คือร่าย) เสียงสวด เสียงแคน ในชุมชนบรรพกาล ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการติดต่อสื่อสารกับผีทั้งสิ้น
การเอามือป้องหูก็เช่นเดียวกัน มันคือการสื่อสารหรือการรับฟังบางอย่างที่พิเศษ แล้วท่าทางนี้ก็มักใช้กับผู้ขับลำเท่านั้น ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าผู้ขับลำในยุคบรรพกาลนั้นก็มีหน้าที่ไม่ต่างไปจากหมอผี
หรือนี่จะเป็นช่องทางพิเศษชนิดแรกๆที่เราใช้ติดต่อสื่อสารกับผีฟ้าพญาแถน??
นี่แหละ ประเพณีแสดงความเคารพของบรรพชนชาวสุวรรณภูมิ ก่อนรับวิธีกราบไหว้จากแขกอินเดีย ผมเห็นด้วยกับคำอธิบายของอาจารย์อติภพ

ที่มา :  วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11155 มติชนรายวัน หน้า 21

  http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra03240951&sectionid=0131&day=2008-09-24

One Fine Spring Day
 หนุ่มนักบันทึกเสียง ลีซางวู (ยู จิ เต) ออกเดินทางในวันที่อากาศหนาวเหน็บ เพื่อไปรับแขกแปลกหน้าผู้มาเยือน ฮานอุนซู (ลี ยัง เอ) ดีเจสาวผู้ต้องการบันทึกเสียงในชนบท เพื่อที่จะนำไปใช้ในงานของเธอ หลังจากนั้นสองสามวัน ทั้งคู่ก็เริ่มต้นการเดินทางที่แสนตื่นเต้น ไปทางตอนใต้ของเกาหลี เพื่อที่จะค้นหา เกี่ยวกับความละเอียดอ่อนที่สุดของธรรมชาติ จากเสียงของอากาศที่ล่องลอยในป่าไผ่ เสียงน้ำที่ซัดสาดเข้าสู่ผิวหน้าของชั้นหิน เสียงตีระฆังที่ไม่คุ้นเคย เสียงดนตรีพื้นเมือง หรือแม้แต่เสียงของความเงียบในคืนที่หิมะตก สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เต็มตื้นเข้าสู่หัวใจของสองหนุ่มสาว ที่เข้ามาเติมเต็มความรู้สึก เข้าสู่หัวใจของคนแปลกหน้าสองคน

ความรักของพวกเขางอกงาม และเติบโตไปพร้อมๆ กับรุ่งอรุณแห่งฤดูใบไม้ผลิ เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง และทั้งสองต้องแยกจากกัน การลาจากกลับยิ่งทำให้หัวใจของ ซางวู เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง และคืนหนึ่ง เมื่ออุนซูโทรหาเขา เขาตรงดิ่งสู่หนทางที่ยาวไกลไปหาเธอ และเมื่อแสงของยามเช้ามาถึง พวกเขาจึงต้องแยกจากกันอีกครั้ง อุนซู ใช้เวลานิ่งนานยืนอยู่บนถนน เพื่อระลึกถึงอ้อมกอดอันอบอุ่น ของความรู้สึกที่ผ่านพ้นไป

และเมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป บางอย่างได้เปลี่ยนไป แต่ ซางวู ไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เขายังคงเฝ้าวิงวอน และรอคอยต่ออารมณ์ที่เปลี่ยนไปของอุนซู อาจเพราะความผิดหวัง จากการแต่งงานครั้งแรก จึงทำให้อุนซูไม่มั่นคง และสั่นคลอนกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับซางวู เธอรู้ดีว่าในที่สุดอารมณ์ก็จะอันตรธานไป เหมือนกับเสียงที่ได้ยิน ความรักนั้นมีอำนาจและงดงาม และสามารถสละได้ แม้แต่ลมหายใจของตัวเอง แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น อุนซู ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรักนั้นโหดร้าย และทำให้หัวใจของใครบางคน เจ็บปวดได้มากเพียงไร เพราะก่อนที่เธอจะสลัดทิ้งความสัมพันธ์ ระหว่างเธอกับซางวูนั้น เธอก็มีความสัมพันธ์กับชายอื่น ในเวลาเดียวกัน

เมื่อความรักเปลี่ยน มันเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่หาที่ไม่เจอ ซางวูปวดร้าว และไม่สามารถหยุดโหยหาอุนจูได้ แต่เมื่อเธอแสดงท่าทีปฏิเสธเขาอย่างชัดแจ้ง ในการนัดพบกัน ซางวูจึงค้นพบว่า เขาควรจะทำเช่นไร เมื่อความรักจากไปโดยปราศจากร่องรอย เขาเรียนรู้ที่จะเติบโตจากผู้คนในชีวิตของเขา เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่า ทำไมพ่อของเขา ถึงยังคงไว้ทุกข์ให้กับภรรยาผู้จากไป เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่า ทำไมย่าของเขา จึงเลือกที่จะเก็บความทรงใจไว้ ระลึกถึงเพียงความทรงจำ ที่มีความสุขและงดงาม…

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/onefinespringday/spring.html

