ประสบการณ์ทางจินตนาการ-creative economy-ทางเลือก

ผมร่วมงานกิจกรรมไทยไรเตอร์ ฟังเสวนาต่างๆ ดีมาก และรับประโยคเด็ดจากลุงเสรี ทัศนศิลป์ ประโยคเรามีประสบการณ์ทางจินตนาการต่างๆ กัน
น่าคิดมากเหมือนกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของแต่ละคน และระหว่างการเดินทางกลับพิจิตร จากกทม.ผมนั่งรถตู้คันหนึ่ง ซึ่งเขาก็พูด
กับพระ และผม ซึ่งผ่านเส้นแบ่งระหว่างพระสึกแล้ว กับคนขับรถ เป็นคนอิสลาม ก็พูดเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ ชีวิตส่วนตัวกัน และแล้วก็ได้เส้น
ทางใหม่ๆ ระหว่างทางแลกเปลี่ยนกันไป ถนนที่ไม่คุ้นเคยของกันและกัน ถนนเส้นตากฟ้า เขาอาจจะคุ้น แต่ถนนเส้นไปแม่สาย ผมอาจจะรู้
มากกว่าก็ได้ เขาคาดหวังจากผม แต่ผมเป็นเพียงผู้รู้น้อย ดั่งเส้นทางของนักประพันธ์ของผม มีขึ้น-ลง แล้วความต่อเนื่อง คืออะไร ผมนึกแล้ว
ปลงเกิด ขึ้นตั้งอยู่ดับไป ความเสื่อมเป็นของธรรมดา เส้นทางนักประพันธ์ที่หวนกลับมาเขียนหนังสือตอนแก่แล้ว เช่น อ.ประมวล เพ็งจันทร์
เดินสู่อิสรภาพ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
ในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ ความเสี่ยงของผม ซึ่งนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งรถทัวร์ข้างๆผม เมื่อเดือนที่แล้ว
เธอท้องแก่ใกล้คลอดลูกอย่างมาก เพราะ เก้าเดือนแล้ว เธอยังเสี่ยงเดินทางต่อไป แล้วนักประพันธ์ไส้แห้งอย่างเราๆ ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป
จงalternative กัน
————————————-
Evan Roth นักสร้างสรรค์บนพื้นที่สาธารณะ
วันที่ธุรกิจไม่สามารถอยู่ได้ด้วยสูตรทางการตลาดรูปแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนหลัก 4P
      
       วันที่พรสวรรค์ของบุคคลทวีความสำคัญมากขึ้นจนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนลุกขึ้นมาต่อกรและแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่
      
       วันที่โลกดิจิตอลจำเป็นต้องตอบสนองความรู้สึกมีส่วนร่วมในเรื่องสังคม
      
       วันนี้ผู้บริโภคต้องการเติมเต็มทางด้านกายภาพและอารมณ์
      
       เป็นวันที่เปิดช่องทางให้เราเดินทางมารู้จักกับ Evan Roth (อีแวน รอธ)
      
       รู้จักกับอีแวน รอธ
       หลายคนเรียก Evan Roth (อีแวน รอธ) ว่านักสร้างสรรค์บนพื้นที่สาธารณะ เพราะเขาเป็นนักพัฒนาสื่อชื่อดังเจ้าของผลงานการสร้าง
สื่อแบบโอเพ่นซอร์ซ ( Open Source ) โดยรอธมักนำเสนองานผ่านนามแฝงที่รู้จักกันในนามของ fi5eซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
      
       รอธ จบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จาก University of Maryland และปริญญาโท (เกียรตินิยม) สาขาการสื่อ
สาร การออกแบบ และเทคโนโลยี จาก Parsons The New School for Design ในขณะที่ศึกษาอยู่ที่ Parsons นั้น รอธได้คิดค้น
โครงการสำคัญๆ หลายโครงการ เช่น Graffiti Taxonomy, Typographic Illustration, Explicit Content Only และ Graffiti
Analysis ในการทำวิทยานิพนธ์ นอกจากนี้เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบัณฑิตที่น่าสนใจที่สุดของรุ่นปีค.ศ. 2006 อีกด้วย
      
       หลังสำเร็จการศึกษา รอธได้เข้าทำงานที่ Eyebeam OpenLab ซึ่งเป็นห้องทดลองและวิจัย Open Source Creative
Technology สำหรับสาธารณะในตำแหน่ง Research and Development Fellow ระหว่างปี ค.ศ. 2005-2006 จากนั้นเขาจึง
ได้เลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็น Senior Fellow ในช่วงปีต่อมา ซึ่งในเวลานี้เองที่รอธได้ร่วมกับเพื่อนๆ ของเขาก่อตั้ง Graffiti
Research Lab ขึ้น โดยมีเจมส์ พาวเดอร์ลีย์ เป็นเพื่อนคู่คิด ทั้งยังได้ก่อตั้ง FAT (Free Art and Technology Lab) ขึ้นที่เมืองบรู
กลิน เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวม Open Source Technology นอกจากนี้ รอธยังเป็นอาจารย์สอนที่ Parsons The New School for
Design ในหัวข้อที่น่าสนใจอย่างเช่น Visual Programming, Geek Graffiti และ Internet Fame โดยสามารถเข้าไปเยี่ยมชมงาน
ของรอธได้ที่เว็บไซต์ ni9e.com ซึ่งเคยได้รับรางวัล Prix Nora Krea ในงาน Norapolis International Multimedia Festival
เมื่อปี ค.ศ. 2005
      
       ผลงานต่างๆ ของรอธล้วนได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงในงานสำคัญมากมาย อาทิ Sundance Film Festival, The Moma, และ
BET ตลอดจนการร่วมงานกับนิตยสารชั้นนำอย่าง New York Times, Time magazine, Rolling Stone และ Esquire นอก
จากนี้ งานของรอธยังเป็นคำค้นสำคัญที่มักปรากฏบนหน้าของ Google อย่างเช่นคำว่า bad ass mother fucker, graffiti, explicit
content, white glove, skymall, postal labels และ 9 to 5 อีกด้วย
                        
       WHITE GLOVE THACKING  
       รอธพูดถึงข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันว่า เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ซอฟต์แวร์’ เขาสนใจที่จะพัฒนาข้อมูล
ตามแบบของเขาเอง และเปิดกว้างในการที่ใครก็ตามจะนำสื่อของเขาไปพัฒนาต่อ  ยกเว้นในลักษณะของเชิงพาณิชย์ที่รอธไม่ค่อยสนับสนุน
เท่าไหร่  แต่ก็ไม่ห้ามเสียที่เดียว เพียงแต่บอกว่าอาจจะเข้ามาใช้ข้อมูลในครั้งต่อไปไม่ได้
      
       อย่างที่บอกในขึ้นต้นว่า รอธมักจะออกแบบซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อใช้ในลักษณะโอเพ่นซอร์ซ WHITE GLOVE THACKING จึงเป็น
โครงการหนึ่งของเขาที่คิดขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับมนุษย์เงินเดือนที่กำลังนั่งเบื่อหน่ายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
      
       รอธใช้เพลงของ ไมเคิล  แจ๊กสัน  มาเป็นตัวกลางในการสื่อสารกับคนทั่วไปที่เล่นอินเทอร์เน็ต ให้เข้ามาคลิกถุงมือสีขาวที่ไมเคิลสวมอยู่ทำ
ให้ถุงมือใหญ่ขึ้น เวลาคลิกก็ต้องไวๆ เพราะถุงมือจะเคลื่อนไปมาตามนักร้อง  ซึ่งก็ได้ผลมีคนเข้ามาคลิกเป็นล้านๆ  ทำให้เห็นว่าคนทั่วไปก็
อยากมีอะไรสนุกๆ  ไว้แก้เครียดแก้เบื่อเหมือนกัน       
      
       “นี่ก็คล้ายๆ กับโครงการอื่นๆ ของผมคือ โอเพ่นซอร์ซ วัฒนธรรม ประชาธิปไตย และข่าว ซึ่งก็ให้คนที่เล่นอินเทอร์เน็ตมาร่วมมือกับผม
เอาพลังของคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตของคนที่ใช้เว็บจำนวนมากมาทำงานร่วมกันเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น คลิก 2-3 ครั้งอาจจะไม่ต้องเสียเวลามาก
แต่จากคลิกเพียงไม่กี่ครั้งของแต่ละคนมันทำให้เกิดโปรเจกต์ของผมขึ้นมาได้อันนี้ทำให้ศิลปินได้มีบทบาทร่วมกับคนอื่นๆ มากขึ้น
      
       “คุณคงจำการแสดงที่เหมือนกับเป็นยี่ห้อของไมเคิล แจ็กสัน ทางโทรทัศน์ได้ ผมพยายามจะออกแบบโปรแกรมเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม
โดยใช้มิวสิกวิดีโอเพลงเป็นศูนย์กลางให้ทุกคนได้เข้ามาสนุก แทนที่ผมจะทำงานอยู่คนเดียวกลับได้ใครก็ไม่รู้มาเป็นผู้ร่วมในโปรเจกต์
      
       “บรรดาคนที่เป็นเป้าหมายของผมก็คือคนที่กำลังเบื่อในการทำงานประจำอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วไม่รู้จะทำอะไรดี เหล่านี้เป็นคนที่ผม
อยากจะพูดและสื่อสารด้วย เพราะว่าผมรู้ว่าพวกเขาอยากจะหนีออกไปจากงานอยู่แล้วเพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์ หรือที่ไหนก็ได้เพื่อหาความสำราญ
ให้กับตัวเอง บางทีคนพวกนี้พูดก็ไม่มีใครเข้าใจ ผมอาจจะช่วยให้เขาทำงานให้มีความตื่นเต้นเร้าใจหน่อย”
      
       โครงการนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยรอธเป็นผู้จัดเตรียมข้อมูลขึ้นมาหนึ่งชุด แล้วให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลของเขา งานของ
คนที่กำลังเบื่อหน่อยอยู่หน้าจอคอมพ์ ก็คือเข้ามาร่วมสนุกคนละคลิกสองคลิกกับโปรเจกต์ของเขาเท่านั้นเอง
      
       “เราใช้เทคโนโลยีเหมือนกับเป็นเหมือนกับเทคนิคที่ใช้ในการทำงาน บางทีเราก็ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อจะดูว่าคนใช้เทคโนโลยีเขาคิดยังไง
กับเทคโนโลยี แล้วค้นหาเทคนิคในการดึงแนวคิดทางวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จดีพอสมควร บางทีมันไปเปลี่ยน
ความคิดของคนหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่เรามีความสำเร็จเกิดขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว”
      
