คลื่นไฟฟ้าในสมอง กับการตัดสินใจ : The dance of Intimacy and lighthouse-art of memoryในรักที่รอคอยไม่สิ้นหวัง

คลื่นไฟฟ้าในสมอง กับการตัดสินใจ :The dance of Intimacy and lighthouse-art of memoryในรักที่รอคอยไม่สิ้นหวัง
 
1 ตุลา 53 เป็นวันแห่งสัญลักษณ์ และผมเฉลยก็ได้ว่า วันชาติจีน เมื่อผมนึกถึงเตียงสองชั้น ตอนไปนอนที่พักของเพื่อนที่มาเก๊า ซึ่งผมไม่ได้ปีนขึ้นไปนอนสองชั้นนาน แล้วตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย ก็พักอยู่หอในมอชอ ซึ่งผมคิดถึงเรื่องเตียง ในฐานะของที่นอนหลับฝัน ทำให้เกิดความใฝ่ฝันแสนงาม(สำนวนจิตร ภูมิศักดิ์) ซึ่งเตียงสองชั้นนั้น เพื่อนของผม ทำให้ผมคิดว่า ก็เหมือนบอกว่ามันเป็นประดุจเรือ และเตียงกับที่นอน ยังเป็นเรื่องของสุขภาพ สำหรับคนที่เลือกที่นอนราคาเป็นหมื่น เพื่อแก้ไขโรคปวดหลังสำหรับภรรยา โดยนอนที่นอนบำบัดอย่างดี ราคาหลายหมื่น และเตียงยังเป็นสัญลักษณ์ที่นางเอก แกะสลักบนหัวเตียงไม้ที่นอนเป็นรูปดวงตะวัน กับรูปจันทร์เสี้ยวเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งถ้าเตียงเป็นเหมือนเรือและชีวิตคู่เหมือนทั้งสองคนอยู่บนเรือคงไม่ล่มกลางทะเล ดังนั้น หนังเรื่อง October sonata ซึ่งมีมากกว่าการที่พระเอกกับนางเอก  ร่วมอ่านหนังสือและรับฟังการอ่านหนังสือ เข้าสู่สมอง โดยผมเขียนถึงเรื่องฉากในหนังที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับทะเล เช่น หนังเรื่องOCTOBER SONATA รักที่รอคอย ภาพยนตร์ที่อยากให้ทุกคนรอคอยที่จะดูถ้าเส้นทางสุดท้ายของการ “รอคอย” อย่างยาวนานมันสิ้นสุดที่ความสมหวัง และนำพามาซึ่งความสุข คงจะดีมาก และคงจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น หากการเดินทางนั้นต้องผ่านบททดสอบ บทแล้วบทเล่าแต่ยังคงมุ่งมั่นกับการ “รอคอย” นั้นต่อไปเพียงเพื่อให้พบกับจุดหมาย แห่งความฝัน October Sonata “รักที่รอคอย” ซึ่งOctober sonata สะท้อนนิยายของศรีบูรพา ผู้เขียนเรื่องข้างหลังภาพ โดยผ่านเรื่องสงครามชีวิตด้วย นี่เป็นเรื่องอีกแง่มุมหนึ่งของความรักอันงดงาม ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของสันติวิถี หรือ วิถีทางแห่งสันติภาวะในใจอันน่าสนใจของมุมมองทางสันติ เพราะใครๆ ก็อยากได้สันติสุขในความรัก….
October sonata อีกหนึ่งบทนิยาม…ความรัก ที่คาดไม่ถึง อีกหนึ่งมุมมอง…ที่จะทำให้ความรักของคุณมั่นคง
http://www.nangdee.com/title/html/m2044.html
Then indeed peace had come. Messages of peace breathed from the sea to the shore. Never to break its sleep any more, to lull it rather more deeply to rest and whatever the dreamers …ในนิยายlighthouse
 
ถ้าแนวคิดต่อThe dance of Intimacy ในความหมาย การเต้นอันใกล้ชิดสนิทสนมเป็นสัมพันธภาพ ที่ผมนิยาม dance อีกนัยยะถึงอิสระแห่งประภาคารส่องแสงสว่าง สะท้อนผืนทะเล เป็นเรื่องที่ผมคิดต่อเนื่องเรื่องราวของหนังตุลาคมที่เรียบเรียงเป็นเสียงดนตรี(October Sonata)  และศิลปะแห่งความทรงจำ ที่ไม่ต้องพิสูจน์แบบมีตรวจสอบดีเอ็นเอของฟิลม์ และแอนนี่ ที่เป็นข่าวกระแสหลัก
ส่งผลต่อเราในระดับชีวิตประจำวัน ที่มีเส้นทางของการเดินทางแต่ละคน ก็อาจจะต้องเลือกเดินไปบนเส้นทางของยุคสมัย โดยวิธีการของเราเอง สู่เป้าหมาย ซึ่งเราอยู่ในสังคมเรื่องความใกล้ชิด หรือไกลห่างทางภูมิศาสตร์ โดยพื้นที่ เช่น แนวคิดของDavid harvey ซึ่งผมเคยเรียนมาหลายแนวคิดของนักคิด  และถ้าเราสนใจในมิติของพื้นที่ทางสังคม โดยบูรดิเยอ นำเสนอเรื่องร่างกาย และbody politic ทุนทางสังคม ในปฏิบัติการ ต่างๆ เมื่อผมเคยเห็นผู้หญิงใบ้จูบผู้ชาย หรือพวกนี้ เป็นนศ.สาว ดูน่ารัก ? และความสัมพันธ์ของคนใบ้ โดยใช้ภาษามือเป็นสัญลักษณ์
ของพวกเขาเอง แล้วผมเหมือนคนนอกของสังคม ที่มาบังเอิญผ่านไปเห็นพบพวกเขา แน่นอน ถ้าเรารู้ดีว่าความเป็นสังคมที่แตกต่างกันนั้น ทำให้คนซีเรียสกันมาก จนกระทั่ง เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เช่น สังคมอิหร่าน ก็มีตำรวจ และตรวจจับ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันไม่ได้ รวมทั้งจูบกัน อิสระเสรีไม่ได้เลย มันผิดมาก แล้วตำรวจของอิหร่านตามจับแน่นอน นี่เป็นตัวอย่างของลักษณะสังคมวัฒนธรรม และประเพณี ที่ถูกอนุรักษ์ ในสังคมหนึ่ง และล่าสุดประธานาธิบดีของอิหร่าน ก็เรียกร้องให้หาสาเหตุของ 11 กันยา แต่ว่าสภาพสังคมในอดีต ก็ได้สะท้อนอยู่ในการ์ตูนเรื่องpersepolis ไม่ว่าจะใส่ฮิญาบไม่ให้เห็นเส้นผม จะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ  และความสุดโต่งทางศาสนา โดยหนังสือการ์ตูน เล่มนี้ก็มีเรื่องน่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะข้อเขียนที่เกี่ยวพันlacan ว่า เขาแยกจินตนาการเชิงสัญลักษณ์ออกจากความจริง ผู้หญิงคิดไม่เหมือนผู้ชาย ส่วนเรื่องทางศาสนาเชื่อมโยงกับรัฐอิสลาม เมื่อผู้หญิงต้องใส่ฮิญาบคลุมหัว โดยรัฐชาติกำหนด ไม่ให้เส้นผมของผู้หญิง ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศกับผู้ชาย สะท้อนเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลและสังคม
 
ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วนิดหน่อยเกี่ยวกับทำเป็นหนังด้วย แต่เนื้อหาช่วงการเติบโตจากสองวัฒนธรรมของคนพลัดถิ่นโดยเด็กผู้หญิงจากวัยรุ่น ถึงแต่งงานก็น่าสนใจจริงๆ จากการไปอยู่ต่างประเทศ นอกอิหร่าน และเธอกลับมาบ้านเมือง ที่สนามบิน ก็ห้ามเอานิตยสารแฟชั่น เทปเพลง เหล้า หมู เข้ามา และเจ้าหน้าที่ ก็ต้องใช้สรรพนาม พี่ชายกับน้องสาว สำหรับคนอิหร่าน โดยรัฐบาลสั่งการ และหนังสือการ์ตูนยังเล่าถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของสงคราม ที่อิหร่านจะติดป้ายรณรงค์และภาพผู้พลีชีพเพื่อสงคราม ต่างจากยุโรป ที่ป้ายโฆษณาขายสินค้า และถนน หนทางมีชื่อของผู้ตาย พลีชีพ ต่างๆนานา ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเดินบนถนนหลุมศพ เมื่อเธอกลับมาบ้านในสมัยสาว และเพื่อนของเธอ ที่ไกลห่างกัน กลับมาร่วมเที่ยวกับเธอ ซึ่งเพื่อนแต่ละคน แต่งหน้าตาเหมือนละครโทรทัศน์ตะวันตก พร้อมแต่งงานเสมอ แต่ภายในใจเป็นอนุรักษ์เรื่องเพศมากๆ ทำให้เธอ ที่เล่าประสบการณ์เรื่องเพศจากตะวันตกกลายเป็นผู้เสื่อมศีลธรรม และเธอสิ้นหวังคิดฆ่าตัวตาย เป็นโรคซึมเศร้าอีกครั้งเหมือนกับตอนอยู่ยุโรป จนกระทั่งเธอพบรักใหม่ และสนใจเรียนต่อศิลปะร่วมกับคู่รัก โดยผมขอเล่าย่อๆ ว่าการตรวจจับการเดินคู่กันของคู่รักก็มีปรากฏ ถ้าไม่พกสำเนาหลักฐานว่าเป็นพี่น้องกัน ชายหญิง ก็ถูกจับ รวมทั้งพวกเกย์ก็ตาม ซึ่งเรื่องราวดำเนินต่อไปถึงการเรียนศิลปะวาดภาพแบบผู้หญิงต้องใส่ฮิญาบทำการวาดภาพ และประวัติศาสตร์ศิลปะที่อนุรักษ์นิยมจากคำสั่งสอนของอาจารย์ รวมทั้งชีวิตชาวมหาวิทยาลัย ที่แอบปาร์ตี้ มีความรัก ลับกัน และปัญหาของข้ออ้างถูกจับใส่ถุงเท้าสีแดงสำหรับสีตรงข้ามฮิญาบ ซาวอะเบาวท์ เผยข้อมือ หัวเราะเสียงดัง หรือ การวิ่ง โดยการแต่งงานก็มีพิธีน่าแปลก เช่น การจุ่มนิ้วในน้ำผึ้ง และดูดนิ้วของอีกฝ่ายเพื่อเริ่มการแต่งงาน ซึ่งเรื่องราวเหมือนจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่คู่รักนักศึกษาอยู่กันไปไม่นาน เหลือโปรเจ็คตัวจบ ก็ออกแบบโครงสร้างศิลปะของสวนสนุก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
 
 เมื่อทางการไม่อนุญาติ เพราะขัดกับหลักคำสอน ดังนั้น ชีวิตคู่สั่นคลอนอยู่แล้ว ก็มาถึงปัญหาการหย่า ซึ่งมีผลกระทบกับหญิงสาว ที่หย่าจะมีผลเหมือนเป็นโสเภณี ถูกดูถูกในสังคม จึงทำให้เธอออกเดินทางไปต่างประเทศ…. ซึ่งถ้าเราสนใจเปรียบเทียบเรื่องราวต่างประเทศกับสังคมไทย ก็มีช่วงของการเปลี่ยนผ่านเสรีมากขึ้น  ละมั้ง เมื่อผมนึกถึงเพื่อนสิงคโปร์ ที่บังเอิญเจอเขามาทำข่าวให้อิหร่าน ในเรื่องเสื้อแดง ถ้าจำไม่ผิด ผมเดาอิหร่าน ก็อาจจะสนใจเราก็ได้ ทำให้ผมนึกถึงตอนหนึ่งในการ์ตูนว่า คนอเมริกาตกใจกับเรื่องสงครามอิรัค จะกระทบชีวิตตนเอง และคนในอิหร่านตลกว่าสงครามเกิดห่างจากพวกเขาตั้งหกพันไมล์ สงสัยพวกนี้ไม่เคยเจอสงคราม จึงตื่นตระหนกรีบจัดจ่ายซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต จนนักข่าวสัมภาษณ์ออกทีวี แล้วคนอิหร่าน อาจจะอยู่ในช่วงสงครามจนชาชิน เห็นต่างชาติแปลกตา แต่ก็นั่นแหละเหมือนการ์ตูนว่าไว้ว่า ทุกคนต้องหาความรู้ใส่ตัว อย่างไรก็ดี เราอาจจะเห็นได้ว่า ฮิญาบที่คุมหัวของผู้หญิง ทำให้เห็นว่า ชาติไม่ฟังเสียงประชาชน ดังนั้น ชาติสมัยใหม่ต้องฟังเสียงประชาชน
 
