นิทานก่อนนอน-รักไม่รู้จบ

วันที่ 6 เป็นวันแต่งงานของพี่สาว ซึ่งรู้จักกันมาหลายปี
 
ต้นแอปเปิ้ลกับเด็กน้อย
นานมาแล้วมีต้น แอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง
และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึง
ชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นี้ทุกๆวัน
เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิ้ล
 
และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล
เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา
เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว
 
 
วันหนึ่ง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า
" มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
 
 
" ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว
ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น" เด็กน้อยตอบ
" ฉันไม่มีเงินจะให้ …. เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ
เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น " ต้นไม้ตอบ
 
 
เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด
และจากไปอย่างมีความสุข
หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย
ต้นไม้ดูเศร้า……
 
 
วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา เขาดูโตขึ้น
ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก
" มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
" ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว
ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง
เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม"
 
 
" ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่… ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ …. เอาไปสร้างบ้าน"
ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข
อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า….
วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก
" มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม
" เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น
ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม"
" ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ เพื่อเธอจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข"
ต้นไม้ตอบ
 
 
ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ
เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา
คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก
 
 
" ฉันเสียใจ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว
ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ …. ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว "
" ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว
ฉันปีนไม่ไหว และฉันก็แก่แล้ว" เด็กน้อยตอบ
" ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย"
" ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว"
" รากของต้นไม้แก่ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนูได้
 
 
…… มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน … หลับให้สบาย….."
เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ ยิ้ม…และน้ำตาไหล…….. 
 
http://variety.teenee.com/foodforbrain/887.html
 
นิทานจินตนาการ เรือกับรั้ว
 
เรื่อง  เทพศิริ สุขโสภา ภาพ  เทพศิริ  สุขโสภา  และ  วัลลภ  แม่นยำ
               นิทานจินตนาการอิงประวัติชีวิตจริงของนายปรีดี พนมยงค์  และประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
นิทานไม่ว่าจะในรูปแบบใด  ก็คือของขวัญที่ถูกใจเด็ก ๆ คือผู้ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงความสุขใจและคอยเติมพลังแห่งจินตนาการให้แก่เด็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ  นิทานภาพเล่มนี้  (ภาพเขียนสี่สี  ๕๔ ภาพ  เต็มหน้า  ประกอบตลอดเรื่อง)
ไม่เพียงทำหน้าที่ที่กล่าวมาเท่านั้น  หากยังได้เล่าขานด้วยความภาคภูมิใจว่า  บรรพบุรุษของเราคือผู้ก่อคุณูปการ
อย่างยิ่งใหญ่แก่แผ่นดินนี้และชาวโลก
นิทานก่อนนอนต้นแอปเปิ้ล กับเด็ก สะท้อนความรัก ในเดือนแห่งความรักได้ดี ส่วนนิทานของเทพศิริ สุขโสภา
และการเดินทางของเขา ผ่านภาพสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์ ที่ผมเอามาแปะไว้ตรงรูปภาพประกอบ ช่างสวยงาม
รักเธอไม่รู้จบ ของอริสมันต์
INTRO ……
..คำที่หักหาญ จิตใจคือสาเหตุ
แรงจนเป็นเหตุ ออกมาโดยอารมณ์
ขาดเหตุผล เอาแต่ใจ จนงายงม
ยิ่งฟังยิ่งขม เอะอะมาก็พาลเลิกลา
ใครจะผิดไป แต่เราก็ ขอโทษ
เธอก็ยังโกธร ดั่งชัง กันมานาน
บอกกับเธอ มองกลับไป ในวันวาน
ที่เราร่วมกัน ก่อประสาน ขึ้นมาเพื่อใคร
..พัดวี.หัวใจ กันและกัน
แม้นานก็ยังคอย
รักเธอไม่รู้จบ ให้เกินร้อย
สิ่งกีดกันจะใหญ่น้อย.
เพื่อเธอไม่เคยหวั่นเลย
ดนตรี …
..มีอะไร ดลใจให้เธอเปลี่ยนแปลง จากอ่อนเป็นแรง อยากจะรู้ ข่มใจคน อ่อนน้อมเพราะรักเธออยู่
อยากให้รู้ ไม่เห็นแก่ตัว พัดวี.หัวใจ กันและกัน แม้นาน ก็ยังคอย รักเธอไม่รู้จบ ให้เกินร้อย
สิ่งกีดกันจะใหญ่น้อย รักเธอไม่รู้จบ พัดวี.หัวใจ กันและกัน  แม้นาน ก็ยังคอย รักเธอไม่รู้จบ ให้เกินร้อย
สิ่งกีดกันจะใหญ่น้อย.
รักเธอไม่รู้.จบเลย
.
 

วันเวลา7-9 ผมพบเจอนักเขียน ศิลปิน เยอะแยะ เลย

ช่วงที่มีการเปิดตัวร้านหนังสือสามัญชน เวียง-วชิระ บัวสนธ์’สำนักพิมพ์สามัญชน พี่เวียง-วชิระ บัวสนธ์ขอเชิญชวน กวี นักคิด นักเขียน นักข่าว เชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงร่วมงานเปิดร้านหนังสือสามัญชน ที่ ห้างสรรพสินค้า คาร์ฟูร์  หางดงหาไม่ยาก ถ้ามาจากสี่แยกสนามบิน  บนถนนเชียงใหม่-หางดงขับรถเลยอำเภอหางดง

http://72.14.235.132/search?q=cache:famVwRxbKw0J:www.oknation.net/blog/chonlatee/2009/02/04/+%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%99&hl=th&ct=clnk&cd=5&gl=th

ผมได้พบผู้ที่ มีชื่อเสียงว่าเป็น ซาสตร์ ของเมืองไทย ลองอ่านประวัติ เกี่ยวกับปรัชญาอัตถิภาวนิยม

ก.พ. 2516  ละคร “ไม่มีทางออก” ณ. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก.พ.2516  พินิจ รัตนกุล, บรรณาธิการ “ปรัชญาชีวิต”
*ซาร์ทร์“ปรัชญาอิกซีสเทนเชียลลิสม์คือการศึกษาเรื่องมนุษยชาติ (ฉบับแปลครั้งแรก)
*พินิจ รัตนกุล “ซาร์ทร์และปัญหาเกี่ยวกับเสรีภาพ” (วิทยานิพนธ์) เป็นต้น
ต.ค.2517    สุชาติ สวัสดิ์ศรี, บรรณาธิการ “ฆ่า”
*สุชาติ สวัสดิ์ศรี “เอกซิสตองเชียลลิสม์ระหว่างชาร์ตกับกามู” (คำวิจารณ์)
         *ซาตร์ “กำแพง” (ฉบับแปลครั้งแรก2509)
 “เอรอสโตราส” (ฉบับแปลครั้งแรกปี2523)
“เส้นทางสู่อิสระภาพ” Les Chemins de la liberte (เรื่องสั้น)
                “อาเจียน” La Naus?e (เรื่องสั้น)
                *อัลแบร์ กามู “คนนอก” (เรื่องสั้น, ฉบับแปลครั้งแรกปี2509) เป็นต้น
ธ.ค. 2517  “คนไม่มีเงา” ,ดวงกมล ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง
                *ซาตร์ “La putain respectueuse” (ฉบับแปลครั้งแรก)
                            Morts sans sepulture (ฉบับแปลครั้งแรก)
                            Huis Clos (ฉบับแปลครั้งแรก)
                            La Naus?e (เรื่องสั้น) เป็นต้น
ม.ค. 2518 สุชาติ สวัสดิ์ศรี, บรรณาธิการ “นักเขียนหนุ่ม”
                 *สุชาติ สวัสดิ์ศรี  “ซาตร์ ในฐานะนักเขียนบทละคร” (บทวิจารณ์)
                                              (พิมพ์ครั้งแรกปี2515) เป็นต้น
2518 (ไม่ปรากฎเดือน) สุชาติ สวัสดิ์ศรี, บรรณาธิการ “ตากอากาศกลางสนามรบ”             
   *สุชาติ สวัสดิ์ศรี, เอกซิสตองเชียลลิสม์กับวงการละครสมัยใหม่(บทวิจารณ์)
 *กามู,ความเข้าใจผิดและผู้บริสุทธิ์ Les chemins de la libert?, (ฉบับแปลครั้งแรกปี2512) เป็นต้น
ตากอากาศกลางสนามรบ : บทละครเอกซิสตองเชียลิส
ผู้แต่ง: หลายคน / สุชาติ สวัสดิ์ศรี : บรรณาธิการ
ผู้แปล: หลายคน
ปีที่พิมพ์: พ.ศ.2518
สำนักพิมพ์: ปุถุชน

รายละเอียด:
"เนื่องจากหลักสำคัญของปรัชญาเอกซิสตองเชียลลิสม์ คือความเป็นอิสระ การตระหนักซึ้งถึงสภาพของตน ตลอดจนความเป็นตัวของตัวเองโดยแท้จริง ลักษณะทั้งสามประการนี้จึงได้ปรากฏออกมาในรูปของวรรณกรรมที่เป็นอิสระจากกฎเกณฑ์แบบแผนของวรรณกรรมคลาสสิคโดยทั่วไป

กล่าวคือ ผู้แต่งมิได้มีอำนาจเหนือตัวละครทั้งหลายแบบพระเจ้าผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์ หากแต่ผู้แต่งก็รู้เท่า ๆ กับตัวละครแต่ละตัวซึ่งมีอิสระที่จะทำหรือตัดสินที่จะกระทำโดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่ตนประสบอยู่เป็นประการสำคัญ บทละครลักษณะนี้จึงมีรูปแบบ

