Everyday’s life ชีวิตประจำวัน

Everyday’s life ชีวิตประจำวัน
 
วันที่ 1 มีค เพื่อนของผม ชาวปกากะญอ คนหนึ่งอกหัก สาวไปแต่งงานกับคนอื่น
 
If true politics involves a knowledge of everyday life and a critique of its requirements, conversely everyday life involves a critique of all politics.”
http://www.versobooks.com/books/klm/l-titles/lefebvre_h_critique_v1.shtml
 
การบริหารความรู้สึก คือ อะไร ? ถ้ามันคือการให้เวลาแก่คนที่เรารักมากที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดเวลาอยู่กับคนที่เรารัก
และความเชื่อ ความรัก ว่าบันทึกเสียงวิญญาณ(ดูรายการทางทีวี) ถ้าวิญญาณของคนรักได้ จากเครื่องบันทีกเทปเสียง และหมู่เลือด B กินผักมากๆ ดีมีประโยชน์ น่ะครับ (จะได้มีสุขภาพแข็งแรง อยู่มีชีวิตนานๆ)
ด้วยความรัก แล้วความรู้สึกเร็ว หรือ ช้า อุปมากับเต่า Turtles Can Fly การแบกความหนักความรู้สึกเดินเร็ว หรือช้า อาจจะเท่ากัน ในภาระของความรู้สึก
เวลาในชีวิตประจำวัน มันเป็นอาหารที่ย่อยยากที่สุด คือ เวลา แล้วถ้าคุณถูกบังคับให้กินเวลา
 
อุปมา ราหูอมจันทร์ และกินยาระงับประสาท
การเดินทางในจักรวาล ที่กว้างใหญ่ ผจญภัยหนีความซ้ำซากจำเจของชีวิตประจำวัน ซึ่งจักรวาล คือ สถานที่เวลาเคลื่อนไป ราวกับไร้จุดจบ
และความทรงจำ คือ จักรวาลอย่างหนึ่งที่อยู่ในหัวใจของคน เมื่อเขาตายไปจักรวาลนั้น ก็หายไป
ดวงดาวแห่งอนาคต คือ ตัวแทนคนหนุ่มสาว ที่พร้อมจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เชื่อมั่นในอนาคตว่า ต่อจากนี้ไปล่ะ เต็มไปด้วยกำลังใจ
กาแล็คซี่ เอ็กซ์เพรส
ระหว่างความสิ้นหวัง กับความหวัง คือ ทางสายกลาง ไม่สุดขั้วเกินไป
 
ในชีวิตประจำวันของเรา เกี่ยวข้อง เวลา และจักรวาล ไหม? Place Space and Time
Critique of Everyday Lifeโดย Henri Lefebvre
เนื้อหา
Clearing the Ground 1
critique of everyday, reprivatization, total woman
The Formal Implements 100
Georges Gurvitch, praxis, ontology
The Specific Categories 180
ontology, dialectic of nature, empiricism
The Theory of the Semantic Field 276
semantic field, social text, reflex actions
The Theory of Accumulative and Nonaccumulative 315
lative, surplus labour, duction
The Theory of Moments 340
semantic field, theory of moments, existentialism
 
 
ผลงานของคนเขียนเรื่องThe production of space โดย Henri Lefebvre,
http://books.google.co.th/books?id=SIXcnIoa4MwC&dq=the+production+of+space&source=gbs_summary_s&cad=0
 
Lefebvre, Love, and Struggle โดย Rob Shields
 
148.พรเทพ สหชัยรุ่งเรือง. มโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลา (The Concept of Time Travel)

 

"การเดินทางข้ามเวลา" ในวิทยานิพนธ์นี้หมายถึงการเดินทางกลับไปสู่อดีต ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถศึกษาได้หลายแนวทาง แต่ผู้เขียนศึกษาในแง่ของความเป็นไปได้ทางตรรกะเท่านั้น วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์คือเพื่อศึกษามโนทัศน์เรื่อง การเดินทางข้ามเวลา วิเคราะห์ปฏิทรรศน์ต่างๆ ของการเดินทางข้ามเวลา ที่ถกเถียงกันอยู่ในปรัชญา และประเมินความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลา ผู้เขียนจะเริ่มต้นการศึกษาด้วย ปัญหาเชิงปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา ซึ่งแบ่งเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ ปฏิทรรศน์คุณปู่และปฏิทรรศน์ความรู้ ปฏิทรรศน์คุณปู่ได้แสดงว่า การเดินทางข้ามเวลามีนัยไปสู่สถานการณ์ที่ขัดแย้งในตัวเอง เช่น การฆ่าปู่ก่อนการให้กำเนิดพ่อของตัวเอง ดังนั้น การเดินทางข้ามเวลาจึงเป็นไปไม่ได้ทางตรรกะ ลูอิสปฏิเสธการส่อนัยนี้ด้วยการชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์เหล่านั้นจะถูกขัดขวางด้วยความบังเอิญ แต่ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอของฮอร์วิชที่ว่า ความบังเอิญซึ่งทำให้การพยายามฆ่าปู่ต้องล้มเหลว อย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ ที่ทำให้อนุมานได้ว่าการเดินทางข้ามเวลา มีนัยไปสู่สถานการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้น การเดินทางข้ามเวลาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกที่เป็นอยู่ ส่วนปฏิทรรศน์ความรู้ได้แสดงว่า การเดินทางข้ามเวลามีนัยไปสู่สถานการณ์ที่แปลกประหลาด อันได้แก่ การเป็นพ่อแม่ตัวเองของนักเดินทางข้ามเวลา การเกิดวัตถุทางกายภาพจากความว่างเปล่า และการได้ความรู้โดยปราศจากกระบวนการแก้ปัญหา แต่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า ปฏิทรรศน์นี้ไม่ได้มีนัยไปสู่ความขัดแย้งในตัวเอง ดังนั้น การเดินทางข้ามเวลาจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางตรรกะ แต่ด้วยแนวเหตุผลของฮอร์วิช จากสิ่งที่เรารู้ว่าจริงในโลกของเรา เรามีเหตุผลเชิงประจักษ์ที่จะอนุมานได้เช่นกันว่า การเดินทางข้ามเวลาไม่น่าจะเป็นไปได้ในโลกที่เป็นอยู่ ท้ายที่สุด ผู้เขียนจะพิจารณาข้อเสนอของด๊อทยช์และล็อควูด ที่ใช้การตีความการมีหลายจักรวาล ของกลศาสตร์ควอนตัมเพื่อแก้ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา แม้ว่าจะสามารถเลี่ยงปัญหาเชิงปฏิทรรศน์ได้ แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า จากปัญหาเกี่ยวกับจักรวาลคู่ขนานที่มีเป็นอนันต์ ในการตีความเช่นนั้น แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางญาณวิทยา

http://library.car.chula.ac.th:82/search*thx/a{702}{707}{736}{695}{702}/a|bec3b7e0be/25,35,57,B/frameset&FF=a|bec3b7e0be+cacbaad1c2c3d8e8a7c3e0d7cda7&1,1,

 การเดินทางข้ามเวลา
Time Travel
 1. ความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลา
2. ข้อโต้แย้งทางตรรกะต่อการเดินทางข้ามเวลา
3. ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา
4. การเดินทางข้ามเวลากับแนวคิดจักรวาลคู่ขนาน
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

http://74.6.239.67/search/cache?ei=UTF-8&p=%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2&fr=yfp-t-501&fp_ip=TH&u=www.philospedia.net/time%2520travel.html&w=%22%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%99+%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3+%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87+%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1+%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%22&d=Afpn8J2uSNce&icp=1&.intl=us

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2484
ซิติเซน เคน (Citizen Kane) ภาพยนตร์เรื่องเอกของ ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles) ออกฉายรอบปฐมฤกษ์ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซิติเซน เคนเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับความรุ่งเรืองและความตกต่ำของเจ้าพ่อแห่งวงการหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันผู้ไร้คุณธรรม นามว่า ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน (Charles Foster Kane) แสดงโดยเวลส์ ตัวละครนี้มีเค้าโครงมาจาก วิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์สต์ (William Randolph Hearst) นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน เวลส์ใช้เทคนิคเล่าเรื่องแบบย้อนกลับสู่อดีต (Flashback) โดยใช้เทคนิคอันชาญฉลาดมากมาย นักวิจารณ์ต่างพากันยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์  หนังเรื่องนี้ส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปภาพยนตร์เป็นอย่างมาก โดยเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเวลส์ ซึ่งเขาได้ร่วมเขียนบท กำกับ และอำนวยการสร้างในปี 2484 ด้วยวัยเพียง 26 ปี
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=News&new_topic=12&pagenum=26

 
Kafka "ศิลปะก็คือเงาสะท้อนที่บางครั้งก็เดินเร็วเหมือนนาฬิกา" อักษรสาร : 73 ฉ.7 ปีที่1 กย.2551
Soul is Memory  and Time not Mean in Soul circle Forever
Feeling  รู้สึกผิดชอบชั่วดี ความพยาบาทของเจ้าทุกข์ มันไม่มีอายุความ
 
จากคดีความสู่คำพิพากษา 
  จากคดีความสู่คำพิพากษา ฟรันซ์ คาฟคาและชาติ กอบจิตติ
ความสลดหดหู่ที่เกิดขึ้นในคำพิพากษาของชาติ กอบจิตติคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องย้ำหรือนำมาเล่าย้อนในที่นี้ เจตนา นาควัชระได้กล่าวเอาไว้ในบทวิจารณ์ชิ้นหนึ่งว่า ‘ ความตายของฟักตัวเอกของเรื่องเป็นสิ่งที่ทำให้สถานะแห่งความเป็นมนุษย์ของเราท่านทั้งหลายต้องสั่นคลอนไปด้วย 1′ ( น. 75)
 
 เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่คำกล่าวนี้ก็เป็นจริงสำหรับนักอ่านอีกหลายคน ภาพเสนอของฟักและนางสมทรงทั้งในรูปของภาพยนตร์-ละครโทรทัศน์ หรือกระทั่งคำสรรเสริญยกย่องนวนิยายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ‘ คำพิพากษา ‘ ในความหมายนี้คือการตัดสิน ‘ โทษตาย ‘ ที่ชาวบ้าน ชุมชน และระบบศีลธรรมหยิบยื่นแก่ฟัก หรือหากจะกล่าวในอีกทางหนึ่ง นี่เป็นคำพิพากษาที่ถูกผลิตซ้ำในความเข้าใจของผู้อ่านมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 26 ปี
เจตนา นาควัชระตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งไว้ในบทวิจารณ์เดียวกันว่า ‘ เมื่อได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้แล้วผู้อ่านเป็นจำนวนมากคงจะอดคิดเลยกรอบของเรื่องไปไม่ได้ว่า ผู้ที่อยู่นอกวรรณกรรมเรื่องนี้ก็กำลังตกเป็นจำเลยด้วยเช่นกัน เราควรจะถามตัวเองว่าใครกันแน่ที่กำลังถูก พิพากษา ” เราอาจจะอดคิดไม่ได้ว่าผู้ประพันธ์เรื่องนี้ออกจะเป็นคนที่โหดเหี้ยม เพราะในโลกแห่งจินตนาการที่เขาสร้างขึ้นมาครอบเราในฐานะผู้อ่านนั้น เขาเร่งเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติไปถึงจุดที่เราต้องยอมรับว่า พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายของโลกแล้ว 2′ เจตนาอาจจะไวต่อความรู้สึกมากเกินไปที่มองว่าจุดจบที่ทารุณของคำพิพากษาเป็นวันโลกาวินาศที่เคลื่อนเข้ามา ท่านต่อเส้นเชื่อมระหว่างคำว่า ‘ คำพิพากษา ‘ ไปสู่ ‘ วันพิพากษา ‘ ของชาวคริสต์ อย่างไม่ลังเลใจ โดยส่วนตัวถึงชาติ กอบจิตติจะไม่ได้วาดภาพของโลกไว้สวยงามสว่างไสว ทว่าก็ไม่ได้มืดมนหดหู่ใจไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยการมองโลกในแง่ร้ายแบบชาติก็ยังเป็นสิ่งที่อธิบายได้ ยิ่งถ้าเรามองเห็นเหตุผลในการสร้างชะตากรรมแบบฟักและนางสมทรงขึ้นมาก็ยิ่งชัดเจนว่า ความตายถือเป็นความกรุณาของชาติที่ส่งยื่นแก่ฟัก หรือการเผาศพเพื่อทดลองเครื่องจักรกลชิ้นใหม่ ก็เป็นการจบอย่างเคร่งครัดมีระเบียบแบบแผน
 
สิ่งที่บทวิจารณ์ของเจตนาลืมที่จะวิจารณ์ หรืออย่างน้อยท่านก็ได้มองข้ามไปง่ายๆ ก็คือ ไม่มีใครบนโลกนี้ที่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ภายใต้การติดตามไล่งับความคิดของสังคมเหมือนอย่างเช่นที่ซอเรน เคียร์เคอการ์ด 3 กล่าวไว้ ในหนังสือ Fear and Trembling ว่า ‘ จุดเริ่มของระบบศีลธรรมนั้นก็ไม่ได้มาจากการขจัดหรือระงับการกระทำที่ชั่วร้าย หากมันเริ่มต้นจากการนิยามความชั่วร้าย ‘ พูดให้ง่ายระบบศีลธรรมเป็นผู้สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาในสังคม และฟักก็ไม่ใช่นักบุญหรือนักบวชอะไรเลย หากเป็นเพียงคนที่ไม่ยอมรับความจริง ความจริงที่ว่าเขาละเลยความรู้สึกแบบมนุษย์ ความผูกพันที่นางสมทรงมีต่อเขา ความสัมพันธ์ของฟักกับสมทรงที่จริงแล้วก็คือลักษณะของคู่ชีวิตแบบหนึ่ง (จะมีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่มีก็ตามแต่) ระหว่างที่ชาวบ้านและชุมชนทำให้ฟักกลายเป็นอื่น ฟักก็ทำให้นางสมทรงเป็นอื่นไปด้วยคำตัดสินว่านางเสียสติ ซึ่งนั่นหมายความว่าฟักก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นๆ เลย (กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต) เพียงแต่ระบบศีลธรรมที่อยู่กับตัวเขาไม่สามารถทำให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง และคนอื่นก็ไม่ควรเชื่อ เพราะฟักได้ถูกชาติถีบส่งไปยืนอยู่ปลายแถว ด้วยการทำให้ฟักตกอยู่ใต้อาณัติของความเมา คนเมากับคนบ้าในเรื่องนี้มีสถานะเทียบเท่ากัน เพียงแต่คนบ้าอาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใด ขณะที่คนเมาเมื่อกระทำสิ่งใดแล้ว เขาหรือเธอจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้น หากในช่วงท้ายๆ ของชีวิตฟักเคยสร่างเมานานที่สุดแค่ไหนกัน ?
 
ความรุนแรงหรือความน่าเศร้าที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากชะตาชีวิตที่ดิ่งต่ำของฟัก การถูกข่มเหงรังแกโดยชุมชน หรือความล้มเหลวไม่เป็นท่าของระบบศีลธรรม หากเป็นเพราะศิลปะการจัดวางของชาติต่างหากที่ทำให้สังคมมนุษย์ในเรื่องคำพิพากษามีลักษณะเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง เหมือนอย่างที่สัปเหร่อไข่พูดกับฟักว่า ‘ ถ้าจับคนในตำบลมายืนเรียงแถวกันตามฐานะหน้าตาในตำบล ข้าคงต้องอยู่ท้ายแถววันยังค่ำ เพราะข้าเป็นคนต่ำต้อย เป็นแค่สัปเหร่อ แต่ตอนนี้สิ เอ็งกับข้ามันก้ำกึ่งกันอยู่ ว่าใครจะยืนอยู่ท้ายแถวกันแน่ ‘ ( น. 149)
การพิพากษาเป็นคำที่ประกอบขึ้นด้วยความสัมพันธ์สองด้าน ระหว่างการพิพากษาผู้ใดผู้หนึ่ง กับการถูกผู้ใดผู้หนึ่งพิพากษา (เป็นการกระทำและถูกกระทำ) แน่นอนความสัมพันธ์ระหว่างสองด้านของการพิพากษาเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบหนึ่ง และมันยิ่งถ่างขยายให้ผลลัพธ์จากการพิพากษา (หรือการถูกพิพากษา) รุนแรงมากขึ้นด้วยความเหลื่อมล้ำที่ถูกกำหนดขึ้น สังคมรอบข้างฟัก วัด โรงเรียน หรือชุมชน ไม่ได้วิปริตหรือผิดปรกติเหมือนอย่างที่เจตนากล่าว หากการยอมรับบทบาทในละครแห่งความเหลื่อมล้ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาต่างหากที่เป็นความวิปริตหรือผิดปรกติของเรื่องราวในคำพิพากษาของชาติ
 
เมื่ออ่านคำพิพากษาของชาติ กอบจิตติแล้ว หลายท่านคงนึกไปถึงนวนิยายเรื่องคดีความ ( Der Proze?) ของฟรันซ์ คาฟคา ตรงที่ก็เป็นเรื่องของบุคคลที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ทั้งที่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าความผิดที่ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร คดีความเปิดเรื่องขึ้นในเช้าวันหนึ่ง วันที่สมุห์บัญชีธนาคาร โยเซฟ คา มีอายุครบสามสิบปีพอดี ชายแปลกหน้าบุกเข้าจับกุมคาในห้องนอนของเขาด้วยคดีที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เจ้าหน้าที่ (ที่คาฟคาเรียกว่า ยาม) นั้นไม่ได้นำตัวคาไปในทันที เพียงแต่ทำการนัดแนะกับเขาว่าคาต้องไปรับฟังการไต่สวนเมื่อใด การไต่สวนคดีครั้งแรกถูกจัดขึ้นในสถานที่ที่ดูไม่เหมือนจะเป็นศาล ผู้พิพากษาสอบสวนเหมือนกับจะเป็นที่ถูกคารุกเร้าโจมตีด้วยคำพูดมากกว่าจะทำหน้าที่ไต่สวนคดีว่า ‘ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการจับกุมผมและการสอบสวนในวันนี้จะต้องมีองค์กรใหญ่องค์กรหนึ่งเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง มันเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยความสกปรก ‘ ( น. 71)
 
แม้การไต่สวนครั้งนี้จะไม่ได้ให้ความกระจ่างแก่คดีของคาแต่อย่างใด แต่มันก็เป็นจุดเริ่มของเรื่องราวประหลาดที่ติดตามมา คาเดินทางไปฟังคำสอบสวนอีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ถัดไป แต่เขากลับพบเพียงห้องประชุมที่ว่างเปล่า ? ที่น่าแปลกก็คือคาพบว่าหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะผู้พิพากษากลับไม่ใช่หนังสือทางด้านกฎหมายหากเป็นหนังสือที่มีภาพลามกและนิยาย
 
ลักษณะเฉพาะในงานเขียนชิ้นนี้ของคาฟคา (ที่ถือได้ว่ามีความแตกต่างจากงานประพันธ์อื่นๆ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน) ก็คือการทำให้เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์เชื้อชวนให้รู้สึกกังวลสงสัย หรือหวาดระแวงได้แทบจะตลอดเวลา เหมือนอย่างเช่นตอนที่คาเข้าไปในห้องประชุมแล้วพบว่าไม่มีการไต่สวน ครู่ต่อมาภรรยาของภารโรงก็เข้ามาตีสนิท กระทั่งยั่วยวนเขาด้วยการถลกขาอ่อนเพื่อโชว์ถุงน่อง (ที่ผู้พิพากษาสอบสวนคดีมอบให้) ให้คาดู
ผู้คนที่รายล้อมตัวคาเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกที่ปรกติ หรือที่จริงการไต่สวน และบุคลากรเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับคดีแทบทั้งสิ้นนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีสถาบันเป็นหลักแหล่งตายตัว อย่างห้องประชุมที่ดูเหมือนใช้พื้นที่ร่วมกันกับห้องซักรีด ห้องใต้หลังคาที่กลายเป็นสำนักงานศาล หรือในตอนที่ยามที่บุกเข้ามาจับกุมคาในตอนต้นเรื่องถูกลงโทษโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า สถานที่ที่ใช้ลงโทษก็เป็นห้องเก็บของในธนาคารของคา หรือกระทั่งลานประหารอันเป็นสถานที่จบชีวิตของคาก็เป็นเพียงแค่ลานระเบิดหิน
 
