ภาวะการอยู่คนเดียวและสถานีปลายทางที่แท้จริง

วันที่ 1 ต.ค.2551 พายุเมขลาเข้าประเทศไทย

Chungking Express[ 283 ]send to friend
      
 ‘โลกนี้มีอะไรบ้างที่ไม่หมดอายุ’
ตำรวจหนุ่มรหัส ‘622’  (ทาเคชิ คาเนชิโร่) ตั้งข้อสงสัย…
วันที่ 1 เมษายน คือวันที่ ‘เมย์’  แฟนสาวบอกเลิกกับ ‘622’
จากวันนั้นเขาเริ่มซื้อสับปะรดกระป๋อง (ของโปรดของเธอ)
ที่หมดอายุวันที่ 31  พฤษภาคม (วันเกิดของเขา) วันละ 1  กระป๋อง
ด้วยความตั้งใจว่าจะซื้อจนกว่าเธอจะกลับมา หรือจนกว่าจะ
ไม่มีสัปปะรดกระป๋องหมดอายุวันที่  1  เดือน may ให้ซื้อ
…จวบจนเที่ยงคืนวันที่ 30 เมษายน  เธอไม่กลับมา…
‘622’  เปิดสับปะรดกินทีละกระป๋อง ขณะนั้นเขาเริ่มคิดว่า…
หัวใจของเมย์ก็เหมือนสับปะรดกระป๋องคือ ‘มีวันหมดอายุ’
                    ……………………………………………………………..
Chungking EXPress(1994)   ภาพยนตร์จีนเรื่องแรกที่
เควนติน ทารันติโน่ เลือกไปจัดจำหน่ายในตลาดอเมริกา ผลงานของ 
ผู้กำกับฯหว่อง คา ไวซึ่งกวาดรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ปี 1994 สาจาผู้กำกับฯยอดเยี่ยม ตัดต่อยอมเยี่ยม และผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (หวังเฟย)พล้อตเรื่องของ Chungking Express เล่า
ได้ง่ายมากคือเป็นเรื่องของนายตำรวจคนหนึ่ง
หลงรักลูกจ้างร้านฟาสต์ฟู้ด และลูกจ้างร้านฟาสต์ฟู้ด(อีกคน) หลงรักตำรวจ(อีกคน)         
ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ตาลปัตรกันอยู่เช่นนี้มากมาย
                    ………………………………………………………….
หลังจากอาเจียนสับปะรดกระป๋องออกมา ‘622’ ตั้งใจจะรักสาวคนแรกที่เขาเห็น
แล้วสาวในวิกผมทอง(หลินชิงเสีย) สวมแว่นกันแดด และใส่เสื้อกันฝนก็เดินเข้ามา
‘เราไม่รู้ว่า เมื่อไรฝนจะตก เมื่อไรแดดจะออก’ เธอให้คำอธิบาย
สาวผมทองเป็นเอเจนต์ค้ายาเสพติด และกำลังตามหาใครสักคนอยู่อย่างเอาเป็นเอาตายหลังจากดื่มกันจนร้านปิด ‘622’ พาสาวผมทอง
ไปนอนพักที่โรงแรม เธอหลับสนิท
ราวกับอดนอนมาหลายวัน ฝ่าย ‘622’ ก็ดูโทรทัศน์จนรุ่งเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม เป็น
วันเกิดของเขาเอง    ‘622’ จากไปก่อนฟ้าสว่างโดยไม่ลืมถอดร้องเท้าให้เธอ พร้อม
เช็ดทำความสะอาดให้ด้วยเน็คไทของเขาเองเช้าวันนั้น 622 ไปวิ่งออกกำลังกายรอบสนามกีฬาด้วยความตั้งใจว่า จะทิ้งเพจเจอร์ที่
ไม่เคยมีใครเรียกหลังจากวิ่งเสร็จ แต่ก่อนที่เขาจะเดินลับจากไป เสียงเพจก็ดังขึ้น สาว
ผมทองเพื่อนในคืนเดียวของเขา  ฝากข้อความมา ‘สุขสันต์วันเกิด’
         ‘ผมหวังว่าคำอวยพรของเธอ จะไม่มีวันหมดอายุ’
           ……………………………………………………………………
ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ฮ่องกงมักตั้งชื่อด้วยคำว่า Express เสมอ ส่วน Chungking         
ก็เป็นย่านเกสต์เฮ้าต์ที่รวมเอาคนต่างชาติมากมายอยู่ในละแวกนั้น จึงไม่แปลกว่า

นี่เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนอาการปะทะ ปนเปทางวัฒนธรรมของฮ่องกง ความสับสนอลหม่าน
ของผู้คน ความรู้สึกหวาดหวั่นในช่วงเวลาที่กำหนดการคืนถิ่นฮ่องกงสู่แผ่นดินจีนใกล้เข้ามา
โดยถ่ายทอดเป็นเรือ่งราวความรัก ความฝันของผู้คนเดินดินที่อยากจะขึ้นเครื่องบิน
ไปให้พ้นจากเกาะเล็กๆแห่งนี้ แต่จะไปไหนได้ไกล ในเมื่อที่นี่คือ ‘บ้าน’ภายใต้เหตุการณ์ปกติของผู้คนใน Chungking Express
พฤติกรรมพื้น ๆ ของตัวละคร
กลับสะท้อนสภาพจิตใจที่ซับซ้อนจนไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลพื้นฐาน ‘622’  ไม่ได้
ซื้อสับปะรดกระป๋องเพราะชอบ และเขาไม่ได้กินมันเพราะหิว เช่นเดียวกับ ‘สาวผมทอง’
ที่สวมแว่นกันแดดและเสื้อกันฝน นั่นก็ไม่ใช่เพราะแดดแรงและฝนตก
            …………………………………………………………….
  
มีบางคนเชื่อว่า…โลกนี้คือ…ความสัมพันธ์  
โลกนี้…คือความเชื่อว่า โลกมีอยู่
และเมื่อไม่มีความสัมพันธ์ นั่นก็ทำให้เราไม่มีตัวตน
ใครจะรู้ว่าวันที่ไม่มีใครบนโลกนี้เชื่อว่าเรามีตัวตนอยู่จริง
เราอาจหายตัวไปจากโลกนี้ก็ได้
ตำรวจรหัส’623′ (เหลียงเฉาเหว่ย) ซื้อสลัดฝากแฟนสาว ‘แอร์โฮสเตส’ จากร้านฟาสต์ฟู้ด
แห่งนี้ทุกวัน   ‘ทำไมไม่ลองอย่างอื่นบ้างล่ะ’ เถ้าแก่ถามและยัดเยียดปลาทอดให้
วันรุ่งขึ้น ‘623’ สั่งปลาทอด ก่อนบ่น ‘เธอไม่ชอบสลัดก็ไม่บอก’  จู่ ๆ วันหนึ่ง ‘623’ เปลี่ยน
ไปสั่งกาแฟดำอย่างเดียว  ‘ไม่ซื้ออะไรฝากแฟนแล้วหรือ’ เถ้าแก่ถาม              ‘เธอไปแล้ว…เธอบอกว่าอยากเปลี่ยนรสชาติ’ 
‘623’ อยากมีแฟนเป็นแอร์โฮสเตส แต่ก็อกหัก ต่อมาเขาจับได้ว่าอาเฟย (หวังเฟย)
ลูกจ้างร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งนี้แอบหลงรักเขา ‘623’ จึงนัดอาเฟยออกเดท  แต่เขาก็เก้ออีกครั้ง…
อาเฟยไม่มา ‘623’ มารู้ภายหลังว่า…อาเฟยไปเป็นแอร์โฮสเตส…
               …………………………………………………………………         
ผู้คนใน Chungking EXpress   คงจะมีชื่อกันทุกคน แต่พวกเขา
รู้จักกันในฐานะตำรวจสายตรวจรหัส 622 , 623 , เถ้าแก่ร้านฟาสต์ฟู๊ด
แอร์โฮสเตส ชื่อของพวกเขาไม่ได้รับการเรียกขาน ไม่มีความสำคัญพอจะถูกถาม
หรือต้องจดจำ และไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้จักกัน พวกเขาล้วยแต่เป็นคนแปลกหน้า
ที่คุ้นเคยของกันและกัน พวกเขาเดินสวนกันตามสะพานลอย ข้ามถนน หัวไหล่ชนกันหน้าร้านค้า
เคยเห็นกันแว่บ ๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อขงอีกคน  แต่ความรู้จักผิวเผินเช่นนี้ เพียงแค่รู้จักสถานภาพ
ทางสังคมของกัน แต่ไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ
และนั่นคือเหตุผลว่าต่อให้สถานภาพทางสังคมชัดเจนเพียงใด
พวกเขาก็ยังรู้สึกขาด…
               ……………………………………………………………อาเฟย สาวร่างเปรียว ทำงานร้านฟาสต์ฟู้ด แทน’เมย์’ ที่ลาออกไป
เธอเปิดเพลง  California Dreaming ดังลั่นสนั่นเสมอทุกครั้งที่ ‘623’
ผ่านมาซื้อสลัด เธอจะวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ เช็ดพื้น เช็ดกระจก เก็บของ บางวันก็แค่ยินเกาหัว
เธอเคยชวน ‘623’ ไปแคลิฟอร์เนียด้วยกัน แต่เขาไม่ได้ตอบอะไร เมื่อได้โอกาสอาเฟยแอบ
ไปบ้านของ ‘623’ ขณะที่เขาไปทำงาน อาเฟยสนุกสนาน มีความสุข ทำความสะอาด
เตรียมของใช้ส่วนตัว สำรวจตู้เตียง เปลี่ยนน้ำตู้ปลา  กระทั่งเปลี่ยนตุ๊กตาบนหัวเตียง มีอย
ู่ครั้งสองครั้งที่เธอยังเอิญเจอ’623′  กลับมาบ้านพอดีไม่ช้าไม่นาน ‘623’ ก็จับได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้าน และเขาก็รู้ว่าใครเป็นต้นเหตุ
‘623’ ชวนอาเฟยออกเดท เธอไม่มา แต่ฝากจดหมายมาแทน  ‘เธอไปแคลิฟอร์เนีย’ เถ้าแก่บอก
ในจดหมายเป็นตั๋วเครื่องบินที่เลอะเลือน วันและเวลาเดียวกันแต่เป็นปีถัดไป
‘623’ ไม่เข้าใจอะไรมากนัก อย่างไรก็ตามปีถัดมา ณ สถานที่เดิม วันเวลาเดิม อาเฟยในชุด
แอร์โฮสเตสก็กลับมา   
โชคดี เธอได้พบ ‘623’ ผู้ซึ่งบัดนี้เลิกเป็นตำรวจแล้ว…                 ……………………………………………………………………
เราได้เห็นความพยายามของบรรดาผู้คนใน Chungking Express ที่แสวงหา
คำยืนยันว่า ‘ตัวฉัน’ นั้นมีจริง   ‘622’ เช็คเพจทุกวันทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครเรียก , หญิงผมทอง
ตามหาฝรั่งคนหนึ่งเพื่อฆ่าเขา  แล้วเธอจะได้ทิ้งวิกผมทองนั้นเสีย , ‘623’ อยากมีแฟนเป็น
แอร์โฮสเตสสักคน   และอาเฟย ลูกจ้างร้านฟาสต์ฟู้ดข้างทาง ที่หลงรักตำรวจในเครื่องแบบ
แต่เมื่อเขานัดเธอออกเดท เธอกลับหนีไปเป็นแอร์โฮสเตสสวมเครื่องแบบ ก่อนจะกลับมาหาเขา
อีกครั้ง      แม้จะดูเพี้ยน ๆ แต่คนอย่างอาเฟยกลับดูจะมีความเป็นคนมากที่สุดในหนังเรื่องนี้
อย่าว่าแต่เธอเป็นตัวละครคนเดียวในเรื่องนี้ที่มีชื่อให้เรียก
                 …………………………………………………………………………
        