คล้ายคำสารภาพหรือการเล่าแบบเปิดอก โดยถือว่ามนุษย์นั้นมีตัวตน (existence) อยู่ก่อนสิ่งอื่นใด ส่วนสาระของความเป็นมนุษย์ (essence) นั้นเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง และแต่ละคนจะต้องสร้างสรรค์ความหมายให้แก่ตนเองในแต่ละสถานการณ์ มนุษย์เราไม่ควรยอมรับสภาพหรือ

สาระซึ่งสังคมหรือคนอื่น ๆ สร้างขึ้นไว้ก่อนหน้ามาเป็นของตน เพราะการกระทำเช่นนั้นทำให้มนุษย์ผู้นั้นขาดไร้ซึ่งความถ่องแท้…\" – – (บทกล่าวนำ โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี)

รวบรวมบทละครแนวเอกซิสตองเชียลลิสม์ ไว้จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่
(1) \"ความเข้าใจผิด\" ของ อัลแบร์ กามูส์ แปลโดย อำพรรณ โอตระกูล
(2) \"ตากอากาศกลางสนามรบ\" ของ เฟอนันโด อาราบัล แปลโดย ธัญญา ผลอนันต์
(3) \"ชายผู้มีดอกไม้อยู่ในปาก\" ของ ลุยจิ พิแรนเดลโล แปลโดย นิคม รายยวา
(4) \"เสมียนพิมพ์ดีด\" ของ เมอเรย์ ซิสแกล แปลโดย ลภาพรรณ พันธุ์พิพัฒน์
(5) \"ปราบโสเภณี\" ของ เบอโทล เบรคท์ แปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง
(6) \"บทเรียน\" ของ เออแฌน อิโอเนสโก แปลโดย วีรประวัติ วงศ์พัวพันธุ์
(7) \"ละคร\" ของ ซามูเอล เบคเกต แปลโดย เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง และ
(8) \"ค่ำคืน\" ของ ฮาโรลด์ พินเตอร์ (นักเขียนรางวัลโนเบลคนล่าสุดในยุคนั้น) แปลโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

(วิถีของวรรณกรรมร่วมสมัยของไทย กระแสวรรณกรรม จาก เสนีย์ เสาวพงศ์ จนถึง ชาติ กอบจิตติ
By Hideki  Hiramatsu อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเรื่องที่น่าสนใจของเสนีย์ คือ ปีศาจเรื่องของทนายความลูกชาวนา ฯลฯ)

http://kyotoreviewsea.org/Issue_8-9/Hideki_thai.html

ส่วนเรื่องเล่าต่างๆ ไม่รู้จะเขียนอะไร แค่อยากฝากบทเพลงไว้

เพราะว่า คิดถึงเธอ…..

เพลง  จงเข้มแข็ง

ศิลปิน  อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

รหัสเพลง  08772

จงเข้มแข็ง อัลบั้ม ความหมายที่ 4 สงสัยใจสะเทิ้น
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
AmIntro 7 Bars…6…
7.ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ ฮือ
ฮื้อ ฮือ ฮือ ฮื้อ
อย่า หวาดกลัวนัก เลย อย่า กังวลนะ ใจ  อย่าหวั่นไหว เมื่อเรา ห่างไกล มั่นคง เสมอ จด และจำภาพ เธอ อยู่ ในใจทุก วัน อ่านจดหมายที่เล่า เหตุการณ์
พูดคุย ทาง สาย เธอคน สุดท้าย ที่มี ความหมาย เป็นคนสำคัญ เพียงเธอ เท่านั้น ที่เป็นคู่ฉัน ควร ค่ารอ จะไม่ท้อ เลย
กลับมา กลับมา กลับมา
กลับมา ดั่งคำ สัญ ญา
นาน เท่าไหร่ ไกล เท่าไหร่ ก็ยัง เชื่อมั่น เธอ ว่าเธอ กลับมา กลับมา กลับมา ที่เดิม ของ เรา ตรง ที่เก่า คน ก็เก่า
อย่าลืม นะ คนดี จะมี เพียงเรา ก่อนจะนอน ทุกคืน ส่งคำพร ให้ เธอ สุข เสมอ ให้เจอ สิ่งดี
ให้จง เข้ม แข็ง ผ่าน เวลา ร้ายแรง แต่ ในใจ เหงาจัง และ บางครั้ง ร้องไห้ ออกมา ด้วยความ คิดถึง เธอคน สุดท้าย
ที่มี ความหมาย เป็นคนสำคัญ เพียงเธอ เท่านั้น ที่เป็นคู่ฉัน ควร ค่ารอจะไม่ท้อ เลย
กลับมา กลับมา กลับมา กลับมา ดั่งคำ สัญ ญา นาน เท่าไหร่ ไกล เท่าไหร่ ก็ยัง เชื่อมั่น เธอว่าเธอ กลับมา กลับมา
กลับมา ที่เดิม ของ เรา ตรง ที่เก่า คน ก็เก่า อย่าลืม นะ คนดี จะมี เพียงเรา เธอคน สุดท้าย ที่มี ความหมายเป็นคนสำ คัญ
เพียงเธอ เท่านั้น ที่เป็นคู่ฉัน ควร ค่ารอ จะไม่ท้อ เลย กลับมา กลับมา กลับมา กลับมา ดั่งคำ สัญ ญา นาน เท่าไหร่ ไกล เท่าไหร่
ก็ยัง เชื่อมั่น เธอ ว่าเธอ กลับมา กลับมา กลับมา ที่เดิม ของ เรา ตรง ที่เก่า คน ก็เก่า อย่าลืม นะ คนดี จะมี เพียงเรา
ฮื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ
ฮื้อ ฮือ ฮื่อ ฮือ..
http://radio.sanook.com/radio/player7/?songID=40203&clk=2009020912

วันที่ 11 ผ่านวันมาฆบูชา ผมเดินชมวัดสวนดอก ช่วงมาฆบูชา และวันนี้ ผมกับพี่หนุ่ม เครือข่ายสยามเสวนา ร่วมเดินทางกับพระต่างประเทศ และชาวต่างชาติ ชื่นชมวัดอุโมงค์

แน่นอน ความหมายของเวลา และเหตุการณ์ ต่างๆ แล้วแต่คนจะตีความ ซึ่งผม มีโอกาสสนทนากับแม่ชี มน พูดถึงเรื่องพระติช นัท ฮันห์ จึงอยากสะท้อนเรื่องราวผ่านภาพพยนตร์ และสถานการณ์การเมืองไทย
ผ่านเรื่องเล่า ข่าวๆ ฯลฯ ดังนี้

Days of being wild ภาพยนตร์ของหว่องกาไว

Days of Being Wild

http://www.youtube.com/watch?v=OohhWXhY_ws&feature=PlayList&p=684F6CF216BA79A3&index=0

หนังที่ ติสท์ อย่างเราๆ ต้องดูกัน ทุกคน

http://silpa-orn.exteen.com/20081225/days-of-being-wild
…พอดูจบ เฮ้อออ หยกไจ๋…ไม่รู้ว่าจะมีคนแบบนี้อยู่จริงๆหรือเปล่า ก็คงมีที่คล้ายๆบ้างแหละ  คนที่ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต ไม่รู้ว่าเขาอยู่เพื่อใคร ทุกอย่างผ่านมาผ่านไป เปรียบตัวเองเป็นเหมือน "นกไร้ขา" ทรงตัวไม่ได้ เกาะคอนไม่ได้ ต้องบินไปเรื่อยๆ คนแบบนี้ น่า

สงสารนะ เป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้าง ความที่เขาไม่รู้ว่าอยู่ไปเพื่อใคร มันก็เหมือนกับว่าเขาพร้อมจะความรู้สึกของคนที่รักเขาอย่างไร้เยื่อไย อาจเป็นเพราะเขารักตัวเองมากที่สุด หรือ ด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม แต่ดูแล้วก็รู้ได้ว่า แม้เขาจะทำทุกอย่างได้ตามใจ ตัดสินใจได้ แต่ก็รู้สึก

ได้ว่า เขา…ไม่มีความสุข 
http://silpa-orn.exteen.com/20081225/days-of-being-wild

สามก๊ก Red ciff สะท้อนเรื่องฮีโร่ -ความรักกับการเมืองไทย

อ.ใจหนีคดีหมิ่นบินไปอังกฤษ ม.เที่ยงคืนอัดยับหลอกลงชื่อเลิกกม.ลบหลู่สถาบัน
http://prachatouch.com/content.php?id=17817

ชีวิตผูกผันด้วยเส้นด้ายมองไม่เห็น ที่มีชื่อว่า ชะตากรรม หรือไม่ ?

เมื่อTimeline เกิด Time Paradox ในความทรงจำ มันทำให้คนรู้สึกรัก ใครได้ แค่ไหน ความสมเหตุสมผล และความรัก กับเวลาในอดีต อนาคต
 
ความทรงจำ ส่งผลต่อความหมายของความรัก?
ในสัญญาแห่งความรัก ที่มีหัวใจ ความรู้สึกของเขา ต่อเธอ ให้มีพลังวิญญาณ แล้วถ้าความทรจำเสื่อม หรือไร้ความทรงจำ เลย อย่างหนังเรื่องCyborg She หละ?

"ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นเสมอ” ตอนหนึ่งที่ว่า “…เพื่อเธอจะได้เห็นว่าความสำเร็จนั้นมิได้เป็นของเธอจริงๆหรอก หากแต่เป็นการประจวบเหมาะของเหตุปัจจัยมากมาย…เมื่อเธอปล่อยวางมันเสียได้นั่นแหละ เธอจึงจะพบอิสรภาพได้แท้จริง และเธอจะไม่ต้องถูกความสำเร็จนั้นครอบงำรุกรานอีก

ต่อไป…จากนั้นให้รำลึกถึงความล้มเหลวต่างๆที่ขมขื่นที่สุดในชีวิตเธอ และตรวจสอบทีละกรณี…เพื่อมองให้เห็นว่าความล้มเหลวนั้น ไม่อาจจะโทษความไร้สมรรถภาพของเธอได้ หากแต่เป็นการขาดเงื่อนไขที่จะเอื้ออำนวยต่างหาก…”
http://www.cdd.go.th/webboard/show.php?Category=&No=5894&selgrp=0770&selgrp=0770&g_board=p

หนังสือชื่อปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ โดยพระประชา ปสนฺนธมฺโม
แปลจาก The Miracle of Being Awake ของ ติช นัท ฮันห์ ค่ะ

จงจำไว้ว่ามีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ ปัจจุบัน ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่ และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้

คนที่อยู่กับเราขณะนั้นๆ มีความสุข เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต

เราจะทำอย่างไร จึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนรอบข้างเรา ช่วยลดความทุกข์และเพิ่มความสุขแห่งชีวิตเหล่านั้น…คำตอบก็คือเราจะต้องฝึกสติ”

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=iamtanapon&month=07-2007&date=01&group=2&gblog=12
หนึ่งวันในชีวิตประจำวันของผม กับ 24 ชั่วโมงแห่งวันเวลาของโลก

วันที่ 12-13
เมื่อคืนผม ฝันถึงเรื่องหนีน้ำท่วม และโน้ตบุ๊ค หายไป หรือจะโดนขโมย เป็นฝันหลอนๆ
หลายวันมานี้ ผมได้รับทราบข่าวเพื่อนแต่งงาน ซึ่งมีเพื่อนร่วมรุ่นวิจิตรศิลป์ ฯลฯ
ผมแนะนำ ดิโอฬาร โปรเจ็ค วงดนตรีเก่าๆเมื่อปีที่แล้ว ว่าด้วยเพลงแทนความห่วงใย ปีนี้เลยเอาเพลงหนทาง..มาเสนอไว้ให้ผู้อ่านฟังครับ
ขณะเดียวกัน ผมก็กลับมาค้นหาฟังเพลง "อยู่ที่ใจ" แต่หาเนื้อเพลงตามอินเตอร์เน็ตไม่เจอ และเอาเนื้อเพลง แทนความห่วงใย นี่มาแทนแก้ขัด อีกครั้ง
สุดไกลตาฟ้ากว้างใหญ่เพียงใด  ส่งดวงใจถึงกัน  ไม่มีใดใดใครมาหยุดยั้ง  หัวใจห่วงหา  จากไกลกันวันนั้นยังจดยังจำ  ถึงคำอำลาอาลัย  อยู่แห่งหนไหน  ขอบทเพลงนี้แทนถ้อยคำจากหัวใจ  * เพลงเอยเจ้าจงเป็นตัวแทนความห่วงใยนำไปให้คนที่ไกลกัน  ฝากความรักและความสุข  บอกคิด
ถึงกัน  อีกไม่นานเรา  คงได้พบกันใหม่  อีกไม่นาน  บทเพลงครวญแว่วมาจากแดนไกล  ห่างเพียงกาย  แต่ใจอยู่  แดดจะเร่าร้อนหรือดินเหน็บหนาว  เรามั่นใจต่อกัน  (ซ้ำ*)  สุดไกลตาฟ้ากว้างใหญ่เพียงใด  เราส่งดวงใจถึงกัน  อยู่แห่งหนไหน  ขอบทเพลงนี้แทนถ้อยคำ  จากหัวใจ (ซ้ำ*)
http://kateep.com/music/song/musiconline-id-2262.htm
การเดินทาง   
                                                                                      
เทพศิริ  สุขโสภา…เรื่องและภาพ
          อากาศและต้นไม้ฤดูหนาวจะสนุกมีทุกสี อย่างที่คุณเห็น ๆ ทุกพุ่มใบเคยเขียวแน่น จะโปร่งเบา ทุกอย่างสีเทา ๆ อมทอง ต้นไม้ไกลฝน ถนนไม่เข้มคล้ำ ห่างน้ำก็แห้ง แดดคลออยู่ทุกแห่ง เหนือผิวถนนต้นไม้ ท้องฟ้า ทั้งภาพไหวพร่ามีอากาศ หลังคาใบไม้สีทองอมเขียว อีกนิดเดียวจะ
ร่วงเกลื่อนถนนพ้นแนวไม้ สุดปลายทางสว่าง สองข้างทางคงเป็นทุ่งโล่งขอต้อนรับขบวนแห่ช้างม้า มีธงทิวปลิวไสว ผู้คนโห่ร้องปี่กลองอึกทึกร่ายรำคึกคักไปตามถนนนี้ แผ่นดินจะครึกครื้นซึมซับเสียงฝีเท้าจาก “ทาง” สมุดบันทึกของขวัญแห่งปี
          ผมเดินทางมาตลอดชีวิต รักการเร่ร่อนเป็นจิตใจไม่ชอบอยู่นิ่งกับที่ บางทีไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนไหน ย้ายถิ่นไปเรื่อย  จำได้ว่าออกเดินทางไกลจากหมู่บ้านเกิดครั้งแรกคนเฒ่าคนแก่มาอวยชัยให้พร พร้อมกับเปรยว่า “ลูกผู้ชายน่ะ มันไม่รู้หรอกว่าป่าช้าอยู่ตรงไหน”
          พอเห็นผมฟังไม่เข้าใจ ก็ขยายความ “มันไปของมันเรื่อย ไปข้างหน้า”  ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กน้อย จนวันนี้ชีวิตผมก็บ่ายมากแล้ว ยังหาทางกลับหมู่บ้านเดิมไม่ได้
          หลายคนคงรู้ว่าผมตระเวนเล่านิทานนานปี ไปตามโรงเรียนและหมู่บ้านต่าง ๆ มีทั้งงานอภิปราย การจัดอบรมอีกต่างหาก ผมอยากบอกว่า ตลอดเวลานั้น เหมือนการเก็บเกี่ยวความทรงจำที่งดงามวิเศษสุด ให้วันนี้ได้หวนนึกถึงคืนวันเก่าก่อน การนึกย้อนอดีตชวนให้เราอิ่มเอิบเบิก
บานบอกไม่ถูก
          ทุกแห่งที่ผ่านพบคล้ายกับเป็นฉาก ผู้คนคือตัวละครและเรานี่แหละร่วมแสดง ผ่านเข้าไปในฉาก ยังจำผู้คนเหล่านั้นได้ดี
          ผมจำวันที่น้ำตามริมถนนที่ญี่ปุ่นกลายเป็นน้ำแข็งได้เห็นหิมะที่รัสเซียครั้งแรก หลายเมืองในยุโรปและแอฟริกาอากาศและแดดลมของเขาต่างจากบ้านเราอย่างไรผมบอกได้ ความใฝ่ฝันหนึ่งไม่เคยหาย คืออยากวาดภาพที่มีแดดลมอย่างของเมืองเรา อยากบรรยายเสน่ห์ของภาพต่าง ๆ
อีสานต่างจากภาคใต้และภาคเหนืออย่างไร ใช้ถ้อยคำระบายหรือบรรยายด้วยสี
          แม้หากไม่อาจบรรยายออกมาได้ ความทรงจำนั้นก็ยังโชนแสงในจินตนาการ โชคดีที่ได้เดินทางไกล
          ใจหายเมื่อนึกถึงบางคน พวกเขาไม่เคยไปไหนไกลบ้าน ชีวิตราวกับต้นไม้ ถอนรากก็โค่นล้มครืน บางคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่พอกิน ไม่อาจไปไหนไกล ๆ ได้ หลายคนมีเงิน แต่ไปไกลไม่เป็นหลายคนไปเป็น แต่ไปกับการงาน ไม่ได้ไปอย่างพักผ่อน ถึงกระนั้นชีวิตก็ยังได้เปลี่ยนที่ ไม่
ถูกจองจำ
          วันหนึ่ง ผมนึกสนุก เช่ารถบัสคันใหญ่ให้คนแก่ ๆ ในหมู่บ้านเกิด สุโขทัย มาเที่ยวเชียงใหม่ เกือบทั้งหมดไม่เคยเห็นเชียงใหม่ ไม่เคยเดินทางไกล ระหว่างทางผ่านจังหวัดแพร่ ลำปาง ขึ้นเขาลงเขาเส้นทางคดโค้ง เห็นบ้านเรือนที่เหมือน ๆ กับตัวเอง หรือเมืองใหญ่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทุกนาทีขณะเดินทางทุกอย่างเปลี่ยนไป ต่างชี้ชวนกันดู คนทั้งรถคงเอะอะ ตื่นเต้น บ้างก็นั่งเงียบ
          ผมปูเสื่อยางรออยู่กลางลานหลังบ้านเชียงใหม่ไม่ออกไปรับ นั่งรอบนเสื่อเพื่อดูแต่ละคน จะมีใครบ้างที่ก้าวเข้ามา ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยเรียกผมว่าไอ้หนูทักทาย ให้ผลไม้อย่างผู้ใหญ่ทั้งหลายพึงมีให้เด็ก ๆ
          แล้วคนเหล่านั้นก็เรียงแถวเข้ามาช้า ๆ ผมตกใจเพราะคุณตาคุณยายรีบไหว้ เร็วกว่าผมซะอีก ผมร้องห้าม เชิญนั่ง ทุกคนมีของฝากเท่าที่จะหยิบหาจากข้างบ้านมาได้ มะม่วงดิบ มะม่วงสุก มะม่วงแผ่น
          ถ้าคุณเป็นคนแก่ ไม่เคยได้ออกจากหมู่บ้านไปไหน ๆ คุณจะรู้สึกอย่างไรนะ วันที่คุณได้เดินทางไกลไปถึงตรงปลายทางที่เจ้าเด็กคนหนึ่งจากหมู่บ้านรอนแรมไปอยู่ คุณเป็นชาวไร่ ชาวสวน ไม่มีรายได้มากนัก อดออมเก็บเงินอยู่กันไป กลัวความเจ็บป่วยได้เห็นลูกหลานก็มีความสุข
          ลองเปิดโอกาสให้ญาติพี่น้อง คนรอบข้าง ได้เดินทางบ้างซีครับ เด็กเล็ก ๆ สักกลุ่มหนึ่งก็ได้ พอไปไกลพอสมควรแล้วก็ส่งกลับ
          ขณะเขียนคุยกับคุณอยู่นี้ ผมกำลังจะพากลุ่มนักเขียนและกลุ่มนักวาดเข้าป่าต้นน้ำ เขาจะมีพิธีบวชป่า นักเขียนจะเขียน นักวาดจะวาด ทุกคนจะเดินเข้าสู่ฉากป่า ได้เป็นเหมือนหนึ่งตัวละครร่วมฉากเดียวกัน
          ผมจะอยู่ตรงนั้นนานวันเพื่อวาด ๆ  ๆ ให้พวกนักเขียนกลับก่อน บางทีพวกเขาจะได้ภาพวาดของเราไปใช้ประกอบเรื่องของเขาบ้างก็ได้
          คุณอาจเก็บเกี่ยวภาพสถานที่ การเดินทาง ไว้ในความทรงจำ แต่ผม พวกคนวาดรูป เก็บไว้ในกระดาษด้วยสีและเส้น เพียงแต่นึก คุณก็เห็นฉากหลากหลาย ทั้งในธรรมชาติและที่ผู้คนสร้างขึ้น ไม่ได้หายไปไหน อยู่ในตัวคุณ ให้ฝันถึงนาทีที่ครั้งหนึ่งยังจำได้โดยไม่รู้ลืมจากการเดินทาง
ผมน่าจะวาดภาพให้คุณดู
 