       อย่างหนึ่งที่ทำให้รอธได้เรียนรู้การทำโครงการนี้คือ ในการทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นรหัสต้นทางหรือซอร์ซโค้ด เป็นวิธีที่สามารถสื่อ
สารกับชุมชนที่ทำระบบโอเพ่นซอร์ซ และมีความสำคัญมาก แต่ในฐานะที่เป็นศิลปินเขาคิดว่ามันมากกว่าการคลิกอัปโหลด หรือดาวน์โหลดลง
มา มันเป็นการเชื้อเชิญให้เราได้มีโอกาสร่วมงานกับคนจำนวนมาก ทำให้เขาได้เห็นผลงานบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
      
       DE-TOUCH
       RE-TOUCH เป็นการปรับแต่งภาพผ่านโปรแกรม Adobe Photo Shop ให้ภาพออกมาดูดี และสมบูรณ์ตามโครงสร้าง เช่น ทาง
สรีระของคน แสง เงา เป็นต้น แต่สำหรับรอธการรีทัชนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกที่ห่อหุ้มภาพความเป็นจริงเอาไว้ รอธจึงต้องการหารหัสเปลี่ยน
ภาพเพื่อให้ภาพกลับไปสู่ตอนเริ่มต้นที่ภาพยังไม่สมบูรณ์ แล้วมีตัวเลื่อนให้เราคลิกเลื่อนไปมา ก็จะเห็นว่าภาพนั้นมีการแต่งภาพอย่างไร  เช่น
ภาพนางแบบใส่ชุดว่ายน้ำ สัดส่วนที่ถ่ายออกมาอาจไม่สวยก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางการปรับสรีระโดยเฉพาะทำการปรับแต่งเสีย แต่เมื่อเราใช้
ตัวเลื่อนให้เคลื่อนไปมาจะเห็นเทคนิคของเขา  เช่น มีการเพิ่มหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น  เป็นต้น
      
       “หน้าปกแมกกาซีนทุกวันนี้ไม่มีเล่มไหนที่ไม่ผ่านการรีทัช มีการปรับเปลี่ยนผ่านโปรแกรมโฟโต้ชอปไม่มากก็น้อยเพื่อให้รูปปกออกมาดูดี
ซึ่งผมคิดว่ามันมีผลกระทบด้านวัฒนธรรมบางอย่างเพราะว่าในอุตสาหกรรมด้านนี้ล้วนพยายามผลักดันให้ภาพออกมาดูดี ผมจึงตามหาต้น
ทางเพื่อจะเปลี่ยนภาพนางงามที่มาปรากฏอยู่บนหน้าปกแมกกาซีนให้ได้มาซึ่งภาพจริง
      
       “เรื่องศิลปะการรีทัชมีคนทำงานทางด้านนี้เป็นอาชีพเลยทีเดียว เพราะความรู้และทักษะเกี่ยวกับสรีระร่างกายทำให้มีลูกค้าเดินเข้ามาหา
เขาเป็นประจำ เพราะว่าธุรกิจทางด้านแฟชั่นคิดว่าคนเหล่านี้รู้ลึกรู้ดีเรื่องสรีรวิทยา และสามารถที่จะช่วยให้ภาพที่ผ่านการรีทัชออกมาดูงด
งามได้
      
       “ผมพัฒนาระบบที่สามารถนำภาพที่ผ่านการรีทัชแล้วเข้ามาเพื่อหาภาพต้นตอ เพื่อดูว่าภาพเดิมนั้นเป็นอย่างไร ผมจึงเรียกโครงการนี้ว่าดี
ทัชแทนที่จะเป็นรีทัช งานนี้ของผมจะสะท้อนให้เห็นภาพในลักษณะดั้งเดิม
      
       รอธพูดพร้อมกับโชว์ภาพนางแบบให้เห็นอย่างชัดเจนทุกพิกเซลว่าผ่านการรีทัชมาแล้วกี่มากน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าอกและ
ก้นของเหล่านางแบบมักเป็นพื้นที่ซึ่งถูกใช้เทคนิคเพิ่มเติมให้มีขนาดใหญ่กว่าภาพต้นตอหลายไซส์
      
       “มีคนเป็นจำนวนมากได้เงิน และทำมาหากินจากการเปลี่ยนแปลงหน้าอกของผู้หญิงที่ปรากฏในหน้าปกแมกกาซีน เว็บไซต์นี้ผมจะทำการ
อัปเดตในไม่ช้านี้ นี่เป็นตัวอย่างงานที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ดีทีเดียวเลย เพราะฉะนั้นโปรแกรมนี้ถือเป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่ผมใช้
พิจารณาปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกของแฟชั่น”
      
       GRAFFITI  TECHNOLOGY                 
       เอ็ดเวิร์ด  ทาฟตี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสถิติที่รอธชื่นชอบมาก เขาได้ศึกษางานของเอ็ดเวิร์ดและนำมาดัดแปลงกับงานของตนเอง โดยได้
ศึกษางานของคน ทั่วไปที่เขียนกราฟิตี้ตามกำแพงหรือผนังบ้านทั่วไปในหลายๆ  ที่ ซึ่งเขาได้ผ่านไปเก็บข้อมูลไว้เป็นจำนวนมากแล้วนำมา
ศึกษาถึงรูปแบบการเขียนว่ามีลักษณะการเขียนอย่างไร โดยใช้เรื่องของสถิติเข้ามาช่วยด้วย  
      
       “ขั้นแรกผมก็รวบรวมข้อมูลโดยการเดินรอบนิวยอร์กเลยเพื่อถ่ายภาพกราฟิตี้ จากนั้นผมก็ไปต่อที่แมนฮัตตัน เป็นย่านที่มีกราฟิตี้เป็นจำนวน
มาก ผมก็เดินแทบทุกถนนเลยเพื่อถ่ายภาพกราฟิตี้ จากตัวอย่างและข้อมูลดิบที่ผมเก็บได้พบว่าอักษรเอสเป็นอักษรที่ใช้มากที่สุดในกราฟิตี้
      
       รอธเลือกอักษรบางตัวแล้วรวบรวมวิธีการเขียนทุกรูปแบบที่พบออกมาไว้ในหน้ากระดาษแผ่นเดียวกันเผื่อแสดงให้เห็นรูปแบบ  และการ
เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยของการเขียนอักษรตัว เอส  
      
       “ผมรวบรวมตัวเอสทุกแบบที่ถูกเขียนเป็นกราฟิตี้และเอาไปติดไว้ในย่านที่มีการเขียนกราฟิตี้
      
       “ผมได้ไปคุยกับศิลปินกราฟิตี้ตัวจริงและร่วมกันทำโปรเจคกราฟิตี้ เพื่อให้คนเข้าใจเทคนิคในการทำกราฟิตี้ โดยให้ศิลปินถือปากกาที่
ติดกล้องเล็กๆ ไว้แล้วเขียนลงบนกระดานที่ทำขึ้นพิเศษ ผลที่ได้คือทำให้เห็นว่าเทคนิคในการเขียนกราฟิตี้ทำได้อย่างไร”
      
       เมื่อรู้แล้วว่ากราฟิตี้เขียนอย่างไร จากนั้นรอธจึงทำการต่อยอดทางความคิดออกไปอีก โดยช่วยคนทั่วไปในการทำประชาสัมพันธ์อะไรสัก
อย่าง แต่จะทำให้เป็นจุดเด่นเพื่อสื่อให้คนรู้จักโดยการใช้เลเซอร์แท็กยิงไปที่ตึกสูงๆ และใช้สปอตไลนต์ส่องทำให้เห็นเป็นตัวหนังสือ แล้วเก็บ
ภาพมาลงคอมพ์ เพื่อเผยแพร่ต่อไป (โดยเป็นการช่วยคนที่ไม่ค่อยมีงบ)
      
       “จริงๆ แล้วมีคนที่เกลียดกราฟิตี้เยอะมากเลย เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นภาษาที่มีลักษณะเป็นรหัส อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจเลยไม่อยากจะเห็น
แต่ผมชอบและนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากจะทำเสนอกราฟิตี้ใหม่เพื่อคนทั่วไปจะได้เข้าใจกราฟิตี้มากขึ้น แล้วก็สามารถเอาไปใช้
ประโยชน์อะไรได้บ้าง”
      
       รอธยังบอกอีกว่า อย่างน้อยกราฟิตี้ก็ทำให้เห็นการดีไซน์ตัวอักษร ซึ่งก็มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เยอะทีเดียวในงานกราฟิตี้
      
       ‘NOTHING TO SEE HERE’
                    นอกจากนี้รอธยังมีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่นเพื่อจะตอบโต้สังคมที่น่าอึดอัดในความรู้สึกของเขา โดยชายหนุ่มนักสร้างสรรค์
เปลี่ยนแปลงเวลาเดินทางโดยเครื่องบินที่แสนน่าเหน็ดหน่ายในช่วงการตรวจสอบกระเป๋าให้กลายเป็นเรื่องสนุกสุดมันได้
      
       “ผมก็หาอะไรสนุกๆ  ทำเช่น ใส่แผ่นเหล็กเขียนข้อความว่า ‘NOTHING TO SEE HERE’ ‘ตรงนี้ไม่มีอะไรให้ดู’ แล้วใส่ในกระเป๋า
เดินทางให้ผ่านช่องตรวจ เพื่อดูว่าเจ้าหน้าที่จะว่าอย่างไรบ้าง แต่ที่ผ่านมาผมสามารถพ้นการตรวจสอบมากได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
      
       นอกจากแผ่นเหล็กข้อความว่า  ‘NOTHING TO SEE HERE’ เขายังมีแผ่นเหล็กที่เป็นข้อความสบถ และสัญลักษณ์ยั่วล้อสังคมอีก
มาก แต่ท่าทีของผู้ทำการเอกซเรย์กระเป๋าของเขาก็ยังดูเฉยเมยอยู่ อย่างนี้แสดงให้เห็นอะไรบางอย่างในสังคม…
      
       ผลงานอีกหนึ่งชิ้นที่มีชื่อว่า ART IN E-MAIL ที่เกิดขึ้นจากความรำคาญจดหมายขยะที่ส่งมายังอีเมลของเขา ซึ่งทำให้เขาต้องตอบอีเม
ลจำนวนมากและเป็นอีเมลล์ที่ไร้สาระ เขาจึงคิดวิธีกำจัดอีเมลล์อย่างสนุกๆ
      
       “ผมถ่ายภาพอีเมลจำนวนมากที่เข้ามา และอีกรูปเป็นตัวเองกับช่องว่างของอีเมลที่ลบและพิมพ์อักษรว่า ผมชนะแล้ว  จากนั้นก็ส่งไปในอิน
เทอร์เน็ต ก็มีคนที่ไม่รู้จักจำนวนมากส่งรูปมาให้ดูแบบที่เขาทำ ซึ่งมันก็ตลกดี”
                       