Chungking Express เป็นเรื่องราวของคนที่ต้องการมีสัมพภาพที่มั่นคงสักอย่าง
ท่ามกลางโลกที่เวิ้งว้าง ผู้คนที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจว่าโลกนี้ยังตัวตนอยู่จริง ๆ
บางที ‘คำยืนยัน’  ใน Chungking Express อาจเป็น ‘ความรัก’
เพราะเมื่อมีใครบางคนรักเขา เมื่อเขาได้รักเธอ   ถึงตอนนั้น…
มันก็ไม่สำคัญแล้วว่า เขาหรือเธอเป็นใคร
 
                        
ตัดทอนจากหนังสือ…’ผู้หญิงมีไว้ให้รัก’           ดวงพร    เมธสวัสดิ์ (คนตัวเล็ก)…เขียน
http://209.85.175.104/search?q=cache:-xbEvU9RZQQJ:www.quamruq.com/film/story/topic.php%
3FTop_ID%3D40%26SubCol_ID%3D6%26Col_ID%
3D1+chungking&hl=th&ct=clnk&cd=36&gl=th
 
 
Chungking Express (1994) : Alone but not lonely  …
ในบรรดาหนังของ Wong Kar Wai เรื่องที่ผมดูแล้ว feel good มากที่สุดคือ Chungking Express เมื่อคืนก่อนผมหยิบหนัง
เรื่องนี้มาดูอีกรอบหลังจากดูหนังเรื่อง Eros (มีหนังสั้น 3 เรื่อง 1 ในนั้นมีหนังของเฮียหว่องด้วยชื่อว่า The Hand) ผมรู้สึกในหนัง
แทบทุกเรื่องของเขาไม่เคยทิ้งกลิ่นอายของอารมณ์เหงา โดดเดี่ยว แปลกแยก และRomantic เพียงแต่บทสรุปสุดท้ายของแต่ละเรื่อง
ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ผมเชื่อว่าคนที่ชื่นชอบหนังรัก อารมณ์ romance น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่ชอบงานบางชิ้นที่หดหู่
และเศร้าสร้อยของเขา……Chungking Express เป็นเรื่องราวของตำรวจหนุ่มอกหัก 2 คนที่ใช้ชีวิตในย่าน Chungking และแวะ
เวียนมาซื้อ fastfood ที่ร้าน Midnight Express เรื่องราวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้ร้าน Midnight Express เป็นตัวเชื่อม
และเจ้าของร้านเป็นคนเดียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจนในทั้งสองตอน ย่าน Chungking ใน Hongkong เมื่อปี 1994 (ตอนนั้นยังไม่
รวมกับจีน) เสมือนกับเมืองใหญ่ในประเทศต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ(เชียงใหม่ก็กำลังเข้าขั้นวิกฤติ)
 
 สภาพสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ความแออัดของประชากร ทุกคนต่างดำรงชีวิตแบบตัวใครตัวมันโดยปราศจากการปฏิ
สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้คนเมืองกลับรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว เพราะขาดความไว้ใจ แม้อยากจะระบายความเจ็บปวดก็ไม่มีใครรับฟัง
สภาพสังคมดังกล่าวถูกเสนอผ่านบุคคลิกตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้ เช่น ความระแวดระวังของสาวผมทองถูกสื่อออกมาโดยใช้การ
แต่งกาย เธอสวมเสื้อกันฝนและแว่นกันแดดตลอดเวลาเพราะเธอไม่แน่ใจว่าวันไหนฝนจะตก หรือวันไหนแดดจะออก หรืออีกนัยยะหนึ่ง
อากาศมันก็แปรปรวนเหมือนใจคนที่วันหนึ่งอาจจะชอบอย่างหนึ่ง พออีกวันอาจจะเปลี่ยนใจชอบอีกอย่าง……
 
