Across the Universe- Christmas

Across the Universe- Christmas
Words are flying out like   ถ้อยคำกำลังล่องลอยออกมา
endless rain into a paper cup  เปรียบดั่งสายฝนพร่างพรมลงในถ้วยกระดาษ
They slither while they pass  มันค่อยๆคลืบคลานขณะที่มันหาหนทาง
They slip away across the universe แทรกตัวเคลื่อนผ่านห้วงจักรวาลมา
Pools of sorrow waves of joy  บ่อแห่งความโศก เกลียวคลื่นแห่งความปรีดา
are drifting through my open mind  กำลังเลื่อนลอยผ่านเข้ามาในจิตใจที่เปิดกว้างของฉัน
Possessing and caressing me มันกำลังครอบครองและปลอบประโลมฉัน
Jai guru deva om  โอม เทพไททั้งมวล
Nothing’s gonna change my world  ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนโลกของฉันได้
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Images of broken light which  ภาพแห่งแสงไฟแตกพร่าซึ่งเต้นเร่าอยู่เบื้องหน้าฉัน
dance before me like a million eyes ราวกับดวงตานับล้านคู่
That call me on and on across the universe  มันเรียกหาฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านห้วงจักรวาล
Thoughts meander like a  ความคิดวกวน
restless wind inside a letter box ราวสายลมที่ปั่นป่วนในตู้จดหมาย
they tumble blindly as พวกมันตะเกียกตะกายอย่างมืดมน
they make their way across the universe ขณะที่มันกำลังเดินทางผ่านจักรวาลอันไพศาล(มาหาฉัน)
Jai guru deva om
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Sounds of laughter shades of life  เสียงหัวเราะ สีสันแห่งชีวิต
are ringing through my open ears  ก้องกังวานผ่านเข้ามาในโสตที่เปิดกว้างของฉัน
inciting and inviting me มันกำลังทั้งยุยงและเชื้อเชิญฉัน
Limitless undying love which  ความรักนิรันดร์ที่ไม่มีวันเหือดหาย
shines around me like a million suns เปล่งประกายรอบๆตัวฉันดุจดั่งดวงอาทิตย์นับล้านดวง
It calls me on and on across the universe  มันเรียกฉัน…เรียกฉัน….ผ่านห้วงจักรวาล……..
Jai guru deva om
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Nothing’s gonna change my world
Jai guru deva
Jai guru deva
 
