Next-อยู่รอด ปลอดภัย

วันที่ 1 พฤศจิกายน
 
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์
วิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์" กับ "ต้มยำกุ้ง" ตอน ความเหมือนที่แตกต่าง
 
ทบทวน อดีต วันที่ 25-31 ตุลาคม ที่ผ่านมา กับขอบเจตจำกัดของภาษา
 
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ชี้ “ข่าวสด” แปลพระราชดำรัสพระเทพฯ ถูกตามตัวอักษร แต่ความหมายคลาดเคลื่อน ยืนยันทรงปรีชาสามารถด้านภาษาศาสตร์ คงไม่ใช้ภาษาผิดแน่ และคงไม่ทรงมุ่งหวังให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองเช่นกัน
คำว่า “for” ในภาษาอังกฤษที่ทรงใช้นั้น เป็น preposition คือ บุรพบท ภาษาไทยมักแปลว่า “เพื่อ” หรือ “สำหรับ” เพราะฉะนั้น ที่ ข่าวสด แปล “they do things for themselves” ว่า “พวกเขาดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง” นั้น จึงถูกต้อง แต่ถูกเพียงตามตัวหนังสือ ไม่อยู่ในบริบทของการสัมภาษณ์ เมื่อไม่อยู่ในบริบท ก็ทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป
      
       บริบทของการสัมภาษณ์นั้น เริ่มและอยู่ตรงที่คำกราบบังคมทูลถามของผู้สื่อข่าวฝรั่ง ผู้สื่อข่าวฝรั่งกราบบังคมทูล ถามว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับผู้ประท้วง ซึ่งบอกว่า เขากำลังกระทำ ในนามของสถาบันพระมหากษัตริย์ (whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.)
      
       พึงสังเกตด้วยว่า คำว่า “on behalf of” หรือ “in behalf of” ที่แปลว่า “ในนามของ” นั้น หมายความว่า ผู้ทำ ทำในฐานะเป็นผู้แทนของผู้ใดผู้หนึ่ง หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้นั้นให้ทำ การกราบบังคมทูลถามของผู้สื่อข่าวฝรั่ง จึงกระทำโดยเจตนา เพื่อให้ทรงยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ มอบหมายให้กลุ่มพันธมิตรฯประท้วงหรือไม่ และให้ทรงตอบว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ ที่ผู้ประท้วงบอกเช่นนั้น
      
       ส่วนคำว่า “for” นั้น ก็ไม่ได้แปลว่า “เพื่อ” หรือ “สำหรับ” เท่านั้น แต่ยังแปลว่า “on behalf of” หรือ “in behalf of” คือ แปลว่า “ในนามของ” ได้ด้วย โปรดดู Webster"s New Collegiate Dictionary เล่มของผมอาจจะไม่ new (ใหม่) นัก เพราะพิมพ์และใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959 (พ.ศ.2502) เพราะฉะนั้น จะดูเล่มอื่นก็ได้ เช่น Random House Unabridged Dictionary เล่มพิมพ์ปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) หรือ Merriam-Webster On-line Dictionary ที่ผมเพิ่งเปิดดูในอินเตอร์เน็ตเมื่อคืนวันที่เขียนนี้ (ศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551)
      
       เพราะฉะนั้น พระราชดำรัสตอบที่ว่า “I don"t think so. They do things for themselves.” จึงเป็นการตอบปฏิเสธ ที่อยู่ในบริบทของการสัมภาษณ์ ตรงคำถามที่เขากราบบังคมทูลถาม คำแปลพระราชดำรัสตอบจึงควรจะเป็น “ฉันไม่คิดอย่างนั้น เขาทำของเขาเอง” คือ ไม่ทรงคิดว่าผู้ประท้วงทำในนามของสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือทำในฐานะเป็นผู้แทนของสถาบัน หรือได้รับมอบหมายจากสถาบัน….
       
      
 
อดีต-
-ม็อบต้านคมช.โผล่ขอนแก่น
 เมื่อเวลา 11.00 น.ของวันเดียวกัน ที่อนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สวนสาธารณะรัชดา เทศบาลนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) และสหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.) ประมาณ 30 คน รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ คมช.ยกเลิกกฎอัยการศึกจังหวัดที่เหลือ 35 จังหวัดทั่วประเทศ และแสดงจุดยืนไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับเผ็ดจการ คมช.
 นอกจากนี้ กลุ่มดังกล่าวยังได้แจกแถลงการณ์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งโชว์ป้ายข้อความให้ยกเลิกกฎอัยการศึกและกดดันให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช.และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังเผากฎอัยการศึกและขู่จะทำลายอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ โดยอ้างว่าเป็นบิดาแห่งการเผด็จการ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนพอสมควร
 นายพิชิต พิทักษ์ แกนนำกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) กล่าวว่า เป็นเวลา 6 เดือน ที่กลุ่มเผด็จการทหาร คมช.ได้ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าปล้นชิงประเทศไทยมาจากประชาชน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นอกจากจะไม่สามารถตอบข้ออ้างต่างๆ ในการเขายึดอำนาจในครั้งนั้นได้แล้ว ที่ผ่านมายังล้มเหลวและผิดพลาดในการบริหารประเทศในหลายด้าน แต่ก็ไม่มีใครสามารถตรวจสอบและทวงถามความรับผิดชอบใดๆ ได้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
 นายพิชิต ยังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 17-19 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้จะเป็นวันครบ 15 ปี พฤษภาทมิฬ ทางกลุ่มจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยจะเดินทางไปสมทบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่กรุงเทพฯ เพื่อกดดัน คมช.และรัฐบาลอีกครั้ง ในส่วนภูมิภาคนั้นหากยังไม่ได้รับพิจารณาหรือถูกเพิกเฉยจากคนที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการทำลายอนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ ที่สวนสาธารณะรัชดาแห่งนี้ เพราะเห็นว่าจอมพลสฤษดิ์เป็นบิดาแห่งเผด็จการทั้งปวง
 ก่อนหน้านี้ กลุ่มมวลชนต่อต้านรัฐประหารหลายกลุ่มได้ออกมาเคลื่อนไหวที่กรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ โดยเรียกร้องให้ประชาชนได้ตระหนักถึงอำนาจที่จะเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว พร้อมทั้งนัดหมายชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
 
แม้วสั่งทัพเสื้อแดงยึดทำเนียบฯ ซ้อมใหญ่25ต.ค.งานจริง1พ.ย.
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่าความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกาฯ พิพากษาในคดีที่ดินรัชดาฯ ให้จำคุก 2 ปี โดย พ.ต.ท.ทักษิณออกแถลงการณ์ชี้แจงผ่านสื่อต่างประเทศและเตรียมโทรศัพท์สายตรงจากประเทศอังกฤษ มาในรายการ "ความจริงวันนี้" ทางช่องเอ็นบีที ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนั้น ล่าสุดเริ่มมีความเคลื่อนไหวในส่วนของแกนนำพรรคพลังประชาชนที่มีความใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งได้รับสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณให้เคลื่อนไหวในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมมวลชนเข้ามาชุมนุมใน กทม.เพื่อแสดงพลัง ทั้งในส่วนของการจัดชุมนุมต่อต้านการรัฐประหาร ที่กลุ่ม นปช.จัดเวทีในวันที่ 25 ตุลาคม ที่ท้องสนามหลวง และที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ 
 
จากยุคพรรคไทยรักไทย มีอำนาจทางการเมือง ทำให้มีคนเสนอว่า เปลี่ยนเป็นไทยรักพม่า เพราะมีหนังสือ ไทยรบพม่า เป็นวรรณกรรมที่บอกเล่าเหตุการณ์สงครามระหว่างไทยกับพม่าซึ่งเกิดขึ้น ตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมาจนกระทั้งถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้น ..
.
(ปาฐกถาพิเศษเนี่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี 8888 ?ไทยรักพม่า? โดย ศาสตราจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา)
 
"กูจะไม่ยอมเป็นเหมือนปรีดี" หรือ กูไม่อยากเป็นเหมือนปรีดี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย กล่าวในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของตนเอง 31 กรกฏาคม 2551(ข้อมูลจากมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 1461 [15-21 ส.ค. 2551]และนสพ.อ่างแก้ว มช.ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๔ วันที่ ๑๖-๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑) และยุคพรรคพลังประชาชน ก็มีไทยรบเขมร!!! ต่อไป จะมีไทยรบไทย ? หรือ สงครามประชาชน ? น่าจะ เปลี่ยนเป็น พลังประชาชนรักประชาชน น่ะครับ
 
"…ชัยชนะแห่งสันติภาพนั้น มิได้มีชื่อเสียงบันลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่ อย่างใด…” (จากภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก)
ปกป้องโลก หรือเปลี่ยนแปลงโลก
คุณเปลี่ยนใจเก็บรักนั้น ไว้ในความทรงจำหรือไม่
– Next Stations "VICTORY MONUMENT"
 
สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ไทยเราเองมีอนุสาวรีย์  2-3 แห่ง  ที่มีไว้เชิดชูชัยชนะและความรักชาติ    โดยกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความขมขื่นที่ไทยได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันที่สังกัดชาติเพื่อนบ้าน   การเฉลิมฉลองที่กระทำกันทุกปีจึงมีหน้าที่ตอกย้ำความหลงชาติไทย    ในขณะที่ลบเลือนหลงลืมทุกข์ของมนุษย์ด้วยกันในประเทศข้างเคียง
อนุสรณ์ใด  ๆ   จึงมีหน้าที่เพื่อการจดจำและความหลงลืมในเวลาเดียวกัน
โดยปกติ  รัฐต้องการอนุสรณ์และการรำลึกอดีตที่ค้ำจุนภาวะปกติของระบอบการเมืองในปัจจุบัน   ไม่ท้าทายอำนาจและระบอบปกครองที่เป็นอยู่    อนุสรณ์และอดีตที่รัฐสนับสนุนจึงมีขีดจำกัดเห็นกันอยู่ชัด ๆ
แต่ทว่าความหมายของอนุสาวรีย์    อนุสรณ์  และอดีต   กลับสามารถเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลาหรือสามารถตายไปหรือเกิดใหม่ตามความสอดคล้องกับปัจจุบัน    อนุสาวรีย์หลายแห่งจึงยืนโทนโท่อย่างไร้ชีวิต    กลายเป็นแค่ปฏิมากรรมประกอบสวนสาธารณะและม้านั่งยามเย็น    อนุสาวรีย์จำนวนมากในโลกประสบชะตากรรมเช่นนี้…
…..อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่ผู้คนลืมความหมายแรกเริ่มไปหมดแล้วแต่กลับรอดมาถึงปัจจุบันได้เพราะชื่อ   จนกลายเป็นอนุสาวรีย์ที่ไม่มีอดีตแต่กลับมีอนาคตอยู่    อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีผู้กล่าวว่าน่าเกลียด    เป็นกองซีเมนต์มหึมากลางถนน   ซึ่งนำเอาสัญญลักษณ์ต่าง ๆ  มายำใหญ่อย่างไร้รสนิยม    ก็รอดชีวิตและกลับฟื้นความหมายใหม่ได้เพราะชื่อแท้ ๆ   ผู้คนไม่รู้จักอดีตแรกเริ่มของอนุสาวรีย์แห่งนี้สักเท่าไรและไม่สำคัญด้วย    เพราะประชาชนช่วยกันสร้างความหมายใหม่ให้แก่อนุสาวรีย์แห่งนี้แล้ว    กลายเป็นว่ากลับมีพลังและบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยด้วยวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด    คือมหาชนร่วมสร้างมันขึ้นมาใหม่
อนุสาวรีย์ทุกแห่งจึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสถาปนาประวัติศาสตร์ให้แน่นอนตายตัว    เพื่อค้ำจุนอุดมการณ์แห่งชาติ    แต่อนุสาวรีย์ทุกแห่งกลับลื่นไหล   กำกวมพอที่จะหมดความหมายหรือผลิตความหมายใหม่ ๆ  ได้    แม้แต่ที่อัปลักษณ์สับสนอย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็กลับงดงามได้ท่ามกลางคลื่นมหาชนเมื่อ  14  ตุลา  2516  และพฤษภา  2535   โดยไม่สนใจว่ารัฐหรือนักวิชาการ  จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
 
 
คนจะอยู่รอด ปลอดภัย ในท่ามกลาง "อคติ" ทางการเมืองสัตว์พิเศษหรือวิเศษ  คนกับโลก และคนไม่ใช่เทอร์โมมิเตอร์ ที่จะวัดอะไรได้อย่างชัดเจนว่า อากาศร้อนหรือเย็น ตามภาวะวิสัย เพราะว่า คนย่อมเอาความรู้สึกเข้ามาปะปน กับความรู้
จากยุคพรรคไทยรักไทย มีอำนาจทางการเมือง ทำให้มีคนเสนอว่า เปลี่ยนเป็นไทยรักพม่า และยุคพรรคพลังประชาชน ก็มีไทยรบเขมร!!! คำถามต่อไป จะมีไทยรบไทย ? หรือ สงครามประชาชน ? คำถามสุดท้าย น่าจะ เปลี่ยนเป็น พลังประชาชนรักประชาชน น่ะครับ
อำนาจของการลืม และจำเป็นต้อมลืม เพื่อให้เรื่องบางเรื่องจำเข้ากันได้ เช่น ปรีดีไม่เคยขัดแย้งกับ ร.7 อำนาจของการจำ และความจริงจำได้หรือไม่ การบิดเบือนได้ตามแบบเรียน,หนังสือต่างๆ
พฤษภาทมิฬ ไม่มีกระทิงแดง นวพล ลูกเสือชาวบ้าน แต่มีมหาจำลอง ที่เคยร่วมกับกรณี 6 ตุลา และพรมแดนของKing กับทุนนิยม หรือชาตินิยม 2540 โดยเกษียรเสนอไว้ เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย-ประชานิยมไทยรักไทย
 
ปธ.มูลนิธิราชประชาฯชี้รัก"ในหลวง" ให้อยู่บ้าน  
 
เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า วานนี้ (29 ต.ค.) สถานีวิทยุสวท.ชุมพร เอฟเอ็ม 100 ออกอากาศรับฟังได้ทั่วประเทศ ถ่ายทอดเสียงของนายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" ตามโครงการสัมมนา "เวทีเติมหัวใจให้สังคม เชื่อมร้อยใจเครือข่าย จากภูเขาสู่มหานที ครั้งที่ 1 " ที่ศูนย์การประชุมในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซึ่งเครือข่ายอนุรักษ์ใน จ.ชุมพร จัดขึ้น
 
โดยนายดิสธร กล่าวถึงความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันว่า ที่ผ่านมาได้ไปพูดมาแล้ว 19 จังหวัด สำหรับผู้ที่มาฟังในครั้งนี้ไม่ทราบว่าเป็นพรรคพวกไหน จะเป็นฝ่ายพันธมิตร (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) หรือ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ดี ขอเรียนความจริงอันหนึ่งว่า ถ้าทุกคนรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบ หรือไปแสดงพลังที่ไหน
 
"ถ้ารักในหลวงให้อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเองว่า พวกเราต้องขยาย ทำอย่างไรให้เขาทราบว่า เรามีหน้าที่และทำหน้าที่อะไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมอยู่พรรคในหลวง และพรรคนี้ใหญ่โตมาก" นายดิสธรกล่าว
 

 

 
 
สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’ : คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?  
 
 
ชื่อพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งบนหน้าสื่อในสมัยของรัฐบาลไทยรักไทย และได้รับการยอมรับว่าเป็นกุนซือ ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ คนสำคัญของรัฐบาลคิดเร็วทำเร็ว และจากไปเร็วกว่าที่เคยได้รับการคาดหมาย
 
แต่ความช่างคิดใหม่ทำใหม่ของเขานั้น อาจจะเป็นทำนอง ‘เข้าแก๊งไหนหัวหน้าถูกรัฐประหารหมด’ เช่นกัน จากรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ เขาเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ครั้งนั้น ผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลชาติชาย คงไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า รัฐบาลชาติชายถูกรัฐประหารไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เขาหายไปจากแวดวงพักใหญ่ และกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกจดจำไปตราบนานในฐานะเจ้าพ่อประชานิยม และแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก่อนที่ทักษิณจะถูกโค่นอำนาจโดยการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549
 
และถ้าหากจะย้อนไปไกลก่อนที่พันศักดิ์จะโจนเข้าสู่แวดวงการเมือง พันศักดิ์นั้นเคยทำงานสื่อมวลชนอยู่นาน ในฐานะบรรณาธิการนิตยสารวิเคราะหฺการเมือง ‘จัตุรัส’ ช่วงทศวรรษ 1970 และเคยทำงานอยู่ในชายคาสื่อใหญ่อันดับต้นๆ ของเอเชียอย่างเครือผู้จัดการ
 
การเมืองที่ผันผวนทำให้เขาต้องหลบออกนอกประเทศหลายครั้ง และการรัฐประหารครั้งล่าสุด ผลักดันให้เขาไปเดินเล่นเป็นช่างภาพข้างถนนในกรุงลอนดอนเสียหลายเดือน
 
ชื่อของพันศักดิ์ วิญญรัตน์ กลับมาเป็นประเด็นบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย สนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยว่า พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ลูกน้องเก่าของเขากำลังจะทำหน้าที่เป็นเป็นแม่งานสร้างภาพทักษิณ ชินวัตร ในเวทีสื่อต่างประเทศ โดยมุ่งสร้างภาพทักษิณให้กลายเป็นวีรบุรุษของเอเชีย(ฟังวิทยุคลื่นยามเฝ้าแผ่นดินย้อนหลัง)
 
 
…สังคมไทยจะเอาอย่างไรต่อ จะอยู่อย่างไรกับโลกาภิวัตน์ หากที่ผ่านมา กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ปฏิเสธนโยบายของระบอบทักษิณได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ปี แต่เสียงของ ‘ระบอบทักษิณ’ ต่อเรื่องนี้กลับเงียบหายไป เราจึงนัดพูดคุยกับพันศักดิ์ ในเช้าวันหนึ่ง ย่านสุขุมวิท…
 
ในสมัยของทักษิณการเติบโตทางเศรษฐกิจดี ประชาชนเอาด้วย แต่ฐานอำนาจเก่าไม่เอา ซึ่งเกิดจากความกลัวว่าอนาคตคืออะไร ไม่ใช่เท่านั้นนะ ผมว่าคุณทักษิณก็กลัวว่าอนาคตคืออะไร ไม่ใช่แต่คุณทักษิณ ยังรวมทั้งสังคมไทยและรวมทั้งผมด้วย ต่อให้ไม่มีรัฐประหาร ไม่ใช่ว่าผมห่วงอนาคตของตัวผม เพราะผมอายุ 60 แล้ว ที่ผมทำ TCDC เพื่อเป็นสัญลักษณ์ มันจะแตกตัวเป็นมากกว่าสัญลักษณ์เพื่อหิ้วรุ่นลูกผมให้มีงานทำ จากสมัยทักษิณไปสู่อนาคต ผมถามว่าเราจะจัดการตัวเองได้ทันไหม คุณทักษิณเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า คนซึ่งเกลียดคุณทักษิณก็ไม่แน่ใจ ผมเองก็ไม่แน่ใจ”
 
0 0 0
 
“วิธีไม่โกหกตัวเอง ก็คือการให้คนอื่นเขามองตัวเรา ว่าอะไรคือคุณค่า
คุณจะมีปรัชญาว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นเรื่องความสุขส่วนตัวของคุณ
แต่ในแง่ของการจัดการทางเศรษฐกิจ
ทำอย่างไรที่จะให้โอกาสแก่คนยากจน
เพราะในที่สุดคนจนก็เป็นผู้เสียภาษีให้รัฐ”
 
1
เปิดเรื่อง ไทยในโลกาภิวัตน์
 
 
พันศักดิ์เปิดเรื่องและเล่าเรื่อง ด้วยภาพถ่ายภาพจากฝีมือของเขา เป็นภาพของคนกลุ่มหนึ่งสนทนากันอยู่ด้านหน้าโรงแรมหรูใจกลางกรุงลอนดอน ชายในกลุ่มนั้นโพกผ้า…..
 