ตอนแรกเป็นเรื่องราวของนายตำรวจหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) กับสาวผมทอง (Brigitte Lin หรือ หลินชิงเสีย) ซึ่งเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดทั้งคู่เฉียดใกล้กันครั้งหนึ่ง
ก่อนที่จะเจอกันในอีก 57 ชั่วโมงต่อมา ก่อนหน้านั้นสาวผมทองได้ทำการว่าจ้างแขกชาวอินเดียขนยาเสพติดของ
เธอกับหุ้นส่วนชาวต่างชาติ แต่เธอถูกหุ้นส่วนหักหลัง เธอจึงตามหาคนที่โกงเธอ และแก้แค้นพวกมัน ส่วนนายตำรวจหมายเลข 223 ที่
ถูกแฟนสาวชื่อ May ทิ้งตั้งแต่วันที่ 1 April ซึ่งเป็นวัน April Fool’s Day เขาจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องโกหก และหวังว่าภายในหนึ่ง
เดือน May จะกลับมา ในวันที่ 30 เมษายน เธอก็ยังไม่กลับมา เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งเพี้ยนๆ ด้วยการกินสับปะรดกระป๋อง(ซึ่งเป็นของ
โปรดของ May) ที่หมดอายุวันที่ 30 April 1994 ให้ครบ 30 กระป๋องแล้วเขาจะตัดใจจากเธอ
นายตำรวจหมายเลข 223 เชื่อว่าในโลกนี้สิ่งของทุกอย่างต้องมีวันหมดอายุเช่นเดียวกับความรักที่เขามีต่อ May มันจะหมดอายุพร้อม
กันกับสับปะรด 30กระป๋องที่เขากินมันหมดก่อนเที่ยงคืนของวันนั้น……หลังจากทำลายสถิติการกินสับปะรด นายตำรวจหมายเลข 223
ตั้งใจออกไปชวนใครก็ได้สักคนไปเที่ยว แต่ทุกคนไม่ว่าจะเป็น May อีกคนหนึ่งที่เจ้าของร้าน Midnight Express บอกว่าเธอกำลัง
แอบปลื้มเขาอยู่ หรือว่าเพื่อนเก่าสมัยมัธยม รวมถึงแฟนเก่าทุกคน ฯลฯ ต่างก็ปฏิเสธ เป็นฉากที่ชี้ชัดว่าในสภาพสังคมแบบนี้ ทุกคนสนใจ
แต่เรื่องของตัวเอง ไม่มีใครใส่ใจเรื่องของนายตำรวจหมายเลข 223 เขาเลยต้องนั่งดื่มไป อ๊วก!ไปคนเดียวในวันที่ 1 พฤษภาคม 1994
วันเกิดครบรอบ 25 ปีของเขา ขณะที่เหงาสุดๆ นายตำรวจหมายเลข 223 ฟุ้งซ่านจนตั้งปณิธานว่าเขาจะตกหลุมรักผู้หญิงคนแรกที่เดิน
เข้ามาในร้าน แล้วสาวผมทองก็เดินเข้ามาพอดี แม้ว่าช่วงแรกจะดูเหมือนว่าสาวผมทองจะไม่สนใจค่อนไปทางรำคาญ แต่เธอก็ใช้เวลา
ทั้งคืนกับเขาในห้องเล็กๆที่โรงแรมแห่งหนึ่ง คนหนึ่งดู T.V.และกิน Chief Salad อีกคนหนึ่งนอนเหมือนไม่ได้พักผ่อนมาทั้งอาทิตย์
นายตำรวจหมายเลข 223 นั่งมองสาวผมทองหลับจนเช้า ก่อนออกจากห้องเขาถอดรองเท้าเธอมาขัดจนสะอาดแล้วจากไปอย่าง
เงียบๆ……เช้าวันนั้นหลังจากการฉลองวันเกิดตัวเองด้วยการ Jogging นายตำรวจหมายเลข 223 ตัดสินใจจะทิ้ง Pager เพื่อตัดการ
ติดต่อจากทุกคน ทันใดนั้นเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เขากลับรีบวิ่งไป check ข้อความ แค่ข้อความ Happy Birthday จากสาวผมทอง
ก็ทำให้เขาสุขใจจนบอกไม่ถูก แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และคนๆ นั้นเป็นแปลกหน้าแต่ถ้าเรารู้ว่าเขาเหงาเหมือนกันบางทีมันก็ทำให้
อบอุ่นจนทำให้เราจดจำช่วงเวลานี้ไปนานแสนนาน…… A woman says ‘Happy Birthday’ to me on May 1, 1994.
Because of this, I remember this woman. If memory could be canned, I hope this one will never expire.
If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years (วันที่ 1 พฤษภาคม 1994 เธออวยพรวันเกิดให้ผม
เหตุนี้เองที่ผมจะจดเธอไว้ในความทรงจำ หากจะเก็บมันไว้ในกระป๋องผมไม่อยากให้มันมีวันหมดอายุแต่ถ้าต้องระบุก็ขอให้ความทรงจำ
ที่ผมมีต่อเธอมีอายุ 10,000 ปี)……
เรื่องที่สองเริ่มขึ้นหลังจากประโยคบอกเล่าของนายตำรวจหมายเลข 223 “At the high point of our intimacy, we were just
0.01 cm from each other. I knew nothing about her. Six hours later, she fell in love with another man (เรา
เฉียดใกล้กันแค่ 0.01 เซ็นติเมตร ผมไม่เคยรู้จักเธอ แต่ 6 ชั่วโมงหลังจากนั้น เธอตกหลุมรักผู้ชายคนอื่น)” เขาเกือบชนพนักงานใหม่ของ
ร้าน Midnight Express ระหว่างที่เธอทำความสะอาดพื้น แล้วนายตำรวจหมายเลข 223 ก็หายไปจากเรื่องพร้อมประโยคทิ้งท้าย
ข้างต้น…  …เสียงกีต้าร์เพลง California Dreamin’ ของวง The Mama’s & Papa’s ดังขึ้นพร้อมกับหญิงสาวชื่อ Fay (Faye
Wong) พนักงานใหม่ของร้าน Midnight Express เธอทำงานไปพร้อมกับฟังเพลงเสียงดังไม่สนใจใคร เหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว
ขณะนั้นนายตำรวจหมายเลข 663 (Leung Chiu Wai) เข้ามาดูแลย่าน Chungking และมักจะมาสั่ง chief salad ไปฝากแฟน
เป็นประจำ จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าของร้านแนะนำให้เขาเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นบ้างและเขาก็ลองซื้อปลากับมันฝรั่งไปฝากเธอ เขาพบว่าที่ผ่าน
มาแฟนสาวไม่เคยชอบกิน chief salad ที่เขาซื้อไปฝาก จากนั้นเขาจึงซื้ออาหาร 2 อย่างกลับไปฝากเธอเพื่อให้เธอเลือกแล้ววันหนึ่งเขา
สั่งแค่กาแฟดำและบอกกับเจ้าของร้านว่าเขาถูกทิ้งเพราะว่าผู้ชายมันก็มีให้เลือกมากมายเหมือนกับอาหาร ผู้หญิงคงอยากลิ้มลองอาหาร
จานใหม่ แต่เขาก็ยังหวังให้เธอกลับมาทาน chief salad เรื่องราวทั้งหมดของเขาไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของ Fay……Fay เฝ้า
สังเกตุนายตำรวจหมายเลข 663 นับตั้งแต่วันแรกจนวันที่เธอรู้ว่าเขาถูกทิ้ง มิหนำซ้ำแฟนสาวของเขาที่เป็น air hostess ยังเอา
จดหมายบอกเลิก กับกุญแจห้องมาฝากไว้เธอไว้ที่ร้าน Midnight Express ทุกคนในร้านรวมทั้ง Fay แอบเปิดอ่านก่อนที่นายตำรวจ
หนุ่มจะแวะมาที่ร้าน อย่างไรก็ตามเขาก็ปฏิเสธที่จะรับจดหมายฉบับนั้นจาก Fay เขาจึงฝากเธอเอาไว้ก่อน
เรื่องราวระหว่างนายตำรวจหมายเลข 663 กับ Fay เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้นี่เอง นายตำรวจหมายเลข 663 แตกต่างจากนายตำรวจหมาย
เลข 223 ตรงที่อีกคนหนึ่งพร้อมที่ระบายความทุกข์กับคนอื่นๆ รอบข้างได้ตลอดเวลาไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร แต่อีกคนหนึ่งกลับอยู่
เงียบๆ เก็บความรู้สึกเอาไว้ และหวังว่าสักวัน สิ่งเหล่านั้นมันจะละลายเบาบางลง ทั้งคู่เหมือนกันตรงที่ยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างมากเกิน
ไป ทำให้แผลลึกและเจ็บปวดมากกว่าเดิม สู้ปล่อยมันให้เป็นแผลเป็นที่แห้งเหมือนความทรงจำลึกๆ ต่อให้ใครมาสะกิดแผลนั้น ความรู้สึก
เจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เหลือไว้เพียงอดีตที่อยู่ในความทรงจำ…….อาการซึมเศร้าเหงาเพราะรักของนายตำรวจหมายเลข 663 ถูก
แสดงออกโดยการพูดกับข้าวของเครื่องใช้ภายในห้อง เขากักขังความรู้สึกทั้งหมดไว้ในอพาร์ทเม็นต์ และไม่เคยสนใจความเปลี่ยนแปลง
ภายในห้องทั้งๆ ที่ Fay แอบดอดเข้ามาจัดห้องหับของเขาใหม่ เหมือนหัวใจดวงเก่าของเขาไม่เคยเปิดรับใครอีกแล้ว แม้ว่าจะมีคนแอบ
เข้าไปอยู่ข้างในแล้วก็ตาม  เขามารู้ตัวอีกที่เมื่อจับได้จังๆว่า Fay แอบเข้ามาในห้อง ทำให้เขารู้ว่าสิ่งดีๆ ที่เปลี่ยนแปลงมันเกิดจาก
ผู้หญิงคนใหม่ ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิม หลังจากความจริงเปิดเผย นายตำรวจหมายเลข 663 นัดเดทกับ Fay แต่มันดันไปตรงกับวันที่เธอ
จะบินไป California วันนั้น Fay ตัดสินใจที่จะเดินตามฝันของตัวเอง ปล่อยให้นายตำรวจหมายเลข 663 นั่งคอยอยู่ในร้านอาหารที่ชื่อ
California……"Love is all a matter of timing. It’s no good meeting the right people …too soon or too late
(ความรักเป็นเรื่องของจังหวะเวลา ไร้ประโยชน์หากเราเจอรักแท้ช้าหรือเร็วเกินไป)" เป็นคำพูดของโจ่วมู่หลันที่ปรากฎในเรื่อง 2046 
Wong Kar Wai แสดงให้เห็นว่าทั้งสองจากกันเพื่อใช้เวลาพิสูจน์ว่าถ้าทั้งสองเจอกันอีกครั้งความรู้สึกดีๆ ยังจะคงมีให้กันหรือ
เปล่า……1 ปีผ่านไปหลังจาก Fay ทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนายตำรวจหมายเลข 663 ไว้เบื้องหลัง เธอกลับมาที่ย่าน
Chungking อีกครั้ง พบว่านายตำรวจหมายเลข 663 ยังรอเธอ และพร้อมที่โบยบินไปทุกๆที่ๆมีเธอ…
 
อั๋นน้อย
q=cache:M5QAKSMlNZAJ:www.vcharkarn.com/vblog/34287/14+Chungking+Express&hl=th&ct=clnk&
cd=5&gl=th
ผมมักไม่อยากหมกมุ่นกับอดีตมากเกินไป ก็บางครั้งดูรูปถ่ายเก่าเพื่อคิดถึงอดีต และพยายามคิดถึงอนาคต เพราะไม่สามารถมองเห็น
อนาคตอันแน่นอน แต่ทว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน ก็เป็นอีกครั้ง ที่มีเพื่อนของผม โทรมาหาผม ยังคงชวนผมไปทำงานที่มาเก๊า ก็ทำให้ผมวาง
แผนไว้ในใจเป็นเรื่องของอนาคต ครั้งที่สองถึงสาม ว่าจะไปมาเก๊า แวะเดินถนนคู่รัก แม้ว่าจะหาสาวถูกใจ เดินควงแขน จูงมือยังไม่ได้ก็
ตาม และคิดจะเดินทางไปฮ่องกง ตามรอยสถานที่บางแห่ง ที่มีปรากฏในภาพยนตร์ สุดเหงากับความรัก Chungking Express  (
วันที่ 1 พฤษภาคม 1994 เธออวยพรวันเกิดให้ผม เหตุนี้เองที่ผมจะจดเธอไว้ในความทรงจำ หากจะเก็บมันไว้ในกระป๋องผมไม่อยากให้
มันมีวันหมดอายุ แต่ถ้าต้องระบุก็ขอให้ความทรงจำที่ผมมีต่อเธอมีอายุ 10,000 ปี)…น่าไปเรียนรู้วัฒนธรรมเอเชียแบบจีน ผสมตะวันตก
 
