Theme แผนที่ ช่วยกำหนดเป้าหมาย เดินทางในชีวิตชัดเจน หลังวันเมย์เดย์ จะอโรคา

 
วันเมย์เดย์
 
 
พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
 
 
ปลาบึก
 
 
ผมพยายามใช้เหตุผลวิเคราะห์ ข่าวภาพบางอย่างก็ค่อนข้างยากเหมือนกัน 
เมื่อวานผมอ่านข่าว ไทยรัฐ เจอข่าวจับปลาบึกได้ โดยพ่อค้าปลาบึกกำลังแล่เนื้อปลา แน่นอนเราจะใช้เครื่องมือจับปลา เพื่อจับปลาบึก ดีกว่าใช้ระเบิดฆ่าคน?
(อ่าน วิทยานิพนธ์ฉบับย่อของผม ซึ่งเสนอที่ ม.ศิลปากร ปีที่แล้ว ได้ที่นี่ http://www.graduate.su.ac.th/proceeding/data/14.pdf นำเสนอการให้เหตุผลวิเคราะห์เรื่องปลาบึก ส่วนหลายวันก่อนมีข่าวคนเอาระเบิดมาวางแถววัดแสนฝาง ถนนท่าแพ ในเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา)
 
และข่าวคนเป็นโรคซึมเศร้า ฆ่าตัวตายสูงที่เชียงใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่ามีข่าวแรงงานหายตัวไป เหมือนถูกกรณีลักพาตัวจากมาเก๊า และไต๊หวันไปเกาหลีเหนือ หรือไม่
 
ช่วงนี้สนใจเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกาย โดยปกติแล้ว ผมไม่ค่อยดูทีวี เพราะมีค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ใช้เวลาดูทีวี เป็นต้น
 
Novel…. วิทยาศาสตร์ และโทรทัศน์(ทีวี)
 
ผมจะดูบางรายการน่าสนใจ หรือ ตลกๆ ซึ่งละครทีวีเป็นบางครั้ง มีนิยายวิทยาศาสตร์บางคนเขียน หวาดกลัวโลกของทีวี
 
เช่น ทีวี 2000 ไอแซฟ อาซิมอฟ เป็นบก.เล่มนี้ คือ ผู้เขียน I Robot
ไอ แซก อาซิมอฟ เคยจับผิด เชอร์ลอคโฮม
 
 เมื่อไอแซ็ค อาซิมอฟจับผิดเชอร์ล็อค โฮล์มส์ !!!
ที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เดิมมาจากบทความของไอแซ็ค อาซิมอฟชิ้นหนึ่ง ชื่อ “The Problem of the Blundering Chemist” (ปัญหานักเคมีปล่อยไก่) ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science Digest ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2523
ไอแซ็ค อาสิมอฟเป็นนักวิทยาศาตร์และนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง บ้านเรารู้จักกันดี  ในโลกของรหัสคดีหรือนิยายสืบสวน อาซิมอฟได้เขียนนิยายสืบสวนเด่นดังไว้ถึง 2 ชุด คือชุดแม่ม่ายดำและสโมสรยูเนี่ยน  แต่บทความชิ้นนี้ ลำพังแค่ชื่อที่ขึ้นต้นด้วย “The Problem of…” ก็ดูจะแซวชื่อนิยายสืบสวนรุ่นลายครามอย่างเชอร์ล็อค โฮล์มส์มากพอแล้ว  จะเป็นอย่างไรต้องลองอ่านดู
ก่อนหน้านี้ “The Problem of the Blundering Chemist” เคยแปลไว้ในชื่อ “หักเหลี่ยมเชอร์ล็อค โฮล์มส์” โดยชาญ คำไพรัช  ตีพิมพ์ใน ถนนหนังสือ  ปีที่ 4  ฉบับที่ 6  ธันวาคม พ.ศ.2529  เป็นฉบับแปลตรงตัว
แต่ที่จะได้อ่านข้างล่าง เป็นฉบับแปลและเรียบเรียง อ่านสนุกกว่า ใจความเท่ากัน  เคยโพสต์ลงคลับนักสืบแล้วครั้งหนึ่ง แต่จำที่มาไม่ได้  คราวนี้ผมขออนุญาตแก้ไขวิสามานยนามบางคำและวรรคตอนบางช่วง เพื่อให้อ่านง่ายและเข้าใจตรงกัน  ต้องขอขอบคุณผู้เรียบเรียงด้วยครับ
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:24:16 ]  
จับผิดเชอร์ล็อค โฮล์มส์
ถ้าพูดถึงเจมส์ บอนด์ คนทั่วโลกก็รู้จักในนามของสายลับชั้นยอดของอังกฤษ  หรือถ้าเอ่ยถึงเจสสี เจมส์ คนส่วนใหญ่รู้จักในนามของจอมโจรชื่อดัง  แต่ถ้าพูดถึงเชอร์ล็อค โฮล์มส์ คุณก็คงเป็นคนหนึ่งที่ร้องอ๋อ ว่าอ้ายหมอนี่คือนักสืบชั้นหนึ่งที่ติดอันดับนักสืบระดับโลก
ครับ  ถึงแม้เชอร์ล็อค โฮล์มส์จะเป็นตัวละครที่อาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ (Arthur Conan Doyle) สร้างขึ้นมา แต่หมอก็ดังมากจนคนเป็นจำนวนไม่น้อยเผลอนึกว่าเป็นนักสืบที่มีตัวตนจริงๆ  โคนัน ดอยล์สร้างเชอร์ล็อค โฮล์มส์ขึ้นมาในฐานะของนักสืบแบบอย่างของนักสืบสวนโดยอาศัยผลในแง่ของวิทยาศาสตร์ เป็นแบบอย่างของนักสืบรุ่นหลังๆที่นักแต่งคนอื่นๆนำมาลอกเลียนแบบ  ผลงานการสืบสวนของโฮล์มส์ปรากฏอยู่ในนิยายที่โคนัน ดอยล์เขียนขึ้นเป็นนิยายทั้งเรื่องยาวและเรื่องสั้นรวมทั้งสิ้น 60 เรื่อง
ในสายตานักอ่านเกือบทั่วโลกมองดูโฮล์มส์อย่างชื่นชมในความสามารถ แต่สายตาของนักชีวเคมีและนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งกลับพินิจพิจารณาเชอร์ล็อค โฮล์มส์แล้วให้ความเห็นว่า โฮล์มส์เป็นนักสืบที่ “ปล่อยไก่” ออกมาไม่รู้กี่สิบตัว
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้คือ ดร.ไอแซ็ค อาซิมอฟครับ
แก้ไขเมื่อ 06 ม.ค. 50 21:48:03
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:26:01 ]
 