วันที่ 14 กพ.การเดินทางไปลำพูน เรื่องงาน และการเขียนงานในโลกไซเบอร์ฯ
1984 และนำเสนอทัศนะบางส่วนของน้องหมาฯ:
..ผมอ่าน 1984 ค้างไว้ที่หน้า 79 เมื่อเวลา 20.35 น. 11/02/2009
1984 เล่มนี้ เป็นงานเขียนของ จอร์จ ออร์เวลล์
แปลโดย รัศมี เผ่าเหลืองทอง และ อำนวย ปฏิพัทธ์เผ่าพงษ์
…มีอะไรน่าสนใจมากมาย คลับคล้ายคลับคลา ว่าผมจะเคยอ่านมาแล้ว
ในสมัยเที่ยวไล่ค้นอ่านหนังสือในห้องสมุด
แต่คงอ่านแบบปิดๆเปิดๆผ่านๆให้ได้ชื่อว่าอ่านมาเปิดทำเท่ห์มากกว่า
หรือไม่ก็อาจอ่านโดยไม่สามารถ"อ่าน"เนื้อสารได้ คือมึนๆงงๆ เลยส่งผลให้จำไม่ได้
…ได้มีโอกาสเริ่มอ่านเมื่อตอนเย็น เลยมาโพสต์เล่นๆให้เป็นประเด็น ทำเด่นทำดัง
เป็นการชวนทุกคนมาจับกล้องส่องดู ว่าเมื่อไหร่ผมจะอ่านจบ
และชักชวนว่า ถ้าคุณว่างงานก็มาอ่านด้วยกันครับ
จะรายงานเรื่อยๆนะครับ
แหะๆ
สงครามคือสันติภาพ
เสรีภาพคือความเป็นทาส
อวิชชาคือกำลัง….
—————————–
1984 ผมมีเก็บไว้อ่าน และก็อ่านฉบับแปลใหม่ ซึ่งมีคำนำของธงชัย วินิจจะกูล
น่าสนใจ ดี ครับ   เท่าที่จำได้ในเรื่องสั้นหนึ่งของนิธิ เอียวศรีวิงศ์ เรื่องมนุษยชาติ ซึ่งสุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยรวมเล่มกับนักเขียนคนอื่นๆ ในหนังสือ "สันติภาพ" นั้น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็อ้างว่า เรื่องสั้นของเขา ไม่ได้เกิดจากการอ่าน 1984 ฯลฯ จำไม่ได้แล้วครับ ไม่มีความเห็นเอาความเห็นคนอื่นมาอ้าง ดีก่า อิอิ 
อำนาจกับการขบถ
– ธงชัย วินิจจะกูล –
ถ้าหากงาน ‘คลาสสิค’ หมายถึงผลงานซึ่งเป็นที่รู้จัก มีคนนิยม หรือทรงอิทธิพลข้ามยุคสมัย บางกรณีข้ามวัฒนธรรมด้วยซ้ำไป ถ้าเช่นนั้น หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ประสบปัจจัยหลายอย่าง (รวมทั้งคุณสมบัติบางประการของงานชิ้นนี้เองด้วย) ที่ฉุดรั้งบั่นทอนชีวิตของผลงานชิ้นนี้ให้สั้นลง และแคบเข้า หรือลดทอนคุณค่าความสำคัญลงไป
กระนั้นก็ตาม หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ยังคงเป็นนิยายที่มีคนรู้จักมากที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกภาษาอังกฤษ ยังเป็นวรรณกรรมที่อ่านกันตามหลักสูตรของโรงเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ยังได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังคงมีบทความ หนังสือ และงานวิจัยเกี่ยวกับหนังสือนี้ตีพิมพ์ออกมาจนทุกวันนี้…..
ขบถ ปัจเจกภาพ และการวิจารณ์
ในเมื่อหัวใจของอำนาจในสังคมแบบ หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ คือการควบคุมความรู้ ความคิด อาชญากรรมที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดก็คือ อาชญากรรมทางความคิด (Thoughtcrime) แต่อะไรล่ะคือ Thoughtcrime? ความรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งต่างจากที่อำนาจต้องการเป็นอาชญากรรมหรือไม่ หรือการไม่เชื่อ ฟังข่าวสารของรัฐ? ไม่ตกหลุมพรางความหมายของ Newspeak? น่าจะใช่ทั้งนั้น แต่การขบถของจูเลียและวินสตันไม่กล่าวถึงสิ่งนี้เลย ไม่เห็นจะมีทัศนะความเห็นที่รุนแรงตรงข้ามกับอำนาจรัฐในเรื่องประวัติศาสตร์หรือภาษาสักเท่าไรเลย
จูเลียและวินสตันออกนอกรีตนอกรอยเพราะความรัก…
หวัดดี อัตถิฯ และคุณหมาฯ(ขออนุญาติ เรียกย่อๆ ด้วยความเคารพ)😛
 :)
เนื่องจากใกล้วาเลนไทน์ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเลยพูดถึงความรัก สักหน่อย จากนิยาย 1984
ซึ่งผมอ่านแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับ เนี่ย ผมกำลังนั่งทำงาน แก้ไขงานหน้าจอ คอมฯ
และพักความคิด กระตุ้น ไอเดีย เปิดเพลง และเปิด 1984(ปีที่พิมพ์ 2525) ทำอะไรหลายอย่าง
แต่คงไม่เหมือนกับวินสตัน 555
ผมคิดว่า ถ้าคุณ หมาฯ อ่านถึงตอนจบ แล้วจะ อึ้ง ครับ ผมอ่านจบ ตอนสมัยก่อน
ปัจจุบัน ผมยังไม่รู้เลย หรือ ไม่เข้าใจ ว่า ผู้อ่าน จะเข้าใจเรื่อง"รัก" ในความหมายตรงกับ
ผู้เขียนสื่อ หรือไม่  และรัก ในนิยาย คือ อะไร เพราะวินสตัน เบื่อเมียเก่า ที่มีความคิดจะผลิตลูก และชอบคำขวัญของพรรคมาก ส่วนจูเลีย เป็นตัวแทนสตรี ผู้ทำให้เขา รู้สึก-ฝัน-มีกำลังใจได้
จูเลีย เขียนคำว่า ฉันรักคุณ โอ้! มันเจ๋งมาก สำหรับตัวละคร อายุ 39 ฯลฯ เลยแหละมั้ง 555
ในทัศนะของผม เอาเป็นว่า มีบางอย่างที่หนังสือ กล่าวถึง รูปธรรมผ่านร่างกาย ชุดเครื่องแบบของจูเลีย สะท้อนอุดมการณ์เสรีนิยม(หรือไม่ ?) และส่วนของวินสตัน ถ้าคุณหมาฯ ลองอ่านใกล้จบ จะรู้ว่า วินสตัน กำลังไปสู่นามธรรมของรัก หรือเปล่า?
ผมอยากทดลองเสนอว่า อ่านจบแทนที่จะได้คำตอบจากนิยาย กลับกลายว่า เราอาจจะต้องตั้งคำถามกับนิยายไว้ ว่ารักนั้น คือสิ่งที่เหนืออะไร น่ะครับ
 