 
เมื่อใบหน้าเราสะท้อนในกระจกเงา มองเห็นตัวตน การพยายามเรียนรู้ความเป็นมารากเหง้าของเรา เช่น ตัวตนของผม มีเชื้อจีน ก็มีอากง
เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็รับประสบการณ์ รำลึกความหลังไม่ลืม โดยการไปเคารพฮวงซุ้ย ขณะเดียวกันผมก็ได้ข่าวอาหม่าของผม อายุเกือบ
เก้าสิบปี กำลังป่วย ซึ่งทำให้ความรู้สึก ระหว่างที่เขียนว่า มีความสำคัญต่อการออกเดินทางเพื่อไปเยี่ยมเยือนอาหม่า…และความเป็นมา
ของการเดินทาง แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เพียงเที่ยวดูสถานที่ก็ได้ ผลงานจิตรกรรมยุคสมัยต้นรัตนโกสินทร์   เมื่อผนวกกับ
ความแพร่หลายของ “กระจกเงา” จากโลกตะวันตกในช่วงดังกล่าว ทำให้ความคิดเกี่ยวกับ ”ตัวตน” และความรับรู้เกี่ยวกับ “ความจริง”
เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ชนิดที่เทียบเคียงได้กับการปรากฏขึ้นของคอมพิวเตอร์ในสังคมสมัยใหม่ทีเดียวโดยเฉพาะว่าด้วย “ภาพ
สะท้อนของกระจก” และ “การมอง” นี้ ในจิตรกรรมฝาผนังและการประดับตกแต่งภายในพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม อันถือได้ว่าเป็น
ต้นกำเนิดของศิลปะแบบ “พระราชนิยม” ในรัชกาลที่ 3 ที่มีวัฒนธรรมแบบตะวันตก และวัฒนธรรมของจีน ศิลปกรรมรุ่งเรืองผ่านทาง
การค้ายุคเรือสำเภา เป็นต้น
name=News&file=article&sid=1177
สิ่งที่ผม อยากจะสรุป ว่าการเที่ยวดู สถานที่ ต่างๆ รวมทั้งการเข้าวัด ไม่ใช่แค่เดินทางท่องเที่ยวเท่านั้น สำหรับบางคน เรื่องการเดินทาง
ของแต่ละคน เช่น Chungking Express คำว่า EXpress(แปลได้หลายแบบว่า แสดงความรู้สึก หรือขบวนรถไฟพิเศษ) ในคนเราหลากหลาย มีเป้าหมาย สถานีปลายทาง ไม่เหมือนกัน ในลักษณะสังคมไทย ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตก และจีน ฯลฯมันก็มี
สิ่งดี บ้าง และก็ปรากฏการณ์ ลูกจีนรักชาติ ในขบวนการทางการเมือง อีกทั้งในระดับเพื่อน ที่มีภาวะของความเหงา แวะเวียน มาปรึกษา
กับผม และครอบครัวของผม ที่มีน้องสาว มีปัญหากับภาวะอยู่คนเดียวแน่นอนว่า อัตวิสัย ความรู้สึกส่วนตัว มีผลต่อการคิด และเป็นอยู่
…สำคัญ พอๆกับภาวะวิสัย ในสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติรอบตัวเรา กระจกมีไว้สะท้อนภาพตัวตนของเรา เสื้อผ้า ที่มีสวมใส่ด้วยความ
คิดของตัวตน และภาพยนตร์ ก็เป็นกระจกสะท้อนว่าเราจะเป็นพระเอก นางเอก หรือตัวร้าย…. 

 

วาระสุดท้ายของวันนี้ เนื้อบทเพลง ที่ผมอยากนำเสนอ ไม่ใช่ I don’t care 

….If you were dead or still alive,
I don’t care,
I don’t care,
And all the things you left behind,
I don’t care,
I don’t care….

เพราะอ่านแล้วฟังอาจจะหดหู่ ชวนเป็นปัจเจก ผู้โดดเดี่ยวไปได้

 แต่ว่า มันเป็นบทเพลง ฟังดูสนุกสนาน…ราวกับไม่ต้องแบกภาระ หรือภาวะแห่งทุกข์

California Dreamin’

Single by The Mamas and the Papas
from the album If You Can Believe Your Eyes and Ears

http://en.wikipedia.org/wiki/California_Dreamin’

เนื้อเพลง: California Dreamin’

All the leaves are brown
and the sky is grey
I’ve been for a walk
on a winter’s day

I’d be safe and warm
if I was in L.A.
California dreamin’
(California dreamin’
on such a winter’s day)

Stopped into a church
I passed along the way
Well, I got down on my knees
(got down on my knees)
and I pretend to pray
(I pretend to pray)
You know the preacher likes the cold
(preacher likes the cold)
He knows I’m gonna stay
(knows I’m gonna stay)
California dreamin’
(California dreamin’
on such a winter’s day)

(Solo de Guitarra)

Oo-oo-oo

All the leaves are brown
(all the leaves are brown)
and the sky is grey
(and the sky is grey)
I’ve been for a walk
(I’ve been for a walk)
on a winter’s day
(on a winter’s day)

I’d be safe and warm
(I’d be safe and warm)
if I was in L.A.
(if I was in L.A.)
California dreamin’
(California dreamin’
on such a winter’s day)

California dreamin’…

http://www.youtube.com/watch?v=RtVIhDgo_uU

วันที่  2 วันพฤหัส ถ้าใครชอบดูซิมคอมทีวี อย่าลืมดูเป็นต่อ กับภาวะเพลงสนุก ๆ อยู่คนเดียว อิๆ

-ภาพยนตร์น่าชม สำหรับแฟนหนัง ผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง เถียนมี่มี่

Perhaps Love ( 2006 ) 

 
  ชื่ออื่นๆ :  Ru guo Ai
 ชื่อไทย :  อยากร้องบอกโลกว่ารัก
 ผู้กำกับ :  ปีเตอร์ ชาน 
 ผู้แต่ง :  เรย์มอน โต 
 วันเข้าฉาย :  20/04/2006
 ประเภท :   Drama, Musical, Romance 
 ความยาว :  107 นาที 
 เรท :  เรท PG 
 
 
 
เนื้อเรื่องย่อ  มอนตี้ (จีจินฮี) คือเทวดาที่เดินทางมาเซี่ยงไฮ้เพื่อสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์ และทำหน้าที่เป็นแสงสว่างแก่ดวงวิญญาณที่หลงทางอยู่ในวังวนแห่งรัก

หลินเจียนถง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) ก็มาถึงเซี่ยงไฮ้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาคือนักแสดงดาวรุ่งที่กำลังจะรับบทนำในละครเวทีฝีมือการกำกับของ หนี่เหวิน (แจ๊คกี้ จาง) ผู้กำกับชื่อดัง และนักแสดงสาวที่จะมาประกบคู่กับเขาก็คือ ซุน นา (ซุน โจว) คนรักเก่าของเขาเอง ตอนนี้ ซุน นา คือคนรักของหนี่เหวิน ผู้ชายที่นำเธอสู่เส้นทางแห่งดวงดาว เมื่อหลินเจียนถงพบกับซุน นา ในงานแถลงข่าวเธอทำท่าเย็นชาใส่หลินเจียนถงจนเขาต้องเจ็บอีกครั้ง

ละครเพลงที่ทั้งสองเล่นเป็นเรื่องราวรักสามเส้าเกี่ยวกับหญิงสาวความจำเสื่อมคนหนึ่งที่จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่คนรักของตัวเอง และเจ้าของโรงละครสัตว์ก็คือคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้จากข้างถนน ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่แล้วเมื่อความทรงจำของหญิงสาวกลับคืนมา เธอก็พบว่าตนเองติดอยู่ระหว่างอดีตและปัจจุบัน หลินและซุนรับบทนำ ขณะที่บทเจ้าของโรงละครสัตว์ผู้เป็นมือที่สามนั้นผู้กำกับหนี่เหวินลงทุนแสดงเอง หนี่ไม่รู้เลยว่านักแสดงทั้งสองของเขาเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ซึ่งชีวิตจริงนี้ช่างตรงกับละครที่พวกเขาเล่นเหลือเกิน ยิ่งหลินและซุนใช้เวลาร่วมกันมากเท่าไหร่ ถ่านไฟเก่าก็ดูเหมือนจะลุกโชนขึ้น มากเท่านั้น

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลินคือนักเรียนการแสดงอนาคตไกล ส่วนซุนคือนักร้องสาวตกอับ ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ความทะเยอทะยานทำให้ซุนทิ้งหลินไปรักกับหนี่เหวิน ผู้กำกับละครชื่อดัง เพื่อที่ตนเองจะได้เจิดจรัสในวงการบันเทิง วันนี้เมื่อถ่านไฟเก่าปะทุขึ้น พร้อมกับการเข้ามาของผู้ชายอีกหนึ่งคน เรื่องราวรักสามเส้าที่ร้อนรุ่มไปด้วยความริษยา ความเกลียดชัง และตัณหาราคะจึงเกิดขึ้นตามมา และมอนตี้คือเทวดาที่จะเข้ามาให้แสงสว่างแก่คนทั้งสาม 
 
http://www.nangdee.com/title/?movie_id=671

  จากภาพยนตร์พูดถึงเรื่องความทรงจำอยู่ในสมอง และอยู่ในจิตวิญญาณ หรือไม่ แล้วจิตวิญญาณอยู่ในสมอง จริงหรือ?