—————————มีคนแนะนำหนัง Across the Universe (ที่เกี่ยวพัน อเมริกา สักหน่อย)—————————-
 Across the Universe คือ ชื่อ เพลง ของวง The Beatles และ ชื่อของ หนัง ที่กำลังเข้าฉายในลิโด้ที่หยิบยกเพลงของวงนี้ มาทำเป็นหนังเพลง โดยผู้กำกับ จูลี่ เทย์มอร์
จูลี่ เทย์มอร์ เป็นผู้กำกับที่บ้าพลังอย่างมาก งานของเธออย่าง Frida หรือ Titus ถึงจะเป็นหนังสตูดิโอใหญ่ใช้งบแยะ แต่มันก็ล้นไปด้วยจินตนาการจนหลุดกรอบสูตรสำเร็จหนังฮอลลีวู๊ด ที่น่ากลัวคือ บางครั้งมันก็ล้นเกินไป แต่ใน ความล้นของเธอในหนังเรื่องนี้ ผมกลับชอบมากกว่าสอง
เรื่องที่ว่ามาหลายเท่านัก
The Beatles คือ วงดนตรีที่ผมชื่นชอบมากๆวงหนึ่ง อัลบั้มที่ ทริบิวต์ของวงนี้ที่ผมชอบมากๆ คือ Jazz up the Beatles ,Come Together (American Salutes The Beatles) และ Oasis (เอ๊ะ อันนี้ บ่ ใช่ ทริบิวต์นี่หว่า) ล่าสุด งานของวง The Smithereens ที่
เอาเพลงของ The Beatles มาร็อกกันยกอัลบั้มก็มันดี
หนังเพลง เรื่องนี้ มีข้อจำกัดต่างจากหนังเพลงเรื่องอื่นๆ เพราะ เรื่องอื่นๆ ส่วนใหญ่ เพลง ถูกแต่งมาเพื่อรองรับเนื้อหาที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่หนังเรื่องนี้ เพลง ไม่ได้แต่งขึ้นมาใหม่ ทั้งหมดถูกนำมาจากในอัลบั้มของสี่เต่าทองที่เคยวางขายแล้วล้วนๆ เพียงแต่มาrearrange ตีความใหม่
ทางดนตรี
ดังนั้น พล็อตหรือเนื้อหา โดยเฉพาะในฉากโชว์เพลง จึงจำเป็นต้อง สร้างขึ้นมาให้สอดคล้องกับ เนื้อเพลง ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพลงทั้งหลายที่เขียนขึ้นมา เซอร์ พอล แมคคาร์ทนีย์ หรือ จอห์น เลนนอน คงไม่ได้คิดเตรียมมาสร้างเป็นหนังเพลง
เนื้อหา ของหนังเรื่องนี้ จึงดำเนินเรื่องผ่าน ตัวละครหลักๆของ ชายหนุ่มสองคน ในยุคซิกส์ตี้ที่เหล่าบุปผาชนแสวงหาเสรีภาพ สันติภาพ ท่ามกลางสงครามที่กลุ่มคร่าชีวิตหนุ่มสาวไปมากมาย พระเอกของเรื่องไปตกหลุมรักน้องสาวของเพื่อน แล้ว สงคราม ก็เปลี่ยนแปลงวัยเยาว์ของพวก
เขาทั้งสามคนให้เปลี่ยนไป
เพลง ของ The Beatles ถูกนำมาใช้ทั้งสิ้น 33 เพลง แน่นอนว่า เพลงฮิตๆของเขามากันครบ ไม่ว่าจะเป็น Hey Jude , Come together , Let It be , All You need is love ฯลฯ แต่ละเพลงมีฉากที่ถูกเซ็ตไว้เพื่อมันโดยเฉพาะ บ้างก็เป็นตัวละครร้องเพลงพูดคุย บ้างก็เป็นโชว์
แบบอลังการงานสร้าง บ้างก็เหมือนนั่งดู MV ฯลฯ
และ ฉากที่ผมชอบที่สุดในหนังคือฉากของเพลง
Across the Universe + Helter Skelter … สอดรับกันได้กระแทกกระทั้นอารมณ์ดีมาก
Come together … ท่าเต้นคนบนท้องถนน เท่
All You need is love … เพลงโปรด ใส่ได้เข้าจังหวะ ซึ้งงงง
I want you … ความคิดสร้างสรรค์ชนะเลิศ
สำหรับผู้ไม่ใช่แฟนๆของ The Beatles ไม่รับประกันว่าจะชอบหนังเพลงเรื่องนี้มากแค่ไหน จะอินกับมันหรือไม่ เพราะในแง่ของ ความเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่หากตัดบริบท ‘ความเป็น The Beatles’ ออกไป ยังถือว่า มีจุดให้ติติงอยู่มาก โดยเฉพาะการดำเนินเรื่องที่ทื่อๆกระท่อน
กระแท่น กับตัวบทหนังที่เชยๆไม่เข้มข้น หรือในส่วนของ ฉากมิวสิคัลราวกับมิวสิควิดิโอหลายๆฉากก็ดูเซอเรียลหลุดโลกไปมาก ออกจะอาร์ตจ๋า(แต่จะว่าไปก็สวยมากๆแทบทั้งนั้น)
แต่คิดว่า คนดูก็ยังจะเพลิดเพลินมิใช่น้อยที่ได้ดูบทเพลงเพราะๆถูกนำเสนอผ่านเรื่องราว หรือ สำหรับสาวๆ พระเอกเรื่องนี้ก็ หล่อเท่ และ สำหรับหนุ่มๆ นางเอกเรื่องนี้(อีวาน ราเชล วูด) น่ารักมากกกก ขอบอก (มี ซัลม่า ฮาเย็ค มาแอบแจมอีกต่างหาก)
แต่สำหรับแฟนานุแฟนของ The Beatles … ห้ามพลาด เด็ดขาด ส่วนตัวแล้ว ถึงแม้หลายฉากจะรู้สึกว่า เป็นการจงใจเซ็ตฉากขึ้นมาเพื่อใส่เพลงไปหน่อย แต่ก็พออภัยให้ได้ (อย่างเช่น ฉาก Let it be ที่ดูเหมือนจับยัดเพื่อใส่เพลงนี้ ทั้งๆที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับเนื้อหาหลักๆเท่าไหร่แต่
เหมือนพยายามโยงให้เข้า จะตัดๆไปก็ได้ แต่ ใครจะสน ในเมื่อ เวอร์ชั่นกอสเปลในหนังกับภาพที่สื่อสารออกมา เพราะกินใจออกขนาดนั้น)
เพราะอย่างที่บอกไว้ว่า หนังเพลงเรื่องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ เนื่องจาก เพลง ไม่ได้แต่งขึ้นมาไว้เป็น หนัง ตั้งแต่แรก
เป็นที่ตัวผู้สร้างที่นอกจากจะต้องหา เพลง ให้เข้ากับ โครงเรื่อง ผู้สร้างยังต้องหาทาง ตบ เนื้อหาที่แต่งไว้ ให้เข้ากับ เพลง อีกต่างหาก เพราะ เพลงไม่สามารถไปเปลี่ยนเนื้อใดๆได้ แถมเพลงเหล่านั้นไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อรองรับพล็อตแบบนี้
ดังนั้น การใช้จินตนาการของผู้กำกับ ตีความเนื้อเพลงให้สอดคล้องกับที่มาที่ไปหรือความเป็นตัวตนของ The Beatles ออกมาเป็นฉากมิวสิคัล แถมยังต้องสอดคล้องกับเนื้อหาหลักของหนังได้อย่างนี้ ดูแล้วก็อยากปรบมือให้ดังๆจริงๆ (ขนาดเพลงอย่าง Strawberry fields forever
ยังหาจุดใส่ได้แบบยัดเยียดแต่ฉลาดมากที่โยงไปเข้าเนื้อหาหลักๆของพล็อตเรื่อง)
ดังนั้น แฟนานุแฟน ของ The Beatles เชื่อเถิดว่า 131 นาทีของหนังเรื่องนี้คือ ความรื่นรมย์เป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นบทเพลงที่เรารัก มีชีวิตในจอหนัง เหมือนเช่น เจ้าของบล็อกที่รีบกลับมาเขียนถึงภายในหนึ่งชั่วโมง
ผมฯ โปรดปรานหนังเรื่องนี้มาก มากกว่าหนังเพลงของสองปีนี้ที่ได้ดูมาอย่าง Hairspray หรือ Dreamgirls
วันนี้ตอนดูที่ลิโด้ฯจบได้ยินเสียงปรบมือ อดดีใจไม่ได้ที่มีคนชอบเหมือนๆกัน จึงขอสอดแทรกบทความรีวิวประจำปีด้วยการชักชวนไปดูหนังเรื่องนี้ (แต่ ถ้าไปถึงลิโด้แล้วคิดขึ้นมาได้ว่า ใครหว่า The Beatles + ฉันไม่ชอบหนังเพลง แนะนำ ตีตั๋ว Rainbow song โรงข้างๆ เป็นหนัง
