ความซวยหลายประการ และเรื่องดีๆ มีบ้างมั้ง

 
ผม เพิ่งกลับมาจากการเดินทาง ทั้ง ผ่านขอนแก่น ชุมแพ(ถ้าใครกำลังติดละครเรื่องชุมแพอยู่ละก็มันส์แน่) ร้อยเอ็ด จนถึง อุบลราชธานี
 
 เดินทางไปมาหลายวัน มีเรื่องเล่า
 
เกี่ยวกับการเดินทาง และความซวยมากประการ จนกระทั่งวันนี้ก็ด้วย แล้วผมอยากเล่าเลยคร่าวๆ
 
เมื่อว่า ผมออกเดินทางไปหาเพื่อน เพื่อไปเสวนาเรื่องสื่อ ให้ที่ราชภัฎร้อยเอ็ดฟังการเสวนานั้น ผมต้องนั่งรถจากเชียงใหม่ไปขอนแก่นก่อน
 
ซึ่งผมได้รถอีสานทัวร์ มันเป็นรถคันที่ผมต้องจดจำเอาไว้ ว่า อยากบอกรักเธอคนนั้น บ่อยๆ เหลือเกิน แต่ว่าบนรถทัวร์ อันไม่โสภา
 
เริ่มผจญกับสภาพรถ แอร์เสีย ไม่เย็น และเจอคนใจร้อน นั่งข้างๆ เป็นทหารเกณฑ์ "แม่ง" มันส่งเสียงร้องเวลานอนไม่พอ มันยังเอา
 
ขา เท้า พาดไปทั่ว แม้กระทั่งเบาะที่นั่งตรงข้าม แน่นอนว่า มันย่อมไม่ปราณี หรือเกรงใจ ผม ซึ่งเดือดปุๆ ยกเท้า ขา มันลงตั้งหลายรอบ
 
ความซวยประการที่หนึ่ง คือ นอนไม่หลับบนรถทัวร์ อีสานทัวร์
 
ต่อมา เดินทางไปถึงขอนแก่น ก็มีคนช่วยแนะนำหาทางต่อรถไปที่ร้อยเอ็ด เพราะผมก็รู้สึกดี กับคนอีสาน น่ะ
 
 เขาช่วยเรา โดยสารรถคันเดียวกันมา ที่ยืนห้อยโตงเตงมามั่งก็ตาม
 
ซึ่งผมกว่าจะมาร้อยเอ็ด ได้ครั้งแรก ก็ผจญกับพายุฝน รายงานสภาพอากาศบอกว่า พายุเข้าเสียแล้ว ฮาๆ ทำใจให้ร่าเริง
 
มองทิวทัศน์ ระหว่างทาง และเงินอันน้อยนิด ในกระเป๋าตังค์ เตรียมตัวเรื่องที่จะไปพูดพอสมควร เพื่อจะไปรับเงินค่าเดินทางครั้งนี้
 
และยังโชคดี ที่ได้รับการต้อนรับที่ราชภัฎร้อยเอ็ดเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่โรงเบียร์ แล้วขากลับ คนขับรถยนต์ของเรา ที่พาไปเที่ยว
 
จะแอบหลับข้างทางก็ตาม มีเสียวนิดหน่อย
 
ส่วนรุ่งเช้า การผ่านพ้นของการเสวนา นำเราไปสู่ทางรอด ที่ดีเสมอแหละ
 
ความซวยประการที่สอง คือ การจะเดินทางรำลา ออกแยกทางกับ รุ่นน้อง ที่มาร่วมแจม เสวนากัน ที่ร้อยเอ็ด 
 
ปรากฏว่า ผมซื้อตั๋ว รถไปอุบลฯ ได้ตั๋วสองใบ!!! โอ้ รู้สึก เซ้ง แค้น เบื่อ โกรธ แค้นนี้ต้องชำระเลย หลังจากที่ คนเก็บตั๋วบอกแล้ว
 
ผมเดินทางมาถึงอุบลฯ เตรียมตัวหาที่พัก คุยกับเพื่อนเก่า สมัยปริญญาโท และก็ได้พบ ผีหลอก หรือผีอำ ดีน่ะ มันอาจจะคิดไปเองก็ได้
 
ผมไม่เลือกโรงแรม ที่  เพื่อนบอกว่า มีคนตาย เช่น โรงแรม ศรีอีสาน แต่ว่าผมเลือกนิวนครหลวง เห็นว่า มีพวกเซลล์ขายสินค้ามาพักบ้าง
 
คงมาจากต่างจังหวัด อยู่คงพอได้ ปรากฏว่า ตอนกลางคืนกลับเจอ แมลงสาป สามตัวเป็นเพื่อน ซึ่งผมต้องไล่จับมัน
 
แหะๆ หัวเราะไม่ออก เมื่ออยู่อย่างเหงาๆ เหนื่อย กับการเดินทาง เตรียมขึ้นพูด พรีเซ็นต์งาน ช่างเป็นการเดินทางที่แสนยาวไกล
 