พนักงานธุรการหญิงวัย 41 ปีจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งรู้จักกันในชื่อทางการแพทย์ว่า "เอเจ" จดจำชีวิตประจำวันตั้งแต่อายุ 11 ปีเป็นต้นมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่เทคนิคปลดเกษียณวัย 85 ปีที่รู้จักกันในชื่อ "อีพี" จำได้เพียงปัจจุบันขณะ ถ้าเธอมีความจำดีที่สุดในโลก เขาก็มีความจำแย่ที่สุด "ความจำของฉันหลั่งไหลเหมือนหนังที่ต่อเนื่องและควบคุมไม่ได้" เอเจบอก เธอจำได้ว่าในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม ปี 1986 เวลา 12.34 น. เด็กหนุ่มที่เธอหลงรักโทรศัพท์มาหาเธอ เธอจำรายละเอียดของรายการ เมอร์ฟีบราวน์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1988 ได้ และจำได้ว่า เธอกินมื้อเที่ยงกับพ่อที่โรงแรมเบเวอร์ลีฮิลส์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปี 1992 เอเจจำเหตุการณ์สำคัญของโลก การเดินไปซื้อของที่ร้านขายของชำ สภาพอากาศ และอารมณ์ของเธอได้ จะว่าไปแล้วเวลาเกือบทุกวันบันทึกอยู่ในหัวเธอ การหลอกให้เธองงคงไม่ง่ายนัก คนที่มีความจำดีผิดปกติเช่นนี้มีไม่มากนัก

ว่ากันว่าคิม พีก อัจฉริยบุคคลวัย 56 ปี ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพยนตร์เรื่อง เรนแมน ท่องจำหนังสือได้เกือบ 12,000 เล่ม (เขาใช้เวลาอ่านหนังสือแต่ละหน้าเพียง 8-10 วินาที) "เอส" นักข่าวชาวรัสเซียที่อะเล็กซันเดียร์ ลูเรีย นักประสาทจิตวิทยา (neuropsychologist) ชาวรัสเซีย ทำการศึกษาเป็นเวลา 30 ปี สามารถจดจำคำ ตัวเลข และพยางค์ที่ไม่มีความหมายอันยาวเหยียดได้นานหลายปีหลังจากได้ฟังเพียงแค่ครั้งเดียว แต่เอเจไม่เหมือนใคร ความทรงจำพิเศษของเธอไม่ได้มีไว้สำหรับจดจำข้อเท็จจริงหรือตัวเลข แต่เป็นชีวิตของตัวเธอเอง อันที่จริงการจำรายละเอียดของประวัติชีวิตที่ไม่หมดสิ้นนี้ยังไม่เคยมีมาก่อนและยังมีการศึกษาน้อยมากเสียจนกระทั่งเจมส์ แมกกาฟ, เอลิซาเบท พาร์กเกอร์ และแลร์รี คาฮิลล์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscientist) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เออร์ไวน์ ผู้ติดตามศึกษาเอเจตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ต้องบัญญัติศัพท์ทางการแพทย์ขึ้นใหม่เพื่อเรียกลักษณะอาการของเธอว่า กลุ่มอาการไฮเปอร์ไทเมสติก (hyperthymestic syndrome ) หรือการจดจำมากเกินไป

อีพีสูง 180 เซนติเมตร ผมขาวแสกเรียบร้อย และมีหูยาวกว่าปกติ เขามีบุคลิกดี เป็นมิตร สุภาพ และหัวเราะง่าย ดูเผินๆเหมือนคุณตาใจดี แต่เมื่อ 15 ปีก่อน เขาถูกไวรัสโรคเริมทำลายสมองจนเหลือแต่แกนเหมือนผลแอปเปิลโดนแทะ เมื่อเริ่มทุเลา เนื้อสมองส่วนกลางของกลีบขมับขนาดเท่าผลองุ่นสองก้อนก็หายไปพร้อมความทรงจำส่วนใหญ่ของเขา เชื้อไวรัสโจมตีเข้าเป้าอย่างไม่น่าเชื่อ สมองส่วนกลางของกลีบขมับซึ่งมีอยู่สองฝั่งของสมอง ประกอบด้วยโครงสร้างโค้งเรียกว่าฮิปโปแคมปัสและส่วนใกล้เคียงที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจอัศจรรย์ในการเปลี่ยนการรับรู้ของเราไปเป็นความทรงจำระยะยาว ความทรงจำไม่ได้เก็บไว้ในฮิปโปแคมปัส แต่อยู่ในรอยหยักของสมองชั้นนอก หรือนีโอคอร์เทกซ์ แต่ฮิปโปแคมปัสเป็นส่วนของสมองที่ทำให้ความทรงจำคงอยู่ ฮิปโปแคมปัสของอีพีถูกทำลาย และเมื่อไม่มีฮิปโปแคมปัส เขาก็เหมือนกล้องยันทึกภาพวิดีโอไร้หัวอัด นั่นคือมองไม่เห็น แต่จำไม่ได้ ภาวะสูญเสียความจำของอีพีมี 2 แบบคือ แบบเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าเขาสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นไม่ได้ และแบบย้อนหลัง

นั่นคือเขาจำเรื่องเก่าๆไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา เขาจำชีวิตวัยเด็กและการเป็นลูกเรือสินค้าสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้ชัด แต่เท่าที่เขาจำได้ น้ำมันราคาลิตรละ 25 เซนต์ และมนุษย์ยังไม่เคยไปดวงจันทร์ เอเจและอีพีนั้นอยู่คนละขั้วของความทรงจำมนุษย์ และอาการของพวกเขาก็ทำให้เราเข้าใจได้ดีกว่าการตรวจสมองใดๆว่า ความทรงจำอาจส่งผลต่อเราอย่างไรได้บ้าง ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะอยู่ตรงไหนสักแห่งระหว่างขั้วความทรงจำทั้งสอง นั่นคือการจำได้ทุกอย่างหรือจำอะไรไม่ได้เลย แต่เราต่างมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างเอเจ และเผชิญชะตากรรมที่น่ากลัวอย่างอีพีด้วยกันทั้งนั้น ก้อนเนื้อยับย่นน้ำหนักราว 1.3 กิโลกรัมที่อยู่ตอนบนของกระดูกสันหลังสามารถเก็บรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุดเกี่ยวกับประสบการณ์วัยเด็กไว้ได้ชั่วชีวิต แต่กลับไม่อาจจำหมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญที่สุดไว้แค่สองนาทีได้ ความทรงจำแปลกเช่นนี้เอง

ความทรงจำคืออะไร สิ่งที่นักประสาทวิทยาศาสตร์บอกได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ ความทรงจำคือรูปแบบของการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองที่ถูกบันทึกไว้ สมองของคนทั่วไปมีเซลล์ประสาทอยู่ราว 100,000 ล้านเซลล์ แต่ละเซลล์สามารถเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทอื่นๆได้อีก 5,000 ถึง 10,000 จุด ซึ่งทำให้มนุษย์มีจุดประสานประสาททั้งหมดประมาณ 500 ถึง 1,000 ล้านล้านจุด เป็นจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับห้องสมุดรัฐสภาที่มีข้อมูลสิ่งพิมพ์ทั้งหมดเพียง 32 ล้านล้านไบต์ ทุกๆความรู้สึกที่เราจดจำได้และทุกความคิดคำนึงของเราจะเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายอันมหาศาลนี้ จุดประสานประสาทอาจแข็งแรงขึ้น อ่อนแอลง หรือก่อตัวขึ้นใหม่ได้ สภาวะทางกายภาพของเรามีการเปลี่ยนแปลงไป อันที่จริงมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะที่เราหลับ…..

http://www.ngthai.com/ngm/0711/feature.asp?featureno=3

(พ.ย.2550)

ข้อมูลหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ยังกล่าวว่า ความทรงจำภายในและภายนอก จิตวิทยา กลิ่นทำให้นึกถึงความทรงจำ ภาพถ่าย ปฏิทิน  book  โดยในความทรงจำของอีพี ที่ดีที่สุด แต่ละปีบรรยากาศ ไม่เหมือนกัน และแต่ละช่วงของปี ก็แตกต่างกัน สำหรับ AJ วันเวลา เปรียบดั่งรสชาติเค้กในหนังสือ รีเมมเบอร์ออฟทิงส์พาสต์ ที่ทำให้จิตของมาร์เซล์ พรูสต์ ย้อนเวลาได้ แค่การถพูดถึง ก็ทำให้เธอคิดถึงอดีตโดยไม่รู้ตัว(จิตไร้สำนึก ในสมองทำงาน)

กรณีดังกล่าว บอกว่า คนยุคกลางศึกษาวิธีการจำ เพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงห้องสมุดได้ทุกเล่ม จึงนำความรู้จากการจำหนังสือในห้องสมุดมาเผยแพร่แก่ทุกคน

และสิ่งที่มีประเด็นเรื่องการเขียนเรื่องความทรงจำ ซึ่งน่าสนใจว่า การจำไม่ได้ ทำให้มีผล คือ บาปเหม่อลอย เช่น ลืมเชลโล ราคาหลายล้านบาท บาปไม่ลืมทหารอเมริกา รบในเวียดนาม แต่ว่าสิ่งสำคัญ ก็มีอยู่ว่าบาป นั้น ทำให้มองไม่เห็นประโยชน์ของการลืม “ฟูนส์เดอะเมโมเรียส “ ฮอร เฮ ลูอิส เบอร์เฮส (นักเขียน) พูดถึงชายหนุ่ม มีปัญหาเขาจำทุกอย่างได้ และไม่สามารถลืมได้ เขาไม่อาจแยกแยะเล็ก ใหญ่ จัดลำดับความสำคัญ สรุปความได้ เขาไม่อาจสรุปIdea รวบยอดได้ ในเรื่องต่างๆ ได้ บอร์เกส สรุปว่า การลืมต่างหากที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ หาใช่จดจำไม่ และการคิด คือ การลืม ใน“เดอะบุ๊คอออฟเมโมรี”

 

วันที่ 4 ต.ค. 51

ผมมี เรื่องเล่า Narrative มากมาย และธุระยุ่งๆ เตรียมเดินทางไปเยี่ยมอาหม่า(สตรี ซึ่งมีอายุร่วมสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องหลบระเบิด) เพราะว่ารับสายด่วน และงานเร่งรีบอื่นๆ

  ผมแนะนำหนังของผู้กำกับ ที่เป็นผู้หญิง โดยแกนกลาง หรือศูนย์กลางของเรื่อง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ไม่ได้เน้นผู้ชายอย่างเดียว?