ตัวละครต่างๆ ที่โผล่เข้ามาและจากไปอย่างไม่มีเงื่อนงำ อย่างลุง (ที่คาเรียกท่านว่า ‘ ปิศาจชนบท ‘ เพราะลุงได้ย้ายออกจากตัวเมืองไปพำนักพักพิงที่ชนบทได้เป็นเวลายี่สิบปี) ก็ดูเหมือนมีขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนทางด้านจิตสำนึกของชาติตระกูล มากกว่าจะเป็นตัวละครจริงๆ (เพราะเราจะเห็นว่าความพยายามช่วยเหลือของลุงทั้งหมดเป็นไปก็เพื่อให้คาไม่ต้องแพ้คดี ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคาได้ทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล) หรือตัวละครผู้หญิงที่มีบุคลิกตีสองหน้าอย่างเลนี , ภรรยาของภารโรง หรือบืร์สเนอร์พนักงานพิมพ์ดีดสาว (ที่ต้นเรื่องคาแสดงออกว่าสนใจในตัวเธอ) ก็เป็นตัวแทนของกลไกปรารถนาที่อยู่ในตัวคา ผิดก็แค่ความปรารถนานั้นมักจบลงที่ความรู้สึกของคาที่ว่าเขากำลังถูกหลอก ไม่ว่าการวิเคราะห์แบบแยกส่วนในลักษณะนี้จะเป็นผลผลิตของ ‘ คาฟคาวิทยา ‘ แบบที่มิลาน คุนเดอราได้กล่าวไว้ในเชิงเหน็บกัด หรือไม่ก็ตาม แต่เราก็จะเห็นได้ว่ากระบวนการยุติธรรมในเรื่องคดีความมีลักษณะเชิงกล 4 อยู่ไม่น้อย อย่างเช่นกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดทำงานแบบจักรกล เป็นจักรกลของระบบราชการที่ฟันเฟืองแต่ละอัน มีขั้นตอน และลำดับชั้นชัดเจนตายตัว เป็นระบบที่ทำงานด้วยปูนบำเหน็จและการเฆี่ยนตี ความเป็นเชิงกลในระบบปรัชญาอธิบายว่า สิ่งต่างๆ ที่กำเนิดมาหรือสิ้นสุดลง ล้วนถูกกำหนดมาแล้ว (ด้วยความเป็นสาเหตุและผลลัพธ์) คดีความของคาจึงมีคำตัดสินรออยู่ก่อนแล้ว เหมือนอย่างถ้อยคำหนึ่งที่ว่า ‘ การดำเนินคดีไม่เพียงจะไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชนเท่านั้น หากยังไม่เป็นที่เปิดเผยสำหรับตัวผู้ต้องหาอีกด้วย ‘ ( น. 156) การไต่สวนที่ผู้ต้องหาหรือทนายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่กระบวนการไต่สวนเพื่อตัดสินจริงๆ หากเป็นละครหน้าม่านก่อนที่การพิพากษาจะเปิดฉากขึ้น
 
ในบทก่อนสุดท้ายซึ่งเป็นเหมือนบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดคาฟคาใช้การโต้ตอบกันระหว่างคาและบาทหลวง (ที่อ้างตัวว่าเป็นคนของศาล เหมือนเช่นที่ชายวาดภาพทิโทเรลลี เด็กๆ และคนอื่นๆ อ้าง) เป็นตัวเปิดประเด็นความคิดทั้งหมด ด้วยการยกเอาบทนำของกฎหมายที่เป็นนิทานเปรียบเทียบมาเล่าความตอนนี้มีอยู่ว่า “‘ ทุกคนต้องการเข้าถึงกฎหมาย แต่ทำไมในระยะเวลาหลายปีมานี้ถึงไม่มีใครเรียกร้องสิทธิ์นี้นอกจากผม ‘ คนเฝ้าประตูรู้ว่าชายคนนี้กำลังจะถึงจุดจบของชีวิต เขาจึงตะโกนดังๆ เพื่อให้ชายชราได้ยิน เพราะหูตึงไปแล้ว ‘ ไม่มีใครคนอื่นสามารถผ่านประตูนี้เข้าไปได้หรอก เพราะประตูนี้มีไว้สำหรับแกคนเดียวเท่านั้น ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ และจะปิดประตูด้วย ‘” ( น. 294) คาถูกนำตัวไปประหารหลังจากการไต่สวนคดีของเขาดำเนินไปได้หนึ่งปีเต็ม ซึ่งก็ตรงกับวันครบรอบวันเกิดปีที่สามสิบเอ็ดพอดี ถ้อยคำสุดท้ายที่หลุดจากปากของคาออกมาคือ ‘ เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ‘ ( น. 303) การเปรียบกับสุนัข นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก คามักจะใช้คำว่า ‘ สุนัข ‘ อยู่หลายหนในการเปรียบเปรยกับการตกอยู่ในสภาพที่ทุเรศทุรัง
 
หากเปรียบเทียบกันแล้ว บริบทแวดล้อมรอบตัวคานั้นวิปริตแปรปรวนกว่าสังคมของฟักในคำพิพากษา อย่างไม่ต้องสงสัย องค์ประกอบต่างๆ ในเรื่องถูกโยงเข้ากับคดีความ โลกของฟรันซ์ คาฟคาถูกเปลี่ยนเป็นฝันร้ายหรือเรื่องน่าสะพรึงกลัวได้ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มหรือลดทอนอะไรก็ตามที่เราเคยรับรู้ในโลกความเป็นจริง (ในคดีความเราจะการร้อยรัดระหว่างจักรกลกฎหมาย ราชการ ศาสนจักร หรือกระทั่งธุรกิจการเงินราวกับระบบประสาทที่เชื่อมโยงถึงกัน)
แม้จุดจบของตัวเอกทั้งคาและฟักคือความตาย แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ คาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองคือเป็นเหยื่อ หรือไม่ก็เกลียดกลัวความสะเทือนใจและท่าทีสงสารตัวเอง (แบบเดียวกับฟักในคำพิพากษา) ไม่ใช่เพราะคามีฐานะทางสังคมที่ดีกว่าฟัก ทว่าเป็นท่าทีหรือมุมมองต่อ ‘ คดีความ ‘ ซึ่งถูกส่งมายังคนทั้งสอง อย่างที่ไม่มีใครรู้ตัวมาก่อนล่วงหน้า
 
อ้างอิง
1 ทางอันไม่รู้จบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ (น. 75)
2 อ้างแล้ว (น. 76)
3 S?ren Kierkergaard (1813-1855) นักปรัชญา-เทววิทยาชาวเดนมาร์ก ผู้ที่ทำการโจมตีนักเทววิทยาทั้งหลายที่พยามเปลี่ยนศาสนาไปสู่ระบบวิธีคิดในแบบที่เป็นเหตุเป็นผล ถ้อยคำที่ยกมาจาก Fear and Trembling อาจฟังดูขัดแย้งในความเป็นคริสเตียนของเขา แต่เขาพูดเช่นนี้ก็เพื่อยืนยันหรือสนับสนุนความเชื่อ ความเชื่อที่ก้าวข้ามกรอบเกณฑ์ทางศีลธรรม ในหนังสือเล่มนี้เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาตอนหนึ่งในบทปฐมกาลที่อับราฮัมถูกทดสอบโดยพระเจ้าให้เขานำเอาตัวอิสอัคบุตรชายไปสังเวยพระองค์
4 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสจิลส์ เดอเลอซ ( Gilles Deleuze) ได้ทำการวิเคราะห์ให้เห็นลักษณะเชิงกลที่อยู่ในงานของคาฟคาออกมาได้อย่างน่าสนใจ เดอเลอซมองว่า ‘ กฎหมาย ‘ ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจะ ‘ รู้ ‘ ได้ด้วยตัวเราเอง การรู้กฎหมาย (ที่ไม่ใช่การจำ) ในความหมายของคาฟคาคือ ‘ ทางตัน ‘ หรือพูดให้ง่าย เราจะรู้กฎหมายก็เมื่อเราถูกลงโทษด้วยกฎหมาย แบบเดียวกับเรื่องสั้นแดนลงทัณฑ์ของคาฟคา ที่เป็นภาพของเครื่องลงโทษที่จารึกตัวอักษรลงไปบนร่างของผู้กระทำผิดก่อนจะทำการประหาร
 
พื้นที่ว่างของ จิลล์ บอกถึงภาพยนตร์ได้เปลี่ยนจากยุค ตัวละครเป็นภาพเคลื่อนไหวของสถานที่ สู่ภาพตัวละครกับการเคลื่อนที่ว่างทางเวลา ซึ่งเปรียบเทียบกับพื้นที่ว่างของSymbol of stupa แล้วจักรวาลของพุทธ แตกต่างทางมิติของความคิด บริบทForm การนำเสนอศิลปะ
 
วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11293 มติชนรายวัน
ชะตากรรม "อาเซียน" จากอคติที่แอบแฝง สู่ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ
โดย ปิติพงศ์ เมืองสง
 
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 จากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 14-15 ธันวาคม 2551 มีอันต้องเลื่อนไปเป็นช่วง 27 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2552 โดยใช้สถานที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงแรมดุสิตรีสอร์ท เป็นที่ประชุม
แต่เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สถานที่จัดการประชุมที่ระบุนี้อาจจะมีเปลี่ยนแปลงอีกก็เป็นได้
แต่ก่อนจะถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอย่างเป็นทางการตามวันเวลาดังกล่าว ซึ่งมีประเทศไทยยุคนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเจ้าภาพ สถาบันการศึกษามีชื่อของไทยได้จัดการสัมมนาและอภิปรายขึ้น เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนถึงวันจัดประชุมจริงๆ ของสุดยอดผู้นำ ซึ่งนับเป็นการปูพื้นฐานประเด็นปัญหาเรื่องราวของอาเซียนให้คนไทยได้รับรู้กันก่อน
เพราะงานยักษ์ครั้งนี้ เจ้าภาพเองเชื่อว่าเป็นงานที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และตลาดการค้าโดยแท้ รวมถึงความเชื่อมั่นและการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เนื่องจากก้าวสำคัญต่อจากนี้ คือการจัดตั้ง "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" หรือ "ASEAN Economic Community : AEC" ซึ่งเป็นหนึ่งในสามหลักการสำคัญในการสร้างประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) มีเป้าหมายให้แล้วเสร็จในปี 2563
สถาบันการศึกษาที่สนใจเรื่องนี้ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นผู้จัดสัมมนาเชิงวิชาการอุษาคเนย์ครั้งที่ 6 หัวข้อ "อคติที่แอบแฝง สู่ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ" ที่หอประชุมใหญ่ มธ. ท่าพระจันทร์
 