โรงแรม Oriental Hotel Group แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ย่าน Knightsbridge เป็นโรงแรมระดับนำในกรุงลอนดอนซึ่งเคยมีคนอังกฤษเป็นเจ้าของ แต่ในปัจจุบันถูกซื้อกิจการโดยทุนจากฮ่องกง ผลของ globalization and socialization (โลกาภิวัตน์และกระบวนการทางสังคม) ซึ่งใช้เวลาร่วม 100 ปี จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นคนซิกห์ ชอบหรือไม่ชอบก็ตามได้ดื่มด่ำวิธีคิดและอากัปกิริยาและความกระแดะของสังคมอังกฤษเข้าไปสู่ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของตัวเองโดยไม่ทิ้งแกนกลางของจิตวิญญาณเดิมของตัวเอง
 
อาการของ globalization and socialization ในตัวของมันเองมีทั้งอาการเจ็บปวดและอาการดื่มด่ำ และอาการที่จะต้องโต้ตอบกับสังคมใหม่ซึ่งผลักดันโดยวิธีคิดการบริหารเศรษฐกิจใหม่ของโลกไปด้วยกัน ใครจะไปคิดว่าทุนฮ่องกงเมื่อสักประมาณ 80 ปีก่อนหน้านี้จะสามารถซื้อกิจการ Hyde Park Hotel ของอังกฤษได้
 
ธุรกิจในฮ่องกงก็เป็นของเก่าแก่ของชาวสหราชอาณาจักร ซึ่งมักจะเป็นของคนสก็อตที่อยู่ในฮ่องกงเมื่อ เกือบ 30 ปีที่แล้ว ต่อมาหนังสือฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกส์รีวิวเริ่มลงเรื่องเศรษฐีฮ่องกงเป็นครั้งแรกว่า มีเศรษฐีจีนฮ่องกงแอบอยู่ และก็ค่อยๆ เทคโอเวอร์กิจการของเศรษฐีสก็อต บริษัท เช่น ฮัทชินสัน และก็มาเป็นฮัทชินสันแอนด์วังเป่า

 

“อาการ socialization and globalization ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นการอาการสองทาง เป็นการกระทำสองทาง ไม่ใช่อาการทางเดียวของโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออกเพียงเท่านั้น และมันเป็นมานานแล้ว ญี่ปุ่นอาจเป็นสังคมแรกที่เข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์ มีอาการของการเดินทางสองทางของทุน เช่นในยุคทศวรรษที่ 1980 ที่เราเริ่มรู้จักการเดินขบวนของนักเรียนนักศึกษา บริษัทญี่ปุ่นเริ่มสะสมภาพของปิกัสโซ โมเนต์ อะไรต่ออะไร ซื้อกันเป็นร้อยๆ อัน แอบเอาไว้ในห้องนิรภัยในสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่น จากนั้นก็ขยายจากการซื้อภาพปิกัสโซ่ โมเนต์ กลายเป็นซื้อที่ดินในอเมริกา ซื้อตึกร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐ แล้วก็เจ๊งไป
 
อาการ socialization and globalization มันยังขยายไปส่วนอื่นๆ รวมถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่แรกก็คือ คนเอเชียอาคเนย์ดั้งเดิม เริ่มเทคโอเวอร์สินทรัพย์ของคนที่มาจากประเทศเจ้าอาณานิคมชาวยุโรปเก่าในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เอง แล้วต่อมาในที่สุดก็ไปเทคโอเวอร์สินทรัพย์ของประเทศแม่เหล่านั้น อาการอันนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะคนตาตี่สัญชาติจีนเท่านั้น คนอินเดียก็ทำมานานแล้ว เช่น บริษัท ทาทา เป็นต้น
 
 
นี่คือบทบาทของผู้ประกอบการ โดยไม่เกี่ยวกับรัฐบาล?
ไม่เกี่ยวเลย
 
 
ในแง่ globalization รัฐบาลไม่มีความจำเป็นหรือ?
รัฐบาลเพียงแต่ไม่ขวางกั้นอากัปกิริยาเหล่านี้ เช่น การเคลื่อนย้ายของทุนที่ออกจากประเทศไปสู่อีกประเทศหนึ่ง….
 
 

 

….ถ้าผมเป็นรัฐบาลก็ต้องคิดอย่างนี้ คิดให้ดีต้องคิดแบบมีเหตุมีผล (rational) เมื่อคิดอย่างมีเหตุมีผล มันจะช่วยประชาชนส่วนใหญ่ไปในตัว อย่าเอาคุณธรรมอันเป็นกระบวนการหลอกหลอนความโกหกของจิตวิญญาณของตัวเองมาบังความมีเหตุมีผล อย่าเป็นอันขาด! แก่ๆ กันแล้ว จงทำความดีเพราะว่า It’s a good idea ไม่ใช่ทำความดีเพราะว่า คุณอยากห่อหุ้ม (cover) อีโก้ของคุณด้วยผ้าขาว…
 
 
นโยบายที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของรัฐบาลนี้กับรัฐบาลทักษิณต่างกันไหม?
ไม่มีนโยบายรัฐบาลเรื่อง globalization มีแต่นโยบายของสังคม สังคมยินยอม สังคมเห็นด้วย สังคมยินยอมหรือสังคมเห็นด้วยแบบเบลอๆ ให้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกในมิติต่างๆ โดยที่ไม่มีความชัดเจน อันนี้เป็นสังคมสยามตั้งแต่ต้น สังคมสยามตั้งแต่ต้นเบลอมากนะ เบลออย่างไร โปรตุเกสโผล่มาเราก็ใช้ กรีซโผล่มาเราก็ใช้ เยอรมันโผล่มากูก็ใช้ ยกตัวอย่างเช่น รู้ไหมว่าที่ปรึกษาธนาคารสยามกัมมาจลน่ะมีกี่ชาติ มีทั้งเยอรมัน (landed bank) และในที่สุด ก่อนสงครามโลก City Bank เป็นที่ปรึกษาสยามกัมมาจล ถามว่า globalization สังคมไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ โอ๊ย มันมีมาตั้งแต่ไม่รู้เมื่อไหร่ โปรตุกีสมันเซ่อนะ มันมองผ่านประเทศไทยไปเอาอาเจะห์ ซึ่งก็ไม่เลวนะ มีสมุนไพรจมเลย เมืองไทยเราตอนนั้นเรามีครั่งทางเหนือ
 
คือ ไม่มีนโยบาย globalization เพราะผมไม่คิดว่าชนชั้นนำของไทย ไม่ว่าเป็นยุคไหนก็ตาม จะมี dialectic strategy (การกำหนดยุทธศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่) เกิดด้วยพื้นที่ของสังคมไทยในโลกอย่างชัดเจน มีแต่เฮกันไปเรื่อยๆ
 
 
เป็นเพราะไม่รู้ หรือเป็นเพราะตั้งหลักไม่ถูก ไม่เข้าใจโลก
ผมว่าเขาเข้าใจเป็นส่วนๆ นะ ผมเข้าใจว่า เราส่งคนของเราไปเรียนหนังสือตั้งแต่รุ่นพ่อผม น้อยมากที่จะไปเรียนแบบที่พระองค์วรรณ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร) เรียน ที่เขาเรียกว่า Classical Greek ไม่ว่าจะเป็นปรัชญากรีก การเมืองกรีก ปรัชญาการเมืองกรีก หรือเศรษฐศาสตร์
 
เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์สำหรับผมแล้วไม่มีอะไร ประเด็นมีเพียงแค่ว่าสังคมไทย ระดับของเศรษฐกิจไทยควรจะปล่อยให้สังคมสามารถใช้ post modern capitalism technique จนกระทั่งมากระทบ natural development ที่ผมพูดว่า natural development ในที่นี้ก็คือ analog experience learning ที่จะจัดการกับทุน
 
ตัวอย่าง sub-prime ในอเมริกาทำได้ เพราะใช้เงินคนอื่น คุณออก dept of instrument (ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร) ออกมา แล้วคนอื่นก็มาซื้อตราสารหนี้ของคุณ แล้วก็คนอื่นๆ ก็มาซื้อต่อๆ อย่างกับแม่ชม้อย จนกระทั่งวันหนึ่ง อ้าว ชิบหายแล้ว What is a real value ของบ้านหลังนี้ นี่แหละ market place อ้าว value มันไม่ใช่ 10 เท่าที่คุณขายกันไปขายกันมาอยู่นี่ ไอ้เทคนิคของการหาทุนไปทำอย่างอื่น หรือหากำไรจากตราสารหนี้ เนี่ย มันเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจปกติ ซึ่งมี real production, real employment (การผลิตจริง การจ้างงานจริง) รับได้ไหม แต่ประเทศซึ่งกำลังมีปัญหาอยู่นี้จะหาทางออกของตัวเองเรื่องของ comparative advantage ยังหาไม่ถูกเลย
 
สิ่งที่ผมกำลังสนใจตอนนี้ คือ เพราะเรากำลังมีอาการเปลี่ยนผ่านในสังคม หนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า without democracy there is no real growth, democracy without growth ก็ฉิบหาย (ถ้าไม่มีประชาธิปไตย มันก็ไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่ประชาธิปไตยโดยไม่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจก็ฉิบหาย)
 