ญี่ปุ่นสไตล์ชุนจิ อิวาอิที่ซึ้งได้ดีทีเดียว)
So Let’s come together to ‘ Across the Universe’
ป.ล. … ไม่ค่อยชอบ ซับไตเติ้ล ที่แปลช่วง เนื้อเพลง เท่าไหร่ เพราะที่แปลมาอ่านตามก็ชวนให้งง ซึ่งก็เข้าใจว่า ไม่ใช่งานง่าย เลยอยากจะให้ใส่เป็นตัวเนื้อเพลงภาษาอังกฤษไปเลยมากกว่า
ป.ล.2… จะซื้อ OST.ของหนังเรื่องนี้ โปรดซื้อแบบ แผ่นคู่ เท่านั้นที่จะเก็บได้ครบทุกความประทับใจ
————————–
ลองฟังเพลงAcross the Universeนี้ มีแรงบันดาลใจ เกือบคล้ายเพลง yesterdays ตรงที่เริ่มจากการนอน แต่ว่าไม่ได้ฝัน……..เพื่อสบายใจ ครับ
————————คนแนะนำกล่าวว่า : เพลงที่ดูเหมือนจะไม่มีวันทำเสร็จเสียทีของ The Beatles จอห์นได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้จากเสียงละเมอพึมพำของเมีย(ซินเธีย)ทำให้เขานอนไม่หลับ ต้องลุกจากเตียงลงมาแต่งเพลง แต่แทนที่จะเป็นเนื้อหาของความรำคาญ มัน
กลับออกมาเป็นบทกวีที่งดงามอย่างเหลือเชื่อ เวอร์ชั่นแรกอยู่ใน Past Masters volume 2,1967-1970 อีกอันอยู่ใน Let it be
เพลงนี้บันทึกเสียงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1968 จอห์นพยายามจะให้ The Beatles ออกเป็นซิงเกิ้ล แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ (ถูก Lady Madonna ตัดหน้าไป)
เวอร์ชั่นแรกนี้มีเสียงประสานจากแฟนเพลงสองคนนาม Lizzie Bravo และ Gayleen Pease ซึ่งยืน"เฝ้า"อยู่หน้า Abbey road ดีๆ ก็ถูกพอลเรียกเข้าไปร้องเพลงด้วย(คิดดูสิว่าหล่อนทั้งสองจะ"คลั่ง"ขนาดไหน)
หลังจากไม่ได้ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ล จอห์นก็เลยอุทิศเพลงนี้ให้ไปลงในอัลบั้มการกุศล World Wildlife Fund-No One’s Gonna Change Our World (ถูกเร่งสปีดขึ้นเล็กน้อย และใส่เสียงนกกระพือปีกตอนอินโทรลงไปด้วย)
สุดท้ายในปี 1970 ฟิล สเปกเตอร์ก็ยื่นมือเข้ามา "reproduce" เพลงนี้ เขาลดสปีดมันลง และเติมเครื่องสายและเสียงร้องประสานลงไป อย่างที่เราได้ฟังในอัลบั้ม Let it be เวอร์ชั่นนี้โหยหวนสุดๆ
สิ่งที่เพลงนี้ขาดไป(ทุกเวอร์ชั่น) น่าจะเป็น "ท่อนแยก" หรือว่าท่อนบริดจ์ซึ่งถ้ามี จะทำให้เพลงนี้ลดความเฉื่อยลงไปหน่อย
ยังมีอีกสองเวอร์ชั่นที่ตามมาภายหลังคือเวอร์ชั่นกึ่งเดโม-อคูสติกใน Anthology2 (ผมชอบมาก)  และเวอร์ชั่นรีมิกซ์ใน Let It Be…naked (ตอนจบเวิ้งว้างดี)
——————————————————————————–
อ้อ…คำถามยอดนิยมสำหรับเพลงนี้ก็คือ Jai Guru Deva Om มันแปลว่าอะไรและมาอยู่ตรงนี้ได้ไง?
ที่ผมแปลเอาไว้ในที่นี้ก็เป็นแค่การตีความแบบหนึ่ง คำที่เป็นจุดปัญหาคือคำว่า Deva ที่น่าจะแปลว่าเทพ,เทวดา แต่บางคนนึกไปว่ามันน่าจะมาจาก Guru Dev ที่เป็นอาจารย์ของ Maharishi ที่เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาของพวกสี่เต่าทองในปี 1968 ส่วน Jai เป็นคำแสดงความยกย่อง
ขอบคุณ และ Guru ก็คือ teacher ส่วน Om ก็เป็นคำที่อ้างถึง vibration of universe ก็เหมือนโอม…เพี้ยงที่เรารู้จักกัน
ผมไม่ค่อยอยากจะแปลว่าอยู่ดีๆเพลงนี้จอห์นจะไปขอบคุณอาจารย์ของอาจารย์ทำไมกัน เพราะเนื้อหาอื่นๆก็ไม่เห็นจะเกี่ยวหรือชี้นำมาทางนี้ มันน่าจะออกไปทางกว้างๆมากกว่า
อย่างไรก็ตามจอห์นไม่เคยออกมาบอกว่าเพลงนี้ท่อนนี้หมายถึงอะไร มีแต่คนอื่นเอะอะทึกทักกันไปทั่วโลก
ถ้าจะให้ผมเดาใจจอห์น ผมว่าประเด็นสำคัญคือความขลังครับ เขาใส่ท่อนนี้เข้ามาเพื่อความขลังอลังการของบทเพลง ยิ่งคนฟังแปลไม่ออกยิ่งถือว่าบรรลุจุดประสงค์….
Across The Universe เป็นเพลงของเดอะ บีเทิลส์ ที่มีการเผยแพร่เป็นครั้งแรกเพื่อการกุศลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2512 จากนั้นถูกนำมารวมในอัลบัมสุดท้ายของเดอะบีเทิลส์ ชุด Let It Be ที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 เพลงนี้แต่งโดย จอห์น เลนนอน
บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 โดยได้รับเครดิตว่าแต่งโดย เลนนอน/แมคคาร์ทนีย์
ในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเพลงนี้มีอายุครบ 40 ปี ประกอบกับเป็นการก่อตั้งองค์การนาซาครบรอบ 50 ปี และการก่อตั้งโครงการ Deep Space Network (DSN) ครบรอบ 45 ปี กลุ่มแฟนเพลงของเดอะ บีเทิลส์ ได้นัดกันเปิดเพลงนี้พร้อมกันทั่วโลก ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เมื่อ
เวลา 7.00 น. ตามเวลา Eastern Time Zone (ตรงกับ 19.00 น. เวลาในประเทศไทย)
ในขณะเดียวกัน นาซา ได้ส่งสัญญาณวิทยุเพลง Across The Universe ขึ้นสู่อวกาศไปยังดาวเหนือซึ่งอยู่ห่างจากโลกออกไป 431 ปีแสง จากสายอากาศขนาด 70 เมตรของ DSN ที่ศูนย์อวกาศของนาซา นอกกรุงแมดริด ประเทศสเปน
การเฉลิมฉลองนี้มีชื่อเรียกว่า "Across the Universe Day" 
-ดูเพิ่มเติม จากปราสาทเขาพระวิหาร-อุทยานแห่งความสันติ-
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1606.entry
มรดกโลก มรดกใคร (เชิดศักดิ์ ตรีรยาภิวัฒน์)
http://www.bangkokbiznews.com/2007/special/total_article/pdf/07-chardsak.pdf
—ผมเคยกล่าวมาแล้วจากปราสาทเขาพระวิหาร-อุทยานแห่งความสันติว่า ด้วยเรื่องธรรมชาติ-วัฒนธรรม…ผมจะต่อด้วยเรื่อง ภาพยนตร์ เลือดทหารไทย ปี พ.ศ.2478  ซึ่งยกย่องทหาร นำเสนอให้ทหารพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อชาติ ไม่ใช่ทำรัฐประหาร หรือทำลายรัฐธรรมนูญ โดยมี