ช่วงเช้าของงานมีปาฐกถานำ เรื่อง "ลัทธิชาตินิยมเก่ากับชาตินิยมใหม่ในสังคมไทย" หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยองค์ปาฐก ศาสตราจารย์ ดร.เบเนดิกต์ โอกอร์แมน แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยคอร์เเนล สหรัฐอเมริกา
ดร.เบเนดิกต์กล่าวว่า เกือบ 150 ปีมาแล้ว ลอร์ด แอคตัน นักประวัติศาสตร์ชื่อดังแห่งสหราชอาณาจักร แสดงความวิตกกังวลต่ออนาคตว่า จะมีอำนาจที่ทรงพลังอย่างยิ่งเข้ามาคุกคามความชอบธรรมทางกฎหมาย สิ่งนั้นคือ ลัทธิชาตินิยม
การจะเข้าใจสิ่งนี้ให้กระจ่างชัด ต้องย้อนไปเมื่อ ค.ศ.1870 ครั้งที่ฝรั่งเศสโค่นล้มราชวงศ์ ประเทศมหาอำนาจทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกาต่างถูกปกครองโดยพระมหากษัตริย์ การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีปัญหากับลัทธิชาตินิยม เหตุเพราะเป็นการสร้างแนวคิดของความไม่เท่าเทียมกันทางประเพณี และความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของการจัดระบบทางชนชั้น
 
ขณะที่ลัทธิชาตินิยม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมในด้านต่างๆ กันอย่างสมบูรณ์ และก่อให้เกิดสำนึกของชุมชน ความเป็นพี่น้อง ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลานั้นที่ต่างพยายามดิ้นรนจะเป็นรัฐชาติ
"ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เป็นครั้งแรกที่ก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมขึ้นในสยาม ในช่วงท้ายของสงครามราชวงศ์ใหญ่ๆ ทั้งยุโรปและตะวันออกกลางถูกโค่นล้ม เหลือเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่พ้นจากภัยคุกคามนี้
"ในสมาคมรัฐชาติสมัยใหม่นั้น ราชวงศ์ต่างๆ เปลี่ยนสภาพเป็นชนกลุ่มน้อย ในขณะที่สมาชิกรัฐชาติต่างๆ กลายเป็นสาธารณรัฐ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงคราม เกิดการแพร่กระจายต่อต้านลัทธิเจ้าอาณานิคม ซึ่งเป็นลัทธิชาตินิยมในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งเป็นหายนะต่อราชวงศ์เป็นอย่างมาก ทุกวันนี้มีเพียง 15% ของชาติที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ และทั้งหมดนั้นเมื่อประชากรรวมกันก็ยังคงน้อยกว่าประชากรของประเทศอินเดียครึ่งประเทศ"
ดร.เบเนดิกต์กล่าวว่า ราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรปเหนือ สเปนและญี่ปุ่น ดำรงความเป็นสถาบันอยู่ได้ด้วยการทรงสละพระราชอำนาจทางการเมืองและทรงยินยอมที่จะอยู่โดยบทบาทเชิงสัญลักษณ์ เว้นแต่ในกลุ่มของรัฐอาหรับ โดยมีซาอุดีอาระเบีย และในเอเชีย คือ สยาม
"เราสามารถพูดได้ว่ามีน้อยกว่า 10% ของชาติสมาชิกสหประชาชาติที่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่มีผลบังคับใช้ในกลุ่มชาติเล็กน้อยเหล่านี้ สยามเป็นชาติที่มีประชากรมากที่สุด
"เรื่องของสยามน่าสนใจศึกษา เรียกว่าเป็นลัทธิชาตินิยมอย่างเป็นทางการ เกิดจากการปลุกระดมปฏิกิริยาเพื่อนำไปสู่ความคลั่งไคล้ในลัทธิชาตินิยมซึ่งถูกจัดการเพื่อความอยู่รอด อาจมีเพียงสยามประเทศเดียวที่ทำได้แบบนี้ ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 19 ที่ลัทธิชาตินิยมอย่างเป็นทางการ เป็นแบบทดสอบของการข้ามพ้นความล้าสมัยและต้องปราศจากอำนาจจากกองทัพในการข่มเหงด้วยเช่นกัน" ดร.เบเนดิกต์กล่าว
 
ดร.เบเนดิกต์กล่าวอีกว่า หลังจาก ค.ศ.1918 เป็นที่กระจ่างชัดว่าไม่มีราชวงศ์ใหม่ใดเกิดขึ้นได้ หากราชวงศ์ใดล่มสลายลง ก็ไม่สามารถมีราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนได้อีกต่อไป เว้นแต่การมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี
ต่อมาเป็นการอภิปรายในช่วงบ่าย หัวข้อ "ชะตากรรมของอาเซียน : จากอคติที่แอบแฝงสู่ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ" เริ่มต้นโดย "สมฤทธิ์ ลือชัย" นักวิชาการอุษาคเนย์ เล่าถึงสาเหตุของปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ว่า "อคติ" หมายถึงความลำเอียง 4 กรณี คือ รัก-รักมากก็ลำเอียงมาก, ชัง-เกลียด-ถ้าเราอยู่กับสีนี้ สีอื่นผิดหมด, โง่-เพราะไม่รู้, และกลัว สิ่งที่พบเจอในพื้นที่ต่างๆ ล้วนเกิดมาจาก 4 ประเด็นนี้ เพียงแต่ว่าแต่ละประเด็นที่เกิดขึ้นมันจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ แตกต่างช่วงเวลากันไป
 
"หากดูกรอบความร่วมมือต่างๆ 5 กลุ่ม 20 ฉบับ ที่รัฐบาลจะเสนอในการประชุมอาเซียนในส่วนของประเทศไทย ทั้งหมดเป็นเรื่องเศรษฐกิจและการค้า มีเพียงกลุ่มเดียวที่เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์กับมนุษย์ คือ ไทยกับพม่าจะร่วมกันต่อต้านการค้าแรงงานและเด็ก นอกนั้นเป็นเรื่องค้าขายกัน และถ้าดูแนวทางที่ผ่านมา อาเซียนใช้ "อคติ" ไม่ใช้ "สุคติ" คือเดินผิดทาง เพราะแรกเริ่มจะร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจ มีเรื่องวัฒนธรมต่างๆ อยู่ด้วย แต่ระยะหลังเน้นเรื่องการค้าเศรษฐกิจ และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เท่าที่เห็นมา คือ อาเซียนมีอยู่เพื่อให้เราอุ่นใจ แต่ผลความสำเร็จอย่างจริงจังยังไม่เกิดขึ้น
เพราะเน้นการร่วมมือกันพัฒนาทางวัตถุมากกว่าการเน้นความร่วมมือทางการพัฒนาส่งเสริมเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์
สมฤทธิ์บอกว่า ฉะนั้น จะต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าคนยังไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่เห็นใจกัน เศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร มนุษย์คือทุนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา
ศ.ดร.เบเนดิกต์ โอกอร์แมน แอนเดอร์สัน
"อาเซียนน่าจะหันมามองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สิ่งนี้คือ "สุคติ" ของอาเซียน ต้องใช้คำว่า "เปลี่ยน" เหมือนโอบามา เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอาเซียนก็เหมือนลูกโป่งสวรรค์ที่ลอยอยู่สวยงามแต่ทำอะไรไม่ได้"
ต่อมาเป็น ดร.ฝีปากกล้าอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ความคิดเห็นว่า อคติ ยังคงดำรงอยู่และถูกผลิตซ้ำโดยลัทธิชาตินิยมกระแสหลัก ทั้งที่เกิดจากรัฐหรือเอกชน ปัญหาของลัทธิชาตินิยมคือสิ่งที่ใช้อยู่นั้นเป็นด้านลบ คือ สร้างความเกลียดชัง สร้างศัตรู และการทำลายมาเป็นประเด็นหลัก เช่นศัพท์ที่นิยมในตอนนี้ คือ "ล้าหลัง คลั่งชาติ"
 
ดร.ชาญวิทย์ ยกตัวอย่างกรณีของลัทธิชาตินิยมไทยกับลัทธิชาตินิยมกัมพูชา ถ้าเปรียบเทียบกับทฤษฎีของอาจารย์เบเนดิกต์ จะเห็นว่าอยู่ในกลุ่มลัทธิชาตินิยมทางการ หรือที่ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เอามาพูดให้ละเอียดมากขึ้นว่า "ราชาชาตินิยม"
"ถ้าจุดประเด็นราชาชาตินิยมขึ้นมากล่าวหาใคร ก็จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง มีการขับไล่รัฐบาลทั้งยุคของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กระทั่งได้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นี่คือการนำอมาตยาเสนาชาตินิยมบวกกับราชาชาตินิยม แล้วมีวาระทางการเมืองเพื่อขจัดศัตรูทางการเมือง แทนที่จะดำรงไว้แล้วผลิตซ้ำในมิติที่เป็นบวก สร้างความรัก ความสมานฉันท์ ความพยายามที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ"
 
อาจารย์ชาญวิทย์กล่าวว่า ส่วนใหญ่คนระดับบนในสังคม คนสูงศักดิ์ ไล่ลงไปถึงคนชั้นกลาง คนในเมือง คนที่มีการศึกษาจากระบบของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย มักพบลัทธินิยมแบบลบ คับแคบ แต่เราจะไม่พบสิ่งเหล่านี้กับคนที่เป็นชาวไร่ชาวนา คนที่หาเช้ากินค่ำ และคนที่อยู่ตามรอยต่อของชายแดน
"ความเป็นจริงทางสังคมของธรรมชาติทุกประเทศในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปนั้นเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม คือมีลักษณะเป็น "พหุลักษณ์" มากกว่าความเป็น "เอกลักษณ์" แต่ผู้กุมอำนาจรัฐมักจะมีทัศนคติว่าความแตกต่างหลากหลาย หรือความเป็นพหุลักษณ์นั้นเป็นอัตรายต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้น ชาตินิยมของรัฐจึงมักพยายามที่จะละลายหรือถึงขั้นทำลายพหุลักษณ์ดังกล่าว และสร้างเอกลักษณ์หรือความเป็นอย่างเดียวกันขึ้นมา"
 
จากนั้น ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่ง มธ. อภิปรายต่อ ด้วยการนำอุปสรรค 9 ข้อในการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนมานำเสนอ
อาจารย์ประภัสสร์กล่าวว่า อุปสรรคแรกคือ ประชาธิปไตย โดยภาพรวมประเทศสมาชิกอาเซียนยังไม่ใช่ประชาธิปไตย กรอบของกลไกในเรื่องของการส่งเสริมประชาธิปไตย หรือดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่มี แม้ในกฎบัตรอาเซียนจะเขียนไว้ในมาตรา 14 แต่น่าเป็นห่วงว่าเมื่อถึงที่สุดจะไม่มีเขี้ยวเล็บ เป็นแค่เสือกระดาษ
 