http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=3208.0
น้องหมาฯ
เมื่อใกล้จะจบของนิยาย สิ่งที่สำคัญของร่างกายของวินสตัน ถูกกระทำ(เริ่มจากภาค 3) คาดว่าจากกระทรวงแห่งความรัก ไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบทางตรรกะ ความคิด-ซักถาม และการสอบสวน ตัดสินโทษแก่วินสตัน รวมทั้งทำร้ายร่างกายเขา จนกระทั่งจิตใจ คือ บอกว่า จูเลียทรยศวินสตัน ฯลฯ
ซึ่งวินสตันโยนคำถาม ซึ่งไม่ได้คำตอบจากคนทำร้ายร่างกาย ว่าเขาซ้อมเธอ หรือเปล่า (ขออภัย สปอยด์ กล่าวเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของตอนใกล้จบของหนังสือ สำหรับผู้ยังไม่ได้อ่าน) แล้วรักแท้ หรือไม่  ในที่สุดการพิสูจน์ คืออะไร เป็นคำถามต่อการอ่านนิยาย ว่าจูเลีย กับวินสตันนั้น รักแท้จริงหรือเปล่า ฯลฯ
จากเนื้อหาของหนังสือ 1984 และก่อนวัน Valentine ผมจะไปนอนแล้ว ซึ่งผมอยากกล่าวถึงภาพยนตร์ ซึ่งตีความ หนังสือ 1984 หน่อย ครับ ว่าลองเข้าไปดูหนัง น่ะครับ ก็คิดว่า จูเลีย ถ้ามีโอกาสออกมาจากโลกนิยาย แล้ว จูเลีย ผู้เคยทำหน้าที่ ผลิตวรรณกรรม ฟังวินสตันอ่านหนังสือ  ฯลฯ และตัวละคร กระทรวงแห่งความรักในนิยาย จะคิดต่อภาพยนตร์อย่างไร?
 น้องหมาฯ ถ้าว่าง ลองเข้าไปดูหนัง น่ะครับ
ว่า คนทำหนังเขาคิดสร้างหนัง กับประโยคเด็ดเผยความสุขใจต่อ "I Love You"อย่างไร?  ถ้าดูจนจบ น่ะครับ
nineteen eighty-four 1984(ดูหนังทางอินเตอร์เน็ต ก็ง่าย สะดวกดี แม้ว่าผมจะไม่ตั้งใจดูมาก และรู้รายละเอียดก็ตาม)
ราตรีสวัสดิ์ จนกว่าว่างๆจะพบกันใหม่….
…..กลับมาต่อประเด็นคำถาม สุดท้าย

ถ้าน้องหมาฯ ได้ดูตอนจบของหนัง 1984 ซึ่งผมเอามาโพสต์แล้ว

น้องหมา สงสัยไหม? ว่า ตอนจบ วินสตัน พูดว่า I Love You

แต่วินสตัน เหมือนกับพูดอยู่ในใจ ป่ะ คือ ปากวินสตันไม่ขยับเลย

ทักทายน้องหมา ด้วยคำถาม ถ้า 1984 เป็นรหัสทางคณิตศาสตร์ ?
ตรรกะหรือเปล่า หนอ?วินสตัน มักพูดถึง 2 คูณ 2=? เป็นรหัสปรัชญา ฯลฯ หรือเปล่า
19 (กันยา25)49 ตัวเลขคล้าย1984 เอาไปแทงหวยไหม?(555)
ไอ้ 2 คูณ 2 นี่ น้องหมาฯว่ามันเป็นการพูดถึงหลักปรัชญานะ จำได้ว่าเคยอ่านเกี่ยวกับกับ
การถกเถียงกันของหลักปรัชญาสำนักต่างๆ
ที่ว่าด้วย อะไรเกิดขึ้นก่อนระหว่างคำเรียก กับสิ่งที่เรียก อะไรทำนองนี้แหละ
…ผมว่าในเรื่องที่วินสตันพูด น่าจะชวนให้เราคิดถึงประเด็นนี้
คือ 2 คูณ 2 อาจจะเป็น 5 ก็ได้ ถ้าเราได้รับการปลูกฝังศึกษามาอย่างนั้น
หรือในขั้นที่สุดคือ เราไม่ได้รับการปลูกฝัง แต่โดยธรรมชาติแล้วเราคิดแบบนั้น
(คือผมก็งงๆนะแต่เชื่อแน่ว่ามันต้องเป็นไปตามหลักอันนั้น พอดีผมได้อ่านจากนักศึกษาคนหนึ่ง
ส่วนผมนั้นไม่ได้เป็นนักศึกษาเลยไม่ได้อ่าน มันเป็นงานที่ตีแผ่แยกแยะหลักปรัชญา)
 
แหะๆ
…ไม่รู้นอกประเด็นรึเปล่า เพราะผมเมาขี้ตา
 
ไม่นอกประเด็นหรอก

น้องหมาฯ แสดงความคิดเห็น ทำให้เกิดความหลากหลายและน่าสนใจเรื่องตัวเลข
ซึ่งผมไม่เคยคิดในมุมมองนั้นมาก่อน ขอบคุณครับ

รุสโซ นักปรัชญา ก็บอกว่า แม้ผมไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ก็ยังให้เขาแสดงความคิดเห็นๆ

จำได้ประมาณนี้แหละ ครับ

ส่วนผมกลับมาจากการทำงาน เมื่อเช้าตื่นนอนมึนๆ ตอนนี้กลับมาเปิด 1984 แล้ว

พิจารณาประโยค เสรีภาพ คือ เสรีภาพ ที่จะพูดว่า สองบวกสองเป็นสี่ ถ้าทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

สิ่งอื่นจะตามมา….

-บางฉากความรักของวินสตัน ที่มีปรากฏในหนังกับหนังสือ ฉากเปลือยเปล่า ปล่อยให้ร่างกายเปลือย ไม่ใส่ชุดเครื่องแบบ เหมือนทิ้งรหัสหมายเลขของตนเอง มิติความรัก ภายใต้อำนาจของรัฐ-พรรคใน1984 ว่า เราต้องเปลือยเปล่าความจริงออกมา…
1984 เป็นภาพยนตร์ที่สร้างกันมาหลายครั้ง จากนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิก เรื่อง Nineteen Eighty – Four (ค.ศ. 1949) ของ George Orwell ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังเป็นหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์
ปกตัวเลข1984 ออกแบบโดยพี่ทองธัชฯ ซึ่งสีแดงและส้มออกเหลืองซ้อนทับกันอยู่ในตัวเลข1984
http://www.bangkokbookclub.com/shop/b/bangkokbookclub/img-lib/spd_2005040510534_b.jpg
ปก และชื่อของ 1984 ปกพิมพ์ใหม่ของไทย เราเล่นเน้นกับตัวเลข "8" คือ อินฟินนี้ตี้ เท่ากับไม่สิ้นสุด ส่วนของต่างประเทศ เป็นรูปดวงตาๆ ต่างๆ
(ไปก่อนหละครับ)
 
สมศักดิ-พอดีมีผู้เอา link กระทู้ "การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤตสังคมไทย" http://www.thaiwriter.net/forum01/index.php?topic=2107.0 ไปโพสต์ที่ บอร์ด ฟ้าเดียวกัน ผมเลยตามเข้ามาอ่าน
อ่านแล้วก็ "อึ้ง" ว่า ทำไมกระทู้นี้จึง "ฮ้อต" ได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่ พูดตรงๆนะ จข.กท. นี่ ออกจะ อ่อน เหลือเกินในสิ่งทีตัวเองเขียน (เห็นบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของ "ปาฐกถา" ยิ่งทำให้อึ้งไปใหญ่ ว่า "ปาฐกถา" เดี่ยวนี้ อ่อนแบบนี้ได้หรือ?)
การที่ จข.กท.สนับสนุนพันธมิตร (แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ทุกเรื่อง) สงสัยจะเกี่ยวกับความไม่รู้ หรือรู้แบบงูๆปลาๆ ที่แสดงออกในกระทู้นี้ด้วยกระมัง

ก่อนอื่นนะครับ ไอ้สไตล์การ"นำเสนอ" แบบนี้ คือ เอา "ชื่อ" หรือ "เรื่อง" มาทำ montage กัน ซึ่งเลียนแบบมาจาก "พี่เถียร" นั้น สมัยเมื่อ 3-40 ปีก่อน ที่"พี่เถียร" แกเขียนแบบนี้ ที่วงวิชาการบ้านเรา ทั้ง วรรณกรรมวิจารณ์ และ สังคมศาสตร์ ยังไม่ไปถึงไหน ก็พอจะไหวอยู่ แต่มาในยุคนี้ที่ วงการศึกษาพวกนี้ พัฒนาไปถึงไหนๆแล้ว การทำ montage หรือ พูดแบบไม่เกรงใจคือ name-dropping แบบนี้ ถ้าคนทำ ไม่แน่นพอจริงๆ ชวนให้ขำเสียมากกว่า

