ญาติเสียชีวิต II และเดจาวูต่างๆ

วันที่ 1 ธันวาคม

หลังจากอาหม่า เสียชีวิตได้เกือบ หนึ่งเดือน ก็มีเหตุการณ์ ความตายของอากู๋ เม้ง ทำให้นึกถึงเรื่องราว กะทันหัน ไม่ได้ตั้งตัว แม่ของเพื่อนตายในกรณีมอเตอร์ไซด์ชนมอเตอร์ไซด์ ไม่ใส่หมวกกันน็อต และตายแล้ว เงินไม่สามารถเอาไปได้อีกครั้ง
 และการเดินทางกลับไปบ้านของผม เพื่อไว้อาลัยอากู๋เม้ง เสียชีวิตขณะทำหน้าที่เป็นกรรมการฟุตบอล ผู้อาวุโส แล้วกลับมานั่งพัก หลังจากออกวิ่งรอบสนาม สองรอบ เหนื่อยหัวใจวายตาย..(งานศพ ที่อำเภอตะพานหิน วัดตะพานหิน จังหวัดพิจิตร)
.———————–
แฟนหลั่งไหล เผา ‘ยอดรัก’ นับหมื่นอาลัย [26 พ.ย. 51 – 05:10]
 
งานพระราชทานเพลิงศพอดีตขุนพลเพลงลูกทุ่ง “ยอดรัก สลักใจ” หรือชื่อจริง “ส.ต.ต.นิพนธ์ ไพรวัลย์” เสียชีวิตจากโรคมะเร็งร้าย มีแฟนเพลงไปร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าสลด โดยผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 25 พ.ย.ว่าที่วัดหาดแตงโม ต.งิ้วราย อ.
ตะพานหิน จ.พิจิตร
 
 
http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=112851
 
ส่วนพันธมิตร มีอะไรใหม่ และเก่าบ้าง? ก็เป็นเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองให้ติดตามต่อไป เหตุการณ์สลับซับซ้อนปนเปไป ผมไม่อยากพูดถึงการเมืองก็ไม่ได้ และกล่าวถึงเรื่องญาติ รวมทั้งความเป็นห่วงใย -มีความรักต่อครอบครัว เป็นต้น
 
โดยคำว่า "เดจาวู" (- แปลว่า เคยได้พบเห็นมาแล้ว) ซึ่งคำว่าเดจาวูได้บันทึกขึ้นมาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส Emile Boirac (1851–1917) ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques (แปลว่า อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา)
อาการเดจาวู คือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป
มนุษย์ในบางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าในฝันหรือในอดีต เช่น ไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน เดินไปยืนที่ระเบียงแล้วรู้สึก ตนเองคุ้นกับระเบียงนี้ มุมนี้ และการยืนแบบนี้..
บางคนรู้สึกว่าตนนั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก ระหว่างทางเห็นอุบัติเหตุข้างทาง แล้วก็ผ่านไป สักพักก็เห็นอีก เห็นอยู่เรื่อย ที่สำคัญเป็นรถคันเดิม คนเดิม บางทีกำลังหันมามองเขาด้วย โดนที่ไม่ใช่ฝันแน่นอน พอรู้สึกตัวอีกที รถจอด ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนที่เคยเห็น
 
เดจาวูไม่เหมือนฝัน มันเกิดได้แม้กระทั่งในเวลาตื่น เดจาวู เป็นประสบการณ์ทางจิต ที่เกิดได้กับทุกคน และทุกเวลา อาจเป็นอดีตชาติ อาจเป็นโลกคู่ขนาน อาจเป็นพลังจิต หรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตาทางสมอง
ดูเพิ่มเติม วิกิพีเดีย….
 
เรามาเริ่มกันที่ ‘เดฉ่า-หวู้’ หรือ ‘เดจาวู’ กันก่อน
พจนานุกรม ‘อเมริกันเฮริเทจ’ (ฉบับแก้ไขครั้งที่ 4) นิยาม deja vu ไว้สองความหมาย ผมได้แปลจากคำนิยามที่เป็นภาษาอังกฤษมาอีกทีหนึ่ง เพราะเกรงว่าถ้ายกคำนิยามมาทั้งดุ้นเลยก็แลจะประดักประเดิดเกินไปหน่อย
1. (ทางจิตวิทยา) ความรู้สึกหลอนว่าเคยประสบกับบางสิ่งบางอย่างมาแล้วทั้งที่เพิ่งประสบกับสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก
2 (ก) ความรู้สึกว่าเคยเห็นหรือประสบกับบางสิ่งบางอย่างมาก่อน
   (ข) ความคุ้นเคยที่น่าเบื่อ; ความซ้ำซาก
คำๆ นี้มีที่มาจากคำภาษาฝรั่งเศสสองคำคือคำกริยาวิเศษณ์ deja แปลว่า ‘เคย…แล้ว’ กับคำกริยา vu
(ผันรูปตามกาลอดีตจากรูปอินฟินิทีฟ voir) แปลว่า ‘เห็น’ รวมกันแล้วได้ความว่า ‘เคยเห็นแล้ว’
ผมรู้สึกว่าความหมายของคำๆ นี้น่าสนใจนะครับ เพราะมันสะท้อนความสำนึกของเราเกี่ยวกับความเป็น
‘ประวัติศาสตร์’ ได้เป็นอย่างดี
ผมคิดว่า สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ทำ กับสิ่งที่เราทำกันทุกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นก็ไม่แตกต่างกันจนสุดโต่งแต่ประการใด นั่นคือการเอาสิ่งที่เราเคยเห็นแล้ว (หรือเชื่อว่าเคยเห็นแล้ว) มาเทียบเคียงกับสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ หรือเชื่อว่าจะประสบต่อไปในอนาคต เราจะได้เลือกกระทำหรือไม่
กระทำการบางอย่างโดยพิจารณาจากสิ่งที่เราเชื่อว่าเรา ‘เคยเห็นแล้ว’
http://prachathai.com/05web/th/home/page2_print.php?mod=mod_ptcms&ContentID=3072&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
 
———————–
deja vu : ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์
http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
——————————————————————————————–
Wanee & Junah
ภูมิปัญญาจากหนัง และ มีคนเคยนำเสนอว่า มีอาการ "เดจาวู" ในหนังเรื่อง Wanee & Junah ลองอ่านเรื่องย่อ อีกมุมมองหนึ่งดูน่ะครับ
Wanee & Junah เป็นหนังรักที่ไม่ได้นำเสนอความรักแบบกุ๊กกิ๊ก แต่เป็นความรักที่ออกจะเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ความรักแบบหวานแหวว เป็นความรักของคนที่ผ่านประสบการณ์รักมาก่อนแล้ว เป็นความรักในแบบที่อยู่ด้วยความเข้าใจกัน (จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะกันเลย) ผกก. คิม ยอง
หนังเรื่อง Wanee ฯ แสดงออกมาได้ค่อนข้างลึกและได้อารมณ์ละเมียดอย่างที่สุด ตัวหนังหากจะว่าไปแล้วแม้จะมีการ "ย้อนอดีต" (Flash back) ค่อนข้างบ่อยครั้งมาก แต่ไม่มีสักครั้งที่ทำให้เกิดอาการงงและตามไม่ทัน เนื่องด้วย ผกก.กล้าและมั่นใจใน "การกะเวลา" (Timing) ของ
ตัวหนังได้ แม่นยำมาก รู้ว่าเมื่อไหร่ อารมณ์ใดที่เมื่อตัดย้อนอดีตแล้วเรื่องจะไม่สะดุด และแม้ฉากย้อนอดีตจะมีมากมายตลอดเรื่อง แต่ฉากเหล่านั้น กลับเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเรื่องเดินไปข้างหน้าไม่ใช่ถอยหลัง อีกทั้งการพัฒนาการของตัวละครยังเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ผ่านฉากย้อน
อดีตเล่านี้อีกด้วย ซึ่งเป็นเทคนิคที่ชาญฉลาดมากทีเดียว น่าเสียดายที่งานด้านภาพอันโดดเด่นต้องมาถูกลดทอนไปด้วยดนตรีประกอบที่เป็นเสียงเปียโนล้วนๆ ….
http://www.popcornfor2.com/movies/007_jul_wnj.html
———————————————————————————————————–
เมื่อหลายวันก่อน พี่ยอด(ไม่ใช่ยอดรัก สลักใจ) ชวนคุยเรื่องหนังสือ กับผม ณ ร้าน Seat อะไรสักอย่างไม่ใช่ร้าน Debate ที่ปิดร้านแล้ว
เราคุยหลายเรื่อง และมี เรื่อง "ที่เห็นและเป็นอยู่ / BEING THERE" – เจอร์ซี โคซินสกี.(ผมเคยอ่านแล้ว นานมาก)
 
 
Being There ฉบับภาพยนตร์(ผมยังไม่เคยดูครับผม)
 
Chance (Sellers) is a middle-aged gardener who lives in the townhouse of a wealthy man in Washington D.C.. Chance seems very simple-minded and has lived in the house his whole life, tending the garden, with
virtually no contact with the outside world. His cultural and social education is derived entirely from what he watches on the television sets provided by the "Old Man", who raised him. The only other person in his life is
Louise, the maid who cooks his meals and looks upon him as nothing more than a child who has failed to grow up. When his benefactor dies, Chance is forced to leave his sheltered existence and discover the
outside world for the first time.
เขาเป็นคนสวน ซึ่งไม่เคยออกจากบ้าน ซึ่งเจ้านายของเขา เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เกิด chance มีความรู้เรื่องสวน เป็นอย่างดี และรู้เรื่องวัฒนธรรม สังคม การศึกษา มาจากการดูทีวี by Old Man ดูข้อมูลหนังเพิ่มเติม….ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Being_There
คนเข้าใจว่า เขาเป็นอัจฉริยะ เพราะเขาพูดเรื่องการทำสวน แบบนามธรรม และคนฟัง รู้สึกเห็นภาพ เปลือกนอก ไม่รู้เข้าใจเนื้อหาอย่างที่เขาต้องการสื่อไปตรงกันข้าม โดยคนตีความว่าเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเขาเกือบจะได้เป็นประธานาธิบดี อีกด้วย หลังจากได้ออกทีวีและ
คนฟังอึ้ง กับความคิดของเขา….
 
