วิถีชีวิตประจำวัน ก่อนบวชเป็นพระ

หลังวันที่ 5 มี.ค.
ผมคิดจะบวชเป็นพระ ให้พ่อแม่ มาพอสมควร พูดคุยกันไว้กับพ่อแม่ ตามประเพณีมาหลายปี และการเตรียมใจ ก่อนบวชพระในทุกวันนี้
 
เหตุการณ์ในอดีตของวันที่ 5 มี.ค.
พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – วินสตัน เชอร์ชิลล์ ใช้คำว่า "ม่านเหล็ก (Iron Curtain) " เป็นครั้งแรก ในการกล่าวสุนทรพจน์ ที่มิสซูรี ซึ่งอาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น
วันสำคัญและวันหยุดเทศกาล
วันนักข่าว (ซึ่งยุคหนึ่งภาพถ่ายของนักข่าวสงคราม มีคุณค่าบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไว้ Shutter กดติดวิญญาณ คือ การบันทึกภาพจากกล้องถ่ายรูป ซึ่งผู้เสียชีวิต อาจจะเข้ามาขอถ่ายรูปไว้เป็นระลึกแก่คุณก็ได้ ถ้าเขาเป็นพ่อแม่ ญาติ เพื่อนที่อยากให้คุณระลึกถึงเขาไว้
และSpeed ชัตเตอร์ของกล้องถ่ายรูป ผมนึกถึงธีรภาพ โลหิตกุล-พี่ยอด อดีตนักข่าวอินโดจีน ผู้สร้างแรงบันดาลใจ แก่เรื่องสารคดีแนวอินโดจีนให้ผม ฯลฯ)
 
วันนักข่าว หรือ วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทย ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับ วันสถาปนา สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน)
http://th.wikipedia.org/wiki/5_%E0%B8%A1%E0%B8%B5.%E0%B8%84.
นักวิชาการทั่วโลกลงชื่อเรียกร้องปฏิรูป กม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
(4 มี.ค.) เมื่อเวลา 10.00น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเืทศประจำประเทศไทย ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า นักวิชาการ
และบุคคลสำคัญทั่วโลกกว่า 50 คน ร่วมลงนามในจดหมายเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เช่น ***Anthony Reid – ศาสตราจารย์ แอนโทนี่ รีด (ผมเคยเจอและได้รับประกาศนียบัตรลายเซ็นต์ คนนี้ที่สิงคโปร์ แต่อยากพูดแบบขำขำ ว่าเอามาใช้สมัครงานที่ไหนไม่ได้ 555)
 
Anthony Reid นักประวัติศาสตร์ที่มีงานเขียนมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากเกษียณจากงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลีส รีดส์ได้รับเชิญให้เป็นผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันวิจัยแห่งเอเชีย ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เขายังได้รับเชิญให้เป็น
สมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ และได้รับรางวัลฟูกูโอกะในปี 2545
—————–หลายวันก่อน ผมเกือบข้อเท้าพลิก ในวันเดียวกับที่รุ่นน้อง ทำงานข่าว รถมอเตอร์ไซด์ล้ม เจ็บตัวไปเลย(ขอให้หายเจ็บปวดไวๆละกัน)
จากเพื่อนปะกากะญอ ผู้อกหัก-รุ่นพี่นักเขียน

ผู้เขียน “บันทึกเถื่อน”ของ “พานทองแดง” บันทึกชีวิตเข้มข้นของพันธุ์หมาบ้ารุ่นใหม่
ขอความช่วยเหลือด่วนค่ะ พานทองแดงหายตัวไปราว 3 เดือนแล้ว
 

http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=3207.0

Slumdog =ชาติพันธุ์ คือ อินเดีย /เครื่องคอมของคาราโอเกะให้คะแนน มันวัดเสียงได้ แต่วัดความรู้สึกได้ไหม? เช่นเดียวกัน เครื่องคอมบอกคำตอบ วัดความรู้คนได้ จริงเปล่า?

Slumdog  ดูหนัง Slumdog Millionaire หนัง คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความจริงในสตูดิโอที่บันทึกภาพรายการโทรทัศน์ยอดฮิตของอินเดีย "Who Wants To Be A Millionaire" ต่อหน้าผู้ชมในห้องส่งที่เงียบกริบ และยืนอยู่ภายใต้แสงไฟที่แผดเผา
ของสตูดิโอ จามัล มาลิค เด็กหนุ่มจากชุมชนแออัดในมุมไบกำลังเผชิญกับคำถามข้อสุดท้าย และโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัลมหาศาลถึง 20 ล้านรูปี
http://hilight.kapook.com/view/34064
ทำให้นึกถึงอดีตเกมเศรษฐีของไทย และรายการทีวี ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้เด็ก ประถม…
คำถามที่ยากมาก ว่าForm คืออะไร และรูปแบบของประชาธิปไตย คืออะไร ? ที่ถูกกับประเทศไทย ในกระแสเรื่องเล่า กู้ชาติ
 
ความเป็นชาติของอเมริกา ในภาพยนตร์เรื่อง "The Curious Case of Benjamin Button" เริ่มเปิดตัวจากเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นในปี 1920 โดย เอฟ สก๊อต ฟิทซ์เจอราลด์ ซึ่งได้ดึงจินตนาการของเขาออกมาจากคำพูดของมาร์ค ทเวนที่ว่า "ชีวิตน่าจะมีความสุขเหลือล้นมากกว่านี้ ถ้าพวกเราเกิดมาที่อายุแปดสิบแล้ว
ค่อยๆ ลดอายุลงมาจนสิบแปด"

"ผมเกิดมาในสภาวะที่ไม่ปกติ"
และนั่นเป็นการเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่อง "The Curious Case of Benjamin Button" ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องราวของ เอฟ สก๊อต ฟิทซ์เจอราลด์ ในปี 1920 ของชายที่เกิดมาด้วยวัยแปดสิบ และย้อนอายุถอยหลัง เขาก็เหมือนเราทุกคนที่ไม่สามารถหยุดเวลาได้ จากนิ
วออร์ลีนส์ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1918 จนถึงศตวรรษที่ 21 กับการเดินทางที่ไม่ธรรมดาที่สุดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะเป็นไปได้  ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของชายผู้ที่ไม่เหมือนคนทั่วไป และผู้คนกับสถานที่ๆ เขาได้ค้นพบในช่วงชีวิตเขา ควมรักที่ได้พบพานและ
สูญเสียไป สีสันความสุขแห่งชีวิตและความโศกเศร้าแห่งความตาย และสิ่งที่คงอยู่เหนือกาลเวลา
http://hilight.kapook.com/view/33487
-อินเดียน่าโจนส์-กะโหลกคริสตัลลวงโลก (ภาพยนตร์กับวัตถุโบราณของอดีต)
แฟนหนัง Indiana Jones ตอนล่าสุด The Kingdom of the Crystal Skull คงรู้เรื่องของกะโหลกคริสตัล 12 อัน ที่เชื่อกันว่าตกทอดมาจากอเมริกากลางยุคโบราณ กะโหลกคริสตัลกระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกมาหลายสิบปี แต่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แล้วว่า
กะโหลกเหล่านี้เป็นของปลอม เพิ่งทำขึ้นในร้อยกว่าปีนี้เอง แหม กว่าจะพิสูจน์ได้ หนังของสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็ทำเงินไป 300 กว่าล้านดอลลาร์ แต่เพราะหนังอีกนั่นแหละ ทำให้มีการพิสูจน์กันจริงจัง เนื่องจากมีคนแห่ไปดูและตั้งข้อสงสัยกันมาก
 