       จะเห็นว่ารอธเป็นคนที่ครีเอทีฟ และการคิดของเขาก็แปลกแหวกแนวจริงๆ โดยเรื่องที่ทำก็เป็นอะไรที่เห็นกันทั่วไป เป็นการออกแบบง่ายๆ
เพื่อแก้ปัญหาที่ตนเองไม่ชอบ เมื่อสอบถามรอธว่าการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดเคยเกิดเรื่องไม่ดี หรือคาดไม่ถึงขึ้นบ้างหรือไม่รอธบอกว่า
      
       “ไม่ถึงกับมีโศกนาฏกรรมอะไรเกิดขึ้น บางทีเค้าก็ขอตรวจเครื่องมือทั้งหมดทุกอย่าง”
      
       ส่วนเรื่องที่หลายๆ คนสงสัยว่าศิลปินนักสร้างสรรค์บนพื้นที่สาธารณะ และสร้างสื่อแบบโอเพ่นซอร์ซให้ทุกคนหยิบฉวยได้โดยง่ายนั้นหา
เลี้ยงชีพอย่างไร รอธตอบว่า
      
       “ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ทำงานให้แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ผมไม่ได้ขายงานศิลปะ(มากนัก) ลักษณะงานแบบนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทาง
บางครั้งก็ได้ทำเวิร์กชอป ทำนิทรรศการ มันก็เพียงพออยู่ เพราะผมก็ไม่ได้เป็นหนี้อะไรเท่าไหร่ ณ เวลานี้นั่นก็เป็นวิธีการที่ผมใช้จ่ายค่าเช่า
บ้านของผม และทำงานที่ชอบ ผมก็มีความสุขดี”
      
       “ผมไม่ค่อยมีความเป็นนักธุรกิจเท่าไหร่ ผมมีแนวโน้มว่าจะขยายในเรื่องโครงแนวคิด และขยายไอเดียต่างๆ ออกไปมากกว่า แต่ในอนาคต
มันอาจจะเปลี่ยนไปได้
      
       “มีพวกบริษัทหรือเอเยนซีโฆษณานำงานของผมไปใช้ตลอดเวลา เรารู้ว่าเราต้องจัดการ เพราะเราทำงานก็ไม่อยากให้พวกบริษัทโฆษณา
นำไปใช้มากนัก แต่ว่ามันก็เกิดขึ้น บางครั้งมีคนเห็นงานของผมจากการนำไปใช้ของบริษัทโฆษณาก็กลับมาถามผมว่า นั่นใช่งานของคุณหรือ
เปล่า? ผมแทบไม่อยากจะบอกเลยว่านั่นคือผมเอง
      
       ในทางกฎหมายรอธอยากให้โครงการของเขาเป็นโอเพ่นซอร์ซที่ใครๆ ก็เอาไปใช้ได้ แต่ไม่อยากให้เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยในอนาคต
เขาอาจจะคิดโปรแกรมประหลาดๆ ขึ้นมาจัดการกับพวกที่นำไปใช้ในเชิงมาร์เกตติ้ง
      
       “ผมก็จะเอาชื่อไปใส่ในแบล็กลิสต์ไม่ให้เข้ามาใช้อีกก็ได้ หรือไม่เข้ามาก็อาจจะเจอหนังหรือข้อความเพี้ยนๆ ประหลาดๆ ที่ไม่ใช่งานของ
ผมไปเลย
      
       “ผมก็รู้ว่ามันเป็นปัญหาแต่ไม่อยากจะซีเรียสกับเรื่องนี้มากจนเกินไป”
 
 ทางออกของวิกฤติรอบนี้ จึงต้องใช้แนวคิด Creative Economy ซึ่งเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจระบบใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบัน
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า
"ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะงักงัน รวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสติดลบอย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องหาทางพยุงเศรษฐกิจและหลุดพ้นจากวิกฤติรอบนี้ ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการส่งออกและทุนข้ามชาติเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไปข้างหน้า
แต่ปัจจุบันเมื่อประสบกับวิกฤติราคาน้ำมันแพง ในขณะที่การส่งออก กำลังประสบกับประเทศคู่ค้าประสบวิกฤติ ทำให้ทุนจากนานาชาติเป็นตัวปัญหากลับมาทำร้ายในวิกฤติครั้งนี้
ทางออกของวิกฤติรอบนี้ จึงต้องใช้แนวคิดเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ซึ่งเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจระบบใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบัน โดยเป็นการนำเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เข้ามารวมไว้ด้วยกัน เกิดเป็นอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะสร้างความมั่นคั่งให้กับประเทศ
แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นการนำเอาความสร้างสรรค์ทำให้เป็นเศรษฐกิจ โดยในสินค้าและบริการ จะมีทั้งศิลป์และศาตร์ ทำให้เป็นคีเอทีฟ คอนเทนส์ ใส่เข้าไปในทุกอย่าง ก็จะทำให้สามารถแข่งขัน และเพิ่มราคาสินค้าได้ อย่างธุรกิจอาหาร เราไม่แพ้ใคร หากเราใส่ศิลป์หรือคีเอทีฟเข้าไป ก็จะช่วยยกระดับสินค้าไทยได้
แต่ทั้งนี้การที่จะไปถึงขั้นนั้น จะต้องสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยคนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกันไม่มีหลายสี”
 
ทางเลือก
มนุษย์เกิดมาก็พบกับทางเลือกมากมาย ครั้งเมื่อยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มีผู้ชุบเลี้ยงเป็นผู้คอยเลือกสรรให้ เมื่อเติบโต มีความคิดเป็นของตัวเองก็เลือกตัวเลือกนั้นตามใจปรารถนา ได้บ้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและกฎเกณฑ์ของสังคม
 
การบำบัดทางเลือก
“เรคี” เป็นเทคนิควิธีการบำบัดความเจ็บไข้ได้ป่วยโดยใช้มือสัมผัส คือผนึกลมปราณส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยหลักการใหญ่ของเรคีก็เหมือนกับการบำบัดทางเลือกอื่นๆ ของโลกตะวันออก นั้นก็คือมีศูนย์กลางอยู่ที่พลังแห่งชีวิต คือ “ชิ” ของจีน หรือ “ปราณ” ของอินเดีย
นักเรคีแจงว่า พลังแห่งชีวิตของคนเรานั้นได้มาจากพลังงานที่เหนือกว่าตัวเราออกไปมากมาย ทั้งจากอากาศ มหาสมุทร ต้นไม้ ใบหญ้า อาหาร ตลอดสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เรคีเป็นกระบวนการรวบรวมพลังในทางบวกเหล่านี้มาควบแน่นให้มีอำนาจในการเยียวยารักษาโรคสารพัด ตั้งแต่โรคเครีด นอนไม่หลับ ปวดหัว ข้อเคล็ด อ่อนเพลียจากการโดยสารทางอากาศ อาการไม่สบายตัวไม่สบายใจก่อนมีประจำเดือน หรือแม้แต่คนอ้วนก็สามารถใช้เรคีลดความอยากอาหารขยะลงได้
http://www.hbwellness.info/health/1131
 
หลายวันก่อน วันที่ 1มิ.ย. ผมเจอเพื่อนมุสลิม…
วันที่ 6 มิ.ย. ผมอยากเขียนอะไรสั้นๆ มากมาย กระจัดกระจายทางความคิด เรื่อยเปื่อยๆ พบเจออาจารย์ประมวล เป็นต้น
งานศิลปะ นักธุรกิจ พ่อค้า และศิลปินในคนๆ คนเดียวกัน เวลาของการทำงาน รวมทั้งสมองสองด้าน..
ผมมักนึกถึงสภาวะตอนบวช หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้คนมากมาย จากกิจกรรมงานจ็อบ โฮะโซะ ที่เชียงใหม่
พระอริยะเป็นผู้ไกลจากกิเลสจากข้าศึก…จิตเป็นของเที่ยวไกลไปคนเดียว แต่หากว่ามาอาศัย หรือมานอนอยู่ในสรีระคูหา หากใครสำรวมระวังจิตของตนได้แล้ว จะพ้นเสียจากเครื่องถ่วง คือ พ้นเสียจากบ่วงของมาร ฉะนั้น ศัตรู คือ กิเลสภายในจิตใจ…
เส้นแห่งโลกและธรรมะ อยู่ที่กุญแจของแต่ละคน
…กระจกไม่อาจส่องให้คนตาบอด มองเห็นภาพของตัวเองได้…
…สำเนียงจีนหรือไทย ออกเสียงภาษาบาลี อ่านบทสวดมนต์เป็นภาษาไทย
เมื่อฟังเสียงโอวาทปาฏิโมกข์ แล้วพระสวดออกเสียง ร.เรือ และ ล.ลิง ชัดมาก…
…ธาตุทั้ง 4 และ ธาตน้ำ คือ อาโปธาตุ และธาตุลม คือ วาโยธาตุ
กายคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุต่างๆ  เช่น วาโยธาตุ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดตามตัว ลมหายใจ (ปอด)-วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้
เสียงเพลงจากรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ เพลงของยอดรัก และสถานการณ์คนเมา หวิดเอาตัวชนรถ ฯลฯ
….สัมผัสความคิดอันไม่เห็นได้ด้วยตา
…บทเพลงแห่งความคิดถึง เพื่อน ผมไปเดินตรอกข้าวสาร ช่วงก่อน โทรหามันไม่ได้แล้ว หาร้าน Tatoo ไม่เจอด้วย
กลับมา ณ ร้าน เฮมล็อค บทสนทนากับพี่เนตร พี่เจียง แล้วว่า ตามที่พี่ยอด พูดความเป็นมา เฮมล็อคเป็นสมุนไพรพิษ hemlock,[N]พืชจำพวก Conium maculatum เป็นพืชมีพิษชนิดหนึ่งใช้เป็นยากดประสาท
ซึ่งให้โสเครติสกินสู่ความตาย ตามการคงไว้ ซึ่งความคิดของตน ผู้มีตรรกะแห่งการตั้งคำถาม และSophist (dialogue)
http://en.wikipedia.org/wiki/Sophist_(dialogue)
 
แล้ว โสเครตีส (Socrates) นักปรัชญาที่มีชีวิตอยู่จริง ในประวัติศาสตร์ หรือไม่ ?
ผมอยากย้อนกลับไปจบเรื่องของวันนี้ ด้วยเรื่องของความสุข ทางพุทธกล่าวไว้ว่า สุขมากก็ลืมตัว…?
ถ้าเราเชื่อว่า จิตมีอยู่จริง ก็เป็นเรื่องทางจิตจริง และความคิด ก็คือ คิดแล้วมีอยู่…
เรียนรู้ด้วยคำถาม ?
วิธีการของโสเครติส (Socratic Method) คือ คือการสอนแบบใช้คำถามนำเป็นชุด ซึ่งผู้เรียนเรียนรู้ได้และคำถามต้องเป็นสิ่งที่ผู้เรียนมีประสบการณ์มาแล้ว…
 