หนังสือเล่มนี้บอกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องเมืองจีน ถ้าเศรษฐกิจโตแบบนี้ 9-10 เปอร์เซ็นต์ทุกปีๆ democracy comes naturally (ประชาธิปไตยก็จะตามมาเอง)
 
0 0 0
 
 
2
ความกลัวกับการเปลี่ยนแปลง
 
 
แต่มันก็เถียงกันมานานแล้วนะ เรื่อง growth และ democracy อย่างกรณีสิงคโปร์ก็เป็นโมเดลที่ไม่ democracy เท่าไหร่
ไม่ใช่ คุณจะเห็นว่าสิงคโปร์ตอนนี้เริ่มติดขัด โปรดสังเกตวิธีที่สิงคโปร์ซื้อสินทรัพย์ ในประเทศไทย สิงคโปร์จะซื้ออะไรล่ะ โรงแรม ธนาคาร และก็สร้างคอนโดมีเนียมในสุขุมวิท ผมก็ขำนะที่บอกว่าทักษิณขายประเทศ ก็ต้องดูว่าใครขายก่อน
 
ทีนี้ ผมกำลังจะบอกว่าสิงคโปร์ซื้อ virtual asset สิงคโปร์ไม่ได้ซื้อเพชร ไม่ได้ซื้อทองที่ชั่งกันได้ เขาไม่ได้ซื้อ physical asset (สินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางกายภาพอย่างเดียว) แต่เขาซื้อ virtual value ของสังคมไทย คือ service (การบริการ) ซื้อ psyche (จิตวิญญาณ) ของชีวิตมนุษย์สยาม แต่เราไม่เก็ตกัน
 
หมายความว่าอะไร หมายความว่าสิงคโปร์สร้าง creative service industry ของตัวเองไม่ได้ โดยความจำกัดของจำนวนประชากร และลักษณะการบริหารสังคมสิงคโปร์ไม่สามารถมี creative industry ของตัวเองได้ สิงคโปร์จึงพยายามที่จะสร้างการบริหารจัดการ creative industry (ที่อยู่นอกประเทศ) 
 
ที่ผ่านมานั้น สิงคโปร์มีแต่สิ่งที่เรียกว่าความสามารถในการบริหารจัดการ
 
 
ปัจจัยที่ทำไม่ได้เพราะประชากรน้อยอย่างเดียวหรือ มันเกี่ยวกับการไม่มีคุณค่าทางประชาธิปไตย (democratic value) ด้วยหรือเปล่า?
สิงคโปร์มีคุณค่าทางประชาธิปไตย (ซึ่งแคบ) ของตัวเอง แต่คุณจะสังเกตไหมว่า มันไปต่อไม่ได้ไกล คือทั้งสองอย่างทั้งคือประชากรน้อย และไม่มี creative industry (อุตสาหกรรมที่เน้นความสร้างสรรค์)เป็นของตนเอง
 
เมืองจีน ตอนนี้กำลังตื่นตัวเรื่อง creative industry (อุตสาหกรรมที่เน้นความสร้างสรรค์) ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เปลี่ยนจากการแค่ประกอบหรือเลียนแบบ จีนลงทุนในเรื่องนี้มาก แล้วผู้นำจีนพูดว่ายังไงรู้ไหม “ในที่สุด ประชาธิปไตยก็จะมา”
 
ถามว่าเมืองจีนมีประชาธิปไตยไหม มี แต่มีแบบเพี้ยนๆ ที่เราไม่ได้เข้าใจกันมาก่อนหน้านี้ เช่น กระจายอำนาจ (diversify) จากส่วนกลางให้กับจังหวัดมหาศาลเลย ไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งมีปัญหาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ จังหวัดไหนอยากรวยก็ต้องมีแผนเศรษฐกิจที่จะสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า สร้างการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มันไม่มีองค์กรที่เข้ามาจัดการที่แท้จริง เพราะมีอำนาจของ structural economic right (มีสิทธิพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นภายใต้โครงสร้างใหญ่) ปัญหาของเมืองจีนอยู่ตรงนี้แล้ว ผู้นำจีนก็รู้และเข้าใจ ซึ่งผมชอบมาก เขาเก่งที่รู้และเข้าใจ และเขาพยายาม คือเขาบอกว่า เขาอยากให้มีความสร้างสรรค์ภายใต้ลักษณะความเป็นสังคมนิยมแบบจีน นี่เป็นเรื่องที่มาร์กซิสม์ในยุโรปเถียงกันมานาน ว่า อะไรคือ creativity ถ้าไม่ใช่ bourgeoisie creativity (ความสร้างสรรค์แบบชนชั้นนายทุน) แล้วมันคืออะไร เถียงกันตั้งแต่รุ่นพ่อผมจนผมอายุ 66 แล้วนะ
 
จีนกำลังท้าทายตัวเอง พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังท้าทายตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมที่จะสร้างสรรค์สินค้าและบริการ ซึ่ง Uniquely Chinese แต่ข้างล่างเขียนว่า socialism ได้หรือไม่ context ของมันคือโลกตะวันตก (สร้างสรรค์สินค้าที่มีความเป็นจีนอย่างเด่นชัดเฉพาะตัว แต่เขียนกำกับไว้ว่า สังคมนิยม), design ซึ่งเป็นพวก consumer design product มักมาจากกระบวนการ semiconscious of conscious analysis of class contradiction จึงมีการ design ออกมาแล้วดูแล้วมันส์ ยกตัวอย่างเช่น miniskirt ไม่ใช่ design แต่เป็น statement of protest
 
โลกตะวันตกคิดเรื่อง creativity มานานตั้งแต่สมัยกรีก จนมันอิ่มตัวแล้ว โลกตะวันตกทุกวันนี้คิดอะไรไม่ออก เพราะความขัดแย้งทางชนชั้นน้อยลง มันมีอาการแบนราบ (flat) ลูกจ้างรายวันไม่มีแล้ว มีแต่ พนักงานกินเงินเดือนบริษัท เมื่อมันแบนราบแล้ว ความขัดแย้งทางชนชั้นก็น้อย เมื่อความขัดแย้งทางชนชั้นน้อยลง ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของยุโรปนั้นเป็นประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาที่เกิดจากความขัดแย้ง แล้วยังไง คุณก็หมดวิตามิน แล้วไปพูดเรื่องอะไร environment, love the whale. สิบปีที่ผ่านมามีหนังสืออะไรใหม่ๆ ออกมาจากยุโรปไหม ไม่มีอะไรใหม่เลย
 
 
เมื่อเมืองไทยไม่มีภาพที่ชัดเจนว่าจะวางตัวเองไว้ตรงไหนใน globalization แต่ทำไมนโยบายของชุดรัฐบาลทักษิณจึงเกิดแรงต้าน
มันคนละเรื่อง เขาไม่ได้ต้านเรื่องโลกาภิวัตน์ ที่เขาต้านน่ะ คืออาการที่เกิดขึ้นของช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมมนุษย์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ มนุษย์จะมีปฏิกริยาต่อการเปลี่ยนผ่านนั้น ที่ผมสังเกตดูอย่างในกรณีของเนปาลซึ่งตอนนี้พรรคคอมมิวนิสต์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่สามารถมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้เห็นเป็นรูปธรรมเหมือนในประเทศอื่นๆ ในสังคมมนุษย์ในโลกมนุษย์ ก็จะมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ
 
สำหรับคนซึ่งโหยหาสิ่งซึ่งเป็นยูโทเปีย ซึ่งไม่มีจริง หาไม่ได้ เพราะถ้าจะมีจริง ต้องทำงานหนักและอาจจะเลวก่อนดี กับอีกประเภทหนึ่ง ที่ชีวิตเคยโอเคมาแล้ว คนที่ร่ำรวยแล้วมักจะกลัวความล้มเหลว คือสิ่งที่ตัวเองเคยมีจะหายไปหรือเปล่าไม่รู้ สำหรับคนจน หรือคนที่ไม่รวยมากนัก พวกเขากลัวความล้มเหลวน้อยกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่มากกว่าได้
 
ผมก็เห็นด้วยว่า ชีวิตที่ดีกว่าจนหน่อยนึง บางทีกลัวมากเลย กลัวจะกลับไปจนใหม่ เพราะมันเคยลิ้มรสมาแล้ว ความจนที่กูเพิ่งผ่านมันมาหยกๆ รสชาติมันเป็นอย่างไรกูรู้ดีมาก
 
เพราะฉะนั้นความกลัวอนาคต (fear of the future) มี 2 เหตุผลคือ หนึ่ง เพราะตัวเองไม่มีการผลิต ไม่มีความสามารถจะสร้างสรรค์รายได้แบบใหม่ๆ หรือมูลค่าใหม่ๆ หรืองงกับการสร้างสรรค์รายได้แบบใหม่ งงกับกระบวนการจัดการทุนแบบใหม่ งงกับคู่ต่อสู้ที่เรียกว่า ‘จีน’ ซึ่งที่จริงเป็นบรรพบุรุษของตัวเอง เผอิญคำว่า ‘จีน’ มันเพี้ยนมาก มันไม่ปกติ มิติมันมากเหลือเกิน หารูทะลุไม่ได้ มีทั้งทุน มีทั้งแรงงาน มีทักษะ มีทั้งเทคโนโลยี มีทั้งความสามารถในการจัดการกับตรรกะที่หลากหลาย
 
What should you do in this society? สมมติว่าคุณเคยมีชีวิตที่ดีมา แล้วอยู่มาวันหนึ่งมีอาการท้าทายนี้เกิดขึ้นกับคุณ
 
วิธีโต้ตอบกับความเปลี่ยนแปลงมีหลายอย่าง แล้วแต่หัวกบาลของคุณ บางคนก็ใช้การเทศน์ แล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบเทศน์แล้วก็ฟังเทศน์ คิดเองไม่ได้คิด ฉะนั้นเล่านิทานอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลทักษิณนั้น ผมเข้าใจว่า คุณทักษิณเป็นแค่สัญลักษณ์ของการเปลี่ยน ในสัญลักษณ์ก็มีมนุษย์ มนุษย์ก็มีปัญหา ในฐานะที่คุณกำลังถามประวัติศาสตร์กับผมมาก แล้วไงล่ะ ทักษิณแล้วไงล่ะ What do you do next? คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?
 