Comment: Indiana Jones is no bad thing for science
14 May 2008 by Cornelius Holtorf
Magazine issue 2656. Subscribe and get 4 free issues.
For similar stories, visit the Comment and Analysis Topic Guide

…The irony is that archaeologists do find their subject exciting and are often driven by the same spirit of adventure that epitomises Indiana Jones. Many students choose their subject out of a desire to travel and a
fascination for discovering ancient artefacts. Indeed, just like their professors, they tend to consider fieldwork under tough conditions pleasurable, taking any opportunity to tell each other of hardships encountered
and hazards lived through. Even for seasoned scholars, the best rewards for hard work are spectacular discoveries, and it helps when they are made of precious metal.

 

ร่ำรวยวัตถุ แต่ยากจนเวลา
คำถามต้นบท
1. การพัฒนาไปสู่ความเร็ว ที่เร็วมากกว่าอดีตให้อะไรกับเรา ? 2. ความคิดในอดีตที่ว่าความเร็ว จะนำมาซึ่งการมีเวลามากขึ้น ได้ล่าสัตว์ ได้ตกปลา ได้สนใจในศิลปวัฒนธรรมนั้น มาถึงทุกวันนี้ เป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ ? 3. การพัฒนาความเร็ว เพียงทำให้เราทำอะไรหลายอย่างได้มาก แต่
เราต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ? 4. เราผลิตสินค้าได้มากขึ้น ดีขึ้น และสินค้าเหล่านี้ได้กระจายไปในสังคมอย่างทั่วถึงหรือไม่   ? 5. และจากข้อที่ 4 เป็นเพราะเหตุใด ? 6. ทำไม ปัจจุบันจึงยังไม่มีความอิ่มตัวทางเศรษฐกิจกัน เป็นเพราะเหตุใด ? 7. เรากำลังมาถึงจุดที่มีทางเลือกมากเกินไป
หรือไม่ และเราจะตัดสินใจจะเลือกได้อย่างไร ? 8. อะไรเป็นที่มาของการที่ทำให้เรามีความใจกว้างน้อยลง มีความเมตตากรุณาน้อยลง มีการอุทิศตัวน้อยลง และมีอิสรภาพน้อยลง” ? (หาก นศ. สมาชิก สนใจที่จะตอบคำถามข้างต้น ลองตอบตัวเองก่อนอ่านบทความข้างล่างนี้ แล้วทวนดู
หลังจากอ่านว่าตรงกันบ้างหรือไม่)
 
เรื่องเล่า
นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังเพ่งมองด้วยความสนใจไปที่ภาพฉากภูมิประเทศชายหาดอันงดงาม: มันเป็นภาพของชายคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าที่แสนจะธรรมดา กำลังโงกไปโงกมาในเรือตกปลาที่ถูกโยกคลอนด้วยกระแสคลื่นที่ม้วนกลิ้งเข้ามายังหาดทราย. เขากดชั๊ดเตอร์กล้องถ่ายรูปของ
เขาดังคลิก พลันคนตกปลาผู้นั้นก็ตื่นขึ้นมาทันที. นักท่องเที่ยวยื่นบุหรีให้คนตกปลามวนหนึ่ง และเริ่มต้นพูดคุย “วันนี้อากาศดีนะ มีปลาชุมไปหมดเลย ทำไมคุณถึงยังอยู่ตรงนี้ล่ะ แทนที่จะออกไปจับปลาให้มากกว่านี้ ?” คนตกปลาตอบว่า ”ก็เพราะผมจับมาพอแล้วเช้านี้”. “แต่นั่นคุณคิดเอาเอง”
นักท่องเที่ยวกล่าว “คุณน่าจะออกไปวันละ 3-4 เที่ยว แล้วก็เอาปลากลับไปที่บ้านถ้ามันมีมากเกินไป! คุณก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนี้ทุกๆวัน อะไรจะเกิดขึ้น ?” คนตกปลาสั่นหัว. นักท่องเที่ยวพูดต่อไปว่า “หลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว คุณก็จะสามารถซื้อเรือยนต์ได้ลำหนึ่ง และหลังจากนั้นสองปีคุณก็ซื้อ
เรือยนต์เป็นลำที่สองได้ และหลังจากนั้นสามปีคุณก็สามารถมีเรือประมงลำหนึ่งหรือสองลำได้. คิดเข้าซิ! สักวันหนึ่งคุณอาจสามารถมีห้องเย็นสำหรับแช่ปลาขึ้นมา หรือโรงแช่แข็งขนาดใหญ่ และท้ายที่สุด คุณอาจมีเฮลิคอปเตอร์ของคุณเองเพื่อติดตามฝูงปลาและนำทางให้กับกองเรือ
ประมงของคุณเองได้ หรือคุณอาจจะมีรถบรรทุกหลายคันขนส่งปลาไปยังเมืองหลวง, และที่อื่นๆอีกมากมายจิปาถะ…”
“และอะไรต่อไปอีกล่ะ?” คนตกปลาถาม
“และต่อจากนั้น” นักท่องเที่ยวตอบอย่างอิ่มอกอิ่มใจ, “คุณก็สามารถจะนั่งเล่นที่ชายหาดด้วยความรู้สึกสบายอกสบายใจ, พักผ่อนอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ม่อยหลับหรือสัปหงกไปตามเรื่องตามราวภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่น และมองไปยังท้องทะเลอันงดงามไงล่ะ!” คนตกปลาจ้องมองไปที่นัก
ท่องเที่ยวคนนั้น “แต่ นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ก่อนที่คุณมาถึงที่นี่หรอกหรือ ?”
 
