พระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์

 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

พุทธศาสนาเซ็น เคยเขียนถึง…

ไม่มีโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจก อันใสสะอาด ว่างเปล่า แล้วฝุ่นจะจับอะไร

ไม่ใช่ลมหรือธง

 

ที่ทุกสิ่งในสากลโลก คือ จิตเดิมแท้

 

 

โกอาน ว่า ศิษย์สองคนกำลังสงสัยว่า ธงหรือลมกันแน่ ที่เคลื่อนไหว

ที่เคลื่อนไหวไม่ใช่ธง แต่เป็นลม คนหนึ่งออกความเห็น

ที่เคลื่อนไหวคือลม ไม่ใช่ธง อีกคนหนึ่งแย้ง

แล้วเราละคิดอย่างไร คนทั่วๆไปคงคิดว่า

มีแต่ลมเท่านั้นที่เคลื่อนไหว ลมเคลื่อนไหวธง จึงเคลื่อนไหวด้วย

อาศัยอะไรมาบ่งชี้ว่าลมกำลังเคลื่อนไหว อาศัยการที่ธงโบกสะบัด ต้นไม้กรรโชก ความรู้สึกที่ลมมาปะทะข้างแก้มใช่ไหม จึงรับรู้ว่ามีลม

ความคิดอีกขั้วหนึ่งก็คือ ที่เคลื่อนไหวคือธง ไม่ใช่ลม

เรื่องราวเดียวกัน จะมองออกมาเป็นขาว หรือดำก็ได้ ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน

แต่ท่านเว่ยหลาง กล่าวว่า

ธงไม่ได้เคลื่อนไหว ลมก็ไม่ได้เคลื่อนไหว  ที่เคลื่อนไหวคือใจของพวกเจ้า

 

  แด่ ปาฏิหาริย์ของการตื่นอยู่เสมอ และการได้พบท่านติช นัท ฮันห์ ที่เชียงใหม่

http://www.thaiplumvillage.org/plum_abount_p1.html

 

คุณเคยได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องนี้ไหม เรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของตอลสตอย นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลกจากรัสเชีย ที่ติช นัท ฮันท์ นักบวชชาวเวียดนามได้อ่าน แล้วเล่าให้ลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านฟัง ในหนังสือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมคำสอนเกี่ยวกับการฝึกสติ ซึ่งแปลโดยพระประชา ปสน.นชม.โม (ปัจจุบันลาสิกขาบทเป็นคุณประชา) ในบทที่ชื่อว่า คำตอบอัศจรรย์ 3 ประการ

เรื่องเล่าเรื่องนี้

เป็นเรื่องของจักรพรรดิที่ไม่ปรากฏนามองค์หนึ่ง ที่ทรงมีความเชื่อว่า หากพระองค์รู้คำตอบ 3 ประการ ดังต่อไปนี้แล้วจะทำให้พระองค์ประกอบภารกิจใด ๆ ไม่ผิดพลาดเลย นั่นคือ

1. เวลาไหนเป็นเวลาเหมาะสมที่สุดในการทำภารกิจแต่ละอย่าง

2. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย

3. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา

 

 

……………………

  ท่านจงจำไว้ มีเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์อยู่เพียงเวลาเดียวเท่านั้น นั่นคือเวลาปัจจุบัน เพราะช่วงขณะเวลาปัจจุบันเท่านั้นที่เราเป็นเจ้าของเวลาอย่างแท้จริง และบุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่เรากำลังติดต่อและอยู่ต่อหน้าเรา เพราะไม่รู้ว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับเขาอีกหรือไม่ และภารกิจที่สำคัญที่สุด ก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราในขณะนั้นมีความสุข เพราะนี่คือภารกิจอย่างเดียวในชีวิตที่มนุษย์พึงปฏิบัติ

 

***************

http://www.prachatai.com/05web/th/columnist/view.php?SystemModuleKey=Column&ContentID=1976&ColumnistID=95

ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ :การทำงานก็คือ การปฏิบัติธรรม

—————————————

 หนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์ของการตื่นอยู่เสมอ เป็นหนังสืออ่านง่าย มีหนังสือเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษมีจำหน่ายในร้านขายหนังสือในกรุงเทพฯ แต่ฉบับแปลเป็นภาษาไทยก็แปลได้อย่างกระจ่างชัดทีเดียว
       
