จากปราสาทเขาพระวิหาร-อุทยานแห่งความสันติ

วันที่ 16 -17

รายงาน : พิพาทเขาพระวิหาร “เขาทำตรงนั้นแล้วกลับกรุงเทพฯ แต่พวกผมต้องอยู่หลบลูกปืน
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14086

แนะนำหนังสือ “ขะแมร์-ไทย : มิตรหรือศัตรู”
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=14063&Key=HilightNews

ปัญหาของสันปันน้ำ กับแผนที่-ปราสาทเขาพระวิหาร(อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร)
สันปันน้ำ

คำแปล

[n.] watershed

ตัวอย่างประโยค

เขตร่องน้ำที่ศาลโลกตัดสินว่าเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามสันปันน้ำ มีความกว้างเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น

หมายเหตุ

สันเขาซึ่งแบ่งน้ำให้ไหลออกเป็นสายๆ ไปลงแม่น้ำที่อยู่แต่ละด้านของสันเขา มักปรากฏเป็นแนวตอนบนสุดของทิวเขา

ศรีศักร วัลลิโภดม "มรดกโลกกับประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว"
นับตั้งแต่คณะกรรมการมรดกโลกรับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้แก่ประเทศกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว โดยประเทศไทยไม่มีส่วนร่วมนั้น ก็ได้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดอคติกับคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งรวมไปถึงองค์การ UNESCO อย่างสุดๆ เพราะได้ประจักษ์แจ้งถึงความไม่ชอบมาพากล และความฉ้อฉลขององค์กรข้ามชาติอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

โดยอุดมคตินั้น แหล่งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติที่จะเป็นมรดกโลกต้องเป็นแหล่งเพื่อการเรียนรู้ที่มีความโดดเด่นสมบูรณ์และครบถ้วนในด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สังคม และอารยธรรม ที่ทั้งผู้คนในท้องถิ่นกับผู้ที่มาจากภายนอกได้เรียนรู้และสังสรรค์กัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในการอยู่ร่วมโลกเดียวกัน

แต่การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น เป็นการให้ความสำคัญเฉพาะตัวปราสาทอันเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งของแหล่ง (site) มรดกโลกเท่านั้น หาได้กินเลยเข้าไปถึงองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สระตราว อันเป็นบารายหรืออ่างเก็บน้ำ ผามออีแดง และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่อยู่ในเขตแดนประเทศไทยไม่ เพราะปราสาทพระวิหารที่เป็นศาสนสถานของแหล่งต้นน้ำบนเขาอันไหลผ่านสระตราวลงไปหล่อเลี้ยงบ้านเมืองและศาสนสถานร่วมสมัยในที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล – ชี ที่ราบสูงโคราชของประเทศไทยนั้น ถ้าหากมองจากเส้นปันเขตแดนตามธรรมชาติ โดยยึดถือสันปันน้ำเป็นหลักเกณฑ์แล้ว ปราสาทพระวิหารก็เป็นมรดกของผู้คนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนั่นเอง….
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=194

แนะนำบทความ ธงชัย วินิจจะกูล "ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ เมื่อชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แสวงหาสถานะ ของตนเอง ผ่านการเดินทางและพิพิธภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ" รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๒ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ที่มาของบทความ นำเสนอในการประชุมวิชาการ "ยุโรปกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : โอกาส ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลง"

การประชุมวิชาการภายใต้ชื่อ ข้างบน เมื่อวันที่ 18-20 ธันวาคม  2540 ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพมหานคร จัดโดยสยามสมาคมฯ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยการสนับสนุนของ สกว. เป็นการนำผลงานวิจัยจำนวน 16 เรื่อง เสนอต่อสาธารณชน และเป็นการเฉลิมฉลองวโรกาสครบรอบ 100 ปี ของการเสด็จประพาศยุโรป ครั้งที่1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราชโครงการวิจัยย่อยภายในชุดโครงการนี้แก่   

1.โลกาภิวัตน์และผู้นำไทยโดย ดร.วิชิต  สุรพงษ์ชัย   
2.การปฏิรูปสยามกับการต่อด้านอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตกโดย ม.ร.ว.เทพ  เทวกุล  องคมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ   
3.การเมืองเบื้องหลังการเสด็จประพาสยุโรป  โดย อ.ฉลอง  สุนทราวณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   
4.บทบาทของกุสตาฟ โรแลงยักแมงส์ ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 โดย David  Frederick ภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัย Ghent เบลเยี่ยม   
5.สนธิสัญญายบาวริ่งและการปฏิวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดย ผศ.กุลลดา  เกษบุญชู  คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   
6.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดย รศ.ดร.ผาสุก  พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   
7.การปฎิรูปกฎหมายไทยภายใต้อิทธิพลยุโรป โดย ผศ.ดร.กิตติศักดิ์  ปรกติ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 8.การสร้างกองทัพตามแบบ ยุโรป โดย ศ.ดร.สุจิต  บุญบงการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง : ศึกษากรณีเชียงใหม่ โดย ดร.ธเนศวร์  เจริญเมือง คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
10.การศึกษาและระบบราชการสมัยใหม่ โดย ผศ.กุลลดา  เกษบุญชู  
11.รศ. 112 จุดวิกฤตของการคุกคามจากจักรวรรดินิยม  โดย ผศ.ดร.จิราภรณ์  สถาปนะวรรธนะ  คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร
12.ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ โดย รศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล  มหาวิทยาลัยวิสคอนซินสหรัฐอเมริกา
13.การเสด็จประพาสยุโรป : ความหมายในเชิงสัญญลักษณ์ โดย ดร.สุเนตร  ชุตินธรานนท์   คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
14.ศิลปะ ร.5 จากภาพบันทึกและรูปบูชามาเป็นอุตสาหกรรมการผลิตวัฒนธรรม โดย ผศ.ดร.อภิชาติ  โปษยานนท์ คณะศิลปศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15.การเปลี่ยนแปลงในสถาบันกษัตริย์ มองผ่านงานสถาปัตยกรรม โดย ม.ร.ว.จักรรถ  จิตรพงศ์  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
16.ไทยมองยุโรป โดย รศ.ประทุมพร  วัชรเสถียร

ตามด้วยการอภิปรายกลุ่มในหัวข้อ “อิทธิพลจากนอก  รัชสมัย ร.5 และปัจจุบัน” โดย ศ.ดร.สมศักดิ์  ชูโต เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ผู้อภิปรายประกอบด้วย ดร.วีระพงษ์  รามางกูร, ดร.ชาญวิทย์  เกษตรศิริ,  รศ.ดร.ธงชัย  วินิจจะกูล  และ ศ.ดร.ยงยุทธ  ยุทธวงศ์

ผลของการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการคุกคามจาก”กระบวนการโลกาภิวัตน์” เมื่อ 100 ปี ก่อนกับในยุคปัจจุบันมีหลักใหญ่เหมือนกัน แตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น การดำเนินการของผู้นำในสมัย  100 ปีก่อนได้ช่วยให้ประเทศไทยดำรงรักษาเอกราชไว้ได้แนวความคิดและวิธีการดำเนินการในสมัยนั้นสามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ในการเผชิญวิกฤตการณ์ในยุดปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
 
http://rescom2006.trf.or.th/display/show_colum_print.php?id_colum=1489

ศิวิไลซ์ [V] civilize
Syn. เจริญ, รุ่งเรือง
Sample. เขาบอกว่าสังคมทางโลกตะวันตกศิวิไลซ์มาก

ศิวิไลซ์ [N] civilization
Syn. อารยธรรม, ความเจริญ

ศิวิไลซ์ [ADJ] civilized
Syn. เจริญ
Sample. แดนศิวิไลซ์แห่งนี้มีอะไรที่ซ่อนเร้นแอบแฝงอีกมากมาย

โดยในบทความ "ธงชัย" เริ่มต้น อธิบายความเป็นมาในการนิยามความหมายของคำว่า ศิวิไลซ์(บางทีก็ทับศัพท์ "ซิวิไลซ์",สิวิไลเซชั่น) ว่า

คืออะไร กันแน่

หมายความว่า อริยะ,"อารยะ"(คิดถึงคำว่า อารยะขัดขืนไหม?),อารยธรรม,ความเจริญ ฯลฯ ซึ่งมีการนิยามในแต่ละช่วงเวลาต่างๆ และ

มองผ่าน
ความศิวิไลซ์ ในหลายภาค และหลายประการ อันหลากหลาย เช่น การเดินทาง,พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

ซึ่งบทความของธงชัย ชิ้นนี้ มีคนนำไปอ้างกัน เยอะ(ดูประกอบข้างล่าง) ผมสนใจเรื่องพิพิธภัณฑ์ ก็มาจากค้นหาที่มาการอ้างอิงบทความ

"พิพิธภัณฑ์ สิ่งของต้องแสดงและการปกปิดซ่อนเร้น" เมืองโบราณ 25, 4 (ต.ค. – ธ.ค. 42) 18 – 31 by สุด แดน วิสุทธิลักษณ์ นำแนว