เรื่องข้างต้น – เล่าโดยนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อว่า Heinrich Boll – ซึ่งบอกถึงความหวังและความกลัว เกี่ยวกับความร่ำรวยของตนเองของนักท่องเที่ยวคนนี้. นักท่องเที่ยว กำลังมองไปที่คนตกปลาที่เขาเห็นว่าขี้เกียจ ซึ่งกำลังสัปหงกอยู่บนเรือลำเล็กๆ ภายใต้แสดงแดดอันอบอุ่นของดวง
อาทิตย์, แล้วระลึกขึ้นมาถึงอดีตที่น่ากลัวของตัวเขาเองขึ้นมาได้ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยกลายไปเป็นคนยากจน เป็นเพราะว่าเขาถูกโกง ซึ่งตอนนั้นเขาเองก็ไม่มีทางเลือก. ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็ได้ฉายให้เห็นสัญชาตญานที่เป็นความหวังเกี่ยวกับความร่ำรวยที่มีเหนือความยากจน.
โดยไม่ต้องคิดขึ้นมาใหม่อีกเป็นคำรบที่สอง เขาได้ลากเส้นแผนที่ซึ่งนำไปสู่การผลิดอกออกผลที่ขยายตัวออกไป. และในตอนจบ, ก็สามารถยืนหยัดรักษาคำมั่นสัญญาอันหนึ่งเอาไว้ได้ ซึ่งได้รับการทึกทักเอาเองว่า มันได้ให้ความหมายต่อความพยายามเหล่านี้ทั้งหมดของเขา: นั่นคือ ได้บรรลุ
ถึงอิสรภาพจากการใช้แรงงานและเป็นนายเหนือเวลานั่นเอง.
สิ่งที่ทำให้เกร็ดเรื่องราวอันนี้เป็นสิ่งที่น่าฉงนก็คือ โครงสร้างที่เป็นรูปวงกลมของเรื่องนั่นเอง(the circular structure of the story); คนรวยพยายามมุ่งมั่นที่จะมาถึงที่ที่คนจนปักหลักอยู่กับที่ของตนอยู่แล้ว. ดูเหมือนว่า มันจะคล้ายๆกับฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผลแต่จริง ซึ่งได้สร้างคำ
ถามยุ่งๆขึ้นมาชุดหนึ่งสำหรับความร่ำรวย. ทำไม ความเจ็บปวดและความพยายามเกี่ยวกับการพัฒนาทั้งหมดซึ่งคนรวยได้รับ จึงเป็นเพียงสิ่งที่คนจนดูเหมือนว่ามีอยู่แล้วตลอดเวลา ? หรือ ที่แย่ไปกว่านั้น คนที่ร่ำรวยทำอย่างนั้นกันทำไม ทั้งๆที่ความเร่งรีบและความกุลีกุจอทั้งหมด ปราก
ฎว่ามันไม่เคยเลยที่จะนำไปสู่ภาวะแห่งความสนุกสนานหรือสำราญใจสำหรับคนจนเลย ? ถ้าหากว่าเรื่องเล่าอันนี้เกี่ยวกับการพัฒนาเป็นที่มาของความร่ำรวยในทรัพย์สิน เป็นที่มาของความร่ำรวยเวลา ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ สังคมที่ร่ำรวยทั้งหลายในทุกวันนี้ โดยหลักฐานและวัตถุพยานที่
เห็นกัน ไม่เคยเลยที่จะไปถึงจุดนั้น การดำเนินการไปดังกล่าวทั้งหมดคงจะพลาดเป้า. ที่เป็นเช่นนี้ มันมีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ ?
ในความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องของเวลา
ดังที่หมายเหตุกันไว้บ่อยๆ การประหยัดเวลา ถือว่าเป็นแกนหลักอันหนึ่งของการกระทำทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน. นับจากเครื่องปั่นด้าย Arkwright’s Spinning Jenny ถึง Bill Gates’ web browser Explorer พวกเราต่างทราบดีว่า เทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในการพัฒนา
เหล่านี้ ก็เพื่อไล่ตามความก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้ได้คิดขึ้นมาบนความเชื่อที่ว่า การทำอะไรหลายอย่างมากขึ้นและด้วยเวลาที่เร็วกว่านั้น มันดีกว่าการทำอะไรได้น้อยอย่างและด้วยเวลาที่นานกว่า. ความจริงแล้ว ความสามารถในการประหยัดเวลา มักจะเป็นเครื่องหมายคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ซึ่งได้มาเปลี่ยนแปลงแบบแผนของผลิตผลและการการบริโภคมาเมื่อ 200 ปีหลังนี้.
นับจากจุดเริ่มต้นมาเลยทีเดียว. สายตาที่ยาวไกลของผู้คน(ไม่ว่าทั้งชายและหญิง) ต่างมองเห็นความยิ่งใหญ่และอิทธิพลครอบงำ เกี่ยวกับความคิดเรื่องอิสรภาพ-เสรีภาพ ซึ่งตระหง่านขึ้นจากเส้นขอบฟ้า มันเป็นที่ที่ความเหน็ดเหนื่อยและการตรากตรำทำงานหนักถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว มัน
เป็นการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสามารถของผู้คนที่จะผูกพันกับกิจกรรมต่างๆที่พวกเขาเองชื่นชอบ อย่างเช่น การออกไปล่าสัตว์ในยามเช้า การไปตกปลาในยามบ่าย และการขี่ม้าในยามเย็น การมีเวลาได้วิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมหรืองานเขียนต่างๆหลังอาหารเย็นหรือยามค่ำคืน. วันคืนแห่ง
จินตนาการอันบรรเจิดนี้เป็นอุดมคติอันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นของคนหนุ่มอย่าง Karl Marx เท่านั้น. แต่อะไรล่ะที่มันเกิดขึ้นกับแนวคิดแบบยูโธเปียอันนี้ ? ที่ไหนล่ะ ที่เวลาทั้งหมดเคลื่อนไป ?
การใช้ประโยชน์จากรถยนต์สามารถมารับใช้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเหม็ง. นับจากเริ่มแรกเลยทีเดียว รถยนต์ได้รับการต้อนในฐานะที่เป็นจุดสุดยอดของการประหยัดเวลา ทำให้เวลาสั้นลงดุจดั่งกับการเปลี่ยนฉากละคร โดยการไปสู่เป้าหมายปลายทางได้ตามที่ใจปรารถนา. แต่ในทาง
ตรงข้ามกับความเชื่อของผู้คน คนขับรถไม่ได้ใช้เวลาน้อยลงยิ่งไปกว่าคนที่ไม่ได้ขับรถเลย ในการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง. พวกเขาเพียงแต่เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไกลกว่าต่างๆ. อำนาจของความเร็วได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นระยะทางหรือกิโลเมตรที่มากกว่าบนถนน. และ
เวลาที่ประหยัดได้นั้น กลับได้รับการสร้างขึ้นมาอีกครั้งกลายไปเป็นเรื่องของระยะทางที่ไกลกว่า. ผลที่ตามมาก็คือ พลเมืองเยอรมันถัวเฉลี่ยในทุกวันนี้ เดินทางคนละ 15,000 ก.ม.ต่อปี ซึ่งผิดไปจากปี ค.ศ.1950 ที่พวกเขาเดินทางคนละ 2000 ก.ม.ต่อปีเท่านั้น.
ถ้าหากมองกันอย่างกว้างๆ โดยตัดข้ามส่วนต่างๆสลับกันไป – จากการขนส่งไปสู่การสื่อสาร, จากผลผลิตไปสู่ความบันเทิง – เวลาที่ประหยัดลงไปได้ กลับถูกเปลี่ยนไปสู่ระยะทางที่ยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนัดหมายได้มากขึ้น ทำให้ผลิตผลงานออกมาได้มากขึ้น และผู้คนมีกิจกรรม
เพิ่มขึ้น. ชั่วไมงที่ได้รับการประหยัดได้ถูกกินหรือใช้ไปโดยการเจริญเติบโตใหม่ๆ. และหลังจากนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง การเพิ่มขยายอันนี้ก็ได้ให้กำเนิดแรงกดดันอันใหม่ขึ้นมาโดยสิ่งประดิษฐ์ของการประหยัดเวลานั่นเอง – อันนี้มันเป็นการเริ่มต้นขึ้นของวงจรที่หมุนวนกลับมาอีกครั้ง.