 
 ความคิดเห็นที่ 2  
ต่อไปนี้คือรายการอาซิมอฟจับเชอร์ล็อค โฮล์มส์ขึ้นเขียง “สับแหลก” อย่างมันมือ
อาซิมอฟให้ความเห็นว่าอาร์เธ่อร์ โคนัน ดอยล์ คนแต่งนิยายสืบสวนสอบสวนนี้เป็นผู้มีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในเกรดที่เรียกว่า “ไม่เอาไหน”  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พ่อเชอร์ล็อค โฮล์มส์ที่หลุดออกมาจากความคิดของเขาก็คง “แย่” พอๆกับเจ้านาย
ไหนๆจะว่าเขาแล้ว ดร.อาซิมอฟก็ต้องยกตัวอย่างเสียหน่อย  อย่างเช่นคราวที่โคนัน ดอยล์ พยายามที่จะแสดงภูมิในความรู้เกี่ยวกับนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อเจมส์ มอริอาร์ตี้ (James Moriarty) เขาแสดงความรู้ฝ่ายทางโฮล์มส์ในบทพูดตอนหนึ่งของเรื่อง “ปัจฉิมปัญหา” (The Final Problem) ว่า “เมื่อมอริอาร์ตี้อายุ 21 เขาเขียนตำราคณิตศาสตร์ทฤษฎีไบโนเมียลซึ่งถือเป็นตำราแบบฉบับของยุโรป”
ข้อความนี้อาซิมอฟแย้งว่า ตอนที่มอริอาร์ตี้อายุ 21 คือประมาณปี ค.ศ.1865  แต่ก่อนหน้านี้ย้อนหลังไปถึง 40 ปี นักคณิตศาสตร์ชาวนอร์เวย์ชื่อนิลส์ เฮนริค เอเบล (Niels Henrik Abel) ได้คิดค้นและพิสูจน์ทฤษฎีไบโนเมียลอย่างสมบูรณ์แบบ  เป็นที่ยอมรับกันจนถึงปัจจุบันนี้ว่ายังไม่มีนักคณิตศาสตร์คนอื่นเพิ่มเติมทฤษฎีนี้ไปจากที่เอเบลพูดไว้  แสดงว่า 40 ปีที่ผ่านมา มอริอาร์ตี้ก็ไม่ได้ทำอะไรให้ก้าวหน้าไปกว่านี้  คำกล่าวของโฮล์มส์ที่โคนัน ดอยล์เขียนให้ อาซิมอฟก็คงหัวเราะแล้วบอกว่า “เชยน่าดู”
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:26:33 ] 
  
 ความคิดเห็นที่ 3  
ยังไม่สะใจ ดร.อาซิมอฟมองโคนัน ดอยล์ในแง่ดาราศาสตร์ต่อไปอีกว่ามีอะไรจะสับอีกไหม  ในเรื่อง หุบผาแห่งภัย ( The Valley of Fear ) โฮล์มส์พูดถึงมอริอาร์ตี้คนนี้อีกว่า “ไม่ใช่มอริอาร์ตี้คนนี้หรอกหรือที่เขียนตำรา ‘พลศาสตร์ของการเคลื่อนที่แห่งดาวเคราะห์น้อย’ (Dynamics of an Asteroid) ซึ่งถือว่าเป็นตำราชั้นยอดเล่มหนึ่ง”
อาซิมอฟวิจารณ์ข้อความนี้ว่า โฮล์มส์พูดผิดหลักหรือไม่ก็พูดอย่างคนไม่รู้จริง  เป็นที่ยอมรับกันว่า ตั้งแต่ที่นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อปิแอร์ ไซมอน เดอ ลาปลาซ (Pierre Simon de Laplace) เขียนหนังสือชื่อ Celestrial Mechanics ในปี ค.ศ.1825 ซึ่งอธิบายถึงกฎเกณฑ์การเคลื่อนที่ของดวงดาวจบลงแล้ว ยังไม่มีข้ออธิบายเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใด  ที่ถูกต้องแล้วในยุคของมอริอาร์ตี้ หนังสือที่เขาเขียนขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์หรือไม่ก็เกี่ยวกับการแก้ปัญหา “Three Body Problem” มากกว่า แต่ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณโฮล์มส์แกพูดแน่  แสดงว่าโฮล์มส์เรา “ฝอยผิดหลัก”
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:26:56 ] 
  