ทางมาเน้นศึกษาพิพิธภัณฑ์กับExhibition-พิพิทภัณฑ์ท้องถิ่น…

พิพิธภัณฑ์ สิ่งของต้องแสดง และการปกปิดซ่อนเร้น
——————————————————————————–
สุดแดน วิสุทธิลักษณ์

มักกล่าวกันว่าจุดเริ่มต้น แห่งพิพิธภัณฑ์ของไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อพระองค์ทรงเก็บรวบรวม โบราณวัตถุ ที่ทรงพบขณะ

เสด็จธุดงค์ มณฑลฝ่ายเหนือ ไปไว้ที่พระที่นั่ง "ประพาสพิพิธภัณฑ์" ในพระบรมมหาราชวัง ทว่า ผู้เขียนคิดว่าเป็นการง่าย และด่วนสรุป

เกินไปที่จะกล่าวเช่นนั้น

        จริงอยู่ว่า คำ "พิพิธภัณฑ์" ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในนามของพระที่นั่ง "ประพาสพิพิธภัณฑ์" หากแต่ความหมายของคำก็อาจ

จะแตกต่างไป จากที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน ยิ่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เราก็จะพบว่ามีถ้อยคำ ที่เกี่ยวข้องกับ

กิจกรรมดังกล่าว หลากหลายมากขึ้น คือนอกจาก "พิพิธภัณฑ์" แล้ว ยังมีการทับศัพท์ คำในภาษาอังกฤษ "มิวเซียม" (Museum) และ "

เอกษบิชัน"(Exhibition) คำเหล่านี้มีความหมายเหลื่อมซ้อน และเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และยังต้องการการ

ศึกษาต่อไป 
        สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตพบก็คือ ได้มีการใช้ พิพิธภัณฑ์/ มิวเซียม/ เอกษบิชัน เป็นการร่วมเฉลิมฉลองในวาระของ "การเปลี่ยนผ่าน"

เสมอ
        ในระดับส่วนพระองค์ (หรือระดับบุคคล) มีการจัดแสดง "มิวเซียม" สำหรับสาธารณชนชาวสยามเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ.๒๔๑๗

เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มรับพระราชภาระ บริหารราชการแผ่นดิน โดยสิทธิขาด และเมื่อพระองค์ ทรงมี

พระชนมมายุครบ ๒๕ พรรษาในปี พ.ศ.๒๔๒๑ งานมิวเซียมก็ได้จัดขึ้น ยิ่งใหญ่กว่าครั้งอื่นใด ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๕ ได้มีการจัด "

เอกซฮิบิเชน" ขึ้นที่ท้องสนามหลวง เพื่อสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งนับเป็นโอกาสการก้าวขึ้นสู่ศตวรรษที่สอง ของกรุงเทพฯ และ

พระราชวงศ์จักรี ก็ถือได้ว่าเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง "การเปลี่ยนผ่าน" ที่สำคัญ ของพระราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน
        สิ่งของที่นำมาจัดแสดงนั้น ล้วนแสดงให้เห็นความก้าวหน้า ของพระราชอาณาจักร มีทั้งผลิตผลทางการเกษตร ทรัพยากร

ธรรมชาติ งานช่างฝีมือ โบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
        เมื่อกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีการปรับปรุงพระที่นั่ง ศิวโมกข์พิมานเสียใหม่ ให้เป็นห้องแสดงประวัติ

ศาสตร์ชาติไทย และห้องเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์
        "เอกซฮิบิเชน" คราวนี้ดูจะแตกต่างไปจากเมื่อร้อยปีก่อน เราไม่ได้สนใจความ "เจริญ" ของบ้านเมืองมากมายนัก หากแต่เราสนใจ

อดีต กันอย่างเข้มข้น และต้องการสร้างภาพอดีตกาลกัน รุ่งเรืองของชาติขึ้นมาใหม่ อีกทังยังไม่ปรากฏร่องรอย ของ"โลกของธรรมชาติ"

ให้เห็นอีกต่อไป
        ความเปลี่ยนแปลงของการจัดแสดงสิ่งของ ในพิพิธภัณฑ์ เป็นตัวอย่างอันดี ที่ชี้ให้เห็นว่า พิพิธภัณฑสถาน มิได้เป็นเป็นนิวาสถานอัน

ไพบูลย์ ของความจริง ความรู้ และความงาม ตรงกันข้าม สิ่งของ เรื่องเล่า และอดีต แต่ละเรื่อง แต่ละสิ่ง ล้วนมีเวลา และยุคสมัยเป็น

ของตนเอง สิ่งซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการเชิดชู แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็อาจถูกละทิ้ง หรือปิดบังซ่อนเร้นไว้
        เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดก็ตาม… ไม่ควรพึงใจรับฟังแต่เพียงว่า ผู้จัดพยายามจะบอกอะไรแก่เราเท่านั้น แต่

ควรได้ค้นหาด้วยว่า พวกเขาพยายามซ่อนเร้นอะไรเอาไว้

http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=134

—————
ผมโฟกัส เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ แล้วพบว่า "พิพิธภัณฑ์ คือ เครื่องมือการสร้างชาติ เกี่ยวกับNature คือ ธรรมชาติ" หรือเรื่อง

ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ว่าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อฐานะของพิพิธภัณฑ์สำหรับพระนครเกิดขึ้น และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ 

ผูกติดคำจำกัดความนี้เฉพาะเจาะจงกับโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ…ภายใต้อิทธิพลของยอร์ช เซเดส์ เป็นต้น…ผมเรียบเรียงปรับภาษา

เขียนตามแบบขผมเอง (อ่านเพิ่มเติมใน ธงชัย)

การอ้างอิงบทความของธงชัยดังกล่าว โดยพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ "โบราณคดีข้างถนนที่เขาวังกับการตีความทางโบราณคดี"

ดู…สรุปและทิ้งท้าย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า บทความนี้เป็นความพยายามในการนำเสนอประเด็นอันหลากหลาย ด้วยการตั้งคำถามสำคัญกับการตี

ความทางโบราณคดี โดยใช้กรณีการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีพระนครคีรี (เขาวัง) บริเวณทางขึ้นด้านหน้าเป็นกรณีศึกษา

ตั้งแต่เริ่มต้นบทความ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่าการเขียนข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และการศึกษาประวัติศาสตร์ของ

ชุมชนที่อยู่ในรูปของความทรงจำนั้น ควรสามารถอธิบายพลวัตของพื้นที่ทั้งในแง่ของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจได้ด้วย พร้อมทั้ง

นำข้อมูลในส่วนนี้ไปอธิบายหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้น แม้ว่าจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ทั้งหมดก็ตาม

ประเด็นอันดับต่อมาที่บทความนี้พยายามกระทำไปพร้อมกันคือ การวิพากษ์ศาสตร์การตีความทางโบราณคดีว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ใน

ลักษณะที่เป็นภววิสัย (Objectivity) หรือเที่ยงตรงแม่นยำ (แม้ว่าจะตั้งอยู่บนฐานคิดทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์เชิงประจักษ์นิยม

(Empiricism) หรือการวิเคราะห์เชิงปฏิธานนิยม (Positivism) มากเพียงใดก็ตามทีตามที่ได้กล่าวอ้าง แต่การตีความของนัก

โบราณคดี รวมถึงนักประวัติศาสตร์ศิลปะ หรือนักประวัติศาสตร์อาจไม่ได้เข้าใกล้ความจริงในอดีตเลยก็เป็นได้) ด้วยการใช้โบราณ

สถานที่ขุดพบนำไปสู่การชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของการสร้างภาพ (Reconstruction) โบราณสถานในอดีตของนักโบราณคดี (ผู้

เขียน) เอง ซึ่งเกือบเกิดความผิดพลาด หากไม่มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนรอบแหล่งโบราณคดี

ดังนั้น การตีความทางโบราณคดีของนักโบราณคดีควรให้ความสำคัญกับชุมชนด้วยการเปิดรับความคิดเห็นหรือเสียงอันหลากหลาย

(Multivocality) ของการตีความ หรือพูดอย่างภาษาที่เข้าใจง่ายคือ นักโบราณคดีไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้เมื่อเข้าไปทำงานในชุมชน

อื่นที่ไม่ชุมชนของตน เพราะความจริงของอดีตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ประกอบด้วยความหมายจำนวนมาก

ความจริงที่เราคิดอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมด นักโบราณคดีจึงต้องเปิดใจรับฟังความคิดและการตีความของคน

อื่นด้วย และยอมรับความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity) ของการตีความทางโบราณคดี

จะเห็นได้ว่า ในกรณีการสร้างภาพโบราณสถานที่ขุดค้นพบนี้ ยังถือได้ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เท่านั้น เพราะในท้ายที่สุด โบราณสถานแห่งนี้ก็

ไม่ได้รับการบูรณะคืนรูปกลับมาแต่อย่างใดในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์นี้ ด้วยเงื่อนไขหลายประการ

กรณีความผิดพลาดของการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานในบ้านเราที่มีอยู่อย่างดาษดื่นคงเป็นตัวอย่างที่มากพอจะสะท้อนให้เห็นอะไร