การได้มาซึ่งผลผลิตจำนวนมากมายมหาศาลกองเท่ากับยักษ์ ไม่ได้นำเราไปสู่งานที่ต้องทำน้อยลงและมีเวลามากขึ้นแต่อย่างใด. ในทางตรงข้าม ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่เส้นทางใหม่ของการผลิตและสินค้าที่ทำๆกันออกมา. มันมีหลักฐานที่ว่า ทุกๆคนพยายามบากบั่นทำ
งาน ตามส่วนของชั่วโมงปฏิบัติงานตามปกติทุกวันนั้น ก็เพื่อต้องการที่จะรักษาระดับของผลผลิตที่ออกมาได้อย่างสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลานั่นเอง – แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและเราอยากจะใช้เวลาให้น้อยลง เพื่อจะได้ไปทำในสิ่งที่ตนปรารถนามากขึ้น แต่เราทั้งหลายก็ทำไม่
ได้อยู่ดี. จริงๆแล้ว มันเป็นการเพิ่มขึ้นของความไม่ผ่อนปรนระหว่างเวลาและผลผลิตที่จะต้องทำให้ได้ตามจำนวนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง. ดังนั้นความคิดที่เป็นยูโธเปียในตอนแรก มาถึงตรงนี้มันก็ได้กลายไปเป็นยูโธเปียของความมั่นคงและความร่ำรวย ซึ่งได้ไปตัดรอนยูโธเปียของ
ความเป็นอิสระที่ทุกคนคาดหวังกันไว้ลงจนหมดสิ้น.
ทำไมมันจึงไม่เคยพอ ?
คนตกปลาในเรื่องที่เล่ามาตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นความน่าประหลาดใจเกี่ยวกับแรงกระตุ้นที่ไม่เคยสิ้นสุดในสังคมแห่งความร่ำรวย. สุดท้ายแล้ว คนรวยก็ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากคนที่ยากจนเลย กล่าวคือ เขาก็ได้มาถึงซึ่งความพึงพอใจด้วยการนั่งตกปลาในตอนเช้าและสัปหงกในยาม
บ่าย นั่นคือผลตอบแทนแห่งความพยายามบากบั่นเพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น เหมือนกับที่คนจนๆกำลังทำอยู่.
ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้รับการทดสอบกันมาแล้ว: John Maynard Keynes, หนึ่งในนักคิดที่ยิ่งใหญ่ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในคริสตศตวรรษที่ 20 รู้สึกประหลาดใจว่า การประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างมากนั้น มันไม่ได้นำพาไปสู่จุดของความอิ่มตัวแต่ประการใด.
ในบทความเรื่อง“Essays in Persuasion”ของเขานั้น ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า – สิ่งจำเป็นซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เกี่ยวกับการผลิต อาจสูญเสียนัยะสำคัญไปภายใต้เงื่อนไขของความร่ำรวย, นั่นคือ ความอุดมสมบูรณ์หรือภาวะที่มีอย่างล้นเหลือนั้น แทนที่โอกาสเช่นนี้จะทำให้เกิดการแบ่ง
ปันและกระจายผลผลิตไปอย่างทั่วถึง กลับกลายเป็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญน้อยลงไปทุกที และไม่ได้มีการแบ่งสรรทรัพย์สินจำนวนมากกันอย่างเหมาะสม. สังคมที่ร่ำรวย ยังคงล้มเหลวที่จะดำเนินรอยตามความสอดคล้องกับความคาดหวังอันนั้น. พวกเขากลับเอาเบ็ดไปเกี่ยวเอาหลักการ
แห่งความไม่รู้จักพอขึ้นมา ทำให้พวกเขาไม่รู้จักอิ่ม. อันนี้ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามกันว่า ทำไมพวกเขาจึงเมินเฉยต่อแนวคิดเกี่ยวกับความพอเพียงกันเล่า ?
ให้เรามาลองพิจารณาเรื่องต่อไปนี้กัน… สิ่งที่เป็นแก่นสารในสังคมสมัยใหม่ในปัจจุบันโดยทั่วไปคือ”อำนาจเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสินค้าและการบริการ” แต่อันนี้มันก็ยังมีสาระน้อยกว่าการที่มันทำหน้าที่เป็นพาหะของการแสดงออก. นั่นคือสิ่งที่สินค้าพูด ไม่ใช่สิ่งที่สินค้าทำ. ในสังคมสมัย
ใหม่ สินค้าคือเครื่องมือการสื่อสาร. มันสถาปนาระบบของ”เครื่องหมาย”โดยผ่านผู้ซื้อที่สร้างถ้อยแถลงเกี่ยวกับตัวเขาเองหรือตัวเธอเองออกมา. ในขณะที่วันเวลาเก่าๆ สินค้าได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางสังคม, แต่ในทุกวันนี้มันบอกถึงความจงรักภักดีต่อวิถีชีวิตหรือสไตล์การใช้ชีวิตที่มี
ลักษณะเฉพาะสไตล์หนึ่ง.
จนถึงบัดนี้ ผลผลิตเป็นจำนวนมากถูกทำให้สมบูรณ์และไม่สามารถที่จะพัฒนาไปยิ่งกว่านั้นได้อีกแล้ว; ผู้ซื้อใหม่ๆอาจพบว่า สินค้าเหล่านี้มันเป็นต้นทุนหรือมีความสำคัญทางสัญลักษณ์มากขึ้น. รถยนต์นั้นไม่อาจที่จะเร็วกว่านี้ได้อีกแล้ว หรือสะดวกสบายไปยิ่งกว่านี้ ดังนั้นมันจึงถูกออกแบบ
ขึ้นมาให้เป็นเรื่องของการสร้างความฉงนฉงายและความน่าประหลาดใจทางด้านเทคโนโลยี. นาฬิกาข้อมือก็ไม่อาจที่จะแสดงเวลาได้เที่ยงตรงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ดังนั้นบทบาทใหม่ของมันจึงถูกทำขึ้นเพื่อมารับหน้าที่ในด้านความสามารถทางด้านการกีฬา เมื่อมันกลายเป็นนาฬิกาจับเวลา
หรือกลายมาเป็นเป็นนาฬิกาดำน้ำ. ส่วนโทรทัศน์ ภาพของมันไม่อาจที่จะคมชัดไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ดังนั้นมันจึงถูกเปลี่ยนไปทำหน้าที่จำลองโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน มีการผลิตโทรทัศน์แบบจอกว้าง มีการปรับปรุงทางด้านเสียง เพื่อให้ผลดุจเดียวกับที่เราได้ชมกันในโรงภาพยนตร์แทน.
บรรดานักออกแบบและนักโฆษณาทั้งหลายต่างนำเสนอความตื่นเต้นเร้าใจและเอกลักษณ์ใหม่ๆของประดิษฐกรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ประโยชน์ของสินค้าได้รับการเติมแต่งกันขึ้นมาใหม่ๆอยู่เสมอ.
ในบริบทอันนั้น ความสัมพันธ์กันระหว่างผู้บริโภคและตัวสินค้าได้รับการก่อรูปขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วโดยจินตนาการ, ซึ่งเป็นสิ่งที่ดัดแปลงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ความรู้สึกและความหมายเป็นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่คงที่; ลักษณะรูปธรรมที่ดัดแปลงได้ง่ายอันนี้ ทำให้มันล้าสมัยได้รวดเร็ว
เช่นกัน – ซึ่งความจริง เป็นความจงใจให้มันล้าสมัย เพื่อผลให้เกิดการบริโภคอยู่ตลอดเวลา – และสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะถูกนำมาตักตวงผลประโยชน์โดยบรรดานักออกแบบทั้งหลายด้วยวิธีการอันหลากหลายไม่มีสิ้นสุด. ตามความเป็นจริงแล้ว จินตนาการเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมดสำหรับ
การธำรงรักษาการเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ. และด้วยเหตุผลอันนั้น ความคาดหวังที่ว่า สังคมที่ร่ำรวย วันหนึ่งน่าจะมาถึงระดับหนึ่งของความอิ่มตัว ก็จะไม่มีวันมาถึงได้: เมื่อสินค้าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ต่างๆทางวัฒนธรรมไปแล้ว ดังนั้น มันจึงไม่มีจุดจบของการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ.
ความกระเหม็ดกระแหม่ และการอยู่ดีกินดี
พ้นไปจากธรณีประตูหรือ ณ จุดเริ่มต้นนี้ สิ่งต่างๆได้เริ่มกลายเป็นหัวขโมยทางด้านเวลาไป. สินค้าต่างๆจะต้องได้รับการเลือก ซื้อ จัดการ ถูกใช้ ผ่านประสบการณ์ บำรุงรักษา ทำความสะอาดเสมอ ปัดฝุ่น ซ่อมแซม เก็บเอาไว้ และทำลาย. นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการนัดพบที่ผู้คนทั้งหลาย
ต่างปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีการนัดหมายล่วงหน้ากัน ตกลงกัน จดใส่ลงไปในบันทึกประจำวัน รักษาเอาไว้ กำหนด และทำตาม. แม้กระทั่งวัตถุที่มีความงามส่วนใหญ่และสิ่งที่มีคุณค่าเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ต่างๆก็ยังมาแทะเล็มหรือมากัดกินเวลาของเราไปด้วย
ความเป็นไปได้มากๆ – นั่นคือ, สินค้า การบริการ เหตุการณ์ต่างๆ – มันเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนในสังคมที่มีความร่ำรวย, แต่วันและเวลาในวิถีปกติอย่างเดิมๆ วันหนึ่งๆก็ยังคงมี 24 ชั่วโมงเหมือนก่อน. ความขาดแคลนของเวลายังคงเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจเอาชนะได้อย่างต่อเนื่อง มันเป็น
เหมือนเทพธิดาแห่งความพยาบาทจองเวรต่อความมั่งคั่งร่ำรวย. คนรวยๆอาจจะมีสิ่งต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่คนเหล่านี้ก็ยากจนเวลา. ในข้อเท็จจริง ในสังคมซึ่งมีทางเลือกอย่างหลากหลาย ผู้คนมิได้เป็นทุกข์จากการขาดแคลน แต่ต้องเป็นทุกข์ทรมานจากการที่มีโอกาสมากเกินไป. ขณะที่
ความอยู่ดีกินดีได้ถูกคุกคามโดยความขาดแคลนเรื่องของเวลาเป็นประการแรก, ประการที่สอง มันได้ถูกคุกคามโดยความสับสนเกี่ยวกับเป้าหมาย. การแพร่พันธุ์ของทางเลือกซึ่งขยายตัวมากขึ้น มันได้ทำให้เกิดความยุ่งยากเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่จะรู้ว่าเราต้องการอะไร และต้องตัดสินว่าเราไม่
ต้องการอะไร ? และจะต้องทะนุถนอมสิ่งที่เรามีอยู่.
ความอยู่ดีกินดีของมนุษย์มีอยู่สองมิติ: นั่นคือ เรื่องของวัตถุและเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุ. ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ซื้อวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงเป็นอาหารและนำมาเตรียมสำหรับอาหารมื้อเย็น เขาจะมีความพึงพอใจทางวัตถุ นั่นคืออาหารที่จะใส่เข้าไปในท้องของเขา และความพึงพอใจที่
ไม่ใช่เรื่องของวัตถุสำหรับอาหารมื้อเย็น ซึ่งก็คือการได้ปรุงอาหารอย่างสนุกสนานด้วยการทำอาหารตามเมนูที่ตนต้องการโดยเฉพาะ.
ความพึงพอใจที่ไม่ใช่วัตถุอันนี้ต้องการความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสัมพันธ์กับเรื่องของเวลา. คุณค่าที่สมบูรณ์ของสินค้าและบริการ อาจประสบได้เมื่อพวกมันได้ถูกให้ความเอาใจใส่: นั่นคือ พวกมันจะต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม, ให้ความสนุกเพลิดเพลินเพียงพอ
และต้องฝึกฝนอย่างระมัดระวัง. การที่เรามีสิ่งต่างๆมากมายจนเกินไปทำให้เวลาสำหรับความพึงพอใจกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของวัตถุหดหายไป; การมีทางเลือกมากจนเกินไป ได้ไปทำลายความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ให้ลดน้อยถอยลง.
อันที่จริง บ่อยทีเดียว มันเป็นเรื่องของการขาดความสามารถในการจัดการเกี่ยวกับเรื่องของเวลา เรื่องของเวลาจึงถือได้ว่าเป็นแก่นแกนของปัญหา. ศิลปะของการดำรงชีวิตต้องการความรู้อันหนึ่งเกี่ยวกับมาตรการที่ถูกต้อง. มีคนอยู่จำนวนน้อยที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้. สังคมบริโภค
ยุคใหม่ ยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในความมั่งคั่งของเวลา(ที่มีเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี). ในยุคของทางเลือกที่มีอย่างพรั่งพรูนี้ ความสามารถในการโฟกัส ซึ่งแสดงนัยะถึงอำนาจที่จะกล่าวคำว่า”ไม่” กลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างสรรค์ชีวิตที่ร่ำรวยมากขึ้น.
โดยไม่มีความสามารถดังกล่าวเกี่ยวกับการจัดสรรเรื่องของเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำพูดของนักเขียนบทละคร don von Horvarth อาจกลายเป็นการขออภัยที่เป็นสากล: นั่นคือ “ข้าพเจ้าได้กลายไปเป็นอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิงแล้ว; มันเป็นเพียงสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยหลบเลี่ยงที่จะ
แสดงมันออกมา… มันดำเนินไปโดยไม่จำต้องพูดว่า การขาดเสียซึ่งความร่ำรวยของเวลา หรือการไม่มีเวลาให้กับตัวเองและผู้อื่นอันนี้ เป็นที่มาของการที่ทำให้เรามีความใจกว้างน้อยลง มีความเมตตากรุณาน้อยลง มีการอุทิศตัวน้อยลง และมีอิสรภาพน้อยลง” – นี่คือความยากจนของคนสมัย
ใหม่ ซึ่งคนตกปลาเข้าใจมาตั้งแต่ต้น และนักท่องเที่ยวคนนั้นรับรู้เกี่ยวกับมันด้วยความไม่เต็มใจ.
Wolfgang Sachs is presently with the Wupertal Institute for Climate, Environment and Energy, in Germany. His most recent book is Planet Dialectics: Explorations in Environment and Development, to be published by
Zed Books, London, in November 1999. (Wolfgang will teach at Schumacher College and give a Schumacher Lecture in Bristol, in October 2000).
คำถามท้ายบท
วันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อไป เราจะใช้ความเร็วเท่าไหร่, จะทำอะไรบ้าง, และจะทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร ?
 