I’M WALKING IN THE RAIN
yuku ate mo naku kizutsuita karada nurashi
karamitsuku koori no zawameki
koroshi tsuzukete samayou itsu made mo
UNTIL I CAN FORGET YOUR LOVE
 
วันที่ 5-6-7 การกลับตาลปัตร และกลับหัวกลับหาง เขียนวัน และเวลา สลับกัน รวมทั้งปัญหาต่างๆ
เมื่อวาน ผมขับรถไปเสียกลางสี่แยกไฟแดง…รถเก่าๆ…และเมื่อคืนผมลองฝังเข็ม เพื่อเปิดลมปราณ ตามการแพทย์ของจีนเป็นครั้งแรก
ส่วนวันนี้ ผมเข้าใจจากข้อมูล ออกจากหอฯ คนบอกว่า เมื่อวานที่ 6 จัดงานเลี้ยงดง ไปแล้ว
ซึ่งผมคิดจะไปสังเกตการณ์พิธีกรรม เหมือนกับปีที่แล้ว สักหน่อย ก็เง็ง ว่าผมผิดวันเวลา แล้วจริงๆ เมื่อผมไปสถานที่นั้น
ในที่สุดก็ให้หนังสือนิยายThe Virgin Man กับอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น ในฐานะที่ปรึกษาไปจนได้
13 มีค.วันช้างไทย
14 มีค.วันหยุดเขี่อนโลก
5 มิย. วันสิ่งแวดล้อมโลก
 
 Crucify my love
* if my love is blind
Crucify my love
if it sets me free
never know, never trust
"that love should see a color"
Crucify my love
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=X-Japan&song=Crucify%20My%20Love
 
วันที่ 8
ธรรมชาติของเส้นผม ในทัศนะของอาจารยประมวล บอกว่าปล่อยผมยาวตามธรรมชาติ ระลึกว่า ผมเคยไปอินเดีย ระหว่างการเดินเท้าของเขา  และธรรมชาติของผม จากประมวล เพ็งจันทร์ ถึงพระวิเศษ ซึ่งเอาคูลเลอร์น้ำไปคืนท่าน แล้วท่านเป็นพระชื่อวิเศษ จะมีพลังเห็นความทุกข์ของคน
เฉกเช่นเดียวกับผู้วิเศษ มองเห็นความยากลำบากของผม ระหว่างทางการของเดินทางเอาคูลเลอร์ไปคืน ผู้ใช้แรงงานยกของอย่างผม เกิดอาการกางเกงเป้าขาด และถาดหล่น กลางสี่แยกไฟแดง
นึกถึงตัวเองเป็นพระ บิณฑบาติ และถาดบาตร หล่นระหว่างทางเส้นโอฆะฯ ประสบการณ์ของคน และความเป็นอื่นในวรรณกรรมไทย ซึ่ง อ.เจตนา นาควัชระ กล่าวไว้ในหนังสือว่า ประสบการณ์ที่ผู้อ่าน อาจจะไม่เข้าใจต่อประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งเป็นกวี นักเขียนกลั่นกลองจากประสบการณ์ของตนเอง โดยผู้อ่าน จึงกลายเป็นอื่นต่อผู้เขียนไป
 
วันที่ 10 แล้ว งานการยังมีอีกมาก พบเจอคนหลายคนวันก่อน นักเขียน คำ ผกา นักข่าวพี่อ้อม ถามและพูดคุยเรื่องต่างๆ แต่ไม่พบเธอ
ผมนึกถึงวันเวลา ซึ่งผ่านเลย ฝนตกหลายวันก่อน ไม่มีโอกาสดูดาวด้วยตาเปล่า โดยไม่มีอุปกรณ์ และเคยสนทนาแป๊บนึงกับ พี่นิพันธพร เพ็งแก้ว เคยเขียนถึงเรื่องของคนสมัยก่อนไม่เครื่องมือดูดาวด้วยกล้องส่องดวงดาว ก็ดูดาวด้วยตาเปล่าแหละ
ส่วนชีวิตของผม ท่ามกลางฝนต่างๆ ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย นึกถึงถ้อยคำของพี่วารุณี โอสถารมย์ มากๆ เลย แม้ว่าจะได้สนทนากันแป๊บนึง ครับ และวารุณีบอกว่าในฐานะนักประวัติศาสตร์อาจจะไม่มีเครื่องมือทำนายอนาคต แต่เธอกำลังรอดู
“ดิฉันกำลังรอดูเพราะว่าในฐานะนักประวัติศาสตร์เราไม่มีเครื่องมือ แต่นักประวัติศาสตร์จะอาศัยประสบการณ์ที่มีมาจากอดีต แล้วอาศัยข้อสรุปว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งมีแนวโน้มที่จะจบลงอย่างไร
ที่มา:คุยกับนักวิจัยไทยคดีศึกษา ชาตินิยมและการแบ่งขั้วตรงข้าม ผลงานอันไพศาลของแบบเรียนไทย
http://74.125.153.132/search?q=cache:JFpsy9NHT80J:www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php%3Fmod%3Dmod_ptcms%26ContentID%3D3762%26SystemModuleKey%3DHilightNews%26SystemLanguage%3DThai+%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B5+%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C&cd=11&hl=th&ct=clnk&gl=th
วันสำคัญ 31 พ.ค. วันหยุดสูบบุหรี่โลก ผมอยู่ที่นั่น ณ สามชุก จังหวัดสุพรรณ ซึ่งพี่วารุณี เคยศึกษาเรื่องราวที่นี่
1 พ.ค.วันแรงงาน
คุกกับคน การแก้ไข ของขลัง ทำลายคุณไสยฯ ซึ่งพระใหม่ บวชพร้อมกับผม ตอนนั้น มีโอกาสสนทนากัน หลายคนเคยผ่านคุกมาก่อน และท่ามกลางเขากวนๆผม ถามผมไม่ห้อยพระ คนไม่มีศาสนา และพระเก๋าของพวกเรา ก็ฉันขนมตอนกลางคืนคุยไปๆฮาๆ
 
วันที่ 11 หลังจากสัมภาษณ์คนทรงปู่แสะย่าแสะ และแม่บัวเรียวคนดาครัว ต่างๆ
-ผมนึกถึงเรื่องกลับมาหอพักอย่าง "งง" ช่วงเดือนพฤษภา ผ่านการเป็นพระกลับมา หลายคนในหอ ออกไปอยู่ที่อื่น รุ่นน้องสาขาปวศ. ซึ่งตั้งครรภ์ และนายแชมป์ ไม่ได้อยู่หอนี้ แล้ว ส่วนนายเออ ก็ย้ายไปทำงาน กทม. นายตึ๋ง ก็เช่นกัน
หลายคนจากไปอย่างผมไม่รู้เรื่องนี้ การพบพานกันครั้งหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่น พี่อรดล นานถึง สามปีพบกัน และพี่กฤติศิลป์ รวมทั้งเหล่านักเขียน พี่เช ปุถุชน พี่เป้ ต่างๆ นานๆจะเจอกัน…
A Moment In June (ชั่วขณะรัก หรือชั่วขณะในเดือนมิถุนาฯ)
หนังเริ่มต้น ณ บนรถไฟบทสนทนาเกี่ยวกับตั๋วรถไฟ และหนังเกือบจบลง ว่าด้วยภาพ ซึ่งภาพถ่ายเคียงคู่กัน ของตัวละครทั้งสองคู่รัก ไม่มีปรากฏเลยในภาพยนตร์ ณ ขณะรัก ? เท่าที่ผมดูหนังแบบผ่านๆ แล้วชีวิตประจำวันของผม ทำความสะอาดห้อง ก็ค้นพบว่าคาร์ลาไมน์ ศิริปัญญา
สรรพคุณ ผด ผื่น คัน ถึงวันยาสิ้นอายุผ่านไปแล้ว 30/5/52 หรือ 31 6 55 กันแน่!?! จริงๆ ผมซื้อมาหลายปี จนลืมใช้มันแล้ว…
–พี่ประจำรุ่นสาขา ปอโท แต่งงานอีกหนึ่งคน และนึกถึงหม่วย ส่วนแจน เพื่อนสนิทของผม คบกันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว จะแต่งงาน(เรื่องนี้ เขาโทรคุยกับผม ตอนบวชเป็นพระกับหลังบวชเป็นพร อาจจะต้องขยายความในอนาคต) และผึ้ง พูดถึงงานบวชของซี่ เพื่อนคนอื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งพบเจอผ่านไป ไม่มีเวลาเขียนถึงทั้งหมด
…ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ …(นึกถึงเพลง) ฯลฯ ผมยังมีเรื่องพระ กับDiary ของพระอาจารย์ เขียน 20 กว่าปี แล้ว พระชื่อ พระมังกร ซึ่งผมแลกเปลี่ยนเรื่องการใช้เอ็มเอสเอ็มในการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ
Crucify my love
if it should be that way
# swing the heartache
feel it inside out
when the wind cries
I’ll say goodbye
tried to learn, tried to find
to reach out for eternity
where’s the answer
is this forever
ผมยังมีรูปภาพถ่ายของอาจารย์ ฉัตรทิพย์ แต่ยังไม่ได้เอามาลงในสแปซ เช่นเดียวกับหลายรูปภาพ และไดอารี่ของพระอาจารย์ ซึ่งมีความลับบางเรื่อง…บางอย่างก็ต้องการเวลาในการเปิดเผยออกมาเพื่อฟื้นความทรงจำ และวันนี้ ผมได้รับจดหมาย และรูปภาพจากอาจารย์ฉัตรทิพย์ โดยทั้งรูปภาพ และจดหมายเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมช่วยสื่อสารกับมนุษย์….
ผมต้องกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ…
 
วันที่ 12 
จากภาพถ่ายของพวกเรา  กับอาจารย์ฉัตรทิพย์ และอ่าน "วัฒนธรรมชุมชน" วาทศิลป์และการเมืองของชาติพันธุ์นิพนธ์แนววัฒนธรรมชุมชน
ผมเคยมีประสบการณ์จัดกิจกรรมเกี่ยวกับ หนังสือ โลกในมือนักอ่าน  แล้วนึกถึงอาจารย์ฉัตรทิพย์ ซึ่งผมสัมภาษณ์เรื่อง "หนังสือ" การอ่าน ฯลฯ โดยน่าสนใจสำหรับผมตีความสมมติว่า น่าจะคล้ายเป็นคำตอบต่อเรื่องการเขียนวัฒนธรรมชุมชนได้พอสมควร โดยเชื่อมโยงการโต้เถียงเรื่องประสบการณ์ตรง-ประสบการณ์ผ่านสื่อกลาง ว่าถึงความคิดเห็นต่อบทความเรื่อง "การเขียน"วัฒนธรรมชุมชน : บทวิพากษ์กระแสต้านโลกานุวัตร/ภิวัตน์ โดย กาญจนา แก้วเทพ อื่นๆ (ผมสัมภาษณ์เรื่องหนังสือ ยังรวมถึงบทบาทกองบรรณาธิการ ต่างๆ ) แต่ผมไม่มีเวลาครุ่นคิดมากและตีความไปเรื่อยให้ปวดหัวหรอก
 