 ความคิดเห็นที่ 4  
อย่างไรก็ดี อาซิมอฟก็ยังเห็นอกเห็นใจว่าโคนัน ดอยส์อาจจะอ่อนไปหน่อยสำหรับเรื่องทางด้านคณิตศาสตร์หรือดาราศาสตร์อย่างตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น เลยพลอยทำให้โฮล์มส์เชยไปด้วย  อันที่จริงโคนัน ดอยล์เป็นนักฟิสิกส์ แต่คนที่จะเป็นนักฟิสิกส์ได้นั้นต้องมีพื้นฐานความรู้ทางด้านเคมีแข็งพอสมควร และความจริงก็เป็นอย่างนั้น  โคนัน ดอยล์สอดใส่ความรู้ทางด้านเคมีลงไปในเรื่องราวที่เขาเขียนอย่างมากมาย เพราะเชอร์ล็อคโฮล์มส์ถูกกำหนดให้เป็นนักเคมีมือแน่คนหนึ่ง  นอกเหนือจากมีอาชีพเป็นนักสืบชั้นยอด โฮล์มส์ถือว่าการพิสูจน์หลักฐานทางด้านเคมีเป็นวัตถุพยานที่น่าเชื่อถือในชั้นศาลพอที่จะลากคอเจ้าวายร้ายใดๆให้เข้าคุกได้
การที่ผู้อ่านรู้ว่าโฮล์มส์เป็นนักเคมีมือแน่ก็ดูได้จากการวิจารณ์ของ นพ.จอห์น เอช. วัตสัน (Dr.John H. Watson) นายแพทย์ที่ปรึกษาคนสนิทของเชอร์ล็อค โฮล์มส์  วัตสันได้วิจารณ์คุณลักษณะของโฮล์มส์อย่างชนิดตรงไปตรงมาในเรื่อง A Study in Scarlet ซึ่งเป็นตอนแรกของนิยายสืบสวนสอบสวนเชอร์ล็อค โฮล์มส์  นพ.วัตสันได้ให้คะแนนพระเอกของเราดังนี้:-
ความรู้ทางด้านวรรณคดี, ปรัชญา, และดาราศาสตร์  “เป็นศูนย์”
ความรู้ทางด้านการเมือง  “อ่อนมาก”
ความรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์  “เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้”
ความรูทางด้านกายวิภาค  “ไม่เป็นแก่นสารนัก”
ความรู้ทางด้านธรณีวิทยา  “พอใช้ได้”
ความรู้ทางด้านเคมี  “เยี่ยม”
เห็นไหมครับว่า นพ.วัตสันพี่ท่านชมเชยความรู้ของโฮล์มส์ชนิดถ้าเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยก็อาจจะ “รีไทร์” (Retire) ไปแล้ว ยกเว้นทางด้านเคมีที่ นพ.วัตสันให้คะแนนเต็มกับนักสืบของเรา  แสดงว่าโฮล์มส์ “มือแน่” ทางด้านนี้
เอาละ  เมื่อโคนัน ดอยล์อุปโลกน์ให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์มีความรู้ดีทางด้านเคมี  งานหนักก็ตกอยู่กับเขาในอันที่จะรักษาคุณสมบัติด้านนี้เอาไว้  จะเห็นได้ว่าแทบทุกเรื่องของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ พระเอกของเราจะแสดงภูมิทางด้านเคมี เปิดโอกาสให้ ดร.อาซิมอฟซึ่งจ้องเล่นงานอยู่แล้วจับผิดนักสืบของเราไว้ได้มากมายหลายเรื่อง
ต่อไปนี้เป็นรายการ “สับหมู” ที่ไอแซ็ค อาซิมอฟ หยิบยกเอาความรู้ทางด้านเคมีของโฮล์มส์ที่คุยว่าแน่ ซึ่งจะ “แน่” หรือ “แย่” ก็ลองพิจารณาดู
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:27:26 ] 
 
 ความคิดเห็นที่ 5  
ในเรื่อง “The Adventure of  Shoscombe Old Place” การที่โฮล์มส์จับนักปลอมแปลงเหรียญซึ่งเป็นตัวคนร้ายในเรื่องนี้ได้ก็โดยเหตุผลที่โฮล์มส์ให้กับศาลว่า:
“…ผลจากการตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ ผมพบเศษของทองแดงและสังกะสีที่ตะเข็บข้อมือเสื้อของชายผู้นี้…”
เราสันนิษฐานในเบื้องต้นก่อนว่าโฮล์มส์คงจะนำเศษผงที่รวบรวมได้จากตะเข็บข้อมือเสื้อของผู้ต้องสงสัยนำไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์และลงความเห็นว่ามันคือเศษผงของทองแดงและสังกะสี  การตรวจสอบพบว่าเศษผงที่เห็นนั้นคือเศษผงของโลหะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่การที่จะระบุลงไปเลยทีเดียวว่าโลหะนั้นคืออ้ายนั้นพวกอ้ายนี่ โดยใช้สายตาอย่างนั้นเป็นเรื่องตลกที่พอจะหัวเราะได้หลายเอิ๊ก  ไม่มีนักเคมีคนไหนกล้าลงความเห็นโดยอาศัยการตรวจสอบเพียงแค่นั้น  ยิ่งเป็นศาลด้วยแล้วก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่ไม่น่าพอใจ  อันที่จริงแล้วเศษผงของทองแดงหรือสังกะสีแม้เพียงเล็กน้อยสามารถพิสูจน์ได้โดยอาศัยวิธีทางเคมีหรืออาศัยเครื่องมือที่เรียกว่าสเปคโตรสโคป (Spectroscope)  แต่โฮล์มส์ก็มิได้อ้างถึงวิธีการนี้เลย
หรือถ้าเราจะพยายามเข้าข้างโฮล์มส์ โดยคิดว่าเขาอาจจะได้ผ่านการทดสอบด้วยวิธีการทางเคมีมาแล้ว แต่ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้ในเรื่องเดียวกันที่โฮล์มส์ตรวจสอบสารที่สงสัยโดยอาศัยตาดูอีกหลายตอน  อย่างเช่นตอนหนึ่งโฮล์มส์กล่าวถึงวัตถุที่เขาตรวจสอบอยู่โดยกล่าวว่า:
“…ขนที่พบคือเส้นด้ายจากเสื้อสักหลาด  รอยเปื้อนสีเทาเกิดจากพวกฝุ่นผง  ปรากฏว่าว่ามีเยื่อของหนังกำพร้าติดอยู่ทางซ้าย  ส่วนหยดสีน้ำตาลที่อยู่ตรงกลางนั้นคือกาวอย่างไม่ต้องสงสัย…”  (ซึ่งในเนื้อเรื่อง “กาว” ที่ปรากฏอยู่เป็นหลักฐานสำคัญของการสืบสวน)
ข้อความข้างต้นนี้ก็นับว่าประหลาดอยู่ที่โฮล์มส์สามารถมองดูหยดเปื้อนเล็กๆที่เป็นสารอินทรีย์อผลึก (Amorphous Organic) แล้วบอกได้ทันทีว่ามันคือกาว ทั้งๆที่ยังมีสารอินทรีย์อผลึกในทำนองเดียวกันนี้อยู่อีกมากมาย  ข้อยืนยันข้อนี้เป็นหลักฐานผูกมัดผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร  แน่นอนถ้าศาลยอมรับในข้อพิสูจน์ง่ายๆนี้ของโฮล์มส์ จำเลยทั้งหลายที่ต้องขึ้นศาลนี้ก็คงต้องตกอยู่ในห้วงอันตราย!
แต่ก็ไม่แน่นะครับ พระเอกโฮล์มส์ของเราอาจจะมีนัยน์ตาพิเศษก็ได้  ลองฟังดูโฮล์มส์คุยในตอนหนึ่งของเนื้อเรื่อง A Study in Scarlet :
“…มองดูเพียงแวบเดียว ผมก็สามารถบอกได้ว่าขี้บุหรี่หรือซิก้าร์ที่หล่นอยู่นั้นเป็นบุหรี่หรือซิก้าร์ยี่ห้อไหน…”
ข้อความนี้อาซิมอฟคิดว่าถ้าเชอร์ล็อค โฮล์มส์ไม่ใช่ผู้มีนัยน์ตาวิเศษคนเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โฮล์มส์ก็คงเป็นนักโม้ผู้มีวาทะอันฉกาจฉกรรจ์!
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:28:09 ] 
  