อุปสรรคข้อสอง คือความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง กรณีพิพาทเรื่องพรมแดนกับกัมพูชา กรณีสามหมู่บ้านร่มเกล้ากับลาว ก็รบกันมาแล้ว อาณาเขตของไทยกับพม่าก็ยังมีปัญหาอยู่ ยังปักปันไม่เสร็จ ประเทศสมาชิกยังไม่มีความไว้วางใจต่อกัน ยังรู้สึกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรู
สาม เรื่องของเศรษฐกิจ ในแผนงานอาเซียนตั้งเป้าว่าเราจะพัฒนาไปเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ตามทฤษฎีต้องมีเสรี 4 ข้อ คือ เสรีการค้า, เสรีภาคบริการ, เสรีในเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน, เสรีในการขนย้ายแรงงาน เรื่องทุนนั้นบอกว่ามีอิสระมากขึ้นแต่ไม่ถึงขั้นเสรี พอมาถึงเรื่องแรงงานนั้นไม่มีทางเป็นได้ โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ เปิดเสรีไม่ได้ ไทย สิงคโปร์ บรูไนและอีกหลายๆ ประเทศยังไม่พร้อม หากมีการเปิดแรงงานเสรีก็จะเกิดการอพยพของคนจากประเทศยากจนสู่ประเทศร่ำรวยจำนวนมหาศาล
สี่ ขาดการบูรณาการในเชิงลึก คือ ขาดการวางแผนในระยะยาว หลังจากเป็นตลาดร่วมแล้ว จะมีการดำเนินการไปอย่างไร อาเซียนยังไม่กล้าคิด
ห้า ขาดการบูรณาในเชิงกว้าง ทางออกคือเราต้องมองนอกกรอบออกไป หรือที่เรียกว่าอาเซียนบวกสาม, อาเซียนบวกหก ดึงจีน เกาหลี ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นพวก
หก เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค จะดำเนินยุทธศาสตร์ที่จะมีความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น จีน สหรัฐ ยุโรปอย่างไร
เจ็ด ความแตกต่างระบบการเรียน ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบวัฒนธรรม ล้วนมีความแตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถสร้าง "อัตลักษณ์ร่วม" ขึ้นได้ เป็นประเด็นสำคัญในการสร้างประชาคม
แปด กลไกในอาเซียน อาเซียนต้องเป็นประชาคมของประชาชนอาเซียน ไม่ใช่ประชาคมของกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ประชาชนมีความรู้ความผูกพันกับอาเซียนน้อยมาก ถ้ายังไม่มีกลไกที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ความเป็นประชาคมก็ยังเกิดไม่ได้
สุดท้าย คือปัญหาของกฎบัตร ซึ่งเป็นความตกลงระหว่างประเทศสมาชิกที่กำหนดกรอบโครงสร้างองค์กร เป้าหมาย หลักการ และกลไกที่สำคัญของอาเซียน
 
"วัตถุประสงค์ของกฎบัตรไม่ได้กล่าวไว้ว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อไปหลังจากเป็นประชาคม ซึ่งขาดเรื่องสหภาพเศรษฐกิจ หลักการก็ยังถอยหลังลงคลองในการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก ถ้าสมาชิกมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาเซียนก็เข้าไปยุ่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายใน ที่สำคัญยังถือหลักฉันทามติ คือ ถ้า 9 ประเทศยกมือเห็นด้วย แต่ถ้ามี 1 ประเทศ ยกมือไม่เอาประเด็นนั้น ก็ถือว่าไม่ผ่าน ทำให้การพัฒนากรอบข้อตกลงต่างๆ มีปัญหา" ดร.ประภัสสร์ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น
ต่อจากนั้นเป็นการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยมีการเสนอไว้ว่า..
"ถ้าต้องการให้เกิดประชาคมอาเซียน-อาเซียนต้องทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ให้เป็นอาเซียนของประชาชนอย่างแท้จริง และแม้ว่าจะเป็นอาเซียนของประชาชนแล้วก็ตาม แต่ถ้าประชาชนไม่มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ก็ไม่สามารถมีประชาคมอาเซียนได้ และการจะสร้างประชาคมอาเซียนให้เกิดขึ้นนั้น ประเทศสมาชิกทุกๆ ประเทศต้องสร้างสิ่งที่เป็นคุณค่าร่วมกันบนพื้นฐานของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพ เพราะถ้าขาดซึ่งคุณค่าเหล่านี้ ต่อให้มีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอีกกี่ครั้ง.."
"..ประชาคมอาเซียนก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง.."
วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11293 มติชนรายวัน
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรม
คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
แผนที่ประวัติศาสตร์และแผนที่ทางวัฒนธรรม ของ (สยาม) ประเทศไทย (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สนับสนุนทุนพิมพ์) เป็นหนังสือที่ผมเขียนอธิบายเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมของดินแดนและผู้คนบริเวณสุวรรณภูมิ (Southeast Asia) ที่สืบเนื่องเป็นสยามประเทศไทย โดยศึกษาผ่านแผนที่แสดงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ กับสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม ที่มีควบคู่อยู่ด้วยกันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ แต่เราไม่เอาใจใส่ให้ครบเท่านั้นเอง
เฉพาะแผนที่วัฒนธรรม ผมเขียนอธิบายว่า เขตการปกครองของประเทศไทยคลาดเคลื่อนจากลักษณะภูมิประเทศและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่น กำหนดให้กลุ่มรัฐสุโขทัยเป็นภาคเหนือตอนล่าง ทั้งๆ ที่ภูมิประเทศและประวัติศาสตร์เป็นภาคกลางตอนบน เป็นต้น
ฉะนั้น บริเวณประเทศไทยควรจัดแบ่งตาม "เขตพื้นที่ทางวัฒนธรรม" ที่แตกต่างกัน โดยดูจากหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี
แผนที่ทางสังคมวัฒนธรรมระบุ ประวัติศาสตร์"เครือญาติ"สุวรรณภูมิ มีอยู่ในหนังสือ แผนที่ประวัติศาสตร์ และแผนที่วัฒนธรรม ของ (สยาม) ประเทศไทย (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สนับสนุนทุนพิมพ์) ราคาเล่มละ 300 บาท
ลำตะคอง เป็นลำน้ำมีกำเนิดจากดงพญาเย็น (ดงพญาไฟ) มีสาขาไหลผ่านอำเภอปากช่อง, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสูงเนิน, อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แล้วไหลลงแม่น้ำมูล
ลุ่มน้ำมูล เป็นวัฒนธรรมพราหมณ์-มหายาน ตั้งแต่จังหวัดนครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
ชื่อ "ตะคอง" น่าจะมีรากจากคำว่า ตะครอง หมายถึงไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ต้น กิ่ง ก้าน ใบ คล้ายพุทรา แต่ใบหนากว่า มีหนามแหลมคม ผลกลมขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ เนื้อแน่น กินไม่ได้
โครงการเขื่อนลำตะคอง ปิดกั้นลำตะคองระหว่างช่องเขาเขื่อนลั่นกับเขาถ่านเสียด ที่ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว ทางตะวันตกของที่ตั้งจังหวัดนครราชสีมา 60 กิโลเมตร
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รับผิดชอบดูแลโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ลำตะคองสูบกลับ กำลังเชิญนักวิชาการในพื้นที่จัดทำแผนที่ทางสังคม เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาพื้นที่บริเวณนั้น มณฑล ณ ภูธร เขียนบอกเล่าเรื่องชวนทำ แผนที่ทางสังคม ในคอลัมน์ร้อยสรรพรส (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 20) สรุปว่า
"แผนที่ทางสังคม เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของชุมชนนั้นๆ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมก็มีตั้งแต่สภาพภูมิประเทศ จำนวนประชากรไปจนถึงวัฒนธรรม ประเพณี
การทำแผนที่ทางสังคมของชุมชน จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คนในชุมชนเข้าใจความสำคัญของตัวเอง"
ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าเรื่องที่มาของคำว่า "ภูมิสังคม" (มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2548 หน้า 16) จะขอยกมาเผยแพร่ไว้ดังนี้
"ภูมิ คือภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ส่วนสังคม หมายถึงประชาชน ในแต่ละพื้นที่จะคิดไม่เหมือนกัน
ในหลวงทรงเตือนว่าโครงการที่ทำสำเร็จในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ไม่ใช่จะสำเร็จในพื้นที่ทั่วประเทศ เพราะประชาชนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน"
ระบบการศึกษาแห่งชาติของไทย ไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้ภูมิศาสตร์, ภูมิประเทศ, แผนที่, ฯลฯ ฉะนั้น การเรียนการสอนประวัติศาสตร์จึงไม่มีภูมิประเทศของบ้านเมืองและรัฐนั้นๆ ส่งผลให้สำนึกของคนไทยไม่รู้จักชุมชนท้องถิ่นของตัวเองในแง่ประวัติความเป็นมาและภูมิประเทศสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
หน้า 21
 
ในหลวงทรงขอบใจนายก ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี   
 

เวลา 17.36 น.วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งใหม่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
ในการนี้ได้พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน แก่คณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
"ความตั้งใจจะสำเร็จแน่นอน ขอบใจนายกฯ ปฏิบัติงานด้วยดี อายุเท่าไหร่นะ(ทรงถามนายอิสรระ สมชัย) 62 ปี ขอให้ปฏิบัติด้วยดีเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นี่ก็มาช้าหน่อยพอดีช้างมา ช้างเผือก ได้เห็นกันหรือเปล่า ก็รู้สึกว่าเป็นมงคลดี มีพวกลูกของคุณทองแดง ลูก 9 ตัวเป็นบริวาร ก็ดีที่ได้คนดูแลช้างและคนดูแลสุนัขที่ตั้งใจช่วยกันดูแลเป็นอย่างดี ก็เหมือนกับการทำงาน คนเราถ้าช่วยกันดีๆ งานก็จะสำเร็จไปได้ด้วยดี ขอให้ปฏิบัติด้วยความตั้งใจ ให้ดีตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ ขอขอบใจ"
 
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000015446
“ในหลวง” ทรงแนะ “อิสสระ สมชัย” ช่วยกันทำงานให้ดี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552 21:13 น.
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15514 
 