        ในหนังสือเรื่องนี้ท่านติช นัท ฮันห์ สามารถชี้ให้เห็นแนวทางอันทรงคุณค่าของการฝึกสมาธิ และท่านผู้แปลหนังสือนี้เป็นภาษาไทย ยังสามารถเลือกใช้คำในภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม สำหรับคำว่า “การตื่นอยู่เสมอ” ซึ่งแปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Mindfulness”
       
        คำนี้หมายถึงการมีสติ แต่เมื่อมาใช้คำว่า การตื่นอยู่เสมอ กลับมีความหมายที่เน้นถึงการกำหนดสติให้อยู่กับการงานอย่างหนึ่งอย่างใดขณะกระทำอยู่ จะเป็นการล้างจานก็ดี การปอกส้ม
       รับประทานก็ดี ถ้ามีสภาวะ “การตื่นอยู่เสมอ “ กำกับอยู่ด้วย จะทำให้การกระทำนั้นๆมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
       
        นอกจากนั้น ท่านติช นัท ฮันห์ ยังสามารถอธิบายแนวคิดพื้นฐานของพุทธรรมได้อย่างกระทัดรัดและกระจ่างชัด อย่างที่ท่านอธิบายเรื่องขันธ์ 5 ในหนังสือนี้ ในบทเรื่อง “หนึ่งคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่ง “ (ในหนังสือนี้ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2528 หน้า 52- 55 )
       
        ต่อมาได้ไปพบหนังสือของท่าน ติช นัท ฮันห์ อีกเล่มหนึ่ง ได้ไปอ่านพบในบทความของท่านอาจาจารย์ยุค ศรีอาริยะ เรื่อง “สมาธิยิ้มและชี่กงไร้ท่า”ได้แนะนำให้ไปอ่านหนังสือ ของท่าน ติช นัท ฮันห์ ชื่อ วิถีแห่งบัวบาน บทภาวนาเพื่อการบำบัดและการเปลี่ยนแปร
       
        เมื่อได้หนังสือเล่มนี้มาแล้ว ปรากฎว่า คุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ เป็นผู้แปล ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้อย่างงดงามทีเดียว ต่อมาได้ทราบว่าคุณสุภาพร ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สูญเสียนักปฏิบัติธรรมและนักแปลที่สามารถไปเสียแล้ว
       
        หนังสือนี้มี “บทฝึกปฎิบัติ” เป็นการภาวนาถึง 39 บท คัดสรรมาจากพระสูตรของนิกายเซน หรือ ธนายะ ซึ่งได้มีการฝึกปฏิบัติกันจริงๆ ก่อนที่จะได้นำมาฝึกปฏิบัติกันในหมู่ผู้ฝึกภาวนาทั้งหลาย ดังนั้นอาจใช้เป็นคู่มือในการฝึกสมาธิภาวนาได้เป็นอย่างดีทีเดียว
       
        มีหนังสืออีกเรื่องหนึ่งของท่าน ติช นัท ฮันห์ เสียดายที่เล่มนี้ ยังไม่สามารถสืบค้นได้ว่ามีผู้แปลเป็นภาษาไทยแล้วหรือยัง หนังสือนี้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า No Death , No Fear Comforting Wisdom for Life
       
        หนังสือเล่มนี้ เป็นบทพรรณาถึงวิถีของความตาย พุทธศาสนาสอนว่าการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่มีทางหลีกหนีไปได้
       
        ในหนังสือเล่มนี้ ท่านติช นัท ฮันท์ ได้พรรณาถึงวิธีการเผชิญความจริงของชีวิตในเรื่องความตาย ซึ่งในเรื่องนี้พระพุทธศาสนาฝ่ายไทยไม่ค่อยได้กล่าวถึงมากนัก นอกจากกล่าวว่าเป็นสภาพความเป็นอนิจจังของชีวิตประการหนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
       