เพราะ เมื่อวาน ผมต้องเตรียมตัวเดินทาง..เพื่อไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไม่ใช่เชียงใหม่ในสอง-สามวัน จึงต้องเดินทางหลายร้อยกิโลเมตร แต่พอโทรศัพท์ไปถามเรื่องราวก็กลับหัวกลับหางไม่ใช่เดือนนี้อีกแหละ!?! เมื่อคืนผมก็เร่งเตรียมสอนไปพอสมควรเลย ฮาๆ
เมื่อวาน เพื่อนของผมโทรมาหา…เขาน่าจะเหมาะกับเพลง ดังนี้
like a river flowing to the sea
you’ll be miles away and I will know
I know I can deal with the pain
no reason to cry
Crucify my love
* repeat
till the loneliness shadows the sky
I’ll be sailing down and I will know
I know I can clear clouds away
Oh! is it a crime to love
 
คนธรรมดาทั่วไป บางคนก็นิยมใช้โวหารในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันด้วย การใช้โวหารได้คมคายทำให้เกิดมโนทัศน์หรือจินตภาพได้ชัดเจน(หน้า ๓๗)
…ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลายคนใจจดจ่ออยู่ที่ท่าทีของสวนรื่นฤดี ถ้าผู้อ่านไม่มีความรู้ว่า "สวนรื่นฤดี" มีความสำคัญอย่างไรระหว่างวันที่  ๑๒-๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ และคำว่า "สวนรื่นฤดี" ในประโยคนั้นมิได้หมายถึง สถานที่ แต่หมายถึง "จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิติชจร แล้ว แม้ผู้อ่านจะรู้ความหมายของคำตามพจนานุกรม ผู้อ่านก็จะเข้าถึงอารมณ์และบรรยากาศของข้อความที่ยกมานี้ไม่ได้เลย
ธอร์นไดค์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ได้เคยกำหนดลักษณะของคนฉลาดเอาไว้ว่า คนฉลาดคือ คนที่รู้คำมากและสามารถใช้คำสื่อความหมายได้ตามที่ต้องการ คือ สามารถใช้ภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจตามที่ตนต้องการได้ เราคงเคยพบด้วยตัวเองบ่อยๆ ว่าเราคิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้
พระพุทธเจ้าของเราตอนก่อนจะตรัสรู้ ที่ว่าเมื่อมีกลางคืนแล้ว ก็มีกลางวันเสมอ เมื่อมีมืดแล้วมีสว่างได้ ก็ไฉนเมื่อมีความทุกข์อยู่แล้วจะมีความสุขไม่ได้ ด้วยสมมติฐานข้อนี้ พระองค์จึงค้นพบความสุขที่ถาวร คือ พระนิพพานอันเป็นความจริงที่งดงามยิ่ง ส่วนกวีและนักปราชญ์มักได้ข้อคิดจากสภาพความจริงเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศเสมอ
 
การซาบซึ้งในศิลปะอันเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มนุษย์เนรมิตขึ้นมานี้ อาศัยอารมณ์ สมอง และจินตนาการของเราเองเป็นเครื่องมือสำคัญ เราจึงได้รับความสนุกจากการศึกษาวรรณคดีโดยไม่ยากนัก
"What’s in a name? that which we call a rose By any other name would smell as sweet;" (Romeo and Juliet หน้า ๗๕๒)
การมองดินเป็นการใช้ดินปั้นเป็นประติมากรรม ซึ่งสะท้อนคุณค่าเป็นศิลปะ  การมองดินเป็นงานศิลปะ กับการมองดินเป็นวิทยาศาสตร์ คุณค่าต่างๆ แตกต่างกัน นั้นเอง
(อ้างจาก วิภา กงกะนั้นท์ "วรรณคดีศึกษา")
 วันที่ 13
หนังเรื่อง Fake โกหกทั้งเพ ผมมีโอกาสดูอีกรอบหนึ่ง บังเอิญเปิดทีวี..
เรย์ แมคโดนัลด์ ………………… ซุง ภาพถ่ายกับมุมมองความรักของเพื่อนผู้ชาย 3 คน 3 แบบ ของ ซุง โป้ และ เบ ที่มีต่อผู้หญิงคนเดียวกัน คือ นา ซึ่งคิดไม่เหมือนกับพวกเขา แม้ว่าจะมีวิถีชีวิต และวิธีการดำเนินชีวิตใกล้เคียงกันมากก็ตาม
จากไอเดียที่เรื่องราวเล่าถึงตัวละคร 3 คน กับความรักใน 3 รูปแบบที่พวกเขาพบเจอ, ภาพบรรยากาศของสังคมเมือง และเรื่องราวที่ขมวดปม เป็นเกลียวก้อนเดียวในช่วงสุดท้าย ทำให้ธนกรตีโจทย์ ออกไปถึงความสัมพันธ์ ของห้วงเวลาแบบอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยที่ตัวละครอย่างเบ มีอดีตที่เจ็บปวดกับความรัก, ส่วนโป้ ความรักกำลังเริ่มต้น, และ ซุง กำลังคาดหวังกับความรักที่จะเกิดขึ้น จากโจทย์นี้ทำให้ธนกรมีความคิดตั้งแต่เริ่มทำบทว่า จะถ่ายทำหนังออกมาเป็น 3 โทนสี คือ น้ำเงิน, เหลือง และ แดง (เงียบเหงา อบอุ่น และร้อนแรง ตามลำดับ) นอกจากนี้ ในแต่ละตอนยังมีโทน และวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ตามคาแร็กเตอร์ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ ไม่เพียงจะเน้นที่โทนสี ที่ได้รับการคุมโทนไว้เป็นอย่างดี แต่โลเกชั่นในแต่ละตอน จะต้องสะท้อนบุคลิกของบรรยากาศ และได้รับการควบคุมโทนสี ให้ออกมาตามโจทย์ที่วางไว้อีกด้วย ดังนั้นจะเห็นว่า ลุคของสถานที่ในหนังทั้ง 3 ตอน จะแตกต่างกัน เช่น ในตอนของเบ โลเกชั่นจะดูเก่าและกร่อน เพื่อสะท้อนถึงความเป็น "อดีต" หรือโลเกชั่นในตอนของ ซุง จะดูทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมีกลิ่นอายถึง "อนาคต"
 
ปวีณา (รับบทโดย พัชราภา ไชยเชื้อ) เธอเป็นคนที่แปลก เข้าใจยาก และเข้าถึงยาก แต่ในขณะเดียวกัน เธอสามารถเข้าถึงใครต่อใคร ได้อย่างง่ายดาย อาจจะเป็นเพราะเสน่ห์ส่วนตัวของเธอนั่นเอง ที่ใครๆ ต่างก็หลงรักเธอ แต่ความรักของเธอ ดูเหมือนจะเป็น ‘ความลับ’ สำหรับทุกคน
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/fake/fake.html
การสรุปบทเรียนในตอนท้ายของปวีณา ทำให้เธอไม่เลือกใครเลย
ผมกลับมาสนใจซุง (รับบทโดย เร แม็คโดแนลด์) คนที่ทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ชอบคาดคะเนความคิดของคนอื่น รวมทั้งชอบทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้นด้วย ซุงก็เหมือนชายหนุ่มทั่วไป คือชอบมองหญิง แต่จนถึงวันนี้ ซุงก็ยังไม่มีโอกาสเรื่องความรักสักครั้ง กระทั่งเขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเป็นนายจ้างของเขา ชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน ซุงก็ตกหลุมรักเธอทันที และคิดว่าเธอก็มีใจด้วย แต่การณ์ก็ไม่เป็นไปตามคาด…
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/fake/fake.html
ซึ่งผมตั้งคำถาม ถึงซุงว่าด้วย เขา มีประสบการณ์การทำงานมามาก แต่ขาดเพียงประสบการณ์ของความรักเท่านั้น?
แล้วกลับมาตอบคำถามว่า มีประสบการณ์ของความรักมาแล้ว สรุป คือ เธอยังไม่เจอคนที่ใช่สำหรับเธอ
 
จากประสบการณ์ของผม เมื่อวานไปหาอาจารย์เทพศิรี เหมือนรู้ทางของผม ดักว่าไม่นัดไว้ก่อน ฯลฯ ซึ่งอาจารย์เทพ ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงอาการเดจาวู เพราะว่า ผมเคยร่วมกับรุ่นน้อง พยายามสัมภาษณ์ท่าน ซึ่งยากมากกกกกกสำหรับพวกเรา แล้วอาจารย์ก็สอดแทรกคำสอนสั่ง โดยผมก็น้อมรับฟังเอาไว้เรียนรู้แหละ ทำให้นึกถึงกรณีอาจารย์ ฉัตรทิพย์ ก็เช่นเดียวกัน ลักษณะคล้ายกันยากกกกก ส่วนวันก่อนที่สัมภาษณ์คนทรงเจ้า ก็พูดถึงว่า วันที่ผมโทรนัดเขา มีโฟนอินของทักษิณเข้ามาหาเขาด้วย ผมฟังเขาพูดเปรยๆ ดังกล่าวตามด้วยประโยคว่า เขาก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใครง่ายๆ การสัมภาษณ์คน ก็เป็นเรื่องศาสตร์-ศิลป์ และผมจำได้ดีเคยพบโตมร บก,GM ช่วงพระติช นันท์ ฮันห์ มาเชียงใหม่ ที่วัดสวนดอก แล้วแลกนามบัตรกัน และผมก็พูดว่า อ่านบทสัมภาษณ์ของวรพจน์ ซึ่งสัมภาษณ์อาจารย์ประมวลได้ดี ผมชอบวิธีการดังกล่าว และโตมร ก็พูดว่า วรพจน์ เป็นคนสัมภาษณ์คนได้เก่งมาก เขามีความสามารถทำให้คนพูดออกมา.. โดยผมก็พบกับวรพจน์ เดินเล่นคืนหนึ่งแถวถนนข้าวสาร ที่มีผมกับพี่ยอด เดินเตร็ดเตร่ ชมเมือง ขณะออกมาเดินเล่นจากร้าน เฮมล็อค แล้ววันต่อมาๆ ผมก็ขอถ่ายรูปคู่กับไม้หนึ่ง-วรพจน์ ่และผม ซึ่งขออนุญาติยืนคุยนัดเขาว่า จะสัมภาษณ์ไม้หนึ่ง แล้วหลายวันต่อมา ผมสัมภาษณ์ไม้หนึ่ง กับน้องปลา ก็มีบรรยากาศ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และพี่วรพจน์ นักเขียน นักสัมภาษณ์ออกพ็อกเก็ตบุ๊คมาหลายเล่ม ผมก็บอกว่า พี่วรพจน์ยืนแถวนั้น แล้วผมกดดัน 555 จนบัดนี้ การสัมภาษณ์อีกมุมรอบสอง ซึ่งผมยังถอดเทปไม่เสร็จเลย ผ่านไปหลายวันแล้ว…ผมก็ระลึกจำได้เทคนิคสัมภาษณ์ ทั้งๆที่อาจารย์เทพฯ แนะนำแหละครับ เรื่องยืดยาวของโอกาส และโชคชะตา ที่มีมากกว่าประสบการณ์พบเจอทั้งหมดในชะตากรรม
 