ได้บ้าง

สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากจะทิ้งท้ายคือ นักโบราณคดีต้องคำนึงอยู่ในใจเสมอว่า การตีความในแต่ละเรื่อง แต่ละครั้ง ย่อมส่งผลกระทบไม่มาก

ก็น้อยต่อสังคมและชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การตีความแปลความของนักโบราณคดี รวมถึงบูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ จึงต้องเป็นไป

อย่างรับผิดชอบ มีข้อมูล มีความรู้อย่างเพียงพอ และต้องให้ความสำคัญกับชุมชนที่นักโบราณคดีเข้าไปทำงานด้วยในขณะเดียวกัน

เพราะทั้งหมดนี้ จะทำให้โบราณสถานของอดีต ของปัจจุบัน กลายเป็นโบราณสถานของอนาคตได้
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=197

ดูบทความอ้างอิง "ธงชัย" เพิ่มเติม ใน "ยี อี เยรินี กับกำเนิดโบราณคดีสยาม" มาอูริซีโอ เปเลจจี(มหาวิทยาลัยแห่งชาติ สิงคโปร์): เขียน/

กนกวรรณ ฤทธิไพโรจน์: แปลและเรียบเรียง
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=54
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=listarticles&secid=9

อ่านเรื่องของ "ยี อี เยรินี กับ ก.ศ.ร. กุหลาบ และ “วงวิชาการ” ของสยามในปลายศตวรรษที่ ๑๙" by ศรัณย์ ทองปาน บก.เมืองโบราณ

(ผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์-ความสนุกในวัดเบญจมบพิตร: เครื่องโต๊ะ มิวเซียม และสยามใหม่ ซึ่งผมเดาว่าบทความนี้ มีอิทธิพลต่องานวัดเบญจมบพิตรและพระพุทธชินราชของชาตรี ประกิตนนทการ)

….ทั้งเยรินี และ นายกุหลาบ จึงเป็น “คนนอก” ของกันและกัน คือจะมีตัวตนได้เฉพาะในบางกาละและเทศะ หากแต่ในบางที่บางแห่ง มิตรสนิทก็ต้องกลับกลายเป็น “มนุษย์ล่องหน” ไป

ซ้ำร้ายในช่วงต่อมา ก.ศ.ร. กุหลาบ ยิ่งถูกกดดันด้วยวิถีทางต่างๆ มากขึ้น ทั้ง สยามประเภท และหนังสือของเขาถูก……ประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการตั้งกรรมการไต่สวนหลายครั้ง บางครั้งนายกุหลาบถูกจับส่งไปขังในโรงพยาบาลบ้าด้วยซ้ำ(30) จนทำให้คำว่า “กุ” (ที่ย่อจาก “กุหลาบ”) มีความหมายว่าการปั้นแต่งเรื่องเท็จ แม้แต่นาม ก.ศ.ร. (กุหลาบ) ก็ถูกเยาะว่าย่อมาจาก “โกหกสดๆ ร้อนๆ”

http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=50

ผมกลับมาเพื่อจะเขียนถึงสันติภาพ ในวันต่อไป

วันที่ 18

มรดกโลก (ภาษาอังกฤษ: World Heritage Site ภาษาฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต….

เกณฑ์การพิจารณา
จนถึงปี พ.ศ. 2548 มีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ทั้งหมด 6 เกณฑ์ของมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 เกณฑ์สำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติ

[แก้] หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม
(i) – เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
(ii) – เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
(iii) – เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
(iv) – เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
(v) – เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
(vi) – มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

[แก้] หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ
(vii) – เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
(viii) – เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
(ix) – เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(x) – เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความหนาแน่นของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (อังกฤษ: Cultural landscape) คือพื้นที่ที่ได้รับการนิยามไว้โดยกรรมาธิการมรดกโลกว่าเป็นพื้นที่เด่นทางภูมิศาสตร์ หรือทรัพย์สินที่ “…เป็นตัวแทนของธรรมชาติและผลงานของมนุษย์” ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ แนวคิดนี้เกิดจากการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาขึ้นในแวดวงของมรดกโลกนานาชาติ (ยูเนสโก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระหว่างประเทศที่จะไกล่เกลี่ยปรองดอง “…คติ “ทวินิยมแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรม” ที่โด่งดังแพร่หลายมากในโลกตะวันตก
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1

มรดกความทรงจำแห่งโลก (ภาษาอังกฤษ: Memory of the World, ภาษาฝรั่งเศส: Mémoire du monde) คือแผนงานที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก กำหนดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) เพื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ และการเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของโลกที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกไว้ในรูปแบบใดหรือของประเทศใดก็ตาม ถือว่าเป็นแหล่งรวมความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทั้งในด้านของวัฒนธรรม จากสังคมในอดีตให้แก่สังคมปัจจุบัน และเพื่อที่จะสืบสานส่งต่อให้แก่สังคมในอนาคต

สำหรับในประเทศไทย ในปัจจุบันมีคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกเป็นผู้ดูแลงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นอกจากนั้นศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงยังได้รับการรับรองให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกอีกด้วย [1]

และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 ทางยูเนสโกยังได้รับรอง จารึกวัดโพธิ์ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81

"ฟิล์มภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกปัจจุบัน บริษัทเทคนิคคัลเลอร์ประเทศไทยได้เข้ามาช่วยทางเทคนิครักษาฟิล์มให้คงมีสภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และการที่หอภาพยนตร์ฯ ได้รับรางวัลเหรียญเงินแฟลลินี ตั้งชื่อตามผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลี นายเฟเตริโก เฟลลินี ในสาขาวัฒนธรรมสื่อสารมวลชนจากยูเนสโก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมารางวัลนี้จะมอบให้กับผู้กำกับภาพยนตร์เป็นส่วนใหญ่ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลคนแรกคือ นายซิดดิก บาร์มาค ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอัฟกานิสถานได้เหรียญเงิน และคลินต์ อีสต์วู้ด ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังชาวอเมริกันได้เหรียญทอง นับเป็นครั้งแรกที่ยูเนสโกมอบรางวัลนี้ให้กับองค์กรที่ทำงานด้านอนุรักษ์ฟิล์มเก่าที่เป็นสมบัติล้ำค่าของชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของโลก สอดคล้องกับมรดกความทรงจำของโลกอีกด้วย" นักอนุรักษ์ฟิล์มกล่าว.

hilight.kapook.com/view/16571 – 94k

-มรดกโลกทางความทรงจำ
ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’: สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม …โดยในหัวข้อ ชาตินิยม และความเป็นไทยในภาพยนตร์ไทย www.prachatai.com/05web/th/home/10753 – 67k


ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม “ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ”

ปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม “ปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”
โปรย / บทความวิเคราะห์ที่มาของปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม และโบราณคดี เพิ่มเติมจากที่มีการมองผ่านเรื่องอำนาจของการเมือง แผนที่ และความรู้ทางประวัติศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานของข้อมูลประเด็นเขาพระวิหารที่เสนอกันไปหลายแง่มุมแล้ว รวมถึงมองผ่านอนุสาวรีย์

ชัยสมรภูมิโดยกรอบคิดทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อม

อรรคพล สาตุ้ม
เจ้าหน้าที่พิเศษโครงการย้อนร้อยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์

* บทความนี้ได้ ปรับปรุง เพิ่มเติม และตัดทอนบางส่วนจากบทความเรื่อง ผลกระทบของการพัฒนา และโลกาภิวัตน์ ต่อภูมิจักรวาล : “การอ่านอนุสาวรีย์ของปลาบึก” ในภาพสะท้อน ที่ วัดหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย  ซึ่งได้นำเสนอในรวมบทความ ประชุมวิชาการศิลปะและ

วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง: เอกภาพและความหลากหลาย จัดโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2550      

 

ความเป็นมาของปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม
ย้อนทบทวน ความเป็นมาของอิทธิพลทางศิลปะในรัชกาลที่ 5 เพื่อแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ของชาติ โดยสืบต่อภาพลักษณ์มาในยุครัชกาลที่ 6 จากโลกทัศน์เกี่ยวกับศิลปะในช่วงเวลานั้น โบราณคดีสยามถูกจัดให้เป็นระบบมากขึ้นจากทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย เช่น รัชกาลที่ 6, สมเด็จฯ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และยอร์ช เซเดส์  เพราะตั้งแต่หลังยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ดูเสมือนว่าจะมีการหันมาเน้นศาสตร์ในด้านนี้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือแสดงความมีอารยธรรมสูงของไทย เพื่อต่อสู้กับการดูถูกของชาวยุโรป เป็นเครื่องแสดงออกความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่ไม่

แพ้ชาติยุโรป ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโบราณคดีชาตินิยม และปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม [1]

โดยในยุคนี้เองได้เกิดทฤษฎีประวัติศาสตร์สามกรุง  คือ ประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมดเริ่มต้นที่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลาต่อมา และในสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดกรมศิลปากร ก็เริ่มมีบทบาทในการส่งเสริมศิลปะแบบราชการ โดยมีการรับอิทธิพลสืบมาถึงหลวงวิจิตร