       ฉะนั้นการถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของท่านติช นัท ฮันห์ จึงทำให้ได้เห็นวงจรของชีวิตได้อย่างครบบริบูรณ์ทีเดียว เสียดายที่ยังหาหนังสือแปลเป็นภาษาไทยเรื่องนี้ยังไม่ได้

http://www.manager.co.th/asp-bin/PrintNews.aspx?NewsID=9470000062065

——————

การรู้เท่าทัน

บางคนอาจจะถามว่า การบำเพ็ญสมาธินั้นมีเป้าหมายที่ความผ่อนคลายเท่านั้นหรือ
ความจริง เป้าหมายของการบำเพ็ญสมาธินั้น ไปไกลและลึกซึ้งกว่านั้นมาก
แต่ความผ่อนคลายเป็นช่วงผ่านที่จำเป็น 
ถ้าเราเข้าถึงความผ่อนคลายได้แล้ว ก็เป็นไปได้ที่เราจะเข้าถึงใจที่สงบ และจิตที่แจ่มใส
การเข้าถึงใจที่สงบและจิตที่แจ่มใสนั้น นับว่าการบำเพ็ญสมาธิของเราไปไกลโขแล้วทีเดียว

เราควรจำไว้ว่า การมีสติที่ลมหายใจนี้เป็นวิธีการที่มีอานิสงส์มากในทุกขั้นตอน
มิใช่เป็นวิธีการของผู้เริ่มต้นเท่านั้น
ในพุทธศตวรรษที่ 8  อาจารย์เซน เดื่อง เจียว เขียนอรรถาธิบายในเรื่องอานาปานสติสูตร
ไว้ว่า
"การมีสติที่ลมหายใจของคนเรานี้ เป็นญาณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์
ที่จะช่วยสัตว์ทั้งหลายที่ติดอยู่ในวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด"
การนับตามและบังคับบัญชาลมหายใจ เป็นวิธีการอันมหัศจรรย์
ที่จะทำให้เราบังคับบัญชาตนเองได้

แน่นอนว่าการที่เราจะบังคับบัญชาจิตใจ และทำความคิดให้สงบได้นั้น เราจะต้องเจริญสติ
ที่จิตใจด้วย  ไม่ใช่ที่ลมหายใจอย่างเดียว  นั่นคือ ต้องฝึกมีสติให้รู้พร้อมถึงความรู้สึกต่าง ๆ
(เวทนานุปัสสนา)  และรู้พร้อมถึงความคิดต่าง ๆ (จิตตานุปัสสนา) ด้วย
เราต้องรู้วิธีสังเกต และรู้เท่าทันความรู้สึกและความคิดทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
ท่านอาจารย์เซน เดื่อง เจียว ซึ่งอยู่ในช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ลี เขียนไว้ว่า

"ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักจิตใจของตนเองอย่างถ่องแท้  ก็จะเข้าถึงธรรมโดยไม่ต้องใช้ความ
พยายามมาก  แต่ถ้าไม่รู้จักจิตใจของตนเองเลย  ความพยายามทั้งหมดของเขาก็จะสูญเปล่า"

มีหนทางเดียวเท่านั้นที่เธอจะรู้จักจิตใจของเธอเองได้  นั่นก็คือการสังเกตและรู้เท่าทัน
ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจ  และต้องฝึกปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาทั้งในชีวิตประจำวัน
และในเวลาของการฝึกสมาธิ