นางละเวง :บทเพลงของปลาวาฬ เป็นการพูดถึงเรื่องของโชค และชะตากรรม ของผู้ล่าและผู้ถูกล่า
โชคมิได้มีไว้มอบให้กับคนที่มีความสามารถ มุมานะ ขยัน อดทนแต่ฝ่ายเดียว
แต่โชค อาจตกไปอยู่ในมือของคนที่มิได้แสวงหาอย่างตั้งใจจริงก็ได้
คนที่พบแต่ความโชคร้าย ทำอะไรดูเหมือนผิดจังหวะไปเสียหมด
ฟังดูเหมือนกับเป็นชะตากรรม ทำให้ไม่ได้รับโชค หรือไม่ก็ โชคอาจเป็นของทุกคน
แต่จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายเท่านั้นเอง ระหว่างโชคดีกับโชคร้าย บางทีก็ใกล้กัน
หนูหมายถึง คนที่ได้รับโชคดี อาจเป็นที่อิจฉาริษยาจากคนที่ไม่ได้รับ เมื่อนั้น โชคดีที่เขาได้รับ
อาจเป็นโชคร้ายในชั่วพริบตา … โ่ชค อาจฟังดูงมงาย เลื่อนลอย สำหรับผู้แสวงหา แต่เราก็ปฏิเสธ
ไม่ได้ว่า เราเองก็ต้องการมันเหมือนกัน
ล่า และผู้ถูกล่า ล้วนเป็นชะตากรรมที่น่าหดหู่ การทำหน้าที่ผู้ล่าด้วยภาระหน้าที่ บางทีก็ทำให้เราเห็นว่า
เขามิได้เป็นสุขเท่าใดนัก ผู้ถูกล่าเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากชะตากรรมกำหนดไว้อย่างนั้น
ใครก็ไปเปลี่ยนมิได้ .. ตัวอย่างตอนหนึ่งในหนังสือ กล่าวไ้ว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดว่า
คนเรา ไม่ว่ายิ่งใหญ่หรือสุจริตใจเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเปลี่ยนดุลย์ของชะตากรรมไปในทางใดทางหนึ่ง
ถ้ามนุษย์ทำเช่นนั้นกับความขัดแย้งของชีวิตในธรรมชาติแล้ว ชะตากรรมจะตอบโต้มนุษย์อย่างรุนแรง
และขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่ควรเข้าไปฉกฉวยประโยชน์จากความขัดแย้งนี้เพื่อตัวเอง
รู้อย่างนี้แล้ว หนูกลับมาคิดว่า มันจริงหรือที่ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของผู้ใดผู้หนึ่ง หรือแม้กับตัวเองได้
มนุษย์ทุกคนล้วนดิ้นรนเอาตัวให้พ้นจากชะตากรรมที่มีอยู่ และมักอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยผู้ที่ตกอยู่ใน
ชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยว .. การยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวช่วยเหลือผู้อื่นมันคือการเปลี่ยนชะตากรรมของเขาหรือ ?
บางทีการนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้ผู้ถูกล่าได้รับชะตากรรมเพียงลำพัง ก็นำความเจ็บปวดมาให้เราได้เหมือนกัน
หนูกลับไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเรื่องชะตากรรมที่ในหนังสือว่ามันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ แม้โชค เราจะไม่
สามารถกำหนดให้มันตกมาเป็นของเราได้ แต่ชะตากรรม เราสามารถหลีกหนี ปรับเปลี่ยนได้ … ไม่แน่ว่า
ถ้าเราหลีกหนีชะตากรรมได้ มันก็อาจเป็นโชคดีของเราที่ไม่ต้องรับชะตากรรมนั้นก็ได้ค่ะ
 
เวียง-วชิระ : ผมพบว่า ‘บทเพลงปลาวาฬ’ มีท่าทีเชิงอนุรักษ์ (วิถีธรรมชาติ) ค่อนข้างมากทีเดียว โดยเฉพาะถ้าสังเกตจากฉากที่กัปตันแคสปาเรนเลือกที่จะไม่ฉกฉวยโอกาสหาประโยชน์ใส่ตัวตอนที่วาฬเพชฌฆาตจัดการพวกวาฬสีน้ำเงิน กระทั่งปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของมัน ก็จะเห็นชัด หากแต่แก่นสำคัญของงานเขียนชิ้นนี้ (ฉบับตัดตอน) เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าลอเรนส์ แวน เดอ โพสต์ พยายามกระตุ้นเตือนให้ผู้อ่านตระหนักในสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจอีกหลายหลาก โดยอาศัยตัวกัปตันแคสปาเรนช่วยทำหน้าที่สิ่อเรื่องนี้เป็นสำคัญ อย่างน้อยถ้อยสารภาพเกินกว่าหนึ่งครั้งของกัปตันที่ยืนยันว่า ยิ่งล่าวาฬมามากเท่าใด เขาก็ยิ่งไม่รู้จักผู้ถูกล่ามากขึ้นเท่านั้น และนั่นกลายเป็นพันธนาการที่เขาพบว่าตัวเองต่างหากที่ถูก ‘ความไม่รู้’ ล่าหลอนมาตลอด ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่วางใจในระบบสื่อสารชนิดใด เว้นแต่จะออกมาจากปากคำของตนโดยตรง อีกทั้งความคิดจะแจ่มใสก็ต่อเมื่อเมามายแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เมื่อถึงวันหนึ่ง เขาจะอาศัยเงื่อนไขแห่งอุบัติเหตุเป็นสะพานนำไปสู่ความครบถ้วนทางจิตวิญญาณ เราต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้กัปตันเป็นบุคคลที่รู้จัก ‘โอกาส’ และ ‘โชค’ เหนือกว่าผู้ใด กระนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไขปริศนาเร้นลับของชีวิตได้กระจ่างแจ้งไปทุกมิติ เรื่องบางเรื่องมีแต่ต้องพลีชีวิตให้กับมันเท่านั้นจึงจะแจ่มแจ้งแท้จริง ว่าไปแล้วงานชิ้นนี้อ่านเข้าใจง่ายจนแทบไม่มีอะไรให้อภิปรายเพิ่มเติมเสียด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าถ้าอยากคุยอะไรอีกก็ว่ามาตามสบายได้เลยครับ
ที่มาhttp://www.jaideehub.net/forum/viewtopic.php?f=14&t=147&sid=e0c8b3adbc3ff2db7fba286bfa2987ee
 
ผมก็หยิบจับหนังสือ บทเพลงปลาวาฬมาอ่านใหม่ เช่นกัน แต่เน้นมองเรื่องโชค ซึ่งผมมมองว่า ธีรยุทธ เขียนได้ดีในการIntroduction เรื่องมนุษย์สามารถจะเขียนหนังสือHow to ให้คนมีโชคลาภได้หรือ? และถ้ามองโชคเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะจุดอย่างที่หนังสือบอกเราก็จะเห็นว่าโชคร้าย แล้วจะมีโชคดี ซึ่งหนังสือเรื่องดังกล่าวเขียนโดยนักเขียน ซึ่งให้ความหมายและความหวังแก่มนุษย์อย่างที่ธีรยุทธ กล่าวไว้ โดยผมขอนำประโยคจากหนังสือ ซึ่งได้รับการแนะนำจากพี่คนหนึ่งให้อ่าน เช่น  แม้ว่าโชคชะตาจะเป็นสิ่งที่อยู่พ้นคำอธิบาย แต่ถ้าเรามีโอกาสย้อนกลับไปดูภาพรวมทั้งหมดจากต้นถึงปลาย เราอาจมองเห็นมันถักประสานกันเป็นแบบแผนที่ค่อนข้างชัดเจน จนทำให้เราอดเสียใจกับความคิดที่คับแคบและจำกัดเราไม่ได้ ที่มักฟูมฟายกับโชคดี และโชคร้ายในช่วงขณะของมันมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ผมสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า ระหว่างโชคดีกับโชคร้ายอาจมีข้อต่อเชื่อมที่สำคัญอยู่ เป็นไปได้หรือไม่ ที่โชคร้ายอย่างมากในวันนี้ อาจเป็นห่วงโซ่ที่นำไปสู่โชคดีในวันข้างหน้า? ชีวิต ถ้ามองจากแง่มุมนี้แล้ว จึงมีความหมายมากกว่า เมื่อคิดคำนวณจากเหตุการณ์ที่เฉพาะหน้าเป็นจุดๆไป
ผมนึกถึงบทสนทนากับพระ ธรรมะ สัพเพเหระ และควันบุหรี่ จากวงพระใหม่ ส่วนกุฏิโฮมเธียรเตอร์ เสียงดัง พระมีอาการหูตึง แต่จะหูทิพย์ ตอนมีคนนินทาท่าน กลับได้ยิน ฮา ประสบการณ์ของชีวิต โชคชะตา แล้วกลับมาสู่ความดี
 