 
Lost In Translation
หลง / เหงา / รัก
 
Lost In Translation เป็นเรื่องราวความเวิ้งว้างของคนแปลกหน้า 2 คน ที่อยู่กลางมหานครโตเกียว ด้วยความรู้สึกที่ว่า Everyone wants to be found : ทุกๆ คนต้องการที่จะถูกค้นพบ
ชาร์ลอต (สกาเลต โยฮันสัน) ดอกเตอร์เจ้าของปริญญาเอกด้านปรัชญา มาโตเกียวในฐานะผู้ติดตามของสามี ที่มาถ่ายภาพงานโฆษณาชิ้นสำคัญ ในขณะที่ บ็อบ แฮร์ริส (บิล เมอร์เร่ย์) คือดาราชื่อดังที่กำลังตกอับในอเมริกา บ็อบเดินทางมาโตเกียว เพื่อถ่ายโฆษณาวิสกี้ เพื่อรับค่าจ้างก้อนโต ที่โตเกียว บ็อบต้องยอมทำทุกอย่าง แม้แต่การแสดงท่าทางตลกๆ ไร้สาระตามรายการเกมโชว์ต่างๆ
สิ่งที่เชื่อมโยงความรู้สึก ระหว่างบ็อบและชาร์ลอตเอาไว้ก็คือ ทั้งคู่ต่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความวุ่นวาย, ทั้งคู่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น และ.. ทั้งคู่ต้องการที่จะถูกค้นพบ ถึงการมีตัวตนของตัวเอง
และในค่ำคืนอันแสนโดดเดี่ยวคืนหนึ่ง ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะออกเที่ยว ไปในราตรีที่ต้องมนต์ขลังของกรุงโตเกียว วันแล้ววันเล่า.. เพื่อที่จะพบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ …คือสิ่งใด
 
——————————————————————————–
ในปี 1999 โซเฟีย คอปโปล่า ได้ทำให้ The Virgin Suicides หนังวัยรุ่นที่เหงาจับหัวใจ ที่นำแสดงโดย คริสเทน ดันส์ กลายเป็นภาพยนตร์ขวัญใจนักวิจารณ์มาแล้ว ความสำเร็จในครั้งนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กับข้อครหาที่ว่า มันเป็นความสำเร็จ ที่โรยด้วยความเป็นลูกสาว ของผู้กำกับคนดังอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา
แต่หลังจากที่หายไปนานเกือบ 3 ปี โซเฟีย คอปโปล่า กลับมาพร้อมกับผลงานชิ้นที่ 2 ของเธอ Lost In Translation ที่เปิดตัวออกฉายครั้งแรกในอเมริกา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2003 และทำให้เกิดกระแสความคลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ขึ้นอย่างเงียบๆ จนทำให้ Lost In Translation กลายเป็นภาพยนตร์ที่จับหัวใจนักวิจารณ์ และผู้ชมทุกคนที่ได้ดู
Lost In Translation นำแสดงโดย บิล เมอร์เร่ย์ (Rushmore, Ghostbusters, Groundhog Day) และ สกาเลต โยฮันสัน (The Perfect Score, Girl with a Pearl Earring, Eight Legged Freaks, The Horse Whisperer) ร่วมด้วย จิโอวานนี่ ริบิชี่ (Boiler Room, The Other Sister, Saving Private Ryan, Gone in 60 Seconds, That Thing You Do!)
โซเฟีย คอปโปล่า เลือกที่จะใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง โดยถ่ายทอดแง่มุมความโรแมนติก ผ่านมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อกำเนิดของตัวละครทั้ง 2 ตัว ท่ามกลางความพลุกพล่านของมหานครอย่างกรุงโตเกียว บทภาพยนตร์ของโซเฟีย คอปโปล่า ต้องการที่จะสื่อสาร ถึงความรู้สึกที่เติมเต็ม จากมิตรภาพที่ไร้ซึ่งการคาดหวัง ระหว่างกันและกันของ บ็อบและชาร์ลอต ในความรู้สึกที่ ถึงแม้ช่วงเวลานั้นจะผ่านเลยไป แต่ร่องรอยทางอารมณ์ ยังคงเหลือให้เราได้ซึมซับชั่วนิรันดร์
 
———————-อีกมุมมองต่อหนังเรื่องนี้—————-
หนังเรื่องนี้เล่าถึงตัวละครสองคน ในเมืองๆหนึ่ง คนหนึ่งเป็นดารารุ่นเก๋าใกล้ตกอับ บ็อบ แฮร์ริส (บิล เมอร์เร่ย์) เดินทางเพื่อมาถ่ายโฆษณาวิสกี้นี่ห้อหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาว ชาร์ลอต (สกาเลต โยฮันสัน) ดอกเตอร์เจ้าของปริญญาเอกด้านปรัชญา เดินทางมากับสามีช่างภาพที่พึ่งแต่งงานกัน แต่ต้องไปทำงานจึงต้องทิ้งเธอไว้คนเดียว
หนังเรื่องนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องของการใช้ชีวิตของคนสองคน ในเมืองๆนี้ “โตเกียว” ญี่ปุ่น เมืองที่คำว่า “เหงา “ไม่น่าจับคู่ไปด้วยกันได้
 
ตัวละครทั้งสอง บ็อบ และ ชาร์ลอต เป็นชาวอเมริกันสองคนที่ได้มาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่ง จุดร่วมที่ทำให้สองคนกลายเป็นผู้ร่วมเดินทาง ( ผ่านความเหงา ) ไปด้วยกัน คือ
1. ทั้งสองไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแต่ต้องอยู่ในเมืองที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ
2. ทั้งสองรู้สึกว่าตัวตนของได้หล่นหายไป
 
ผมรู้สึกว่าการที่คนสองคนจะได้มาเจอกัน ได้รู้จักกันบนโลกใบนี้ สาเหตุมักไม่ค่อยซับซ้อนอะไรมากนัก
ถ้านึกๆดูแล้ว เพื่อนๆที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เราอาจรู้จักกับเขาเพียงแค่เคยนั่งติดกันตอนจัดที่นั่งใหม่ซักครั้ง เราอาจเป็นคนที่มา รร.เช้าเหมือนกัน ( หรือสายเหมือนกัน ) เราอาจเป็นเด็กที่ไม่ได้เรื่องไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่มด้วยกัน
อย่างไรก็ตามเราก็ยังขอบคุณที่ ยังมีช่วงเวลาที่ได้พบกัน
 
การเล่าเรื่องเป็นแบบเอื่อยๆ เนิบๆ นิ่งๆ ส่งผลให้เพื่อนที่ร่วมดูกับผมก็จากผมไปทีละคนสองคน จนเหลือผมเพียงคนเดียว ซึ่งมันอาจทำให้ผมรู้สึกเหงาและมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนรายละเอียดของหนังนั้นผมคงไม่ขอกล่าวถึง เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการรับชม
อารมณ์หลักๆเมื่อเราดูหนังเรืองนี้แล้วคงปฎิเสธไม่ได้ คือ “ความเหงา “ เพราะเป็นอารมณ์ที่ปกคลุมอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างหนาแน่นมาก และ คำถามที่ลอยตามมาเมื่อหนังจบคือ
“สำหรับเราแล้วความเหงาคืออะไร ?”
ถ้าให้ผมหลับตานึกถึงความเหงา ผมคงนึกถึงการที่เราจะต้องอยู่ในคนมากมาย แต่เราไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร และไม่มีใครคุยกับเรา ( จริงๆ )
บางทีเราก็ต้องการที่จะรู้จักความเหงา เพื่อรู้คุณค่าของอีกด้าน แต่บางทีเมื่อเราอยู่กับมันนานเกินไป จากเหงาก็อาจเปลี่ยนเป็น “ เศร้า “ ได้เช่นเดียวกัน
 
มนุษย์ถูกสร้างไว้ให้อยู่ร่วมกัน พระเจ้าได้สร้างมนุษย์คนแรกขึ้นมาคือ อดัม และได้ดึงซี่โครงของอดัมออกมาเพื่อสร้างเป็น อีฟ ………… ชิ้นส่วนของอดัมก็คืออีฟ และ อีฟก็เกิดจากอดัม มันอาจเป็นเหตผลว่าทำไมเราต้องเกิดมาตามหาใครอีกคนก็เป็นได้
นอกจากคำว่าเหงาแล้ว อีกประโยคหนึ่งที่ถือว่าเป็นแกนหลักของเรื่อง ก็คือประโยคที่จ่าไว้อยู่หน้าใบปิดหนัง
“ Everyone want to be found “
เพราะถ้ามานึกๆดูแล้ว การที่เราจะรู้สึกเหงา สิ่งแรกที่เรารู้สึกว่ามันหายไปก็คือตัวตนของเรานี่แหละ
มีคนเคยบอกว่า 80 % ของคนที่ฆ่าตัวตาย สาเหตุมาจากที่คิดว่าไม่มีใครรัก
คิดดูแล้วก็จริงเราก็ไม่อยากเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ เราก็เป็นคนหนึ่งที่ร้องอยู่ในใจว่า
“ I want to be found “
แต่เสียงนี้ถ้าพูดออกไปดังๆก็คงดูไม่ดีนัก
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นใครๆก็อยากมีตัวตน แล้วเราละเคยลืมใครหล่นหายไปหรือเปล่า
 
บางครั้งสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันเท่านั้น มันมีอะไรมากกว่านั้น ในชีวิตคู่ และความรัก “ Everyone want to be found “
 
 
วันที่ 5 ตุลา ก่อนวันรำลึก 6 ตุลา 2519
 
การค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาจะทำอย่างไร?
 