 ความคิดเห็นที่ 6  
ครับ! สับต่อไปอีกเรื่อง
ในเรื่อง A Study in Scarlet ตอนที่ นพ.วัตสันเข้าไปในห้องทดลองเคมีของโฮล์มส์ ตอนนั้นโฮล์มส์กำลังค้นพบสารเคมีชนิดหนึ่งอยู่ โฮล์มส์ก็เลยถือโอกาสคุยซะเลยว่า:
“…ผมได้พบสารรีเอเจ้นท์ (Reagent) ชนิดหนึ่งซึ่งจะเกิดการตกตะกอนก็ต่อเมื่อถูกกับฮีโมโกลบินหรือสารสีแดงในเม็ดโลหิตเท่านั้น…”
สารตัวกระทำนี้พอจะเชื่อได้ว่าโฮล์มส์สามารถพบได้จริง แต่ผลการทดสอบของเขานั่นสิเป็นจุดที่อาซิมอฟจับได้ว่าโฮล์มส์ปล่อยไก่หรือ “โอเว่อร์” เกินไป
โฮล์มส์ทำการทดสอบด้วยการใช้เข็มแหลมจิ้มนิ้วตัวเอง แล้วบีบหยดเลือดหยดหนึ่งลงไปในน้ำปริมาตร 1 ลิตร  เมื่อหยดเลือดละลายหายไปกับน้ำแล้ว เขาก็ใช้รีเอเจ้นท์ที่คิดค้นขึ้นมาใส่ลงไป  ปรากฏว่าเกิดการตกตะกอนขึ้น  ผลที่ได้ทำให้โฮล์มส์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ  เขาบอกว่า:
“…เราสามารถค้นหาร่องรอยของเลือดได้แม้ว่ามันจะเจือจางสักแค่ไหน  อย่างตัวอย่างที่ทดลองนี้อัตราส่วนของเลือดที่อยู่ในน้ำไม่เกินหนึ่งในล้าน รีเอเจ้นท์ของผมก็จับได้ว่ามันมีหยดเลือดอยู่…”
เหตุการณ์ตอนนี้ ดร.อาซิมอฟแย้งโฮล์มส์ 2 ประการด้วยกัน  ข้อที่หนึ่ง ถ้าการทดลองนี้ถูกต้อง โฮล์มส์น่าจะทดลองให้เห็นจริงด้วยว่าถ้ามีสารอื่นเจือปนที่ไม่ใช่เลือดแต่คล้ายคลึงกันละลายอยู่ในน้ำ จะไม่เกิดการตกตะกอนด้วยถ้าใส่รีเอเจ้นท์ตัวนี้ลงไป  ข้อที่สอง ข้อนี้จับผิดที่คำพูดของโฮล์มส์  ลองอาซิมอฟจะเอาผิดแล้วต้องเอาให้ได้  อาซิมอฟจัดแจงคำนวณออกมาทันที
ธรรมดาน้ำหยดหนึ่งจะมีปริมาตรราว 1/20 มิลลิลิตร  หยดเลือดมีความหนืดสูงกว่าน้ำควรจะมีปริมาตรของหนึ่งหยดใหญ่กว่า  แต่เอาละ เรามาคิดเสียว่าโฮล์มส์เองก็กลัวเจ็บเหมือนกัน ดังนั้นเลือดที่เขาได้จากการแทงนิ้วตัวเองแล้วบีบลงไปในน้ำก็คงจะเพียงนิดเดียวไม่เต็มหยด ตีเสียว่าเป็น 1/50 มิลลิลิตร
1/50 มิลลิลิตรก็คือ 1/50,000 ลิตร  ด้วยคณิตศาสตร์เพียงง่ายๆ อัตราส่วนของเลือดในน้ำก็คือ 1/50,000  แต่โฮล์มส์ของเราปาเข้าไปว่ามีความเจือจางเพียงแค่ไม่เกิน 1/1,000,000 !
นักเคมีชั้นยอดอย่างโฮล์มส์ไม่ควรประมาณความเข้มข้นของสารละลายผิดความจริงไปมากกว่านี้!  หรือไม่ก็โฮล์มส์เข้าข่าย “คุยโม้อีกแล้ว”  แต่มาโม้กับ ดร.อาซิมอฟก็ต้องเจอดีอย่างนี้แหละ
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:28:45 ] 
  