 "สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (1)"
โดย เกษียร เตชะพีระ
 
Fred Halliday
 
(เรียบเรียงจากคำอภิปรายของผู้เขียนในงานเปิดตัวหนังสือ "ชุมชนจินตกรรมของศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน" ในงานตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน "ว่าด้วยชุมชน ศิลปะและชาตินิยม" จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 18 มกราคม พ.ศ.2552)
เกริ่นนำ
ผมดีใจ 3 ต่อที่หนังสือ "ชุมชนจินตกรรม" พากย์ไทยของศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน หรือที่ประดาลูกศิษย์ลูกหาเราเรียกขานว่า "ครูเบ็น" ได้แปลและจัดพิมพ์สำเร็จเป็นรูปเล่ม
1) ต่อแรก ก่อนอื่นผมดีใจเพราะผมเคารพรักครูเบ็นมาก ทั้งในแง่ส่วนตัวที่ท่านมีพระคุณต่อผม สนับสนุนให้คนออกจากป่าอย่างผมได้ไปเรียนต่อเมืองนอกและช่วยเหลือด้านต่างๆ จนเรียนจบ อีกทั้งในแง่ปัญญาความรู้ที่ท่านเป็นครูหนึ่งในสี่คนที่ช่วยเปลี่ยนวิธีมองโลกของผม – ได้แก่ครูชาญวิทย์, ครูชัยวัฒน์, ครูเบ็น และครูนิธิ
ฉะนั้น เมื่อผลงานชิ้นเอกของครูที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งในวงวิชาการสังคมศาสตร์ของโลกได้จุติในเมืองไทย ทันให้ครูเบ็นได้เห็นและชื่นชมลูกสัญชาติไทยของครูเล่มนี้ในวาระอายุครูครบ 6 รอบพอดี ผมจึงยินดีมาก
2) ผมดีใจต่อที่สองเพราะผมเป็นอดีตสมาชิกทีมแปลที่ล้มเหลว ได้เคยพยายามร่วมทีมแปลงานชิ้นนี้ แต่ด้วยเหตุนานัปการ ผมแปลล่าช้าเกินกำหนด ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จนต้องบอกศาลาและรู้สึกผิดในใจเสมอมา เมื่อเห็นงานชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงในที่สุดด้วยความเพียรพยายาม มานะอุตสาหะของทีมแปลและอาจารย์ชาญวิทย์บรรณาธิการ ก็ดีใจเป็นธรรมดา
3) สุดท้าย ผมดีใจเพราะผมใช้หนังสือเล่มนี้ของครูเบ็นเป็นตำราสอนวิชาว่าด้วยความเป็นชาติ-ชาตินิยมและการเมืองเปรียบเทียบในระดับปริญญาโท-เอกที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และที่อื่นๆ ในเมืองไทยมาหลายปี
 
จากประสบการณ์ ผมพบว่าความที่นอกจากเนื้อหาตำราลึกซึ้งกว้างขวางมากแล้ว การที่มันเป็นภาษาอังกฤษ นักศึกษาไทยจึงมีปัญหาทับซ้อนทวีคูณในการเข้าถึงเนื้อหาเพราะอุปสรรคด้านภาษา ต้องมัวเสียเวลาฝ่าด่านภาษาเพื่อทำความเข้าใจว่าหนังสือเขียนว่าอะไรกันแน่เป็นหลัก ทำให้ไม่มีโอกาสเวลาและพลังงานไปครุ่นคิดถกเถียงอภิปรายเจาะลึกเนื้อหาของมันในชั้นเรียนเท่าที่ควร บัดนี้เมื่อมีฉบับพากย์ไทยก็จะทำให้การสอนเรื่องนี้ของผมต่อไปข้างหน้าง่ายดายขึ้นมาก ผมขอขอบคุณทีมแปลและบรรณาธิการแทนนักศึกษาของผมไว้ในที่นี้ด้วย
ผมอยากอภิปรายเปิดตัวหนังสือ "ชุมชนจินตกรรม" ของครูเบ็นวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะผู้ใช้มันไปเข้าใจและวิเคราะห์วิจารณ์ชาติไทย-ชาตินิยมไทย-ความเป็นไทยดังที่เคยทำมา เพราะนึกอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่ออก
ปรากฏการณ์ชาตินิยมในการเมืองไทยระยะหลังมานี้ทำให้ผมรู้สึกคล้ายที่ Michael Palin ตลกปัญญาชนชื่อดังของอังกฤษซึ่งระยะหลังหันมาเอาดีด้านถ่ายทำและเขียนสารคดีท่องเที่ยวทั่วโลก แกรำพึงซ้ำแล้วซ้ำอีกในฉากจบซ้ำแล้วซ้ำอีกของรายการตลกทีวี Monty Python"s Flying Circus ตอนที่ 16 ซึ่งแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ BBC เมื่อ 29 กันยายน ค.ศ.1970 ว่า : –
"I have this terrible feeling of d?j? vu…" ("ผมรู้สึกแย่มากคล้ายกับว่าเคยเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้ว…")
นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าผู้อภิปรายท่านอื่นคงจะพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยอยากลองหันมาพูดถึง "ชุมชนจินตกรรม" ในฐานะคนสอนหนังสือเล่มนี้บ้างว่าเท่าที่ทำมาได้ประสบการณ์แง่คิดอะไรพอมาเล่าสู่กันฟัง
หนังสือ "Imagined Communities" ในสายตาอาจารย์ฝรั่ง
Fred Halliday
แรงบันดาลใจให้ผมอยากหันมาอภิปรายในฐานะคนสอนหนังสือเล่มนี้มาจากบทความชิ้นหนึ่งของศาสตราจารย์ Fred Halliday ชื่อ "The revenge of ideas : Karl Polanyi and Susan Strange", openDemocracy, 24 September 2008, www.opendemcoracy.net
Fred Halliday เป็นอดีตอาจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชื่อดังที่ London School of Economics and Political Science แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน, อดีตสมาชิกกองบรรณาธิการ New Left Review อันขึ้นชื่อว่าเป็นวารสารวิชาการฝ่ายซ้ายชั้นนำของโลกที่ยืนนานมาร่วมกึ่งศตวรรษ, เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชของครูเบ็นและปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ทำงานวิจัยอยู่ที่ The Barcelona Institute for International Relations ในสเปน
อันที่จริงบทความของ Halliday ชิ้นนี้มุ่งอภิปรายความคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชั้นนำผู้ล่วงลับไปแล้ว 2 ท่านได้แก่ Karl Polanyi (ค.ศ.1886-1964) กับ Susan Strange (ค.ศ.1923-1998) ซึ่งต่างก็บุกเบิกการวิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรีโดยเฉพาะภาคการเงินทั้งในระดับประเทศและโลกอย่างสำคัญ ซึ่งความคิดดังกล่าวกลับมาสอดรับกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างเหมาะเจาะสาสมยิ่ง ทว่าบังเอิญตอนต้นบทความนั้น Halliday ได้เล่าประสบการณ์สอนหนังสือ 20 กว่าปีของเขาประกอบอย่างน่าสนใจด้วยว่า : –
"มีหนังสืออยู่ 3 เล่มที่ผมสอนแล้วอิ่มเอมใจยิ่งเพราะแต่ละเล่มทำสิ่งที่การศึกษาทั้งหลายทั้งปวงควรทำในแบบของมันเอง นั่นคือท้าทายบรรดาสมมติฐานที่มาจากสามัญสำนึก…
"เล่มแรกคืองานคลาสสิคของ E.H. Carr เรื่อง The Twenty Years" Crisis (ค.ศ.1939)?
"งานยิ่งใหญ่ที่ปลุกกระตุ้นความคิดเล่มสามคือ The Great Transformation : The Political and Economic Origins of Our Time (ค.ศ.1944) ของ Karl Polanyi…
"ส่วนหนังสือสำคัญเล่มสองนั้นได้แก่ Imagined Communities (ค.ศ.1983) ของเบเนดิก แอนเดอร์สัน อันเป็นงานศึกษาว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเกี่ยวดองเชื่อมโยงของบรรดาผู้คนที่เอาเข้าจริงไม่เคยประสบพบพานหรือติดต่อกันโดยตรงเลยนั้นมันรวมกันก่อตัวเป็นเอกลักษณ์ร่วมที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งชาติได้อย่างไร, และยังศึกษาเนื้อแท้ที่มีลักษณะพลการและประดิดประดอยขึ้น (แม้บ่อยครั้งจะเหลือวิสัยจะไปยับยั้งทัดทานได้) ของการนับเนื่องสังกัดที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้…
"การได้เอ่ยบอกคนหนุ่มสาวเรือนร้อยจากทั่วโลกว่านี่รู้ไหมชาติต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขานั้นอันที่จริงมันเป็นของสมัยใหม่ ไม่ใช่โบร่ำโบราณ, มันมีฐานความเป็นจริงทางภาววิสัยรองรับมากกว่าความภักดีของแฟนสโมสรฟุตบอลทั้งหลายแหล่แค่นิดเดียว, และแนวคิด "ชาติ" เองเป็นสิ่งต้องสงสัยซักถามได้ทั้งในทางการวิเคราะห์และศีลธรรมนั้น นับเป็นความสุขใจแบบไม่ถือชาติที่หาได้ยากของอาจารย์ผู้สอนเลยทีเดียว
"ถ้าพวกเขาจำอะไรอื่นที่ผมสอนไม่ได้เลยละก็ ผมหวังว่าพวกเขาจะจำสิ่งนั้นได้"
(ยังมีต่อ)
หน้า 6
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02060252&sectionid=0130&day=2009-02-06
 
 
 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11297 มติชนรายวัน
"สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (2)"
โดย เกษียร เตชะพีระ
 
เวลาผมสอนหนังสือ "Imagined Communities" ให้นักศึกษาที่ผ่านมา ก็มีประสบการณ์ความรู้สึกสนุกสุขใจสะใจที่ได้สอนเรื่องชาติไทย-ชาตินิยมไทย-ความเป็นไทย คล้ายอาจารย์ Fred Halliday เช่นกัน จึงใคร่ขอยกบางฉากบางตอนมาเป็นตัวอย่างเล่าสู่กันฟังดังนี้ : –
1) เมื่อสอนเรื่อง "Concepts and Definitions" (แนวความคิดและคำจำกัดความ) ของชาติในบทที่ 1 Introduction ของหนังสือ ปัญหาแรกที่เจอคือนักศึกษาไทยคุ้นชินอยู่ใต้มนต์สะกดของ Reification ของชาติ คือยึดมั่นถือมั่นว่าชาติเป็นวัตถุสิ่งของก้อนกายภาพจริงๆ เป็นตัวเป็นตนอย่างไม่ค่อยเคยนึกสงสัย ฉะนั้น ภารกิจอันแรกคือต้องร้องทักให้พวกเขารู้สึกตัวและสลัดมายาคติอันนี้ไปเสียก่อน ทำยังไงให้เกิด the shock of recognition หรืออาการตื่นตระหนักรู้ได้ว่าชาติเป็นของจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น?
ปกติผมจะถามนักศึกษาว่า เคยเห็นชาติไทยไหม? แบบเห็นด้วยตาเปล่าของตัวเองน่ะ?
 