 
"a story of chance," is a provocative black comedy — a wonderful tale that satirizes politics, celebrity, media-obsession and television. The subtle film’s slogan proclaimed: "Getting there is half the fun. Being there is
all of it."
-On economics (actually on gardening): "In a garden, growth has its season…as long as the roots are not severed, all is well, and all will be well in the garden."
– On watching TV (his most famous line, misinterpreted by Eve as an invitation to sexually stimulate herself while he watches her): "I like to watch (TV)."
– On death: "I’ve seen this before. It happens to old people."
คำคม จากหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมยังไม่เคยดูหนังเลย เพียงรู้ว่าBeing There มีอิทธิพลต่อTom Hanks character in Forrest Gump
"Life is a state of mind"
 
 
-การดูทีวีกับความรู้ จากนิยาย
คนไทยดูหนัง ปีละกี่เรื่อง ซึ่งเคยมีการสำรวจว่าคนไทย อ่านหนังสือ ปีละ 7บรรทัด จริงๆแล้ว
ไม่รู้ว่า คนไทย เป็นอย่างไร ใช่เป็นการสำรวจ นิยาม หนังสือ ที่ถูกต้อง หรือ เปล่า
ระดมหนังสือดี(มือสอง) 1,000,000 เล่ม เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
เพราะเด็กไทยอ่านหนังสือวันละไม่เกิน  7  บรรทัด  !!!
คุณลืมไปหรือยังว่า คุณมีหนังสือในตู้กี่เล่ม ที่คุณไม่ได้อ่าน ?
การ “อ่าน” คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้   และยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการเริ่มต้น  เพียงแต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสเข้าถึง  เพราะความจนและอยู่ห่างไกล  หนังสือที่คุณไม่ได้อ่าน 1 เล่ม สามารถขยายโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ที่อยู่ห่างไกลได้
คุณจะเชื่อไหม !!! หนังสือ 1 เล่มของคุณ จะทำให้พวกเขาได้สิ่งเหล่านี้

1. เข้าใจตัวเอง และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น
2. พัฒนาการเรียนรู้ และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
3. เปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ และเพิ่มจินตนาการ
มาช่วยกันเติมเต็มช่องว่างในชั้นหนังสือของเด็กๆ  ด้วยการบริจาคหนังสือดี(มือสอง)
เพียงแค่คนละ “1 เล่ม” กับ  “โครงการ อ่าน…สร้างชาติ”  มูลนิธิกระจกเงา  เพื่อทำให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกนี้กว้างขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนั้นเรายังรับบริจาค “แสตมป์ และซองจดหมายจำนวนมาก”  เพื่อการจัดส่งให้ถึงมือเด็กๆ อีกด้วย
ส่งหนังสือดีของคุณมาที่ “โครงการ อ่าน…สร้างชาติ”
มูลนิธิกระจกเงา  เลขที่ 41 อาคารเลิศปัญญา ชั้น 9 ห้อง 907 แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 
http://www.mirror.or.th
หรือติดต่อได้ที่  คุณจรัญ มาลัยกุล jarun@mirror.or.th  081-018-3004 หรือ 02-642-7991 ต่อ 16  ได้ในเวลาทำการ (จ. – ศ. 9.30 – 18.00 น.)
 
ผมลองเปลี่ยนคำถาม ตั้งโจทย์ว่า คนไทยดูหนัง ปีละกี่เรื่อง และรับความรู้ผ่านหนัง ป่ะ?
การอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านการตูน์ หรือดูแมกาซีน ดูเว็บ คลิป ดูหนัง เป็นความรู้ ใช่ไหม
ความรู้จากหนังก็มีประโยชน์ เช่น อินเดีย บอลลีวู้ด
บอลลีวูด Bollywood เป็นคำคล้ายๆ ฮอลลีวูด Hollywood (อุตสาหกรรมหนังของอเมริกา)
หมายถึง อุตสาหกรรมหนังของอินเดีย หรือ ชื่อเรียกอุตสาหกรรมหนังอินเดีย ศูนย์กลางอยู่ที่บอมเบย์หรือมุมไบในปัจจุบัน
 คนอินเดีย ดูหนังจำนวนเยอะมากเลย
 
—————————————–
 
Christmas in August …
ัในหน้าร้อนหนึ่งของเดือนสิงหาคมที่อากาศกำลังร้อนอบอ้าวได้ที่ ยู จุงวอน ชายหนุ่มวัย 30 ต้นๆ ท่าทางใจดี นั่งรอพบหมอที่โรงพยาบาล เขาทำตัวเหมือนมันเป็นเรื่องปกติในชีวิต ซ้ำยังมีแก่ใจหยอกล้อกับเด็กที่มารอพบหมอเช่นเดียวกับเขา จุงวอน เป็นเจ้าของร้านถ่ายรูปเล็กๆ ตัวเขา
อาศัยอยู่กับพ่อและน้องสาวในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ดูเขาจะพอใจในชีวิตอันราบเรียบจนมีความเป็นไปได้สูงที่เขาคงจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่อยากที่จะไขว่คว้าอะไรที่ดีไปกว่านี้ให้กับตัวเองอีกแล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้ว เขามีเหตุผลที่ทำตัวเช่นนั้น ซึ่งเหตุผลที่ว่านี้จะรู้กันระหว่างตัวเขา
ครอบครัวของเขา และคนดูเพียงเท่านั้น จนวันหนึ่งที่ คิม ดาริม สาวจราจรได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของ จุงวอน และจากนั้นชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่ว่าชีวิตเขาจะมีอะไรยุ่งยากมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ชีวิตของเขากลับมีความสุขมากขึ้นต่างหาก เพียงแต่ว่าราคาของ
ความสุขที่เดินมาหาเขานั้นมันช่างสูงมากจนบางที จุงวอน ไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ในสถานะที่จะ ( หรือมี "เวลา" พอ ) รับมันไหว
 
วันแรกที่ ดาริม เอาฟิล์มมาล้างที่ร้านของ จุงวอน เป็นวันที่แย่มากวันหนึ่งในชีวิตเขา เพราะเขาเพิ่งกลับมาจากงานศพของเพื่อนคนหนึ่ง การปฏิเสธที่จะล้างฟิล์มนั้นให้ในทันทีเป็นเหตุให้ ดาริม งอนไปพักใหญ่ จนกระทั่ง จุงวอน มาง้อลูกค้าสาวหน้าใหม่คนนี้ด้วยไอติมเพื่อคลายร้อนหนึ่ง
แท่งพร้อมรอยยิ้ม แล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นหลังจากนั้นมา 
ด้วยอาชีพของ ดาริม เป็นเจ้าหน้าที่จราจรฝ่ายควบคุมการจอดรถ การถ่ายรูปผู้จอดรถผิดกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทุกวันและเป็นงานที่ชาวร้านบ้านถิ่นไม่ชอบกันซักเท่าไหร่นัก เธอและเพื่อนร่วมอาชีพจึงเปรียบเสมือนคนนอกของสังคมไปอย่างกลายๆ ด้วยเหตุที่การเอาล้างฟิล์มเป็น
ส่วนหนึ่งในงานที่เธอต้องทำเกือบจะทุกวัน และตั้งแต่วันนั้น ร้านที่เธอเลือกจึงเป็นร้านของ จุงวอน ร้านที่เธอเข้ามานั่งพักร้อนได้ ร้านที่เธอเข้ามาหาเพื่อนนั่งคุยฆ่าเวลาได้ ร้านที่เข้ามาแล้วมีชายเจ้าของร้านที่มีแต่รอยยิ้มรับเธออยู่เสมอ
 