ภาพยนตร์ค่ายบางระจัน(หนังสะท้อนชาวบ้าน ต่อสู้ในยุคก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก) ที่รัฐบาลสมัย พ.ศ. 2482 สร้างขึ้นมาสะท้อนรักชาติก็ตาม แต่อย่าลืมว่า เราต้องรักเชื้อชาติอื่น นอกจากชนชาวไทย เพราะว่า เรามีความหลากหลาย เชื้อชาติ และชาติพันธุ์ในไทย ซึ่งเราก็รู้ว่าในความเป็น
มนุษยชาติ มีความสำคัญพอๆกัน ครับ
ภาพยนตร์กับการต่อสู้ทางชนชั้นในห้วงเวลาแห่งการผลัดแผ่นดิน ในเศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 7 ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน 2532 "ว่าด้วยวัฒนธรรม"by ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา
——————————————————————————


——————————————————
-ดูข้อมูลเพิ่มเติม Next อยู่รอด ปลอดภัย….
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1608.entry

————————————————————————-
เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์สาขาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อนาคตของการศึกษาเรื่องรัฐ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีทางมานุษย
วิทยาครั้งที่ 6 ในหัวข้อ รัฐ จากมุมมองของชีวิตประจำวัน
รัฐน่าจะเข้ามาจัดแจงจัดการจิปาถะกับชีวิตของเราเต็มไปหมด ตั้งแต่ตำรวจจราจร การจัดการถนน ซ่อมซอย บริการสาธารณะต่าง ๆ เราคุ้นเคยกันดีกับการบ่นเรียกร้องรัฐ รวมทั้งบ่นเรียกร้องให้รัฐเข้าทำหน้าที่ในส่วนที่รัฐไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง เอะอะก็โยนบาปให้รัฐอยู่เรื่อย ทั้งที่หลายเรื่อง
ควรจะเป็นเรื่องที่ประชาชนทำกันเอง เราก็กลับมาบอกว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ทำไมตำรวจไม่จับ ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เราขอว่าอย่ายุ่งกับตำรวจได้เป็นดีที่สุดในแต่ละวัน
ตำรวจเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐในชีวิตประจำวันที่ดีที่สุด เราจึงไม่อยากเจอตำรวจเลยในแต่ละวัน แต่เราบ่นอยากให้ตำรวจทำนั่นทำนี่อยู่บ่อย ๆ
http://72.14.235.132/search?q=cache:_1yDgZ52Vg4J:culturalpolitics.exteen.com/+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%
E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99&hl=th&ct=clnk&cd=5&gl=th
———————–
สัญลักษณ์ตัวแทนของรัฐ และ ตำรวจจราจร คือ หมวกกันน็อต เป็นระบบกฏหมายจากเมืองนอก ที่มาอยู่ในบริบทเมืองไทย ผมพยายามสังเกตดูว่า คนขอนแก่นใส่เหมวกกันน็อต กันเยอะไหม? เพราะทราบมาว่า ที่นี่คุมเข้มเรื่องกฏหมายหมวกกันน็อต แต่ก็ไม่ค่อยเห็นมีใครสวมหมวกกันน็อค
และคำพูดของอานันท์ กาญจนพันธ์ ในงานประชุมวิชาการฯ ที่ม.ขอนแก่น ว่า ผมไม่มีคำตอบ สำเร็จรูปในการวิจัย โดย ศาสตราจารย์ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บรรยาย ในหัวข้อ “ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ความท้าทายใหม่ ๆ ” โดย
วิทยากรได้ให้แนวทางในการดำเนินงานของนักวิชาการว่า นักสังคม ศาสตร์ที่จะสามารถสังเคราะห์ปัญหา จนนำไปสู่แนวทางการตั้งประเด็นการวิจัยที่มีคุณภาพ ต้องมีมุมมองที่ไม่ยึดติดกับปรากฏการณ์ และปรับมิติในเชิงวิธีวิทยา ความท้าทายที่สำคัญคือ สังคมมักคาดหวังคำตอบต่อ
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากพวกเรา ซึ่งปัญหาในปัจจุบันมีความซับซ้อน มีเรื่องของความเป็นโลกาภิวัฒน์ เรื่องความเป็นภูมิภาค เรื่องการถูกกระแสควบคุม ครอบงำ วิธีคิดของนักวิชาการต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังด้วยใจกว้าง ไม่ยึดติดและเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม ซึ่งกระบวนการ
สังเคราะห์ปัญหาได้ตรงประเด็น จะเป็นการเริ่มต้นหาคำตอบที่ถูกทิศทาง และจะเป็นการก้าวไปสู่ความสำเร็จของงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ศาสตราจารย์ ดร. อานันท์ ได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ความสับสน ของเหตุการณ์ การเป็นสังคมแห่งโลกาภิวัตน์ มันคือโอกาส ขณะเดียวกันมันก็คือปัญหา คนในสังคมกำลังเปล่าเปลี่ยว ว้าเหว่ทางอารมณ์ ต้องการที่พึ่ง ต้องการพื้นที่ในการแสดงความรู้สึกและตัวตนของตัวเอง
 -ประโยคว่า "ผมไม่มีคำตอบ" มีที่มาจากหนังสือผมไม่มีคำตอบ :60 ปี อานันท์ กาญจนพันธ์ กับ 20 ปีขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อัจฉรา รักยุติธรรม :บรรณาธิการ http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/description.asp?
 
 
-Christmas in August ที่ผมกล่าวถึงครั้งที่แล้ว เป็นตัวแทนของตำรวจจราจร กลายเป็นมีความรู้สึกเป็นคนนอกของสังคม เพราะตัวแทนของรัฐ ซึ่งดูแลการจอดรถ ให้ถูกต้องตามกฏหมายของพื้นที่ ตรงกันข้ามประชาชน ก็อาจจะดูแลพื้นที่หน้าบ้านตัวเอง ผมเคยผ่านถนนแห่งหนึ่งใน
ซอยเชียงใหม่ มีรถยนต์ตอนกลางคืน จอดกันเพียบ แล้วเจ้าของบ้าน มาปล่อยลมยางรถ จอดขวางทางหน้าบ้านตน ขณะที่ตอนปล่อยลมยาง ผมกับเพื่อนตำรวจหญิงเดินเที่ยวกัน สังเกตเห็น และผมคิดว่าเจ้าของรถ ต่อมาเดินผ่านมาอีกรอบ เห็นตำรวจและเจ้าของรถจริงๆ มาที่เกิดเหตุการณ์
เพื่อนของผม เป็นตำรวจหญิง ก็เล่าความในใจออกมา ว่าเห็นแล้ว ก็สังเกต มีรายละเอียดความคิดดีกว่าผมมาก ซึ่งผมก็ว่าเรื่องในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะไม่ได้สังเกตกัน น่ะครับ ว่าบางที รัฐ คือ ตำรวจ ก็ดูแลไม่ทั่วถึงจริงๆ รวมทั้งรัฐ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
ไทย(กรณีป่าชุมชน เป็นต้น)
http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1628.entry
 
ผมมีประเด็นต่อว่า การจัดการพื้นที่ สร้างธรรมชาติ ดังที่สะท้อนในหนัง จูราสสิค ปาร์ค (ชื่อภาษาอังกฤษ: Jurassic Park, ชื่อภาษาไทย: กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์) เป็นนิยายโดย ไมเคิล ไครชตัน (Michael Crichton) ออกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ต่อมาถูกนำมาถ่ายทอด
เป็นภาพยนตร์โดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) ความยาว 127 นาที ฉายในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) และฉายในประเทศไทยวันแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2536
เรื่องย่อ ; กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ได้แก่ นักบรรพชีวินวิทยา ดร. อลัน แกรนท์ (แซม นีล) กับแฟนสาว ดร. แอลลี่ (ลอร่า เดิร์น) และนักคณิตศาสตร์ ดร. เอียน มัลล์คอม (เจฟฟ์ โกลด์บลุม) ได้รับคำเชิญจากมหาเศรษฐีจอห์น แฮมม่อนด์ (ริชาร์ด แอทเทนบอรอจ) เพื่อมาเยี่ยมชม จูราสสิค พาร์ค
เป็นคณะแรก แฮมมอนด์ต้องการทราบความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้และเพื่อรับรองความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้
ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ อาละวาดขณะที่ทั้งหมดกำลังเยี่ยมชมกันอยู่นั้น เดนนิส เนิร์สลี่ย์ (เวย์น ไนท์) ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของพาร์คก็ได้ยกเลิกระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดออกเพื่อเเอบเอาตัวอ่อน(Embryo)ของไดโนเสาร์หนีไปขาย ไดโนเสาร์ทั้งหมดก็อาละวาด เพราะกรง
ไฟฟ้าทำงานไม่ได้ อลันกับทิม หลานชายและ เล็กซ์ หลานสาวของแฮมม่อนด์ติดอยู่ในป่า ทั้งหมดต้องเอาชีวิตรอดจากสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%84_%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84
 