นักศึกษาส่วนใหญ่จะงง แต่บ้างจะหลุดปากว่าเคย ทว่าพอซักไซ้ไล่เลียงเข้าก็จะพบว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเพียงบางส่วนบางเสี้ยว (ตรอกซอย, ถนน, เมือง, หมู่บ้าน, ตำบล ฯลฯ) หรือสัญลักษณ์ของชาติ (เช่น ธงชาติ) เท่านั้น ไม่ใช่ชาติไทยทั้งหมดจริงๆ
ดูเหมือนทางเดียวที่จะเห็นชาติไทยทั้งหมดได้คือเหาะออกไปในอวกาศแล้วมองลงมาบนพื้นโลกส่วนนี้ แต่แน่นอน ต่อให้ขี่ยานอวกาศหรือดาวเทียมออกไปนอกโลกได้ มองลงมาก็ไม่เห็นชาติไทยอยู่ดี จะเห็นแต่พื้นที่หลากสีสันเขียวๆ ฟ้าๆ ติดเป็นพืดไปหมด แยกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าตรงไหนไทย/พม่า/ลาว/เขมร/มาเลเซีย ฯลฯ อย่างเป็นเอกเทศชัดเจน
ตกลงชาติจึงเป็นสิ่งที่เราลืมตาแล้วไม่เห็น แต่ถ้าลองหลับตาล่ะ จะเห็นชาติไทยไหม?
ปรากฏว่าเมื่อพวกเขาลองหลับตาดูก็พลันเกิดนิมิตหมายเห็นชาติไทยสว่างวาบขึ้นมาทันที เห็นเป็นรูปขวานหรือกระบวยตักน้ำ
ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีอยู่แต่ในแผนที่เท่านั้น ไม่มีให้เห็นได้ข้างนอก!
ชาติจึงเป็นความจริงชนิดที่คุณต้อง (หลับหู?) หลับตาแล้วจึงเห็น เป็นสิ่งที่สร้างด้วยจินตกรรม
2) เรื่องที่ทำความเข้าใจยากที่สุดเรื่องหนึ่งในหนังสือ "ชุมชนจินตกรรม" ของครูเบ็นคือเรื่อง "Apprehensions of Time" (ความเข้าใจเรื่องกาลเวลา) ในบทที่ 2 Cultural Roots (รากฐานทางวัฒนธรรม) และประเด็นสำคัญที่สุดในเรื่องนั้นคือการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการคิดเข้าใจเรื่องเวลาแบบ Messianic time (กาลเวลาแบบเมสไซอาห์) ในยุคกลางก่อนมีชาติ กับแบบ homogeneous, empty time (สุญกาลสหมิติ) ในยุคสมัยใหม่ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้สามารถจินตกรรมชาติได้
 
-อะไรคือ Messianic time ซึ่งเอื้อให้เกิดการเข้าใจเวลาแบบ simultaneity-along-time (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตเกิดพร้อมกัน)? อะไรคือ homogeneous, empty time ซึ่งเอื้อให้เกิดการเข้าใจเวลาแบบ simultaneity-across-time (เหตุเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน)? อันหลังเข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะเป็นคติเวลาแบบที่เราคุ้นชินอยู่ในนิยายและหนังสือพิมพ์ แต่อันแรกไม่ง่าย…
วิธีของผมคือยกตัวอย่างบทสนทนาระหว่างผมกับภริยานานมาแล้ว กล่าวคือจู่ๆ วันหนึ่งระหว่างให้นมลูก เธอก็ถามผมว่า : –
"เกษียร รู้ไหมทำไมตัวถึงเข้าป่า?"
ผมก็วิเคราะห์บรรยายเป็นคุ้งเป็นแควตามประสานักรัฐศาสตร์ว่าเป็นเหตุผลการเมืองผสมศรัทธาอุดมการณ์บวกความคับแค้นส่วนตัว ฯลฯ
เมียผมส่ายหน้าแล้วบอกว่า : –
"ม่ายช่าย…ที่ตัวเข้าป่าก็เพราะถ้าตัวไม่เข้าป่า เราก็ไม่ได้เจอกันน่ะซี"
ผมฟังแล้วถึงกับอึ้ง…แต่คิดๆ ดูก็เอ้อจริงนะครับ เพราะถ้าไม่เข้าป่า ผมก็คงเรียนจบไปตั้งแต่ปี 2521 และคลาดกับภริยาซึ่งเพิ่งเข้าธรรมศาสตร์ภายหลัง-แต่เพราะผมเข้าป่าไปหลายปีและออกจากป่ามาคืนสภาพ ก็เลยได้เจอภริยา รักชอบกันและแต่งงานอยู่กินมีลูกด้วยกัน
ภาษาไทยเรียกเรื่องทำนองนี้ว่า "พรหมลิขิต" วิธีคิดแบบ "พรหมลิขิต" (Messianic time) ซึ่งผลเกิดก่อนเหตุ (เหตุ : พรหมลิขิตไว้ให้ได้เจอเมียปี 2525; ผล : จึงเข้าป่าตั้งแต่ปี 2519) กลับตาลปัตรกับวิธีคิดปัจจุบันของเราที่เหตุเกิดก่อนผล (เหตุ : ถูกฆ่าหมู่และรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519; ผล : จึงเข้าป่าเมื่อ 5 ธันวาคม 2519)
นั่นหมายความว่ามีใครคนหนึ่งอยู่เบื้องบนลิบๆ นู่นคอยกำกับการแสดงที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต-และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต-อยู่ในปัจจุบันนี้พร้อมเพรียงกันไป ท่านมีทิพยเนตรที่เล็งแลเห็นถ้วนตลอดกระบวนเวลา (simultaneity-along-time) นั่นเทียว
(ยังมีต่อ)
3) นิยาย, หนังสือพิมพ์, ทุนนิยมการพิมพ์, ตลาดผู้อ่าน, ภาษาท้องถิ่น ฯลฯ เหตุปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการกำเนิดจิตสำนึกเรื่องชาติอย่างไร? เป็นคำถามคลุมท้ายบทที่ 2 Cultural Roots ต่อตลอดบทที่ 3 The Origins of National Consciousness (กำเนิดของสำนึกแห่ง
ความเป็นชาติ) ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจ และน่าอัศจรรย์ที่ครูคิดได้ยังไง – ที่เชื่อมโยงสิ่งของปรากฏการณ์เล็กใหญ่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเป็นราวได้ 
ผมเห็นว่าปมสำคัญคือ ควรเข้าใจว่าที่ครูเบ็นทำคือพยายามเล่าประวัติเชิงวัตถุนิยมวัฒนธรรมของเงื่อนไขความเป็นไปได้ในการคิดชาติได้ (a cultural materialist historical account of the conditions and possibility of the perception of nation) 
มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดียวกันนั้น นิยายหลายเรื่องของ Charles Dickens เล่าฉากกรุงลอนดอนจาก bird"s-eye view หรือวิวตานก หรือบรรยายฉากครอบ คลุมทั่วโรงงานเหมือนมองจากหลังคาลงมา ประหนึ่งผู้เขียนมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดปีกเหาะขึ้น
ไปได้แล้วจินตกรรม "เห็น" หน่วยสังคมทั้งหมดในคราวเดียว
อีกทั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เครื่องมือสำรวจสถิติและสำมะโนครัวประชากรพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้อนข้อมูลดิบช่วยให้ผู้ปกครองสามารถหลับตาวาดภาพ "เห็น" หน่วยการเมืองทั้งหมดใต้อำนาจปกครองของตนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน 
4) อาการร่วมอย่างหนึ่งของนักศึกษาหลายรายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา "ไม่เห็น" ชาติเรียบร้อยแล้วก็คือ ตื่นเต้นในความรู้ความเข้าใจใหม่ เกิดความภาคภูมิทะนงตน พาลเกลียดชาติ มองชาติไม่ขึ้น และยิ้มหยันเยาะเย้ยพวกที่ยังเชื่อชาติและรักชาติว่าช่างโง่เขลาเบาปัญญาดวงตาไม่เห็นธรรม
เสียนี่กระไร
ผมคิดว่านี่เป็นอาการคล้าย "สาวแรกรุ่นตื่นนมต้ม" ของตัวเอง แล้วหันไปเยาะเย้ยเพื่อนร่วมรุ่นที่หน้าอกยังไม่อวบขึ้นว่าไม่สมหญิง…..
การเข้าใจสิ่งใหม่ไม่มีอะไรผิด แต่ถ้ามันกระจ่างจ้าเสียจนตาลายพาลไม่เห็นความจริงอย่างอื่นด้านอื่น ดูถูกดูเบาความจริงเหล่านั้น อหังการมมังการ ก็เลยจะพลอยเป็นอุปสรรคขัดขวางความเข้าใจสืบต่อไปของตัวเอง
เพราะเราไม่ควรลืมว่า คำถามนำอย่างหนึ่งของครูเบ็นใน "ชุมชนจินตกรรม" คือทำไมคนนับร้อยๆ ล้านทั่วโลกจึงรักของที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่วัตถุสิ่งของกายภาพจริงๆ หากจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น ถึงแก่ยอมฆ่าและยอมตาย ยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงกระทั่งพลีเลือดเนื้อ
ชีวิตตัวเองเพื่อจินตกรรมอันนี้ตลอดประวัติศาสตร์สองศตวรรษที่ผ่านมา? พลังของมันอยู่ตรงไหน? มันทำงานอย่างไร? และในทางกลับกัน มันมีคุณมีด้านบวกอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่รังแกที่ผ่านมา?
ผมเห็นว่าตัวแทนเด่นชัดที่สุดของอาการเกลียดชาตินิยมจนสุดโต่งดังกล่าวในวงวิชาการไทยศึกษาคือเพื่อนเกลอผมเอง ศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ดังเขาได้เขียนไว้ในบทความหลากชิ้นระยะหลังนี้ รวมทั้งบทวิจารณ์ที่เขาขยายความจากบทสรุปของ
งานวิจัยเรื่อง "๖ ตุลาฯในความทรงจำของฝ่ายขวา" (๒๕๕๑) ที่เขาบ่นว่า "อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา" จนเป็นที่ตื่นเต้นฮือฮาในหมู่ผู้สนใจการก่อตัวประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย
เมื่อผมได้อ่านบทวิจารณ์ของธงชัยชิ้นนี้ ผมเขียนอี-เมลตอบเขาไปตอนหนึ่งว่า: –
Kasian: "Someone may be tempted in a not too distant future to summarize this debate among the old left as follows: Somsak blames it on PAD-ism; Thongchai blames it on nationalism; Kasian blames it on 
capitalism."
("ในอนาคตอันไม่ไกลนัก ใครสักคนอาจนึกใคร่จะสรุปข้อถกเถียงในหมู่ซ้ายเก่าดังนี้: สมศักดิ์โทษลัทธิ พธม., ธงชัยโทษลัทธิชาตินิยม, เกษียรโทษลัทธิทุนนิยม")
ซึ่งธงชัยก็ตอบมาว่า
Thongchai: "This summary is fantastic. I think it captures lots of questions, differences, problems, strength and weakness of one another."
("ข้อสรุปนี้วิเศษมาก ผมคิดว่ามันจับประเด็นคำถาม, ความแตกต่าง, ปัญหา, จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกันได้มากมายทีเดียว")
ผมอยากเรียนว่าการที่พวกชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้าย-อดีตขวาหันมาจับมือกันต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นภัยทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้น 
มันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้ายหันมาขานรับสนับสนุนพวกเสรีนิยมใหม่ฝ่ายขวาตะวันตก เพื่อต่อต้านกลุ่มทุนเก่าผูกขาดที่อ้างราชาชาตินิยมในไทยตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
และมันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านฝ่ายนิยมเจ้าที่เป็นอดีตซ้ายหันมาปกป้องแก้ต่างร้องเชียร์กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทางธุรกิจการเมืองของไทยและด่ากราดผู้ที่บังอาจวิจารณ์กลุ่มทุนใหญ่นั้นโดยไม่ฟังเสียงใครสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อต่อต้านพันธมิตรศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันพวกเรา
พวกเขาต่างก็เลือกข้างเลือกฝ่ายตามอคติทางอุดมการณ์ของตนในสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนไปกันทั้งนั้น – เป็นธรรมดา 
ขอแต่อย่าสุดโต่งจนไม่เห็นปัญหาด้านอื่น ไม่เห็นจุดบอด จุดอ่อน ลักษณะเฉพาะด้านเฉพาะส่วนของทรรศนะอคติของตน จนดูถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่มองต่างไปหมดเท่านั้นเอง
 