 
คุณจะดำเนินชีวิต ต่อไป -Next อย่างไร สถานีต่อไป
ธงชัย วินิจจะกูล : ทางออกธรรมดาๆ ที่ตรงไปตรงมา  
 
 
ธงชัย วินิจจะกูล
 

 

 
            ทางออกนี้ต้องการความกล้าหาญและความรับผิดชอบของผู้นำพันธมิตรฯ เมื่อกล้าก่อปัญหา กล้าขัดขืน ก็สมควรกล้าเผชิญหน้ากับกฎหมายอย่างมีอารยะ ต้องทำเช่นนี้ต่างหาก การประท้วงของพันธมิตรฯ จึงจะนับเป็นอารยะขัดขืน……
 
             ….ทางออกที่ถูกมองข้ามนี้ เป็นวิถีปฏิบัติปกติที่ใช้กันอยู่เป็นประจำในนานาอารยะประเทศที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ เพื่อไม่ให้การประท้วงลามปามกลายเป็นการนองเลือด  เป็นทางออกอย่างแรกๆที่ใครๆก็นึกได้จนเป็นสามัญสำนึก
 
            ประเทศไทยประหลาดกว่าใครอื่นขนาดไหนกัน จึงมองข้ามทางออกธรรมดาๆและตรงไปตรงมาข้อนี้กันหมด  หรือประเทศไทยมีระดับอารยะธรรมสูงต่ำผิดปกติกว่าคนอื่น จึงถือกฎหมายเป็นของเล่นที่จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ
 
            หรือปัญญาชนประเทศไทยมีระดับสติปัญญา ความเที่ยงตรงและความยึดมั่นในหลักการ อยู่ในระดับสูงต่ำผิดปกติต่างจากที่อื่นๆในโลก จึงนึกไม่ถึงทางออกอย่างแรกๆที่น่าจะเป็นสามัญสำนึก 
 
            ผมพบว่า มีหลายคนยอมรับว่าตนลำเอียง และเห็นว่าการเลือกปฎิบัติและเลือกใช้กฎหมายตามแต่ประโยชน์ของฝ่ายตนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเขาเห็นว่ามีภารกิจที่สำคัญกว่ากฎหมายซึ่งต้องเอาชนะให้ได้
 
            พวกเขาจึงจงใจมองข้ามทางออกธรรมดาๆและตรงไปตรงมาข้อนี้ เพราะเขาหวังบรรลุชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าการเคารพกฎหมาย
 
            ความขัดแย้งทางการเมือง 2-3 ปีที่ผ่านมาวนเวียนอยู่กับหายนะก็เพราะความคิดสั้นพรรค์นี้แหละ
 
 
            สรุป ยุบสภา?  ลาออก?  หรือมอบตัวแล้วเชิญชุมนุมกันต่อไปในสถานที่อื่นที่เหมาะสม?
 
            ขอความกรุณาพิจารณาอย่างมีสติ อย่าเอาแต่ได้ อย่าคิดแต่จะเอาชนะกันจนทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่าเกลียดกลัวจนถูกอวิชชาครอบงำ
 
            ขณะนี้สายไปแล้วที่สำหรับทางออกที่สมบูรณ์ มีแต่ทางออกที่ก่อความเสียหายมากกว่ากับน้อยกว่า รักษาระบบสถาบันหลักต่างๆ มากกว่ากับน้อยกว่า และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
 
            ผมเบื่อแถลงการณ์ทั้งหลายเต็มทน แต่หากมีใครเสนอทางออกนี้ ผมจะขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง และขอจองลงชื่อล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันร่างไว้เลย
 
 
——————————————————————————–
โดย : ประชาไท   วันที่ : 4/9/2551 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/13485
ก้าวผ่านความทรงจำเก่า ก้าวแห่งการเดินทาง
ภาวะไร้ถิ่นฐาน ภาวะพลัดถิ่น อพยพมาของชาวจีน-ชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน
 
 
ช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลง บ่อย ดูแล สุขภาพด้วย น่ะครับ
ชี้พายุงวงช้างเป็นพายุนาคเล่นน้ำที่เกิดขึ้นในทะเลแล้วพัดเข้าสู่ฝั่ง สร้างความเสียหาย
 
 
เดินทางด้วยความรัก
 
ชื่อเพลง / Song : เดินทางด้วยความรัก อัลบั้ม / Album : Dedicated to love
ศิลปิน / Artist : บี พีระพัฒน์ ค่ายเพลง / Label : Warner Thai
 
การเดินทางยังยาวไกล ถนนสายนี้ยังยาวไกล
จุดหมายปลายทางไกลเพียงใด ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
แต่ทางยาวไกลที่ก้าวมา ได้ทำให้ฉันนั้นรู้ว่า
เสียงหัวเราะและน้ำตา กี่สุขและกี่ทุกข์ที่ฟันฝ่า
* มันทำให้ชีวิตมีค่า เพราะฉันได้รู้ว่า
** เธอยังอยู่ตรงนี้ ฉันมีเธอเดินร่วมทาง
เธอยังอยู่กับฉัน ใกล้ไกลไม่เคยสำคัญ
จะเป็นเช่นไร ไม่เคยนึกหวั่น ถ้าเราสองคน อยู่เคียงข้างกัน
ทุกๆ เท้าที่ก้าวไป ถูกเติมเต็มด้วยรักและเข้าใจ
ไม่ว่าแพ้หรือชนะไม่เป็นไร เท่าที่ทำและที่เป็นก็พอใจ
จุดหมายปลายทางแม้สำคัญ ระหว่างทางที่ฝันสำคัญกว่า
วันนี้หรือวันวานที่พ้นมา สุขทุกข์หรือว่ารอยยิ้มน้ำตา
(ซ้ำ *,** ) Solo
จะเป็นเช่นไร ไม่เคยนึกหวั่น ถ้าเราสองคน อยู่เคียงข้างกัน
เธอยังอยู่ตรงนี้ ฉันมีเธอเดินร่วมทาง
เธอยังอยู่กับฉัน ใกล้ไกลไม่เคยสำคัญ
เธอยังอยู่ตรงนี้ ฉันมีเธอเดินร่วมทาง
เดินทางด้วยความรัก ใกล้ไกลไม่เคยสำคัญ…โว้..อืม..ฮู้..
 
 
วันที่ 3 พ.ย.
 
ผมลองอ่านงาน ชิ้นนี้
 
ไตรภูมิ’ สงครามเทวดากับยักษ์มาร
     
ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย ส่วนตัวความจริงแล้วไม่อยากยุ่งเพราะเป็นคนรักสงบและถึงรบก็ขลาด แต่ไม่ยุ่งคงไม่ได้เพราะมันใกล้ตัวขึ้นทุกที ระเบิดมันตูมตามก็ถี่ขึ้นทุกวัน จนไม่รู้ใครเป็นตัวโกง ใครเป็นพระเอก เลยขอพาหันหน้าหาวัดพูดเรื่องธรรมะธรรมโมบ้างดีกว่า แต่ไม่รับประกันว่าพูดแล้วจะเย็นลงหรือตัวจะร้อนรุมๆ ขัดใจกันยิ่งกว่าเดิม ยังไงก็คิดเสียว่าอ่านขำๆ พอฆ่าเวลาปลายสัปดาห์ก็แล้วกัน…..

สัปดาห์นี้มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งปรากฏมาให้พอเป็นกระแส แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแต่ก็สะท้อนสารัตถะแห่งการปลุกระดมอันเปล่ากลวงได้พอสมควร
 
เรื่องราวเกิดขึ้นที่  ‘วัดบางละมุง’ จังหวัดชลบุรี เมื่อกลุ่มคนในนาม ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ นับพันคนดาวกระจายไปเพิ่มกระแสไล่แม้แต่เงาของคนที่ชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ โชคดีที่พระคุณเจ้าท่านมีอุเบกขา รู้ปล่อยวาง ไม่ยึดติดในรูปทรัพย์ ตัดเชื้อไฟแต่ต้นลม เรื่องจึงไม่บานปลายและข่าวจบไปได้ในวันเดียว
‘ทักษิณ’ โฟนอิน ตัดพ้อความอยุติธรรม ห่วงไทยรับมือเศรษฐกิจไม่ทัน ขออยู่ต่างแดนดูบทพิสูจน์ ปชต.ไทย  
 
1 พ.ย.51  เวลาประมาณ 21.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามายังเวที “ความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2” ซึ่งมี วีระ มุกสิกพงศ์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยได้ทักทายกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง และระบุว่า ในสภาพอย่างนี้คงอยู่ไม่ได้หาไม่ได้รับกำลังจากประชาชน ตอนนี้ตนเองหน้าแก่และโทรมลงไปมาก ทั้งยังคิดถึงเวทีปราศรัยเพราะได้เห็นอารมณ์ สายตาของผู้เข้าร่วมเหมือนเอาหัวใจพูดกัน แม้ตนจะอยากกลับประเทศ แต่ยังกลับไม่ได้เพราะถูกโทษจำคุก 2 ปี คดีมีอายุ 10 ปี
 
อดีตนายกฯ กล่าวอีกว่า พอรู้ว่าจะมีการโฟนอินครั้งนี้ก็วุ่นวายกันใหญ่ มีคนกลัวว่าตนเองจะพูดยุแหย่ให้แตกแยก ขอยืนยันว่าตนไม่ใช่หัวหน้าม็อบ แต่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและมีสำนึกต่อชาติบ้านเมือง
 