กรณีตรงกันข้ามจากยุคสมัยเก่าของไทย โดยรูปภาพแผนที่กรุงธนบุรี ทำให้ผมนึกถึงเส้นทางของแผนที่กรุงธนบุรีในอดีต ที่ส่งให้จีน ก่อนเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ คนในชาติยังเชื่อในชาติกำเนิดตามคติไตรภูมิทางพุทธศาสนา-สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้มีบทบาทของ James Fitzroy McCarthy ที่สำคัญมากในการทำแผนที่ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานยศ เป็น “พระวิภาคภูวดล” ซึ่งผลงานที่สำคัญที่เห็นได้หลัก ๆ คือ ในช่วง ปี คศ. 1881-1883 และ1881สายโทรเลขระหว่างตาก-พม่า ต่อมา1882ทำแผนที่ของเขตสำเพ็งให้เป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ขึ้น…เป็นต้น ส่วนความคิดสมัยใหม่ปะทะกับความคิดเรื่องไตรภูมิ โดยตัวอย่างคือ“ เหตุใดเล่าพระอาทิตย์จึงตกที่ทะเล แม้แต่ยามเช้าตรู่ก็ยังขึ้นจากทะเล ฤาจะเป็นความจริงดังที่ชาวอังกฤษคิดอ้างว่าสัณฐานโลกนั้นกลมดั่งผลส้ม? แล้วพระอาทิตย์นั่นเล่า หยุดนิ่งมิเคลื่อนไหวมิใช่หรือ?ช่างน่าขันดีแท้…ที่ว่าโลกหมุนรอบตัวเองแล้วนี่ โลกสามโลกนั่นก็ออกจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เราช่างเขลาเสียนี่กระไร ใยไม่เข้าใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ”…‘โลก’ ในความคิดแบบไตรภูมิได้ฝังรากลึกในความนึกคิดของผู้คนจนยากที่จะมองข้ามได้ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 การแสวงหาแนวคิดภูมิศาสตร์ยุคใหม่ก็เกิดขึ้น(ดูเพิ่มเติมในSiam Mapped อ้างอิงแล้ว) แผนที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ของสยาม และตรงกันข้ามความเสื่อมสลายความนิยมของเทคโนโลยีของโทรเลข ที่มาพร้อมการสร้างแผนที่และรัฐชาติ ก็ล่าสุดโทรเลขถูกยกเลิกไปแล้ว และชีวิตของคนเรา กับภาษาในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากสื่อในสารของอดีตนั้น ในปัจจุบันเป็นการสื่อสารผ่านแผนที่สมัยใหม่ โดยข้ามพรมแดนจากไทยไปเวียดนาม ค้าขายในยุคโลกาภิวัตน์ และอุปกรณ์ ที่มีการใช้เครื่องมือของสื่อ เป็นการขยายความคิด ความรู้ให้เผยแพร่กัน ถ้าเราดูภาพรูปการ์ตูนผลงานของวิกเกนสไตน์ และผมเคยทำงานเป็นผลงาน คือ นิตยสาร ก้าวที่กล้า ที่พวกของผม เคยร่วมทำงาน บนเส้นทางนั้น ถือเป็นสื่ออย่างหนึ่ง โดยอ.นิธิ และนักวิชาการหลายคน เคยอ้างผลงานมาร์แชล แมคลูฮัน ที่ว่า “สื่อคือสาร” (the medium is the message) – ความคิดที่ว่า รูปแบบทางเทคโนโลยีปั้นแต่ง และกำหนดวัฒนธรรม แมคลูฮันท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า สาร (message) (ไม่ว่าจะเป็นในสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์) นั้น โดยอัตโนมัติแล้ว สำคัญมากกว่าสื่อหรือสื่อกลาง (medium) ที่มันถูกส่งผ่าน สิ่งที่เรายอมรับกันในขณะนี้ก็คือ สื่อกลางเปลี่ยนธรรมชาติในการสื่อสารของเรา ทั้งสิ่งที่เราสื่อสารและวิธีที่เราสื่อสาร ทวิตเตอร์ก็ทำสิ่งนั้นเช่นกัน ในทางประวัติศาสตร์ สื่อกลางใหม่ ๆ ที่ทรงพลังที่สุด เปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้โลกและวิธีที่เราสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โทรศัพท์ ฯลฯ http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24611 และถ้าเรานึกถึงสื่อสมัยใหม่ เช่น
facebookโดยผม นำภาพรวมผลงานของMarshall Mcluhan+Quertin ออกแบบปกเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง มาเล่านำเสนอภาพ ครับ
-ภาพที่มีชื่อว่าKiss เป็นงานศิลปะของศิลปิน ที่มีชื่อว่าคลิมป์ อันน่าสนใจทางสีสันของศิลปะเราหาดูได้ในยุคใหม่จากกูเกิ้ล ซึ่งถ้าเรานึกถึงงานศิลปะ ว่า มีหลายสำนัก หรือลัทธิทางศิลปะ เช่น เซอร์เรียลลิสม์ สัจนิยม ฯลฯ แล้วความคิดทางการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทย ก็มีหลายวิธีการเข้าถึงความจริง โดยยกตัวอย่างหนังสือ…
The Rise and Fall of the Thai Absolute Monarchy: Foundations of the Modern Thai State from Feudalism to Peripheral Capitalism by Chaiyan Rajchagool-Studies in Contemporary Thailand No. 2
-This is no ordinary study of nation building. It differs markedly in its theoretical approach from existing studies of Thailand. In the mid-nineteenth century, Siam was no more than a loose grouping of petty states and principalities, lacking well-defined borders and a centralized power structure. Yet within a period of forty years a unified state had emerged. How and why had this happened? Those are the questions addressed by this penetrating study. It is central to the author?s argument that the form of the new state was the absolute monarchy. He analyzes the socioeconomic conditions that existed at the time of Siam?s early contact with Western economic and colonial forces and examines the ways in which political and administrative control gradually came to be held by the Bangkok-based monarchy. The author also addresses the question of why, within another forty years, the absolute monarchy had been replaced by a constitutional monarchy.
http://www.dcothai.com/product_info.php?currency=GBP&cPath=51&products_id=1201
 
สำนักวิทยายุทธ์ หรือสำนักคิด ที่มีคนเป็นนักคิด และบทสนทนาของapproach หรือวิธีวิทยา อันแตกต่างกับหนังสือSiam Mapped : A History of the Geo-Body of a Nation โดยสมมติก่อนการตัดสินใจเลือกคู่ครอง สำหรับแต่งงาน นี่เป็นอุปมา ถ้าสำนักคิดในเมืองไทย ก็มีสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง เช่น อ.ฉัตรทิพย์ ก็มีกลุ่มศึกษาในอดีต ไชยันต์ วรวิทย์ พิชิต สมศักดิ์ เกษียร แต่ละสายธารทางความคิดmarxist ต่างๆ นานา และช่วงที่มีรอยต่อ คนใหม่ๆ ที่ไม่ได้เป็นสำนัก เช่น ศิโรฒม์ พิชญ์ และสำนักของกลุ่มใจ-เก่งกิจ นี่เป็นสำนักคิดหนึ่ง โดยมีหลายสำนักแต่ผมจะกล่าวสั้นๆไม่มีเวลาขยายความ และยกตัวตัวอย่าง เช่น แนวธเนศ วงญ..,อานันท์, ม.เที่ยงคืน ฯลฯส่วนสมเกียรติ ก็เคยกล่าวให้สัมภาษณ์นสพ.กรุงเทพธุรกิจว่า เขาเป็นpostmarxist ซึ่งผมเคยคุยเรื่องZizek และแนวของHabermas เป็นต้น ทั้งนี้ โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.econ.chula.ac.th/publication/book/b063.html และประวัติศาสตร์ความคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย.ผู้เขียน, นภาพร อติวานิชยพงศ์ เป็นต้น
ดังนั้น แนวคิดเรื่องclasses  ต่างๆ ซึ่งผมเคยเขียนเกริ่นไว้ แต่ไม่มีเวลาเขียนต่อThe Rise and Fall of the Thai Absolute Monarchy นั้น-ไชยันต์ รัชชกูล กับผลงานวิทยานิพนธ์ มีอ้างอิงปรากฏ คือ Jessop Bob  วอลเลนสไตน์ Fernand Braudel เบเนดิก แอนเดอร์สัน เพอรี่ แอนเดอร์สันฯลฯ ซึ่งมิติของการวิเคราะห์สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ต่างๆ เป็นต้น โดยเราดูข้อถกเถียงของสมศักดิ์ กับเก่งกิจ…"ถึงเวลากลับไปอ่านมาร์กซกันหรือยัง?" ABSOLUTELY แต่ควรเริ่มต้นที่คนถามก่อนนะครับ ว่าด้วย บทความใน ฟ้าเดียวกัน,ใน อ่าน และวิทยานิพนธ์
ปริญญาเอกของเก่งกิจ :ปรากฏในเว็บไซด์ยังไม่ปรากฏในนิตยสารฟ้าเดียวกัน    ซึ่งจริงๆ ข้อถกเถียงดีเบตเรื่องมารกซิสม์แบบใจ และแนวทางเก่งกิจ ก็ยาวเกินกว่าผมจะว่างมาขยายความ ครับ
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูจากรัฐ และถ้าเรานึกถึงชาตินิยม และเซ็กส์ (Nationalism & sex) โดยผมคิดต่อเพิ่มเติมจากวิทยานิพนธ์ของผมเอง เช่นกัน ไม่ว่าจะมีเรื่องแนวnew social movementและประวัติศาสตร์+ศิลปะ+นิเวศ ฯลฯ ซึ่งก็มีปรากฏในวิทยานิพนธ์ของผม ต่างๆนานา และแนวคิดอื่นๆ ต่อมาผมมาคิดเรื่องง่ายๆ ในNation+emotion of intimacy to people +marriage+democracy คือ ชาติ+อารมณ์ความรู้สึกของความใกล้ชิดประชาชน+แต่งงาน+ประชาธิปไตย ,, ซึ่งนี่ไม่ใช่การอธิบายเรื่องการแต่งงาน ที่กำหนดโดยทำบุญร่วมชาติภพมาแล้วได้แต่งงาน ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ กรณีสมมติคนสองคนต้องแต่งงานกัน เพื่อการเมืองของรัฐหรืออาณาจักรเพื่อรวมชาติ เช่น เรื่องราวในประวัติศาสตร์ของอดีตล้านนากับสยามในสมัยรัชกาลที่5 เป็นต้น หรือตัวอย่างของภาพยนตร์ในเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ที่มีพระเอกกับนางเอก คือบทบาทของราชา กับนางเอกขึ้นเป็นราชินี (ดูเพิ่มเติมย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’: สงคราม สันติภาพ และชาตินิยมhttp://akkaphon.blogspot.com/2010/05/blog-post.html)  ส่วนในยุคประชาธิปไตยก็คนสองคน ที่มีความรักชาติ กับการแต่งงานเป็นการเลือกคู่ครองเอง เหมือนเลือกผู้แทนในระบอบประชาธิปไตย โดยอารมณ์ความรู้สึกของความใกล้ชิด ที่รักเป็นคู่รักกัน แต่ว่าหนังเรื่องOctober sonata นั้น ซับซ้อนมากกว่านี้ ซึ่งผมไม่มีเวลาอธิบายและขยายความเพิ่มเติม แล้วผมอยากยกตัวอย่าง ในกระแสสังคม ฟิลม์ ก็ต้องเลือกจะแต่งงานกับแอนนี่ ที่มีข่าวประกาศท้องกับฟิลม์ โดยได้เลือกเองตัดสินใจ โดยสมัครใจ ไม่ได้โดนสังคมกดดัน สังคมลงโทษ(social sanction) หรือบอยคอต เมื่อเรานึกถึงเลือกตั้งผู้แทน โดยผู้แทนก็สมัครใจ เป็นตัวแทนของเรา และถ้าเราคิดถึงไอเดียชุมชนในจินตนาการ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งสร้างจินตนาการใหม่ๆ ให้สังคมประชาธิปไตย
จากงานแต่งงาน และงานขึ้นบ้านใหม่ คือ เดือนที่สิงหา-กันยา และตุลา ที่ผมไปร่วมงาน ก็ทำให้คิดใคร่ครวญทำความเข้าใจง่าย เพื่ออธิบาย การสร้างชาติของไทย เพื่อความสัมพันธ์อันดีเป็นงานแต่งงาน เหมือนสร้างบ้านใหม่ โดยเรียนรู้โมเดลของอดีตว่า การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดชาติขึ้นมา ก็ความเป็นมาของความไม่ไกลในการปฏิวัติฝรั่งเศส กับงานของเบน แอนเดอร์ สัน ครับ–หนังเรื่อง 300 เป็นหนังเรื่องเกี่ยวกับสงคราม แต่ถ้าเราคิดเรื่องสันติวิธีในฐานะของยุคสมัยปัจจุบัน และสันติวิธีของไทย โดยสันติวิธีในภาคประชาชนว่า ที่ผ่านมาภาคประชาชนก็ใช้วิธีการสันติในการผลักดันเคลื่อนไหวรณรงค์ประเด็นต่างๆ มาโดยตลอด แต่ความสำเร็จนั้นกลับขึ้นอยู่กับความเข้าใจของภาครัฐ และสังคมว่าจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองและยอมให้ใช้ประโยชน์จากสันติวิธีนี้ได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสังคมและรัฐยังไม่เปิดพื้นที่…รายงาน : "สันติภาพ" ใช้การได้ในสังคมไทยหรือไม่ : มุมมองจากนักปรัชญา http://akkaphon.blogspot.com/2010/09/blog-post.html ซึ่งผมสนใจเรื่องการทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ผ่านมา ไม่มีการโฟกัสไปที่เรื่องสันติวิธี มากเท่าไหร่ น่ะครับ ถ้าสนใจเรื่องชุมนุมสันติ และบทกวีของความหวัง ดูที่นี่ ความรุนแรงกับกาลเวลา http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=33&d_id=26&page=2&start=1
 