 Julasic Park-lost  world ว่าด้วยธรรมชาติ และดูหนังสือวาทกรรมการพัฒนา…ของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร กล่าวคือ Julasic Park ในด้านหนึ่งธรรมชาติในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เป็นสิ่งที่น่าตื่นตา ตื่นใจ โหดร้าย และไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธรรมชาติก็
เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเข้าไปจัดการ/กำกับให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ในระดับหนึ่งแสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่สุดยอดของเทคโนโลยีทางด้านวิศวพันธุกรรมของมนุษย์ ที่สามารถสร้างไดโนเสาร์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ ไปจากโลกให้กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งภาพยนตร์ก็ชี้ให้เห็นถึง
มหันตภัยที่คาดไม่ถึง/ควบคุมไม่ได้ อันเนื่องมาจากความต้องการเข้าไปจัดการ/เอาชนะธรรมชาติของมนุษย์…(ภาพยนตร์ Titanic ก็เช่นเดียวกัน)
ดูเพิ่มเติม …วารสารร่มพฤกษ์ ฉบับ วาทกรรมการพัฒนา ปีที่ 24 ฉบับที่ 1-2 / ตุลาคม 2548 – พฤษภาคม 2549 บทบรรณาธิการ   [PDF] วาทกรรมการพัฒนาในสังคมไทย ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร [PDF]
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.krirk.ac.th/NEW/office/researchcenter/images/journal_24_1-2.gif&imgrefurl=http://www.krirk.ac.th/NEW/office/researchcenter/journal/j24_1
2.html&usg=__rKY5RR0K5BdZ6wayIBLpI1FZXHo=&h=151&w=103&sz=15&hl=th&start=11&um=1&tbnid=J7IxqfHwIyDFyM:&tbnh=96&tbnw=65&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%
25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%
25B1%25E0%25B8%2592%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN
 
The Lost World-อำลา อาลัย ไมเคิล ไครซ์ตัน ผู้แต่งนิยาย กลายเป็นหนัง Julasic Park ที่สตีเวน สปีลเบิร์ก นำไปสร้างและกลายเป็นหนังสุดฮิตถึง 2 ภาค อย่าง Jurassic Park และ The Lost World "งานเขียนของไมเคิล ไครช์ตัน เป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนมาหลายรุ่น
และเป็นความท้าทายของนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขา เพราะสามารถเป็นแสงสว่างส่องทางให้เห็นวิธีที่จะเข้าถึงสิ่งเร้นลับในโลก" ครอบครัวของไครช์ตันกล่าว
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ent03081151&sectionid=0105&day=2008-11-08
ชาติไทยในละครทีวี
มีคนชมความอลังการของละครโทรทัศน์เรื่อง "ฟ้าใหม่" ให้ฟังหลายหน บางคนก็บอกพูดถึงฉากที่ยิ่งใหญ่และสมจริง บางคนก็เพราะดาราเยอะดี บ้างก็ดูเพราะอยากรักชาติ ฯลฯ รวมทั้งเพราะอั้มนั้นสวยดี เสียดายที่ "ฟ้าใหม่" มีแต่การรบบนหลังช้าง ไม่มีควายให้ดูอย่าง "บางระจัน" จึง
สูญเสียผู้ชมที่ชื่นชอบควายไปมาก และวิเคราะห์ต่อไปได้ว่าช้างนั้นไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเท่าควาย..(? และศัตรูของชาติคือ?)
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=5680 และข้อมูลละครทีวี "ฟ้าใหม่" http://www.numtan.com/story_4/view.php?id=38
—————————————————————–
ภาพยนตร์ รหัสลับดาวินซี และเทวา-ซาตาน
กาลิเลโอมีความสนใจวิชาวิทยาศาสตร์มาก เมื่ออายุ 18 ปี วันหนึ่งเขานั่งอยู่ในโบสถ์และสังเกตเห็นการแกว่งของตะเกียงที่ห้อยลงมาจากเพดานใช้เวลาเท่ากัน แม้ว่าระยะแกว่งจะสั้นกว่าเดิมโดยใช้การเต้นของชีพจรจับเวลา จากการค้นพบนี้ทำให้กาลิเลโอตั้งกฎเกี่ยวกับการแกว่งลูกตุ้ม
นาฬิกาขึ้นและประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มขึ้นเป็นคนแรก
       ค.ศ.  1610  กาลิเลโอ ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ขึ้น  เขาค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัส 4 ดวงและดวงจันทร์โคจรรอบดาวพฤหัส ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสที่ว่า  " ดวงจันทร์โคจรรอบโลก "   กาลิเลโอไม่ได้รับการยกย่องมากนักในสมัยนั้น   เนื่องจากความคิดของกาลิ
เลโอขัดกับทฤษฎีของอริสโตเติลที่ว่า      " วัตถุน้ำหนักไม่เท่ากัน วัตถุที่หนักกว่าจะตกถึงพื้นก่อน "   แต่ทฤษฎีของกาลิเลโอแย้งว่า " วัตถุที่มีน้ำหนักต่างกันจะตกถึงพื้นพร้อมกัน " เขาพิสูจน์ทฤษฎีนี้ต่อหน้าสาธารณชนโดยโยนวัตถุ 2 สิ่งลงมาจากหอเอนเมืองปิซา ทฤษฎีนี้กลายเป็นข้อกล่าว
หาทำนองลบหลู่ศาสนา เพราะประชาชนในยุคนั้นเชื่อแต่อริสโตเติลและไม่กล้าคัดค้านหรือพิสูจน์คำกล่าวของอริสโตเติล ปัจจุบันกาลิเลโอได้รับยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญคนหนึ่งของโลก  
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no31/galileo.html
 
กาลิเลโอ กาลิเลอี (อิตาลี: Galileo Galilei; 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 – 8 มกราคม ค.ศ. 1642) เป็นนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่น
เช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญมากมายจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่"[1] "บิดาแห่ง
ฟิสิกส์สมัยใหม่"[2] "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์"[2] และ "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่"[3]
การที่ผลงานของกาลิเลโอสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสกลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
ของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์[4] กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และ
ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในบ้านกักตัวในความควบคุมของศาลศาสนาโรมัน
กาลิเลโออาจจะเป็นคนแรกที่ชี้ชัดลงไปว่ากฎเกณฑ์ทางธรรมชาติล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์ ใน The Assayer เขาเขียนว่า "ปรัชญาที่แสดงไว้ในหนังสือเล่มใหญ่นี้ คือเอกภพ… ซึ่งได้เขียนไว้ในภาษาแห่งคณิตศาสตร์ ตัวละครของมันได้แก่สามเหลี่ยม วงกลม และสัญลักษณ์
เรขาคณิตอื่นๆ …"[18] การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของเขาเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากประเพณีเดิมที่นักปรัชญาธรรมชาติยุคก่อนหน้า ซึ่งกาลิเลโอได้เรียนรู้ขณะที่เขาศึกษาวิชาปรัชญา[19] แม้เขาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะซื่อสัตย์ต่อคริสตจักรคาทอลิก แต่ความซื่อตรงต่อผลการทดลอง
และการตีความทางวิทยาศาสตร์ล้วนนำไปสู่การปฏิเสธความเชื่ออันไร้เหตุผลของคณะปกครองทั้งในทางปรัชญาและทางศาสนา หรืออาจกล่าวได้ว่า กาลิเลโอมีส่วนในการแยกวิทยาศาสตร์ออกจากทั้งวิชาปรัชญาและศาสนา ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในแง่ความนึกคิด
ของมนุษยชาติ
 