ดาริม ยังคงเอาฟิล์มมาล้างที่ร้านอยู่สม่ำเสมอจนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุดงานของเธอ แต่เธอยังแวะเข้ามาและคราวนี้เธอไม่ได้มีฟิล์มติดมือมาด้วยเหมือนทุกครั้ง แต่กลับมานั่งชวน จุงวอน คุยเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับตัวเขา แลกเปลี่ยนกับเรื่องของตัวเธอเอง เธอชอบพูดคล้ายๆ จะแสดง
ความรู้สึกบางอย่างออกมาอยู่เรื่อยๆ คำพูดเช่น "คนราศีสิงห์กับชั้นนะเข้ากันได้ดีนะ" พร้อมแสร้งทำหน้าตาเฉยๆ ไม่สนใจเพื่อปิดบังอาการเขินอายที่แทบจะล้นออกมา เมื่อเวลาผ่านไป การกระทำหลายๆ อย่างที่เพื่อนธรรมดาไม่พึงทำต่อกันก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการ
แต่งหน้าสวยเข้ามาในร้านพร้อมสีหน้าเฉยเมยเช่นเคย แต่ครั้น จุงวอน ทักเข้า กลับยิ้มร่าเริงชอบใจเหมือนเด็กๆ หรือ การที่เธอไม่มาตามนัดแต่กลับมาถาม จุงวอน ว่าโกรธมั้ยแต่เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ส่วนฝ่าย จุงวอน เองนั้น แม้การแสดงออกภายนอกเขาจะดูไม่ค่อยใส่ใจในตัว ดาริม แบบเกิน
เพื่อนซักเท่าไหร่แต่ตัวหนังก็บอกคนดูให้รู้ตลอดเวลาว่าความรู้สึกของเขาต่อ ดาริม นั้นก็มีมากไม่แพ้กัน เช่น ในเช้าวันหนึ่งหลังจากที่เขาไปเมาหัวราน้ำมากับเพื่อนสมัยเด็ก คำพูดที่ผ่านโทรศัพท์ของเพื่อนบอกว่าเขาเฝ้าแต่พูดถึงจราจรสาวบ่อยๆ เมื่อตอนที่เมาไร้สติเมื่อคืน
ในช่วงหนึ่งที่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้งว่าความรักของทั้งคู่ได้เบ่งบานขึ้นแล้วคือฉากที่ จุงวอน ช่วย ดาริม ขนของขึ้นมอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์ของเขาแล้วให้เธอนั่งซ้อนท้าย แน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธคำชวนนั้น ฉากนี้เกือบจะเป็นจุดเดียวในเรื่องที่หนังถ่ายภาพออกมาอย่างสดใส มีชีวิตชีวา
ภาพคนทั้งคู่ยิ้มอย่างมีความสุข รวมไปถึงดนตรีประกอบที่แสดงถึงความเบิกบานอย่างที่สุด
 
 
ฉากหวานๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คือฉากที่ทั้งคู่ไปเที่ยวสวนสนุกกัน ฉากนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของหนังในการใช้เทคนิคการนำเสนอความ "จิ๊ด(มาก)" ผ่านมุมมองที่ธรรมดาๆ ผ่านพฤติกรรมตามปกติของตัวละครที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร (แต่จริงๆ แล้วมี "อะไร" ที่ลึกซึ้งมาก) ได้อย่าง
แนบเนียน แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหลงไปคิดหรือ "ตามมุขทัน" เข้าละก็ ไม่รอดครับ คุณจะถูกความจิ๊ดกลุ้มรุมทำร้ายหมู่แบบหาทางรอดได้ยากเต็มที
หนังนำเสนอการพัฒนาความผูกพันของคนทั้งคู่ผ่านการใช้ชีวิตประจำวันปกติอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วงใดฉากไหนเลยที่จะมีการขับเน้นถึงอารมณ์ว่าทั้งคู่รักกันปานจะกลืนกิน ทั้งการที่ดาริม เล่าเรื่องตลกที่ได้ฟังจาก จุงวอน ให้เพื่อนร่วมห้องฟัง เธอเล่าไปยิ้มไปและแน่นอนว่าสาเหตุที่เธอยิ้ม
นั้นไม่ใช่เพราะความตลกของเรื่องที่เล่าเป็นแน่ หรือ ตอนที่จุงวอน เล่าเรื่องผีให้ ดาริม ฟัง เธอเดิมเกาะแขนเขากระชับแน่นมากขึ้นด้วยความกลัว(หรือเปล่า?)
 
อีกทั้งสัญลักษณ์หลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาก็ดูจะเป็นอะไรที่ง่ายๆ เป็นของในชีวิตประจำวันที่พบเห็นได้ทั่วไป สัญลักษณ์ที่ดูจะโดดเด่นมากที่สุดคือ รูปถ่ายแฟนเก่าสมัยเรียนหนังสือของ จุงวอน ที่ติดอยู่หน้าร้านมาเป็นปีๆ อีกจุดหนึ่งที่เป็นตัวบอกถึงระยะเวลาของความรักของทั้งคู่คงเป็น
ฤดูที่เปิดเรื่องด้วยหน้าร้อน ผ่านหน้าฝนและสุดท้ายมาปิดเรื่องด้วยฉากที่เต็มไปด้วยหิมะ
 
ในช่วงกลางเรื่อง หนังบอกกับคนดูถึงสาเหตุที่ จุงวอน ไปนั่งรอพบหมอที่โรงพยาบาลอยู่เสมอๆ จุงวอน ไม่เคยเอ่ยปากถึงเรื่องนี้กับคนนอกครอบครัว แม้แต่กับ ดาริม เอง เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครๆ ต้องมาเป็นกังวลและเขามีความสุขมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นแบบนี้ แต่
พอถึงจุดๆ หนึ่ง ตัวหนังไม่ลังเลเลยที่จะแสดงอีกด้านหนึ่งของผู้ชายใจดีคนนี้ออกมา ด้านของความกลัว ด้านของการปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ที่จริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เป็นกลไกป้องกันตัวเอง 5 ขั้นตอนของมนุษย์เมื่อพบวิกฤติในชีวิต แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฉากที่ จุงวอน
นั่งเขียนขั้นตอนพร้อมถ่ายรูปการใช้เครื่องอัด-ล้างรูป ฉากที่เขานอนร้องไห้คนเดียว ฉากที่เขาเข้ามานอนข้างๆ ผู้เป็นพ่อเพราะระลึกได้ว่าทุกนาทีที่จะได้อยู่กับคนที่เขารักกำลังลดทอนลงทุกขณะ ฉากเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกเศร้าใจและสงสาร จุงวอน อย่างสุดซึ้ง หรือแม้แต่ฉากที่อาจทำ
ให้คนใจอ่อนเกิดอาการใจสลายได้ง่ายๆ คือฉากที่เขากลับมาที่ร้านเป็นครั้งสุดท้าย แน่นอนว่าเขาปิดร้านเพราะต้องการสะสางเรื่องราวของตัวเองตามลำพังเท่าที่เวลาที่เหลือจะอำนวยให้ภาพของ ดาริม กำลังทำงานของเธออยู่นอกร้านนั้น เขามองเธอด้วยสายตาที่ปวดร้าวเป็นที่สุด ผู้ชมรู้อยู่
เต็มอกว่าจุงวอน ต้องการที่จะพบเธอ ได้พูดคุยกับเธออีกครั้ง แต่จะฝืนทำไปเพื่ออะไรกันหากการพบกันคราวนี้อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย โดยที่เขาไม่เคยให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่งทำใจรับเรื่องนี้มาก่อนเลย ในตอนนี้ จุงวอน ทำได้มากที่สุดเพียงแค่ วางนิ้วมือของเขาทาบทับไปที่ตัวเธอ
ผ่านแผ่นกระจกของร้านเหมือนพยายามจะบอกลาเธอ ภาพที่เห็นเป็นภาพที่บอกความรู้สึกออกมาได้ยากเต็มที ด้วยความรู้สึกของคนดูขณะนั้นคงหลั่งออกมาเป็นน้ำตาไปจนหมดแล้ว
 
ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของหนัง จุงวอน และ ดาริม ไม่ได้มีบทร่วมกันอีกเลยจนจบเรื่อง หนังบอกให้เรารู้ว่า จุงวอน หายไปไหน แต่ ดาริม ไม่รู้ เธอเฝ้าเวียนมาที่ร้านถ่ายรูปเล็กๆ ร้านนั้นวันแล้ววันเล่าเพื่อจะพบกับประตูร้านที่ปิดอยู่ตลอด แต่น่าประหลาดว่าผมกลับรับรู้ถึงความผูกพัน การ
สื่อถึงกัน ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ได้อยู่โดยตลอดเวลา ในฉากสุดท้ายของเรื่อง วันที่เมืองทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ดาริม กลับมาที่ร้านอีกครั้ง เธอหยุดยืนมองดูที่หน้าร้าน มองไปตามรูปต่างๆ ที่ติดโชว์เอาไว้ ซึ่งเป็นปกติของร้านถ่ายรูปทั่วๆ ไปที่จะมีการติดรูปต่างๆ ไว้หน้า
ร้าน จนเธอมาสะดุดที่รูปๆ หนึ่ง รูปที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรูปแฟนเก่าสมัยเรียนของ จุงวอน แต่ตอนนี้ รูปที่อยู่ในกรอบนั้นได้กลายเป็นรูปของ ดาริม เอง เธอยิ้มใส เธอรับรู้ได้ว่า ตอนนี้ไม่ว่า จุงวอน จะอยู่ที่ไหนก็ตามที แต่เขาจะมีเธอไปด้วยเสมอตลอดเวลา
 