-Art of MemoryของIntimacy โดยผมได้รับคำถามหนึ่งที่สำคัญจากปอ(ในวันที่15ตุลา) คือ เมื่อคุณถูกถามว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550(ที่มาจากการรัฐประหาร) ในมาตรา ๑ คือ อะไร? คุณอาจจะตอบไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่หลงลืมไปจากความทรงจำ ดังนั้น ผมเฉลย คือ หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 1) คือ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งเราจะแปลความว่า แผ่นดินนี้แบ่งแยกไม่ได้ หรือ พรมแดนอันหนึ่งอันเดียว โดยถ้าเราคิดถึงแนวคิดแผนที่อันเป็นพรมแดนของไทยในsiam mappedd โดยธงชัยเคยพูดถึงปัญหารัฐธรรมนูญเป็นของนอก หรือหากการปลูกวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสมมติว่ารัฐธรรมนูญ ดั่งเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์ จึงเป็นรัฐธรรมนูญพันธุเทศ ที่นำเข้ามาปลูกในวัฒนธรรมไทย แล้วออกดอกผลเป็นพันธุ์ทาง นานาชนิด ตามดินฟ้าอากาศแบบไทยๆ ต่อกิ่งติดตาล้มลุก คลุกคลานกันมาหนึ่งชั่วอายุคน เราจะนับเอาผลผลิตพันธุ์ทางนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมได้หรือไม่ ในเมื่อวัฒนธรรมไทย ก็เป็นวัฒนธรรมพันธุ์ทางมาจากแขก จีน พุทธ พราหมณ์ ผสมกับของพื้นบ้านทั้งนั้น(13) ดูเชิงอรรถ-ธงชัย วินิจจะกูล เขียนเรื่องชาติไทย,เมืองไทย และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ทั้งเรื่องชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตยจาก 14 ตุลา ถึงพฤษภา ซึ่งชาตินิยมไม่ได้เป็นขบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลาง และรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย แม้ว่ารูปโฉมและที่มาจะเป็นของนอก แต่รัฐธรรมนูญของไทย ก็ผูกพันแนบแน่นกับความผันแปรของสังคมการเมืองไทย “คำนำ ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชาติไทย,เมืองไทย.แบบเรียนและอนุสาวรีย์”โปรดดูเพิ่มเติมhttp://akkaphon.blogspot.com/2009_09_01_archive.html
ซึ่งถ้ามองดูในแง่ความใกล้ชิดของประชาธิปไตย ถูกทำให้ไกลตัวเป็นของนอก ทั้งรัฐธรรมนูญ เมื่อประชาธิปไตยไม่เป็นเรื่องใกล้ตัว ก็เป็นปัญหาต่อพัฒนาการ อันเป็นธรรมชาติของการเติบโตทางประวัติศาสตร์ ที่มีวิวัฒนาการกับประชาธิปไตย โดยเรามักเห็นข้อโต้แย้งต่อฝรั่งไม่เข้าใจคนไทย หรือของนอกไม่เหมาะกับความเป็นไทย จากตัวอย่างประโยคในsiam mapped ดังต่อไปนี้ คือ Thai people,scholars or not, have always been warned not to tamkon farang ("tag along behind the Westerners"). For them,Thainess,Thailand,Thai
people.Thaistudies, of whatever Thai, is something the farang can approach but never reach with the utmost intimacy that Thai people can.แน่นอนว่า เราก็มีคำถามต่อการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอยู่ตรงไหน? ใครกำหนดมาตรฐานหรือเส้นแบ่งนี้? หรือไม่เคยมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนใดๆ  และระยะห่างที่เรามีต่อมุมมองแบบไทยๆ ซึ่งสะท้อนความจริงที่ว่า เราใกล้ชิดกับตรรกะ ความสมเหตุสมผล และสามัญสำนึกตามแบบความรู้สมัยใหม่(ตะวันตก)มากเหลือเกิน แล้วเราสามารถถอยห่างจากชีวิตของความเป็นไทยได้ไหม? ในเมื่อชาตินิยมไทย ก็มีลักษณะของความใกล้ชิดกัน เหมือนเครือญาติ ครอบครัวเดียวกัน ที่มีความรู้สึกผูกผันใกล้ชิดทางศาสนา แล้วประชาธิปไตย ที่มาจากของฝรั่งก็เป็นพันธุ์ผสมไทย เหมือนกับศาสนาพุทธ ที่มาจากอินเดีย และรัฐธรรมนูญ ก็ควรน่าจะปลูกสร้างได้ลงตัวโดยไม่ต้องรัฐประหารตัดตอน และทำให้เกิดลุงนวมทองมาฆ่าตัวตายอีกแล้ว น่ะครับ ส่วนประเด็นเพิ่มเติมต่อสถานการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมา ในมุมมองของธงชัย ที่มองการเมืองในฐานะของประชาธิปไตยและความใกล้ชิดของสันติ อหิงสาของไทย แนวคิดและชื่อของคน ผู้นำความคิดใช้สันติ อหิงสาใกล้ชิดกับศาสนาใกล้ชิดกับศาสนา โดยข้อเสนอของธงชัย ล่าสุดในวารสารอ่าน ก็น่าสนใจไม่น้อยว่า ทำให้ผมคิดถึงพวกเราจะตัดสิน(ใจ)ให้ความยุติธรรมต่อคนที่ใช้สันติวิธี มีพื้นที่ในแผ่นดิน ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ทำให้พวกเขากลายเป็นพวกทำให้ประเทศไทยแบ่งแยกกันไป โดยรัฐจงอย่าทำร้าย แลัทำให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติ ไม่มีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทย
..คนต้องยืดหยุ่นแปรเปลี่ยนตามสถานการณ์ และคนต้องสามารถพลิกแพลงตามสถานการณ์ตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งการตัดสินใจเฉพาะหน้าก็ตาม บางครั้งการตัดสินใจของคนอาจจะผิด แต่เราต้องนับถือเคารพและสนับสนุนการตัดสินใจของเขา ในสถานการณ์คับขันจริงๆ โปรดลองดูบทเรียนในประวัติศาสตร์ของหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในเรื่องคืนที่ยาวนาน:การไม่ตัดสินใจสลายการชุมนุมในธรรมศาสตร์ คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519…แน่นอนว่า บางสถานการณ์ในการตัดสินใจของคน ก็เหมือนสร้างบ้านไม่สำเร็จ…
ถ้าหนังที่สื่อเรื่องสันติภาพ และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย สื่อเรื่องนี้ ที่มีลีลา และสไตล์อย่างงดงามในการนอนหลับอันสวยงาน โดยนักแสดงนำฝ่ายชายจากหนังเรื่อง Life is beautiful…ผู้กำกับที่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ โรแบร์โต้ เบนิญี่ เจ้าของผลงานกินใจอย่าง Life is Beautiful คือหนังThe Tiger and the Snow หรือชื่อไทย คือ สวรรค์ช่วย หัวใจรักไม่สิ้นหวัง เป็นผลงานจากแรงปรารถนาในการสร้างภาพยนตร์ ไม่ได้มีแนวคิดอะไร อาศัยแค่เพียงความรัก ตัวละครสำคัญก็คือ ความรัก
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/tigerandsnow/tiger.html
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Tiger_and_the_Snow
เนื้อเรื่องย่อ 
แอตติลิโอ เป็นกวีและอาจารย์ด้านโคลงกลอน ที่มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติในกรุงโรม พวกเราอยู่ในปี 2003 สงครามในอิรักยังไม่เริ่มต้น แต่สัญญาณความขัดแย้งเริ่มปะทุกันกลางอากาศ แอตติลิโอดูเหมือนจะ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเขา ปิดตัวเองในหอคอยงาช้างซึ่งถูกเข้าร่วมโดยเสียงของกลุ่มกวีที่เขารักมากที่สุด เขามีชื่อเสียงทางด้านวรรณกรรม ล่าสุดเขาเพิ่งตีพิมพ์ผลงานรวมชุดใหม่ของเขาที่ชื่อ The Tiger And The Snow ซึ่งเป็นที่ต้อนรับอย่างดีทั้งจากนักวิจารณ์และสาธารณะชนที่อ่านบทกวี เขาแทบจะไม่ได้สัมผัสเหตุการณ์ปัจจุบัน ตกดึกเขาเฝ้าฝันถึงหญิงที่เขาปรารถนาที่จะแต่งงานด้วย ชื่อของเธอคือ วิตโตเรีย ในชีวิตจริงเธอไม่ต้องการยุ่งกับเขา จริงๆแล้ว เธอรู้สึกรำคาญกับความตั้งใจของเขาที่ไม่หยุดประกาศความรักที่ไม่เคยตายของเขากับเธอ แอตติลิโอติดตามเธอไป นอนรอเธอ และสัญญากับเธอด้วยความสุขนิรันดร์กาล แต่ยิ่งเขาเดินหน้า เธอก็ยิ่งต่อต้าน เธอก็อยู่ในโลกของวรรณกรรมเช่นกัน ปัจจุบันเธอกำลังเขียนประวัติของกวีชาวอิรักที่ขึ้นชื่อ ซึ่งเคยอยู่ในปารีสหลายปี ตอนนี้กำลังเตรียมเดินทางกลับบ้านเกิดของเขาในแบกแดด ถ้าเกิดสงครามขึ้น เขาต้องการอยู่ท่ามกลางคนของเขา วิตโตเรียและแอตติลิโอพบกับเขาอย่างสั้นๆในโรม ความเป็นคนปราศจากกังวลของแอตติลิโอและบุคลิกน่าปวดหัวทำให้ชีวิตแต่ละวันค่อนข้างยุ่งยากสำหรับเขา เพื่อนนักกฎหมายของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่พยายามหนีห่างจากตัวเขา เพื่อนเขาคุยโทรศัพท์มือถือทั้งวันทั้งคืน ทำสุดความสามารถเพื่อลูกค้าของเขารู้สึกตัวอยู่มาวันหนึ่งแอตติลิโอได้รับโทรศัพท์จากกวีชาวอิรัก ซึ่งกลับไปแบกแดด เขาได้รับข่าวร้าย วิตโตเรีย ซึ่งกลับไปอิรักกับเขาเพื่อเขียนงานประวัติ ได้รับบาดเจ็บทางศรีษะอย่างรุนแรง จากการบุกโจมตีชาวอเมริกันด้วยระเบิดในครั้งแรกๆ เธอกำลังรอความตาย แอตติลิโอไม่ลังเลเลยสักวินาที เขาเดินทางไปอิรักในวันนั้นเข้าร่วมกับกลุ่มกาชาด ด้วยโชคและความรักที่เขามีต่อวิตโตเรีย จากนั้นเขาจึงติดต่อไปหากวีชาวอิรักและหาโรงพยาบาลซึ่งรับรักษาวิตโตเรียอยู่ หญิงในฝันของเขาไร้ซึ่งสติใกล้ความตายอยู่ในโรงพยาบาลที่ขาดอุปกรณ์พื้นฐาน และยาใช้รักษา สถานการณ์ที่เป็นอยู่ไร้ซึ่งความหวัง เพื่อโอกาสในการรอดชีวิต วิตโตเรียต้องการยาที่ช่วยลดความดันของโรคทางสมอง ที่กำลังจะพรากชีวิตเธอไป แอตติลิโอเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อหายา เขาพบร้านขายยาที่ถูกทิ้งไว้ เขาไม่ละทิ้งความหวัง ถ้าหายาไม่เจอ มันจะต้องถูกทำขึ้นมาแทน เขาตามหานักเคมีชาวอิรัก ชวนเขาให้มอบสูตรเพื่อใช้ในการรักษา ในที่สุด แอตติลิโอ วิ่งไปวิ่งมาท่ามกลางระเบิด แต่เขาก็พลิกสถานการณ์ได้ และช่วยชีวิตของวิตโตเรีย เขาพาเธอไปอยู่ที่ห้องใต้บันไดในโรงพยาบาล จนเขาได้พบกับยาที่จำเป็น ออกซิเจนและท่อสายยาง เขาใช้เวลาทุกนาทีดูแลคนที่เป็นที่รักของเขาซึ่งไม่เคยรับรู้ในสิ่งที่เขาทำให้เธอทุกอย่าง เพราะเธอยังคงนอนหมดสติ เพื่อนทนายในโรมพยายามโทรหาแอตติลิโอทางโทรศัพท์มือถือ โดยเชื่อว่าลูกค้าของเขายังอยู่สุขสบายและมีความสุขในโรม กวีชาวอิรักเป็นเพื่อนของแอตติลิโอ เขาตระหนักได้ว่าสำหรับเพื่อนของเขา ชีวิตมนุษย์เพียงคนเดียวมีความสำคัญพอๆกับประเทศทั้งประเทศ เมื่อวิตโตเรียลืมตาขึ้นอีกครั้ง แอตติลิโอก็ไม่ได้อยู่กับเธอ เขาถูกทหารอเมริกันจับตัวไป การอยู่ของเขาถูกหักหลังจากเสียงโทรของโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด วิตโตเรียได้รับการฟื้นฟูสุขภาพ และเดินทางกลับไปอิตาลี ขณะที่แอตติลิโอที่ถูกจับไปเป็นทหารข้าศึกอยู่ในคุก แต่ท้ายสุดเขาก็ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย เขาได้พบกับวิตโตเรีย ซึ่งไม่รู้เลยว่าเธอได้รับการช่วยชีวิตจากชายชอบเขียนบทกวีที่แปลกประหลาดของเธอ สิ่งหนึ่งที่มั่นคงและแน่นอน คือ แอตติลิโอจะไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับเธอ…
จากหนังเกี่ยวกับกวี เพราะถ้อยคำของกวีมีความงาม ที่ไม่ชวนสิ้นหวัง และ ถ้าชีวิตของผมไม่สิ้นหวัง แลัวเรานึกถึงสิ่งรอบตัวในแง่ดีใกล้ชิดของเรา จากภาษาของความงามในความรัก ช่วยเผยให้เห็นความจริง และความจริงชนิดที่ได้สัมผัสรับรู้ผ่านความงาม มีผลทำให้มนุษย์ทนอยู่กับความจริงนั้นๆ โดยยังธำรงความหวังในความดีอยู่ได้ เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์-อนาคตของชาติ ในชีวิตทุกคน…รักนั้นยิ่งใหญ่อยู่ในใจ.สันติสุขในรัก..
เนื้อเพลง: First of May-Malachi
When I was small, and Christmas trees were tall, we used to love while others used to play.Don’t ask me why, but time has passed us by, some one else moved in from far away.Now we are tall, and Christmas trees are small, and you don’t ask the time of day. But you and I, our love will never die, but guess we’ll cry come first of May. The apple tree that grew for you and me,I watched the apples falling one by one. And I recall the moment of them all, the day I kissed your cheek and you were mine. Now we are tall, and Christmas trees are small, and you don’t ask the time of day. But you and I, our love will never die, but guess we’ll cry come first of May. 
—–
วันที่ 3 เป็นWorld Animal Day วันที่ 3 ตุลาคม 2553 จะเป็นครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ได้มีโอกาสจัดงานวันสัตว์โลก เป็นการร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดรอบๆ นี่เป็นวันสัญลักษณ์เชื่อมโยงไทยกับโลกในยุคโลกาภิวัตน์ และถ้าย้อนวันวานผ่านไป แล้ววันที่ 1 ตุลา เป็น วันสถาปนากองบิน 42 โดยหลายวันก่อนผมก็พบเพื่อนของผม บางคนในวัยเดียวกัน ก็ทำงานขายข้าวมันไก่ที่แห่งหนึ่งอย่างมีความสุขดี แล้วในหนึ่งวันที่ต้องทำให้ชีวิตอยู่รอด ท่ามกลางสถานการณ์อันปั่นป่วนของการเมืองไทย มีหลายคนถูกคุมขัง และบทบาทของทหาร ทำให้ผมคิดถึงเรื่องLife is beautiful ใช้วิธีการโกหกหลอกเด็ก คือ ลูกของตัวเองให้สนุกอยู่รอดจากปัญหานาซี ซึ่งจับพวกเขาคุมขังไว้ ก็เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการสร้างสิ่งที่ทำให้เราทนอยู่กับมันได้ แต่เราจะโกหกกันได้ตลอดรอดฝั่ง เพื่อปลอบใจในความจริงแค่ไหน โดยหนังเรื่องนั้นก็จบอย่างเศร้าสร้อย
“สุเทพ” สั่งทุกหน่วยจับตา อาจมีการสร้างสถานการณ์ช่วง ต.ค.
กองทัพบก 1 ต.ค. – ผอ.ศอฉ. สั่งทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ระบุหน่วยข่าวรายงานตรงกัน  เดือนตุลาคมนี้ มีโอกาสเกิดเหตุสร้างสถานการณ์ ปฏิเสธให้กลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งเวทีปราศรัยลานพระบรมรูปทรงม้า 7 ต.ค.นี้  หวั่นถูกครหา 2 มาตรฐาน…
http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=366433&ch=pl1
จากข่าวทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ไปฟังการเสวนาแนวตั้งคำถามถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวอย่างสันติ :ใครเป็นผู้กำหนด แล้วเราหันกลับมาสู่สิ่งใกล้ตัวของเรา โดยยกตัวอย่างเรื่องหนังlife is beautiful และเพลงประกอบหนังเรื่อง october sonata คือ เพลงที่มีชื่อว่า ห่างไกลเหลือเกิน เมื่อเรานึกถึงความละเอียดละอ่อนของความรัก ในแง่มุมของครอบครัว และอารมณ์ความรู้สึก ในความสมหวัง เมื่อเรามองคนที่รัก แวดล้อมโดยคนแบบไหน และคนที่เรารัก เคียงข้างเราขนาดไหน ในสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน หรือร่างกายอยู่ใกล้กัน แต่จิตใจอยู่ห่างไกลกัน ซึ่งเรื่องที่ท้าทายความหมายของร่างกายเป็นการเมืองอย่างยิ่ง และเรื่องที่สังคมไทยต้องทบทวนกันให้หนักหน่วงมากขึ้น เพื่อคืนอำนาจของการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายให้แก่เจ้าของร่าง ทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และความสัมพันธ์ทางสังคม คือ สิ่งที่ร่างกายเป็นปรากฏการณ์เห็นได้จากเครื่องประดับร่างกายกับเครื่องประดับDiamond และเครื่องประดับแหวน สร้อยคอเป็นของสิ่งที่ซับซ้อนสื่อถึงภายในจิตใจของคนอีกด้วย เพราะว่าสร้อยคอก็เป็นความหมายต่อร่างกายของคน นั่นก็คือ ร่างกาย body กับmind ภายใต้อำนาจต่างๆ เป็นเรื่องใกล้ชิดตัวเราเอง  ซึ่งเราจะได้เรียนรู้ว่า ภาพยนตร์ก็มีการสร้างภายใต้ไอเดียต่างๆ นานา และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ก็มีทฤษฎีการวิจารณ์เหมือนวรรณกรรม เช่น นำแนวคิดของนักคิด ทฤษฎีมาวิเคราะห์อย่างฟูโก แดริดา ลากอง ซิเซก จิลซ์ดูลูซ ฟรอยด์ มาร์กซ นิทเช่ ซาสตร์ คือ แนวคิดหลังสมัยใหม่ วาทกรรม รื้อสร้าง และสมัยใหม่ จิตวิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์การเมือง อัตถิภาวะนิยม เหมือนกับนำแนวคิดเรื่องเซอร์เรียลลิสม์ ต่างๆ
 