ผมอยากจบวันนี้ลงด้วยเรื่องราวของThe Caves of Steel หรือ นักสืบหุ่นยนต์ กล่าวถึง หุ่นยนต์มีวงจรเป็นมิตร หุ่นยนต์ไม่รู้จักความอร่อยจากประสบการณ์ของตัวเองหรอก ครับ ความยุติธรรมของหุ่นยนต์ คือ กฏที่บังคับใช้เป็นข้อๆ
และแว่นตาสำหรับคนในอนาคต จะกลายเป็นสิ่งที่เชยมากเลย ส่วนการสร้างหุ่นยนต์ที่คล้ายกับมนุษย์ เพราะว่าการใช้งานของมัน จะเข้ากับเครื่องมือของมนุษย์ ไม่ว่าจะใช้ขับรถยนต์ ฯลฯ
ตัวบทในนิยายนักสืบหุ่นยนต์ ยังอ้างอิงเรื่องเล่าพระเยซูกับการลงโทษ หญิงคบชู้โดยการขว้างปาหินใส่เธอจนตาย พระเยซูยืนบนลานทราย ก็พูดขึ้นว่า มีใครในที่นี้ ไม่เคยมีบาปบ้างไหม ถ้ามีก็ขว้างก้อนหินใส่เธอได้ แล้วก็ไม่มีใครขว้างเลย
เธอถูกปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง และพระเยซูก็พูดว่า หญิงเอ๋ย ผู้ลงโทษเจ้าไปหมดแล้วเหรอ เราเองก็ไม่ลงโทษเจ้า จงไปเถิดอย่าทำบาปอีกเลย (นั่นคือ สัญชาตญาณความเมตตา อยู่ในตัวของเรา การให้อภัย)
แต่ละบทของนิยาย เกริ่นถึง แรงจูงใจ และชื่อนั้นสำคัญไฉน,ความอยากรู้,การสนทนาสะท้อนคุณสมบัติของสมองเกี่ยวข้องกับความเชื่อ จะเปลี่ยนทัศนคติคนได้ และประโยคที่มาจากจิตใต้สำนึก เป็นความคิดและคำพูดของคน ส่วนพวกคนอวกาศไม่ได้สายตาสั้น จึงแก้ไขคดีไม่ได้ เพราะเรื่องง่ายๆ จากการพัฒนายีนส์ของพวกเขา  บทประโยคจบน่าสนใจ ว่าด้วยการทำลายสิ่งที่ชั่วร้าย มันเป็นสิ่งที่ปรารถนาและยุติธรรมน้อยกว่า การเปลี่ยนความชั่วร้ายให้เป็นความดี สักอีก
 
วันที่14 
เมื่อวานผมต้องทำงานสัมภาษณ์พี่ อรรคภาค เล้าจินตนาศรี อาจารย์ประจำภาษาไทย เกี่ยวกับรายการวิทยุวรรณกรรมเสร็จแล้ว ลงมาเห็นกิจกรรมน้องๆ ประวัติศาสตร์ มช. โดยรู้ได้จากเสื้อพิมพ์คำว่า History ก็ดูฮาๆดี หลายเรื่องผมกลับมาคิดหน่อยๆ ทั้งความไม่ต่อเนื่องของผลงานของนิคม รายวา ซึ่งมีสามเล่ม แล้วไม่มีผลงานต่อเลย
แต่ผลงานก็อยู่ในสังคมไทย เช่น หนังสือ ตลิ่งสูง ซุงหนัก รับรางวัลวรรณกรรมซีไรต์  ซึ่งเป็นกลุ่มวรรณกรรมพระจันทร์เสี้ยว เป็นต้น
ผมต้องตั้งประเด็นสัมภาษณ์ให้ต่อเนื่อง ก็ตื่นเต้นมาก เพราะว่า ผมถือเป็นครั้งแรก เอาเสียงของผมเป็นคนสัมภาษณ์ จะเอาไปออกรายการวิทยุ ซึ่งผมก็คิดประเด็นคำถาม และเรื่องราวต่อเนื่องยากมาก ก็ได้รับการช่วยเหลือ และร่วมมือจากพี่ปื้ด หรือ อรรคภาค ก็ทำให้มีส่วนร่วมกับผม
 
ดังนั้น ประสบการณ์จากการอ่านบทสัมภาษณ์บางคน ซึ่งผมนึกก่อนไปสัมภาษณ์ โดยผมใช้ประสบการณ์การอ่านบทสัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกูล และ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ช่วงชีวิตของการทำวิทยานิพนธ์-ชีวิต การแสวงหาต่างๆ ผมไม่อ้างอิงเท่าไหร่ หาหนังสือไม่เจอ ซึ่งจากความทรงจำ
คิดว่าให้สัมภาษณ์จดหมายเหตุสังคมศาสตร์ และปาจารยสาร มั้งครับ
 
เมื่อวานตอนกลางคืน แม่ของผม โทรมาบอกว่า พ่อโทรบอกว่า ลูกออกทีวีช่อง 7 ผมก็โทรไปถามรุ่นพี่ว่า นั่นคือ รายการจดหมายเหตุกรุงศรีฯ วันนี้ผมก็ดูทีวีย้อนหลังทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมก็ดูย้อนไม่กี่ครั้ง แล้วก็รู้ว่า ไม่จำเป็นต้องตัวตน (อัตตา) เพราะรูปไม่ได้ใหญ่อะไร น่ะ
-ย้อนมองบทเพลงปลาวาฬอีกครั้ง-ผู้เล่าเรื่องบอกว่า ผมไม่มีประสบการณ์ในการล่าปลาวาฬมาก่อน นอกจากอ่านหนังสือไม่กี่เล่ม โดยคำสอนของพวกพราน ก็คือ "เราจะต้องเปิดตาและเปิดใจของเราให้ว่างเปล่าจากการคาดการณ์หรือคาดหวังล่วงหน้า เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใของเรา
จินตนาการของเรา จะไม่ถูกปิดกั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์นั้นจะกระทบกับสัมผัสทั้งหลายของเราโดยไม่ถูกลดทอนหรือบิดเบี้ยวไป" จากนิยายบทเพลงปลาวาฬ ปรัชญาว่าด้วย "โชค" และ "ชะตากรรม"
 
วันที่ 15
ไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร กับประวัติศาสตร์รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการ ซึ่งงานบวชของผม เขาตบไหล่ของผม แล้วซักถามต่างๆ ส่วนพ่อของผม ก็พูดว่าจะให้ผมไปเดินตามไพฑูรย์ ต่างๆ
ชีวิตของผม คงเปลี่ยนไปอีกแนวหนึ่งแน่ๆ
ช่วงผมบวชเป็นพระ ก็อ่านข่าวเจอเรื่อง พระครูพิพิธสุตาธร รักษาการเจ้าอาวาส วัดสวนดอก มติชุมชนขับไล่พระด็อกเตอร์ เร่งสอบมีสีกา ไทยรัฐ 22 เมย.52
ประโยคบางประโยคสั้นๆ มาจากพูดคุยกับพระ รวมทั้งหนังสือธรรมะ เช่นเรื่องทางโลก แสงสว่างแห่งWisdom ต่างกับทางธรรม
พระเลิกบุหรี เพราะเมียตาย
พระคิดจะเขียนหนังสือเล่มหนา
การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
คาถาเมตตามหานิยม เมื่อผจญสารพัดศัตรู
ลูกเดินตามแม่จูงลูก แล้วลูกก็ต้องก้าวขาเอง ฝึกบ่อยๆไม่นานก็ชำนาญ
เมื่อวาน ผมแวะไปเจอ "นฆ ปักษานาวิน" หรือนิล เขามาฉายหนังเสร็จแล้ว ก็นัดพบกันเป็นครั้งแรก เพราะเขากับผมไม่เคยเจอกัน เสียดายช่วงไปภูเก็ต พักร้านของกลุ่มพวกเขา ก็เลยมีเวลาว่าง จึงไปนั่งคุยกับคนหลายกลุ่ม มีเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมได้ประสบการณ์ของการพูดคุยเรื่อง Conceptual
Art มันต้องฝึกคิดๆมากๆ งานพวกนี้ จากสิ่งที่คุยโยงย้อนกลับไปประสบการณ์จินตนาการ และเครื่องมือ อุปกรณ์คนวาดรูป แสดงภาพออกมา แล้วงานเชิงคอนเซ็บท์ก็ต้องใช้แนวคิด-คิดออกมาเป็นวัตถุ ต่างๆ อื่นๆ โดยประสบการณ์ของผม และวงสนทนา ปาลม์ ปาย แม็ก   แน่นอนว่า มี
หลายประเด็นต่างๆ ซึ่งกลุ่มป.โท ปรัชญา และ Media Art ฯ เข้ามาคุยกัน
ผมขอจบเรื่องราวเมื่อวานถึงวันนี้ตามข่าว ว่าระมัดระวังโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ เวลาไอ หรือ จาม ไม่ให้ติดเชื้อต่างๆ
 
วันที่ 16
-การสัมภาษณ์ของผม กับตนหลายคน ที่มีอยู่เบื้องหลัง เช่น สัมภาษณ์ อานันท์ ก็มีพี่เนตรดาว แพทย์กุล ส่วนกรณีไม้หนึ่ง ก็มีปลา และอ.ฉัตรทิพย์ ก็มีพี่ชวลิต ว่องวารีทิพย์ ช่วยทำให้ความคิดฉันต่อประเด็น ซึ่งแตกต่างจาก Dialogue
บทสนทนา จากเดือน-หลายวันก่อนกับพี่ดุษฎี ผู้วิจัยเกี่ยวกับดนตรีในทัศนะอดอร์โน และปิยรัตน์ ซึ่งน่าจะแต่งงานกัน รวมทั้งอาจารย์หอการค้า ซึ่งบอกว่าเขาเป็นลูกศิษย์ คนที่เคยเรียนกับDuncan Mccargo และเมื่อหลายวันต่อมากลับมาชม.มีโอกาสฟังอ.วรวิทย์ เจริญเลิศ นั่งคุยเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจต่างๆ
กลุ่มร่วมพูดคุยกัน นอกจากคนชื่อโลมา แล้วบางคนในบทสนทนาเล่าเรื่องโรคหูแว่ว ประเทศไทย กรณีจิตรลดาที่บุกเข้าไปแทงเด็กโรงเรียนเซนต์โยฯ นั่นก็เป็นคนไข้จิตเภทซึ่งได้ยินเสียงในหัวสั่ง ยังมิต้องเอ่ยถึงโศกนาตกรรมแม่ฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ ในอีกหลายๆ เคสซึ่งก็เชื่อมโยงกับการถูก
เสียงในหัวสั่งให้ทำเช่นเดียวกัน (กรณีน้องที่ได้เหรียญโอลิมปิกกลับมา แล้วมาเจอข่าวพี่ชายฆ่าพ่อตัวเอง นั่นก็เสียงในหัวเหมือนกัน แต่เป็นเพราะเสพยาบ้า ไม่ได้เกิดจากโรคจิตเภท
ว่าโรคหูแว่ว เป็นโรคจิตเภท ที่มีลักษณะทำร้ายผู้ป่วย เกิดอาการคลุ้มคลั่ง (บทสนทนาอ้างงานเขียนของแทนไท) http://www.wit-view.com/main/?p=76 แล้วหูแว่ว อาจจะเป็นคำสาปผีหลอก หรือ ฯลฯ เช่น หูแว่วก็มาจากตัวแมลง-ไรฝุ่น ซึ่งผมอ่านมาจากการ์ตูน ว่าไรฝุ่นเข้าไปที่หู
ของเราได้ด้วย(ผมเอาข้อมูลเชิงวิชาการนี้ มาจากการ์ตูน ซึ่งยังอ่านไม่จบ)
 