“Memories of Matsuko” …เส้นทางฝันแห่งมัตสึโกะ
คุณเคยหยุดสายตาเพ่งพิศมองดูหญิงไร้สติสักคนไหม เธอแต่งกายมอมแมม ผมเผ้ารกรุงรัง มักเดินตามริมถนน ตามสวนสาธารณะ หรือนั่งเหม่ออยู่ริมฟุตบาธ หรือที่ไหนก็ได้สักแห่งในเมืองใหญ่

เธออาจจะไม่ธรรมดา ไม่ได้ไร้ค่า อย่างที่สายตาเรามองเห็น

เธอคนนั้น อาจผ่านเรื่องดีร้ายมากมายหลายอย่าง สุขสมใจอย่างมหัศจรรย์หฤหรรษ์ และก้าวไปสู่ความทุกข์ทรมานปวดร้าวหัวใจในเวลาต่อมา ชีวิตวูบไหวแกว่งไกวขึ้นลงอย่างนี้ อย่างไม่รู้จะสิ้นสุดหยุดลงเมื่อไหร่
                        

เธออาจเป็นเช่น "มัตสึโกะ" หญิงสาวที่จากบ้านแสนรักที่เคยพักใจ มาไกลแสนไกล มานานแสนนาน มาตามฝันเพื่อเติมเต็มบางสิ่งในใจที่ขาดหาย

บัดนี้…      เธอเหนื่อยล้ากับชีวิตเต็มทน เธออยากกลับบ้าน

แม้ว่า…     ที่สุดอาจจะไม่เหลือใครเลยก็ตาม

                              
เราเองไม่รู้ว่าหนังเรื่อง “Memories of Matsuko” เรื่องนี้ทำรายได้อย่างถล่มทลายในญี่ปุ่นมากน้อยแค่ไหน แต่คงไม่ถล่มทลายในเมืองไทยแน่ ๆ เพราะจำได้ว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายอย่างเงียบเชียบ (อีกแล้ว) ในโรงภาพยนตร์ “ลิโด้” เมื่อราว 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ที่สำคัญกว่าเรื่องรายได้คือ หนังเรื่องนี้มันทะลุทะลวงหัวใจคนดูอย่างเรา  ให้สยบยอมยกนิ้วโป้งให้กับความเยี่ยมยอดของทุกสิ่งอย่างที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้

เขาว่ากันว่าถ้าจะดูหนังรักโรแมนติก หวานซึ้งตรึงใจ ต้องดูหนังเกาหลี ส่วนเราเห็นว่า ถ้าจะดูหนังที่ละเอียดอ่อนถึงความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ ต้องยกให้ หนังญี่ปุ่น                         

เราเคยซาบซึ้งอย่างสุขใจกับความรู้สึกสะอาดอุ่นละมุนใจ ในความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนมนุษย์มาแล้ว จากหนังญี่ปุ่นเรื่อง “Always Sunset on Third Street” นั่นคือหนังว่าด้วยด้านบวกของชีวิต

มาถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง “Memories of Matsuko” เรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจบางส่วนของในความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกลำดับหนึ่ง และนี่คือหนังที่ว่าด้วยด้านลบของชีวิต

บางครั้งเราเคยไม่เข้าใจว่า ทำไมคนบางคนถึงได้โง่เง่า รักใครอย่างงมงายไม่โงหัว ทุ่มเทอย่างไร้สติ ทำไมบางคนไม่เคยเข็ดหลาบกับความรักที่ช้ำแล้วช้ำเล่า รอแล้วรอเล่ากับความหวังอันแร้นไร้และลมแล้งสิ้นดี                                
ไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่บางคนจึงมีท่าทีมึนตึง เฉยชา เหตุใดเขาถึงไม่ยอมแสดงออกถึงความรักที่มีต่อลูกอย่างชัดแจ้ง ทำไมลูกบางคนจึงเรียกร้องต้องการความรัก ความอบอุ่นอย่างไม่สิ้นสุดเพียงพอ ช่างเป็นลูกที่เอาแต่ใจ ไม่เข้าอกเข้าใจพ่อแม่เอาเสียเลย

หนังเรื่องนี้น่าจะให้คำตอบที่ดี สำหรับบางคนที่เคยมีคำถามเดียวกับเรา

ที่เขียนมาทั้งหมด อาจทำให้คนอ่านบางคนเข้าใจผิด คิดว่าหนังเรื่องนี้คงเต็มไปด้วยบรรยากาศสุดแสนเศร้าเคล้าน้ำตากันทั้งเรื่อง

แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย… เราแทบจะเรียกหนังเรื่องนี้เป็น “หนังเพลง” เลยก็ว่าได้ เพราะใช้เพลงเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินเรื่องเกินกว่าครึ่ง และส่วนใหญ่ก็จะเป็นท่วงทำนองที่สนุกสนานมากกว่าเศร้าสร้อย แทรกปนไปด้วยมุกตลกสไตล์ญี่ปุ่นแบบขำกลิ้ง (ไม่มีทั้งลิงและหมา) ในหลายต่อหลายฉาก เป็นความขำบนความขื่นของชีวิตก็ว่าได้
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=106639

"คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนๆนั้นได้รับ แต่คุณค่าของคนๆนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เค้าให้แก่ผู้อื่น" มัตสึโกะนั้นมอบความรักของตอนเองให้กับผู้อื่นอย่างเต็มที่ แม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นเช่นไร จะกระทำกับเธอเช่นไร แต่เธอก็ให้สิ่งที่เรียกว่าความรักกับคนๆนั้นอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะสิ่งที่เธอต้องการจากหัวใจจริงๆ ก็คือความรักที่ผู้อื่นจะมอบให้กับเธอแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

"มัตสึโกะก็เปรียบเสมือนพระเจ้าสำหรับผม" หากพระเจ้าคือผู้ที่มอบความรักแก่ทุกคนล่ะก็ มัตสึโกะก็เปรียบเสมือนพระเจ้าของผู้ชายคนนี้ที่ไม่ว่าจะทุบตีเธอยังไง เธอก็ยังคงรักเค้า ยังพร้อมที่จะทำเพื่อเค้าเสมอ

Memories of Matsuko เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของชีวิตคนๆหนึ่งที่ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=vvanus&month=23-07-2009&group=1&gblog=1

MEMORIES OF MATSUKO หญิงสาวแห่งสายน้ำไม่ไหลกลับ

โชเป็นไอ้หนุ่มบ้านนอกที่หนีออกจากบ้านมาอยู่วงดนตรี สองปีผ่านไปก็ยังไม่ได้ความ  ขณะกำลังรู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง และถูกแฟนทิ้ง พ่อก็มาเยี่ยมเขาที่บ้านโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แถมหอบโถกระดูกมาด้วย  มาพร้อมกับความจริงชวนช๊อค ว่าเขามีป้าอยู่อีกคน และป้าของเขาเพิ่งเสียชีวิตไปอย่างไร้ค่าริมแม่น้ำ
ป้าของเขาชื่อ มัตสึโกะ เธอถูกตัดออกจากครอบครัวหลังจากทำเรื่องน่าอายหลายอย่าง  สุดท้ายเธอไปเช่าห้องโทรมๆริมแม่น้ำ แก่ อ้วน และเป็นบ้า เป็นคนจรหมอนหมิ่นสกปรกน่ารังเกียจ ตายไปอย่างไร้ค่า พ่อของโชบอกเช่นนั้น และเป็นหน้าที่ของโชที่จะไปเก็บกวาดห้องรกรุงรังของป้ามัตสึโกะ ซึ่งนั่นเองพาเขาให้ได้โอกาสค้นลึกเข้าไปทำความรู้จักกับชีวิตของป้ามัตสึโกะ ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าไร้ค่า เหมือนที่โช กำลังจะโดน!
หนังยาวเรื่องที่สองของ TETSUYA NAKASHIMA  ผู้กำกับ KAMIKAZE GIRL หนังเปรี้ยวปี๊ด ว่าด้วยความสัมพันธ์เพี้ยนๆของสาวพังค์ กับสาวโลลิต้าคลั่งแฟชั่นยุค rococo  ที่เปรี้ยวทั้งเรื่องทั้งภาพจนถล่ม BOX OFFICE ญี่ปุ่น และเข้าฉายแบบจำกัดโรงในบ้านเรา กลับมาคราวนี้ NKASHIMA ยังคงไม่ทิ้งสไตล์ฉูดฉาดของตัวเอง เขาจัดการเอานิยายของ MUNEKI YAMADA ที่เล่าเรื่องของมัตสึโกะ ที่แท้เต็มไปด้วยเรื่องราวเลวร้าย การถูกทอดทิ้งในวัยเยาว์ เพราะพ่อสนใจน้องสาวที่นอนป่วยมากกว่า การถูกไล่ออกจากงานครูมัธยมเพราะปกป้องลูกศิษย์ผิดวิธี ต้องเตลิดออกจากบ้านไปเร่ร่อน คบผู้ชายใจร้ายคนแล้วคนเล่า  กลายไปเป็นหมอนวดในคลับ พลาดพลั้งฆ่าคนตาย แล้วเตลิดหนีไปรักกับผู้ชายแสนดีคนเดียวในชีวิต ก่อนจะติดคุก ออกมาใช้ชีวิตเป็นช่างทำผม แล้วกลายเป็นเมียยากูซ่า ถูกทำร้ายทารุณจนลงเอยด้วยการกลายเป็นบ้าและตายไปอย่างโดดเดี่ยว มาสร้างเป็นหนังด้วยสไตล์สีฉูดฉาดบาดจิต และเล่าเรื่องด้วยวิธีการแบบการ์ตูน เชื่อมร้อยด้วยเพลงมากมายประดามี จนกลายเป็นหนังสุดเปรี้ยว สไตล์จัดจ้าน จนทำให้มองแค่ภาพผ่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือหนังดราม่าที่หนักหน่วงไม่แพ้ ละครทีวีประจำชาติอย่างโอชิน!