 
 ความคิดเห็นที่ 7  
แม้แต่การออกชื่อสารเคมีผิด อาซิมอฟก็เอามาขึ้นเขียง  เหมือนกับในตอนหนึ่งของเรื่อง “A Case of Identity” นพ.วัตสันได้พูดถึงปัญหาการหายตัวไปอย่างลึกลับของชายคนหนึ่งโดยถามเชอร์ล็อค โฮล์มส์ว่า เรื่องนี้พอจะสืบสวนได้ไหม  โฮล์มส์ตอบว่าไม่เกินความสามารถของเขา  แต่เพื่อที่จะแสดงให้รู้ว่ามันก็ไม่ใช่ของง่ายนัก เขาจึงเล่นสำนวนในฐานะนักเคมีว่า:
“…ได้ซิคุณ  แต่มันก็เหมือนกับการสังเคราะห์สารไบซัลเฟตของแบริต้านั่นแหละ (Bisulphate of Baryta)…”
พอพูดออกมาปัง อาซิมอฟก็สับได้ทันที
สารที่โฮล์มส์เอ่ยออกมานั้นเป็นสารประกอบมีสูตรทางเคมีคือ Ba(HSO)4  ชื่อที่ถูกต้องที่นักเคมีนิยมเรียกก็คือ Barium Bisulphate หรืออย่างน้อยก็ Barium Acid Sulphate  เป็นสารประกอบที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไร ไม่มีเอ่ยถึงในตำราอ้างอิงส่วนใหญ่  ข้อสำคัญ มันเป็นสารประกอบที่สังเคราะห์ได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก  ดังนั้นการที่โฮล์มส์นำไปเปรียบเทียบกับงานยากๆก็อาจจะ “เชยนิด ๆ”
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:29:16 ] 
  
 
 ความคิดเห็นที่ 8  
แม้แต่คำที่เราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องจุกจิก อาซิมอฟก็ไม่เว้น  อย่างเรื่อง “The Adventure of the Copper Beeches” โฮล์มส์พูดถึงสารประกอบ CH3COCH3 โดยออกเสียงเป็นพหูพจน์ว่า Acetones  อาซิมอฟก็ถือโอกาสสอบเสียเลยว่า คำๆนี้เป็นพหูพจน์ไม่ได้  มันต้องสะกดว่า Acetone ถึงจะถูก  สงสัยโฮล์มส์จะไปสับสนกับคำว่า Ketones ก็เลยหลุดคำว่า Acetones ออกมาด้วย  แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ “นักเคมีชั้นเยี่ยม” อย่างโฮล์มส์ก็ไม่ควรผิดเช่นนี้
มีศัพท์คำว่า “โลหะเจือ” อยู่ 2 คำคือ Alloy กับ Amalgam ที่โฮล์มส์พูดออกมา ทำให้อาซิมอฟจวกเอาได้ว่า “รู้ไม่จริง”
ในเรื่อง “The Adventure of the Engineer’s Thumb” โฮล์มส์ทำการสืบสวนเรื่องราวของนักปลอมแปลงเหรียญเงินโดยทราบว่าแก๊งปลอมแปลงเหรียญแก๊งนี้เป็นแก๊งใหญ่มีอุปกรณ์การปลอมแปลงพร้อมมูล อาศัยเครื่องจักรในการหล่อหลอมโลหะเจือของเงิน
โฮล์มส์ใช้คำว่า Amalgam ในความหมายของโลหะเจือ ซึ่ง ดร.อาซิมอฟแย้งว่าโลหะผสมของเงินในกรณีนี้ต้องใช้คำว่า Alloy  ในเนื้อเรื่องภายหลังโรงงานผิดกฎหมายนี้ถูกทะลายลง  ตำรวจพบสารนิเกิลกับดีบุกถูกเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนเหรียญปลอมที่ทำขึ้นมานี้คือโลหะเจือของนิเกิล-ดีบุก (Nickel-Tin Alloy)  คำว่า Amalgam จะใช้ได้ต่อเมื่อเป็นโลหะเจือที่ประกอบด้วยปรอท  ดังนั้นการที่โฮล์มส์ใช้คำว่า Amalgam จึงทำให้ ดร.อาซิมอฟดูถูกเอาได้ว่า “ไม่รู้จริง”
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:29:43 ] 
  
 
 ความคิดเห็นที่ 9  
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกอาซิมอฟขัดคอตั้งแต่ชื่อเรื่องเลยทีเดียว นั่นคือเชอร์ล็อค โฮล์มส์ตอน “The Adventure of the Blue Carbuncle”
Carbuncle คือพลอยสีแดง  เป็นหินมีค่าจำพวกหนึ่งของโกเมน ซึ่งแบ่งย่อยเป็นหลายประเภทหลายสีด้วยกัน  แต่เฉพาะประเภทที่มีสีแดงแก่เท่านั้นมีชื่อเฉพาะว่า Carbuncle  มีชื่อเรียกทางเคมีว่า Iron-Aluminium Silicate  สีแดงของมันมีสีเหมือนการลุกโชนของก้อนถ่าน (รากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Carbunculus  แปลว่าสะเก็ดถ่านไฟ)  ดังนั้นการที่โคนัน ดอยล์ตั้งชื่อว่า Blue Carbuncle จึงฟังขัดกันในตัวของมันเอง  แปลเป็นภาษาไทยๆได้ความว่า “พลอยสีแดงที่เป็นสีน้ำเงิน”  อาจเป็นเพราะว่าคนแต่งไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของ Carbuncle หรือตั้งใจจะให้มันเป็นพลอยที่แปลกประหลาดก็ไม่รู้  แต่อาซิมอฟก็เล่นงานเสียจนอานเหมือนกัน
มีข้อที่น่าสังเกตว่าโคนัน ดอยล์อาจจะไม่รู้ความหมายของ Carbuncle จริงๆก็ได้ เพราะในเนื้อเรื่อง โฮล์มส์กล่าวถึงหินมีค่าก้อนนี้ว่าเป็น “ผลึกถ่านน้ำหนัก 40 เกรน” ซึ่งข้อความนี้ผิดทั้งหัวทั้งท้าย  ประการแรก Carbuncle ไม่ใช่ผลึกของถ่านซึ่งจะต้องประกอบด้วยคาร์บอนไม่น้อยกว่า 90%  แต่ Carbuncle เป็นสารประกอบของเหล็ก, อะลูมิเนียม และซิลิค่อน  โฮล์มส์คงจะจำสับสนกับเพชรซึ่งเป็นอีกรูปหนึ่งของถ่าน แต่ก็น่าขำที่ว่าถ้าจำสับสนกับสารพวกเพชร หน่วยที่ใช้ก็น่าจะเป็นกะรัต  ควรจะพูดว่าหนัก 13 กะรัตมากกว่า 40 เกรน  แต่นี่ดันผ่าไปใช้หน่วยว่าเกรน
เฮ้อ  ไม่รู้ว่าทำไมโฮล์มส์ถึงปล่อยไก่ให้เขาสับเอาๆอย่างนี้น๊า
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:31:40 ] 
  