ตามมาตรฐานความนึกคิดในยุคของเขา กาลิเลโอคิดอยู่หลายครั้งที่จะเปลี่ยนมุมมองของเขาต่อผลการสังเกตการณ์ นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ พอล เฟเยอราเบนด์ ได้บันทึกว่าวิธีทำงานของกาลิเลโออาจเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แต่เขาก็โต้แย้งด้วยว่าวิธีการของกาลิเลโอได้ผ่านการพิสูจน์
ในเวลาต่อมาด้วยผลงานที่ได้รับ งานชิ้นสำคัญของเฟเยอราเบนด์คือ Against Method (1975) ได้อุทิศเพื่อวิเคราะห์การทำงานของกาลิเลโอโดยใช้งานวิจัยด้านดาราศาสตร์ของเขาเป็นกรณีศึกษาเพื่อสนับสนุนแนวคิดนอกคอกในกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเฟเยอราเบนด์เอง เขา
บันทึกว่า "พวกอริสโตเติล… ชอบแต่จะใช้ความรู้จากประสบการณ์ ขณะที่พวกกาลิเลโอชอบจะศึกษาทฤษฎีที่ยังไม่เป็นจริง ไม่มีคนเชื่อ และบางทีก็ถูกล้มล้างไปบ้าง ข้าพเจ้ามิได้ตำหนิพวกเขาเรื่องนั้น ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าชมชอบคำกล่าวของนีลส์ บอร์ ที่ว่า ‘นี่ยังไม่บ้าพอ’"[20] เพื่อจะทำ
การทดลองของเขาได้ กาลิเลโอจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานของความยาวและเวลาขึ้นมาเสียก่อน เพื่อที่การวัดค่าในแต่ละวันและแต่ละสถานที่ทดลองจะได้นำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างถูกต้อง
80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B5
 
-การกระตุ้นความคิด
เมื่อกาลิเลโออายุ 18 ปี เขาได้ค้นกฎแห่งความโน้มถ่วงหรือกฎแห่งการแกว่งลูกตุ้มเข้า โดยเหตุที่ เขาได้พบโซ่แขวนตะเกียงประจำโบสถ์ในเมืองปีซ่า เมื่อเด็กวัดคนหนึ่งดึงโซ่ตะเกียงลงมาจุด แล้วปล่อยให้แกว่ง กลับไปอยู่ที่จุดเดิมของมัน กาลิเอโอเฝ้าสังเกตการแกว่งของตะเกียงอยู่เป็นเวลา
นาน ก็เห็นว่าช่วงระยะเวลาแห่งการแกว่งของตะเกียงดวงนั้นค่อย ๆ สั้นเข้าทุกที ลักษณะเช่นนี้ ทำให้กาลิเลโอฉุกคิดขึ้นได้ว่า แม้ว่าการ แกว่งของตะเกียงจะสั้นเข้า แต่เวลาที่แกว่งครบรอบหนึ่งของมันในครั้งสุดท้ายนี้เท่ากับตะเกียงแกว่งเร็วในครั้ง แรกนั่นเอง แต่การให้ข้อวิจารณ์อย่าง
หยาบ ๆ เช่นนี้ อาจไม่เที่ยงแท้แน่นอนนัก สมัยนั้น ยังไม่มีนาฬิกาชนิด ตุ้มแกว่งใช้ กาลิเอาเวลาแกว่งของตะเกียง มาเทียบกับการจับชีพจรของเขาที่ข้อมือ เพื่อหาข้อเท็จจริงที่ว่า ใน การแกว่งครั้งหนึ่งจะกินเวลาเท่ากันหรือไม่ ปรากฏผลที่ได้รับคือ การแกว่งทุกครั้งแม้จะสั้น ๆ ก็กินเวลาเท่ากัน
หมด นอกจากนี้ กาลิเอโอยังได้ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่ว่า เวลาแกว่งของตะเกียงหรือลูกตุ้มที่จะนำมาแกว่งนี้ จะต้องขึ้นอยู่กับระยะความยาวที่เชือกแขวนตะเกียง หรือลูกตุ้มเป็นส่วนใหญ่ คือ ถ้าแขวนด้วยเชือกระยะยาว ก็แกว่งช้า ถ้าแขวนสั้นก็แกว่งเร็ว แต่ไม่เกี่ยวกับระยะใกล้หรือไกลเลย
คือช่วงสั้นจะกว้างหรือยาวไม่มีปัญหา ด้วยทฤษฎีนี้เองต่อมา กาลิเลโอได้ประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มนี้คนแรกเป็นผลสำเร็จ กล่าวคือ กาลิเลโอได้คิดทำเครื่องมือเล็ก ๆ ประกอบด้วยลูกตุ้มหนักแขวนไว้ด้วยเชือก เพื่อใช้วัดการ เต้นของชีพจร เครื่องมือนี้ ต่อมาภายหลังได้มีการแก้ไขและปรับปรุงดี
ขึ้นจนสามารถใช้เป็นเครื่องวัดการเต้น ของชีพจร ว่าเต้นแรงหรือช้าได้ถูกต้อง
http://www.pt.ac.th/ptweb/studentweb/topman/too.html
 
หลักการของออคแคม (Ockham’s Razor หรือ Occam’s Razor) ถูกเสนอโดย วิลเลียมแห่งออคแคม เป็นหลักการหนึ่งในปรัชญาวิทยาศาสตร์ ในการเลือกทฤษฎีที่เหมาะสม และตรงกับข้อมูล ที่ได้จากการสังเกต หรือการทดลอง
หลักการของออคแคมนี้ ถูกนำไปตีความในหลายรูปแบบ โดยนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน อย่างไรก็ตาม เราอาจกล่าวถึงหลักการของออคแคม ในรูปแบบที่ง่ายที่สุด ได้ดังนี้: "เราไม่ควรสร้างข้อสมมุติฐานเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น" หรือ "ทฤษฎีไม่ควรซับซ้อนเกินความจำเป็น"
นั่นคือในกรณีที่ทฤษฎี หรือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ มากกว่าหนึ่งรูปแบบ สามารถอธิบาย และทำนาย สิ่งที่ได้จากการสังเกตทดลอง ได้เท่าเทียมกัน หรือไม่ต่างกันมาก เราควรจะเลือกทฤษฎีที่ง่ายที่สุด หรือซับซ้อนน้อยที่สุดนั่นเอง
หลักการนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างหนักแน่น จากนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ กาลิเลโอ กาลิเลอี ที่มองธรรมชาติเป็นสิ่งที่สวยงามดั่งศิลปะ (ดูเรื่องความสวยงาม ในมุมมองของนักคณิตศาสตร์ ได้ในหัวข้อ นักคณิตศาสตร์)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%
84%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A1
 