และตัดสินใจโทรศัพท์หาแม่ ฯลฯ เพื่อระบายผลพวงแห่งความคับแค้น รวมถึงปัญหาระหว่างทางนานาประการของชีวิต
 
ในที่สุดคืนนั้น ผมเดินเต็ดเตร่ ดูอนุสาวรีย์ในเมืองอุบละ และวัดหลวง ฯลฯ สำรวจท่องเที่ยว ก่อนที่จะขึ้นพูดบนเวที่พรุ่งนี้
 
แล้วจะไม่เครียดได้ไง ผีที่หลอกผม อาจจะเป็นตัวเองก็ได้
 
รุ่งเช้า ผมเดินทางวันที่ 9 ลุกขึ้นมาแบบอดหลับอดนอน ไม่ค่อยพอ โรงแรมเสียงหนวกหูหลายอย่าง ผมปวดหัวเดินฟังเพลงจากเอ็มพีสาม
 
เสียบใส่หูตัวเอง
 
ปลุกเร้าตัวเองๆ เพื่อจะเตรียมตัวไปพูด แวะเคลื่อนย้ายที่นอน ไปอาศัยรุ่นน้อง ที่มาพูด โดยขออาศัยมันนอน และเล่าว่าโดนผีอำ
 
มันบอกว่า "น่ากลัวจริงๆ"
 
สองวัน ที่อยู่ ที่อุบลฯ วันที่เก้า ถึง สิบ เราได้เดินเที่ยวเจอเพื่อนเก่า แชร์ค่าอาหารบ้าง และได้รับการเลี้ยงดูบ้าง ซึ่งมีพาเราไปเที่ยววัดฟัง
 
เรื่องเล่า ข้อมูล ทำให้ผมรู้สึกสนุก แม้จะเหนื่อยๆ กับเผชิญสายฝน และมารู้ตัวว่า ไม่มีเงินจากค่าเสวนา โปรแกรมจะไปเที่ยวต่อรอบๆ
 
อย่างที่ฝันไว้ว่า ไม่เคยไปโขงเจียมเลย เพราะมาได้สามครั้งแล้ว ก็ยังอดไปเราเลยเอาเงินอันน้อยนิด ไปร้านตอนกลางคืน
 
 ที่ชาวอุบลชอบเที่ยว ไปเบิ่งแก้เหงา
 
ผมแวะกลับมาที่ร้อยเอ็ด เจอเพื่อน ช่วยเพื่อนออกตังค์กินเบียร์ แจกหนังสือ เงินหมด แน่ๆ กับการเดินทางไม่มีกำไร มีแต่ความเป็นเพื่อน
 
มิตร แม้ว่าผมจะเจอปัญหากับเพื่อน บ้างก็ตาม
 
เฮ้อ ความซวยบางประการ เมื่อเพื่อนไม่เข้าใจเพื่อน และตีความด้วยอคติ ต่อเพื่อน
 
ผมกลับมาเชียงใหม่ กิน ดื่ม นัดฉลอง อีกวัน สองวัน คุยกัน รุ่นน้องที่เชียงใหม่ และทำงาน ออกขายของหลังมอ ชอ
 
เอาหนังสือเก่าในห้อง เลหลัง ขายถูกๆ ได้ตังค์บ้าง ผมเตรียมตัว สนุกไว้
 
แม้ว่า"เพื่อนจะกระจัดกระจายกันไป ตามวิถีทางของแต่ละคน"
 
 
พี่ที่ขายโปสการ์ด มาร่วมแจมขายของ แล้วสนุก รุ่นน้องมาขายเสื้อผ้าด้วย
 
ฯลฯ ความสุข นั่นแหละ เป็นสิ่งที่เราใฝ่หามานานแล้ว ซึ่งผมก็ไม่อยากจะซวย
 
ก่อนกลับบ้าน วันที่สิบเจ็ด มันอาจจะคล้ายๆ ความซวยเจ็ดประการก็ได้ ผมได้พบปะกับมันอีกแล้ว
 
โดยหน้าตาผมอาจจะโรคจิตก็ได้ หรือเราทุกคนต่างก็เป็นโรคจิต ไม่มากก็น้อย หรอก
 
ผมนั่งเฝ้าร้านเน็ต ท่ามกลางอารมณ์ง่วง มึน เมา สุรา ตามสภาพจากเมื่อคืน มานั่งทำงาน แล้วจู่ๆ ก็พบ
 
ความซวย ถูกหาว่า "ลวนลาม" จับมือเด็กมัธยมละมั้ง เด็กพาพี่ชาย(จริงๆเปล่าไม่รู้)มาบ่นๆ ว่าๆ ผม ซึ่งเขาบอกว่า พ่อของน้อง
 
เป็นตำรวจ แจ้งจับผมได้  แล้วเขาก็เหมือนอยากจะทำตัวเหนือกว่าผม หาว่าผมสู้เขาไม่ได้ ย้ำก่อนไปว่า อย่าเออๆ อย่างเดียวสิ
 