และน่าสนใจมากที่เรื่องราวอันหนักหน่วงถูกนำมาจัดวางด้วยภาพที่ฉุดฉาดชวนรื่นรมย์ ในทางหนึ่งมันสร้างอารมณ์กระอักกระอ่วน ไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำให้ ลดทอนพลังทางดรามาฟูมฟายลง แต่ในทางหนึ่งมันคือวิธีการเดียวที่จะสะท้อนวิธีคิดแบบของ มัตสึโกะออกมาได้ เพราะที่แท้เธออาจเป็นเพียงแค่หญิงสาวที่แกว่งไกวอยู่ในโลกจริงอันโหดร้ายและโลกฝันอันอึงอลด้วยเสียงเพลงที่เธอสร้างขึ้นมาเอง และเป็นอารมณ์กระอักกระอ่วนนั้นเองที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดด้ด่นขึ้นมา บางทีกับสรรพสิ่งในชีวิต นั่นคือสิ่งที่มัตสึโกะรู้สึกต่อมัน

ลองมองหนังจากอีกมุมหนึ่ง แม้หนังจะเริ่มต้นเล่าในยุค 70 แต่การที่หนังไปเริ่มต้นในชนบท ที่ยังมีการแต่งกายชวนคิดไปถึงยุคหลังสงครามโลกใหม่ๆ นี่ก็พอจะแสดงให้เห็นภาพรวมของ –ผู้หญิง- ญี่ปุ่น นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2 โดยยุบรวมทั้งหมดมาไว้ในมัตสึโกะแต่เพียงผู้เดียว   ตั้งแต่ผู้หญิงที่ถูกกดขี่จากครอบครัว ถูกกดขี่ทางเพศ  ซึ่งจะว่าไปแล้ว วิบากกรมทั้งหมดในชีวิตของมัตสึโกะ เกิดเพราะเพศชายทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นพ่อและน้องชายผู้หมางเมิน  เด็กนักเรียนที่ขโมยเงิน คุณครูใหญ่และเจ้าของเรียวคังที่ทำให้เธอต้องออกจากงาน คนรักนักเขียนผู้สิ้นหวังของมัตสึโกะ และคู่แข่งของเขาที่ทำให้มัตสึโกะต้องไปเป็นเมียเก็บเพียงเพราะต้องการเอาชนะคะคานกัน พ่อเล้าที่สอนให้มัตสึโกะเป็นหมอนวดมือทอง คนรักแมงดาที่ไถเงินจากเธอ และทำให้เธอต้องเข้าคุก ชายช่างตัดผมที่วาดฝันหวานกับเธอ (เขาเป็นคนเดียวที่ดีกับเธอจริงๆ)  สามียากูซ่าที่รักมากจนทำร้ายเธอ กระทั่งกลุ่มไอดอลหนุ่มๆที่เป็นเหมือนแสงสว่างสุดท้ายของมัตสึโกะ (ซึ่งน่าจะแทนยุคสมัย 80- ปัจจจุบันที่สาวญี่ปุ่นเป็นกรุปปี้เดนตายของศิลปินต่างๆ)

ครู  ชู้รัก เมียเก็บ โสภณี  ช่างทำผม คนคุก เมียยากูซ่า พวกคลั่งดารา  นั่นคือทั้งหมดที่มัตสึโกะเป็น ภาพรวมของผู้หญิงแบบเหมารวมในสังคมญี่ปุ่นที่เราจินตนาการกันได้ไม่ยากนัก  สตรีสามัญดาษดื่นที่ไม่เป็นทั้งที่รัก และที่ชื่นชม

เปรียบเทียบกับตัวละครหญิงอีกสองตัวที่เหลือ (น่าสนใจที่หนังทั้งเรื่องมีตัวละครหญิงเพียงสามตัว ) ตัวแรกคือ คุมิ น้องสาวผู้ป่วยไข้ของมัตสึโกะ เธอนอนซมอยู่บนเตียง และได้รับความรักทั้งหมดไปจากพ่อ น้องสาวคือตัวแทนของหญิงสาวอันเปราะบาง ที่ได้รับการทะนุถนอมจากทุกคน ในขณะที่เพื่อนสนิทของมัตสึโกะในคุก กลายเป็นตัวแทนของหญิงแกร่ง จากการติดคุก ออกมาเป็นนางเอกหนังปี กลายเป็นเจ้าแม่AV และเป็นท่าประธาน!  เธอเป็นผู้หญิงแบบเจ้าแม่ที่ทุกคนกลัวเกรง

จึงมีแต่มัตสึโกะผู้หญิงสามัญ ที่ไม่เปราะบาง แต่ไม่เข้มแข็ง เธอสามัญที่สุดเท่าที่จะสามัญได้ และ ติดยึดอยู่กับการต้องการได้รับความรัก มัตสึโกะเชื่อว่าชิวตที่ดีคือการได้รักใครสักคน อันเป็นวิธีคิดของผู้หญิงญี่ปุ่นหัวเก่า ที่เอาชีวิตตัวเองไปผูกยึดอยู่กับผู้ชาย ในวัยเด็ก เธอต้องการความรักจากพ่อมากจนถึงขั้นยอมทำหน้าตาตลกให้ติดเป็นนิสัย ครั้นพอโตขึ้นมาเธอก็จมอยู่กับคนรักนักเขียนที่เห็นเธอเป็นเพียงเครื่องบำบัดความใคร่ และถูกหมุนเหวี่ยงจากชายคนหนึ่งสู่ชายคนหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงริว คนรักที่เคยเป็นนักเรียนของเธอ คนที่เธอยอมทุกข์ยอทน เพราะไม่ต้องการจะอยู่คนเดียวอีกแล้ว ชีวิตมัตสึโกะ พังเพราะต้องการความรักของผู้ชายเหล่านี้ เธอไร้สุขและไม่เคยเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง

แต่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อริว เชื่อว่าเธอคือพระเจ้า หนังแสดงแง่มุมให้เห็นว่าหลายชีวิตรอบมัตสึโกะเติบโตไปตามหนทางราวกับมัตสึโกะ รับบาปทั้งหมดนั้นมา เป็นความชอกช้ำส่วนบุคคล (ในส่วนนี้ชวนให้รำลึกถึงความคล้ายคลึงของหนังเรื่องนี้กับ AU HASARD BALTHAZAR  ของ ROBERT BRESSON ที่ว่าด้วยชีวิตของลาตัวหนึ่งที่คล้ายผู้ไถ่บาปให้กับผู้อื่น  ยิ่งในฉากความตายของมัตสึโกะ และความตายของ BALTHAZAR กลางทุ่งหญ้ากว้างแทบจะทำให้หนังเรื่องนี้คล้ายคลึงกันอย่างมาก) และหากพิจารณาในทางนี้ การเชิดชุชีวิตของมัตสึโกะ (สำหรับเรียว) มันจึงเป็น การเชิดชูความเป็นผู้หญิงที่ยอมจำนนต่อเพศชาย การแลกความทุกข์ยากลำบากของเธอ กับการได้รับการสรรเสริญเมื่อเธอไม่มีอยู่แล้ว เป็นทัศนคติที่น่าเคลือบแคลงอยู่ไม่น้อย

เลยพ้นไปจากประเด็นนั้น รูปแบบทั้งหมดที่เป็นไปของหนัง นอกจากจะทำเพื่อความเท่ส่วนบุคคลของผู้กำกับ มันยังเป็นเสมือนการ แสดงการคารวะต่อวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นตลอดเวลาอันยาวนานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน (หลายๆฉากในหนังมีรูปแบบการ์ตูนญี่ปุ่นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทางของมัตสึโกะ ฟันที่เป็นประกายของคุณครูพละ หรือกระทั่งนกน้อยร่ายรำในห้วงยามอันเป็นสุข ) งานแสดงโชว์ในสวนสนุก ไปจนถึงรูปแบบภาพยนตร์ที่ฮิตในแต่ละยุคสมัย

ในช่วงแรกของหนัง มัตสึโกะ เป็นครูมัธยมที่ขี่จักรยานไปโรงเรียนเป็นฉากที่ทำให้นึกถึงหนังสร้างชาติญี่ปุ่นหลังสงครามอย่าง TWENTY FOUR EYES ของKEISUKE KINOCHITA  หนังซึ่งคนญี่ปุ่นรักมากที่สุด ยิ่งเมื่อเราเห็นฉากมัตสึโกะและเด็กๆร้องเพลงบนเรือที่แล่นไปบนแม่น้ำ ยิ่งแสดงการคารวะฉากสำคัญที่แสนงดงามในหนังเรื่องนั้นอย่างยิ่ง และในเวลาต่อมา ชะตากรรมของมัตสึโกะ ก็เป็นภาพสะท้อนหนังมากมายมี่เคยเป็นแนวทางฮิตในญี่ปุ่น ตั้งแต่หนังชีวิตรักรันทด (เรื่องของมัตสึโกะ กับชายช่างตัดผม หรือชีวิตของมัตสึโกะกับนักเขียนหนุ่มทั้งสอง) หนังอีสาวคุกสวาท (บ้านเราก็มีหนังแนวนี้!!)ในช่วงที่เธอติดคุก หนังชีวิตเศร้าของสาวน้อยผู้ตกเป็นเหยื่อสังคม ในช่วงที่มัตสึโกะ ไปเป็นหมอนวด และฆ่าแมงดาตาย หนังยากูซ่าแบบของKINJI FUKAZAKU เมื่อมัตสึโกะไปเป็นเมียยากูซ่า หรือกระทั่งแนวหนังซึ่งอยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงปัจจุบันอย่างหนังAV เมื่อเพื่อนรักของมัตสึโกะ เป็นเจ้าแม่หนังAV มีไตรภาค ม่ายสาวร้อนสวาทเป็นของตัวเอง!  เรียกได้ว่าเกือบจะครบถ้วนกระบวนความวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นดันเลยทีเดียว!