 
การเริ่มต้น มีความรัก แค่มีความหวังเล็กน้อย ก็เพียงพอแล้ว by สตองดาล (1783-1842)
 
วันที่ 6-7 มีค เพื่อนสมัยเรียน วิจิตรศิลป์ของผม คนหนึ่งแต่งงาน

ผมอยากไปดูMovie: ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว (Best of Time) แต่ยังไม่มีเวลา
เรื่องย่อ
         ว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ที่มีความจำสั้นเพียง 3 วินาที ว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ไม่มีความรัก เพราะเพียงแค่มันว่ายจากขอบโถด้านหนึ่ง ถึงขอบโถอีกด้านหนึ่ง มันก็จำหน้าปลาสาวที่มันเพิ่งบอกรักไม่ได้ซะแล้ว แต่เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ !!!
         ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้การลืมรักครั้งแรก…ทำได้ไม่ง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าการมีรักครั้งใหม่…จะทำไม่ได้ นี่คือเรื่องราวความรักของคนสองคู่ที่เวียนมาพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ หากแต่มันกลับประทับอยู่ในความทรงจำซึ่งกันและกันยาวนาน…
         "รักที่อยากลืมกลับจำ”
         เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ) กลับมาพบกับ ฝ้าย (ญารินดา บุนนาค) รักครั้งแรกของเขาอีกครั้ง เมื่อเธอพาหมามารักษาที่คลินิกของเขา หลายปีที่ไม่ได้เจอกัน เก่งรู้เพียงว่าฝ้ายแต่งงานไปกับเพื่อนสนิทของเขาและทั้งคู่เพิ่งจะหย่ากัน เก่งลังเลที่จะเริ่มต้นใหม่กับรักครั้งเก่า เขาพยายามตัดใจ
ด้วยการแกล้งทำเป็นไม่เคยรู้จักเธอ เพราะเธอเองก็จำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
         "รักที่อยากจำกลับลืม”
         ป้าสมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) กับ ลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์ )เป็นคู่รักที่พบกันในชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุ ทุกๆอาทิตย์ลุงจะขับรถจากสวนที่ชุมพรมาเรียนกับป้าที่กรุงเทพฯ เพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันครั้งละสามชั่วโมง นั่นเพราะลูกของป้าไม่เห็นด้วยที่แม่ริมีรักใหม่ใน
วัยนี้ ทันทีที่รู้ว่าครอบครัวจะย้ายไปเมืองนอก ป้าตัดสินใจฮึดหนีลูกไปหาลุงที่ชุมพร โดยที่ไม่รู้ว่าวันและวัยเป็นอีกแรงที่กำลังพรากทั้งคู่ออกจากกัน
         เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ และแม้จะรู้ว่ายิ่งจำยิ่งเจ็บ เราก็ยังเลือกที่จะต่อสู้เพื่อมีรักอันยาวนาน
 
 
เนื้อเพลง ฟังเพลง จะได้ไม่ลืมกัน – Ost.ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (เบิร์ด ธงไชย)
ไกลสุดฟ้า ก็ไม่สามารถกั้นเรา แค่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แต่การ…ได้รักเธอ นั่นคือของสำคัญกว่า และมันมีค่ามากเกินกว่าสิ่งไหนไหน
ฉันขอสัญญา… จะจำทุกเรื่องราว ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ…จะได้ไม่ลืมเธอ
ปลายขอบฟ้า กับระเบียงที่เราเคย นั่งมองท้องฟ้าด้วยกัน ต้นไม้…ต้นนั้น จะดูแลรักษามัน แทนความคิดถึง เมื่อเธอไม่อยู่ตรงนี้
 
ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ
ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป จะจำเธอไว้ และรักเธอไป…อย่างนี้
โปรดจงมั่นใจ ฉันขอสัญญา… จะจำทุกเรื่องราว ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ…จะได้ไม่ลืมเธอ จะได้ไม่ลืมเธอ..
 

จะได้ไม่ลืมกัน พี่เบิร์ด ร้องเพลง ประกอบหนัง ความจำสั้น…แต่ความรักฉันยาว ผมชอบประโยคเด็ดของหนัง และมิวสิควีดีโอ เรื่องคำถามของคนไม่มีความรัก คือ ตัวเอกคนหนึ่ง ถามว่า ลุงขับรถจากชุมพร มากรุงเทพฯ ไม่ไกลไปเหรอ? แล้วลุงตอบกลับแบบยิ้มๆว่า ถามอย่างนี้ไม่เคยมี
ความรักละสิ (ยิ้มๆ)
 
การบริหารความรู้สึก คือ อะไร ? ถ้ามันคือการให้เวลาแก่คนที่เรารักมากที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดเวลาอยู่กับคนที่เรารัก
 
ส่วนLefebvre, Love, and Struggle : Spatial Dialectics  โดย Rob Shields ระบบการแปลของ Google  ซึ่งพัฒนาแปลอังกฤษ เป็นไทย แม้ว่าจะมีปัญหา ก็ลองอ่านที่เขาแปลดูหละกัน
http://translate.google.co.th/translate?hl=th&sl=en&u=http://www.amazon.com/Lefebvre-Love-Struggle-Dialectics-International/dp/0415093694&ei=h-KwSfHZJsH7tgeFxum7Bw&sa=X&oi=translate&resnum=2&ct=result&prev=/search%3Fq%3DLefebvre,%2BLove,%2Band%2BStruggle%2B%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A2%2BRob%2BShields%26hl%3Dth%26sa%3DG
Lefebvre, Love, and Struggle : Spatial Dialectics  โดย Rob Shields ถูกแปลว่า
 Lefebvre, รักและฟันฝ่า: เกี่ยวกับอวกาศ Dialectics
 