แต่ว่าเวลาที่วิเคราะห์ และบริบท แก่นของเรื่อง รวมทั้งมุมมอง ก็มีการถกเถียงกัน วิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ต่างๆ นานา ซึ่งผมเคยเขียนถึงมาบ้างแล้ว ว่า สมัยเรียน หรือหลังจากไม่ได้เรียนแล้ว ก็เคยเข้าร่วมใช้แนวคิดต่างๆ วิเคราะห์ภาพยนตร์ ในการจัดกิจกรรมฉายหนังของอ.สมเกียรติ และแนววิจารณ์ศิลป์ ปรัชญาศิลป์ โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัด และการตีความไปเองได้ ทั้งที่ มีข้อถกเถียงว่า ผู้กำกับไม่ได้คิดแบบนั้น หรือผู้เขียนไม่ได้เขียน คือ สิ่งที่โรล็อง บาร์ต พยายามโต้ว่านักเขียนตายแล้ว เลยเพียงตัวบท ในแนวสัญวิทยา ดังนั้น เราเห็นว่า นักคิดสัญวิทยา ที่มีหลายคน เช่น เอโก้ ก็เคยถูกนำนิยายมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในเรื่อง The name of the rose แต่ว่าผมก็ต้องชี้ให้เห็นว่า ในการนำแนวคิดมาศึกษาตีความต่างๆ อ่านหลายแบบกับหนัง หรืองานเขียนนั้น ต้องเห็นสิ่งที่มีบริบท และลักษณะเฉพาะเจาะจง จะรู้ได้ว่าสิ่งไหนถูก และสมเหตุสมผล ไม่ใช่นำทฤษฎีมามั่วกับจุดยืน รสนิยมของตนเอง หรือนำทฤษฎีใหม่ๆ มาโชว์power แต่ไม่รู้จักทฤษฎีนั้นอย่างแท้จริงแล้วนมาวิเคราะห์แบบเบาหวิวๆ -Fundamental หรือสมมติฐานของการตั้งประเด็นในการวิเคราะห์ และขีดจำกัดของการตีความโดยเอโก้(limited of Interpret by eco) ซึ่งหลายวันก่อนพวกผม ก็ตีความบทกวีของพี่กฤช จึงตัดสินใจให้พี่กฤชPhone in มาตอบบทกวีดังกล่าว เพราะว่า ผมนึกถึงสมัยตีความหนังเรื่องราโชมอน และมุมมองหลายเรื่องต่อหนังที่สื่อเรื่องการโกหกของคน สร้างเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริง ซึ่งหนังเรื่องนี้สร้างข้อถกเถียงกันไม่จบดังที่ผมจะนำเสนอบทวิจารณ์จากสองคน ต่อภาพยนตร์เรื่อง october sonata แม้ว่าสองคนนี้จะมีมุมมองน่าสนใจก็ตาม แต่ว่าทั้งเรื่องการนิยามว่า คนวิจารณ์ที่1 อันไหนเป็นไทย และอันไหนเป็นเกาหลี หละ และ คนวิจารณ์ที่2 การนำสิ่งที่ไม่มีอย่างชัดเจน เช่น เรื่องสงครามชีวิตเข้ามาวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องoctober sonata เปรียบเทียบอย่างเต็มๆ มันไม่ผิดเหรอ? โดยคนวิจารณ์คนที่ 2 แสดงจุดยืนทางการเมืองเชื่อมโยงกับบทวิจารณ์อย่างเด่นชัด ในแง่มุมมองของตน คือ สำหรับผม – เดือนตุลาในสังคมไทย เป็นเดือนที่โหยให้อาวรณ์ เราผ่านเรื่องต่างๆในเดือนตุลามากมาย – 14 ตุลา อันเป็นชัยชนะของนักศึกษาประชาชน / 6 ตุลา การกลับมาของฝ่ายขวา อันเป็นวันที่นักศึกษาถูกเข่นฆ่าสังหาร / 7 ตุลา วันที่ประชาชนมือเปล่าถูกตำรวจเข้าจัดการตามคำสั่งของทักษิณ ผลกระทบมันกว้างขวางกว่าที่เราจะคาดหมายเอาไว้
 
นี่สะท้อนให้เห็นมุมมองความรักที่ต่างกัน-จุดยืนทางการเมือง ที่ผิด เช่น 7 ตุลา ไม่ใช่รัฐบาลทักษิณ แต่รัฐบาลสมชาย แต่ก็ดึงว่าทักษิณเป็นคนสั่งไปโน้น เหมือนกับเชียร์คนรักที่เป็นมือที่สาม คือ ลิ้มในหนังเรื่องoctoberฯ หรือเหมือนเชียร์ สนธิ ลิ้มฯ(ฮาๆ) แล้วหลงลืมเมษา-พฤษภา 53 ทั้งที่เขาเขียนบล็อกนั้น วิจารณ์ช่วงเดือนกันยา 53 และแน่นอนขอบเขตของเขา เอาอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวในเรื่องเพื่อนเข้าไปปะปนการวิจารณ์หนัง ภายใต้ความเป็นไทย คนวิจารณ์คิดว่าสิ่งไม่มีปรากฏ คือเพื่อน แต่ไม่คิดว่าเพื่อนแท้ของพระเอก ทั้งหมดอาจจะอยู่ต่างชาติ หรือต่างประเทศลาว ฯลฯ…
 