วาทการ (ดูเพิ่มเติม: ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม)

การอธิบายตามปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะของรัชกาลที่ 6 ก็เผยแพร่ให้คนทั้งหลายรู้เห็นความรุ่งเรืองของสยาม และเพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม  ซึ่งพระองค์ได้ทรงถูกยกย่องว่าทรงมีพระอัจฉริยะภาพ ทั้งด้านการละคร การแสดง และปรากฏผลงานภาพฝีพระหัตถ์ ที่เป็นภาพล้อ

หรือการ์ตูน(ดังที่เกิดภาพล้อพระองค์ทรงนำคนสยามชักรอกขึ้นเหนือคนเขมร ญวน ด้วยปรีชา วิริยภาพ ด้านกสิกรรม และหัตถกรรม การศึกษา ทหาร ฯลฯ) นอกจากนั้น พระองค์ทรงพระปรีชา ด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ ดังปรากฏผลงาน“เที่ยวเมืองพระร่าง”(ช่วง พ.ศ.2450 เป็น

เวลาที่เกิดความตกลงของรัชกาลที่ 5 เขาพระวิหารจึงได้ถูกขีดเส้นให้เป็นของฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา) รวมถึงทรงมีผลงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น  “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” และ “เทศนาเสือป่า” เป็นต้น

ผลงานของรัชกาลที่ 6 ส่งผลต่อพลังอำนาจ ด้านแนวคิด หรือ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันสะท้อนพระพุทธศาสนาประจำชาติออกมา ซึ่งรับอิทธิพลจากสมัยรัชกาลที่ 5 ในส่วนด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญ ท่ามกลางความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการค้า แนวทางทุนนิยมในสมัยรัชกาลที่

6 และด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงส่งทหารเข้าร่วมการรบในสงคราม เป็นส่วนสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงของรัฐราชสมบัติสยามขณะนั้น ทำให้เกิดการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และการท้าทายอย่างใหม่

โดยกระแสความคิดทางการเมืองการปกครอง และลัทธิสังคมเศรษฐกิจ เช่น คอนสติติวชั่น ปาลิเมนต์ เก๊กเหม็ง รีปับลิก อานาคิช โสเชียลิสต์ ฯลฯ สะพัดอยู่ในหมู่ชนชั้นกลางทั้งในและนอกราชการ อันเป็นชนชั้นนักอ่าน นักเขียน นักแปลในสยาม สุดที่พระราชอำนาจสมบูรณ์ทางทฤษฎี ทว่า

ถูกจำกัดในทางปฏิบัติจากสิทธิสภาพนอกเขตของฝรั่ง และระบบราชการสมัยใหม่ ซึ่งเติบโตพร้อมกับทุนจีนเสรี ต่างๆ ในสถานการณ์นั้น รัชกาลที่ 6 ทรงพระนิพนธ์ อุตตรกุรุ : ดินแดนอัศจรรย์ของเอเชีย  คือ รัชกาลที่ 6 ทรงเปรียบเทียบแนวคิด ยูโทเปีย และลัทธิโสเชียลิสต์สมัยใหม่ โดย

เปรียบว่า สิ่งนั้นมีอยู่ในไตรภูมิ-อุตรกุรุทวีป-ยุคพระศรีอาริย์ แม้ว่าในรัชกาลที่ 6 ทรงพระนิพนธ์บทความดังกล่าวเพื่อยับยั้งกระแสลัทธิโสเชียลิสต์สมัยใหม่ ที่จะมีผลต่อการเมืองสยาม ก็สะท้อนคติไตรภูมิ- พุทธศาสนา  มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสมัยนั้น(และสืบต่อมา ที่ประกาศ

คณะราษฎร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อยุคพระศรีอาริย์)

ส่วนกรณีผลพวงจากการเสียดินแดนฝั่งซ้าย และฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทำให้เชียงของส่วนหนึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส หรือกบฏเงี้ยว ฯลฯ แม้แต่ในเชียงของก็ตาม ทำให้มีการปฏิรูปต่อจากรัชกาลที่ 5 ทรงยกเมืองขึ้นเป็นจังหวัดนั้น กระบวนการการสร้างสำนึกของชาติยังไม่สิ้นสุด เพราะการยก

เมืองเชียงราย ให้อยู่ในมณฑลพายัพ พ.ศ.2453 ถึงรัชกาลที่ 6 เกิดปัญหาปี พ.ศ. 2455 คือ กบฏ ร.ศ. 130  และในปี พ.ศ.2458(ห่างกัน 5 ปี) โปรดทรงให้รวบรวมมณฑลต่างๆ ออกรวมเป็น 4 ภาค ปักษ์ใต้ พายัพ อีสานและอยุธยา ส่วนกรุงเทพมหานาครนั้นเป็นอีกมณฑลหนึ่งต่างหาก

ต่อมาก็เลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยเจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงของ คือพระยาจิตวงษ์วรยศรังษี โดยยกเลิกตั้งแต่ปี พ.ศ.2453 ต่อมาเชียงของ ซึ่งเคยขึ้นอยู่กับน่าน กลายเป็นขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย

กล่าวโดยย่อ จากอิทธิพลจากรัชกาลที่ 5 ก็คือ ภาพสะท้อนของการทำให้เกิดการรับช่วงต่อของความคิดสร้างอาณานิคมภายในที่มีแผนที่สมัยใหม่เกิดขึ้นแล้ว ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย ที่มีการฝังหมุดคณะราษฎร ณ อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6

ทรงก่อตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำ คือ กรมประมงในปัจจุบัน เพื่อการรักษาอนุรักษ์สัตว์น้ำ และก็มีปรากฏการณ์ของป้ายจารึก กับอนุสาวรีย์ ที่สำคัญเกี่ยวกับสุนัข คือ อนุสาวรีย์สุนัขย่าเหล โดยมีคำจารึกเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ ทำให้ทราบเหตุผลในการก่อสร้างไว้ หมายถึงเพื่อเป็นพยานรัก ที่

แสดงความซื่อสัตย์ระหว่างสุนัขตัวนี้ กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉะนั้น อนุสาวรีย์เป็นเครื่องหมายสำคัญทางสัญลักษณ์ของรัฐไทยเป็นต้นมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 7

“ชาตินิยม” ในนามประเทศสยาม  สู่การเปลี่ยนนามประเทศไทย และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
คณะราษฎร ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2481 และมีการก่อตั้งสวนสัตว์ดุสิตในปี พ.ศ.2481 และต่อมาก็เปลี่ยมนามประเทศ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” (ดูเพิ่มเติม: ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้าง

เผือก’สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม) หลังจากนั้น มีการวางศิลาฤกษ์ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น ก็ตั้งแต่ในวันเปลี่ยนนามสยามเป็นไทย” โดยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเกี่ยวกับหลัก 6 ประการ คือ เอกราช และความสงบภายใน สิทธิ เสรีภาพ ฯลฯ เป็นต้น  มีพิธีเปิด   เมื่อวันที่ 24

มีนาคม พ.ศ. 2483) ฉะนั้น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นเครื่องหมาย เพื่อสะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย

 เมื่อรัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน “มณฑลบูรพา” และ “ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง”

จนในที่สุด ก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง “กองกำลังบูรพา” ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น “มหามิตรใหม่” เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ “ไทย” สมัยพิบูลสงคราม

(ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)

แผนที่ดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศส ที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยึดได้มาเมื่อปี พุทธศักราช 2484 คือ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม และจังหวัดนครจำปาศักดิ์ ในกรณีของจังหวัดพิบูลสงครามนั้น คือจังหวัดเสียมเรียบของกัมพูชาเดิมนั่นเอง แต่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้

เป็นของไทย ในกรณีของจังหวัดจำปาศักดิ์นั้น รวมอาณาบริเวณทางตอนใต้ของเทือกพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหารและเมืองจอมกระสาน ฯลฯ

เมื่อนั้นเอง ที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาท

การ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483

ช่วงสมัยดังกล่าว ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า “ได้ปราสาทเขาพระวิหาร” มา ดังหลักฐานในหนังสือ “ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน” ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า

“ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ” (ที่มา: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม)

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จงเปลี่ยนความหมาย “ชาตินิยม”เพื่อชัยชนะร่วมกัน
ด้วยเหตุพิพาทอินโดจีนดังกล่าว จึงเกิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 เพื่อแสดงวีรกรรม ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่เสียชีวิต ซึ่งรูปแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเปรียบเทียบแตกต่างจากอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีลักษณะสถูปเจดีย์ (ดูเพิ่ม

เติม: ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม) ดังนั้น อนุสาวรีย์สะท้อนรูปแบบชาติไทยไปในตัวเอง คือรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ และร่างกายของทหาร มีกล้ามเนื้อมากกว่าจะเป็นรูปแบบร่างกายในงานจิตรกรรมภายในวัด ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบเจดีย์ดังกล่าวไป