สารบัญ
Adventure art and wars 8
Marxist , Surrealists , Navarrenx 
Philosophies Hegel Surrealism 29
Hegel , Marxists , Tristan Tzara 
the roots of Fascism 38
Marxism , Fascism , Critique of Everyday 
Moments of presence 53
Dada , Critique of Everyday , Tristan Tzara 
Postwar intellectual 81
Marxism , Situationists , Guy Debord 
Father of the dialectic and critic of Structuralism 109
young Marx , Structuralist , Maieutic 
Sartre 127
Existentialism , desiring-production , Metaphilosophie 
The production of space 141
relations of production , spatialisation , wage labour 
Conclusion 186
marxisme , France Observateur , Jean Wahl 
 
ทุกคนอยากเป็นซุปเปอร์ ฮีโร่ หรือเปล่า ผมอยากไปดูหนัง Watchman หนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ พอสมควร แต่ไม่ได้ไป ครับ
 
แล้วจักรวาลของเรา คืออะไร ? ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า จักรวาลมีรูปแบบของมัน. ขึ้นอยู่กับเราจะค้นพบมันได้หรือไม่เท่านั้น. ผมอยาก ทดลองมองโปสการ์ด และจดหมายนับล้านเรียงตัวต่อกันเป็นทาง…
 
เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คันรถ บุกประชาไทพร้อมหมายค้น และหมายจับ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บ
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15791
 
เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งเดือนนี้ ผมพบเพื่อน พี่ น้อง จากกรุงเทพฯ ทั้งทีมงานข่าว พี่ น้อง บางคนไม่เกี่ยวกับงาน ซึ่งไม่เจอกันหลายปี ฯลฯ หลายคนก็ทำงานบางด้าน บางอย่างก็เปลี่ยนไป ในเรื่องความรัก การงาน เพื่อน ร่างกาย บ้างตามกาลเวลา
ผีพิสูจน์ ไม่ได้ หรือ หมายความว่า ในทางกลับกัน ผีอาจจะมีก็ได้ และวิญญาณ นั้น มันพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน
เชคสเปียร์ กล่าวถึง คำว่า ความรัก ในหลายประโยค(คนเราก็มีมุมมองต่อความรักมากมาย) และนักวิทยาศาสตร์ หาทางพิสูจน์ประโยคว่า ความรักทำให้คนตาบอด ซึ่งพิสูจน์การทำงานของระบบประสาทในสมอง ไม่ค่อยมีเหตุผล คือ adore หรือadoringly คลั่งรัก,บูชา,รัก
งานของผม ยุ่งเหยิงมากเกิน  คือ Live Dont Know Why
Live Dont Know Why
I waited ’til I saw the sun
I don’t know why I didn’t come
I left you by the house of fun
I don’t know why I didn’t come
I don’t know why I didn’t come
When I saw the break of day
I wished that I could fly away
Instead of kneeling in the sand
Catching teardrops in my hand
My heart is drenched in wine
But you’ll be on my mind
Forever
Out across the endless sea
I would die in ecstasy
But I’ll be a bag of bones
Driving down the road alone
My heart is drenched in wine
But you’ll be on my mind
Forever
Something has to make you run
I don’t know why I didn’t come
I feel as empty as a drum
I don’t know why I didn’t come
I don’t know why I didn’t come
I don’t know why I didn’t come
 
วันที่ 8 มีค และวัน สตรีสากล
ด้วยความบังเอิญเจอแฟนเก่ารุ่นน้อง ลืมหมวกไว้ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งหมวก น่าจะกลับมาได้ และนึกถึงบางเรื่องเสกสรรค์ ประเสริฐกุล(ผู้เขียนวันที่ถอดหมวก) ที่มีโอกาสได้พูดคุยในงานเปิดร้านหนังสือสามัญชน
ส่วนผมดูSlum dog ผู้หญิง ที่ไม่ได้ช่วยตอบคำถามเธอได้ เธอวรรณะอะไร? และคนอยู่ในสลัมไทย เป็นอย่างไร?
Plot โครงเรื่อง,ช่องว่าง ที่ว่าง Space  อวกาศ   และสิ่งที่หายไป ของมุมมองแต่ละคน สตรี ชนชั้น และพระเจ้าของสลัมด็อก
ใช่ ผมเคยคิดไปแข่งเกมเศรษฐีของไทย และแม่ของผม ก็สนับสนุนมาก แล้วรายการเกมฯ ดังเลิกไปก่อนผมได้ลองสมัครไปแข่งขัน
Salim’s last words are "God is great."
Differences from the book Q & A
The Bombay Hindu-Muslim riots played no role in the book, as the ethnic or religious heritage of the main character was uncertain. I
http://en.wikipedia.org/wiki/Slumdog_Millionaire
Plot คนรักที่ทำตัวร่าเริง ทั้งที่รู้ว่าแฟนตาย เยี่ยมพ่อจอมเฮี้ยบแล้ว ไม่พูดจากัน หมาแสนซื่อ คาบรองเท้าของเจ้าของ โดยไม่เข้าใจว่าเจ้านายตายแล้ว
แหวนหมั้นที่ไม่ได้ให้สาว อีกฝ่ายไปเจอที่ใต้หมอนหลังจากเขาเสียชีวิตแล้ว และเพื่อนของผม แต่งงานกับพยาบาล เขาคือ เด็กวิจิตรศิลป์ ซึ่งเคยรักกับเพื่อนสนิท แต่ว่า เธอ แต่งงานไปกับเพื่อนเด็กวิจิตรฯ คนอื่น คล้ายกับหนังเรื่องเพื่อนสนิท
-เวลา และชาติ ภพ เกิดจากที่ว่าง  หลายเรื่องเป็นช่องว่างของ Plot ชีวิต หรือโชคชะตา และคลื่นวิทยุจากลายมือ สถิติวิทยาศาสตร์ และโชคชะตา ส่วนตนกับform
คาดหวังแล้วผิดหวัง Team Work เบสบอล และพิชเชอร์ ปักใจเชื่อว่าคนคาดหวังต่อตัวของเขาเอง
Plot คนรักที่ทำตัวร่าเริง ทั้งที่รู้ว่าแฟนตาย เยี่ยมพ่อจอมเฮี้ยบแล้ว ไม่พูดจากัน หมาแสนซื่อ คาบรองเท้าของเจ้าของ โดยไม่เข้าใจว่าเจ้านายตายแล้ว
แหวนหมั้นที่ไม่ได้ให้สาว อีกฝ่ายไปเจอที่ใต้หมอนหลังจากเขาเสียชีวิตแล้ว
Time + Place + Occasion (โอกาส) นาทีทองคูณสองเท่า  เช่น ทำบุญ ผลบุญคูณสองเท่า ถ้าทำกับพระอรหันต์(ผมดัดแปลงเอง) และหมอดูพูดอ่อนโยนตอนใจคนมาหาหมอดูอ่อนแอ คูณสองเท่า
คนมักสรุปล่วงหน้าไปก่อน และคิดว่าจะกลับมาเป็นอย่างที่สรุปไว้ ทำตามต้นฉบับจากนวนิยายสู่ภาพยนตร์ และทำตามสูตรตำราอาหาร แล้วไม่อร่อย ก็อ้างได้หนีได้
Pororoca กระแสน้ำที่ไหลย้อนกลับทวนน้ำในแม่น้ำอเมซอน
-contingent-บังเอิญ
-มหัศจรรย์แห่งจิต
-หลุมดำแห่งความรัก
-แมร์โล-ปังติ
Mourice Merleau-ponty
เพลง ซักเรื่องได้ไหม
รู้ไหมเขาดีเกินใคร รู้ไหมว่าเธอรักเขามากเหลือเกิน รู้ไหมที่เธอได้เดิน เดินเคียงคู่กับเขาเหมือนเธอฝันไป ฉันรู้แล้วมีประโยชน์อะไร แค่เธอพอใจ แต่คนที่ฟังต้องช้ำ * ไม่ต้องบอกให้รู้ซักเรื่องได้ไหม
ยิ่งเรื่องเธอกับเขายิ่งอย่าพูดเลย รู้แค่เธอนะรักกันดีอย่างเคย ก็เจ็บปวดใจแทบพัง ไม่ต้องบอกให้รู้ซักเรื่องได้ไหม บอกเลยเรื่องนี้เกินกำลัง เรื่องไหนฉันพร้อมจะฟัง ฉันขอไม่ฟังแค่เรื่องเขาได้ไหมเธอ
รู้ไหมฉันเป็นยังไง เวลาที่เธอนั้นพูดให้ฟัง ในใจมันร้าวมันพัง คำพูดเธอขุดหลุมฝังฉันทั้งเป็น ถ้ารู้แล้วไม่ลำบากลำเค็ญ ถ้าไม่จำเป็น ไม่บอกให้ฟังได้ไหม
(ซ้ำ *)รู้ทั้งรู้ ว่าใจของเธอน่ะมีแต่เขา แล้วรู้ไหม ว่าใจของใครที่ต้องปวดร้าว (ซ้ำ *)
 