ผมแม่งอยากโดดถีบ มัน จะตาย เพราะแรงสะสมความเครียด ซวยหลายประการ โดยไม่ต้องใช้เหตุผลกับมันแล้ว
 
ก็ผมบอกมันว่า ให้มันไปดูกล้องวงจรปิด ที่ติดอยู่ในร้านเลย ว่า ผมลวนลามรึเปล่า (ผมท้ามันขนาดนี้แล้ว)
 
เออ จะเอาเรื่องผม ก็ได้ บอกว่าผมปล่อยรังสี หื่นใส่น้องเขา เหรอ โว้ย ตูลวนลามมัน สวยนัก เหรอ ห่วย
 
(ซึ่งผมจะไปลวนลามใคร แค่มือ มันจะได้อะไรกัน ให้ผมเลียมือไหม? เป็นหมาก็ได้ ฮาดี)
 
ความซวยประการนี้เอง ที่เวลาคนทำผิด แม่งลบความดีหมดเลย
 
ความซวยของการรอรถไฟ รถเร็ว ที่เสียเวลา ไปสามชั่วโมง แต่มีดี ตรงที่ว่า มันลดราคา ค่าตั๋วให้คนเดินทางไปลงประชามติ
 
(ตอนวันแม่ไม่มีลดค่าตั๋วรถทัวร์)
 
เรื่องดีๆ ก็คือ ผมไปลงประชามติ ที่บ้าน กลับบ้านไปพักผ่อนมาครับ แล้วปรากฏว่า เพื่อนสมัยเรียนมอปลาย แต่งงาน
 
ซึ่งทั้งสองคน นี้เคยอยู่ห้องเดียวกับผม คบกันมานาน แล้วในทีสุด ก็ได้ลงเอย สักที มันทำให้ผมเจอบรรยากาศ เพื่อนๆ อีกครั้ง
 
แต่ละคนต่างเติบโตกันไปคนละทาง เพื่อน ก็คงเป็นเพื่อน ผมคิดไม่มากแล้ว  ซึ่งเวลาก็ผ่านไป หลังจากเจอเพื่อนๆ คุยกันไร้สาระ
มีสาระหลายเรื่อง เจอคนที่ไม่เจอกัน สิบปี ก็มีโอกาสเจอกัน
 
และแล้วกลับมาที่เชียงใหม่
 
ฝนก็ตกบ้าง ต่างกับพิจิตร ตรงที่ผมต้องกลับมาเผชิญกับการทำงาน และหางาน คุยกับรุ่นพี่เรื่อง ส่งใบสมัครงานต่างๆ มีนัดคุยกับเพื่อน
 
ที่มาจากต่างจังหวัด
 
และลุยขายของในมอชอ ส่วนวันนี้ ผมตั้งหน้า ตั้งตา รวบรวมสมาธิ นั่งทำงาน วิจัยภาพยนตร์ และ คิดเขียนเรื่องสั้นส่งประกวด
 
ที่ร้านกาแฟ นั่งครุ่นคิด ตรึกตรอง อยู่ดีๆ มีเสียงรถยนต์ถอยหลังชนอะไร ไม่รู้ล้มดัง "โครม"
 
แต่ผมมึนๆ เหม่อๆ สะสมจากนอนยาว ขี้เกียจ ไม่อยากขยับไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น?
 
สุดท้าย มันเป็นรถของผม ที่ล้มอย่างแน่นอน เพราะผมออกจากร้าน พบว่ามันมีสภาพ หลอดไฟเลี้ยวของรถ
 
หลุดเหมือนดวงตาทะลัก
 
มันเกือบจะไม่มีอะไรดีแล้ว มั้ง ในความซวยหลายประการ เพราะขณะที่ผมพิมพ์อยู่เนี่ย ในห้องที่มีปัญหาหลอดไฟเสีย
 
ยังไม่ได้เปลี่ยนให้ดีขึ้นเลย แต่เอาอันเก่าที่ผมมีออกมาใช้ไปก่อน  น่ะ
 
และเน็ตเกือบหลุดไปจนทำอะไรไม่ได้ ที่พิมพ์งานตะกี้หายหมดเลย ผมจะซวยไปถึงไหน
 
ใครสาปแช่ง หรือ ไปขายหนังสือ มีอาถรรพ์เข้าให้แล้ว เนี่ย 
 
องค์จตุคามฯ ผมก็เอาไปช่วยด้วย ให้ท่านได้ถูกเช่าไปในมือคนอื่นบ้าง เผื่อจะมีเรื่องดีๆ บางประการ
 
ไม่แย่ไปเสียหมดทุกอย่าง ขอให้แสงแดด สดใส มีเรื่องดีๆ หละกัน
 
ปล.
เออ วันนี้ วันที่ 25 นิ ก็นึกออกแล้ว ว่า กลับมาถึงเชียงใหม่ บังเอิญได้ตักบาตร ร่วมกับน้องสาวคนหนึ่ง เป็นบุญจริงๆ
 
แม้ว่ามีทำบาป แปะๆ  ตบยุงหลายตัว ในห้อง แหะๆ

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s