—————————–

http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000723.htm

คัดลอกมาจากหนังสือ สันติภาพทุกย่างก้าว โดยท่าน  ติช นัท ฮันห์

ประชา หุตานุวัตร และ สุภาพร พงศ์พฤกษ์ แปล
จากหนังสือ Peace is every step

เลิกกั้นห้องเล็กห้องน้อย
น. ๓๓ – ๓๔

เรากั้นห้องเล็กห้องน้อยในชีวิตของเรามากมายเหลือเกิน
เราจะนำเอาการภาวนาออกจากห้องภาวนา เข้าสู่ห้องครัวหรือห้องสำนักงานได้อย่างไร
ในห้องสมาธิเรานั่งอย่างเงียบ ๆ และพยายามที่จะตระหนักรู้ถึงแต่ละลมหายใจ
ทำอย่างไร การนั่งภาวนา ของเราจึงจะมีอิทธิพลครอบคลุมถึงเวลาที่ไม่ได้นั่งภาวนา
เมื่อหมอฉีดยาให้เธอ มันจะส่งผลไม่ใช่เฉพาะตรงแขนเท่านั้น
แต่จะไปทั่วร่างกาย เมื่อเธอนั่งภาวนาครึ่งชั่วโมงในแต่ละวัน
ช่วงเวลาการนั่งภาวนาควรที่จะส่งผลสำหรับทั้งวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมง
ไม่ใช่เฉพาะเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น การยิ้ม การหายใจหนึ่งครั้ง
ควรจะส่งผลทั้งวัน มิใช่เฉพาะชั่วขณะนั้น เราจักต้องปฏิบัติธรราในวิถี
ที่จะถอดถอนเครื่องกีดขวางระหว่างการปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ

เมื่อเราเดินในห้องสมาธิ เราระมัดระวังจังหวะก้าวของเราและเดินอย่างช้า ๆ
แต่เมื่อเราไปยังสนามบิน ศูนย์การค้า หรือตลาด เราก็กลายเป็นอีกบุคคลหนึ่ง
เราเดินเรา มีสติน้อยลง เราจะเจริญสติที่สนามบิน ตลาด หรือศูนย์การค้าได้อย่างไร
ฉันมีเพื่อนที่ปฏิบัติลมหายใจระหว่างการใช้โทรศัพท์แต่ละครั้งและมันก็ช่วยเธอได้มากทีเดียว
เพื่ออีกคนหนึ่งก็เดินจงกรมระหว่างการนัดหมายทางธุรกิจ
เดินอย่างมีสติระหว่างอาคารแต่ละอาคารในย่านธุรกิจเมืองเดนเวอร์
ผู้คนผ่านมายิ้มให้เขา และการของเขาแม้จะต้องเจอกับบุคคลที่ไม่ง่ายนักในการเจรจา
แต่บ่อยครั้งกลับกลายเป็นเรื่องสนุกและประสบความสำเร็จ

เราควรจะสามารถนำการเจริญภาวนาจากห้องสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวัน
เราต้องอภิปรายกันในหมู่เราเอง ว่าจะทำได้อย่างไร
เธอได้ปฏิบัติลมหายใจระหว่างการใช้โทรศัพท์แต่ละครั้ง
เธอได้ยิ้มขณะที่กลังหั่นหัวแครอทหรือไม่ เธอได้ผ่อนคลายความเครียดหลังงานหนักหรือไม่
เหล่านี้เป็นคำถามที่จริงจัง หากเธอรู้ที่จะประยุกต์การภาวนาในเวลากินอาหารค่ำ
เวลาว่าง เวลานอนหลับ สติจักแผ่เข้าไปในชีวิตประจำวันของเธอ
และมันก็จะส่งผลอย่างมหาศาลต่อความข้องเกี่ยวทางสังคม
สติจักสามารถแผ่เข้าไปยังกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

แต่ละนาที แต่ละชั่วโมงในชีวิตประจำวันของเรา
มันจะไม่เป็นเพียงคำบรรยายของบางสิ่งบางอย่างที่ห่างไกล.

************

http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005236.htm

เรื่องข้างล่างขอพักไว้ก่อน

 

 

ผมก็ทักทายกัน  และผมก็โหยหาความรู้สึกของการเป็นครูเหมือนกัน ซึ่งวันต่อไปผมอยากพูดถึงการไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวัน และหิ่งห้อย วันอบรมนักแปล จตุคามรามเทพ กับนครศรีธรรมราช ที่ทำให้แม่ของผมนึกถึงอดีต …หลวงปู่ทวด…  ผมไปสัมภาษณ์ คุณอภิชาติ นักเขียนที่สร้างผลงานเขียน จนถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิท นักปรัชญา ค้านท์ กับความสบายในการสร้างสรรค์ผลงาน..อนันต์ บุนนาค …และmy art ที่จะมาโชว์ที่นี่ฯลฯ

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to พระโพธิสัตว์

  1. Arthit says:

    ยาวโคตร….ใครจะอ่านไหว
     
    วันหลังขอสั้นๆ หน่อย
     
    ดีมากที่รู้จักมีอ้างอิง….ไม่มั่วนิ่มสมกับจบ ป.โท แล้วคราวนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s