ช่วงนี้ ผมกลับบ้าน
 
วันที่ 9-31 มีนาฯ 
ผมเริ่มมีอาการเป็นหวัด จนหายหวัดเบาได้เยอะ อากาศเชียงใหม่หมอกควัน ผมขึ้นลงเชียงใหม่ไปงานศพ’รงค์-ธุระต่างๆ เจอเธอ ฯลฯ
 ช่วงก่อน ดูหนังเรื่องสลัมด็อก ไม่มีผิดหรือถูก และแนวคิดแบบเซนก็ไม่เน้นถูกหรือผิด เช่นเดียวกัน จงมีสติอยู่อย่างเซน ในชีวิตประจำวัน
ก่อนนอน
ผมอยากเอาบางส่วน ซึ่งเขียนจากเรื่อง อยู่อย่างเซน มาตอบประเด็นเชิงศีลธรรม
น่าคิดเชิงกฏหมายฯ เรื่องความผิด
…อยู่อย่างเซน : ละเอียด ศิลาน้อย เรียบเรียง
ว่าด้วยตรรกะ เป็นเรื่องของเหตุผล ก็คือ เรื่องของการชี้ว่าอะไร อย่างไร และเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะเป็นอย่างอื่นได้อีก ดังนั้น เมื่อสิ่งหนึ่งถูก สิ่งอื่นก็ต้องผิด แทนที่จะหาความสามารถอยู่อย่างสันติต่างหาก(ถูกและผิด ในนิทานเซน ไม่มีผิด)
อ่านเรื่องเซน อ้างถึงว่า พระพุทธองค์ ก็ตรัสว่า มนุษย์เรานี่ชอบยืนยันสุดโต่งไปทางเดียวว่าสิ่งนี้ถูกต้อง สิ่งอื่นๆผิดหมด และก็ฝังหัวกันมาแต่อย่างนี้ เห็นมีแต่เรื่องผิด!
ฯลฯ
นิทานเซน ที่หนังสือเล่มนี้ ยกตัวอย่างเรื่องของความถูกผิด (ลองอ่านดูหละกัน)
ผมมักคิดถึงเรื่องอาชีพ และการงานของผม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน และปัญหาทางการเมือง และความน่าจะเป็น สถิติ วิทยาศาสตร์ต่อหมอดู คำถามกว้างๆ ที่ไม่มีผิด หรือ ถูก ตรงกันข้ามกับเซน
 
 
เนื้อเพลง: Sunrise
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ Norah Jones
Sunrise, sunrise
Looks like mornin’ in your eyes But the clocks held 9:15 for hours Sunrise, sunrise
Couldn’t tempt us if it tried ‘Cause the afternoon’s already come and gone And I said hoo…
To you
Surprise, surprise Couldn’t find it in your eyes
But I’m sure it’s written all over my face
Surprise, surprise
There was something I could hide
When I see we made it through another day
And I said hoo…
To you  Now good night  Throw its cover down On me again
Ooh and if I’m right
It’s the only way
To bring me back
Hoo…
To you
Hoo…

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to วิถีชีวิตประจำวัน ก่อนบวชเป็นพระ

  1. Apple says:

    สวัสดีพี่บอย สบายดีนะ??? ได้แว๊บ(ซอกแซก)เข้ามาอ่านที่พี่บอยเขียนบ้าง ไม่รู้ว่าอนุญาตรึเปล่า(แต่อ่านไปแล้วน่ะ) พี่เขียนเยอะดีนะ เขียนถึงเรื่องต่างๆ เยอะดีในnetwork แอ๊ป เพื่อนมันปล่อยเป็น space ร้างไปหมด เห็นพี่เขียน ว่าจะบวช??? เหรอ ก็ขออนุโมทนาสาธุ ไปด้วยนะ เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็มีโอกาสไปถือศีล ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ที่ขอนแก่นอยู่ 3 วัน ได้พัฒนาความเป็นมนุษย์ของตัวเองขึ้นบ้าง ดีเหมือนกันนะเอ่อ…เห็นพี่เขียนถึง เสกสรรค์ ประเสริฐกุลด้วย แอ๊ปเป็นแฟนคลับเลยนะ เคยไปรับแกที่สนามบินทีนึง แต่เชื่อมะ ว่าไม่กล้าคุยอ่ะ คุยซะยาวเลย ไปล่ะหวัดดีนะแอ๊ป

  2. akkaphon says:

    ไง แอ๊บ สบายดี ป่ะ พี่เห็นในเน็ตเวิรค์ ว่าไปปฏิบัติมา ก็น่าสนใจช่วงนี้ พี่กำลังจะบวช และก็ขอบคุณมาก สำหรับการอนุโมทนาจำได้ว่า แอ๊บ เคยอ่านหนังสือของเสกสรรค์ฯ พี่เจอเขาก็คุยกันสนุกๆหลายเรื่อง ทั้งการเมือง ชีวิต ธรรมะ ต่างๆ ส่วนสแปซ พี่ก็เขียนไปตามอารมณ์ส่วนตัว อย่างเช่น เสกสรรค์ฯ 555แล้วคุยกันใหม่ น่ะ แอ๊บเจอกันๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s