October Sonata – รักที่รอคอย – น้ำพริกกลิ่นกิมจิที่รสชาติกำลังดี (คนวิจารณ์ที่1)
popcorn magazine bbs > cinema paradiso > films reviewdazehaze2009.12.24 | 22:35ออก ตัวก่อนว่าที่บอกว่าเป็นกลิ่นกิมจิ เพราะหนังมีกลิ่นแบบนั้นจริงๆ จั้งแต่เห็นตัวอย่างแล้ว (ในความรู้สึกผม) และพล๊อตแบบนี้ก็เห็นในหนังเกาหลีมากกว่าชาติอื่นซะด้วยสิ ^^”แสง จันทร์ (ก้อย รัชวิน) เด็กสาววันรุ่นอายุเพียง 18 สาวกำพร้าอาศํยอยู่กับป้าใจร้ายที่ลงโทษเธอเป็นประจำ ไร้การศึกษา อ่านหนังสือไม่ได้ ทำงายตัดเย็บอยู่แถววัดสระเกษ ข่าวการจากไปของ มิตรชัยบัญชาทำให้เธอโศกเศร้า เช่นเดียวกับแฟนๆ ของพระเอกดังในสมัยนั้น เธอไปงานศพของมิตร ก่อนที่จะเดินเหม่อเลยหมดอาลัยต่อการจากไปของดาราคนโปรด ก่อนที่เธอจะโดนรถสะกิดเบาๆ ในขณะที่กำลังข้ามถนน และหมดสติไป ระวี (โป๊บ ธนวรรธน์) ชายหนุ่มเจ้าของรถช่วยเหลือเธอจนฟื้นขึ้นมา ก่อนที่จะพาไปส่งบ้าน ซึ่งในที่นี้ แสงจันทร์บอกว่าเป็นชลบุรี แล้วก็ช่างบังเอิญ! ที่เป็นที่ๆ เดียวกับที่ระวีจะไปซะด้วย (- -‘) แต่สาเหตุที่แสงจันทร์จะไปชลบุรีนั้น เป็นเพราะเธออยากไปเห็นจุดที่มิตร ชัยบัญชาตกเฮลิคอปเตอร์ลงมา ระวีมีเหตุจำเป็นที่ต้องไปชลบุรี เพราะจะเอาของใช้ส่วนตัวไปฝากไว้ที่บ้านเพื่อน ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศในวันรุ่งขึ้นด้วยมาถึงดึก เกินไป ทั้งสองจึงจำเป็นต้องพักด้วยกัน (เกาหลี๊ เกาหลีล่ะเธอ….) ทั้ง 2 เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ในเวลาเพียง เอ่อ… ไม่ถึง 1 วันจ้า ^^”ทั้ง 2 ให้คำมั่นสัญญากันว่าจะกลับมาพอกันที่นี่อีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า ในวันที่ 8 ตุลาคม…ระหว่าง ที่รอแสงจันทร์ไปหัดเรียนหนังสือเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ และด้วยความช่วยเหลือจาก ลิ้ม (บอย พิษณุ) เพื่อนที่โรงเรียน เธอจึงได้มาฝึกงานและทำงานที่บ้านคุณนายที่ลิ้มมาส่งของประจำ เวลาผ่านไป แสงจันทร์เริ่มอ่านได้ เขียนได้ ความรักของลิ้มที่มีต่อเธอก็เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ และวันที่ 8 ตุลาคมในอีก 2 ปีต่อมาก็ดำเนินมาถึง…(จากนี้ไป ไปดูกันต่อเองนะครับ ^^)แค่เกริ่นไปหน่อยนึงก็ได้กลิ่นกิมจิอย่างที่บอกกันใช่มั้ยครับ คำมั้นสัญญา การลาจาก ความรัก การรอคอย…แต่ October Sonata ก็มีแนวทางแบบไทยๆ ให้พอขับน้ำตาออกมาได้เหมือนกัน การ แสดงของก้อยไม่เสียทีแรงเธอได้รับรางวัลสุพรรณหงษ์ทองคำมา ไม่ได้ทรงพลังมากแบบ ตู้มๆ แต่เธอสามารถแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในตัวเองตั้งแต่ตอนเป็นสาวรุ่น จนเริ่มเป็นหญิงทำงานเต็มตัว ทำให้เรารู้สึกเศร้าสร้อยและเสียใจไปกับสถานการณ์ที่เธอได้รับ และร้องให้ตามเธอเมื่อฉากนั้นมาถึง…โป๊บ นักแสดงใหม่ที่มีฉากให้เห็นตัวออกมาน้อยนัก ให้การแสดงที่ดี แต่คงต้องฝึกหรือได้แสดงบ่อยๆ ก็จะดีกว่านี้มาก ตัวละครระวี เป็นคนที่ยึดมั้นในอุดมการณ์มาก-มากที่สุด จนบางที่ก็มองข้ามสิ่งที่สำคัญของชีวิตไป และสุดท้ายก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้…
ลิ้ม หนุ่มจีนที่เพิ่งเข้ามาอยู่เมืองไทยได้ไม่กี่ปี เท่าที่นึกออก ผมไม่ค่อยเห็นตัวละครที่พูดไทยสำเนียงจีนในหนังเท่าไหร่ การแสดงของบอยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร และการพูดจีนของเขาก็ไม่ทำให้รู้สึกติดใจในสำเนียงอะไรเท่าไหร่ มีการใส่มิติให้ตัวละครนิดหน่อย ให้เรารู้สึกว่า เนี่ยแหละ คนจีนเป็นแบบนี้ในหนังด้วย (หมายเหตุ ผมเป็นคนที่เคมีไม่ถูกกะบอยเท่าไหร่ ไม่ชอบที่เขาทำหน้าเหมือนเหม็นอึตลอดเวลา ขออถัยแฟนคลับด้วยจ้า -*-)October Sonata มีการเรียบเรียงดนตรีประกอบหนังออกมาเป็นอย่างดี มี theme ของตัวละครที่แตกต่างกัน อย่างของลิ้มเอง ก็มีการใส่เครื่องสายจีนเข้ามาร่วมกับ theme หลักของเรื่องด้วย ของประกอบฉาก หรือ extra บางช่วงบางตอนยังไม่ค่อยโอเคครับ เพราะมีหลุดให้เห็นเหมือนกัน อย่างฉากปากกาที่แสงจันทร์ใช้เซ็นรับของ หรือเสื้อผ้าที่ใส่ในบางฉาก ที่มันไม่ใช่สิ่งของในข่วงปี 2515-2527 แน่ๆ
October Sonata มีการใช้สัญลักษณ์ในเรื่องเยอะมาก ทั้งจากคำพูด หรือการกระทำของตัวละคร หรือบรรยากาศ เผอิญเรียนการตีความวรรณคดีมา เลยดูไปคิดไปสนุกดี ฉากที่แสงจันทร์ขับฝ่าทางรถไปแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่จะเลิกกับลิ้ม อย่างเด็ดขาด หรือฉากแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตของระวีเองที่ค่อยๆ ดับไป หรือแม้แต่การใช้ชื่อของแสงจันทร์ และ ระวี (แปลว่าแสงอาทิตย์) ที่ 2 สิ่งนี้ไม่มีวันมาพบกันตลอดไป… (เขียนถึงตรงนี้แล้วจะร้องไห้ T-T)สรุป October Sonata เป็นหนังโรแมนติดดราม่าให้อารมณ์ค่อนข้างหนัก ไม่น่ารักหวานแหวว และเรียกน้ำตาได้เป็นระยะๆ บางช่วงของหนังรู้สึกอืดอาดและหมั่นไส้ในการคิดหรือการตัดสินใจอยู่พอสมควร แต่เพราะด้วยหนังมันจะต้องเป็นไปในรูปแบบที่เราพอจะนึกออก จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก มีตอนหนึ่งของหนังที่กล่าวถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เหมือนเป็นพล๊อตรองของหนัง แต่ก็จบลงที่ฉากปะทะคารมระหว่างแสงจันทร์และคุณนายห้องตัดเสื้อ และก็ไม่ได้กล่าวถึงตรงไหนในหนังอีก ผมแอบคิดว่าคงมีฉากที่คุณนายจะเข้าใจในตัวแสงจันทร์มากขึ้นหรือแสงจันทร์มา พบคุณนายเพื่อขอโทษ แต่ก็ไม่ได้ไม่อะไร (ตกลงใครผิดกันแน่นะ คุณช่วยผมวิเคราะห์หน่อยสิ ระหว่างแสงจันทร์ที่อาศํยอยู่บ้านคุณนายทำงานแลกข้าวและที่อยู่แต่ไม่ได้ เงินเดือนหรือค่าจ้างกับคุณนายที่ถือว่าเท่าที่แสงจันทร์ได้นั้นเพียงพอ แล้ว) อารมณ์เหงาๆ ในหนังกะหน้าเศร้าๆ ของระวีข่ช่างบีบคั้นจริงๆ (เวลาผมเห็นผู้ชายร้องไห้มันรู้สึกจึ๊กๆ มากกว่าเห็นผู้หญิงร้องอะ ^^’)
http://www.popcornmag.com/bbs/lofiversion/index.php?t7488.html
(คนวิจารณ์ที่2)
ถ้าคิดในแง่จิตวิทยา ผมไม่แปลกใจเท่าไรที่แสงจันทร์มั่นคงในรักกับตัวระวี ทั้งๆที่เขาไม่เคยอยู่ในเวลาที่เธอต้องการ และการใช้ชีวิตแบบระวีก็ดูจะหาอนาคตได้ยาก แต่มีทั้งปัจจัยภายนอกที่ระวีมีบุคลิกของผู้ชายกล้าหาญ ออกจะฉลาด และเสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ส่วนปัจจัยภายในที่สำคัญคือในนวนิยายเรื่องสงครามชีวิต ที่เปรียบเสมือนนิยายของเขาทั้งสอง สำหรับคนที่เคยอ่าน จะรู้ว่าเมื่อจบเรื่องของเพลินและระพินทร์ ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ้นสุดลงเมื่อฝ่ายหญิงตัดสินใจหาอนาคตที่ดีกว่า โดยการไปเป็นนางเอกภาพยนตร์และแต่งงานกับผู้กำกับในที่สุด เรื่องราวในหนังสือจบลงด้วยความเศร้า เมื่อฝ่ายชายต้องพ่ายแพ้ในสงครามชีวิต ทัศนคติของแสงจันทร์จึงไม่ยอมแพ้แก่ชีวิตที่สุขสบายที่ลิ้มหยิบยื่นให้ และตัดสินใจรอคอยคนเธอที่รักอยู่ตามลำพัง แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไป การเมืองที่ระวีเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้จะเป็นเพียงระดับทั่วไปไม่ใช่แกนนำ ก็ยังชักนำชีวิตของเขาให้ระหกระเหินเกินกว่าที่ตัวเขาเองและแสงจันทร์จะคาดการไว้ สุดท้ายเขาต้องเป็นผู้ที่พ่ายแพ้และออกมาจากป่าเขา ละวางเรื่องราวทางการเมืองจนหมดสิ้น หวังเพียงจะเจอเธออีกครั้งมาเฝ้ารอเธออยู่ ณ. ที่เดิม แต่ผลก็คือกลับเป็นลิ้มอีกนั้นแหละ ที่คอยดูแลและห่วงใยในวาระสุดท้ายของเขา….ที่เสียดสีที่สุดสำหรับผมในหนังเรื่องนี้ (โดยที่ไม่รู้ผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่) ก็คือ – ตอนระวีนอนรอความตายอย่างเดียวดายและชอกช้ำ ผมไม่เห็นมีแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์คนไหนจะมาใส่ใจ กระทั่งเพื่อนฝูงที่ร่วมอุดมการณ์บนป่าเขาก็ไม่ทราบหายไปที่ไหนกันหมด แต่คนที่ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือระวีจนถึงที่สุดแม้จะสิ้นใจไปแล้ว กลับเป็นคนชั้นพ่อค้านายทุน กลุ่มคนที่เขาเคยมุ่งจะล้มล้างนั้นแหละ…..
http://www.oknation.net/blog/kakalot/2010/09/20/entry-1
ผมขอมอบบทเพลงให้กับคนวิจารณ์ทั้งสองคน คือ เพลงที่ชื่อว่าThe International..ข้างล่างนี้คือเนื้อเพลง The International ฉบับภาษาไทยที่คุณขอมา: … ดังที่ผมได้บอกไปว่าเพลงนี้ในภาษาไทยมีอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของจิตร ภูมิศักดิ์ … พร้อมใจกันจงอย่ารั้งรอรา สามัคคีกันตราบชั่วกัลป์ อินเตอร์เนชั่นแนลนั้น …th.wikipedia.org/wiki/พูดคุย:แองเตอร์นาซิอองนาล
เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์ แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน บทกวีบทนี้ แปลมาจากบทกวีของ อาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอารเมเนีย  แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์
เมื่อถูกจับกุมตอนอายุ ๒๘ จิตรให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อเจ้าพนักงานสอบสวนว่า "ข้าฯ ยังไม่แต่งงาน เพราะข้าฯ รู้สึกว่าความรู้สึกในตัวข้าฯ เฉยเมยต่อความรู้สึกทางกามารมณ์ และรู้สึกหนักใจในภาระการครองชีพกลัวว่าเมื่อได้หญิงใดมาเป็นภรรยาแล้วจะให้ความสุขกับภรรยาได้ไม่เพียงพอ"หลายประโยคข้างต้นเป็นปากคำในเชิงคดีความ ซึ่งอาจถูกเขียนขึ้นภายใต้เงื่อนไขหรือเป้าหมายหนึ่งใดก็เป็นไปได้ แต่อุดมคติที่แท้จริงของเขาต่อเรื่องความรัก น่าจะอยู่ในบทเพลง "อาณาจักรความรัก" ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากนั้น …นิตยสารสารคดี เดือนพฤษภาคม 2547…
อาณาจักรความรัก โดย จิตร ภูมิศักดิ์
เพื่อนรักเอย อยู่หนใด อยู่แสนไกล อย่าเพ่อทอดท้อระทม ชีวิตสิ้นรักนี้ขื่นขม อยากตายหลีกหนีความตรอมตรม อย่าด่วนซานซมหนีชีวิตเลย ต่อสู้ชีวิตผู้เดียว เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างจริงอกเอ๋ย สุดทน โลกยังมีรักจีรัง อย่าเพ่อสิ้นหวังและหมองหม่น ฉันตรมจะคงอยู่ต่อไป ไร้ค่าอันความรักแท้จริงจากใจ ฝากไว้ในยอดยุพิน รักทรยศ เหมือนนกผกผิน โผโบยบินจากรักลืมคู่ไปไม่คืนมา อันความรักแท้จริงจากใจ แผ่กว้างไปในนภา เหมือนนกน้อยร่อนเริงถลา เผยอาณาจักรรักกว้างแผ่ไปถึงมวลชน รักชนชั้นลำเค็ญยากจน ไร้ทรยศจากคนและชนชั้นที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนรักเอยอยู่หนใด.. อย่าหมองไหม้..ชีวิตไม่ไร้คุณค่า อยู่รออนาคตสดใส แผ่รักที่คับแคบออกไป ออกสู่ดวงใจผองผู้ทุกข์ยาก ชีวิตไม่ไร้คุณค่า อยู่รออนาคตสดใส แผ่รักที่คับแคบออกไป ออกสู่ดวงใจผองผู้ทุกข์ยาก.. ทั่วแคว้น… แดนดิน
http://www.oknation.net/blog/namwan/2009/03/16/entry-1
 