ผู้ดำเนินรายการกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมว่าหากใช้กฎหมายตามปกติคงไม่มีปัญหา แต่ในที่นี้ลงมติแล้วว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหา ทักษิณกล่าวตอบว่า เป็นการใช้ “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 2 ครั้ง กลับโดนลอบฆ่า โดนปฏิวัติ ทั้งที่โดยปกติแล้วการปฏิวัติเขาทำกับรัฐที่ไม่ดี แต่นี่กลับทำกับพรรคที่มีความนิยมมาก ซึ่งเป็นการฝืนเสียงส่วนใหญ่ เกิดก่อความยุ่งยากเพราะประชาชนยังนิยมอยู่
 
เขายังกล่าวต่อว่า การต่อสู้ทางการเมืองเกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรม ประชาชนจึงต้องรวมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมาในสังคมของเขา ตนเองถูกทำร้ายไปจนถึงครอบครัว แต่เทียบกับประเทศที่ต้องเสียหายแล้วยังเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะประเทศต้องย่อยยับ 
 
ส่วนเรื่องการกลับประเทศนั้น ทักษิณกล่าวว่า ไม่มีใครนำตนเองกลับประเทศได้ นอกจากพระบารมีที่ทรงเมตตาหรือพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น
 
หลังจากสนทนากับวีระแล้ว มีการปล่อยภาพและเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นวีทีอาร์ขึ้นจออย่างต่อเนื่องราว 10 นาที โดยเขากล่าวว่า สิ่งที่นำทุกท่านมาในวันนี้ก็คือ ความรักประชาธิปไตย ความเกลียดความไม่ยุติธรรม ซึ่งขอชื่นชมทุกท่าน เหตุการณ์ที่เกิดจากการรัฐประหาร 19 กันยา แม้จะเกิดอะไรกับตนมากมาย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดกับประเทศไทยแล้วเป็นเรื่องเล็ก ประเทศชาติเสียหายมากเหลือเกิน เพราะเขาทำลายนโยบายที่เป็นความหวังของประชาชน ทำลายโครงสร้างของสังคม การรัฐประหารนำความไม่ยุติธรรมเข้าสู่สังคม เพียงเพราะต้องการทำลายคนคนหนึ่งในประเทศไทยประชาธิปไตยที่เดินมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้จะพิสูจน์ว่าประชาธิปไตยจะเดินหน้าหรือถดถอยซึ่งต้องขึ้นกับประชาชน
 
ทักษิณยังกล่าวถึงความวิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจจะดีได้ถ้าบริหารประเทศอย่างเป็นธรรม แต่ตอนนี้อันตราย เพราะวิกฤตการณ์การเมืองโลกกำลังเกิดขึ้นกับต้นตำรับทุนนิยมคือ สหรัฐอเมริกา ความเสียหายวัดค่าไม่ได้ หาจุดต่ำสุดไม่เจอ และความเสียหายจะมาถึงเอเชียอย่างแน่นอน ในขณะที่ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือลำบากเพราะสถานการณ์เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ต่างชาติเขาแปลกใจว่าหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศได้อย่างไร กฎหมายไปไหน รัฐก็ทำงานไม่ได้ เป็นผลพวงที่การรัฐประหารฝากไว้ ส่วนสังคมก็แตกแยกเพราะความไม่ยุติธรรม 
 
เขากล่าวอีกว่า อยากให้หันมาให้อภัยกัน และหันมาสร้างเศรษฐกิจจะดีกว่า ไม่เอาความต่างมาสร้างความแตกแยก ส่วนตนเองนั้นขอใช้ชีวิตในต่างแดนอีกสักระยะ ขอหาเลี้ยงครอบครัว แล้วจะไปช่วยเหลือต่างประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะพยายามทำให้เต็มที่ แม้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอีก ที่ผ่านมาถือเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ แม้ไม่ได้สร้างเอง 
 
ทำไมเรียนจบแล้วจึงต้องหางานทำ?
พอเห็นข่าวว่าปีหน้าบัณฑิตใหม่ 7 แสนจะหางานยาก
จะมีคนว่างงาน 2 ล้านตำแหน่ง …..
ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class)
“The Rise of the Creative Class”
หนังสือเล่มนี้ได้พยายามบอกเราว่า นวัตกรรม (Innovation) อันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์นั้น จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการนำความเจริญมาสู่ประเทศ และครั้งนี้แหละที่ความสำคัญนั้นได้ตกมาอยู่ที่ “คน” มากที่สุด เพราะ ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) ในความหมายของ ศาสตราจารย์ฟลอริดา คือชนชั้นอาชีพ ซึ่งไม่ได้หมายความถึงศิลปินและดีไซน์เนอร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้ที่ออกแบบสินค้า บริการ และ อื่นๆ ซึ่งได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมาย โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ ซึ่งอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอีกมากครับ เรื่องอาชีพนี่ไม่เกี่ยวกับการจบปริญญาอะไรมาหรอกนะครับ หลายต่อหลายคนที่ผมรู้จักนั้น เป็นครีเอทีฟตัวจริงโดยไม่ต้องมีดีกรีด้านนั้นๆ เลย หรือบางคนก็มีกระดาษเอาไว้แปะข้างฝาเท่านั้น ไม่เคยได้สร้างสรรค์อะไรเลยก็มี  อืม เรื่องนี้อยู่ที่ตัวบุคคลล้วนๆ นะครับ
 THE RESTLESS ศึกสามพิภพ รบ-รัก-พิทักษ์เธอ
 
 ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 9 ถึง 10 เกิดความปั่นป่วนโกลาหลขึ้นในอาณา
จักรชิลลาที่เคยรุ่งเรืองให้ใกล้ถึงกาลแตกสลาย ลีกวัก (จางวูซัง) ชายผู้
ถือกำเนิดมาพร้อมกับความสามารถในการเห็นวิญญาณ ตกลงใจเข้าร่วม
หน่วยล่าปีศาจประจำราชสำนักซึ่งมีชื่อว่า ชูยองเด หลังจากหญิงคนรัก
ยอนฮวา (คิมแตฮี) สิ้นใจด้วยน้ำมือปีศาจร้าย ลีกวักโดดเด่นในฐานะนัก
รบผู้เก่งกาจแห่งชูยองเด จนทำให้หน่วยล่าปีศาจนี้มีความแข็งแกร่งในการ
ต่อกรกับกองทัพจากโลกมืด
โชคร้ายที่ความสามารถพิเศษนี้ ถูกเหล่าขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามตั้งข้อ
รังเกียจว่าเป็นภัยคุกคามราชสำนัก เมื่อฝ่ายตรงข้ามแสดงความเดียดฉันท์
เพิ่มมากขึ้น ในที่สุดหน่วยชูยองเดก็ตัดสินใจลงมือก่อการรัฐประหาร แต่
สุดท้ายแผนการที่วางไว้ก็ล้มเหลว ลีกวักกลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคน
เดียว หลังจากที่ต้องสูญสิ้นทั้งความรักและมิตรสหาย ทำให้เขาไม่เหลือ
ทางเลือกอื่นใดนอกจากพเนจรไปเพียงลำพังในฐานะนักล่าปีศาจผู้โดด
เดี่ยว
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้ก้าวเข้าสู่ ชุนชอง ดินแดนแห่งความตาย
ผ่านทางอารามร้างแห่งหนึ่ง
ชุงชอง คือภพกึ่งกลางระหว่างสรวงสวรรค์กับโลกมนุษย์ ดินแดนที่ดวง
วิญญาณจะต้องใช้เวลา 49 วันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเกิดใหม่ ซึ่ง ณ
ที่นี้ ลีกวักได้พบกับสตรีผู้มีความละม้ายเหมือน ยอนฮวา ราวกับเป็นพิมพ์
เดียว น่าเสียดายที่นางแนะนำตัวแก่เขาในฐานะ เทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์
นาม โซฮวา (คิมแตฮี) ผู้ไม่ใส่ใจกับความพยายามอย่างสุดชีวิตของลีกวัก
ในอันที่จะทบทวนความทรงจำที่นางเคยสร้างร่วมกับเขาเมื่อครั้งยังเป็น
มนุษย์
ไม่เพียงเท่านั้น ลีกวักก็ไม่ไยดีต่อภยันตรายที่จะเกิดกับตัวเขาในโลกแห่ง
ความตายนี้ ด้วยการตัดสินใจพำนักในชุงชอน เพื่อคอยปกป้องโซฮวาจาก
ปีศาจร้ายที่รวมตัวกันละเมิดกฎสวรรค์แห่งชุงชอน และกำลังตามล่าตัว
นางอยู่
 
“ Everyone want to be found “
ในหนังเรื่องLost In Translation  ด้วยความรู้สึกที่ว่า Everyone wants to be found : ทุกๆ คนต้องการที่จะถูกค้นพบ
———-หนังเรื่อง Perhaps Love  นั้น พูดถึงอาจจะ รัก
จากกู้ชาติ-การ์ดพันธมิตร-นับรบศรีวิชัย VS…..
 