เอาง่ายๆเลยนะครับ ชื่องานของ Marx น่ะ เรียกว่า The Manifesto of the Comunist Party (แปลตรงๆมาจากชื่อเยอรมันดั้งเดิม) หรือ (ในชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไป) The Communist Manifesto ไม่มีหนังสือชื่อ Communism’s Manifesto ที่ จข.กท. บอกวา Marx เขียนหรอกครับ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมทีว่า "ศตวรรษที่ 18 ในอังกฤษ" น่ะ แม้จะไม่ผิด แต่แสดงว่า คงไม่รู้จริง การปฏิวัติอุตสาหกรรม แม้จะมองกันทั่วไปว่า "เริ่ม" ในศตวรรษที่ 18 แต่ก็เป็น 18 ช่วงปลายๆแล้ว (ประมาณทศวรรษ 1780) แต่ที่มีผลแสดงให้เห็นอย่างสำคัญจริงๆ คือ ต้นศตวรรษที่ 19 ดังนั้น การเขียนเช่นนี้ แสดงว่า คงไม่รู้จริง

"ศิลปวิกตอเรีย ศตวรรษที่ 17"?? อันนี้ ผิดไปประมาณ 2 ศตวรรษ เลยนะครับ ที่ถูกคือ ศตวรรษที่ 19 มาจนถึงขึ้นต้นศตวรรษที่ 20 แล้วครับ

เรื่อง "สกุลโรแมนติก" ทีว่าเป็นของชนช้นกลาง ขึ้นมาแข่งกับสกุลคลาสสิคนั่นก็เหมือนกัน จข.กท.แน่ใจว่า เข้าใจ เรื่องที่พูดจริงๆ? ตัวอย่างที่ยกมา ที่ จข.กท. พูดมาผิดๆข้างต้น ไม่ชวนให้เชื่อเลยว่า จข.กท.รู้ต้วว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ Romaniticsim ในฐานะเป็นแนวคิดเริ่มที่เยอรมัน (ที่ยังไม่เป็นประเทศ) ในตอนสิ้นศตวรรษที่ 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 ….

 
บอย-…เอ่อ ตกใจนิดหน่อย จู่ๆ ทำไมชื่อสมศักดิ์ เจียมฯ โผล่มาที่นี่
และหมี่เป็ด วิวาทะกัน เกิดอะไรขึ้น น่ะ เพิ่งกลับจากไปต่างอำเภอ มาเล่นเน็ต
 
แปลกใจ เลยแวะมาตามสังเกตการณ์ และยืนยันลงชื่อว่า เข้ามาอ่านแล้ว ครับ
ทั้งว่าด้วยการสร้างสรรค์วรรณกรรม

แต่ไม่มีความคิดเห็น มีเพียงข้อสังเกตว่า ผู้พูดถึงซ้าย ย่อมมี Thesis, Anti-Thesis

แล้วก็น่าจะมี Synthesis(ขออภัยดัดจริตใช้ภาษาอังกฤษ เสียวแปลเป็นไทยโดนด่า 5555) ให้เกิดการสร้างสรรค์วรรณกรรม น่ะครับ

ไปหละ เผ่น ๆๆๆ

มาจากกระทู้กรณี หมี่เป็ด หากนักเขียนไม่สามารถยกระดับการพูดคุยไปสู่ความจริงและการสร้างสรรค์  
ผมอ่านบอร์ด แต่พยายามเขียน เพื่อให้สื่อกลางความเข้าใจอย่างกว้างขวางมากที่สุด
เพราะจากการประมวลผลของการอ่านหลายความคิดเห็นแล้ว ประเด็น คือ ไม่มีสิ่งที่นำไปสู่ต่อยอดว่า
ความจริงและการสร้างสรรค์วรรณกรรม แต่กลายเป็นเรื่องวัฒนธรรมเว็บบอร์ด โต้แย้ง มันเป็นประโยชน์ทางเสรีภาพ

ซึ่งตามมากับกฏหมาย พรบ.ต่างๆ เงื่อนไข ปัจจัยมากมาย และข้อจำกัดของเว็บบอร์ด เราก็น่าจะยอมรับว่ามันมีอยู่จริง

1.สิ่งที่ควรชัดเจน คือ วัฒนธรรมเว็บบอร์ด มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของคนหลากหลาย กลุ่ม เข้ามาใช้ อ่าน แสดงความคิดเห็น อารมณ์ความรู้สึก
แต่เสรีภาพของการเขียนในเว็บบอร์ด มีอยู่ก็ดีมาก เพียงแต่ว่า การวิเคราะห์ วัฒนธรรมการวิจารณ์ ตัวตน (อัตตา) ข้อจำกัดของผู้เขียน มันแตกต่างกัน ระหว่างนักวิจารณ์ เช่น กรณียกตัวอย่าง txvocalz เรื่อง บทความทางวิชาการ "ทำไมวรรณกรรมสะท้อนสังคมถึงแก้ไขปัญหาสังคมไม่ได้" ซึ่งคนเขียนไม่ใช่ อ.ชูศักดิ์ แต่คนเขียน คือ อ.นพพร ประชากุล
http://72.14.235.132/search?q=cache:_PBUgbcxzWEJ:www.geocities.com/undergroundbook/a3.html+%22%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%22&hl=th&ct=clnk&cd=2&gl=th
ผมต้องกล่าวบอกในที่นี้ ขออภัยคุณtxvocalz แน่นอนว่า เรายังไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมเว็บบอร์ด ซึ่งน่าจะพัฒนารากของวัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์(ยังไม่ไปถึงไหน) ในสังคมไทยๆ

2. นักเขียนพูดความจริงและสร้างสรรค์ ในวัฒนธรรมเว็บบอร์ด ก็อย่างที่พี่จารี เขาพูดถึงข้อตกลง กติกา
ก็น่าจะชัดเจนแล้ว ส่วนการตอบประเด็นของนักเขียนเรื่องความจริง ในเว็บบอร์ด ก็เป็นเรื่องที่มีปัญหาเถียงกันไม่ตก เสรีภาพกับชื่อในโลกไซเบอร์ ความเร็วของอินเตอร์เน็ต ในการสื่อสารให้ทุกคน เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ง่าย แต่ว่า จะมีอารมณ์ ความรู้สึก เหตุผล คือ ผู้อ่าน จะต้องแสดงออกความคิดเห็นกันไป ดังนั้น การไม่สรุปไปล่วงหน้า ตัดสินผู้อ่าน ไปก่อน ย่อมเกิดจากประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิ เสรีภาพ ที่มีการตัดสินใจกระทำการไม่ให้บอร์ด กลายเป็นไม่สร้างสรรค์ ตามกฏกติกา และโลกไซเบอร์ ที่เราเรียนรู้ว่า บางความคิดเห็น

มันก็ไม่น่าจะทำให้สร้างสรรค์ แล้ว ก็ควรหยุดทะเลาะกันไป
 
ผมคิดว่า เรื่องประเด็นวัฒนธรรมการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์
ถ้าใครเป็นคนที่เข้ามาที่ เว็บไทยไรเตอร์ จะต้องเข้าใจวัฒนธรรม ที่มีประวัติของการวิจารณ์ดุเดือด

บริบทของการถกเถียงที่มีมาตั้งแต่ช่วงเว็บแรกๆ แล้ว

3.เวลาที่มีการพูดคุยกัน จากการประมวลผลการพูดคุยกัน ผมยังรู้สึกได้ถึงสิ่งที่สำคัญกว่าความจริง และการสร้างสรรค์ คือ มิตรภาพ ซึ่งจะสามารถยกระดับของการบทโต้แย้ง ให้เข้าสู่การแลกเปลี่ยน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ให้เห็นว่าความมจริง และการสร้างสรรค์ นำมาสู่สันติ ไม่ว่าMarx จะพูดถึงทุนฯ การต่อสู้ทางชนชั้น อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง คือ กลับสู่ชีวิตปกติ สันติภาพ นั่นเอง

ในที่สุดแล้ว เราล้วนตกอยู่ภายใต้การตีความ ในโลกไซเบอร์ ที่มีความจริงเสมือนสร้างจากระบบอินเตอร์เน็ต แต่ขาดมิตรภาพ สันติภาพของปลายทางชีวิตของทุกคน

Re: เรียนอาจารย์สมศักดิ์ (กรณีประเด็นปาฐกถากับพี่หมี่เป็ด)
รอยต่อของความคิดแนวการวิจารณ์วรรณกรรม กับประวัติศาสตร์ ซึ่งอ.นพพร ประชากุล เคยเสนอวิจารณ์ไว้
วรรณกรรมศึกษาในแนวนวประวัติศาสตร์ (กองบก.)
ส่วนคุณ ซาลาฮฺดีนน ก็ว่าประชาคม นี่แปลกแปล่ง ผมว่าจะพาคนแปลกแยกกันไปใหญ่
เพราะทั้งสองเรื่องที่ คุณมาอ้าง เรื่องแรก ผมคิดว่า พี่หมี่ฯ เขาตอบขออภัยไปแล้ว ส่วนเรื่องที่สอง มันก็ย้อนไปสู่ตัวคุณเอง
ว่าด้วยคิดประเด็นมาวิจารณ์พี่หมี่ฯ ไม่ได้ แต่กลายเป็นว่า ยืมดาบ(อ.สมศักดิ์)มาฆ่าคน ซึ่งก็คล้ายกับคุณsanook