หากหลายๆ คนที่ได้ชมเรื่องนี้เป็นครั้งแรกแล้วเกิดอาการอึ้งว่านี่มันเป็นหนังรักประเภทไหนกัน(ฟะ) มันถึงได้ไร้ซึ่งคลื่นลมและสงวนท่าทีอะไรกันขนาดนี้ หากจะให้ผมตอบ ผมคงบอกได้ว่า Christmas in August เป็นหนังรักประเภทที่ทุกๆ คนที่เคยมีรักจะสัมผัสได้ถึงความโรแมนติก
(แม้ว่าจะไม่มีฉากไหนที่แสดงให้เห็นกันโต้งๆ) เป็นหนังรักประเภทที่คุณจะสรุปได้ว่าหนังมันไม่มีอะไรแต่กลับทำให้คุณเก็บไปคิดได้เป็นตุเป็นตะ (และอยากดูอีกครั้งแล้วครั้งเล่า) เป็นหนังรักประเภทที่คุณจะพาคนที่คุณรักมากที่สุดไปชมด้วยกันเพื่อจะบอกให้เค้ารู้ว่าคุณรักเขามากเพียงไร
และที่สำคัญ สำหรับผม ผมรู้สึกว่า Christmas in August เป็นหนังที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นตรงที่มันเป็นหนังรักประเภทที่คุณจะอิ่มเอมไปกับมันได้มากขึ้นหากคุณสัมผัสกับมันด้วยหัวใจ
 
Christmas in August , เธอคือภาพถ่ายสุดท้ายในใจฉัน คุณคือแสงสว่างสุดท้ายในใจผม
"ทุกสิ่งย่อมมีวันจืดจาง ไม่เว้นแม้แต่ความรัก"
มีคริสต์มาสในเดือนสิงหาคมด้วยหรือ ? คือ คำถามที่ผมตั้งข้อสงสัยในครั้งแรกที่ผมเห็นชื่อหนังเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน
…จุงวอน เป็น ชายหนุ่มที่เหลือเวลาของชีวิตอีกไม่นาน ในวัยที่คนอื่นๆเพิ่งเริ่มต้นชีวิต แต่เขากลับต้องมาเตรียมตัวเก็บข้าวของพร้อมกับจัดการกับภารกิจที่คั่งค้างในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาเองก็หาได้ใช้ชีวิตอย่างเศร้าโศกสิ้นหวัง เขายังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา
และ ไม่มีใครรู้ได้ว่าแท้จริงในใจลึกๆเขารู้สึกอย่างไร
ตามธรรมชาติของมนุษย์เมื่อรู้ตัวว่าเวลาของตัวเองมีกำหนดแน่ชัดที่จะสิ้นสุดลง ความรู้สึกภายในย่อมมีหลากหลายระคนปนเปกัน ทั้งความกลัว ความโศกเศร้า ความท้อแท้ ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะแสดงออกอย่างไร และ จัดการกับมันอย่างไร เราจะใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายของชีวิตเรา
อย่างไร และ จะมีโอกาสให้เราได้เลือกใช้หรือไม่ สำหรับจุงวอนแล้ว…
อารมณ์โกรธที่พ่อไม่สามารถเรียนรู้การใช้วิดิโอเทปจากที่ตัวเองสอนได้ อารมณ์พลุ่งพล่านที่ระเบิดออกมาในโรงพักเมื่อเส้นด้ายแห่งความอดทนขาดสะบั้น เสียงร้องไห้ในค่ำคืนหนึ่งที่พ่อได้แต่มองอยู่ห่างๆ คงบอกได้ว่า ภายใต้ใบหน้าและชีวิตแต่ละวันของเขาที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สิ่งที่
แฝงอยู่ภายในกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ทุกข์ทน
จนเมื่อเขาพบกับ ดาริม ในวันหนึ่งที่เธอ ตำรวจจราจรสาวก้าวเข้ามาล้างรูปในร้านของเขา

… ฉากหนึ่งในเรื่อง เธอกำลังถือของหนักเดินอยู่กลางถนน เขาขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเลยตัวเธอไปแล้วลับหายไปจากจอ แล้วเราก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นเหมือนกำลังขี่วนกลับมา แล้วเราก็เห็น รอยยิ้ม ที่เปี่ยมความสุขปรากฎบนใบหน้าเธอ แล้วเขาก็วนกลับมารับเธอขี่มอเตอร์ไซค์รับลมร้อน

ที่กำลังพัดผ่านความเย็นสบายในใจของคนสองคน
… ในวันที่ฝนตกทั้งคู่เดินเคียงคู่กันภายใต้ร่มคันเดียวกัน ด้วยค่าจ้างของการอาศัยร่มคืออาหาร 1 มื้อ  ,ในวันที่ทั้งคู่ไปเที่ยวสวนสนุกที่เธออยากไปแต่ไม่มีคนไปด้วย  , ในวันที่เขาเดินเล่าเรื่องผีให้เธอฟัง วันเหล่านั้นนี้คือเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้นของคนสองคน
แต่ ความสุขนี้แสนสั้นนัก
…ภาพสุดท้ายที่เขาได้มองและสัมผัสเธอผ่านกระจก  ทั้งคู่อยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่ก้าวแต่มันก็เหมือนกับมีกระจกแผ่นบางๆมาขวางไว้ เป็นกระจกที่ไม่สามารถทุบให้มันแตกไปได้ เพราะ กระจก นั้นคือ ความตายที่กำลังจะมาถึง ของจุงวอน ที่กีดกั้นการเคียงคู่กันของคนสองคน และ เมื่อรู้ว่าตัว
เองไม่สามารถที่จะผ่านกระจกนี้ไปได้เขาจึงเลือกได้แค่เก็บเธอไว้ในความทรงจำ
…ผมประทับใจหนังเรื่องนี้ในความรักที่ไม่ฟูมฟายล้นจอ ความรักที่ไม่มีแม้แต่การเอ่ยปากบอกคำว่ารัก ความรักที่แม้จะเจ็บปวดและแสนเศร้าแต่ก็บริสุทธิ์และงดงาม ความรักที่ไม่หวังสิ่งใดและไม่เรียกร้องนอกจากหวังให้คนที่เรารักมีความสุข ไม่มีเลยสักครั้งที่ตัวละครในเรื่องจะเอ่ยคำว่า
รัก ออกจากปาก แต่คงไม่มีใครที่ไม่สามารถสัมผัส ความรัก ที่ตัวละครในเรื่องมีให้แก่กัน ฉากเรียบง่ายเช่นฉากกางร่มให้กันในวันฝนตก ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆมายังคนดูอย่างจริงใจ หนังทำให้คนดูรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรักที่มีในเรื่อง
และไม่ใช่แค่ความรักของหนุ่มสาว ฉากการคัดลอกวิธีการใช้วิดีโอให้พ่อหลังจากที่ตัวเองหงุดหงิดกับการที่พ่อไม่สามารถจดจำวิธีการใช้ได้  เขาหงุดหงิดก็เพราะเป็นห่วงว่าเมื่อเขาจากไปพ่อจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เป็นความเศร้าที่คนเป็นลูกต้องจากไปก่อนคนเป็นพ่อ เขาจึงกลับมา
เพื่อที่จะเตรียมการไว้ให้สำหรับทุกคนก่อนการจากไปของเขา ความรักที่มีต่อพ่อในหนังเรื่องนี้เป็นภาพความรักพ่อ-ลูกที่ติดอยู่ในใจผมเสมอมา
… จะกี่ครั้งที่หยิบ Christmas in August มาดู ก็ยังได้ความประทับใจไม่น้อยไปกว่าเดิมทุกครั้ง หากไม่มีเถียนมีมี่ นี่คือหนังรักที่จะเป็นอันดับ 1 ในใจของผมตลอดกาล มันคือหนังรักที่ทั้งเศร้าและทั้งสุขอยู่ร่วมกันตลอดเวลา ในเวลาหนึ่งที่รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าและในเวลาเดียวกัน
น้ำตาก็จะปริ่มขึ้นมาพร้อมๆกัน
..หาก Christmas คือตัวแทนช่วงเวลาแห่งความสุข การพบกันของเขาและเธอ ทำให้ Christmas ปรากฎอยู่ในทุกเดือนไม่เว้นแม้แต่เดือนสิงหาคม เดือนที่เป็นวันเกิดของเขา ชายผู้ที่เธอเข้าได้ดีมากที่สุด และนั่นก็หมายถึง จุงวอน คือ Christmas in August สำหรับเธอ และ ดาริมก็
คือ Christmas (ความสุข) ที่เขา (August) มีในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
เธอคือภาพสุดท้ายในใจเขา
…ภาพถ่ายมีความหมายมากกว่าเป็นรูป เพราะภาพถ่ายยังเป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำที่จะทำให้คนหยิบมาดูได้ระลึกถึงมันอยู่เสมอ เหมือนกับคุณป้าในเรื่องที่แอบมาขอถ่ายรูปเดี่ยวอีกครั้งเพื่อเลือกรูปที่ดีที่สุดที่จะเก็บไว้ให้ลูกหลานเป็นที่ระลึก
ภาพหน้าร้านที่เป็นรูปอดีตคนรักในตอนแรก แสดงถึงความทรงจำที่จุงวอนไม่สามารถลืมเลือนไปได้ แต่ในฉากสุดท้ายเมื่อดาริมกลับมาเห็นภาพตัวเองติดอยู่หน้าร้าน นั่นหมายความว่า ความทรงจำสุดท้ายที่จุงวอนเลือกแขวนไว้หน้าร้านและเลือกบันทึกติดตัวก่อนจากโลกนี้ไป โดยไม่มีใคร
จะมาเปลี่ยนรูปนี้ได้อีก คือ  ดาริม ผู้ซึ่งเป็นความสุข(Christmas)ในความทรงจำชิ้นสุดท้ายสำหรับชายหนุ่ม(August)เช่นเขา
"สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งย่อมมีวันจืดจาง ไม่เว้นแม้แต่ความรัก เหมือนกับภาพถ่ายของวันเวลาเก่าๆ
แต่คุณต่างออกไป คุณคือแสงสว่างสุดท้ายในใจผม
ผมรู้ว่าคุณหวังดีกับผมมาตลอด แต่ผมไม่สามารถรับไว้ได้ ได้แต่เพียงขอบคุณเท่านั้น
ลาก่อน"
และนั่นคือจุดสิ้นสุดของ Christmas ที่ปรากฎขึ้นมาในเดือนสิงหาคมบนจอ แต่มันจะไม่มีวันสิ้นสุดในใจของเขาและเธอ
 