รู้ทันไรฝุ่น และไรฝุ่นคืออะไร? การลดไรฝุ่นในบ้าน House dust mite. ไรฝุ่นเป็นสัตว์ใกล้เคียงกับแมลงมุม มีแปดขา ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าพบไรฝุ่นมากในที่มีความชื้นสูง
ซึ่งตัวไรฝุ่นสาเหตุของโรคภูมิแพ้. เฟอร์นิเจอร์ มีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น ควรใช้วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย เช่น ไม้….
เมื่อวานก่อนผมเปิดทีวีบังเอิญเจอหนังเรื่อง The Butterfly Effect 2
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ใครคือผู้ได้ประโยชน์ แล้วอะไรจะเปลี่ยนแปลงบ้าง เมื่อคุณตัดสินใจแก้ไขเรื่องที่ผ่านไปแล้ว…
คำถามเหล่านี้คือที่มาของ The Butterfly Effect 2
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/butterflyeffect2/be2.html
 
วันที่ 17
ประชุมรัฐสภาประเด็นเงินกู้ต่างๆ และประเด็นประวัติศาสตร์กระทรวงแรงงานและสวัสดิการ ต้องกล่าวถึงอีกสักครั้งในโอกาสต่อไป
ผมสัมภาษณ์ และสนทนาเรื่องพระจันทร์เสี้ยวกับอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา แล้ว
พี่อ้อม คือ กรรณิการ เพชรแก้ว นักข่าวประชาชาติ รุ่นพี่สาขาภูมิภาคศึกษา ก็ช่วยมีส่วนผลักดันสัมภาษณ์อาจารย์เทพศิริ และพี่กิ่ง นักเขียนเดินเข้ามาทักทายกันก็กลับมาหาข้อมูลดังปรากฏต่อไปนี้
ประวัติ : ทางสายพระจันทร์เสี้ยว (1)
"พระจันทร์เสี้ยว" เริ่มต้นจากกลุ่มนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยที่สนใจด้านวรรณกรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วีรประวัติ วงศ์พัวพันธุ์, วิทยากร เชียงกูล, ธัญญา ผลอนันต์, นิคม รายวา, วินัย อุกฤษณ์, เธียรชัย ลาภานันท์ เป็นต้น
สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้รื้อความทรงจำถึงการก่อตัวและที่มาของคำว่าพระจันทร์เสี้ยวไว้ดังนี้
"การก่อเกิดพระจันทร์เสี้ยว มันก็ไม่มีระบบระเบียบอะไรที่เป็นทางการ แต่จุดเริ่มต้นสำคัญที่อาจจะเป็นการก่อเกิดอันแรก คือเราร่วมกันทำหนังสือ เราเรียกว่าเป็นหนังสือเล่มละบาท ซึ่งถือเป็นจุดก่อเกิดที่ทำให้พวกเรามารวมตัวกัน ในสมัยนั้นการทำหนังสือจะต้องไปขออนุญาตกับทางสันติ
บาล การเกิดหนังสือเล่มละบาทขึ้นมาก็ด้วยเหตุเพราะมันทำหนังสือในระบบไม่ได้ หนังสือของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวเท่าที่ผมจำชื่อได้ คือธุลี, ตะวัน, ปัญญา, นาคร, ลานโพธิ์ และยังมีอีกหลายเล่ม ส่วนคำว่า พระจันทร์เสี้ยวนั้นต้องให้เครดิตคุณวีระประวัติ วงศ์พัวพัน คือเขามีกลุ่มอ่าน
หนังสือภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า crescent moon แล้วเขาก็เอาคำ ๆ นี้มาแปลเป็นไทย ว่าพระจันทร์เสี้ยว"
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999920.html
ข้อมูลน่าสนใจเรื่องเสียงก้องในหู คือ มีกรณีแมลงตัวเล็ก หรือ แมงมุมเข้าไปในหูตอนนอน แต่หูคนเรามีความร้อนสูง จึงอยู่ได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากเรื่อง VECTOR CASE FILE ผ่า คดี แมลง พิศวง ในการ์ตูนอ้างอิงถึงเรื่องทีมสำรวจระบบนิเวศน์เอโนกิ ที่เมืองไทยด้วย และหนอนพยาธิจะอาศัยในตัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงมนุษย์ ซึ่งเป็นโฮสต์ระยะสุดท้าย จากนั้นจึงวางไข่ ปะปนออกมากับของเสียแล้วอาศัยอยู่กับโฮสต์ระยะฟักตัวเมื่อโตได้ที่ก็จะไปอยู่กับโฮสต์ระยะสุดท้ายอีกครั้งโดยอาศัยน้ำ ในการ์ตูนพยายามชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ คือ ส่วนหนึ่งในวงจรชีวิต และโรคหนอนพยาธิ ทำร้ายน้องของเพื่อนตัวเอก ก็ค้นพบว่าต้นเหตุมาจากหนอนพยาธิ ซึ่งคิดว่าโรคสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น มันก็คือ สิ่งแปลกปลอมสำหรับระบบนิเวศน์ในปัจจุบัน ซึ่งโรคน่ากลัวถูกผนึกไว้ด้วยความรู้ของมนุษย์อาจจะกลับมาอีกก็ได้
ผมนึกถึงเรื่องเทคโนโลยี กับสังคม วัฒนธรรมของพระ เรื่องราวสั้นๆบางประโยค เทคนิคการดูซองปัจจัยของพระ"เอก" และพระดอน รอยสักชาละวัน เรื่องเจอผีหลังจากขับมอเตอร์ไซด์แล้วผีเพื่อนนั่งซ้อนท้ายตามหลังเห็นจากกระจกรถมอเตอร์ไซด์  และตามคนร้ายถ่ายรูปหน้าได้จากโบสถ์หลวงพ่อเพชร
จริงๆ ก็มีเรื่องอีกมาก หมดพลังไปพอสมควร
 
วันที่ 18
เมื่อวานผมได้ข่าวการเสียชีวิตของดร.ฮันส์ เพนธ์ แล้วแต่ยังหาช่วงเวลา และช่องว่างว่าจะไปงานศพกับใคร อะไร ฯลฯ ในวันนี้ยังไม่ได้เลย
จึงนั่งทำงาน แล้วนึกถึงเพลง
เพลง แดดส่อง(that song) – โมเดิร์น ด๊อก (Modern Dog)
D    Bb  D   Bbแดดส่อง  น้ำนองD Bb    D   Bbลืมตา     แง้มมองD                  Bb   บางวันที่มันน้อยเกินไปD                  Bb   บางวันที่มันมากเกินไปD                      Bb   พยายามให้มันได้ดั่งใจ          D           Bb   แล้วเป็นไปได้ไหมD  Db  Bbm                    *แสง
อาทิตย์ส่องD  Db  Bbm                     ให้ฉันได้แลมองD  Db  Bbm                     แล้วก็ลาลับ…….D  Db  Bbm                     ฉันไม่ได้ร่ำร้องSolo:D Db C/C B Bb A/(2Times)           /D/D/D/D/D    Bb     D  Bbแดดส่อง    น้ำนอง D  Bb        D   Bbสิ่งใด     ที่
หมายปองD               Bb    แล้วโลกก็ต้องเปลี่ยนไปD             Bb   แล้วเราก็ต้องทำใจD            Bb   ไม่ว่าอีกนานเท่าไหร่                D             Bb    และสุดท้าย….ต้องหันไปทางไหน                (ซ้ำ*)
แน่นอนว่า ผมอยากเขียนอะไร มากมาย ราวกับเพลง บี้ เดอะสตาร์ รักมากมายต่อเธอ และตั้งหัวข้อมากมาย ฯลฯ
MV มากมาย – บี้ Bie the star
http://www.youtube.com/watch?v=lTWD1mH3NyA
 
เนื้อเพลง มากมาย
มองไม่เห็นด้วยตา ถ้าจะรับรู้ต้องด้วยใจ
ถามว่ารักเธอเท่าไหร่ จะนับยังไงดี
ต่อให้เก็บดวงดาวมาหมดฟ้า เอาน้ำมาหมดโลกนี้
คูณเม็ดทรายที่มี มันก็ยังดูน้อยไป
ไม่รู้จะต้องทำสักเท่าไหร่ ทำให้เธอรู้
คำที่สวยที่หรู มันเทียบกับใจไม่ได้
บอกได้แค่รักมากมาย รักเธอ มากมาย
ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความรักนี้
ที่อยู่ในใจมันมากมาย ล้นอกซ้ายที่ฉันมี
ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่จะรักทุกนาที…ที่ยังหายใจ
มองให้ลึกเข้าไปข้างในตาคู่นี้ทุกวัน
เธอจะเห็นรักร้อยเรียงกัน แค่ไหนนับดูสิ
ถ้าหากฉันคิดถึงเธอหนึ่งครั้ง แล้วกดโทรไปหนึ่งที
เธอคงรับไม่ไหว เพราะคงมีเป็นหมื่น Miss Call
ไม่รู้จะต้องทำสักเท่าไหร่ ทำให้เธอรู้
คำที่สวยที่หรู มันเทียบกับใจไม่ได้
บอกได้แค่รักมากมาย รักเธอมากมาย
ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความรักนี้
ที่อยู่ในใจมันมากมายล้นอกซ้ายที่ฉันมี
ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่จะรักทุกนาที…
I love you (ไอ-เลิฟ-ยู)
Wo ai ni (หว่อ-อ้าย-หนี่)
Ich lieber dich (อิคซ์-ลิเบอะ-ดิกซ์)
Je t’aime (เฌอ-แตม)
ก็จะให้พูดยังไง ให้เท่าหัวใจที่มี
Ti amo (ติ-เอ-โม)
Te quiero (เตอ-เควีย-โร)
Sarang Hae yo (ซา-รัง-แฮ-โย)
จะบอกว่ารักกี่ภาษา ก็ฟังไม่ง่ายทุกที
Kimi wo aishiteru(คิ-มิ-โอ-ไอ-ชิ-เต-รุ)
Chit pa de (จิต-พา-เด)
Bon sro lanh oon (บอง-สะ-รัน-โอน)
ไม่ว่าจะพูดยังไง ก็ไม่เท่าหัวใจที่มี
Amo-te (อะ-โม-เท)
Jag a Lskar dig (ย็อก-แอลสการ์-เด)
Ya vas Liubliu (ยาวาส-ลุยบลิ-อู)
จะบอกว่ารักกี่ภาษา ไม่ได้ครึ่งที่อัดแน่นในนี้
บอกได้แค่รักมากมาย รักเธอ มากมาย
ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความรักนี้
ที่อยู่ในใจมันมากมาย ล้นอกซ้ายที่ฉันมี
ถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่จะรักทุกนาที…ที่ยังหายใจ
-เพลงป็อบปูล่าร์มากมาย-

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s