หนังได้การแสดงที่น่าชื่นชมของ MIKI NAKATANI ที่มารับบทมัตสึโกะ เธอแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าแต่เพียงผู้เดียว และเธอกลายเป็นมัตสึโกะ ผู้ซึ่งในวินาทีหนึ่งเป็นตัวการ์ตูน และในวินาทีต่อมาเป็นหญิงสาวผู้มีเลือดเนื้อขึ้นมาจริงๆ การแสดงของเธอทำให้เธอได้รับรางวัลในทุกที่ที่เธอเข้าชิง ซึ่งนั่นก็สมควรแล้ว

แล้วมัตสึโกะก็ตายลง โดดเดี่ยวและน่าสมเพช ตายไปพร้อมกับข้อความที่เขียนไว้บนข้างฝาว่า –ขอโทษที่เกิดมา- ทุกคนล้วนทิ้งรอยบากในชีวิตให้กันและกัน พ่อที่มัตสึโกะเข้าใจว่าเกลียดเธอ จบบันทึกว่า มัตสึกโกะยังไม่ติดต่อมา นับตั้งแต่เธอออกจากบ้านไป น้องสาวที่แย่งความรักไปจากเธอ ตายไปพร้อมกับข้อความสุดท้ายว่าพี่กลับมาบ้านแล้ว กระทั่งตัว มัตสึโกะ เอง เธอเลือกอยู่ริมแม่น้ำ ที่เหมือนกับที่บ้าน ออกไปเหม่อมองมันในยามเย็นคิดถึงบ้านที่เธอไม่มีวันกลับไป  ไม่ว่า มัตสึโกะ จะเป็นตัวแทนของผู้หญิงของวัฒนธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ หากในที่สุดแล้ว เธออาจเป็นเพียงเด็กสาวแสนเศร้าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งชะตากรรมพัดพาเธอไปไกลแสนไกล

บางที มัตสึโกะอาจทำให้เราระลึกถึงใครสักคน อาจเป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนบางคนที่เราชังน้ำหน้า คนที่พลัดหลงหายไปจากชีวิตของเรา  คนที่เราไม่เคยคิดถึงเขาในแง่อื่นนอกจากชิงชังรังเกียจ แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง และล้วนต่างทิ้งรอยบากลงในชีวิตของกันและกัน และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันเศร้าสร้อยของกัน ผู้คนเหล่านั้น บางทีเขาอาจไม่ได้เป็นพียงตัวน่าชัง หากเป็นมนุษย์ ผู้แสนเศร้าเท่าๆกับที่เราเป็น

หมายเหตุ  : ชื่อบทความ ได้มาจากชื่อหนังสือเรื่องสั้นของ ชีวี ชีวา
 http://filmsick.exteen.com/page/168

http://www.nangdee.com/title/html/m1296.html

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=mysecretbox&month=29-06-2009&group=8&gblog=1

The Phantom of the Opera
วันนี้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ละครเพลง ( musical ) เรื่อง the phantom of the opera โดย Andrew Lloyd Webber เปิดแสดงเป็นครั้งแรก ที่โรงละคร Her Majesty’s Theatre ในกรุงลอนดอน และได้รับความนิยมอย่างสูงมีการแสดงติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 20 ปีจนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่ายอดขายตั๋วทั่วโลกแซงหน้าหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Titanic ไปเรียบร้อยแล้ว
นวนิยายเรื่องนี้ แต่งโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ Gaston Leroux และถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสาร Le Gaulois ในระหว่างปี 1909-1910 และได้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปีต่อมา
เป็นเรื่องราวของ Erik ชายอัปลักษณ์ผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรี ผู้ซ่อนตัวอยู่ใต้ the Opera Garnier ในปารีส โดยเรียกร้องค่าคุ้มครองจากโรงละครโอเปราเดือนละ 20,000 francs และให้จองที่นั่งใน Box 5 ทุกๆครั้งที่มีการแสดง มิเช่นนั้นจะเกิดภัยพิบัติต่างๆ ทางโรงละครกลัวจะเกิดเรื่องจึงจ่ายค่าคุ้มครองมาโดยตลอด ระหว่างนั้น มีนักแสดงสาวคนหนึ่งชื่อ Christine  ซึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่มาร่วมเป็นนักแสดงด้วย  Erik หลงรัก Christine จึงแอบสอนเทคนิคการร้องเพลงให้กับเธอในห้องแต่งตัว โดนซ่อนตัวอยู่หลังกำแพง และเรียกตัวเองว่าเป็น เทพแห่งดนตรี เทคนิคการร้องของ Christine ดีวันดีคืน แล้วอยู่มาวันหนึ่งนักแสดงที่เป็นนางเอกก็เกิดอุบัติเหตุ โดยฝีมือของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร Christine จึงมีโอกาสได้แสดงเป็นนางเอก และประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่นั้นมา
เรื่องราวซับซ้อนขึ้นเนื่องจาก Raoul ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์เกิดมาติดพัน Christine และเธอก็มีใจชอบตอบด้วย ด้วยความริษยา Erik จึงลักพาตัว Christine  ไปสู่อาณาจักรใต้ดินของเขา และที่นี่เองที่ Christine พบว่า เทพแห่งดนตรีที่แท้จริงคือชายอัปลักษณ์ เธอตกใจกลัว และขอให้ Erik ปล่อยตัวเธอไป  Erik ยอมปล่อยตัวเธอไปในที่สุดโดยมีข้อแม้ว่า เธอจะต้องเก็บเรื่องทั้งหมดเป็นความลับ และไม่รักใครไปชั่วชีวิต
แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เนื่องจาก Raoul แอบได้ยิน Christine พูดคุยกับ เทพแห่งดนตรี ด้วยความหึงหวงและกลัว Christine จะถูกหลอก Raoul จึงแอบสืบเรื่องนี้  แต่ Christine รู้เข้าทั้งสองจึงมีปากเสียงกัน เธอตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ Raoul ฟัง และตัดสินใจจะหนีไปด้วยกัน
แต่ Erik แอบได้ยินเรื่องทั้งหมด จึงลักพาตัว Christineไป  Raoul ตามไปช่วยเธอในอาณาจักรของ Erik แต่กลับพลาดท่าถูกจับตัวไว้   Erik ขู่จะระเบิดโรงละคร ถ้า Christine ไม่ยอมแต่งงานกับเขา ในที่สุด Christine ก็ยอมตกลง
เรื่องจบอย่างหักมุม เมื่อ Christine ได้แสดงออกซึ่งความสงสารและเห็นใจต่อ Erik อย่างจริงใจ และจุมพิตที่หน้าผากของErik โดยไม่รังเกียจใบหน้าอันอัปลักษณ์ ของเขาแม้แต่น้อย  
ชายผู้พิการทางร่างกายและจิตใจ ได้รับความสุขอันแท้จริงเป็นครั้งแรก เขาจึงปล่อยตัวคนทั้งหมดไป
Erikตายอย่างน่าสงสารในอีกสามอาทิตย์ต่อมา