———————————————————————————————————————————————-
Forever And Ever ลิขิตฟ้ารักเธอนิรันดร์
"ทุกลมหายใจเข้าออก ขอมีเพียงเธอที่อยู่เคียงข้างกายตราบนานเท่านาน
ถึงแม้ว่าเขาจะป่วยเป็นโรค Hemophilia ซึ่งเป็นมาตั้งแต่กำเนิดและยังเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต ซุยฟุ ได้ตัดสินใจที่จะสร้างชื่อของเขาให้เหมือนกับนักเขียน เขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายในชีวิตของเขาและความรักที่มีแม่ของเขาคอยสนับสนุน ในขณะที่เขาเพิ่งจะได้งานที่แน่นอน
ซุยฟุ เรียนรู้ในสิ่งนั้นจนเขาได้รับเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดจนทำให้ติดเชื้อนั้นมา ในเวลาต่อมาเป็นช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของซุยฟุ ที่ถูกลิขิตด้วยโชคชะตาของเขา เขาจะค้นหาแรงบันดาลใจในการทำงานที่สำคัญยิ่งของเขาได้หรือไม่"
 
วันเอดส์โลก (World AIDS Day) วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ ซึ่งได้คร่าชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ไปกว่า 25 ล้านคนแล้วทั่วโลก
ภาพถุงยางอนามัยยาว 67 เมตร ถูกสวมกับอนุสาวรีย์โอเบลิสก์ ที่ประเทศอาร์เจนตินา ในการรณรงค์วันเอดส์โลก ปี พ.ศ. 2548
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81
 
 
"เอดส์เกิดจากอะไร? ความผิดพลาดของการทดลองวัคซีนโปลิโอ?"

….ในที่สุด ทฤษฎีประเภทที่เสนอว่าเอดส์เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากการกระทำของมนุษย์ หรือของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เอง จะพุ่งความสนใจมาที่การคิดค้นและทดลองวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
โรคโปลิโอเป็นโรคที่กลัวกันมากที่สุดในประเทศตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ (อันที่จริง โรคนี้อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ประชดประชันของธรรมชาติ” ก็ได้ เพราะเป็นโรคที่เพิ่งเกิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อมนุษย์มีสุขลักษณะ รักษาความสะอาด มากขึ้น ก่อนหน้านั้น มนุษย์จะสร้าง
ภูมิต้านทานโรคนี้ขึ้นได้เอง จากการที่ต้องเผชิญกับความสกปรกต่างๆรอบตัว เมื่อมนุษย์รักษาความสะอาดมากขึ้น เลยทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อโรคนี้!) จึงเกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในหมู่นักวิทยาศาสตร์ (โดยมีบริษัทยาคอย “ลุ้น” อยู่เบื้องหลัง) เพื่อคิดค้นวัคซีนที่จะป้องกัน
โรคนี้ให้ได้ …..
….ทฤษฎีนี้ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปี 1987 แต่มาได้รับความสนใจจริงๆ เมื่อบทความเรื่อง “กำเนิดของเอดส์” ของ ทอม เคอร์ตีส ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Rolling Stone เมื่อเดือนมีนาคม 1992 ในบทความนั้น เคอร์ตีส เสนอว่า วัคซีนโปลิโอประเภท OPV ที่เรียกว่า CHAT
ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยฮิลารี โคพราวสกี้ (Hilary Koprowski) นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเชื้อสายโปล แห่งสถาบันวิสตาร์ (Wistar Institute)ในฟิลาเดลเฟีย นำไปทดลองป้อนให้คนอัฟริกัน 300,000 คนระหว่างปี 1957-1960 อาจจะเป็นตัวทำให้เชื้อ SIV ในลิง กระโดดข้ามเข้าสู่คน
กลายเป็นเชื้อเอชไอวีโดยไม่ตั้งใจ…
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=11134
 
ช่วงหนึ่ง ผมทำงานเก็บข้อมูลผู้ติดเชื้อ ออกสัมภาษณ์แนวคิดพวกเขา น่าสนใจมาก
——————————
เดจาวู- ภูมิปัญญาทางการเมือง : ปัญญาชน VS ภูมิปัญญาชาวบ้าน ?
ตนเป็นที่พึ่งของตน
เปลี่ยนตัวเอง และประชาชน ต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยของพฤติกรรม ทางการเมือง
ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นตัวของตัวเอง….
 
"ภูมิปัญญา" เป็นคำที่ใช้กันในหมู่นักการศึกษามานานแล้ว(และมีหลากหลายกลุ่มที่ร่วมผลิตคำนี้ ) ส่วนคำว่า "ภูมิปัญญาชาวบ้าน" หรือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" หรือ "ภูมิปัญญาไทย" มีผู้สนใจพูดถึงกันมากขึ้นเมื่อทศวรรษที่ผ่านมานี้ ทั้งองค์กรภาครัฐ (GO) และองค์กรภาคเอกชน(NGO)
การเข้าใจเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมของชาวบ้าน และทำให้เข้าใจภาพรวมวัฒนธรรม ของชาติได้ ดังนั้นเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ ในเบื้องต้นเสียก่อนว่าภูมิปัญญาชาวบ้านคืออะไร สำคัญอย่างไร และมีแนวทางวิธีการศึกษา
และส่งเสริม เผยแพร่อย่างไร
ภูมิปัญญาคืออะไร
            ภูมิปัญญา (Wisdom) หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular wisdom) หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) ก็เรียก หมายถึง พื้นเพ รากฐาน ของความรู้ของชาวบ้าน หรือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้ และมีประสบการณ์สืบต่อกันมาทั้งทางตรง คือประสบการณ์ด้วย
ตนเอง หรือทางอ้อม ซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่ หรือความรู้สะสมที่สืบต่อกันมา
            กล่าวอีกในหนึ่งได้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดได้เอง ที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นสติปัญญา เป็นองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้าน ทั้งกว้าง ทั้งลึก ที่ชาวบ้านสามารถคิดเอง ทำเอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหา การดำเนินวิถีชีวิต ได้ในท้องถิ่น
อย่างสมสมัย
            ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสมการเรียนรู้มา เป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเชื่อมโยงกันไปหมดในทุกสาขาวิทยา ไม่แยกเป็นวิชาๆ แบบที่เราเรียน ฉะนั้นวิชาเกี่ยวกับเศรษฐกิจอาชีพความเป็นอยู่ เกี่ยวกับการใช้จ่าย เกี่ยวกับการศึกษาวัฒนธรรมนั้น จะผสมกลมกลืนเชื่อมโยงกันหมด
            ภูมิปัญญามี 2 ลักษณะคือ
                  1. ลักษณะที่เป็นนามธรรม เป็นโลกทัศน์ชีวทัศน์ เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คุณค่าและความหมายของทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน
                  2. ลักษณะที่เป็นรูปธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น การทำมาหากิน การเกษตร หัตถกรรม ศิลปดนตรี และอื่น ๆ
 