แอปเปิ้ล และ ไอแซก นิวตัน : Sir Isac Newton
การค้นพบกฎแรงดึงดูดของโลก ( Law of Gravitation) นิวตันได้ค้น พบทฤษฎีโดยบังเอิญ เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันหนึ่งขณะที่นิวตันกำลังนั่งดูดวงจันทร์ แล้วก็เกิดความสงสัยว่าทำไมดวงจันทร์จึง ต้องหมุนรอบโลก ในระหว่างที่เขากำลังนั่งมองดวงจันทร์อยู่เพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียง
แอปเปิ้ลตกลงพื้น เมื่อนิวตันเห็นเช่นนั้นก็ให้ เกิดความสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า ทำไมวัตถุต่าง ๆ จึงต้องตกลงสู่พื้นดินเสมอทำไมไม่ลอยขึ้นฟ้าบ้าง ซึ่งนิวตันคิดว่าต้องมีแรงอะไร สักอย่างที่ทำให้แอปเปิ้ลตกลงพื้นดิน จากความสงสัยข้อนี้เอง นิวตันจึงเริ่มการทดลองเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงของโลก
การทดลองขั้น แรกของนิวตัน คือ การนำก้อนหินมาผูกเชือก จากนั้นก็แกว่งไปรอบ ๆ นิวตันสรุปจากการทดลองครั้งนี้ว่าเชือกเป็นตัวการสำคัญที่ทำ ให้ก้อนหินแกว่งไปมารอบ ๆ ไม่หลุดลอยไป ดังนั้นสาเหตุที่โลก ดาวเคราะห์ ต้องหมุนรอบดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ต้องหมุน รอบโลกต้อง
เกิดจากแรงดึงดูดที่ดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลก และดาวเคราะห์ และแรงดึงดูดของโลกที่ส่งผลต่อดวงจันทร์ รวมถึงสาเหตุ ที่แอปเปิ้ลตกลงพื้นดินด้วยก็เกิดจากแรงดึงดูดของโลกด้วย นอกจากกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก
http://www.hotshot.th.gs/web-h/amba/newton.htm
 
งานสำคัญชิ้นนี้ซึ่งถูกหยุดไม่ได้พิมพ์อยู่หลายปีได้ทำให้นิวตันได้รับการยอมรับว่าเป็นนักฟิสิกส์กายภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผลกระทบมีสูงมาก นิวตันได้เปลี่ยนโฉมวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทห์วัตถุที่มีมาแต่เดิมโดยสิ้นเชิง นิวตันได้ทำให้งานที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยกลางและได้รับการ
เสริมต่อโดยความพยายามของกาลิเลโอเป็นผลสำเร็จลง และ “กฎการเคลื่อนที่” นี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของงานสำคัญทั้งหมดในสมัยต่อๆ มา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%81_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99
 
ความเป็นมาของจักรวาลวิทยา ตั้งแต่ยุคของอริสโตเติลจนถึงเซอร์ ไอแซก นิวตัน
แม้ว่ากาลิเลโอจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่การขัดแย้งระหว่างวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคริสต์ศาสนจักรเกี่ยวกับทฤษฎีจักรวาลได้ดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1687 เซอร์ ไอแซก นิวตันได้เฉลยปริศนาเกี่ยวกับแรงกระทำที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์
เป็นรูปวงรีได้ไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” หรือ “Principia” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งใน Principia นั้น นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพ
ล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ “แรงโน้มถ่วง" นั่นเอง นอกจากนี้กฎแห่งแรงโน้มถ่วงของนิวตันยังได้แสดงให้เห็นว่า ยิ่ง
ดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง โดยดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็น 2 เท่าของดาวดวงหนึ่งจะมีแรงดึงดูดน้อยลงเป็น 1 ใน 4 ส่วนของดาวดวงนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี และดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลกเป็นวงรีเช่นกัน ซึ่งคำ
อธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมีที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน

——————————————–
สัญญาณเตือนภัยยี่ห้อ "พอล ครุกแมน" รู้เท่าทันวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
มติชนรายวัน วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9931
หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ศ.ดร.พอล ครุกแมน นักเศรษฐกิจศาสตร์ชื่อดัง ชาวสหรัฐ รับเชิญมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ "WARN SYSTEM : Positioning of Thailand & South East Asia" โดยให้ภาพกว้างๆ ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ
ของโลก ซึ่งเกี่ยวโยงต่อความเป็นไปในเศรษฐกิจ ของประเทศในภูมิภาคแถบนี้ พร้อมทั้งคาดการณ์ถึงแนวโน้ม ในโอกาสที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ "มติชน" เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจจึงนำเนื้อหาบางส่วนจากการบรรยายมานำเสนอ
 
…สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาวิกฤตที่จะเกิดขึ้นเป็นเพราะคนจำนองบ้านเพื่อสร้างหนี้ให้กับตัวเอง แล้วนโยบายการเงินจะใช้ได้อย่างไร การลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นที่ผ่านมา อย่างประเทศญี่ปุ่นที่เคยลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้น
เศรษฐกิจได้ และยังเป็นปัญหาต่อมา ซึ่งมันคล้ายกับหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยที่เศรษฐกิจการเงินยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หลังจากเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 1980 และยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตปี 1997 อีกครั้ง อีกทั้งยังมีลักษณะเศรษฐกิจที่คล้ายกับญี่ปุ่นอีกด้วย
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005may19p5.htm
‘พอล ครุกแมน’เตือนภัย วิกฤติศก.รอบใหม่ในเอเชีย
พอล ครุกแมน : ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ
http://www.arayachon.org/sansab/20080920/671
Paul Robin Krugman (pronounced /?k?u??m?n/[1]; born February 28, 1953) is an American economist, columnist, author and intellectual.[2] He is a professor of economics and international affairs at Princeton
University, and a columnist for The New York Times. In 2008, Krugman won the Nobel Memorial Prize in Economic Sciences "for his analysis of trade patterns and location of economic activity".[3][4] Krugman is well
-known in academia for his work in international economics, including trade theory, economic geography, and international finance.
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ราชบัณฑิตยสภาแห่งสวีเดน ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาผู้เหมาะสมเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประกาศให้ นายพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา และคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์
นิวยอร์ก ไทม์ส เป็นผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2551 นี้ จากผลงานการคิดค้น "ทฤษฎีการค้าใหม่" ซึ่งเป็นทฤษฎีเพื่อใช้ในการตอบปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบการค้าเสรีเพื่อการวิเคราะห์รูปแบบของการค้าและการบ่งชี้ถึงกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ
http://www.ryt9.com/news/2008-10-14/45065315/
อย่างไรก็ดี ครุกแมนก็ไม่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองเป็นผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาเพียงเขียนตามที่เขาคิด และตามที่เขาวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ..อย่างตรงไปตรงมา
..หากแต่เป็นฝ่ายสื่อเองต่างหากที่พากันยกย่องและประเคนตำแหน่งผู้หยั่งรู้ให้กับครุกแมน..และพลอยทำให้เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับงานเผยแพร่เศรษฐศาสตร์สู่มวลชน แทนที่จะมุ่งพัฒนาค้นคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆเหมือนช่วงที่เขายังไม่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคนี้
หลายคนคงฝากความหวังไว้กับปาฐกถาของครุกแมน ว่าจะสามารถฉายภาพเศรษฐกิจไทย และภูมิภาคเอเชียให้เห็นกันล่วงหน้าได้ ทั้งๆที่ครุกแมนเองมิได้เป็นผู้พยากรณ์วิกฤติเศรษฐกิจล่วงหน้า.. ไม่รู้ว่าจะโทษสื่อของเราดีหรือไม่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในบท
ความของครุกแมนอย่างแท้จริง หรือว่าต้องการเพียงเพื่อปั่นราคาครุกแมนให้สมกับค่าบัตรเข้าฟังกันแน่
http://www.people.umass.edu/pokpongj/Interest/interest_econ_21.htm
เด็กชายคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกในครอบครัวชนชั้นกลาง ผ่านการศึกษาตามระบบโดยปรกติ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ
“ความคิดที่น่าสนใจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจ ตามทฤษฎีนี้ คนที่เติบโตมาใน 8 ประเทศ พูดได้ 5 ภาษา เคยเดินทางข้ามไซบีเรีย และล่องแพในลุ่มแม่น้ำอะเมซอนมาแล้ว ใช่ว่าจะมีปรีชาญาณอันลึกซึ้งในทางสังคมศาสตร์มากไปกว่าคนซึ่งเติบโตมาจาก ครอบครัวชน
ชั้นกลาง และชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์” ครุกแมนกล่าว
 