 
รักนะ 24 ชั่วโมง เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2550 ผลิตโดย อาร์เอสฟิล์ม มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพนักงานร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น
 เนื้อเรื่องย่อ
ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ … ความแตกต่างของ “เบิ้ลเอ”กับ “เบิ้ลบี”(ฟิล์ม – รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ) ถึงจะสร้างความงุนงง สับสนให้กับเพื่อนสนิท พนักงานร่วมร้าน อย่าง “ซ่า” (บ๊วย-เชษฐวุฒิ วัชรคุณ) หรือ ลูกค้า อยู่บ้าง แต่ก็แค่ขำๆ ไม่ใหญ่โต เพราะที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน พกเอาอารมณ์หลากหลายผ่านมาประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน แม่บ้าน สาวออฟฟิศ หมอนวด ตลกคาเฟ่ แต่ละคนมีมุมมอง ความรัก เรื่องราวของหัวใจที่แตกต่างกันไปผ่านเข้ามาในร้าน
เบิ้ลเอ และ เบิ้ลบี จึงมีความสุขกับอาชีพพนักงานร้านสะดวกซื้อกะกลางคืนมาตลอดหลายปี จนกระทั่งความรักมาเยือน …. ชีวิตที่เคยเหมือนเดิมทุกวัน ตลอดเจ็ดวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็เปลี่ยนไป เพราะเขาได้เปิดใจรักเพื่อนร่วมงาน “เต๊าะ” (เจี๊ยบ – ลลนา ก้องธรนินทร์) พนักงานสาวห้าวประจำร้านนั่นเอง
และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาของเบิ้ล คือ เบิ้ลไม่สามารถให้เวลา 7 วัน 24 ชั่วโมง กับผู้หญิงที่ตนรักได้ เพราะเบิ้ลตื่นมาเหมือนเป็นคนอีกคนหนึ่ง มีหัวใจอีกดวงหนึ่งทุก ๆ เช้าแบบนี้ แล้วเขาจะรักเธอได้อย่างไร ??! ตลอดทั้ง 7 วัน และเต๊าะจะเชื่อได้อย่างไรว่า ในเจ็ดวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมงมีผู้ชายที่รักเธออย่างหมดหัวใจอยู่จริง… ค้นหาคำตอบของ “ความรัก กับ เวลา” ได้ที่นี่เท่านั้น … “รักนะ 24 ชั่วโมง”
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B0_24_%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%87
 
เสวนาวันชาติ 24 มิ.ย. ที่เชียงใหม่ (1) : 2475 กับหนัง “The Empire Strikes back”
 เสวนาวันชาติ 24 มิ.ย. ที่เชียงใหม่ (2): ความท้าทายของปีที่ 77 และอำมาตยาธิปไตยใหม่
 
24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย (ตอน 1)

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24787

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย(2)

http://thaienews.blogspot.com/2009/06/24-2.html

Michael Jackson (เอาไมเคิล แจ็กสัน คืนมา…เอาพระนายรายณ์คืนมา….)
เนื้อเพลง: Heal The World

There’s a place in your heart, and I know that it is love
And this place could be much brighter than tomorrow
And if you really try, you’ll find there’s no need to cry
In this place you’ll feel, there’s no hurt or sorrow

There are ways to get there
If you care enough for the living
Make a little space, make a better place

* Heal the world make it a better place
For you and for me and the entire human race

** There are people dying if you care enough for the living
Make a better place for you and for me

If you want to know why, there’s a love that cannot lie
Love is strong, it only cares for joyful giving if we try
We shall see in this bliss, we cannot feel fear or dread
We stop existing and start living

Then it feels that always love’s enough for us growing
So make a better world, make a better world