"ชาติไทย" ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า (โสภา ชานะมูล)
ปัจจุบันเป็นยุคแห่งสื่อ ถ้ามีคำหนึ่งซึ่งนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ชอบใช้บ่อยๆ คำนั้นก็จะมีชีวิตขึ้นมา ทุกครั้งที่มันถูกใช้ในบทความหนึ่ง ความหมายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย นักเขียนสมัยนี้จึงไม่ใช่หยิบจับแต่ละคำมา โดยอ้างอิงแค่พจนานุกรม แต่ยังต้องเข้าใจความหมายในเชิง
บริบททางสังคมด้วย ปัจจุบันนักนิรุกติศาสตร์คงไม่ต้องลำบากลำบนค้นหาต้นกำเนิดคำจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพียงแค่ศึกษา "ชีวิต" ของคำยอดฮิต ผ่านหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ แค่นั้นก็เรียนรู้อะไรได้หลายแล้ว
คำที่เราสนใจมากๆ เลยก็คือ "ปัญญาชน" (intelligentsia) ใครคือปัญญาชน ต้องมี requisite แค่ไหน ระดับการศึกษาละ คนทำงานศิลปะควรถูกจัดว่าเป็นปัญญาชนหรือเปล่า
 
อ่าน "ชาติไทย" ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า จบก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์โสภาใช้นิยามข้อไหนมากำหนดว่าใครเป็น หรือไม่เป็นปัญญาชน อย่างแรกต้องชมอาจารย์ ที่มีความเป็นกลางพอจะรวบรวมมาหมดตั้งแต่ปัญญาชนหัวก้าวหน้า อนุรักษนิยม กระทั่งบางบทยังพูดถึงปัญญาชน
ทหาร สรุปคือ ใครที่ออกมาแสดงความคิดทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ ก็คงจัดเป็นปัญญาชนได้ทั้งนั้น ซึ่งก็ไม่แปลก เอาเข้าจริง เมื่อก่อนอาจไม่ได้มีนิตยสาร หนังสือพิมพ์เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองเหมือนสมัยนี้
อาจารย์โสภาไม่ได้แบ่งปัญญาชนตามระดับการศึกษา นักคิดที่ถูกยกมาใน "ชาติไทย" ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า ไม่ได้จบสูง หรือจบเมืองนอกเมืองนา มองในแง่ดีก็คือพวกเขาถูกประเมิณด้วยคุณวุฒิ ไม่ใช่เพียงวุฒิการศึกษา แต่ปัจจุบันยังจะยึดหลักอะไรแบบนี้ได้อยู่หรือเปล่า เพราะ
คนไทยรู้สึกว่าปัญญาชนไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูง เพียงแค่ขยันออกมาพูดอะไรในที่สาธารณะ ก็เลยเกิดเป็นค่านิยมขำๆ คือยกย่องคนที่การศึกษาไม่ค่อยสูง แต่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นอยู่เป็นประจำ และ(เหมือนกับ)รู้อะไรดีกว่าคนปกติ
ต้องเข้าใจว่าห้าสิบปีโลกมันเปลี่ยนแปลงไปไหนต่อไหน ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นไม่ได้อีกแล้ว จะมีอัศวินม้าขาวผู้อยู่ดีๆ ค้นพบสูตรลับ หรือยาวิเศษด้วยตัวเอง เดี๋ยวนี้การค้นพบทุกอย่างออกมาจากหลังรั้วมหาวิทยาลัย คนสาธารณะบางคน ถ้าเขามีชีวิตอยู่เมื่อสมัยก่อนอาจถูกเรียกได้ว่าเป็น "
ปัญญาชน" แต่ในสมัยนี้เรายังควรยกย่องเขาด้วยคำคำนี้หรือเปล่า ค่านิยมเช่นนี้ส่งผลได้ ผลเสียอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง คนทุกคนมีสิทธิพูดจู่โจมระบบทุนนิยม และตีความมันไปต่างๆ นานา (ยิ่งในโลกปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วย "เวที" เสียด้วย) แต่ปัญญาชนซึ่งสังคมควรจะรับฟังคือใครกันแน่
ไม่มีคำตอบง่ายๆ นะครับ คำถามนี้
 
 
ครับคำถามน่าสนใจ มีอีกมาก เช่น คนที่ได้รับ วุฒิการศึกษา ดร. ถือว่าเป็นปัญญาชน ไหม?
———————————-
– อรรคพล เคยอ่านบทความของโสภา เรื่องนี้ด้วยครับ
ลัทธิปฏิปักษ์(ต่อ)ปัญญาชน (anti-intellectualism)
en.wikipedia.org/wiki/Anti-intellectualism
———————————————————————————————————————-
ระวัง รัฐประหาร!!!
 "บทความที่ไม่มีชื่อ"
"จะผิดหรือจะถูก จำเป็นหรือไม่จำเป็น สมควรหรือไม่สมควรก็ตาม สิ่งที่ทำไปแล้วก็คือสิ่งที่ทำไปแล้ว ปัญหาคือจะประคองสิ่งที่ทำไปแล้วให้ออกมาเป็นผลดีที่สุดได้อย่างไร"
http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/peaked.html
—————————
บางคนเสนอคำว่า“โพสต์-รัฐประหาร”  บางคนเชื่อ โหรวารินทร์ ทำนายสถานการณ์….
——————————-
ทักษิณ ชินวัตร ความยุติธรรม, พระบารมี และ…ราชประชาสมาสัย ! (ตอนที่ 2)
 
“แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น”
      
       คำว่า “ราชประชาสมาสัย” หรือ “ลัทธิราชประชาสมาสัย” ไม่ได้มีความหมายแค่มุ่งหวังอาศัยพระบารมีขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของนักโทษทุกคนที่จะทำได้หลังศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษประหาร ส่วนจะได้รับพระ
เมตตาหรือไม่ก็เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ฉบับ 2550 ปัจจุบันอยู่ที่มาตรา 191 ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาเข้าชื่อกันทำแทนตามที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนกำลังคิดกันอยู่
      
       การพูดประโยคข้างต้นของคุณทักษิณ ชินวัตร โปรดสังเกตคำว่า “หรือ” ที่ผมจงใจขีดเส้นใต้ไว้
      
       ผมมิบังอาจตีความ แต่เชื่อว่าคงใจเดียวกันกับพี่น้องผู้อ่านทั้งหลาย
      
       นี่ไม่ใช่ราชประชาสมาสัย !
      
       ราชประชาสมาสัยมีรากฐานทางปรัชญาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกก็คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคอลัมน์ “ปัญหาประจำวัน” ในนสพ.สยามรัฐ ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2514 และมาขยายความอีกครั้งในบทสนทนา “การเมืองไทย” กับท่านอาจารย์
เสน่ห์ จามริก และท่านอาจารย์ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ บันทึกอยู่ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2515 หน้า 39 – 45
      
       “การปกครองแบบราชประชาสมาสัย คือให้พระมหากษัตริย์กับประชาชนร่วมกันปกครองแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่แล้ว
มา พระมหากษัตริย์กับประชาชนในเมืองไทยนั้นไม่เป็นภัยต่อกัน มีแต่ความรักต่อกัน และมีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อกันและกันมาโดยตลอด ถ้าหากว่าพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์ได้ร่วมกันปกครองแผ่นดินด้วยความรัก และอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน ดังที่ได้มีมาแล้วโดยตลอดนั้น
ผู้เขียนก็มีความหวังว่าแผ่นดินไทยของเรานี้จะเป็นแผ่นดินแห่งความสันติและความเจริญในทุกทางดังที่คนทั่วไปปรารถนา”
      
       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / 11 ธันวาคม 2514
      
       ท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช นำมาประยุกต์เป็นข้อเสนอการออกแบบโครงสร้างของวุฒิสภาขณะเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2516 ในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ.สยามรัฐ
      
       คุณสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวนำประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะร่วมสร้างการเมืองใหม่ตามแนวทางนี้ ภายใต้เข็มมุ่ง “ถวายคืนพระราชอำนาจฯ” เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548
 
 
 
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130228
ความเป็นมาของไอเดีย "ราชประชาสมาสัย"
(12 กุมภาพันธ์ 2550)
ถ้าจำไม่ผิด หลัง 17 พฤษภา ไม่นาน เกษียร เคยเขียนบทความใน ผู้จัดการ อธิบายแนวคิด "ราชประชาสมาสัย" บทความเกษียรน่าจะรวมอยู่ในหนังสือรวมบทความเล่มใดเล่มหนึ่งของเขา เข้าใจว่า เกษียรแปลคำว่า "ราชประชาสมาสัย" เป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย
——————————————————————————————–
ในความเป็นจริง รัฐบาลหลวงพิบูล ต้องการ เปลี่ยนทุกคน และ ทุกอย่างให้เป็นไทย ทั้งหมด? ในการเปลี่ยน "นามประเทศ" จากสยามเป็นไทย
ส่วนประธานาธิบดี ‘บารัก โอบามา’
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14367
มีสุนทรพจน์แห่งชัยชนะของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
http://prachatai.com/05web/th/home/14386
———————————————————————
โดยเน้นคำว่า "CHANGE"
บารัก โอบามา ใช้โลโก้ CHANGE โฆษณาหาเสียงจนสร้างประวัติศาสตร์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
คนอเมริกันต้องการ "เปลี่ยนแปลง" จึงลงคะแนนเลือกหนุ่มผิวสีคนนี้ชนิดถล่มทลายม้วนเดียวจบ
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNVEE0TVRFMU1RPT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBd09DMHhNUzB3T0E9PQ==
Election is turning point, to a point
Post-election: What’s changed, what’s stayed the same
Galston and Kristol see 2008 as turning point, to a point
By Ruth Walker
Special to the Harvard News Office
 