วันที่ 4-5-6-7-8-9-10-11-12-13-14-15-16-31 ตุลา 53
นักเขียนทำหนังสือhow to ขายดี อาจจะทำให้หนังสือhowtoขายดี แต่หนังสืออาจจะไม่คลาสิคก็ได้ หนังสือนิยายขายดี หรือ หนังขายดี อาจจะไม่ได้ทำให้หนังคลาสิคก็ได้ ดูThe dance of intimacy: a woman’s guide to courageous acts of change in key relationships-Harriet Goldhor LernerIn The Dance of Intimacy, the bestselling author of The Dance of Anger outlines the steps to take so that good relationships can be strengthened and difficult ones can be healed. Taking a careful look at those relationships where intimacy is most challenged–by distance, intensity, or pain–she teaches us about the specific changes we can make to achieve a more solid sense of self and a more intimate connectedness with others. Combining clear advice with vivid case examples, Dr. Lerner offers us the most solid, helpful book on intimate relationships that both women and…. เกี่ยวกับผู้แต่ง (1990)Well-known psychotherapist Dr. Harriet Learner has helped millions of women with relationship problems. Women around the world have benefited from Lerner’s guidance in the bestselling series Dance of Anger, Dance of Intimacy, Dance of Deception. In her monthly column, Good Advice, which appears in New Woman magazine, the author gives practical answers to the big and little questions of life. In Life Preservers: Staying Afloat in Love and Life (1996) the reader who has read too many self-help books and is still not perfect is given a clear plan of action to cut through confusion. Other titles by Lerner include Women in Therapy: Devaluation, Anger, Aggression, Depression, Self-Sacrifice, Mothering, Mother Blaming, Self Betrayal, Sex-Role Stereotypes, Dependency, Work and Success, Inhibitions, and The Mother Dance: How Children Change Your Life. The author has also written a children’s book, What’s So Terrible About Swallowing an Appleseed , that examines the sister relationship and honesty. In addition, Lerner has created a series of self-help audio cassettes. Harriet Goldhor Lerner, Ph.D is a clinical psychologist and psychotherapist at the Menninger Clinic in Topeka, Kans. and frequent workshop leader, lecturer, and consultant. She is married and the mother of two sons.books.google.co.th/books?isbn=006091646Xthe-dance-of-intimacy-5-key-steps-for-a-closer-relationship
http://www.buzzle.com/articles/the-dance-of-intimacy-5-key-steps-for-a-closer-relationship.html
-แนะนำหนังสือLarousse Encyclopedia of Modern History: From 1500 to the Present Day: Amazon.co.uk: H. London: Books
-The art of memory -Marius D’Assigny – 1706 – Psychology – books.google.co.th/books?id=jy8CAAAAQAAJ…
-แนะนำหนังสือThe_Art_of_Memoryและประวัติคนแต่งหนังสือเป็นนักประวัติศาสตร์ของอังกฤษ อีกสกุลหนึ่ง(ผมจึงใช้สำนวนเป็นเหมือนสกุลช่าง) http://en.wikipedia.org/wiki/Frances_A._Yates และhttp://en.wikipedia.org/wiki/The_Art_of_Memory
In other cases the designation is generally consistent, but more specific: "The Method of Loci is a Mnemonic Device involving the creation of a Visual Map of one’s house."[9]This term can be misleading: the ancient principles and techniques of the art of memory, hastily glossed in some of the works cited above, depended equally upon images and places. The designator "method of loci" does not convey the equal weight placed on both elements. Training in the art or arts of memory as a whole, as attested in classical antiquity, was far more inclusive and comprehensive in the treatment of this subject.http://en.wikipedia.org/wiki/Method_of_loci
-Thailand Unhinged: Unraveling the Myth of Thai-Style Democracy -Federico Ferrara (Author) ผมได้รับคำแนะนำหนังสือเล่มนี้มาจากงานที่ม.พายัพ
http://www.amazon.com/Thailand-Unhinged-Unraveling-Thai-Style-Democracy/dp/9793780762/ref=pd_bxgy_b_img_b
-Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lèse-Majesté (Rethinking Southeast Asia) -David Streckfuss เดวิด สเตฟรัส มีบทสัมภาษณ์ในประชาไท
http://www.amazon.com/Truth-Trial-Thailand-Defamation-L%C3%A8se-Majest%C3%A9/dp/0415414253/ref=pd_sim_b_1
-Myths and Realities: The Democratization of Thai Politics (Kyoto Area Studies on Asia)- Yoshifumi Tamada  (Author) อ,ทามาดะ เคยมาบรรยายที่มช.ที่ผ่านมา
http://www.amazon.com/Myths-Realities-Democratization-Politics-Studies/dp/1920901418/ref=pd_sim_b_3
-Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand-Soren Ivarsson (Editor) ดูคนแนะนำเป็นภาษาไทยในเว็บนี้http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=49318
http://www.amazon.com/Saying-Unsayable-Monarchy-Democracy-Thailand/dp/8776940721/ref=pd_sim_b_6
-แนะนำหนังสือ CITIZENS : A CHRONICLE OF THE FRENCH REVOLUTION โดยส่วนใหญ่ของหนังสือมีถ้อยคำเหล่านี้ ปรากฏออกมา คือThe cultural construction of a citizen ,last best hopes : The coach man : The Banker ,Terror Is the order of the day,spreadind the word ,The first hour of liberty,scared spaces,popular revolution,active citizen,new revolutionary,religion แน่ละประโยค และถ้อยคำ คือ คำศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งใหม่ๆในประวัติศาสตร์ ในประโยคและคำดังกล่าว ที่ยกตัวอย่างมาก็มีบริบทนั้น ซึ่งReligion บางคนก็บอกว่าศาสนาเป็นอุดมการณ์คล้ายชาตินิยม นี่เป็นที่มาของอุดมการณ์ของคำกับสิ่งของ หรือวาทกรรมของคำกับสิ่งของ word of thing หรือ The order of things ถ้าคิดถึงฟูโก้ ที่ใครๆก็อ้างถึงเขาในเรื่องแนวคิดวาทกรรม ซึ่งฟูโก้เป็นผู้มองโลกในแง่ร้ายมากกว่านิทเช่ ดูจะมองแง่ลบต่อแนวคิดของยุคEnlightenment ถ้าเราดูผลงานฉบับการ์ตูนเรื่องIntroducing Foucault: : Chris Horrocks, Zoran Jevtic: Book. ที่มีคนวิจารณ์ฟูโก้ ดังนั้น เรามองประวัติศาสตร์ศิลปะในภาพ หรือภาพยนตร์ในมุมมองกรอบของวาทกรรม และกระบวนทัศน์ใด แล้วผมคิดถึงเรื่องการเข้าไม่ถึงมุมมองเหมือนบางส่วนของสมอง ในหนังเรื่องTrauma บ่งชี้ว่า ร่างทรง ที่เข้าทรงผีได้ เพราะร่างทรงสามารถเข้าถึงสมองส่วนที่เราเข้าไม่ถึง คือ คนธรรมดาใช้สมอง 10% แล้วในทางจิตวิทยา การเปรียเปรยเรื่องมดไม่ฆ่าพวกเดียวกัน และพฤติกรรมมด /แบ่งงาน หน้าที่เหมือนพฤติกรรมสังคมมนุษย์  ซึ่งคนอ่านหนังสือ เชื่อมโยงกับIdea ในสมองคน ทั้งที่มีความเชื่อ/ จิตหลอน อยู่ในสมองของเรา ท่ามกลางความขัดแย้งในสมอง  ซึ่งเรามองธรรมชาติของมนุษย์นั้น เรามองโดยอาจจะลดละความขุ่นเคืองแค้นนึกถึงเรื่องความรุนแรงในการเมืองไม่ฆ่า: ชุมชนเอกฐานกับความเป็นการเมือง ซึ่งพี่ศิโรตม์ เป็นคนเรียบเรียงเขียนบทความจากผลงานแปลของเขา ก็กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ไม่ฆ่า…ไม่มีสังคมใดปราศจากความรุนแรง ตราบเท่าที่สังคมนั้นยังมีการฆ่า การฆ่าจึงเป็นเครื่องชี้วัดความรุนแรงไม่มีทางปฏิเสธได้…ความรุนแรงที่ชอบด้วยกฏหมาย ก็ไม่ใช่ความรุนแรงที่ชอบธรรม ขณะที่ความรุนแรงที่ชอบธรรมนั้นอาจจะไม่ใช่ความรุนแรงที่ยุติธรรมก็เป็นได้..ความรุนแรงที่กฏหมายยอมรับ จึงเป็นความรุนแรงที่ชอบธรรมเสมอ…กฏหมายอ้างขึ้นเป้าหมายเพื่อความยุติธรรม แต่ความยุติธรรม คือ สิ่งที่เราไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงได้ แม้ความยุติธรรมบางแบบ คือ กระบวนการยุติธรรม ทำร้ายข้าศึก หรือทำลายชีวิตมีความผิดต่ำกว่าทำร้ายคน..(ดูเพิ่มเติม รัฐศาสตร์สาร 60ปี 30ปี เล่ม1) ถ้าธรรมชาติของคนไม่ฆ่า ก็เป็นความจริงของปัญหาเรื่องทหารเกณฑ์ : พลทหาร เครียด ผูกคอตาย กลัวถูกส่งสลายม็อบ  เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ตำรวจ สภ.พิมาย จ.นครราชสีมา รับแจ้งมีพลทหารผูกคอตาย เมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนพบศพ ชายสวมชุดทหาร ทราบชื่อ
ภายหลังคือ พลทหารทิวานนท์ เทียนเทศ อายุ 23 ปี สอบสวนางวาสนา เทียนเทศ อายุ 52 ปี ผู้เป็นแม่ให้การว่า ลูกชายเป็นทหารเกณฑ์กองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 1 ค่ายฝึกรบพิเศษแก่งกระจาน ก่อนหน้านี้ได้กลับมาพักที่บ้านเป็นเวลา 7 วัน แต่เมื่อใกล้วันที่จะต้องกลับไปที่ค่าย ลูกชายได้บ่นกับตนว่า กลัวจะถูกส่งให้ไปสลายม็อบที่กทม. แต่ตนก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันที่ 1 พ.ค.เพื่อนบ้านไปรื้อเล้าเป็ดหลังบ้าน แล้วพบว่าร่างลูกชายแขวนคอตายใต้ต้นมะขามเสียชีวิตแล้ว http://news.mthai.com/general-news/75072.html
แน่นอน ประเด็นเรื่องนี้ แตกต่างจากเรื่องที่ผมเคยเล่าผ่านบันทึก กรณีสาวบุกทวงสัญญาแต่งงาน แฟนทหาร กลางราบ11ซึ่งสังคมเราจะร่วมกัน โดยสร้างการกำหนดคุณค่าร่วมกันในสันติสุขของความรักในอนาคต
 