หรือ THE RESTLESS
 
วันที่ 4
 
ละครทีวีช่อง 7 เสน่ห์นางงิ้ว-ภูตแม่น้ำโขง  คือ จากงิ้วจีน ถึงแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจีน
Borders of  Consciousness
ประนามสนธิลิ้ม นำผ้าอนามัยใช้แล้วไปทำพิธีที่ฐานพระรูป ร.5
 
จากเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา-อนุสาวรีย์ไทย
 
อนุสาวรีย์ไทย เคยมีโครงการออกแบบเข้าสู่ที่ประชุมครม. ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2482 ว่าที่ปากน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ตามข้อเสนอของหลวงวิจิตร (เขาเสนอพิพิธภัณฑ์ปลา) หลวงพิบูลถามว่า ที่อเมริการสร้างอย่างไร หลวงวิจิตร ตอบว่า "เป็นรูปคนถือโคม"(เทพีเสรีภาพ) ปรีดีจึงเสนอว่า "สร้างเป็นกระโจมไฟก็ดี" ที่ประชุมเห็นด้วย…ดูข้อมูลเพิ่มเติม
ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา (การฉลองวันชาติ สร้างอนุสาวรีย์ไทย เกี่ยวกับเอกราช) เขียนโดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกล่าวถึงการสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว มีแบบแปลน ต่อมา เดือนกุมภาพันธ์2482 ว่า มีการเสนอชั้นล่างเป็นEconomic Museum ฯ ฯลฯ
และประโยชน์ทาง Practical ,One of  Wonders of the World….ฯลฯ  แต่ว่าอนุสาวรีย์ไทย ไม่มีปรากฏขึ้นมา ทั้งที่เป็นในระยะเดียวกับการฉลองวันชาติครั้งแรก ที่กระตือรือร้น และมั่นใจในอนาคตของสิ่งที่พวกเขากำลังเริ่มทำ(สร้างชาติ ตามคำของพิบูล) Byสมศักดิ์ ฯ
เมื่อ มีเพียงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาติไทย และถือเป็นวันสำคัญ คือ วันชาติไทย ซึ่ง“วันชาติ” ของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีเพียงวันเดียว แต่ก็มีบางประเทศเช่นกันที่มี “วันชาติ” มากกว่า
หนึ่งวัน ทั้งนี้เพราะประเทศนั้นๆ อาจจะนับวันที่ได้รับเอกราชหรือวันที่ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคม และวันที่มีการสถาปนาการปกครองขึ้นใหม่ โดยการสร้างสัญลักษณ์ต่างๆ ศิลปกรรม เป็นอุปกรณ์แก่ความรู้ต่างๆ  เพื่อปลูกต้นรักชาติ ทั้งทางด้านการละคร ภาพยนตร์  อื่นๆ
“คณะราษฎร” ซึ่งมอบหมายให้หลวงวิจิตรมาทำงาน "ปลูกต้นรักชาติ" ขึ้นในหัวใจประชาชน โดยการแต่งละครประวัติศาสตร์ และเพลงที่เป็นบทปลุกใจให้รักชาติขึ้นในระยะเวลาติดต่อกัน อาทิ เช่น ละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง เลือดสุพรรณ
วันต้นไม้ประจำปีของชาติ เคยเป็นวันที่ 24 มิถุนายน 2498
ต่อมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 ได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ทั้งนี้นอกจากเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการปลูก
จิตสำนึกของประชาชนให้มีความรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้อีกด้วย ทั้งนี้กิจกรรมในวันป่าไม้แห่งชาติ อาทิ
          1. จัดนิทรรศการ เอกสารเผยแพร่คุณประโยชน์และความสำคัญของป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์
          2. ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับวันต้นไม้แห่งชาติ ซึ่งจัดโดยภาครัฐบาล หรือเอกชนต่างๆ เช่นปลูกต้นไม้ การป้องกันไฟป่า ปลูกต้นไม้บริเวณสถานที่ของหน่วยงานและที่สาธารณประโยชน์ โรงเรียน ศาสนสถาน เป็นต้น
รวมทั้ง วันปลูกต้นไม้แห่งชาติ  เป็นต้นมา ที่มีความสำคัญของวันชาติ ภายหลังเห็นว่าการกำหนดวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไม่เหมาะสมกับยุคสมัย รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นวันชาติไทย และยึดถือเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
 
E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4
 
กระแสสานเสวนา แก้ไขการเมือง!
สานเสวนาเป็นคำที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า dialogue เดวิด โบห์ม1 (David Bohm)  อธิบายว่าเป็นคำที่มาจากภาษาละติน dia+logos dia = ผ่าน  (through)  logos=คำพูด / ความหมาย (the word) logos ในที่นี้ หมายถึง "ความหมายของคำ "(the meaning of the word) เดวิด  โบห์ม เปรียบว่า dialogue ให้ความหมายของคำที่ผ่านหรืออยู่ท่ามกลางคนหลาย ๆ คนนี้ เปรียบเหมือนภาพของ "แม่น้ำของความหมายที่ไหลไปล้อมรอบและผ่านสมาชิกและผู้ร่วมอยู่" (ในการสานเสวนา) นั้น (Bohm 1991,http://www.muc.de/~heuvel/dialogue/dialogue proposed_html)    จากความหมายของ Dialogue  ดังกล่าวนี้    ถ้านำมาใช้กับสถานการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้  เราจะเห็นภาพของ การเปิดพื้นที่ให้บุคคลต่าง ๆ ได้มีความสัมพันธ์ใหม่ในการฟังและพูดและมีวิธีที่จะสำรวจรากเหง้าของเงื่อนไขปัจจัยของวิกฤตกาลความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นโอกาสให้บุคคลหลายฝ่ายได้มีโอกาสเปิดใจ  พูดคุย แสดงความรู้สึก ตั้งคำถาม ตั้งความปรารถนา  สังเกต และเรียนรู้ปรากฏการณ์เพื่อค้นหา "ความหมาย" ร่วมกัน  ความหมายนั้น  อาจนำไปสู่ความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา และความสงบสมดุลย์อาจกลับคืนมาได้
หัวใจสำคัญของกระบวนการสานเสวนาตามทฤษฎีของเดวิด โบห์ม  คือ  การเปิดโอกาสให้มีการฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) เป็นการฟังเพื่อเข้าใจความหมาย การสานเสวนาตามทฤษฎีของโบห์มนี้เป็นความกระหายอยากรู้เรื่องอย่างใจจดใจจ่อ   (suspension)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับ "ความตั้งใจฟัง"  (attention and listening) ในการสำรวจหาความหมายของผู้พูด  เป็นความคิดที่ว่า  ถ้าผู้พูด มีความตั้งใจที่กล่าวถึงสิ่งใด สิ่งหนึ่งด้วยอารมณ์ความรู้สึก  พร้อม ๆ กับเสนอความคิดอันใดอันหนึ่ง และผู้พูดยังคงรักษาความตั้งใจ ในการกล่าวถึงสิ่งนั้นต่อไป กระบวนการของความคิดจะดำเนินไปได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นคือ ทั้งผู้พูดจะสามารถเข้าใจความหมายของสิ่งที่ตนพูด และผู้ฟังอาจเข้าใจสิ่งที่ตนได้ยิน อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
 
 จากปราสาทเขาพระวิหาร-อุทยานแห่งความสันติ และอนุสาวรีย์ของชาติไทยต่างๆ
 
….เราพอใจเพ้อฝันกับตัวแบบอุดมคติ เพื่อสร้างตัวตนของเรา ทางจิตวิญญาณว่า เรายังเป็นคนไทยอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในส่วนลึก เพราะความหวั่นเกรง หรือความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตวิญญาณของความเป็นไทย ไม่ใช่เรื่องการถูกคุกคามจากฝรั่ง หรือคอมมิวนิสต์เท่ากับความรู้สึกไม่
มั่นใจ(มั่นคง-อรรคพล)ในอนาคต เพราะในขณะที่เร่งรุดไปอยู่แถวหน้าๆ ของโลก…."คำนำชาตืไทย,เมืองไทย และนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดยธงชัย วินิจจะกูล ใน ชาติไทย,เมืองไทย,แบบเรียนและอนุสาวรีย์ฯ"…
 
…กลับมาอยู่บ้านทำสวน ปลูกต้นไม้เพื่ออนาคต ผมนึกถึงคำพูดของวอล์แตร์ นักปรัชญาฝรั่งเศส ในงานเขียนๆ หนึ่ง ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วว่า… "จงทำสวน"…
 
วันที่ 10-14
 
ผมอยู่ระหว่างเตรียมการ เพื่อการเดินทางสู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 
จากถนนประชาธิปัตย์ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลายเป็น ถนนพหลโยธิน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัยขอนแก่น อยู่ห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร มีทางเข้าสองทางคือ ด้านถนนมิตรภาพ (สายขอนแก่น-อุดรธานี) และด้านถนนประชาสโมสร (สายขอนแก่น-เลย ซึ่งการตั้งชื่อว่าถนนมิตรภาพเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นถนนหลักที่จะเดินทางไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแยกจากถนนพหลโยธินที่ชุมทางต่างระดับมิตรภาพ ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ไปสิ้นสุดที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดหนองคาย เดิมทีถนนมิตรภาพเป็นถนนแบบ 2 ช่องทางจราจรเท่านั้น แต่ปัจจุบันเป็นถนนแบบ 4-10 ช่องจราจร…
 
…ประชุมวิชาการระดับชาติ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 4 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ในระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2551…
 
ตร.ขอนแก่น รวบ ‘สุลักษณ์’ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ !
http://prachatai.com/05web/th/home/14377
สัมภาษณ์ : สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าด้วยคดีหมิ่นฯ ก่อนเดินทางไปอังกฤษ
http://prachatai.com/05web/th/home/14409
 
คำแจงของฟ้าเดียวกัน
บก. "ฟ้าเดียวกัน" แจง หลังนักข่าวเอเอสทีวีขอนแก่นกดดันแผงไม่ให้ขายหนังสือ  
กรณีที่เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ได้เผยแพร่ข่าว “ฟ้าเดียวกัน” ตีตลาดขยายแนวร่วม ม.ขอนแก่น”  เกี่ยวกับการที่มีผู้นำหนังสือในสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันไปวางขายในงานมหกรรมหนังสือ KKU บุ๊คแฟร์ ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์อาหารและบริการหรือคอมเพล็กซ์เซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระหว่างวันที่ 31 ต.ค.- 10 พ.ย.2551 โดยระบุว่าอาจารย์และบุคลากรทั่วไปไม่สบายใจที่พบว่ามีการวางขายหนังสือที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ภายในมหาวิทยาลัย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14403
Young PAD ร้องผบ.ทบ.ปิดเว็บไซด์
ข่าวประชาไทกลุ่ม Young PAD จำนวน 10 คน นำโดย นายวสันต์ วานิชย์ ผู้ประสานงาน กลุ่ม Young PAD เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกและเอกสาร เรียกร้องให้ปิด ประชาไท และ ฟ้าเดียวกัน
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14261
 
วันที่ 16-22 พ.ย.
 