สังคมศาสตร์ วารสารทางวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 12 ฉบับที่ 2/2543 ในเล่มเดียวกันนี้ มีบทความน่าสนใจมากมาย ทั้งสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ส่วนบทความของ วารุณี ภูริสินสิทธิ์ เรื่อง"ความเป็นผู้หญิงในสังคมไทย" ก็กล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงไทย ทั้งเรื่อง
ผู้หญิง คือ แม่พิมพ์ของชาติ เพราะว่า แม่พิมพ์ของ ลูก ถ้าแม่ดีลูกก็จะเป็นคนดี ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยสร้างชาติ "การสร้างชาติ ก็คงสำเหร็ดไม่ได้(สำเร็จ-ภาษาไทยยุคจอมพล ป.) ถ้าขาดผู้หญิง เพราะหยิงเป็นแม่ เมื่อมีลูก ลูกก็ย่อมเป็นไปตามแม่….หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งที่ว่าผู้หญิงเป็นแม่พิมพ์
ในการสร้างชาติ ฯลฯ….
ยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น ผู้หญิงกลายเป็นดอกไม้ของชาติ และผู้หญิงถูกบอกว่าต้องรู้จักแต่งกาย ให้สวยงามทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากเป็นดอกไม้ของชาติ แล้ว เมียยังเปนเพสที่อ่อนแอ ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนหวาน  เพราะฉะนั้นส่งเสริมแต่งกายเพื่ออารยะชาติ และประกวดนาง
งาม(นางสาวสยาม-นางสาวไทย) จัดประกวดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2477 ในงานวันฉลองรัฐธรรมนูญ โดยกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้จัด และใช้เวทีประกวดเพื่อสนับสนุนนโยบายบริหารงานของรัฐ เป็นต้น
ผมคงไม่สามารถมีแฟนเป็นนางงามสาวไทย หรอกครับ และถ้าคุณรักเธอ(หรือsomebody)+รักชาติ= รักชาติ+รักเธอ ร่วมเปลี่ยนแปลงชาติ!!!
ผลประกวดนางสาวไทย เพิ่งออกมาวันนี้เอง
—————————————————————————-
คุณรักเธอ+รักชาติ= รักชาติ+รักเธอ
———————————————————————————————————————————————-
Comrades , almost a love story เถียนมีมี่ 3650 วัน….รักเธอคนเดียว
ลองมาดูคำแปลของเพลงนี้ครับ
 เถียนมี่มี่…….หวานฉ่ำ 
เถียนมี่มี่ หนี่เซี่ยวเตอเถียนมี่มี่
(คุณยิ้มหวานเหลือเกิน)
ห่าวเซี่ยงฮวาเอ๋อร์ไคไจ้ชุนเฟิงหลี่…ไคไจ้ชุนเฟิงหลี่
(ราวกับดอกไม้ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ)
ไจ้หนาหลี่…ไจ้หนาหลี่เจี้ยนกั้วหนี่
(เคยเห็นที่ไหนนะ…ที่ไหนกันที่เคยพบคุณ)
หนี่เตอเซี่ยวหรงเจ้อร์ยั่งโสวซี
(รอยยิ้มของคุณช่างคุ้นตา)
หว่ออี้สือเสี่ยงปู้ฉี่
(คิดเท่าใดก็คิดไม่ออก)
อา…ไจ้เมิ่งหลี่
(อา…ในฝันนี่เอง)
เมิ่งหลี่ เมิ่งหลี่ เจี้ยนกั้วหนี่
(ในฝัน ในฝันที่เคบพบคุณ)
เถียนมี่ เซี่ยวเตอตัวเถียนมี่
(หวานฉ่ำ ยิ้มได้หวานยิ่งนัก)
ซื่อหนี่ ซื่อหนี่ เมิ่งเจี้ยนเตอจิ้วซื่อหนี่
(เป็นคุณ เป็นคุณ ในฝันเป็นคุณนี่เอง)
 
เมื่อต้องมาแสวงโชคในสถานที่แปลกใหม่ ผู้คนแปลกหน้า สำเนียงภาษา
แตกต่าง ความเหงาเปลี่ยวดายมักจะเข้ามาทักทายอยู่เสมอ อยากมีแม้
เพียงซักคนเป็นเพื่อนพูดคุยข้างกาย อยากมีแม้เพียงสักคนที่จะสามารถ
เป็นที่ปรึกษาปัญหาและเป็นกำลังใจให้ในยามท้อ และดีใจที่ใครคน
นั้น…..คือเธอ…..
http://www.dvd4u.biz/catalog.php?idp=294&page=3
 
ลองฟังเพลง เถียนมีมี่ ผมเอามาจากบล็อก ที่โปรย หัวว่า "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด..พรุ่งนี้จะได้มีความทรงจำที่ดีดีเก็บไว้ให้ระลึกถึง…"
 
แด่ความทรงจำดีดี กับอากู๋เม้ง
ขณะภาพปรากฎการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" นี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้กัน (Conjunction of Moon, Venus and Jupiter) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยดาวศุกร์ และดาว
พฤหัสบดีอยู่ห่างกันเพียง 2 องศา และดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยว หันด้านมืดเข้าหาดาวเคราะห์ทั้งสองพอดี ทั้งนี้ดาวศุกร์จะสว่างกว่าดาวพฤหัสบดีและอยู่เยื้องต่ำกว่าเล็กน้อย
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000142101
 
ฮือฮาทั่วเมืองปรากฏการณ์ดาวยิ้ม
เอิร์ธชายน์-อีก 44 ปีถึงมีอีก
 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. เกิดปรากฏการณ์เอิร์ธ ชายน์ (Earth shine) บนท้องฟ้าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นดาวศุกร์อยู่เคียงกับดาวพฤหัสบดี มองใกล้กันเพียง 2 องศาในระยะบนท้องฟ้า และมีดวงจันทร์ขึ้น 3 ค่ำ อยู่ข้างล่างดาวทั้ง สองดวง ห่างดาว เพียง 2 องศาในระยะท้องฟ้า เมื่อมองขึ้นไปแล้ว จะดูเหมือนหน้าคนกำลังยิ้ม
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_newsonline.php?newsid=TVRJeU9ERXpNRFkwTUE9PQ==
 
———–
พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
หากแต่จัดเป็นครั้งคราวตามที่กระทรวงกลาโหมหรือกองทัพบกจะกำหนด ปรากฏมีบันทึกว่า พิธีนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2496 สมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจัดให้มีขึ้น เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษา
พระองค์ฯ (ร.1 รอ.)  ….
 
8C%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%
B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%
E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C
 
-การสวนสนามเพื่อแสดงความจงรักภักดี
ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้กองทัพภาคที่ ๑ จัดงานวันราชวัลลภขึ้น และจัดให้มี การสวนสนามของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่พระลานพระราชวัง ดุสิต ในพิธีครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เป็นองค์ประธาน  และได้จัดให้มีการสวนสนามเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครั้นในปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือน ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป จนถึง เดือน มกราคม ๒๕๐๔ จึงได้
เสด็จนิวัตพระนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัตพระนคร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัตพระนคร รัฐบาลได้จัดพิธีสวนสนาม เฉลิมพระเกียรติ วันพระบารมีปกเกล้า ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๔

ในโอกาสนี้ กระทรวงกลาโหม จึงได้จัดให้มีการสวนสนาม เพื่อเฉลิมพระเกียรติขึ้น เรียกว่า "วันพระบารมีปกเกล้า" ในวันที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ และในปีเดียวกันนี้  นายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ในโอกาสเสด็จนิวัตพระนคร เป็นความปลื้มปิติของประชาชนทั่วไป จึงมอบ
หมายให้ กองทัพภาคที่ ๑ โดยกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ จัดพิธี ถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในวันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาใน ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ รวม ๘ กองพัน และในปีต่อมา มีหน่วยทหารรักษาพระองค์เข้าร่วมพิธี ๑๓
กองพัน ดังปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนาม และทรงรับการเคารพ จากกองกำลังของทหารประเทศภาคี สปอ. ที่เข้ามาร่วมฝึก "ธนะรัชต์" เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการสวนสนาม แสดงกำลังและความพร้อมของทหารประเทศภาคีสนธิสัญญา ป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เข้ามาร่วมการฝึก "ธนะรัชต์"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ทหารและตำรวจ ในการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทย เนื่องในพระราชพิธีรัชดาภิเษก ณ ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๔ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๔
กระทรวงกลาโหม ได้จัดพิธีสวนสนาม แสดงแสนยานุภาพ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีรัชดาภิเษก ครบรอบปีที่ ๒๕ แห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สำหรับพิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทยครั้งสำคัญ จัดขึ้นในวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๙  เพื่อเฉลิมพระเกียรติในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี
 