ครุกแมน สมัยวัยรุ่นตอนต้น ชื่นชอบ “สถาบันสถาปนา” นิยายวิทยาศาสตร์อันโด่งดังของ ไอแซค อาซิมอฟ มากเป็นพิเศษ
และจาก “สถาบันสถาปนา” นี่เองที่นำทางเขาไปสู่สาขาเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเยล
http://www.kidtalentz.com/?p=196
เพราะ พอล สนใจนิยายวิทยาศาสตร์ "สถาบันสถาปนา" กล่าวถึงกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางสังคม คนที่ใช้วิชาประวัติศาสตร์เชิงจิตวิทยา (Phychohistory) พยายามปกป้องอารยธรรมเอาไว้ เพราะจากการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์ พบว่าอารยธรรมของกาแล็กซี่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงโดยไม่มี
ใครสังเกตเห็น ซึ่งทำให้เขาสนใจวิชาดังกล่าว แต่ไม่มีเรียนเลย เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์แทน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นวิชาที่เขาเรียนได้ดีที่สุด
————————————————————————
ละครเกาหลี : ลิขิตรัก…ละลายใจ
  Korean Drama : The Snow Queen
 
นำเสนอทาง ช่อง 7 สี วันที่ออกอากาศ  เสาร์ อาทิตย์ เวลาออกอากาศ  เวลา 09.15 น. เริ่มออกอากาศ  วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2550
 
การเดินทางของสองหัวใจเริ่มต้นขึ้นจากหนังสือเทพนิยาย เทพธิดาแห่งหิมะ (The Snow Queen by Hans Christian Andersen) ที่กล่าว ถึง เลพแลนด์ ดินแดนอันไกลโพ้น ซึ่งนำมาสู่เรื่องราวความรักและการพลัดพรากของ 2 หนุ่มสาว ช่อง 7 สี เตรียมนำมาสร้างความ
ประทับใจและคราบน้ำตาใน “ลิขิตรัก…ละลายใจ” (THE SNOW QUEEN) ยอดภาพยนตร์นานาชาติวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 09.15 น. เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน นี้
ฮัน แทวุง เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่มีความสามารถเป็นเลิศทางด้านคณิตศาสตร์ ต่อมา เขาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ถูกชักจูงโดยเงิน โชคลาภ และคำเยินยอสรรเสริญของคนทั่วไปได้ง่ายๆ เขาสูญเสียแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน … แม่ … หรือกระทั่งชื่อจริงของเขาเอง   เวลา
ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นเวลาถึง 8 ปี ฮันแทอุง ผู้ซึ่งเคยเฉลียวฉลาดก็กลับไม่เป็นอย่างเดิม ตอนนี้เขาเป็นนักมวยเกรดต่ำคนหนึ่งในค่ายมวย ที่ซึ่งจะคอยรับนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนมาฝึกซ้อม เขาเริ่มใช้ชีวิตอย่างไร้ซึ่งความหวัง เขาได้แต่ใช้เวลาอย่างไร้ค่าเพื่อรอให้หญิงที่เขาต้องการ
ปรากฏตัว ซึ่งเธอคนนั้นได้ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตของเขา แทอุงรักเธอมาก ทุกครั้งที่เขาเห็นเธอเจ็บปวด ทำให้เขาอยากจะปกป้องเธอ
http://hilight.kapook.com/view/17236
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bookofpear&month=04-2008&date=26&group=7&gblog=14
http://www.jkdramas.com/kdramas/07/SnowQueen/index.htm
Hans Christian Andersen: The Snow Queen
http://hca.gilead.org.il/snow_que.html
…โจทย์ความรักระหว่างเขาและคิมโบรา ฮันแทวุงจะสามารถหา คำตอบสุดท้ายให้แก่ความรักและความสัมพันธ์ของเขากับคิมโบราได้หรือไม่….
…..เขาชอบคณิตศาสตร์เพราะคิดว่า คณิตศาสตร์มีคำตอบให้เสมอ  แต่ความจริง คำตอบจะมีหรือไม่ อาจไม่สำคัญ  สิ่งสำคัญ คือ เขาชอบขั้นตอนของการเดินไปสู่คำตอบนั้นต่างหาก….
ดร.ฮันแทวุงตอบคำถามรุ่นน้องร่วมสถาบันของเขาไว้เช่นนั้น
โจทย์คณิตศาสตร์ทั้งยากแสนยากแต่ฮันแทวุงผู้ถูกเรียกขานเป็นอัจฉริยะก็สามารถคิดค้นแก้โจทย์เหล่านั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าสำหรับโจทย์ความรักระหว่างเขาและคิมโบรา ฮันแทวุงจะสามารถหาคำตอบสุดท้ายให้แก่ความรักและความสัมพันธ์ของเขากับคิมโบราได้หรือไม่ ….ร่วม
เดินทางไปสู่คำตอบนั้นได้ใน The snow Queen
http://www.mono2u.com/review/content/Queen_of_snow/
 
โจทย์การเมืองยังต้องแก้ไข รวมทั้งเศรษฐกิจ ส่วนตัวของผมสรุป วันหนึ่งในหน้าหนาวของวันที่  7 ธ.ค. ว่าผมมีโอกาสได้ดูตอนจบของเรื่องThe snow Queenนี้ ในเคเบิลทีวี ซึ่งผมนั่งจูนทีวีให้ พี่โป๊ะ แล้วก็ประทับใจ The snow Queenเวลาผ่านไปหนึ่งปี จากที่เคยดูตอนนั้น ไม่มีเวลาดูจนจบ "บังเอิญเปิดมาเจออีกครั้ง"….

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s