เตรียมเดินทางไปภูเก็ต
 
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11125 มติชนรายวัน
เนรมิต "สวนสีฟ้า" ชะลอป่าหิมพานต์ งานพระเมรุกลางสนามหลวง
โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช
โจทย์ของการจัดสวนครั้งนี้อยู่ที่ "ดอกไม้สีฟ้า" ซึ่งเป็นสีโปรดของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
"ดอกไม้สีฟ้าเป็นดอกไม้ที่หายากที่สุด และช่วงนั้นไม่ใช่เวลาบานของดอกไม้"
ประวิทย์ บุญมี ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานประสานงานโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งรับผิดชอบการประดับตกแต่งภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมบริเวณโดยรอบพระเมรุในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ บอก
แต่ถึงแม้ไม้ดอกที่เป็นสีฟ้าจะหายากขนาดไหน ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของฝ่ายเกษตร โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งเคี่ยวกรำประสบการณ์การวิจัยและพัฒนาพืชพรรณนานาชนิด โดยเฉพาะไม้เมืองหนาว
เหนืออื่นใดคือ ประสบการณ์จากการจัดสวนพระเมรุเมื่อครั้งงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จย่า เมื่อ 12 ปีก่อน ที่เป็นบทเรียนสำคัญ
"คอนเซ็ปต์ของการจัดสวนครั้งนี้เป็นการขยายความต่อจากทางกรมศิลปากรที่ว่า การสร้างพระเมรุเหมือนการจำลองรูปแบบของเขาพระสุเมรุมา เราก็เลยนำมาขยายความสื่อความหมายให้ครบองค์ประกอบ อย่างเขาพระสุเมรุจะมีมหานทีสีทันดรกับป่าหิมพานต์ล้อมรอบอยู่"
การจัดภูมิทัศน์จึงเริ่มตั้งแต่ต้นมะขามที่อยู่โดยรอบสนามหลวง ที่ถูกแต่งแต้มให้เป็น "ป่าหิมพานต์"
ถัดเข้าไปด้านในมีการปรับพื้นที่เป็น "เนินหญ้า" แทน "เขาสัตตบริภัณฑ์" ที่ล้อมรอบมหานทีสีทันดร ก่อนจะถึงเขาพระสุเมรุ โดยในส่วนของมหานทีสีทันดรที่มี 7 ชั้นนั้น ผอ.ประวิทย์บอกว่า จะใช้ไม้ดอก 7 สี สื่อความหมายแทนในแต่ละชั้น
"เฉพาะเขตราชวัตรชั้นใน ที่เปรียบเหมือนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา เราเน้นดอกไม้ที่เป็น "สีฟ้า" 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะท่านโปรดสีฟ้า"
มีดอกไม้เด่นๆ ที่ท่านโปรด อย่าง มอร์นิ่ง กลอรี่, ไฮเด ไชนีส ฟอร์เก็ตมีน็อต แล้วก็ รัสเปอร์ โลบีเรีย บาวาเรีย แพนซี ไวโอลา ฯลฯ
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra01250851&sectionid=0131&day=2008-08-25
 วันที่ 26 พ.ย.
ผมกลับมาเชียงใหม่แล้ว ด้วยความประทับใจเรื่องราว หลายเรื่องจากขอนแก่นถึงภูเก็ต และจะต้องเดินทางต่อไปอีก
มีข่าวด่วน และสถานการณ์ทางการเมือง มากมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวของผมเอง
เช่น ผมต้องกลับบ้าน ระหว่างเดินทางจากภูเก็ต-กรุงเทพฯ ได้ข่าวว่า ญาติคนสนิทของผมเสียชีวิต เป็นต้น
ผมคงไม่มีเวลา เล่าเรื่องเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมด คงจะกลับมาเล่าอีกครั้ง ในโอกาสต่อไป
ฉะนั้น ผมเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นการเดินทาง มีโอกาสนั่งรถทัวร์ภูเก็ต-กรุงเทพฯ มาพักหนึ่งคืนที่กรุงเทพฯ และนั่งแท็กซี่ตอนเช้า เพื่อมาขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง
 เมื่อวันที่ 24 ซึ่งผมไปภูเก็ต กลับได้รับข่าวการเคลื่อนขบวนของพันธมิตร ฯ และทบทวนสถานการณ์ข่าว บ้านเมืองไทยบ้าง
วันนี้ เมื่อเช้า ผมออกไปส่งรุ่นน้อง ที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งตามรายงานข่าว ก็คาดว่า นายกฯ สมชาย น่าจะเดินทางกลับมาประเทศไทย ที่นี่  เพราะตำรวจ และนักข่าว รถต่างๆ เต็มไปหมดเลย…
 
เล่าเรื่องสั้นๆว่าไปประชุมวิชาการ….
…มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต จึงได้จัดการประชุมวิชาการ ม.อ. ภูเก็ตวิจัย ครั้งที่ 1 เรื่อง “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นโอกาสให้มีการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยคุณภาพดีจากหลากหลายสาขา เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศทาง
วิชาการ โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย นักศึกษาและประชาชนที่เข้าร่วมการประชุมจากหลากหลายสาขาวิชา อาทิเช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และภาษา…. 
 
ประวัติท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
ในปี พ.ศ. 2491 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นกรมการบินพลเรือน ได้ปรับปรุงสนามบินดอนเมือง และเรียกชื่อว่า "ท่าอากาศยานดอนเมือง" จัดเป็นท่าอากาศยานสากล จนกระทั่งวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ท่าอากาศยานกรุงเทพ"
B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87
 
สื่อนอกชี้ พธม.ยึดสนามบินแทบไม่มีใครได้ประโยชน์ แถมนักท่องเที่ยวตกค้างอื้อ
…ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้สัมภาษณ์นายคริส เบเกอร์ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการเมืองไทย ระบุว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เพื่อประกาศ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ โดยสังเกตจากจำนวนผู้ชุมนุมที่มาเข้าร่วมน่า
จะมีประมาณ 20,000 คนเท่านั้น ซึ่งนายเบเกอร์กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าการบุกยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ…..
http://prachatai.com/05web/th/home/14612
 
ประวัติสนามบินเชียงใหม่
ราวปี พ.ศ.๒๔๙๗ มีการปฏิบัติการของ ประเทศเพื่อนบ้านกับเครื่องบินลำเลียงของ ทอ. จีนคณะชาติที่ส่งเสบียงให้กำลังทหารของกองพล ๙๓ เหนือแผ่นดินไทย จนมีเหตุการณ์รบทางอากาศ ครั้งแรกของประเทศเพื่อนบ้านเหนือแผ่นดินไทย รัฐบาลสมัยนั้นเห็นถึงความสำคัญของกำลัง
ทางอากาศ ในการป้องกันประเทศ จึงให้กองทัพอากาศจัดส่งเครื่องบินโจมตีแบบ บ.จฝ.๘ (เอที ๖ จี) จากฝูงบิน พิเศษที่ ๒ กองบินน้อยที่ ๑ ดอนเมือง จำนวน ๔ – ๖ เครื่อง มาปฏิบัติการสนาม ชายแดน ที่สนามบินเชียงใหม่อีกครั้ง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด
3D5-2008+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%
E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%
AB%E0%B8%A1%E0%B9%88&hl=th&ct=clnk&cd=3&gl=th
 
ปิดท้ายวันนี้ ด้วยเพลงของThe Beatles – Yesterday
http://www.youtube.com/watch?v=bdCjaiXmUb0
เนื้อเพลง: Yesterday
ดู เนื้อเพลง ทุกเพลงของ The Beatles
(Lennon/McCartney)
Yesterday, all my troubles seemed so far away
Now it looks as though they’re here to stay
Oh, I believe in yesterday.
Suddenly, I’m not half the man I used to be,
There’s a shadow hanging over me.
Oh, yesterday came suddenly.
Why she had to go I don’t know she wouldn’t say.
I said something wrong, now I long for yesterday.
Yesterday, love was such an easy game to play.
Now I need a place to hide away.
Oh, I believe in yesterday.
 
วันที่ 30
ผมกลับมาจาก การเดินทางกลับบ้านแล้ว มีเพลง ซึ่งได้ให้อิทธิพลแก่ พอล และเลนนอน ซึ่งแต่งเพลง yesterday มาฝาก พอล เล่าว่าเขาฟังเพลง Answer Me My Love แล้วฝังติดหัว นอนหลับ และฝันหนึ่งคืน เป็นแรงบันดาลใจแต่งเพลงของเขา
King Cole ‘influenced’ Beatles hit
artist: nat king cole
-peak billboard position # 6 in 1954
-english words by carl sigman and music by gerhard winkler
Answer me, oh, my love
Just what sin have I been guilty of?
Tell me how I came to lose your love
Please answer me, sweetheart
You were mine yesterday
I believed that love was here to stay
Wont you tell me where Ive gone astray?
Please answer me, my love
If youre happier without me
Ill try not to care
But if you still think about me
Please listen to my prayer
You must know Ive been true
Wont you say that we can start anew?
In my sorrow now I turn to you
Please answer me, my love
<instrumental interlude>
(if youre happier without me)
(Ill try not to care)
But if you still think about me
Please listen to my prayer
You must know (you must know)Ive been true (Ive been true)
Wont you say that we can start anew?
In my sorrow now I turn to you
Please answer me, my love
Answer me, my love
 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s