ดูตัวอย่างภาพจากหนังสือเก่า : การสวนสนามในวันกองทัพบก และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
http://www.oknation.net/blog/surasakc/2007/12/19/entry-1
การที่กองทัพบกเสนอวันที่ ๒๘ กรกฎาคม เป็นวันกองทัพบกในครั้งนั้น เนื่องจากวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นวันที่กองทัพไทยได้ฉลองชัยชนะกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๔ สภากองทัพบกพิจารณาเห็นว่า ควรเลือกวันที่มีความสำคัญที่เป็นเกียรติประวัติในทางตำนานและประวัติศาสตร์ของชาติเป็นวันกองทัพบก ในที่สุด กองทัพบกได้กำหนดให้วันที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี เมื่อวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ เป็นวันที่ระลึกสำหรับกองทัพบก
http://www.rta.mi.th/history/jan_25.htm
 
-วันที่ 2————————————————————-
 
ผมกลับมาจากการเดินทาง แล้วป่วยเป็นไข้ สมองไม่ค่อยทำงาน ยังดีที่เห็นดาวยิ้ม มีKey Words หลายคำ สะท้อน จากงานเขียนถึงภาพยนตร์ของคนที่เขียน ซึ่งผมเอามานำเสนอ น่ะครับ เช่น ครอบครัว,ความรัก, รัฐในชีวิต จิตใจของคนเราเอง
ชึ่งผมอยู่ในประเทศสยามเมืองยิ้มมีอากาศหนาวเย็น และน้ำท่วมบางแห่ง แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอย่างไร? คนอายุ 30 ขึ้นไป ยอมรับ โดยตอบว่า แก่!!!(บางคนบอกว่า เขามีSpirit เด็กตลอดกาล)
เด็ก คงตอบง่ายๆ ว่า โตขึ้น !!! ผมมีเรื่องบังเอิญๆ จากการเดินทางที่ผ่านมา ยังไม่ได้เล่าให้อ่านกัน คงต้องทบทวนสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ จากยุบพรรค การเมือง-ปิดสนามบิน ระวังวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะเราอยู่กับทุนนิยมโลก!
 
เราเคยอยากเป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวที่ 5  แต่เสือตัวที่ 5 หายไปไหน ???
 … เอเชียหรือ Asian Tiger Economy และเรียกประเทศไทยว่า เป็นเสือตัวที่5…หายไปแล้ว?
The term Four Asian Tigers or East Asian Tigers refers to the economies of South Korea, Hong Kong, Singapore, and Taiwan. These regions were noted for maintaining high growth rates and rapid industrialization
between the early 1960s and 1990s. In the early 21st century, with the original four Tigers at fully developed status, attention has increasingly shifted to other Asian economies which are experiencing rapid economic
transformation at the present time.
 
 ถ้าสนใจเรื่องราววิกฤติต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ ก็หนังสือ  โศกนาฎกรรมสยาม : การพัฒนาและการแตกสลาย ของสังคมไทยสมัยใหม่ โดยวอลเดน เบลโล, เชียร์ คันนิงแฮมและลี …..กล่าวถึง บทที่ 1 บทนำ : สำรวจการล่มสลายของเศรษฐกิจไทยว่า "(นับ)เป็นความโชคร้ายที่เราได้สูญเสียความ
เป็นตัวของตัวเอง และสิทธิที่จะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหัพภาคของประเทศไปแล้ว…"ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกฯ ตอบคำถามในการให้สัมภาษณ์เรื่อง Relation with IMF….
แน่นอนว่า ตอนนั้น วิกฤติเศรษฐกิจไทย มีผลต่อการถูกขนานนาม ว่า เสือตัวที่ 5 แห่งภูมิภาคเอเชีย อย่างมาก และเขาเคยพูดถึงในหนังสือ Deglobalization: แม้จะถือว่านิกส์ เป็นเสือ เพราะเป็นพ่อค้า ที่แข็งแรง และดุร้าย แต่คำอุปมานี้ก็มีแง่ลบ เพราะเสืออยู่ในป่า  อยู่ในกฏของป่า และ
มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ…ซึ่งเสือต้องถูกควบคุมโดยมีคนนั่งคุมบังเหียน คือ อเมริกา (World Bank, IMF) ที่มีความต้องการเป็นเจ้าโลก
ลองอ่านข้อมูลเว็บของเขา
He has also played a leading role as an environmentalist, and is former chairman of the board of Greenpeace Southeast Asia. His 1998 book A Siamese Tragedy, documenting the environmental destruction of
Thailand, became a bestseller there and won praise from former Thai Prime Minister Anand Oanyarachun. It received the Chancellor’s Award for best book from the University of the Philippines in 2000.
 
ผลงาน
-Dark Victory: The United States and Global Poverty (1999), Global Finance: Thinking on Regulating Speculative Capital Markets (2000)
-The Future in the Balance: Essays on Globalisation and Resistance (2001
-A Siamese Tragedy: Development and Disintegration in Modern Thailand
-มังกรกำสรวล : วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ของเอเชีย เล่ม 1-2. โดย, วอลเดน เบล โล และสเตฟานี โรเซนเฟลด์/ กรรณิการ์ พรมเสาร์ : แปล
Dragons in Distress : Asia’s Miracle Economy in Crisis
 
เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ได้รับสมญานามว่าเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ก็เพราะสามารถโจนทะยานทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ปาฏิหาริย์แห่งความสำเร็จในนโยบายเศรษฐกิจทำให้หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งไทยหันมามองสามประเทศนี้ด้วยความชื่นชมและปรารถนาจะเอาเป็น
แบบอย่างมังกรกำสรวลเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่พยายามอธิบาย “ความสำเร็จ” ในทางเศรษฐกิจของเสือทั้งสามตัวนี้ แต่ต่างจากหนังสือในทำนองเดียวกันตรงที่การพยายามมองไปถึงมุมมองของการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่แลกกับกำไรของความสำเร็จที่มีรากฐานอันเปราะบาง โดย
เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
-Deglobalization: Ideas for a New World Economy
 
 
การเตือนสัญญาณวิกฤติจากอเมริกา
-มูลบทว่าด้วยการหลอมละลายที่วอลล์สตรีท
 
-ลองฟังเพลงAcross the Universeนี้ มีแรงบันดาลใจ เกือบคล้ายเพลง yesterdays ตรงที่เริ่มจากการนอน แต่ว่าไม่ได้ฝัน……..เพื่อสบายใจ ครับ
 ลองฟังเพลง Across the Universe
 
 ———————————————
116 วันจากวันแม่สู่วันพ่อสร้างสามัคคี
 
สนามศุภชลาศัย 3 ธ.ค.-นายโอฬารไชยประวัติ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ จากวันแม่สู่วันพ่อ 116 วันสร้างสามัคคี
 
http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTY3NzgzJm50eXBlPXRleHQ=
————————-
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการ
เปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่
แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%
E0%B8%B4
—————————————–
วันต้นไม้ประจำปีของชาติ เคยเป็นวันที่ 24 มิถุนายน 2498
ต่อมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 ได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ
 
วันสิ่งแวดล้อมไทย
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒ ณ ศาลา ดุสิดาลัย พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา มีใจความตอนหนึ่งว่า
วันก่อนนี้เราพูดถึงปัญหาว่า เมืองไทยนี้อีกหน่อยจะแห้ง ไม่มีน้ำเหลือจะต้องไปซื้อน้ำจากต่างประเทศซึ่งก็อาจเป็นได้ จากพระราชดำรัสของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ประชาชนชาวไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ให้กำหนดวันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการให้ความร่วมมือ
ในการดำเนินการด้วย
(สมัยนายกรัฐมนตรี: พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (พ.ศ. 2531-2534))
http://news.sanook.com/scoop/scoop_60524.php
http://www.sirikitdam.egat.com/days/12december/0312.html
ดูเพิ่มเติม ประวัติพรรคชาติไทย-ยุบพรรค ใน http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%
B8%A2
ดูเพิ่มเติม ประวัติ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%
B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93
 
ต่อมาพ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) – ขณะที่ไทยประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ใจความว่า การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง
http://th.wikipedia.org/wiki/4_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1
Thai king misses birthday speech 
Thailand’s King Bhumibol Adulyadej has not been able to give his traditional speech to the nation on the eve of his 81st birthday.
…..This is the first time in his 62-year reign that the king – the longest-serving monarch in the world – has not given the address.
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7764552.stm
 
—————–
 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s