[Repeat * , **]

And the dream we were conceived In will reveal a joyful face
And the world we once believed in will shine again in grace
Then why do we keep strangling life wound this earth crucify
Its soul though it’s plain to see this world is heavenly be God’s glow

We could fly so high let our spirits never die in my heart
I feel you are all my brothers create a world with no fear
Together we’ll cry happy tears see the nations turn
Their swords into plowshares

We could really get there if you cared enough for the living
Make a little space, to make a better place

[Repeat * , ** , * , **]

[Repeat * , ** , ** , **]

You and for me (x11)

http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Michael%20Jackson&song=Heal%20The%20World

วันที่ 25-26 กค (วันเกิดทักษิณ) ผมเล่าย่นย่อต้องเตรียมตัวเดินทาง และเตรียมสอนหนังสือด้วย หลายวัน ยังขนของไม่เสร็จ แล้วเขียนคอลัมภ์ส่งนิตยสาร Vote งานสัมภาษณ์รายการวิทยุ พี่โป๊ะโทรมาจากสถานีเด่นชัย เสียงรถไฟ ระหว่างทาง และผมขับรถมอเตอร์ไซด์ ต้องหลบเข้ารับโทรศัพท์ ณ วัดหลบภัย ไปส่งพี่กิ๊ง ผู้พูดให้ผมฟังเสวนาเรื่องจักรวาลเปลือกผนัง กับการพูดของพี่กิ๊ง ฯลฯ
 
ความเครียด การทำงานหนัก นาย แชมป์ 2 นอนพักผ่อนเป็นอัมพฤกษ์ เพราะ เส้นเลือดก้านสมองแตก และเจออ.ชาญกิจ อีกคร้ง พูดถึงงานเสวนา จักรวาลบนเปลือกผนัง ซึ่งเมื่อหลายวันก่อน บังเอิญเจอกับพี่ อรรคภาค และปอแมน และวันก่อน มีบอลลิเวอร์พูล กับไทย
 
 การขายหนังสือ ที่สะสมมาชั่วชีวิต ประมาณ 1 ล้านบาท ทั้งหมดแค่ 1 แสนบาท และการขนย้ายบ้านด้วยรถคอนเทนเนอร์ การเปรียบเทียบราคา ชั่งกิโล 70 กิโล คนที่ย้ายบ้าน และเดินทางไป เก็บหนังสือ พันเล่ม คงไม่เก็บและเดินทางหมื่นลี้  เหรอ ก็แค่นึกถึงสุภาษิตจีน คนเก่งเดินทางหมื่นลี้ อ่านหนังสือ หมื่นเล่ม
รถมารับซื้อกระดาษให้ สี่สิบบาท ต่างจากเอาไปขายเอง
ส่วนกรณีจัดการขนของ ดีที่ยังไม่เท่าขนด้วยคอนเทนเนอร์ ค่าจ้าง หมื่นสามพันห้าร้อยบาท
รักลมๆแล้งๆ VS รักแท้ หรือลมพายุพัดผ่านเมฆไป
เกอเธ่ มองท้องฟ้า ว่าด้วยทฤษฏีสี จากการมองโดยไม่รู้ สังเกตมองสีจากสายตาของกวี สถานที่ และเวลาของการพบกัน ถ้าคุณต้องพบกับมอดไหม้จากไป แล้วเวลาของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเวลาเพื่อเข้าถึงนิพพาน จุดสูงสุด หรือ เวลาในชีวิตประจำวันเพื่อปฏิบัติธรรม รวมทั้งเวลาแห่งการเดินทาง…….
 
แด่ การต่อสู้ของทุกเสียงในชีวิตประจำวันของแต่ละคน….
…..วัลลี กับปรากกฏการณ์เคอิโงะ ส่วนการต่อสู้ยังไม่จบของวัลลี จากภาพยนตร์นำเสนอเรื่องการอ่านเรียงความหน้าชั้นเรียนของเด็กนักเรียน เช่น หน้าอกของคนดังกับเอ็ม 16 และการอ่านเรียงความเรื่องแม่ ผมนึกถึงสมัยสอนเด็กนักเรียน อ่านบทกลอน ภาษาไทย หน้าชั้นเรียน และการบ้าน
 แม่ถูกกล่าวหาว่า แม่เป็นผีปอบ ซึ่งสิ่งสะท้อนสังคมไทย ไม่มีกระบวนการคิดวิทยาศาสตร์ ตั้งข้อสงสัย สังเกต พิสูจน์ ….
ปี 2524 สังคมไทยได้รับรู้เรื่องราวของ ‘เด็กหญิงวัลลี ณรงค์เวทย์’ นักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนวัดโรงธรรม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ที่แบกรับภาระหนักหนาสาหัส ต้องวิ่งไปมาระหว่างโรงเรียนกับบ้าน เพราะต้องคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำให้กับแม่ซึงป่วยเป็นอัมพาต และช่วยดูแลยายชราซึ่งช่วยตนเองไม่ได้ กระทั่งปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ จึงได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนในสังคม จนชีวิตวัลลีถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะของ ‘เด็กหญิงวัลลี ยอดกตัญญู’

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s