หนังสือ SIAM MAPPED…กล่าวถึงการสร้างตัวตนภูมิศาสตร์ของสยาม หรือSIAM MAPPED :
A History of Geo – body of a Nation
( ประวัติศาสตร์แห่งตัวตนทางภูมิศาสตร์ชาติ)
เก็บความจาก SIAM MAPPED
(ศ. ดร.  ธงชัย   วินิจจะกูล)
โดย : นักศึกษาปริญญาโท สาขาภูมิภาคศึกษา รุ่น 6
บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อาสา คำภา : บรรณาธิการ
อรรคพล สาตุ้ม : อุปโลก์บรรณาธิการร่วมแอบโพสต์เพื่อการศึกษา(อิอิ)
( หมายเหตุ : เอกสารนี้เป็นเพียงงานแปลของนักศึกษา ที่ยังไม่ได้ขอลิขสิทธิ์และไม่ได้ผ่านการขัดเกลาเป็นอย่างดี  ดังนั้นหากมีการอ้าง
อิงสมควรที่จะอ้างจาก SIAM MAPPED ฉบับจริงของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เท่านั้น  )
คำนำ
     ใครจะรู้บ้างว่า ’แผนที่’ ที่มีขายและมีใช้ให้เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมืองในห้วงปี 2000  ณ ขณะปัจจุบันเช่นนี้ จะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่าน
การกลั่นกรององค์ความรู้ การแย่งชิงความหมาย การพิสูจน์ตัวตนมาตลอดหลายยุคหลายสมัย กระทั่งมีอำนาจของการเป็นทั้ง ’ผู้สร้าง’
และ ’ผู้ทำลาย’ ชาติ อยู่ในกำมือ
หากเราพลาดโอกาสที่จะไตร่ตรองเนื้อหาจาก “SIAM MAPPED” – – ประวัติศาสตร์แห่งตัวตนของชาติ ผลงานทางวิชาการชิ้นคลา
สสิคของ ศ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แล้ว เราคงไม่สามารถตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางปัญญาและความคิดที่บรรพบุรุษของชาติ
สืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลานยุคปัจจุบัน ได้เข้าใจแจ่มแจ้งและชัดเจนถึงเพียงนี้
เนื้อหาและเรื่องราวมากมายตลอดทั้ง 8 บท ที่ร้อยเรียงไว้ให้ค้นพบ ทั้งความคิดความเชื่อกับเรื่องราวของโลกในยุคดั้งเดิมของสังคมไทย
เข้าสู่การรับอิทธิพลทางความคิดจากภายนอกอันส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนภายใต้กระแสความขัดแย้งที่เชี่ยวกรากภายใน ขณะเดียว
กันก็ต้องดำรงตนให้มั่นท่ามกลางเงามืดแห่งลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก จนในที่สุด…คนไทยก็ได้ยืดอกภาคภูมิกับธงไตรรงค์  ได้ร้อง
เพลงชาติไทย และมีภาพขวานทองของ ’ชาติไทย’ อยู่ในมโนสำนึกจนปัจจุบันนี้ เป็นมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยทุกคนไม่ควร
พลาด
หากการเรียบเรียงสาระสำคัญด้วยการถอดความ “SIAM MAPPED” – – ประวัติศาสตร์แห่งตัวตนของชาติ จากฉบับภาษาอังกฤษ
โดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาภูมิภาคศึกษา (Regional Studies) รุ่นที่ 6 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนี้ ได้ลดทอนความเข้มข้นของ
เนื้อหาดังกล่าว คณะผู้เรียบเรียงต้องขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป
ท้ายที่สุดคณะผู้เรียบเรียงใคร่ขอขอบพระคุณเจ้าของผลงาน “SIAM MAPPED” ประวัติศาสตร์แห่งตัวตนของชาติ ในคุณูปการ
ทางวิสัยทัศน์ที่เราได้รับจากงานชิ้นนี้ และที่สำคัญที่สุดอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรในทุกๆ ด้านแก่เหล่านักศึกษาภูมิภาคศึกษา ที่ได้แนะนำ
งานวิชาการดีๆ ให้เราในครั้งนี้- – ท่านอาจารย์ ม.ล.สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์
ด้วยความขอบคุณ
       คณะผู้เรียบเรียง
             มกราคม 2546
เรื่องแผนที่ว่า
ในความเข้าใจของทางสยาม  วิธีการระบุเขตดินแดนซึ่งกันและกันมีอยู่หลายอย่าง  ซึ่งไม่ได้ใช้แค่แม่น้ำหรือภูเขาซึ่งเป็นพรมแดน
ธรรมชาติเท่านั้น  ยังมีการใช้ สิ่งต่างๆเป็นตัวระบุ ตัวอย่างเช่น บ่อน้ำ   ต้นไม้   กองหิน   หรือบางอย่างที่คนในยุคปัจจุบันไม่อาจเข้าใจได้
เช่น พื้นที่ระหว่างช้างเผือก (the  space  of  between  White  Elephant ? )
และยังกล่าวถึงEmergence of the Geo-Body : A Victory of Mapping
โดยผมจะเอามาอ้างอิงเล็กน้อย และเขียนเพิ่มเติม ดัง
กล่าว (โดยหาอ่านเพิ่มเติมในบทความของธงชัย "อยู่เมืองไทย : รวมบทความทางสังคมการเมือง เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ในโอกาสอายุครบ 60 ปี" / สมบัติ จันทรวงศ์, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรณาธิการ  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530)
 
จากงานแปล และสรุปความเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ของธงชัย ดังกล่าวว่า ชัยชนะของการทำแผนที่เล็กน้อย มีผลต่อหัวเมืองต่างๆ ถูกระบบโลก
ใหม่เข้ามาทำลายระบบการปกครองแบบดั้งเดิม จริงๆ แล้ว ผู้สูญเสียอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่สยามแต่เป็นผู้ปกครองรัฐตามชายขอบต่าง
หากที่ได้รับผลกระทบและการสูญเสียอย่างหนึ่ง คือ ภูมิปัญญาของท้องถิ่น ภาษาแผนที่ เข้ามาเป็นการศึกษาระบบใหม่ในกรอบความคิด
และวิสัยทัศน์ของสยามเช่นนี้แล้ว แผนที่ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งซึ่งแสดงลักษณะพื้นที่หรือความรกร้างว่างเปล่า แต่มันกลายเป็นเครื่องมือที่
จะสร้างลักษณะผิวโลกแบบใหม่ ที่มีเส้นพรมแดน แผนที่สร้างสยามในรูปแบบใหม่ให้เป็นสิ่งรูปธรรมขึ้นมา คือ มีลักษณะเป็นด้ามขวาน
ประเด็นอื่นๆ แผนที่ประเทศไทยซึ่งปรากฏให้เห็นทั่วไปมักเป็นรูปขวานลอยอยู่โดดๆ ไม่เชื่อมต่อกับใคร  มันได้ถูกใช้เพื่อการสร้างชาติ
ตัวอย่างเช่น แผนที่ประเทศไทย กลายมาเป็นสัญลักษณ์ขององค์กรห้างร้านต่างๆ เช่น มูลนิธิสายใจไทย และรูปที่ติดอยู่บนผ้าพันคอลูก
เสือชาวบ้าน และการปรากฏของแผนที่เป็นสัญลักษณ์ช่วยปลุกเร้าความเป็นชาติ ฯลฯ ซึ่งการแบ่งแยกเป็นยุทธศาสตร์  ที่มีผลอย่างมากใน
การสร้างความเป็นเราและความเป็นผู้อื่น  เหตุการณ์การทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐฯ ก็เป็นการแสดงพลังร่วมกัน
ของคนไทย

ทหารพรานปะทะ เขมรดอดรุกแดน-ไทยเจ็บ 2 [4 ต.ค. 51 – 03:39]

ปัญหาข้อพิพาทกรณีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา ตลอดจนปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังไม่ได้ข้อยุติ ล่าสุดเกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารของทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นอีก โดยเมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 3 ต.ค. ขณะที่กำลังผสมชุดทหารพรานสังกัดร้อย ทพ.ที่ 2301 และร้อย ทพ.ที่ 2303 กรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ รวม 12 นายออกลาดตระเวนรักษาอธิปไตย บริเวณรอยต่อระหว่างภูมะเขือและช่องอานม้า ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทเขาพระวิหารไปทางทิศเหนือประมาณ 2.5 กม. และอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเข้ามาประมาณ 1 กม. พบกำลังทหารกัมพูชาประมาณ 15 นาย แอบรุกล้ำพรมแดนไทยเข้ามาจึงใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเตือนไป 1 นัด

http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=106451

เราจะแก้ปัญหา Space และลดความขัดแย้ง ในพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่ทางสังคม (Social Space) หลากหลายได้ไง?

 

2046

ประเภท : ความรัก
นักแสดง : นำ โทนี่ เหลียง เฉา เหว่ย, กงลี่, ทากูย่า คิมูระ, เฟย์ หว่อง, จาง ซี่ยี่, คาริน่า เลา, ชาง เฉิน, และ แม๊กกี้ จา
กำหนดฉาย : 11 พฤศจิกายน 2547

 

เค้าโครงเรื่อง

      เมันเป็นปี 1966 เชา โม หวัน กลับมาสู่ฮ่องกงและต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาได้ซ่อนเร้นเอาไว้ อดีตอันเกี่ยวเนื่องกับหญิงสาว : หญิงสาวหลายคน ในช่วงนั้น บางอย่างได้เกิดขึ้นกับเขา หัวใจของเขาเย็นชา และฝังเอาไว้ซึ่งความทรงจำบางอย่างที่เลือนหาย ไม่มีใครสักคนที่จะเข้าถึงเขาได้

เขาเขียนนิยายประโลมโลกราคาถูกเพื่อประทังชีวิต เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องหมายเลข 2047 และหลังจากนั้นได้ไม่นานนักก็ได้เขียนนิยายที่เขาให้ชื่อมันว่า "2046" และในเรื่องนี้ ใครก็ตามที่ได้ขึ้นรถไฟที่มุ่งสู่ปลายทาง 2046 จะมีโอกาสย้อนสู่ความทรงจำแห่งอดีตที่สูญหายของตน ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครเคยกลับมาจาก 2046

จนกระทั่งถึงปี 2046 รถไฟปริศนาขบวนนั้น ก็ยังออกเดินทางอย่างสม่ำเสมอเพื่อไปสู่ 2046