แล้ว แต่ว่าสิ่งที่สะท้อนชี้ให้เห็นถึงการผสมผสานแนวคิดปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม กับการเรียกร้องพรมแดน คือ สงครามอินโดจีน มีกรณีเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่าง ซึ่งทำให้เห็นว่า “ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม” ก็ยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าจะมีอนุสาวรีย์ชัย

สมรภูมิ (Victory Monument) ก็เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงเทพมหานคร โดยรอบเป็นวงเวียน อยู่กึ่งกลางระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพญาไท ตั้งอยู่ที่ กิโลเมตรที่ 0.0 ของถนนพหลโยธิน (แต่เดิมชื่อถนนประชาธิปัตย์ แล้วเปลี่ยนเป็นถนนพหลโยธิน)

ดังนั้น ความสำคัญของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญและเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิตใน กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีอีกด้วย โดยการออกแบบอนุสาวรีย์ของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล มี

แรงบันดาลใจ 5 ประการ คือ

-ปฏิบัติการของกองทัพทั้ง 4
-ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกำลังพลโดยเฉพาะ
-อาวุธที่ทหารใช้สู้รบ
-เหตุการณ์ที่สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบ
-ความสนใจของประชาชน

หม่อมหลวงปุ่มใช้ดาบปลายปืน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร โดยใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วนคมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดาน

ห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส

ด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืน มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดสองเท่าคนธรรมดา ของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข,

แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของ ศ.ศิลป พีระศรี (ซึ่งก็มีการกล่าวว่าอนุสาวรีย์เป็นแบบนีโอ-ฟาสซิสม์ ฯลฯ เป็นต้น)

กรณีทางการเมือง ก็พลิกผันกลับมาอีกครั้งของรัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้

กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยู่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497  และอิทธิพลทางศิลปะสมัยใหม่ ก็ถึงจุดเปลี่ยนไป คือรูปแบบศิลปะคณะราษฎร์ หายไป

ตั้งแต่ พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ช่วงก่อนเวลา พ.ศ. 2475 หมด และผลงานศิลปะจึงกลายป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาก มีการสร้างอนุสาวรีย์พระบิดาด้านต่างๆ โดยใช้คนกลุ่มเดิมซึ่งก็คือ ศิลป์ พีระศรี และหลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้สืบสร้างงานศิลปะและสัญลักษณ์

นั่นเอง (ที่มา: ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ) จากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว อิทธิพลทางศิลปะของคณะราษฎร์จะสร้างชาติผ่านทางปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ จึงหายไปด้วย เพราะการผสมกลมกลืนกับประวัติศาสตร์

ชาติแบบเดิม

กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดย

ทั่วๆ ไป

ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง “กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช” และ “นักราชาชาตินิยม” ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน “รักชาติ” และพ่ายแพ้ตามคำตัดสินของศาลโลก (ที่มา: ชาญวิทย์ เกษตร

ศิริ : ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม)

เมื่อผู้คนสนใจเขาพระวิหาร มากขึ้น และกระแสทางการเมือง ช่วยหนุนนำไป ทำให้ปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่พยายามสร้างอาณานิคมดินแดนของเรา มีแหล่งที่มาของศิลปะ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และในรัชกาลที่ 6 กระแสศิลปะแบบชาตินิยมเดิม จึงกลับมายังในนามประเทศไทย

รวมทั้งยุครัฐบาลสฤษดิ์ แม้ว่าจะเดินตามกระแสการพัฒนาแบบอเมริกัน และเข้าสู่สงครามเย็นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา หลังจากการพัฒนาประเทศไทย มาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนโยบาย “เปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้า” [2] (ยุครัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เคยไปรบศึกอินโดจีน) จนถึงกรณีกบ สุวนันท์ กับนครวัด ทำให้เกิดการประท้วง และเผาสถาน

ทูต ผลพวงเหล่านี้ มาถึงในยุคปัจจุบัน เกิดกระแสชาตินิยม ต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร โดยในท้ายที่สุดประเทศไทย น่าจะมีเป้าหมายของประเทศ ที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับกัมพูชา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยมของอนุสาวรีย์ชัย

สมรภูมิ ยังผลให้มีความหมายชัยชนะร่วมกัน(Win-Win) โดยสร้างความร่วมมือ และเรียนรู้ ทางปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มต้นจากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร น่าจะช่วยก่อให้เกิดมรดกโลกที่แท้จริง

………..
เชิงอรรถ

[1] ชาตรี ประกิตนนทการ พระพุทธชินราชในประวัติศาสตร์การสร้างความเป็นไทย วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 (กรกฏาคม-กันยายน) 2549 : 80 และมาอูริซิโอ เปเลจจี “ยี อี เยรินี กับกำเนิดโบราณคดีสยาม”แปลโดย กนกวรรณ ฤทธิไพโจน์ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 31 ฉบับที่

3 (กรกฏาคม-กันยายน) 2548 :57 และดูเพิ่มเติม  พิริยะ ไกรฤกษ์ อารยธรรมไทย พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ เล่ม ๑  กล่าวว่าปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ คือ การอธิบายตามปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะของรัชกาลที่ 6 ก็เผยแพร่ให้คนทั้งหลายรู้เห็นความรุ่งเรืองของสยาม และเพื่อ

ช่วยกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม  และพิริยะไกรฤกษ์ พรมแดนแห่งความรู้ : รวมบทความของศิษยานุศิษย์ของพระยาอนุมานราชธน โดยพิริยะไกรฤกษ์ กล่าวถึงกรอบของการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ ก็ปรากฏว่า  วิเคราะห์ประวัติการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย

ตั้งแต่ รัชกาลที่ 4-2527 และกล่าวว่าช่วง 2483-2492(กระแสชาตินิยมเช่นกัน) มีความนิยมอารยธรรมตะวันตกนั้น มากกกว่าค้นคว้าเรื่องในอดีต เป็นต้น 

[2] อรรคพล สาตุ้ม ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา อำนาจรัฐ ธุรกิจ และสื่อ ยุคโลกาภิวัตน์  พลเมืองเหนือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 68  17-23 กุมภาพันธ์ 2546 : 6

www.prachathai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12834&Key=HilightNews – 45k –

(ดูสารคดีทางทีวีเพิ่มเติม เรื่อง แม่น้ำโขง)

-จากการเสวนาเรื่อง "การเมืองของความทรงจำ และความหลงลืมทางประวัติศาสตร์ กรณี 6 ตุลา 2519"

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 38
"…ชัยชนะกับความพ่ายแพ้ ก็มีส่วนต่อความทรงจำของผู้คน ชนะมันจำง่าย เห็นความหมายต่อสังคม แพ้จำยาก เวลาเราชนะเรามักลืมคนที่ตาย เพราะเรารำลึกถึงเขาได้อย่างลงตัวว่า เขาเสียสละเพื่ออะไรที่ดีงาม แต่เวลาเราแพ้ คนตายมันหลอนเราชั่วชีวิต เพราะเราไม่รู้จะบอกว่า คนตายนั้นตายทำไม 6 ตุลา จึงคล้ายๆกับผู้ขอโดยสารไปกับขบวนรถประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชั้นกลาง…" ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวไว้

โครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือภาพสะท้อนความพยายามของคนเดือนตุลาและชาวธรรมศ่าสตร์ในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ ด้วยความริเริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๙ อันเป็นวาระครบรอบ ๒๐ ปี ๖ ตุลา เมื่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็นชอบ และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ "ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โครงการนี้จึงได้ดำเนินมาเป็นลำดับ โดยมีท่านรองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร อธิการบดีในขณะนั้นร่วมกับ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ อดีตนักกิจกรรมและ ผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา อีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้จุดประกายให้โครงการนี้ได้ปรากฏ
โดยการค้นคว้าของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ในทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนเป็นที่มาของประติมากรรม ๑๑ เหตุการณ์ อันสะท้อนเป็นความต่อเนื่องของยุคสมัย และกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทางการเมือง ได้แก่

๑.การอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ สร้างเสร็จสมบูรณ์ และทำพิธีเปิดเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๑
๒.การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๓.ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย กำลังปรับปรุงแบบ
๔.ขบวนการนักศึกษา ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๕.ขบวนการสันติภาพ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๖.การเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรกปี ๒๕๐๐ แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๗.ยุคสายลมแสงแดด แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๘.ยุคแสวงหา แบบจำลองเรียบร้อยแล้ว
๙.เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
สร้างเสร็จสมบูรณ์ และทำพิธีเปิดเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๔
๑๐.เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
สร้างเสร็จสมบูรณ์ และทำพิธีเปิดเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ และมีการจัดงานรำลึก ณ ที่นี้มาทุกปี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในทางการเมือง นับแต่การก่อสร้างมาจนถึงปีนี้
 http://www.2519.net/wall-history/page-04.htm

คัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี
ประติมากรรมชิ้นที่ 5 ขบวนการสันติภาพ พฤศจิกายน 2495
ขบวนการสันติภาพเป็นขบวนการใหญ่ เกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมด้วยมีเป้าหมาย คือ ต่อต้านสงคราม การส่งทหารไทยไปรบที่เกาหลี ต่อต้านการขยายอิทธิพลอำนาจของอเมริกา ต่อต้านสงครามเย็น ฯลฯ ผลคือ มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ 19 คน ถูกจับกุม อย่างไรก็ตามคำว่า "สันติภาพ" ได้กลายเป็นคำสามัญที่มีความสำคัญทางการเมือง นับแต่นั้นเป็นต้นมา
รูปแบบ
ประติมากรรมกลางแจ้งเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม ต่อต้านการขยายอิทธิพลของต่างชาติ

http://www.2519.net/wall-history/page-06.htm

จากอุทยาน คือ ธรรมชาติ-กำแพง(มั่นคง แข็งแกร่ง) : สวนประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์ สะท้อนกรวด หิน ดิน ทราย สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นนามธรรม (การศึกษาทางธรณีวิทยาก็ได้ กรณีปราสาทหิน)สู่รูปธรรม เป็นสวนประติมากรรม นั่นเอง

 วันที่ 19

ผม กะ start จริงๆ จะไปทำบุญ แต่พลาดไม่ได้ไปวัด ขอกล่าว จักรวาล-พุทธศาสนา

"จักรวาลวิทยา" เป็นการศึกษาเอกภพโดยรวม ซึ่งนับว่าเป็นการศึกษาถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นพื้นฐานที่สุดในเวลาเดียวกัน จักรวาลวิทยามุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายในเอกภพ พร้อมกับพยายามที่จะอธิบายความเป็นมาของเอกภพในอดีต

และทำนายความเป็นไปของเอกภพในอนาคต เอกภพเป็นอย่างไร เอกภพมีขอบเขตจำกัดหรือไม่ เอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใดเอกภพจึงมีรูปร่างลักษณะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้าเอกภพจะเป็นอย่างไร ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่นักจักรวาลวิทยาทั้งหลายสนใจ

จักรวาลวิทยาในความหมายที่กว้างที่สุด จะหมายถึงการทำความเข้าใจเอกภพโดยอาศัยความรู้จากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา หรือศิลปะ แต่โดยทั่วไปในปัจจุบัน จักรวาลวิทยาจะหมายถึงการศึกษาเอกภพโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งในด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นสองเครื่องมือสำคัญในการใช้ศึกษาเอกภพ เป็นที่ยอมรับกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ยิ่งเรามีความรู้ทางด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์มากขึ้นเท่าใด เราก็จะยิ่งมีความเข้าใจในเอกภพมากขึ้นเท่านั้น

มโนทัศน์เกี่ยวกับเอกภพของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเอกภพประกอบด้วยโลกคือเทพเจ้าเก็บ ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้าคือเทพเจ้านัท ต่อมาเมื่อชาวกรีกโบราณศึกษาท้องฟ้าและการโคจรของดวงดาวมากขึ้น เขาก็สามารถสร้างแบบจำลองเอกภพที่สอด

คล้องกับข้อมูลที่ได้จากการศึกษานั้น โดยให้โลกเป็นจุดศูนย์กลางของเอกภพ และมีพระจันทร์ พระอาทิตย์ รวมทั้ง ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรอยู่รายล้อม แบบจำลองโลกเป็นศูนย์กลางนี้เป็นที่ยอมรับกันมานับพันปี ก่อนที่โคเปอร์นิคัสจะเสนอแบบจำลองใหม่ที่ให้ดวงอาทิตย์เป็น

ศูนย์กลาง ด้วยเหตุผลว่าแบบจำลองนี้ใช้การคำนวณที่ซับซ้อนน้อยกว่า[1] จะเห็นว่าความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้มนุษย์มองโลกและเอกภพต่างออกไป

การศึกษาเอกภพก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะในศตวรรษนี้มีทฤษฎีใหม่ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของเอกภพมากขึ้น เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป และควอนตัมฟิสิกส์ รวมทั้งมีการค้นพบหลายสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อวงการจักรวาลวิทยา เช่น

การค้นพบว่าเอกภพกำลังขยายตัว หรือการค้นพบการแผ่รังสีคอสมิกไมโครเวฟเบื้องหลัง เป็นต้น ทั้งทฤษฎีและการค้นพบใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้ภาพของเอกภพในใจมนุษย์นั้นกระจ่างแจ่มชัดและใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่มนุษย์รู้เกี่ยวกับเอกภพนั้นยังน้อยมาก

และยังคงมีอีกหลายปัญหาในทางจักรวาลวิทยาที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ในปัจจุบัน

มนุษย์มักจะมีคำถามคำถามหนึ่งขึ้นในใจตัวเองอยู่เสมอว่า เรามาจากไหน เราคือใคร และเรากำลังจะไปไหน[2] บางครั้งบางที จักรวาลวิทยาอาจจะเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่จะไขคำตอบของคำถามเหล่านี้ในระดับมหภาคก็เป็นได้

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2

[แก้] เชิงอรรถ
รายละเอียดสามารถดูได้ในบทความ หลักการของออคแคม

พอล โกแกง จิตรกรชาวฝรั่งเศสได้พยายามสื่อคำถามเหล่านี้ในงานจิตรกรรมที่ชื่อ Where Do We Come From? What Are We? Where Are We Going? (1897)

-จักรวาลวิทยา แผนที่ไตรภูมิ กับแผนที่สยาม

ผมเขียนเรื่อง ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง

มีเรื่องหนังสือ SIAM MAPPED…กล่าวถึงการสร้างตัวตนภูมิศาสตร์ของสยาม หรือSIAM MAPPED :
A History of Geo – body of a Nation เป็นต้น

http://boycyberpunk.spaces.live.com/blog/cns!6BEEAA52AFE8BA3D!1592.entry

ความคิดเรื่องไตรภูมิ

 ดูเพิ่มเติมในงาน
ข้ามห้วงมหาสมุทรกับขรัวอินโข่ง : เมื่อชนชั้นนำสยามใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหยั่งรู้ความเป็นจริงของพุทธศาสนา*
สุรชัย จงจิตงาม
ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=198

ข้อสมมติฐานเกี่ยวกับสมุดภาพไตรภูมิ หมายเลขที่ ๖
 รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
 วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๑ มกราคม – มีนาคม ๒๕๕๐

การบรรยายพิเศษ

เรื่อง แผนที่โบราณไทย – เทศ: โลกภูมิสัณฐานแบบไตรภูมิ จักรวรรดินิยมตะวันตก
และ "อธิปไตย" ของไทย

โดย รองศาสตราจารย์ฉลอง สุนทราวาณิชย์

วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น.

ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเปลี่ยนแปลงคติไตรภูมิ และมโนทัศน์เกี่ยวกับแผนที่ ในสังคมไทย โดย ธิดา สาระยา ใน วารสาร เมืองโบราณ ปีที่17 ฉบับที่1 มกราคม-มีนาคม 2534(ธิดา สาระยา และธงชัย วินิจจะกูล เป็นลูกศิษย์ของCraig J Reynolds)

-Buddhist Cosmography in Thai History, With Special Reference to Nineteenth-Century Culture Change

-Thai Identity in the Age of Globalisation in National Identity Thailand and its Defenders: Thailand Today
 Craig J.Reynolds (ed.), (หน้าปกหนังสือเป็นรูป อนุสาวรียชัยสมรภูมิ)

http://asianstudies.anu.edu.au/Dr_Craig_Reynolds

-การอธิบายสมุดภาพไตรภูมิ โดย ไมเคิล ไรท์  สันติ เล็กสุขุม และพิริยะ  ไกรฤกษ์ ฯลฯ

-แผนที่โบราณ แสดงประเทศไทยและประเทศอื่นๆ (จากหนังสือไตรภูมิฉบับเขมร) และผมลองหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า เดวิด แชนด์เลอร์ ผู้เขียนประวัติศาสตร์กัมพูชา กล่าวถึงแผนที่เป็นสิ่งที่แทบไม่ใช้กัน ซึ่งน่าจะหมายความว่าการแบ่งเขตชัดเจน ก่อนฝรั่งเศสจะเข้ามาในเขมรไม่ปรากฏนั่น

เอง และผมนำเสนอปราสาทเขาพระวิหารเป็นปัญหา (จากปราสาทหิน และถ้ำในดอยหลวงเชียงดาว ในเชียงใหม่ เป็นทรัพยากรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผีต้นน้ำ) ตั้งแต่แผนที่ ศิลปะชาตินิยม และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทำไงให้มีประเด็นทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ต่ออุทยานแห่งชาติเขาพระ

วิหาร โดยสันติภาพ ในยุคโลกาภิวัตน์

———————————
หนังสือ โฉมหน้านักประพันธ์ ของ วิลาศ มณีวัต ครั้งนั้น ท่านจั่วหัวเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนอังกฤษผู้นี้ว่า เชสเทอร์ทัน ดาราปากจัดแห่งฟลีตสตรีท เมื่อเขียนมาถึงงานเขียนชุด Father Brown แม้จะไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมากนัก แต่วิลาศมณีวัต ก็ได้แนะนำ คุณพ่อบราวน์ ไว้อย่าง

เป็นภาพรวมกว้างๆ ให้ ‘นักเรียนวัด’ คนหนึ่งได้รับรู้ ดังนี้

"..ตอนที่เชสเทอร์ทันมีชื่อเสียงอยู่นั้น วงการอ่านกำลังเห่อเรื่องประเภทเชอร์ลอคโฮมส์อยู่ นักเขียนถึงพยายามเขียนกันเพราะกำลังเป็นแนวที่คนนิยมขายดิบขายดี เชสเทอร์ทันก็เอากะเขาบ้าง โดยเขียนเรื่องชุด Father Brown ขึ้น อาศัยที่คารมหลักแหลมก็มีผู้นิยมอ่านกันมากทั้งๆ ที่ไม่

เหมือนเรื่องนักสืบที่คนทั้งหลายเขาแต่งกันสักนิดเดียว เพราะอดที่จะแซกการวิจารณ์ภาวะของโลกสมัยใหม่ตามแบบนักคิดไม่ได้ (แบบเดียวกับ OSK คึกฤทธิ์ ปราโมช).."