คือ ตรรกะของเหตุผล "ปาฐกเป็นประเด็น"ทำให้มีที่มาดังกล่าว
อนึ่ง ผมคิดว่า ถ้ามีคนสร้างสรรค์การวิจารณ์ให้มีคุณค่า มากกว่าอ.สมศักดิ์ ก็จะดีไม่น้อย เพราะอ.สมศักดิ์ คงไม่มาแล้วมั้งครับ

ผมไม่ได้ท้าทาย อ.สมศักดิ์ ฯลฯ น่ะครับ

ไปก่อนแล้วกัน ครับ เดี๋ยวเครียดมากเกินไป

 
เราน่าจะเข้าใจปัญหาว่า แต่ละคน อาจจะนิยามความหมายไม่ตรงกัน

ปัญหาต่างๆ ทางการสื่อสาร จึงเกิดขึ้นตามมา ผมอยากบอกว่า เวลาตัดสินคดีความ หรือพิพากษาใคร

(วิถีของวรรณกรรมร่วมสมัยของไทย กระแสวรรณกรรม จาก เสนีย์ เสาวพงศ์ จนถึง ชาติ กอบจิตติ
By Hideki  Hiramatsu อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

http://kyotoreviewsea.org/Issue_8-9/Hideki_thai.html

จากคดีความสู่คำพิพากษา ฟรันซ์ คาฟคาและชาติ กอบจิตติ
http://209.85.175.132/search?q=cache:lNYxV0AyHP0J:www.artbangkok.com/main/detailcontent.php%3Fsub_id%3D406+%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%84%E0%B8%B2&hl=th&ct=clnk&cd=28&gl=th

ปัญหาของการนิยามนั้น มันก็อยู่ที่มีการนิยาม เช่น หนังสือ Fear and Trembling ว่า ‘ จุดเริ่มของระบบศีลธรรมนั้นก็ไม่ได้มาจากการขจัดหรือระงับการกระทำที่ชั่วร้าย หากมันเริ่มต้นจากการนิยามความชั่วร้าย ‘ พูดให้ง่ายระบบศีลธรรมเป็นผู้สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาในสังคม และผู้เขียน คือ SOren Kierkergaard (1813-1855)  ก็คือ ผู้ต่อต้านตรรกะ Either/or ไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้ของข้อจำกัดสองทาง

 
วันที่ 14-15 น่าเสียดายผมมีโอกาสไปฟังนิดหน่อย เรื่องเสวนา “โรมานซ์: ภาวะเสมือนจริงแห่ง ความรัก วัฒนธรรม และอำนาจ” โดยหลักการและเหตุผล ความรักในฐานะมิติหนึ่งของอารมณ์ ได้ถูกเบียดขับออกจากทฤษฎีทางสังคมในโลกตะวันตกมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ด้วยอิทธิพลของประเพณีทางแนวคิดแบบ Cartesian ซึ่งเหยียดอารมณ์ว่าเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ปราศจากเหตุผล เป็นเพียงความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ และไม่มีพลังพอจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ดังนั้น จึงไม่ควรค่าแก่การใส่ใจหรือสนใจ ประเด็นเรื่องความรัก และอารมณ์ความรู้สึก ไม่ปรากฎในทฤษฎีทางสังคมวิทยาคลาสสิก ไม่ว่าจะในมโนทัศน์ว่าด้วยความชอบธรรม สถานภาพ และ บารมี ของเวเบอร์  ในทฤษฎีว่าด้วยความสามัคคี และพลังทางศีลธรรม ของเดอร์ไคม์ ในทฤษฎีว่าด้วยความแปลกแยก จิตสำนึกทางชนชั้นของมาร์กซ์และเองเกลส์   หรือกระทั่งในงานทางมานุษยวิทยาคลาสสิกของมาร์กาเร็ต มีดว่าด้วยความคิดของปัจเจกบุคคลก็ตาม  การศึกษาเรื่องความรักจึงได้กลายไปเป็นธุระของนักจิตวิเคราะห์  อย่างไรก็ตาม นับแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1975 เป็นต้นมา นักสังคมวิทยาได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องอารมณ์ความรู้สึก  และท้าทายการแยกขั้วทางศาสตร์ระหว่าง จิตวิทยา (ปัจเจกบุคคล) และสังคมวิทยา (สังคม)  หรือการแยกคู่ตรงข้ามระหว่างบุคคล (person) และการเมือง (political)  เหตุผลและอารมณ์  จิตใจและร่างกาย  ตลอดจนตัวตนและวัตถุ  ในขณะเดียวกันนักคิดในสายสตรีนิยมก็ได้มีส่วนในการท้าทายเส้นแบ่งระหว่างเหตุผลและธรรมชาติดังกล่าว ด้วยการยืนยันในความเป็นการเมืองของปัจเจกบุคคล ( the person is political) กระแสดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการพลิกมุมมองในเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกในมิติใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเรื่องส่วนตัวที่จำกัดอยู่แต่เพียงในปริมณฑลของปัจเจก  หากแต่เป็นคลังแห่งความรู้ที่สะท้อนชีวิตและความเป็นไปทางสังคม  เมื่อความรักได้กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและมีการศึกษาขึ้นในทางสังคมศาสตร์  ประเด็นเรื่องความรักกลับกลายเป็นประเด็นที่มีการถกเถียง  วิพากษ์วิจารณ์ และรื้อถอนอย่างกว้างขวางที่สุดประเด็นหนึ่ง นักสตรีนิยม ได้วิพากษ์ความรักแบบโรแมนติกว่า เป็นอุดมการณ์อันพิกลพิกาลที่มีพลังอย่างลึกซึ้งเพื่อจองจำผู้หญิงไว้ในกรงขังแห่งการหลงรักตนเอง (narcissism)   ในขณะที่นักสังคมวิทยาเห็นว่ากำเนิดของความรักโรแมนติกแยกไม่ออกจากพัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และอุดมการณ์สังคมสมัยใหม่แบบประชาธิปไตย ตลอดจนปทัสถานครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว นักสังคมวิทยาวัฒนธรรมมองรักโรแมนติกว่าเป็นเพียงบทเขียนทางวัฒนธรรมประเภทหนึ่งของสังคม เป็นวาทกรรมที่แวดล้อมและแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของยุคสมัย นักปรัชญาในสาย existentialism มองโรมานซ์ในฐานะเครื่องมือของชนชั้นกลางในการจัดการกับความกระวนกระวาย ความกลัวในความโดดเดี่ยว และความแปลกแยก  ทั้งนักสังคมวิทยาและนัก existentialist จำนวนไม่น้อยต่างพากันประกาศว่า ความรักแบบโรแมนติกนั้น เป็นประเภทของความรักที่อยู่ในภาวะวิกฤต นอกจากนี้แล้ว นักมานุษยวิทยาบางท่าน ยังได้ท้าทายมุมมองเรื่องความรักที่มักถูกกำกับด้วยวิธีคิดในการมองความสัมพันธ์แบบปัจเจก ด้วยการเชื่อมโยงความรัก กับอำนาจรัฐ (Ryang 2006) พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า ความรักสมัยใหม่ (modern love) ในบางสังคมนั้น เป็นเครื่องมืองทางการเมืองประเภทหนึ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยรัฐและกลไกด้านสื่อ และถูกใช้ในการสร้าง ควบคุม และกำกับ “ตัวตนสมัยใหม่” ของพลเมืองรัฐชาติ  แต่ทว่าในท่ามกลางกระแสวิพากษ์อย่างร้อนแรงในวงการสังคมศาสตร์ ซึ่งปักธงในความเป็นไปไม่ได้ของรักโรแมนติก (romantic love as impossible)   และจุดจบของความรักสมัยใหม่ (The Demise of Modern Love) ความรักสมัยใหม่ กลับแพร่กระจาย แทรกซึม ซอกซอน ไปยังอณูต่างๆในสังคมอย่างกว้างขวาง และซับซ้อนอย่างยิ่งยวด ทั้งยังมีพลังอำนาจในการขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม ทั้งในเมืองและชนบท มากยิ่งกว่าในยุคที่ถูกก่อร่างสร้างตนขึ้นมาเสียอีก  เป็นพลังอำนาจและประสบการณ์ในระดับปฏิบัติการณ์ของบุคคลที่สร้างแรงกระทบต่อสังคม ที่เรียกร้องการอธิบายที่ไปไกลกว่าเพียงการถอดรหัสความหมาย หรือรื้อถอนเชิงโครงสร้าง  เราจะเห็นสภาพที่ปฏิบัติการ “ส่วนบุคคล” ของปัจเจกกลับมาท้าทายอำนาจการนิยามความปรารถนาของสังคม เช่นการแพร่กระจายของวาทกรรมของเพศที่สามที่กลายไปเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรมที่ทรงพลัง และทำให้ต้องมีการตั้งคำถามไม่เพียงแต่กับเรื่องนิยามความเป็นเพศเท่านั้น แต่นิยาม “ความเป็นครอบครัว” และอำนาจรัฐก็ถูกท้าทายและสั่นคลอนด้วย งานเสวนาในครั้งนี้ ต้องการเปิดเวทีในการพูดคุยเรื่องความรัก อันเป็นหัวข้อที่ถูกปิดตายในแวดวงสังคมศาสตร์ไทยมาเป็นเวลาเนิ่นนาน  เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ที่จะนำเอาประเด็นเรื่องความรักมา เป็นหน้าต่างในการพิจารณาสังคม ทั้งในระดับทฤษฎีแนวคิด  ระดับกรณีศึกษาทั้งจากงานภาคสนามและงานเขียน  นอกจากนั้น หากพิจารณาว่าความรัก เป็นมิติของความปรารถนาที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่าง “ความจริง” และ “จินตนาการ” แล้ว จะเห็นว่าสื่อทางศิลปะและวรรณกรรมจะสามารถสะท้อนสภาวะก้ำกึ่งคลุมเครือนี้ได้ดีกว่าศาสตร์ซึ่งพยายามหรือประกาศตนที่จะแสวงหาความรู้แบบปรนัยเสียอีก  ดังนั้น  เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆในการเข้าใจความซับซ้อนดังกล่าว งานสัมมนานี้จึงเชิญผู้ที่ทำงานและสนใจในประเด็นนี้จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งมานุษยวิทยา ปรัชญา  ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมศึกษา ประณีตศิลป์ และสื่อสารมวลชน โดยหวังว่าความรักอาจช่วยเชื่อมโยงเส้นขอบฟ้าของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เข้าด้วยกันได้
……วันวาเลนไทน์ ณ ลำพูน  และยามค่ำคืนระหว่างการเดินทางจากลำพูน-อำเภอแห่งหนึ่ง ถึงเชียงใหม่ ผมระลึกถึงว่าได้รับช็อกโกเล็ค เล็กๆ จึงอยากจดบันทึกไว้ ส่วนหนึ่งทำให้ผมย้อนกลับFlack Back สู่ภูเก็ตถึงน้องผู้หญิงคนหนึ่ง (Secret) แน่นอนว่า ภาพยนตร์ของหว่องกาไว Ashes of Time หมายถึงเถ้าธุลีแห่งความทรงจำของผม เหมาะกับบรรยากาศของหนัง และคำพูดของตัวละคร : I think winner but I look mirror = Loser
 