ผมอยากย้อนรำลึกในความทรงจำในสมองภายใต้การเต้นของคลื่นสมอง และเสียงเต้นของหัวใจ ผ่านความรักของวัยรุ่น และปรากฏการณ์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองนั้นๆ ว่าหนังบางเรื่องพยายามจะตอบโจทย์ของสังคมในอดีต กับคนร่วมสมัย คือ ผมเคยสัมภาษณ์คนเขียนหนังสือ ที่ทำเป็นหนัง แล้วหนังก็อัพเดทเรื่องราวไม่มีในหนังสือ ให้สอดรับกับเทคโนโลยียุคใหม่ ในหนังสือไม่มีMsn แต่หนังมีอยู่เพื่อตอบรับสังคมและคนดูหนังในตลาดของผู้บริโภคหนังร่วมสมัย ครับ ลองดูเพิ่มเติมเรื่อง2516-กระแสรับน้องใหม่(ไทย)กับเพื่อนสนิท : คุยเรื่องหนังสือhttp://akkaphon.blogspot.com/2010/09/2516.html
โดยหนังเรื่องOctober sonata บทสนทนาและตัวละครสำคัญ…พี่ชื่อพี่ระวี แปลว่าพระอาทิตย์ ชื่อพี่ตรงข้ามกับชื่อแสงจันทร์ และรวี เป็นผู้เปลี่ยนแสงจันทร์จากไม่รู้หนังสือ ให้สนใจอ่านหนังสือ จากสาวเย็บผ้าเป็นนักเขียน! ส่วน เฮียลิ้ม หรือ พี่ลิ้มบ้านทำซิป และพี่ลิ้มช่วยแสงจันทร์ตลอดทั้งหางาน และร่วมเปิดร้านเย็บขายผ้ากับซิบ  และพี่ลิ้มบอกว่าแสงจันทร์รอมันมานานแค่ไหนแล้ว ทั้งนี้ ถ้าเราคิดถึงการดำรงชีพในแง่อาชีพที่แสงจันทร์ ต้องเลือกด้วย อุปมา ในการประลองยุทธ์ของคนสามคน ซึ่งถนัดคนละอย่าง และถ้ายังไม่กำหนดวิธีประลองว่า ใช้ดาบ หรือกำลังภายใน สู้กัน ก็คาดเดาไม่ได้ ครับ ผมจงใจยกอุปมาอุปมัยไปไกลๆ และคนละเรื่อง ทำไม? ผมต้องทำอย่างนั้น เนื่องจากผมจงใจเขียนแนววรยุทธ์กำลังภายในเหมือนยิ้มเย้ยยุทธจักร์ เพราะบางคนก็นำเอาทฤษฎีเก่าๆ เหมาๆ เหมือนเหมารวมหลายทฤษฎีมาพูดให้ผมฟังโดยทำให้ผมงงๆ
เนื่องจากผมเกิดไม่ทันยุคนั้น บางครั้งผม ก็กินข้าวไปอ่านนิยายไป ค่อยๆ ย่อยเพื่ออร่อยเรียนรู้ตัวบทของอักษร และผมนึกถึงเปิบข้าวทุกคราวคำเหมือนบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ถูกทำเป็นเพลง ดีกว่าเราไม่เป็นคนอ่าน ซึ่งเราเรียนรู้ได้จากหนังเรื่อง the reader ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว กลับมาเรื่องocober sonata จากนางเอกไม่รู้หนังสือ จนกระทั่งนางเอกเห็นเหตุการณ์เผาหนังสือ ก็เสียดายมาก และถ้าแสงจันทร์ไม่ทุ่มเทเป็นนักเขียน แล้วประสบความสำเร็จ หละ? หรือการใช้ชีวิตของเธออาจเลิกล้มเป็นนักเขียนไป แต่นั่นแหละว่าเธอคงไม่ใช่นักเขียนขายดี ประสบความสำเร็จร่ำรวยละมั้ง?  -ประเด็นต่อเนื่อง ซึ่งผมอยากเล่าเรื่องเชิงกึ่งบันทึกไม่อธิบายและขยายความอะไรมากมาย โดยอย่าไปตีความผมผิดๆ และทำให้ผมเป็นคนไม่ดี ซึ่งผมบอกไว้ว่า นักเขียนที่ยิงตัวเอง เป็นข่าว ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ นักเขียนรางวัล ยิงตัวเอง…http://news.mthai.com/general-news/90394.html คือ พี่ชาติวุฒิ(เป้) ซึ่งพี่เป้ เคยคุยเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจของนักเขียนมาเนิ่นนาน ระหว่างเราเคยแลกเปลี่ยนกัน…— และเพื่อนของผม คือ คนที่เคยสร้างสรรค์หนังสือทำมือบทกวีของตนเอง ก็มีชื่อว่าหญิง หรือ หทัยรัตน์ โดยผลงาน เช่น ชาติพันธุ์กับการแพทย์ http://www.shi.or.th/blogger/864/1/ก็เสียชีวิตและผมไปร่วมงานศพ โดยไม่ทราบสาเหตุจากการบอกเล่าของพ่อ ที่มีข้อมูลจากแพทย์ คือ ระหว่างเดินทางโดยรถทัวร์ และหญิง ก็ขาดอากาศหายใจ เข้าโรงพยาบาลก็เสียชีวิต งานศพที่ผ่านมา วันที่ 18-20 ซึ่งความลึกลับของการเสียชีวิตของหญิง และสัมพันธภาพของเรา รวมทั้งรุ่นพี่กับเพื่อนผม มาพบเจอกันอีกครั้ง..
 
 ….พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว ส่องฟากฟ้า เด่นพราวไกลแสนไกล  ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้งในหทัย เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับมลาย ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง th.wikipedia.org/wiki/แสงดาวแห่งศรัทธา……
บางครั้ง ผมก็นึกถึงเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา หรือเดือนเพ็ญ ของนายผี -อัศนี แล้วผมคิดถึงแสงจันทร์ หรือเดือนเพ็ญ น่ะครับ แน่นอน หนังเรื่องนี้ ก็ปรากฏนักแสดงคุ้นเคย คือ พี่คำรณ ซึ่งผมก็รู้จักกัน มาแสดงบทเป็นบ.ก.ของแสงจันทร์ และหนังเรื่องนี้จะดีหรือไม่ดี โดยผมคิดว่าเรื่องการขายผลงานของหนัง หรือหนังสือ ก็ผมมีประสบการณ์ขายหนังสือมากกว่าขายหนัง เพราะผมเคยทำหนังสั้นๆส่งประกวดเรื่องเดียว และส่วนตัวประสบการณ์ขายหนังสืออย่างล่าสุด ในหลายวันผ่านมา ผมไปช่วยเพื่อนขายหนังสือ และผมตัดสินใจไม่ไปจีนนี่เป็นองค์ประกอบของชีวิต
ส่วนตัวของผมจากผลของครอบครัวและชีวิตการทำงาน คือ ผมเป็นสิ่งมีชีวิตคนเล็กคนน้อยด้วย
 
ทั้งนี้ คนที่มีชีวิตจริงๆกับเส้นแบ่งของหนังที่สร้างจากจินตนาการนั้น ซึ่งผมเป็นคนจริงๆทั่วไปไม่ได้อคติโดยอารมณ์ความรู้สึกต่อบทของแสงจันทร์กับระวี เพราะบทที่ดูจะขาดหายไปจากคนทั่วไป ที่ไม่มีครอบครัวพ่อแม่ ช่วยร่วมเป็นอำนาจต่อการตัดสินใจในเงื่อนไขของชีวิตอันเสรี เป็นลักษณะของการตัดสินใจโดยปัจเจก ในการเปลี่ยนแปลงของการปรับตัวในชีวิต เมื่อเส้นแบ่งพรมแดนครอบครัว กับตัวเอง หรือชุมชน กับอารมณ์รู้สึกร่วมผูกพัน จะได้ใกล้ชิดกันในชุมชน ระหว่างเส้นแบ่งส่วนตัวกับชุมชน ในรัฐชาติ ซึ่งไม่เหมือนเรื่องฟิลม์กับแอนนี่ ที่มีข่าวพัวพันไม่จบ แล้วมาตรฐานหนังที่ดีร่วมกัน นั่นก็คือเรื่องความดี ความงาม รสนิยม  ถูกหรือผิดเชิงสัมพัทธ์ที่คนมองไม่เหมือนกัน หรืออิทธิพลของเ(สื่อ)มมวลชนกลับผิดเป็นถูก.. แต่ผมขอฟันธงว่า เพลงประกอบห่างไกลเหลือเกิน แม้ผมจะชอบเพลงนี้โดยส่วนตัว แต่มันเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ทำให้หนังไม่ดี ไม่เหมาะกับการโปรโมตหนังด้วยMVเพลงนี้ เพราะหนังสื่อเรื่องsonata กับอุดมการณ์เดือนตุลา แต่ว่าเนื้อเพลงห่างไกลเหลือเกิน คือ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ฉันนั้นเห็นแต่ภาพเธอ อยู่ไกลกันจนสุดสายตา รอคอยวันที่จะกลับมาหา ถึงแม้ มันจะแสนนาน แสนนานแค่ไหน อยากจะขอให้ได้พบ แค่เพียงขอให้ได้พบ อยากจะรู้ว่าเธอเองเป็นเช่นไร เธอจะคิดถึงฉันหรือเปล่า เธอจะเหงาบ้างหรือเปล่า จะรู้สึกแตกต่างกับฉันบ้างไหม (เพราะว่าเรา)ห่าง ไกลกันเหลือเกิน คิดถึงแต่เธอนั้น เฝ้าแต่นับให้ถึงวันที่เรานั้นได้พบกัน เราช่างห่าง ไกลกันเหลือเกิน ฉันเองก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้พบ(เธอ) เวลามองขึ้นไปบนฟ้า ฉันนั้นได้แต่ถอนใจ น้ำตาก็ไหลซึมออกมา เราไกลกันอยู่คนละฟากฟ้า ไม่รู้จะอีกนานไหม และฉันเองก็จะคอย อยากจะขอให้ได้พบ แค่เพียงขอให้ได้พบ อยากจะรู้ว่าเธอเองเป็นเช่นไร เธอจะคิดถึงฉันหรือเปล่า เธอจะเหงาบ้างหรือเปล่า จะรู้สึกแตกต่างกับฉันบ้างไหม (เพราะว่าเรา)ห่าง ไกลกันเหลือเกิน คิดถึงแต่เธอนั้น เฝ้าแต่นับให้ถึงวันที่เรานั้นได้พบกัน เราช่างห่าง ไกลกันเหลือเกิน ฉันเองก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้พบ(เธอ) กลัววันเวลา พาหัวใจเธอเปลี่ยนจากฉันไป อยากจะพบให้ใกล้ๆ ให้ตัวฉันได้มั่นใจ ว่าทุกสิ่งจะไม่เปลี่ยนไปจากนี้ (เพราะว่าเรา)ห่าง ไกลกันเหลือเกิน คิดถึงแต่เธอนั้น เฝ้าแต่นับให้ถึงวันที่เรานั้นได้พบกัน เราช่างห่าง ไกลกันเหลือเกิน ฉันเองก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้พบ(เธอ) (เพราะว่าเรา)ห่าง ไกลกันเหลือเกิน คิดถึงแต่เธอนั้น เฝ้าแต่นับให้ถึงวันที่เรานั้นได้พบกัน เราช่างห่าง ไกลกันเหลือเกิน ฉันเองก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้พบ(เธอ)..
OST.October Sonata เพลงห่างไกลเหลือเกินhttp://www.youtube.com/watch?v=2qooZspZtKE
 
วันที่23-25
เมื่อผมต้องกลับบ้าน แวะมาหาครอบครัว พ่อแม่ แล้วมาเที่ยวเมือง ที่มีตำนานชาละวัน-ไกรทอง และผมมาตามหาของฝากเป็นน้ำท่วมกับตะเภาแก้ว ตะเภาทอง(ฮา) ถ้าชีวิตของผม ก็แม่เชื่อหมอดู ก็เกี่ยวข้องกับทางเลือกของชีวิต ในการตัดสินใจของการเดินทาง ถ้าหากเราคำนวณผ่านแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในเรื่องผลประโยชน์ ทั้งเรื่องความรัก และการใช้ชีวิต หน้าที่การทำงาน แล้วสิ่งทีท้าทายต่อโชคชะตาของคน และผมนั่งรถทัวร์ ก็มีหญิงสาว มาขอแลกที่นั่งกับผม พร้อมพูดคุยกัน เล็กน้อย จากการแนะนำตัว และเธอบอกผม หน้าตาเหมือนเพื่อนของเธอ  ทั้งปัญหาชีวิตของเธอ ส่วนผม เผชิญหน้ากับหนัง และเรื่องราวของเธอ รวมทั้งเรื่องตื่นเต้น รถทัวร์เฉี่ยวกับรถเก๋ง เกือบอุบัติเหตุหนักหนาสาหัส ทำให้ผมนึกถึงเรื่องintroduces his portrait of life, thought, and art รวมทั้งความรักไม่ได้สร้างวันเดียว แม้ว่าชีวิตคนเรา จะตื่นเต้นมามากมาย แต่ว่าผมก็มาถึงบ้าน ทำให้ผมระลึกถึงเรื่องราวของการนินทาของคนข้างบ้าน เช่น รุ่นพี่ของผม ไปรับกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งพอเดินทางร่วมกัน และสองคน ประสบอุบัติเหตุ จนกระทั่งผู้หญิงขาขาด และผู้ชาย เจ็บหนัก แยกทางทิ้งกันไป
 