แด่เพื่อน
  เพลง อกหัก (Body slam)
ความรัก ต้องพังลงไป
อนาคต ที่สุดก็ผ่านพ้นไป
เหลือเพียงหัวใจที่ยับเยิน
บาดแผล ลึกเกินเยียวยา
ตื่นจากฝัน เพราะถูกปลุกด้วยน้ำตา
ทุรนทุรายหัวใจเหนื่อยล้า
*ภาวนาให้ใจได้เจ็บจนเข้มแข็ง
แม้มันจะไร้เรี่ยวแรง จะฝืนลุกยืนให้ไหว
คนคนเดียวมันไม่มีสิทธิขนาดนั้น
ไม่ทำให้ช้ำถึงตาย ยังไงต้องรับให้ได้
** ชีวิตแค่โดนทำร้าย
แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย
แค่วันนี้หัวใจสลาย
เตือนตัวเองว่าถึงยังไง ฉันยังต้องอยู่
ความรักลวงหลอกมันก็แค่เจ็บปวด
ไม่มีค่า ให้มันทำลายชีวิตไม่ได้
กีดแขน ไม่ช่วยอะไร
ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งกีดยิ่งทำร้ายใจ
ยิ่งทำเท่าไร ก็ยิ่งปวดร้าว
*,**,**
ต้องไม่ตาย ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ
ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ
 
เรื่องเล่าสอนใจ “กาแฟ กับถ้วยกาแฟ”(ทำให้ผมคิดถึงเรื่องถ้วย และน้ำชาล้นถ้วยในนิทานเซน) ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่งของสยามประเทศ บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีชื่อเสียงในวงสังคม ตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่น ยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ
เนื่องในวาระ ที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพ ของศิษย์เก่าทุกคน เกษียณอายุ บรรดาศิษย์เก่า จึงถือเป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ
หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยน ไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและปัญหาชีวิต แต่ละคน มีปัญหาแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปัญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย
เมื่อฟังปัญหาของลูกศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัว และออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยก าแฟ แบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้องบ้าง เป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบ สวยวิจิตรสูงค่า
อาจารย์ ชงกาแฟใส่เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยต่างกันออกไปเอามือไว้
เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่าง มีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า
“ลองดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ
สังเกตุกันรึเปล่า…. ถ้วยสวย ๆ แพง ๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกติ…ที่พวกเรามักจะเลือก สิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเราและ นี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต”
ความจริงวันนี้สิ่ง ที่พวกเราต้องการแท้จริงคือกาแฟ ไม่ใช่ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย
หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิต เปลี่ยนไป บางครั้ง….การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ
ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง….ของหรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิต
http://www.sakid.com/2007/11/16/7291/
 
ดุจอานุภาพของความรัก
 
MG-H0002    
 Iliad -Iriyado Kenbunroku-
Volume 01 – 15 (Complete)
Garaku Toshusai & Osamu Uoto
Shogakukan (Big Comics) 
แอตแลนติส (Atlantis)
http://japanesemanga.jyuluck-do.com/historical.html

การแสวงหาคำตอบได้หลายทาง และประวัติศาสตร์กับคำอธิบายอีกมาก ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในประวัติศาสตร์

ทอง ความหมายถึง สมบัติแห่งความรู้วิทยาการ(อินเดียน่าโจน์)
 และเกาะแอตแลนติส (การ์ตูน)

สรุปรวบยอดของวันนนี้ คือ ช่วงนี้ของผม คือ บอย เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจำเป็นกับหอพัก และสิงแวดล้อมต่างๆ

 

อุปมาต้นแป๊ะก้วย ที่อยู่หน้าที่ทำการอำเภอ มีชาวบ้านมาร้องเรียนเสมอ บอกว่าพอถึงฤดูร้อน ทีไร ลูกแป๊ะก้วย จะตกลงมาส่งกลิ่นเหม็นเป็นประจำเลย หลายปีก่อนก็เคยมีมติจะโค่นต้นไม้ เสียงร้องเรียนไม่ใช่ทุกคนจะคิดอย่างนั้น และหลายคนคงจะต้องมีความทรงจำ และรักต้นไม้นั้น
ครูกับโรงเรียน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และความทรงจำกับต้นแป๊ะก้วย บอกว่าทำเพื่อเด็ก และเพื่อต้นไม้
 
จริงๆแล้ว ทำเพื่ออนุรักษ์ความทรงจำของตัวเองมากกว่า ละมั้ง และอนาคตสำคัญกว่าความทรงจำ ฉันมีลูกในท้อง ควรเก็บของออกจากหมู่บ้านได้เงินจากเรื่องเขื่อน ลืมความทรงจำวัยเยาว์ คุณค่าของต้นไม้ว่า อะไรที่ควรจะอยู่ก็ให้มันอยู่สิ และพยายามตัดกิ่งอ่อนๆ มาปลูกต้นแป๊ก้วย ใช้เวลาและความลำบาก ในการให้กิ่งหยั่งรากลึก เติบโตขึ้น และมารดน้ำพรวนดิน ให้ต้นไม้ ดูแลต้นไม้ก็ทำให้หวนนึกถึงความหลังเป็นกำลังใจในการมีชีวิตเข้มแข็ง จากหน้าบ้าน จะสามารถมองเห็นแป๊ะก้วย เจริญเติบโต ผลัดใบสีสรร ทำให้ได้ชมความสวยงาม คลายความเหงาในจิตใจ ที่อยู่เดียวดาย นั่นเพราะมองเห็นแป๊ะก้วย เป็นตัวแทนของคุณพ่อ
 
Key Words จากการ์ตูน-ภาพยนตร์ฯลฯ
ดนตรีกับเสียงๆ การเล่นเปียโนคู่ ถ้าสองคนไม่รู้ใจกัน ก็เล่นเปียโนตัวเดียวกันไม่ได้ น่ะครับ
 
การเล่นขิมร่วมกับขงเบ้ง ของจิวยี่ คือ ตัวแทนการรบรู้ใจกัน เต่าตัวแทนของแผนการรบ และการศึกของง่อก๊ก-ขงเบ้ง เต่าในกระดอง จากสามก๊ก Red Cliff
 
หนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์
To fall in love ตกหลุมรักกับใครบางคน สำหรับเราแล้วคู่มากับจินตภาพของดาวประกาย คู่ชีวิต ตาสบตา หรือไม่ก็หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ทัศนคติ Love เป็นของเสกสรรในคริสตวรรษที่ 19 นี้เอง Loveเกี่ยวกับอะไร และความหมายนั้นแตกต่างกันอย่างไร ในแต่ละคน
เราจะอยู่โดยเหงา กับความรัก ซึ่งแม่มีให้กับลูก
รักมาก ก็ห่วงใยมาก แม้ว่าจะหาคู่รักให้ลูก ก็ตามเพียงกลัวลูกรักจากไป
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ ความเร็วของแสง สิ่งอื่นๆ ล้วนถูกเปรียบเทียบโดยสัมพันธภาพ By ไอนสไตน์
Time of Body : Feeling and happy-อุราชิมา ทาโร่คือ ความต่างของเวลา
 
อุราชิมา ทาโร เป็นชายหนุ่มใจดีอาศัยอยู่หมู่บ้านริมทะเล วันหนึ่งเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งจับเต่าลากมาก็ สงสารเต่า จึงขอซื้อเต่าจากเด็ก แล้วปล่อยเต่าลงทะเลไป เต่านึกถึงบุญคุณจึงมาชวนทาโรไป    เที่ยวปราสาทมังกรใต้ทะเล ทาโรได้พบเจ้าหญิงปลาสวยงามมากจึงแต่งงานกับเจ้าหญิงปลา และอยู่กับนางอย่างมีความสุขถึง 3 ปี ต่อมาทาโรคิดถึงบ้านจึงขอลานางกลับไป เจ้าหญิงมอ กล่องทามาทา เกะให้ทาโร และกำชับว่าห้ามเปิดกล่อง

   เมื่อทาโรกลับมาที่หมู่บ้านชายทะเลก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด และไม่เห็นบ้านของตน เมื่อทาโรซักถามชาวหมู่บ้านนั้นว่ามีใครรู้จักอุราชิมา ทาโร บ้าง มีชายชราผู้หนึ่งบอกว่า    อุราชิมา ทาโร หายไปในทะเลตั้ง 300 ปีแล้ว ทาโรตกใจมือเผลอไปเปิดกล่อง เขาก็กลายเป็นคนชราไป
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no26/33.htm

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s