วันที่ 16-28 เรื่องตื่นเต้นบางอย่างยังฝังหัวสมอง หลายเรื่องไม่มีเวลา เล่า เพราะว่า งานค้างไว้ เช่น ผู้หญิงจะตบตีขว้างขวดในวันวาเลนไทน์ ที่ผมไปประสบพบเจอมา ณ ที่แห่งหนึ่ง และวันที่ 21 – เลย์ ออฟ คนงานนิคมลำพูน อีกประมาณ หนึ่งพันกว่า คน
ทำงาน และ หลายวันก่อนดูหนัง… Benjamin…,  ปัญหาบัตรATM  โดนเครื่องกดเอทีเอ็ม ยึดเฉยเลย เรื่องเงินๆ
ทุกอย่างมีคำตอบในหัวใจ พูดด้วยเสียงในใจของตัวเอง ดังหนังเรื่องSlum dog…..
 —————————–
ข่าวๆ
       รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า ช่วงเช้าวันที่ 17 ก.พ. พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ได้เข้าร่วมพิธีทำบุญสืบชะตาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นำโดย นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ที่ปรึกษากลุ่ม จัดขึ้นที่วัดอุโมงค์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน โดยมีการประกอบพิธีทางศาสนาตามแบบประเพณีล้านนา แล้วมีการนำรูปอดีตนายกรัฐมนตรีมาตั้งประกอบพิธีใต้ซุ้มสืบชะตาและเครื่องบวงสรวงด้วย
       พร้อมกันนี้ในพิธีดังกล่าวยังได้มีการให้ผู้เข้าร่วมพิธีเขียนชื่อคน ที่ทางกลุ่มเชื่อกันว่าเป็นผู้ไม่หวังดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วหย่อนลงในบาตรพระเพื่อนำไปทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้คนที่มีรายชื่อดังกล่าว โดยหวังว่าจะทำให้เกิดผลบุญกุศลช่วยให้อดีตนายกรัฐมนตรีผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ในชีวิต และได้เดินทางกลับมาประเทศไทยบ้านเกิดในเร็ววันนี้
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000018280&CommentPage=3&
Modern monarchy and inviolability
GRANT EVANS, Bangkok Post
14 February 2009
Pick to Post
 
นิทานเรื่องความรัก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอาศัยอยู่ด้วยกัน
ทั้งความสุข ความเศร้า ความรู้และอื่น ๆ รวมทั้งความรัก
วันหนึ่ง มีประกาศไปยังความรู้สึกทั้งหมดว่า เกาะกำลังจะจม ดังนั้น
ทั้งหมดจึงได้เตรียมเรือเพื่อที่จะหนีออกจากเกาะ
ความรักเท่านั้นที่ตัดสินใจจะอยู่บนเกาะ
ความรักต้องการที่จะอยู่จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย
เมื่อเกาะเกือบจะจมแล้ว ความรักจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ
ความรวยแล่นเรือผ่าน ความรวยตอบว่า "ไม่ได้หรอก ฉันรับเธอไม่ได้
เพราะเรือฉันน่ะ เต็มไปด้วยทองและเงินแล้ว มันไม่มีที่สำหรับคุณ"
ความรักตัดสินใจถามความเห็นแก่ตัว ซึ่งผ่านมาเหมือนกันด้วยเรือลำงาม
"ความเห็นแก่ตัว ช่วยฉันด้วย"
"ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ความรัก คุณน่ะทั้งเปียกและอาจทำให้เรือฉันเปียกด้วย"
ความเศร้าได้พายเรือใกล้เข้ามา ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก
"ความเศร้า อนุญาตให้ฉันขึ้นเรือคุณนะ
"โอ…ความรัก ฉันกำลังเศร้ามากเลย ฉันต้องการอยู่คนเดียว ขอโทษนะ"
ความสุขได้ผ่านความรักไปเหมือนกัน
แต่เขาไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือของความรักเพราะมัวแต่กำลังสุข
ทันใดนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา "มานี่ความรัก ฉันจะรับคุณไปเอง"
เสียงนั้นเป็นของคนแก่คนหนึ่ง ความรักรู้สึกขอบคุณและดีใจเป็นอย่างมาก
แต่ด้วยความเหนื่อยก็เลยลืมถามชื่อว่าใครคือผู้ใจดีผู้นั้น
เมื่อพวกเขามาถึงแผ่นดินที่แห้ง คนแก่ก็จากไปตามทางของเขา
ความรักนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามชื่อชายแก่คนนั้น
ความรักจึงถามความรู้
"ใครเหรอ ที่เป็นคนช่วยฉัน"
ความรู้ตอบว่า "เวลา"
ความรักถามต่อ "แต่ ทำไมเวลาถึงช่วยฉันละ"
ความรู้ยิ้มแล้วตอบความรักว่า
"ก็เพราะว่า มีเพียงเวลาเท่านั้น ที่เข้าใจว่า ความรักมีค่าแค่ไหน"
http://kidwizardzcerberus.spaces.live.com/blog/cns!F8AABB760F1232B7!432.entry
 
หลายวันมานี้ ยุ่งยาก หลายเรื่อง ครับ ทั้งอบรมเรื่องสื่อ ฯลฯ
การปลูกฝังให้เด็ก คือ เริ่มต้นของการให้ทุกชนชั้นเข้าใจ ผ่านแแบบเรียนได้ว่า สื่อคืออะไร และนอนหลับฝัน คุณฝันเป็นภาษาอะไร อาจจะฝัน ไปว่าฝันเป็นภาษาอังกฤษได้ หรือนอนหลับ แล้วมีความฝันอันสูงสุด อย่างที่นักวิจารณ์เพลงโดนทำร้ายร่างกาย ข้อหาคิดว่า เขาเป็นซ้อเจ็ด ผู้วิจารณ์ดาราไทย

และความฝันอันสูงสุดของในหลวง/ต่อพงษ์ เศวตามร์
โดย ต่อพงษ์

4 ธันวาคม 2546 10:45 น.
 เพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด บรรเลง-ขับร้องโดย คุณณัฐ – พวงเดือน ยนตรรักษ์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 ในการชุมนุมขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร (มีข้อความต่อที่ไม่เกี่ยวกับตัวเพลง) [1]
และความฝันอันสูงสุดของในหลวง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94
 
เมื่อคุณหลับแล้ว ฝันอาจจะฝันซ้อนฝัน เช่น ฝันถึงโฟนอินทักษิณ ในเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549
  รัฐประหารในประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะและขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ข่าวการรัฐประหารโดยได้พยายามติอต่อช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อการออกโทรทัศน์ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมไว้จึงทำให้การออกโทรทัศน์ไม่ได้และมีการโฟนอินไปยังช่อง 9 ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ….
เวลา 22.54 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยออกอากาศทางสถานีทุกช่อง ขึ้นคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และเปิดเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ประกอบ ด้านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นและบีบีซีเผยแพร่ข่าวรถถังและกำลังทหารควบคุมสถานการณ์ภายในกรุงเทพมหานคร[3]
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549
 

โดยบทจบของความฝันแต่ละคน มีฝันต่างกัน และอาจจะเผลอส่งเสียงนอนกรนไม่รู้ตัว..

2 วิธีแก้นอนกรน…การบันทึกเสียงหายใจขณะหลับ (sleep tape recording)

ผมอยาก…นอนละเมอ…ถึงเธอที่รัก อิๆ

 ส่วนนิยาย ต่างจากชีวิตจริง อ้างนิยายของนักเขียนอิตาโล คาลวิโน I. Calvino’s "If on a Winter’s Night a Traveler"
ว่าด้วยบทจบสองแบบ คือ แบบหนึ่งได้แต่งงาน อีกแบบไม่ได้แต่งงาน และบทจบของเดือนนี้ ทั้งนิทานก่อนนอน-สิ้นเดือนของผม
 
 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s