"ธรรมะสำหรับคนนอกวัด" เขียนโดย วิลาศ มณีวัต เป็นหนังสือในโครงการส่งเสริมวรรณกรรมร่วมสมัยที่หาอ่านยาก โดยที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือโปรดของผม(คุณวิชัยเจ้าของ wichai.net) เวลาผมรู้สึกสับสนและร้อนรุ่ม ผมมักจะหยิบขึ้นมาอ่าน เปิดตรงไหนก็อ่านตรงนั้น ไม่จำเพาะ

เจาะจง ผมได้ประโยชน์จากการอ่านเสมอ จนต้องเขียนบันทึกไว้ว่า “หนังสือเล่มนี้ ควรเอาไว้ใกล้ตัว เพื่อจะได้หยิบขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ…. ไฟแห่งความอยากนานาประการที่สุมอยู่ในใจ จะได้มอดลงเสียบ้าง”

ผู้เขียนกล่าวในคำนำสำหรับการพิมพ์ครั้งที่สี่ว่า “หนังสือ ธรรมะสำหรับคนนอกวัด เล่มนี้ ได้รับเกียรติมีผู้ขอไปพิมพ์แจกงานศพบ่อยที่สุด….จนเพื่อนฝูงเขาล้อผมว่า หนังสือเล่มนี้ วิลาศเขาเขียนให้ผีอ่าน ผีนิยมอ่านกันจังเลย”

สายลม แสงแดด..ของชีวิต
จากหนังสือ "สายลมแสงแดด" โดย อ.วิลาศ มณีวัต

"ในมหาวิทยาลัย มีวิชาที่ท่านเรียนได้ทุกอย่าง
ยกเว้นอย่างเดียวคือเรื่องของชีวิต
ซึ่งจะต้องเรียนเอาเองจากความทุกข์ของตนเอง"

"ท่านเคยเห็นไหม?
ความงามของท้องฟ้าอัสดง
มันเป็นความงามที่ไม่ต้องซื้อหา
และคนตาบอดอยากเห็นกันมาก แต่คนตาดีมักไม่ค่อยมีเวลาดู"

http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=print&sid=194

ดังที่กล่าวแล้วว่า วันนี้ ผมพลาดไม่ได้ไปทำบุญ ทอดกฐิน ที่วัด น่ะครับ เลย เอาเรื่องธรรมะมาฝาก เพราะช่วงกลับบ้าน ผมอ่านหนังสือธรรมะสำหรับคนนอกวัด อีกรอบแล้ว รู้สึกว่า ยังเปิดหัวใจอันสงบสุขเสมอ แม้ว่าจะตามข่าว ดู เอเอสทีวี และความจริงวันนี้ ในช่วงงานศพของอาหม่า ก็ตาม
ปิดท้ายในวันนี้ แล้วจะมาเล่าถึง Messageของ lost in translation ซึ่งน่าจะมีผลต่อไทย-กัมพูชา และเล่าถึงการเดินทางของผม ระหว่างกลับบ้าน

http://www.lost-in-translation.com/

วันที่ 22 งดเล่าเรื่องกลับบ้าน เอาไว้โอกาสหน้า หละกัน

ไทย-กัมพูชา จะเปิดค้าขาย ที่จุดผ่านแดนตามปกติในวันนี้

ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ระบุ ไทยและกัมพูชาจะเปิดทำการค้าขาย ที่จุดผ่านแดนตามปกติในวันนี้
นายศรีวรรณ เกียรติสุรนนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะกัน

จนมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น ในส่วนของการค้าขายไทย – กัมพูชา ที่บริเวณจุดผ่อนปรน 2 จุด คือ จุดผ่อนปรน อำเภอกันทลักษณ์

และจุดผ่านแดนถาวรด่านช่องสำงำนั้นต้องหยุดไปชั่วคราว โดยวันนี้(19 ต.ค.) จะเปิดค้าขายตามปกติ สำหรับสินค้าที่ค้าขายจะเป็น

สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกันนี้ ยังฝากให้รัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องวางเป้าหมายการค้าขายในบริเวณ

ดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับกัมพูชาให้มากที่สุด

http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255110190014&tb=N255110&news_headline=%E0%

B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%

B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2551

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%

E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%84%

E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%

E0%B8%8A%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2551

กัมพูชาเผยมีทหารเสียชีวิต 2 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย จากการปะทะทหารไทย

——————————————————————————–

พนมเปญ 15 ต.ค. นายฮอ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา แถลงต่อนักการทูตต่างชาติในกรุงพนมเปญว่า เหตุปะทะกันที่บริเวณ

ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิตไป 2 นาย และบาดเจ็บอีก 2 นาย…

http://www.publichot.com/forums/showthread.php?t=330564

ทหารไทยสิ้นใจ เซ่นปะทะเขมร

สมชายนัด ถกฮุนเซน ในอาเซม

 

ทหารพรานที่เจ็บสาหัสจากวันปะทะกับทหารเขมร สิ้นใจแล้ว ญาตินำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ขณะที่การเจรจาคลี่คลายปัญหา

ชายแดน ทั้งนายกฯ สมชาย กับ รมว.ต่างประเทศ เตรียมหารือ "ฮุนเซน" นายกฯกัมพูชา ช่วงไปประชุมอาเซม ที่กรุงปักกิ่ง ย้ำเป็น

ประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด มีสัมพันธ์ดีต่อกัน ยืนกรานใช้เวทีเจรจา 2 ประเทศ ไม่หยิบยกปัญหาไปพูดในเวทีใหญ่ "บัวแก้ว" เรียกอุปทูต

เขมร มารับหนังสือประท้วงอีกรอบ กรณีส่งทหาร 9 นายพร้อมอาวุธวางกำลังที่ "ศาลาตรีมุข" ช่องบก อุบลฯ ทั้งที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน 3

ประเทศ ลาว-ไทย-กัมพูชา….

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?

newsid=TUROd01ERXdOREl5TVRBMU1RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMH

hNQzB5TWc9PQ==

ทักษิณคุก2ปี "อ้อ"รอด-กร้าวไม่ลี้ภัย อ้างรู้ผลอยู่แล้ว
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?

newsid=TUROd01ERXdNVEl5TVRBMU1RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMH

hNQzB5TWc9PQ==

 

ดื้อแพ่ง หรือ อารยะขัดขืน (อังกฤษ: civil disobedience)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%87

อารยะขัดขืนของชัยวัฒน์ ก็อ้างอิง งานภาวะอย่างไรหนอ? ของธงชัย และพูดถึงการแปล civil society ว่า ทำไมไม่แปลเป็นสังคม

อารยะ(แต่แปลเป็นประชาสังคม น่าสนใจในการผลิตคำของนักคิด) การ อ้างอิง "ร่างอารยะ" ในหนังสือเผยร่าง พรางกายฯ เป็นต้น

ผลพวงของอารยะขัดขืน โดยพันธมิตรฯ ที่มีการปลุกประเด็นเขาพระวิหาร เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร์ โดยอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ ก็

อภิปรายเรื่องนี้ ตั้งแต่ 24-26 มิถุนา 2551กระบวนการ มาระเบิด เพราะการสื่อสารประเด็น ในการแปลความหมาย มรดกโลก ไม่ตรงกัน

และแผนที่ พรมแดน ปราสาทเขาพระวิหาร ไม่มีประเด็นสิ่งแวดล้อม นำสู่ ประเด็นทำให้ นพดล ปัทมะ(อดีตเคยทำงานให้ประชาธิปัตย์)

กลายเป็น lost ลาออกจากตำแหน่งรมต.ต่างประเทศไป

ผมจบปิดประเด็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ด้วยเหตุว่า  Bob is Lost ของตัวเอกในเรื่อง Lost In Translation

http://www.lost-in-translation.com/intro.html

และสะท้อนการเมืองว่า คนบางคนถูกทำให้lost ในกรณีทักษิณ ศาล"พิพากษา" เรียบร้อยแล้ว และศาลเตี้ย ศาลทางสังคม or social

space/ civil society จะพิพากษาเขาในระยะยาว อย่างไร ต่อไป ?