สิ่งที่ตรงกันข้ามจากถนนคนเดิน ที่เชียงใหม่ ซึ่งผมเห็นคน ที่เป็นผู้ชายไทย วัยรุ่นยืนถือป้ายFree Huge โดยการเดินทางอันปล่อยวางของผม มาต่างจังหวัดไม่ได้พกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จึงลำบากในแง่หนึ่งต้องออกนอกบ้าน เสาะแสวงหาบ่มีสิทธิเหนื่อย-เขตห้ามท้อแท้ หรือพรมแดนแห่งพื้นที่ห้ามท้อแท้แพ้ชีวิต และผมก็ออกเดินแสวงหา ที่มีร้านเน็ต เป็นร้านเกมส์ และบางร้านก็ปิดเร็วกว่า เวลาเมืองใหญ่ คือ แถวบ้านของผม แค่สองทุ่มก็ปิดแล้ว ส่วนใหญ่ร้านเน็ตก็เป็นร้านเกมส์ด้วย ซึ่งผมไม่มีโอกาสเขียนบันทึกมากอะไร เพราะว่า ความทรงจำมีจำกัด และผมได้รับข่าวว่า ลูกสาวของเพื่อนพ่อ ที่มีความคิดทางบ้านจะจับผมคลุมถุงชนลูกของเพื่อนแต่งงานกัน(ฮา) เนื่องจากพ่อเพื่อนกับพ่อผม จะเกี่ยวดองกันมากขึ้น แล้ววันเวลาผ่านไป เธอก็ได้หาคนแต่งงานไปได้แล้วน่ะครับ
ถ้าเราบันทึกบางอย่างจากความคิดของเราเอง เหมือนที่ผมบันทึกความคิดสิ่งที่คิดเอง กับผลที่ได้คุณประโยชน์จากหนังฯ และประโยคเด็ดๆจากภาพยนตร์…เมื่อเธอเอียงเคียงข้างใกล้ชิดเขาแล้วรอให้ความรักหลั่งไหลมากับถ้อยคำ…ท้องฟ้าและท้องทะเลกว้างใหญ่ กับการค้นหาไม่มีวันจบสิ้น ระหว่างรักแท้ที่ต้องรอ กับรักเจริงตรงหน้า คุณจะเลือกอะไร…หากคุณต้องนอนคิดทั้งคืนแล้ว คุณต้องเลือกตัดสินใจระหว่างรักแท้ที่รอคอยกับรักจริงตรงหน้า…สถานที่เป็นเหมือนวัฒนธรรมของแผนที่ เชื่อมโยงคุณให้คุ้นเคยในสายตา เมื่อเราต้องรอสื่อสารความหวัง…สถานที่แห่งความทรงจำ หลายคนลืมแต่กลับจำ บางอย่างที่เราควรจำ กลับลืมไปในที่สุดVisual map-memoryของคนเรา…บางคน ก็บอกผมว่า พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ซึ่งนัยยะว่า ไม่ต้องรอ หรือรอให้เช้าแป๊บเดียว ก็ตาม บางคนรอคอยทั้งชีวิต อันไม่แน่นอนของตนเอง…
เมื่อผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับรุ่นน้อง หลายคน และคนที่เป็นผู้หญิง ก็ถามว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วซึ้งตอนไหน  ซึ่งหลายคนเป็นผู้ชายก็บอกไปต่างนานา ส่วนผู้หญิง ก็เสนอมุมมองไม่เหมือนใครในแบบของเธอ(ผมจำไม่ได้ว่าเสนอว่าอะไร เพราะเราคุยกันหลายเรื่องมาก) ส่วนที่น่าสนใจก็คือ จากบทวิจารณ์ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ ส่วนใหญ่มาจากมุมมองของผู้ชาย รวมทั้งตัวของผมเองด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อผมครุ่นคิดว่านางเอก ก็มีภาพความทรงจำไม่สั้น ไม่ลืมพระเอก และผมกลับมาคิดถึงเรื่องที่ผมคิดค้างไว้ว่า หนังเรื่องนี้ ไม่ตลก หรือฮาๆ เท่าไหร่ ตรงข้ามกับความซึ้งจริงๆ  ซึ่งหนังสร้างความฮาฮ่าไม่ได้จากความหนักหน่วงของชีวิต ทำให้ผมนึกถึงเรื่องแม่ นวนิยายของมิลาน คุนเดอร่า ที่เขียนเรื่องความเบาหวิวของชีวิต ซึ่งเรื่องแม่ เป็นองค์ประกอบของครอบครัวในนิยาย เป็นเรื่องที่ทำให้คนตัดสินใจยากลำบากในการดูแลแม่ กับเลือกชีวิตคู่ต่อครอบครัว ซึ่งในหนังเรื่องoctober sonata ไม่มีส่วนประกอบของแม่ และนิยายเรื่องนี้แปลโดยพี่ภัควดี ซึ่งผมไปหาซื้อหนังสือเก่าพบมาให้พี่ภัคฯ เซ็นต์ว่า อ่านแม่แล้วจะรักแม่มากขึ้น เพราะเผด็จการมาแล้วก็ไป แต่เผด็จการแม่อยู่กับเราตลอดกาล…ซึ่งเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่อง "แม่" รวมอยู่ในงานเขียนเรื่อง "ตำรับแห่งเสียงหัวร่อและการหลงลืม"(The Book of Laughter and Forgetting) ส่วนคำถามที่คุนเดอราตั้งอยู่เสมอในงานเขียนของเขา คือ ความรักกับกามารมณ์มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร คนทั่วไปมักคิดว่าสองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน ทว่าโดยเนื้อแท้แห่งธรรมชาติมนุษย์แล้ว คนเรามีความรักจำกัดอยู่กับคนๆใดคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดกามารณ์กับคนไม่จำกัดจำนวนไม่จำกัดเพศในทุกช่วงเวลา นี่คือความขัดแย้งอันดับแรก และสำคัญที่สุด ในชีวิตของคู่รักทุกๆคู่ ความรักคือน้ำหนักที่ถ่วงเราไว้กับสายใยแห่งความสุขระคนเศร้า ส่วนกามารมณ์คือความเบาหวิวแสนหวานที่ทำให้เราโลดเริงไปในห้วงอวกาศอันว่างเปล่า คนควรเลือกอะไร? นี่คือคำถามที่คุนเดอราถามซ้ำซากในนวนิยายทุกเรื่องของเขา รวมทั้งในเรื่อง "แม่"นี้ด้วย
 
วันที่ 26-29-30(1) ตุลา 53
ฝนกลับมาตกที่เชียงใหม่ เหมือนพิจิตร และอาจจะเหมือนที่อื่นๆ ทำให้ผมนึกถึงตัวเองเคยเรียนรักษาดินแดน(รด.) ก็มีสมุดประจำตัวทหารกองหนุน ประเภทที่๑ + ได้เข้ารับราชการในกองประจำการ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนคำถามว่าทำไมแสงจันทร์ หลบหน้า ลิ้ม นี่เป็นคำถามจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ต่อภาพยนตร์ด้วยครับ เมื่อหนังเรื่องoctober sonata ที่มีชื่อพระเอกว่า รวี และนางเอกว่าแสงจันทร์ และรวีแปลว่าพระอาทิตย์ ซึ่งสองเวลาตรงกันข้าม จะมาบรรจบกันได้หรือไม่ ทั้งเพศ วัย ความรู้ และตัวตน แต่ละวันของคนเรา ที่รอธรรมชาติในเวลาเช้า มันเหมือนอาจจะยาวนานเป็นนิรันดร์ก็ได้ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสู่ฟ้า  และสิ่งที่ใกล้ความยุติธรรมของสองคน คืออะไร จากเรื่องราวในภาพยนตร์ เมื่อทั้งสองไม่ได้ใส่เสื้อสีแตกต่างกัน แต่ว่าสังคมกลับไม่ให้ความยุติธรรม ให้ทั้งสองพบกันอย่างเสรีตลอดไป จึงต้องรอคอยสังคมไม่แบ่งกัน เป็นสี หรือรอคอยสีเข้มแบ่งคนเจือจางหายไป รวมทั้งโชคชะตาของสองคนต่อกันด้วย  ถ้ายกตัวอย่างเชิงนิทานเจ้าหญิง กับการจูบเจ้าชายกบ เมื่อเจ้าชายกบคืนร่างเดิม ก็ทำให้เจ้าหญิงประทับใจตกหลุมรักเจ้าชายด้วย ทว่านิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องของการอธิบายต่อFirst Love หรือ รักแรก หรือ รักแรกพบได้ไหม? ส่วนในทางกลับกัน ถ้านึกถึงภาพยนตร์ october sonata  คือ พระเอกหล่อเป็นรักแรก และรักแรกพบของนางเอก หรือไม่? นอกเหนือจากความใกล้ชิดระหว่างกัน ในภาพยนตร์ของเกาหลี สามารถสร้างอารมณ์เศร้าให้เราร้องไห้เสียน้ำตาได้ ซึ่งผมก็รู้สึกดี สำหรับเราทำให้ตระหนักคุณค่าของการสูญเสียคนรัก ในหนังแต่ละเรื่อง เพียงแต่ว่า มันทรมานโดยอารมณ์ซึ้งไม่ค่อยปลดปล่อยปลุกคนให้สู้ชีวิต น่ะครับ จนกระทั่ง ความเป็นพระเอก หล่อและนางเอกตกหลุมรักกัน ทั้งสองคนห่างไกลกันไป ก็ยังผูกพันทางใจ น่ะครับ ถ้าคิดถึงผลงานของคุนเดอรา นักเขียนที่ชอบตั้งคำถามมากกว่ามีคำตอบ และเราตั้งคำถามต่อตัวละคร แน่นอน แสงจันทร์ในหนังoctober sonata ไม่มีบทบาทได้เป็นแม่ของลูก เหมือนเรื่องแม่ของแม็กซิม กอร์กี้ ผู้เป็นนักเขียน สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องแม่ของมวลชนให้ศรีบูรพา และจิตร ภูมิศักดิ์ น่ะครับ เราอยู่ในประเทศไทย ที่มีเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมาก บางอย่างเกี่ยวพันทหาร ตำรวจ เช่น พิจิตร ก็มีงานวิจัยเรื่องหวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า เศรษฐกิจนอกกฎหมายกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย http://www.budutani.com/booklist/outlaw.html ที่เคยเผยแพร่ผลงานวิจัย และหนี้สินทางเศรษฐกิจ อีออน และแก๊งค์ชอปเปอร์โดยทหารทวงตังค์ แน่นอนว่า เศรษฐกิจของไทย ในระบบบางอย่างยังมีปัญหาโยงการเมือง เมื่อผมกลับบ้านเรื่องทำประกันและลดภาษี ซึ่งทำกับธนาคารทหารไทย โดยการรองรับของเศรษฐกิจกับทหารทางราชการ ย่อมดีกว่าเอกชน และเศรษฐกิจกับการเชื่อมสวัสดิการเชิงเครือข่ายของเอกชน เช่น ซูเลียน แอมเวย์ ที่มีอดีตครูมาทำงาน หรืออดีตทหาร ก็ยังบอกว่า เขาได้รับสิ่งดีกว่าระบบราชการ เพียงแต่ความจริงระบบราชการของพวกเขา ก็ทำให้เขาเป็นต่อยอดง่ายกว่าชาวนา ในแง่เงินบำนาญดำรงชีวิต เนื่องจาก อาหารเสริม และระบบเครือข่ายของสมาชิก นำมาซึ่งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน และธุรกิจ กำลังเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ ในประเทศเพื่อนบ้าน ต่างๆแน่นอน เมื่อพวกเราเริ่มแก่ ก็ประสบปัญหาร่างกายเสื่อม ความจำเสื่อม จึงทำให้บางคนกินอาหารเสริม เอ็ม สตาร์ นีโอ
ไลฟ์ เป็นต้น ครับ อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์october sonata นำเสนอเรื่องความทรงจำของพระเอกกับนางเอก ด้วยครับ
October Sonata V1. Teaser http://www.youtube.com/watch?v=73K5ujyYtA0
โดยผมก็ระลึกถึงหนังเรื่องรักที่รอคอย..October Sonata เพราะผมกลับบ้านหายตัวไปแว่บๆ จากเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากผมไม่ได้ไปเป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานที่จีน หรือผมไปเป็นคนงานเก็บผลไม้ในต่างชาติ และผมอยากจับปลา เอาน้ำท่วมมาฝากทุกคน ซึ่งผมไม่ได้ไหลไปกับกระแสน้ำท่วม ไหลไปกับน้ำทะเล ทั้งที่ผมอยากจับปลาร่วมกับนางเอก เหมือนพระเอกในภาพยนตร์ก็ตาม และผมทำงานเขียนสั้นๆ ในเรื่องรูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 ซึ่งวันที่ลุงนวมทอง ฆ่าตัวตาย ที่สะพานลอยก็ได้ใส่เสื้อที่มีบทกวีพลังประชาชน บทกวีบทสุดท้าย บั้นปลายชีวิตขณะลี้ภัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน กุหลาบสายประดิษฐ์ ได้ทราบข่าวชัยชนะของนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์เมือวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เขารู้สึกประทับใจและสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้แต่งบทกวีชื่อ พลังประชาชน ชิ้นนี้ส่งมายังเมืองไทยและนี่อาจเป็นบทกวีชิ้นสุดท้ายของเขาก็ได้ เพราะต่อจากนั้นอีกประมาณ 9 เดือนต่อมา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้ถึงแก่กรรมที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2517 รวม อายุได้ 69 ปี…บางตอนจากหนังสือ ร้อยนักเขียน ร้อยกวี ร้อยปี “ศรีบูรพา” (กุหลาบ สายประดิษฐ์)
…ฝนย้อย หยาดฟ้า มาสู่ดิน ประมวลสิ้น เป็นมหา สาครใหญ่
แผดเสียงซัด ปฐพี อึ่งมี่ไป พลังไหล แรงรุด สุดต้านทาน
อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน
กุหลาบ สายประดิษฐ์
ตอนนี้ ครบรอบ 80 ปีของจิตร ภูมิศักดิ์ (2473-2553) ซึ่งผมขอปิดท้ายเดือนนี้ ด้วยบทเพลงอาณาจักรรัก
http://www.youtube.com/watch?v=89xwIt-_yY4
 

About akkaphoncyber

I love human
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s