 
 ความคิดเห็นที่ 10  
แถมท้าย “สับ” อีกสักเรื่องเถอะน่า
ในเรื่อง The Sign of the Four โฮล์มส์ต้องการที่จะพักสมองด้วยการหลบปัญหาการสืบสวนที่ยุ่งยากซึ่งตนกำลังเผชิญอยู่ด้วยการหลบไปขลุกอยู่ในห้องทดลองเคมีที่ตนชอบสักพักหนึ่ง  เขาจึงบอกกับผู้ร่วมงานว่า “เอาไว้ให้ผมประสบความสำเร็จในการละลายสารไฮโดรคาร์บอนได้ก่อน แล้วผมจะกลับมาขบคิดปัญหาของโชลโต๊สต่อไป”
ไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมของคาร์บอนกับไฮโดรเจน ถ้าโมเลกุลใหญ่หน่อยมันก็จะอยู่ในสภาพของของแข็งที่อ่อนตัวในอุณหภูมิปรกติ (เช่นพวกน้ำมันดิน, ยางมะตอย)  พวกที่เป็นโมเลกุลเล็กก็จะมีสภาพเป็นของเหลวในอุณหภูมิปรกติ (เช่นพวกน้ำมันก๊าด, น้ำมันเบนซิน หรือน้ำมันปิโตรเลียม)
ไฮโดรคาร์บอนสามารถผสมกันโดยอิสระ  ถ้าสารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นของแข็งถูกใส่ลงในไฮโดรคาร์บอนที่เป็นของเหลว ของแข็งนั้นจะละลายเข้ากันโดยง่ายดาย อย่างเช่นที่เราเรียกว่า “การซักแห้ง” (Dry Cleaning) เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง  สารไฮโดรคาร์บอนของเหลวสามารถใช้เป็นตัวทำละลายพวกคราบสกปรกได้เนื่องจากความสกปรกเหล่านี้ เช่นบนเสื้อผ้า มักจะมีส่วนใกล้เคียงกับสารพวกไฮโดรคาร์บอน  ดังนั้นถ้าเราพิจารณาคำพูดของพระเอกโฮล์มส์ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า “เอาไว้ให้ผมประสบความสำเร็จในการละลายสารไฮโดรคาร์บอนได้ก่อน” ก็เพียงแต่มีความหมายว่า “หลังจากที่ผมใช้เบนซีนละลายความสกปรกออกได้สำเร็จแล้ว ผมจะกลับมาทำงานต่อ”  ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ของเราจะมีโอกาสได้พักสมองไม่เกิน 45 วินาทีเท่านั้น  น่าสงสารจัง
แก้ไขเมื่อ 06 ม.ค. 50 22:39:47
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:32:10 ]
 
 
 ความคิดเห็นที่ 11  
สับมามากแล้ว  ดร.อาซิมอฟก็เลยลูบหลังโคนัน ดอยล์เสียหน่อยว่า แนวความคิดของโคนัน ดอยล์บางครั้งก็เข้าท่าเหมือนกัน
อย่างในเรื่อง “The Adventure of the Devil’s Foot” โฮล์มส์ได้พูดถึงรากไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมาจากดินแดนฝั่งตะวันตกของอัฟริกา  ควันหรือไอระเหยของมันมีพิษสงที่น่ากลัว  จะว่าเสี่ยงเกินไปก็ได้ โฮล์มส์ทดลองควันพิษนี้กับที่ปรึกษาของเขา นพ.วัตสัน:
“…ผมแทบจะนั่งเก้าอี้ไม่ติดทันทีที่สัมผัสกับกลิ่นอันรุนแรงของควันพิษ  รู้สึกใจหวิวๆ  คลื่นไส้อย่างรุนแรง  ชั่ววูบเดียวที่ได้กลิ่น สมองและจิตใจดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้  นัยน์ตาผมพร่าพราย มองเห็นเหมือนกลุ่มควันสีดำลอยกระจายอยู่ตรงหน้า  และท่ามกลางกลุ่มควันเหล่านั้น ความรู้สึกหลอกหลอนเกิดขึ้น  ผมมองเห็นบรรดาปิศาจร้ายทั่วจักรวาลกระโดดโลดเต้นไปมา  มือเท้าอ่อนเปลี้ย  ขนทุกเส้นดูเหมือนจะลุกชัน  ปากผมอ้าค้าง  ลิ้นแข็ง  พยายามที่จะร้องออกมาแต่ไม่มีสำเนียงใดๆหลุดจากลำคอได้…”
ครึ่งศตวรรษต่อมาได้มีการค้นพบสารพิษที่มีชื่อว่า Lysergic Acid Diethylamide (LSD)  ถึงแม้จะไม่ใช่รากพิษจากอัฟริกา แต่พิษสงของมันนั้นไม่แตกต่างไปจากที่ นพ.วัตสันได้บรรยายไว้กว่า 50 ปีมาแล้ว
นับว่าความคิดฝันของโคนัน ดอยล์ในนิยายของเขาก็เป็นจริงขึ้นมาได้เหมือนกัน  นับว่าเป็นความโชคร้ายของโฮล์มส์กับวัตสันที่ต้องผจญกับพิษร้ายที่ว่าล่วงหน้าตั้งกว่า 50 ปี!
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:32:37 ] 
  