2046 จุดกำเนิดของภาพยนตร์

หมายเลข 2046 นั้นมีความหมายว่าอย่างไร? ในปี 1997 เมื่อฮ่องกงถูกมอบคืนให้กับประเทศจีนนั้น ฮ่องกงได้รับทราบว่า ทุกอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีก 50 ปี และปี 2046 จะเป็นปีที่ครบคำสัญญานี้ ผู้กำกับการแสดงหว่องนั้น เกิดแรงบันดาลในจากคำสัญญา และ ตัวเลข เขาเกิดความสงสัยว่า เรื่องราวของความรักจะเป็นอย่างไร ถ้ามันจะต้องเข้ามาเกี่ยงข้องกับตัวเลข เขายังได้ถามตัวเขาเองว่า จะมีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตประจำวันของเรา ถ้าเราตกหลุมรัก เรามักจะถามตัวเราเองว่า "เขาหรือเธอจะยังซื่อสัตย์กับฉันหรือเปล่า? และตัวของฉันเอง จะยังเหมือนเดิมไหม?" และภาพยนตร์เรื่อง 2046 เริ่มต้นจากตัวเลขนี้

กำกับการแสดงโดยหนึ่งในบรรดาผู้กำกับฯ ชื่อดังของฮ่องกง หว่อง กา ไว ภาพยนตร์เรื่อง 2046 นี้ เป็นผลงานร่วมสร้างระหว่าง เซียงไฮ้ ฟิลม์ สตูดิโอและ เจ็ท โทน ฟิลม์ ตามที่ผู้กำกับการแสดงหว่องกล่าวว่า "เรื่อง 2046 นี้มาถึงมือผมในเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังทำงานเรื่อง In The Mood For Love กันอยู่ แต่ในขณะที่ตัวละครบางตัวมีส่วนคล้ายคลึงกัน เรื่อง 2046 นี้ ไม่ใช่ภาคต่อ" เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า "อันที่จริงแล้ว ความรู้สึกและหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวแสดงเรื่อง 2046 นั้นเป็นเค้าโครงและการขัดแย้ง ซึ่งลุ่มลึกและจริงใจยิ่งกว่า ซึ่งต้องการการเข้าสู่ตัวแสดงแตกต่างกันในการที่จะเล่นแต่ละบท ผมพบว่าเมื่อผมเหลียวมองไปรอบ ๆ ผู้เห็นหลายคนที่ผมรู้จักตกหลุมรัก แล้วก็เลิกรัก และมีอีกหลาย ๆ คนที่ไม่เคยมีความสามารถที่จะเก็บความรัก หรือรักอีกครั้งได้ และบางสิ่งบอกกับผม"

 

"เมื่อผมว่าคิดว่าอะไรคือความหมายของรักและการถูกรัก เรื่อง 2046 เข้ามาในความรู้สึกของผม เรื่อง 2046 นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ใช้ความพยายามจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ในอดีต : และฝังความทรงจำที่ตัวเขาเองไม่อาจจะลืมมันลงได้ เป็นสิ่งที่เขาต้องแบกรับมันและอยู่กับมันตลอดมา ซึ่งทำให้มันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินชีวิตต่อไป จากสิ่งที่เขาได้ทำ และได้เห็น พวกเราทุกคนไม่ว่าจะด้วยความรู้สติหรือไม่ จะต้องทิ้งความทรงจำเอาไว้เบื้องหลังเพื่อจะเริ่มมีชีวิตใหม่ บางคนอาจจะทำมันเพียงแค่ครั้งเดียว และบางคนอาจจะทำเป็นประจำก็ได้ ภาพยนตร์ของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งถูกปฎิเสธจากหญิงสาวที่เขารัก และ ต่อมาตัวเขาก็ได้ปฏิเสธความรัก กับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง และ สูญเสียโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เขาได้เริ่มต้นปฎิเสธทุกโอกาสที่เข้ามาใหม่ในชีวิตที่จะแสวงหาความรักโดยไม่รู้ตัว และด้วยหลากหลายเหตุผล มันอาจจะฟังดูซ้ำซากแต่ถ้าเราได้ดูหนังเรื่อง 2046 แท้ที่จริงแล้วความรักนั้นเกี่ยวเนื่องกับเวลา"

———-หนังเรื่อง Perhaps Love  นั้น พูดถึงความเขลา ส่วน  6 ตุลา 2519 ปัญหาการเมืองในอดีต และปัญหาการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งนักศึกษามีส่วนร่วมด้วยนั้น อาจจะเป็นเรื่อง Space and Time

6 ตุลา กับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13911

…ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

ฉันจึง มาหา ความหมาย….

…การจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาในปี 2539 เจตนารมณ์ของวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้รับการฟื้นฟูให้มีที่ยืนในสังคมไทยอีกครั้ง นัก

ต่อสู้ ผู้เป็นเหยื่อ และผู้ผ่านเหตุการณ์ ได้รับการขนานนามว่า “คนตุลา” หลายคนต่างได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับชาติ

และระดับท้องถิ่น สถานะ ฐานะทางเศรษฐกิจ และชีวิตเปลี่ยนไป ต่างความคิด หลากค่าย หลายสี

เพื่อตอกย้ำอาชญากรรมของรัฐ บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 32 ของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา หากมิใช่เพราะประชาชนร่วมกันสนับสนุน เป็นไปไม่ได้

เลยที่จะไปสร้างอนุสรณ์ 6 ตุลาที่เหล่าวีรชนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และ กระทำการอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะสามารถ

สร้างขึ้นในประเทศไทย แต่เพราะทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์ คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา จึงได้สร้างขึ้นอย่าง

สง่างาม พิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ในปีที่ 2543 ณ บริเวณสวนประวัติศาสตร์ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เป็นพิธีเรียบๆ ง่ายๆ ที่ไม่

ต้องมีคนใหญ่คนโต หรืออภิสิทธิชนที่ไหนมาเป็นประธาน เสียงเพลงอินเตอร์เนชั่นแนลอันมีความหมายดังกระหึ่มบนพื้นที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

หลายปีผ่านมาผู้คนที่จะเข้าร่วมรำลึก ทั้งชาวประชาคมธรรมศาสตร์ นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ ประชาชน และสื่อมวลชน ดูบางตา

คนที่เดินผ่านประติมานุสรณ์แห่งนี้อยู่หลายครั้ง หลายคราว ไม่สนใจว่าเรื่องราวเบื้องหลัง ประติมานุสรณ์ทีสร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้

ตระหนัก และสำนึกถึงความสำคัญ จึงเป็นเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่

ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งประชาชนผู้เป็นสามัญชนทั้งหลายได้เสียสละชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการพัฒนาระบอบ

ประชาธิปไตย? 6 ตุลา คืออะไร ? การชำระประวัติศาสตร์หน้านี้จะเริ่มเมื่อไหร่? พ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานไปในวันนั้นจะได้รับการเยียว

ยา ชดเชยหรือไม่ อย่างไร? การเมืองเรื่องพื้นที่ หรือพื้นที่ทางการเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ เจตนารมณ์ของวีรชน กระทั่ง

อุดมการณ์ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อ 75 ปีที่แล้ว ยังมีอยู่หรือไม่ ?….

-การเมืองระดับชาติ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนชื่อ สมชาย และเลือกตั้ง ศูนย์กลางประเทศ ที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นอภิรักษ์ ประภัสร์-เกรียงศักดิ์-ชูวิทย์-ลีน่าจัง ฯลฯ

และการเมืองระดับท้องถิ่น ที่มีความเกี่ยวข้องกับระดับชาติ

พันธมิตรฯ ข้องใจ อธิการบดี มช. สั่งงดใช้สถานที่จัดเสวนา ‘การเมืองใหม่’

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13923

 

 ——พื้นที่จากว่าง และเวลาเปลี่ยนไปอาจจะทำให้เรียนรู้ แม้ว่าใช้เวลาเดินทางคนเดียวไปสู่สถานีปลายทางที่แท้จริง แห่งรัก(บอย บ้า)

 

   

วันที่ 6 ตุลา 2551

เมื่อวาน อาหม่า เสียชีวิตลงแล้ว อย่างสงบ? ประมาณ บ่าย สามโมงเย็น ฝนตกพอดี ที่หอพัก แม่โทรสายด่วน มาด้วยน้ำเสียงอิดโรย

ผมไม่รู้ ….ไม่ได้เห็นใบหน้า ก่อนตาย ว่าอาหม่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมเพียงทราบว่าก่อนท่านจะไป ก็มีการคิดว่าจะตัดขาท่าน เผื่อว่า เส้นเลือดที่ขา จะไหลเวียน ทำให้ไม่ติดเชื้ออาการดีขึ้น ฯลฯ

แต่ว่า ผมกำลังจะออกเดินทางไปพบใบหน้านั้น

วิวาทะว่าด้วย 6 ตุลาและพันธมิตรฯ: ความเงียบกับความศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทย

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13944

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม จากระดับโลก คือ อเมริกา และเศรษฐกิจในยุโรปกำลังมีปัญหา…

FT : An Asia bond could save us from the dollar

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13986

ตำรวจแถลงซ้ำ โชว์ภาพตั้งปม ‘เจ็บ -ตาย’ มาจากผู้ชุมนุม

http://www.prachatai.com/05web/th/home/14002

ตร.เผยระเบิดจี๊ปเชโรกีเป็นปฏิบัติการพลาด คนตายข้างรถคือน้องเขย ‘การุณ ใสงาม’

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13991

ชาวเน็ตช่วยหาข้อมูลคนขับรถทับตำรวจ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13987

วันที่ 15 ผ่านวันที่ 14 ตุลา มาแล้ว

‘ราชินี’ ทรงชมอังคณาเด็กดี ‘ป้องชาติ-ช่วยรักษาสถาบัน’
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14084

คำแปล "สมเด็จพระเทพฯ ทรงตอบคำถามสื่อนอก" อีกหนึ่งเวอร์ชั่น
http://prachatai.com/05web/th/home/14052

 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s