 

วันที่ 24 เป็นวันสหประชาชาติ
สหประชาชาติ เป็นองค์กรระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำสันติภาพมาสู่โลก พยายามให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาได้อยู่ร่วมกัน อย่างเสมอภาคและสันติสุข อีกทั้งช่วยอนุชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยสงคราม ดำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงถาวรระหว่างประเทศ ฯลฯ ประวัติความเป็นมา
ในปี พ.ศ. 2484 ผู้แทนประเทศต่างๆ มาประชุมร่วมกันที่พระราชวังเซนต์เจมส์ เพื่อเจรจายุติสงคราม มีการเสนอให้จักตั้งองค์กร เพื่อรักษาสันติภาพของโลก
ในวันที่ 14 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2484 ประธานธิบดีรูสเวสต์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล แห่งอังกฤษบนเรือประจัญบานออกัสตา เรียกแถลงการนี้ว่า กฏบัตรอแตแลนติก เพื่อตั้งองค์การสันติภาพขึ้น และก่อให้เกิดการร่วมลงนาม ในปฏิญญาสหประชาชาติ ทำให้เกิดคำว่าสหประชาชาติ
ต่อมานานาชาติได้ร่วมแถลงการณ์และลงนามกัน ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวนที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2485 ในการที่จะยอมปฏิบัติตามหลักในกฏบัตรแอตแลนติก
ในปี พ.ศ. 2486 ได้มีการประชุมที่กรุงมอสโค มีผู้แทนของอเมริกา อังกฤษ โซเวียต และจีน ได้ประกาศเจตจำนงร่วมกัน ในการก่อตั้งองคืการสหประชาชาติ
มีการประชุมกันที่คฤหาสน์ดัมบาร์ตันโอคร์ ที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 14 สิงหาคม ถึง 7 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ระหว่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียต และจีน ต่อมาในวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ประธานาธิบดีรูสเวลต์ กับนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และสตาลิน ได้ประชุมกันที่ ยัลตา บนคาบสมุทรไครเมีย เพื่อตกลงกันในเรื่องสิทธิยับยั้งในสภารักษาความปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึง 26 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ประเทศต่างๆ จำนวน 50 กว่าประเทศ ได้ร่วมประชุมกันที่ ซานฟรานซิสโก เพื่อยกร่างกฏบัตรสหประชาชาติขึ้น โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ดังนั้น จึงถือเอาวันที่ 24 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสหประชาชาติ
http://www.tongzweb.com/10-24.asp

พญานาคล้ำค่า200ปี เศียรสะบั้น สลดวัดเจดีย์หลวง

เศร้าสะเทือนใจ วัดเจดีย์หลวง พายุฝนถล่มเชียงใหม่ พัดนั่งร้านคนงานที่บูรณะวิหารวัด หักพังลงมาทับเศียรพญานาคอายุกว่า 200 ปี ขาดสะบั้น เผยเป็นวัตถุโบราณสำคัญที่ขึ้นทะเบียนว่าเป็นรูปปั้นที่สวยสุดแห่งล้านนา
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakl5TVRBMU1RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09DMHhNQzB5TWc9PQ==

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3

ผมเพิ่งมีเวลา มาเขียนถึงเรื่องต่างๆ  เดือนนี้ มีวันสำคัญ อื่นๆ และสัปดาห์เขียนจดหมาย เป็นต้น

เรื่อง chunking express  แปลได้ในบริบท(context) ที่มีการกล่าวถึงโดยผมเองไปแล้ว ซึ่งผู้กำกับ หว่องกาไว เคยบอกว่า หนังของเขา เปรียบได้เป็น โปสการ์ด 1ใบ ไม่ใช่หนังสือ 1 เล่ม
แค่นั้น คือ สิ่งที่ หว่อง สื่อกับผู้ดูภาพยนตร์ แต่ว่าตัวละครในหนังของเขา กับมีความเหมือน แตกต่าง และคล้ายคลึงกัน เช่น ผู้หญิงผมทอง ใส่แว่นกันแดด  และเสื้อกันฝน เพื่ออำพรางตัวเองในChunkingฯ ส่วนเรื่อง Fallen Angels ย้อมผมเป็นสีทอง
เพื่อที่ว่า "ฉันจะได้ไม่ถูกลืม"..(นักการเมืองอย่างทักษิณ เกิดอาการพลัดถื่น จะทำไงไม่ให้ถูกลืม ?)………..และ คนกำกับหนัง Lost  In Translation โซเฟีย คอปโปลา ก็ถึงขนาดขอบคุณ หว่อง ในการรับรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ แก่เธอ

จากประสบการณ์ Lost In Translation ของผม

วันแรกก่อนขึ้นเครื่องบินออกจากประเทศไทย ผมยังเจอคนไทย และพูดคุยกัน บางคนไม่เคยข้ามพรมแดนออกนอกประเทศ  และจะเข้ามาทำงานสิงคโปร์ก็ถามพูดคุยกับผม ส่วนผมก็เจอสาวๆ คนไทยจะไปเที่ยวสิงคโปร์ ระหว่างจะขึ้นเครื่องบิน เราสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ไม่เกิดอาการ Lost In Translation ระหว่างคนไทยด้วยกัน และน่าเสียดาย ผมไม่ได้บันทึกภาพ นักเดินทางเหล่านี้ไว้สื่อให้คนอ่านเลย

จากภาพถ่าย ซึ่งผมไม่ได้ถ่ายภาพไว้  ด้วยจังหวะไม่เอื้ออำนวย มันมีคุณค่าอะไรมากกว่ารูปภาพ ที่มีการหยิบจับขึ้นมาดูรูปนั้น  หากเราจะใช้ภาพถ่ายเพื่อตามหาคนในรูปภาพ เพื่อการค้นพบกัน และเมื่อผมหลงทาง กลางคืนในระหว่างทางกลับจากท่องเที่ยว และบังเอิญเจอสาวสิงคโปร์ ก็ถามทาง โดยผมพูดกับเธอ แล้วเธอถามผมกลับมาเป็นภาษาอังกฤษว่า คุณ สามารถพูดจีน หรือ ภาษาอังกฤษ ผมเกิดอาการอึ้งไปชั่วขณะ คิดในใจว่า Lost In Translation  แล้ว ผมพูดถามทางต่อ จนกระทั่ง ผมทราบว่าจะไปทางไหนกลับที่พักได้

กระนั้น ผมรื้อฟื้นความทรงจำกลับมาเขียน ถึงการเดินทางในสิงคโปร์ๆ อยากจะบอก ว่า เราดูละครทีวี เช่น หมวยอินเตอร์  จะเห็นวัฒนธรรมไทยๆ กับ จีนๆ

เพียงความรู้สึกของ ผม แว่บๆในหัวสมอง ช่วงกลับบ้าน ตั้งแต่รองเท้าแตะของผม มันหมดอายุ จึงต้องเปลี่ยนรองเท้าแตะใหม่  และคิดถึงว่า อาหม่าของผม อายุยืน 92 ปี แล้วเราจะอยากอายุยืนกันไหม?

ถ้าคุณอยากอายุยืน ลองอ่าน….
อาหารจำเป็นของการมีอายุขัยยั่งยืน อย่าให้ขาด ชา กาแฟและโกโก้ [22 ต.ค. 51 – 00:20]
 
นักวิทยาศาสตร์โภชนาการเอกสั่งว่า ถ้าอยากมีอายุขัยให้ยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง ควรจะต้องดื่มชา และกาแฟ ไม่ก็โกโก้ทุกวัน ในปริมาณที่สมควรและไม่มากเกินไป อย่าให้ขาด

ศาสตราจารย์แกรี วิลเลียมสัน มหาวิทยาลัยลีดส์ แห่งอังกฤษ มีความเห็นว่า ผู้ที่อยากมีอายุยืนสุขภาพแข็งแรง จะขาดชา กาแฟ และโกโก้ ไม่ได้ เพราะมันเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญ เครื่องดื่มทั้งสามนี้ รวมอยู่ในรายการที่เขาให้ชื่อว่า “สิ่งที่ใช้เป็นอาหารอันจำเป็นของการมีอายุขัยยืนยาว” ที่กำลังรวบรวมอยู่ ทั้งหมด 20 อย่างด้วยกัน

เขายกย่องว่าอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ ไม่ แต่เพียงจะช่วยชะลอความแก่ชราให้เท่านั้น หากยังจะช่วยถนอมรักษาเซลล์ไม่ให้เสื่อมโทรมลงตามธรรมชาติของกาลเวลาด้วย

อาจารย์แกรีบอกต่อไปว่า จากการศึกษาทางระบาดวิทยา ได้ผล ต่างพากันสนับสนุนพวกอาหารที่อุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ในการปกป้องคุ้มครองร่างกาย ผู้ที่กินผักและผลไม้น้อยจะขาดสารนี้ เป็นเหตุให้เสี่ยงกับการเจ็บป่วยมากขึ้น “เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นกับที่จะได้บรรลุอายุขัยได้สูงสุด จึงต้องถือ ว่ามันเป็นพื้นฐานของการมีอายุขัยยั่งยืน” อย่างแท้จริง. 
 
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=108489

 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s