 ความคิดเห็นที่ 12  
ครับ  ถึงบรรทัดนี้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ของเราก็ “เละ” พอสมควรแล้ว เมื่อเจอปังตอของ ดร.ไอแซ็ค อาซิมอฟเข้าซึ่งท่านก็ “สับ” อย่างนักวิทยาศาสตร์  ตอนนี้ผู้เขียนอยากจะได้ใครสักคนที่มือแน่ๆมาช่วย “สับ” ดร.อาซิมอฟบ้าง เพราะท่านก็เขียนนิยายไว้มากมาย  ท่านจะไม่ปล่อยไก่ไว้บ้างเชียวหรือ
จากคุณ : เอวังด้วยประการฉะนี้  – [ 6 ม.ค. 50 21:33:21 ] 
  
 
 ความคิดเห็นที่ 13  
อืม… โดน "สับเละ" จริงอย่างว่านะคะ
จริงๆ แล้ว เรื่องข้อผิดพลาดต่างๆ ของเซอร์อาเทอร์ ในเรื่องเชอร์ล็อค โฮล์มส์ เนี่ย โดน "สับ" มาตั้งแต่สมัยที่ท่านเซอร์ ยังมีชีวิตอยู่แล้วค่ะ จนถึงขนาดว่าท่านเคยเขียนตอบข้อท้วงไว้แบบนี้
"…It has always seemed to me that so long as you produce your dramatic effect, accuracy of detail matters little. I have never striven for it and I have made some bad mistakes in consequence. What matter if I hold my readers?…"
"…สำหรับผม ถ้ายังเขียนนิยายอยู่ ไอ้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆมันจิ๊บจ๊อยมากเลยคุณ  ตั้งแต่เขียนมาผมไม่เคยใส่ใจเลย แล้วก็มีเขียนผิดด้วย  ก็ถ้าทำให้คนอ่านติดแล้วมันจะเป็นไรไปฮึ…"
เด็ดดีใหมหล่ะ เข้าใจว่าประโยคนี้ ไอแซก อาซิมอฟ เองก็เคยอ่านผ่านมาแล้วเช่นกัน เนื่องจากตัวไอแซกเอง ก็เกือบกึ่งเป็นสาวกโฮล์มส์คนหนึ่ง
ที่มา : http://www.straightdope.com/mailbag/msherlock.html
แก้ไขเมื่อ 07 ม.ค. 50 02:49:42
จากคุณ : Jekyll   – [ 6 ม.ค. 50 23:28:15 ] 
  
 ความคิดเห็นที่ 14 
ความจริงก็มีระดับ professor ทางเคมี ออกมาช่วยโต้แก้แทน ท่านเซอร์ อยู่เหมือนกัน ..แต่คาดว่ายังไม่มีใครนำมาแปลให้ได้อ่านกัน
ก็เลยนำมาลง link ไว้ เพื่อใครสามารถเข้า download บทความนี้ จะได้นำมาเผยแพร่กัน
What kind of chemist was Sherlock Holmes?
 
 นักเขียน เคียงคู่กับอาซิมอฟ คือ
อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกวัย 90 เสียชีวิตแล้ว
โดย : ประชาไท วันที่ : 20/3/2551
อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 ด้วยวัย 90 ปี 2001 : A Space Odyssey ที่เขาประพันธ์ขึ้นได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 นิยายคลาสสิกของโลก มารู้จักกับชีวิตและผลงานของเขาให้มากขึ้น
 
แน่นอนว่า อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก เป็นนักเขียน ที่มีชื่อเสียงเคียงคู่กับ ไอแซฟ อาซิมอฟ และโปรดติดตามอ่าน
จินตนาการเฟื่อง ของ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก
แนวคิด ต่างๆ เช่น
เรื่องที่เจ็ด การสำรองมันสมอง เหมือนกับสำรองข้อมูลฮาร์ดดิสก์ที่เรารู้จักกัน พูดแบบไทยๆ คือตัวตายใจไม่ตาย เก็บสำรองไว้ใส่ "เรือนร่าง" หรือเครื่องจักรอื่นๆ ได้ทุกเมื่อ ในอีกแง่หนึ่ง นี่ก็คือความเป็นอมตะ…
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2876
 
ชัยวัฒน์ คุประตกุล เล่าเรื่องได้พบกับอาร์เทอร์ ซี คลาร์ก และไอแซฟ อาซิมอฟ แต่ไม่ได้พบไอน์สไตน์
 
รำลึกถึงอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ….

…ไอแซก อาซิมอฟ เป็นคนอารมณ์ดี ร่ำรวยอารมณ์ขัน เสียงดังทั้งเสียงพูด และเสียงหัวเราะ ความคิดความอ่านกระฉับกระเฉงกระโดดไปกระโดดมาอย่างมีสีสัน ที่สะท้อนออกมาเป็นภาษาเขียนได้อย่างชัดเจน เพราะ ไอแซก อาซิมอฟ เขียนหนังสือได้เร็วและอ่านสนุกตั้งแต่แรกเริ่ม…
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2876

 
TV
ทีวีเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้ได้ เช่น สอนหนังสือผ่านดาวเทียมทางไกลทางทีวี
 
 
บางครั้ง บางคราวผมก็ดูทีวีสนุกดี เมื่อวาน ดู NBT ก็รายการพิเศษสำหรับคนนั่งรถเข็นพาชมพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
 
และมีพี่ร้านเช่าวิดิโอบอกผม เมื่อไม่กี่วันก่อน ช่องทีวีดังกล่าว ออกเรื่องโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ อีกครั้งด้วย
 
 
ดูรายการทีวี ดีๆ ได้อย่าง เช่น อโรคา ปาร์ตี้
 
และรายการทีวี เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์….
 
รายการ beyond tomorrow
 
ช่วงนี้ผม ก็กลัวเป็นโรคเครียดกัน เพราะว่า มีปัญหาชีวิตของคนในครอบครัว เป็นต้น
 
คิดแล้ว น่าจะเขียนจดหมายแบบเก่า ส่งให้คนอ่านแทนอีเมล์ เลียนแบบนิยายเรื่องข้างหลังภาพ
 
และแล้วอุปกรณ์ และเครื่องมือสื่อสารในอดีต เช่น โทรเลข ก็เลิกใช้งานเหลือเพียงความทรงจำ….
 
 
Theme -แผนที่
 
มนุษย์ เรามีแผนที่เดินทาง สำหรับ กระบวนการ ที่จะไปที่ไหนสักแห่ง ก็ใช้เวลาบางส่วนจดจ่อดูแผนที่
 
และ แผนที่สร้างชาติไทย เป็นเครื่องมือบอกว่าเราอยู่ในพื้นที่รูปร่างด้ามขวาน เกี่ยวข้องเรื่องภูมิศาสตร์ของประเทศ ดังปรากฏในผลงานหนังสือ Siam Mapped… ซึ่งความรู้ภูมิศาสตร์ประกอบด้วยคำไทยๆ มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น ภูมิลำเนา ฯลฯ 
 
แต่ว่าในยุคปัจจุบัน ข้าวหยากหมากแพง เราดูแผนที่ และคิดถึงเศรษฐกิจซบเซา มีวิกฤตอาหาร โอกาสทองบนความเสี่ยงของ ‘ชาวนา’ จับตาทุนใหญ่เกษตรผูกขาดพันธุ์ข้าว
 
โดยผมชวนดูอดีตกับแผนที่ 
 
 
กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง
ศรีอยุธยาราชธานีมีชื่อระบือไกลเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศมากว่า 500 ปี หลักฐานลายลักษณ์เก่าแก่สุดคือแผนที่ซึ่งเขียนโดยชาวยุโรปเมื่อปีพุทธศักราช 2002 ตรงกับต้นรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จะเห็นว่าแผนที่โบราณเป็นจดหมายเหตุสำคัญที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกรุงศรีอยุธยาและยุโรป
 

 

แผนที่ ที่มาแห่งปรีชาญาณของมนุษย์

กล่าวถึงประวัติการเดินทางของมนุษยชาติที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของแผนที่ โดยเริ่มต้นจากเหตุผลความต้องการที่แท้จริงซึ่งเป็นพลังผลักดันให้มนุษย์ต้องเดินทาง สิ่งที่ทำให้ความสามารถในการสำรวจข้อมูลต่างๆ ของมนุษย์มีความแตกต่างกันจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
     อธิบายแผนที่กรุงศรีอยุธยาของฟรองชัวส์ วาเลนทิน ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2179 คือแผนที่ “De Groote Rievier Me-nam Ofte Amsterdam” หรือแผนที่แม่น้ำ ซึ่งผู้เขียนได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสถานที่ตั้งในแผนที่ เช่น ที่ตั้งของวัดกษัตราธิราช ที่ตั้งของชุมชนแขกสมัยกรุงศรีอยุธยา มัสยิดกุฎีช่อฟ้า แขกมัวร์
 
 
ประวัติศาสตร์อยุธยาในแผนที่
 
ดู ข้อมูลแผนที่ โบราณ ต่างๆ
 
 
นอกจากแผนที่แล้ว "อะไรเป็นเครื่องมือสร้างชาติไทย" ? ทิ้งคำถามไว้เล่นๆ
 
อ่านข่าวการเมือง และการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ของวัดพระพุทธบาทน้ำพุ
 
 
วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
“วิวาทกรรมสมัครกับสื่อ”โดยสมาคมนักข่าว
 
ระวังการเมืองจะเป็นอย่างยุคกรุงศรีอยุธยา แตก น่ะครับ+++++++!!!
 
ผมก็พูดว่าไปโน่นมานี้ แหละ เล่นๆ หรือท่องไปกับชีวิต อสงไขยกัลป์ และล้าน ล้านปีแสง เวลาจะเดินเป็นเส้นตรง หรือในวลาเชิงซ้อน,คู่ขนาน,เสมอต้นเสมอปลายก็ได้มั้ง
 
 แหะๆ
 
อย่าเครียดมาก เดี๋ยวสติแตก กันน่ะครับ ผมก็งานยุ่งเหยิง และคิดว่ากำลังหาทางเปิดตำรา การจัดการเวลาในชีวิต น่ะครับ
 
อ่านเรื่องตลกๆ เกี่ยวกับผู้ชายเจ้าชู้
 
 
อ่านเรื่องการบริหารสมอง
 
ดู สารคดี discovery เรื่องสมอง
 
Radiohead – Creep วงนี้ ผมฟังเอาอารมณ์มากเลย
 
ลองฟังเพลงวง Korn แนวของวงฮารด์คอร์ กับมิวสิควิดิโอ เจ็บจี๊ด กวนๆ เรื่องวิวัฒนาการมนุษย์เปรียบเทียบกับลิง ที่มีการใช้เหตุผล
 
 
 ดูมิวสิค นี้ แล้วอาจจะอึ้งว่า มนูษย์ กับลิงใช้เหตุผลต่างกันไง ?
 
Korn – Evolution
ลองฟังมันส์ไหม?

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s